ตอนที่ 34 : Ch.32 Fake/Brave XII - Akita/Felix - [หลังเกิดเรื่อง]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 27
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    12 มิ.ย. 59


Crystalfall: Fake/Brave

คริสตัลฟอร์: เฟค/เบรฟ

Ch.32 Fake/Brave XII

Akita/Felix - [หลังเกิดเรื่อง]

“แม่...”

เสียงพึมพำอ่อนหวานแฝงไปด้วยความเป็นห่วงที่ฉันรู้จักดี มันทำให้ต้องลืมตาขึ้นมาพบกับโลกรอบตัวอันแสนมืดมิดแต่ก็รู้ว่าเสียงนั่นดังมาจากทางซ้ายมือถึงแม้จะมองไม่เห็นก็ตามแต่ก็รู้รูปร่างหน้าตาของเธอดีเพราะฉันกับเธอนั้นเหมือนกันอย่างกับส่องในกระจก

จริงสิ...ฉันตายแล้วนี่น่า

มารับฉันสินะ...

พอจะลุกขึ้นกลับไม่มีแรงและรู้สึกว่าหลังมันนุ่มๆ ชอบกลแต่ก็ไม่ได้สนใจอะไร เสียงของเธอคนนั้นดังขึ้นอีกครั้ง

“แม่ทรมานมากสินะ”

ใช่ มันเจ็บมากเลยล่ะ...แต่ไม่เท่ากับสิ่งที่ทำไว้กับเธอหรอก

อันนา...ลูกสาวนอกวงของฉัน

สายลมอ่อนๆ ที่พัดมาจากที่ไหนสักแห่งปลุกฉันขึ้นมาอีกครั้ง

เพดานไม้สีอ่อนที่แลดูคุ้นตากับกลิ่นสะอาดที่มีที่เดียวเท่านั้นไม่ว่าโลกนี้หรือโลกก่อน

ห้องพยาบาล

ตาทั้งสองข้างของฉันลืมตาขึ้นอย่างเหน็ดเหนื่อย เรย์ลี่ที่เฝ้าอยู่ตกใจ

“ท่านพี่ฟื้นแล้ว!

ไม่ตาย...สินะ

ขยับหัวตามเสียงนั่นเพื่อให้เห็นเจ้าตัว

เรย์ลี่...โดนเข้าไปขนาดนั้น...ยังไม่ตายหรือเนี่ย

หลังจากนั้นคุณหมอชายที่เคยเจอกันมาหลายเดือนก่อนก็ตรวจอาการฉันอย่างละเอียดแล้วบอกกับเรย์ลี่ว่าไม่เป็นอะไรแล้ว หล่อนก็ดีใจออกนอกหน้าและฉันก็เริ่มที่จะมีแรงพูดบ้างแล้ว

“เรย์...ลี่”

“คะท่านพี่!

“ทอมมี่...ละ? เขารอด...ไหม”

เมื่อฉันถามอย่างงั้นไป เรย์ลี่ทำหน้าหนักใจไม่สบตา

หรือว่า...

“อาการหนักอยู่ค่ะแต่ก็ปลอดภัยแล้ว”

“ระระระรอด!? แล้วจะทำหน้าแบบนั้นทำไม!” ฉันขึ้นเสียงหน่อย

“เอ่อ...ก็เรย์ลี่เหนื่อยนี่ค่ะ ตั้งแต่เกิดเรื่องแทบไม่ได้หยุดมือเลยค่ะ”

“ยะอย่างงั้น...หรอ แล้วเขาอยู่ไหน?”

