Fic Hakuouki : Shiro Tsubaki End.

ตอนที่ 15 : 15 เสียงร่ำร้องในจิตใจ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 293
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 33 ครั้ง
    7 ก.ย. 61

15 เสียงร่ำร้องในจิตใจ

 

 

 

สิ่งที่โอซากิ รินกลัวมากที่สุดไม่ใช่การที่ตัวเองกลายเป็นคนไร้ประโยชน์...บางทีตอนนี้เธออาจจะกำลังกลัวตายมากที่สุดก็เป็นได้

 

ฟังดูเห็นแก่ตัว แต่มันคือความจริง

 

รินไม่ได้เก่งกาจและรวดเร็วเหมือนชิซุน เธอไม่ได้แข็งแกร่งเอาตัวรอดได้อย่างซามูไร เมื่อไรก็ตามที่มีสงครามเกิดขึ้น สิ่งแรกที่ต้องถูกทำลายคือผู้เยียวยาในสนามรบ

 

และเมื่อตระหนักถึงตรงนี้ได้ ขาทั้งสองก็เริ่มล้าที่จะหนีเสียแล้ว

 

เสียงหอบหนักของหญิงสาวอาจจะดังไปทั่วทั้งเส้นถนนที่ทอดยาว หรือไม่ก็อาจจะแผ่วเบาจนบ้านเรือนที่ตั้งอยู่รอบๆ ไม่ได้ยินก็ได้ แม้ว่าความจริงจะรู้อยู่แก่ใจว่าคนพวกนี้เองก็กลัวตายไม่ต่างอะไรจากตัวเอง รินจึงตัดสินใจที่จะวิ่งต่อไป คิดเสียว่ารอบด้านนี้เป็นแค่บ้านร้างที่เข้าไปซ่อนตัวไม่ได้เท่านั้น

 

กล้ามเนื้อกำลังกรีดร้อง—ไม่ได้—หญิงสาวตะโกนร้อง—ล้มตอนนี้ไม่ได้เด็ดขาด เธอยังต้องกลับไปอยู่ ยังมีอีกหลายคนที่รอสมุนไพรจากเธออยู่ที่ฐาน

 

แต่สิ่งที่ไล่หลังเธอมาไม่ใช่ทหารธรรมดาจากฝั่งจักรพรรดิ—เป็นกองทัพราเซ็ตสึที่จ้องจะจับตัวพวกที่ไม่ใช่มนุษย์ไปต่างหาก แม้พวกมันจะไม่ได้เคลื่อนไหวเร็วเหนือมนุษย์ แต่รินก็ไม่ได้มีความสามารถโดดเด่นอะไรพอจะหนีออกมาได้

 

ดวงตาสีเลือดกำลังจับจ้องมาที่เธอ ดูเลื่อนลอยและกระหายเลือดพอๆ กัน ที่ยิ่งกว่านั้นคือพวกมันไม่เหนื่อย

 

แต่รินมาถึงขีดจำกัดเสียแล้ว

 

“...!” หญิงสาวกัดฟันแน่น กอดห่อยาและข้าวของในอ้อมกอดแน่น

 

คาดหวังว่าตัวเองควรจะวิ่งมาไกลพอจะถึงเขตฐานแล้ว แต่ความเป็นจริงช่างโหดร้ายกว่านั้นมาก เมื่อร่างเงาอีกกลุ่มหนึ่งวิ่งออกมาจากทางแยกที่เธอใกล้จะวิ่งไปถึง

 

ประกายสีเงินตวัดทิ้งเป็นเงาสว่างในอากาศ หญิงสาวเบิกตากว้างด้วยความตกใจและตั้งตัวไม่ติด ความเจ็บแล่นพล่านตั้งแต่ท่อนแขนทั้งสองในแนวตั้ง ผ่านขึ้นมาจากปลายคางด้านขวาจนเกือบจะถึงดวงตา

 

เลือดสาดกระเซ็นในอากาศ กระตุ้นความบ้าคลั่งให้กับค่ำคืนนี้จนร้อนระอุ

 

