Fic Hakuouki : Shiro Tsubaki End.

ตอนที่ 12 : 12 ความฝันที่แสนหวาน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 395
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 49 ครั้ง
    8 ส.ค. 61

12 ความฝันที่แสนหวาน

 

 

 

สีขาวดั่งหิมะบริสุทธิ์

 

ประทานพรรับแก่ผู้เป็นที่รักใคร่

 

 

 

โอคิตะ โซจิถูกยิง—ข่าวร้ายที่สุดหลังจากที่ได้ข่าวมาว่าคอนโด อิซามิถูกลอบทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัส โอซิกิ รินถูกเรียกตัวด่วนไปที่ฐานให้เร็วที่สุด เพราะดูเหมือนคนไข้ที่นั่นจะมีมากล้นจนหมอมัตซึโมโต้จะรับมือไม่ไหวแล้วเช่นกัน

 

ชิซุนพาเพื่อนสาวไปถึงในฐานในชั่วพริบตา เพราะเร่งรีบจึงไม่มีเวลาจะเข้าไปทางประตูหน้าที่ต้องผ่านคนเฝ้ายาม หญิงสาวเลือกที่จะมาปรากฏตัวที่หน้าห้องที่เหล่าหัวหน้าหน่วยรวมตัวกันอยู่เลย ทันทีที่เท้าแตะพื้น หมอสาวก็รีบพุ่งพรวดเข้าไปด้านในโดยไม่มีการกล่าวทักทายใดๆ ทั้งสิ้น ใบหน้าของอีกฝ่ายนิ่งสนิทจนน่าเป็นห่วง

 

เรี่องที่โอคิตะดื่มน้ำโอจิมิซึเข้าไปนั้นนับว่าน่าตกใจอยู่ไม่น้อย แต่แผลที่ถูกยิงกลับไม่สมานอย่างทุกครั้ง ครั้งนั้นก็น่าตกใจยิ่งกว่า พอจะถามว่าใครอยู่ในเหตุการณ์ก็มีแค่โทโด เฮย์สึเกะกับจิซึรุเท่านั้น

 

เด็กสาวเล่าให้ฟังว่าเพราะตัวเธอมองไม่เห็นมือปืนที่แอบซุ่มอยู่หลังลังไม้ โอคิตะที่กำลังต่อสู่อยู่กับใครสักคนจึงเอาตัวเข้ามาบังไว้จนได้รับบาดเจ็บแทน ส่วนสองคนที่ลงมือนั้นยังลอยนวลอยู่

 

“จะว่าไปแล้ว ทำไมเขาถึงได้ดื่มน้ำโอจิมิซึล่ะ?” ชิซุนถาม ขมวดคิ้วน้อยๆ เหลือบมองเงาของเพื่อนสาวที่กำลังวุ่นกับการทำอะไรสักอย่างอยู่ข้างๆ หมอมัตซึโมโต้ “ถึงร่างกายจะอ่อนแอลง แต่ช่วงหลังมานี้ก็พอจะทรงตัวอยู่บ้าง...เกิดอะไรขึ้นมาถึงได้รีบร้อนแบบนี้กัน?”

 

น้ำโอจิมิซึแค่ทำให้มนุษย์ก้าวข้ามขีดจำกัดของร่างกายไปเท่านั้น แต่โรคที่อีกฝ่ายเป็นอยู่นั้นใช่ว่าจะหายขาดได้จริงๆ เสียหน่อย อะไรที่ทำให้คนที่เคยรอบคอบสะเพร่าถึงขนาดนี้กัน?

 

“อาจจะเป็นเพราะ...ไปแก้แค้นให้คุณคอนโดก็ได้ค่ะ” เด็กสาวว่าเสียงเศร้า ชิซุนสังเกตใบหน้าน่ารักที่พักหลังมานี้ดูทรุดโทรมลงแล้วก็ได้แต่ลูบหัวปลอบใจ เธอนั้นคงปลอบอะไรไปก็คงไม่มีประโยชน์

 

เพราะตอนนี้ไม่มีที่ไหนที่จะสงบอีกต่อไปแล้ว ชินเซ็นกุมิกำลังรับศึกหนัก กองกำลังโดนตัดขาดเหลือไม่มาก แล้วยังตระกูลซัตสึมะที่เข้าร่วมกับโจชูอีกนั่นล่ะ

 

