Destiny Dice online ลิขิตเกมพนัน 'เดิมพันหัวใจ' [Yaoi]

ตอนที่ 2 : Dice II: ศึกชิงกุญแจเงิน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 130
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    18 พ.ค. 55


Dice II:
ศึกชิงกุญแจเงิน


“แหม~ ตายแล้วน้องพี่ แอบซุกใครไว้ก็ไม่บอกแหนะ” ชลธิชา พี่สาวเจ้าปัญหาพาซวยดัดเสียงสูงปรี๊ดขณะชายตามองร่างทั้งสองบนเก้าอี้คนละฝั่ง คนหนึ่งกำลังนั่งก้มหน้ากัดฟันกรอดๆ ส่งสายตาอาฆาตปานจะฆ่าจะแกงกันให้ตาย ส่วนอีกคนก็ตีหน้าซังกะตายดูทีวีประโคมข่าวฉาวสะเทือนวงการทั้งสองด้วยสีหน้าเฉยชา

 

หลังจากที่ผมพยายามลากสังขารอันโรยแรงในสภาพแทบช็อคหมดสติกลางลาดวัดเตรียมพร้อมส่งศพขึ้นเมรุ ขึ้นลิฟต์มายังชั้นยี่สิบสี่ และพาตัวเองเข้าห้องได้สำเร็จโดยมียัยพี่สาวตัวแสบ ผู้เฝ้ามองเหตุการณ์ตั้งแต่แรกเริ่มยันไคลแมกซ์ จนจบตอนเป็นที่เรียบร้อย นั่งอมยิ้มแล้วมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างเงียบๆ ขณะปล่อยให้ผมโดนไอ้ตัวการลากๆ ถูๆ มาตามทางเดินอย่างน่าสังเวช

 

ยิ่งคิดก็ยิ่งโมโห! ทั้งชื่อเสียง เงินทองก็อุตส่าห์ไหลมาเทมาซะขนาดนี้ มันยังอุตส่าห์มากับความซวยอีกเหรอวะเนี่ย!

 

“พี่นั่นแหละ! เงียบไปเลย ตัวพาซวยแท้ๆ!” ผมแขวะใส่หญิงสาวที่เดินเมียงๆ มองๆ ทำหน้าระรื่นจนน่ามั่นไส้อย่างหัวเสียขณะยกแก้วไวน์ขึ้นมาซดแทนน้ำเปล่า แทนที่จะจิบทีละนิดอย่างคนปกติสามัญเขาทำกัน

 

ใช่สิ! ก็ผมมันไม่ปกติแล้วนี่หว่า

 

“ชิ! เพราะแกแท้ๆ! ยังมีหน้ามานั่งดูทีวีอยู่ในห้องฉันอีก แกมันตัวซวยที่สวรรค์ส่งมาฆ่าฉันหรือไงฟะ! กลับกรงทองของแกไปเลยไป๊!” ผมกรนด่าพลางคว้าหมอนอิงข้างๆ มากอดแน่นขณะส่งสายตาอาฆาต แผ่รังสีอำมหิตใส่ตัวทำลายชีวิตเป็นช่วงๆ

 

ไอ้ตัวซวยบรรลัย ชีวิตผมปกติดีมีสุข มันก็ยังอุตส่าห์วิ่งชนซะเละขาดครึ่ง ไม่เหลือชิ้นดี! แล้วทีนี้จะทำไงต่อวะ!

 

“กลับไปนอนเป็นผีเฝ้าบ้านซะไป๊” ผมพยายามขับไล่ไสส่ง เฉดหัวมันออกจากบ้านด้วยสารพัดวิธี ไม่ว่าจะทั้งจิก ทั้งตี ทั้งกัด ทั้งเขี่ย แต่ดูเหมือนไอ้หมอนี่ก็ยังไม่สะทกสะท้านแต่อย่างใด!

 

ดารามันหน้าบุซีเมนต์จริงๆ ด้วยว่ะ ผมเพิ่งค้นพบความจริงก็วันนี้แหละ

 

“ไม่ได้ พวกนักข่าวนั่นยังออกันอยู่ข้างล่าง” หมอนั่นบอกเสียงเรียบพลางตีหน้าตาย

 

“นั่นเรื่องของแก รีบๆ กลับบ้านไปตายซะ เรื่องนี้มันเกี่ยวข้องกับความเป็นความตายฉันนะโว้ย! แล้วเรื่องอะไรแกต้องลากชีวิตฉันเข้าไปเสี่ยง HP ลด ตายอนาถกลางฝูงพิราบด้วยวะเฮ้ย!