รินเบี่ยงตัวถอยหลัง แม้จะไม่ทันพอจนหลับรัศมีดาบทั้งหมด แต่ตอนนี้เธอก็ยังมีชีวิตอยู่ หญิงสาวสัมผัสได้ถึงเนื้อตัวของตัวเองที่สั่นเทาเหมือนลูกนก มองรอยยิ้มแสยะกว้างของพวกมันที่ล้อมหน้าหลังค่อยๆ คืบคลานเข้ามาช้าๆ

 

ความสิ้นหวังกำลังกัดกินเธอให้ตายทั้งเป็น

 

หมอสาวรู้สึกเจ็บ กลิ่นเลือดของเธอแม้จะไม่ส่งกลิ่นกระตุ้นพวกราเซ็ตสึมากพอเหมือนของจิซึรุ แต่ก็มากพอที่จะทำให้พวกมันมีกำลังมากขึ้นกว่าเก่า

 

ไม่— หญิงสาวถอยหลังจนติดกับกำแพงบ้านหลังหนึ่ง

 

“ออกไป...” เสียงสั่นเครือจนไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นของตัวเอง ห่อยาเปื้อนเลือดของเธอคงจะใช้ไม่ได้เสียแล้ว เท่ากับว่าที่เธอออกไปรับยาตามคำสั่งของหมอมัตซึโมโต้นั่นช่างเปล่าประโยชน์สิ้นดี

 

แต่เธอยังตายไม่ได้—รินร่ำร้องกับตัวเอง—เธอยังไม่อยากตาย

 

ยังมีคนอีกมากมายที่รอยาจากเธออยู่นะ

 

แต่ดวงตาสีแดงก่ำนั้นไม่ได้ให้ผลลัพธ์ที่รินอยากได้เลยสักนิด มันยังคงคืบคลานเข้ามา ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ จนคาตานะจ่ออยู่ที่ผิวเนื้อ สะกิดเพียงนิดเดียวก็เรียกรอยแผลได้อีกที่หนึ่ง

 

รินได้กลิ่นเลือดที่ยังไม่ยอมหยุดไหล แขนของเธออ่อนแรงเกินกว่าจะถือห่อยามากมายได้อีกต่อไป แผลที่แก้มเองก็เจ็บจนต้องหลับตาลงข้างหนึ่ง

 

และในที่สุดแขนทั้งสองข้างก็ละลงข้างลำตัว

 

ห่อยาตกลงพื้นดัง ตุบ

 

ประกายดาบสีเงินเงื้อมขึ้นจนสุดแขน

 

 

 

ฉวะ!

 

 

 

สีแดงฉานสาดกระเซ็นในอากาศ

 

 

หญิงสาวตัวแข็งทื่อ ราวกับถูกสาปโดยปีศาจร้ายไม่ให้ละสายตาไปจากภาพตรงหน้า

 

นั่นไม่ใช่เลือดของเธอ—ไม่เลย

 

แต่เป็นเลือดของราเซ็ตสึพวกนี้ต่างหาก

 

“---!

 

เพราะไม่รู้ตัว เพราะตามการเคลื่อนไหวของปีศาจไม่ทันหรืออาจจะเพราะมัวแต่หลงระเริงในกลิ่นหอมหวานนี้จนประสาทแข็งทื่อก็แล้วแต่ แต่ราเซ็ตสึที่ไล่ตามเธอมาก็เริ่มล้มลงทีละตัวๆ จนพื้นเริ่มเจิ่งนองไปด้วยเลือด

 

เพียงแค่กระพริบตาก็เหลือปีศาจตนนั้นเอาไว้เพียงตนเดียวเสียแล้ว

 

หญิงสาวเหม่อมอง—ไม่ นั่นไม่ใช่ปีศาจ

 

“ท่าน...” คล้ายกับสรรหาคำพูดไม่เจอ เสียงไม่ยอมเปล่งออกจากลำคอ

 

ทำได้เพียงแค่มองชายหนุ่มที่ไม่คาดคิดว่าจะมาอยู่ตรงนี้เท่านั้น

 

