ตอนที่ 35 : Ch.33 คดีการหายตัวไปของโซล I - [ภาคสืบหา]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 34
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    13 มิ.ย. 59


Crystalfall: Fake/Brave

คริสตัลฟอร์: เฟค/เบรฟ

Ch.33 คดีการหายตัวไปของโซล I - [ภาคสืบหา]


“คดีหายตัว?”

ฉันทวนถึงเรื่องที่หัวหน้าฝ่ายสอบสวนเป็นชายท้วมๆ หน้าเหลี่ยมดูน่าเกรงขามประจำสาขาที่มีคนสนิทยืนข้างๆ บอกมา ตอนนี้มาอยู่ที่ฝึกงานที่เรียกว่า [สถานีผู้พิทักษ์] สาขาเขตใต้ของสถาบันนิวส์ไลฟ์ ชายคนสนิทที่ยืนอยู่พูดเสริม

“มันเป็นคดีที่ค้างคามาหลายปีแล้ว รู้สึกจะเกิดขึ้นก่อนเรื่องฟอร์ดาวน์ที่เมืองบาลาสด้วยสินะครับ คุณเฟลิกซ์”

“แล้วจะให้ฉันทำ...จะดีหรอคะ?”

“พูดแบบนี้แสดงว่าไม่มั่นใจตัวเอง?” หัวหน้าถาม

“คะ”

“ถึงให้งานนี้ยังไงละ มันดูไม่น่ามีอันตรายและจะเป็นประสบการณ์สำหรับเธอด้วย” หัวหน้าว่าเช่นนั้น “ระหว่างนี้เธอก็ไม่ต้องเข้าเวรกับลาดตระเวน ให้เวลาทำงานอย่างเต็มที่”

“เข้าใจแล้วค่ะ งั้น...มีกำหนดเส้นตายไหมคะ”

“ก่อนเธอขึ้นปีสี่ละกัน รายละเอียดเอกสารต่างๆ อยู่ที่โต๊ะเธอแล้ว”

“รับทราบคะ!

ยกมือขวาแนบหน้าอกเป็นการเคารพแล้วเดินออกจากห้องทำงานหัวหน้าโดยที่ไม่รู้ตัวเลยว่า หัวหน้าและคนสนิทของเขาแอบพูดถึงฉัน ซึ่งชายคนที่ยืนอยู่ก้มลงกระซิบถามหัวหน้าที่นั่งอยู่

“หัวหน้าคิดจะทำอะไรครับ ถึงให้งานเธอไปแบบนั้น”

“ยังดีกว่าให้เธอทำงานปกติละกัน” หัวหน้าเหงื่อตก “รายงานความเสียหายที่เด็กฝึกงานไซบอร์กนี่ทำเกินกว่าเหตุมาแทบทุกวัน ฉันปวดหัวจนแทบจะระเบิดอยู่แล้ว”

“นั่นสินะครับ...แล้วทำไมต้องเป็นคดีนั่นด้วย”

“เห็นว่าเด็กนั่นรู้จักกับคนที่ทำคดีมาก่อนด้วย”

“อ๋อ แก๊งสี่คนนั่น”

แล้วทั้งคู่ก็ถอนหายใจทิ้ง

งืม...ปล่อยให้อยู่สภาพนี้มาตั้งสองปีเลยหรอเนี่ย

ฉันกำลังยืนอยู่ในห้องหนึ่งในบ้านที่มีสองชั้น มันห้องที่ในเอกสารบอกว่าเป็นที่เกิดเหตุ ซึ่งเพดานและผนังตั้งแต่ครึ่งห้องส่วนบนหายไปจนเห็นภายนอกที่มีบาเรียกันคนนอกเข้ามา ณ บ้านหลังนี้

เกิดอะไรขึ้นที่นี่ละเนี่ย?

