นิยาย Dek-D

ไม่พลาดทุกการอัปเดต
เพียงอ่านผ่านแอปนิยาย Dek-D

แอปที่จะทำให้คุณสามารถอ่านนิยายได้ทุกที่ ทุกเวลา พร้อมฟังก์ชันการใช้งานหลากหลาย รับรองสนุกไม่มีเบื่อ! ดาวน์โหลดฟรีได้แล้ว บน Android, iOS และ HUAWEI

วัจนสังหาร

สารวัตรสมชาย ได้รับมอบหมายให้นำกลุ่มอดีตตำรวจทหารที่รวบรวมได้ เข้าปฏิบัติภาระกิจสำคัญเพื่อช่วยเหลือมนุษยชาติ หยุดโดรนสังหารที่ฆ่าผู้คนแบบไม่เลือกหน้า ความหวังของเผ่าพันธ์มนุษย์ ขึ้นอยู่กับพวกเขาแล้ว

ยอดวิวรวม

47

ยอดวิวเดือนนี้

0

ยอดวิวรวม


47

ความคิดเห็น


0

คนติดตาม


0
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  1 ก.ค. 62 / 22:48 น.
นิยาย Ѩѧ

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

เนื้อเรื่อง อัปเดต 1 ก.ค. 62 / 22:48


            สารวัตรสมชายกำปืนที่มีลักษณะคล้ายแผ่นไม้หนา ๆไว้ค่อนข้างแน่น เตรียมพร้อมที่จะลั่นไกได้ทุกเมื่อ แม้ในขณะนี้จะเป็นเวลากลางวัน แต่ภายในตัวอาคารกลับมืดจนมองอะไรแทบไม่เห็นแสงที่ส่องลอดผ่านเข้ามาจากขอบกระจกที่ถูกปิดทับด้วยสี กระดาษ และวัสดุอื่นๆ เท่าที่หาได้ เล็ดรอดผ่านเข้ามาภายในได้น้อยมาก กลิ่นอับและกลิ่นเหม็นเน่ายังมีคละคลุ้งอยู่ทั่วไป เขาปรับไฟแอลอีดีอัตโนมัติที่ติดอยู่บริเวณบ่าด้านซ้ายให้เห็นพื้นที่ด้านหน้าได้กว้างขึ้นกว่าเดิม ภาพตรงหน้าทำให้ทุกคนต้องผงะ ศพคนที่ยังคงเหลือเป็นซากกองกระดูก นอนกองที่พื้นห้องเกลื่อนกระจายอยู่เป็นระยะ เขาก้าวเดินไปข้างหน้าช้า ๆ ผ่านกองซากกระดูก บางศพกองเกยกัน คล้ายถูกฆ่าล้มหงายไปกองกันอยู่ และถูกปล่อยให้ย่อยสลายไปตามสภาพ โดยที่ไม่มีใครสามารถจะทำอะไรได้ เขาคิดเลยไปไกล โดยคาดคะเนจากสภาพที่พบเห็น น่าเชื่อว่า แม่บ้านที่ทำหน้าที่ควบคุมหุ่นยนต์ทำความสะอาด น่าจะเป็นศพใดศพหนึ่งที่กองรวมกันอยู่ตรงนี้ เพราะนับตั้งแต่มีกรณีนักการเมืองคนหนึ่ง ฟ้องบริษัททำความสะอาดในข้อหาละเมิดสิทธิส่วนตัวโดยใช้หุ่นยนต์สอดแนมและชนะคดี การทำความสะอาดโดยใช้หุ่นยนต์อัตโนมัติไร้คนควบคุม จึงถูกสั่งระงับการให้บริการไปโดยปริยาย

