Fic Vampire twilight : About her who stranger.

ตอนที่ 4 : 04 ความลับที่ถูกล่วงรู้

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,372
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 373 ครั้ง
    20 พ.ย. 63

04 ความลับที่ถูกล่วงรู้

เรื่องใหม่สำหรับวันนี้ไม่มีอะไรมากไปกว่าการมาเรียนของเวเลอนีล ซัน ดี. และมันคงเป็นเรื่องบังเอิญที่สุดที่วันนี้ครอบครัวคัลเลนไม่มาเรียน จำนวนคนเรียนในคาบชีวะเป็นเลขคี่ นั่นหมายถึงว่าวันนี้เวเลอนีลโชคดีที่เธอจะได้จับคู่กับเบลล่าโดยไม่ต้องโดนเพื่อนในห้องทิ้งไปซะก่อน

แต่เหมือนโชคก็ยังไม่เข้าข้างอยู่ดี เมื่องานที่ได้คืองานคู่ตลอดทั้งเทอม เห็นได้ชัดว่าเบลล่า สวอนดูลำบากใจถึงคนที่ขาดเรียนวันนี้จนออกนอกหน้า ไม่ต้องเดาเลยว่าคงเป็นคนที่ทำงานกับหล่อนประจำอย่างไม่ต้องสงสัย

“ฉันทำคนเดียวได้นะ ความจริง”

คนฟังแทบจะหน้าเสียทันที เธอคงไม่รู้หรอกว่าท่าทางตัวเองมันบอกชัดขนาดไหน “ไม่ ไม่! ฉันไม่มีปัญหาหรอก แต่ว่า—อ่า คู่ของฉันน่ะ...”

“ใช่ คู่หูเธอก็จะไม่มีคู่เพราะเด็กใหม่อย่างฉัน” เวเลอนีลตัดบท เธอยักไหล่ไม่ใส่ใจ “เป็นฉัน ฉันจะเลือกคู่หูตัวเองนะ คุณสวอน”

“แต่เธอจะไม่มีคู่ เมื่อกี้ฉันเห็นหัวเรื่องกับรายละเอียดงานแล้ว บอกเลยว่ามันยากมากสำหรับคนคนเดียว”

เวเลอนีลเริ่มขมวดคิ้วไม่แน่ใจเสียแล้ว พูดตามตรงคือวิชาพวกนี้เธอไม่ค่อยจะถนัดสักเท่าไร ความรู้แทบจะอยู่ในระดับรากหญ้าและจะโง่สุดๆ ถ้าพี่ชายทั้งสองคนของเธอไม่พยายามยัดมันใส่หัวไปนิดหน่อยเมื่อเทอมก่อน

ครั้นพอมองใบหน้าจริงจังของเด็กสาวผมดำแล้วก็เริ่มจะเห็นความจริงใจจากอีกฝ่าย เบลล่า คงเป็นคนแรกในฟอร์คที่มองเธอแบบนี้ นั่นทำให้อคติครึ่งหนึ่งถูกลดลงไป

ฉับพลันก็เหมือนจะคิดอะไรดีๆ ขึ้นมาได้

“เอาอย่างนี้นะ สวอน” เธอเกริ่น “เราอาจจะต่อรองอาจารย์เรื่องทำรายงานสามคนได้—และฉันจะยอมรวมกลุ่มกับพวกเธอถ้าเธอฟังคำขอร้องจากฉันสักข้อ—ไม่เกินความสามารถของเธอแน่”

คิ้วเรียวของเบลล่าขมวดมุ่นด้วยความไม่แน่ใจ “อะไรล่ะ?”

เยี่ยม—เวเลอนีลยิ้ม

“ฉันเดาว่าเธอรู้จักกับเจคอบ แบล็ก”

อีกฝ่ายพยักหน้า “ฉันกับเขาเป็นเพื่อนสมัยเด็กกัน”

เห็นได้ชัดว่าแบล็กไม่ได้อยากเป็นแค่นั้นนะ คุณสวอน—เด็กสาวพยักหน้า

“ไม่นานมานี้ฉันกับแบล็กมีเรื่องที่ยังตกลงกันไม่ได้สักที เรื่องการมาเรียนของฉัน” เธอว่า “เขาไม่ค่อยจะพอใจกับการมาเรียนของฉันสักเท่าไร และฉันก็ไม่ค่อยพอใจกับน้ำใจเรี่ยราดของเขา เธอช่วยฉันเรื่องนี้ได้หรือเปล่า?”

