คัดลอกลิงก์เเล้ว
นิยาย [SF][Boyfriend] M.I.A. [SF][Boyfriend] M.I.A. | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้


Note: จริงๆ ก็เริ่มงมฟิคมาตั้งแต่ต้นเดือน ตั้งใจจะแต่งให้เสร็จวันครบรอบเดบิวต์ 5 ปี แต่ด้วยภาระและสังขารที่ไม่อำนวยและคลิปและรูปและข่าวที่มากมายจนตามไม่หวาดไม่ไหวจึงเป็นเหตุผลให้ตัวเองยืดเวลาต่อมาจนถึงวันสิ้นเดือน..เหมือนต้องเสาะหาพลังใจให้มากพอและขีดเดทไลน์ถึงจะมีแรงฮึดขึ้นมาได้นั่นแล

 

Warning: ถึงจะบอกว่าเป็นฟิคแต่งครบรอบ 5 ปี แต่ก็ไม่มีความเกี่ยวข้องกับวันครบรอบแต่อย่างใด..มั้ง แน่นอนว่าห่างจากการเขียนไปนานพอตัว อาจพบเจอสำนวนประหลาดบ้าง เหตุผลอย่าไปหา สาระไม่ค่อยจะมี โปรดใช้จักรยาน เอ๊ย วิจารณญาณในการรับชม



o w e n tm.

เนื้อเรื่อง อัปเดต 9 มิ.ย. 59 / 22:00











 

M.I.A. : Missing in action

 



 

ความกระหายน้ำฉุดให้ลืมตาตื่นจากห้วงนิทรา รอบตัวถูกปกคลุมไปด้วยความมืดสลัวบ่งบอกว่ายังเป็นเวลาพักผ่อนของอีกสองชีวิตที่นอนในห้องเดียวกัน สองขาจึงก้าวลงจากเตียงอย่างระมัดระวัง มือขวายังคงขยี้ตาตลอดทางที่เดินไปยังตู้เย็นขนาดเล็กตรงมุมห้อง

 

แสงไฟเหลืองนวลจากในตู้เย็นทำให้ต้องกระพริบตาถี่ๆ แต่ก็ไม่เพียงพอที่จะใช้สลัดความงุ่นง่วงให้หลุดออกไปได้ ขวดหลายรูปร่างหลากสีสันทำให้ต้องเพ่งมองทีละขวดเพื่อหาเป้าหมาย แต่เมื่อหยิบขวดน้ำเปล่าออกมาดื่มได้เพียงแค่สองอึกก็ต้องรีบวางขวดน้ำลงแล้วก้าวเท้าไปยังห้องน้ำอีกฟากหนึ่งของห้องให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

 

แม้ว่าจะโก่งคออาเจียนน้ำเปล่าออกมาจนหมด แรงบีบรัดที่กระเพาะก็ยังไม่บรรเทาลง ซ้ำร้ายความรู้สึกคลื่นเหียนที่พุ่งขึ้นมาจู่โจมโดยเฉียบพลันยังทำให้เข่าอ่อนจนแทบทรงตัวยืนไม่ไหว

 

หลังจากเปิดน้ำล้างหน้าล้างตาและทรุดนั่งบนพื้นกระเบื้องเย็นๆ พักใหญ่แล้วทุกอย่างก็เบาบางจนพอจะลุกขึ้นเดินออกจากห้องน้ำโดยใช้กำแพงช่วยพยุงตัวเองไปตามทางที่คุ้นชิน

 

แกร๊ก

 

ตุบ

 

เปลือกตาทั้งสองข้างปิดลงโดยอัตโนมัติเพราะแสงจ้าสีขาวที่สาดลงมาจากเพดาน เมื่อพอจะปรับสายตาได้แล้วก็พบว่าตัวเองเปิดประตูเข้ามาในห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าแทนที่จะเป็นประตูห้องนอนและเสียหลักล้มลงนั่งจุมปุ้กอยู่หน้าตู้เสื้อผ้า

 

ความตั้งใจจะออกไปหายาที่ห้องครัวหายวับเมื่อความคลื่นเหียนเหมือนจะตีรวนกลับขึ้นมาอีกครั้ง และแย่กว่าครั้งแรกเพราะพ่วงท้ายมาด้วยอาการปวดหัวตุบๆ เหมือนมีค้อนตีลงที่ศีรษะซ้ำๆ

 

นาทีนี้ทำได้เพียงรวบรวมแรงเลื่อนเปิดประตูตู้เสื้อผ้าที่กำลังเอนตัวพิงและคลานเข้าไปนอนขดตัวอยู่บนกองเสื้อผ้านุ่มๆ ในใจคิดแต่ว่าไฟในห้องนี้เปิดเพราะเซนเซอร์อัตโนมัติตรวจจับได้ว่ามีคนอยู่ในห้อง ถ้าเซนเซอร์จับความเคลื่อนไหวไม่ได้แล้วไฟก็จะปิดไปเอง และสติก็จมดิ่งลงไปพร้อมกับความมืดที่มาเยือน

 

.

 

.

 

.

 

.

 

"ยองมิน กวังมิน ตื่นได้แล้วนะ"

 

เสียงกึ่งตะโกนเรียกชื่อตัวจากนอกห้องนอนทำให้เจ้าของชื่อลืมตาขึ้นอย่างเกียจคร้าน สองแขนยืดขึ้นไปจนสุดแล้วถึงจะสะบัดผ้าห่มออกจากตัว มือข้างหนึ่งปิดปากหาวหวอดส่วนอีกข้างก็ยกขึ้นสางเส้นผมยุ่งเหยิงที่ย้อมเป็นสีทองให้พอจะเข้าทรง

 

ยองมินรู้สึกแปลกใจเล็กน้อยเมื่อปีนบันไดเตียงชั้นสองลงมาเจอทั้งเตียงเดี่ยวและเตียงนอนชั้นล่างที่ว่างเปล่า เพราะปกติต้องได้เห็นน้องชายฝาแฝดนอนซุกตัวอยู่ในผ้าห่มผืนหนาให้เขาต้องเป็นคนปลุกทุกเช้า

 

แต่นี่ผ้าห่มก็ยังไม่ได้พับ ฝูงตุ๊กตาหนูสายฟ้าสีเหลืองก็ยังกระจายเต็มเตียงแบบนั้นอาจจะไปหลับต่อในห้องน้ำก็ได้ ยองมินโคลงหัวแล้วหยิบผ้าขนหนูเดินเข้าห้องน้ำไป

 

หลังจากทำกิจวัตรตอนเช้าเสร็จแล้วก็เดินไปยังส่วนที่แบ่งไว้เป็นห้องครัว จากความแปลกใจเริ่มกลายเป็นความรู้สึกใจหายเมื่อไม่เห็นคนที่ควรจะนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวข้างๆ ยองมินยกแก้วนมสดที่จองมินส่งให้ขึ้นจิบแล้วเอ่ยถาม

 

"กวังมินล่ะครับ?"

 

จองมินชะงักมือที่กำลังทาเนยบนแผ่นขนมปังแล้วเงยหน้าขึ้น "อ้าว กวังมินไม่ได้หลับอยู่หรอ?"

 

ยองมินส่ายหน้า "ผมตื่นมาก็ไม่เห็นเขาแล้ว"

 

"ฉันออกมาวิ่งตั้งแต่ตีห้า ยังไม่เห็นเขาเลย" ฮยอนซองที่เป็นอีกคนที่นอนในห้องเดียวกันรีบบอกเมื่อถูกสายตาเลื่อนมาจับจ้อง

 

"ห้องน้ำล่ะ?" น้องเล็กมีนูกลืนขนมปังที่กำลังเคี้ยวแล้วถามต่อ

 

"ไม่อยู่.." ยองมินตอบเสียงแผ่วพร้อมกับผุดลุกขึ้นยืน หัวใจเต้นกระหน่ำด้วยความตระหนก

 

"กวังมิน!"

