Destiny Dice online ลิขิตเกมพนัน 'เดิมพันหัวใจ' [Yaoi]

ตอนที่ 3 : Dice III : ชาเย็น & กาแฟเดือด

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 162
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    30 ก.ย. 55

Dice III : ชาเย็น & กาแฟเดือด

 

“อย่ามาแตะตัวฉัน!” ผมตวาดกร้าวอย่างไม่เกรงกลัวฟ้าดิน ถลึงตาใส่ร่างสูงของสโรชินที่ทำท่าจะลุกขึ้นจากเก้าอี้โซฟาตัวโปรดของผมในขณะที่มืออีกข้างค่อยๆ เก็บสัมภาระลงกระเป๋าอย่างละเอียดละเมียดละไมประหนึ่งผ้าพับไว้

 

...คงไม่ใช่ละ แผนถ่วงเวลาต่างหาก อย่างน้อยการยกเอาชีวิตทั้งชีวิตไปเสี่ยงกับไอ้หมอนี่ก็ไม่คุ้มซะยิ่งกว่าไม่คุ้ม สู้ปล่อยให้ผมโดนแฟนคลับเอาไม้ฟาดหัวหรือสโตกเกอร์รุมยำตายคาพื้นซีเมนต์ยังดีซะกว่า

 

จะหนีเสือไม่ได้แปลว่าต้องหนีเข้าถ้ำเสื้อสักหน่อย นี่มันเอาชีวิตไปทิ้งชัดๆ!

 

เมื่อตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบมากเข้า ผลสุดท้ายผมก็จำใจต้องยกธงขาวยอมแพ้แต่โดยดีก่อนที่สถานการณ์อะไรๆ จะปานปลายย่ำแย่ไปกว่านี้ ในที่สุดลูกแกะน้อยเนื้อหวานโอชะก็หลุดรอดจากปากหมาป่าไปได้อย่างหวุดหวิด เฮอะ! ถ้าขืนไม่ยอมแพ้ป่านนี้คงได้ถูกส่งไปชมนกชมไม้นอนพะงาบๆ เป็นพะยูนเกยตื้นในโรงพยาบาลแทนแล้ว!

 

                จู่ๆ ม่านสีขาวนวลหนาผืนใหญ่ก็ถูกแยกให้เปิดออกกะทันหัน แสงสุริยันสว่างจ้ายามบ่ายคล้อยสาดเข้าเต็มหน้าผม ทำเอาหน้ามืดรู้สึกมึนงงไปชั่วขณะ จนกระทั่งม่านตากระพริบถี่ๆ สามารถปรับแสงแยกแยะสิ่งของออกจากกันได้สะดวกขึ้น ดวงตาก็ตวัดจ้องเขม็งไปยังเจ้าของอุ้งมือหนา ผู้เปิดม่านทำกระจกตาพลางกัดฟันกรอดข่มอารมณ์ด้วยความคับแค้นใจ

 

                “ทำบ้าอะไรของแก!” ผมคว้ากระเป๋าเป้เดินทางขนาดกลางขณะมุ่งตรงเข้าหาร่างสูง ตรงกับจังหวะที่อีกฝ่ายหันมา กล่าวคำพูดเรียบๆ ที่ทำให้ผมต้องกลืนคำด่าที่พรั่งพรูแทบล้นทะลักทั้งหมดลงคอโดยง่ายด้วยความตกตลึง

 

                “ลองดูนั่นก่อน...” สโรชินหยักไหล่เบาๆ อย่างไม่ถือสาความใจร้อนของผม ขยับม่านสีนวลให้เปิดกว้างมากขึ้น ปฏิกิริยาแรกทันทีที่ภาพประจักรแก่สายตา ผมอ้าปากช็อคค้างแทบจะลงไปนอนดิ้นกอดพื้นห้องเสียให้ได้...

 

คนหรือมดทั้งรังวะเนี่ย!

 

ฝูงชนล้นหลามจำนวนมหาสารยิ่งกว่าอาณาจักรมดยืนยั้วเยี้ยเมียงมองอยู่หน้าตึกคอนโดสามสิบชั้น แสงแฟลชระงมสว่างจ้าเสียจนอาทิตย์ยามบ่ายยังไม่คณา ทำเอาผมรู้สึกรำคาญตาขึ้นมาตงิดๆ ไหนจะเหล่าปาปารัสซี่แอบถ่ายที่คอยจับจ้องมองตาไม่กระพริบอีกล่ะ ...งานนี้ผมจะรอดมั้ยเนี่ย!