“ได้พักบ้างหรือเปล่า จิซึรุ?” หญิงสาวโยกหัวอีกฝ่ายเบาๆ ก่อนจะหันไปหาทุกคนที่ยังไม่หายเคร่งเครียดก็ต้องพูดขึ้นมาว่า “พวกเจ้าด้วย ถ้าไม่พักก็จะแย่เหมือนกันนั่นแหละ”

 

“เวลาแบบนี้ใครมันจะหลับลงกันล่ะ!” เฮย์สึเกะว่าเสียงดัง เด็กหนุ่มชกหมัดลงกับหน้าขาตัวเองอย่างเจ็บใจ “ทั้งคุณโอคิตะ ทั้งคุณคอนโดเองก็ด้วย! เจอเรื่องแบบนี้มาพวกข้าก็เป็นห่วงเหมือนกันนะ!

 

หญิงสาวหรี่ตา เอียงคอแล้วเปรยเสียงเรียบว่า “เป็นเด็กไม่ดีเลยนะ เจ้าน่ะ”

 

“หา!

 

แต่หญิงสาวละความสนใจออกมาแล้ว เมินเสียงโวยวานเสียสนิท เธอยกมือที่โยกศีรษะเด็กสาวออก ก่อนจะเคาะลงที่หน้าผากของจิซึรุเบาๆ

 

ประกายเย็นเฉียบตกกระทบผิวหนังจนเด็กสาวต้องอุทานออกมาว่า “เย็น!

 

ชิซุนยกยิ้มมุมปากนิดๆ มองเด็กสาวที่ลูบหน้าผากตัวเองป้อยๆ “เย็นน่ะถูกแล้ว” โบกมืออีกครั้งเหนือฝ่ามือของเด็กสาว ก่อนที่เกล็ดหิมะจะร่วงหล่นลงมา

 

เป็นการปลอบแบบเด็กๆ ที่ชอบทำ ซึ่งก็ได้ผลชะงักที่เด็กสาวละความสนใจออกมาจากสองคนที่บาดเจ็บได้ “เอาล่ะ ทีนี้เจ้าก็ไปพักได้แล้วล่ะ”

 

“เอ๋?”

 

ชิซุนเหลือบไปมองรองหัวหน้าหน่วยที่ยังนั่งกอดอกอยู่อีกฝั่งของวงสนทนา อีกฝ่ายคล้ายจะรับรู้ว่าเธออยากจะสื่ออะไรถึงได้พยักหน้าเข้าใจออกมา “ที่ว่ามาก็ถูก พรุ่งนี้เรายังมีอะไรให้ทำอีกมาก จะมามัวนั่งเสียเวลาไปเปล่าๆ ไม่ได้...เจ้าด้วยเฮย์สึเกะ ไปพักซะ”

 

และถึงมีความไม่พอใจอยู่ในสีหน้าของเด็กหนุ่มสักเท่าไร แต่ด้วยคำสั่งของรองหัวหน้าที่ตอนนี้ถือเป็นคำขาดแล้ว ทุกคนก็ต้องปฏิบัติตามอยู่ดี ถึงแม้ว่าราเซ็ตสึจะใช้ชีวิตในตอนกลางคืน อีกฝ่ายจึงเลือกที่จะออกไปลาดตระเวนอีกครั้งก็ตาม แต่ที่เหลือก็ยอมแยกย้ายตามที่ฮิจิคาตะสั่งมาโดยไม่คัดค้านสักคำ

 

หญิงสาวเงยหนึ่งขึ้นมองบนฟ้า ใกล้จะเลยเที่ยงคืนเต็มที ชิซุนพาเด็กสาวมาส่งที่ห้องพร้อมรอจนกว่าอีกฝ่ายจะหลับด้วยตาตัวเอง

 

เธอลองสังเกตดูอีกครั้ง และยังพบว่าจิซึรุยังคงเคร่งเครียดและมีเรื่องบางอย่างอยู่ในใจ

 

เห็นดังนั้นแล้วก็นึกบางอย่างขึ้นมาได้ เป็นเรื่องสมัยก่อนพึ่งจะได้เจอกับเด็กคนนี้ใหม่ๆ

 

อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมาน้อยๆ

 

“จิซึรุ คิดอะไรอยู่ในใจเหรอ?”

