ตอนที่ 2 : Ch.0 Prologue - [เที่ยวบินสุดท้าย]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 800
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    2 พ.ค. 59


Crystalfall: Fake/Brave

คริสตัลฟอร์: เฟค/เบรฟ

Ch.0 - ปฐมบท [เที่ยวบินสุดท้าย]

ค.ศ.2055

ฉัน...เฟลิกซ์ ดิฟเฟอร์

อายุสามสิบต้นๆ เป็นสาวแม่ม่ายลูกหนึ่งและยังเป็นเจ้าหน้าที่ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์แห่งองค์กร MLA ทำหน้าที่เสมือนเป็นตำรวจระดับโลก

ชีวิตก่อนหน้าที่จะมาอยู่องค์กรที่ว่า...ผ่านประสบการณ์ปฏิบัติการณ์ต่างๆ มาอย่างโชกโชนกับกองกำลังทหารที่ปกครองโลกปัจจุบันชื่อว่าเวิลด์เจเนอรัลตั้งแต่อายุสิบสอง ถึงอย่างงั้นตอนอายุสิบแปดก็ยังเฉียดเวลามีแฟนกับคนที่ทำงานด้วยกันแล้วแต่งงานและมีลูกสาวทันทีจนถึงตอนนี้อายุน่าจะย่างสิบเจ็ดปีแล้ว

ลูกสาวที่เหมือนแม่อย่างฉันชื่อว่าเฟียน่า เธอตัวติดกับพ่อมาก...ส่วนเหตุผลนั้นเป็นเพราะฉันที่เป็นแม่ไม่ค่อยเอาไหน ไม่ห่วงใยดูแลและรักสนุกกับชีวิตตัวเองมากเกินไปจนทำอะไรไม่นึกถึงความรู้สึกคนอื่นถึงแฟนฉันจะชินแล้วก็ตามแต่กลับลูกนั้นไม่ใช่

ตอนเธออายุเจ็ดขวบที่ยังเป็นเด็กอ่อนไหวง่าย...ฉันเผลอทำร้ายร่างกายเธอเข้า จากฤทธิ์เหล้าและความเครียด ไม่ใช่แค่ครั้งเดียว...มันหลายครั้งจนฉันไม่อยากจะนับให้ปวดใจ

ถ้าย้อนเวลาได้จะไม่ทำอย่างงั้นเด็ดขาด

แต่มันก็เกิดขึ้นแล้ว ฉันขอตัวแยกอยู่กับแฟนยกลูกให้เขาดูแลเพื่อที่จะไม่ให้เกิดเหตุการณ์นั้นซ้ำรอย...และไม่ได้ติดต่อทั้งคู่อีกเลย

ไม่รู้ว่ามันส่งผลยังไงกับเฟียน่าแต่หลังจากไม่ได้พบลูกมาหลายปีจนเธออายุสิบห้ากำลังขึ้นมัธยมปลายปีสองที่โรงเรียนแห่งหนึ่งใน Area TH-7…Area ที่ถูกขนานนามว่าเป็นเมืองแห่งการทดลอง

เฟียน่า...เปลี่ยนไปมาก เธอเข้มแข็งจนฉันกลัว...ไม่รู้ว่าแฟนฉันสอนยังไงเลยถามถึงเขาที่ไม่มาด้วย

พอถามไปก็ได้คำตอบกลับมาทำให้ใจสลายจนเข้าโรงพยาบาลหยอดน้ำเกลือหลายวัน

อากิตะ ดิฟเฟอร์ ผู้ชายบื้อๆ ธรรมดาหน้าตาบ้านๆ คนหนึ่งที่ทำให้ฉันตกหลุมรักเสียชีวิตในหน้าที่เมื่อปีก่อน เจ้าบ้านั่นชิงตายก่อนฉันซะอีก...สัญญากันแล้วแท้ๆ ว่าวันหนึ่งเมื่อเราแก่ตัวลงจะกลับมาอยู่ด้วยกันจนตาย

อากิตะ นายมันอ่อนแอ...ฉันก็ด้วย...

ฉันเอาแต่นอนเศร้าโศกเสียใจหลายวัน คนที่อยู่เคียงข้างฉันในช่วงเวลานั้นก็คือเฟียน่า ลูกสาวที่ฉันทิ้งไป...

พอเริ่มทำใจและออกจากโรงพยาบาล ฉันมานั่งปรับใจกับลูกสาวตัวเอง

มันทำให้ฉันตะลึงกับความเปลี่ยนแปลงของเฟียน่าอีกครั้ง เมื่อรู้ว่าเธอไม่ได้โกรธเกลียดอะไรฉันเลย เธอกลายเป็นคนเข้มแข็งมากจนฉันกลัวอยู่ลึกๆ เธอบอกอยู่ไม่กี่คำว่า ไม่เป็นไร หนูเข้าใจแม่แล้ว ที่แม่ต้องแบกรับสิ่งนั้น…’

ปัญหาที่ไอ้คำว่าเข้าใจนี่แหละ...มันทำให้ฉันกังวลเรื่องหนึ่งเข้า

และแล้วความกังวลก็เกิดขึ้นจริง

เธอเหมือนกับฉัน...ชะตากรรมบนเส้นทางเดียวกัน...ผู้ใช้พลังจิตระดับสูงที่ฉันแบกรับพร้อมอันตรายล้อมข้างมาตลอด บัดนี้เฟียน่าก็เป็นเฉกเช่นนั้น

มันสืบทอดผ่านสายเลือดได้หรอเนี่ย? ไงพี่ชายฉันที่ทำงานวิจัยเกี่ยวกับพลังจิตบอกว่าไม่มีทางเกิดขึ้นไง

แล้วทำไม...

