ตอนที่ 22 : Ch.20 Fake/Brave III - Cherry/Tommy - [ท่านพี่]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 57
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    12 พ.ค. 59


Crystalfall: Fake/Brave

คริสตัลฟอร์: เฟค/เบรฟ

Ch.20 Fake/Brave III

Cherry/Tommy - [ท่านพี่]

“ได้แต่ขนมปังแข็งๆ พอกินได้ไหม?”

เอลด้าปลุกฉันขึ้นมายื่นขนมปังแผ่นกลมไม่หนามากมาให้

“นี่ฉัน...หลับไปนานแค่ไหน”

“ครึ่งวัน”

ที่ถามแบบนั้นไปเพราะเห็นว่าท้องฟ้าเริ่มเห็นดาวรอบตัวค่อนข้างมืดค่ำแล้ว

เพลียจังแฮะ

“ไม่อยากกินหรือ?”

เอลด้าเห็นฉันเหม่อไม่ยอมรับของสักทีเลยถาม ฉันหยิบมากินหนึ่งคำ

“ขอบคุณ...ไปเอามาจากไหนล่ะนิ?”

“ก็...ไปหยิบมาจากแถวๆ นี้”

“แถวๆ นี้?” ฉันพยักหน้ารับ “จากนางฟ้ากลายเป็นโจร...ไวดีเนอะ”

“มันจำเป็น...แต่สำหรับคนที่เจอเรื่องหนักๆ มา เจ้าทำใจไวดีนะ”

แผ่นขนมปังที่ฉันถืออยู่ชะงัก ในหัวที่เหมือนจะหายปวดกลับมาแปล๊บๆ อีกครั้ง

“แค่ไม่อยากจมปลักกับมันมาก...เฮ้อ ไม่รู้ว่าทำไมตั้งแต่มาโลกนี้เหมือนตัวเองกลายเป็นเด็กอีกครั้ง อารมณ์ว้าวุ่นไปหมด...เพราะพระเจ้าอีกหรือเปล่านะ”

ฉันเงยหน้ามองท้องฟ้าไปยังที่ๆ ไกลแสนไกลหวังเผื่อว่าจะมีที่สงบอยู่ที่นั่นแต่โดนเอลด้ากระชากลงมา

“ถ้าคิดแบบนั้นมันก็ได้อยู่...แต่ถ้าทุกเรื่องคิดแบบนี้ซะหมด เจ้าคงไม่ต้องทำอะไรกันพอดี”

“งืม ก็พูดถูกอยู่”

“แล้วเจ้า...จะเอายังไงกับชีวิตต่อไป”

เอลด้าถามแบบนั้น ฉันนึกคิดอยู่พักหนึ่ง

“ก็ดูๆ กันไป...ว่าแต่เธอน่าเป็นห่วงกว่าไม่ใช่หรอ? เป็นนางฟ้าอยู่ดีๆ กลายมาเป็นมนุษย์นี่มัน—”

“อย่ามองเหมือนดูถูกนะ!” เอลด้ารีบออกตัว “เห็นแบบนี้มีประสบการณ์ลำบากเยอะ ลองเกิดเป็นมนุษย์หลายรอบเจอมาหลายอย่าง พอตายก็กลับมาเป็นนางฟ้าใหม่...แต่ครั้งนี้คงไม่แล้ว ก็ดีเหมือนกันอยู่มาหลายร้อยปีปลงแล้วล่ะ”

“ฉันเดานิสัยเธอไม่ออกจริง เดี๋ยวยกยอตัวเอง เดี๋ยวเป็นเด็ก...อย่างกับว่าพยายามปิดบังตัวตนที่แท้จริง”

ที่พูดไปแบบนั้นมันมาจากประสบการณ์ที่เคยเรียนรู้กับหน่วยทหารที่ต้องคอยซัพพอร์ตกับหน่วยเฮิฟเว่นพันนิเชอร์ของโลกก่อนในเรื่องต่างๆ ซึ่งหนึ่งในเรื่องนั้นก็คือสืบสวนคนที่พวกเขาจับมาได้ แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจที่พูดอะไรไปมากนัก กลับได้ปฏิกิริยาตะลึงชั่วครู่ที่แสดงให้เห็นแค่แวบหนึ่งจริงๆ ของเอลด้า มันแค่เสี้ยววินาทีจริงๆ แล้วเธอก็อธิบายด้วยสีหน้าใหม่ที่ราวๆ ว่ารำคาญตัวเองอย่างไงอย่างงั้น

“ผลกระทบจากการลองเกิดเป็นมนุษย์เล่นๆ หลายรอบนั่นแหละ บริหารบุคลิกปั่นป่วนไปหมด...นี่ยังไม่ได้ตอบคำตอบของเราเลยนะ”

ฉันหรี่ตากับคำตอบนั้น

คงไม่ใช่อย่างที่คิดล่ะมั้ง...

“ก็บอกแล้วว่าดูๆ กันไปก่อน ถ้ามีหนทางแก้ไขเรื่องบ้าๆ นี่ได้ก็...ฉันจะทำมัน”

พูดเสร็จก็เงยหน้ามองบนฟ้าอีกรอบ เปลี่ยนมือถือขนมปังเป็นข้างซ้ายแทนเพื่อซ่อนอีกมือไว้

แต่ฉันพูดเก่งไปแบบนั้นแหละ คิดแล้วมือยังสั่นๆ อยู่เลย

“งั้นเราจะอยู่ข้างเจ้าเอง”

จู่ๆ เอลด้าเอ่ยในสิ่งที่ไม่น่าเชื่อออกมา พอเธอเห็นฉันจ้องหนักเข้าเลยพูดแก้เขิน

“เอ่อ...ไม่ใช่เพราะว่าอยากอยู่ใกล้ๆ เจ้านะ รู้สึกผิดต่างหากที่ทำให้เจ้าเป็นแบบนี้!

มาแปลกแฮะ...

แต่ก็...

ฉันยื่นมือขวาออกไป ถึงแม้มันจะสั่นอยู่บ้าง

“ขอบคุณนะ...ต่อไปนี้ถือว่าเราเป็นเพื่อน...เอ่อ น่าจะเรียกว่าผู้ร่วมชะตากรรมเดียวกันมากกว่า ฉัน...เฟลิกซ์”

ดูเหมือนว่าเอลด้ายังไม่เข้าใจสิ่งที่ฉันสื่อไปตอนแรก แต่ไม่นานนักเธอก็ยิ้มแล้วยื่นมือขวามาจับ

“เอลด้า อดีตนางฟ้า...ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะ”

ฉันเริ่มสัมผัสได้ว่าสิ่งดีๆ น่าจะเกิดขึ้นบ้างแล้ว ณ ตอนนี้

เริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้งงั้นหรอ...กับโลกที่มีอายุขัยแค่ยี่สิบปี...

ไม่สิ มันค่อนข้างนานด้วยซ้ำ ถ้าบวกลบกับโลกเก่าก็อยู่ถึงอายุห้าสิบปีกว่าๆ สินะ

หางานทำ ใช้ชีวิตปลีกตัวไม่หยุดกับเรื่องบ้าๆ พวกนั้นอีก จากทุกคนที่เคยอยู่ด้วยกัน

ไม่ต้องแบกเรื่องผู้กล้า ไม่ต้องเสี่ยงกับอะไรทั้งนั้นถึงแม้รู้ว่าคนที่รับชะตากรรมแทนฉันจะมีหน้าตาเหมือนกับอากิตะก็เถอะ

อากิตะ...

