Fic Hakuouki : Shiro Tsubaki End.

ตอนที่ 10 : 10 บทสนทนาไร้แก่นสาร

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 446
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 54 ครั้ง
    14 ก.ค. 61

10 บทสนทนาไร้แก่นสาร

 


คำเล่าขานจากหญิงสาว


บดบังด้วยหน้ากาก จากลาด้วยรอยยิ้ม




 


คล้ายกับได้ยินเสียงหัวเราะของเด็กๆ


เห็นตัวเองเดินเล่นในหมู่บ้านที่ครั้งหนึ่งมีแต่เสียงหัวเราะของความสุข เหล่าเพื่อนบ้านที่แวะเวียนมาบางครั้งเป็นกลุ่มใหญ่...และเพื่อนต่างเผ่าที่นานครั้งจะได้พบกัน


ชิซุนใช้เวลาคิดอยู่นานก่อนจะรู้ว่า นั่นคือความทรงจำของตัวเอง เป็นเศษส่วนหนึ่งที่เผลอหลงลืมไปเมื่อนานแสนนานมาแล้ว


เป็นครั้งที่ตัวเองยังเด็กมาก แต่เพราะที่เผลอลืมไปคงเป็นเพราะหลังจากนั้นคือความเลวร้ายอย่างถึงที่สุดที่เธอในตอนนั้นไม่สามารถรับได้ เป็นสิ่งเลวร้ายที่พรากความสุขทุกอย่างไปจากตัวเอง ทั้งครอบครัว หมู่บ้าน เพื่อนสนิท หรือแม้แต่เพื่อนต่างเผ่าคนนั้น


มันคือฝันร้าย...ใช่แล้ว ที่เธอเผชิญอยู่มันคือฝันร้าย พาลทำให้ร่างกายครั่นเนื้อครั่นตัว กระสับกระส่ายแต่ก็ไม่สามารถลืมตาตื่นขึ้นมาไม่ได้ ยังคงถูกดึงลงไปในความผิดที่ตัวเองก่อขึ้นมา


“ข้าจะโกรธเจ้า”


เห็นดวงตาสีทองที่ตนเอ่ยบอกว่ามันสวยงามจ้องมองอย่างแค้นเคือง แต่ถึงกระนั้นก็ยังเห็นถึงความผิดหวังที่ยิ่งกว่าคมดาบพุ่งเข้ามาแทงที่อก


เจ็บ หายใจไม่ออก...แค่โดนมองแบบนั้นก็รู้สึกไม่อยากยืนอยู่บนโลกใบนี้แล้ว


มันหมายความว่ายังไงนะ?


ตนในตอนนั้นยื่นมือออกไป ชิซุนมองเห็นว่ามันสั่นเทาอย่างน่าขัน เธอกำลังคิดว่าในตอนนั้นตัวเองกำลังรู้สึกอย่างไรอยู่กันแน่


ทำไมถึงรับสายตาของอีกฝ่ายได้กัน


“ข้าจะตามล่าเจ้า”


เพราะตัวเธอในตอนนี้...กลับไม่กล้าที่จะมองใบหน้าของอีกฝ่ายแม้แต่น้อย


ไม่อยากมอง...ไม่ว่าจะเป็นดวงตา จมูกหรือว่าริมฝีปาก ไม่เอาอีกแล้ว


ไม่อยากเห็นอีกแล้ว...อยากตื่นเสียที


ข้าอยากตื่นแล้ว


ตะโกนออกไปสุดกำลัง แต่เสียงกลับไม่เปล่งออกมาจากลำคอ มือตะเกียดตะกายคว้าจับบางอย่างได้ หญิงสาวยึดจับมั่นราวกับเป็นที่ยึดเหนี่ยวเดียวของตัวเอง


จากนั้นก็ราวกับถูกสัมผัสที่ข้างแก้ม...อะไรบางอย่างไล่วนและแนบสนิทที่ข้างแก้มของเธอ เป็นสัมผัสอบอุ่นที่พาให้ตื่นจากฝันร้ายที่แสนยาวนาน


