Destiny Dice online ลิขิตเกมพนัน 'เดิมพันหัวใจ' [Yaoi]

ตอนที่ 1 : Dice I : มันมาพร้อมกับความซวย!

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 209
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    14 พ.ค. 55

 

Dice I: มันมาพร้อมกับความซวย!



“สวัสดีครับ ยินดีต้อนรับสู่ช่วงคั่นรายการ XXX TV วันนี้เราจะพาท่านผู้ชมมาพบกับแขกผู้มีชื่อเสียงในด้านเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ ผู้ทำลายสถิติเกมออนไลน์คว้าถ้วยรางวัลชนะเลิศในการแข่งระดับชาติ A ซึ่งสร้างเสียงโด่งดังให้กับวงการเกมออนไลน์ไทยในชั่วข้ามคืน!” เสียงป่าวประกาศความปราชัยดังกึกก้องในห้องสี่เหลี่ยมขนาดกลางและในหัวผม “สวัสดีครับ คุณชลกร ธรวารี”

 

            “หึ ก็ฉันซะอย่าง!” ผมที่กำลังนอนกระดิกเท้าบนโซฟาขณะปรายมองโทรทัศน์จอยักษ์สบายใจเฉิบเค้นเสียง หึเบาๆ ในลำคอ มองภาพของตัวเองในจอทีวีได้สักพักก็เริ่มส่งเสียงหัวเราะร่วนออกมาเป็นช่วงๆ จนหญิงสาวผู้มีเส้นผมสีน้ำตาลลอนที่กำลังนั่งจัดการกับกองเอกสารขนาดใหญ่ข้างๆ ต้องหันมามองอย่างไม่เข้าใจ ก่อนจะยกมือขึ้นโบกไปโบกมาตรงหน้าผม

 

            เฮ้ย! ไม่ต้องเช็ค ผมไม่ใช่คนตาบอดเฟ้ย!

 

            ผมขมวดคิ้วเป็นปม ปัดมือของเธอออกพลางตวาดกลับอย่างอารมณ์เสีย “คนกำลังดูทีวีอย่าเพิ่งชวนคุยเซ่!

 

            “เธอยังไม่บ้าแน่นะ?” ประโยคถามกลับเรียบๆ เรียกให้ผมละสายตาจากทีวีหันขวับมามองเธอด้วยแววตาอาฆาตมาดแค้นสุดฤทธิ์ แต่เธอเพียงแค่คลี่ยิ้มบางๆ ก่อนจะหันไปสะสางงานบนโต๊ะต่อ “จ้าๆ เชิญตามสบาย”

 

            “เฮอะ” ผมหยิบรีโมทบนโต๊ะไม้สักขึ้นมาเปลี่ยนช่องไปเปลี่ยนช่องมาอย่างคนไม่มีอะไรจะทำ มือหยิบคุกกี้ในจานมาเคี้ยวกรุบๆ เล่นอย่างไม่ใส่ใจจนหญิงสาวข้างกายร้องห้ามแทบไม่ทัน

 

            “ชล!! กินเข้าไปเยอะขนาดนั้นเดี๋ยวก็อ้วนหรอก พี่ไม่ยอมนะ!” เธอคว้าคุกกี้ยี่ห้อโปรดปรานจากมือใส่ปากตัวเองหน้าตาเฉย ทำหน้าเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นแล้วจึงค่อยลอบดึงจานบนโต๊ะกับคุกกี้ที่เหลือไปวางไว้ในห้องครัวแทน

 

            “พี่ชา! เอาคุกกี้ผมคืนมานะ!!!” ผมดิ้นทุรนทุรายเหมือนเด็กเวลาเห็นของเล่นใหม่แต่พ่อแม่ไม่ยอมซื้อให้อยู่บนโซฟาตัวโปรด พลางกราดเสียงร้องแรกแหกกระเชอลั่นคอนโดเล็กๆ จนเธอต้องยกมือปิดหูแล้วขว้างคุกกี้ที่เหลือใส่ผมเมื่อไม่สามารถทนดีกรีเสียงกรีดร้องได้อีกต่อไป

 

            “เอาคืนไปเลย ไอ้น้องรัก!