 

“แล้วจะทำไง?” ในเมื่อตกลงปลงใจลงเรือลำเดียวกันแล้ว หนทางเดียวที่ผมยังพอมีคือปรึกษาหารือกับคนตรงหน้า แม้ว่าจะเกลียดขี้หน้ามันที่สุดก็ตาม!

 

                “ก็ออกไปทั้งอย่างนี้แหละ” สีหน้าของสโรชินดูเคร่งขรึมลงเล็กน้อย เขาขมวดคิ้วแน่นขึ้นอีกหน่อยราวกับกำลังครุ่นคิดหาแผนการ แต่ในสายตาผมมันกลับเป็นสีหน้าที่ชวนหมดกำลังใจที่สุดในชีวิต!

 

 ทันใดนั้น อุ้งมือหน้าอีกข้างที่ละจากม่านเป็นทีเรียบร้อยก็คว้าแขนผมกะทันหัน “เฮ้ย! จะบ้าหรือไง นั่นมันรนหาทีตายชัดๆ”

 

                เดินออกไปตายอนาถกลางฝูงพิราบ...!? สิ้นคิดเกินไปแล้ว!

 

                “ดะ เดี๋ยวก่อน!” ผมพยายามรั้งแขนตัวเองไว้สุดชีวิต ปากก็เค้นหาคำพูดสารพัดจากเซลล์สมองในหัวเล็กๆ เต็มที่ “แกบ้าไปแล้วหรือไง ถ้าออกไป...”

 

                “เชื่อฉัน” ชั่ววินาทีที่สองพยางค์สั้นๆ ทำให้ในหัวสมองว่างเปล่าไปชั่วขณะราวกับร่างกายต้องมนตร์ ผมอ้าปากเถียงทันทีที่ได้สติกลับคืน กลัวว่าคำพูดของตัวเองจะไม่อาจรั้งความบ้าบิ่นของคนตรงหน้าเอาไว้ได้

 

                ไม่! ไม่มีเหตุผลที่ผมจะต้องเอาชีวิตไปทิ้งกลางฝูงพิราบเลยสักนิด!

 

                “จะบ้าหรือไง ปล่อยฉัน! แผนแกมันแผนสิ้นคิดชัดๆ ไม่มีหลักประกันเลยสักนิดว่าฉันจะรอดจากฝูงมดหิวโหยพวกนี้ โอกาสแค่ศูนย์จุดศูนย์สองเปอร์เซ็นต์ ไม่มีทางรอดแน่!” ผมยืนยันการคาดการของตัวเองแบบหัวชนฝาราวกับจะพูดว่า ต่อให้เป็นตายร้ายยังไง ฉันก็จะไม่มีทางที่ออกไปเผชิญหน้ากับคนพวกนั้นเด็ดขาด’ ในฐานะของเกมเมอร์คนหนึ่ง ไม่มีเหตุผลเลยสักนิด ที่จะตัดสินใจทิ้งชีวิตตัวเองไว้กลางสมรภูมิ รู้ทั้งรู้ตัวดีว่าตนเองต้องแพ้ยับเยิน...

 

                แต่ก็เป็นความจริงที่ทำให้สโรชินถอนใจ ดาราหนุ่มขยับยิ้มบางๆ เปรยขึ้นจนผมชะงัก “พนันกับฉันมั้ยล่ะ ถ้าฉันพานายออกไปจากที่นี่ได้ นายต้องกลายเป็นของเดิมพันให้ฉัน...”

 

                ของพนัน...? ของเดิมพัน...? คิ้วข้างขวากระตุกเล็กน้อย สาบานได้เลยว่ามันต้องไม่ใช่เรื่องดีแน่...

 

                “แล้วถ้าทำไม่ได้ล่ะ...” ผมถามถึงความเป็นไปได้มากอีกข้อหนึ่ง ใช่ว่าของแบบนี้จะทำกันได้ง่ายๆ เสียเมื่อไหร่ ดังนั้นความผิดพลาดครั้งนี้จึงต้องมีหลักประกันว่าชีวิต ทรัพย์สิน และชื่อเสียงของผมจะยังคงรู้รอดปลอดภัยไร้กังวล

 

                “ชื่อเสียงเป็นไง?” เขาเลิกคิ้ว กระตุกยิ้มถามกลับราวกับไม่ใส่ใจไอ้สิ่งที่เรียกว่า ชื่อเสียงและภาพพจน์ นัก ทำเอาผมเริ่มชักเริ่มหวั่นใจ...