โอคิตะ โซจิในชุดตัวบางที่ไม่กันแม้แต่สายลมเย็นเฉียบยามค่ำคืน ในมือถือดาบประจำตัวในมั่นเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดที่ยามนี้ราวกับอาบร่างของเขาให้กลายเป็นสิ่งที่น่าหวาดหวั่นจนรินนึกกลัว

 

ร่างสูงก้าวเข้ามา...จนกระทั่งดวงตาสีแดงกลับเป็นสีเขียวปกติ ก้าวมายืนอยู่ด้านหน้าเธอในระยะประชิด

 

“เจ้ากลับไปช้า...ไม่นึกว่าจะโดนดักทำร้าย ข้าน่าจะเตือนพวกเขาว่าต้องคุ้มกันพวกหมอให้ปลอดภัยด้วย” แม้แต่น้ำเสียงนั้นยังฟังดูนิ่งเรียบผิดจากปกติมากนัก โอคิตะเหลือบมองลงมา จดจ้องไปที่แขนทั้งสองและใบหน้าของเธอที่ยังไม่หายสนิท

 

คล้ายกับเห็นว่าแววตากำลังวาวโรจน์อย่างโกรธเกรี้ยว แต่สิ่งที่ชายหนุ่มแสดงออกมากลับแค่ยกมือขึ้นลูบบริเวณใบหน้าของเธอเท่านั้น

 

“พวกมันทำอย่างนั้นเหรอ?”

 

เหมือนพึ่งจะหาเสียงของตัวเองเจอ

 

“ข้า...ข้าไม่ระวังเอง” หญิงสาวพยายามเสตาหลบ รู้ดีว่ามือที่เชยคางตนขึ้นนี้ไม่ยอมปล่อยตัวเองไปง่ายๆ อย่างแน่นอน “ห่อยาต้องกลับไปเอาใหม่แล้วล่ะ...”

 

ห่อที่ตกอยู่ที่พื้นใช้งานไม่ได้แล้ว กระดาษห่อใหญ่ถูกย้อมสีเลือดไปจนหมด ไม่ต้องเดาสภาพสมุนไพรด้านในรินก็รู้ว่ามันหมดประโยชน์

 

ต้องถามซื้อจากร้านหมอที่พอจะเปิดในเวลานี้บ้าง—ได้มาสักนิดก็ยังดี

 

แต่ก่อนที่จะคิดว่าจะทำยังไงหลังจากนี้ เสียงไอจากชายหนุ่มก็ดึงให้เธอต้องรีบรับตัวเขาที่ล้มลงมาใส่ด้วยความตกใจ โอคิตะไอออกมาอย่างหนัก

 

ลืมไปได้ยังไงว่าคนที่น่าเป็นห่วงที่สุดก็คือคนๆ นี้กันนะ—ใบหน้าของเธอซีดขาว มองกองเลือดที่อีกฝ่ายกระอักออกมากองโตก็มือไม้เย็นเฉียบขึ้นมา

 

“ท่านต้องกลับไปพักผ่อน” รินจับกระแสเสียงของตัวเองได้ว่ามันสั่นเครือแค่ไหน น้ำหนักที่เธอรับอยู่นั้นช่างหนักอึ้งจนก้าวเท้าแทบไม่ออก

 

แขนแกร่งที่โอบไหล่เธอไว้เองก็ไม่ได้ดูแข็งแรงอย่างทุกทีอีกต่อไป

 

...แต่คนดื้อยังไงก็เป็นคนดื้อ

 

“ข้าไม่เป็นอะไร”

 

หญิงสาวเผลอกัดฟันแน่น ยกแขนทั้งสองข้างที่ยังมีเลือดหยดของตัวเองโอบรอบชายหนุ่มเอาไว้แล้วประคองออกจากตรงนั้นจนกระทั่งเจอม้านั่งเล็กๆ ที่ตั้งโดดเดี่ยวอยู่ใต้ต้นไม้ต้นหนึ่ง

 

“ท่านต้องกลับไปพักผ่อน ท่านโอคิตะ”

 