แล้วเดินเข้าไปใกล้ๆ ส่วนที่มันหายไปของผนัง

ขอบหนาของผนังบ้านนี้เรียบเลยแฮะ ถ้าเป็นระเบิดมันก็จะเละกว่านี้สิ

เวทมนต์หรอ? ถ้าเป็นพวกธาตุดินน้ำลมไฟยังไงก็ต้องเหลือร่องรอยบ้าง

เว้นแต่ธาตุสากล...แต่มันก็น่าจะหายไปทั้งห้องนิไม่น่าเหลือไว้ขนาดนี้

ฉันกำลังนึกถึงเวทมนต์หนึ่งที่ชื่อว่าหลุมดำ ซึ่งมันจะดูดทุกสิ่งที่ใหญ่กว่าตัวมันที่เสกขึ้นมาเข้าไปในมิติอื่น เท่าที่เรียนมาไม่เคยมีใครทำได้เกินกว่าเม็ดถั่วแม้แต่เรย์ลี่ที่ขึ้นชื่อว่าเชี่ยวชาญเวทย์สากลก็ตาม

ช่างมันก่อนละกัน...ไหนๆ ที่เป็นไดอิ้งเมสเสจ

ฉันมองหาตามที่มีรายงานในเอกสาร แล้วสักพักถึงจะเจอเพราะอยู่ตรงผนังที่ยืนติดอยู่ ก้มลงมองดูอย่างพิจารณา


ในเอกสารมันบอกว่าเจ้านี่น่าจะเป็นสิ่งสุดท้ายที่โซลหรือคนที่หายตัวไปหลงเหลือไว้ เพราะมีหลักฐานที่ว่ามันเป็นรอยที่เพิ่งถูกสลักก่อนที่จะเกิดเรื่อง

ไดอิ้งเมสเสจสินะ

ครึ่งท่อนบนหายไป...แล้วมันเขียนว่าอะไรละ

ฉันลองเอามือขวาสัมผัสตัวอักษรตัวแรกแล้วลองจินตนาการเขียนตามดู

อี วี อี อาร์ วาย

แล้วก็ลองวาดนิ้วตามจนถึงตัวสุดท้ายขวาสุดจนรู้ข้อความเต็มที่ลองเขียนตาม มือขวาสั่นเล็กน้อย

หือ? เขียนทิ้งแบบนี้ไว้จริงดิ...ไม่ค่อยเข้าใจความหมายของมันเลย

ตามรายงานยังบอกว่าลายมือของโซลค่อนข้างอ่านยากซะด้วย ไม่น่าจะใช่สิ่งที่ฉันกำลังคิดอยู่แน่ๆ

เหมือนมีความกลัวแผ่ซ่านขึ้นมาตามความหมายที่พอจะสะกดได้แต่เลือกที่จะไม่เชื่อทั้งหมด

งั้นก็ไม่มีอะไรแล้วบ้านหลังนี้...ต่อไปก็ทางเหนือสินะ

[สองชั่วโมงต่อมา ทางเหนือของสถาบันนิวส์ไลฟ์]

“รบกวนด้วยนะคะ”

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ก็คิดไว้อยู่แล้วว่าต้องมีคนมาถามเรื่องนี้อีก”

ตอนนี้ฉันมายังบ้านเล็กๆ หลังหนึ่งที่แลดูอบอุ่น มีคนเป็นแม่และลูกสาวบุญธรรมด้วยซึ่งคนลูกนั้นถูกวานให้ไปซื้อของอยู่ คุณแม่ของบ้านหลังนี้รินน้ำชาให้ก่อนที่จะนั่งลงใกล้ๆ

ทั้งสองคนนี้มีความสัมพันธ์เกี่ยวของกับโซล นักโบราณคดีของศิษย์ชื่อดังที่หายตัวไปอย่างน่าฉงนใจ

หวังว่าคนร้ายคงไม่ใช่แม่คนนี้นะ

“แล้วอยากทราบเรื่องไหนก่อนคะ?”