ความกังวลที่ฉันกำลังสั่นกลัวแบบเดียวกันกับตอนที่เผลอทำร้ายลูกสาวตัวเองเกิดขึ้นอีกครั้ง

แต่ครั้งนี้เธอกุมมือฉันอยู่ ใบหน้าเธอล้วนแสดงออกว่าเข้าใจทุกอย่าง

ไอ้พลังจิตทำลายล้าง...ของแบบนั้นทำไมถึงมาอยู่ในตัวพวกเราสองแม่ลูกล่ะ? รักษาก็ไม่ได้เพราะเจ้าพวกมีอิทธิพลกีดกั้นทุกช่องทางเพื่อที่จะเก็บพลังนั้นให้คงอยู่ มันเป็นสิ่งที่ฉันต่อสู้กับพวกมันมาตลอด ถึงแม้จะมีองค์กรเก่าที่คุ้มครองฉันอยู่แต่นั้นพวกเขาก็ไม่สามารถเป็นการ์ดได้ตลอดเวลา

เอาเถอะ เรื่องนั้นคงต้องฝ่าฟันกันต่อไปแต่คราวนี้ไม่ได้ตัวคนเดียว...มีลูกสาวสุดที่รักของฉันด้วย

ใช่...มันควรจะเป็นแบบนั้น

ถ้าไม่เกิดเรื่องบ้าๆ ขึ้นกับงานประจำที่ทำอยู่ ฉันที่เป็นรองหัวหน้าและคนในทีมได้รับมอบหมายในการขนส่งพัสดุพิเศษที่ต้องใช้เครื่องบินส่วนตัวเฉพาะเลยถูกขอให้ทำการคุ้มกันอยู่บนเครื่องตั้งแต่ Area TH-7 บินกลับไปยัง Area JP-4 และเปลี่ยนเครื่องส่งต่อไปยังมหานครเมืองลอยฟ้าแห่งอนาคตที่ชื่อว่าชินโคเซ็น

มันเป็นงานง่ายๆ ก็แค่คุ้มกัน ไม่มีใครกล้าแย้ม MLA หรอก ยิ่งเครื่องบินที่ใช้ขนไปประทับตราของเวิลด์เจเนอรัลซึ่งเป็นที่ทำงานเก่าฉันด้วย

พอบินถึงกลางทะเลจีนใต้งานงอกทันที

จู่ๆ ตรงกลางเครื่องบินเกิดระเบิดจนแยกเป็นสองส่วนแล้วดิ่งพลาสุธาลงกลางมหาสมุทรและแน่นอนว่าฉันสับสนกับเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างมาก

นี่มันเกิดเรื่องบ้าอะไรเนี่ย!

[สามชั่วโมงก่อน]

[17:22] [14/02/2055] [Area TH-7 เขตกลาง, Safe-Zone, สนามบินดอนเมือง]

“ฮ่าๆ กลายเป็นเด็กขึ้งอแงตั้งแต่เมื่อไร”

“แม่ก็...ได้ค่ะ พอไปถึงที่นั่นก็รีบโทรหาหนูนะคะ สัญญานะ!

“จ้าจ๊ะ”

ฉันวางสายลูกสาวที่โทรตามตื้อไม่ให้กลับแล้วหันไปดูตะวันตกดินก่อนที่จะวางแพลนในใจ

ต้องหาเวลาว่างมาเยี่ยมลูกบ่อยๆ ล่ะ อยู่ในช่วงแตกสาวด้วย

กึ่กๆๆ

ลังกล่องเหล็กที่นั่งทับอยู่รู้สึกว่ามีอะไรบ้างอย่างขยับเขยื้อนอยู่ข้างในแต่ยังไม่ทันได้คิดอะไรก็มีใครบางคนเดินตรงมาหาที่พาลให้ลูกตาฉันลอยขึ้นฟ้าเป็นตาลุงอายุใกล้จะห้าสิบไว้หนวดขาวใส่หมวกใส่ชุดเกราะกันกระสุนสีเทาดำที่มีอักษรตัว MLA แปะไว้อยู่

นั่นมันหัวหน้าปฏิบัติการ MLA ที่มีอิทธิพลมากคนหนึ่ง...ที่เคยด่ากราดใส่ฉัน

“เธอหายตัวไปไหนสามวัน!

ตาลุงถามด้วยน้ำเสียงกึ่งตะคอก ฉันตอบเอื่อยๆ

“แค่ป่วยนิดๆ หน่อยๆ ทำไมเหรอคะ”

ฉันบอกไปแบบนั้นแล้วลุกขึ้นจากกล่องเหล็กหนึ่งในพัสดุที่ลูกน้องของฉันเดินมาขนขึ้นเครื่องบินที่อยู่ข้างหลังพอดี มันเป็นยานบินเจ็ทขนาดใหญ่ที่มีตราดาวสามดวงเป็นขององค์กรที่ปกครองโลกใบนี้ คนที่เป็นหัวหน้าทำหน้าไม่พอใจมองตามหลังลังเหล็กที่ถูกขนขึ้นไป ฉันก็รู้เหตุผลที่เขาตามหาฉันทันทีเพราะเราเป็นคนที่รับผิดชอบการขนย้ายของสำคัญครั้งนี้โดยที่คนอื่นในสายงานไม่สามารถยุ่งได้เด็ดขาด การที่หายตัวไปสามวันในจังหวะที่ตาลุงอยากเจอเรื่องของลับเลยเป็นเรื่องปกติที่เขาจะหงุดหงิดได้ขนาดนี้ ฉันเลยตัดบท

“อ๋อ...อย่าคิดให้เหนื่อยแรงเลย คุณไม่มีสิทธิเปิดดูของพวกนั้นแม้แต่น้อย”

“เธอต่างหากที่ไม่มีสิทธิในพื้นที่แถวนี้!

“ลืมไปแล้วเหรอคะ ว่าที่นี่มันสนามบิน...แถมยังเป็นโรงเก็บของเวิลด์เจเนอรัลด้วย สิทธิพื้นที่ที่พวกท่านจะก้าวก่ายมันไม่ได้ เราเป็น MLA ด้วยกันน่าจะเข้าใจง่ายๆ นะคะ”

“อย่าทำเป็นอวดดี! ข้าเคลียร์เรื่องกับต้นทางแล้ว! รีบๆ เปิดของให้ดูซะที!