ให้ตายสิ...หยุดคิดถึงหน้าเขาไม่ได้เลย

ไม่ๆๆๆๆ ต้องเปลี่ยนแผนล่ะ...ทำงานอยู่ที่นี่มีเงินสักพักแล้วหนีให้ใกล้ๆ จากเมืองนี้ เมืองที่มีอากิตะอยู่ เพราะรู้ตัวเองดีว่าถ้าได้เจอเขาอีกรอบ...คงตัดใจเป็นห่วงแทนไม่ได้แน่ๆ

เฟลิกซ์...เธอก็น่าจะรู้ดีนิว่าเขาไม่ใช่อากิตะของจริงหรอก มันก็แค่ของปลอมที่พระเจ้าสร้างมันขึ้นมา

อากิตะ...เขาจากไปดีแล้วอย่างที่เฟียน่าบอกไว้

พอคิดถึงตรงนี้น้ำตาเริ่มซึมอีกรอบ

เจ็บ...มันเจ็บเหลือเกิน

รู้สึกเริ่มแน่นกลางอกอีกรอบ ซึ่งนั่นทำให้นึกถึงอีกคน คนที่สละชีวิตเพื่อเป็นหัวใจแก่ฉัน

คุณมาเรีย...ฉันคิดแบบนี้ มันดีแล้วใช่ไหมคะ

พลันจากความคิดนั้น รู้สึกเหมือนมีใครกำลังกอดจากด้านหลัง อ้อมแขนเรืองแสงประกายทองที่แสนอบอุ่นเฉกเช่นเดียวกับใบหน้าของมาเรียอันเรืองรางที่ขยับเข้ามากระซิบข้างใบหู

“สู้ๆ นะคะ”

ถึงนั่นจะรู้ดีว่ามันไม่ใช่ความจริง แต่มันทำให้ฉันยืมอ้อมอกของเอลด้าเป็นที่ระบายน้ำตาทั้งคืนอีกรอบ

สามวันผ่านไป

เป็นสามวันที่ฉันพยายามทิ้งทุกเรื่องไว้เบื้องล่างเพราะคิดว่าตัวเอง ณ ตอนนี้ไม่สามารถทำอะไรได้เลยแต่ไม่ถึงกับเลิกล้มมัน ถ้ามีโอกาสเมื่อไรฉันก็จะคว้าไว้

เป็นการตัดสินใจที่ยากจริงๆ สำหรับเรื่องนั้น

แต่ปัญหาปากท้องกับที่นอนตอนนี้สำคัญมาก ช่วงนี้ได้กินแต่ของไม่ค่อยดีกับสุขภาพนักและน้ำไม่ได้อาบเลยได้แต่พรมหน้านิดหน่อยจากแม่น้ำสายเล็กที่ไหลเข้าเมือง ซึ่งแน่นอนว่าเปลี่ยนชุดนักเรียนมอต้นชาติที่แล้วเป็นชุดผ้าสีอ่อนเรียบๆ ที่ผูกด้วยเชือกแทนกระดุม และมีผ้าคลุมตัวอีกทีเพื่อบังแขนซ้ายไม่ให้โดดเด่นไว้

ถึงเอลด้าที่มีทักษะโจรอยู่ก็ไม่ได้ช่วยอะไรมาก เพราะการคุ้มกันและระบบของเมืองนี้ค่อนข้างเข้มงวดเลยได้ของบ้างไม่ได้บ้าง การที่จะทำงานรับจ้างที่นี่ได้ต้องมีตราที่ยืนยันการเสียภาษียืนยันตัวตนก่อน ซึ่งค่อนข้างแพงและไม่คิดว่าจะขโมยเงินเป็นปีเพื่อที่จะได้ตรานั่น เว้นแต่เคยเป็นนักเรียนของสถาบันมาก่อนถึงจะได้ตรานั้นฟรีซึ่งเรื่องนั้นเอลด้าขอให้เลิกคิดไปได้เลยเพราะคนที่จะเป็นนักเรียนได้ต้องเป็น [เด็กใหม่] ที่พวกเขาคัดเลือกมาเองเท่านั้น

เคยคิดอยู่ว่าจะออกจากเมืองนี้ไปตั้งแต่แรกเลยดีไหม? (จากแผนเดิมที่จะอยู่สักพักแล้วค่อยไป) ออกหาของในป่าสร้างบ้านเองอะไรเอง ใช้ชีวิตพึ่งพาตัวเองสุดๆ แต่เอลด้าขอร้องฉันว่าให้ไปที่ๆ หนึ่งก่อนแล้วค่อยว่ากัน ซึ่งที่นั่นก็คือเขตเมืองทางใต้ของสถาบันนิวส์ไลฟ์ เท่าที่เอลด้าสืบมาได้นั้นว่ากันว่าแถวเขตนั้นเข้มงวดน้อยที่สุด กฎหมายเล่นนอกหลู่นอกทางได้และอีกหลายๆ อย่าง

ก็ว่าไปนั่น ถ้ามีโอกาสไม่ว่ามากน้อยแค่ไหนฉันก็จะทำ

แต่มีอย่างเดียวที่ฉันไม่อยากเจอเป็นครั้งที่สอง...

อากิตะ

วันต่อมา

โอโห้...อยู่กันเป็นรังเลยแฮะ สมกับเป็นมุมบอดของเมืองจริงๆ

ตอนนี้ทั้งฉันและเอลด้าอยู่ภายในกิลด์ผจญภัยสาขาทางใต้ของเมือง ซึ่งภายในนั้นมีที่นั่งไว้พูดคุยเป็นแก็งค์มากมาย ไม่ว่าจะเป็นโจร นักฆ่า นักจิต อัศวิน พ่อค้าใต้ดินและ ฯลฯ ที่ดูรู้ทันทีว่าไม่ใช่พื้นที่สีขาวแน่ๆ ยกเว้นตรงเคาน์เตอร์ด้านหน้าที่มีพนักงานสาวหูกระต่ายคนหนึ่งประจำอยู่และราวกับว่าเธอมีออร่าไล่ความมืดทุกๆ ด้านแถวนั้นได้

“เอลด้า...แน่ใจหรอว่าคิดถูกใช่ไหมที่มาที่นี่”

“ถูกแล้ว ที่นี่แหละที่จะหาเงินได้โดยไม่ต้องมีพันธะอะไร...ไปลงทะเบียนกัน”

แล้วเธอก็ลากไปตรงเคาน์เตอร์ทันที ซึ่งก็มีคนแถวๆ นั้นแหลบชำเลืองมองบ้าง

“วันนี้มาทำธุระอะไรกันคะ?”

พนักงานหูกระต่ายเอ่ยตามสคริป เอลด้าเปลี่ยนบุคลิกให้ดูเหมือนคนมีประสบการณ์เรื่องฆ่าฟันเยอะบอกพนักงาน

“ก็เพิ่งซัดกับโจรกระจอกมา...”

“แล้ว?”

พนักงานเหมือนจะไม่ซื้อมุกที่เอลด้าส่งเลยรีบกลับเข้าเรื่อง

“เอ่อ...มาลงทะเบียนให้เพื่อนละนะ”

“อ๋อ ได้ค่ะ...มาอย่างกับรู้ว่าช่วงนี้เรามีแพ็กเกจล่อลวง...อุ๊ย...เชิญเพื่อนมาขึ้นทะเบียนที่นี่ก็จะได้แต้มเลื่อนขั้นฟรี จำกัดจำนวนชวนหนึ่งคนค่ะ”

กลิ่นตุๆ จากคำอธิบายของพนักงานที่ชวนให้ไม่น่าไว้ใจหรือเป็นมุกเฉยๆ อันนี้ฉันก็ไม่แน่ใจ แต่ที่แน่ๆ เหมือนว่าเอลด้าได้แอบมาลงทะเบียนไว้ก่อนแล้ว ระหว่างที่พนักงานเขาให้เขียนชื่อด้วยภาษาอังกฤษ ฉันถึงได้จ้องหน้าเอลด้าไม่ค่อยพอใจสักเท่าไหร่

“อย่ามองแบบนั้น เรามาถึงแถวนี้ก่อนถึงได้ลงทะเบียนไว้ ไม่ได้หวังเรื่องแต้มอะไรนั่นเลย”

“หรอ...”

