Fic Hakuouki : Shiro Tsubaki End.

ตอนที่ 3 : 03 จิ้งจอกผู้โดดเดี่ยว

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 795
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 89 ครั้ง
    15 มิ.ย. 61

03 จิ้งจอกผู้โดดเดี่ยว

 

 

รุ่งอรุณที่โพ้นขึ้นจากขอบภูเขา

 

แสงรุ่งเช้าที่มาพร้อมการผงาดของเหล่าบุปผาแห่งเกียวโต

 

 

 

โจชูกำลังวางแผนการใหญ่ อย่างน้อยตอนนี้พวกซามูไรใต้อาณัติก็ได้ข่าวมาว่าอย่างนั้นให้ฮึกเหิมเล่น

 

และถึงแม้ว่าตนจะต้องระมัดระวังตัวตลอดเวลาเมื่อเจอเข้ากับซามูไรจากกลุ่มอื่นก็ตาม แต่นั่นก็ไม่ได้สามารถช่วยให้ความเหิมเกริมที่มีมากขึ้นนี้หยุดลงได้เลยสักนิด มันคือความภาคภูมิและความหยิ่งยโส ความเมามัวไปกับอำนาจที่พึ่งได้รับมาใหม่ เชื่อมั่นว่าตนอาจจะเป็นบุคคลที่ช่วยให้แดนอาทิตย์อุทัยนี้เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น

 

นั่นทำให้ความระวังของพวกเขาลดลงก็เป็นได้

 

สายข่าวจากซัตสึมะรู้ตัว คืนนั้นเกิดการไล่ต้อนและมีการปะทะกันกลางถนนสายหนึ่งในยามค่ำคืน หมอกสีขาวปกคลุม แม้มองเห็นเลือนราง แต่ก็ยังสามารถมองเห็นเงาและแสงสะท้อนจากใบดาบได้ชัดเจน

 

นี่คือผลของความประมาท

 

ยังหลงนึกว่าตัวเองนั้นมีฝีมือเขาจึงชักชวนมาเรื่องก่อการปฏิวัติ  น่าเสียดายที่พวกนั้นไม่รู้ตัวเลยว่าฝ่ายซัตสึมะเองก็ไม่ได้มีแค่พวกงอกง่อยปวกเปียกเช่นกัน

 

กลับกันแล้ว...มีคนที่แข็งแกร่งราวกับไม่ใช่มนุษย์รวมอยู่ในนั้นด้วย

 

นั่นคือชายร่างใหญ่ที่ยืนเยื้องอยู่ด้านหลังของชายหนุ่มอีกคนหนึ่ง แต่แม้ว่าร่างจะดูใหญ่โต มีกำลังมากแค่ไหน แต่ที่พวกโจชูเกรงกลัวนั้นเห็นจะเป็นชายที่ตัวเล็กกว่านั่นเสียมากกว่า

 

แต่ถึงจะบอกว่าร่างเล็ก แต่นั่นเป็นเพียงแค่การเปรียบเทียบกับคนที่ยืนอยู่ด้านหลังอีกฝ่ายเท่านั้น ความจริงแล้วชายหนุ่มดูสูงใหญ่และกำยำอย่างชายฉกรรจ์ปกติ เส้นผมสีทองหม่นราวกับพวกตะวันตก ยูกาตะที่ใส่นั้นเป็นสีขาวไม่เหมาะสมเลยสักนิดที่จะกวัดแกว่งดาบให้เลือดกระเซ็น และฮาโอริสีน้ำตาลเข้มนั่นก็เช่นกัน

 

ดูยังไงก็ไม่ใช่ซามูไร คล้ายนายท่านบ้านผู้ดีมากกว่า แต่ฝีมือดาบนั้นช่างน่ากลัว แค่ฟันโดนในดาบเดียวก็ทำให้ล้มลงไปกับพื้นรอความตายได้แล้ว

 

เมื่อเห็นว่าไม่มีทางสู้ได้อีก แม้จะมีเกียรติมากแค่ไหน แต่ตอนนั้นชีวิตของตนก็สำคัญไม่ต่างกัน ในหัวของซามูไรฝ่ายกบฏคิดหลายอย่างเกี่ยวกับลูกกับภรรยาของตน –ไม่! เขาจะตายที่นี่ไม่ได้เด็ดขาด!