ตะบี้ตะบันจะเปิดกล่องให้ได้เลยนี่หว่า

ตาลุงยังคงตื้อไม่เลิกจนมีโดรนทรงกลมขนาดเท่าลูกบอลเทาที่มีใบพัดทั้งสองลอยมาอยู่ข้างตัวฉัน เลนส์กล้องในตัวมันซุมเข้าซุมออกเล็งที่หน้าตาลุงและมันเผล่งเสียงผู้หญิงที่คุ้นเคยออกมา

“แหม่แหม...ท่านหัวหน้าริชาร์ลแห่ง Area EU-5 จำไม่เห็นจะได้ว่าติดต่อมาทางนี้เลยแถมอาณาเขตนั้นมัน Area TH-7 ไม่ใช่หรอ? แล้วไงไปยุ่งย่ามล่ะ? นิสัยไม่ดีเลยนะ”

“ธะเธอ! นานามิ!” ริชาร์ลหน้าเสียหลังรู้ว่าเจ้าของเสียงนั้นเป็นใคร

“อย่าเพิ่งหัวเสียไปสิค่ะ เดี๋ยวคุยกันไม่รู้เรื่อง อิอิ”

น้ำเสียงกวนประสาทที่ดังจากโดรน...ทำให้ชายแก่คนนั้นหันหลังแล้วเดินจากไป ฉันถามถึงเรื่องที่เกิดขึ้น

“นี่เธอรู้จักกับเจ้านั่นมาก่อนเหรอ?”

“ฮ่าๆ ตาแก่นั่นมันเป็นความอัปยศของ MLA เลยล่ะ เบื้องบนยังหาทางเขี่ยมันไม่ได้สักที...ว่าแต่เธอเหอะ แอดมินเข้าโรงพยาบาลไม่เห็นจะบอกบ้างเลย! เราเป็นห่วงนะ!

“นานามิ...ฉันไม่ใช่พวกมีพลังจิตเห็นอนาคตนะ ถึงจะรู้ว่าเข้าโรงพยาบาลตอนไหน”

“ฮ่าๆ ช่างเหอะช่างเหอะ แต่โทรไปครั้งหนึ่งแล้วได้คุยกับลูกสาวเธอก็อุ่นใจบ้างแล้วที่เธอไม่เป็นไร”

“โทรมา!? ตอนไหน?”

“เมื่อวานสองวานก่อนนั้นแหละ...ทางนั้นโหลดของขึ้นเครื่องเสร็จแล้ว เธอก็รีบๆ ขึ้นเครื่องซะสิ”

“จ้าจ๊ะ...แล้วเธอจะออฟไลน์โดรนหรือยัง”

ฉันถามแล้วเดินไปทางท้ายเครื่องบิน โดรนบินตามไม่ห่าง

“อือ ขึ้นเครื่องเดี๋ยวค่อยออฟ...ขากลับมาถึงอยากกินไรไหมจะได้เตรียมไว้ให้”

นานามิถามแบบนั้นซึ่งฉันแปลกใจอย่างมาก

“เฮๆ ทำไมใจดีผิดปกติอย่างงั้นล่ะ ไม่สมกับเป็นยัยหน้าเลือดเย็นใจทราม”

“หยุดเรียกแบบนั้นสักทีเหอะ แค่รู้สึกไม่ค่อยดีกับเรื่องคราวนี้”

“หึ? เจอเรื่องน่าสงสัยหรือไง”

“ก็...ไม่ค่อยแน่ใจ” เสียงเกาหัวแคร่กๆ ดังแทรกเข้ามา “พยายามตรวจสอบหลายช่องทางแล้วมันก็ไม่ได้เรื่องอะไรเลย”

“เธอคิดมากไปเองมั้ง อีกอย่างนะ...ของที่ให้ขนเนี่ยถูกล็อคเสริมเหล็กอย่างดีไม่ค่อยมีข้อมูลอะไรให้คนขนของอย่างเรารู้ จะเจอเรื่องด้านมืดแบบนั้นก็ไม่เห็นแปลก”

“เออเนอะ ลืมไปซะสนิท...ได้มาขนของให้เวิลด์เจเนอรัลคราวนี้นึกถึงตอนที่อยู่พวกนั้นเลยนะ รันเนอร์น่ะ”

“ยัยเด็กเวรนั่น อย่าพูดถึงชื่อนั้นอีกได้ไหม”

ฉันนั่งลงบนเก้าอี้ในตัวเครื่องบินอย่างไม่ชอบใจที่ได้ยินชื่อนั้น นานามิบังคับโดรนมาอยู่ข้างๆ แล้วส่งเสียงหัวเราะคุกคิก

“ฮ่าๆ เมื่อไรจะเลิกไม่ถูกกันสักทีเนี่ยแต่มีข่าวเกี่ยวกับหล่อนมาบอกนะ เห็นว่าเกือบๆ สามปีก่อนเนี่ย หล่อนพลาดท่าจนทำตัวเองกลายเป็นครึ่งคนครึ่งเครื่องจักรไปแล้ว...แต่เพิ่งปรากฏตัวให้สายข่าวของเราเห็น”

“หา!? จริงเหรอเนี่ย?”

ฉันตาโตกับชะตากรรมของคนที่ไม่ค่อยชอบขี้หน้า

“เหอะๆ แต่เพราะกลายเป็นแบบนั้นตอนนี้หล่อนไวอย่างกับแสง บลาๆๆๆๆ...”