 

นับวันผมยิ่งชักจะเหมือนเด็กปัญญาอ่อน บั่นทอนปัญญาเข้าไปทุกทีจริงๆ...

 

ผมบ่นอุบในใจอย่างปลงสังเวชกับพฤติกรรมไร้สาระของตัวเอง ก่อนจะเอื้อมหยิบเศษคุกกี้บนตัวที่ ชลธิชา พี่สาวต่างมารดาตัวแสบฉายา เจ้าแม่แฟชั่น เพิ่งปาใส่ผมหยกๆ ขึ้นมาเคี้ยวอย่างเพลิดเพลินใจ

           

ภายหลังจากการถูกพี่สาวยุยงในลากสังขารไปทำงานหาค่าเครื่องบินโดยที่เจ้าคนสั่งนั่งจุ้มปุ๊กสุขสบายอยู่ในบ้าน แล้วลอยลัดฟ้าไปอยู่อเมริกาเพื่องานแข่งเกมออนไลน์ระดับประเทศเล็กๆ รายการหนึ่ง ที่มีนักแข่งมากหน้าหลายตาผลัดกันขึ้นมาโชว์ความบรมห่วยต่อหน้าผมจนรู้สึกขัดลูกหูลูกตาขึ้นมาตงิดๆ

 

 และด้วยความสามารถพิเศษอันหาใครเปรียบมิได้ของพี่สาวที่สามารถพูดจนกล่อมลิงหลังปุ๋ยเริ่มบ่นอุบอิบ ร่ายคาถามนตร์ดำทำลายเยื้อแก้วหูและเส้นประสาทในสมองผมจนสติขาดผึง มือประจำคีบอร์ด ถือไรเฟิลเตรียมกราดยิงพวกไร้ฝีมือให้สิ้น ถล่มยับแบบไม่เหลือซาก!

 

จะบอกให้นะ ว่าคนอย่างผมน่ะ... โหดยิ่งกว่าหน่วยกวาดล้างแห่งดินแดนเทพีเสรีภาพหลายขุมนัก!

 

หลังจากมุ่งสู่ความสำเร็จได้ตามเป้าหมายที่คาดไว้ ทั้งเงินรางวัลและชื่อเสียงก็ไหลมาเทมาอย่างกับยกกระป๋องเทน้ำยาล้างส้วมทิ้งในท่อประปา ทำให้ผมกลายเป็นที่รู้จักของคนในแวดวงการและเหล่าเกมเมอร์อ่อนด้อยปัญญาทั้งหลาย ในฐานะผู้พลิกวงการเกม FPS ของเมืองไทยจนโด่งดังกึกก้องโลกสีฟ้าครามภายในระยะเวลายี่สิบสี่ชั่วโมงอย่างไม่ยากเย็น (แม้จะไม่น่าภูมิใจนักก็เถอะน่า...)

 

หึ! อัจฉริยะอย่างผม ร้อยวันพันปีจะมีแค่หนึ่งคนเท่านั้นแหละ ฮ่าๆๆ ผมระเบิดเสียงหัวเราะลั่นอย่างเงียบๆ ในอก

 

“หัวเราะอะไรของเธอ ต้องให้พี่ชาคนนี้พาไปส่งโรงบาลศรีทันยาใช่หรือไม่” ชลธิชาชะโงกหน้าจากห้องครัวมามองผมด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความช่างสงสัย ทำเอาผมสะดุ้งโหยงตัวโยนแล้วเริ่มเกาหัวแกรกๆ อย่างเก้อเขิน

 

สงสัยว่า ผมคงคิดดังไปหน่อยแฮะ...

