ตอนที่ 29 : Ch.27 Side Story ตำนานรักกรมสอบสวน I - [นักล่ามานา] ภาคจบคดี

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 35
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    2 มิ.ย. 59


Crystalfall: Fake/Brave

คริสตัลฟอร์: เฟค/เบรฟ

Ch.27 Side Story ตำนานรักกรมสอบสวน I - [นักล่ามานา] ภาคจบคดี

“ถ้ารู้ว่าจะเป็นแบบนี้ไม่น่าใช้เขตอาคมนั่นเลย”

รอนได้ยินรุ่นพี่เรย์ลี่กำลังโทษตัวเอง ตอนนี้ทั้งคู่อยู่ประตูทางเข้าเขตการศึกษาทิศใต้ที่มีอ่างน้ำพุอนุสาวรีย์ผู้กล้าทั้งสี่เมื่อสองร้อยปีก่อน

“ไม่หรอกครับ ถ้าไม่ใช่เขตอาคมจับโกหกคงไม่รู้หรอกว่าสองคนนั้นกำลังเจอเรื่องอันตราย”

“มันยังมีวิธีอื่นเยอะแยะที่จะเปิดปากเจ้านั่นนะรอน”

แล้วทั้งคู่ก็จบบทสนทนานี้ลงเพราะคิดว่าพูดเรื่องนี้ต่อไปก็ไม่ได้ประโยชน์ขึ้นมา เรย์ลี่ไม่สามารถใช้เวทย์ค้นหาบาร์เบสและคิรินซังได้เพราะหมดมานาไปกับเขตอาคมจับโกหกที่ใช้มานามหาศาลกับติดสถานะฟื้นฟูมานาไม่ได้แม้จะใช้น้ำยาฟื้นฟูมานาแล้วก็ตามและมันจะเป็นแบบนี้อีกหนึ่งวัน

มีเรื่องที่รอนไม่เข้าใจก็คือตอนแรกรุ่นพี่เรย์ลี่ไม่ยอมขอความช่วยเหลือจากกรมเพราะอะไรสักอย่างเกี่ยวกับเด็กใหม่เฟลิกซ์คนนั้น สุดท้ายก็ยอมขอความช่วยเหลือไปและนัดแนะกับคนทางกรมว่าถ้าเจอตัวแล้วจะยิงเวทมนต์แสงขึ้นท้องฟ้าให้รับรู้ แต่จนถึงตอนนี้ที่ตะวันใกล้ลับขอบฟ้าก็ยังไม่มีสัญญาณที่ว่านั้นเลย

ที่จริงรอนอยากจะถามเรื่องที่รุ่นพี่มีหูและหางแมวอย่างมากแต่คิดว่ายังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม เหนือหัวพวกเขาลีนี่ที่ตามหาทั้งคู่อยู่บินลงมาหา

“รุ่นพี่! รอน!

“เจอพวกนั้นไหม?”

เรย์ลี่ถาม ลีนี่ส่ายหัว

“พวกนั้นไม่ได้ไปที่ร้านออริน่าค่ะ และลองบินหาคร่าวๆ แถวนั้นแล้วก็หาไม่เจอเลย”

“แล้วสองตัวนั่นหายหัวไปกันแน่วะ”

รอนทุบข้างลำตัวเองอย่างเจ็บใจ ลีนี่ออกความเห็น

“งั้นเราลองไปหาทางตะวันออกเฉียงใต้ดีไหมคะ?”

“ยัง” รุ่นพี่ห้าม “รอคนของเรย์ลี่มาก่อน”

“คนของรุ่นพี่?”

ลีนี่งุนงง รอนที่รู้อธิบายแทนให้

“ตอนที่เธอไม่อยู่ รุ่นพี่ให้คนของเขาไปสืบว่าเจ้าผู้ชายที่โรงอาหารนั่นพักที่ไหนและทำงานตรงไหนเพื่อจำกัดพื้นที่การค้นหาให้แคบลง”

“อย่างงั้นมันจะใช้เวลาเป็นวันเลยหรือเปล่าคะ?”

ลีนี่พูดในสิ่งที่สงสัย เรย์ลี่ขมวดคิ้วแล้วเป็นอธิบายเอง

“ที่สถาบันและเมืองแห่งนี้ทุกคนจะถูกให้เอาฝ่ามือประทับตรายืนยันตัวตนเวลาจะทำงานที่ไหนโดยเจ้านายพวกเขาที่ทำสัญญากับทางเรา เพราะฉะนั้นแค่เอามือคนนั้นไปตรวจสอบกับทางกรมที่มีข้อมูลเชื่อมต่อกันทั่วทั้งเมืองแปบเดียวก็รู้แล้ว”

“ว้าว! มีของแบบนี้ด้วยหรอคะเนี่ย!?

“เธอไปอยู่ไหนถึงไม่รู้ ของในกรมตัวเองแทนๆ” รอนตำหนิ

“ฉันไม่ได้รู้สักทุกเรื่องนี่น่า! เชอะ!

ลีนี่ปัดความรับผิดชอบในการรับรู้เรื่องสถานที่ฝึกงานอยู่ก็คือกรมสอบสวน รอนตั้งท่าจะต่อว่าแต่แล้วตัดใจไปเพราะอยู่ในอารมณ์ที่ไม่อยากจะทำนัก

และแล้วคนที่พวกเขารออยู่ก็มาถึง เป็นผู้ชายรูปร่างค่อนข้างเล็กผมม่วงสั้นซึ่งเห็นแบบนี้เขาทำงานอยู่กับทางกรมมาเป็นยี่สิบปีแล้ว

“แฮ่ก แฮ่ก ได้เรื่องแล้วครับ!

“ที่ไหน?”