 

ดังนั้นจึงต้องหันหลังวิ่งหนี...อย่างน้อยก็กลับไปตั้งหลักใหม่ แล้วกลับมาล้างแค้นอีกรอบพร้อมพวกพ้องในกลุ่ม

 

และถึงแม้ว่าจะเห็นเหยื่อหนีวิ่งไปแล้ว ชายหนุ่มในชุดยูกาตะก็ไม่ได้มีความกระตือรือร้นที่จะวิ่งตามในทันที

 

“อามากิริ” เรียกเอ่ยชื่อลูกน้องคนสนิทของตัวเองด้วยน้ำเสียงเอื่อยเฉื่อย “จัดการพวกที่เหลือที่อยู่ตรงนี้ให้หมด”

 

“ขอรับ” เมื่อเอ่ยตอบรับ ชายหนุ่มก็เดินออกไป ตามเหล่าคนที่หนีไปอย่างไม่รีบร้อน

 

ด้วยความมั่นใจ ว่าตนนั้นแข็งแกร่งพอที่จะไล่ตามพวกมันทั้งหมดทันและสังหารตามคำสั่งที่ได้มาอย่างเรียบร้อย ดังนั้นคาซามะ จิคาเงะจึงไม่ได้รีบร้อนในการเดินแต่อย่างใด เขายังจับสัมผัสกลิ่นไอได้ พวกมันอยู่ไม่ไกลจากที่เขาเดินอยู่นักหรอก

 

แต่พอชายหนุ่มเดินไปถึง...ไม่หรอก แค่ใกล้ถึงเป้าหมาย เท้าเขากลับเหยียบเข้ากับกองเลือดกองใหญ่เข้าเสียก่อน

 

มีพวกอื่นเหรอ?...คิดในใจก่อนจะเพ่งมองเข้าไปในสายหมอกหนาทึบ ไร้เสียงร้องใดๆ ของสิ่งมีชีวิต จิคาเงะก้าวเดินเข้าไปใกล้ขึ้นเรื่อยๆ ร่างสูงเรียงรายบนพื้นนั้นคือคนที่เขาพึ่งปล่อยให้หนีไปเมื่อครู่ครบคน รอยดาบบนร่างกายนั้นบ่งบอกสาเหตุการเสียชีวิต

 

เพียงแต่ที่น่าสงสัยกลับเป็นรอยไหม้คล้ายโดนไฟคลอกเสียมากกว่า กลิ่นเนื้อไหม้ลอยแตะจมูกน่าอาเจียน

 

เมื่อจิคาเงะหยุดลง ตรงหน้าเขา ด้านหลังสายหมอกที่เลือนราง

 

ปรากฏร่างเงาของคนๆ หนึ่งขึ้น

 

คล้ายกับตน...ชุดยูกาตะและฮากามะสีฟ้าอ่อนจางจนแทบขาว รอยเลือดเปรอะเปื้อนที่ชายผ้าเล็กน้อย ร่างนั้นยืนก้มหน้าอยู่ แต่สิ่งที่สะดุดสายตาจิคาเงะมากที่สุดคงเป็นหน้ากากจิ้งจอกที่ปิดบังใบหน้านั้นเสียมากกว่า

 

มนุษย์ที่ยืนอยู่ ไม่หรอก...เขาไม่คิดว่าเป็นมนุษย์

 

น่าแปลกที่จิคาเงะคิดว่าร่างตรงหน้าเรืองแสงอ่อนๆ เปล่งออร่าบางอย่างที่ดูบริสุทธิ์ออกมาพร้อมด้วยกลิ่นไอของความเย็นยะเยือก

 

มีบางอย่างที่บอกให้เขาเอ่ยปากออกไปอย่างลืมตัวว่า “เจ้าเป็นใคร?”