เพื่อนฉันเริ่มเม้าท์ไปเรื่อยเปื่อยแต่ฉันกำลังจมดิ่งกับความทรงจำช่วงสิบปีก่อน...มือทั้งสองแบแล้วกำ...ทำแบบนั้นเป็นวนวูปไปเรื่อยๆ เฉกเช่นเดียวกับภาพความทรงจำนับร้อยภาพที่ฉายทับซ้อนเข้ามาในหัวแต่ล่ะภาพล้วนแต่มีความตายแฝงอยู่ทั้งสิ้น หัวใจเต้นคึกโครมเร็วขึ้นเรื่อยๆ ราวกับว่าเริ่มควบคุมตัวเองไม่ได้

ในที่สุด...สามัญสำนึกทำให้เห็นภาพคนๆ หนึ่งขึ้นมา เธอไว้ผมขาวสว่างยาวถึงบ่า มีดวงตาสีแดงคล้ายฉัน...ริมฝีปากเธอมีเลือดไหลเป็นสายกำลังเอื้อมมือจะคว้าตัวเราพร้อมกับคำพูดที่แสนจะผิดหวัง

“เฟลิกซ์...ทำไมกัน...ทำไมถึงหลอกฉัน”

ทันใดนั้นร่างเธอก็ตกสู่เหวมืดมิดไป มันเรียกสติฉันให้กลับสู่โลกความเป็นจริงที่กำลังกำมือแน่นและเกร็งไปทั่วตัว ฉันเริ่มค่อยๆ ผ่อนลมหายใจเข้าออกให้ร่างกายสู่สภาพเดิม

บาดแผลเรื่องนั้น...ฉันคิดมากยิ่งกว่าเรื่องลูกสาวฉันเองอีกเหรอเนี่ย

“...เจ้าพวกนั่นก็ยังตามตื้อเหมือนเดิม บอกไม่รู้ตั้งกี่รอบแล้วว่าไม่กลับไปอีก...บลาๆ”

หูฉันยังคงได้ยินเพื่อนตัวเองที่บ่นผ่านโดรนสื่อสารอยู่แล้วมีลูกน้องคนหนึ่งเดินเข้ามารายงาน

“รองหัวหน้าครับ! ทำการขนย้ายเป้าหมายเสร็จสิ้นแล้วครับ”

“อือ...เริ่มขั้นตอนต่อไปได้เลย”

“ครับผม!

ลูกน้องรับคำสั่งแล้วทรงสัญญาณมือให้นักบินที่อยู่ห้องคนขับ ประตูท้ายเครื่องกำลังเลื่อนขึ้นปิด ฉันหันไปบอกกับโดรน

“นานามิ เธอน่ะ รีบๆ ออฟเครื่องได้ล่ะ เครื่องจะขึ้นแล้ว”

“ฮ่าๆๆๆๆ ไว้เจอกันอีกฝั่งนะ! เฟลิกซ์”

“จ้า”

และแล้วโดรนก็เงียบเสียงลง ลอยตัวเข้าช่องเก็บโดรนในยานบินเหนือหัวใกล้ๆ ตัวยานบินขนส่ง MLA สีดำแถบเทาขนาดกลางค่อยๆ ลอยตัวขึ้นด้วยไอพ่นที่ปีกหมุนแนวดิ่งทั้งสองก่อนที่จะเคลื่อนตัวบินไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ฉันถอนหายใจแล้วหลับตาลงแนบกับตัวเครื่อง

รีบออกจากโรงพยาบาลไวเกินไปแน่ๆ เรี่ยวแรงไม่ค่อยจะมี...

แต่ช่วยไม่ได้ละนะ...วันนี้ต้องออกบินกลับแล้วนิ ไว้ค่อยลางานพักยาวๆ ล่ะกัน

ฉันหาวแล้วหลับอย่างแน่วแน่ ที่ไม่กังวลเรื่องงานเลยเพราะออกคำสั่งทุกๆ อย่างกับลูกน้องไปหมดแล้วและน่าจะเข้าใจถึงหัวอกคนเจ็บป่วยบ้าง

เวลาผ่านไปสักพักใหญ่ มีคนมากวนปลุกให้ตื่น

“หวัดดีครับ พอดีทำรายงานวิชาสังคมอยู่เกี่ยวกับประสบการณ์อันแสนทรหดของเจ้าหน้าที่ MLA ครับ ขอถามอะไรหน่อยนะครับ...อ่าเริ่มจากคุณผู้หญิงชื่ออะไรครับ ตำแหน่งอะไรเอ่ย”

ฉันลืมตาขึ้นดูเจ้าของเสียงเด็กแตกหนุ่มอายุประมาณสิบห้าสิบหก เขาไว้ผมแดงไม่สั้นไม่ยาวโบกผ้าคาดผมดำนัยน์ตาสีฟ้าใสจนไม่น่าเชื่อว่าเป็นผู้ชาย ผิวสีเหลืองคล้ำเล็กน้อยอยู่ในชุดสีเขียวขาวที่เป็นชุดของทางโรงเรียนที่ลูกสาวฉันเรียนอยู่ เด็กคนนี้กำลังกด Rec. เครื่องบันทึกเสียงแล้วยื่นมาทางฉันเล็กน้อย ด้วยความที่สติยังเบลอๆ อยู่เลยตอบ

“อ่า...เฟลิกซ์ ดิฟเฟอร์ รองหัวหน้าแผนกปฏิบัติการ MLA ที่เจ็ด ประจำสาขาชินโคเซ็น”

“ดะดะดิฟเฟอร์!? คุณเป็นอะไรกับเฟียน่าหรือเปล่า?”

“อ๋อ...เป็นแม่ไง...เห้อ!? เดี๋ยวสิ...”

ฉันที่เริ่มได้สติเบิกตาโตก่อนที่จะลุกขึ้นโวยวาย

“เฮ้ย! ใครปล่อยให้เด็กขึ้นเครื่องบินมาเนี่ย!?

ลูกน้องฉันทั้งหมดห้าคนต่างทำหน้างุนงงแต่ไม่เห็นเด็กผู้ชายคนนี้เป็นคนนอกเลยแม้แต่สักนิดเดียว พอหันไปมองเด็กอีกทีที่กำลังทำหน้าตะลึงอยู่

“แม่เฟียน่า!?

“หือ!? ก็เออสิ...ฉันเป็นแม่ของเฟียน่า เฮ้ย! นั่นมันไม่ใช่ประเด็นหลัก...เธอมาอยู่ที่นี่ได้ไง!