เอาเถอะ เราก็ไม่ได้เสียอะไรไปสักหน่อย

หลังจากเขียนชื่อเสร็จ พนักงานสอบถามถึงสิ่งที่จะใช้ในขั้นตอนต่อไป

“ใช้เวทมนต์เบื้องต้นได้ไหมคะ?”

“ไม่”

เอาจริงๆ แล้วจะใช้มันก็ใช้ได้ แต่เพราะลองร่ายแต่ละทีมันได้ผลที่รุนแรงเกินไปหน่อยเลยไม่ได้ฝึกต่อ สัสดีบอกไว้ว่ามาฝึกกับคนที่สถาบันจะปลอดภัยกว่า แต่ตอนนี้คงไม่ได้ใช้มันเร็วๆ นี้แน่เลยบอกไปว่าใช้ไม่ได้

“ทักษะการต่อสู้ ถนัดอะไรคะ?”

“ประชิดตัว”

“ประชิดตัว? ใช้อาวุธอะไรคะ?”

“เจ้านี่”

ฉันยกแขนซ้ายขึ้นมาจากผ้าคลุม พนักงานสะดุ้งตกใจแล้วมองเหมือนกับว่าไม่เคยเห็นมาก่อน

“คะคุณเป็นไซบอร์ก!?

“อ่า ก็ใช่...”

ฉันกำลังเหวอเพราะพนักงานตกใจเสียงดังมากจนหลายคนในร้านหันมามอง คุณหูกระต่ายรีบก้มหัวขอโทษ

“เมื่อสักครู่ต้องขออภัยด้วยจริงๆ ค่ะ พอดีดิฉันไม่ค่อยเห็นไซบอร์กแบบนี้มาก่อนเลยตกใจนิดหน่อยค่ะ”

“ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร” เราทำหน้าเข้าใจแล้วกระซิบถามคนข้างๆ “นี่...ไม่ค่อยมีไซบอร์กอย่างฉันหรอ?”

“ไม่เคยมีใครมีแขนใหญ่แบบเจ้าเท่านั้นเอง”

เอลด้าที่เปลี่ยนบุคลิกกับมาเป็นเหมือนเดิมบอกแบบนั้น พนักงานหูกระต่ายเขียนอะไรบ้างอย่างลงในแผ่นสมัครเพิ่มเติมก่อนที่จะหยิบม้วนคัมภีร์ที่กางออกเป็นแผ่นผ้าสีม่วงขนาดเกือบเท่ากระดาษ A4 ที่มีวงเวทย์หกเหลี่ยมสลักอยู่และเอาแผ่นป้ายไม้หกเหลี่ยมเท่าอุ้มมือวางทับแล้วอธิบาย

“ขออนุญาตนำมือขวาท่านประทับบนแผ่นป้ายด้วยค่ะ...โปรดระวังตอนทำสัญญาจะมีแสงและความร้อนเล็กน้อยอย่าได้ตกใจไป”

พอเอามือขวาทาบตามที่บอกก็รู้สึกถึงความร้อนอุ่นๆ ที่ฝ่ามือ ตัวแผ่นผ้าตรงส่วนวงเวทย์เรืองแสงเล็กน้อยก่อนที่จะดับวูบไป

“ประเมินเสร็จเรียบร้อยแล้ว เอามือออกได้ค่ะ”

หา!? ประเมินอะไร?

ฉันชักมือกลับไปทั้งๆ ที่ยังสงสัย คุณพนักงานพลิกด้านป้ายไม้หกเหลี่ยมแล้วทำสีหน้าแปลกใจเลยชำเลืองมองป้ายที่มีสัญลักษณ์อยู่สองอย่างถูกทำให้เป็นเส้นทึบ ตรงกลางเป็นรูปทรงเลขาคณิตหกเหลี่ยมที่มีแต่เส้นขอบหนึ่งอันและขอบรอบๆ ป้ายไม้เป็นเส้นทึบหนาหนึ่งเส้นได้แต่เป็นเส้นปะ

คืออะไรหว่า?

“มีปัญหาอะไรหรือ?”

เอลด้าถามก่อนที่จะมองไปที่แผ่นป้าย พนักงานเอื้อมตัวเข้ามาพูดเสียงเบาให้ได้ยินกันแค่สามคน

“เอ่อ...คุณเฟลิกซ์ คุณเป็นมนุษย์จริงๆ  หรือเปล่าคะ?”

มันเป็นคำถามที่ไม่ทันตั้งตัวเลยอำอึ่ง เอลด้ากระซิบข้างหูอีกครั้ง

“เปิดให้เธอดูเลย”

“แต่ว่าเรื่องนี้อยากเก็บไว้เป็นความลับ—”

“อย่าได้โกหกกับพวกเจ้าหน้าที่ จะได้ไม่มีปัญหาตามหลังมา”

ถึงเอลด้าจะแนะนำแบบนั้นแต่ใจไม่อยากอยู่ดี...แต่สุดท้ายแล้วฉันค่อยๆ แก้ปมเชือกตรงกลางเสื้อสองปั้มเปิดให้เห็นแท่งคริสตัลขนาดเท่ากำมือที่ฝังแน่นอยู่กลางหน้าอก พนักงานกระต่ายทำหน้าเข้าใจและรีบผูกเชือกเสื้อให้อย่างรวดเร็วแล้วกระซิบบอก

“ทำไมไม่บอกว่าเป็นคริสเมนตั้งแต่แรกละคะ!? ถ้าเกิดพวกนักล่ามานาแถวๆ นี้รู้เข้าจะแย่เอานะคะ”

“จริงด้วย...ลืมสนิท”

“นักล่ามานา? คืออะไร?”

เอลด้าเอามือกุมหน้าตัวเองราวกับว่าเพิ่งนึกอะไรได้ ส่วนฉันเอียงคอสงสัยถามไป คุณพนักงานกระซิบบอก

“เป็นพวกที่ชอบลักพาสิ่งของที่มีมานาเก็บกักจำนวนมากไปปล่อยในตลาดมืดนอกเมืองค่ะ ไม่ว่าจะเป็นยาฟื้นฟูมานาระดับสูง อาวุธโบราณรวมถึงคริสเมนอย่างคุณด้วยค่ะ”

“แล้วถ้าฉันโดนลักพาตัวไป...พวกเขาจะทำอะไรงั้นหรอ? งัดของกลางอกออกมา?”

“ไม่ใช่ค่ะ เท่าที่ได้ยินมาพวกเขาจะตรึงแขนขาแล้วสูบมานาจากตัวคุณเรื่อยๆ ถ้าใกล้หมดก็พัก พอฟื้นตัวเต็มที่ก็สูบต่อใหม่ ทำแบบนี้เรื่อยๆ จนกว่าจะเสื่อมสภาพค่ะ เท่าที่ได้ยินมาบางคนโดนสูบเกือบร้อยปี...ได้โปรดถ้าเจอคนน่าสงสัยให้รีบแจ้งทางกิลด์ให้ทราบเลยนะคะ”

พนักงานกิลด์อธิบายสับเสร็จ หารู้ไหมว่าฉันแทบจะไม่ได้ฟังอย่างหลังเลย

อันตราย...