สารวัตรสมชาย ซึ่งในขณะนี้คือหัวหน้าหน่วยปฏิบัติการ ค่อย ๆ นำหน่วยก้าวขึ้นบันไดไปยังห้องโถงชั้นบน ตลอดทางที่พวกเขาเดินผ่าน ยังคงเห็นกองกระดูกเกลื่อนกลาดไปทั่วพื้น ทุกคนต่างรู้สึกตึงเครียดมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาอย่างยิ่ง เมื่อใกล้จุดที่ระบุว่าเป็นเป้าหมาย จุดที่หมวดชาญ ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี สามารถตรวจจับได้ว่า คำสั่งปฏิบัติการล้างเผ่าพันธุ์ ถูกสั่งการจากบริเวณนี้  

ถึงแม้การปฏิบัติการในครั้งนี้ สารวัตรสมชายจะรู้ดีอยู่แก่ใจว่า ทีมงานมากกว่าสิบชีวิต ได้วางแผนการทุกอย่างไว้ค่อนข้างรัดกุมรอบคอบ แต่เขาก็ยังรู้สึกหวาด ๆ อยู่ในใจลึก ๆ ไม่ได้ เพราะจากประสบการณ์ที่ผ่านมา เขารู้ดีว่า ศัตรูที่เขากำลังพยายามหลบเลี่ยง ไม่เผชิญหน้ากับพวกมันอยู่ในขณะนี้ มันฉลาดเพียงใด เขาหันกลับไปมองผู้ใต้บังคับบัญชาที่เดินตามเขามาห่าง ๆ ในความเป็นจริงแล้ว จะพูดว่าผู้ใต้บังคับบัญชาก็คงไม่ถูกนัก เพราะทุกคนไม่เคยอยู่ในหน่วยงานใต้การบังคับบัญชาเดียวกัน พวกเขาเป็นแค่เพียงกลุ่มทหารตำรวจที่รอดชีวิตจากที่ต่าง ๆ ซึ่งบังเอิญมารวมตัวกันเพื่อปฏิบัติภารกิจในครั้งนี้ เรื่องยศและตำแหน่ง ไม่มีใครสนใจที่จะตรวจสอบเลยด้วยซ้ำ สำหรับสถานการณ์ในขณะนี้ เพียงแค่มีผู้อาสาเข้ามาปฏิบัติ แค่นั้นก็ถือว่าเพียงพอแล้ว

เขานึกทบทวนถึงเรื่องที่ผู้นำของกลุ่มผู้รอดชีวิต ผู้ให้ความช่วยเหลือและที่หลบซ่อนกับเขา ขอร้องแกมบังคับ ให้เขาเป็นหัวหน้า จัดทีมขึ้นมาสัก 4 – 5 คน เพื่อปฏิบัติภารกิจเร่งด่วน และในตอนนั้น ก็มีเพียง 3 คนนี้เท่านั้น ที่ขันอาสาอย่างไม่รีรอ เขาหันกลับไปมองผู้กล้าเหล่านั้นอีกครั้ง ทุกคนอยู่ในสภาพมอมแมมไม่ต่างอะไรจากคนไร้บ้าน ถึงแม้ผมจะถูกตัดสั้น แต่ก็ตัดด้วยมีดแบบพอไม่ให้รุงรัง เสื้อผ้าที่ทุกคนสวมใส่ ถึงแม้จะไม่ถึงกับขาดรุ่งริ่ง แต่ก็เก่าจนสังเกตเห็นได้ชัดเจนแม้อยู่ในเงามืดสลัวเช่นในขณะนี้

