ตอนที่ 33 : Ch.31 Fake/Brave XI - Akita/Felix - [งานแข่งขันปีหนึ่ง] – ครึ่งสาม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 29
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    12 มิ.ย. 59


Crystalfall: Fake/Brave

คริสตัลฟอร์: เฟค/เบรฟ

Ch.31 Fake/Brave XI

Akita/Felix - [งานแข่งขันปีหนึ่ง] – ครึ่งสาม

เรื่องจริงหรอเนี่ย!?

เรย์ลี่ทำหน้าไม่อยากจะเชื่อหลังรีบวิ่งมาที่สนามประลองที่ๆ ทุกคนกำลังแห่กันวิ่งหนีตายออกมาเพราะสิ่งที่อยู่กลางสนามสามตัวนั้น

โกเลมดินยักษ์สูงกว่าร้อยเมตรพยายามจะพังบาเรียที่ป้องกันไม่ให้ออกสนาม เหล่านักเวทย์ที่เป็นเจ้าหน้าที่ดูแลนับร้อยต่างพยายามเติมพลังให้บาเรียนั่นไม่ให้แตกซะก่อน

ไม่อยากจะเชื่อภาพที่เห็นจากจอนั่นเลย

เธอก็ยังไม่ค่อยอยากจะเชื่ออยู่ดี ก่อนหน้านี้ที่อยู่ในห้องสังเกตการณ์ทุกคนในนั้นตะลึงกับภาพทั้งห้าจอที่อยู่ข้างบนของสนามกับโกเลมยักษ์ที่จู่ๆ มันก่อตัวขึ้นจากดินเอง

แต่ยิ่งไปกว่านั้นมีอยู่ภาพหนึ่งที่ทุกคนไม่ได้สังเกตเห็น...จอขวาสุดที่เกือบจะไม่เป็นที่สังเกต เธอเห็นเฟลิกซ์และอากิตะกำลังจะทำอะไรบางอย่าง ในจอนั่นยังมีเสี้ยวหนึ่งของวงเวทย์ที่ไม่คุ้นตาแล้วจอมันก็ดับไปซะก่อนเหมือนกับว่าตัวอุปกรณ์เวทมนต์ที่ส่งภาพนี้มาถูกทำลายไป

ต้องหาทางเข้าไปคุกใต้ดินนี่ให้ได้...

จะเทเลพอร์ตเข้าไปก็ทำไม่ได้แล้วเพราะบาเรียที่ขัดขวางเวทย์เทเลพอร์ตซึ่งมันทำหน้าที่กันพวกโกเลมอยู่ อีกอย่างไม่รู้ว่าที่ๆ จะวาปไปมันจะปลอดภัยหรือไม่ ดินน่าจะถล่มเพราะโกเลมพวกนี้

นอกจากว่าวิ่งฝ่าเข้าไปเพราะบาเรียมันยอมให้คนของนอกเข้าไปได้แต่ไม่รู้ว่าพวกโกเลมจะมีปฏิกิริยาตรงมาหาหรือเปล่า

“รุ่นพี่!!

ลีนี่ปีกโฉบลงมาหาหน้าตาตื่น

“รุ่นพี่! รู้บ้างเปล่าคะว่าอะไรทำให้มีเจ้าพวกนั่นขึ้นมา?”

“เรย์ลี่ยังไม่รู้เลย...แล้วทำอะไรอยู่”

“ต้อนคนออกนอกสนามอยู่ค่ะ พวกนักเวทย์บอกว่าถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปสักสองชั่วโมงจะรับมือไม่ไหว”

“ไม่ต้องห่วง ไม่เกินชั่วโมงสถาบันกับสมาคมกิลด์ผจญภัยกำลังส่งคนมาช่วย”

“ดีเลย!

ลีนี่ยกมือดีใจ เรย์ลี่หงายหน้ามองบางสิ่ง

“แต่...ลีนี่ เธอช่วยฉันอย่างหนึ่งก่อนได้ไหม”

“คะ?”

[ห้านาทีต่อมา]

“รุ่นพี่คะ! ฉันว่ามันเสี่ยงเกินไปนะคะ!

ลีนี่แทบจะพูดเสียงหลง แม้แต่เรย์ลี่เองก็ยังหวั่นๆ

“นะๆๆๆๆไหนๆ ก็บินมาถึงนี่แล้ว เรย์ลี่ไม่เปลี่ยนใจหรอก!

“แต่ถ้ารุ่นพี่เกิดตายขึ้นมา...”

“เธอก็จะได้เป็นเกียรติแก่ชีวิตไงว่าสามารถโค่นอัจฉริยะจอมเวทย์แห่งยุคด้วยการจับเรย์ลี่ปล่อยจากที่สูง!