“โอะอ๋อ! คืออยากทราบเรื่องหนึ่งคะ คือก่อนที่จะเกิดเรื่องนั้น...มีเรื่องแปลกๆ พอเป็นที่สังเกตบ้างไหมคะ”

ฉันถามแบบนั้นไปเพราะในรายงานที่ได้มาไม่เห็นถามเรื่องนี้เลย

อยากไปตบหัวคนทำคดีจัง

“เรื่องผ่านมานานแล้ว นึกไม่ค่อยออก”

“ค่อยๆ นึกก็ได้ค่ะ”

“เอ...ดิฉันก็ไม่ได้แน่ใจด้วยสิ”

“ลองเล่ามาเถอะค่ะ”

“ปกติดิฉันก็เห็นสามีชอบทำตัวลั้นล๊าละคะ”

“ลั้นล๊า? นอกใจหรอคะ?”

“ไม่ใช่อย่างงั้นหรอกค่ะ อย่างเขาไม่กล้าหรอก หึๆ...ดิฉันหมายถึงลั้นล๊ากับงานโบราณคดีนั่นต่างหากค่ะ”

อ๋อ พวกบ้างานนี่เอง

“แต่ถึงอย่างงั้นเขาก็ยังเฉียดเวลามาดูแลความรู้สึกของฉันกับลูกสาว พวกเราก็เลยรักเขามากคะ”

น้ำเสียงของหล่อนดูเหมือนสั่นครืนเล็กน้อย ฉันเลยรีบให้เข้าประเด็น

“แล้ว...มันแปลกยังไงคะ?”

“คือสองวันก่อนที่เขาจะหายตัวไป เหมือนเขาจะขนของบางอย่างเป็นของเหลี่ยมๆ ใหญ่ๆ สีดำเงินคล้ายกล่องเข้าห้องทำงานของเขาละคะ พอถามไปว่าคืออะไร เขาบอกว่ามันเป็นของที่อาจารย์ของเขาเหลือทิ้งไว้ให้ก่อนที่อาจารย์ของเขาจะหายตัวไป เขายังบอกอีกว่าของในนี้ไม่เคยมีใครเปิดได้เลยนอกจากอาจารย์ของเขาและยังพูดเล่นๆ อีกว่าถ้าเปิดกล่องได้เขาอาจจะหายตัวไปเหมือนกับอาจารย์ก็ได้”

“หือ?”

กล่องแพนโดร่าหรือยังไง

“ดิฉันคิดว่าเป็นเรื่องเล่นๆ ซะอีก...ที่ไหนได้...”

“เอ่อ เรื่องนั้นไม่น่าจะใช่นะครับเพราะกล่องนั่นยังอยู่ดีและดูจากทิศทางที่ทำให้ห้องนั้นหายไปเกือบครึ่งมันอยู่คนละทาง”

ฉันบอกตามสำนวนคดีที่ได้อ่านมาเพราะเพิ่งนึกได้ว่ากล่องนั่นอยู่ในสำนวน ผู้ที่เป็นภรรยาของโซลเหมือนจะโล่งใจนิดหน่อยแต่ก็ยังโศกเศร้าอยู่ดี ฉันถามเพิ่มเติม

“แล้วมีนอกเหนือจากนั้นอีกหรือเปล่าคะ”

“ถ้าเป็นวันที่เกิดเรื่อง เขาดูเหมือนจะตื่นเต้นนะคะ”

“ตื่นเต้น?”

“เหมือนเขาเจอเบาะแสเกี่ยวกับงานของเขามั้งคะเพราะเขามักเป็นแบบนั้นเสมอ”

หลังจากนั้นก็เป็นการพูดคุยกันทั่วไป ไม่ได้เบาะแสอะไรเพิ่มเติมจนกระทั่งลูกสาวบุญธรรมกลับมาพร้อมกับผักและผลไม้ ฉันเห็นเด็กคนนั้นมีหูกระต่ายจำลองสวมหัวอยู่

“บนหัวเธอน่ารักดีนะ ซื้อมาจากไหนหรอ”

แล้วจู่ๆ เด็กคนนั้นทำหน้าเศร้าแล้วถอดมันมาพิจารณาอย่างลึกซึ้ง แม่ของเธอเป็นคนอธิบายแทน

“มันเป็นของขวัญวันเกิดจากคุณพ่อของเขาละคะ...ให้เธอในวันที่หายตัวไป”

พอได้ยินแบบนั้นแล้วเผลอเอามือกุบปากแล้วรีบบอกเด็กคนนั้น

“เอ่อ...พี่ขอโทษน้า...”