หมวดชาญ ช่างเทคนิคผู้รอบรู้ ยังคงจัดการกับระบบรักษาความปลอดภัยอยู่บริเวณชั้นล่าง เขาส่องไฟกระพริบให้สัญญาณทุกคนที่อยู่ชั้นบน เพื่อยืนยันว่าทุกอย่างเป็นไปด้วยความเรียบร้อย สารวัตรสมชายขยับมือเป็นสัญญาณให้ทุกคนเดินต่อ เขาเดินนำทุกคนเข้ามาในบริเวณโถงในชั้นสอง ขึ้นบันไดมาด้านบนเข้าสู่โถงชั้นสาม กล้องวงจรปิดในอาคารแต่ละชั้น ยังคงทำงานตามปกติ แต่ดูเหมือนว่า มันจะไม่สนใจหน่วยปฏิบัติการกลุ่มนี้เลยแม้แต่น้อย  กล้องทรงกลมด้านในกล่องใสยังคงส่ายไปมาเหมือนไม่มีการจับสิ่งเคลื่อนไหวใด ๆ ได้ หมวดชาญน่าจะจัดการกับระบบรักษาความปลอดภัยตลอดแนวทางเดินเข้าไปในอาคาร ยาวมาจนถึงชั้นบนของอาคารไว้ทั้งหมดแล้ว เขาคงหลอกให้ระบบเห็นภาพนิ่งไร้ร่องรอยสิ่งมีชีวิตได้สักพัก ก่อนที่จะมีการตรวจพบ อย่างน้อยก็อีกระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งคาดว่าน่าจะเพียงพอสำหรับการปฏิบัติภารกิจครั้งนี้ให้สำเร็จ

"สารวัตรว่า จะมีพวกมัน คุมอยู่ในห้องเป้าหมายไหมครับ..."

จ่ายม เดินตามเข้ามาใกล้ ส่งเสียงกระซิบถาม สารวัตรสมชายชะลอเท้าลงจนหยุด หันกลับมามองจ่ายม และหมวดภพ ขณะที่หมวดชาญวิ่งตามขึ้นมาจากชั้นล่าง เข้ามาสมทบกับทุกคนในกลุ่ม

สารวัตรสมชายมองผู้กล้าทั้งสาม เขาอดนึกถึงภาพนักรบในอดีตไม่ได้ มันดูต่างจากสถานการณ์ในปัจจุบันโดยสิ้นเชิง ทุกคนในหน่วยของเขา มีสภาพร่างกายและเสื้อผ้าที่สวมใส่ไม่เอื้ออำนวยกับการรบมากนัก แต่อย่างน้อยก็ยังอุ่นใจ ที่ทุกคนยังมีอาวุธประจำกายแนบตัว เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเข้าปะทะ น่าจะถือว่าเป็นโชคดีที่อาวุธที่พวกเขามี ไม่จำเป็นต้องใช้กระสุนโลหะเหมือนกับอาวุธในสมัยก่อน มันใช้แสงอาทิตย์เพื่อประจุพลังงาน และใช้การอัดอากาศเป็นอนุภาคเพื่อยิงแทนการใช้กระสุนตะกั่ว แต่ถ้าหากมองในอีกมุมหนึ่ง มันน่าจะเป็นความโชคร้ายเสียมากกว่า เพราะศัตรูที่พวกเขากำลังหวาดกลัวมันอยู่ ก็ใช้ปืนในแบบเดียวกันกับของพวกเขา

ในฐานะหัวหน้าหน่วย เขาถอนหายใจออกมาเบาๆ ก่อนที่จะเลือกใช้เหตุผลในด้านบวกสนับสนุนกับข้อเท็จจริง เพื่อให้ทุกคนรู้สึกผ่อนคลายลงบ้าง

"พวกมันอาศัยแสงอาทิตย์เป็นพลังงาน ถึงแม้ว่ามันจะมีแบตเตอรี่ที่ใช้ได้เป็นเดือน แต่ก็คงไม่เข้ามาในตึกที่ปิดมืดอย่างนี้หรอก จริงอยู่ ที่อาคารทุกอาคารในปัจจุบันใช้พลังงานจากแสงแดด เพื่อออนไลน์ระบบทั้งหมด พวกศัตรูจึงสามารถใช้เป็นช่องทางสื่อสารเพื่อค้นหาที่อยู่ของพวกเราได้ แต่เมื่อไม่พบสิ่งมีชีวิต  ระบบเอไอของอาคารก็ฉลาดพอที่จะเลือกวิธีปิดไฟเพื่อประหยัดพลังงาน นักล่าอย่างพวกมัน เมื่อไม่มีเป้าหมายที่จะสังหาร มันก็คงฉลาดพอที่จะไม่เข้ามาในอาคารที่ปิดทึบไร้แสงแดดแบบนี้ ถ้าไม่จำเป็น..."