โดยไม่รู้ตัวที่เผลอยกมือขึ้นไปแตะ ก่อนจะลืมตาขึ้นมาพร้อมกับโดนความเหนื่อยอ่อนเข้าจู่โจมอย่างหนัก หญิงสาวหรี่ตาเมื่อเจอเข้ากับแสงสลัวที่แยงมาจากเทียนที่น่าจะตั้งอยู่ใกล้ๆ ก่อนที่ภาพจะค่อยๆ ชัดขึ้นตามลำดับ


เจอเข้ากับเจ้าของมือใหญ่ที่แนบลงมาที่ใบหน้าของตัวเอง


คาซามะ จิคาเงะ...คนที่พยายามหลบหนีมาตลอดกำลังมองเธออยู่ในระยะที่เรียกได้ว่าใกล้จนอันตราย


แล้วพอเหลือบมองไปรอบข้าง ก็พบว่าที่นี่คือร้านยาของโอซากิ ริน เพื่อนสาวที่เธอขออยู่อาศัยชั่วคราวนั่นเอง จากนั้นความทรงจำของเมื่อคืนก็ผุดขึ้นมาในหัว


เจอกับคาโนะ สู้จนบาดเจ็บ และมีคนพาออกมาจากฐานของเหล่าชิเซ็นกุมิ และเพราะตัวเธอเองนั่นแหละที่เริ่มลืมตาไม่ขึ้น เผลอบอกที่ตั้งของร้านให้โดยไร้สติ เมื่อนึกถึงตรงนั้นแล้วก็ต้องโทษตัวเองจนได้


เผลอบอกไปจริงๆ...เผลอบอกอย่างไม่น่าให้อภัย


แต่ตอนนี้ชิซุนอ่อนแรงเกินกว่าจะเอื้อนเอ่ยใดๆ ออกมาได้ มือของเธอตกลงข้างศีรษะ ก่อนที่ใบหน้าจะเหยเกเมื่อความเจ็บปวดที่ท้องลามขึ้นมาจนเกร็งไปหมด หลุดพึมพำออกมาว่า “เจ็บ...”


พาลให้คนที่เฝ้ามองต้องขมวดคิ้ว ฝ่ามือที่แนบข้างแก้มหายไปแล้ว ชายหนุ่มหันไปหาใครบางคนที่ไม่ได้อยู่ในการมองเห็นของเธอ


“นางยังไม่หายเจ็บ”


เป็นเสียงของรินที่ตอบกลับมา “ข้าจะต้มยาเพิ่มให้ ทนเอาหน่อยก็แล้วกัน ทานมากไปกลัวจะมีผลข้างเคียง”


ชิซุนหลับตาลงอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เธอไม่ได้หลับ เพียงแค่รู้สึกได้ว่าแรงกดทับที่ท้องหายไป ก่อนจะกดลงมาใหม่ คงเป็นผ้าซับเลือดในมือของชายหนุ่มนั่นแหละ อาการของเธอดูไม่ดีเอาซะเลย


“นี่เกินครึ่งชั่วโมงแล้วไม่ใช่เหรอ ทำไมนางยังไม่หายสนิทอีก?”


เสียงของคาซามะฟังดูเครียดอย่างน่าประหลาด


น่าแปลกจริงๆ ทั้งๆ ที่ไม่น่าจดจำได้แล้วไม่ใช่เหรอ?—หญิงสาวฝืนลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง มองชายหนุ่มที่นั่งอยู่ใกล้ๆ อดไม่ได้ที่จะตอบคำถามเมื่อครู่ไปว่า “เป็นเพราะสภาพแวดล้อมน่ะ เป็นปกติ ตอนนี้ต้องใช้เวลานานกว่านั้น”


ไม่ใช่ข่าวดีสำหรับเขาแน่ๆ เธอรู้ ตอนนี้ไม่มีใครที่จะมาอยู่ในอารมณ์ดีๆ ทั้งนั้น


“ปกติโยเซอยู่กับธรรมชาติ แต่ที่นี่คือในเมือง” รินราวกับคิดขึ้นมาได้ นางกลับมาพร้อมถ้วยยาในมือ “แย่จริงๆ ...ประคองนางขึ้นมา ทานให้หมดซะ”