ความมุ่งมานะตอนแรกหายหมด พลิกตัวกลับหลังหันเตรียมออกจากร้านแต่ก็ถูกเอลด้ารั้งตัวไว้ เธอใช้เวลากล่อมฉันอยู่หลายนาทีจนยอมทำเรื่องต่อ คุณพนักงานกิลด์ได้อธิบายเรื่องสัญลักษณ์บนป้ายเพิ่มเติมด้วยการนำแผ่นป้ายทุกแบบขึ้นมาให้ดู


การแบ่งระดับของนักผจญภัยจะใช้จำนวนหกเหลี่ยมตรงกลางเป็นหลักซึ่งแบ่งออกได้สี่ระดับ

หกเหลี่ยมหนึ่งอันที่มีแต่เส้นขอบ = นักผจญภัยหน้าใหม่

หกเหลี่ยมหนึ่งอัน (ทึบ) = นักผจญภัย

หกเหลี่ยมสามอัน (ทึบ) = นักผจญภัยขั้นกลาง

หกเหลี่ยมเจ็ดอัน (ทึบ) = นักผจญภัยขั้นสูง

และการเลื่อนขั้นสู่ระดับถัดไปนั้นทำได้ด้วยการทำเควสของทางกิลด์สำเร็จ, ช่วยเหลือภัยพิบัติใหญ่ๆ และอื่นๆ ตามที่คณะกรรมการกิลด์จะพิจารณา ทุกๆ อย่างจะได้สิ่งตอบแทนเป็นแต้มเลื่อนขั้น ส่วนสิ่งของอย่างอื่นแล้วแต่เควส

ซึ่งแต้มนั้นจะมีค่าสูงสุดอยู่ที่ 100 แต้มต่อหนึ่งหกเหลี่ยมทึบบนป้าย ซึ่งถ้ายังไม่ครบหนึ่งร้อยบนแผ่นป้ายจะแสดงเป็นหกเหลี่ยมที่มีเส้นขอบแล้วข้างในหกเหลี่ยมนั้นจะมีความสูงของแต้มอยู่คล้ายๆ ระดับน้ำเวลาเติมน้ำเข้าไป

เพราะฉะนั้นแล้วขั้นทั้งสี่จะมีแต้มดังนี้

นักผจญภัยหน้าใหม่ = 0-99 แต้ม

นักผจญภัย = 100-299 แต้ม

นักผจญภัยขั้นกลาง = 300-699 แต้ม

นักผจญภัยขั้นสูง = 700 ขึ้นไป

อันที่จริงจะมีระดับสูงกว่านั้นอีก แต่พนักงานกิลด์บอกว่าไม่จำเป็นเพราะยังไม่ถึงเวลา (ง่ายๆ ก็คือขอให้เป็นนักผจญภัยขั้นสูงก่อนถึงจะบอกให้ฟัง)

ส่วนเวลาเพิ่มแต้มลงบนแผ่นป้ายนั้นต้องเป็นที่กิลด์หรือตัวแทนกิลด์เท่านั้น ส่วนเรื่องถ้าแผ่นป้ายหายหรือโดนขโมยให้รีบมาแจ้งกับทางกิลด์เพื่อที่จะใช้เวทย์ระงับของเก่าแล้วขึ้นอันใหม่แทนให้

และอย่างสุดท้ายที่ทำให้พนักงานกิลด์ตะลึงก่อนหน้านี้ก็คือเส้นขอบริมป้าย มันมีไว้แสดงมานาและความเชี่ยวชาญการใช้เวทมนต์

ไม่มีเส้น = มนุษย์เป็นส่วนใหญ่

เส้นขอบหนึ่งเส้น = มีมานาน้อย มักจะเป็นฮาล์ฟเอลฟ์ที่มีเชื้อทางเอลฟ์น้อยมาก, มนุษย์แต่ก็พบได้น้อยและต้องเป็นผู้ที่ใช้เวทย์บ่อยๆ ด้วย (ผ่านม้วนคัมภีร์หรือคริสตัล), ผู้ที่สูญเสียพลังมานาหลายสถานการณ์ เป็นต้น

เส้นขอบสองเส้น = มีมานาปานกลาง ส่วนมากเป็นดาร์คเอลฟ์และฮาล์ฟเอลฟ์ พวกปีศาจระดับล่างและคริสเมน

เส้นขอบสามเส้น = มีมานาสูง จะเป็นพวกเอลฟ์แท้, ปีศาจขั้นสูง

และอย่างสุดท้ายก็คือเส้นขอบเส้นเดียวแต่มีความหนาอย่างมาก ส่วนใหญ่จะพบในผู้กล้า, จอมมารหรือนักเวทย์ขั้นสูงที่เป็นเอลฟ์อายุร้อยปีขึ้นหรือสัตว์ในตำนานและนั่นทำให้ฉันขนลุกซู่เลยทีเดียว

แต่ยังไม่หมด ที่เส้นขอบตัวที่ใช้วัดเวทย์และมานาทั้งยังมีอีกสิ่งหนึ่งแฝงอยู่บนเส้นนั้นก็คือรอยต่อของเส้น ยิ่งมีจำนวนเส้นปะมากเท่าไรยังแสดงให้ถึงความ “ไม่เชี่ยวชาญ” การใช้เวทมนต์เท่านั้น กล่าวง่ายๆ ก็คือ บางคนบางเผ่าอาจจะมีมานาในตัวสูงแต่ไม่เคยใช้เวทมนต์ เลยทำให้ประสิทธิภาพที่ได้มานั้นต่ำเป็นอย่างมาก และเท่าที่ฉันย้อนนึกช่วงสามเดือนก่อน...ไม่เคยฝึกใช้เวทมนต์เป็นชิ้นเป็นอันสักทีเพราะมัวยุ่งกับภารกิจช่วยเหลือคนที่ได้รับผลกระทบจากการฟอร์ดาวน์ของเมืองบาลาส

พอพนักงานกิลด์อธิบายจบลง เธอขอร้องให้ลองทำแผ่นป้ายกิลด์ขึ้นมาอีกรอบเพื่อความแน่ใจไม่ให้เกินความผิดพลาด แต่แล้วผลก็เหมือนเดิม

“งืม...เดี๋ยวดิฉันจะส่งเรื่องนี้ไปสาขาใหญ่นะคะ น่าจะเกิดความผิดพลาดบางอย่างแน่ๆ”

“ฉันก็ว่างั้น ฮ่าๆ”

แต่ไม่ใช่ไม่มีมูลเลยทีเดียว พลังที่ฉันเคยใช้ได้...ก็คือหอกของผู้กล้านี่น่า?

“แล้ว...จะทำยังไงแผ่นป้ายที่มีปัญหา?”

เอลด้าถาม คุณพนักงานหูกระต่ายก้มหัวทีหนึ่งก่อนที่จะบอก

“คงต้องให้พกตัวนี้ไปก่อนละคะ ดิฉันก็ไม่ได้อยากจะให้เป็นอย่างนี้ แต่คิดว่าถ้าคุณให้คนอื่นเห็นคงคิดว่าของปลอมละคะ มันไม่ค่อยมีใครมีเส้นมานาหนาทึบขนาดนี้”

“แล้วถ้าเกิดเรื่องเพราะเจ้านี่ขึ้นมาละ?”