สภาพของพวกเธอทั้งสองดูไม่จืดเลยสักนิด หากจะต้องไปไหนมาไหนด้วยสภาพแบบนี้ทั้งคู่ รินกลัวเหลือเกินว่าเธอคงต้องสูญเสียคนสำคัญของกลุ่มชินเซ็นกุมิไปไม่นาทีใดก็นาทีหนึ่ง

 

ต้องสูญเสียโอคิตะ โซจิไป—แบบนั้นรินยอมไม่ได้เด็ดขาด

 

แต่ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะไม่ยอมให้ความร่วมมือเลยสักนิด ดวงตาคมสีเขียวคล้ายกับทอแสงสีแดงอยู่ตลอดเวลา ยามเงยหน้าจ้องมองที่เธอนั้นมีหลากหลายความรู้สึกจนหญิงสาวต้องหันหน้าหนี

 

ไม่...อย่ามองแบบนั้น—รินคิด

 

ความดื้อรั้น

 

ความโกรธเคือง

 

และอีกอย่างหนึ่งที่โอคิตะมักจะมองเธออยู่ตลอดเวลา...เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดยที่ไม่มีใครรู้ตัว และคงอยู่อย่างนั้นจนกลายเป็นความชาชิน

 

เป็นสิ่งที่ทำให้โอซากิ รินรู้สึกว่าตัวเองแพ้ทุกครั้ง

 

“ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็ต้องกลับด้วย” ชายหนุ่มว่าเสียงราบเรียบแกมบังคับ “เราจะส่งคนออกมาเอาของทีหลัง คืนนี้อันตรายเกินไปที่จะปล่อยเจ้าเดินเตร่คนเดียวแล้ว”

 

“แต่...!เป็นเพราะข้า— หญิงสาวอยากจะเอื้อนเอ่ยให้จบ แต่นิ้วเรียวที่ยกขึ้นจรดริมฝีปากของเธอนั้นก็ทำให้ทุกอย่างชะงักแม้แต่ร่างกายที่กำลังหมดเรี่ยวแรง

 

ใบหน้าของโอคิตะดูจริงจังไม่ต่างจากคืนนั้นเลยแม้แต่น้อย มือใหญ่ดึงใบหน้าหญิงสาวให้โน้มลงมาใกล้จนปลายจมูกชนกัน

 

ดวงตาของอีกฝ่ายกลายเป็นสีแดง

 

“นี่ไม่ใช่คำขอร้อง โอซากิ ริน”

 

สัมผัสชื้นแฉะแตะที่ข้างแก้ม รสคาวเลือดจากบาดแผลไหลลงสู่ลำคอของผู้กระทำอย่างถือวิสาสะ

 

รินรู้สึกเย็นวาบที่สันหลังขึ้นมาทันที เธอจ้องมองรอยยิ้มหยักลึกที่อยู่ใกล้แค่เส้นบางๆ คั่นด้วยความสับสน โอคิตะไม่ได้เอียงใบหน้าไปกระซิบที่ข้างหู เขาไม่แม้แต่จะเบี่ยงใบหน้าตัวเองออกไปสักทีจนเธอเริ่มหายใจติดขัด

 

ใกล้เกินไป...ใกล้จนเห็นแม้แต่ความกระหายเล็กๆ ที่อีกฝ่ายพยายามซ่อนไว้หลังใบหน้าแย้มยิ้ม

 

ความต้องการที่เอาแต่ใจ และความกระหายที่เกิดจากสัญชาตญาณกระหายเลือด

 

“กลับ...ก่อนทีข้าจะหมดความอดทน”

 

ไม่ใช่คำขอร้อง...แต่คือคำสั่งที่แสนเอาแต่ใจ

 

ทุกอย่างไม่ได้จบอยู่ที่แค่คำพูดเมื่อชายหนุ่มก้มลงแล้วลิ้มรสเลือดที่เปรอะเปื้อนรอบบาดแผลบนใบหน้าของเธอ

 

แขนทั้งสองถูกรั้งเข้าหา ร่างกายแนบชิดจนรู้สึกร้อน

 