เด็กชายที่ดูเหมือนอยู่มอปลายเช่นเดียวกับเฟียน่าควักเอกสารแผ่นหนึ่งจากกระเป๋าสะพายไหล่มาให้ ระหว่างที่ฉันอ่านข้อความนั้นมือขวาที่ถือกำแน่นด้วยความโกรธ

อะ...อะไรกัน ทำไมเบื้องบนถึงอนุมัติให้เด็กมาทำรายงานสังเกตการณ์ในภารกิจขนส่งสินค้าลับสุดยอดด้วยเนี่ย!

ฉันขย้ำเอกสารนั่นทิ้งไปแล้วตะโกนบอกนักบิน

“หาที่ลงจอดฉุกเฉินเดี๋ยวนี้! จะโยนเด็กนี่ลง!

“เอ่อ...ตอนนี้พวกเราอยู่กลางพายุนะครับ” นักบินว่างั้น

“หา!? เฮ้ยเดี๋ยวนะ...ตอนนี้บินถึงไหนแล้ว?

“ทะเลจีนใต้ครับ!

ทะเลจีนใต้!? บินมาไกลมากแล้วนี่หว่า...

ฉันเอามือกุบหน้าก่อนมองเด็กมอปลายผ่านง่ามนิ้วแล้วถาม

“เธอน่ะ ชื่อไร”

“ทอมมี่ครับ”

ทอมมี่...ชื่อคุ้นๆ เหมือนเคยได้จากปากเฟียน่าว่า...ว่าอะไรหว่า

“ทอมมี่นายเป็นอะไรกับลูกสาวฉัน เฟียน่าน่ะ”

“อ๋อ...เป็น---”

ตูม!!!

พอฉันรู้ตัวอีกทีก็อยู่กลางอากาศแล้ว

นี่มันเกิดเรื่องบ้าอะไรเนี่ย!

ระหว่างที่ร่วงลงนั้นฉันหาที่ยึดกับเศษเครื่องบินทันเหมือนได้เห็นสิ่งที่ทำให้เครื่องบินถูกหั่นเป็นสองส่วนเหนือหัวสูงร้อยเมตรแต่ยังไม่ทันได้ทำอะไรทุกอย่างก็หมุนติ้วไปหมดแม้แต่ตัวช่วยพลังจิตของฉันที่มีพลังการทำลายล้างมากขนาดไหนก็ไม่ได้สามารถช่วยสถานการณ์ให้ดีขึ้นมาเลย

ร่างกายร่วงสู่มหาสมุทรด้วยแรงกระแทกมหาศาลถึงแม้จะไม่ได้ร่อนลงพื้นทะเลตรงๆ ก็ตามที แต่ตัวฉันที่อาศัยส่วนท้ายของเครื่องบินไม่ให้ถูกกระแสลมพัดออกไปพุ่งใส่กระแทกของภายในเครื่องบินนั้นนับไม่ถ้วน

และตอนนี้ร่างฉันชาไปหมดทั้งตัวหลังลอยตัวออกจากซากเครื่องบินสู่มหาสมุทรที่กว้างใหญ่

ตัวฉันกำลังคิดว่าคงไม่รอดแน่ๆ เลยเริ่มทำใจที่จะผ่อนแรงกั้นหายใจไม่ให้น้ำเข้า

แต่ตาเจ้ากรรมดันเห็นเจ้าหุ่นยนต์ปลาหมึกยักษ์ที่ออกมาจากพัสดุใหญ่ที่ร่วงหล่นมาจากยานบินห่างเพียงไม่กี่สิบเมตร มันน่าขยะแขยงกระบือหนวดตรงหน้า มันน่าจะเป็นตัวเดียวกันกับที่ทำให้เครื่องบินพังและมันยังขยับได้!?

แย่ล่ะ มันเริ่มขยับตัว...เดี๋ยวๆ! ตัวมันกันน้ำกันแรงกระแทกหรือไง!? ถึงไม่เป็นอะไรเลย!?

ต้องทำอะไรสักอย่าง...ตัวชาไปหมดกลั้นหายใจก็แทบจะไม่ไหว แล้วยังจะมีเลือดไหลเป็นออกจากส่วนไหนของตัวฉันก็ไม่รู้ มันค่อยๆ ลอยขึ้นผิวน้ำไปผมยาวสีแดงของตัวฉันเองลอยขึ้นบังสายตาเล็กน้อย ไม่รู้เหมือนกันว่าผมที่รวบเป็นหางม้าอยู่หลุดออกไปตั้งแต่เมื่อไร

จะใช้พลังจิตนั่น...ไม่มีแรงมากพอแล้วด้วย

จริงสิ! ปืนฉัน...ปืนพกที่อยู่ข้างเอว! ฉันพยายามขยับมือและแขนที่แทบจะไร้ความรู้สึก แต่แรงดันน้ำทำให้ฉันหยิบมันขึ้นมาเล็งใส่เจ้าหุ่นยนต์ปลาหมึกช้ากว่าปกติถึงสิบวินาที แต่นั่นก็ยังมีเวลามากพอเพราะเจ้าหุ่นยนต์ปลาหมึกยักษ์ตรงหน้ามันก็ลีลาชักช้าไม่แพ้กัน สงสัยเพราะอยู่ในน้ำทะเลก็เป็นได้

เอาล่ะ...ฉันต้องเล็งตรงหน้ามันที่เรืองแสงเป็นลูกกลมๆ น่าจะเป็นแหล่งรวมพลังงานของมัน ถึงตอนนี้ฉันรู้ดีว่าแม้จะฆ่ามันได้ก็ไม่ได้ช่วยให้ตัวฉันรอดจากการจมน้ำนี้ได้ แต่อย่างน้อยก็ลากมันลงนรกพร้อมๆ กัน! และมันจะได้ไม่ทำร้ายคนอื่น...

ถ้าพวกเขายังรอดชีวิตจากเครื่องบินที่พวกเขาขึ้นมาด้วยกันกับฉันนะ โชคดีที่เฟียน่าไม่ได้มาด้วย...

แต่แก...เจ้าปลาหมึกยักษ์! ตายซะเถอะ!