ยารสขมถูกป้อนผ่านลำคอ แม้จะมีสำลักบ้างเล็กน้อยแต่เธอก็ยอมทานจนหมด เพื่อหวังบรรเทาอาการเจ็บปวดที่ท้องลงสักนิดก็ยังดี ชิซุนรู้สึกเกลียดร่างกายของตัวเองในยามนี้เหลือเกิน เธอช่วยเหลืออะไรตัวเองไม่ได้สักอย่าง ช่างน่าสมเพช


แล้วยิ่งต้องเจอกับสายตาของชายหนุ่มที่จ้องตัวเองตลอดเวลา มันเริ่มทำให้ชิซุนรู้สึกเหมือนตัวเองจะเก็บความลับไม่อยู่ จะเผลอพูดอะไรออกไปอย่างที่ใจตัวเองคิดจริงๆ และก็เป็นดังที่คาด “มีอะไรจะถามหรือเปล่า?”


ชอบเผลอพูดทุกอย่างที่คิด เป็นข้อเสียที่สุดที่เธอแก้ยังไงก็แก้ไม่หายเสียที


ชายหนุ่มมองมา เหยียดร้ายประชดประชันออกมาให้อย่างชัดเจน “เจ้าไม่ตอบหรอก”


ก็ไม่ผิดนัก—เพราะหากเป็นสิ่งที่เธอไม่อยากตอบแล้ว ต่อให้โกหกไม่เป็นก็คงหาวิธีบ่ายเบี่ยงจนได้ ชิซุนรู้ตัวเองดี และชายหนุ่มที่เคยพูดคุยกับเธอเองก็คงรู้เช่นกันว่ามันจะเป็นยังไง


แต่ถ้าเป็นเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวกับเขา ชิซุนคิดว่าเธอคงยอมพูดอยู่ดี เพราะยังไงซะ ตัวเธอเองก็ยังมีความคุ้นเคยอยู่...ไม่สิ คงต้องบอกว่าไม่ว่ายังไงก็รู้ว่าชายหนุ่มเป็นคนยังไงดีต่างหาก


“งั้นข้าถามแทนได้หรือเปล่า?”


คาซามะขมวดคิ้วด้วยความไม่ชอบใจเล็กน้อย “เจ้าไม่มีสิทธิ์ถามข้าหรอกนะ”


มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย รู้สึกจักจี้ที่ใจจนต้องหลุดขำในลำคอ เปลี่ยนเรื่องไปหาคนอื่นแทบจะทันที “ครั้งนี้อาจเป็นโอกาสเดียวที่เจ้าจะเข้าถึงตัวจิซึรุก็ได้ ทำไมไม่ลงมือเสียล่ะ?”


ถึงจะพูดไปอย่างนั้น แต่เธอก็รู้สึกเป็นห่วงน้องสาวคนนี้ไม่น้อยเช่นกัน เด็กสาวเจอมาหนักหนากว่าคนอื่นในคืนนี้ และหากชิซุนคาดเดาตามคำพูดของคาซามะจริงๆ ล่ะก็—บางที จิซึรุอาจจะต้องกลับเผ่าไปจริงๆ ก็ได้ ยิ่งเป็นช่วงหลังๆ มานี้สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายขึ้นทุกที ยิ่งบีบบังคับให้นางต้องล่าถอยออกมาจากกลุ่มซามูไรพวกนั้นยิ่งขึ้น


หากพวกเขาเป็นห่วงเด็กสาวจากใจจริง คงต้องมีใครสักคนส่งนางไปยังที่ปลอดภัยแน่ๆ—บางที ฮิจิคาตะ โทชิโซอาจจะคิดแบบนั้นอยู่


เธอมองออก ดูเหมือนรองหัวหน้าปีศาจจะไม่ได้เลือดเย็นอย่างที่ข่าวลือว่ามาจริงๆ เสียด้วย และจิซึรุเอง—หญิงสาวเผลอยิ้มออกมา เธอรู้สึกสงสารชายหนุ่มคนนั้นเหลือเกินที่มาตกหลุมรักเด็กสาวจอมใส่ซื่อคนนี้ คงต้องพยายามน่าดูกว่าจะทำให้นางรู้ตัว


“ยิ้มอะไร?”


