Fic Hakuouki : Shiro Tsubaki End.

ตอนที่ 16 : 16 มุ่งหน้าสู่เจตนาของตนเอง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 292
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 31 ครั้ง
    11 ก.ย. 61

16 มุ่งหน้าสู่เจตนาของตนเอง

 

 

ตรงหน้าที่มองเห็นคือมือของตัวเองที่จับมือของเด็กสาวอีกคนเอาไว้ ชายยูคาตะที่อีกฝ่ายใส่วันนี้เป็นสีเขียวน้ำทะเลอ่อนๆ แต้มลายคลื่นลมสีน้ำเงิน เป็นชุดที่นางมักจะใส่ประจำเวลาที่เขามาเยี่ยมที่หมู่บ้านแห่งนี้

 

เขามองไม่เห็นหน้าของนาง แต่น้ำเสียงที่เอ่ยออกมานั้นเป็นของเด็กสาวที่พึ่งเข้าวัยสิบหกปี นางกำลังรู้สึกกังวลและพยายามดึงมือของตัวเองออกไปจากการจับกุมของเขา

 

รู้สึกขัดใจ...แต่ก็ไม่ได้เพิ่มแรงขึ้นแม้แต่น้อย

 

“เขาจะไม่รอดนะ” น้ำเสียงที่เคยนิ่งเรียบฟังดูลนลานนิดๆ “แค่รักษาเอง แค่นั้นจริงๆ แล้วเราก็กลับ...เราเคยทำอย่างนี้มาก่อนรอบหนึ่ง ไม่เป็นไรหรอก”

 

มุมมองเลื่อนไปยังด้านหลังของเด็กสาวที่พยายามคะยั้นคะยอตัวเอง ตรงนั้นเป็นชายหนุ่มวัยกลางคนที่นอนหายใจรวยรินคุดคู้อย่างเจ็บปวด ใบหน้าของอีกฝ่ายขาวซีด มือสั่นๆ จับที่ซี่โครงของตัวเองเอาไว้ด้วยความทรมาน

 

เพราะออกมาเก็บของป่าแถวเชิงผาแล้วตกลงมา หากจะตายที่นี่ก็ไม่น่าแปลกใจเลย...เป็นความคิดที่ไม่แยแสของเขาที่เห็นว่าสมควรแล้ว ที่นี่ไม่ใช่ที่ๆ คนจะเข้ามาได้ง่ายๆ แม้แต่ตัวเองตอนที่มาครั้งแรกๆ ก็ยังไม่สามารถมาที่นี่โดยไม่มีคนติดตามได้เลย

 

เขาไม่ควรจะให้เด็กสาวคนนี้ช่วย

 

แต่เพราะเด็กสาวอีกคนที่ไม่ได้คิดแบบเดียวกัน หรืออาจจะรวมถึงเด็กหนุ่มอีกคนที่ประคับประคองมนุษย์คนนั้นด้วยความเป็นห่วงนั้นบอกเขาได้อย่างดีว่าความคิดของตัวเองไม่ได้รับการเห็นด้วย

 

ช่างน่าหงุดหงิดและน่าขัดใจเหลือเกิน

 

แต่พอเหลือบกลับมาที่เด็กสาวอีกครั้ง ภาพก็ยังคงเป็นมือขาวจัดของอีกฝ่ายตามเคยที่เขากุมเอาไว้ น้ำเสียงของนางที่ปนไว้ด้วยการขอร้องและปลอบใจ

 

“ไม่เป็นไรหรอก แค่ครั้งเดียว...นะ?”

 

เพราะเป็นนางขอร้องด้วยหรือเปล่านะ สุดท้ายก็เป็นเขาที่ยอมพยักหน้าให้แล้วปล่อยให้เด็กสาวปรี่เข้าไปรักษาชายหนุ่มคนนั้นด้วยความไม่เต็มใจ

 

ไม่พอใจเลยสักนิดที่นางจะรักษาให้คนอื่น แต่ไม่พอใจยิ่งกว่าที่ตัวเองไม่เคยทนลูกตื้อของอีกฝ่ายได้สักที

 

ชายคนนั้นอาการดีขึ้นในพริบตาต่อมา ราวกับปาฏิหาริย์ที่ไม่มีจริงเพียงแค่สองฝ่ามือของเด็กสาวตัวเล็กๆเพียงคนเดียว