“ท่าเรือขนส่งในเครือบริษัทออริน่าฝั่งตะวันตกครับ”

เมื่อได้ข้อมูล รุ่นพี่เรย์ลี่ลุกขึ้นทันที

“พวกเรารีบไปกันเถอะ”

“เดี๋ยว!” คนที่มาบอกข้อมูลให้ร้องห้ามไว้ “ยังไม่มีหมายค้นนะครับ จะทำโดยพลการไม่—“

“บอกหัวหน้าไปว่าเรย์ลี่แค่ไปเดินสำรวจแถวนั้น”

“อ่า..เอ่อ...แน่ใจว่าแค่สำรวจ”

“ไม่เชื่อใจเรย์ลี่ก็อย่ามาบอกเรื่องนั้นสิ”

และแล้วทั้งสามคนต่างมุ่งหน้าไปทางตะวันตกของเมืองโดยไม่รู้ตัวเลยว่ามีผู้หญิงใครบางคนแอบสะกดรอยตามพวกเขาอยู่

[ครึ่งชั่วโมงต่อมา]

“แหม่ การ์ดแน่นเชียวเลยนะ”

เรย์ลี่พูดถึงสิ่งที่เผชิญอยู่ให้รอนได้ฟัง ตอนนี้ทั้งสองคนแอบอยู่มุมตึกที่ใกล้กับประตูทางเข้าของท่าเรือขนส่งบริษัทออริน่าทางเหนือที่เป็นทางสำรองไม่ใช่ทางหลัก มีการ์ดเฝ้าอยู่สี่คนยืนเฝ้าบานประตูไม้ที่มีกำแพงเป็นไม้แหลม ส่วนลีนี่กำลังสอดแนมจำนวนคนข้างในกำแพงไม้นี่จากระยะไกลอยู่

 ดูเหมือนรอนจะเพิ่งนึกอะไรได้เพราะเห็นรุ่นพี่ควักอุปกรณ์ลูกหกเหลี่ยมเล็กสี่ลูก

“รุ่นพี่เรย์ลี่จะทำอะไรครับ”

“เข้าไปช่วยเพื่อนนายไง”

“ยังไม่รู้เลยครับว่าสองคนอยู่ข้างนั้นหรือเปล่า!

“เถอะน่า เชื่อสัญชาตญาณเรย์ลี่เถอะ”

“หา!?

เหตุผลของรุ่นพี่นั้นทำให้รอนอ้าปากค้างแต่ก่อนที่เรย์ลี่จะทำอะไรนั้น ลีนี่เข้ามาสบทบจากทางข้างหลังรายงานผลที่ได้จากการไปสอดแนมมา

“ประตูหลักห้าคน อีกฝั่งไม่มีทางเข้า ข้างในมีประมาณสิบคนเฝ้าทางเข้าโกดังในสุดและไม่มีคนงานอยู่ ไม่มีทางที่จะลอบเข้าไปนอกจากปะทะกันตรงๆ ค่ะ”

“สายตาเฉียบแหลมของเธอนี่เพอร์เฟกต์จริงๆ”

รุ่นพี่ลูบหัวเธอเป็นการให้รางวัลแล้วลีนี่หยิบบางอย่างที่แนบเอวไว้ให้เรย์ลี่ มันเป็นคทาสั้นขนาดเล็กของบาร์เบส

“ฉันเจอคทานี่ตกอยู่แถวนี้ค่ะ”

เรย์ลี่รับมาอย่างงงๆ พอรอนเห็นถึงกับตาโต

“คทานี่บาร์เบสมันลงเวทย์ติดตามไว้!

“ติดตามใคร?” เรย์ลี่ถาม

“คนที่ใช้เวทย์ติดตามกับเด็กใหม่คนนั้น”

รอนบอกเรื่องที่รู้ เรย์ลี่หรี่ตาลงแล้วยกคทาขึ้นแนวระนาบตึงแขนแล้วค่อยๆ เบนไปทางท่าเรือซึ่งคริสตัลอันเล็กที่ติดอยู่ปลายคทาเกิดมีแสงสว่างติดขึ้นมา

“อยู่ในนั้นจริงๆ ด้วย”

รุ่นพี่เก็บคทาลงเพราะมีปัญหาการใช้มานาเลยใช้ไม่ค่อยได้แล้วแจกลูกหกเหลี่ยมให้ทั้งสองคนละอัน

“อย่ากำมันแน่นนะ มันเป็นอุปกรณ์เวทมนต์แบบขว้างใส่ให้คนสลบ...พอนับถึงสามให้ปาใส่คนซ้ายสุดกับขวาสุด เดี๋ยวเรย์ลี่ขอสองคนตรงกลางเอง”

รอนกับลีนี่พยักหน้าเข้าใจก่อนที่จะตกลง

“ฉันซ้ายนะรอน”

“ขวาก็ได้”

นัดแนะกันเสร็จ เรย์ลี่เริ่มให้สัญญาณ

“หนึ่ง...สอง...สาม!

ทั้งคู่เล็งปาใส่สองในสี่การ์ดพร้อมกัน พอลูกหกเหลี่ยมนั่นปาโดนตัวเข้าจู่ๆ ร่างพวกเขากลายเป็นสัตว์ปีกเล็กชนิดหนึ่งขนสีขาว

ไก่!?

รุ่นพี่ที่เพิ่งหายตะลึงปาอีกสองลูกใส่การ์ดอีกสองคนที่ตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นเพื่อนตัวเองก่อนที่จะเป็นไก่ไปด้วยกันทั้งคู่

“เอ่อ...รุ่นพี่ค่ะ ทำไม—”

“เรย์ลี่หยิบผิดมาแน่ๆ แต่อยู่ได้นานอยู่”

รุ่นพี่เดินนำไปที่ประตู ทั้งคู่ตามหลังมาโดยที่ยังระแวงไก่ทั้งสี่ตัวที่ทำตัวเหมือนสิ่งที่ควรจะเป็นมาก เรย์ลี่เห็นว่าทั้งสองข้องใจเลยบอก

“ระหว่างนี้สติสัมปชัญญะพวกเขาจะจำอะไรไม่ค่อยได้หรอก ไม่ต้องกลัวไปนะ”