“คนที่เรากำลังพูดถึงไง” หญิงสาวว่า พลางถามอีกครั้งว่า “เจ้าคิดจะพานางกลับไปจริงๆ เหรอ?”


“...ยักษ์สาวเลือดบริสุทธิ์ใกล้จะสูญพันธุ์ไปหมดแล้ว หากข้าไม่พานางกลับไป เผ่าพันธุ์ของเราก็จะไม่มีเชื้อสายสืบทอด”


เป็นคำพูดที่น่าเศร้า หญิงสาวรู้สึกเศร้าหมองขึ้นมา เงยหน้าขึ้นมองคนพูดที่ยังคงใบหน้านิ่งเรียบ


ยกมือที่กดบาดแผลของเธอออกไป ก่อนจะลุกขึ้นมาประจันหน้าในระดับสายตาเดียวกัน หญิงสาวลองกดบาดแผล แม้จะยังเจ็บและจุกอยู่แต่ก็พอจะขยับร่างกายได้แล้ว เลือดเองก็เริ่มหยุดไหลขึ้นตามลำดับ โดยรวมแล้วไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงนักในสายตาของเธอ


“พูดเรื่องน่าเศร้าแบบนั้นออกมาอีกแล้วนะ จิคาเงะ”


สบตากับชายหนุ่มที่คล้ายไม่พอใจที่ถูกพูดใส่ราวกับรู้ดี แต่ก็ไม่ได้ตอบโต้อะไรออกมาคล้ายจะรอคอยว่าเธอจะพูดอะไรออกมาต่อ รินเองก็กลับไปจัดสมุนไพรที่อีกห้องอยู่นานสองนานจนน่าสงสัย


“ทำเพื่อคนอื่น เป็นผู้นำที่น่านับถือ แต่จะมีประโยชน์อะไรหากเจ้าขึ้นปกครองพวกเขาด้วยการฝืนความรู้สึกตัวเอง จิซึรุเอง นางไม่เต็มใจไปกับเจ้าแน่นอน ความต้องการของนางไม่ใช่แบบนั้น” หญิงสาวว่า เหม่อมองมือที่เต็มไปด้วยเลือดของตัวเอง ดวงตาสีน้ำแข็งทอแสงอ่อนแรง “สิ่งที่ได้มาด้วยการบังคับ—มักมีจุดจบไม่ดี ตัวข้าเอง เพราะผ่านเรื่องแบบนั้นมาแล้วถึงได้เข้าใจ”


มองชายหนุ่ม คล้ายบอกคำตอบว่าที่ตัวเองหมายถึงนั้นหมายความว่ายังไง “หมู่บ้านของข้า เผ่าพันธุ์ของข้า ล่มสลายเพราะการบังคับนั่นแหละ”


ย้อนกลับไป ใช่—มันเป็นอย่างนั้น ทั้งหมู่บ้านที่ถูกไฟเผา ทั้งผู้คนที่ต่างกรีดร้องหวาดกลัวต่อมนุษย์ที่ถือดาบ สาเหตุทั้งหมดเป็นเพราะกฎที่กดขี่กันเอง บังคับจนทนไม่ไหว สุดท้ายเพราะกฎที่สุดโต่งนั่นเองที่หันมาแว้งกัดจนไม่เหลืออะไร


เพราะแบบนั้น—สายตาที่ทอดมองไปที่ชายหนุ่มถึงได้ฉายแววเศร้าสร้อยออกมาครู่หนึ่ง ก่อนที่จะกลับไปนิ่งเรียบดังเดิม