เหมือนจะเริ่มเห็นความลำบากใจเล็กน้อยจากผู้ให้ความช่วยเหลือ

“ขอโทษที ฉันก็ไม่เห็นว่ามันจะมีปัญหาตรงไหนนะถ้าเจคอบจะมาส่งเธอ ทางเส้นนั้น—โทษที พ่อฉันบอกมาน่ะว่าบ้านเธออยู่แถวไหน และฉันคิดว่ามันออกจะเปลี่ยวไปหน่อย...”

“เพราะช่วงนี้ฉันมีธุระที่ต้องแวะหลายที่น่ะ เอาอย่างนี้นะ เธอช่วยพูดกับเขาทีว่าจนกว่าธุระของฉันจะเสร็จ เขาห้ามมายุ่งกับการมาเรียนของฉันเด็ดขาด—ได้หรือเปล่า?” 

เห็นได้ชัดว่าเวเลอนีลไม่ได้ขอร้อง—นี่ก็แค่ยื่นข้อเสนอ ที่ร้ายกาจกว่านั้นคือการยื่นข้อเสนอแสนเด็ดขาดต่อคนขี้ใจอ่อนอย่างเบลล่ากำลังทำให้เธอดูเหมือนเด็กเกเรสักคนกำลังรังแกคนอื่น

“ฉันจะพยายาม...”

แค่นั้นก็ทำให้เธอยิ้มได้แล้ว

“แต่ฉันจะไม่บังคับเจคอบหรอกนะ เขาต้องเป็นคนตัดสินใจเอง เข้าใจไหม?”

“แค่นั้นก็ดีเยี่ยมที่สุดแล้ว” และตบท้ายด้วยอุทานออกมาเป็นคำแปลกๆ “ขอบคุณเธอมากเลย เมอร์ซี่ ลูอิส!”

และนั้นเป็นบทสนทนาทั้งหมดในคาบที่เบลล่าได้เรียบร่วมกับเวเลอนีล ซัน ดี.

 

 

มีหลายอย่างเกี่ยวกับเด็กใหม่ที่คนในโรงเรียนชอบเอามาเล่าปากต่อปาก อย่างน้อยด้วยประสาทหูที่ฟังเสียงได้ชัดเจนกว่าชาวบ้านชาวช่องเขาแล้ว แม้เจคอบจะเกลียดเสียงพวกนี้ก็ตามแต่ เขาก็ต้องมานั่งฟังอยู่ดีว่าคนพวกนี้กำลังคุยเรื่องอะไรกัน

เรื่องไปเที่ยว นัดบอด เรื่องเรียน—ใช่ๆ เจคอบต้องนั่งฟังมันทั้งหมดจนกระทั่งเห็นสองสาวเดินมาทางนี้ นั่นแหละที่เขาจะต้องแปลกใจของแท้ เบลล่าโบกมือทักทายเขา เวเลอนีลเดินหน้านิ่งเข้ามา

“ไง เบลล่า”

“ไง เจคอบ” เด็กหนุ่มยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาว

เจคอบชอบผิวขาวๆ ของเธอ มันตัดกับเส้นผมสีดำสวยอย่างชัดเจน เจคอบชอบกลิ่นหอมอ่อนๆ จากตัวเธอ เขาอาจจะคิดว่าตัวเองเสพติดกลิ่นประจำตัวของเบลล่าไปแล้ว เพราะมันทำให้เจคอบรู้สึกใจสงบ

และเจคอบก็คงมีความสุขกว่านี้ถ้าเวเลอนีลไม่กำลังค่อยๆ เฟทหน้าตัวเองมาอยู่ข้างๆ เบลล่า แสยะยิ้มน่าเกลียดน่ากลัวจนเห็นฟันแหลมคมของตัวเองจนเขาเรียกสติกลับมาแทบไม่ทัน ด้วยความที่กลัวว่าหล่อนจะเล่นอะไรบ้าๆ อีก (จากประสบการณ์รู้จักกันเป็นเวลาสองวันครึ่ง) เขารีบตีหน้าเป็นปกติอย่างรวดเร็ว

“ไง ซัน”

“หวัดดี พ่อคิ้วบอย” 

คำพูดนั้นแทบทำให้เขาสำลัก ยังไงก็แล้วแต่ เขารู้สึกเสียเซลชอบกลที่เห็นว่าเบลล่ากำลังทำหน้าแปลกๆ 

“อย่าคิดแบบนี้เชียวนะ เบลล่า” เขาว่า ก่อนจะหันไปขมวดคิ้วใส่อีกคน “เธอก็หยุดเรียกฉันแบบนั้นสักที มีตรงไหนของฉันที่มันคิ้วท์ไม่ทราบ?”