 

ผมลุกผึงขึ้นจากโซฟานุ่มนิ่ม คว้าเสื้อโค้ทขนสัตว์สีดำตัวใหญ่จากตะขอหน้าประตูพลางกล่าวลาพี่สาวสุดที่รักที่กำลังวุ่นอยู่กับการเก็บกวาดขยะในครัว “พี่ครับ ผมว่าจะออกไปซื้ออะไรข้างนอกกินซะหน่อย”

 

ว่าจบก็ปิดประตูชิ่งหนีโดยมีเสียงตะโกนใสๆ ไล่หลังมาไม่ขาด “อย่ากินของมีไขมันเยอะนะ ถ้าเธออ้วนขึ้นมา พี่จะจับกักบริเวณไม่ให้เห็นเดือนเห็นตะวันสักสองสามเดือน งดของหวานอีกหนึ่งเดือนส่วนวงเงินที่เหลือทั้งหมดเป็นค่าใช้จ่ายขอ...”

 

“คร๊าบๆๆ เชิญพี่ชาสุดที่รักของผมกล่อมผีหลับไปเถอะครับ”

 

“อะไรยะ! ไอ้น้องปากเสีย กลับมาเดียวนี้นะ กลับมาคุยกับพี่ให้รู้เรื่องก่อนสิ บลาๆๆ” ชลธิชากราดเสียงด่าไล่หลังยิ่งกว่าเอ็มสิบหกยิงทะลุหลังคาบ้านประธานาธิบดีแล้ววิ่งหนีหน่วยคอมมานโดที่ยกตามกันมาเป็นโขยงเหมือนมดแตกรัง

 

นี่สินะ ความน่ากลัวของมนุษย์เพศหญิง... ผมลอบถอนหายใจชนิดเบื่อโลกถึงขีดสุด ก่อนจะสาวเท้ามุ่งหน้าไปยังจุดหมายต่อไป

นั่นคือ... ร้านเบเกอรี่สุดที่รักเจ้าประจำของผม!!!

 

† † † † † †

 

แสงแดดยามเช้าอ่อนๆ ลอดม่านไม้สีเขียวชอุ่มเกิดเป็นสีทองรำไรแล้วจึงค่อยทอดลงมาบนแผ่นกระจกบานใสอีกครา  นกกระจิบบนสายไฟฟ้าสีนิลดำส่งเสียงร้องเจื้อยแจ้วประสานกันเป็นท่วงทำนอง หมู่ผีเสื้อน้อยใหญ่ต่างบินว่อนลิ้มลองรสชาติหอมหวานจากเกสรดอกไม้ นับเป็นทิวทัศน์ที่หาชมได้ยากในปัจจุบัน...

 

หากแต่ว่า... เขาคนนี้แทบไม่ได้ใส่ใจมันเลยสักนิดเดียว

 

ผมหยิบไอโฟนสีขาวคู่ใจจากกระเป๋ากางเกงออกมานั่งเจาะ WiFi ร้านเบเกอรี่สุดโปรด ท่องอินเตอร์เน็ต เล่นเฟสบุ๊ค แฮคทวิตเตอร์อย่างเมามันขณะรอเค้กและกาแฟที่เพิ่งจะสั่งไปเมื่อครู่ พอดีที่กับพนักงานสาวยกน้ำและแก้วเปล่ามาเสิร์ฟเล่นไปพลางๆ

 

“ไม่ได้มานานเลยนะคะ” เธอเปิดบทสนทนาก่อน

 

“ครับ พอดีว่าช่วงนี้งานยุ่งมากเลย”

 

“เหรอคะ คุณป้าคิดถึงคุณมากๆ เลย ท่านชอบบ่นว่า ทำไมพักนี้ลูกค้าประจำหนีหายกันไปหมด” หญิงสาวว่ายิ้มๆ ขณะบรรจงรินน้ำใสๆ ลงในแก้วเปล่าลายใบไม้หน้าตาประหลาด เรียกให้ผมละลายตาจากจอขนาดสามจุดห้านิ้วมามองหน้าเธออย่างฉงนใจ “คุณป้าท่านเป็นเอามากเลยล่ะค่ะ บ่นว่าอยากเจอคุณแทบตาย”

 

“แล้วตอนนี้ท่านไปไหนแล้วล่ะ” ผมถามกลับขณะยกแก้วน้ำขึ้นกระดกแก้เบื่อ พลางลองคาดคั้นคำตอบจากสีหน้าของเธอ

 

“ท่านเสียไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้วค่ะ... ดิฉันมาดูแลกิจการแทน” หญิงสาวส่งยิ้มเศร้าสร้อยก่อนจะหมุดตัวกลับไปทำหน้าที่เก็บกวาดเช็ดโต๊ะของเธอต่อ ผมนิ่งค้างไปครู่หนึ่ง บรรยากาศรอบตัวพลันหนาวเย็นจับขั้วหัวใจ...

