Fic Hakuouki : Shiro Tsubaki End.

ตอนที่ 11 : 11 ถักทอเส้นสายแห่งชีวิต

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 422
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 51 ครั้ง
    28 ก.ค. 61

11 ถักทอเส้นสายแห่งชีวิต

 


ถักทอขึ้นด้วยความรัก


เชื่อมสายใยไร้ผู้ใดต้านทาน

 



“ตั้งใจหลงเข้ามาถึงที่อันตรายแบบนี้เชียวเหรอ ท่านหมอ?”

เป็นคำทักทายแรกที่เรียกหญิงสาวให้หันไปมอง ก่อนที่จะพบว่าในมุมมืดใกล้ๆ กับห้องที่ชิซุนและพวกหัวหน้าหน่วยคนที่เหลือกำลังพูดคุยกันอย่างเคร่งเครียดนั้น กลับยังเหลือชายหนุ่มป่วยหนักอีกคนที่ออกมานั่งแอบฟังคนเดียวอยู่ด้านนอก


โอคิตะ โซจิในยามนี้ดูเเปลกตากว่าทุกครั้งที่รินเคยพบ นั่นอาจจะเป็นเพราะชุดบางๆ ที่อีกฝ่ายสวมใส่หรือร่างกายที่ดูทรุดโทรมกว่าครั้งล่าสุดที่ได้เจอกันก็เป็นได้ แต่ท้ายที่สุดแล้วรินก็เลือกที่จะยิ้มทักทายกลับไปอย่างที่เคยทำว่า “แอบฟังคนอื่นคุยกันมันไม่ดีนะเจ้าคะ ท่านซามูไร”


ถึงผลตอบรับจะได้กลับมาเป็นแววตาเชือดเฉือนพอๆ กับคำพูดก็ตาม “แหมๆ ก็ข้ากลัวจะเข้าไปทำให้คนอื่นวงแตกน่ะสิ แถมยังคุยกันเรื่องสำคัญมากเสียจนน่าตกใจเชียวล่ะ”


“...กำลังประชดที่ข้าไม่ยอมสารภาพอยู่เหรอเจ้าคะ ท่านซามูไร?”


รินมองถ้วยชาในถาดที่ตนถืออยู่ คงต้องเอ่ยขอโทษเด็กสาวอีกคนในใจเสียแล้วที่ต้องให้นางไปรินเพิ่มให้เพียงพอกับแขกในห้องนั้น หมอสาวก้าวเท้าเข้าไปหาชายหนุ่มในมุมมืด เมินสายตาเฉียบคมที่มองมาได้อย่างน่าชื่นชม


“ข้าไม่เห็นต้องประชดเลยนี่นา จริงไหม?”


“แต่ก็รู้สึกเหมือนถูกหักหลังอยู่ดี ใช่หรือเปล่า?” หญิงสาวหัวเราะเสียงเบา วางถ้วยชาไว้ข้างๆ อีกฝ่าย ส่วนตัวเองนั้นยืนอยู่ด้านหน้า ย้อนแสงจันทร์สลัวในค่ำคืนนี้จนกลายเป็นเงามืดบดบังใบหน้า “ข้าจะไถ่โทษให้ท่านยังไงดีล่ะ เอาเป็นตรวจร่างกายฟรีครั้งหน้าดีหรือเปล่า?”


แต่ดูเหมือนอีกคนจะไม่ยอมคล้อยตามเสียแล้ว โอคิตะจ้องมองเธออย่างจริงจังเป็นครั้งแรก


“ขอถามตรงๆ นะ เจ้าเข้ามาใช้ชีวิตแบบมนุษย์เพื่ออะไรกัน?”