อันที่จริงทั้งคู่ไม่ได้กลัวคนที่กลายเป็นไก่ แต่กลัวสิ่งที่อยู่ข้างในประตูนี่ต่างหาก รุ่นพี่จ้องมองประตูอยู่ราวๆ สิบวินาทีแล้วล้วงหยิบอะไรบางอย่างในเสื้อคลุมของเธอ

“รอน ลีนี่...เรย์ลี่รู้ว่าพวกเธอมีทักษะการต่อสู้พอสมควรและอยากลงสนามจริง แต่เรื่องคราวนี้มันอันตรายเกินไป...พอให้สัญญาณเปิดประตูนี้แล้วอย่าตามเข้ามาให้รอดูสัญญาณจากดูเรย์ลี่เอง”

“แต่ว่ามานารุ่นพี่—” รอนขัด

“ไม่ได้จะใช้เวทมนต์สักหน่อย ใช้สัญชาตญาณที่แท้จริงในตัวเรย์ลี่ต่างหาก”

รุ่นพี่ยกขวดน้ำยาสามขวดที่ใส่บางอย่างที่เป็นยากระตุ้นเหมือนกับที่โรงอาหารช่วงบ่ายแล้วเธอก็ยกซดมันหมดทันทีแล้วขว้างทิ้ง

“เอาล่ะ! ทั้งสองคน...เปิดประตูเลย!!

“ย๊าก!!!

รอนกับลีนี่ต่างรู้ดีว่าควรใช้ลูกถีบเปิดประตู การ์ดข้างในกว่าสิบคนต่างตกใจ เรย์ลี่เดินเข้าไปอย่าสง่างามห้าก้าวแล้วหยิบอุปกรณ์เวทมนต์อีกชิ้นหนึ่งที่เรียกว่า [ปืน] ชูขึ้นฟ้าแล้วลั่นไกยิงลูกไฟสีส้มท้องฟ้าที่ใกล้จะหมดแสง รอนกับลีนี่ที่เรียนมารู้ว่าลูกไฟสีส้มที่ถูกยิงขึ้นไปนั้นเป็นสัญลักษณ์ของความช่วยเหลือ

“ทุกๆ คน...ยอมมอบตัวกับเรย์ลี่คนนี้ซะดีๆ!! กำลังเสริมจะมาที่นี่อีกไม่ช้าแล้ว”

ดูเหมือนว่าการ์ดทั้งสิบและอีกห้าคนที่มาจากประตูหลักเลือกที่จะเดินเข้ามาล้อมวงรุ่นพี่แทน

“โอ้ว คำตอบพวกนายช่างโง่ซะจริงๆ”

ร่างของรุ่นพี่ถูกปกคลุมด้วยออร่าสีดำที่ดูมืดหม่นกว่าครั้นก่อน หูกับหางแมวปรากฏขึ้นสร้างความประหลาดทั้งสิบห้าคนที่ล้อมอยู่ เธอเอนตัวลงเอามือทั้งสองยันพื้นไว้ราวกับเป็นสัตว์ เล็บที่งอกขึ้นมาดูยาวและแหลมคมอย่างมาก

“เฮ้ย! พวกเรา! อัดมันเลย!

หนึ่งในการ์ดบอกให้เริ่มลงมือ แต่ละคนมีทั้งไม้ ทั้งมีดและมือเปล่าที่ต่างมุ่งเข้าหาเรย์ลี่ที่กำลังกลายร่าง ลีนี่ทนไม่ไหวกำลังจะพุ่งตัวออกไปช่วยแต่ถูกรอนดึงตัวไว้ก่อนเพราะกลัวจะถูกลูกหลง...

การ์ดทั้งสิบห้าคนต่างหงายหลัง สายเลือดปลิ้วว่อนตามระบำเล็บของรุ่นพี่ที่เหวี่ยงรอบตัว ณ บัดนั้นรอนและลีนี่ได้เห็นตัวตนอีกด้านของรุ่นพี่ยิ่งกว่าที่โรงอาหาร ดวงตาที่ควรจะมีสีขาวและสีตาเฉพาะคนกลับกลายเป็นสีแดงฉาน รอยยิ้มฉีกกว้างที่ตอบรับกับกลิ่นเลือดหลายคนที่ฟุ้งกระจายในอากาศ ก่อนที่จะเอาลิ้นเลียเลือดที่ติดอยู่บนเล็บแสนคม

รุ่นพี่...

ความกลัวอย่างขีดสุดแล่นสู่ขั้วหัวใจของลีนี่ แต่เพราะภาพตรงหน้ายังคงตึงเธอให้มองมันอยู่ การ์ดทั้งสิบห้าคนที่มีบาดแผลเป็นรอยข่วนตรงใบหน้าบ้างที่ตัวบ้างต่างลุกขึ้นมาอย่างงุนงงเพราะยังไม่รู้ว่าตัวเองล้มลงไปได้ยังไง

และเพราะแบบนั้นการ์ดดวงซวยที่อยู่ใกล้มือรุ่นพี่ถูกเล็บแหลมเล็บแทงเข้าที่แขนซ้ายแล้วชักดึงกลับมากรีดใส่หน้าพร้อมส่งลูกถีบให้กระเด้งกระดอนนอนร้องเจ็บปวด

“แกนะแก!!!

การ์ดคนหนึ่งที่น่าจะเป็นเพื่อนสนิทของคนที่ลงไปนอนอาบเลือดโกรธแค้นจัดปาท่อนไม้ใส่ รุ่นพี่ปัดมันได้แต่คนปาพุ่งเข้ามาประชิดตัวง้างหมัดใส่แต่หวืด เป็นการหวืดที่น่าตกใจเพราะรุ่นพี่กางขาย่อตัวเร็วเกินมนุษย์แล้วใช้เล็บทั้งสองมือทิ่มเข้าที่ต้นขาการ์ดคนนั้นแล้วดึงออกแทงอีกทีตรงกลางเป้าจนเจ้าตัวร้องลั่นล้มไปกับพื้นเอง เรย์ลี่ส่งเสียงผ่านซอกฟันอย่างชอบใจราวกับคนโรคจิต

นี่ไม่ใช่...รุ่นพี่...ที่ฉัน...รู้จัก...แล้ว...