“ไม่เป็นไรคะ” เธอเช็ดน้ำตาที่กำลังจะไหล “หนูไม่ได้เป็นอะไร...พี่สาวจะช่วยตามหาคุณพ่อหนูใช่ไหมคะ”

คำขอร้องนั่นพุ่งเข้ามาทิ่มแทงใจฉันเพราะรู้ดีว่าโอกาสที่จะหาพ่อของเธอเจอมีน้อยมาก

ฉันก็ลูบหัวเธอ

“พี่จะพยายามนะ”

“...คะ”

แล้วเด็กนั่นก็เดินขึ้นบันไดไป ใบหน้าที่ผิดหวังฉันจำมันได้ดี คนเป็นแม่ดูเหมือนไม่พอใจ

“ทำไมคุณพูดแบบนั้น”

“ไม่อยากให้ความหวังมากเกินไปคะ เลยไม่ได้ฟันธง...และอีกอย่าง นี่มันก็สองปีแล้วนะคะ”

“ก็ถูกของคุณ” คุณแม่ยอมรับความเห็นของฉันโดยดี “แล้วทำไมมีการรื้อคดีนี้เหรอคะ? ถึงได้มาถามดิฉันในวันนี้”

“ฉันเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันคะ”

พอถูกถามแบบนั้นแล้วทำให้นึกอะไรขึ้นมาได้

หัวหน้าคงไม่อยากให้ฉันทำงานลาดตระเวนไล่จับคนร้ายแล้วแน่ๆ ฉันก่อเรื่องไว้เยอะนี่นา

[หนึ่งชั่วโมงต่อมา เวลาเที่ยงตรง – ใจกลางเขตกลางศึกษา]

เหมือนจะได้เบาะแสแต่ไม่ค่อยจะช่วยอะไรเลย

ฉันยืนเกาหัวแล้วนั่งบนม้านั่งไม้มองดูบ่อน้ำพุไปพลางๆ

เวลาที่เหลือในการสืบเรื่องนี้ก็อีกหลายเดือนแต่ถ้าไม่รีบหลักฐานอาจจะหายไปก็ได้

เอ่อ...แต่มันก็สองปีแล้ว

เฮ้อ เหลือทำธุระกับเมืองนี้แค่อย่างเดียวเท่านั้น

“หือ?”

ฉันส่งเสียงร้องเบาๆ เพราะดันเจอคนที่อยากจะเจอพอดีเลยตะโกนเรียก

“รุ่นพี่บาร์เบส!

ชายผมทองสั้นเผ่ามนุษย์คนถูกเรียกที่เดินคู่กับสาวเผ่ามนุษย์เช่นกันสะดุ้งโหยง ฉันโบกไม้โบกมือเรียกหาแล้วอยู่ดีๆ ก็เห็นฝ่ายผู้หญิงมองจิกหน้าใส่ฉันและตบหน้าฉาดรุ่นพี่บาร์เบสแล้วเดินย้ำเท้าโกรธจากไป

อุ้ย...หวังว่าเรื่องที่เกิดไม่เกี่ยวกับฉันนะ

ส่วนบาร์เบสที่หายช็อกเดินกุมแก้มซ้ายตรงมาหาตาตกใส่ฉัน

“สงสัยจะเลียนแบบเจ้าคิรินซังไม่ได้จริงๆ”

“เอ่อ...ตะกี้มันอะไรกันคะ”

“อย่าไปสนใจผู้หญิงงี่เง่านั่นเลย แล้ว...มีอะไรถึงเรียกละครับ? ปกติไม่เห็นทักก่อน”

เจ้าตัวถามด้วยเสียงเบื่อหน่าย จากที่เขาทำแบบนี้กับฉันแสดงว่าเลิกสนใจในฐานะคนอยากจะจีบไปแล้วเพราะฉันไม่เล่นด้วย

“จะถามเรื่องคดีของโซลหน่อยคะ”

เพียงได้ยินแค่ชื่อ บาร์เบสตาตื่นโตทันที

“ทำไมถึงพูดเรื่องนี้?”