 

                สรุปว่า... มันมั่นใจมากๆๆๆ หรือหน้าตายด้านพอจะทนรับเสียงประณามจากฝูงชนกันแน่....

 

† † † † † †

 

                “นี่มัน... อะไรของแกวะเนี่ย!” ผมคำรามใส่สโรชินด้วยเสียงอันเบาที่สุดเท่าที่จะทำได้ขณะมือขวาขยับเลื่อนแว่นตากันแดดสีดำนิลให้เข้ารับกับจมูกเพิ่มความมั่นใจขึ้นอีกหน่อย “แกคิดว่าคนพวกนั้นจำฉันไม่ได้หรือไง สมองเสื่อมสิไม่ว่า”

 

                แค่เปลี่ยนเสื้อคลุมนิดหน่อย แล้วเพิ่มแว่นกันแดดอันเดียวเนี่ยนะ!? จะทำให้ผมรอดจากเงื้อมือมัจจุราชได้ เฮอะ! เชื่อก็โง่แล้วน่ะสิ

 

                ชายหนุ่มคลียิ้มให้สื่อมวลชนพอเป็นพิธี “เชื่อฉันเถอะน่า ถ้าถ่ายจากมุมนั้นไม่มีทางติดนายแน่นอน” เขากระซิบกระซาบตอบขณะที่สื่อมวลชนพยายามรัวแฟลชใส่เราทั้งสองเต็มที่ ไม่วายยังลอบกระชับเอวจนผมเซเสียหลัก ให้ความรู้สึกแนบแน่นพิกลอีกต่างหาก

 

                “คุณสโรชินคะ ไม่ทราบว่าหนุ่มคนเมื่อครู่เป็นใครคะ แล้วเขามีความสัมพันธ์อะไรกับคุณล่ะคะ?” นักข่าวสาวหน้าตาสละสลวยคนหนึ่งจ้ำอ้าวเข้ามาขว้างทางเราทั้งสองอย่างรวดเร็ว ทำให้ฝีเท้าของทั้งผมและสโรชินชะงักลง แม้จะมีการ์ดคอยคุ้มกันบ้าง แต่ในสถานการณ์ฝูงชนล้นหลามเช่นนี้ก็เห็นทีจะเกินความสามารถพวกเขาไปเสียหน่อย จึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะตอบคำถามของพวกเธอบ้างตามแต่สถานการณ์

 

                “ขอโทษนะครับ ผมยังไม่พร้อมเปิดเผยเรื่องนี้” สโรชินเปรยขึ้นเรียบๆ ใบหน้าประดับรอยยิ้มนุ่มนวลชวนให้ผ่อนคล้ายอารมณ์ในสภาวะตึงเครียดที่กำลังดำเนินอยู่ “ส่วนเรื่องความสัมพันธ์ ผมคิดว่า... เรื่องเมื่อครู่นี่น่าจะบ่งบอกได้ดีนะครับ”

 

                หะ หา? ว่าไงนะ

 

ผมขมวดคิ้วแน่น ใช้ศอกกระทุ้งดาราหนุ่มแรงๆ ให้เจ้าตัวรู้สึกทีหนึ่ง แล้วจงใจลากแขนอีกฝ่ายให้ห่างจากฝูงสื่อมวลชนกลับเข้ามาในระยะที่การ์ดหนุ่มสี่ห้าคนสามารถทำงานได้ง่ายขึ้น เห็นท่าไม่ได้ก็รีบสาวเท้าดิ่งตรงไปยังรถตู้ที่จอดอยู่ไม่ไกลอย่างรู้งาน

 

ทันใดนั้น ประตูรถก็เปิดราวกับกำลังเชื้อเชิญพวกเราตั้งสองอย่างไม่ปิดบัง ไม่ต้องคิดให้เสียเวลาผมกระโจนขึ้นไปนั่งบนรถทันทีโดยไม่สนว่าเจ้าของแรงเปิดประตูที่ว่าจะเป็นใครหรืออะไรทั้งนั้น ตอนนี้รู้สึกเพียงแค่ว่า...