“แบบนั้นไม่เอาด้วยหรอกคะ!!!

ลีนี่เถียงกลับขาดใจ ตอนนี้เรย์ลี่ถูกอุ้งตีนคู่ของเธอจับบินขึ้นมาอยู่เหนือบาเรียและปากทางลงไปคุกใต้ดินของห้อง B…เท่ากับว่าตอนนี้เรย์ลี่ห้อยอยู่สูงเกือบๆ สองร้อยเมตร

ทำไมมันดูสูงขนาดนี้นะ อยากให้ต่ำกว่านี้ซะหน่อยแต่เดี๋ยวพวกโกเลมจะรู้ตัว

“ลีนี่...นับหนึ่งถึงสามปล่อยเรย์ลี่เลยนะ!

“ไม่มีทางเลือกที่ดีกว่านี้หรอคะ!

“อย่าพูดมากสิ! มาถึงขนาดนี้แล้วถอยไม่ได้!

“ค่ะคะ!

“หนึ่ง! สอง...สาม!

และแล้วสิ่งที่เรย์ลี่ทำกลายเป็นที่ประจักษ์กว่าร้อยชีวิตที่อยู่แถวนั้นว่ามีคนบ้าดิ่งพสุธาจากบนฟ้ามาหาพวกโกเลมทั้งสามตัว ยังดีที่ใช้เวทย์ชะลอตัวก่อนถึงพื้นแล้วรีบลงคุกใต้ดินไปก่อนที่จะโดนเหยียบ

“เกิดอะไรขึ้น?”

ทอมมี่พูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้ ทั้งเขาและเซน่าต่างรู้สึกถึงแรงสะเทือนเหนือหัวที่ไม่หยุดหย่อนแต่มันไม่มากพอที่จะทำให้ที่นี่ถล่มได้ ดูเหมือนว่าคุกใต้ดินนี่จะถูกบาเรียคลุมไว้อีกชั้นหนึ่งด้วย

และตอนนี้ทั้งคู่เพิ่งเดินลงมายัง B3 หลังเจอทางโดยบังเอิญ...พบกับห้องโถงขนาดใหญ่ที่มีทางเข้าแยกย่อยอีกมากมายแต่ตรงทางโถงนั่นมีหลายชีวิตนั่งพักอยู่ คนจากห้อง A ห้อง B และห้อง C ต่างไม่โจมตีใส่กัน บางคนฮีลให้ข้ามห้องด้วย

“นี่มันอะไร?”

เซน่าอ้าปากค้าง ทอมมี่กะจะพูดแบบนั้นอยู่เหมือนกันแต่ก็มีคนหนึ่งที่ไม่คุ้นหน้าเดินมาหาก่อน

“ทั้งสองคน! อย่าเพิ่งโจมตี! การแข่งยกเลิกแล้ว”

“หา!?

หลังจากนั้นก็ได้รับคำอธิบายยาวเยียดว่า นักเวทย์จากห้อง A และ B ต่างใช้เวทย์ค้นหาตรวจสอบถึงสิ่งที่เกิดขึ้นข้างบนว่าเกิดปัญหาใหญ่ขึ้นน่าจะมีใครบางคนสร้างมอนเตอร์โกเลมขนาดยักษ์ขึ้นมากลางสนามเลยวุ่นวายกันมากและคงเกิดปัญหาสักอย่างเลยทำให้นักเวทย์ที่คุมสนามไม่สามารถเทเลพอร์ตเด็กปีหนึ่งทุกคนออกจากที่นี่ได้ ทอมมี่ถึงได้เห็นสายตาที่หวาดกลัวหลายคน

“แล้วจะติดต่อคนข้างนอกได้ยังไงครับ?”

“ขึ้นไปข้างบนแล้วโบกไม้โบกมือใต้ตีนโกเลม” มีคนที่นั่งอยู่ใกล้ๆ ออกความเห็น “แต่วิ่งออกนอกบาเรียก็ไม่ได้ด้วย...เจ้าพวกนั่นใช้เวทย์กลับด้านบาเรียเดิมทีคนข้างนอกจะเข้ามาไม่ได้ คนในออกได้ แต่ตอนนี้คนในออกไม่ได้ คนนอกเข้าได้แทน....แต่จะเข้ามาช่วยพวกเราคงอีกนานเพราะต้องกำจัดโกเลมตัวปัญหาให้ได้สักก่อน”

“นายรู้ดีจัง” เซน่าเอ่ย

“ก็ผมเองเนี่ยแหละที่ใช้เวทย์ค้นหาตอนที่แผ่นดินมันสั่นๆ เป็นคนแรก”

ดูเหมือนเจ้าตัวจะภาคภูมิมากเหลือเกิน แต่ก็ต้องขอบคุณเขาที่ทำให้ทุกคนทราบถึงสถานการณ์ปัจจุบันถึงจะไม่หมดก็ตาม ทอมมี่เริ่มมองหาคนที่เขาอยากจะเจอมากที่สุด

เฟรินอยู่ไหน?