 

"กวัง! อยู่ไหนน่ะ กวังมิน!!"

 

ยองมินส่งเสียงเรียกพร้อมกับเดินตามหาไปทั่วทุกห้อง หอพักที่ไม่ได้กว้างขวางอะไรมากมาย มีเพียงแค่สองห้องนอน ส่วนนั่งเล่นและส่วนห้องครัว การหาเด็กผู้ชายตัวโตสักคนไม่เจอจึงหมายความได้ว่าเขาไม่ได้อยู่ที่นี่

 

"กวังมิน กวังมินอา!"

 

"กวังมิน! นายอยู่ไหน!?"

 

ความตึงเครียดเริ่มก่อตัวขึ้นช้าๆ ยองมินหยุดยืนมองคนอื่นๆ ที่หยุดเดินหาแล้วกลับมารวมตัวกันในห้องนั่งเล่น รู้สึกเหมือนหัวใจจะเต้นในจังหวะแปลกๆ แม้จะหาตัวไม่เจอแต่เขากลับรู้สึกว่ากวังมินยังอยู่แถวนี้

 

"เขาอาจจะออกไปเดินเล่นแล้วฮยอนซองไม่ทันเห็น.." พี่ใหญ่ดงฮยอนลองประเมินความเป็นไปได้

 

"ไม่ใช่อย่างนั้นแน่ครับ" ยองมินส่ายหน้า "กวังไม่ใช่เด็กที่จะไปไหนโดยไม่บอกใครก่อน"

 

"เมื่อวานกวังมินไม่ค่อยกินอะไรเท่าไหร่เลย เขาอาจจะหิวก็ได้" จองมินคาดเดาต่อ

 

"งั้นพวกพี่ก็รออยู่นี่ ผมจะออกไปหาเขาเอง" ยองมินขมวดคิ้วมุ่น ถ้าหากเมื่อวานพวกเขาซ้อมเสร็จตามปกติก็คงไม่รู้สึกกังวลใจเท่านี้

 

"เดี๋ยวยองมิน ใจเย็นก่อน ลองโทรหากวังมินก่อนมั้ย?"

 

ยองมินพยักหน้ารับ ควานหาโทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากางเกงอย่างร้อนรนแล้วกดหลายเลขโทรด่วน และความกังวลก็เพิ่มมากขึ้นเป็นเท่าตัวเมื่อรอเสียงสัญญาณดังจนกระทั่งสายหลุดไปเป็นครั้งที่สามก็ยังคงไม่มีการตอบรับจากปลายสาย

 

.

 

.

 

.

 

.

 

"กวังมิน ท่านั้นยกมือซ้ายขึ้นข้างเดียวก็พอ"

 

เสียงเตือนจากครูสอนเต้นดังขึ้นพร้อมกับเสียงเพลงและการเคลื่อนไหวอย่างพร้อมเพรียงของเด็กหนุ่มทั้งหกคนที่หยุดลง

 

"ขอโทษฮะ" เป็นเสียงของเขาที่บอกกล่าวพร้อมกับก้มศีรษะลง

 

"ไม่เป็นไร เริ่มใหม่ตั้งแต่ท่อนนี้"

 

เสียงเพลงเริ่มขึ้นใหม่ ทุกอย่างเป็นไปได้ดีจนกระทั่งเสียงเตือนดังขึ้นอีกครั้ง "เดี๋ยวก่อนกวังมิน นายก้าวเข้าบล็อคช้าไปสองจังหวะ"

 

"ขอโทษฮะ"

 

"เริ่มใหม่อีกรอบ"

 

เสียงเพลงหยุดลงแล้วก็เริ่มขึ้นใหม่

 

"กวังมิน! เต้นท่านั้นผิดอีกแล้วนะ"

 

"ขะขอโทษ.."

 

"เลิกขอโทษแล้วจำให้ได้ซะที นายทำให้เราซ้อมช้ามากเกินไปแล้วนะ"

 

เสียงเพลงหยุดลงแล้วก็เริ่มขึ้นใหม่อีกครั้ง

 

"กวังมิน กระโดดช้าไปจังหวะหนึ่ง"

 

"กวังมิน ตรงนั้นผิด!"

 

"โจกวังมิน!!"

 

 

 

เฮือก!

 

"ขอโทษฮะ!"

 

กวังมินสะดุ้งตื่นลุกพรวดขึ้นมานั่ง สัมผัสนิ่มของผ้าทำให้ตกใจถอยกรูดจนศีรษะโขกเข้ากับของแข็งที่อยู่ข้างหลังเข้าอย่างจัง มือข้างหนึ่งยกขึ้นลูบตรงที่เจ็บ แรงกระแทกเมื่อครู่ทำให้เหมือนจะเห็นดาววิบๆ เขานั่งนิ่งจนระลึกได้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง

 

ยองมินกับเขาแล้วก็สมาชิกอีกสี่คนกำลังฝึกซ้อมเพื่อเตรียมตัวเดบิวต์เป็นบอยแบนด์ของค่ายเพลงที่เข้ามาเป็นเด็กฝึกได้สองปี เมื่อวานนี้ครูสอนเต้นเริ่มให้ลองเต้นเข้ากับเพลง แต่เพราะความผิดพลาดของเขาทำให้ทุกอย่างช้าไปหมด

 

ถึงอยากจะทำได้ดีเหมือนคนอื่นๆ แต่เหมือนยิ่งตั้งใจก็ยิ่งพลาด เขาทำให้ทุกคนต้องเริ่มใหม่จนซ้อมเต้นจนจบเพลงได้ไม่ถึงสองรอบด้วยซ้ำไป

 

พอเลิกซ้อมกลับถึงหอพักแล้วเขาก็ไม่กล้าสู้หน้าใครเลยเข้านอนเร็ว แต่สุดท้ายก็มาเผลอหลับอยู่ในตู้เสื้อผ้า แย่ล่ะ เขาคงไม่ได้ตื่นสายจนทำให้ทุกคนต้องรอหรอกใช่มั้ย คิดแล้วสองมือก็คลำหาขอบเลื่อนเปิดบานประตูคลานออกไปจากตู้เสื้อผ้า

 

แต่ลุกขึ้นเดินได้ไม่กี่ก้าวก็สะดุดขาตัวเองจนล้มหน้าคว่ำเพราะความรีบร้อน กวังมินกัดฟันลุกขึ้นเดินต่อ พยายามไม่สนใจฝ่ามือ ข้อศอกและเข่าที่เจ็บแปลบๆ

 

คนที่ต้องดูท่าเต้นแต่ละท่ามากกว่าสองรอบถึงจะเริ่มจำได้แถมยังเต้นผิดเป็นประจำ คนที่ลืมเนื้อเพลงท่อนตัวเองบ่อยๆ คนที่ขัดจังหวะการซ้อมจนทำให้ทุกอย่างล่าช้ากว่ากำหนด ถ้าหากเขาไม่ได้หน้าตาเหมือนยองมิน คนไร้พรสวรรค์ไร้ความสามารถคงไม่มีทางได้มายืนอยู่ตรงนี้

 

คนอย่างเขาไม่ควรจะทำให้คนอื่นเดือนร้อนและรำคาญมากไปกว่านี้อีกแล้ว

 

.

 

.

 

.

 

.

 

"ขอโทษนะครับ เห็นคนที่หน้าตาเหมือนผมบ้างมั้ยครับ?"