“ได้ ถ้าวันนี้นายจะไปเอาจักรยานฉันมาคืน แล้วพรุ่งนี้เราจะไม่ต้องมาโรงเรียนด้วยกันอีก”

ฝันสิ—เจคอบหน้าบึ้ง ยังไงก็แล้วแต่ เขาไม่อยากให้หล่อนปูดเรื่องไร้สาระออกมามากกว่านี้แล้ว

“รีบขึ้นมา อยากกลับไปเอาจักรยานไม่ใช่หรือไง?”

เจคอบไม่มีทางบอกแน่ๆ ว่าเขายังปล่อยเธอไปไม่ได้ มีพวกเลือดเย็นพวกใหม่ป้วนเปี้ยนอยู่ที่นี่ และพวกมันคือฆาตรกรที่กำลังจะหาเหยื่อรายต่อไปที่หลงเข้าไปในป่า

เวเลอนีลขึ้นซ้อนด้านหลังของเขา รอบนี้เธอจับแค่ชายเสื้อเชิ้ตที่หลุดลุ่ยออกมาจากขอบกางเกง เจคอบเมินสายตาอยากรู้มากมายที่มองมาแล้วขี่รถออกไป

 

 

ฟอร์คมักจะมีแต่กลิ่นฝน—ในที่นี้หมายความว่ามันมักจะมีแต่กลิ่นชื้นของดิน กลิ่นไม้ของต้นสนและกลิ่นเปลือกไม้ที่ถูกมอสเกาะอยู่แทบตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำหรับคนที่ปลูกบ้านเดี่ยวๆ ไว้ใกล้ป่า 

พวกคัลเลนรักความสงบ เรื่องนี้ไม่มีใครไม่รู้ มันเป็นเหตุผลว่าทำไมหมอคาไลล์กับภรรยาของเขา เอสเม่ถึงตัดสินใจปลูกบ้านที่กลางป่า พวกเขามีสนามเบสบอลเป็นของตัวเองคือลานโล่งๆ ที่ขับรถเข้าไปในป่าอีกไม่มาก ตรงนั้นไม่มีใครกล้าเข้าไปเท่าไรตอนมีพายุ ส่วนใหญ่พื้นที่โล่งฟ้ามักผ่าง่าย แถมแถวนั้นก็ไม่แน่ว่าจะไม่มีสัตว์ป่าดุร้าย

แต่เพราะวันนี้อากาศแจ่มใส นอกจากกลางวันแดดจะส่องสว่างเข้าถึงเมืองแล้ว กลางคืนยังปราศจากพายุอย่างที่พวกคัลเลนชื่นชอบ

ไม่มีใครรู้หรอกว่าพวกเขาชอบพายุเพราะอะไร—มีอีกอย่างที่พวกชาวเมืองไม่ควรรู้ มันเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำไมพวกเขาถึงได้ย้ายที่อยู่แทบตลอดเวลา

คืนนี้เป็นคืนล่าของพวกเขา แต่เพราะพึ่งมีคนถูกฆ่า พื้นที่ป่าตรงไหนสักที่จึงมีคนมาสำรวจมากพอที่จะทำให้พวกเขาระวังตัวขึ้น—ก็นะ มันคงไม่ดีเท่าไรถ้าคนพวกนั้นเจอซากกวางป่าตายเพิ่มเข้าไปด้วย แบบนั้นคาร์ไลล์คงห้ามไม่ให้พวกลูกๆ บุญธรรมของตัวเองออกล่าไปอีกสักพัก และนั่นก็จะทำให้พวกเขาอารมณ์เสียง่าย

เอ็ดเวิร์ดเป็นหนึ่งในนั้นที่อารมณ์มักจะฉุนเฉียวง่าย ถึงแม้พวกเขาจะมีความอดทนมากกว่ากลุ่มอื่นๆ แต่ถ้าเปรียบเทียบแค่ในครอบครัวตัวเอง เขาอยู่อันดับท้ายๆ เลยล่ะ

“ใกล้จะสุดเขตของเราแล้ว!”