“ต้องขอโทษอีกครั้งจริงๆ ค่ะ ทางเราไม่สามารถที่จะปลอมแผ่นป้ายเพื่อปิดบังได้ มันเป็นนโยบายที่สำคัญค่ะ ไม่อย่างงั้นความน่าเชื่อของแผ่นป้ายนี้มันจะถูกทำลายลงนะคะ”

เมื่อทางพนักงานยื่นยันแบบนั้นแล้ว ฉันเองก็ไม่ได้ติดใจอะไร

“งั้นก็แค่เก็บไว้ไม่ให้ใครเห็น...ก็ไม่มีปัญหาใช่ไหม”

“มันก็ใช่อยู่...” เอลด้าเกาหัว “เฮ้อ...เอาแบบนั้นก็ได้”

“ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ถ้ามีคนที่มีปัญหากับป้ายนี้จริงๆ ช่วยบอกคนที่ว่าสามารถติดต่อสอบถามเรื่องนี้กับทางสมาคมกิลด์สาขาทางใต้สถาบันนิวส์ไลฟ์ได้เลยนะคะ” พนักงานบอก “น่าจะช่วยแก้ปัญหาเบื้องต้นสำหรับคุณได้”

“ถือว่าช่วยได้” เอลด้าว่า “แต่...เรื่องแบบนี้ควรเรียกผู้จัดการที่นี่มาคุยด้วยนะ?”

“ต้องขออภัยจริงๆ ค่ะ ผู้จัดการสาขาช่วงนี้ยังว่างอยู่ด้วยเนื่องจากต้องไปแก้ปัญหาผู้จัดการคนเก่าอีกคนไปก่อเรื่องที่สาขาบาลาสค่ะ”

“เมืองบาลาส?” ฉันเหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ “อ๋อ...ฉันเห็นอยู่ สมาคมกิลด์ที่นั่น...มัน...พังเละเลยนี่? เกิดอะไรขึ้น?”

“สำหรับสมาคมแล้ว สาขาที่นั่นถือว่าเป็นความอับยศของพวกเราเลยค่ะ”

และแล้วคุณพนักงานเข้าดราม่าเรื่องภายในองค์กร เธอเล่าว่าสาขาที่นั่นเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดเรื่องฟอร์ดาวน์ขึ้นมาด้วยการปล่อยปะละเลยการร้องขอเควสตรวจสอบคนที่แอบขุดแกนกลางคริสตัลหลายครั้งหลายคราว และตอนหลังฟอร์ดาวน์หนึ่งเดือนถึงได้รู้เบาะแสเพิ่มเติมว่าผู้จัดการสาขานั้นรับเงินใต้โต๊ะจากผู้ว่าประจำเมืองบาลาสหรือมีศักดิ์ตำแหน่งเป็นนักเวทย์ประจำเมืองอีกด้วย ซึ่งเรื่องนี้ฉันคิดว่าคงได้ข่าวมาจากสัสดีแน่ๆ เพราะเขาเคยบอกว่าจะไปรายงาน หลายๆ เรื่องกับทางสมาคมกิลด์ในเมืองหนึ่งที่แวะในช่วงนั้น พอคิดถึงเรื่องนี้เลยกระซิบถามเอลด้า

“เธอไม่รู้เรื่องนี้เลยหรอ?”

“นางฟ้าไม่ได้มีตาเป็นสับปะรด ถ้ารู้...ก็คงทำอะไรไม่ได้อยู่ดีเพราะหน้าที่เราก็คือจับตามองเท่านั้น”

“หรอ...แล้วที่ทำกับฉันล่ะ?”

“อันนั้นกรณีพิเศษ อย่าขุดได้ไหม”

“อ๋อหรอ...”

ฉันลองแกล้งยื่นหน้าเข้าไปใกล้ๆ ดู ซึ่งเธอออกอาการตกใจนิดหน่อย

“ก็ได้ก็ได้ อยากช่วยเฉยๆ จบไหม?”

“ฮ่าๆ”

“เอ่อ...คุณเอลด้าค่ะ” พนักงานกิลด์ขัด “รบกวนขอป้ายกิลด์ด้วยค่ะ จะเพิ่มแต้มแนะนำเพื่อนให้”

เอลด้าที่ไม่สบอารมณ์โดนฉันแกล้งส่งแผ่นป้ายที่มีแต้มยังไม่ถึงระดับนักผจญภัยให้ พอพนักงานส่งคืนก็มีแต้มครึ่งหนึ่งของหกเหลี่ยมอันแรกแล้ว คุณพนักงานอธิบายงานขั้นต่อไป

“สำหรับเรื่องรับเควสนั่น จะรับได้เฉพาะเควสที่เหมาะกับระดับตัวเองเท่านั้นค่ะ ไม่สามารถรับเควสข้ามขั้นกันได้ ยกเว้นมีเหตุจำเป็นจริงๆ ที่ทางกิลด์จะยกเว้นให้ สำหรับทั้งสองคนแล้วเป็นเควสช่วยเหลือชาวบ้านเป็นหลักนะคะ”

“ปราบมอนเตอร์ให้พวกเขาใช่ไหม?”

ฉันออกโรงถามทันทีอย่างตื่นเต้นเพราะอยากได้เงินเยอะๆ จากการปราบมอนเตอร์เพื่อที่จะเช่าโรงแรมแช่น้ำกินอาหารเช้าดีๆ ใจจะขาดแล้วและเอล้าก็เห็นด้วยกับเรื่องนี้ แต่คำตอบของพนักงานกลับไม่ใช่

“ขออภัยด้วยค่ะ คุณทั้งสองยังรับเควสนั้นไม่ได้ต้องขึ้นอีกระดับก่อนค่ะ...ถึงอย่างงั้นสำหรับรอบเมืองนี้แล้ว เควสปราบมอนเตอร์น้อยมากเพราะถูกจัดการอย่างเด็ดขาดมานานแล้วค่ะ”

ได้ยินแบบนั้นแล้วถึงกับไหล่ตก เอลด้าถามต่อ

“แล้วค่าตอบแทนเควสที่จะได้รับทำ...พอที่จะเช่าโรงแรมอยู่ได้สักวันสองวันไหม?”

“ถ้าทำเควสที่จะให้ต่อไปนี้...ค่าแรงที่ได้อยู่ได้สองวันต่อเควสค่ะ สำหรับโรงแรมถูกๆ นะคะ”

“เย้!

ฉันยกมือขวาดีใจเพราะตอนนี้การได้นอนโรงแรมเป็นสิ่งเดียวที่ต้องการมากที่สุดแล้วตอนนี้หลังได้นอนนอกบ้านบนพื้นแข็งๆ มาสามวัน และแล้วคุณพนักงานบอกบางสิ่ง

“แต่มันเป็นเควสที่น่าจะเหนื่อยหน่อยนะคะ ช่วงนี้คนย้ายเข้ามากับผ่านเมืองนี้ค่อนข้างเยอะ เลยจะมีแต่เควสช่วยขนของ ตามหาของหายและปัญหาระดับพื้นฐานสารพัด”

พอได้ยินแบบนั้นทั้งสองคนมองหน้าและยักไหล่พร้อมกัน

“ยังไงก็ได้”

และแล้วเป็นเวลาสามวันผ่านไปอีกครั้ง

“เตียงนุ่มๆ!

ฉันที่เพิ่งเดินเข้าห้องพักโรงแรมราคาถูกชั้นเดียวทิ้งดิ่งบนเตียงคู่แล้วขมวดคิ้วเอามือกดเตียง

“มันแข็งขึ้นหรือเปล่าเนี่ย!?”