 

เป็นเวลากว่าสองชั่วโมงแล้วที่ยองมินถามคำถามเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขาเคาะประตูถามทุกบ้าน หยุดถามทุกคนที่เดินผ่านแต่ก็ไม่เคยได้รับคำตอบอย่างที่หวัง

 

ยองมินหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาเลื่อนปลดล็อกหน้าจออีกครั้ง ไม่มีการแจ้งเตือนใดๆ ไม่มีการโทรกลับ ไม่มีข้อความบอกกล่าว ไม่มีอะไรทั้งนั้นจนเขานึกกลัว

 

"ผมจะไปแจ้งความ"

 

"ใจเย็นก่อน ยองมินอา" ดงฮยอนรีบดึงไหล่แฝดพี่ใจร้อนเอาไว้ "คนหายยังไม่ถึง 24 ชั่วโมง ตำรวจไม่รับแจ้งความหรอก"

 

"ลองไปดูที่ห้องซ้อมกันก่อนเถอะ"

 

 

 

"ย่าห์! นี่มันกี่โมงกี่ยามแล้ว ทำไมเพิ่งมากันป่านนี้!?"

 

เสียงตวาดจากครูสอนเต้นที่เขาเคยนึกกลัวไม่สามารถทำให้ยองมินสะดุ้งตกใจได้อีกต่อไป เขาเดินนำสมาชิกในวงเข้าไปในห้องซ้อมเต้นที่มีครูสอนเต้นสองคนนั่งรออยู่ที่เก้าอี้ด้านใน

 

"กวังมินหายไปจากหอ" ใบหน้าถมึงถึงและน้ำเสียงติดจะเกรี้ยวกราดทำให้ครูสอนเต้นทั้งสองคนอ้าปากค้าง "ครูเห็นเขามาห้องซ้อมบ้างมั้ยครับ?"

 

"หายไป..?" จากสีหน้าตกใจกับเรื่องที่เขาถามก็เป็นคำตอบได้อย่างดีแล้ว ยองมินจึงหันหลังเดินออกไปจากห้องซ้อมโดยไม่สนใจเสียงที่ดังไล่หลัง "แฝด นาย ไป..ไปไหน เฮ้"

 

"พวกผมขอไปตามหาเขาก่อน ถ้าเขามาที่นี่ ครูช่วยโทรบอกด้วยนะครับ" ดงฮยอนโค้งตัวอย่างขอลุแก่โทษแล้วพยักหน้าให้ทุกคนเดินตามยองมินไป

 

อีกหนึ่งชั่วโมงในการแยกกันตามหาทั่วทุกชั้นในบริษัทและผลลัพธ์ที่ได้ยังคงไร้วี่แววของกวังมิน

 

ยองมินทิ้งตัวลงนั่งกับพื้น ไม่ได้ฟังแล้วว่าใครบอกให้ลุกขึ้นยืนดีๆ เขาวิ่งขึ้นลงตามหากวังมินทุกห้องทุกชั้นในตึก เขาโทรหาเพื่อนทุกคนที่มีเบอร์อยู่ในมือถือ

 

ไม่มีใครที่กวังมินได้ติดต่อไป

 

ไม่มีใครเห็นกวังมินแม้แต่เงา

 

ไม่รู้..ไม่รู้ว่าจะไปหากวังมินที่ไหนแล้ว

 

เมื่อวานกวังมินเหมือนอยากจะพูดอะไรกับเขา แต่ด้วยความเหนื่อยล้าจากการฝึกซ้อมจึงบอกปัดไปไว้วันหลัง หากรู้ว่าความไม่ใส่ใจเล็กๆ น้อยๆ จะทำให้เกิดเรื่องใหญ่ขนาดนี้ เขาคงไม่คิดละเลยน้องชายอย่างนั้นอีก

 

"ฉันว่าเขาอาจจะหนีไปซ่อนพวกเราอยู่ก็ได้ ยิ่งตามหาเขาก็ยิ่งหนีเตลิด"

 

"ไม่นะ ผมว่าผมยังเห็นกระเป๋ากวังมินอยู่ที่หออยู่เลย"

 

"กวังมินจำทางไม่ค่อยเก่ง ไม่น่าจะไปไหนได้ไกล"

 

"ผมกับยองมินลองโทรหาเพื่อนๆ แล้วก็ไม่มีใครเห็นกวังมินเหมือนกัน"

 

เสียงปรึกษาหารือดังขึ้นเป็นระยะ แต่เขาฟังไม่เข้าหัวแม้แต่คำเดียว เขารู้แต่ว่ากวังมินหายไป หายไปไหนก็ไม่รู้ รู้แต่ว่าเขาหากวังมินไม่เจอ

 

ทำยังไงดี..จะทำยังไงดี

 

♪♫~ ~~

 

เสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์มือถือในมือทำให้เขากดรับสายแล้วยกขึ้นแนบหูโดยไม่แม้แต่จะหยุดดูว่าชื่อและเบอร์โทรที่ขึ้นบนหน้าจอเป็นของใคร

 

"กวังมิน!"

 

"กวังมินหรือจ๊ะ?" น้ำเสียงนุ่มนวลจากปลายสายทำให้หัวใจที่เต้นแรงจากความดีใจค่อยๆ ผ่อนจังหวะช้าลง "แม่คิดว่าแม่โทรหายองมินนะ"

 

"แม่ฮะ"

 

"ว่าไงจ๊ะ ทำไมเสียงไม่ค่อยดีเลยล่ะยองมินอา เมื่อกี้แม่โทรหากวังมินก็ไม่รับสาย มีปัญหาอะไรรึเปล่า"

 

"แม่ฮะ กวังหายไป" ยองมินกลั้นก้อนสะอื้น "ทำยังไงดี ผมหากวังไม่เจอ..หาที่ไหนก็ไม่เจอ"

 

"ใจเย็นๆ ก่อน ยองมินอา" น้ำเสียงที่ยังคงนุ่มนวลทำให้ยองมินสงบลงเล็กน้อย "ลูกก็รู้ว่าน้องไม่เคยไปไหนไกลเวลาเล่นซ่อนหาเลยใช่มั้ย?"

 

"..ครับ" ยองมินคิดตามแล้วก็ตอบรับในที่สุด "ขอบคุณครับแม่!"

 

ยองมินกดวางสายแล้วลุกพรวดขึ้นยืนจนทุกคนหันมามองเป็นตาเดียว เขาบอกให้ทุกคนลองแยกกันตามหาอีกครั้งหนึ่ง พี่ใหญ่กับน้องเล็กจะหาในบริษัท ฮยอนซองกับจองมินจะลองหาในละแวกใกล้เคียง

 

ส่วนเขา..จะกลับไปหาที่จุดเริ่มต้น

 

.

 

.

 

.

 

.

 

กระเป๋าตังค์

 

หมวก แว่นตา

 

ถุงเท้า ผ้าขนหนู

 

ไม่ลืมอะไรแล้วใช่มั้ยนะ..

 

หลังจากเกือบเอาโฟมล้างหน้ามาแปรงฟันและเกือบหยิบเสื้อมาใส่กลับด้าน กวังมินก็กำลังยืนมองของที่จะเอาใส่ในกระเป๋าเป้ แม้จะไม่คลื่นไส้อาเจียนแล้วแต่ความรู้สึกมึนหัวนิดๆ ก็ทำให้ต้องใช้เวลามากกว่าปกติในการตัดสินใจว่าต้องเตรียมอะไรไปบ้าง

 

ตอนเดินออกไปหยิบผ้าขนหนูเมื่อกี้ เห็นโต๊ะในห้องครัวยังมีจานขนมปังปิ้งและแก้วนมที่ยังไม่ได้เก็บ บ่งบอกว่าทุกคนคงจะรอเขาจนสายมากและรีบไปห้องซ้อมกันหมดแล้ว กวังมินเลิกคิดทบทวนแล้วกวาดของทุกอย่างบนเตียงลงกระเป๋าเป้และออกจากหอ

 

แสงแดดยามสายและความรู้สึกมึนหัวที่เพิ่มมากขึ้นทำให้กวังมินเลือกทางเดินลัดเลาะร่มไม้เข้าประตูด้านหลังบริษัท ระยะทางจากหอพักไปยังบริษัทไม่ได้ใกล้แต่ก็ไม่ไกลเกินว่าจะเดินไหว

 

ตอนที่เดินด้วยกันกับทุกคนรู้สึกเหมือนกับว่าใช้เวลาแค่แป๊ปเดียว แต่วันนี้เหมือนเวลาจะเดินช้ากว่าปกติ กว่าจะเดินลากขาที่ยังเจ็บแปลบๆ มาถึงห้องซ้อม กวังมินก็หอบแฮ่กเหมือนเพิ่งซ้อมเต้นไปแล้วสามรอบ

 

"กวังมิน!?"