 

“นั่นมันชีวิตนาย ก็เรื่องของนายสิ” คำพูดอย่างหมาไร้นายถูกส่งออกมาจากปากของคนฝั่งตรงข้าม เรียกผมหันขวับมองอย่างหมดความอดทน

 

นี่ปากเหรอวะ!?

 

“เฮ้ย! พูดงี้มันไร้ความผิดชอบไปแล้วม้างงง!” ผมลุกผึงจากโซฟาตัวโปรด หมอนในอ้อมกอดถูกใช้เครื่องมือประทุษร้ายปาใส่ตัวซวยบรรลัยเต็มแรง ทว่าร่างสูงกลับรับมันได้อย่างเฉียดฉิวยิ่งทำให้อารมณ์โกรธอันยากจะควบคุมของผมยิ่งพุ่งพล่านเข้าไปใหญ่

 

“โว้ย! ไปไกลๆ หน้าฉันเลยไป๊! กลับไปนอนเฝ้าบ้านแกโน้น! แกจะทำผู้หญิงท้องจริงหรือไม่มันก็เรื่องของแก เลิกยุ่งกับชีวิตฉันแล้วไปตายซะ!” ผมตวาดเสียงดังอย่างหมดความอดทน ก่อนจะกระทืบเท้าปึงๆ ปิดประตูเสียงดังกลับเข้าห้องนอนไปโดยไม่เหลียวหลัง

 

ทิ้งให้หนึ่งหนุ่มกับหนึ่งสาวคู่หูพาซวยปรายมองตามอย่างเอือมระอาสุดขีด แต่สำหรับชลธิชาที่ยืนมองอยู่เงียบๆ ตั้งแต่เมื่อครู่แล้ว ในที่สุดเธอก็ตัดสินใจเปิดบทสนทนาขึ้นก่อน

 

หญิงสาวทิ้งกายลงบนโซฟาฝั่งตรงข้าม เธอหยิบเอกสารบางอย่างออกมาจากกระเป๋าสะพายสี่มิติที่มีความจุอันน่าพิศวง

 

 “พี่อยากให้เธอช่วยอะไรหน่อย”

 

“ช่วย?” เขาเบนสายตาจากทีวี

 

“อืม เกี่ยวกับชลน่ะ...”

 

..................

 

 † † † † † †

 

“โว้ยๆๆๆ แกไอ้ตัวซวย บังอาจทำลายชีวิตฉันจนย่อยยับเละเทะขนาดนี้ แกต้องรับผิดชอบ! อยู่ดีไม่ว่าดี... คอยดูเถอะ” ผมปาหมอนทิ้งเป็นรอบที่สามสิบ ก่อนจะเอื้อมมือไปเก็บมันขึ้นมาปาใส่กำแพงอีกรอบเพื่อระบายความโกรธแค้นปานจะคลุ้มคลั่ง พลางเหลือบมองไอ้คาถาประหลาดที่ชลธิชาเขียนแล้วเอามาติดไว้เต็มห้องว่า...

 

ขันติ ขันติ ขันติ ท่องไว้นะจ๊ะ น้องรัก :)

 

ขันติเรอะ ขันแตกน่ะสิ! แล้วไอ้อีโมชั่นหน้าตาประหลาดนั่นมันอะไรของเธอฟะ!

 

ผมสบถเหมือนคนบ้าขณะยกมือขยี้หัวไปมาจนผมยุ่งกระเซอะกระเซิง ก่อนจะเอนกายลงนอนแผ่ราบกับเตียงนุ่มๆ แหงนมองเพดานสีขาวสะอาดแสนคุ้นเคยแล้วพยายามสงบสติอารมณ์ฟุ้งซ่านให้มากที่สุด

 

สายลมอุ่นๆ โชยผ่านม่านสีเทาผืนหน้าประทะกับเส้นผมเบาๆ ให้ความรู้สึกอ่อนโยนอย่างน่าประหลาด...