หือ!? ลั่นไกแล้วนะ...ทำไม...ถึงไม่ยิงออกไปล่ะ!? เวรเอ๊ย! ปืนนี้มันยิงในน้ำไม่ได้นี่หว่า!

อ๊าก! กลั้นหายไม่ไหวแล้ว! อื้อ! น้ำเข้ามาในปอดแล้ว!

ตายแน่ๆ...ไม่มีแรงเหลือแล้ว

เจ้าหุ่นปลาหมึกนั่นว่ายมาเข้ามาหา มันเอาส่วนหัวที่เปล่งแสงทรงหกเหลี่ยมได้ยื่นเข้ามาตรงหน้า

แสบ! แสบตาไปหมดแล้ว! แต่ฉันก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี...จากที่ตาฉันรับแสงเต็มๆ มันค่อยๆ มืดลงแทน ความคิดเริ่มอืดและเริ่มเบลอ

นี่หรอ!? ความรู้สึกของคนที่ใกล้ตายอากิตะ นายรู้สึกแบบนี้เหมือนกันใช่ไหม?

ตาฉันกำลังจะปิดลงถ้าไม่เห็นเจ้าหุ่นปลาหมึกยักษ์อีกรอบ

เอาเลยสิ! แกจะเอาเหล็กแหลมๆ รอบหนวดของแกนั่นแทงฉันให้พรุนเต็มตัวก็ได้เลย! ฉันทำให้คนอื่นต้องตายเพราะฉันมากพอแล้ว!

อากิตะ ฉันกำลัง...ไป...หานาย...นะ

“อ๊าก!

หนาว...หนาวมาก

ไม่รู้ว่าทำไมถึงรู้สึกแบบนั้น...แต่มีเรื่องอื่นที่ให้น่าสนใจยิ่งกว่าก็คือที่นี่มันอยู่ไหน!? รอบตัวมืดไปหมด มองเห็นร่างตัวเองที่กลายเป็นสีขาวจ้าทั้งตัวแต่ยังคงรูปลักษณ์มนุษย์ไว้อยู่

นี่ฉันเป็นอะไรไป? จริงสิ...ฉันจมน้ำแล้วก็ถูกเจ้าหุ่นปลาหมึกนั่น...

ไม่อยากนึกต่อเลย ไส้คงทะลักโดนฉีกเป็นชิ้นๆ แน่! ยี้! ขนลุกขึ้นสู้เลยแฮะ

และก็...ที่นี่มันที่ไหนกันแน่? โลกหลังความตาย!?

เฟลิกซ์หรือฉันพยายามมองไปรอบๆ วนไปมาหลายครั้งในที่สุดก็เห็นแสงริบหรี่จุดเล็กๆ เหมือนมองดูดาวดวงหนึ่งบนท้องฟ้าอันมืดมิด ฉันพยายามจ้องมันมองให้ออกว่ามันคืออะไร...แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่รู้สักที

นี่คงต้อง...เดินสินะ แล้วอาติกะอยู่ที่นี่หรือเปล่า

ช่วงแรกๆ ก็หวั่นนิดหน่อยว่าจะเดินตกหรือสะดุดอะไรหรือเปล่าเพราะมันมืดไปหมด แต่พอผ่านไปสักสิบนาทีก็รู้ว่ามันเป็นทางเรียบไม่มีเนินหรือหลุมใดๆ ทั้งนั้นและระหว่างที่เดินฉันก็เริ่มคิดถึงเรื่องเก่าๆ ก่อนที่จะตายอีกครั้ง

เฮ้อ...ถ้าไม่มีแม่ที่ไม่ค่อยเอาใจใส่อย่างฉัน เฟียน่าคงอยู่ได้นั่นแหละแต่ไหนแต่ไรแล้วฉันไม่ค่อยทำตัวเป็นแม่ที่ดี

เรื่องงาน...ที่ก่อนที่เคยอยู่ก็ทำพังทั้งองค์กรมาแล้ว ย้ายมาทำ MLA เป็นลูกน้องระดับล่างๆ เขาคงไม่สนใจหรอกถ้าตายไปเพราะไม่รู้ตัวตนเองที่แท้จริง

ตัวตนที่ว่าเป็นผู้ใช้พลังจิตที่ใครๆ ก็ยกย่องว่าเป็นอันดับหนึ่งของโลก...

ความคิดหยุดชะงักลงเพราะแสงริบหรี่ดวงเล็กที่ฉันกำลังเดินไปหาเริ่มสว่างขึ้นเรื่อยๆ มันค่อยๆ กลายร่างจากจุดกลมเล็กเป็นรูปทรงหกเหลี่ยมคล้ายประตูและเคลื่อนมาใกล้อยู่เพียงแค่เอื้อม

อะไรนั่นหนะ...ทางออกงั้นหรอ

ตัวฉันเองลังเลใจที่จะก้าวเข้าไปหามัน...ไม่ๆๆ ไหนๆ ฉันก็ตายไปแล้วนี่น่า ไม่แน่ว่านี่จะเป็นประตูสู่โลกใบใหม่ ก็เคยอ่านพวกนิยายไลท์โนเวลตามเว็บบล็อกอยู่มั้งนะเกี่ยวกับต่างโลกอะไรนั่น สนุกดีอยู่เหมือนกันแต่พักหลังๆ ก็ไม่ได้ตามอ่านแล้วเพราะไม่ค่อยจะมีเวลา

ถ้าเดินผ่านเจ้านี้ไป...ความทรงจำชาติก่อนจะถูกลบไหมเนี่ย!?

เอาน่าเฟลิกซ์ ถึงจำได้มันก็ไม่ได้ช่วยให้รู้สึกดีในโลกใบใหม่ขึ้นมาหรอก

ฉันหลับตาปลอบใจตัวเองก่อนที่จะลืมตาขึ้นอย่างกล้าหาญแล้วก้าวผ่านเข้าไปโลกสีดำก็เปลี่ยนเป็นสีขาวแทน...

เดินมาเกือบชั่วโมงแล้วนะโว้ย! ทางออกอยู่ไหน!