 

เสียงเรียกชื่อที่ดังลั่นนั้นทำเอาเจ้าของชื่อสะดุ้งจนไหล่กระตุก แต่ก็ยังไม่มีแรงมากพอจะอ้าปากโต้ตอบเพราะแค่กอบโกยเอาอากาศเข้าปอดก็เหนื่อยแล้ว

 

"มัวไปอยู่ที่ไหนมา ทุกคนตามหากันวุ่นไปหมดแล้วเนี่ย" ครูสอนเต้นถลาเข้ามาจับไหล่ทั้งสองข้าง ดึงให้กวังมินที่ก้มตัวเท้ามือกับหัวเข่าเงยหน้าขึ้น

 

"ขอโทษ..ที่มาสายฮะ"

 

"เรื่องนั้นช่างมันไปก่อน รีบโทรไปบอกก่อนที่เจ้าพวกนั้นจะเป็นบ้าเถอะ โดยเฉพาะยองมินนี่ใกล้จะคลุ้มคลั่งอยู่แล้ว"

 

โทรบอก..?

 

อา นึกออกแล้วว่าลืมอะไร

 

"อย่ามัวยืนทำหน้าเอ๋อ หยิบมือถือออกมาสิ"

 

ครูสอนเต้นถอนหายใจเมื่อเด็กที่ยืนตรงหน้ายังคงยืนนิ่งเหมือนสติหลุดเข้าไปในมิติของตัวเองอีกแล้ว เขาหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาเลื่อนรายชื่อหาเบอร์ลีดเดอร์ของวง

 

"สวัสดีครับ" เสียงสัญญาณดังขึ้นยังไม่ทันครบหนึ่งครั้งดีก็มีคนกดรับสาย

 

"อืม ครูเอง" เขาบอก "ตอนนี้กวังมินอยู่ห้องซ้อมเต้นแล้ว"

 

"จริงหรือครับ!?" เสียงตะโกนนั้นทำให้ต้องรีบดึงโทรศัพท์ออกห่างจากหู "บอกให้เขารออยู่ที่นั่นก่อนนะครับ เดี๋ยวพวกผมรีบไป"

 

"ได้" เขาพยักหน้ารับแล้วก็หันมองเด็กที่ควรจะยืนอยู่ข้างๆ "กวังมิน ดงฮยอนบอกว่า.. เฮ้ย!"

 

"อะไรครับพี่?"

 

"กวังมินหายไปอีกแล้ว"

 

"อะไรนะครับ!!?"

 

.

 

.

 

.

 

.

 

แสงแดดตอนใกล้เที่ยงในฤดูร้อนไม่เคยปรานีใคร ระยะทางจากหอไปบริษัทว่าไกลมากแล้วแต่กลับรู้สึกว่าทางจากบริษัทกลับหอยิ่งไกลกว่า กวังมินค่อยๆ ลากสังขารเดินเข้าไปหลบร่มที่หน้าร้านมินิมาร์ทหลังจากหวุดหวิดจะลมจับไปหลายรอบ

 

"เอ้าๆ เป็นอะไรไปจ๊ะ พ่อหนู"

 

หลังจากขอบคุณคุณป้าใจดีที่ช่วยพยุงไปนั่งพักในร้านและเอากระดาษมาพัดให้แล้วเขาก็รับน้ำองุ่นมาจิบทีละนิดเพราะกลัวจะเกิดอาการอย่างเมื่อเช้ามืดอีก

 

รสชาติหวานอมเปรี้ยวทำให้รู้สึกสดชื่นขึ้นมากจนกวังมินดื่มหมดไปครึ่งค่อนกระป๋อง ก่อนจะได้บอกขอบคุณอีกครั้ง กระเพาะที่ส่งเสียงร้องโครกครากทำให้เขาเพิ่งนึกได้ว่าไม่ได้กินอะไรตั้งแต่เมื่อวานตอนบ่าย

 

กวังมินถอดหมวกแก๊ปวางลงข้างตัวแล้วรับเอาขนมปังโปเกม่อนจากคุณป้าใจดีมากินต่อ นึกแปลกใจเล็กน้อยที่ขนมปังเป็นโปเกม่อนตัวที่เขาชอบที่สุดด้วย

 

"ขอบคุณมากนะฮะคุณป้า ค่าน้ำกับขนมเท่าไหร่หรือครับ" กวังมินถามพร้อมกับเอี้ยวตัวหากระเป๋าตังค์ในกระเป๋าเป้

 

"ไม่เป็นไรจ้ะ เมื่อกี้มีคนซื้อไว้แล้วฝากให้คนที่หน้าเหมือนตัวเองด้วย" ได้ยินอย่างนั้นกวังมินก็เลิกคิ้วหันขวับมองใบหน้าเปื้อนยิ้ม "ตอนแรกป้าก็คิดว่าเขามาเล่นมุขอะไร แต่เห็นทำหน้าจริงจังก็เลยรับปากไป เป็นพ่อหนูเองสินะที่เขากำลังตามหา"

 

กวังมินพยักหน้าเงียบๆ

 

ยองมินตามหา..?

 

อาจจะกำลังโกรธมากก็ได้

 

ต้องรีบแล้ว

 

 

 

เมื่อเดินฝ่าแดดกลับมาถึงหอพักได้สำเร็จ อาการมึนหัวก็กลับมาโจมตีอีกระลอก กวังมินยืนนิ่งอยู่หน้าประตูพักใหญ่ เขานึกรหัสผ่านไม่ออกเพราะมักจะเดินตามหลังคนอื่นจึงไม่ได้เป็นคนกดรหัสเปิดประตูบ่อยๆ

 

และความพยายามครั้งที่หกก็สำเร็จผลเมื่อเสียงสัญญาณของการกดรหัสผ่านได้ถูกต้องดังขึ้นในที่สุด

 

พอผ่านด่านแรกเข้าไปได้ก็เจออุปสรรคด่านถัดไป กวังมินได้โทรศัพท์มือถือจากโต๊ะเขียนหนังสือแล้วแต่ก็ลืมรหัสปลดล็อคเพราะเพิ่งตั้งรหัสผ่านได้ไม่กี่วัน จำได้แค่ว่าเป็นเลขสี่หลักแต่นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออกเลยลองสุ่มกดตัวเลขที่พอจะรู้สึกคุ้น

 

กวังมินยืนจ้องหน้าจอที่กลายเป็นสีดำสนิทหลังจากที่เขากรอกรหัสผ่านผิดอีกครั้งหนึ่งแล้วก็เพิ่งนึกได้ว่าถ้าเมื่อกี้ยืมโทรศัพท์มือถือของครูสอนเต้นโทรบอกทุกคนก็คงไม่ต้องมาปวดหัวกับการตั้งรหัสผ่านของตัวเองแล้ว

 

"โจกวังมิน!!!"

 

เสียงตะโกนดังราวกับฟ้าผ่าทำให้สะดุ้งโหยงจนโทรศัพท์มือถือหลุดมือไปทันที กวังมินหมุนตัวหันหลังกลับตามแรงดึงที่หัวไหล่และเสียหลักเซเข้าไปหาวงแขนที่กอดรัดเอาไว้ทั้งตัว ทั้งที่ตกใจและพยายามดันตัวออกแต่ก็ทำได้เพียงเงยหน้าขึ้นจากอ้อมกอดที่แข็งแรงกว่าที่คิด

 

เป็นยองมินที่กอดเขาไว้แน่นจนแทบขยับไปไหนไม่ได้ นอกจากความกรุ่นโกรธแล้วแววตาไม่เคยเห็นมาก่อนกำลังจ้องมองมา จิตใจที่สั่นคลอนแสดงทุกอย่างออกมาทางสีหน้าและแววตา

 

เขาทำเรื่องวุ่นวายอีกแล้วใช่มั้ย

 

เขาทำให้เดือนร้อนอีกแล้วใช่มั้ย

 

โกรธมากเลยใช่มั้ย

 

เกลียด..