“นอนมาสองคืนแล้วยังจำไม่ได้หรือ? อีกอย่าง...เตียงมันไม่ได้นุ่มอยู่แล้ว”

เอลด้าเดินตามมาที่หลังว่า เธอตรงดิ่งไปที่เยือกน้ำในห้องที่ทางโรงแรมจัดไว้ให้ทันที พวกเขาเพิ่งกลับมาจากทำเควสช่วยเหลือชาวเมือง ซึ่งล่าสุดเป็นงานช่วยเศรษฐีรายหนึ่งที่เพิ่งย้ายเข้ามาในเมืองและมีแต่ของหนักๆ เริ่มทำตั้งแต่เช้าเพิ่งจะเสร็จตอนเที่ยงนี่เองแล้วกลับมาที่โรงแรมก็บ่ายแล้ว ห้องที่อยู่นั้นก็ไม่ได้กว้างขวางอะไรมากมายตามราคา

“อย่างน้อยๆ ก็ดีกว่าถนนริมทางล่ะกัน” ฉันว่าตามความจริง

“ไม่เถียงแล้วก็ได้...ปวดหัว”

เอลด้าพูดอย่างหงุดหงิด

“ขอโทษขอโทษ...”

“เฮ้อ เจ้าทำตัวเด็กขึ้นเรื่อยๆ นะ” เอลด้าว่า

“ก็...แค่คิดว่าอยากทำตัวให้สมกับรูปร่างนี้มากขึ้น”

“ร่างนี้? จะเลียนแบบนิสัยอันนาหรือไง?.”

คำพูดของเอลด้าทำให้ฉันประหลาดใจ

“หือ? รู้เรื่องอันนาด้วย?”

“ไม่เชิง...” เอลด้าเดินมานั่งบนเตียงด้วยกัน “รู้จากพระเจ้าว่าเขาจับวิญญาณเจ้าใส่ร่างใหม่ที่เลียนแบบกับคนที่เธอ...เอ่อ...คนที่อะไรนะ...”

“คนที่...ฉันแคร์มากนะ”

ฉันบอกอย่างงั้นไป เอลด้านิ่งไปพักหนึ่งเหมือนอ่านใจฉันได้ถึงได้ถาม

“เกิดอะไรขึ้นกับ...เด็กคนนั้นหรือ?”

“อันนา เธอ...คือ มันค่อนข้างไม่ดีน่ะ ฉัน...ไม่สมควรเป็นคนพูดเรื่องนี้”

“ทำไมถึงพูดไม่ได้?”

“เพราะฉันทำให้อันนาต้อง—”

ก๊อกๆ

มีคนมาเคาะประตูขัดจังหวะพอดีเป็นป้าที่ดูแลโรงแรมแห่งนี้ เธอถือถาดที่มีผลไม้นานาชนิดเข้าห้องมา

“เอาของกินเล่นมาให้จ้า”

“โอ้ว ขอบคุณมากค่ะ” เอลด้ารีบเข้าไปรับอย่างไว้ “เอ่อ...อันนี้คิดเงินเพิ่มหรือเปล่า? นี่มันเวลาบ่ายแล้วไม่ใช่อาหารตอนเช้า?”

“ป้าอยากให้เอง” ป้ายืนยัน “นานๆ ทีจะมีคู่สาวล้วนมาพักหลายวัน ช่วยลดเสียงรบกวนตอนดึกได้บ้าง”

“อ๋อ ฮ่าๆ”

“ฮ่าๆ”

ฉันกับเอลด้าขานรับอย่างเข้าใจดีเพราะสองคืนแล้วที่ได้ยินเสียงเพลงบรรเลงรักจากสองห้องข้างๆ และห้องฝั่งตรงข้ามเกือบทั้งคืน อันที่จริงโรมแรมแรกที่พักก็มีแบบนี้เหมือนกันถึงได้ย้ายแต่ก็ไม่พ้นอยู่ดีเลยตัดใจที่จะหาที่พักใหม่เพราะคงเจอเรื่องแบบนี้เหมือนกับหมดตามโรงแรมราคาถูกๆ นี่

เคยถามเรื่องพวกนี้กับคนที่โรงแรมแรกก็บอกว่า เพราะเหตุการณฟอร์ดาวน์ทำให้มีคนแห่กันย้ายและผ่านเมืองนี้มากขึ้น พอมีคนมากขึ้น หลายๆ อย่างก็มากขึ้นเช่นกัน การขายบริการทางเพศแถวนี้เลยได้รับความนิยมสูงมากจากแขกที่ผ่านไปมา

อยากจะไม่สนใจเรื่องนี้อยู่หรอกแต่มันรบกวนเวลานอนมาก

พอป้าออกไปสักพัก ก็มีเสียงเพลงบรรเลงรักจากห้องทางขวาดังขึ้น...

เฮ้ยๆ เล่นกันตั้งแต่บ่ายเลยหรอ?

“เฟลิกซ์...เราว่าไปที่ร้านเหล้าออริน่ากันเลยไหม” เอลด้าชวน

“หือ? ไปทำไม?”

“อ้าว...ที่นั่นเป็นเควสที่สองของวันนี้ไง?” เธอมองหน้าเหมือนฉันจำไม่ได้

“แต่เวลาที่ให้ทำมันตอนกลางคืนนิ?”

“ไม่อยากจะอยู่ฟังเจ้าพวกบ้ากามหรอก”

เอลด้าพูดแล้วชักสีหน้าแต่ก็มีอาการที่หันไปมองข้างห้องตามทิศทางเสียงที่ได้ยินบ้าง ฉันเกิดตรัสรู้บางอย่าง

“อ๋อ...หือ? หรือว่า...หึๆ”

“ขำอะไรของเจ้า?” เธอมองค้อน

“เปล่าๆ”

“ต้องมีอะไรแน่ๆ”

“เปล่าจริงๆ นะ ฮ่าๆ”

“บอกมาเดี๋ยวนี้”

“จะออกไปรอหน้าโรงแรม”

ฉันรีบเผ่นออกจากห้องไปทันทีและไม่ลืมที่จะหยิบผ้าคลุมไปด้วย

“ไม่คิดว่าทางกิลด์จะส่งผู้หญิงน่ารักน่ายิกกับ...”

บาร์เทนเดอร์ประจำร้านออริน่าในชุดเมดที่เหมือนกับพนักงานโรงแรมเมอรี่อินที่เมืองบาลาสกล่าวพร้อมมองหน้าฉันแล้วก็มองเอลด้าและจู่ๆ ก็เปลี่ยนใจ

“ไม่ออกความเห็นดีกว่า”

“งืม...”

เอลด้าพยักหน้า...ซึ่งฉันดูออกว่าเธอพยายามอดทนอยู่ บาร์เทนเดอร์เมดเตรียมของที่บาร์ข้องเธอแล้วพูดต่อ

“แต่มาไวดีนะคะ อีกตั้งหลายชั่วโมงกว่าจะถึงเวลาที่กำหนด”

“มีเรื่องนิดหน่อยเลยมาก่อนเวลา” เอลด้าพูดหน้าตายด้าน

“ก็ดีค่ะ มาก่อนจะได้พูดรายละเอียดเพิ่มเติมเตรียมพร้อมสำหรับงานหนักคืนนี้”

“ที่ว่าให้คุ้มกันทรัพย์สินที่นี่?” ฉันว่าตามเควสที่ได้มา

“ใช่ค่ะ จากแขกทั้งสองคนที่จะมีเรื่องกันคืนนี้” บาร์เทนเดอร์เมดว่า

“แล้วรู้ล่วงหน้าได้ยังไง?” เอลด้าถาม

“นิสัยกับชีวิตประจำวันของคุณลูกค้าที่เข้ามาในร้านนี้ยอมรู้ค่ะ”

“แล้ว...พวกเขามีหน้าตายังไง ในเควสไม่ได้ระบุมา?”