“ก็รุ่นพี่รับผิดชอบเรื่องนี่ใช่ไหมละ คือฉันได้รับหน้าที่มาให้รื้อคดีนี่ตรวจสอบใหม่ตั้งแต่ต้นอีกที”

“ความคิดหัวหน้าใช่ไหม”

“ใช่”

“เอ...คิดอะไรของเขานะ” บาร์เบสทำท่านึกก่อนที่ยอมแพ้ “แล้ว...อยากให้ฉันจะให้เล่ารายละเอียดให้ฟังใช่ไหม”

“คะ”

“งั้นไปคุยกันโรงอาหารขุนนางใกล้ๆ นี่นะ แน่นอนว่าเธอเป็นคนสานต่อคดีก็ต้องเลี้ยง”

แล้วเจ้าตัวเดินนำไปก่อนเลยไม่ทันสังเกตว่าฉันกำลังกัดฟันกรอด

ไอ้รุ่นพี่ขี้งก!!

[ครึ่งชั่วโมงผ่านไป – โรงอาหารขุนนาง]

ไม่ได้เรื่องเพิ่มเลย

ที่คิดแบบนั้นเพราะหลังจากที่ได้นั่งคุยกับรุ่นพี่บาร์เบสถึงคดีอย่างละเอียดแล้วก็ยังไมได้ช่วยอะไรอยู่ดีเพราะมันก็เหมือนกับที่เขียนในสำนวนคดีทั้งหมด

ไม่น่ามาถามเจ้ารุ่นพี่ขี้งกนี่เลย หลอกสาวกินแบบนี้มิน่าถึงหาแฟนไม่ได้

แล้วฉันก็นั่งมองคุณรุ่นพี่ที่กำลังอิ่มอร่อยกับอาหารสุดหรูที่ฉันเป็นคนจ่าย พอเจ้าตัวกินน้ำแล้วก็บอกเรื่องนั้นต่อ

“แล้วหลังจากนั้นพอพวกรุ่นพี่กลับมาจากสงครามกลางทวีปนั่นเลยโอนคดีให้พวกเขา น่าจะมีความคืบหน้าบ้างนะ พวกเขาเก่งกว่าฉันเยอะ”

โอนคดี? ให้คนอื่นทำ?

แล้วฉันก็พยายามนั่งนึกพวกสำนวนคดีที่อ่านที่สำนักงานทั้งหมด

“แล้วทำไมถึงไม่มีเรื่องเพิ่มเติมนอกจากนั้นเลยละ”

“หมายความว่าไง?”

“คือเท่าที่รุ่นพี่เล่ามาทั้งหมดมันก็แทบจะ 100% ของสำนวนเลยนะคะ งั้นคนที่ทำคดีต่อ...”

“อ๋อเข้าใจแล้ว รุ่นพี่ที่ได้คดีนี้ต่อคงหาข้อมูลไม่ได้ ไม่ก็ไม่ทำ”

“ไม่ทำ!? ทำไมถึงทำแบบนั้นได้ละ? ทั้งภรรยากับลูกเขาต่างเสียใจมากนะคะ!

“ใจเย็นๆ ก่อน”

รุ่นพี่ยกมือห้ามเพื่อให้ฉันที่เผลอเสียงดังกับลุกขึ้นให้ยอมนั่งลง

“ขอโทษคะ”

“ก็นั่นแหละ มันอาจจะเป็นความจริงที่โหดร้าย ไม่มีเรื่องที่จะไขข้อข้องใจได้ทุกเรื่องหรอก ถ้าไม่เจอกุญแจ”

“กุญแจ?”

