Fic Hakuouki : Shiro Tsubaki End.

ตอนที่ 20 : 20 การเริ่มต้นครั้งใหม่

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 341
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 38 ครั้ง
    30 ก.ย. 61

20 การเริ่มต้นครั้งใหม่

 

 

 

หิมะแรกมักนำพาความรื่นเริงมาสู่หญิงสาวได้เสมอ เป็นอีกครั้งที่ชิซุนอยากที่จะเริงระบำไปทั่วทุกทิศที่เกล็ดหิมะสวยโปรยปรายลงไป

 

และทุกครั้งที่เธอร่ายรำ มักจะมีสายตาคู่หนึ่งจับจ้องมองตลอดเวลา

 

เธอไม่ได้ขวยเขิน และเจ้าของสายตานั้นก็ไม่ได้เสียมารยาทแต่อย่างใด

 

“วันนี้เจ้าดูร่าเริง”

 

“เจ้าเองก็ยังไม่เปลี่ยน”

 

ริมทะเลสาบมีแค่เราสองคน ต้นไม้ใหญ่ยืนต้นที่ขนาดมากกว่าสิบคนโอบตั้งสง่าให้ร่มเงาแก่ทั้งสอง ทั้งกิ่งและใบของมันตอนนี้กำลังถูกเกล็ดสีขาวเกาะ ดูสวยงามและหนาวเย็นไปด้วยกัน

 

ชิซุนเดินตรงเข้ามาหา หาที่นั่งสักที่ก่อนที่เธอจะนั่งลงไป

 

ชายหนุ่มยืนอยู่ข้างๆ ไม่กระดิกตัวไปไหนเลยแม้แต่น้อย

 

สายลมหนาวพัดปลิว เพียงแต่ไม่เคยสะทกสะท้านต่อร่างกายของหญิงสาวได้เลยแม้แต่น้อย

 

ผืนน้ำเองก็เริ่มจะนิ่งสงบ เพราะเริ่มจะจับตัวกันจนกลายเป็นน้ำแข็ง

 

กับสัมผัสของแข็งที่ถูกคาดไว้ที่ข้างหู ชิซุนหันมามองด้วยความแปลกใจ มือของชายหนุ่มเอื้อมมาปัดเส้นผมสีเงินของเธอออกข้างๆ ใบหน้ายังคงนิ่งเรียบแล้วผละออกไปยืนต่อ

 

น่าแปลก...

 

มือเอื้อมไปดึงสิ่งที่ตัวเองถูกคาดเอาไว้มาดู เอียงคอด้วยความแปลกใจ

 

มันคือดอกไม้

 

“เจ้าไปเอามันมาจากไหน”

 

คาซามะหันกลับมา มุมปากยกยิ้มเพียงเบาบางก่อนจะตอบว่า “บนต้นไม้ใหญ่นี้ ดอกสึบากิกำลังบาน”

 

ช่างน่าแปลก...

 

หญิงสาวเงยมองขึ้นด้านบน เพียงแต่จะมองเห็นแค่ต้นไม้ที่ไร้ดอกไม้ตามความเป็นจริงแล้ว เธอมองเห็นเพียงแค่ใบไม้สีเขียวชอุ่มเท่านั้น

 

แล้วดอกสึบากิสีขาวนี้มันมาจากที่ไหนกันล่ะ?

 

 

 

 

 

นี่คงเป็นอีกครั้งที่ทำให้ทั้งฮิจิคาตะกับจิซึรุแปลกใจปนด้วยความตกใจ หน้าบ้านที่ไม่มีใครมาเยี่ยมเยือนมาแสนนานกลับถูกผู้มาใหม่สองคนมาทำลายความสงบลงเสียแล้ว

 

โอซากิ รินนั้นอาจจะมีแค่ความแปลกใจ

 

แต่กับโอคิตะ โซจินั้นคงเรียกได้ว่าตกตะลึง

 

“โซจิ?” อดีตรองหัวหน้าแห่งกลุ่มชินเซ็นกุมิเผลอหลุดอุทานออกมาไม่ได้ ไม่เหลือไว้แม้แต่มาดนิ่งขรึมในยามปกติ

 

คำถามผุดขึ้นมาเต็มหัว เพียงแต่คนที่โดนถามกลับแค่ยิ้มบางๆ ปนด้วยความเครียดที่ไม่รู้จะไประบายที่ไหน “ข้าเองก็อยากรู้เหมือนกันนั่นแหละ ว่าแต่...”