 

หงุดหงิดจนหัวแทบระเบิด! ผมโยนแว่นตากันแดดลงแปะบนกระเป๋าเป้สะพายที่อยู่ด้านหลังด้วยอารมณ์หงุดหงิดจนไม่รู้จะหงุดหงิดยังไง

 

“เป็นยังไงบ้างล่ะ โซล” แต่จู่ๆ เสียงทุ้มที่ให้ความรู้สึกนุ่มลึกของใครบางคนก็แทรกขึ้นกะทันหันจากด้านหลัง ผมสะดุ้งโหยงตัวโยนราวกับเพิ่งรู้สึกตัวว่ามีใครบางคนสิงสถิตอยู่ ณ เบาะรถ หรือหนแห่งใดแห่งหนึ่ง นับเป็นโชคดีที่เจ้าของเสียงนุ่มทุ้มเมื่อครู่ดูจะไม่ถือสาแต่อย่างใด ชายหนุ่มพาดแขนนั่งเอกเขนกครองพื้นที่เบาะหลังสุดของรถด้วยท่วงท่าสบายๆ ไร้กังวล พลางคลี่ยิ้มบางๆ ประดับมุมปาก รอยยิ้มที่ให้ความรู้สึกเป็นกันเองจนน่าแปลก...

 

“ก็ดี ไม่เลวร้ายเท่าไหร่” สโรชินตอบรับห้วนๆ เรียกเสียงหัวเราะขบขันเบาๆ จากอีกฝ่าย

 

“เห็นๆ กันอยู่ ว่านายแทบเอาตัวไม่รอด” เขายันร่างของตัวเองขึ้นจากเบาะ เปลี่ยนอิริยาบถมากอดอกอย่างสุขุมให้ความรู้สึกเป็นผู้ใหญ่กว่าสโรชินหลายเท่านัก

 

“ก็คงงั้น...” ดาราหนุ่มถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความเหนื่อยล้าอย่างไม่ผิดบังซึ่งแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เขาก็ไม่ได้ชอบความโด่งดังที่มักนำพาปัญหายุ่งๆ มาสู่ตัวเองนัก

 

“พี่บอกแล้วว่าอย่าไว้ใจฟุกเซียให้มาก เธอไม่ได้เข้าหานายเพียงเพราะความรู้สึกจากใจจริง...”

 

พี่...? ผมสะดุดเข้ากับขอนไม้ขอนใหญ่จังๆ จนแทบล้มกับสรรพนามใช้แทนตัวเองของชายหนุ่มทางด้านหลัง ไม่ยักกะดูออกว่าคนอย่างไอ้หมอนี่จะมีพงมีพี่กับเข้าด้วย!

 

“ผมรู้...” สโรชินตอบเสียงแผ่ว “แต่ส่วนหนึ่งก็เป็นความผิดของคุณ... ถ้าคุณอยู่กับผมในคืนที่ทะเลาะกับเธอ ผมคงไม่ต้องทำร้ายจิตใจเธอต่อหน้าสื่อมวลชน”

 

ชายหนุ่มจิ๊ปากพลางหยักไหล่น้อยๆ ราวกับจะแก้ตัวว่านี่ไม่ใช่ความผิดของเขา “พี่ก็แค่ทำตามหน้าที่ของพี่ ใครจะไปรู้ล่ะ ว่าไม่กี่วันต่อมามันจะกลายเป็นเรื่องปะทะกันรุนแรงขนาดนี้”

 

ทั้งสองคนเริ่มเปิดบทสนทนาสาดใส่กันไปโยนใส่กันมายกใหญ่ ทิ้งให้ผมนั่งเอ๋อเป็นหมางงในขณะที่รถตู้ค่อยๆ เคลื่อนตัวออกจากคอนโด ...ถึงยังไงซะ นี่ก็ไม่ใช่เรื่องของผม ฉะนั้นก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่ผมจะต้องสอดรู้สอดเห็น เข้าไปร่วมวงสาระแนกับเขา

 

“เฮ้อ...” ภายหลังต่อล้อต่อเถียงกันอยู่นาน ในที่สุดทั้งสองถอนหายใจเฮือกใหญ่อย่างพร้อมเพรียงโดยมิได้นัดหมายด้วยสีหน้าราวกับแบกโลกทั้งใบไว้บนบ่าทั้งสองข้าง...