 

เด็กสาวยิ้มบางๆ มาให้ เป็นรอยยิ้มที่เศร้าสร้อยและห่อเหี่ยว “กำลังคิดว่ามันไม่ยุติธรรมกับพวกเขาน่ะค่ะ...”

 

“พวกหัวหน้าหน่วยพวกนั้นน่ะเหรอ?”

 

จิซึรุพยักหน้า “ข้าแค่คิดว่าพวกเขาไม่สมควรได้รับสิ่งแย่ๆ แบบนี้...บางครั้งข้ามองพวกเขาแล้วก็คิดถึงตัวเองตอนที่ยังอยู่กับท่านพ่อขึ้นมาไม่ได้--มีชีวิตที่ธรรมดา ทำสิ่งที่อยากทำ ไม่ต้องมาคิดมากและจงรักภักดีกับใคร...จนเผลอคิดขึ้นมาไม่ได้ว่าอยากให้พวกเขาได้รับสิ่งเหล่านั้นบ้างเท่านั้นเอง”

 

เพราะสงครามในครั้งนี้ เพราะความสูญเสียที่ได้เจอและเพราะความผูกพันมากมายที่ทำให้เจ็บปวด—เมื่อมองคนเหล่านั้นที่ราวกับถูกขังอยู่ในความฝันที่เคยวาดฝันไว้ ถูกขังไว้ในสิ่งหลอกลวงที่กดดันให้ต้องทำสิ่งที่ไม่อยากให้ทำ โดยหยิบยื่นสิ่งที่ต้องการไว้ที่ปลายทาง

 

ถึงจะมองว่าเป็นการทำเพื่อการก้าวสู่ความฝัน แต่คนที่เจ็บปวดที่สุดคือคนที่เฝ้ามองอยู่ข้างๆ โดยที่ไม่เข้าไปเกี่ยวข้องหรือขัดขวางใดๆ สินะ

 

เพราะหวังดีถึงได้ปรารถนาแบบนั้นออกมา—เป็นเด็กสาวที่จิตใจดีเหลือเกิน

 

“อยากให้พวกเขามีชีวิตที่สงบสุขเหรอ?” อดไม่ได้ที่จะขอความกระจ่าง “โดยทิ้งทุกอย่างที่ทำมาทั้งหมดไว้?”

 

“ไม่หรอกค่ะ แบบนั้นคงจะทำให้พวกเขาเจ็บปวดแน่ๆ” จิซึรุส่ายหัว เด็กสาวกอดตัวเองแน่น “แค่คิดว่า...ถ้าสงครามจบลง เรื่องทุกอย่างจบลงแล้ว ที่ไหนสักแห่ง ที่พวกเขาจะเป็นตัวพวกเขาเอง โดยที่ทุกคนจะไม่มองว่าเป็นใครมาก่อนน่ะค่ะ”

 

“เจ้าอยากให้พวกเขาได้รับสิ่งเหล่านั้นสินะ?”

 

“แค่คิดว่า...ถ้าเป็นไปได้ก็ดีมากเลยน่ะค่ะ” จิซึรุหัวเราะแห้ง “...ฉันหวังจากใจเลยล่ะ”

 

เป็นเด็กดีจริงๆ เลยนะ—หญิงสาวคิด พลางโยกหัวอีกฝ่ายเล่น “แต่ตอนนี้หลับได้แล้ว”

 

จิซึรุมองด้วยความแปลกใจ “ท่านไม่ค้างที่นี่เหรอคะ?”

 

หญิงสาวส่ายหน้าให้เป็นคำตอบ เธอบอกแค่ว่ายังมีอะไรอีกมากมายที่จะต้องทำหลังจากนี้ อย่างน้อยก็ต้องกลับไปที่ร้านของรินเพื่อไปเอายาบางชนิดที่เพื่อนสาวต้องการมาให้ด้วย

 

ถึงจะโกหกไป เด็กสาวก็มองไม่ออกอยู่ดี

 

“นอนเถอะ เด็กดีจิซิรุ” เธอว่าก่อนจะหันหลังให้ “บางทีถ้าเป็นเด็กดีฟังที่ข้าพูด เจ้าอาจจะได้จมสู่ห้วงฝันอันแสนหวานนั้นก็ได้”

 

แม้จะรู้ว่าต้องถูกถามกลับอีกแน่ๆ แต่ชิซุนก็ไม่ได้รอให้เด็กสาวได้มีโอกาสถาม ร่างของเธอหายไปจากตรงนั้นเสียแล้ว