 

สายตาเฉียบคมพลันเปลี่ยนเป็นกรุ่มกริ่มทันที “ท่านกับจิซึรุจังอยู่ด้วยกันแค่สองคนหลังสงครามจบจริงๆ น่ะเหรอ? แบบนี้มันน่าน้อยใจนะ คุณฮิจิคาตะ”

 

ใบหน้าของเด็กสาวพลันแดงระเรื่อขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ ผิดกับทางชายหนุ่มที่ตอบกลับไปหน้าตายว่า “ข้าไม่คิดว่าจะเป็นการดีที่จะกลับไปในฐานะเดิมอีก ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร”

 

“เอ๋ แกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่องที่ข้ากำลังถามนี่มันแย่นะคุณฮิจิคาตะ”

 

นั่นก็แค่การหยอกล้อเพียงเท่านั้น ไม่นานที่หญิงสาวที่เงียบที่สุดในกลุ่มจะถามขึ้นมาว่า “จิซึรุ ตอนนี้พอจะรู้หรือเปล่าว่าชิซุนเป็นยังไงบ้าง?”

 

ไม่ใช่ อยู่ที่ไหนแต่เป็น เป็นยังไงหมอสาวถามราวกับรู้อยู่แล้วว่าเกิดอะไรขึ้น บรรยากาศที่แผ่ออกมารอบตัวเองก็ไม่มีความนิ่งสงบอย่างทุกที

 

นั่นทำให้ทุกอย่างกลับคืนสู่ความเงียบโดยฉับพลัน

 

จิซึรุนิ่งงัน ก่อนจะส่ายหน้าแล้วเล่าความจริงที่ตนรู้ออกไปเพียงน้อยนิด “ข้าเองก็อธิบายไม่ถูกเหมือนกันเจ้าค่ะ” ก่อนจะถามด้วยความไม่แน่ใจ “คุณโอซากิเจ้าคะ หรือว่าเรื่องแปลกๆ นี่...เป็นเพราะท่านพี่อย่างนั้นเหรอ?”

 

คนที่ไม่น่าจะมีชีวิตอยู่ยืนอยู่ด้านหน้าของตนทั้งที จะบอกว่าโดนความดีใจบดบังจนลืมเรื่องน่าสงสัยนี่ไปก็ไม่มีทางเป็นไปได้อยู่แล้ว

 

รินเงียบไปครู่หนึ่ง จิซึรุสังเกตเห็นว่ามือของโอคิตะเอื้อมมาจับไหล่หญิงสาวเบาๆ คล้ายจะสื่อสารบางอย่าง

 

“อย่างนี้นี่เอง...” หมอสาวพึมพำ ก่อนจะหัวเราะออกมาอย่างคนประชดประชัน “ช่างน่าโมโหแล้วก็ชวนขอบคุณเสียจริงๆ”

 

เป็นคำพูดที่เต็มไปด้วยปริศนา และมีเพียงแค่เธอเท่านั้นที่จะเข้าใจความหมายของมันทั้งหมด

 

“หมายความว่ายังไงกันเจ้าคะ คุณโอซากิ?”

 

รินยิ้ม ไม่ได้มีความโกรธเคืองใดๆ แฝงไว้แม้แต่น้อย “ดูเหมือนเจ้าจะเป็นที่รักของโยเซกว่าที่ตัวเองคิดนะ จิซึรุ”

 