 

“แล้วนี่เราพาใครมาด้วยล่ะ” ชายหนุ่มเปรยขึ้นขณะส่งสายตามองผมที่กำลังเหม่อมองวิวทิวทัศเมืองกรุงสองข้างทางอย่างเลือนลอย

 

“ชลกร ธรวารี น่าจะชื่อนั้นแหละ” สโรชินเรียกชื่อพร้อมนามสกุลซะเต็มยศ ทำเอาเจ้าของชื่อถึงกับละสายตาจากวิวทิวทัศน์ข้างๆ แล้วหันกลับมาจ้องหน้าประหนึ่งจะฆ่าจะแกงกันให้ตาย แต่กลับเป็นชื่อที่ทำให้ฝ่ายชายหนุ่มอีกคนต้องส่งสายตาตำหนิสโรชินราวกับจะพูดว่า ชักศึกเข้าบ้านแล้วไง

 

“ฉันยังไม่ได้คิดบัญชีที่แกพูดอะไรโง่ๆ ต่อหน้าแม่นกพิราบพวกนั้นนะ...” ผมกดเสียงต่ำด้วยความหงุดหงิดจนแทบจะระเบิดตูมออกมากจากทุกรูขุมขน ไม่ลืมถลึงตาใส่สโรชินส่งท้ายให้เป็นของขวัญจากใจ

 

ไอ้หมอนี่จะเมื่อไหร่ก็ตีหน้าตายเก่งนักแหละ!

 

“ฉันแค่ทำตามข้อเสนอที่ชลธิชาบอกเท่านั้น” สโรชินบ่ายเบี่ยงอย่างแนบเนียน แต่มีรึ... จะรอดจากสายตาผมไปได้

 

“ไม่ต้องยกพี่สาวฉันมาอ้าง! ชิ เพิ่งจะได้ลิ้มรสละมุนของความโด่งดังได้ไม่เท่าไหร่ พระเจ้าก็ส่งก็มาฆ่าฉันซะแล้ว!

 

“ใจเย็นๆ ก่อนนะครับ คุณชลกร... โซลคงเหนื่อยมากไปหน่อย อย่าถือสาเขาเลยครับ” ฝ่ายชายหนุ่มที่ดูสุขุมนุ่มลึกกว่าปรามด้วยน้ำเสียงน่าพิสมัยชวนฟัง เรียกให้ผมเค้นเสียง เฮอะ ใส่สโรชินที่นั่งอยู่ด้านข้างด้วยสีหน้าบูดบึ้งเกินเยี่ยวยาคล้ายโกรธแค้นใครมาหลายพันปีก่อนจะหันกลับไปเมียงมองนอกหน้าต่างเมื่อถูกสายตาแฝงความขอร้องอ้อนวอนกรายๆ จากชายหนุ่มอีกคน

 

                เฮอะ! แกมันไอ้ตัวพาซวย! ฝากไว้ก่อนเหอะ ได้โอกาสเมื่อไหร่พ่อจะแก้เผ็ดให้สมใจ!

 

† † † † † †

 

                หลายชั่วโมงให้หลังจากการเดินทางอันยาวนานประหนึ่งทัวร์รอบโลกสักรอบหนึ่ง ในขณะที่ภายในรถตู้กลับครึกครื้นไร้ซึ่งความเงียบเหงาเมื่อมีเสียงของผมกับสโรชินต่อล้อต่อเถียงอันจะดังขึ้นทุกๆ ห้าวินาทีมาตลอดทาง และชายหนุ่มปริศนาผู้แลดูสุขุมต้องคอยปรามอยู่เป็นพักๆ พร้อมกับเสียงหัวเราะของชายวัยกลางคนผู้ขับรถ

 

ตะวันลับขอบฟ้าแปรเปลี่ยนนภาให้เป็นดำนิล ดูเหมือนสถานที่ที่เรากำลังมุ่งหน้าไปคงอยู่ห่างจากตัวเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพหลายขุมนักจึงไม่ค่อยมีไฟสว่างไสวจากตัวตึกสูง แต่ก็ใช่ว่าอะไรๆ จะมืดไปหมดเสียทีเดียวเมื่อยังพอมีแสงสีเสียงจากร้านอาหารและผับบาร์อยู่บ้าง

 

“จะไปไหนกันหรือครับ” ผมเลือกที่จะหันไปถามชายหนุ่มผู้นั่งครองเบาะหลังสุดแทนที่จะหาเรื่องขบกัดสโรชินตามประสาปากคนอยู่ไม่สุข

 

ทว่าอีกฝ่ายเพียงแค่ระบายยิ้มตอบบางๆ “...จะว่าสถานที่พักผ่อนก็คงไม่ผิดนักหรอกครับ”

 

ไม่นานรถตู้คนใหญ่ก็จอดสนิทลงหน้าสถานที่เที่ยวกลางคืนแห่งหนึ่ง ก่อนที่มือหนาของสโรชินจะบังคับประตูให้เปิดออก ไม่ลืมสั่งเสียก่อนตายให้ชายวัยกลางคนได้รับฟัง “สัมภาระหลังรถรบกวนช่วยขนลงไว้ที่รีสอร์ทด้วยนะครับ”

 

แหม... วาจาช่างไพเราะเสนาะหู ต่างจากที่พูดกับผมราวฟ้ากับก้นเหวลึก...