ใบหน้าลีนี่ถอดสีซีดสนิท ถึงรอนจะมีสติอยู่บ้างแต่ตัวเขากลับแข็งทื่อไม่กล้าทำอะไรทั้งนั้นถึงอยากจะไปช่วยก็ตาม บทสร้างความเจ็บปวดอยู่ฝ่ายเดียวยังคงดำเนินต่อไป รอยเลือดสาดกระเด็นไปทั่วพื้นแถวนั้น ร่างของการ์ดกว่าสิบเอ็ดคนตอนนี้ที่รุ่นพี่ทำร้ายต่างนอนดิ้นทุรนทุลาย เธอสามารถสังหารพวกเขาได้แต่กลับไม่ทำ รอนไม่รู้ว่าเป็นเพราะหน้าที่หรือความซาดิสที่ชอบใจเห็นคนกรีดร้องทรมานกันแน่

การ์ดสี่คนที่เหลือถอยหลังตั้งหลักหน้าทางเข้าโกดัง แล้วมีคนหนึ่งหยิบคัมภีร์เวทย์สีแดงขึ้นมากำใส่มือแล้วยื่นมือนั้นมาทางรุ่นพี่

“ไฟบอล!

ลูกไฟผุดขึ้นกลางอากาศตรงฝ่ามือคนใช้แล้วเหวี่ยงมันใส่รุ่นพี่แต่เธอเบี่ยงตัวหลบเป็นว่าง่าย ลูกไฟนั่นเลยลอยมาทางรอนกับลีนี่ที่แอบดูอยู่ตรงประตู

“เฮ้ย!

ตูม!

ยังดีที่ลูกไฟนั้นมันพุ่งเลยไปชนกับต้นไม้ข้างหลังแทนที่จะเป็นประตูที่พวกเขาอยู่

“ลีนี่! เธอเป็นอะไรไหม!?

“ฉันโอเคสบายดี”

“พวกเราว่าแอบเข้าโกดังช่วยบาร์เบสกับคิรินซังดีกว่าไหม”

“นายน่าจะบอกแบบนั้นตั้งนานแล้วนะ”

“เดี๋ยวอ้อมไปข้างๆ แล้วเธอพาบินข้ามรั้วที และก็—”

“รุ่นพี่!!!

ลีนี่ร้องตกใจเพราะเห็นเรย์ลี่กำลังถูกโซ่ตรวจสี่เส้นที่ผุดขึ้นจากพื้นที่มีวงเวทย์สีดำตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้ รุ่นพี่พยายามดิ้นตัวให้หลุดแต่มันกลับยิ่งตรึงแน่นกว่าเดิม

และยิ่งไปกว่านั้นลีนี่รีบกระพือปีกบินไปหารุ่นตัวเองทันทีโดยที่รอนห้ามไว้ไม่ทัน

“ลีนี่! อย่าเข้าไป!

จังหวะนั้นลีนี่ดันพลิกตัวกลางอากาศหันกลับมามองรอนแต่ร่างกายยังลอยไปข้างหน้าจนเข้าใกล้รุ่นพี่กลับถูกดีดกระเด็นออกมาจากผลสะท้อนของโล่หกเหลี่ยมสีดำรอบตัวรุ่นพี่

เจ็บๆๆๆๆๆๆ

ลีนี่ร้องลั่นในใจแล้วรอนเข้ามาหาประคองตัวขึ้นมา แล้วมีเสียงตบมือปริศนาดังขึ้น มันเป็นของผู้ชายคนเดียวกันกับในฮอลล์ที่ใช้เวทย์ติดตามใส่เฟลิกซ์ เขาเพิ่งเดินออกมาจากในโกดัง

“หึๆ ไม่คิดว่าจะได้เจอกับหนึ่งในสิบสองนักเวทย์อัจฉริยะแห่งยุค แต่ดูท่าจะคุยกันดีๆ ไม่ได้”

“ปล่อยตัวเพื่อนเรามาเดี๋ยวนี้!” ลีนี่ตะโกน

“ไม่ได้หรอก เดี๋ยวไม่เป็นไปตามแผน...”

ชายคนนั้นเดินตรงมาหยุดอยู่ตรงหน้ารุ่นพี่ เขาฝ่าบาเรียหกเหลี่ยมสีดำเข้าไปอย่างง่ายดายอย่างกับเป็นของเขาเอง

“ตัวจริงของสัตว์ป่างั้นหรือ...”

เขาแบมือแล้วยื่นปะหน้าผากหน้าผากรุ่นพี่

“วินด์ไดท์! [Wind Drive]

สายลมกระชากผลักตัวรุ่นพี่กระเด็นออกจากโซ่ตรวนไปหาลีนี่กับรอน ทั้งสองต่างตกใจจนทำอะไรไม่ทันเลยถูกกระแทกล้มกันทั้งคู่

“บาเรีย!” ชายคนเดิมกางมือออกสร้างโล่เป็นแผ่นผนังคุ้มกันตัวเองและลูกน้อง “เจ้าครึ่งนกครึ่งคน! ถ้าเข้าใจเรื่องสัญชาตญาณสัตว์ป่าน่าจะเข้าใจดีกว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้น”

พอลีนี่ได้ยินแบบนั้นแล้วตาโตแล้วค่อยๆ หันมองรุ่นพี่ที่ยังคงมีนัยน์ตาแดงกำลังลุกขึ้นมองเธอกับรอนราวกับเป็นอาหารจานโปรด

ขะขะขะขาไม่ยอมขยับ...

และแล้วผู้โชคดีที่รุ่นพี่เลือกก็คือลีนี่ เรย์ลี่ง้างเล็บกว้างเตรียมมอบความเจ็บปวดให้ ลีนี่ไม่มีทางเลือกนอกจากหลับตายอมรับ

“อ๊าก!