เสียงของอลิสตะโกนแทรกเสียงสายลมมา รูปร่างเล็กบางคล่องแคล่วของเธอนำอยู่ด้านหน้าในขณะที่พวกเขากำลังออกวิ่งด้วยความเร็วที่เหนือมนุษย์

เอ็ดเวิร์ดเห็นแนวหน้าผาตื้นๆ แล้ว เขารีบเร่งฝีเท้า อาหารตัวน้อยกำลังวิ่งไปทางนั้น บั้นท้ายของมันเตรียมที่จะดีดตัวเพื่อข้ามธารแม่น้ำไปอีกฝั่ง

อีกฝั่งที่พวกเขาข้ามไปไม่ได้

ร่างของเขาวิ่งนำหน้าอลิสไป กระโดดก้าวเดียวก่อนจะไปหยุดอยู่หน้ากวางตัวเมียอย่างพอดิบพอดี เขาได้ยินเสียงมันร้องตอนที่ตัวเองใช้แขนโอบรอบคอของมัน เพียงออกแรงนิดเดียว กระดูกสันคอก็ขาดออกจากกัน—ตายอย่างง่ายดาย

เอ็ดเวิร์ดวางเหยื่อของตัวเองลง เอลเม็ตกับโรซาลีตามมาด้านหลัง สีหน้าดูบูดบึ้งเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าเหยื่อตัวแรกยังคงตกเป็นของเขาอย่างเคย แจสเปอร์เดินเข้าไปหาอลิส มีไม่กี่เรื่องหรอกที่จะทำให้คนแข็งทื่ออย่างหมอนี่สนใจได้ อันดับหนึ่งคือน้องสาวของเขา

เอ็ดเวิร์ดเตรียมตัวสำหรับมื้อเย็น...แต่แล้ว เขากลับสัมผัสได้ถึงบางอย่างที่จับจ้องมาจากอีกฝั่งของธารแม่น้ำ ดวงตาสีทองกลอกกลิ้งเล็กน้อยด้วยความอารมณ์เสีย นึกว่าคงจะเป็นเจ้าพวกหมาป่าเหม็นกลิ่นสาบสักตัวที่อยากจะหาเรื่องพวกตน

แต่ก็ไม่ใช่—ไม่มีเสียงขู่อะไรสักอย่าง

อลิสจ้องมองไปยังด้านหลังของเขา

 

“นี่--มี ‘คน’ อยู่ตรงนั้น” 

 

น่าแปลกที่บุคคลนั้นแฝงตัวอยู่ในเงามืด มีเพียงแสงจากตะเกียงเก่าๆ ที่ไม่มีใครใช้กันแล้วเท่านั้นที่เป็นจุดสนใจ เขาหรือเธอยืนอยู่ตรงนั้นเพียงคนเดียว ยืนนิ่งแล้วมองมาตรงนี้โดยไม่ทำอะไรสักอย่าง

แวบแรกเอ็ดเวิร์ดคิดในใจว่า ‘แย่แล้ว’ ในลำดับต่อมาคือ ‘ควรปิดปากอีกฝ่ายซะ’ 

แต่ฝั่งนั้นไม่ใช่เขตของพวกเขา ทันทีที่พวกเขาข้ามไป มันจะเป็นการละเมิดกฎทันที เอ็ดเวิร์ดไม่กล้าเอาความเสี่ยงนั้นมาทำให้พวกเขาต้องย้ายที่อยู่อีกรอบ—ไม่เด็ดขาด ถ้าเบลล่า สวอนยังอยู่ในเมืองนี้

แต่แล้ว ยังไม่ทันที่พวกเขาคิดจะไล่ตาม โดยลัดเลาะไปยังฝั่งของตัวเอง จุดแสงไฟนั้นก็หายไปเสียก่อน มันวูบไหวเหมือนคนถือกำลังวิ่งหนี ไม่ว่ายังไงก็ตาม เอ็ดเวิร์ดรับรองได้เลยว่าอีกฝ่ายเห็นหมดแล้วแน่ๆ ว่าเขาทำอะไรได้บ้าง