 

“ได้ครับ” ผู้ถูกสั่งเสียขานรับอย่างสุภาพ “แล้วคุณกิตติกวินล่ะครับ?”

 

“ผมว่าจะลงไปหาที่พักผ่อนหย่อนใจสักหน่อย ยังไงก็... ถ้าคุณชลกรเขาไม่อยากลง รบกวนคุณช่วยพาเขากลับรีสอร์ทด้วยนะครับ” กิตติกวินลากเสียงยาวพลางเหลือบมองผมที่นั่งหน้ามุ่ยไม่สบอารมณ์มาตั้งแต่ขึ้นรถ ก่อนจะตัดสินใจจบบทสนทนาดื้อๆ โดยไม่ถามความคิดเห็นแม้แต่น้อย...

 

เดี๋ยวนะ... รู้สึกว่ามันจะเผด็จการไปหน่อยแฮะ

 

“อะ เอ่อ... ผมไปด้วยครับ” ผมเด้งตัวขึ้นจากเบาะทำท่าจะลุกตามชายหนุ่มทั้งสอง ทว่าเสียงของสโรชินกลับแทรกขึ้นกลางคันทำเอาอารมณ์ขุ่นมัวที่หายแวบไปนานประทุขึ้นมากอีกครั้ง

 

“นายกลับไปพักผ่อนก่อนดีกว่า...” คำพูดคล้ายผลักไล่ไสส่งกันอย่างไม่ปิดบังเรียกให้ผมสวนกลับไม่รอช้า

 

จะไล่ฉันกลับบ้านสิไม่ว่า!

 

“เฮอะ! ไม่มีทาง คิดว่าฉันเป็นใคร!?” ผมถลึงตาใส่สโรชิน ทำเอาชายหนุ่มได้เพียงถอนหายใจเบาๆ กับความดื้อด้านเกินเยียวยาของผม

 

“งั้นก็ตามใจ ถ้านายอยากลง” เขาหมุนตัวจากไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้กิตติกวินคอยตามเก็บกวาดพฤติกรรมคล้ายชาเย็นใส่น้ำแข็งเต็มแก้วของเขา กับความใจร้อนและดื้อด้านยิ่งกว่ากาแฟต้มเดือดเกินเหตุของผมอย่างเอือมระอาเต็มแก่

 

“แค่วันแรกยังขนาดนี้.. แทบไม่ต้องคิดถึงพรุ่งนี้เลย เฮ้อ...” ชายหนุ่มพึมพำกับตนเองอย่างคนหมดพลังชีวิต ก่อนที่เขาจะปรับสีหน้าปั้นรอยยิ้มอย่างสุขุมตามเดิม “รีบมาเถอะครับ เดี๋ยวจะดึกกว่านี้ซะก่อน”

 

“ครับ” ผมขานรับลังเลเล็กน้อย แต่ก็ยอมลงรถ เดินตามร่างสูงของกิตติกวินต่อไปเรื่อยๆ

 

† † † † † †

 

เราทั้งสองเดินมาหยุดอยู่หน้าร้านแห่งที่ไม่สามารถระบุชนิดได้ ร้านอาหารก็ไม่ใช่ บาร์ก็ไม่เชิง บ่อนหรือ... ก็ไม่เหมือนซะทีเดียว... แล้วสรุปว่าไอ้สิ่งก่อสร้างนี่มันอะไรกันแน่!