ไม่มีใครในที่นั้นเข้าใจสิ่งที่เธอพูดเลยแม้แต่น้อย รินรู้เรื่องนี้ดีจึงอธิบายออกไปว่า “นิทานที่เล่าต่อกันมาเป็นความจริง เพียงแต่ครั้งเดียวในชีวิตของโยเซเท่านั้นที่จะให้พรกับคนที่ตัวเองเลือก ในส่วนนี้ของชิซุนคงเป็นเพราะว่านางติดหนี้บุญคุณครั้งใหญ่กับเจ้าละมั่ง...แล้วเรื่องที่เจ้าขอก็ดูจะเป็นอะไรที่กระทบกับคนหลายๆ ฝ่ายเสียด้วย”

 

มันเด่นชัดอยู่แล้วว่าคนที่มีจิตใจอันมั่นคงและบริสุทธิ์คนนี้ปรารถนาสิ่งใด เด็กสาวไม่เคยปรารถนาทุกสิ่งเพื่อตัวเอง เพียงแต่สิ่งที่เธอมอบให้กับคนอื่นนั้นส่งผลกลับมาให้ตัวเองเท่านั้น

 

รินเอง...ก็คงต้องขอบคุณเด็กสาวเสียด้วยซ้ำละมั่งที่ขออะไรไร้สาระไปแบบนั้น

 

น่าเสียดายที่คนขอกลับไม่รู้เรื่องเลยสักนิดว่าตัวเองทำสิ่งยิ่งใหญ่อะไรเอาไว้ “ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ทำไมถึงไม่ใช่คุณคาซามะล่ะคะ?”

 

หมอสาวหัวเราะออกมาทันที “นางไม่ได้รักคาซามะในฐานะของโยเซเสียหน่อย ในฐานะโยเซ คนที่นางเลือกคือเจ้า”

 

“หมายความว่ายังไงกันคะ?”

 

รินเหลือบมองชายหนุ่มข้างตัวอยู่ครู่หนึ่ง กันจะหันกลับมาตอบว่า “จิซึรุ ท่านฮิจิคาตะ อยากเจอทุกคนหรือเปล่า?”

 

ทั้งสองเบิกตากว้าง “เจ้าจะหมายความว่า...”                 

 

“เป็นอย่างที่คิดนั่นแหละเจ้าค่ะ ตอนนี้อาจจะกำลังสับสนอยู่...แต่ก็คิดว่าไม่ยากถ้าพวกท่านจะตามหาจากจุดที่พวกเขาหายตัวไป” หมอสาวเอ่ยยิ้มๆ “ถึงข้าจะไม่แนะนำก็ตามที แต่หากพวกท่านอยากตามหาคนที่เหลือข้าก็จะไม่ห้ามเจ้าค่ะ”

 

แม้จะน่าตกตะลึงหรือถูกความยินดีเข้าครอบงำ เพียงแต่ตอนนี้อาจจะมีเรื่องให้ต้องตัดสินใจมากมายจนเรียบเรียงลำดับไม่ถูก

 

“พวกท่านไม่ได้คิดที่จะไปที่ไหนต่อใช่หรือเปล่าเจ้าคะ?” เด็กสาวยิ้มอ่อนๆ “เชิญเข้ามาพักด้านในก่อนแล้วเราคงต้องคุยเรื่องนี้กันต่อ”

 

อาจจะเพราะมีหลายอย่างที่ยังไม่กระจ่าง

 

เรื่องราวและความเป็นมาของหญิงสาวที่ตนคิดว่ารู้มากแล้วกลับกลายเป็นเพียงแค่ผิวเผิน

 

หรือแม้แต่เรื่องที่ทุกคนกลับมานั้นก็น่าแปลกใจไม่น้อยไปกว่ากัน

 

ลับร่างของเด็กสาวและหญิงสาวที่หายเข้าไปในตัวบ้าน หลงเหลือเพียงชายหนุ่มสองคนที่ต่างจับจ้องไปยังทั้งสองไม่วางตา

 

เนิ่นนานกว่าจะมีคำพูดหลุดออกมาจากปากของอดีตรองหัวหน้า

 

“ดีใจที่เจ้ากลับมา”

 

ไม่รู้ว่าจะสรรหาคำพูดไหนมาพูดได้อีกแล้ว ความรู้สึกในตอนนี้มันอัดอั้นมากกว่านั้นจนบรรยายไม่ถูก ทั้งสองต่างคิดไม่ต่างกัน

 

“ข้าเองก็ไม่คิดว่าหลังจากตัดสินใจเด็ดขาดไปแล้วจะกลับมาเหมือนกัน” โอคิตะหัวเราะเบาๆ “แต่เอาเถอะ มันก็ทำให้คิดอะไรได้หลายๆ อย่างเหมือนกันนั่นแหละว่ายังเหลืออะไรอีกมากมายที่ ตัวข้าอยากจะทำอยู่ล่ะนะ...ท่านเองก็เหมือนกันไม่ใช่เหรอ?”