“พอถึงเวลาจะชี้ตัวเองค่ะ...และพวกคุณก็มีหน้าที่ป้องกันไม่ให้ทรัพย์สินร้านค้าเสียหาย”

พอบาร์เทนเดอร์เมดพูดแบบนั้น...เราทั้งคู่ต่างเงียบไปพักหนึ่งก่อนที่ฉันจะเข้าใจสิ่งที่สื่อเพราะมีประสบการณ์ Badass ในร้านเหล้าบ่อยๆ ที่โลกเก่า

“ต่อให้พวกนั้นฆ่ากันตายก็ทำเฉยใช่ไหม”

“ถูกต้องค่ะ”

“ทำไมไม่บอกตรงๆ?”

เหมือนว่าเอลด้าจะไม่ชอบใจกับสิ่งที่อยู่นอกเหนือเควส

“ขืนระบุเควสไปแบบนั้นก็ไม่ผ่านอนุมัติสิค่ะ”

“สองคนนั้นคงทำร้านเสียหายหลายครั้งแล้วใช่ไหมเอ่ย?”

ฉันถามอย่างผ่อนคลายไป บาร์เทนเดอร์เมดทำหน้าพึงพอใจกับท่าทางนั้น

“ถูกต้องอีกละคะ...ฉันไม่อยากให้มันเกิดขึ้นอีกแล้ว กรุณาช่วยบังคับทั้งสองคนนั่นซัดกันให้ตายกันไปข้างหนึ่งไวๆ”

“มันมากเกินไปแล้ว”

เอลด้าที่ไม่ชอบใจพูดด้วยน้ำเสียงขุ่นเคือง ฉันเห็นท่าไม่ดีเลยกระซิบ

“เดี๋ยวๆ เรื่องแค่นี้ไม่น่าเป็นไรน่า”

“แต่เราไม่อยากให้มีปัญหาทำนองนี้ ถ้าเกิดพลาดขึ้นมาคนที่ซวยคือเราสองคน”

“เถอะน่า...ถึงเวลานั้นก็รีบทำให้มันจบๆ ไปสิ” ฉันพยายามไม่ทำเรื่องให้ยุ่งยากแต่มันทำให้เพิ่งนึกอะไรได้เลยหันไปถามคุณเมด “นี่ๆ แล้วสองคนนั้นมีพลังเวทย์คัมภีร์หรือทักษะอะไรไหม?”

“คัมภีร์เวทย์ไม่แน่ใจแต่ทั้งคู่เป็นอัศวินค่ะ”

“นั่นไง ปัญหาแรกมาล่ะ”

เอลด้าเอ่ยขึ้นทันทีแล้วคุณบาร์เทนเดอร์เมดเรียกร้องบางอย่าง

“จริงสิ ฉันต้องขอดูตรากิลด์ทั้งคู่หน่อยค่ะ อยากรู้ว่าพอจะต่อกรพวกเขาได้ทั้งถ้ามันเริ่มเกินการควบคุม”

ฉันหันไปมองหน้าขอความเห็นเอลด้าทันทีเพราะรู้ดีว่าป้ายกิลด์ของฉันมันมีปัญหาบางอย่าง แต่เธอพยักหน้าบอกให้ส่งไปเลย

“งืม...คุณเอลด้าสินะคะ พอใช้ได้...อีกคุณเฟลิกซ์ก็...”

และแล้วคุณเมดก็ช็อกค้างไปเลย

ว่าแล้ว...

“ทะทะทะทำไมมันถึง—”

“ความผิดพลาดบางอย่างของกิลด์” ฉันว่า “แล้วยังแก้อะไรไม่ได้เลยเป็นอย่างที่เห็นค่ะ”

“อ่า...ถ้าเป็นแบบนั้น ความสามารถจริงๆ ของคุณอยู่ในระดับไหน”

“ก็มีแขนซ้ายไซบอร์กทรงพลังนี่กับ...” และฉันก็แก้เชือกเปิดกลางอกให้ดู “คริสเมนค่ะ”

“ดูคุณ...หลากหลายดีนะคะ”

คุณเมดพูดหน้าเหวอๆ ไปซึ่งเอลด้าชอบใจอย่างมากที่ได้เห็นหน้าเมดแบบนั้น และแล้วก็มีลูกค้ากลุ่มหนึ่งเข้ามาน่าจะเป็นลูกค้าประจำเพราะคุณเมดหันไปเห็นแล้วยิ้มให้อย่างเป็นธรรมชาติ

“ยินดีต้อนรับค่ะ คุณบาร์เบส คุณรอน คุณคิรินซัง คุณลีนี่”

“จัดของลองท้องเบาๆ ก่อนนะคะ”

“ขอเบียร์ก่อนหนึ่งที่”

เสียงผู้หญิงกับผู้ชายในกลุ่มสี่คนนั้นทำฉันและเอลด้าเสียวสันหลังวาป

ใช่สองคนนั้นที่จับฉันหลายวันก่อนที่ขบวนนั่นหรือเปล่า?

ตอนนี้ทั้งคู่ไม่กล้าหันไปมองก้มหน้าที่เคาน์เตอร์อย่างเดียว และดูเหมือนว่าพวกเขาทั้งหมดจะเดินไปนั่งที่โต๊ะมุมร้านข้างหลังขวามือฉัน

ดีนะที่เราสองคนใส่ผ้าคลุมหัวมาด้วย

ที่คิดแบบนั้นมันเป็นเรื่องบังเอิญจริงๆ เพราะย่านที่โรงแรมอาศัยอยู่เต็มไปด้วยการค้าบริการทางเพศจำนวนมาก เพื่อไม่ให้เจอเรื่องยุ่งยากเวลาออกไปข้างนอกจะสวมผ้าคลุมเกือบทั้งตัวเปิดให้เห็นแค่หน้า

“เอลด้า...ที่จริงเราไม่ต้องทำแบบนี้ก็ได้ใช่ไหม?”

“แบบนี้ดีแล้ว ไม่อยากมีเรื่องยุ่งยากเพิ่ม”

ได้ยินแบบนั้นแล้วก็ถอนหายใจแล้วคิดพลางถึงพวกเขา

หวังว่าคงอยู่กันไม่นานนะ

อยู่ยาวกันไปแล้วนะเฮ้ย!

พวกนั้นยังไม่ออกจากร้านอีก

ใจฉันร้อนลุ่มไม่ใช่เพราะเบียร์แต่เป็นเพราะกลุ่มคนโต๊ะหนึ่งที่มีสองคนที่ฉันกับเอลด้าไม่อยากจะเจอด้วยยังไม่ออกจากร้าน จนตกดึกใกล้เวลาตามที่เควสระบุแล้ว บาร์เทนเดอร์เมดคนที่เป็นเจ้าของเควสก็บอกกรายๆ ว่าทั้งสองคนนั้นใกล้จะมาแล้ว

ให้ตายสิ หรือว่าเควสนี่จะล้มเหลว?

ไม่นะ ถ้าล้มเหลวก็โดนตัดแต้มอ่ะดิ

“เอลด้า ฉันจำไม่ได้ว่าถ้าทำเควสพลาดจะโดนตัด—”

“ขออีกแก้วข๊า แหะๆๆๆ อึ่ก!

และแล้วที่พึ่งสุดท้ายก็หายไป เอลด้าอยู่ในสภาพไม่พร้อมทำงาน

ตั้งแต่เมื่อไร!! นางฟ้าเมาเหล้าเนี่ยนะ!