นี่คือการบังคับ และรินเองก็ทำตามแทบจะทันที “ได้...” ว่าพร้อมเบี่ยงใบหน้าหลบริมฝีปากของอีกฝ่ายที่ประดับรอยยิ้มเจ้าเล่ห์เอาไว้

 

ช่างฉวยโอกาสจนน่าโมโห

 

โอคิตะ โซจิ ไม่ควรถูกมองเป็นคนป่วยและอ่อนแออย่างที่รินคิดจริงๆ เสียด้วย ชายหนุ่มยิ้มกว้าง ปล่อยมือจากแขนของเธอมาโอบกอดแทน ร่างของรินจมลงไปจนแทบหายใจไม่ออก

 

ถูกกอดแน่นราวกับกลัวว่าเธอจะหายไป

 

“เด็กดี ท่านหมอ...” เสียงทุ้มกระซิบที่ข้างหู “ทีนี้ก็หลับเสียนะ”

 

“เอ๋...?”

 

ปึก!

 

ยังไงทันที่จะเงยหน้าขึ้นมอง ความเจ็บก็แล่นพล่านจากท้ายทอยเสียแล้ว หญิงสาวรู้สึกโดนประคองให้นอนลง เอนหลังพิงกับต้นไม้อย่างคนไร้เรี่ยวแรงที่กำลังจะหมดสติ

 

“ทำ...อะไร...”

 

ภาพเบลอเกินไป ได้ยินแค่เสียงปลอบอย่างอ่อนโยนจากที่ไกลๆ เท่านั้นว่า “เราจะกลับด้วยกันนะ รอข้าอีกสักครู่เท่านั้น”

 

ฝ่ามือใหญ่ลูบที่ใบหน้าของเธออย่างอ่อนโยน สัมผัสนุ่มนวลที่หน้าผากเพียงเสี้ยววินาทีก่อนที่จะเห็นแผ่นหลังใหญ่ของหัวหน้าหน่วยที่ 1 ไกลออกไป เผชิญหน้ากับเงามืดหลายร่างที่เดินโซเซเข้ามาหาพร้อมประกายตาสีแดงฉาน

 

สิ่งสุดท้ายที่รินเห็นคือคาตานะของโอคิตะที่ถูกยกขึ้น

 

 

+++++++++++++

 

 

โอคิตะ โซจิกำลังถามตัวเองอยู่ว่าเขามัวมานั่งทำบ้าอะไรอยู่ที่นี่

 

ชายหนุ่มมองชุดที่ถูกพับอย่างดีไว้ที่ข้างๆ ฟูกของตัวเอง ข่าวเรื่องที่รองหัวหน้าปีศาจ ฮิจิคาตะ โทชิโซบาดเจ็บสาหัสแพร่สะพัดไปทั่วฐานทัพ ขวัญกำลังใจของทหารที่เคยอยู่ในกลุ่มชินเซ็นต่างกระเจิงไปคนละทิศ ในตอนนี้ด้านนอกกำลังวุ่นวายไปหมด

 

แตกต่างจากห้องพักของเขาที่เงียบสนิท บริเวณโดยรอบถูกสั่งห้ามไม่ให้ใครเข้ามาตั้งแต่เมื่อคืนที่ชายหนุ่มกลับเข้ามาพร้อมร่างไม่ได้สติของหมอสาวแล้ว โอคิตะต้องโดนหมอมัตสึโมโตะโกรธแน่ๆ ที่ลักพาตัวหมอมือดีมาโดยพละการ

 

แต่นั่นก็ไม่ได้สำคัญต่อเขานักหรอก—สิ่งที่เขาต้องการไม่ใช่การดูแลที่ต้องกักขังเขาไว้ที่นี่

 

แล้วตัวเขา...ที่ตอนนี้ทำอะไรไม่ได้นอกจากนอนอยู่บนฟูกนั้นยิ่งน่าเจ็บใจเป็นเท่าตัว

 

ตัวเขา...ที่ตอนนี้ไม่มีประโยชน์อะไรเลย

 

โอคิตะสงสัยเหลือเกินว่าตัวเขาในตอนนี้ กำลังทำอะไรอยู่กันแน่

 

ยามก้มมองหญิงสาวที่กำลังตกอยู่ในห้วงนิทรา คำพูดในคืนนั้นมักจะย้อนกลับมาอยู่เสมอ

 

ชีวิตของข้าไม่ควรนอนรอความตายอยู่บนฟูกนี่—ใช่หรือเปล่า?