เป็นคำถามที่น่าสนใจ เพียงแต่ว่า ตัวของเธอไม่คิดว่าตัวเองจะสามารถตอบคำถามของอีกฝ่ายให้ออกมาชัดเจนที่สุดได้เช่นกัน


เป็นคนไข้ที่รับมือยากเสียจริงๆ—หญิงสาวคิดก่อนจะถอนหายใจออกมา สุดท้ายเธอก็บอกออกไปแต่โดยดีว่า


“คงเพราะ ข้าอยากรู้ว่าท่านแม่มีชีวิตยังไงล่ะมั้งเจ้าคะ”


“แม่?”


พยักหน้ารับ คลี่ยิ้มบางๆ เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังทำหน้าฉงน


ครั้งแรกเลยที่พึ่งเห็นการแสดงออกที่ไร้เดียงสาแบบนั้น เป็นอีกด้านหนึ่งของหัวหน้าหน่วย 1 ที่แสนน่ากลัว ที่แท้ก็ยังเหลือด้านใส่ซื่อแบบนี้อยู่สินะ


“ท่านแม่ของข้าเป็นมนุษย์ ส่วนท่านพ่อคือโยเซที่ออกมาใช้ชีวิตท่องเที่ยวในโลกมนุษย์เจ้าค่ะ ตัวข้าคือลูกครึ่งที่เกิดจากมนุษย์และโยเซ” ดวงตาสีน้ำตาลทอแสงอ่อนๆ ออกมาครู่หนึ่ง “แต่เพราะหมู่บ้านจะมีกฎร้ายแรงที่ห้ามแต่งงานกับมนุษย์ ท่านแม่เลยต้องถูกลบความจำและออกจากหมู่บ้านไป ตอนที่ข้าจำความได้ท่านพ่อก็ออกจากหมู่บ้านเพื่อไปตามหาท่านแม่แล้ว ครอบครัวของชิซุนเป็นคนรับเลี้ยงข้าต่อจากนั้นเจ้าค่ะ”


“เห เป็นกฎที่น่ารำคาญจังเลยนะ”


“เป็นกฎที่ทำให้เกิดเรื่องอย่างที่ท่านแอบฟังมานั่นล่ะเจ้าค่ะ” อดไม่ได้ที่จะหัวเราะล้อเลียนอีกฝ่ายขึ้นมา แม้กลิ่นไอที่ลอยมาแตะจมูกจะไม่ใช่กลิ่นที่ดีเลยก็ตาม หญิงสาวรู้สึกเป็นห่วงขึ้นมาเล็กๆ ไม่ได้


อาการทรุดลงอย่างนั้นเหรอ?


“เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นดีนะ” ชายหนุ่มว่า กลับมายิ้มแย้มอีกครั้ง


น่าตื่นเต้นเหรอ? –รินคิดในใจ –ไม่หรอก ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นหรือหวือหวาเลยสักนิด ตัวชายหนุ่มเองก็คงจะรู้ดีว่าเธอคิดอะไรอยู่ แต่ที่พูดออกมานี่แค่คงจะเพราะยั่วโมโหเธอเล่นเท่านั้น


“ถ้าอยากให้ข้าโกรธ ท่านคงต้องอาการทรุดลงกว่านี้แล้วล่ะ ท่านซามูไร”


สิ้นคำนั้น ใบหน้าที่เคยยิ้มแย้มก็กลับไปนิ่งเรียบดังเคย ดวงตาสีเขียวนั้นจดจ้องเธอด้วยแววคาดคั้นและไม่วางใจ เป็นสายตาที่เอาไว้ประเมินศัตรู


เห็นแล้วก็อดรู้สึกว่าตัวเองเล่นแรงไปอย่างไม่มีสาเหตุ


“พวกภูตมักจะขี้แกล้ง คงเป็นอย่างที่นิทานว่ามาสินะ? แต่เหมือนเจ้าจะแกล้งแรงไปหน่อยนะที่เอาข้าไปรักษาเล่นฆ่าเวลาแบบนั้นน่ะ”