“หันไปทางนู้นสิคะ ท่านพี่”

เรย์ลี่ส่งสายตาไปทางขวามือฉันเลยรีบหันไปมอง...ใบหน้าที่ดูสบายดีแต่ยังไม่ได้สติของทอมมี่ทำให้ฉันโล่งใจอย่างมากและท่อนล่างของเขากลับมาเป็นเหมือนเดิม

“เรย์ลี่...ทำไมฉันกับเขาถึงรอดละ”

“โชคดีค่ะโชคดี” เรย์ลี่หลิ่วตา “พวกนักเวทย์นอกสนามแห่กันลงมาช่วยได้ทันเวลาพอดี”

“แต่ฉันท้องแหก ทอมมี่ตัวขาดขนาดนั้นยังใช้เวทย์รักษาได้อีกหรอ?”

“ถ้าเป็นมนุษย์คงช่วยไม่ทันค่ะ...แต่ทั้งสองคนใช่มนุษย์ซะที่ไหนเลยฟื้นตัวได้ไวกว่ามากคะ”

เรย์ลี่อธิบายแล้วแบมือออก

ฉันกลายเป็นคริสเมน ทอมมี่ก็เป็นปีศาจ

แต่โดนตัดครึ่งหนึ่งขนาดนั้นยังรอดได้อีกหรอเนี่ย เผ่าปีศาจสงสัยจะตายยากน่าดู

“ถ้าเป็นเช่นนั้น ท่านผู้กล้าคงจะให้คำตอบสำหรับเรื่องที่เกิดขึ้นได้แล้วใช่ไหม”

บุคคลที่สามพูดแล้วเดินเข้ามาสวนกับคุณหมอที่ออกจากห้องไป

“อาเธอร์”

“ครับ เราเอง...หวังว่าท่านพอจะเล่าได้”

แล้วฉันก็เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดภายในคุกใต้ดินที่ถูกจัดเป็นสนามแข่งขัน เรย์ลี่เป็นคนแรกที่โวย

“เจ้าผู้กล้าตัวปลอมเป็นจอมมารกลับชาติมาเกิดเนี่ยนะ!

“อือ เจ้าตัวพูดอย่างงั้น ท่าทางเขาไม่น่าโกหก...ไม่รู้ว่าก่อนหน้านี้เขาสร้างเรื่องอะไรไว้หรือเปล่า”

“ถ้าเป็นแบบนั้น...คงไม่มีอะไรต้องกังวลแล้ว”

สิ่งที่อาเธอร์พูดมันทำให้ฉันฉงนใจอย่างหนักมาก

“หา!? ไม่กังวลได้ไง? ฉันคิดว่าเจ้านั่นคงทำอะไรไว้มากมายแน่ๆ ก่อนที่จะมาฆ่าฉัน”

“ประเด็นคือหลังจากที่เกิดเรื่องนั้นต่างหาก นี่มันก็สามวันแล้วที่เธอสลบไป...”

สามวัน?

ฉันอึ้งนิดหน่อยกับการหลับยาวของตัวเองแต่ก็ฟังเรื่องจากอาเธอร์ต่อ

“ทุกๆ คนที่อยู่ที่นี่...ไม่สิ น่าจะเหมือนกับคราวก่อน ทุกคนในโลกคริสตัลฟอร์แห่งนี้...ไม่มีใครจำผู้กล้าที่ชื่อว่า [อากิตะ] ได้เลยยกเว้นคนจำนวนน้อยอย่างพวกเราเหมือนคราวก่อน”

ฉันตกใจมากแต่ก็ไม่ได้ร้องออกไป

ฝีมือพระเจ้า...อีกแล้วงั้นหรอ?

ไงว่าเขาจะเลิกยุ่งแล้วไง...

เอ๊ะ? หรือเป็นคำสั่งอัตโนมัติหรือเปล่า เหมือนกับสิ่งที่กำหนดว่าตัวฉันถ้าตายไปแล้ว โลกใบนี้จะ...