 

ต่างรู้ดีอยู่แก่ใจเช่นกัน ไม่จำเป็นต้องพูดออกมาก็เข้าใจได้แล้วว่าคำตอบของพวกเขาทั้งสองนั้นคืออะไร

 

“ส่วนเรื่องของคนที่เหลือ...”

 

ฮิจิคาตะตอบออกมาทันทีว่า “คงไม่ออกตามหาหรอก”

 

เริ่มต้นใหม่คือเริ่มต้นใหม่ ไม่ควรจะเอาเหตุผลและฐานะในอดีตมาถ่วงใครอีก

 

หากมีชะตาที่ต้องร่วมกัน...สักวันหนึ่งก็คงได้พบกันเอง

 

สมกับเป็นรองหัวหน้าจริงๆ...ไม่สิ ตอนนี้ก็คงเป็นแค่ ฮิจิคาตะ โทชิโซ เท่านั้นละมั่ง

 

เพราะแม้แต่เขาตอนนี้ ก็เป็นเพียง โอคิตะ โซจิเท่านั้น

 

“โอซากิ ริน...ไม่คิดว่านางจะสามารถหยุดเจ้าได้เลยนะ” อดีตรองหัวหน้าพูดพลางหัวเราะออกมาเบาๆ

 

ใช่ แม้แต่เขาเอง ก็นึกไม่ถึงเหมือนกันที่ตัวเองจะมาหยุดอยู่ที่เด็กสาวตัวเล็กๆ แค่คนเดียวเท่านั้น

 

“ไม่มีใครคิดหรอกว่าเรื่องมันจะดำเนินไปในทางไหน” ชายหนุ่มหัวเราะอย่างอารมณ์ดี น้ำเสียงช่างเปี่ยมไปด้วยพลังชีวิตกว่าครั้งที่ผ่านมา

 

เต็มไปด้วยชีวิตชีวา ไม่มีภาระอะไรมารั้งเอาไว้อีก

 

“ถึงตอนนี้ข้าจะทำให้นางเปลี่ยนนามสกุลมาเป็น โอคิตะไม่ได้ก็เถอะ...เอาเถอะ ในอนาคตก็คงไม่แน่หรอก”

 

เพราะหลังจากนี้...คือการเริ่มต้นของยุคสมัยใหม่

 

 

 

 

 

อามางิริ คิวจูเป็นคนรับใช้ที่เรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบ ดังนั้นหญิงสาวจึงอดแปลกไม่ได้ว่าทันทีที่ตนมาเยี่ยมเยือนที่บ้านของจิซึรุได้แค่ไม่ถึงวัน ชายหนุ่มร่างใหญ่ก็มาปรากฏตัวอยู่หน้าบ้านของเด็กสาวเป็นแขกรายที่สามของวันเสียแล้ว

 

ช่างดูเป็นภาพที่แปลกประหลาดเสียเหลือเกิน

 

ไม่ว่าจะในฐานะของคนที่เคยอยู่ฝั่งตรงข้ามมาก่อนหรือแม้แต่เผ่าพันธุ์ที่อยู่ในนี้ถึงสาม นี่คงเป็นการรับแขกที่เป็นไปด้วยความกระอักกระอวนและน่าหัวเราะอย่างขบขันจนตัวงอเสียจริง

 

โชคยังดีที่คนที่มาไม่ใช่ชายหนุ่มที่เคยมีเรื่องกันเมื่อครั้งก่อน หากเป็นอย่างนั้นขึ้นมาอดีตรองหัวหน้าหนุ่มอาจจะได้ล้มโต๊ะน้ำชาแทนมานั่งดื่มชาสนทนากันอย่างสงบเหมือนตอนนี้ก็เป็นได้