 

น้ำตาเม็ดโตร่วงเผาะลงในตาข้างซ้ายทำให้คำถามที่ผุดขึ้นมามากมายเลือนหายไปทันที กวังมินซบหน้าลงในอ้อมกอดแน่นหนา เพิ่งรู้สึกว่าขอบตาร้อนผ่าวเมื่อได้ยินเสียงสั่นเครือของเจ้าของอ้อมแขน

 

"กวัง"

 

และเมื่อสิ่งที่ยองมินพูดไม่ใช่คำดุด่าว่ากล่าวอย่างที่คิด เขาก็ไม่สามารถกลั้นน้ำตาไว้ได้อีกต่อไป

 

"ไปไหนมา"

 

ไม่รู้ว่านานเท่าไหร่แล้วที่เขายืนร้องไห้เป็นเด็กๆ อยู่ตรงนี้ หัวใจที่หนักอึ้งผ่อนคลายลงเมื่ออยู่ในอ้อมกอดที่คุ้นเคย ฝ่ามือที่ลูบหลังลูบไหล่เบาๆ เพื่อปลอบประโลมนั้นทำให้ความคิดยุ่งเหยิงหยุดลงโดยสิ้นเชิง

 

"อย่าหายไปโดยที่ไม่บอกฉันอีกนะ" เสียงยองมินกลับเป็นปกติแล้ว แต่เขาแค่จะหายใจเข้าออกให้เป็นจังหวะยังทำไม่ได้เลย

 

"ขอโทษนะที่ทำให้ ฮึก เป็นภาระ" กวังมินสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วรีบพูดก่อนที่ตัวเองจะสะอื้นอีกครั้ง "ทั้งๆ ที่ไม่มีนาย ฉันคงไม่ได้อยู่ตรงนี้"

 

"กวัง" ฝ่ามือที่ลูบหลังเลื่อนขึ้นมาลูบศีรษะช้าๆ แล้วค่อยเลื่อนลงประคองข้างแก้มให้เงยหน้าขึ้นสบตา "อย่าพูดแบบนั้นอีกนะ อย่าดูถูกตัวเองอีก กวังมินของฉันเป็นคนน่ารัก ใจดีแล้วก็.."

 

ยองมินหยุดพูดแล้วก้มหน้าลงจนหน้าผากตัวเองชนเข้ากับหน้าผากของคนที่บังคับให้สบตาไม่สำเร็จเพราะเจ้าตัวหลับตาลงเสียก่อน

 

"นายมีไข้นะ" เขาเอียงหน้าแนบผิวแก้มแดงระเรื่อเพื่อวัดอุณหภูมิอีกครั้งแล้วเอ่ยขึ้นเมื่อรับรู้ได้ถึงความร้อนที่สูงกว่าปกติ

 

"ย่าห์ๆ กวัง อย่าเพิ่งหลับ" ยองมินค่อยๆ เขยิบตัวไปใกล้เตียงนอนเมื่อไม่มีการตอบรับจากคนในอ้อมแขน ซ้ำยังคอพับคออ่อนทิ้งน้ำหนักตัวลงมาที่เขามากขึ้นเรื่อยๆ อีก

 

กวังมินทำได้เพียงครางอือในลำคอ ทันทีที่แผ่นหลังสัมผัสกับเตียงนุ่ม สติก็จมหายไปในห้วงนิทราอย่างรวดเร็ว

 

.

 

.

 

.

 

.

 

"ยองมิน! เจอกวังมินแล้วจริงหรอ?"

 

ยองมินรู้สึกทึ่งไม่น้อยเมื่อเดินออกมาจากห้องนอนแล้วพบว่าสมาชิกทุกคนในวงกลับมาถึงหอพักภายในเวลาไม่ถึงสิบห้านาทีหลังจากที่เขาโทรบอกว่าเจอกวังมินแล้ว

 

"จริงครับ" ยองมินตอบแล้วบุ้ยใบ้ไปทางห้องที่เพิ่งเดินออกมา "เขาอยู่ในห้อง ร้องไห้จนหลับไปแล้ว"

 

เห็นยองมินดูสงบอย่างนั้นก็พอวางใจได้ว่าไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง ทุกคนยืนมองยองมินวางกะละมังใบเล็กลงในอ่างล้างมือในห้องครัวแล้วไล่เปิดตู้ใต้อ่าง "มีใครรู้บ้างว่ากล่องปฐมพยาบาลอยู่ไหน"

 

"กวังมินมีแผลหรอ เป็นเยอะรึเปล่า?"

 

ยองมินส่ายหน้า "เขามีไข้ ผมเช็ดตัวให้เมื่อกี้เลยเห็นว่ามีแผลถลอกแล้วก็รอยช้ำที่มือกับศอกแล้วก็หัวเข่านิดหน่อย ไม่รู้ไปหกล้มที่ไหนมา"

 

จ๊อกกก

 

เสียงท้องร้องดังสนั่นนั้นทำให้ทุกคนต้องกลั้นขำเพราะเจ้าตัวยังทำหน้านิ่งเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น และเมื่อเจอกล่องปฐมพยาบาลที่ตามหาแล้วก็กึ่งเดินกึ่งวิ่งเข้าห้องนอนไปทันที

 

"ไม่มีอะไรติดหอเลย กินรามยอนกันก่อนมั้ย?" ฮยอนซองถามขึ้นหลังจากสำรวจตู้เย็นที่มีแต่ของสดไม่กี่อย่างกับขนมกินเล่นเพราะเพิ่งย้ายเข้ามาได้ไม่นาน และนอกจากมื้อเช้าแล้วพวกเขาก็มักจะกินข้าวข้างนอกกันตลอด

 

เมื่อได้รับการพยักหน้าตอบรับจากพี่ใหญ่และน้องเล็กแล้วจองมินกับฮยอนซองก็ช่วยกันตั้งหม้อใบใหญ่ต้มน้ำร้อน หลังจากขนมปังปิ้งและนมที่เหลือเมื่อเช้าถูกจัดการจนเกลี้ยง เส้นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปสีเหลืองอ่อนก็ส่งกลิ่นหอมพร้อมเสิร์ฟ

 

 

ก๊อกๆ

 

เสียงเคาะประตูเบาๆ เรียกให้ยองมินละสายตาจากคนที่นอนหลับบนเตียงแล้วหันไปเห็นน้องเล็กของวงที่อายุอ่อนกว่าตัวเองไปไม่กี่เดือนกำลังยื่นตัวมองอยู่ที่กรอบประตู "พี่ดงฮยอนให้ตามไปกินข้าว"

 

"อือ เดี๋ยวไป"

 

"ไม่เดี๋ยวล่ะ นายต้องลุกเดี๋ยวนี้เลย" ว่าแล้วก็บุกเข้าไปลากตัวออกมาจากห้องนอนไปยังห้องครัวโดยไม่ได้รับความร่วมมือสักเท่าไหร่

 

"นี่ข้าวต้มกับยาของกวังมินนะ"

 

จองมินชี้ไปยังถาดข้าวต้มกับซองยาบนโต๊ะอาหารแล้วยื่นถ้วยกับตะเกียบให้ก่อนที่ยองมินจะได้อ้าปากพูดอะไร "อ่ะ รีบมากินซะ นายกินเสร็จ ข้าวต้มคงอุ่นพอเอาไปให้กวังมินได้พอดี"

 