“เราต้องบอกคาร์ไลล์” โรซาลีว่า และไม่มีใครค้านเธอเรื่องนี้ “ดูแล้วก็ไม่น่าจะใช่พวกเจ้าหน้าที่ที่มาสำรวจป่าด้วย นั่นเป็นแค่คนธรรมดา”

“ธรรมดาไม่ธรรมดายังไงมันก็เห็นเราแล้ว พรุ่งนี้ต้องหาตัวให้พบ” เอลเม็ตออกความเห็น “ไม่อย่างนั้นเราก็ต้องย้ายออกไปจากที่นี่แน่ๆ”

“ไม่ เราจะไม่ย้ายหรอก” เขาว่าเสียงแข็ง จดจ้องไปยังจุดที่แสงตะเกียงหายไปเมื่อครู่ หรี่ตาลงอย่างใช้ความคิด “เมื่อกี้ฉันลองอ่านใจแล้ว ‘เธอ’ เหมือนจะเป็นคนที่พึ่งมาที่นี่ เมืองนี้เป็นครั้งแรก”

“นายหาได้สินะ?”

“แน่นอน”

ตอนนี้เขากลับมาสนใจเหยื่อที่หามาได้อีกครั้ง แม้ความอยากอาหารจะลดลงไปเกือบครึ่ง แต่เรื่องกินก็มีความจำเป็นมากกว่า “ตอนนี้เราสนใจการล่าของเราดีกว่า”

ส่วนคนที่มาเห็นพวกเขานั้น—พรุ่งนี้ขอให้ท้องฟ้าไม่เปิดก็แล้วกัน

 

 

 

เจคอบไม่แน่ใจว่าตัวเองกลายเป็นสตอล์กเกอร์ตั้งแต่เมื่อไร แต่ลางสังหรณ์ของเขาไม่ผิดจริงๆ ที่วันนี้ตามมาแอบเฝ้าเวเลอนีล ก่อนจะพบว่าเธอมีอะไรแปลกๆ อย่างที่สังหรณ์ไว้

เขาใช้เวลาส่วนใหญ่สามชั่วโมงในการนอนนิ่งๆ อยู่ใต้พุ่มไม้ที่อยู่ใกล้บ้านของหล่อนที่สุด จากตรงนี้มองเข้ามาผ่านกระจกในโซนรับแขก เวเลอนีลใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการดึงหนังสือเล่มใหญ่โคตรๆ ออกมาอ่านที่พื้น เจคอบไม่รู้ว่ามันเป็นหนังสืออะไร แต่เธอดูตั้งใจอ่านเสียจนไม่สนใจเสียงรอบข้าง รู้ตัวอีกทีเจคอบก็เผลอหลับไปแล้ว ก่อนจะสะดุ้งตื่นอีกก็เป็นช่วงดึก เพราะได้ยินเสียงกุกกักมาจากในตัวบ้าน

เขายังคงหมอบหลบอยู่ที่เดิม เวเลอนีลเดินลงมาจากชั้นสอง เจคอบต้องแปลกใจอีกครั้งเมื่อเห็นว่าเธอไม่ได้สวมชุดนอน แต่เป็นเสื้อกันฝนสีดำที่ยาวถึงน่องต่างหาก เธอสวมรองเท้าบูทกันน้ำด้วย เป็นคู่เดียวกับเมื่อวันก่อนที่เขาเห็นเธอเดินเข้ามาจากหลังบ้านไม่มีผิด

หมาป่าหนุ่มหมอบอยู่อีกสักพัก เขามั่นใจว่าเธอยู่คนเดียวในบ้านแน่ๆ แต่เสียงงึมงำที่ได้ยินมาถึงตรงนี้เหมือนเธอกำลังคุยกับใครบางคนอยู่ ก่อนที่เวเลอนีลจะออกมาทางหน้าต่างบานใหญ่หลังบ้านพร้อมด้วยตะเกียงเก่าๆ ที่เขามั่นใจแน่ๆ ว่าไม่มีใครในยุคนี้ที่ใช้มันแล้ว

ยิ่งแอบดู ก็ยิ่งน่าสงสัย

ไม่ว่าจะเป็นท่าทางลับๆ ล่อๆ ตอนกลางคืน ทั้งข้าวของที่เธอใช้—เขาได้กลิ่นแปลกๆ...แปลกแบบที่แปลกกว่าพวกเขากับพวกตัวเย็นเสียอีก