“แม้แต่เหตุผลการเริ่มสงครามหลายเดือนก่อนก็ถูกเปลี่ยนด้วยเช่นกัน” อาเธอร์กล่าว “กลายเป็นแค่แย่งชิงเกทให้กำเนิดทุกสรรพสิ่งแค่นั้น...ถ้าคนที่ไม่ได้รู้เห็นเรื่องพวกนี้แล้วได้มายินเข้าคงหาว่าบ้าแน่ๆ”

“นั่นสิ เรย์ลี่ก็ว่างั้น บางทีนะ เรย์ลี่คิดว่าพระเจ้านั่นคงวิปริตหนักแน่ๆ ทำอะไรต่อมิอะไรแลดูไม่สมประกอบไม่สมส่วนไปซะหมด”

“นั่นก็เพราะพระเจ้าเขาต้องบริหารหลายโลกพร้อมๆ กัน...”

บุคคลที่สี่แทรกขึ้นมาก็คือเอลด้าที่เข้ามาตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้ น่าจะเข้ามาทางหน้าต่าง

“หลายโลก?” อาเธอร์ทวน

“ใช่แล้ว พวกเจ้าสองลองคิดภาพว่ามีสองมือแต่ต้องทำเรื่องทั้งร้อยอย่างพร้อมๆ กันสิ...ส่วนเฟลิกซ์ ถ้าบอกว่าคอมพิวเตอร์ที่ใช้การประมวลวิเคราะห์ขั้นสูงนานๆ โดยไม่หยุดพักและไม่มีหล่อความเย็นรักษาอุณหภูมิไว้มันจะเกิดอะไรขึ้น เจ้าคงเข้าใจเรื่องนี้ดี”

อย่างหลังที่เอลด้าพูดนั้น เรย์ลี่และอาเธอร์ต่างเอียงคอไม่เข้าใจแต่ฉันเข้าใจเรื่องพวกนี้ได้อย่างดี

“ไม่รวนก็บัคสินะ”

“แม้แต่พระเจ้าเองก็ไม่สมบูรณ์แบบซะทุกอย่าง ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นนี่บางทีเขาไม่รู้เรื่องด้วยซ้ำไป”

“เธอจะบอกว่าเรื่องที่เกิดขึ้นหลังจากที่เขาทอดทิ้งโลกนี้มันเป็นแค่บัคงั้นหรอ?” ฉันขมวดคิ้ว

“อยากให้เชื่อ...เพราะมันเป็นความจริง”

ไม่ใช่แค่คำพูด เอลด้ายังยกมือขวาขึ้นมาดีดนิ้วแล้วจู่ๆ รอบข้างเปลี่ยนไป จากเดิมที่ควรอยู่ในห้องพยาบาลตอนนี้กลายเป็นโลกสีขาวโพลนที่มีพื้นลายตารางทอดยาว คนที่ตกใจสุดๆ ก็คือเรย์ลี่กับอาเธอร์ ส่วนฉันก็นิดหน่อยเพราะเคยมายังที่นี่ก่อน

“นี่มันห้อง...เอ่อ...ห้องอะไรนะ...ฉันลืมแล้ว”

“ห้องต่างมิติที่เดิมทีไว้ให้เจ้าฝึกฝนต่อสู้ยังไง”

“ชะๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ใช้เวทย์อะไรเนี่ย!?” เรย์ลี่ร้องเสียงหลง

“เป็นไปได้ยังไง? วาปมาหรือ? ทำไมใช้เวลาไม่ถึงวินาทีเลยแม้แต่น้อย?” อาเธอร์วิเคราะห์อย่างหนัก

“เอลด้า...”

ฉันบอกเตือน เธอเลยดีดนิ้วอีกทีก็กลับมาห้องพยาบาลที่เดิมเหมือนเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อสักครู่ไม่เคยเกิดขึ้น

“มันเป็นสิ่งที่พระเจ้าลืมถอดออกไปจากตัวข้า เพิ่งรู้ไม่นานนี้หลังจากที่ข้าลองทำมันเล่นๆ”

“แล้วมีอย่างอื่นอีกไหม? ที่เปลี่ยน...แปลงชะตากรรมโลกนี้ได้”

“ถึงมีก็ไม่กล้าเสี่ยงอยู่ดี เดี๋ยวพระเจ้าจะรู้ตัวได้น่ะสิ เป็นเจ้าจะยอมเสี่ยงไหม...เรื่องที่ไม่รู้จะออกหัวหรือก้อย”

“แต่ที่แน่ๆ ถ้าฉันตายคงจะ...”