“ก็กล่องนั่นไง กล่องเหล็กกล้าที่ผู้เชี่ยวชาญบอกว่าไม่เคยเจอที่ไหนมาก่อน ทั้งพยายามงัดแล้วพยายามแกะรหัสแล้วก็ไม่สามารถเปิดได้...คนที่เปิดมันได้ที่ฉันรู้ก็มีอยู่สองคน อาจารย์ลัคกี้กับอาจารย์โซลที่หายสาบสูญทั้งคู่ เธอได้ลองเปิดมันหรือยัง?”

“อ๋อ กล่องนั่นหรอคะ ยังคะ”

“ลองกลับไปเปิดไม่ก็หาเบาะแสจากมันดู เพราะเจ้ากล่องนั่นมันเป็นจุดที่คาใจที่สุดแล้ว...ถ้าไม่นับไดอิ้งเมสเสจ”

“อันนั้นฉันคิดว่ามันจะเป็นข้อความแบบนี้ค่ะ”

แล้วฉันก็ลุกขึ้นยืนยื่นหน้าเข้าไปกระซิบข้างหูรุ่นพี่...ไม่ได้คิดอะไรนะ เพียงแต่ไม่อยากให้คนอื่นได้ยินเพราะมันไม่ค่อยน่าเชื่อเท่าไหร่ พอรุ่นพี่ได้ยินแล้วตาโตก่อนที่จะขมวดคิ้วสงสัย

“จริงหรือ?”

“ไม่ค่อยแน่ใจเท่าไหร่คะ แต่มันเป๊ะที่สุดเท่าที่ลองเขียนตามแล้ว”

“งืม...ถึงอย่างงั้นมันก็ไม่ช่วยอะไรอยู่ดีนั่นแหละ” บาร์เบสพูดแล้วพึมพำกับตัวเอง “เขียนไว้แบบนั้นจริงๆ หรอเนี่ย”

“หรือจะเป็นรหัสลับอะไรหรือเปล่าคะ”

“รหัสลับ?”

“ก็เท่าที่สืบเรื่องกิจวัตรของอาจารย์โซล เขาเป็นนักโบราณคดีใช่ไหมคะ? แล้วเขายังเชี่ยวชาญเรื่องปริศนาแบบต่างๆ จนได้รับการทาบทามทางสมาคมกิลด์ผจญภัยบ่อยๆ ให้ไปช่วยแก้ไขปริศนาดันเจี้ยนบางที่ที่ต้องใช้ความคิดขั้นสูง เลยคิดว่าเขาไม่น่าจะบอกข้อความที่ว่าตรงๆ ก็ได้คะ”

“งืม...เธอสืบมาดีนะ”

“แน่นอน”

“แล้วคิดออกไหมละ ว่าข้อความนั่นมันมีปริศนาอะไรซ่อนอยู่”

“ไม่เลย...ต้องการข้อมูลมากกว่านี้คะ เดี๋ยวว่าพรุ่งนี้จะเดินไปบ้านพักตากอากาศที่อยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของอาจารย์เขาคะเพราะในสำนวนคดีมันเขียนว่ากล่องเหล็กที่เปิดไม่ได้ถูกย้ายไปเก็บไว้ที่นั่นตามพินัยกรรมของเขา”

ฉันพูดความตั้งใจของตัวเองออกไป บาร์เบสวางส้อมกับมีดลง

“บ้านพักตากอากาศของอาจารย์โซล? งืม...รู้สึกว่าพรุ่งนี้ฉันเองก็ต้องไปแถวๆ นั้นเหมือนกัน”

“ฮั่นแน่...อย่าหาเรื่องตามไปจีบฉันเลยค่ะ มีแฟนเป็นตัวเป็นตนแล้ว”