 

คล้ายรอคอยคำตอบ ว่าสิ่งที่ได้จะเป็นการตอบรับ

 

แต่ก็ไม่...

 

กริ๊ง...

 

มีแค่เสียงกระดิ่งที่ร้อยไว้กับเชือกมัดรวบเส้นผมสีเงินยวงเอาไว้เท่านั้นที่ตอบรับ หน้ากากจดจ้องมาที่เขาเพียงเสี้ยววิ ก่อนที่จะหันหลังคล้ายจะจากไป

 

ในตอนนั้นเองที่จิคาเงะขยับใบดาบ ไปปรากฏตัวอีกทีที่ด้านหลังของอีกฝ่ายเพียงเสี้ยววินาที ด้วยความเร็วที่เหนือมนุษย์นี้...ไม่ควรที่จะมีใครสังเกตหรือขยับตัวทัน

 

แต่ทว่าคาตานะที่ควรฟันเข้าเนื้อ กลับฟันได้เพียงอากาศธาตุ ดวงตาสีแดงของเขามองร่างที่หายไปปรากฏอยู่บนกำแพงเพียงชั่วพริบตา รู้ได้ทันทีว่าตนกำลังเผชิญหน้ากับอะไร

 

ไม่ใช่มนุษย์ แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ใช่พวกเดียวกับเขา

 

พวกที่สามเหรอ? แล้วจะเป็นใครล่ะ?

 

แต่ก่อนที่จะได้ไล่ตาม ร่างสีขาวนั้นก็หายลับไปแล้ว จิคาเงะลดดาบลงก่อนจะหันกลับมามองร่างศพมากมายบนพื้นอีกครั้ง

 

ฝีมือของคนๆ เดียวงั้นเหรอ?...ถ้าอย่างนั้นก็เกรงว่าจะต้องบอกเรื่องนี้ให้ซัตสึมะรู้

 

แต่ถ้าอีกฝ่ายไม่ใช่มนุษย์ล่ะ? เขาควรจะต้องรายงานด้วยหรือเปล่า?

 

ข้อสงสัยผุดขึ้นมาในหัว ในขณะที่ทางด้านอามากิริก็เสร็จธุระเรียบร้อยแล้วเดินเข้ามาหา ชายร่างใหญ่มองศพบนพื้นด้วยสายตาราบเรียบเช่นกัน

 

“กลับ”

 

อามากิริกลับมายืนอยู่ด้านหลังเขาเช่นเดิม เจ้าตัวถามว่า “เกิดอะไรขึ้น ท่านคาซามะ”

 

“รายงานซัตสึมะตามที่เจ้าเห็น เรายังหาตัวคนฆ่าไม่เจอ แค่คาดเดาว่าเป็นกลุ่มคนที่เป็นศัตรูกับโจชูก็พอ”

 

“ขอรับ” ชายร่างใหญ่เงียบไปสักพัก “ยังมีอะไรอีกหรือเปล่าขอรับ?”

 

“...ไม่มีแล้ว” ชายหนุ่มว่าออกไปอย่างนั้น “มีแค่นี้แหละที่ซัตสึมะควรรู้”

 

ใช่ มีแค่นี้จริงๆ

 

ส่วนเจ้าหน้ากากจิ้งจอกผู้เป็นปริศนานั้น เจ้าของเสียงกระดิ่งที่ติดคุ้นเคยอยู่ในหูนั้น...