แล้วเสียงฉันก็หายไป บรรยากาศในห้องเริ่มอึมครึมเพราะฉันเล่าเรื่องที่อากิตะบอกว่าถ้าฉันตายก็จะช่วยโลกนี้ไว้ได้ด้วย...

ใช่...ไม่ว่ายังไงฉันก็ต้องตายให้ได้

“เรื่องนั้นมันยังไม่แน่เสมอไป บางทีคนๆ นั้นอาจจะหลอกให้ยอมเขาก็เป็นได้”

อาเธอร์เแย้งได้มีเหตุผลจนฉันเลิกคิดเรื่องฆ่าตัวตายไปชั่วขณะ เรย์ลี่รีบพยักหน้าเห็นด้วย

“ใช่ๆ! ท่านพี่อย่าได้ทำแบบนั้นเด็ดขาดนะคะ”

“อ่า...อืม”

ฉันเผลอตอบรับพยักหน้า

มีชีวิตต่อไป...

พอคิดแบบนั้นแล้วทำให้นึกเรื่องหนึ่งออก เอามือขวากุมกลางอก...และเรย์ลี่เข้าใจดีว่าฉันกำลังคิดเรื่องอะไรอยู่

มาเรีย...เธอยังอยู่ตรงนี้...หรอ

ขอบใจที่ช่วยนะคะ...

แล้วฉันยกมือซ้ายจักรกลขึ้นมากุมทับมือขวาแล้วหลับตานึกถึงความทรงจำเกี่ยวกับมาเรีย

เรย์ลี่เห็นแล้วอดยิ้มไม่ได้เลยลุกขึ้นดันตัวอาเธอร์ไปยังทางออก

“วันนี้เรากลับกันดีกว่า อย่ารบกวนคนเจ็บไปมากกว่านี้เลยนะ”

“แต่ว่าไม่ได้ทักทอมมี่—”

“ไม่เข้าเรื่องน่า เขายังไม่ฟื้นสักหน่อย รีบๆ ออกไปได้ละ เดี๋ยวเรย์ลี่พาไปส่งที่หอสมุด”

“เดินไปเองได้น่า!

แล้วทั้งคู่ก็ออกไป เอลด้าเอ่ยบางเรื่องที่ทำฉันเกือบน้ำลายพุ่ง

“ทอมมี่สารภาพรักเธอแล้วสินะ”

“ระระรู้ได้ไง! ฉันไม่ได้เล่าเรื่องนี้เลยนะ!

เรื่องที่ทอมมี่จู่ๆ มาขอคบในสถานการณ์ที่ไม่ปกติสุดๆ เป็นเรื่องเดียวที่ไม่ได้เล่าให้ทั้งสองคนนั้นฟัง

“ก็เรานี่แหละเป็นแม่ดันให้เขาเอง...เลยพอจะเดาได้”

“อ๋อ เธอนี่เอง”

“ทำหน้าแบบนั้นไม่ชอบใจหรือ? เรารู้ว่าในใจเจ้าเริ่มเปิดใจให้เขาบ้างแล้ว”

“ทำเป็นรู้ดี...” ฉันหันไปมองทอมมี่ “หมอนี่ยังเด็ก ยังไม่เข้าใจอะไรหลายๆ อย่างหรอก...แต่ลองคบดูก็ไม่เสียหายอะไรนิ ว่าไหม”

“งืม...เป็นครั้งแรกที่เห็นเลยนะ ใบหน้าของเจ้า”

“หา?”

