Fic Hakuouki : Shiro Tsubaki End.

ตอนที่ 25 : 04 บทพิเศษ : ผู้หวนคืนสู่การแก้แค้น

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 128
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    15 พ.ย. 61

04 บทพิเศษ : ผู้หวนคืนสู่การแก้แค้น

 

 

เกียวโตไม่เคยขาดหายซึ่งชีวิต ผู้คนเองก็ใช้ชีวิตอย่างเต็มที่และไม่รับรู้ถึงภัยคุกคามใหญ่หลวงที่กำลังคืบคลานเข้ามาหา

 

บรรยากาศมันเป็นอย่างนั้นแม้แต่โรงเตี๊ยมที่มากิมาจิ มิซาโอะทำงานอยู่ก็เป็นแบบนั้น แม้ภายหลังชายหนุ่มจะรู้ว่าทั้งพนักงานและเจ้าของร้านจะเป็นเหล่านินจาที่ปลดระวางจากทางโลก กลุ่มโอนิวาบังก็ตาม

 

พวกเขาเองก็มีอุดมการณ์เดียวกับเขา นั่นคือเฝ้ารอดูยุคใหม่นี้และไม่คิดที่จะเข่นฆ่าใครอีก

 

ช่างน่าเสียดายนัก หากพบกันในช่วงเวลาอื่นที่ไม่ตึงเครียด พวกเขาอาจจะใช้เวลายามบ่ายไปกับการสนทนาสานสัมพันที่ดีก็เป็นได้

 

ท่านผู้เฒ่าเป็นคนความรู้กว้างขวาง เหนือสิ่งอื่นใดสายข่าวของโอนิวาบังมีอยู่ทั่วทุกหนแห่ง

 

ดังนั้นเพื่อที่จะต้องตีดาบสลับคมที่หักสะบั้นไปแล้วด้วยฝีมือของดาบสวรรค์โซจิโร่ เคนชินจำเป็นต้องยืมกำลังของพวกเขาเพื่อตามหานักตีดาบมือหนึ่งที่เคยให้ดาบเล่มนี้กับเขาไว้

 

อาราอิ ชักกุ—แม้จะต้องใช้เวลาในการตามหา แต่ช่วงเวลาแห่งการรอกคอยนั้นก็ไม่ได้สูญเปล่าไปเสียทั้งหมด

 

“ช่วงนี้ข้าคงต้องออกไปสำรวจเมืองที่เจริญเติบโตนี่ให้ทั่วถึงสักครั้ง” ชายหนุ่มว่าพร้อมรอยยิ้มอ่อนโยน “เกียวโตเปลี่ยนไปมากจนแทบจะจำเค้าเดิมไม่ได้”

 

“มีหลายแห่งที่อาจทำให้ท่านแปลกใจเลยล่ะ” ท่านผู้เฒ่าหัวเราะหึๆ พร้อมกับลูบเคราของตัวเอง

 

ในตอนนั้นเองที่พนักงานสาวเดินเข้ามาพร้อมบอกว่ามีลูกค้ามาถามหาที่พัก

 

“เชิญตามสบาย”

 

ชายหนุ่มค้อมเอวเล็กน้อย ก่อนจะเดินตามทั้งสองออกไป ผ่านสวนหินที่ตกแต่งงดงามแล้วมาถึงด้านหน้าโรงเตี๊ยม ลูกค้ากำลังยืนรอทั้งสองอยู่ก่อนหน้านั้นแล้ว เป็นชายหนุ่มสองคนที่สวมชุดร่วมสมัยระหว่างตะวันออกแล้วตะวันตกออกมาอย่างลงตัว แม้แต่รูปร่างเองก็กำยำมีกล้ามเนื้ออย่างเหมาะสม

 