“อ๊าก!!!

ไม่รู้ว่ากี่ครั้งแล้วกับการถูกซ้อมอย่างกับตุ๊กตา

ไอ้นี่มันซาดิสหรือไงฟะ! เตะอยู่นั่นแหละ!

ความรู้สึกที่หวั่นไหวกับใบหน้าที่เหมือนกับอากิตะตอนนี้มันหายเป็นปลิดทิ้ง อยากจะลุกขึ้นอัดมันคืนแต่ก็ทำไม่ได้เพราะเรี่ยวแรงแทบไม่มีหลังโดนวงเวทย์นั่นดูดไป อยากจะหนีอยู่แต่ทางเข้าถูกดินถล่มปิดแล้วเรียบร้อย แต่มันก็ทำให้แน่ใจได้เรื่องหนึ่ง

ไอ้หมอนี่เป็นตัวร้ายที่พระเจ้าส่งมาเรื่องที่บอกว่าจะฆ่าฉันก็เรื่องจริง

ที่เขาแอบมองฉันมาตลอดก็เป็นสายตาที่อยากจะฆ่าสินะ

เขาวางแผนให้ฉันไม่มีแรงสู้ ตอนนี้เลย—

“อ๊าก!!

ฉันถึงเขาเตะเข้าที่ท้องปลิวลอยออกไปอีกครั้ง

ไม่ทนแล้วโว้ย!

แล้วฉันก็พลิกตัวลุกขึ้นมา...เอาแขนซ้ายยันพื้นไว้ไม่ให้ล้ม

“หือ? ยังมีแรงเหลืออยู่หรือ”

ผู้กล้าที่มีใบหน้าเหมือนอากิตะว่าเช่นนั้น

แทบไม่ขยับตัวต่างหากเลยมีแรงหน่อยแล้ว

ฉันอยากจะพูดออกไปอยู่แต่ต้องเก็บแรงไว้ พยายามมองหาสิ่งที่จะพลิกสถานการณ์ตอนนี้ได้

“ไม่ต้องหาให้ยาก ในนี่ไม่มีอะไรเลยนอกจากผมและคุณ”

เชอะ...ทำเป็นรู้ดี

“งั้นขอให้ผมทรมานต่อสักนาทีแล้วค่อยฆ่าหน่อยจะได้ไหม”

“เดี๋ยว...”

ฉันทนไม่ไหวต้องยกอีกมือขวาขึ้นมาห้ามไว้ก่อนแล้วเปล่งเสียงที่แทบจะไม่มีแรงออกไป

“ทำไม...นาย...ต้องทำ...แบบนี้ด้วย...”

“น่าจะรู้อยู่แก่ใจแล้วนี่ครับว่าเพราะอะไร แต่จะพูดให้ฟังก็ได้เพื่อเข้าใจผิด” อากิตะว่า “ผมได้รับเกียรติจากท่านพระเจ้าแห่งโลกนี้ช่วยชีวิตไว้จากคุกใต้ดินอันแสนทรมานนั่น จากความภาคภูมิใจในฐานะจอมมารกลายเป็นไอ้งั่งติดคุกเนี่ยนะ บัดซบสิ้นดี”

จอมมาร...

“อย่าบอกนะ...ว่านายเป็น...”

“จอมมารเมื่อสองร้อยปีก่อน นามว่าเอสเปอร์”

พอชื่อนั่นถูกเอ่ยออกมาทำให้ฉันบังอ๋อเข้าใจทันที ในชั้นเรียนประวัติศาสตร์นั้นมีเรื่องราวของสงครามเมื่อสองร้อยปีก่อนอยู่ กองทัพปีศาจอันชั่วร้ายภายใต้การนำของ [จอมมารเอสเปอร์] ได้ประกาศสงครามมนุษย์กับเอลฟ์เพื่อที่จะ—

เรื่องสงครามนั่นช่างไว้ก่อน แต่ร่างของจอมมารเอสเปอร์เนี่ยถูกทอมมี่ยึดร่างไว้อยู่! งั้นวิญญาณของมันเลยถูกพระเจ้าเอาไปใส่มนุษย์ที่คล้ายอากิตะเนี่ยนะ!?

แล้วเพราะอะไรละ?