 

“ต้องขออภัยที่มารบกวนช่วงที่พวกท่านกำลังพักผ่อนกันอยู่ขอรับ” เจ้าตัวยังคงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง แม้แต่การแต่งตัวหรือบรรยากาศรอบข้างที่ไม่ได้ลดความเข้มงวดลงแต่อย่างใด

 

“ไม่เป็นอะไรหรอก ข้าเสียอีกที่คงทำให้ท่านโมโห ช่วงนี้ต้องออกเดินทางตลอดเวลา ที่อยู่เป็นหลักแหล่งไม่แน่ชัด” หมอสาวว่าอย่างนอบน้อม “ได้ข่าวว่าชิซุนอยู่กับคาซามะ”

 

“ข้ามาก็เพราะเรื่องนี้เช่นกัน” ชายหนุ่มว่า “มีเรื่องเจรจานิดหน่อยกับตัวท่านเอง”

 

“ข้า?”  รินขมวดคิ้ว “นางฟื้นแล้วอย่างนั้นเหรอ?”

 

“ไม่ขอรับ” อามางิริส่ายหัว ใบหน้ายังคงนิ่งเรียบไม่เปลี่ยนแปลง “อาการของนางยังไม่ได้เรียกว่าหายสนิท แต่ก็ค่อยๆ ดีขึ้นเรื่อยๆ แล้วขอรับ”

 

“ถ้าอย่างนั้นก็ดีแล้ว” หมอสาวว่า เหลือบมองไปทางเด็กสาวที่ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก “ฝากไปถามเจ้าบ้านคาซามะได้หรือเปล่าว่าหากจะมีแขกที่ขอเข้าพบช่วงนี้จะได้ไหม?”

 

เหลือบมองเด็กสาวที่ส่งสายตาขอบคุณมาให้

 

เพียงแต่อามางิริก็ตอบกลับมาแทบจะทันทีเช่นกันว่า “คาซามะก็สั่งมาเช่นกันครับว่าให้ตอบไปว่า ข้าไม่ได้มีหน้าที่มารับคำขอโทษจากใครแทนนาง และยังไม่อยากเจอหน้าพวกเจ้าทุกคนตอนที่นางยังไม่ตื่นน่ะขอรับ”

 

ดีแล้วที่เขาไม่มา...หมอสาวคิดในใจ เหมือนจะได้ยินใครในนี้สูดลมหายใจคล้ายสงบสติอารมณ์กันถ้วนหน้า

 

“เอาเถอะ ก็คงไม่นานเกินรอหรอก” รินว่า “ส่วนเรื่องที่นางจู่ๆ ก็ทรุดหนักลงแบบนั้นน่ะ...เขาคิดจะทำยังไงกับคาโนะต่อไป”

 

แม้จะน่าตกใจที่ได้ยินจากปากจิซึรุว่าเกิดอะไรขึ้นหลังจากที่ฮิจิคาตะกับคาซามะสู้กันครั้งสุดท้าย แต่เรื่องนี้เธอก็ไม่มีความสามารถพอที่จะเข้าไปแทรกแซงได้

 

ทำได้แค่ถามเท่านั้น

 

“ตอนนี้ยังตามตัวไม่เจอขอรับ”

 

“...พอจะขอให้เขาล้มเลิกได้หรือเปล่า?...ยังไงซะ เขาก็เป็นเผ่าเดียวกับข้า”

 

“คงเป็นไปไม่ได้หรอกขอรับ”

 

ไม่ได้คาดคิดว่าคำตอบจะเป็นอื่นได้เลยสักนิด สี่คนที่ได้ฟังคำถามไม่ได้คัดค้านออกมาหรือแม้แต่จะขมวดคิ้วขัดใจกับคำตอบที่ได้รับ

 

กับการที่เห็นคนสำคัญถูกแทงต่อหน้าต่อตา มองร่างของฆาตรกรที่หายไปโดยที่ในอ้อมกอดของตัวเองคือร่างที่ค่อยๆ เย็นชืดของหญิงสาว...นั่นคงไม่ใช่แค่การฝังใจแค้น