เคนชินเบี่ยงหลบเล็กน้อย แว่วได้ยินบทสนทนาหยอกล้อของทั้งสองมาระหว่างเดินผ่าน ดูเหมือนพวกเขาเองก็เป็นคนที่พึ่งจะเข้ามาเกียวโตเป็นเช่นเดียวกัน

 

เสียงผู้คน เสียงของกระทบกันหรือแม้แต่เสียงฝีเท้าที่สับสนอลม่าน ดังขึ้นทั่วสารทิศ

 

ไหล่ของชายหนุ่มผ่อนคลายลง แวะร้านดังโงะสักร้านเพื่อทานของหวาน เด็กน้อยสองคนกำลังวิ่งผ่าน ในมือถือของเล่นที่พึ่งซื้อมาจากร้านแผงลอยข้างๆ นั้นอย่างสนุกสนานโดยมีเสียงเอ็ดร้องของผู้เป็นแม่ตามมาด้านหลัง

 

จนกระทั่งดังโงะหน้าตาน่าทานถูกนำมาวางไว้พร้อมกับชาร้อนๆ หนึ่งถ้วย

 

ชายหนุ่มเอื้อมไปหยิบชาขึ้นมาจิบ ริมฝีปากหยักคลี่ยิ้มน้อยๆ ในขณะที่ดวงตาคมกริบเหล่มองไปยังด้านหลังตนเอง

 

“ข้ามีเวลาไม่มากหรอกนะขอรับ”

 

เสียงตอบกลับคือการขยับตัวอย่างอึดอัด ช่างไม่แนบเนียนเอาเสียเลยกับสายตำรวจนอกเครื่องแบบที่ถูกส่งมาตามเขา

 

“คุณฟูจิตะสั่งให้ข้ามาส่งข่าวหาท่านขอรับ”

 

เคนชินหยิบดังโงะขึ้นมา ก่อนจะนำเข้าปากแล้วเคี้ยว

 

“เวลาสองทุ่มขอรับ”

 

“เข้าใจแล้ว”

 

นั่นคือเวลานัดหมายของการประชุมลับ—ไซโต้ ฮาจิเมะคงคิดที่จะลงมืออย่างเด็ดขาดโดยไม่รอคำสั่งเบื้องบนเสียแล้ว

 

นั่นเป็นเพราะตนเองถูกหยามเกียรติหรือ? หรืออาจจะเป็นเพราะผู้บริสุทธิ์กำลังถูกฆ่าด้วยความสนุกก็ได้ สำหรับชายหนุ่มผมสีม่วงเข้มที่เคยเป็นถึงนักรบแล้ว เจตนาของเขามักตรงไปตรงมาไม่เปลี่ยนแปลง

 

แม้จะน่าสงสัยกับถ้อยคำจากคาโนะก็ตาม...

 

ชายที่ราวกับปีศาจนั่นไม่ธรรมดา หากจะกล่าวถึงคนบิดเบี้ยวที่เคนชินสัมผัสได้นั้นคงบอกได้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้มีความคิดวิปลาสถึงขั้นกล่าวหาใครอย่างไร้เหตุผล

 

ศัตรูที่รู้ฝีมือของกันและกันดีย่อมกล่าวแบบนั้น

 

ไซโต้ ฮาจิเมะเป็นมนุษย์หรือเปล่าไม่มีใครรู้ เพียงแต่ครั้งนี้ขอให้เรื่องทุกอย่างยุติลงได้ถือว่าเป็นเรื่องดี

 

ส่วนความจริงนั้น—

 

กับบางอย่าง เขาก็ไม่ควรเข้าไปยุ่ง

 

 

++++++

 

 

ด้านนอกกำลังครื้นเครง เสียงของเหล่านารีแสนสวยทั้งหลายจรรโลงใจให้แก่ชายหนุ่มมากมายที่มาในค่ำคืนนี้จนเคลิบเคลิ้มและเมามัวไปกับฤทธิ์ของสุรา ดนตรีอันแสนไพเราะบรรเลงท่วงทำนองของบทกลอนอันมีความหมายไม่หยุดหย่อน หรือจะเป็นการเริงระบำเพื่อเอาใจแขกเหรื่อก็ดี