ฉันเชิดหน้าถอยหลังเถิบห่างทำท่ารังเกียจแบบเห็นได้ชัด อีกฝ่ายทำหน้าตกใจ

“เฮ้ยๆๆ อย่ามองในแง่ร้ายแบบนั้นสิ...คือมันเป็นเควสปาร์ตี้กลุ่มเปิดที่ทางสมาคมร้องขอมา”

พอได้ยินแบบนั้นแล้วเลยขอให้เล่ารายละเอียดอย่างยาว

[ตกดึก – บ้านของเฟลิกซ์ & ทอมมี่]

“กะทันหันจังนะครับ”

ทอมมี่เขาบ่นอยู่หน้าประตูทางเข้าห้องนอน ขณะที่ฉันกำลังจัดแจงเก็บของที่จำเป็นในการเดินทางลงในถุงผ้า

“ช่วยไม่ได้นี่น่า เรื่องงานที่ต้องไปตรวจสอบมันอยู่เกือบสุดชายแดนเลยนี่ แล้วพอดีว่าพรุ่งนี้มีนักผจญภัยกลุ่มใหญ่จะเดินทางไปแถวนั้นเพื่อทำเควสเร่งด่วนน่ะ”

“ไปรถม้ากันใช่ไหมครับ?”

“เปล่า เรือเหาะน่ะ”

พอทอมมี่ได้ยินแล้วเขาทำท่าสนใจ

จริงสิ เขาไม่น่าจะเคยเห็นนะ

“มันเป็นเรือบิน เฮ้ย เรือเหาะของกิลด์ซีราฟิน่าที่ฉันติดสอยห้อยมาจากเมืองบาลาสจนถึงที่นิวส์ไลฟ์แห่งนี้แหละ”

“อ๋อ...เคยได้ยินมาก่อนนะครับ เรื่องฟอร์ดาวน์นั่น”

ทอมมี่ว่าเช่นนั้น ฉันเองก็เอามือกุมกลางอกที่มีคริสตัลไว้ นับตั้งแต่วันที่อากิตะตัวปลอมหรือจอมมารเอสเปอร์ที่เกิดใหม่ได้ตายด้วยน้ำมือฉัน ฉันก็ไม่เห็นมาเรียปรากฏตัวอีกมาเลย

หรือจะหายไปเพราะช่วยฉันไว้นะ?

คิดแบบนั้นอยู่พักหนึ่งก็สลัดมันทิ้งไปรีบเก็บของให้เสร็จๆ แล้วหันกลับมาพบว่าทอมมี่ไม่อยู่แล้ว แต่มีเสียงเรียกดังขึ้นมา

“เตรียมน้ำเสร็จแล้วนะครับ!

“จ้า! เดี๋ยวว่าจะเข้าไปพอดี”

แล้วฉันเดินไปเข้าห้องอาบน้ำที่แบ่งออกเป็นสองส่วนคือห้องแห้งกับห้องเปียก ฉันถอดชุดไว้ห้องแห้งก่อนที่จะเลื่อนประตูเข้ามาห้องเปียกที่มีอ่างแช่น้ำร้อนที่ทอมมี่ทำไว้ให้ ฉันค่อยๆ หย่อนตัวลงไป

อ่าห์...สบายจัง

และแล้วทอมมี่ก็ตามเข้ามา แน่นอนว่าเขาถอดหมดทั้งตัวเหมือนกันเผยให้เห็นส่วนหน้าอกที่ฉันเห็นแล้วน้อยเนื้อและช้ำใจอย่างยิ่ง

“เอ่อ...ทอมมี่ อ่างบ้านเราแช่สองคนมันอึดอัดนะ”

“ไม่เห็นเป็นไรเลยนี่ครับ อยากแช่ด้วยกันนิ”

เจ้าตัวค่อยๆ เดินมาเอาเท้าจุ่มลงอ่างทีละก้าว

หรือว่า...