 

การออกมาจากฐานของซามูไรยังคงเหมือนมาตอนขามา ไม่มีใครเห็นเงาของเธอแม้แต่ปลายเส้นผม ใช้เวลาไม่นานก็มาปรากฏตัวอีกครั้งที่หน้าร้านเล็กๆ ตรงหัวมุมถนนคิวแล้ว ในยามนี้ร้างผู้คนที่จะรับรู้ว่าเธอมาปรากฏอยู่ตรงนี้ หญิงสาวเลื่อนประตูเปิดเข้าไปด้านใน ความมืดมิดเข้าโอบล้อมไม่ต่างจากด้านนอกที่ถูกปกคลุมด้วยหมอกหนา

 

ชิซุนก้าวเข้าไป ไม่คิดที่จะจุดเทียนขึ้นมาส่องสว่าง เดินเข้าไปในห้องนอน ฟูกที่ปูทิ้งไว้ยังไม่เรียบร้อยสมบูรณ์นัก

 

หญิงสาวทิ้งตัวลงไป ก่อนจะหลับสนิทในทันที

 

“ง่วงจัง...”

 

 

 

กลับไปที่ความฝันอีกครั้ง ก่อนที่จะเจอกับจิซึรุ ก่อนที่จะวิ่งหนีออกมาจากหมู่บ้าน ก่อนที่จะตัดสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านที่ไปมาหาสู่กันมานานแสนนาน ในตอนที่หมู่บ้านเล็กๆ ที่ตั้งติดริมหน้าผายังเป็นหมู่บ้านอย่างสมบูรณ์พร้อม

 

ที่ตรงนั้นอาจจะเรียกว่าทะเลสาบก็ได้ มันเป็นสถานที่โปรดปรานของเธอที่อยู่ใกล้ๆ กับหมู่บ้าน เป็นที่ๆ ไม่ค่อยจะมีคนเข้ามาพบนัก

 

หญิงสาวก้าวเท้า กระโดดเล่นไปรอบๆ ได้ยินเสียงหัวเราะของเพื่อนสนิทที่อยู่ที่นั่นด้วย ประกายแสงของธรรมชาติรอบตัวเปล่งประกายสวยงาม

 

ยังคงเป็นตอนที่ยังไม่รู้ประสา ยังเป็นแค่โยเซขี้แกล้งที่จะออกไปเล่นที่หมู่บ้านใกล้ๆ แกล้งเด็กเล็กๆ ที่ไม่ยอมกลับบ้านตอนเย็นไปตามประสา ซ่อนหาเพื่อไม่ให้ใครหาตัวเจอ

 

ความฝันแสนหวานที่น่าคิดถึง—จนบางครั้งก็เกิดความคิดว่าอยากจะจมลงไปเรื่อยๆ แล้วไม่อยากฟื้นขึ้นมาเจอกับความเป็นจริง

 

แต่แล้ว--ก็เป็นตอนที่เจอเข้ากับมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง หญิงสาวไม่แน่ใจนักว่าเป็นตอนไหน เธอเข้าไปใกล้อีกฝ่าย รู้สึกเป็นห่วงขึ้นมาเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายบาดเจ็บที่ขา ร้องโอดครวญเจ็บปวด—คงเพราะเข้ามาเก็บของป่าจนพลัดตกหน้าผาลงมาแน่ๆ

 

ปรึกษากับเพื่อนสนิทที่ไปเจอเข้าด้วยกัน ก่อนจะลงความเห็นอย่างสงสารว่าจะรักษาให้ แลกกับการไม่ให้บอกใครคนอื่นว่ามาเจออะไรที่นี่

 

เพราะไร้เดียงสาเกินไป เพราะใจดีเกินไป หลงเข้าใจผิดว่ามนุษย์นั้นมีแต่คนดีๆ ที่ตนเคยเจอ

 

จนไม่นึกว่าคนที่ตนปล่อยไปนั้นจะเอาเรื่องนี้ไปบอกใครคนหนึ่งที่มีอิทธิพล ต้องการและกำลังตามหาตัวตนที่เป็นปริศนานี้...แล้วสุดท้ายก็นำเรื่องร้ายแรงมาสู่หมู่บ้านโดยไม่รู้ตัว

 