 

ผมขยี้หัวแรงๆ จนผมกระเซอะกระเซิงฟูฟ่องเป็นสิงโตเมื่อความคิดมากมายในหัวล้นทะลักข้ามเขตแดนมาตีกันวุ่นวายเรียกสายตางุนงงจากกิตติกวิน เขาขยับยิ้มให้ผมบางๆ ไม่นานนักพนักงานตอบรับสาวก็วิ่งปรี่เข้ามาทางเราสองคน

 

หึ่ม... ดูเหมือนว่าที่นี่จะมีระดับกว่าที่ผมคิดแฮะ

 

“ยินดีตอนรับค่ะ ขออภัยที่ปล่อยให้รอนานนะคะ เชิญทางนี้เลยค่ะ” เธอผายมือไปยังทางเข้าก่อนจะเดินนำหน้าไปที่โต๊ะริมหน้าต่างตัวหนึ่ง น่าแปลกที่เสียงเพลงในร้านไม่ได้ดังกระหึ่มแบบที่ควรจะเป็น แถมด้านในยังดูเหมือนร้านอาหารมากกว่าร้านท่องราตรีเสียด้วย

 

“เชิญนั่งเลยครับ” กิตติกวินขยับเลือนเก้าอี้ฝั่งที่ผมยืนหยุดเล็กน้อยราวกับกำลังเชื้อเชิญ “ไม่ต้องเกรงใจหรอกครับ” ชายหนุ่มคลี่ยิ้มละไมแสดงความเป็นสุภาพบุรุษเต็มเปี่ยมขณะที่ผมค่อยๆ ทรุดกายนั่งลง

 

“ที่นี่...” ผมลากเสียงยาวอย่างไม่รู้จะพูดอะไรต่อดี ดวงตาเจือความสงสัยฉงนใจกวาดไปรอบๆ แต่แล้วก็ต้องขมวดคิ้วอีกครั้งเมื่อไม่อาจตีความไขคำตอบได้

 

“อย่างที่คุณคิดนั่นแหละครับ” คำตอบง่ายๆ ที่แทบไม่ช่วยอะไรเลยสักนิดเดียว... “ด้านนอกเป็นร้านอาหารปกติ ส่วนห้องทางด้านขวาเป็นแหล่งพนัน ด้านซ้ายเป็นฟลอร์สำหรับเต้น และบาร์คอกเท็ลครับ”

 

เขาทิ้งร่างนั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามขณะเริ่มแจกแจ้งชี้ให้เห็นถือสภาพรอบๆ ร้าน ไม่น่าเชื่อว่าร้านเล็กๆ ที่มองจากภายนอกจะมีเนื้อที่กว้างขวางลึกลับซับซ้อนขนาดนี้ ทว่ายังไม่ทันที่บทสนทนาและความสงสัยทั้งหมดทั้งมวลของผมจะถูกระบายออกมาจนหมด สายตาก็ชะงักทันทีเมื่อเหลือบไปเห็นร่างเพรียวบางของหญิงสาวที่กำลังจ้องเขม็งมาทางเราด้วยแววตาล่ำค้าประหนึ่งเห็นกงจักรเป็นดอกบัว

 

“อ๊ะ นั่นคุณกิตติกวินนี่นา” สาวน้อยคนหนึ่งโพล่งขึ้น ตามด้วยเสียงแปดหลอดชวนทิ่มแก้วหูอีกหลายเสียงดังกระหึ่ม ก่อนที่ร่างของพวกเธอวิ่งรี่เข้ามาทางหนุ่มหล่อมาดสุขุมแล้วเริ่มระเบิดเสียงสนทนาขึ้นทันใด...

 

“เต้นกับฉันหน่อยสิคะ ฉันมานั่งรอคุณทั้งแต่เย็นแล้วนะคะ นึกว่าการรอคอยครั้งนี้จะเสียเปล่าแล้วแท้ๆ” เธอมุ่ยใบหน้าสวยๆ เชิงง้องอน พยายามกระแซะแทะโลมอีกฝ่ายจนน่าสยดสยอง

 

“ดื่มเป็นเพื่อนดิฉันก่อนสิคะ ดิฉันรอคุณมานานแล้ว คิดถึงคุณมากเลยนะคะ” หญิงสาวอีกคนเริ่มใช้มารยายอดความหวานปานน้ำตาลจะทะลุเครื่องวัดความดันใส่กิตติกวินอย่างไม่ย่อท้อ มือเรียวของเธอฉวยโอกาสกุมมืออีกฝ่ายดื้อๆ แต่ชายหนุ่มเพียงขยับส่งยิ้มบางๆ อย่างไม่ถือสา

 

“อะไรกันคะ... จะไม่อยู่คุยกับดิฉันสักหน่อยเหรอคะ” สาวอีกคงเอียงลำคอเพิ่มปริมาณความน่ารักเล็กน้อยขณะพยายามทำตัวยั่วเย้าให้เป็นจุดสนใจกว่าคนอื่นๆ

 

อืม... ช่างมีความอดทนเป็นเลิศเสียจริงๆ ถ้าเป็นผมป่านนี้คงระเบิดตูมเรียบร้อยไปแล้วสิ..