 

ทุกอย่างล้วนถูกกันออกทันทีเมื่อร่างของอดีตมือสังหารหนุ่มมายืนอยู่ที่มุมมืดของห้อง

 

เหล่าตำรวจพร้อมใจกันยกสำรับที่ทานไปได้เพียงครึ่งออก ก่อนจะแทนที่ด้วยแผนที่ของดินแดน

 

ไซโต้ ฮาจิดมะหรือตอนนี้ใช้ชื่อว่าฟูจิตะ โกโร่อยู่ในชุดยูกาตะสีดำกำลังเฝ้ามองการประชุมด้วยใบหน้านิ่งเฉย แม้จะรู้สึกโล่งตาไม่น้อยเมื่อไม่เห็นคาตานะคาดไว้ที่โอบิสีขาว แต่นั่นก็เพราะเป็นกฏที่ห้ามพกดาบในที่สาธารณะ

 

ทาคาโนะ ตำรวจเกียวโตรับหน้าที่ในการอธิบายรายละเอียดต่างๆ ที่เกิดขึ้นในเมืองนี้ให้กับทุกคนฟัง

 

เป้าหมายชัดเจนจนไม่ต้องคิด เหมือนครั้งเมื่อศึกที่อิเคดายะคราวก่อน เมื่อตอนนั้นอีกฝ่ายทำไม่สำเร็จ แต่ครั้งนี้ลางสังหรณ์กำลังกรีดร้องว่าชิชิโอะจะต้องใช้แผนเดิมอย่างแน่นอน

 

ชิชิโอะคิดที่จะวางเพลิงเกียวโตอีกครั้งหนึ่ง

 

 

“ประกาศกฎอัยการศึกษาซะ” ฟูจิตะว่าเสียงเฉียบ “แล้วเตรียมรับมือให้เร็วที่สุด”

 

ก่อนที่เคนชินจะโดนถาม

 

“แล้วเจ้าจะเอายังไง?”

 

นี่ไม่ใช่การถามเพื่อจะตอบอะไรก็ได้—แม้คนอื่นจะคิดแบบนั้นแต่ทั้งเขาและฟูจิตะต่างรู้คำตอบดี

 

ผู้บริสุทธิ์ไม่สมควรต้องตาย

 

และความชั่วร้ายจะต้องถูกยุติ

 

เพียงครู่เดียวที่มองสบตากัน คำตอบก็แจ่มชัดโดยไม่ต้องเอื้อนเอ่ยออกมา ไม่นานที่ร่างของอดีตมือสังหารหนุ่มจะหายไปจากห้องรับรองส่วนตัว

 

และเมื่อคนอื่นๆ นำสำรับกลับมานั่งทานอีกครั้งแล้วเริ่มส่งเสียงดังโดยไม่ให้ใครจับพิรุธได้ ไซโต้ขอตัวออกมาสูดอากาศสักพัก

 

ห้องรับรองด้านข้างมีแขกนั่งอยู่ เพียงแต่ด้วยความส่วนตัวที่ไม่จำเป็นต้องมีเหล่าหญิงสาวคอยปรนนิบัติ แสงเทียนที่สะท้อนเงาสองร่างลงบนผืนกระดาษที่ประตู

 

ชายหนุ่มเลื่อนบานประตูออกโดยไม่กลัวเสียมารยาท

 

แว่วเสียงหัวเราะอารมณ์ดีคือการต้อนรับ

 

“พวกท่านแอบฟังอยู่จริงๆ ด้วยสินะ”

 

และนี่ก็ไม่ใช่คำถาม ชายหนุ่มทั้งสองที่นั่งอยู่ในห้องก็เพียงหัวเราะร่าเริงกับท่าทางจริงจังไม่เปลี่ยนแปลงของเขา