ครั้งแรกนั้นพอจะขับไล่ไปได้ เพราะมีเพื่อนบ้านที่แข็งแกร่งคอยช่วยเหลือ

 

แต่เพราะความไม่เชื่อใจที่เริ่มฝังรากลึกลงในจิตใจของโยเซที่ไม่เคยพานพบเรื่องแบบนี้มาก่อน จิตใจที่อ่อนแอย่อมถูกอารมณ์พัดพาได้โดยง่าย...ดังนั้นจึงไม่เชื่อใจใครอีกต่อไป

 

ปิดกั้นตัวเอง ขับไล่แม้แต่คนที่หวังดีด้วยและสุดท้าย...ก็พบกับจุดจบเข้าจริงๆ

 

เป็นกลิ่นควันไฟ—หญิงสาวคิดแบบนั้นในขณะที่วิ่งหนี เป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่าแข้งขาอ่อนแรงและวิ่งช้าจนโดนตามทัน ถูกฟันเพราะขัดขืน เลือดสาดกระเซ็น ความเจ็บปวดทั่วทั้งตัวจนร้องไม่ออก

 

ตัวเองในตอนนั้นคิดอยู่ตลอดว่าจะตายตอนไหนกันแน่

 

เมื่อเหลียวมองด้านหลังที่ลุกท่วมด้วยเปลวเพลิง ก็พบเข้ากับรอยยิ้มร้ายกาจที่ฝังลึกเข้าไปในจิตใจ ก่อนที่ดาบจะฟาดฟันลงมาในขณะที่หนีมาริมหน้าผาพอดิบพอดี

 

ร่างร่วงหล่นลงไป กรีดร้องออกมาอย่างไร้เสียง

 

ก่อนที่ภาพจะวูบกลับมาเป็นฟูกยับๆ ที่เผลอนอนทับเมื่อคืน

 

“อ่ะ...”

 

กระแสเสียงหอบหนักนิดๆ หัวใจเต้นเร็วจนได้ยินอยู่ข้างหู ชิซุนลุกขึ้นมานั่งพร้อมปรับลมหายใจให้เป็นปกติ ใบหน้าขาวซีดจนน่าเป็นห่วง

 

“เผลอหลับไปงั้นเหรอ?”

 

นานเท่าไรแล้ว?—คิดได้ดังนั้นก็รีบลุกขึ้นไปเปิดดูสถานการณ์ด้านนอกที่ดูเงียบผิดปกติ

 

คิ้วเรียวขมวดมุ่นทันทีเมื่อเห็นถนนที่ไร้ผู้คน ลางสังหรณ์เริ่มร่ำร้องบอกให้เธอรีบออกจากที่นี่ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่เพราะเสียงปืนที่ดังเรียกความสนใจเธอขึ้นเสียก่อน หญิงสาวไม่รีรอที่จะไปทางนั้นให้เร็วที่สุด

 

เกิดอะไรขึ้น?—หรือเธอหลับไปนานขนาดไหนกัน?

 

แล้วคนอื่นๆ ตอนนี้อยู่ที่ไหน?

 

วิ่งให้เร็วที่สุด หลบซ่อนในทุกมุมเพื่อไปที่ฐานที่มั่นให้เร็วที่สุด ชิซุนรับรู้ได้ว่าร่างตัวเองกำลังรู้สึกสั่นกลัว ทั้งเปลวเพลิง เสียงร้องและเสียงปืนซ้อนทับกับความทรงจำในอดีตจนไม่สามารถทำใจให้สงบได้อีกต่อไป

 

ต้องหาพวกเขาให้เจอ คราวนี้จะต้องไม่หนีไปคนเดียวอีก

 

แต่ว่า—ทุกอย่างไม่เคยราบรื่นอย่างที่เธออยากให้มันเป็น

 

“เอ๋ ยังมีโยเซเหลืออยู่แถวนี้อีกเหรอ?”

 

!

 

ทันทีที่หยุดเท้าลงจนฝุ่นตลบ เงยหน้าไปมองยังต้นเสียงที่ยังเป็นเพียงแค่เด็กหนุ่มที่สูงเท่าคางของตัวเองก่อนจะต้องเบิกตากว้างขึ้นกว่าเก่า

 

“จิซึรุ?”