 

มันปรายมองเด็กสาวด้วยดวงตาที่ปรือเปิดเพียงครึ่งเดียว แววตาแฝงไปด้วยความตกใจมากกว่าจะเป็นซาบซึ้ง

 

เพียงแค่นั้นเขาก็รีบดึงเด็กสาวคนนั้นออกมาแล้ว

 

“กลับ” พูดแกมออกคำสั่ง รวมถึงส่งสายตาให้เด็กหนุ่มอีกคนให้ปล่อยมนุษย์คนนั้นได้แล้ว

 

เสียงหัวเราะแผ่วเบามาจากเด็กสาวที่ลุกขึ้นตามแรงฉุดของตัวเขาเอง “อืม กลับกันเถอะ”

 

ภาพเห็นเพียงเส้นผมสีเงินยวงที่ซบลงมาที่ไหล่ของตัวเอง แขนสองข้างโอบตัวเด็กสาวคนนั้นเอาไว้ก่อนจะช้อนอุ้มขึ้นมาในอ้อมกอดอย่างง่ายดาย

 

ลมหายใจแผ่วเบา...หลับไปแล้ว

 

เขาถอนหายใจออกมาหนักๆ จากนี้ก็ทำได้แค่รอให้นางตื่นขึ้นมาเองเท่านั้น

 

รอจนกว่า...

 

 

 

 

น่าหงุดหงิดจนอยากจะอาละวาด...คาซามะคิดอย่างหงุดหงิด

 

ภาพหลอนที่เห็นแม้แต่ตอนลืมตาตื่นนั้นไม่ใช่สัญญาณที่ดีเลยสักนิด...และสิ่งที่เขาเห็นนั้นเป็นความทรงจำ

 

ความทรงจำที่ค่อยๆ กลับคืนมาอย่างไร้สาเหตุ ย่อมต้องเกิดอะไรบางอย่างขึ้นจนทำให้มันหลุดรอดออกมาแบบนี้...ลางสังหรณ์บางอย่างบอกแบบนั้น

 

แล้วยิ่งกับความทรงจำที่หลุดออกมานั้นด้วย ไม่ว่าจะหลับตากี่ครั้งก็เห็นความทรงจำนี้ตลอด ตั้งแต่ที่เกิดสงครามบาคุฟุแล้ว

 

เขาไม่ควรตัดสินใจให้หญิงสาวห่างตัวเลย...ได้เรื่องทุกครั้งที่คลาดสายตาจริงๆ

 

คอนโด อิซามิไม่ได้บอกเล่าออกมาทางคำพูดก็จริง แต่สีหน้าที่ละอายใจตอนที่พบเขาเมื่อครั้งล่าสุดก็บอกได้เป็นอย่างดีว่าคนที่เขากำลังตามหาอยู่หายตัวไปหรือไม่ก็คลาดกันไปอีกแล้ว

 

“ยูคิมูระ โคโดล้ำเส้นมากเกินไปแล้ว”

 

คิดจะทำลายความสัมพันธ์ระหว่างเผ่าพันธุ์ลงยังไม่พอ คิดจะสร้างยักษ์เทียมที่ไร้ประโยชน์พวกนั้นขึ้นมาโดยอ้างเพื่อการฟื้นฟูตระกูลอีกเหรอ?

 

ช่างเป็นคนที่ไม่เจียมตัวเอาเสียเลย

 

และที่สำคัญ...

 

ร่างของอามากิริปรากฏตัวออกมาจากเงามืด “คาซามะ พบที่อยู่ของโคโดแล้วขอรับ”

 

คนทรยศที่คิดจะล้มล้างเผ่าพันธุ์ตัวเอง คนที่แหกกฏและทิ้งความภาคภูมิใจของตัวเองไป

 

 “อยู่ที่ไหน?”