 

เขาจะเป็นคนตามล่านางเอง

 

 

++++++++++

 

 

เช้านี้จิซึรุได้ออกมาลาดตระเวนพร้อมกับหัวหน้าหน่วยที่หนึ่งที่แสนใจดีและขี้เล่น โอคิตะ โซจิแม้จะดูอันตรายในบางครั้ง แต่ก็เป็นชายหนุ่มที่อ่อนโยนกับเธอมากเช่นกัน คล้ายกับพี่ชายที่เอ็นดูน้องสาว อย่างไรก็ตาม จิซึรุจะไม่เห็นท่าทางแบบนั้นเมื่อเขาสวมใส่ฮากามะสีฟ้าครามก็ตามที

 

เธอปลอมตัวเป็นเด็กหนุ่ม แม้จะตัวเล็กจนผิดสังเกต แต่ก็ไม่มีใครเอะใจขึ้นมาอย่างจริงจัง คนส่วนใหญ่อาจจะคิดแค่ว่าเธอเป็นเด็กหนุ่มที่ยังไม่โตเต็มที่เท่านั้น

 

และจู่ๆ เมื่อใกล้ที่จะเดินครบรอบ คุณโอคิตะก็เปรยขึ้นมาดื้อๆ ว่าจะพาเธอไปหาชิซุนตามที่อยู่ที่อีกฝ่ายเคยบอกเอาไว้

 

แม้จะตั้งตัวไม่ทัน แต่จิซึรุดีใจมากกว่า ดังนั้นในเวลาไม่นานเธอก็มาหยุดอยู่ที่หน้าร้านขายยาแห่งหนึ่งในถนนคิวบิแล้ว มันเป็นร้านเล็กๆ ที่ไม่ค่อยมีคนเข้าออกนัก พอเปิดเข้าไปด้านใน แทนที่จิซึรุจะเห็นลิ้นชักมากมายที่ใส่ยาเอาไว้ กลับเป็นโต๊ะตัวหนึ่งที่วางอยู่หน้าสุดกับกระดาษมากมายที่วางกองเป็นตั้งๆ แทน แทบไม่ต่างจากบ้านคนปกติเลยด้วยซ้ำ

 

มีหญิงสาวคนหนึ่งนั่งอยู่ที่โต๊ะตัวนั้น เธอดูท่าทางอายุน่าจะไล่เลี่ยกับโอคิตะเสียมากกว่า เป็นหญิงสาว ผมสีน้ำตาลเข้มรวบเก็บอย่างเรียบร้อย ดวงตากลมสีน้ำตาลของเธอกำลังจดจ้องอยู่กับตัวหนังสือในหนังสือที่เปิดอ่านอยู่ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าคน

 

“สวัสดี” ทักทายด้วยเสียงนิ่งๆ และรอยยิ้มนิดๆ ที่ดูสุภาพตามมารยาท “ใครป่วยเหรอ..เจ้าคะ?”

 

ช่างเป็นคำพูดที่แปลกประหลาด แต่จิซึรุก็ไม่ได้สนใจเท่ากับการมองหาพี่สาวของตนเองในร้านที่แสนโล่งนี้

 

“ท่านพี่ชิซุน...ได้พักอยู่ที่นี่หรือเปล่าขอรับ?” ถามออกไป ซึ่งอีกฝ่ายก็ตอบกลับมาทันทีด้วย

 

“อยู่สิ แต่ตอนนี้ออกไปซื้อขนมมาให้ข้าน่ะ รอหน่อยไหม? ด้านในนี้กว้างอยู่นะ เชิญท่านซามูไรด้านหลังด้วย”

 

เมื่อได้รับการเชื้อเชิญจึงไม่อาจปฏิเสธได้อีก จิซึรุกับโอคิตะจึงเข้าไปนั่งรอในร้าน โดยที่บอกให้คนอื่นๆ ที่มาด้วยกลับไปก่อนได้เลยเมื่องานของตัวเองเสร็จสิ้นแล้ว ด้านหลังโต๊ะตัวนั้นกว้างอย่างที่หญิงสาวว่าไว้ไม่มีผิด มีส่วนรับแขกที่ถูกกั้นจากห้องว่างๆ ออกมาด้วย น้ำชาถูกรินและเอามาเสิร์ฟให้

 

เด็กหนุ่มขอบคุณด้วยความเกรงใจ คุณโอคิตะที่นั่งข้างๆ นั้นยังคงยิ้มแล้วจ้องมองหญิงสาวตรงหน้า

 

“ไม่เคยรู้ว่าชิซุนมีเพื่อนเป็นหมอหญิง หายากนะในเมืองแบบนี้”

 

“ข้าโอซากิ รินเจ้าค่ะ” หญิงสาวยิ้มรับ “นางไม่เชิงเป็นเพื่อนหรอกเจ้าค่ะ เป็นคนไข้ประจำของข้ามากกว่า”

 

“คนไข้?”