“แล้วทำไมล่ะ...ทำไมต้องทำกับฉัน”

“มันเป็นคำสั่งของพระเจ้า...เอ่อ...พูดไปก็คงไม่เชื่อว่าจอมมารอย่างผมยอมก้มหัวแก่เขาได้ยังไง แต่พอได้เห็นเขาเท่านั้นก็รู้สึกได้ทันทีว่าผมอยากอยู่ใต้คำบัญชาทันที”

ฮ่าๆ โดนล้างสมองสินะ

แล้วฉันก็ฟังเขาพล่ามอย่างกับตัวร้ายในหนังต่อไป

“และเขาก็บอกว่า...ถ้าฆ่าเธอได้ผมก็จะได้รับร่างคืนและพลังเวทย์หลายเท่าตัวเพื่อครองคริสตัลฟอร์แห่งนี้! ใช่! ข้าจะทำสงครามแก้แค้นทุกๆ คน! ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ”

และก็สมกับเป็นตัวร้ายจริงๆ จนฉันอยากจะเอามือกุมหน้า

รสนิยมของพระเจ้ามันห่วยแตกซะมัด...นึกถึงเจ้านักเวทย์ประจำเมืองบาลาสเลยแฮะ

แต่มันก็เป็นผลดีสำหรับเรา...จะทำให้มันวอกแวกง่าย

“และท่านพระเจ้ายังเล่าเรื่องของเธอให้ฟังด้วยนะ อีกโลกหนึ่งที่เธอมา...อากิตะใบหน้าของเจ้านี่”

จู่ๆ ได้ยินเรื่องที่ไม่คาดคิด ความรู้สึกที่อยู่เหนือกว่าเมื่อครู่หายหมดจด คนตรงหน้ากำลังเอามือลูบหน้าตัวเองแล้วแสยะยิ้มด้วยใบหน้านั้น เขารู้ว่าฉันต้องเจ็บปวดเมื่อทำอย่างงั้นเลยยิ่งทำหน้าบิดเบี้ยวเข้าไปอีก

ไอ้หมอนี่...ไอ้หมอนี่ บังอาจทำให้อากิตะต้องแปดเปื้อน!

“โอะๆ โกรธตัวสั่นเลยหรือ อดทนไว้หน่อยเถอะเพราะข้ายังไม่ได้พูดถึงเรื่องอันนาเลย”

คราวนี้ร่างกายฉันแข็งทื่อ...แต่ดันเกิดเข้าใจสิ่งที่คนตรงหน้าจะสื่อขึ้นมาเลยหัวเราะหึๆ

“หึๆๆๆ”

“ขำอะไร” อากิตะขมวดคิ้ว

“รู้แล้ว...นายแค่ต้องการยั่วฉันเพื่ออะไรสักอย่าง ถ้าฉันไม่โต้ตอบจะเป็นยังไงน่า...นายก็จะเป็นแค่ไอ้งั่งไงล่ะ”

ดูเหมือนฉันจะยั่วได้ผล เจ้านั่นเรียกหอกสวรรค์ที่ฉันเคยใช้ตอนที่ปราบกินซ่าออกมาในมือขวาทันทีแล้วชูขึ้นเรียกมานารวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อนที่ปลายหอก

“บีม!!

ตูม!!

ลำแสงฟ้าพุ่งขึ้นทะลุเพดานไปแต่ไม่ถึงขั้นทะลุจนเห็นท้องฟ้าเหมือนเขาจะเตือนฉัน

“เหอะ ใช้ไม่ระวังเดี๋ยวมันจะฆ่านายเองนะ”

"หึๆ ทำไมไม่คิดแบบนี้ตั้งแต่แรก? ตั้งแต่โลกก่อนที่เจ้ามีพลัง...ไม่งั้นอันนาคงไม่ต้องตายเพราะเจ้าหรอก"

เส้นสุดท้ายที่ยึดสติกับความโกรธขาดลง ที่กลางอกของฉันเปล่งแสงขึ้นมามอบพลังให้จนรู้สึกแปลกใจบ้างแต่ไม่สนใจเท่ากับความโกรธที่มีอยู่ ณ ตอนนี้ ยกแขนซ้ายจักรกลขึ้นมาแล้วยิงหมัดออกไปใส่คนปากไม่ดี...เขาใช้หอกนั่นปัดกลับมาอย่างง่ายดาย ฉันสับเท้าง้างแขนซ้ายวิ่งเข้าหา

“ตายซะเถอะแก!!!