หือ? คุ้นๆ เหมือนเคยได้ยินตำนานทั้งสวรรค์เมาน้ำ—

เหอะๆ ไม่ใช่ประเด็นสำคัญอะไรแล้ว...ฉันคนเดียวจะไหวไหมเนี่ย

คิดแบบนั้นแล้วมองแขนซ้ายตัวเอง

น่าจะไหวอยู่...แต่คงไม่ถึงกับพังร้านมั้ง

และแล้วเวลานั้นก็น่าจะมาถึงแล้ว เพราะท่าทางเมดเคร่งเครียดขึ้นมามองไปยังประตูหน้าร้านซึ่งฉันเลือกที่จะไม่มองตรงๆ เพราะไม่อยากสร้างจุดสนใจแก่เป้าหมาย พอประตูร้านเปิดคิ้วของเมดยิ่งขมวดแล้วเธอเดินไปยิงริมสุดของเคาน์เตอร์ด้านในที่ใกล้ประตู

“ทำไมมาคนเดียว? แล้วสองคนนั้นล่ะ?”

“เจ้าสองตัวนั้นซัดกันก่อนที่จะมาถึงนี่แล้วล่ะ ฮ่าๆ น่าเสียดายที่เธอไม่เห็นด้วยตาตัวเอง”

ตาฉันเปิดกว้างขึ้นหลังจากได้เสียงอีกคนที่เป็นผู้หญิงแหลมๆ

เสียงนี่มัน...

“ถึงตายไหม? เรย์ลี่”

“จะโดนยามแถวนั้นซัดน่วมใกล้ตายสิไม่ว่า ฮ่าๆๆๆ”

พอได้ยินชื่อนั้นร่างกายส่วนหัวมันหันไปหาเอง เจอกับคนที่คุ้นเคยกันที่สุดในโลกนี้...

“ระ—”

ปากที่อยากจะสะกดชื่อเธอใจจะขาดแต่กลับชะงักลง

เธอ...จำเราไม่ได้แล้วนี่น่า

มือขวาที่กำลังจะยืดเอื้อมออกไปอ่อนแรงลงกลับที่เดิม ตาตกมองต่ำอย่างไร้จุดหมาย แต่บทสนทนาของทั้งคู่นั้นยังคงได้ยิน

“งั้นจะมีคราวหน้าอีกไหม?”

“ไม่แน่หรอก” เรย์ลี่ว่า

“แย่จัง...งานนี้เธอต้องเป็นคนจ่ายเงินทำเควสแทนฉันแล้ว”

“หา? เรย์ลี่จ่าย?”

“จะมาทำเป็นงงอะไร เธอเป็นคนทำพลาดเองก็ต้องรับผิดชอบสิ”

“อ๋อ...เรย์ลี่ไม่เบี้ยวอยู่แล้วน่า ไหนๆ คนที่สมาคมกิลด์ผจญภัยส่งมา ขอคุยลดค่าจ้างหน่อยสิ”

“ตรงหน้าเคาน์เตอร์ ผู้หญิงสองคน”

จบประโยคนั้น ฉันที่คอตกอยู่เงยหน้าอัตโนมัติอย่างไร้อารมณ์ แน่นอนว่าไม่ได้หวังถึงปาฏิหาริย์อะไรแล้ว

แต่ว่า...

“เอ๋!? ท่านพี่?”

“หือ?”

“ท่านพี่!?

เรย์ลี่กำลังพูดสรรพนามที่เรียกแทนฉันอย่างที่เคย ฉันพูดตะกุกตะกะกลับไป

“เธอ!?...จำฉัน...ได้!?

“จะจำได้สิค่ะ! ท่านพี่ก็คือท่านพี่ของหนู! ท่านพี่!

จู่ๆ เรย์ลี่กระโดดสวมกอด

เฮ...นี่มันเรื่องอะไรเนี่ย...

คนที่ไม่คาดฝันว่าจะทำอะไรแบบนี้แล้วเจ้าตัวเริ่มพล่ามยาวด้วยน้ำตา

“ท่านพี่รู้ไหมมันเกิดบ้าอะไรขึ้น!? ท่านพี่หายไปเกือบเดืนแล้ว...ทุกๆ คนจำท่านพี่เฟลิกซ์ไม่ได้เลย! ไอ้ผู้ชายคนนั้นเป็นใครก็ไม่รู้มาแทนที่พี่ซะงั้น! พยายามบอกท่านสัสดีก็แล้ว คนอื่นในเรือบินก็แล้วหาว่าเรย์ลี่เล่นตลกทั้งนั้น! หื้ออื้อ...ท่านพี่หายไปไหนมากันแน่? ใครบังอาจทำเรื่องแบบนี้! ใครใช้เวทมนต์เปลี่ยนแปลงความทรงจำทุกคน!

ทุกสิ่งทุกอย่างที่เรย์ลี่ว่ามาทำให้ในหัวฉันกลับตลาปัตรไปหมด

เรย์ลี่ไม่ควรจำเรื่องฉันได้...ทำไมถึง...

ฉันผละเรย์ลี่ออกเล็กน้อยแล้วมองหน้าเรย์ลี่เต็มและอดที่จะลูบหัวไม่ได้ ก่อนก็จะพูดในสิ่งที่อยากจะพูด

“นึกว่าเสียเธอไปซะแล้ว”

และแล้วฉันเลือกที่จะยังไม่ถามหาคำตอบทุกเรื่องราวที่เกิดขึ้นตอนนี้ ทิ้งตัวโอบกอดเรย์ลี่แน่นๆ  อีกครั้ง เพื่อเป็นการยืนยันว่านี่มันไม่ใช่ความฝัน

ช่วงคุยกับไรท์เตอร์

จบลงไปแล้วสำหรับ Ch.20 นะจ๊ะ

นับเป็นตอนที่สามติดต่อกันที่ดราม่ากันยาวๆ ฮ่าๆ

แต่ว่าช่วงหลังนี้เริ่มมีแสงสว่างมาแล้ว! (เรย์ลี่ถือคบเพลิงมา :P )
เฟลิกซ์กับเอลด้าที่กำลังเริ่มต้นชีวิตใหม่นั้นกลับได้พบกับเรย์ลี่ที่ยังจำพวกเขาได้
!?

และเรื่องราวจะเป็นยังไงต่อไป ทั้งสองคนจะอธิบายเรื่องพระเจ้าแก่เรย์ลี่หรือไม่?

แล้วชะตากรรมพวกเขาจะเป็นไปในทิศทางใด?

โปรดติดตามต่อตอนไปที่จะเกี่ยวข้องกับชื่อตอนหลักแล้วที่มีชื่อว่า

Ch.21 Fake/Brave IV - Cherry/Tommy - [ผู้ร่วมชะตากรรม]

ถ้าชอบก็ Comment ให้กำลังใจกันบ้างเน้อ 1 Comment เท่ากับล้านกำลังใจเลย ฮ่าๆ

53 ความคิดเห็น

  1. #29 poon (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 10 พฤษภาคม 2559 / 09:01
    สนุกค่ะ รอติดตามตอนต่อๆไปนะคะ
    #29
    1
    • #29-1 ::Spy:: (@spy-spy-spy) (จากตอนที่ 22)
      10 พฤษภาคม 2559 / 11:41
      ขอบคุณที่ยังติดตามจ้า :D
      #29-1
  2. #28 darkhunt (@darkhunt) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 9 พฤษภาคม 2559 / 22:41
    เย้เรลีย์ยังจำได้
    #28
    1
    • #28-1 ::Spy:: (@spy-spy-spy) (จากตอนที่ 22)
      9 พฤษภาคม 2559 / 23:53
      ตอนต่อไปมีเซอร์ไพรซ์ :P
      #28-1