เป็นคำตัดพ้อที่น่าตกใจ คนอย่างโอคิตะ โซจิกำลังตัดพ้อผู้หญิงคนหนึ่งที่พึ่งรู้จักกันได้ไม่ถึงปีอย่างนั้นเหรอ? –แต่ตัวเธอเองก็ไม่อาจตั้งคำถามแบบนี้แล้วทำใบหน้าตายด้านได้อย่างเคยอีกแล้ว


ช่างน่าแปลกเสียจริงที่รู้สึกร้อนรนขึ้นมา อยากเอ่ยอธิบายความจริงทุกอย่างให้อีกฝ่ายเข้าใจ ตัวรินในตอนนี้ช่างแปลกไปไม่เหมือนปกติเลยสักนิด


“ข้าไม่เล่นกับเรื่องรักษา โยเซไม่เคยโกหกและข้าทำแบบนั้นไปเพราะตั้งใจจริงๆ”


ชายหนุ่มหลุดหัวเราะออกมานิดหน่อย เขาเมินเสียงสนทนาในห้องนั้นไปเสียหมดแล้ว “แล้วเจ้าจะทำอะไรได้ล่ะ ท่านหมอ? แค่ให้ใบชาที่เป็นยานั่นมาประคองชีวิตข้า ยืดเวลาของข้าจากหนึ่งวันเป็นสองวันอย่างนั้นเหรอ?”


อดขมวดคิ้วขึ้นมาไม่ได้


รู้สึกโกรธเคืองขึ้นมาอย่างจริงจังเสียแล้ว หญิงสาวมองใบหน้าชายหนุ่มที่พูดเรื่องของตัวเองได้อย่างกับเป็นเรื่องตลก


เธอไม่เข้าใจผู้ชายคนนี้เลยจริงๆ


ทั้งๆ ที่ตัวเองพยายามอย่างจริงใจแล้วแท้ๆ ว่าอยากจะรักษาโรคที่อีกฝ่ายเป็นให้ได้ แต่กลับถูกเข้าใจผิดว่าสิ่งที่ตนทำนั้นเป็นแค่เรื่องไร้สาระ แค่เพราะว่าอาการของตัวเองไม่ดีขึ้นอย่างนั้นเหรอ


หญิงสาวก้าวถอยออกมา ใบหน้านิ่งเรียบเสียจนชายหนุ่มสังเกตเห็น คงเป็นเพราะว่าไม่มีความผ่อนคลายในบรรยากาศเหลือแล้วก็เป็นได้ ทำให้โอคิตะพึ่งจะรู้ตัวขึ้นมาว่าตัวเองก็คงเล่นแรงไปเช่นกัน


“ข้าแค่ล้อเล่น”


แต่เหมือนจะสายไปสักหน่อย เมื่ออารมณ์หญิงสาวไม่ได้อยากจะพูดคุยอย่างเดิม  รินก้าวถอยออกมาอีกก้าวจนชายหนุ่มต้องยืนขึ้นแล้วไล่ตามเข้ามา


“ชีวิตท่านมีค่านะ โอคิตะ โซจิ” รู้สึกแปลกนิดๆ ที่ต้องมาพูดชื่ออีกฝ่ายแบบนี้ รินเงยหน้าจ้องมองอีกฝ่ายที่นิ่งเงียบคล้ายกับรอให้เธอพูดบางอย่างออกไปจนหมด “และข้าไม่ได้เล่นกับชีวิตของท่าน โปรดรู้เอาไว้ด้วย วัณโรคร้ายแรงก็จริง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องหมดหวังในชีวิต ตัวท่านเองยังมีอย่างอื่นที่อยากทำอีกมากมายไม่ใช่เหรอ? จะเอาเวลาที่เหลือมาจมปลักที่ฟูกจนวันตายหรือไง?”