“แน่ใจหรอครับว่าเฟรินมาทางนี้”

ทอมมี่ถามเรย์ลี่อย่างหวั่นๆ หลังจากที่เห็นเธอเดินลงมายังที่นี่ซึ่งเมื่อทุกคนเห็นต่างดีใจแต่แล้วต้องแห้วเพราะเธอบอกว่าตอนนี้ยังช่วยทุกคนไม่ได้ ต้องรอให้ข้างบนจัดการกันเสร็จก่อนเลยให้นั่งรอต่อไป แล้วเรย์ลี่ก็ลากเขาเข้ามาถ้ำทางตะวันออกเฉียงเหนือแล้วบอกว่าเฟลิกซ์อยู่ปลายทางนี้

“แน่สิ เรย์ลี่ดูจอภาพเวทมนต์เห็นว่าอยู่ทางนี้...อยู่กับเจ้าผู้กล้าตัวปลอมนั่น”

“ผู้กล้าตัวปลอม?”

“ก็เจ้าคนที่เรียกตัวเองว่าผู้กล้าไง”

“อ๋อครับ...งั้น...มันแปลกตรงไหน?”

“หา!? นี่นาย...จริงสิ ลืมบอกไป...ดูเหมือนเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดเจ้าผู้กล้าตัวปลอมนั่นอยู่เบื้องหลัง ทีนี้เข้าใจแล้วใช่ไหมว่าทำไมเรย์ลี่ถึงรีบลงมาช่วยท่านพี่!

“ครับๆ แล้ว...จะข้ามไปยังไง?”

ทอมมี่พูดถึงสิ่งที่อยู่ตรงหน้าหลังเดินมาถึงพอดี มันเป็นทางขาดเหวลึกจนมองไม่เห็นอยู่ห่างอีกฝั่งไกลโขอยู่และมีแผ่นดินรูปร่างหกเหลี่ยมลอยอยู่กลางอากาศสองที่ห่างเท่าๆ กัน เรย์ลี่จ้องมองฝั่งตรงข้ามอย่างตั้งใจอยู่สักพักก็หยิบคทาของตัวเองออกมาแล้วควักมือเรียก

“มาใกล้ๆ เดี๋ยวเรย์ลี่จะใช้เทเลพอร์ต”

ทอมมี่ว่าตามง่าย เรย์ลี่เริ่มร่าย

“ในนามของเรา! เรย์ลี่ สตีเฟน! จิตและกายจงรวมเป็นหนึ่งเดียว เคลื่อนผ่านโลกทั้งสาม! เทเลพอร์ต!

และแล้วก็ข้ามมาอีกฝั่งได้อย่างง่ายดายแต่ทางไปต่อถูกดินถล่มปิดไว้อยู่

“เฮ้อ...ว่าแล้วต้องไม่ง่าย”

เรย์ลี่ยกหัวคทาชี้ไปทางดินถล่ม

“ในนามของเรา—”

ยังไม่ทันที่จะร่ายจบ พื้นดินข้างหลังพวกเขาเกิดผุดก่อร่างขึ้นมาสูงเกือบสองเมตร

“โกเลม!

มือขวายักษ์ของมันพุ่งเข้ามาหาจนต้องหลบไปคนละทาง ทอมมี่ไม่รอช้าควักอาวุธที่อยู่ในโหมดปืนขึ้นมายิงใส่จนแขนข้างนั้นพัง แต่แล้วมันเรียกดินที่อยู่ตรงนั้นขึ้นมาซ่อมแซมตัวเอง ทอมมี่ทำท่าจะยิงอีกแต่ถูกเรย์ลี่ห้าม

“ทอมมี่! อย่าทำแบบนั้น! เดี๋ยวมันใช้ดินตรงแหลมที่เรายืนอยู่จนหมดหรอก!

“แล้วให้ทำไงครับ?”

แล้วหมัดซ้ายพุ่งเข้าหาเรย์ลี่ หล่อนกระโดดหลบอย่างไวแล้วตะโกนบอก

“หลบๆ ไปก่อน! จนกว่าจะคิดออก”

“เฮ้ย!

ทอมมี่พุ่งตัวหลบแขนขวาอีกข้างที่ซ่อมตัวเองเสร็จแล้วมองดูหลุมตรงพื้นที่ยุบไป

ขืนโดนเข้าสักครั้งคง...

เพราะมัวเหม่อไปหน่อย แขนซ้ายของมันอีกข้างกำลังจะถึงตัวเขา

“เอนเนอจี้โบลท์! [Energy bolt]

ทันทีที่เรย์ลี่ร่ายคำแรกโกเลมก็มุ่งไปหาเธอทันทีแต่สายไปโดนพลังมานาบริสุทธิ์สีฟ้าที่เกิดจากเวทย์พื้นฐานอย่างง่ายโจมตีเข้าใส่จนชะงัก...แต่ก็ทำอะไรมันไม่ค่อยได้อยู่ดี

“มัวแต่นั่งทำไม! รีบลุกสิ!