เด็กสาวเดินเลาะไปตามฝั่งลำธาร เธอเหมือนกำลังสำรวจ ชูตะเกียงไปดูทุกทิศทางเหมือนเด็กมาสำรวจเส้นทางป่า

แต่มันต้องไม่ใช่เวลานี้สิ---เจคอบรู้สึกไม่ดีขึ้นเรื่อยๆ เขาจำได้ว่าทิศทางที่เธอกำลังเดินไปมันเป็นทางที่พวกคัลเลนปลูกบ้านอยู่แถวนั้น มันทำให้เขาสงสัยว่าแท้จริงแล้วเวเลอนีลอาจจะไม่ใช่คนธรรมดาหรือเปล่า? หรือว่าเธอรู้ว่าแถวนี้มีพวกแวมไพร์อยู่ที่นี่ แล้วกำลังตามหาพวกนั้น—แต่เพื่ออะไรกันล่ะ?

เธอมีกลิ่นเป็นมนุษย์ ข้อนี้เจคอบมั่นใจ แต่การที่คนธรรมดามาตามหาอะไรสักอย่างตอนดึกๆ ดื่นๆ แบบนี้ก็น่าสงสัยไม่ใช่น้อย 

คนธรรมดาเขาไม่ทำกันหรอก

แล้วในตอนนั้นเองที่เวเลอนีลหยุดเดิน เธอตัวแข็งทื่อหันหน้ามองไปยังอีกฝั่งของลำธาร หลุดอุทานออกมาอย่างตกใจ

“โอ้ เมอร์ซี่ ลูอิส...”

เจคอบหันไปมองตาม ก่อนที่ใจจะหายแวบเมื่อเห็นว่าเธอกำลังมองอะไรอยู่ แม้จะอยู่ในเงามืดก็จริง แต่เสื้อผ้าของคนที่เคลื่อนไหวรวดเร็วและกำลังฆ่ากวางด้วยมือเปล่านั้นสีสันสดใสเกินไปจนฝั่งนี้สามารถมองเห็นได้

นั่นพวกคัลเลน—และพวกนั้นกำลังอยู่ในช่วงการล่าพอดี

เห็นท่าทางตกใจของเวเลอนีลแล้ว เจคอบฟันธงแล้วว่าเธอไม่รู้เรื่องนี้แน่ๆ คราวนี้ควรทำยังไงดีล่ะ? เขามองเด็กสาวที่ตัวแข็งทื่อไปแล้วอย่างครุ่นคิด เอ็ดเวิร์ด คัลเลนหันมาเห็นเธอแล้ว เขาเห็นแววตาตกใจไม่แพ้กันมาจากพวกนั้น กลัวเหลือเกินว่าถ้าเวเลอนีลไม่ได้ยืนอยู่ฝั่งนี้ เธอคงกลายเป็นเหยื่อของพวกนั้นแน่ๆ

ถ้าเธอเอาเรื่องนี้ไปบอกคนอื่น—เจคอบคิด—เขากลัวว่าจะไม่ได้มีแค่พวกคัลเลนที่เดือดร้อน ความลับของพวกที่ต้องอยู่ในเงามืดจะถูกมนุษย์ธรรมดารู้เห็น และพวกเขาจะเริ่มหวาดกลัวและไล่ล่า เจคอบยอมให้เกิดเรื่องแบบนั้นไม่ได้

เขาต้องปิดปากเธอ

หมาป่าหนุ่มเข้าไปใกล้ เวเลอนีลยังคงหันหลังให้เขา เหมือนกวางที่กำลังโดนหมาป่าขย้ำไม่มีผิด

 

แกรก!

 

แม่งเอ้ย!

ไม่ใช่แค่เจคอบที่อยากสบถหยาบ เจคอบได้ยินเสียงของเด็กสาวกรีดร้องออกมาอย่างไร้เสียง เขาได้กลิ่นความกลัวแผ่ซ่าน ก่อนที่ขาสองข้างจะออกวิ่งไปอีกทาง สะเปะสะปะจากแสงไฟที่เหวี่ยงไปมา

เจคอบวิ่งตาม ตะเกียงของเวเลอนีลดับไปแล้ว ตามตัวของเธอเหมือนจะถูกข่วนด้วยกิ่งไม้จนเสื้อกันฝนขาดวิ่น เขาส่งเสียงร้อง อยากจะบอกว่าให้หยุด แต่มันกลับเป็นเสียงคำรามของสัตว์ป่า ไม่ต้องเดาก็รู้ว่ามันทำให้อีกฝ่ายกลัวกว่าเก่า

กึก!