 

อย่าทำหน้าแบบนั้นสิจ๊ะ เด็กดี

 

“หือ? ใครน่ะ” ผมเด้งตัวขึ้นจากเตียงทันควัน พลันรู้สึกถึงสัมผัสอุ่นๆ กำลังลูบไล้บริเวณเลือนผมอย่างเบามือก่อนที่มันจะหายวับไป แม้จะพยายามกวาดสายตามองเท่าไหร่ แต่ดูเหมือนว่ามันก็คงไม่ได้อะไรขึ้นมา

 

...เพราะในเมื่อ ณ ห้องแห่งนี้มีแค่ผมเพียงลำพัง เท่านั้น

 

ก็เว้นเสียแต่ว่า... มันจะเป็นเสียงของ ความเงียบเหงา ผู้อาศัยอยู่อีกคนหนึ่งในส่วนลึกของจิตใจ...

 

            † † † † † †

ปังๆๆ! ปังๆๆ!

           

เสียงทุบประตูรัวๆ เป็นบ้าเป็นหลังของใครสักคนเรียกให้ตื่นจากห้วงภวังค์นินทรา ผมบิดขี้เกียจไปมาบนเตียงอย่างเหนื่อยหน่าย สมองพลันเริ่มรีโหลดเหตุการณ์ในความทรงจำทั้งหมดเหมือนกระสุนหมดแม็กกลับมาอีกครั้ง

           

จริงสิ... ไอ้หมอนั่นมันยังอยู่นี่หว่า แล้วเมื่อไหร่จะมันจะย้ายก้นกลับไปนอนเฝ้าบ้านซะทีฟะ!

           

คิดแล้วพลันก็อารมณ์เสีย  ยิ่งบวกกับเสียงประตูที่ยังคงระดมเคาะอย่างดุเดือดยิ่งทำให้ผมรำคาญมากยิ่งกว่าเดิม

 

“เฮ้ย! มีอะไร! จะเคาะหาพระแสงให้บรรพบุรุษในหลุมพื้นขึ้นมาหรือไง” ผมตวาดกลับอย่างเหลือทนขณะนอนกลิ้งไปกลิ้งมา เลื้อยอยู่บนเตียง มือก็ป่ายสะเปะสะปะดิ้นไปดิ้นมาอย่างกับงูอิ่ม

           

ผมเผลอหลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้... จำได้ว่าหลังจากนั่งปาหมอนอยู่สักพักจนเหนื่อย สุดท้ายก็หันมาเอนกายนอนเล่นสบถด่าคนโน้นคนนี้ไปทั่ว แล้วก็...

           

“ชล!! ไอ้น้องรัก จะนอนขึ้นอืดอีกนานมั้ยจ๊ะ! หรือจะให้พี่ล็อคคอนโดแล้วขังเธอให้ขึ้นอืดตายเป็นศพนอนแอ้งแม้งอยู่ในนี้จริงๆ”

           

“เฮ้ย!” ผมเด้งตัวขึ้นจากเตียงนอน กระโดดพรวดไปกระชากประตูให้เปิดออกทันควัน ทำเอาชลธิชาที่ยืนพิงประตูอยู่ตั้งแต่เมื่อครู่เซเสียหลักจนแทบจะล้มหัวทิ่มม่องเท่งคาพื้นห้องก่อนที่จะได้ออกไปเที่ยวไหน “พี่มีอะไรอ่ะ จะหาเรื่องไปเที่ยวไหนอีกล่ะ วันนี้?”

           

จู่ๆ คำถามที่เทียบเคียงด้วยความน่าจะเป็นและความเสี่ยงของเกมเมอร์คนนี้ก็ถูกแทนที่ด้วยการขมวดคิ้วมุ่นของหญิงสาว

           

“หืม? อะไรๆ? ผมพูดอะไรผิด” ผมถามกลับขณะยืนเกาหัวแกรกๆ

           

“อะไรยะ... เห็นพี่เป็นคนแบบนั้นหรือไง!” คำถามแปลกๆ ที่หลุดออกมาจากปากของชลธิชาทำเอาผมถึงกับเหวอผงะถอยหลังไปหลายก้าว

           

วันนี้แม่คุณมาไม้ไหน (วะ) ฮะ?

           

“ถ้าไม่ให้ผมคิดแบบนั้น แล้วจะให้คิดยังไงล่ะ? วันๆ ก็เห็นพี่เอาแต่กินๆ นอนๆ ไม่ก็ลากผมไม่เดินช็อปปิ้งเผาเงินเรื่อยเปื่อย แล้วจะให้ผมคิดยังไงล่ะ?”