 

นั่นคือความเคยชิน อย่างคนที่อยู่ด้วยกันมานานอย่างสหายแท้แสดงต่อกัน

 

ถ้วยสาเกถ้วยหนึ่งยังว่าง หนึ่งในสองชายหนุ่มชูขวดสาเกขึ้นแล้วเอ่ยเชื้อเชิญ

 

ที่มุมห้องนั้น ดูเหมือนทั้งสองจะนำคาตานะของเขามาให้ด้วย

 

“มานั่งด้วยกันสิ ฮาจิเมะคุง”

 

 

+++++++++

 

 

แสงไฟจากโคมกระดาษนั้นช่างงดงาม สว่างไสวไปตลอดทั้งถนนเส้นนี้มียังมีผู้คนสัญจรเพื่อท่องราตรี เพียงแต่ทางลัดซอกซอยที่เชื่อมไปยังโรงเตี๊ยมที่เขาพักอยู่นั้นกลับเงียบสนิทราวกับคนละโลก

 

เคนชินสอดมือเข้าไปในแขนเสื้อ ในหัวกำลังคิดถึงสิ่งต่างๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้นในภายภาคหน้า

 

ข่าวของอาราอิ ชักกุคงจะได้จากสายข่าวในค่ำคืนนี้ รวมถึงที่อยู่ที่เขาจะไปหาอีกฝ่ายด้วยตัวเอง

 

สายลมเย็นเฉียบพัดพามาปะทะกับใบหน้า เกียวโตยังเต็มไปด้วยมนเสน่ห์เช่นเคย

 

คงจะปล่อยให้มันโดนทำลายไม่ได้

 

คิดอย่างนั้นพลางหลับตา ดื่มด่ำกับบรรยากาศรอบข้างจนเต็มอิ่ม

 

 

 

“เจอตัวแล้วล่ะ โนเสะ”

 

 

!!

 

ที่เอวว่างเปล่าอย่างน่าใจหาย ร่างกายขยับถอยโดยสัญชาตญาณ

 

แรงสังหาร

 

แรงกดดัน

 

และเจตนาที่คิดจะเอาชีวิตกำลังกระแทกเข้าใส่ร่างของชายหนุ่มจนเกร็งไปทั้งร่าง

 

เคนชินเงยหน้ามองไปยังต้นเสียงด้วยสายตาคมกริบ ประกายแดงฉานในดวงตาของเขาลุกโชนขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว

 

ที่ตรงนั้น...หลังคาของบ้านเรือนหลังหนึ่งที่มืดสนิท

 

แสงจันทร์ข้างแรมอันสลัวสะท้อนเป็นร่างเงามืดของเด็กหนุ่มสองคน เงาหยักลึกบนใบหน้านั้นเหยียดเป็นรอยยิ้มสนุกสนาน

 

แต่ดวงตาที่ไม่สมควรเปล่งประกายนั้นกลับเรืองรองเป็นสีแดงดั่งเลือด

 

 

 

น่ากลัว...นี่ใช่มนุษย์จริงๆ หรือ?

 

 

“ทำไมทำหน้าน่ากลัวแบบนั้นล่ะ พี่ชาย” หนึ่งในนั้นถามก่อนจะกระโดดลงมายืนบนพื้นเสมอกับเขา “ข้ากับจินกะอุตส่าห์มาหาเพราะท่านคาโนะบอกว่าเจ้าไม่ธรรมดาเชียวนะ”

 

“พวกเจ้าเป็นใคร?” ถามออกไปอย่างเคร่งเครียด

 

โนเสะยิ้มกว้าง “เป็นมนุษย์ที่น่าสนใจจริงๆ ด้วย!

 

ไม่ใช่มนุษย์จริงๆ ด้วย—แต่จะเป็นไปได้ยังไง!?