ฉันหงุดหงิดเอาเท้ากระทืบพื้นหลายทีแล้วทิ้งตัวลงนอนแผ่กับพื้นขาว ที่แสดงออกแบบนั้นก็เพราะหลังจากที่เดินเข้ากลุ่มแสงสีขาวมาแล้วนึกว่าจะได้ไปเกิดโลกใหม่แต่ที่ไหนได้ก็แค่เปลี่ยนจากโลกสีดำเป็นโลกสีขาวแทน แถมยังไม่มีอะไรบอกใบ้แม้แต่น้อย เลยเดินตรงดิ่งไปเรื่อยๆ จนเริ่มเหนื่อย

จะว่าไป...รู้สึกตัวหนักขึ้นตั้งแต่ตอนที่เข้ามาแล้ว แขนซ้ายหนักขึ้นเรื่อยๆ แฮะ...

“นั่นเป็นขั้นตอนเตรียมตัวให้เจ้าเข้าสู่โลกใบใหม่”

จู่ๆ ก็มีเสียงผู้ชายเข้มดังก้องรอบทิศ ฉันสะดุ้งลุกขึ้นมาหาต้นเสียงก่อนที่จะตะโกนถามหา

“ใครหนะ!

“ข้าคือผู้ที่จะส่งเจ้าไปยังโลกใบใหม่”

คำตอบนั้นทำให้ฉันแน่ใจเรื่องหนึ่ง

ฉันตายแน่ๆ แล้วสินะ

“ใช่ เจ้าตายแล้ว”

“ได้ยินที่คิดด้วย!?

“เพราะข้าคือพระเจ้า...หวังว่าเจ้าคงเข้าใจความหมายของมัน”

พระเจ้า...สินะ

ฉันรับรู้สิ่งที่เขาสื่อแล้วหันมองไปรอบๆ

ที่นี่มันที่ไหน?

“มิติว่างเปล่าที่เตรียมส่งเจ้าไปยังโลกอื่น”

โลกอื่น...จะส่งฉันไปที่ไหน? แล้วทำไม?

“มันเป็นเรื่องต้องห้ามที่เจ้ารู้ไม่ได้”

แต่ว่า...อ่า...นั่นสินะ ถ้าคุณเป็นพระเจ้าจริงๆ ฉันจะทำอะไรได้

ฉันถอนหายใจยาวแล้วใคร่ครวญเรื่องเกี่ยวกับพระเจ้า

พระเจ้า...เป็นผู้ที่กำหนดอะไรก็ได้ งั้นเรื่องที่ฉันมีพลังจิตจนเป็นอันตรายกับตัวเองและคนรอบข้างนี่...อย่าบอกนะว่าคุณเป็นคนยัดพลังพวกนั้นให้ฉัน!?

“อืม...”

คำตอบสั้นๆ จากพระเจ้าทำให้อารมณ์ฉันพุ่งพล่านไปทั่วตัวแล้วอ้าปากกว้าง

“แกนะแก!

“เอ่อ...เข้าใจว่าเจ้ากำลังโกรธข้า แต่ชะตาชีวิตเจ้าหลังจากเกิด ข้าไม่ได้ยุ่งเกี่ยวเลยแม้แต่น้อย”

“หา!?

“เดิมทีข้าจะคอยกำหนดทุกช่วงชีวิตของมนุษย์แต่ล่ะคน แต่หลังๆ มามีมนุษย์เยอะเกินไป ข้าเลยปล่อยตามเลยกำหนดแค่บางอย่างเท่านั้นเฟลิกซ์...สิ่งที่เจ้าเผชิญนั้นข้าเห็นใจและขอโทษ แต่นั่นเป็นเพราะเจ้าเลือกที่จะเดินเส้นทางนั้นเองไม่ใช่หรือ แทนที่จะใช้ชีวิตสงบสุขเหมือนคนทั่วไปแต่เจ้าเลือกที่จะเปิดเผยพลังของตัวเอง”

“ก็มัน...”

ที่ท้องฉันเริ่มจุกเพราะสิ่งที่พระเจ้าพูดก็มีส่วนถูกอยู่

ใช่...ตอนนั้นฉันยังเด็กยังขี้อวดยังไม่รู้ว่าสิ่งที่ทำนั้นมันจะทำให้ตลอดชีวิตฉันพังได้ขนาดนั้น

แต่ว่า...ถ้าไม่ถูกกำหนดว่ามีพลังแบบนั้นตั้งแต่แรกแล้วล่ะก็...มันคงไม่เป็นแบบนี้หรอก!

“เรื่องนั้นช่วยไม่ได้...และเจ้าก็รู้ตัวดีว่าจะโทษข้าไปก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรขึ้นมาเพราะฉะนั้นจงหยุดความคิดเหล่านั้นเสียเถอะ”

“เชอะ”

ฉันเบ้ปากไม่พอใจก่อนที่จะกลับเข้าเรื่องเดิม

“แล้ว...ที่ว่าจะส่งฉันไปโลกอื่นนี่ เกิดใหม่งั้นหรอ?”

“โลกที่เจ้ากำลังไปอยู่นั้น...เจ้าจะได้ร่างใหม่ที่เติบโตแล้วไม่จำเป็นต้องหัดเดินคลานใหม่ นั้นคงจะทำให้เจ้าชอบใจประมาณหนึ่ง”

“อือ...ก็ดี” ฉันยักไหล่ก่อนที่จะขอร้อง “เอ่อ...เกิดใหม่คราวนี้ขอแบบไม่มีพลังอะไรเลย”

“ข้าว่าเจ้าไม่มีสิทธิเจรจากับพระเจ้า”

การปฏิเสธของพระเจ้านั้นทำให้ฉันหัวเราะ

“นั่นสินะ เดี๋ยวฉันก็ถูกลบความทรงจำแล้วนิ...พูดอะไรไปก็เท่านั้น”

“ใครบอกว่าข้าจะทำแบบนั้น”

น้ำเสียงที่เปลี่ยนไปเชิงน่ากลัวของพระเจ้าทำให้ฉันรู้สึกถึงกลิ่นไม่ดี

“หมายความว่าไง?”