“อ่ะ!”

เวเลอนีลสะดุดเข้ากับขอนไม้ มันเลื่อนสะดุดจนข้อเท้าของเธอลั่นเสียงดังชนิดที่ว่าเจคอบได้ยินมันเต็มสองหู ร่างของเด็กสาวกลิ้งลุ่นๆ ไปกับพื้นดินชื้น 

เจคอบเหมือนจะเห่าออกมารอบหนึ่ง ‘ตรงหน้าเป็นหน้าผา!’

ร่างปราดเปรียวกระโจนเข้าใส่เด็กสาว ใช้ปากกัดชายแขนเสื้อของเธอเอาไว้ทันก่อนที่เวเลอนีลจะได้รับบาดเจ็บกว่าเก่า ขาหน้าสองข้างของเขากดไหล่ของคนเจ็บเอาไว้ใต้ร่าง ลมหายใจร้อนเป่ารดใบหน้าขาวซีดของเธอจนตัวแข็งทื่อ

แต่ดูเหมือนเวเลอนีลจะเจ็บข้อเท้าที่พลิกเกินคาด เธอครางออกมารอบหนึ่งแล้วสบถเสียงเบา “แม่งเอ้ย...”

นี่เป็นเพราะเขา—เจคอบมองด้วยความรู้สึกผิด ครางหงิงๆ ออกมารอบหนึ่ง และเวเลอนีลเหมือนจะรับรู้ว่าเขาไม่ได้กำลังจะฆ่าเธอ เด็กสาวเงียบ จ้องมองเขาด้วยความไม่แน่ใจและยังหวาดกลัวอยู่หน่อยๆ 

เมื่อเจคอบเห็นว่าอีกฝ่ายคงไม่พยายามหนีแล้ว จึงค่อยๆ ถอยออกมาให้เธอได้ลุกขึ้นมานั่ง

ให้ตายเถอะ—คราวนี้เขาควรทำยังไงดี?

เจคอบยังหาทางปิดปากเธอไม่ได้ด้วยซ้ำ แต่คราวนี้เธอเห็นแม้แต่หมาป่าตัวใหญ่พร้อมพวกแวมไพร์ด้วย—ถ้าคนอื่นรู้ เขาซวยแน่ๆ

แต่พอต้องมองสารรูปของเวเลอนีลอีกรอบ ตอนนี้เขาควรเป็นห่วงเด็กสาวมากกว่า เนื้อตัวของเธอมอมแมม ไม่มีมาดเย่อหยิ่งเหมือนเมื่อตอนกลางวันเลยสักนิด—ที่สำคัญคือเธอบาดเจ็บเพราะเขา

เมื่อคิดทบทวนได้ทั้งหมดแล้ว สิ่งที่เจคอบทำต่อมาคือการงับเบาๆ ที่แขนเสื้อของเวเลอนีล เธอสะดุ้งตกใจจนชักมือกลับ แต่เพราะมันติดอยู่ในปากของเขา เธอจึงสลัดไม่หลุด

เขาดึงให้เธอลุกขึ้น ท่ามกลางสายตาไม่ไว้วางใจและหวาดกลัวนั้น เวเลอนีลถือว่าคาดเดาพฤติกรรมสัตว์ได้ดีเยี่ยม เธอรู้ว่าเขาต้องการให้เดินตามไป 

และเธอยอมเดินตามด้วยข้อเท้าที่ต้องเดินกระเผลกไปอย่างช้าๆ เจคอบรู้แหละว่ามันเจ็บแน่ๆ เเต่แม่นี่หยิ่งยังไงก็หยิ่งอย่างนั้น ร้องออกมาสักแอะยังไม่เล็ดลอดออกมาให้ได้ยิน กัดฟันกระเผลกไปตลอดทางจนกระทั่งเห็นบ้านของเธอที่เปิดไฟไว้จนสว่าง

เวเลอนีลดูตื่นตระหนกที่เขารู้ว่าเธออยู่ที่นี่ แต่เจคอบไม่อยากรั้งรอให้เธออยู่ด้านนอก เขาใช้จมูกดุนหลังให้เธอเดินเข้าไปในบ้าน ไม่ว่ายังไงก็แล้วแต่ เขาต้องแน่ใจว่าเวเลอนีลจะไม่ติดต่อใครแล้วบอกเรื่องนี้ออกไป