 

ร่างของอดีตมือสังหารหนุ่มถอยมาอีกครึ่งก้าว ดวงตากวาดมองไปรอบๆ เพื่อหาอาวุธที่พอนำมาใช้ได้บ้าง

 

ช่างน่าโมโหที่มันไม่มีอะไรเลย!

 

“มองไปทางไหนน่ะ พี่ชาย?”

 

ดวงตาเบิกกว้างก่อนจะก้มหลบฝ่ามือที่แทงเข้าใส่หน้าตัวเองไปอย่างฉิวเฉียด  ก่อนจะกระโดดหมุนตัวในแนวขนานกับพื้นเมื่อลูกเตะจากอีกคนเข้ามาผสมโรงด้วย

 

เคนชินดีดตัวกลางอากาศออกจากวงล้อม กลิ้งขลุกขลักก่อนจะตั้งตัวอีกรอบอย่างรวดเร็ว

 

“เก่งจริงๆ ด้วย!” เสียงร่าเริงของจินกะว่าอย่างตื่นเต้น “แบบนี้ค่อยน่าฆ่าหน่อย!

 

เด็กพวกนี้มันเป็นใครกัน!—ชายหนุ่มคิด

 

แต่ขณะที่ดวงตากำลังเขม็งไปยังร่างทั้งสองที่ยืนนิ่งอยู่ตรงหน้า

 

เพียงกระพริบตาเดียว ร่างของโนเสะก็หายไปแล้ว!

 

 

พลั่ก!

 

 

แรงเตะ...แรงมหาศาลที่กระแทกเข้าที่สีข้างจนชายหนุ่มปลิวกระเด็นไปชนกับบ้านจนกระอัก

 

ร่างกายที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างโชกโชนกลับบอบช้ำอย่าง่ายดายเพียงเพราะลูกเตะเดียวของเด็กอายุสิบหกอย่างนั้นเหรอ?

 

เคนชินมองหาร่างของศัตรู แต่แรงกระแทกอีกระรอกหนึ่งก็ซัดเขาไปอีกทางจนจุก

 

เงามืดของจินกะทาบทับลงมา ในมือคือแท่งไม้หักๆ อันแหลมคม

 

“ลาล่ะ พี่ชาย”

 

ชายหนุ่มกัดฟัน มองอาวุธที่แทงลงมาตาไม่กระพริบ

 

 

 

“เห เล่นสนุกกันแล้วเหรอ?”

 

 

!!

 

 

สายลมในยามค่ำคืนกำลังเปลี่ยนทิศอีกรอบ

 

เสียงที่เกิดขึ้นไม่ใช่ร่างเขาที่สังเวยให้กับไม้ทื่อๆ นั่น ใบดาบแหลมคมกับชุดยูคาตะสีดำอันกลมกลืนไปกับรัตติกาลปรากฎในครองสายตาเพียงเสี้ยววินาทีอย่างน่าเหลือเชื่อ

 

คาตานะของไซโต้ อาจิเมะหยุดการโจมตีของเด็กคนนั้นเอาไว้ได้

 

เคนชินได้ยินเสียงร้องอย่างเจ็บปวดของจินกะ ไซโต้ฟันดาบลงที่ร่างของเด็กหนุ่มอย่างไม่ปรานีเลยสักนิด

 

“เขาเป็นเด็ก...” เคนชินว่าเสียงแหบขณะที่พยายามปลุกตัวเองขึ้นมาจากพื้น

 

แต่แม้จะยืนได้ แต่ก็ใช้ว่าอาการบาดเจ็บภายในจะหายสนิท

 

ซี่โครง...จะร้าวหรือเปล่านะ

 

“คิดใหม่ซะ ฮิมูระ เคนชิน” ไซโต้ว่าเสียงเรียบเย็น เขาสะบัดดาบครั้งเดียวก่อนจะตั้งท่าอีกครั้ง “มองดีๆ”

 