และตัดบทสนทนาที่แสนเงียบนี่ลงซะ


“ขอบคุณที่ช่วยนะ ถ้ามีโอกาสจะตอบแทนให้”


ชายหนุ่มเหยียดยิ้ม เป็นรอยยิ้มที่ดูถูกทุกอย่างอย่างที่ชอบทำ “ไว้ถึงคราวนั้นข้าก็หวังว่าเจ้าจะยอมให้แต่โดยดี”


รู้ว่าอีกฝ่ายอาจจะหมายถึงสิ่งที่ตัวเองช่วงชิงไป แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็พยักหน้ารับคำไปอย่างช่วยไม่ได้


แม้จะรู้สึกกลัวที่จะต้องเผชิญหน้ากับอีกฝ่ายอีก แต่คาซามะในตอนนี้ก็เพียงแค่ต้องการเพียงความทรงจำของตัวเองเท่านั้น ไม่มีจุดประสงค์แอบแฝงอื่นๆ อย่างแน่นอน


พอคิดมาถึงตรงนี้ก็ตรงยิ้มปลอบใจตัวเองอีกครั้ง—นี่คงเป็นการสมน้ำหน้าตัวเองแล้วล่ะ


มีเพียงเธอเท่านั้นที่เข้าใจ และไม่สามารถกล่าวว่าคนอื่นได้เลย ไม่สามารถเอ่ยแย้ง หรือจะเข้าไปก้าวก่ายสักนิดก็ไม่ได้แล้ว


ตัวเธอคือคนนอก—ต้องจดจำให้ขึ้นใจ


หากจบเรื่องของคาโนะ ทุกอย่างก็จะจบ ทุกคนแยกย้าย ทั้งเธอ เหล่าชินเซ็น  จิซึรุ และเหล่ายักษ์—จะไม่มีทางกลับมาบรรจบกันได้อีกเป็นครั้งที่สอง


ดังนั้น จนกว่าจะถึงตอนนั้น


“จนกว่าจะถึงตอนนั้น”


หากเธอยังอยู่ ยังไม่ไปไหน—


ชิซุนยิ้มให้ เป็นครั้งแรกที่ยิ้มอย่างจริงใจ เป็นรอยยิ้มงดงามที่ยากจะหาคำมาบรรยายได้ มอบให้กับชายหนุ่มตรงหน้าที่สบมองด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก


“ข้าจะให้นะ”


ไม่ได้บอกคำที่คิดในใจออกไป แต่นั่นก็ถือว่าเธอทำถูกแล้ว


คาซามะยิ้มรับ หลุดหัวเราะออกมานิดหน่อย เขากำลังอารมณ์ดี ชายหนุ่มยกมือขึ้นกอดอก ไหล่ผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด เห็นดังนั้นก็เรียกรอยยิ้มน้อยๆ จากเธอได้แล้ว


บรรยากาศที่ผ่อนคลาย เงียบสงบโดยไม่จำเป็นต้องมีคำพูดใดๆ ต่อกัน เหมาะกับการพักผ่อนและเยียวยาเสียจริงๆ


เพราะตอนนี้ฟ้ายังไม่สาง พวกเขาจึงยังอยู่ตรงนี้ได้


ยังนั่งอยู่ข้างๆ กันได้โดยยังไม่ต้องลุกออกไปไหน ไม่จำเป็นต้องคิดถึงวันพรุ่งนี้ที่จะมีเรื่องหนักหนารออยู่ ไม่จำเป็นต้องคิดถึงเรื่องค้างคาระหว่างกันที่ยังไม่ได้สะสาง


มันคือเวลาแห่งการพักอย่างแท้จริง


ชิซุนหวังจริงๆ ที่จะมีช่วงเวลาแบบนี้ไปอีกนานเท่านาน

 

 