 

สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม... วัฏจักรย่อมหมุนเปลี่ยนไปตามกาลเวลา... นี่คือสัจธรรมของความจริงสินะ?

 

“เสียใจด้วยนะครับ”

 

“ค่ะ น่าเสียดายที่ท่านอยู่ไม่ทันได้เจอหน้าคุณ” เธอวางเค้กช็อกโกแลตของโปรดของผมลงบนโต๊ะกระจกใส ตามมาติดๆ ด้วยคาปุชิโน น้ำตาลและคอฟฟี่เมตพร้อมบัตรสีเงินวาวเรียบๆ ใบหนึ่งที่ทำให้ผมแปลกใจ

 

จำได้ว่า ไอ้บัตรนี่ผมไม่ได้สั่งนะ...

 

ขณะที่ผมกำลังอ้าปากจะเถียง จู่ๆ เธอก็แทรกพูดตอบปัญหาความในใจร้อยแปดอย่างขึ้นมา ก่อนที่ผมจะออกเสียงด้วยซ้ำ “เธอเลยฝากบัตรใบนี้มาให้คุณแทนค่ะ”

 

ผมหยิบบัตรสีเงินเรียบๆ ใบเล็กๆ ที่ถูกวางทิ้งไว้ขึ้นมองใกล้ๆ พลิกไปพลิกมาอยู่ไม่กี่หนก็ต้องเบิกตาจ้องเขม็งจนแทบจะถลนออกมาจากเบ้า

 

นะ นี่มัน!! บัตรพรีเมี่ยมกินฟรีไม่เสียตังนี่หว่า!!!

 

และดูเหมือนพนักงานสาวจะสังเกตเห็นความจริงในข้อนี้ เธอจึงชิงพูดขึ้นก่อน “ท่านเห็นว่าคุณเป็นลูกค้าร้านเรามานาน ตั้งแต่สมัยที่คุณป้าเพิ่งเริ่มกิจการใหม่ๆ ท่านเลยฝากบัตรใบนี้มาให้แทนคำขอบคุณค่ะ ...ยังไงดิฉันขอตัวก่อนนะคะ ลูกค้าเต็มร้านแล้วค่ะ” เธอคลี่ยิ้มให้เป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะหมุดตัวกลับไปทำหน้าที่และสิ่งที่เธอควรสืบทอดปณิธานต่อจากคุณป้าของเธอ ทิ้งความสงสัยให้ตกเป็นของผมที่ยังคงนั่งจ้องเค้กก้อนใหญ่ และคาปุชิโนฟองฟอดบนโต๊ะ สภาพน่าสังเวชแก่ผู้พบเห็นเป็นยิ่งนัก

 

หือ? ผมมากินที่นี่บ่อยขนาดนั้นเลยเหรอ?...

 

ผมยกมือขึ้นขยุ้มหัวแล้วส่ายหัวไปมาไล่ความมึนเบลอออกไปจากชีวิต

 

 ...รู้สึกอย่างกับว่า นับวันผมยิ่งเลอะเลือนแฮะ

 

ว่าแล้วก็บรรจงตัดก้อนเค้กช็อกโกแลตเป็นชิ้นเล็กๆ อย่างละเมียดละไม มืออีกข้างยกหูแก้วคาปุชิโนที่กำลังส่งกลิ่นหอมกรุ่นยั่วน้ำลายขึ้นจิบอย่างสบายใจในขณะที่กำลังจะส่งก้อนเค้กรสหอมหวานเข้าปากตามไปอีกครา

 

ครืด... ครืด...