“เจ้าคิดว่าชะตากรรมที่เจ้าเผชิญในโลกที่ผ่านมาจะไม่ช้ำรอยอีกหรือ...แบบนั้นก็ไม่สนุกนะสิ”

ลางร้ายนั้นเริ่มชัดเจนจนทำให้ร่างกายฉันชาไปทั้งตัว ผู้ที่เป็นพระเจ้ากล่าวต่อไป

“ข้าไม่ลบความทรงจำเจ้า จะทำให้เจ้าจดจำมันได้ดีทุกเรื่องทุกอย่างให้ช้ำใจโลกนี้ยันโลกหน้า...เจ้าจะกลายเป็นตัวประหลาดยิ่งกว่าสิ่งที่เจ้าเคยเป็น ข้าจะสาปแช่งเจ้าให้เผชิญกับชะตากรรมย่ำแย่ให้เจ้าดิ้นรนต่อสู้จนอยากตาย...ถ้าเจ้าเอาชนะชะตากรรมอันน่าสังเวชได้ เกิดใหม่ครั้งหน้าข้าจะใจดีลบตัวตนเดิมของเจ้าเป็นคนใหม่ก็ได้”

กะกะกะแก! ทำไม...ทำไมถึงทำกับฉันแบบนี้!?

“ก็มันน่าสนุก! ฮ่าๆๆๆๆ ข้าไม่ได้เล่นแบบนี้มานานแล้วขอเป็นเจ้าสักคนเถอะ...ขอให้เจ้าโชคร้ายตลอดไปนะเฟลิกซ์!

ประโยคสุดท้ายฉันสัมผัสได้ว่ามันใกล้หูมากแต่ยังไม่ทันได้หันไปมองก็ถูกผลักเข้าประตูที่ผุดขึ้นมากะทันหัน ตอนนี้โลกทั้งใบสีขาวถูกเปลี่ยนเป็นเกลียวคลื่นหมุนที่ดูดไปไหนก็ไม่รู้ ฉันมองกลับไปยังทางเข้าที่ห่างออกไปจนมองไม่เห็นก่อนที่จะหันไปดูทางที่ถูกดูดไปเห็นปลายทางเป็นแสงสีฟ้าพุ่งเข้าหาอย่างรวดเร็วจนฉันต้องยกแขนทั้งสองมาบังตาไว้

อะไรเนี่ย!

ทุ๊บ! ทุ๊บ!

ร่างฉันกระแทกกับพื้นบางอย่างสองครั้งติดๆ และตัวหมุนกลิ้งหลายตลบจนครั้งสุดท้ายหมุนตกลงทางต่างระดับพอดี ทั้งตัวเลยหมุนกลิ้งต่ออีกสามครั้งลงสู่พื้นที่นิ่มกว่าปกตินิดหน่อย รู้สึกได้ว่าระบมไปทั้งตัวและได้ยินเสียงลมหายใจหลายๆ คนที่สูดเข้าไปแล้วลืมพ่นกลับออกมา เปลือกตาฉันลืมขึ้นอย่างอ่อนแรงเห็นร่างทั้งสองที่ไม่ค่อยแน่ใจนักว่ามันคืออะไรกำลังมองมาทางนี้และอีกหลายร้อยคนที่ยืนล้อมวงทั้งสองอยู่ไกลๆ ต่างก็มองมาทางนี้เช่นกัน สายตาฉันพยายามเพ่งไปที่ทั้งสองที่อยู่ตรงกลางวงราวกับว่าทั้งสองสู้กันด้วยอาวุธระยะประชิดแต่หยุดเคลื่อนไหวกลางคันเพราะมองมาที่ฉัน คนหนึ่งถือดาบเล่มใหญ่โตที่มีอะไรสักอย่างสีม่วงคลุมตัวดาบอยู่และอีกคนใช้ดาบที่เรียวกว่า

อะไรเนี่ย...นี่ฉันอยู่ที่ไหนกัน...คนพวกนั้นเป็นใครกัน!?

ช่วงคุยกับไรท์เตอร์

จบลงไปแล้วสำหรับปฐมบทแรกของเรื่อง CrystalFall: Fake/Brave นะจ๊ะ

ไรท์เตอร์มีชื่อว่าสปายหน่า ฝากเนื้อฝากตัวด้วยจ้า

สำหรับปฐมบทนี้เฟลิกซ์ซึ่งเป็นตัวเอกของงาน ชีวิตก่อนตายเธอเผชิญกับเรื่องหนักหนามาตลอดแล้ว พอหลังความตายเธอยังเจอกับชะตากรรมชีวิตเลวร้ายที่ถูกกำหนดโดยพระเจ้าอีก!

ชีวิตของเธอหลังเข้ามาโลกใหม่จะเป็นอย่างไรต่อไป โปรดติดต่อศูนย์แปดสี่...เฮ้ย! ติดตามได้ในตอนต่อไปที่มีชื่อว่า 

Ch.1 คำทำนายที่ผิดพลาด I – [ใบหน้าที่ยากจะลืมเลือน]

ถ้าชอบก็ Comment ให้กำลังใจกันบ้างเน้อ 1 Comment เท่ากับล้านกำลังใจเลย ฮ่าๆ

By Spy442299<<<นามปากกาไรท์เตอร์จริงๆ นะ

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

53 ความคิดเห็น

  1. #37 K.W. (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 21 มิถุนายน 2559 / 21:48
    ฆ่าพระเจ้าแม่ง
    #37
    0
  2. #12 DELAMORTZ (@zevaxerziz) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2559 / 12:40
    มันเป็นงานง่ายๆ ก็แค่คุ้มกัน ไม่มีใครกล้าแย้ม MLA หรอก > แหย๋ม ค่ะ
    #12
    1
    • #12-1 ::Spy:: (@spy-spy-spy) (จากตอนที่ 2)
      6 กุมภาพันธ์ 2559 / 19:03
      ขอบคุณสำหรับคำผิดจ้า :D
      #12-1