"หวังว่า แผนล่อพวกมันออกจากเมืองคงได้ผลนะครับ ถ้าเป็นไปตามที่คาด พวกมันคงเสียเวลางมหาพวกเรานอกเมืองอีกนานพอดู..."  

หมวดภพพูดเปรยขึ้นมาพอให้ทุกคนได้ยิน สารวัตรสมชายยิ้มให้ทุกคน ก่อนที่จะแสดงท่าทางให้เดินตามเข้าไปทางห้องด้านในอาคาร เขาเชื่อว่า แผนล่อพวกมันไปที่นอกเมืองคงจะได้ผล เพราะจากการสังเกตในเบื้องต้น ระหว่างเส้นทางที่จะเข้ามาที่อาคารหลังนี้ ไม่พบพวกมันเลยแม้แต่ลำเดียว อย่างน้อยก็จนถึงเวลานี้

เขาอดหวนคิดถึงการล่าสังหารมนุษย์ของพวกมันในช่วงแรก ๆ ไม่ได้ มันเกิดขึ้นเร็วมาก เร็วจนไม่มีใครทันตั้งตัว หลายคนเล่าต่อ ๆ กันมาว่า มันทำตามคำสั่งของเจ้านายผู้รักการสังหาร นามแฝง "วสวัต" ยมบาลในร่างมนุษย์ในนิยายเรื่อง "เงา" ของโรสราเรน วสวัตผู้นี้คือมือสังหารในตำนานที่รับงานใครแล้วไม่มีคำว่าล้มเหลว เชื่อกันว่า เขาคือวิศวกรหนุ่มที่หันมาพัฒนาหุ่นยนต์สังหาร โดยใช้กลุ่มโดรนความเร็วสูงเป็นทีมล่า พวกมันติดอาวุธร้ายแรงเพื่อยิงหัวทุกผู้คนที่เป็นเป้าหมาย จนสุดท้าย วสวัตคงมีอาการทางจิต แบบที่คนสมัยก่อนเรียกกันว่าผีเข้าสิง เขาออกคำสั่งฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์ พวกมันจึงเริ่มไล่ล่ามนุษย์นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา พวกมันมีจำนวนเท่าไหร่ ไม่มีใครรู้ แต่โครงข่ายของนักฆ่าที่ไม่เคยพลาด เป็นกิจการที่สร้างรายได้ให้กับเจ้าของกิจการอย่างมหาศาล พวกมันมีอยู่ทั่วทั้งโลก และสามารถซ่อมแซมตัวเองได้ หรือแม้กระทั่งสร้างโดรนสังหารขึ้นมาใหม่ มีผู้รอดชีวิตบางคนอ้างว่า เคยเห็นพวกมันดัดแปลงโดรนธรรมดา ๆ ให้กลายเป็นพวก เพื่อเข้าโจมตีเหยื่อได้ในเวลาแค่อึดใจ แต่ละตัวทำงานได้เป็นเดือนต่อการชาร์จพลังงานหนึ่งครั้ง และอาศัย อินเตอร์เน็ต ออฟ ติงส์
ในการค้นหามนุษย์ มันไล่ล่าในทุก ๆ ที่ หรือแม้กระทั่งขณะที่มนุษย์เลือกที่จะเลิกใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ใด ๆ พวกมันก็ยังอาศัยเอไอตามอาคารต่าง ๆ คอยติดตาม และค้นหาจนพบมนุษย์ได้เสมอ พวกมันเข้าจู่โจมอย่างรวดเร็วและแม่นยำ มนุษย์ล้มตายลงอย่างต่อเนื่อง ผู้ที่ยังมีชีวิตรอดอยู่ พยายามทุกวิถีทางที่จะทำให้การสื่อสารผ่านทางอินเตอร์เน็ตล่มลงทั้งระบบเพื่อหยุดการติดตามไล่ล่า แต่ก็ดูเหมือนกับว่า มนุษย์ได้วางกับดักตัวเองเอาไว้แล้วอย่างรัดกุม