 

รินเอ่ยรับว่า “ใช่เจ้าค่ะ ชิซุนเป็นคนซุ่มซ่าม ตอนมาช่วยงานข้าเลยได้แผลเป็นประจำน่ะเจ้าค่ะ”

 

“เป็นลูกค้าประจำสินะ?”

 

“ใช่เจ้าค่ะ”

 

“ว่าแต่ที่นี่แปลกมาก ข้าไม่เห็นยาสักอย่างเหมือนร้านทั่วๆ ไปเลย ตอนแรกนึกว่าเป็นบ้านธรรมดาเสียอีก หน้าร้านก็ไม่มีป้ายบอกด้วย”

 

จิซึรุเหลือบมองโอคิตะอย่างเหงื่อตก ดวงตาคมกริบสีเขียวคล้ายกำลังไล่ต้อนรินที่ยังสามารถยิ้มนิดๆ ได้ราวกับไม่สะทกสะท้าน

 

ทั้งๆ ที่กดดันขนาดนี้แท้ๆ แต่โอซากิ รินยังสามารถคุยกับชายหนุ่มได้ราวกับไม่รู้สึกอะไร ช่างเป็นคนที่ไม่ธรรมดาจริงๆ

 

แต่หญิงสาวกลับไม่ได้ตอบคำถามของซามูไรหนุ่ม นางเบี่ยงไปเรื่องอื่นแทนอย่างช่วยไม่ได้

 

“ชิซุนกลับมาแล้วล่ะค่ะ”

 

เสียงเลื่อนประตูดังขึ้นแทบจะทันที ร่างสูงโปร่งของหญิงสาวในชุดยูกาตะสีอ่อนเดินเข้ามาพร้อมห่อดังโงะหลายห่อ มองมาที่จิซึรุกับโอคิตะด้วยใบหน้าราบเรียบ

 

“หาเที่ยวเหรอ?”

 

ถามห้วนๆ เสียงซื่อ

 

“ข้าแค่มาหาท่านเจ้าค่ะ ท่านพี่” อดไม่ได้ที่จะเผลอหลุดคำออกไป และกว่าจะรู้ตัวเด็กสาวก็หันไปมองทางรินอย่างตื่นตระหนกแทนเสียแล้ว

 

แต่หญิงสาวกลับเพียงแค่ยิ้มแล้วบอกว่า “ข้ารู้อยู่แล้วล่ะเจ้าค่ะ ไม่ต้องตื่นตระหนกหรอก”

 

“เห เป็นคนที่มีสัมผัสไว้เกินคาดนะ เจ้าน่ะ” โอคิตะหรี่ตาจ้องมอง รอยยิ้มเขาออกจะกว้างขึ้นกว่าเดิมนิดหน่อย “ชักจะสนใจเสียแล้วสิ”

 

นั่นไม่ใช่เรื่องที่น่าดีใจสักเท่าไรหรอก...จิซึรุคิดในใจ ในขณะที่ชิซุนก้าวเข้ามาหาแล้วหายเข้าไปในอีกห้องหนึ่ง เสียงนุ่มเอ่ยออกมาว่า “รอทานขนมด้วยกันก่อนสิ ทั้งสองคน”

 

จากนั้นพวกเธอก็ต้องอยู่ที่นี่ต่อจนได้ เด็กสาวรู้สึกเกรงใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก บรรยากาศรอบตัวของอีกคนสองนั้นคล้ายจะหนักขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ที่โอคิตะพูดจบไปเมื่อครู่ โอซากิ รินนั้นก็ช่างลึกลับเกินไปเสียจริงๆ เธอไม่ได้กล่าวอะไรออกมาเลยสักคำจนกระทั่งดังโงะถูกวางไว้กลางโต๊ะ