 

ไม่...ไม่ใช่จิซึรุ หญิงสาวก้าวถอยหลังด้วยความระแวดระวัง มองเด็กหนุ่มที่สวมชุดตะวันตกสาวเท้าเข้ามาด้วยความไม่วางใจ มองใบหน้าที่เหมือนน้องสาวของตัวเองราวกับแกะแล้วก็ต้องสับสน

 

พี่น้องอย่างนั้นเหรอ?

 

แต่ทำไมเธอถึงไม่เคยได้ยินจิซึรุพูดอะไรออกมาเลยล่ะ?

 

“เจ้าเป็นใคร?”

 

อีกฝ่ายแสยะยิ้มร้าย เป็นรอยยิ้มที่ไม่เข้ากับใบหน้าของตัวเองเลยแม้แต่น้อย

 

แม้แต่บรรยากาศรอบตัวที่ดูอันตรายนั่นก็ด้วย

 

“นางุโมะ คาโอรุ” เด็กหนุ่มคนนั้นว่า ชักดาบที่เหน็บข้างเอวนั้นออกมาแล้วชี้มาประชิดที่ลำคอของเธอ “มาด้วยกันหน่อยสิ ท่านหญิง”

 

ชิซุนขมวดคิ้ว ถามออกไปเสียงเรียบว่า “มีเหตุผลอะไรที่ข้าต้องไป?”

 

พยายามมองหาทางหนี แต่นอกจากความเร็วที่คิดว่าอีกฝ่ายคงจะตามทันแน่ๆ แล้วรอบด้านก็ไม่มีอะไรสักอย่าง เสียงปืนยังดังมาเรื่อยๆ พร้อมเสียงระเบิดบ้างเป็นบางครั้ง

 

สถานการณ์ไม่ดีเอาซะเลย—หญิงสาวเอียงคอหลบดาบที่แนบเข้ามาใกล้จนบาดเข้าผิวหนัง เลือดสีแดงเข้มไหลลงมาเปื้อนขอบชุด ถึงแม้ว่าเธอจะรักษาแผลเองได้ก็ตาม แต่ตอนนี้คิดว่าแผลแค่นี้ก็คงใช้เวลาสักห้านาทีกว่าจะหายสนิท

 

แต่เด็กหนุ่มกลับสังเกตเห็น คาโอรุหัวเราะออกมาคล้ายเยาะเย้ย “สุขภาพไม่ค่อยดีเลยนะ”

 

ทำเอาอดขมวดคิ้วด้วยความไม่สบอารมณ์ไม่ได้ สายตากลับมาจดจ้องที่อีกฝ่ายอีกครั้งเมื่อหาทางหนีไม่พบ

 

มีแต่ต้องสู้เท่านั้นสินะ—หญิงสาวคิดในใจ

 

“ไม่น่ารักเอาซะเลยนะ” เธอว่า

 

โดยไม่รอให้เกิดการพลั้งเผลอขึ้นก่อน หญิงสาวก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวอย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกับเด็กหนุ่มที่ก้าวเข้ามาประชิดตัวในจังหวะเดียวกัน ชิซุนกัดฟันเมื่อใบดาบบาดที่ต้นคอลึก รู้สึกแสบขึ้นทุกขณะก่อนจะเอื้อมมือเข้าจู่โจมอีกฝ่ายที่ใบหน้าโดยตรง

 

ความเย็นยะเยือกแผ่ซ่านเข้าสู่ผิวหนัง

 

!

 

เป็นฝ่ายเด็กหนุ่มที่ต้องกระโดดถอย ยกมือขึ้นปิดใบหน้าซีกซ้ายด้วยความเจ็บปวด “เจ้า!” ขึ้นเสียงด้วยความโกรธเกรี้ยวก่อนจะตั้งดาบขึ้นอีกครั้ง “ไม่ยอมมาด้วยดีๆ ก็ต้องใช้กำลังล่ะ!

 

ทันหรือเปล่า? หญิงสาวถอยกลับมาด้านหลัง มองดาบที่แทงเข้ามาใกล้เรื่อยๆ ด้วยความหวาดหวั่น—หรือจะโดนแทงอีกรอบกัน?