แล้วเขาก็ค่อยๆ โน้มตัวนั่งทับฉันอย่างนิ่มนวลแล้วยื่นหน้าเข้ามาใกล้

“วันนี้ทำอะไรไว้คงจำได้สินะครับ”

ที่ข้างหน้าผากทั้งสองของเขาเกิดมีเขาสีฟ้าเรืองแสงงอกขึ้นมา ฉันรู้จักสิ่งนั้นดี มันเป็นเขาของปีศาจบางชนิดที่มี มันเป็นที่รวมมานาและเห็นว่ามีวัฒนธรรมกับประเพณีหลายๆ อย่างกับเขานั่นด้วย และยังรู้อีกว่าเดิมทีทอมมี่ถูกตัดเขาไปเพื่อให้ไม่สามารถขัดขืนและอ่อนแรงจะได้ขังคุกใต้ดินกับผนึกเป็นเวลาสองร้อยปีได้

และช่วงสองปีที่ผ่านมา พลังของทอมมี่เริ่มกลับฟื้นคืนชีพ แน่นอนว่าปีกสีดำทั้งสองกลางหลังที่เคยถูกหักกำลังสยายปีกออกมา ซึ่งถ้าทอมมี่มีเขางอกและกลางปีกแบบนี้มีความเป็นไปได้สามกรณี อย่างแรกกำลังโกรธหนักมาก ซึ่งเท่าที่เห็นไม่น่าจะใช่ สองต้องใช้พลังสูงซึ่งแค่แช่น้ำไม่น่าจะใช้อะไรหรอก ดังนั้นข้อสุดท้ายก็คือ...

“เอ่อ...ทอมมี่ พรุ่งนี้ฉันต้องไปแต่เช้านะ”

“ไม่สนหรอกครับ มันเกินที่จะทนมานานแล้ว...ต้องรับผิดชอบอย่างสาหัสทั้งคืนนี้”

เขาก็ยื่นนิ้วขวามาแตะที่กลางหน้าผากแล้วฉันก็รู้สึกเหมือนหัวใจเต้นรัวขึ้นและเคลิบเคลิ้มอย่างหนัก

แย่ล่ะ โดนเวทย์ปลุกอารมณ์ทางเพศเข้าแล้ว

ถึงใจจะคิดแบบนั้นแต่ลิ้นฉันกำลังแลบออกไปเลียลิ้มฝีปากตัวเองราวกับเป็นการยั่วยวนก่อนที่จะผสานมือทั้งสองไว้ที่กลางหลังทอมมี่แล้วดันตัวเขาเข้ามารับสัมผัสที่เร้าร้อนเกินสุดจะบรรยาย น้ำร้อนที่เตรียมไว้เริ่มล้นหกกระจายไปทั่วห้องอาบน้ำ

ช่วงคุยกับไรท์เตอร์

จบลงไปแล้วสำหรับ Ch.33 นะจ๊ะ

งานใหม่ของเฟลิกซ์นั้นมันเกี่ยวข้องกับเรื่องประหลาดที่เกิดขึ้นกับอาจารย์ทั้งสอง

แล้วข้อความที่เฟลิกซ์แกะได้จากบนผนังนั่นคืออะไรกันแน่ ทำไมถึงทำให้เฟลิกซ์หวั่นใจ

แล้วเธอก็ต้องเดินทางไปนอกเมืองเพื่อสืบคดีนี้อีก

เธอจะเจอกับอะไร?

โปรดติดตามต่อตอนไปที่มีชื่อว่า

Ch.34 คดีหายตัวไปของโซล II – [ภาคถอดรหัส]

(เอ่อ...ฉากในห้องอาบน้ำคงไม่ติดเรทอ่ะมั้ง ทอมมี่เขาเป็นคนทำเองอ่ะ ไรท์เตอร์ไม่เกี่ยว :P )

ถ้าชอบก็ Comment ให้กำลังใจกันบ้างเน้อ 1 Comment เท่ากับล้านกำลังใจเลย ฮ่าๆ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

53 ความคิดเห็น