“...โกรธข้าจริงๆ สินะ ท่านหมอ?” โอคิตะยิ้มอ่อนๆ อย่างยอมแพ้


รินถอนหายใจออกมาราวกับกำลังปรับอารมณ์ให้กลับมาปกติ ตัวเธออยู่ใกล้กับอีกฝ่ายจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจ


โอคิตะ โซจิยืนอยู่ตรงนี้ อยู่ตรงหน้าเธอและกำลังก้มหน้ามองเธออยู่


ความเงียบที่เข้าปกคลุมไม่ช่วยให้ทุกอย่างดีขึ้นได้เลย รินรู้สึกอึดอัดขึ้นมา ไม่ว่าจะด้วยระยะห่าง คำถามที่ไม่อยากตอบหรือแม้แต่สายตาขอโทษที่ส่งมาให้อย่างจริงใจนั่นด้วย


“งั้นข้าจะไถ่โทษท่านยังไงดีนะ?” เสียงทุ้มหัวเราะออกมาเบาๆ อย่างคนกำลังยอมจำนน แม้จะฟังดูเหนื่อยอ่อนจาอาการป่วย แต่ก็ยังมั่นคงสดใสอย่างที่รินเคยได้ยินเป็นประจำ


กว่าที่จะรู้ตัวว่าควรจะผละถอยออกมาให้อยู่ในระยะที่ปลอดภัย มือทั้งสองก็โดนกอบกุมไว้เสียแล้ว รินเงยหน้ามอง พบเข้ากับใบหน้าอ่อนโยนของโอคิตะกำลังก้มลงมาใกล้ ชายหนุ่มดึงมือทั้งสองของเธอเข้ากับอกตัวเอง รู้สึกได้ถึงจังหวะหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะ


ท่ามกลางความมืดสลัวด้านนอกที่ไร้สรรพเสียงใดๆ เข้ามาแทรกกลาง ใบหน้าของชายหนุ่มชัดเจนที่สุดในวินาทีนั้น


ใบหน้าที่ยิ้มแย้มอย่างอ่อนโยน และน้ำเสียงที่ทุ้มนุ่มที่สุด


“ข้ายอมเป็นคนไข้ของท่านไปจนหาย ท่านจะให้อภัยข้าได้หรือไม่?”


รินเบิกตากว้าง จ้องมองนิ่งงันก่อนที่จะรู้สึกว่าความร้อนกำลังก่อขึ้นบนใบหน้าตัวเองอย่างน่าอายเป็นที่สุด


กว่าหญิงสาวจะค้นพบเสียงของตัวเอง มือของเธอก็ยังคงโดนกอบกุมอยู่อย่างนั้น


“...เจ้าคนฉวยโอกาส”

 

 

 



ชิซุนไม่แน่ใจนักว่าหลังจากที่ตนเล่าเรื่องของตัวเองไปแล้ว พวกเขาจะจัดการปัญหาที่ค้างคากันยังไงต่อ เธออยู่ที่นั่นต่อจนถึงช่วงเช้าของอีกวัน เพราะรินที่ถูกดึงไว้โดยหัวหน้าหน่วย 1 ที่ดูจะอารมณ์ดีจนน่าหงุดหงิดและน้องสาวอย่างจิซึรุที่อ้อนเธอหนักกว่าทุกครั้ง


เด็กสาวไม่ได้รุกถามเรื่องของเธอมากนัก—อันที่จริงแล้ว นางไม่ได้ถามอะไรสักอย่างเลยต่างหาก จะมีที่น่าแปลกใจขึ้นมาหน่อยก็แค่รุ่งเช้าที่ขอให้เธอช่วยฝึกดาบให้เท่านั้น


อาจจะเป็นเพราะเห็นเธอกวัดแกว่งดาบในค่ำคืนนั้นก็เป็นได้ คนอื่นๆ ที่มาได้ยินบทสนทนาก็พาลสนใจด้วยเหมือนกัน แม้แต่คนป่วยอย่างโอคิตะเองก็ยอมออกมาจากห้องพักเพื่อจะมากวนประสาทเธอถึงที่