ยองมินนั่งลงตรงที่ประจำของตัวเองแล้วก็เริ่มกินเงียบๆ แม้ว่าท้องจะส่งเสียงร้องโครกครากแต่เขากลับไม่รู้สึกอยากอาหารสักเท่าไหร่ อาจเป็นเพราะว่าถ้ามีกวังมินนั่งกินอยู่ข้างๆ เขาคงไม่ได้กินอย่างสงบแบบนี้

 

กวังมินเป็นพวกปรับตัวเข้ากับสิ่งใหม่ได้ยากมาแต่ไหนแต่ไร ยิ่งกับคนแปลกหน้าตอนแรกจะเกร็งมากจนเหมือนเข้าถึงยาก แต่ถ้าเริ่มรู้สึกคุ้นเคยก็จะเปิดเผยให้เห็นความร่าเริงสดใสที่บางครั้งก็มากเกินพิกัด และหากใครได้เห็นรอยยิ้มและแววตาซื่อตรงนั้นก็คงยากที่จะไม่ตกหลุมรัก

 

ลองย้อนคิดดูดีๆ แล้วพักหลังมานี้เขาแทบไม่ได้เห็นรอยยิ้มนั้นเลย จากที่ไม่ค่อยพูดจนเหมือนคนขี้อายก็กลายเป็นไม่พูดเลย และเมื่อกวังมินอยากพูด เขาก็ไม่ได้รับฟัง เพราะฉะนั้นสาเหตุของเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้จะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจาก..

 

"เป็นความผิดของผมเองครับ"

 

"ไม่หรอก พวกเราก็ใส่ใจเขาน้อยเกินไป ถ้าจะผิดก็ผิดด้วยกันทั้งหมดนั่นแหละ"

 

"เอาเป็นว่าอย่าเพิ่งพูดเรื่องนี้ต่อหน้ากวังมินดีกว่านะ"

 

ดงฮยอนสรุปเรื่องที่คุยกับสมาชิกในวงก่อนหน้านี้แล้ว ยองมินพยักหน้าเห็นด้วยเพราะเขาเองก็ยังไม่แน่ใจสภาพจิตใจของแฝดน้อง กายอาจจะฟื้นฟูกลับมาได้ด้วยการนอนพัก แต่ใจต้องใช้เวลาและหัวใจด้วยกันเท่านั้น

 

.

 

.

 

.

 

.

 

ถึงจะเป็นเวลาหกโมงครึ่งแต่ก็ถือว่าช้าเกินไปแล้วสำหรับการเตรียมตัวออกไปข้างนอก แม้จะสงสัยว่าทำไมถึงไม่มีใครปลุกแต่เขาก็รีบลุกออกจากเตียงไปล้างหน้าแปรงฟันแต่งตัวให้เสร็จภายในสิบนาที

 

กวังมินวิ่งตึงตังเข้ามาในห้องครัวแล้วหยิบขนมปังปิ้งแผ่นนึงใส่ปาก แต่ก่อนจะได้หมุนตัวหันหลังก็ถูกดงฮยอนดึงแขนไว้ก่อน

 

"จะรีบไปไหนน่ะ?"

 

"ไปซ้อมฮะ" กวังมินถือขนมปังไว้ในมือแล้วบอกพร้อมกับชี้มือไปทางประตู "จะสายแล้ว ผมเดินไปกินไปก็ได้"

 

"ไม่เป็นไร ไม่ต้องรีบ" ดงฮยอนโบกมือ "นั่งลงกินดีๆ ก่อน"

 

"ฮะ?"

 

"นั่งลงสิ"

 

กวังมินกะพริบตาปริบๆ แล้ววางกระเป๋านั่งลงที่โต๊ะอาหารแบบงงๆ ปกติถ้าเขาตื่นสายขนาดนี้แล้วยังมัวนั่งกินข้าวเช้า คงโดนดุไปแล้วว่าทำให้คนอื่นต้องรอเขาคนเดียว

 

จะว่าไปคนอื่นๆ รู้ตอนไหนว่ายองมินตามหาเขาเจอแล้ว เมื่อวานตอนเย็นยังกึ่งหลับกึ่งตื่นแต่ก็เหมือนจะจำได้ลางๆ ว่ายองมินมาปลุกให้กินข้าวกินยาสองรอบ และตื่นขึ้นมาอีกทีตอนเช้าก็อยู่ในชุดนอนเรียบร้อยแล้ว

 

แต่เรื่องที่สงสัยก็ไม่ได้รับการคลี่คลายเพราะตั้งแต่ตอนที่เดินออกจากหอพักมาห้องซ้อม ไม่มีใครพูดอะไรกับเขาแม้แต่คำเดียว กระทั่งครูสอนเต้นก็ยังดูเหมือนจะเว้นระยะห่างจากเขา แม้จะเต้นผิดจังหวะก็ยังปล่อยให้ผ่านไป

 

ไม่มีคำถาม ไม่มีการว่ากล่าวตักเตือน ทุกคนคงจะเอือมระอากับเรื่องที่เขาทำจนไม่อยากพูดด้วยแล้ว

 

โดนทุกคนเกลียดแล้วสินะ

 

ความคิดนั้นทำให้กวังมินเครียดกับการฝึกซ้อมจนกระทั่งในเวลาพักก็ยังแยกไปซ้อมแร๊ปไม่หยุด เขาอยากซ้อมเพื่อชดเชยกับเวลาที่เสียไปโดยเปล่าประโยชน์

 

วันเดบิวต์ใกล้เข้ามาทุกที ถ้าขืนยังทำตัวไม่ได้เรื่องอย่างนี้จะถูกถอดออกจากวงก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเลย

 

"ไม่เหนื่อยหรอ พักหน่อยมั้ย?"

 

ดงฮยอนโดนขอร้องแกมบังคับด้วยหน้าที่หัวหน้าวงให้มาคุยกับเด็กที่นั่งจดจ่ออยู่กับเนื้อเพลงและร่องรอยปากกาที่ขีดเขียนเป็นตัวหนังสือเกือบเต็มหน้ากระดาษ แล้วก็แทบผงะเมื่อเห็นดวงตากลมโตวาววับด้วยหยาดน้ำใส

 

"เฮ้ ฉันยังไม่ได้ว่าอะไรเลยนะ" เขารีบออกตัวเมื่อหันไปเจอสายตาคาดโทษจากทุกคนที่สังเกตการณ์อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล

 

เขาไม่ได้ตั้งใจจะทำให้ร้องไห้บ่อยๆ แต่เพราะอายุที่ห่างกันมากและยิ่งเป็นเด็กผู้ชายยิ่งทำให้วางตัวไม่ค่อยถูก บางทีก็ใช้คำพูดทำร้ายจิตใจอีกฝ่ายไปโดยไม่รู้ตัว อย่างตอนที่บอกให้ตั้งใจก็หมายความอย่างนั้น แม้จะเสียงดังแต่ก็ไม่ได้มีเจตนาจะดุด่าอะไร

 

"ผมนึกว่าจะไม่มีใครพูดกับผมแล้วซะอีก" กวังมินเอ่ยขึ้นเบาๆ แต่ก็ยังพอให้ทุกคนในห้องซ้อมได้ยิน "ผมขอโทษ ฮึก อย่าเกลียดผมนะ"

 

"ผมรู้ว่าทุกคนโกรธที่ผมคอยสร้างเรื่องเดือดร้อนให้ แถมยังเป็นตัวถ่วง แต่อย่า..ฮึก อย่าเกลียดผมเลยนะ"

 

"พูดอะไรน่ะ ไม่มีใครเกลียดนายทั้งนั้นแหละ" ทุกคนค่อยๆ ลุกขึ้นแล้วเดินเข้าไปหาเด็กขี้แยที่นั่งเอาหลังมือเช็ดน้ำตาป้อยๆ "นายเป็นสมาชิกในวงของเรานะ"

 

"จริง..หรอฮะ?" กวังมินยังสะอื้นไม่หยุด "ผมอยู่ที่นี่ได้ อึ่ก..หรอ ผมน่ะถ้าไม่มียองมิน ถ้าผม.."