 

ไม่ยกโทษให้เด็ดขาด

 

คนที่มันกล้าแตะต้องของๆ เขา

 

 

 

 

 

เสียงโอดครวญเรียกให้สายตาที่กำลังก้มมองพื้นดินหันไปมอง ร่างสูงโปร่งกว่าหญิงสาวทั่วไปหยุดชะงักจนคนที่เดินอยู่ข้างๆ ต้องหยุดตามไปด้วย

 

ชิซุนมองไปที่คนกลุ่มหนึ่ง พวกเขาเป็นครอบครัวที่ลี้ภัยมาจากหมู่บ้านข้างเคียงเพราะสงคราม

 

เสียงโอดครวญเมื่อครู่เป็นของเด็กชายที่อายุเพียงแค่สิบสอง อีกฝ่ายกุมท้องที่ร้องโครกครากอย่างเจ็บปวด คาดว่าคงเป็นเพราะไม่ได้ทานอาหารจนเป็นโรคกระเพาะ ส่วนคนเป็นแม่กับพ่อก็ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าพูดปลอบใจด้วยท่าทางไร้เรี่ยวแรงแม้แต่จะก้าวขาเดิน

 

แต่ที่สังเกตได้ชัดเจนคือ พวกเขาไม่มีที่ไป

 

แต่เท้าที่คิดจะก้าวเข้าไปหากลับถูกหยุดด้วยมือแข็งแรงที่รั้งข้อมือเธอไว้เหมือนอ่านใจได้

 

“ไม่มีประโยชน์” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงราบเรียบ “ถึงเจ้าจะช่วยคนพวกนี้ได้ แต่ก็ยังมีอีกหลายต่อหลายชีวิตที่เป็นแบบนี้เพราะสงคราม”

 

เรื่องปกติของสงคราม ผู้ระเห็จจากบ้านเกิดย่อมไร้ที่ไป

 

แต่ในขณะเดียวกันก็โชคดีที่สุดแล้วที่ยังมีชีวิตอยู่ ต่อจากนี้ก็เหลือแค่ผู้ใจบุญเห็นใจพวกเขาให้ที่พักพิงและอาหารเท่านั้น

 

ถึงจะเป็นไปได้ยาก แต่อย่างน้อยก็ยังพอมีความหวังสำหรับบางครอบครัว

 

“ช่วยได้ก็ช่วย” หญิงสาวเอ่ย แต่ก็ไม่ได้สะบัดข้อมือออกจากการจับกุมของอีกฝ่าย

 

เธอไม่ได้ปฏิเสธว่าสิ่งที่คาซามะพูดมามันผิด...กลับกันแล้ว นั่นคงเป็นความจริงของโลกใบนี้เสียมากกว่า

 

“เราไม่ใช่ผู้ยิ่งใหญ่” ชายหนุ่มว่า “หากให้ครอบครัวนี้ เดินต่อไปด้านหน้าเจ้าก็ต้องให้ครอบครัวต่อไปอีก ท้ายที่สุดแล้วหากเจ้าช่วยใครไม่ได้อีกต่อไป ถึงตอนนั้นจะเป็นเจ้าเองที่เสียใจ”

 

แรงดึงที่ข้อมือกระตุกหนึ่งครั้งให้เธอออกเดิน เมินเสียงร้องโอดครวญของเด็กชายที่เริ่มจะลงไปคุดคู้อยู่กับพื้นอีกครั้ง

 

แต่ถึงอย่างนั้น แรงฉุดที่ข้อมือก็ดูจะยิ่งบีบรัดขึ้นกว่าเก่าจนน่าสงสัย

 

“มีอะไรหรือเปล่า?” สายตาของหญิงสาวเหลือบมองไปยังร่างของเด็กคนนั้น

 

แม่ของเด็กกำลังร้องไห้ ส่วนคนเป็นพ่อก็เริ่มวิ่งไปขอความช่วยเหลือจากคนนั้นคนนี้จนเริ่มวุ่นวาย

 

เป็นภาพสะเทือนใจที่ทำให้เธอไม่อาจละสายตาได้

 

แต่มือของคาซามะยังจับมือของเธออยู่

 

“ทุกอย่างไม่ใช่สิ่งที่เจ้าต้องแบกรับ ไม่จำเป็นต้องยื่นมือเข้าไปช่วยหากเจ้าช่วยไม่ได้”

 

“แต่...”