           

“อะ-ไร-ยะ นี่เธอเห็นพี่เป็นแบบนั้นหรือไง”

           

“ก็ใช่น่ะสิ นิสัยแบบนั้นแหละ พี่ผมชัวร์ แต่ถ้าไม่ใช่ก็อย่าหวังจะลอกซะให้ยาก รีบๆ ไปหาหมอผีแล้วไล่ผีดีๆ ออกจากของแปลกอย่างพี่เถอะ อย่าทำให้เขาเสียผู้เสียคนน่า!” ไม่ว่าเปล่ายังแอบจิกตีพี่สาวเรื่อยเปื่อยอย่างอารมณ์ดีมีสุข ต่างจากคนตรงหน้าที่เดินกระทืบเท้าปึงๆ ทิ้งกายลงบนโซฟาพลางตีหน้าเศร้าสร้อย     

           

“เชอะ! ก็ได้ๆ พี่จะไปเที่ยวภูเก็ต พอใจหรือยัง!

           

“อืม... เที่ยวภูเก็ต นี่แหละพี่ผม... ฮะ เฮ้ย!! เที่ยวภูเก็ต!?” ผมวิ่งพรวดพราดกระแทกประตู มายืนตรงหน้าชลธิชาด้วยความตกใจ “แล้วใครจะจัดคิวงานให้ผม!?

           

“ไม่ต้องมีคิวงงคิวงานอะไรทั้งนั้น ช่วงสองสามเดือนนี้จนกว่าข่าวจะซา ชลต้องไปอยู่กับโซล”

           

“ฮะเฮ้ย! ทำไมอ่ะ!

           

“เพราะถ้าเธอยิ่งดังมากเท่าไหร่ ไอ้พวกสโตกเกอร์จอมตื้อที่หวังจะคว้าตัวเธอไปทำงานก็มีน้อยลงตามไปด้วย ดังนั้น อย่าลืมทำตัวให้เป็นข่าวนะจ๊ะ” เธอพาดขาไขว่ห้างพลางส่งยิ้มหวาน ในขณะที่ผมยังคงยืนเอ๋อเป็นไก่ตาแตก มองหน้าชลธิชาสลับกับหน้าไอ้ตัวนำความซวยอย่างไม่เชื่อหู

           

นี่ผมหลับไปแค่ตื่นเดียว หรือครึ่งปีกันแน่วะ! ทำไมสองคนนี้ถึงสนิทกันไวปานวอกขนาดนี้!

 

ก็จริงอยู่ เรื่องที่ว่าช่วงสี่ห้าเดือนให้หลังจากที่ผมดังข้ามคืนยิ่งกว่าพลุระเบิดในงานตรุษจีน และมักจะมีพวกสโตกเกอร์ เจ้าของบริษัทใหญ่ หรือแม้กระทั้งหน่วยงานราชกาลมาตามตื้อยื้อโน้นยื้อนี่ ให้ผมเข้าทำงานบริษัทโน้นบ้างบริษัทนี้บ้างจนน่ารำคาญ แถมแต่ละครั้งก็เริ่มมีข้อเสนอแปลกๆ มากมายจนกลายเป็นเหมือนคำขู่ ทำให้ผมกับพี่สาวต้องคอยระแวดระวังตัวมองซ้ายมองขวาก่อนก้าวขาออกจากบ้านอย่างกับคนโรคจิตขี้ระแวงยังไงอย่างงั้น

 

แต่มันก็ไม่น่าทำขนาดนี้!! ข่าวเรื่องผู้หญิงท้องยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่ามันเป็นคนทำจริงหรือเปล่า แล้วจะให้ไว้ใจได้ยังไง!

 

“ไม่! ผมจะไปภูเก็ตด้วย!” ผมยืนกรานเถียงหลังชนฝา เพื่อความปลอดภัยของตัวเอง เรื่องอะไรจะต้องเอาชีวิตไปเสี่ยงเล่นกับไอ้หมอนี่ด้วยฮะ!

 

“เอาน่าๆ กลัวอะไรจ๊ะ น้องรัก?”

 

คำถามแทงใจดำเรียกให้ผมหันขวับมองหน้าเธอด้วยอารมณ์ที่ชักจะเริ่มฉุนๆ ขึ้นมาตงิดๆ

 

เฮอะ! รู้ทั้งรู้ว่าอะไรยังมีหน้ามาถาม!