 

"ยองมินก็คือยองมิน กวังมินก็คือกวังมิน" หัวหน้าวงเอ่ยขัด "นายอยู่ในวงนี้ได้ด้วยความสามารถของนายเอง ไม่ใช่เพราะใครหรืออะไรทั้งนั้น"

 

"แต่ว่าผมมันทำอะไรก็ไม่ได้เรื่อง อย่างมีนูอายุเท่าผมแต่..ฮึก เต้นก็เก่ง แร๊ปก็เก่ง"

 

"ก็ฉันเรียนมาก่อนนายตั้งเยอะนี่ วันนี้นายแร๊ปได้ดีแล้วนะ พรุ่งนี้ก็ต้องทำได้ดีกว่านี้อีกแน่ๆ" มีนูเอ่ยให้กำลังใจทั้งที่เอาแต่เปรียบเทียบความสามารถมาตลอด

 

"ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป ไม่ต้องกดดันตัวเองขนาดนั้นก็ได้" จองมินพูดเสริมเมื่อรู้แล้วว่าอะไรที่คอยกดดันกวังมินมาตลอด โดยมีฮยอนซองที่อยู่ข้างๆ พยักหน้าเห็นด้วย

 

"ใช่ ถึงจะจับจังหวะได้ไม่ทั้งหมดแต่ก็ไม่มีท่าไหนที่เต้นผิดแล้วนี่"

 

โชคดีแค่ไหนแล้วที่ไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง เขามีคนที่คอยอยู่ข้างๆ และจับมือเดินไปด้วยกัน

 

กวังมินไล่มองทุกคนที่นั่งล้อมจนกระทั่งสบสายตาเข้ากับพี่ชายฝาแฝด ยองมินพยักหน้าให้ คลี่ยิ้มแล้วใช้นิ้วโป้งเกลี่ยน้ำตาบนแก้มแฝดน้องก่อนจะดึงเข้ามากอดแน่น

 

"กวังมินน่ะเป็นตัวของตัวเองดีที่สุดอยู่แล้ว"

 

.

 

.

 

.

 

.

 

"กวังมิน ท่านั้นไม่ต้องยกมือขวาขึ้นนะ"

 

"รู้แล้วฮะ" กวังมินพยักหน้ารับคำ "แต่นั่นท่อนร้องผม ผมก็เลยอยากยกมือเพิ่มอะไรให้แตกต่างกับคนอื่นนิดนึง"

 

ได้ยินอย่างนั้น หัวหน้าวงก็เกิดอาการพูดไม่ออกบอกไม่ถูกกันเลยทีเดียว ตกลงเด็กประหลาดเข้าใจยากคนนี้ฟังหรือไม่ฟังคำพูดของเขากันแน่

 

"ไม่ได้หรอฮะ?"

 

"ก็ไม่ใช่ว่าไม่ได้หรอก แต่.."

 

"งั้นก็แปลว่าโอเคแล้วนะฮะ" ว่าแล้วก็เดินไปหาเช็ดเหงื่อหน้าพัดลมแล้วเปลี่ยนเรื่องคุยหน้าตาเฉย "มีนู ไปซื้อขนมให้หน่อยสิ"

 

"ห๊ะ?"

 

กวังมินเอียงคอแล้วพูดต่อ "ก็ถึงเวลาพักแล้วก็ต้องพักไม่ใช่หรอ ฝากซื้อขนมปังโปเกม่อนมาด้วยนะ"

 

บอกไปใครจะเชื่อว่ากวังมินในตอนนั้นที่เป็นคนอ่อนไหวและไม่มั่นใจกับอะไรเลย กับกวังมินในตอนนี้ที่กลายเป็นคนเข้มแข็งและทำตามใจตัวเองมากเกินไปนั้นจะเป็นคนคนเดียวกัน

 

"ถ้าเอาตอนนั้นกับตอนนี้มารวมกันแล้วหารสองได้ก็คงดี" น้องเล็กกลอกตาขึ้นฟ้าแล้วพึมพำแบบจงใจให้ได้ยินกันทั้งห้อง

 

"อะไรหรอ?"

 

ทุกคนถอนหายใจมองหน้ากันแล้วหันไปตะโกนใส่คนถามที่กำลังยืนทำตาใสแบบไม่ต้องนัดหมาย

 

"ก็นายนั่นแหละ!"

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

::บทส่งท้าย(?)::

 

ช่วงเวลาที่ตั้งตารอคอยในวันที่มีการฝึกซ้อมก็คือเวลาพัก แม้ว่าจะเป่ายิ้งฉุบแพ้จนต้องเดินออกมาซื้อน้ำกับขนมในตอนที่อากาศร้อนๆ แต่ก็ยังดีกว่าการโดนเคี่ยวเข็ญให้แสดงสีหน้าน่ารักๆ ทั้งที่กำลังเหนื่อยแทบตาย

 

"อ่ะ" ยองมินแนบกระป๋องน้ำองุ่นเข้ากับแก้มของคนหน้าเหมือนกันที่กำลังนั่งแผ่อย่างหมดแรงอยู่บนเก้าอี้ยาวหน้าร้านมินิมาร์ท

 

"แต๊งกิ้ว" อีกฝ่ายเอ่ยขอบคุณเสียงเอื่อยๆ แล้วรับกระป๋องไปดื่มทั้งที่ยังไม่ลืมตาเหมือนกับรู้อยู่แล้วว่าจะต้องมีคนเปิดให้

 

"เอ้อ กวังมิน"

 

"หือ?"

 

"ตกลงวันนั้นนายหายไปไหนมาน่ะ"

                                              

"วันไหน?"

 

"ก็วันนั้นน่ะ" ยองมินนั่งลงข้างๆ แล้วหยิบกระป๋องน้ำองุ่นอีกกระป๋องจากถุงพลาสติกสีดำขึ้นมาชูตรงหน้าแฝดน้องที่ยอมลืมตาขึ้นมามองแล้ว

 

"อ๋อ.. ก็ไม่ได้ไปไหน" กวังมินยกน้ำองุ่นขึ้นดื่มจนพอใจแล้วก็พูดต่อ "ฉันตื่นสาย"

 

"แปลว่านายยังอยู่ที่หอ?"

 

กวังมินพยักหน้าหงึกหงัก

 

"แล้วทำไมฉันหานายไม่เจอ"

 

"ก็ฉันหลับอยู่ในตู้เสื้อผ้า"

 

"หา?" ยองมินเลิกคิ้วสูง "นายเข้าไปทำอะไรในนั้น?"

 

"ฉันตื่นมาแล้วก็อ้วกเลยจะไปหายากิน แต่ว่าตาลายก็เลยหลงเข้าไปในห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วก็เผลอหลับอยู่ในนั้น"

 

ฟังแล้วยองมินถึงกับยกมือขึ้นตบหน้าผากดังป้าบ

 

"ถ้ามีใครถามแบบฉัน นายอย่าตอบเชียวนะ"

 

กวังมินกะพริบตาปริบๆ "ทำไมล่ะ?"

 

"ถ้าขืนตอบล่ะก็คอขาดแน่ๆ"

 

"ใครหรอ?"

 

ยองมินสูดลมหายใจเข้าจนสุดปอดเพื่อระงับอารมณ์ แต่เมื่อเห็นแฝดน้องทำหน้าตาเหรอหราแล้วก็เผลอตะโกนออกมาจนได้

 

"ก็นายนั่นแหละ!"

 

 

 

 

 

 

             

Fin(?).