 

เธอช่วยได้นะ...กำลังจะพูดออกไปแบบนั้นก็ถูกน้ำเสียงเฉียบขาดของอีกฝ่ายแทรกขึ้นมาเสียก่อน

 

“หากเป็นอย่างคราวนั้นอีก ก็ไม่ได้เรียกว่าช่วยได้หรอก กินทสึ ชิซุน”

 

ชะงัก...เงยมองแผ่นหลังที่เดินนำหน้าตัวเองด้วยใจที่แกว่งไปอยู่ที่ตาตุ่ม ตอนนี้ดวงตาของเธอคงเบิกค้างจนน่าขำแน่ๆ หากอีกฝ่ายเห็นเข้า

 

แต่คาซามะไม่ได้หันมา พอๆ กับที่รู้สึกถึงความหวั่นไหวของอีกฝ่ายที่แผ่ออกมาจนเธอไม่กล้าค้าน

 

เป็นความหวั่นไหว ที่ราวกับกลัวกับบางอย่างที่ตัวเองพูดออกมา

 

เรื่องที่เธอเป็นเมื่อคราวนั้น...เรื่องที่อีกฝ่ายไม่น่าจะจำได้

 

“ความทรงจำ กลับมาแล้วเหรอ?” ไม่แน่ใจนักว่าที่ตนเดานั้นถูกต้องทั้งหมดหรือเปล่า

 

ความเงียบที่กั้นกลางก็บอกได้อย่างดีว่าคำตอบของตัวเองนั้นอาจจะถูกเกินครึ่ง...นั่นทำให้เผลอยิ้มออกมา

 

คล้ายกับกำลังต่อว่าตัวเอง “งั้นเหรอ?”

 

มันมีสาเหตุอยู่ ทั้งๆ ที่ชายหนุ่มไม่ควรจะจดจำขึ้นมาได้แท้ๆ ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็แล้วแต่ที่ชิซุนไปลบความทรงจำของอีกฝ่าย

 

ช่วงนี้คงต้องพักผ่อนให้เพียงพอจริงๆ ซะแล้ว...คิดกับตัวเองในใจ

 

และทั้งๆ ที่ยิ้มอยู่

 

“ดีแล้วไม่ใช่เหรอ? เจ้าเริ่มจะจำอะไรขึ้นมาได้บ้างแล้วน่ะ?”

 

ทั้งๆ ที่พูดไปอย่างนั้น

 

“แบบนี้ข้าก็ไม่ต้องตอบแทนเจ้าเรื่องนี้แล้วล่ะนะ”

 

ทั้งๆ ที่แรงบีบที่ข้อมือแรงขึ้นเหมือนปฏิเสธและอารมณ์หงุดหงิดจากคาซามะ เธอกลับเลือกที่จะเมินเฉย และยิ้มแย้มต่อไปโดยที่ชายหนุ่มไม่ได้หันมามอง

 

ยิ้มแย้ม...ทั้งๆ ที่ในใจเองก็กำลังสั่นกลัวจนแทบทนไม่ไหวก็ตาม

 

ร่างกายรู้สึกเบาโหวง ด้านในกลวงโบ๋จนจะเหลือแค่ภาชนะที่ว่างเปล่า

 

นั่นคงเพราะ...

 

 

 

 

ดวงตาสีน้ำแข็งลืมขึ้นช้าๆ ด้วยความอ่อนเพลียสะสม ร่างกายไม่เคยรู้สึกไร้เรี่ยวแรงขนาดนี้มาก่อนจนอยากจะหลับอยู่ตลอดเวลา แต่ถึงอย่างนั้นชิซุนก็พยายามเหลือเกินที่จะฝืนลืมตาขึ้นมามองรอบด้านด้วยกำลังทั้งหมดที่มี

 

ภาพฝันเลือนรางหายไป แทรกแซงด้วยความจริงที่ร่างทั้งร่างราวกับกลายเป็นสัตว์ทดลองให้กับยักษ์ผู้บ้าคลั่งที่กำลังยืนมองพวกเธอด้วยความพออกพอใจ

 

ยูคิมูระ โคโดบ้าไปแล้ว

 

“ตื่นขึ้นมาได้แบบนี้ ถือว่าแข็งแรงมากทีเดียวนะ” ชายวัยกลางคืนย่างสามขุมเข้ามา “ถึงจะเหนื่อยเพราะคาซามะเข้ามายุ่ง แต่ก็คุ้มสำหรับโยเซที่เหลือไม่กี่ตน”