เสียงร้องนั้นเป็นของรอน...เขาโถมตัวเป็นโล่กำบังแทน เลือดไหลสดๆ กำลังไหลออกมาตรงทางซ้ายของเอวก่อนที่จะล้มลงมาใกล้ตัวลีนี่

“รอน!!!

นัยน์ตาเขาเบิกกว้างเพราะถูกกระตุ้นด้วยความเจ็บปวดจนพูดไม่ออก ลีนี่ยื่นหน้าเข้ามาใกล้

“อย่าเป็นอะไรไปนะรอน!!

เงากระตุ่มของรุ่นพี่เข้ามาใกล้ ลีนี่สะดุ้งเฮือกหันกลับมาดู...ตาแดงฉานหายไปแล้วเหลือแต่ตาสีเหลืองที่หวาดหวั่นจ้องมองรอน ยกมือขวาขึ้นมาดูเล็บแหลมคมที่มีเลือดของเขาติดอยู่ก่อนที่จะกำแน่นกัดฟันตัวสั่น...แล้วจู่ๆ รุ่นพี่ผ่อนลมหายใจออกมาแล้วกระซิบบอก

“ลีนี่...ช่วยฮีลให้เขาที”

“...ค่ะ...”

เธอทำตามอย่างหวั่นๆ เอามือขวาแนบที่แผลตรงเอวซ้ายของรอนแล้วร่ายเวทมนต์ เรย์ลี่พลิกตัวกลับไปประจันหน้ากับศัตรู

“พวกแก!!!

“ฮ่าๆๆๆ ได้สติแล้วหรือ? ลองแทงพรรคพวกตัวเองแล้วรู้สึกยังไงบ้าง คุณเรย์ลี่ จอมเวทย์สากล...แต่ดูเหมือนมานาของคุณจะมีปัญหา”

“หือ!? แกมีเลือดเอลฟ์ไม่ก็ปีศาจหรอ ถึงได้มองออก” เรย์ลี่ขมวดคิ้ว

“เอลฟ์ครับ มีมาบ้างซึ่งเป็นเรื่องดีที่ทำให้ผมใช้เวทย์ตรึงกับบาเรียนี้ได้สบาย”

เขากางมือออกโชว์ผนังบาเรียที่ทอดยาวหาทางเข้าไม่เจอ เรย์ลี่ยังคงถามต่อไป

“แล้วทำไมพวกแกถึงต้องหลอกล่อพาตัวคนของกรมมาด้วย?”

“ไม่มีอะไรมากหรอกครับ แค่ได้รับคำสั่งมาให้จัดการพวกหัวกะทิของกรมสอบสวน มันเป็นอุปสรรค์ตัวใหญ่ที่ขัดขวางการลักพาตัวผู้มีมานามหาศาลมานักต่อนักแล้ว”

“งั้นหรอ...แค่นี้ใช่ไหม”

“หือ? ใช่?

ชายที่มีสายเอลฟ์เอ่ยด้วยน้ำเสียงแปลกใจ เรย์ลี่ยกมือขวาขึ้นมาทำท่าจะดีดนิ้ว

“ท่านลูกกระจ๊อกสี่คนที่อยู่ตรงนั้น...ได้แผลจากเรย์ลี่ก่อนหน้านี้กันมาใช่ไหมเอ่ย”

พอได้ยินแบบนั้นพวกเขาต่างมองหาแผลบนร่างตัวเอง เรย์ลี่ไม่รอช้าบอกขั้นตอนต่อไป

“งั้นลงไปนอนสักพักไป”

“อ๊าก!!!!!

พอเธอดีดนิ้วลูกน้องทั้งสี่คนร่วงลงไปนอนกับพี่แล้วร้องดิ้นอย่างเจ็บปวด ที่แผลพวกเขามีแสงสีฟ้าเรืองแสงอยู่ ตอนนี้ก็เลือกเพียงคนเดียวที่ทำหน้าเจ็บใจ

“เจ้าพวกอ่อนแอเอ๋ย! แล้วยังไง! เธอทำอะไรกับบาเรียนี่ไม่ได้หรอก! มานาน้อยซะขนาดนั้น”

“ได้สิ แค่เรย์ลี่เดินเข้าไป—”

รุ่นพี่เอ่ยแล้วก้าวเท้าไปแค่หนึ่งก็เข่าอ่อนเกือบล้มลงไป ศัตรูเห็นแบบนั้นแล้วหัวเราะชอบใจ

“ฮะๆๆๆๆ ฮ่า! เมื่อกี้ฝืนใช้มานาถึงได้อ่อนแอซะแล้ว โชคร้ายซะจริง”

“ยังไม่หรอก...แค่นี้ไม่เท่าไหร่หรอก!

เรย์ลี่ฝืนตัวเองจนลุกขึ้นมาได้ แต่ลีนี่เห็นขาเธอสั่นไหวอย่างมากและก้าวไปข้างหน้าเรื่อยๆ

รุ่นพี่...

ชายคนนั้นผงะเดินถอยหลังเล็กน้อย เรย์ลี่ค่อยๆ เดินเข้าไปหา

“เปล่าประโยชน์! ถึงแกจะเดินได้ก็ไม่มีแรงเหลือพอทำลายบาเรียนี่!

“บาเรีย!? หือ? ของแหกตานี่หลอกเรย์ลี่ไม่ได้หรอก”

รุ่นพี่เอามือแหว่งเบาๆ ใส่ผนังบาเรียกลับแตกสลายหายไปเฉย

หา!? ของปลอม!?

ลีนี่อ้าปากค้าง เรย์ลี่สาธยายต่อเดินขึ้นบันไดด้วย

“บาเรียกว้างขนาดนั้น คนใช้มันต้องมีมานาและความเชี่ยวชาญระดับสูง คิดว่าจะหลอกอัจฉริยะอย่างเรย์ลี่คนนี้ได้งั้นหรอ!!

“อย่านะโว้ย!