 

ชาตินี้ทั้งชาติ—คงไม่อาจให้อภัยได้

 

“ช่างเรื่องนั้นไปก่อนก็ได้” รินว่า “กลับมาเข้าเรื่องเจรจาของเรากันดีกว่า”

 

อะไรจะเกิดหลังจากนี้ก็ต้องเกิด...ใครทำอะไรเอาไว้อาจจะได้รับผลกรรมที่ตัวเองก่อ ในอนาคตไม่ช้าก็เร็วที่เธอไม่มีส่วนรับรู้ได้

 

รินไม่ได้หวังหรือเป็นห่วงชายหนุ่มที่ตัวเองไม่สนิทนัก หวังแค่อวยพรให้พวกเขาทั้งสองคนไม่จากกันอีกเป็นรอบที่สองก็พอแล้ว

 

 

 

 

 

น่าแปลก...

 

ชิซุนเงยหน้ามองไปยังต้นไม้ใหญ่ มันยังคงสูงตระหง่านและแข็งแรงเหมือนเช่นเคย

 

ชายหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็ไม่ได้พูดอะไร คาซามะเพียงมองออกไปข้างหน้า รับกลิ่นไอของธรรมชาติที่เข้ามาปะทะตัว

 

หญิงสาวก้มมองดอกไม้ในมือ มันยังคงสดใหม่และไม่ได้เหี่ยวเฉาแต่อย่างใด

 

“ทำไมฤดูหนาวยังไม่หมดไปเสียที”

 

ทุกอย่างขาวโพลน รอบด้านขาวโพลนยกเว้นใต้ต้นไม้ต้นนี้ที่ยังคงเขียวชอุ่มอย่างเดิม

 

ทะเลสาบกลายเป็นน้ำแข็งไปเสียแล้ว

 

น่าแปลก...น่าแปลกเกินไปแล้ว

 

ดวงตาสีน้ำแข็งเงยมอง ใบหน้าด้านข้างของชายหนุ่มนั้นเพียงแค่ยิ้มบางๆ

 

รอยยิ้มที่ว่างเปล่า

 

หญิงสาวผุดลุกขึ้น เดินไปประจันหน้ากับอีกฝ่าย “จิคาเงะ” ขมวดคิ้วด้วยความไม่เข้าใจ

 

เขาอยู่ตรงหน้านี้แท้ๆ

 

น่าแปลก...

 

ตัวเธอสัมผัสอะไรจากตัวอีกฝ่ายไม่ได้เลย

 

มันคือความว่างเปล่า...

 

“ข้า...อยู่ที่นี่มานานเท่าไรแล้ว?”

 

ไม่มีการสัมผัสตัว ไม่มีการเดินเข้ามาใกล้ ไม่มีอะไรทั้งนั้น

 

รอยยิ้มบนใบหน้าของชายหนุ่มนั้นก็ไม่ได้มีความหมายอะไรเลยสักนิด

 

นั่นคงเพราะ...

 

“เจ้าอยากจะตื่นขึ้นมาแล้วหรือยัง?”

 

ที่นี่มีแค่เธอคนเดียวมาตั้งแต่แรก

 

+++++++

ตอนหน้าจบค่ะ

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 38 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

42 ความคิดเห็น

  1. #25 อากิโนะ (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 2 ตุลาคม 2561 / 19:48

    ทำไมท้ายตอนมันตะเตือนไตมากเลย งื้อๆ

    #25
    1
    • #25-1 Tiaros(จากตอนที่ 20)
      3 ตุลาคม 2561 / 21:15
      อวัยวะภายในก็จะสั่นเบาๆ นะคะ
      #25-1
  2. #24 นกที่บินผ่านมา (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 30 กันยายน 2561 / 23:40

    ตับสั่นเบาๆ;w;

    #24
    1
  3. #23 faza205317 (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 30 กันยายน 2561 / 19:42
    รออย่าลุ้นระทึก อ้ายยย
    #23
    1