เอลด้าพูดอะไรก็ไม่รู้แล้วเตรียมตัวจะชิ่ง กระโดดเหยียบขอบหน้าต่าง

“ขอตัวไปละ”

“เดี๋ยวสิ! ที่พูดตะกี้หมายความว่าไง! กลับมาก่อน!

แล้วหล่อนก็หนีไปดื้อๆ

“อะไรของยัยนั่น”

แล้วฉันก็ไม่ได้รู้ตัวเลยว่า รอยยิ้มสุขใจกับแก้มแดงทั้งสองข้างมันฟ้องอยู่บนใบหน้าฉันเอง

[สองปีต่อมา]

“จัดอาหารเสร็จแล้วครับ!

“จ้า!

ฉันรีบเดินลงบันไดในบ้านตามระดับความหิวในท้องแล้วรีบไปนั่งที่เก้าอี้ที่คนเรียกนั่งรออยู่ บนโต๊ะมีอาหารอยู่สามจานน่าทานทั้งนั้น

แฮมย่างกำลังดี มันอบเกลือแสนอร่อย ซุบข้าวโพดเหลวกำลังดี

เมนูพวกนี้สำหรับใครๆ หลายคนในโลกก่อนนั้นถือว่าเป็นเมนูพื้นๆ ที่หากินได้ทั่วไป แต่สำหรับโลกนี้แล้วการที่ทานของพวกนี้และอร่อยได้มันค่อนข้างหายากและมีเงินหน่อย

แล้วฉันก็หยิบส้อมกับมีดเตรียมที่จะเปิดฉากแต่ถูกอีกคนทำหน้ามุ่ย

“ลืมอะไรหรือเปล่าครับ”

แล้วเขาก็ลุกขึ้นยื่นหน้ามาหา...ฉันเองก็เช่นกัน เพียงแต่แถมจูบที่นิ่มนวลไปด้วย

ใช่...จูบที่นิ่มนวลแบบนี้ทุกเช้ามันช่างดีจริงๆ

ดีซะจนไม่คิดว่าจะได้ใช้ชีวิตแบบนี้อีกครั้ง

“รักนะ”

“ครับเฟริน”

“หือ? เรียกฉันว่า [ที่รัก] สิ ทอมมี่”

เจ้าของชื่อเหมือนผู้ชายแต่มีร่างกายเป็นผู้หญิงเผ่าปีศาจ ผมสีแดงอ่อนที่ยาวจนต้องมัดรวบไว้ ใบหน้าที่อ่อนโยนแต่แฝงไปด้วยความมุ่งมั่นกำลังยิ้มรับกับคำขอร้องของฉัน...ณ บัดนี้ฉันก็ยังตะลึงไม่หายกับภาพติดตาโลกก่อนที่เขายังเป็นแค่เด็กมอปลายอยู่เลย ต่างจากฉันที่ยังมีรูปลักษณ์เหมือนเดิม ผมก็ไม่เพิ่มความยาวแม้แต่นิดเดียว หน้าอกแบนๆ ก็เช่นกัน

ฉัน...เฟลิกซ์กับทอมมี่ เราต่างย้ายออกมาอยู่ข้างนอกเขตการศึกษาหาที่พักกันเองเป็นบ้านสองชั้นแคบๆ หลังหนึ่ง ไม่ได้พักตามหอในชื่อดังทั้งสี่ตอนขึ้นปีสองนั่นเพราะเหตุผลที่ว่าเราสองคนอยากใช้ชีวิตด้วยกันในฐานะ [คู่รัก]

อยากจะใช้คำว่า [สามีภรรยา] อยู่หรอก แต่ติดที่เราดันเป็นผู้หญิงด้วยกันทั้งคู่นี่สิ