ทำไมจึงปิดระบบอินเตอร์เน็ตไม่ได้ เรื่องมันเริ่มขึ้นจากการยกเลิกระบบเงินตราอย่างสมบูรณ์ ระบบเงินอิเล็กทรอนิกส์ ได้กลายมาเป็นมาตรฐานในการซื้อขายแลกเปลี่ยน มีการใช้ระบบการแลกเปลี่ยนไร้คนกลางที่ทุกคนเชื่อถือและยอมรับ ทุกอย่างอยู่บนเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ดังนั้น ในเวลาไม่นาน สถาบันการเงินทั่วโลกในขณะนั้น จึงตัดสินใจพัฒนาเอไอที่ฉลาดล้ำขึ้นมาใช้ควบคุมทั้งการซ่อมบำรุงและรักษาเสถียรภาพการคงอยู่ของอินเตอร์เน็ต เพื่อให้การแลกเปลี่ยนโดยไร้คนกลางมีความน่าเชื่อถือและต่อเนื่องไม่มีสะดุด เอไอตัวนี้มีการแตกสมาร์ทอัลกอริทึมออกไปออนไลน์อยู่ในระบบอย่างมากมาย มันจึงสามารถปรับเปลี่ยนช่องทางและหลบเลี่ยงการปิดระบบได้อย่างชาญฉลาด มันสามารถควบคุมหุ่นยนต์ซ่อมบำรุงเพื่อสับเปลี่ยนแก้ไขทั้งด้านฮาร์ดแวร์และซอร์ฟแวร์ได้อย่างรวดเร็วจนไม่มีใครตามทัน แม้แต่ผู้สร้างตัวมันเอง ทำให้การปิดระบบอินเตอร์เน็ต แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยในความเป็นจริง

แต่การไล่ล่าของศัตรู ดูเหมือนจะหยุดลงไปช่วงสั้น ๆ เมื่อกลุ่มผู้นำของแต่ละประเทศเริ่มนำระเบิดคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หรือ  EMP ออกมาใช้ พวกผู้นำของแต่ละประเทศจะใช้ระเบิดคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าทำลายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์รอบบริเวณที่พวกเขาอาศัยอยู่ เพื่อตัดการสื่อสารที่จะส่งไปให้พวกมันผ่านทางสื่อทุกชนิด แต่เมื่อพวกมันได้เรียนรู้ถึงพฤติกรรมดังกล่าวของมนุษย์  การใช้ระเบิดคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าก็กลับกลายเป็นการชี้เป้า สถานที่ใดที่ EMP ถูกทำให้ระเบิด สถานที่นั้นก็จะกลายเป็นเป้าหมายของพวกมัน ที่จะเลือกเข้าโจมตีเป็นอันดับแรกๆ

และนั่นคือเหตุผลที่ทีมปฏิบัติการอีก 3 ทีม เลือกที่จะวางระเบิดคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าไว้บริเวณนอกเมือง ห่างไปทางเหนือ และทางตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อล่อให้พวกมันออกไปจากเมือง เปิดทางให้สารวัตรสมชายและทีมปฏิบัติการชุดนี้ทั้ง 4 คน ลักลอบเข้ามาทำภารกิจในอาคารแห่งนี้ได้สะดวกมากยิ่งขึ้น

"...แล้วทำไมเราไม่ใช้ระเบิดทำลายสถานที่เป้าหมายไปเลยล่ะ จะเสี่ยงเข้าไปทำไม..."