 

ดาบของเขา...ไม่ว่าจะตอนไหนเขาก็ยังสู้ไหวเสมอ แม้ว่าศัตรูจะมีมากมายหรือฝีมือร้ายกาจขนาดไหน

 

ข้ายังสู้ไหวอยู่

 

มือหนาเอื้อมไปจับชุดที่อยู่ข้างฟูกนอน มองแสงอาทิตย์แรกที่เริ่มโผล่พ้นขึ้นมาจากขอบฟ้าราวกับเป็นสัญญาลักษณ์ของการเริ่มต้นใหม่แล้วก็อยากจะยิ้มเยาะเย้ยเสียเหลือเกิน สำหรับเขาที่เป็นราเซ็ตสึแล้ว มันช่างแสบตาเจิดจ้าเกินกว่าจะเดินอยู่ท่ามกลางความอบอุ่นนั่นแล้ว

 

เพราะตัวเขาในตอนนี้...ยืนอยู่คนเดียว ท่ามกลางสมรภูมิที่เหล่าเพื่อนพ้องกำลังหลั่งเลือดและสละชีวิต หากคิดแบบนั้นแล้วแม้แต่แสงอาทิตย์ที่แสนเจิดจ้านี้ก็ไม่อาจจะมาห้ามเขาได้

 

เพียงแต่เมื่อหันกลับไป ดาบทั้งสองกลับอยู่ในอ้อมแขนของคนที่ควรจะหลับอยู่เมื่อครู่...โอซากิ รินเงยหน้ามองเขาด้วยใบหน้านิ่งเรียบ บาดแผลเมื่อคืนสมานกันจนหายสนิท ดวงตาของนางกำลังปกคลุมไปด้วยม่านหมอกไม่ให้เขาอ่านออกว่านางกำลังคิดจะทำอะไรอยู่

 

จะเอ่ยรั้งเหรอ...ไม่หรอก นางไม่ทำแบบนั้นหรอก รินไม่เคยแม้แต่จะอ้อนวอนหรือขอร้องให้เขาทำเรื่องที่ไม่อยากทำ

 

โอคิตะรู้ดีว่านางจะทำอะไร—ตั้งแต่เมื่อไรกันนะที่เขารู้ดีที่สุดว่านางกำลังคิดอะไรอยู่

 

รอยยิ้มถูกแต่งแต้มบนใบหน้าขาวซีดของเขา เท้าก้าวเดินเข้าไปหาและรับดาบทั้งสองมาคาดไว้ที่เอว...การเตรียมการทุกอย่างพร้อมแล้ว

 

“ไปกันเถอะ” หญิงสาวเอ่ย เผยรอยยิ้มอ่อนโยน “ไปในที่ๆ ท่านจะไป ท่านโอคิตะ”

 

แววตาไม่มีการตำหนิ—เขามองเห็นแต่ความมุ่งมั่นแฝงอยู่ในนั้น

 

โอคิตะยิ้ม—ในยามนี้เขาไม่ต้องการกรงขังอีกต่อไปแล้ว

 

เท้าก้าวเดิน

 

“อืม ไปกันเถอะ”

 

มือจับมือของหญิงสาว สู่เส้นทางที่ต่อจากนี้จะไม่สามารถหันหลังกลับได้

 

“ท่านหมอของข้า”

 

++++++++

ตอนแรกว่าจะแต่งสองพาร์ท รู้ตัวอีกที อ้าวสิบหน้าแล้วค่ะ

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 33 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

42 ความคิดเห็น

  1. #12 faza205317 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 11 กันยายน 2561 / 19:31

    อย่าตายน้าาาาาา
    #12
    1
    • #12-1 Tiaros(จากตอนที่ 15)
      12 กันยายน 2561 / 10:17
      เกิดเป็นทุกคน ต้องสตรอง!
      #12-1