ดูเหมือนชายคนนั้นจะควักไม้ตายขึ้นมา เป็นก้อนคริสตัลขนาดเท่าพอดีมือ มันมีสายเวทย์ไหลเวียนเชื่อมต่ออะไรบางอย่างที่อยู่ข้างในโกดัง เรย์ลี่เห็นแบบนั้นถึงกับหยุดการเคลื่อนไหว

“ขืนแกเข้ามาอีก ข้าจะทำให้พรรคพวกสองคนของพวกเจ้าเละเป็นซาก!

“แกเล่นของอันตรายขนาดนี้ไม่กลัวโดนตัวเองบ้างหรือไง”

“จะโดนก็โดนไปสิ! ยังไงซะป่านนี้อีกกลุ่มหนึ่งคงทำสำเร็จตามแผนแล้ว! พวกแกโง่เอง! ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆ!!!

อีกกลุ่ม!?

ลีนี่ทั้งไม่เข้าใจทั้งหวั่นใจ ตาเรย์ลี่เบิกกว้างอีกครั้งแล้วถามตรงๆ

“แกพูดเรื่องอะไร!

“ฮ่าๆๆๆ ที่ล่อพวกแกมาที่นี่ไม่ใช่แค่กำจัดทิ้งเท่านั้น เพื่อให้อีกกลุ่มพรรคพวกเข้าชิงตัวเด็กใหม่คนนั้นได้สะดวกยังไงเล่า! และไม่ต้องคิดเลยว่าอยู่ข้างในเขตการศึกษาแล้วจะปลอดภัย พวกเรามีสายอยู่ในนั้นเต็มไปหมด!

“หรือว่าท่านพี่จะ...”

เรย์ลี่ร้องตกใจหันไปมองทางเขตการศึกษาแล้วเบิกตาโตอีกรอบ ชายผู้ที่ถือชะตากรรมของบาร์เบสและคิรินซังในกำมือยืดแขนสุดชี้รุ่นพี่

“พวกแกนอนราบกับพื้นแล้วเอามือไขว้หลังได้แล้ว! ไม่งั้นละก็—”

ชายคนนั้นชะงักหยุดพูด ลีนี่ตกใจกับบางสิ่งที่เกิดขึ้น มีอะไรบางอย่างคล้ายเหล็กที่เป็นรูปร่างมือพุ่งเข้ามากระแทกมือของผู้ชายคนนั้นจนหักงอบิดเบี้ยวเข้ามาตัว คริสตัลที่ใช้เป็นตัวจุดชนวนกระเด็นตกหายไปก่อนที่มือเหล็กนั้นจะย้อนกลับกระแทกมือผู้ชายคนนั้นให้หักไปอีกด้าน

“อ๊าก!!!!!!!!!!!!!

เขาร้องลั่นดังที่สุดเท่าที่จะดังได้แล้วเป็นลมล้มพับหมดสติไป รุ่นพี่ที่เห็นบุคคลที่สามมาช่วยก่อนหน้านี้ทักเจ้าของมือเหล็กนั้นอย่างสนิทสนม

“ท่านพี่!

“ให้ตายสิ ขอให้ฉันช่วยสักนิดก็ได้ เธอจะได้ไม่เจ็บตัวหนักไง” เฟลิกซ์ปั้นสียุ่งยาก

“ท่านพี่!

รุ่นพี่ร้องดีใจแล้วจะวิ่งเข้าหาแต่ขาอ่อนแอแล้วล้มลงกับพื้นก่อน เฟลิกซ์เดินเข้ามาประคองตัวลุกขึ้น

“ท่านพี่มาได้ยังไงคะ?”

“แอบตามพวกเธอมาสิ” เฟลิกซ์ว่า “แค่เผลอคาดกันสักพักใหญ่ พอมีไอ้พลุนั่นฟ้าเหมือนที่เมืองบาลาสขึ้นเลยตามมาดู”

“แล้วท่านพี่ถูกใครเล่นงานหรือเปล่าคะ เจ้าพวกนี้บอกว่ามีคนแยกไปจะลักพาตัวท่านพี่”

“หือ!? อ๋อเจ้าพวกนั้นหรอ”

เฟลิกซ์เอานิ้วโป้งชี้ไปข้างหลังเจ้าตัว...มีร่างคนของแก็งค์ลักพาตัวนอนสลบอยู่สี่ห้าคน

สุดยอดเลยแฮะ

ลีนี่ที่มองดูอยู่คิดอย่างงั้น แล้วหันกลับมาดูอาการรอนที่ดูเหมือนอาการจะดีขึ้นแล้วเพราะเลือดหยุดไหล

รอน...อย่าเป็นอะไรไปมากกว่านี้นะ

“ท่านพี่ไปอุ้มตัวเจ้ารอนดีกว่านะคะ เขาน่าจะเจ็บหนักอยู่” ทั้งคู่เดินเข้ามาใกล้ก่อนที่เรย์ลี่จะร้องลั่น “รีบพาไปที่...ลีนี่! เธอทำอะไร!? ทำไมใช้เวทย์นั่น!!

“เอ่อ...ก็ช่วยรอนไงคะ...ไม่งั้นเขาจะ...”

“แต่เวทย์ที่เธอใช้นั่นมันเวทย์ถ่ายโอนพลังวิญญาณเลยนะ!

เรย์ลี่พูดถึงเส้นพลังสีฟ้าที่ไหลออกจากตัวลีนี่ไปยังรอน

“นั่นแหละคะ ฉันถึงได้ทำ...ยังไง...ละ...คะ”

และแล้วลีนี่หมดสติไป

[เวลาพลบค่ำ]

“ท่านพี่...เดินลงทางขวามือแล้วเลี้ยวซ้ายนะคะ”

“หือ? มีอะไรหรอ?”