สารวัตรสมชายเคยถามในที่ประชุมเช่นนั้น และก็ได้รับคำอธิบายที่กระจ่างชัดจากหมวดชาญช่างเทคนิคผู้ชำนาญการที่ปรากฏตัวขึ้นมาพร้อมกับความหวัง สารวัตรสมชาย ยังคงจดจำการปรากฏตัวของหัวแรงสำคัญผู้เชี่ยวชาญทางด้านเทคโนโลยีคนนี้ได้ดี เขาก้าวเข้ามาขอความช่วยเหลือจากกลุ่มผู้รอดชีวิต
ในสภาพใบหน้าเต็มไปด้วยเลือด มือขวากำปืนประจำกายต้นแบบไว้แน่น ในขณะที่ในมือซ้ายหิ้วซากโดรนตัวหนึ่งมาด้วย

"โดรนสังหารทุกตัวมีเอไอที่ทำหน้าที่เสมือนสมองของแต่ละตัว มันทำหน้าที่คล้ายทหารที่คอยรับคำสั่ง ถ้าเราทำลายจุดที่ออกคำสั่งให้พวกมันปฏิบัติ ก็เท่ากับว่า เราปิดทางติดต่อกับพวกมัน พวกมันก็จะคงยึดถือตามคำสั่งเดิม คือทำลายล้างมนุษย์ ซึ่งถ้าหากเป็นเช่นนั้น เราจะต้องทำลายโดรนทุกตัวในโลก ทางเดียวที่เป็นไปได้ คือการทำให้เกิดระเบิดแม่เหล็กไฟฟ้าครั้งใหญ่ เพื่อให้มีแรงคลื่นกระแทกครอบคลุมไปทั้งโลก ซึ่ง ณ เวลานี้ พวกเราไม่มีศักยภาพเพียงพอที่จะทำได้..."

เสียงสั่นเบา ๆ จากเครื่องมือบางอย่างดังขึ้น ถึงจะไม่ได้ดังเหมือนกับสัญญาณของนาฬิกาปลุก แต่เนื่องจากความเงียบ มันจึงสามารถดึงสติของสารวัตรสมชายกลับมาสู่เวลาปัจจุบันได้ไม่ยากนัก

หมวดชาญเอื้อมมือหยิบเครื่องมืออย่างหนึ่งออกมาจากกระเป๋าหลัง มันคล้ายกับโทรศัพท์มือถือขนาดใหญ่ ที่นิยมใช้เชื่อมสัญญาณกับดาวเทียมเมื่อประมาณ 50 - 60 ปีก่อน เขาขยับมันขึ้นมามอง แสงเรือง ๆจากหน้าจอขนาดใหญ่ของมัน  ทำให้มองเห็นร่องรอยบนใบหน้าของหมวดชาญได้อย่างชัดเจน กระสุนแรงอัดอากาศที่พุ่งเฉียดแก้มด้านขวาของเขาไป ทิ้งร่องรอยลึกไว้ แต่เขากลับพูดถึงมันอย่างภาคภูมิใจ เพราะมันแลกมาด้วยนาโนชิพของโดรนสังหาร ที่ใช้เป็นส่วนประกอบของอุปกรณ์ที่เขาถือมันอยู่ในมือขณะนี้ อุปกรณ์ที่สามารถบอกตำแหน่งศัตรูได้ และภารกิจกอบกู้ในครั้งนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ถ้าไม่มีการระบุตำแหน่งจากเจ้าสิ่งนี้

"สารวัตรครับ มีพวกมันลำหนึ่ง บินเข้ามาใกล้กับตึกนี้..."

"มันอยู่ตรงไหน อย่าลืมว่า บางลำมันมีกล้องจับความร้อน... ถึงตอนนี้จะเป็นเวลากลางวันก็ไว้ใจไม่ได้"

"ทางขวาของอาคารครับสารวัตร..."

"หลังกำแพงด้านซ้าย... แยกกัน ชิดผนังอาคารด้านใน เร็วเข้า... ทุกคน..."