 

“อุ้ย ตายแล้ว” จู่ๆ เธอก็เลื่อนนิ้วขึ้นแตะริมฝีปาก “วันนี้พาหนุ่มน้อยหน้าใหม่มาให้ดิฉันรู้จักด้วยหรือคะเนี่ย”

 

โอ๊ะโอ่... แย่แล้วสิ นี่ผมถูกลากไปติดร่างแหมารยาทของเธอด้วยรึเนี่ย! ผมเหวอไปชั่วขณะทำท่าจะอ้าปากแก้ตัวอะไรสักอย่าง ทว่าเสียงใสๆ ของสาวน้อยอีกหลายคนกลับขัดขึ้นอีกครา

 

นี่จะให้ผมพูดบ้างอะไรบ้างไม่ได้เลยหรือไง!

 

“แหม~ แขกใหม่น่ารักๆ แบบนี้ต้องดูแลให้ดีเชียวนะคะ ฮิๆ” เธอแสร้งหัวเราะเสียงสูง เริ่มกระแซะเข้ามาเกาะแกะผมประหนึ่งจะขูดรีดเลือดรีดเนื้อกันด้วยสายตา “ไม่รับเครื่องดื่มอะไรสักหน่อยหรือคะ”

 

“ไวน์องุ่นขาวก็พอครับ” ผมปั้นยิ้มบางๆ ตอบให้น้ำเสียงเป็นธรรมชาติที่สุด สถานการณ์เข้าขั้นขีดชวนวิกฤตแบบนี้คงเคยเจอกันมาบ้างแน่นอน อย่างน้อยผมก็รู้ตัวดีว่าไม่ควรเสียมารยาทกับนารีหากไม่จำเป็น เพื่อชื่อเสียงและภาพพจน์ หากยังอยากอยู่ยงคงกระพันต้องรู้จักอดทนอดกลั้น...

 

แต่จะว่าไป... ไอ้วีธีการเจ๊าแจ๊ะของพวกหล่อนนี่มันน่ารำคาญใช้ได้เลยแฮะ...

 

† † † † † †

      ฮืออออ ! อยากจะร้องไห้โฮ  T – T ­เมลล่าเครียดหลายรอบมาก รีไรท์หลายรอบมาก กว่าจะพยายามดึงเอาความฮาและโครงเครื่องเก่ากลับมาได้ น้ำตาแทบไหลเป็นสายเลือด เพราะห่างหายจากงานเน่าๆ นานเกินไปหน่อย งานก็เลย เน่าๆๆๆ เข้าไปอีก ตอนนี้เมลล่าพยายามทำตัวให้ไหลลื่น หยอดจารบีให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้วนะคะ ฮือๆๆ = w = (มันมีปัญญาแค่นี้จริงๆ) ทั้งคว้าหาหนังสือ หยิบนิยายแปลเล่มเก่าๆ ออกมาอ่าน วรรณกรรมเยาวชน หรือแม้กระทั้งนิยายนักเขียนรุ่นพี่ หยิบจับอะไรได้ก็คว้ามันหมด จนสุดท้าย... เมลล่าก็มีปัญญาแค่นี้แหละค่ะ (แป่ว...)

                แต่เพื่อนิยาย! เมลล่าจะพยายามต่อไปค่ะ ‘ w ’ พิสูจน์ให้เห็นว่าเมลล่าสามารถเดินบนทางสายนี่ได้ในสักวันหนึ่ง... วันหนึ่ง... หนึ่ง... หนึ่ง...ง.... (หายไปกับสายลม...)

                เม้นวันละนิด จิตแจ่มใสนะคะ เมลล่าจะพยายามต่อไป! แม้จะล้มลุกคลุกคลานมาเยอะก็เถอะ!

                ปล.ระวังคำผิดนะคะ  ^ - ^

13 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 10 ตุลาคม 2555 / 05:49
    ฮะๆๆ ท่าทางจะน่าลำคาญจริงๆแฮะ

    มาอัพเร็วๆน้าา
    #11
    0
  2. #7 Rule72 (@korinasai) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 1 ตุลาคม 2555 / 00:56
    คนเขียนสู้ๆ!!
    #7
    0