ทอมมี่ได้สติอีกครั้งรีบลุกขึ้นออกจากที่อันตรายแล้วนึกอะไรออกกับสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่

เดี๋ยวนะ...มันอาจจะใช้ได้

พลาดท่าจนได้

ฉันกัดฟันเจ็บใจต่อหน้าหอกสวรรค์ที่จ่อหน้าอยู่เพราะเรี่ยวแรงที่จู่ๆ ก็มีขึ้นมาก่อนหน้านี้นั้นอยู่ได้ไม่นานก็หมดลงเลยขยับตัวไม่ค่อยได้จนเข่าอ่อนตอนนี้

“นึกว่าจะแน่”

อากิตะตัวปลอมหรือจอมมารเอสเปอร์กำลังเหยาะเย้ยใหญ่

ทำยังไงดี...รอมันเผลอล่ะกัน

“เฟลิกซ์ผู้น่าสงสาร ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าอะไรดลบัลดาลใจพระเจ้าให้ทำกับเธอแบบนี้ ยิ่งมีชะตากรรมที่ไม่ว่ายังไงก็หนีไม่พ้น แม้เจ้าได้ยินมันแล้วก็อาจจะยอมรับมันก็ได้”

“ก็ลองพูด...มาสิ ไอ้ที่ว่าฉันจะยอมรับนั่น”

“พระเจ้าบอกว่าถ้า—”

จังหวะนี้ล่ะ!!

ฉันส่งแรงอันน้อยนิดเท่าที่มีไปที่ขาขวาทั้งหมดเพื่อจะขัดขามัน...แต่ดูเหมือนทำได้เพียงแค่สะกิด ความไม่พอใจอย่างแรงของอากิตะลุกโชนขึ้นบนใบหน้าอย่างชัดเจนเลยเตะเข้าที่หน้าจนนอนหงาย

“อ๊าก!

แล้วมันก็เดินมาเหยียบหน้าท้องเอาหอกสวรรค์จ่อคอไว้

“จะดิ้นรนไปทำไม! รู้หรือเปล่าว่าถ้าฆ่าเจ้าแล้ว ดินแดนคริสตัลฟอร์ที่พระเจ้าตั้งเวลาถอยหลังไว้ยี่สิบปีก็จะไม่ล้มสลายและข้าก็จะได้ครอบครองโลกนี้ ฮ่าๆๆๆๆ”

สิ่งที่เขาพูดมาทำให้ฉันตกอยู่ในภวังค์

ถ้าเป็นอย่างงั้นจริงๆ ก็สมแล้วกับนิสัยของพระเจ้า...

กะให้ฉันถูกฆ่าตายอีกรอบอยู่แล้วนี่น่า...

แต่ก็นะ...ถ้ามันทำให้โลกนี้ไม่ล่มสลายแล้วล่ะก็

แล้วน้ำตาไหลเออออกมา

“ทำไม...นายไม่บอกตั้งแต่แรก...ฉันจะได้ยอมให้นายฆ่า...ถ้าช่วยทุกๆ คนบนโลกนี้ได้!

เมื่ออีกฝ่ายได้ยินเช่นนั้นก็ระเบิดหัวเราะ

"เธอนี่มันนิสัยผู้กล้าจริงๆ”

"เหอะ...มันเป็นความเอาแต่ใจล้วนๆ ของฉันมากกว่า"

ใช่...ทำในสิ่งที่ใครๆ ไม่ได้ร้องขอ

ความรู้สึกแบบนี้มันเกิดขึ้นมาได้ยังไงนะ

ไม่ว่ายังไงตอนนี้ก็ยอมรับชะตากรรมที่กำลังจะเกิดขึ้นแล้ว หลับตาลงและหวังว่าความตายนี้จะไม่เจ็บปวดมากนัก

"งั้นก็จงตายเสียเถอะ!"

ตูม!!!

เสียงท่าเข้าที่ดินถล่มอยู่ถูกระเบิดเปิดทางออกด้วยดินรูปร่างหมัดก่อนที่มันจะถูกดึงออกไปแล้วมีร่างทั้งสองคนเข้ามาแทน

เรย์ลี่! ทอมมี่!

“หึ ตัวเสือกเข้ามาจนได้...อ๊าก!!

คราวนี้ฉันใช้จังหวะเผลอทำแต้มจนได้ด้วยการเตะเข้าที่เป้าสุดที่รักของชายทั้งหลายแล้วรีบคลานหนีมาทางทั้งสองคน ส่วนอากิตะรีบกระโดดถอยหลังตั้งหลัก

“ท่านพี่! ฮีล!!