 

เสียงสั่นสะเทือนประหนึ่งแผ่นดินไหวจากโทรศัพท์คู่กายเรียกให้ผมชะงักมือค้างกลางอากาศ มองก้อนเค้กสีน้ำตาลชิ้นเล็กๆ พอดีคำในช้อนที่จ่ออยู่ตรงหน้าสลับกับไอโฟนบนโต๊ะแก้วสีใสที่กำลังส่งเสียงร้องเรียกความสนใจอย่างบ้าคลั่ง

 

ครืด... ครืด...

 

ใครบังอาจโทรมาตอนนี้ฟะ!

 

ผมขมวดคิ้วผูกเป็นโบว์อย่างขัดใจ ขณะมองไอโฟนคู่ใจที่กำลังสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงก่อนตัดสินใจว่าจะยัดเค้กอันหอมหวานน่าตาน่าลิ้มลองก้อนนี้ลงท้องก่อนสักคำ

 

ครืด... ครืด...

 

โทรศัพท์ยังคงทำหน้าที่สั่นของมันต่อไปในขณะที่มือของผมหยุดชะงักกลางคันอีกครั้ง พร้อมกับความอดทนที่กำลังลดน้อยลงทุกที...

 

ครืด... ครืด...

 

ผมกระแทกซ่อมสีเงินคันเล็กลงกับจานแก้วเต็มแรงจนเกิดเสียงดังใส เรียกสายตาแปลกๆ จากคนในร้านได้บางส่วน ก่อนจะตัดสินใจกดรับไอ้โทรศัพท์เจ้าปัญหาที่ยังสั่นเป็นเจ้าเข้าเหมือนเดิมเมื่อฟางเส้นสุดท้ายขาดวิ่น

 

พูดให้ดีๆ แล้วกัน... เดี๋ยวพ่อจะแช่งให้ไม่ได้ผุดได้เกิดไปสามชาติเจ็ดชาติ

 

ยังไม่ทันที่ผมจะได้อ้าปากทักทายปลายสายผู้โทรผิดที่ผิดเวลา หรือพูดง่ายๆ คือยังไม่ได้ด่ามันสักกะคำ เจ้าของเสียงก็ชิงพูดขึ้นก่อนด้วยน้ำเสียงร้อนรนสุดขีด

 

“หน้าคอนโดเกิดเรื่องใหญ่แล้ว รีบกลับมาเร็วเข้า!” แล้วเธอคนนั้นสายก็ตัดไปดื้อๆโดยไม่แม้จะอธิบายเหตุผลสักคำเดียว...

 

โว้ยยยยย!!!! นี่มันเรื่องบ้าอะไรกับชีวิตผมหนักหนาวะเนี่ย! คนจะกินเค้กโว้ยยยยยย!!!

 

ผมกรีดร้องในใจอย่างหัวเสีย มือทิ่มซ้อมลงบนตัวเค้กก้อนใหญ่แล้วจัดการเขมือบลงท้องอย่างรวดเร็ว ตบท้ายด้วยการกระเดือกคาปุชิโนรวดเดียวหมดแก้วด้วยความเร็วอันน่าพิศวงสุดขีด ผมคว้าเสื้อคลุมหนังสัตว์สีนิลดำขึ้นสวมก่อนจะสาวเท้าพ้นร้านเบเกอรรี่อย่างรวดเร็วขณะสบถด่าพี่สาวเจ้าปัญหางึมงำเช่นคนบ้าไปตลอดทาง

 

เฮอะ! ถ้าไม่ใช่เรื่องใหญ่อย่างปากว่าจริงๆ ล่ะก็... งานนี้มีแก้เผ็ดชนิดน้ำพริกนรกยังไม่คณามือแน่โว้ยย!!