ค่ำมืดของอีกวันหนึ่ง หญิงสาวสองคนได้กลับไปเยือนที่ฐานของเหล่าชินเซ็นอีกครั้ง เพียงแต่ครั้งนี้พวกนางมาเยือนอย่างเปิดเผย ฝากซามูไรที่เฝ้าอยู่หน้าประตูไปรายงานท่านหัวหน้าหน่วยอย่างเป็นทางการว่าตนได้มาขอเข้าพบ


แม้จะขาดหัวหน้าที่คุ้นหน้าไปถึงสามคน ที่ดูเหมือนคนที่น่าเป็นห่วงที่สุดจะกลับกลายเป็นหญิงสาวผมสีดำซะเอง จิซึรุมองดูพี่สาวที่ดูเหมือนจะกำลังกลั้วหัวเราะในลำคอด้วยน้ำเสียงอารมณ์ดีแปลกๆ อย่างที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน พอหันไปหาโอซากิ รินที่ติดตามมาด้วยก็ได้รอยยิ้มแห้งส่งมาให้เท่านั้น


“ทานยาแก้ปวดเยอะไปหน่อยน่ะ ไม่แน่ใจว่าเพราะเป็นโยเซถึงได้เมายาหรือเปล่า แต่กว่านางจะสงบลงคาซามะกับข้าก็แทบแย่เหมือนกัน”


“คุณคาซามะอยู่ด้วยหรือเจ้าคะ?” แม้จะน่าสงสัยว่าชายหนุ่มคนดังกล่าวจะอยู่ด้วยตั้งแต่เมื่อคืน แต่เด็กสาวก็ใช่ว่าจะไว้ใจกับอีกฝ่ายได้นัก


และอีกอย่าง—ท่านพี่ก็เหมือนจะรู้จักกันมาก่อนด้วย


“พวกท่านรู้จักกันเหรอคะ?”


“ตอนนี้ไม่ใช่แล้วล่ะ วางใจได้ จิซึรุ” เป็นหญิงสาวเองที่ตอบ รอยยิ้มที่ประดับบนใบหน้าของชิซุนนั้นไม่คุ้นสายตาของทุกคนเลยสักนิด “ที่จริงที่มาที่นี่ก็เพราะมีอะไรอยากจะถามด้วยน่ะ แต่ดูเหมือนพวกท่านจะร้อนใจอยากรู้มากกว่าข้านะ”


มันแน่นอนอยู่แล้ว—ทุกคนคิดในใจ จากเหตุการณ์ร้ายแรงที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนั้น ไม่ว่าใครก็อยากได้คำตอบที่ชัดเจนทั้งนั้น รวมทั้งหญิงสาวที่เมื่อคืนพวกเขาเห็นกันหมดทุกคนว่าสภาพร่อแร่ขนาดไหน แต่มาตอนนี้กลับแข็งแรงดีราวกับไม่ได้โดนแทงมาก่อนด้วยก็เช่นกัน


เรื่องเหนือธรรมชาติชักจะมากเกินไปแล้ว


“เจ้าเป็นใคร?” ฮิจิคาตะเอ่ยถาม “เรารู้ว่าคาซามะเป็นยักษ์ก็จริง แต่เมื่อคืนเจ้าเองก็ไม่คล้ายจะเป็นมนุษย์เลยสักนิด แล้วคนที่ชื่อคาโนะนั่นอีกล่ะ เขาเข้ามาโจมตีแบบนั้นคงต้องมีสาเหตุสินะ”


“สาเหตุน่ะมี แต่เรื่องที่คาโนะโจมตีท่านน่ะไม่ใช่เรื่องที่เจาะจงหรอก”


ความเคร่งเครียดเข้ามาปกคลุมทันที เหล่าชายหนุ่มต่างมองหญิงสาวในชุดสีขาวอย่างต้องการคำตอบ ในขณะที่จิซึรุและรินสัมผัสได้ว่าตนควรจะออกไปจากตรงนี้ก็เอ่ยขออนุญาตทันที


“ข้าจะไปเอาชามาให้นะเจ้าคะ” จิซึรุว่า เด็กสาวขอตัวออกไปพร้อมกับรินที่อาสาออกไปช่วยด้วย