 

ร่างของโยเซคนอื่นๆ อีกไม่กี่คนที่อยู่ข้างๆ ต่างดูอิดโรย คนพวกนี้ต่างถูกพามาที่นี่ด้วยจุดประสงค์เช่นเดียวกับเธอ

 

ราเซ็ตสึที่เชื่อฟังคำสั่งแบบนั้น ไม่บ้าคลั่งตามสัญชาตญาณที่คุมไม่ได้และยังสามารถเดิมท่ามกลางแสงอาทิตย์ที่ร้อนแรงได้

 

ทุกอย่างมาจากพวกเธอทั้งหมด

 

เลือดหยดแล้วหยดเล่า...ค่อยๆ ไหลออกไปจากร่างกาย

 

เธอจะมาจบชีวิตลงที่นี่อย่างนั้นเหรอ?...หญิงสาวคิด พยายามขยับแขนขัดขืน แต่ก็ไร้ประโยชน์ สิ่งเดียวที่ขยับได้คือดวงตาที่กำลังถูกครอบงำด้วยความแค้นเท่านั้น

 

“ฆ่าเจ้า...”

 

กับสิ่งที่โดน เป็นผู้ถูกกระทำเพื่อสนองความต้องการของคนบ้าคนเดียวที่ไม่ฟังคำพูดของลูกๆ ทั้งหลายที่เป็นห่วง

 

คนบ้าที่เป็นคนเริ่มต้นและเป็นสาเหตุให้โยเซแทบจะหายไปจากโลก

 

ยูคิมูระ โคโดแค่ยิ้มแย้มอย่างอ่อนโยนและเชือดเฉือน

 

“เจ้าไม่ฆ่าข้าหรอก ชิซุน” หมอยูคิมูระว่า “เหมือนกับที่แค้นเคืองมนุษย์ แต่ก็ยังรักพวกมัน เช่นเดียวกับข้าที่เจ้าแค้นเคือง แต่เจ้าก็ยังรู้สึกสำนึกบุญคุณ...เจ้าที่คิดแบบนั้นฆ่าใครไม่ได้หรอก”

 

รอยยิ้มกว้างขึ้นจนน่าสำรอก

 

ถูกมองด้วยความพึงพอใจที่ตนไม่ต่างอะไรไปจากสิ่งของที่นำมาถูกวางขาย ช่างเป็นแววตาที่ดูถูกเธอไม่ต่างจากเศษสวะ

 

“ต้องขอบคุณเจ้าจริงๆ นะ กินทสึ ชิซุน”

 

ในอกรู้สึกร้อนรุ่ม อัดแน่นไปด้วยความโกรธจนแทบจะแยกแยะไม่ออกถึงความจริงกับมโนสำนึก ชิซุนในตอนนี้มองเห็นเพียงคนที่ตนจะไม่ให้อภัยไปตลอดชีวิต

 

ถึงจะเป็นผู้มีพระคุณ ถึงจะเป็นพ่อของจิซึรุก็ตาม...แต่สิ่งที่อีกฝ่ายทำลงไปให้อภัยไม่ได้เด็ดขาด

 

ชิซุนคิดอย่างหมายมั่น ในสติสัมปชัญญะที่เหลืออยู่ของเธอ คิดเพียงอย่างเดียวคืนการหลุดออกไปจากที่นี่และช่วยเหลือคนอื่นๆ ให้ได้มากที่สุด

 

++++++++++

Talk : เรื่องนี้กะจะให้จบไม่เกินยี่สิบสองตอน ตามนั้นนะคะ เพราะเป็นพล็อตเบาๆ เรื่อยๆ ไม่เน้นทั้งเนื้อหาและเหตุผล

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 31 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

42 ความคิดเห็น

  1. #13 faza205317 (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 11 กันยายน 2561 / 19:37
    มาต่ออีกน้าาาา สนุกมากเลยหาฟิคเรื่องนี้ยากมากกกก
    #13
    1
    • #13-1 Tiaros(จากตอนที่ 16)
      12 กันยายน 2561 / 10:17
      ขอบคุณที่ติดตามมากเลยค่ะ!
      #13-1