จากวันที่เกิดเรื่องจนถึงวันนี้ก็ไม่ได้คิดว่าเราสองคนจะมากันได้ไกลขนาดนี้

ฉันมีความสุขมากเลยล่ะ

ทอมมี่รับหน้าที่เป็นแม่บ้านเป็นหลักส่วนใหญ่เพราะสถานที่ฝึกงานของฉันสำหรับสิ่งที่เด็กนักเรียนปีสามต้องทำ เป็นที่ๆ ต้องใช้ [กำลัง] และ [ความสามารถ] เยอะ...กว่าจะกลับมาและเหนื่อยเลยแทบไม่ได้ทำอะไรเลยกับงานบ้าน ต่างจากทอมมี่ที่เลือกฝึกงานสิ่งที่ตัวเองถนัดก็คืองานพวกคัดลอกหนังสือและตรวจสอบอักษรที่เลิกงานตามเวลาเลยหน้าที่นั้นตกเป็นของเขา ซึ่งเจ้าตัวก็ไม่ได้ปฏิเสธอะไร

แต่สิ่งที่ฉันขัดหูขัดตามาตลอดก็คือ คำพูดของทอมมี่ที่ยังติดเพศชายอยู่ พาฟังแล้วมันขัดๆ กับสิ่งที่เขาเป็นตอนนี้ยังไงอยู่ก็ไม่รู้ ถ้าพูด [คะ] [ข๊า] ล่ะก็คงน่ารักไม่ใช่น้อย

เฮ้ยๆ นี่เรากลายเป็นพวกชอบหญิงด้วยกันไปแล้วแน่ๆ

[ชั่วโมงต่อมา]

“เฮ้อ...ถึงทางแยกแล้ว ไม่อยากแยกจากกันเลยครับ ถึงแม้จะทำแบบนี้หลายเดือนแล้วก็ตาม”

“น่าๆ”

ทอมมี่บ่นไม่พอใจนิดหน่อย ฉันลูบหัวปลอบเล่นๆ ไป ตอนนี้พวกเรามายืนอยู่ทางแยกซ้ายขวากลางเมืองนิวส์ไลฟ์นอกตัวเขตการศึกษาทางทิศใต้ซึ่งเป็นแยกประจำที่เราต้องเดินกันไปคนละทางเพื่อไปยังที่ฝึกงานของตัวเอง

“เฟริน...”

“หือ? มีอะไรหรอ?”

“ที่ทำงานมีใครมาจีบบ้างหรือเปล่าครับ”

ฉันเลิกคิ้วตกใจ

“ฮั่นแน่ แกล้งถามกลับกันสินะ”

“ผมโดนถามแบบนั้นทุกวันก็ต้องรู้สึกไม่ชอบสิครับ...ถ้าอาเธอร์มาตื้อผมก็แค่ขู่ว่าจะไม่ทำงานที่นั่นอีกก็จบแล้ว”

สิ่งที่เขาพูดมานั่นเป็นผลมาจากฉันถามเขาทุกวันว่า [นอกใจหรือเปล่า] และ [อาเธอร์ตามตื้อนายอยู่ใช่ไหม อย่าไปยอมเขานะ!] ซึ่งดูเหมือนจะทำร้ายจิตใจเขาพอสมควร

“โอ้ ขอโทษน่า ที่รักผิดไปแล้วที่หยอกเล่นมากไปหน่อย”

“ครับ”

ทอมมี่ทำหน้าไม่เชื่อใจซึ่งฉันแกล้งทำเป็นไม่เห็นเลยโผเข้าจูบเขาแบบไม่ทันตั้งตัว แต่แล้วเขากลับสู้ดันลิ้นเกลี้ยข้างในจนฉันเป็นฝ่ายตกใจแทน พอถอดจูบออกมาเขาทำหน้าพึงพอใจอย่างมากแล้วพูดด้วยน้ำเสียงชอบใจ

“เฟริน...อย่าปลุกปีศาจในตัวผมสิ เดี๋ยวกักตัวไม่ให้ไปทำงานซะหรอก”

“ฮ่าๆๆ งั้นฉันไปละ!