และเมื่อประตูถูกเลื่อนปิดสนิท ใบหน้ายิ้มบางๆ ของชิซุนก็กลับมานิ่งเรียบเช่นเดิม เธอมองเหล่าชายหนุ่มที่ในตอนนี้อยู่ไม่ครบกลุ่ม ก่อนจะค้อมหัวให้ “ต้องขอโทษจริงๆ ที่เกิดเรื่องขึ้นเมื่อคืน”


เกิดความคาดหมาย ไม่มีใครคาดคิดว่านางจะเอ่ยขอโทษก่อนเป็นอันดับแรก


“อะไรกัน? เจ้าอย่าขอโทษเลย เราต้องขอบใจเจ้าเสียอีกที่เข้ามาขวางจนบาดเจ็บกลับไปน่ะ!” ฮาราดะ ซาโนะสุเกะยิ้มร่าเริง เขาเองก็อยู่เห็นเหตุการณ์เมื่อคืนด้วยเช่นกัน “เป็นเพราะเจ้านั่นต่างหากที่จู่ๆ ก็เข้ามากลางวง เล่นเอาวุ่นวายซะใหญ่โตเลยล่ะ”


“เพราะเกิดเรื่องนี้ขึ้นมานี่แหละ ข้าถึงทำอะไรคนเดียวได้ยากขึ้นน่ะ” หญิงสาวเอ่ยออกมาเสียงเย็น แต่นั่นก็ทำให้ใครหลายๆ คนชะงักไปได้เช่นกัน


อารมณ์วันนี้ดูจะแปรปรวนจนเหมือนพายุ หรือว่านี่จะเป็นเพราะเมายาแก้ปวดอย่างที่โอซากิ รินว่ามากันนะ?—อดไม่ได้ที่จะคิดแบบนั้น เพราะในยามนี้ หญิงสาวตรงหน้าดูเอาแน่เอานอนไม่ได้เสียเลย


จนกระทั่งคอนโด อิซามิพูดขึ้นอย่างอดไม่ได้นั่นแหละ ความผ่อนคลายถึงได้เข้ามาแทรกนิดหน่อย “เอาเถอะ แต่เจ้าจะบอกเราได้หรือเปล่าว่าเรื่องมันเป็นมายังไง แล้วที่เพื่อนของเจ้าพูดเมื่อกี้น่ะ...โยเซ—ภูตอย่างนั้นเหรอ?”


ชิซุนเหมือนจะพึ่งนึกขึ้นมาได้ กลับเข้ามาที่บทสนทนาอีกครั้ง “พวกมนุษย์เรียกเราแบบนั้นนั่นแหละ ทั้งข้าและคาโนะคือโยเซ อันที่จริงเราไม่ควรมายุ่งเกี่ยวกับมนุษย์หรอก นอกจากจะเล่นสนุกและอยู่สงบๆ ในป่าน่ะ”


“แล้วทำไมถึงออกมาฆ่ามนุษย์ล่ะ?”


“เพราะถูกฆ่ากันน่ะสิ” หญิงสาวจ้องมองชายหนุ่มทุกคนที่เหมือนจะกำลังตกใจอยู่ ก่อนจะพูดต่อออกมายาวยืดว่า “ข้ากับคาโนะเราเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เด็กๆ อยู่หมู่บ้านเดียวกันก่อนจะโดนมนุษย์กวาดล้างเพื่อเก็บตัวอย่างเอาไปทำวัตถุดิบ เพราะตอนนั้นพวกข้ายังไม่ได้ตัดสัมพันธ์กับพวกยักษ์ด้วย ข้ากับคาซามะรู้จักกันตอนนั้นนั่นแหละ แต่เพราะไปตัดสัมพันธ์กับพวกยักษ์นั่นแหละ หมู่บ้านเลยโดนทำลาย คาโนะกับข้าไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีใครรอดบ้าง ข้าหนีลงไป เจอเข้ากับจิซึรุพอดีเลยได้ช่วยไว้ ส่วนคาโนะ—“