 

† † † † † †

 

ตึกสีขาวสะอาดตั้งเด่าตระหง่านสะดุดตากลางวงล้อมของฝูงสื่อมวลชนมากมายจากหลายสำนักที่แห่ตามกันมาอย่างกับมดเห็นขนมหวาน

 

“ฟุกเซียไม่ยอมหรอกค่ะ  พี่ๆ นักข่าวต้องให้ความเป็นธรรมกับฟุกเซียนะคะ” น้ำเสียงสั่นเครือของหญิงสาวหน้าตาสระสวยที่คนทั่วประเทศต่างรู้จักดีในนามของ ฟุกเซียดาราสาวพราวเสน่ห์แห่งแดนดอกไม้เมืองหนาวตามชื่อของเธอ ที่กำลังนั่งกองอยู่บนพื้นคอนกรีตแล้วช้อนดวงตาแดงก่ำมองเขาอย่างตัดพ้อ

 

“พี่โซลทำแบบนี้กับฟูกเซียได้ยังไงคะ! พี่โซลรู้มั้ยว่าศักดิ์ศรี สำหรับผู้หญิงแล้วมันมีค่าแค่ไหน... ฮึก...” เธอเริ่มหลั่งน้ำตาออกมาจากดวงตาสีฟ้าลูกครึ่งคู่สวย แววตาตัดพ้อไร้เยื่อใยบีบคั้นหัวใจเขาจนรู้สึกเจ็บแปล๊บที่อกด้านซ้ายอย่างรุนแรง...

 

มันทำให้เขารู้สึกผิด... เขาทำพลาดทั้งๆ ที่ตัวเองไม่ได้ตั้งใจ

 

“ฟุกเซีย...” ชายหนุ่มเอ่ยเรียกชื่อหญิงสาวบนพื้นเบาๆ แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือคำพูดตัดพ้ออย่างไร้เยื้อใย...

 

“ไม่ค่ะ! พี่โซลไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น... ฮึก... ฟุกเซียไม่อยากฟังแล้ว พอซะทีเถอะค่ะ ฟุกเซียไม่ใช่ของเล่นที่พี่คิดจะทำอะไรก็ทำได้ตามใจชอบนะคะ พี่โซลเลิกยุ่งกับซุกเฟียซะทีเถอะค่ะ ฮือๆๆ” น้ำตาใสๆ ค่อยๆ หลั่งไหลรินอาบแก้มสีชมพูบางของเธอจนมาสคาร่าเยิ้มติดขนตางอน แลดูน่าสยดสยองพิลึกนักในสายตาของใครหลายคน แต่สำหรับเขา...

 

เธอผู้นี้คือ คนที่ดีที่สุดเสมอ... แม้ว่าสำหรับเธอ เขาอาจไม่ใช่ก็ตาม...

 

งั้นก็แสดงว่า ข่าวลือเรื่องคุณสโรชินมีความสัมพันธ์อะไรกับคุณฟุกเซีย ทั้งทีเธอไม่ยินยอมเป็นความจริงหรือคะ

 

ช่วยเล่าได้มั้ยคะ ว่ามันเกินอะไรขึ้นในคืนนั้น

 

คุณสโรชินคะ ช่วยตอบคำถามด้วยค่ะ

 

คำถามร้อยแปดพันล้านถูกกระหน่ำยิงจากสื่อมวลชนรุ่นน้อยใหญ่ตามมาด้วยแสงไฟ และเสียงแฟลชกล้องดังระงมไปทั่วบริเวณ

 

ก็อาจใช่... เขาผิดเอง เรื่องทั้งหมดเกิดก็เพราะเขา ถ้าในคืนนั้นเขาไม่ทะเลาะกับเธอ ทุกอย่างก็คงไม่เป็นแบบนี้

 

“ผม... ทำแบบนั้นไม่ได้หรอกครับ...” สโรชินพยายามคิดหาวิธีหลีกเลี่ยงจากสถานการณ์ตรงหน้า แม้ว่าการกระทำเช่นนั้นจะทำให้เขาถูกมองว่าเป็นคนไร้ความรับผิดชอบในสายตาเธอก็ตาม

 