เรย์ลี่ทักแล้วรีบฮีลรักษาให้ทันทีเพราะเห็นสภาพที่ดูไม่ได้ของฉัน ส่วนทอมมี่ตั้งท่าเล็งปืนใส่อากิตะไว้...และเห็นทางที่ทั้งคู่เข้ามามีตัวอะไรสักอย่างสูงกว่าทางเข้ามีสองขาทำมาจากดินกำลังหาทางเข้ามาแต่ก็เข้าไม่ได้

“เฟริน! เป็นอะไรมากไหม”

“มาก!

“เจ้าหมอนี่เป็นคนร้ายตัวจริงด้วย วงเวทย์นั่นคงเป็นเหตุให้ข้างบนปั่นป่วนแน่ๆ”

เรย์ลี่พูดถึงเรื่องที่ฉันไม่รู้ อากิตะส่งเสียงในลำคอแล้วยกหอกสวรรค์ชี้มาทางนี้

“หึๆๆๆ แล้วยังไงละ! บีม!!

“โฮลี่บาเรีย!

โล่ของเรย์ลี่ถูกสร้างขึ้นมารับลำแสงของหอกสวรรค์ได้อย่างทันท่วงที แต่ทว่า...

“โล่เริ่มร้าวแล้ว! ทอมมี่รีบพาท่านพี่หลบด้านข้างเร็ว!

“เรย์ลี่!!

ฉันกะจะห้ามเธอแต่ทอมมี่กระโดดประกบตัวฉันให้หลบออกมา ลำแสงบีมนั่นแรงขึ้นเรื่อยๆ  ทั้งโฮลี่บาเรียและเรย์ลี่ถูกดันถอยหลังติดกำแพง

ตูม!!!

“เรย์ลี่!!!

เกิดระเบิดขึ้นจนควันโขมงบังไม่เห็นว่าคนที่โดนเป็นยังไงบ้าง ทั้งฉันกับทอมมี่รีบลุกขึ้นเพื่อจะวิ่งไปดูแต่จังหวะนั้นทั้งคู่แทบลืมหายใจเพราะอากิตะเข้ามาอยู่ระยะประชิดทั้งคู่

แย่ล่ะ!

ทอมมี่เปลี่ยนปืนเป็นดาบแล้วกำลังจะง้างฟันแต่ถูกหอกสวรรค์ตวัดใส่จนกระเด็นไปทางซ้ายพุ่งไปติดกำแพง และตามด้วยลูกถีบใส่ฉันกลิ้งล้มไปอีกทาง และกลิ้งจังหวะสุดท้ายแขนซ้ายจักรกลมันยื่นหาอากิตะพอดี

ยิง!!

และคราวนี้หมัดซ้ายโดนเข้าที่หัวมันอย่างจังจนล้มทั้งยืนหน้าคว่ำ ฉันหายใจรัวๆ ไม่กี่ครั้งก็ฮึดรีบลุกขึ้นหาแล้วเอามือพลิกตัวมันให้หงายขึ้น...

“อึก!

หอกสวรรค์ปักเข้าที่กลางท้อง...ของฉัน

มันแกล้งทำเป็น...ล้ม

หอกนั่นถูกดึงออกมาแล้วจะแทงเข้าที่กลางอกที่มีคริสตัลอยู่

เปล้ง!!

ฉันคิดว่าสิ่งที่มาเรียให้มาคงพังแล้วแน่เลยหลับตาปี้ แต่ทว่า

“ดิฉันไม่ยอมให้เฟลิกซ์ตายหรอกค่ะ!

เสียงคุ้นหูที่ทำให้ฉันต้องรีบลืมตาขึ้นมาเห็นร่างแผ่นหลังของใครบางคนที่เรืองแสงสีทองจากกลางอกกำลังรับมือกับหอกนั่น...ฉันเคยเห็นเธอตอนที่กลุ้มใจเรื่องความทรงจำที่ทุกคนลืมเลือน

ไม่ใช่...ภาพหลอน...

“มาเรีย!? เธอตายไปแล้วไม่ใช่หรือไง”

“ก็บอกแล้วไม่ใช่หรือคะ ฉันจะคอยอยู่ข้างๆ คุณเฟลิกซ์...อยู่กลางใจคุณไงคะ”

น้ำตาแห่งความปลื้มปิติไหลอีกครั้ง อีกฝ่ายที่นอนใช้หอกกำลังสับสน

“อะไรเนี่ย! แกเป็นตัวอะไร!!

“ดิฉันไม่ยอมให้คุณเฟลิกซ์เป็นอะไรไปเด็ดขาด!!