 

“แล้วผมจะแน่ใจได้ไง ว่าผมจะปลอดภัยหายห่วงร้อยเปอร์เซ็นต์ไม่มีคลาดเคลื่อน” ผมขมวดคิ้วจ้องหน้าเธอ หวังจะได้คำตอบที่น่าพอใจหรือไม่ก็ข้อแก้ตัวอะไรดีๆ สักอย่าง...

 

“ความเสี่ยงเป็นหนทางสู่ความสำเร็จ” ชลธิชาพูดขึ้นเรียบๆ ก่อนจะดึงกระเป๋าลากขนาดใหญ่อย่างกับจะไปเที่ยวต่างประเทศสักสองสามปีออกมาตากหลังโซฟา พลางส่งยิ้มยียวนกวนตามประสาของแปลก “ชลเป็นคนบอกพี่เองนี่”

 

...!!

 

บิงโก!

 

สรุปว่าผมผิด...?

 

“ไม่ๆๆ ไม่มี – ทาง! ผมจะไม่ไปไหนทั้งนั้น พี่ทิ้งกุญแจคอนโดไว้ซะ!” ผมคว้าข้อมือชลธิชาขณะที่เธอกำลังจะเดินดุ่มๆ ออกจากห้องไป ทำเอาร่างเล็กๆ ของหญิงสาวแทบจะเซล้มหงายหลังอีกรอบ

 

“ชล จะฆ่าพี่หรือไง!” หญิงสาวค้อนขวับใหญ่พลางชี้นิ้วไปทางไอ้ตัวซวยบรรลัยที่นั่งอยู่บนโซฟา “อยากได้กุญแจนักก็ไปเอากับโซลโน้น พี่จะไปเที่ยวภูเก็ต ช็อปปิ้ง ว่ายน้ำ ทานอาหาร ท่องราตรี พักที่โรงแรมหรูๆ สักคืนสองคืน ส่วนเธออยากจะทำอะไรก็เชิญ!

 

ว่าจบชลธิชาก็กระทืบเท้าปึงปัง เดินหนีออกจากห้องลากกระเป๋าใบใหญ่จากไปในสภาพลำบากลำบนปานจะเข็นครกขึ้นภูเขา

 

แต่จะให้ผมทำยังไงได้ ในเมื่อแม่คุณจะไปขืนห้ามไว้ก็มีแต่ซวยเพิ่ม โดนหักเงินเดือน ไม่ก็งดของหวานอีกชัวร์ๆ ดังนั้นผมจึงเบนความสนใจไปยังไอ้เจ้าตัวปัญหาตัวใหญ่อีกตัวในห้อง...

 

“แก... เอากุญแจมา” ผมกดเสียงต่ำขณะเดินตรงเข้าไปหาตัวปัญหาที่ยังคงนั่งๆ นอนๆ ดูทีวีตีหน้าตาไร้อารมณ์อยู่เช่นเคย “กุญแจ”

 

“เรื่องอะไรฉันต้องให้นาย”

 

“หึ! เพราะฉันจะไม่ไปกับแกเด็ดขาด!

 

“แต่นายต้องไป”

 

“ทำไมฉันจะต้องไปกับแก! แกไม่ใช่ญาติพี่น้องพ่อแม่ หรือเชื้อสายบรรพบุรุษอะไรของฉัน ย้ายก้นกลับไปเฝ้าบ้านแกซะ!” ผมตวาดเสียงดัง มือคว้าหมอนอิงสีน้ำเงินบนโซฟาตัวโปรดมาปาใส่ชายหนุ่มเต็มแรง

 

และอีกครั้งที่ชายหนุ่มรับมันได้...

 

โว้ย!! โมโหโว้ย! ระบายใส่มันไม่ได้สักอย่าง!