เจคอบหมอบลงที่หน้าเฉลียงทางเข้าโซนรับแขกด้านหลังบ้าน ใช้ดวงตาของสัตว์ป่าจดจ้องทุกการกระทำของเด็กสาวจนอีกฝ่ายอึดอัด เขาอยากสื่อให้เธอเข้าใจชัดเจนว่าตัวเธอเองกำลังโดนจับตามองอยู่ เวเลอนีลเดินตัวเกร็งเข้าไปในบ้าน เธอหันมามองเขาด้วยความไม่ไว้วางใจอย่างเก่า—แน่ล่ะ ตอนนี้ไม่มีใครวางใจใครได้ลงทั้งนั้นแหละ

เด็กสาวไม่ได้รูดม่านปิด เธอเดินขึ้นไปด้านบนบ้าน เดาว่าคงไปอาบน้ำแล้วเปลี่ยนเสื้อผ้า ในเวลาไม่นานที่เขาจะเห็นเวเลอนีลแอบมองเขามาจากหน้าต่างชั้นสอง นั่นเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่เธอจะปิดไฟห้องของตัวเองแล้วเข้านอน

เจคอบรั้งรออยู่ที่นั่นจนแน่ใจว่าหล่อนหลับไปแล้วถึงจะค่อยวิ่งออกไป

ไม่ว่ายังไงพรุ่งนี้เขาก็ต้องทำให้แน่ใจอีกรอบ ว่าเวเลอนีลจะไม่ปากสว่างจริงๆ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 373 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

313 ความคิดเห็น

  1. #289 Pizza-girl(✿) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 5 กันยายน 2563 / 12:38
    น้องเป็นอะไรกันเเน่นะ อยากรู้
    #289
    0
  2. #245 Jitlada_Jakthong (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2563 / 01:29

    เจอวันเดียสพร้อมกันไม่ตกใตก็ช๊อกสลบอ่ะ

    #245
    0
  3. #99 lamb_san (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 29 กันยายน 2562 / 20:48
    อุ๊ย นี่มันโชคชะตาจริงๆค่ะ555555 ไรท์จากเรื่องของน้องมิซากิกับบ้านพระจันทร์จริงๆด้วยยย งั้นลอฟที่เลอนีลพูดถึงต้องเป็นวลอฟแน่ๆ ทิ้งญาติตัวเองแบบนี้ได้ไงยะะ ตอนนี้ตื่นเต้นดีจังค่ะ เราอยากแทนเลอนีลว่าน้องนะ แต่นางไม่ใช่ฟิลน้องอะ5555555
    #99
    0
  4. #45 [Nawn] (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 9 มิถุนายน 2562 / 09:04

    โอเค ตอนนี้มั่นใจแล้วว่า วลอฟ เนี่ย มันคือวลอฟนั้นจริงๆ จากการอุทานนั้นก็ได้! เมอร์ซี่ ลูอิสเนี่ยย มันคือคำอุทานที่คล้ายๆกับเมอร์ลิน ฮือออ น้องสาวพี่วลอฟจริงๆด้วยฮือออ คือจะร้องไห้ ว่าอยู่นิสัยคล้ายพี่แกหลายส่วนเลย อุแงงงงงง

    #45
    1
    • #45-1 Tiaros(จากตอนที่ 4)
      10 มิถุนายน 2562 / 12:15
      พี่คือต้นเเบบของน้องจริงๆ ค่ะ//ขำ
      นิสัยนี้ไม่มีใครเหมือน
      #45-1
  5. #11 Sandwich12462 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2562 / 19:47

    เป็นการเปิดตอนแรกของตระกูลคัลเลนทำให้นางเอกอึดไปเลยนะเนี่ย

    #11
    1
  6. #10 Mamorudes (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2562 / 14:57

    น้องดูไม่ธรรมดาแต่ก็เหมือนไม่รู้ว่ามีอะไรอยู่ในป่าบ้าง แต่เดาว่าพี่ชายนางคงรูู้แหละ55555 ซวยจังเลยหนูเอ้ย

    #10
    1
  7. #7 napasoo_o (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2562 / 14:01

    งืออออ ลุ้นนนน///รอน้าาาา
    #7
    1