รินที่ถือน้ำชามาให้กระแอมไอจนเจ็บคอ มองเธอคล้ายยิ้มก็ไม่เชิงและไหล่สั่นไหวรุนแรง


ชิซุนมองใบหน้าคาดหวังจากทุกคนช้าๆ ไม่ว่าจะเป็นโอคิตะที่นั่งยิ้มแย้มรับยาจากเพื่อนสาวของเธอไปทานอย่างว่าง่าย ฮาราดะกับชิมปาจิที่เหมือนอยากเข้ามามีส่วนร่วมด้วย และสุดท้ายคือ จิซึรุที่เป็นคนต้นคิด—ขาดแค่ฮิจิคาตะ โทชิโซเท่านั้นก็คงครบองค์ประชุมกันแล้ว


ชิซุนตอบกลับไปด้วยใบหน้านิ่งเรียบว่า “ขอโทษนะ ข้าจับดาบยังไม่เป็นเลย”


“เอ๊ะ!?”


“ที่เห็นหวดในคืนนั้นก็แค่คิดว่าจะทำยังไงให้ฟาดโดนคาโนะเท่านั้นเองน่ะ”


“ไม่จริงน่า...”


“โยเซไม่โกหกหรอกนะ”


“...”


และพอเห็นว่าคนอื่นๆ ดูจะอึ้งกันมากก็น่าสงสัย หญิงสาวเอ่ยสำทับไปอีกว่า “เหมือนแกว่งกิ่งไม้เล่นน่ะ”


ฮาราดะเป็นคนแรกที่ได้สติก่อนใคร ชายหนุ่มหลุดพึมพำออกมาคล้ายชื่นชมและตกตะลึงไปพร้อมกันไปว่า “ไม่น่าเชื่อเลย..”


หลังจากนั้นปฏิกิริยาอื่นๆ ก็ตามมาติดๆ รินเป็นคนต่อมาที่กลั้นหัวเราะเอาไว้ไม่อยู่ อีกฝ่ายหลุดขำออกมาพอๆ กันกับคนป่วยที่ไม่เจียมสังขารตัวเองเสียงดัง


ไม่เข้าใจว่าจะขำอะไรกันนัก—ชิซุนคิด เธอมองเด็กสาวที่เหมือนจะนิ่งค้างไปแล้วก็ต้องสะกิดให้ได้สติ แต่แทนที่จิซึรุจะหัวเราะตามไปกับคนอื่นๆ เด็กสาวดูมุ่งมั่นกว่าปกติแล้วร้องอย่างแข็งขันว่า


“สอนข้าหน่อยค่ะ ท่านพี่!


ด้วยสีหน้าจริงจังที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ชิซุนจึงเผลอพยักหน้าไปโดยไม่รู้ตัว ก่อนที่เธอจะคิดขึ้นมาได้ว่า “วันนี้ไม่ไปลาดตระเวนกันเหรอ?”


ฮาราดะที่ยังหัวเราะอยู่โบกไม้โบกมือให้ บอกเป็นเชิงว่าไม่ต้องห่วง “เจ้าอยู่ที่นี่กับชิซุนไปเถอะ เดี๋ยววันนี้ข้าไปเอง”


“ขอบคุณค่ะ คุณฮาราดะ”


และเพราะแบบนั้น ทันทีที่ฮาราดะออกไปลาดตระเวนอย่างที่ว่าไว้ ดูเหมือนว่าชิมปาจิเองก็ตามออกไปด้วยเช่นกัน ที่ตรงนั้นจึงเหลือเพียงพวกเธอสี่คนเท่านั้น ชิซุนส่งสายตาขับไล่ไปทางชายหนุ่มที่ดูเหมือนจะไม่เจียมสังขารตัวเองอย่างเย็นยะเยียบ แต่โอคิตะกลับแค่ยิ้มแฉ่งแล้วชี้ไปที่หญิงสาวที่ได้แต่ส่ายหน้าให้เธอเป็นคำตอบว่าตนเองก็เหนื่อยที่จะพาอีกฝ่ายกลับไปพักแล้วเช่นกัน