 

แต่ทิศทางดาบนั้นใกล้กับหัวใจเกินไป—ถ้าถูกแทงตรงนั้นล่ะก็ แย่แน่ๆ

 

ในขณะที่คิดแบบนั้น ท่ามกลางความหวาดกลัวที่ก่อเกิดขึ้นมาในใจอย่างรวดเร็ว ก็มีสายเงาร่างหนึ่งกระโดดเข้ามาขวางตรงกลางไว้เสียก่อน ชิซุนเบิกตากว้างมองคนที่มารับการโจมตีแทนเธอ ได้ยินเสียงสบถหยาบคายของเด็กหนุ่มที่เกิดความผิดพลาดขึ้นเช่นกัน

 

ชิซุนจำได้ คนที่มาช่วยเธอคือคนที่อยู่ข้างกายคาซามะตลอด

 

อามากิริถือใบดาบไว้นิ่งงัน ใบหน้าของอีกฝ่ายยังคงตายด้านไร้อารมณ์อย่างทุกครั้งที่ได้พบ น่าแปลกใจเหลือเกินที่จู่ๆ อีกฝ่ายก็โผล่มาตรงนี้คนเดียว

 

คาโอรุดึงดาบกลับ “อย่ามายุ่งเรื่องของคนอื่น! ถึงเจ้าจะเป็นยักษ์เหมือนกัน ข้าก็จะไม่ละเว้นหรอกนะ!

 

“ตัวข้าเองก็ได้รับคำสั่งมาเหมือนกันขอรับ คงปล่อยให้ท่านทำแบบนั้นไม่ได้เช่นกัน”

 

เด็กหนุ่มสบถอย่างอารมณ์เสีย มองมาที่เธอโดยยังไม่คิดที่จะตัดใจแม้แต่น้อย

 

แต่เพราะด้วยกำลังที่มองแค่สายตาก็รู้ว่าอีกฝ่ายไม่สามารถเอาชนะชายหนุ่มร่างใหญ่นี้ได้แน่นอนก็พอให้เธอเบาใจขึ้นมาได้บ้างและดูเหมือนคาโอรุเองก็คงประเมินสถานการณ์ได้ถูกต้อง อีกฝ่ายยอมเก็บดาบลงแต่โดยดี

 

“คาซามะคิดจะเล่นบทเจ้าบ้านดีที่ดีอย่างนั้นเหรอ? อย่ามาตลกหน่อยเลย” คาโอรุว่า จดจ้องมองคู่สนทนาที่ยังคงไม่ยอมปริปากพูดด้วยความหงุดหงิด “ฝากบอกเจ้านั่นด้วยว่าอย่าเข้ามายุ่งเรื่องของทางนี้ให้มากนัก ข้าไม่อยากให้เผ่าพันธุ์เดียวกันต้องแตกคอกันเอง ส่วนเจ้า—“

 

สายตาเลื่อนมาสบเข้ากับเธอที่ยืนอยู่ด้านหลัง “เรายังไม่หมดธุระกันหรอกนะ ครั้งหน้าข้าจะมารับใหม่”

 

ก่อนที่จะกระโดดหายไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งความสงสัยให้ตกตะกอนลงในใจของเธอเอง

 

ใครกันที่ต้องการพบตัวเธอ?

 

แล้วเด็กคนนั้นเกี่ยวข้องกับจิซึรุด้วย—เป็นยักษ์อีกด้วยสินะ? แต่เพราะอะไรกันล่ะ?

 

โยเซตัดสัมพันกับยักษ์ไปนานแล้ว จะต้องการพบอีกเพื่ออะไร? คำถามค้างคาเต็มไปหมด น่าสับสนเหลือเกินว่าตัวเองกำลังจะพบเจอกับเรื่องอะไรอีก

 

“ไม่เป็นอะไรนะขอรับ?” เป็นเสียงของชายหนุ่มที่เรียกให้หญิงสาวตื่นจากภวังค์ อามากิริค้อมหัวเล็กน้อยเพื่อขอโทษ “ต้องขออภัยที่ข้ามาช้าจนทำให้ท่านต้องได้รับบาดเจ็บ”

 

ความแสบร้อนที่คอกลับมาอีกครั้งจนต้องยกมือขึ้นแตะเบาๆ โชคดีจริงๆ ที่เลือดหยุดไหลแล้ว

 

“ตั้งแต่แรกท่านก็ไม่ได้มีหน้าที่มาปกป้องข้าอยู่แล้ว อย่าได้ขอโทษเลย” หญิงสาวว่าเสียงเรียบ “จิคาเงะสั่งมาเหรอ?”