แล้วมือคู่เรืองสางสีทองนั้นจับที่ด้ามหอกแล้วหักมันดื้อๆ แล้วโยนมันออกไป ทันใดนั้นร่างของมาเรียก็หายไปเหลือแต่อากิตะที่ทำหน้าเหวออยู่ หมัดซ้ายไม่รอช้าอัดเข้าหน้ามันแรงเต็มที่สามครั้งติด ใบหน้าของเขาเริ่มแหกเข้าขั้นแต่ยังปากดี

“ฮ่าๆๆ ทำแบบนี้มันจะดีจริงๆ หรือ...อยากให้ซ้ำรอยเหมือนเรื่องอันนามรดกบาปของเธอใช่ไหม ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆ”

สิ่งที่มันพูดมันนั้นจี้ใจดำอย่างแรงโดยเฉพาะคำว่า [มรดกบาป]

อันนาเป็นสายเลือดของฉัน! ไม่ใช่มรดกบาปที่แกว่า!

“ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ! ตายซะ!

ไม่รู้ว่าฉันระดมหมัดใส่ไปเท่าไหร่...แต่ส่วนหัวของเจ้านั่นหายไปแล้ว ถึงแม้จะเป็นใบหน้าของอากิตะที่รักของฉันในโลกก่อนแต่ก็รู้ดีว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้ามันไม่ใช่เขา ก็เลย...

อันนา...

ชื่อนี้ฉันทวนซ้ำหลายรอบในหัวพร้อมกับความทรงจำอันเลวร้าย ก้มหัวลมหายใจหอบรัวๆ เลยเห็นบาดแผลเปิดกว้างที่หน้าท้องที่ถูกหอกแทงเลือดไหลอาบพื้น วงเวทย์อันใหญ่ใกล้ๆ นั้นก็หยุดทำงานแล้ว

“เฟ...ริน...”

เสียงที่ใกล้จะขาดใจตายของทอมมี่เรียกสติกลับมา...ฉันเห็นเขากำลังคลานมาหาด้วยครึ่งท่อนบนที่ไร้ขา

ไม่นะ!

“ทอมมี่!!

ฉันรีบเข้าไปหาก่อนที่จะเข่าอ่อนล้มลงข้างทอมมี่เพราะตัวเองก็แทบจะไม่มีเรี่ยวแรง ใบหน้าฉันกับเขาอยู่ใกล้กันแค่เอื้อม

“เฟ...ริน...ดูเหมือน...ผมจะอยู่ได้ไม่นาน...สินะครับ”

“ฉันก็...เหมือนกัน”

พอทอมมี่ได้ยินแบบนั้นเลยแหงนหัวมองที่ท้องของฉัน

“ให้ตายสิ...ผมไม่น่าประมาท...เลย”

“ไม่ใช่ความผิด...นายหรอก...ฉันต่างหากที่ควรตายคนเดียว”

ฉันเอ่ยอย่างท้อแท้ใจก่อนที่มือขวาจะสัมผัสถึงมือที่เย็นเฉียบของทอมมี่

“ขอผมพูดสักอย่าง...หน่อยได้ไหม...อย่าขำนะครับ”

“อะเอาสิ”

“เฟ...ริน...ได้โปรด..คบกับ...ผมนะ”

หือ? นี่นาย...

ฉันตะลึงอยู่พอสมควรก่อนที่จะยิ้มรับ

“ทำไม...เพิ่งมาพูดตอนนี้...ละ อีกอย่าง...เราสองเป็นผู้หญิง...นะ”

“เรื่องนั้นผมไม่สน...หรอกครับ”

ทอมมี่พูดด้วยส่งยิ้มอ่อนให้เหมือนคนที่เพิ่งเคยสารภาพรักครั้งแรก

นายนี่มันไร้เดียงสาจริงๆ

“งั้น...พาฉัน...เดท...ในโลกหลังความตาย...ด้วยนะ...”

“ได้สิครับ...ได้อยู่...แล้ว”

และแล้วทั้งสองคนก็จมสู่ความมืดมิด มือขวาของทั้งคู่ยังกุมแน่นอยู่อย่างงั้น

ช่วงคุยกับไรท์เตอร์

จบลงไปแล้วสำหรับ Ch.31 นะจ๊ะ

เอ่อ...เรื่องกลายเป็นแบบนี้ซะแล้ว มันจะเป็นยังไงต่อไปละ?

โปรดติดตามต่อตอนไปที่มีชื่อว่า

Ch.32 Fake/Brave XII - Akita/Felix – [หลังเกิดเรื่อง]

ถ้าชอบก็ Comment ให้กำลังใจกันบ้างเน้อ 1 Comment เท่ากับล้านกำลังใจเลย ฮ่าๆ

53 ความคิดเห็น