 

“อยากได้กุญแจ?” ดวงตาสีนิดำของอีกฝ่ายหรี่ลงเล็กน้อยอย่างเจ้าเล่ห์ พลางล้วงเอาโลหะสีเงินหน้าตาคุ้นๆ ออกมาจากกระเป๋ากางเกงแล้วชูมันค้างไว้ตรงหน้าผม “มาเอาจากฉันสิ”

 

ใช่ครับ... มันคือคีย์การ์ดพร้อมกุญแจที่ตอนนี้ถูกคล้องไว้คู่กันราวกับไม่อยากแยกจากกันไปแม้แต่เมตรเดียว

           

เร็วกว่าความคิด ผมพุ่งพรวดเข้าไปหาร่างสูง กระโดดคว้าเอากุญแจมากำในอุ้งมือ สัมผัสแข็งๆ และเย็นของโลหะสีเงินยิ่งทำให้ผมแน่ใจว่าทำสำเร็จก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่อย่างโล่งอก

           

หึ! คิดเรอะว่าจะตุกติกกับคนอย่างผมได้

 

ผมลอบหัวเราะในใจอย่างผู้ชนะ แต่หารู้ไม่ว่าคนตรงหน้าก็กำลังกลั้นหัวเราะอยู่ไม่แพ้กัน

           

“หัวเราะอะไรของแก! ฉันได้กุญแจแล้ว ฉะนั้นแกก็ย้ายก้นกลับบ้านปะ...”

 

ผมชะงักนิ่งเมื่อผิวหนังสัมผัสถึงอะไรบางอย่างอุ่นๆ กำลังเลื้อยอยู่บริเวณเอว ทำเอาสะดุ้งเฮือกและเริ่มสังเกตสถานการณ์รอบๆ กาย “กะ แก...”

           

“อะไร?” ชายหนุ่มเลิกคิ้วเล็กน้อย ยิ่งทำให้ผมหน้าซีดเผือกเข้าไปใหญ่

           

ไอ้หมอนี่มันไม่ปกติชัวร์ๆ ว่ะ...

 

“ปะ ปล่อยโว้ย ไอ้โรคจิต!” ผมพยายามคุมสติ ตะโกนโหวกเหวกโวยวายขณะดิ้นพล่านไปมาในอ้อมกอดของตัวอันตรายอย่างบ้าคลั่ง “ปล่อยเดี๋ยวนี้นะโว้ย!

           

“ฉันไม่ได้ชื่อ ไอ้โรคจิต”

           

“นายจะชื่ออะไรมันก็เรื่องของนายโว้ย! ปล่อยช้านนนนนน!!!

           

ใครก็ได้เอาไอ้หมอนี่ออกไปที!!!

           

“ฉันจะปล่อยนายถ้านายไปกับฉัน”

           

“ไม่โว้ย! ไม่ไปๆๆ” ผมปฏิเสธข้อเสนออย่างหัวเด็ดตีนขาด หลังชนฝาเกาะโซฟาไว้แน่นอย่างกับปลิง

           

ผมขอสาบานว่าต่อให้เป็นตายร้ายดียังไงก็จะไม่ไปกับไอ้บ้านี่เป็นอันขาด! ไม่มีทางที่ผมจะต้องชีวิตไปเสี่ยงความตาย หรือชื่อเสียงก็แล้วแต่ มันเป็นญาติฝ่ายไหนของพ่อของแม่ผมว่ะฮะ! ยัยพี่สาวตัวแสบคิดบ้าอะไรอยู่เนี่ยยยย!!

 

† † † † † †



มาแล้ววว!! อัพตอนสองแล้วนะคะ ^ ^ นานเลยสิ 555+ เมลล่าเพิ่งจะเริ่มแต่ง ช่วยกันเม้นท์ด้วยนะคะ


13 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 10 ตุลาคม 2555 / 05:31
    ชลผู้น่าสงสาร ถ้าเค้าเป็นชลคงอาละวาดบ้าน(คอนโด)แตกแล๊วว ==
    #10
    0
  2. #6 ยูเรย์ (@vipamed) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 28 กันยายน 2555 / 21:25
    สนุกมากเลยครับ
    #6
    0
  3. #5 Rule72 (@korinasai) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 27 พฤษภาคม 2555 / 11:25
     หนุกมากกก ชลน่ารักมากกก ส่วนโซลด้านสุดๆ = =;;
    #5
    0
  4. #4 กามเทพ y (@vran) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2555 / 17:17
    หนุกอ่ะ >.<
    อัพๆๆๆๆๆ~^o^~
    #4
    0
  5. #3 Enjoy4U (@saiyuki_sanso) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2555 / 01:15
    น่าสนุก น่าติดตาม
    มาต่อนะคะ ^^
    #3
    0