 

มันมีมากมายพอที่ทั้งสี่คนจะทานจนอิ่มแปล้

 

“เมื่อกี้ข้าพึ่งเดินสวนทางกับกลุ่มของท่าน” ชิซุนเปรยขึ้น “เหนื่อยหน่อยนะ”

 

ชายหนุ่มยิ้มรับ “ขอบคุณ ที่จริงข้าก็อยากจะมาบอกเจ้าเหมือนกันว่าเร็วๆ นี้ที่ฐานอาจจะวุ่นวายนิดหน่อย เจ้าไม่ต้องมาหรอกนะ”

 

เอ๋?...เด็กสาวหันขวับ ในขณะที่หญิงสาวที่เป็นคู่สนทนาเพียงแค่พยักหน้ารับเบาๆ

 

“ข่าวตอนเช้าเองก็น่ากลัว ข้าคงไม่สามารถไปที่นั่นได้ในช่วงนี้”

 

มันเป็นข่าวที่เด็กส่งหนังสือพิมพ์วิ่งวุ่นประกาศไปทั่วเมือง เรื่องศพของซามูไรมากมายที่ถูกฆ่าตายในถนนสายหนึ่งของเกียวโต แม้ว่าจะถูกเก็บศพไปแล้วก็ตาม แต่เหตุการณ์ก็ทำให้ทุกบ้านเรือนเกิดระส่ำระส่ายอยู่พอตัว

 

“ข่าวเร็วดีจริงๆ เลยนะเจ้าน่ะ”

 

“ทันบ้านทันเมืองมันได้เปรียบน่ะ --เหนื่อยอีกแล้วสินะเจ้าคะ”

 

“อื้ม ขอบคุณสำหรับดังโงะนะ”

 

“ยินดี”

 

แล้วหลังจากนั้นคุณโอคิตะก็พาเธอกลับฐาน เป็นช่วงโพล้เพล้พอดีราวกับถูกดูดเวลา พี่สาวของเธอขอเดินมาด้วยตลอดทางจนกว่าจะถึงหน้าประตู

 

เป็นอีกครั้งที่หญิงสาวร่างสูงจะเดินข้างๆ เธอเหมือนครั้งที่ยังอยู่ที่หมู่บ้านเล็กๆ ทางตอนเหนือ จิซึรุรู้สึกกลับไปเป็นเด็กอีกครั้งที่เธอจะจับมือของอีกฝ่ายแล้วเดินไปตามคันดินแถวทุ่งนา ร้องเพลงของฤดูร้อนจนกระทั่งเห็นคุณพ่อยืนรออยู่หน้าบ้าน

 

ช่างเป็นช่วงเวลาที่น่าคิดถึงจริงๆ แม้จะเป็นเวลาสั้นๆ ก็ตาม

 

“รักษาตัวด้วยนะ จิซึรุ” หญิงสาวเอ่ยเบาๆ เมื่อเดินมาหยุดอยู่ที่หน้าประตูใหญ่ ก่อนจะหันไปหาโอคิตะที่ยืนอยู่ข้างๆ แล้วเอ่ยอีกว่า “รักษาสุขภาพด้วย”

 

ชายหนุ่มดูชะงักไปแค่เสี้ยววิ จากนั้นก็กลับมายิ้มใหม่ได้ “ขอบใจ”

 

พวกเธอเดินแยกกัน เช่นเดียวกับหญิงสาวที่หันหลังกลับแล้วเดินออกไป สายลมแรงตีพัดเข้ามา พากลีบดอกไม้ให้ปลิวไปในอากาศ

 

และเสียงกระดิ่งที่ปลายเชือกมัดผมจะล้อกับเสียงสายลม

 

กริ๊ง

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 89 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

42 ความคิดเห็น

  1. #3 may96467374 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 15 มิถุนายน 2561 / 12:42

    เย้!!! ต่อแล้ววว สู้ๆๆๆ (มิกิเอง)



    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 15 มิถุนายน 2561 / 12:44
    #3
    1