“เด็กดื้อจริงๆ เลย”


“พูดกับคนที่อายุไล่เลี่ยกันแบบนี้ก็ไม่น่ารักเหมือนกันนะ ชิซุนจัง”


ต่อปากต่อคำไปก็คงจะไร้ประโยชน์ หญิงสาวจึงหันกลับมามองจิซึรุอีกครั้งเป็นการตัดปัญหา ในหัววิ่งแล่นเร็วปรื๋อว่าจะสอนเชิงดาบให้อีกฝ่ายยังไงดี


เธอไม่เคยจับดาบ ไม่ว่ายังไงก็จับดาบไม่เป็นอยู่ดี –เป็นธรรมชาติมาแต่กำเนิดแล้วที่โยเซจะชอบแกล้ง และเล่นมากกว่าทำเรื่องอะไรจริงจังแบบนี้


แต่ว่านะ—ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่เข้าใจความรู้สึกของจิซึรุซะทีเดียวหรอก


ดูเหมือนว่าเด็กสาวเองก็คงตระหนกถึงตัวเองดีอยู่แล้ว จึงอยากเพิ่มระดับความแข็งแกร่งของตัวเองขึ้นมา อย่างน้อยก็พอที่จะไม่เป็นภาระของคนอื่นๆ ให้มาคอยปกป้องตัวเองตลอดเวลา


และส่วนอีกสาเหตุหนึ่งนั้น—อดถอนหายใจออกมาไม่ได้เมื่อใบหน้าร้ายกาจของคาซามะจะวนกลับเข้ามาในหัว เธอเองก็ไม่รู้ว่าชายหนุ่มจะทำการอุกอาจ ลักพาตัวน้องสาวเธอเมื่อไรเช่นกัน เพราะตั้งแต่ที่คาซามะออกจากร้านของรินไปในตอนรุ่งสาง อีกฝ่ายคล้ายจะบอกกับเธอว่ามีธุระที่ต้องไปทำให้กับแคว้นซัตสึมะหลายวัน คงเกี่ยวกับสถานการณ์ที่ไม่สู้ดีในตอนนี้เป็นแน่


แล้วพอลองมาคิดๆ ดูแล้ว อะไรก็เกิดขึ้นได้ ตัวเธอเองก็รู้สึกว่าหลังจากนี้คงต้องออกไปหลายๆ ที่เช่นเดียวกัน


สอนสิ่งที่พอจะสอนได้ก็ไม่มีอะไรเสียหาย


“ข้าคงใช้ดาบไม่ได้ แต่ก็พอจะคิดอะไรออกแล้วล่ะ” เธอว่า รู้สึกตื่นเต้นนิดหน่อยเมื่อคิดว่านานมากแล้วที่ไม่ได้ทำอะไรอย่างนี้


ตั้งแต่ที่ออกมาจากหมู่บ้านนั่นแหละ เพราะหาใครมาทำด้วยกันไม่ได้เลยต้องยกเลิกไปซะทุกครั้ง


“ถ้าอย่างนั้นก็ใช้เจ้านี่” หญิงสาวเกริ่น เคาะนิ้วลงไปที่ฝักดาบสั้นที่เหน็บที่ข้างเอวของเด็กสาว “แตะตัวข้าให้ได้”


“เอ๊ะ!?” จิซึรุตกใจ เด็กสาวเอ่ยอย่างร้อนรน “แต่ถ้าท่านบาดเจ็บขึ้นมาล่ะ!?”