เขาเพ่งมองตามคำบอกเล่าของอีกฝ่าย ใบหน้าเหยเกของจินกะนั้นคงอยู่เพียงครู่เดียวก่อนจะตึงเครียดจ้องเขม็งมายังเขาทั้งสอง

 

เคนชินมองดูไหล่ที่เคยตกห้อย มันหายสนิทเหลือไว้เพียงแต่คราบเลือดแล้ว

 

“เป็นไปไม่ได้” เขาพึมพำ

 

จากนั้นเสียงหัวเราะทุ้มนุ่มก็ดังขึ้นจากอีกด้านของจินกะและโนเสะ

 

“ได้เวลาเปิดโลกแล้ว ฮิมูระคุง”

 

เคนชินขมวดคิ้วมุ่น เขาจดจำเสียงนี้ได้

 

เสียงร่าเริงของแขกที่มาพักโรงเตี๊ยมก่อนที่เขาจะออกไป

 

เคนชินมองไปยังเจ้าของเสียง เป็นไปตามที่คิด สองร่างที่ยืนอยู่ตรงนั้นคือชายหนุ่มสองคนที่เขาเดินสวนออกมาจากโรงเตี๊ยมไม่ผิดเพี้ยน

 

เพียงแต่คาตานะที่ชายผมสีน้ำตาลถือ กับหอกยาวในมือของชายหนุ่มผมสีสดอีกคนกำลังบอกให้เขารู้ว่านี่ไม่ใช่แค่นักท่องเที่ยว

 

“เปิดแล้วก็ปิดซะล่ะ เจ้าหนู” เป็นเสียงของชายหนุ่มถือหอกที่ป้องปากหาววอดใหญ่ “เพราะถ้าไม่อย่างนั้น ถ้าจัดการไอ้เด็กสองคนนี่เสร็จ เราคงต้องปิดปากเจ้าต่อ”

 

เคนชินมองไปที่ไซโต้ด้วยความเคลือบแคลง อีกฝ่ายไม่ได้ปริปากค้านใดๆ ทั้งสิ้น

 

ไม่พูด หมายถึงการยอมรับ

 

 

 

“เจ้านั่นแพ้เพราะยังคิดว่าตัวเองเป็นมนุษย์อยู่ยังไงล่ะ!

 

 

 

น่าแปลกที่ถ้อยคำของคาโนะลอยกลับเข้ามาในหัว

 

“คนเจ็บถอยไปซะ” ไซโต้ว่าเสียงเรียบ เหลือบมองมาที่เขาด้วยแววตาที่ไม่ต่างจากน้ำนิ่ง “ข้าจะให้เวลาเจ้าเลือกว่าจะหนีเพื่อไปเตรียมตัวรับศึกกับชิชิโอะหรือจะอยู่แล้วปิดปากตัวเองให้เงียบ”

 

เสียงของโนเสะเอ่ยขึ้นมา มันฟังดูเกรี้ยวกราด “แบบนี้มันรุมกันนี่!

 

“ไม่หรอก” ชายหนุ่มผมสีน้ำตาลว่า รอยยิ้มบนใบหน้ายังคงไม่เลือนหาย

 

เคนชินกลับรู้สึกขนลุกแปลกๆ กับบรรยากาศรอบข้างของทั้งสามคนนี้

 

แรงกดดันกำลังเพิ่มขึ้น แต่เป็นแรงกดดันที่มาจากชายหนุ่มทั้งสามแทนที่จะเป็นโนเสะกับจินกะ

 

“กับพวกเจ้าที่ดื่มโอจิมิซึเข้าไปน่ะ พวกข้าถือว่าเสียเปรียบเลยล่ะ” อีกฝ่ายว่า “ผู้ใหญ่เผ่าเจ้าไม่เคยสอนเหรอ ว่า เด็กดื้อมันไม่มีใครรัก น่ะ”

 

“หยุดล้อเล่นกันสักที”

 

คล้ายเป็นสัญญาณใกล้จะเริ่มเปิดศึก

 