หยุดพักหายใจชั่วครู่ กำมือแน่นเมื่อนึกถึงชายหนุ่มที่ตอนนี้คงกำลังตามหาตัวการที่ทำลายพวกพ้องอย่างเอาเป็นเอาตาย


“เขาปรากฏตัวออกมาไม่นานมานี้ ตามล่าหาคนที่ทำลายหมู่บ้าน ข้าพยายามหยุดเขา แต่เรื่องก็บานปลายจนอย่างที่เห็นนี่แหละ”


เป็นเรื่องเล่าสั้นๆ ที่น่าใจหาย ชายหนุ่มทุกคนต่างเงียบไปตั้งแต่ที่นางเริ่มเล่า แม้จะไม่ใช่คนที่ออกมาทำลายหมู่บ้านของนาง แต่พอรู้ว่าคนที่ก่อการทำเรื่องเลวร้ายอย่างนั้นเป็นมนุษย์เหมือนกันก็กลับรู้สึกโกรธแค้นขึ้นมาแทนไม่ได้


ถูกฆ่าจนแทบจะสิ้นเผ่าพันธุ์ เรื่องแบบนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กที่ถูกมองข้ามได้เลยสักนิด


“แต่การที่ออกฆ่าคนไปเรื่อยแบบนั้นน่ะ—“ ฮาราดะกัดฟันแน่น “เรื่องแบบนี้ก็ไม่ใช่เรื่องที่ถูกเหมือนกัน!


“เพราะแบบนั้นข้าถึงตามหยุดเขายังไงล่ะ”


ถ้อยคำเด็ดขาดเสียจนต้องเงยหน้ามอง หญิงสาวที่อยู่ตรงหน้านี้ช่างพูดออกมาได้อย่างง่ายดายเสียเหลือเกิน แต่ตัวเธอเองก็เจอเรื่องร้ายแรงอย่างนั้นมาเหมือนกันไม่ใช่เหรอ?


หากไม่แค้นก็คงจะโกหกสินะ? แต่ทำไมยังเข้าข้างแล้วปกป้องมนุษย์อยู่อีก?


ทุกคนต่างมองด้วยความสงสัย ในขณะเดียวกันก็รู้สึกทึ่งและชื่นชมไปด้วยเช่นกัน หญิงสาวที่ยืนหยัดได้คนเดียวน่ะ ช่างแข็งแกร่งและน่านับถือ


“เรื่องที่ข้าจะอธิบายก็มีแค่นี้ ส่วนเรื่องที่ข้าอยากถาม—“ ชิซุนเอ่ยบอก เว้นช่วงไปสักพักเพื่อเงยหน้ามองทุกคนช้าๆ


ครั้งนี้ดูจริงจังจนทุกคนเผลอยืดตัวอย่างช่วยไม่ได้


“ราเซ็ตสึน่ะ—ใครเป็นคนคิดค้นขึ้นมา?”


คำถามที่เป็นเหมือนชนวนระเบิด แต่พวกตนก็ราวกับจะคิดเอาไว้แล้วว่าอาจจะโดนถามเรื่องนี้


ตั้งแต่เมื่อคืนที่ถูกจู่โจม ด้วยคำตะคอกบ้าคลั่งของอีกฝ่ายเองก็ยิ่งกระตุ้นให้ทุกอย่างประติดประต่อกันขึ้นมาเป็นรูปร่างอย่างง่ายดาย แม้แต่พวกตนที่ไม่ได้รู้ลึกตื้นยังไง ก็คิดได้ไม่ยากเลย


ฮิจิคาตะมีสีหน้าเคร่งเครียด นึกไปถึงเด็กสาวที่ไม่ได้อยู่ฟังบทสนทนานี้ด้วยก่อนจะตอบออกไปว่า




“ยูคิมูระ โคโท”

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 54 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

42 ความคิดเห็น

  1. #6 จันทิรารัตน์ (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 14 กรกฎาคม 2561 / 15:21
    เย้ๆมาลงแล้ว ขอบคุณน้าาาาา
    #6
    1