“มันเป็นทางลัดคะ”

เสียงสนทนาระหว่างสองคนดังขึ้นมันบุกให้ลีนี่มีสติ เธอค่อยๆ ขยับเปลือกตาทีละนิดก็เห็นคุณเฟลิกซ์เดินออกจากห้องไปหลังจากนั้นก็มีผู้ชายเผ่ามนุษย์ผิวสีคล้ำใส่ชุดคลุมสีขาวเดินเข้าหารุ่นพี่เรย์ลี่

“ทำไมไปบอกทางอ้อมแบบนั้น”

“ไม่อยากให้เดินผ่านไปเจอเชสเซอร์ค่ะคุณหมอ...ยังไม่อยากให้ท่านพี่ต้องรู้สึกผิด ขอให้เรย์ลี่แบกมันไว้คนเดียวจะดีกว่า”

“งืม...เธอใจดีเกินไปแล้ว” หมอเท้าเอว

“ฮ่าๆ เห็นแก่ตัวซะมากกว่า”

พวกเขาคุยเรื่องอะไรกัน...

ลีนี่พยายามจะลุกขึ้นจากเตียงจนเรย์ลี่เห็นเข้า

“คุณหมอ! ลีนี่ฟื้นแล้ว!

“เธออย่าเพิ่งลุกหน่า”

คุณหมอเดินมากดตัวลีนี่นอนลงที่เดิมแล้วตรวจร่างกายเล็กน้อย

“เลือดไหลเวียนดี มานาก็ปกติ...ปลอดภัยแล้ว”

“เฮ้อ ค่อยอย่างชั่ว” เรย์ลี่โล่งอก

“เกิดอะไรขึ้นหรอคะ?”

ดูเหมือนลีนี่ยังไม่เข้าใจว่าทำไมตนเองถึงมานอนอยู่บนเตียง เรย์ลี่นิ่วหน้าแล้วดีดกระโหลกเธอหนึ่งที

“นี่แน่ะ! ยัยบ้า! ใครเขาสั่งเขาสอนให้ใช้เวทย์นั้น...มันถึงตายได้เลยนะถ้าคุมมันไม่อยู่”

จริงสิ...ฉันใช้เวทย์ถ่ายโอนพลังวิญญาณไป

พอทวนถึงสิ่งที่ตัวเองทำก็นึกอะไรออก

“รุ่นพี่! รอนล่ะ!?

เรย์ลี่เอี่ยวคอไปทางขวามือเธอ รอนอยู่บนเตียงข้างๆ นี่เอง...เรย์ลี่บอกอาการ

“หมอนั่นอาการปลอดภัยกว่าเธอซะอีก แผลหายดีสนิทแล้วแต่ยังไม่ฟื้นเลยสงสัยจะเหนื่อยเยอะ”

“ดีจัง”

ลีนี่เอ่ยคำนั่นจากสุดก้นบึ้งหัวใจก่อนที่จะเช็ดน้ำตาที่ไหลออกมาแล้วขมวดคิ้วเพราะสงสัยเรื่องหนึ่ง

“แต่ฉันเห็นว่ารอนโดนเข้าเต็มๆ นี่คะ? แผลน่าจะลึกอยู่?”

“ก็ใช่อยู่ว่าโดนเข้าเต็มๆ” เรย์ลี่บอกแล้วหยิกหนังเอวตัวเองให้ลีนี่ดู “แต่ตอนนั้นสติกลับมาพอดีเลยจะพับมือแต่ก็ยังเฉี่ยวเอวหมอนั่น”

“เฉี่ยว!? แค่เฉี่ยวหรอคะ?”

ลีนี่แปลกใจอย่างหนัก แต่มาลองนึกดูดีๆ แล้วก็เป็นอย่างที่รุ่นพูด

“ก็ใช่น่ะสิ เรย์ลี่สั่งแล้วไม่ใช่หรือไงว่าอย่าเข้ามาถ้ายังไม่ให้สัญญาณ”

“ตอนนั้นเห็นโดนตรึงอยู่นี่ค่ะ” ลีนี่พูดตามตรง

“ดีซะอีก มันช่วยให้เรย์ลี่มีสติกลับมาไวๆ...เฮ้อ งานนี้เรย์ลี่ผิดเองที่กะน้ำยานั่นไม่ถูกเลยได้สติช้าไปหน่อย”

“เอ่อ...ฉันก็ผิดด้วยค่ะ”

“แน่นอนเธอผิดด้วย เธอผิดแน่...” เรย์ลี่ย้ำ “จงมองหมอนั่นให้ดี...เขาเป็นแบบนี้เพราะเธอและจำใส่ใจไว้ด้วย”

“ค่ะ...”

ลีนี่ก้มหน้าลงเครียดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด รุ่นพี่ดันคางเธอหงายหน้าขึ้นมา

“ไม่ต้องทำเครียดขนาดนั้นก็ได้ เรย์ลี่แค่อยากให้มันเป็นประสบการณ์อย่าให้เกิดซ้ำรอยอีก โอเค?”

“รุ่นพี่ปรับอารมณ์เก่งจัง”

“เรย์ลี่ก็เป็นแบบนี้แหละ ฮ่าๆ”

รุ่นพี่กอดอกแล้วหัวเราะเบาๆ ก่อนที่จะโดนคุณหมอไล่

“เธอกลับไปได้แล้ว คนไข้จะพักผ่อน”

“แล้วบาร์เบสกับคิรินซังละคะ?”