“ใช่สิ! พี่โซลไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบฟุกเซียหรอก... ฟูกเซียจะไปค่ะ ฟูกเซียจะไปจากชีวิตพี่โซล!” เธอพยายามยันร่างกายอันบอบช้ำลุกขึ้นอย่างยากลำบาก แต่แล้วร่างอันบอบบางนั้นก็ล้มลงอีกครั้ง เมื่อส้นรองเท้าแหลมปี๊ดสีแดงสดขนาดสี่นิ้วข้างหนึ่งกระเดนหลุดแยกจากตัวรองเท้าออกเป็นสองส่วน

 

ถึงแม้ว่า... เขาจะเชื่อในสิ่งที่เธอพูด แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีความครางแคลงอยู่ในคำพูดเหล่านั้น

 

“ไม่ใช่ครับ ผมไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้”

 

จนกว่าจะถึงวันที่เขาสามารถพิสูจน์ได้ว่าตัวเองเป็นคนทำจริงๆ เขาจะไม่เชื่อใจใครอีกเป็นอันขาด!

 

ดวงตาของเขาพลันสบกับร่างของชายหนุ่มผู้มีผมสีนิลดำยาวถูกรวบมัดง่ายๆ ในโค้ทหนังสีดำ ขลับให้ใบหน้าดูโดดเด่นกลางฝูงชนนับร้อยอย่างน่าประหลาด ร่างบางๆ นั้นกำลังส่งเสียงหัวเราะขำขันพลางกุมท้องแน่นเสียจนแทบจะลงไปนอนกลิ้งกับพื้นขณะส่งสายตาเหยียดๆ มองเขาเป็นช่วงๆ

 

พลันความคิดพิเรนทร์บางอย่างแล่นเข้าสู่หัวของสโรชิน...

 

“ขอทางหน่อยครับ บังเอิญคนพิเศษที่นัดไว้มาแล้วน่ะครับ” ชายหนุ่มคลี่ยิ้มละไมให้เหล่าพิราบคาบข่าวที่ต่างพากันขมวดคิ้วด้วยความฉงนใจบ้างสมเพชบ้าง ในการกระทำของเขา ก่อนจะเดินตรงดิ่งไปยังเป้าหมายโดยมีกลุ่มคนคอยหลีกทางให้เป็นช่วงๆ

 

หมับ!

 

“เฮ้ย! อะไรฟะ! ฉันเป็นผู้ชมเฟ้ย กลับกรงทองของนายไปไป๊” ชายหนุ่มสะบัดแขนออกอย่างแรงหวังให้หลุดจากการเกาะกุมของเขา แต่เหมือนมันคงไม่ง่ายดายขนาดนั้น

 

ขอแค่มีแพะรับบาป จะกุข่าวขึ้นมายังไงก็ได้ และจะทำให้ข่าวจนลงยังไงก็ได้... ดังนั้น...

 

“เฮ้ย! ปล่อยโว้ยๆๆ ปล่อยๆๆ” ร่างบางดิ้นพล่าน พลางตะโกนโหวกเหวกโวยวายเสียงดังลั่นเสียจนนักข่าวช่างสงสัยทั้งหลายต่างพากันกรูเข้ามาล้อมเขาทั้งสองไว้ ชายหนุ่มคลี่ยิ้มละไมตามแบบฉบับของตนก่อนจะหันไปกระซิบกระซาบกับชายหนุ่มแพะรับบาปจำเป็นข้างๆ แล้วถือโอกาสรวบเอวมากอดอย่างแนบเนียน

 

“เงียบๆ หน่อยน่า”

 

“เฮ้ย! จะบ้าหรือไง กะ แกจะทำอะไรฉะ...”

 

.......................

 

ประโยคสนทนายุ่งเหยิงทั้งหลายแหล่หยุดลงเพียงแค่นั้น ทุกสรรพสิ่งตกอยู่ในความเงียบสงัดราวกับไม่เคยมีสิ่งมีชีวิตในที่แห่งนี้ กระทั้งคนผู้เห็นเหตุการณ์ทั้งหลายยังต้องหยุดมองดูภาพกลางวงล้อมของเหล่าสื่อมวลชนนิ่งและแข็งทื่อ สายตาทุกคู่ต่างจับจ้องมายังชายหนุ่มทั้งสองอย่างอึ้ง ตะลึงและค้าง! ไม่เว้นแม้แต่ดาราสาว

 

เหล่านักข่าวและปาปารัสซี่ที่เพิ่งตื่นจากภวังค์เริ่มหยิบกล้องถ่ายรูปคู่กายออกมากดชัตเตอร์รัวๆ หวังจะบันทึกภาพอันหาที่ไหนมิได้นี้ส่ง บก. สำนักข่าวเผื่อว่าจะมีเงินไหลเข้ากระเป๋าบ้างไม่มากก็น้อย...