“ก็แค่ชุดขาด เปลี่ยนใหม่ได้ แต่ว่านะ จิซึรุ...” หญิงสาวเอ่ยและยิ้มแย้มออกมา


เป็นรอยยิ้มที่ให้ความรู้สึกเย็นช่ำคล้ายน้ำแข็ง แม้จะเป็นธรรมดาที่ตัวตนอย่างเธอจะให้ความรู้สึกเย็นยะเยือกราวกับน้ำแข็งก็ตาม แต่สำหรับคนที่ไม่คุ้นชินแล้วก็ต้องเผลอมองตาค้างเป็นธรรมดา


“สวยใช่ไหมล่ะ?” โอซากิ รินที่ยืนอยู่ข้างๆ โอคิตะว่ายิ้มๆ เธอเป็นคนเดียวในนั้นที่ไม่ได้รับผลกระทบอะไรกับรอยยิ้มของเพื่อนสนิท “โยเซก็แบบนี้ล่ะ”


โอคิตะหัวเราะแห้งๆ ออกมา “น่ากลัวซะมากกว่า”


จิซึรุเอง กว่าจะรู้ตัวก็ตอนที่ใบหน้าน่ารักของเธอแดงก่ำแล้วนั่นแหละ ชิซุนเห็นดังนั้นก็เผลอหัวเราะออกมาเบาๆ พูดคำพูดท้าทายออกมาจนเด็กสาวเบิกตากว้าง


“จิซึรุ...อย่างเจ้าจะจับข้าได้หรือเปล่า?”


เป็นตอนนั้นที่เส้นผมสีดำสนิทถูกเปลี่ยนเป็นสีเงินยวง กลับสู่รูปร่างของโยเซอีกครั้งโดยไร้หน้ากากจิ้งจอกอย่างทุกที


เด็กสาวอึ้งไปครู่ใหญ่ก่อนจะชักดาบออกมา เอาจริงเอาจังน่าดูก่อนจะก้าวเข้ามาตวัดดาบใส่หญิงสาวที่ยืนนิ่งอยู่กับที่


แต่แล้ว ร่างของชิซุนก็หายไปในพริบตา ปรากฏขึ้นอีกครั้งที่ด้านหลังของเด็กสาว ห่างออกไปหลายก้าว


ความเร็วที่พอๆ กับคาซามะ ตอนนี้เด็กสาวรู้ตัวแล้วว่าตัวเองกำลังเจอกับอะไร เป็นครั้งแรกที่เมื่อเธอหันหน้ากลับไปมองหญิงสาว ภาพซ้อนทับของนายเหนือแห่งยักษ์แทนร่างสูงโปร่งของหญิงสาวราวกับภาพลวงตา


เหมือนมาก—ดูเหมือนกันมากจนเผลอกระชับดาบ


ชิซุนเอ่ยขึ้นอีกครั้ง “จับข้าให้ได้ล่ะ จิซึรุ” ดวงตาสีน้ำแข็งประกายวับวาวราวกับเด็กกำลังละเล่นสนุกสนาน


รินที่มองดูคล้ายถอนหายใจ เธอพูดกับคู่สนทนาตัวเองเบาๆ ว่า “การละเล่นของโยเซน่ะ”


เด็กสาวกระโจนเข้าหาอีกครั้ง แต่ร่างของชิซุนก็หายไปอีก โผล่อีกที่อย่างอีกอย่างเคย


“ภูตน่ะขี้แกล้ง โดยเฉพาะเด็กที่ตัวเองให้ความรักน่ะ”


เด็กสาวหวดดาบอีกครั้ง ชิซุนกระโดดไปด้านหลังอีกรอบพร้อมรอยยิ้มที่ประดับชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ บนใบหน้า เห็นดังนั้นแล้วโอคิตะก็ได้แต่หัวเราะออกมาเบาๆ แล้วพูดว่า


“จิซึรุจังน่าสงสารจังเลยนะ”

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 51 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

42 ความคิดเห็น

  1. #14 faza205317 (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 11 กันยายน 2561 / 19:43
    น่าเอ็นดู 555
    #14
    1
    • #14-1 Tiaros(จากตอนที่ 11)
      12 กันยายน 2561 / 10:16
      โยเซขี้เเกล้ง!
      #14-1