ลีนี่เพิ่งนึกขึ้นได้เลยรีบถาม เรย์ลี่บอก

“สองคนนั้นปลอดภัยดีแทบจะไม่เป็นอะไรเลยแค่โดนลูกดอกยาสลบแค่นั้น”

“เฮ้อ...โล่งใจล่ะ แล้วพวกคนร้าย—”

“เรื่องนั้นไว้คุยกันพรุ่งนี้ดีกว่า วันนี้เจอเรื่องมามากพอแล้ว”

“ได้ค่ะ”

“รีบๆ ไปได้แล้ว” คุณหมอไล่อีกรอบ

“ข๊าคุณหมอ”

พอรุ่นพี่ออกไป หมอเดินมาหาตบไหล่

“พักผ่อนเถอะ เพิ่งฟื้นไม่ใช่หรือ”

“ยังไม่รู้สึกอยากนอนเลยค่ะ”

ลีนี่ลุกขึ้นบิดตัวแล้วหยิบเก้าอี้ใกล้มือมานั่งข้างๆ เตียงที่รอนนอนอยู่...แล้วกุมมือเขา หมอยิ้มรับแล้วรู้ดีว่าต้องทำอะไร

“งั้นหมอไปธุระข้างนอกสักพักใหญ่ ถ้ามีอะไรติดต่อพยาบาลแถวนี้ได้เลย”

“ค่ะ”

เมื่อในห้องเหลือแค่สองคน...ลีนี่จ้องมองใบหน้ารอนแล้วลูบมือเขาไปพลางๆ

ตาบ้าเอ๋ย...ไม่เห็นต้องรับเคราะห์แทนฉันเลย

เธอโน้มตัวใกล้ใบหน้ารอน เอามือขวาเสยผมที่บังหน้าผากเขาอยู่ ประทับตราด้วยริมฝีปากอย่างนิ่มนวล

นี่เป็นรางวัลสำหรับตาซื่ออย่างนาย...รอน

เสียดายที่ไม่รู้สึกตัว ฮ่าๆ

ถึงอยากบอกใจจะขาดก็ไม่พูดต่อหน้าหรอก...

แกล้งตาบื้อนี่ต่อไปเรื่อยๆ นี่แหละ สนุกดี

[ในขณะเดียวกันที่ชั้นบนสุดของหอสมุด]

“หวังว่าคงเข้าใจ”

ผอ. อาเธอร์เอ่ยประโยคด้วยน้ำเสียงเรียบง่าย แต่ยูกะที่ยืนรับคำสั่งอยู่ถาม

“แล้วท่านไว้ใจคนอย่างดิฉัน? ถึงเล่าเรื่องเธอคนนั้นให้ฟัง”

“มันดีต่อภารกิจของเธอไม่ใช่หรือ? จะได้ย่นระยะเวลาลงได้เยอะ เธอจะได้ไม่ต้องไปคว้านหาสาเหตุที่ทำให้คนเกือบทั้งคริสตัลฟอร์ลืมเรื่องของผู้กล้าตัวจริง”

อาเธอร์ย้ำบอกถึงข้อดีอีกครั้งหลังเล่าเรื่องปริศนาที่เกิดขึ้นช่วงนี้แก่ยูกะให้ฟัง

“ถึงอย่างไร ดิฉันก็ไม่ปักใจเรื่องของเฟลิกซ์ร้อยเปอร์เซ็นต์หรอกคะ...เรื่องโลกต่างมิติข้ามพิภพอะไรนั่น แต่ทางดิฉันเองที่ไปสืบทางอาณาจักรเอลฟ์ก็ไม่ได้ความเช่นกันต้องขออภัยด้วย”

“ในตำนานของเอลฟ์บางส่วนก็กล่าวถึงอยู่ เธอไม่เชื่อหลักฐานของเผ่าตนเองที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องโบราณคดีมากสุดหรือไง?”

อาเธอร์พูดถึงเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเผ่าพันธุ์เธอ...ซึ่งดูเหมือนจะไม่ค่อยภูมิใจกับมันสักเท่าไหร่

“ยกเว้นสำหรับเรื่องนี้ที่แทบไม่มีหลักฐานเลยค่ะ ต่อให้ไปถามคนที่อ้างตัวว่าเป็นนางฟ้ามาก่อนแต่กลับทำอะไรไม่ได้เลยความเชื่อถือมันน้อยจนต้องลบทิ้ง”

“งั้นเธอจะอธิบายได้ไหมว่าทำไมเธอถึงยังไม่ลืม...แล้วทำไมคนอย่างสัสดีที่แข็งแกร่งขนาดนั้นยังถูกลบความทรงจำได้”

“เรื่องนั้นดิฉันขอไม่เถียงค่ะ แต่อยากให้ขอเวลาพิสูจน์แม้จะต้องปิดบังท่านสัสดีก็ตาม”

“กี่ปี?”

“ร้อยปีค่ะ”

“มันจะทันหรือ? แค่ยี่สิบปีโลกนี้ก็จะล่มสลายแล้ว ตามคำของพระเจ้า”

อาเธอร์พูดตามสิ่งที่รู้จากเฟลิกซ์อีกที ยูกะดูเหมือนจะเกลียดคำว่าพระเจ้าเพราะมีท่าทีกับคำนั้น

“ถึงแม้จะมีโอกาสเป็นความจริงสักสิบสองเปอร์เซ็นต์ ไว้ถึงเวลานั้นค่อยคิดกันอีกทีละกันคะ เรือใกล้จะออกแล้วขอตัวก่อนคะ”

“ขอให้โชคดีในดินแดนเอลฟ์”

ยูกะก้มหัวเคารพเดินถอยหลังออกไป เมดทั้งสองปิดประตูตามหน้าที่...ผอ. อาเธอร์ลุกขึ้นถือแก้วเหล้าเงยมองพระจันทร์หกเหลี่ยม

“อีกแค่ยี่สิบปี...งั้นหรือ...”

ช่วงคุยกับไรท์เตอร์

W: จบลงไปแล้วสำหรับ Side Story [ตำนานรักกรมสอบสวน] ชุดแรก นะจ๊ะ

R: พูดงี้แสดงว่ามีอีกชุดอ่ะดิ?

W: Yes Sir แต่อีกนานนะ ฮ่าๆๆ ขืนไม่เข้าเนื้อหาหลักเดี๋ยวคนอ่านจะหนีหมด :P

โปรดติดตามต่อตอนไปที่มีชื่อว่า

Ch.28 Fake/Brave VIII - Akita/Felix - [กลางเทอม]

ถ้าชอบก็ Comment ให้กำลังใจกันบ้างเน้อ 1 Comment เท่ากับล้านกำลังใจเลย ฮ่าๆ

53 ความคิดเห็น