 












นึกว่าจะเสร็จไม่ทันสิ้นเดือนแล้วจริงๆ
คราวนี้เป็นฟิคฉลองครบรอบห้าปีแล้วก็ฉลองที่บอยเปิดไอจีซะทีนะ ฮา
เป็นอีกครั้งที่ตั้งใจแล้วก็ถอดใจแล้วก็กลับมาตั้งใจเขียนจนเสร็จจนได้
จะว่าไปแล้วเคยมีปีไหนที่ได้ลงตรงกับวันครบรอบมั้ย..ก็รู้สึกว่าจะไม่
แล้วปีนี้ก็ใช้เวลาแต่งนานที่สุดแล้วมั้ง..
หลายวันจริงแต่เฉลี่ยแล้ววันละไม่น่าจะถึงชั่วโมง
มาเร่งเอาก็ตอนโค้งสุดท้ายก่อนจะสิ้นเดือนนี่แหละ
ถึงดูไม่ค่อยจะมีอะไร แต่ก็ยืดมาได้ยี่สิบหกหน้าพอดีเลยนะ
ความพยายามอยู่ที่ไหน ความพยายามก็อยู่ที่นั่นแหละ ฮาา
ขอบคุณที่อ่านมาจนถึงตรงนี้นะขอรับ




Post : 26/05/16
Edit : 09/05/16










ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ [Z]ecret จากทั้งหมด 17 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

3 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 3 มิถุนายน 2559 / 19:45
    งืออออ กวังมินน่ารักเกินไปแล้ว ><
    พออ่านเรื่องนี้แล้วก็นึกถึงน้องกวังคนขี้อาย พูดไม่ค่อยเก่ง วิ้งค์ไม่เป็นขึ้นมาเลย ตอนนี้น้องกวังของเราเก่งขึ้นเยอะ ทั้งร้องทั้งแร็ปได้ แถมยังกล้าแสดงออกจนตอนนี้กลายเป็นคนพูดมากไปแล้ว 555555
    ถึงเรื่องนี้จะไม่เน้นไปในแนวรักๆใคร่ๆมากนัก แต่อ่านแล้วก็รู้สึกละมุนจริงๆ ตอนพี่ยองกอดกวังแล้วบอกว่า อย่าหายไปโดยที่ไม่บอกฉันอีกนะ เนี่ย มันดีกับใจมากๆเลย พี่ยองดูรักน้อง ตอนน้องหายไปดูห่วงมากๆ ดูเหมือนไม่มีกวังแล้วอยู่ไม่ได้ เป็นพล็อตที่อ่านแล้วไม่รู้สึกเบื่อเลยจริงๆ ขอบคุณสำหรับฟิคสนุกๆนะคะ~
    #3
    0
  2. วันที่ 1 มิถุนายน 2559 / 18:23
    จะว่าน่ารักก็น่ารัก จะว่าเกรียนก็เกรียน เพราะโจกวังมินนั่นแหละ
    อย่างแรกเลยดีใจแท้มีฟิคอ่าน นึกถึงวัยละอ่อนใสๆของเด็กๆเลย
    เรื่องนี้เหมือนเป็นภาคก่อนหน้า Can I ก็ได้นะ แบบเป็นเรื่องสมัยก่อนเดบิวท์
    อ่านแรกๆก็สงสารน้องกวังนะ คิดมาก คิดไปเอง ไม่มีความมั่นใจ
    ชอบตอนที่ป้าเอาขนมกับน้ำองุ่นมาให้กวังแล้วบอกว่ามีคนฝากไว้ให้
    มิน่าขนมปังถึงเป็นลายโปเกมอนตัวที่ชอบ
    แล้วก็อมยิ้มกะมุขคนหน้าเหมือนด้วย
    น้องซีเขียนกวังมินได้น่ารักแล้วก็ใสๆจริงนะ ตั้งแต่เริ่มเรื่องแล้วเข้าไปหลับในตู้ละ นี่มันโค-ตจะโจกวังมิน ไม่ใช่น้องกวังทำไม่ได้นะเนี่ย เอ้า!
    ฉากพีคและละมุนสุดก็ไม่พ้นตอนคนพี่เจอคนน้อง
    แล้วคนน้องคิดไปเองว่าพี่จะโกรธ 
    แต่คนพี่กลับถามแค่ว่า ไปไหนมา และย้ำว่า อย่าหายไปโดยไม่บอก
    เกือบจะฟินตอนแนบแก้มวัดไข้ละ แต่น้องกวังดันหลับไปซะดื้อๆ 
    ความใสยังคงอยู่จริงๆ ฮา
    ความจริงแล้วมันเป็นฟิคใสๆที่ดูเหมือนไม่มีอะไร แต่ก็มีเรื่องราวมากมายในนั้น 
    ทั้งคำพูดของพี่ชาย ความร้อนรนตอนรู้ว่าน้องหาย มุขคนหน้าเหมือน
    คำถามที่เปี่ยมไปด้วยความห่วงใย คำสั่งที่เต็มไปด้วยความเป็นห่วง
    และคำพูดที่เรียกความมั่นใจของอีกคนให้กลับคืนมา
    แถมท้ายเรื่องด้วยการเปิดขวดน้ำให้เด็กสี่มิติกิน
    แหม~~ เรื่องนี้นายน่ารักเชียวละยองมิน ฮา
    ปล.จากการอ่านงานนู๋มาตลอด พี่คิดว่านู๋เหมาะกับฟิคยาวที่เล่าไปเรื่อยๆมากกว่า
    นู๋จะมีเรื่องราวน่ารักๆเล่าตลอด ผิดกับพี่ที่เขียนฟิคยาวไม่เคยรอดจ้า
    ฟิคหน้าครึ่งหรือครึ่งหน้าพี่ก็เขียนมาหมดแล้ว ฟิคสั้นที่ยาวที่สุดเท่าที่เคยเขียนคือสิบแปดหน้า
    นอกนั้นค่าเฉลี่ยจะอยู่ที่ 8 หน้าหรือต่ำกว่า
    ขอบคุณสำหรับฟิคน่ารักๆน้าาาา ได้อะไรหลายอย่างเลย


    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 1 มิถุนายน 2559 / 18:30
    #2
    0
  3. #1 040534 (@040534) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 31 พฤษภาคม 2559 / 19:14
    555 ความจริงชื่อเรื่องน่าจะเป็น "นายนั่นแหละ" มากกว่านะ แรกๆก็สงสารกวังอยู่นะ แต่ความรู้สึกนี้มลายหายไปตอนนางบอกยองมินว่านางตาลายเข้าห้องผิดแล้วเผลอหลับนี่แหละ กุมขมับแทนยอง ว่าแล้วก็นึกอยากได้กวังมินตอนนั้นมากเลย ใสๆ อินโนเซนต์ ติดจะขี้อายด้วยซำ้ น่าเอ็นดูววว แต่เดี๋ยวนี้ใครเข้าสิงมันว่ะ -บุคลิกที่กล่าวมาเหมือนเป็นแค่ฝันตรงข้ามสุดขั้วแต่ที่เหมือนเดิมคือสี่มิติ ขำตอนที่ทุกคนพร้อมใจกันพูด "นายนั้นแหละ"คือนางยังไม่รู้ตัวถ้าเป็นกวังเวอร์ชั่นก่อนคงมีน้ำตาร่วง 5555+ เขินตอนยองเอาหน้าแนบกับน้องมากแต่แทนน้องจะเขินคือดันหลับซะนี่ก็ป่วยอยู่นี่นา ชีวิตจริงพี่ยองทำกับน้องแบบนี้บ้างมั้ย นอกจากถีบ?น้องออกสื่อเนี่ยห๊ะ ลีดน่าสงสารสุดเข้าไปคุยกับน้องดีๆโดนเด็กน้อยร้องไห้ใส่ซะงั้น เห็นด้วยกับมีนูนะถ้าเอากวังมินตอนนั้นกับตอนนี้มารวมกันแล้วหารสองได้ก็คงดี เมมเบอคนอื่นจะได้ปวดกะโหลกกับเด็กนี่น้อยลงหรือมากกว่าเดิมก็ไม่รู้นะ 55555+
    #1
    0