 

คำตอบถูกแทนด้วยการเปลี่ยนเรื่องที่แยบยล “คาซามะบอกว่ายังมีเรื่องที่ท่านติดค้างเขาอยู่ขอรับ”

 

เป็นคนที่ยึดติดเกินไปแล้ว—หญิงสาวถอนหายใจ นึกถึงเรื่องที่เผลอไปตกปากรับคำอีกฝ่ายขึ้นมาก็ต้องนึกโทษตัวเองอีกครั้ง

 

“ข้าไม่ลืมหรอก แต่ตอนนี้มีธุระ ท่านกลับไปได้แล้ว” ประโยคนั้นไม่เชิงเป็นการไล่ แต่ตัวเธอตอนนี้รีบร้อนที่จะตามหาคนอื่นๆ ให้พบก่อน

 

รินเองตอนนี้ก็ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน อีกฝ่ายไม่ได้รวดเร็วหรือมีกำลังมากเท่าเธอ แล้วด้วยที่ไม่เคยจับอาวุธด้วยนั้นก็น่าเป็นห่วงเหลือเกินหากไปเจอเข้ากับเรื่องร้ายแรง

 

จิซึรุเองจะออกไปกับพวกชินเซ็นกุมิหรือเปล่าเธอก็ไม่รู้

 

เผลอเม้มริมฝีปากจนชาไม่ได้—รู้สึกว่าตัวเองมาช้าหรือทำอะไรผิดพลาดไปอีกแล้ว หญิงสาวไม่ชอบความรู้สึกนี้เลยสักนิด

 

แต่ว่า ก่อนที่จะได้ออกไปจากชายหนุ่ม อามากิริก็ชิงพูดขึ้นมาก่อนว่า “หากจะตามหาตัวยูคิมูระ จิซึรุล่ะก็ บางทีท่านมากับข้าอาจจะเร็วกว่าก็ได้นะขอรับ”

 

ดวงตาสีน้ำแข็งพลันเย็นเฉียบขึ้นมาไม่ได้ ความกรุ่นโกรธเริ่มสุ่มอยู่ในอก

 

เพราะความหมายในประโยคที่อีกฝ่ายพูดมาเป็นเหตุ

 

รู้สึกไม่พอใจเอาเสียเลย

 

“เด็กคนนั้นเป็นของข้า”

 

“ท่านอาจจะเข้าใจอะไรผิดไปสักอย่างนะขอรับ” ชายหนุ่มถอนหายใจ “ท่านรู้ดีว่าเรื่องเป็นมายังไง ตัวข้าเองก็อยู่ในเหตุการณ์ที่หัวหน้าของพวกท่านตัดสัมพันในวันนั้นด้วย—ข้ารู้ดีขอรับ ท่านหญิง”

 

เหมือนโดนจี้ใจดำ หญิงสาวเผลอเสตาหลบดวงตาคมกริบสีครามที่จดจ้องมาราวกับมองทะลุปรุโปร่ง มันทอแสงอ่อนโยนคล้ายกับเอ็นดู แต่ในขณะเดียวกันก็ให้ความเคารพต่อเธอด้วยเช่นกัน

 

เป็นสายตาที่ใช้มองเจ้านาย แบบเดียวกับที่มองคาซามะ

 

นอบน้อม เคารพยำเกรง—มองจากด้านหลังเพื่อเฝ้ามองทุกอย่าง

 

หญิงสาวสะบัดหัวไล่ความคิดฟุ้งซ่าน กลับมามั่นคงอีกครั้งก่อนจะเอ่ยออกไปว่า “ได้สิ เราไปหาจิคาเงะกัน”

 

เพราะที่ๆ เขาอยู่ในตอนนี้ อาจจะเจอเด็กสาวที่เธอกำลังตามหาด้วยก็ได้

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 49 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

42 ความคิดเห็น

  1. #7 piyadathonglek (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 8 สิงหาคม 2561 / 17:25

    ดีใจมาก มาต่อแล้ว

    #7
    2
    • #7-1 Tiaros(จากตอนที่ 12)
      9 สิงหาคม 2561 / 17:34
      ดีใจที่มีคนมาเมนต์เหมือนกันค่ะ
      #7-1
    • #7-2 BBeem555(จากตอนที่ 12)
      19 สิงหาคม 2561 / 01:48
      ชอบค่ะ
      ป.ล.พระเอกค่าตัวแพงมากก
      #7-2