เคนชินถอยออกมาครึ่งก้าว มองคนตรงหน้าแล้วอดถามขึ้นมาไม่ได้ “ท่านเป็นใครกันแน่ แล้วคนพวกนี้เป็นใครกันแน่”

 

คนที่ราวกับไม่ใช่มนุษย์...กับท่านที่เริ่มจะห่างไกลจากความเป็นมนุษย์เข้าไปทุกที

 

“ไม่ใช่เรื่องที่เจ้าต้องสนใจ”

 

นั่นไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการ

 

แต่เมื่อดาบถูกยกขึ้นมาแล้ว กับเด็กหนุ่มทั้งสองที่ชักดาบของตัวเองออกมาเช่นกัน

 

หอกถูกควงในท่าตั้งรับ ใบดาบสะท้อนต้องแสงจันทร์กับดวงตาของเหล่าศัตรูวัยเยาว์ที่เรืองแสงจ้าน่าขนลุก

 

“แบ่งกันเถอะ ฮาจิเมะคุง” ชายหนุ่มว่า “คราวนี้ข้าคงปล่อยให้เจ้าออมมือแล้วโดนทำร้ายไม่ได้หรอกนะ”

 

รอยยิ้มที่เคลือบบนริมฝีปาก ก่อนที่เส้นผมสีน้ำตาลจะถูกย้อมกลายเป็นสีขาวพิสุทธิ์

 

ดวงตาโชนแสงสีแดงไม่ต่างจากศัตรูเลยสักนิด

 

เคนชินมองด้วยดวงตาที่เบิกกว้าง

 

 

 

“เจ้านั่นแพ้เพราะยังคิดว่าตัวเองเป็นมนุษย์อยู่ยังไงล่ะ!

 

 

และเมื่อเหลือบแลมายังชายหนุ่มในชุดยูคาตะสีดำ

 

เส้นผมสีม่วงเข้มกำลังถูกย้อมไม่ต่างกัน

 

ส่องสว่าง—ไม่ใช่มนุษย์อีกต่อไป

 

“พวกเจ้า...” เสียงของเขาคล้ายขาดหาย “เป็นใครกันแน่”        

 

ทั้งไซโต้และอีกสองคนที่เหมือนรู้จักกัน ใบหน้าที่เริ่มแจ่มชัดขึ้นในความทรงจำอันเลือนรางกำลังทำให้เคนชินรู้สึกอื้ออึงไปหมด

 

ท่วงท่าที่ราวกับนักรบ ความคุ้นเคยที่น้อยครั้งจะเห็นว่าชายผู้เย็นชาจะสนิทสนมด้วยหลังจบจากสงคราม

 

เหล่าผู้คนที่เป็นดั่งสหายที่ไม่มีวันจางหาย

 

อัจฉริยะผู้ใช้ดาบ กับผู้เลื่องชื่อในการใช้หอกในสนานรบ

 

หัวหน้าหน่วยที่ 1 แห่งชินเซ็นกุมิ และเช่นกัน...หน่วยที่ 10

 

โอคิตะ โซจิกับฮาราดะ ซาโนะสุเกะที่ตายไปในสงคราม...กำลังยืนอยู่ตรงหน้าเขา

 

“มาย้อนความหลังกันดีกว่า ฮาจิเมะคุง ซาโนะซัง” โอคิตะแย้มยิ้ม

 

“มาสั่งสอนเด็กดื้อก่อนที่ผู้ปกครองจะมารับกลับบ้านดีกว่า”

 

+++++

Talk : จะบอกถึงคนที่อ่านมาจนถึงบทพิเศษนะคะ

เราใกล้เปิดเทอมแล้ว

ดังนั้น—อัพสองอาทิตย์ต่อหนึ่งตอนเหมือนเดิมค่ะ //เฮ ฉลอง!--ผิด

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

42 ความคิดเห็น