 

...ภาพของสโรชินกับชายหนุ่มรูปร่างบอบบางคนหนึ่งแนบชิดกันจนแทบจะกลืนกินอีกฝ่าย ริมฝีปากของทั้งคู่สัมผัสกันอย่างแผ่วเบาราวกับจะยื่นยันความสัมพันธ์ระหว่างร่างทั้งสองโดยไม่ต้องปริปาก

 

 สโรชินหรือ โซล ดาราหนุ่มอายุน้อยที่เพิ่งเข้าแวดวงดารามาได้ไม่กี่เดือน ก็เกิดเป็นข่าวฉาวกับนางเอกสาวที่ชายทั้งประเทศต่างหมายปอง ด้วยความสวยสง่าตามแบบลูกครึ่งตะวันตก อีกทั้งฝีมือในการแสดงอันยอดเยี่ยม ทำให้เธอ ฟุกเซียได้ครอบครองตำแหน่งดาราสาวดาวรุ่งค้างฟ้า

 

ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็ดูดีมาตลอด จนกระทั้งฟุกเซียออกมาแฉความจริงว่า เธอโดนบังคับให้มีความสัมพันธ์อะไรกับเขาโดยที่ตัวเองไม่ยินยอมจึงกลายเป็นประเดนที่งัดขึ้นมาถกเถียงกันเป็น Talk of the Town ไปเสียแล้ว

 

“พะ พี่โซล...” ฟุกเซียยืนมองตัวแข็งทื่อขณะที่เขาถอนริมฝีปากจากร่างในอ้อมกอดที่อยู่ในสภาพอิดโรยอ่อนปวกเปียก สีหน้าซีดเผือกเป็นศพขึ้นอืดใกล้จะทรุดลงไปกอดกับพื้นเต็มแก่

 

“ทีนี้คงยืนยันได้แล้วนะครับ ว่าผมไม่ได้ทำอะไรให้เธอเสียหาย” เขาพยุงร่างเล็กๆ ในอ้อมกอดก่อนจะมุ่งหน้าสาวเท้ากลับเข้าไปยังตึกสีขาวสง่าที่ตั้งเด่นตระหง่านนอยู่ด้านหน้า ทิ้งให้เหล่าฝูงชนที่กำลังตกอยู่ในภวังค์ดำมืด ฝันแตกสลายกลายเป็นชิ้นเล็กๆ มองตามอย่างน่าสังเวช

 

เช่นเดียวกับดาราสาวผู้วิงวอนขอความยุติธรรมจากสื่อแทบเป็นแทบตาย แต่ผลที่ออกมากลับไม่เป็นที่น่าพอใจเลยแม้แต่นิดเดียว เธอลุกพรวดจากพื้นซีเมนต์แข็งๆ ก่อนจะกระทืบเท้าปังๆ จากไปอย่างหัวเสีย...

 

† † † † † †

อ๊ะ จบสำหรับตอนแรก ^ ^ ฝากเรื่องคำผิดด้วยนะคะ

TBC กันต่อปายยย~~~~ !

13 ความคิดเห็น

  1. #13 นักอ่าน...lnwcool (@lnwcool) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2556 / 16:08
    ฮ่าๆๆๆๆ...งานนี้โทษใครไม่ได้!!!!

    #13
    0
  2. วันที่ 10 ตุลาคม 2555 / 05:19
    #9
    0
  3. #1 คน_เทพ (@3839) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2555 / 15:06
    หนุกๆๆอัพไวๆๆนะ
    #1
    0