ฉันออกตัววิ่งหนีทันที...ไม่ได้เกลียดอะไรนักหรอกแต่เคยโดน [ปีศาจกาม] ในตัวเขาที่ยังมีผลกระทบจากเรื่องที่อาเธอร์ทำไว้แล้วเล่นทำให้ฉันหมดแรงไปทั้งวันแม้แต่แขนซ้ายจักรกลก็ยังทำอะไรไม่ได้

แต่ก็ไม่ได้เกลียดเรื่องแบบนั้นนะ

และที่วันนี้กลัวเป็นพิเศษเพราะว่าหัวหน้าที่ทำงานบอกไว้ว่าวันนี้มีเรื่องสำคัญจะบอก

เป็นเรื่องงานยากซับซ้อนแน่ๆ

แล้วฉันก็ผ่อนแรงกลับมาเดินเหมือนเดิม หงายหน้ามองขึ้นท้องฟ้าที่สดใส

นับจากนี้อีกสิบเจ็ดปีสินะที่คริสตัลฟอร์จะล่มสลาย...เวลาที่เหลือที่จะได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขกับทอมมี่

ฉันคิดแง่บวกในความโชคร้ายเอาไว้โดยที่ไม่รู้ตัวเลยว่ามันไม่จริงแม้แต่น้อย

ช่วงคุยกับไรท์เตอร์

จบลงไปแล้วสำหรับ Ch.32 นะจ๊ะ

ตอนนี้หวานกันหยดย้อยกันเลยทีเดียว (มดขึ้น)

สำหรับตอนที่แล้วไรท์ไม่ได้บอกซะหน่อยว่าพวกเขาจะตายนะ ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆ

แล้วเวลาการผ่านไปอย่างรวดเร็วจนทั้งสองคนขึ้นปีสามกันแล้ว

อุปสรรคใหญ่ๆ ก็น่าจะหมด แล้วจะมีอะไรอีกละ?

มันต้องมีสิ! เพราะสิ่งที่เฟลิกซ์กำลังจะเผชิญนั่นคือความลับของคริสตัลฟอร์แห่งนี้!

ซึ่งอีกไม่ถึง 5-6 ตอนจะจบ Vol.1 แล้ว!!

โปรดติดตามต่อตอนไปที่มีชื่อว่า

Ch.33 คดีหายตัวไปของโซล I – [ภาคสืบหา]

(ใครคุ้นๆ ชื่อ [โซล] ล่ะก็ ลองย้อนๆ หาอ่านกันดูนะ รู้สึกชื่อนี้จะโผล่แค่ครั้งสองครั้งเอง อิอิ)

ถ้าชอบก็ Comment ให้กำลังใจกันบ้างเน้อ 1 Comment เท่ากับล้านกำลังใจเลย ฮ่าๆ

53 ความคิดเห็น

  1. #51 Ppprt (@Ppprt) (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2560 / 00:10
    ถึงกลับต้องพักตา ไปทำใจ เรื่องนี้ดอง เอาไว้นานมากแบบว่าถ้าไม่จบก็จะไม่เข้ามา อ่านไปบ้างแล้วช่วงแรกมีเนื้อหาบางส่วนเปลี่ยนไป แต่พอมาถึงช่วงนี้ตอนนี้ต้องหยุดเอาไว้ก่อนไปทำใจแต่ยังไงก็จะอ่านให้มันจบ
    #51
    0
  2. #34 Sairotra Nevar Sselekrad (@artorias091) (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2559 / 05:46
    ยูริ สิดี//ยกนิ้วโป้ง
    #34
    1
    • #34-1 ::Spy:: (@spy-spy-spy) (จากตอนที่ 34)
      13 มิถุนายน 2559 / 09:40
      Reader สายยูริ ปรากฏตัว 1 ea //// อิอิ
      #34-1