สารวัตรสมชาย พุ่งตัวเข้าหลบด้านหลังกำแพงบริเวณช่วงกลางของอาคาร ทุกคนรีบก้าวตามเข้าไปยืนชิดผนังริมอาคารอีกด้านอย่างรวดเร็ว เพื่อหลบให้ไกลจากตัวอาคารด้านขวาให้มากที่สุด ครู่ใหญ่ๆ หมวดชาญก็ยกมือขึ้นให้สัญญาณว่า ศัตรูได้เลยผ่านตัวอาคารไปแล้ว

"ปกติแล้ว พวกมันจะเข้าโจมตีแบบกลุ่ม กลุ่มนึงจะมีทั้งหมด 5 ลำ มันมาลำเดียว น่าจะเป็นการสอดแนมหรือการลาดตระเวนหาข่าว... "  หมวดภพออกความเห็น ซึ่งดูเหมือนว่าทุกคนจะเห็นด้วย พวกมันทำงานเป็นทีมแบบเดียวกับมนุษย์ น้อยครั้งที่จะเห็นมันบินเดี่ยวมาเพียงลำเดียว

"ขอบคุณมากนะหมวด ที่คอยระวังหลังให้..."  จ่ายมตบบ่าหมวดชาญเบา ๆ เป็นการขอบคุณ ทุกคนแสดงความขอบคุณทางสายตาให้กับหมวดชาญ ก่อนที่จะลุกออกจากที่ซ่อน

ไม่ถึงอึดใจ ทุกคนก็เดินมาถึงบริเวณตรงข้ามห้องโถงใหญ่ชั้นสาม เป้าหมายตามภารกิจถูกระบุว่าอยู่ที่ห้องพัก ด้านในสุด บริเวณริมตึก บนชั้นที่สามของอาคาร หมวดชาญยกอุปกรณ์ตรวจจับขึ้นมองอีกครั้งก่อนแจ้งให้ทุกคนทราบว่า ไม่พบร่องรอยศัตรูในบริเวณตัวตึก และในห้องเป้าหมาย สารวัตรสมชายส่งสัญญาณมือให้ทุกคนหยุดอยู่กับที่เพื่อสำรวจคร่าวๆ บริเวณรอบห้อง

"ให้ผมเข้าไปก่อนนะครับ ผมเข้าใจว่า ประตูห้องอาจจะมีกับดักอะไรซ่อนอยู่อีก แต่ที่แน่ ๆ น่าจะมีการเข้ารหัสที่ประตูไว้ค่อนข้างแน่นหนา... แต่ผมเชื่อว่า ผมคงสามารถถอดรหัสได้ไม่ยากนัก..."

หมวดชาญเสนอตัวเข้าไปตรวจสอบรอบบริเวณห้องเป้าหมาย และถอดรหัสประตูเพื่อเปิดทางให้ทุกคนเข้าไปปฏิบัติการในห้อง สารวัตรสมชายพยักหน้าตอบรับ เขาให้สัญญาณให้ทุกคนหยุดอยู่กับที่ ปล่อยให้หมวดชาญเข้าไปตรวจสอบก่อนเพียงลำพัง

หมวดชาญก้าวเข้าไปบริเวณหน้าห้องเป้าหมายอย่างระมัดระวัง เขาวางปืนลงที่พื้นหน้าห้อง ใช้เวลาไม่นานนักในการค้นหากล่องที่ควบคุมกลไกระบบเปิดปิดประตู กล่องดังกล่าวถูกซ่อนอยู่ใต้ผนัง บริเวณด้านล่างเซ็นเซอร์ของแผงควบคุมการเปิดประตู เขารื้อแผงวงจรในกล่องออกมาตรวจสอบ แสดงอาการลังเล คล้ายกับพยายามจะตัดสินใจอะไรบางอย่าง ในที่สุด ก็เลือกสายไฟเส้นจิ๋วระโยงระยางภายใน ที่เชื่อมอยู่บนแผงเส้นหนึ่งออกจากกล่อง และหันกลับมายิ้มให้ทุกคน ก่อนที่จะหยิบปืนลุกขึ้นยืน

หมวดชาญใช้มือข้างที่ว่างอยู่ ส่งสัญญาณให้ทุกคนหยุดอยู่กับที่ เขาหันหน้าเข้าหาเซ็นเซอร์สแกนม่านตา ในทันทีนั้นเอง ประตูห้องเป้าหมายก็เลื่อนเปิดออกช้า ๆ

แสงสว่างจากผนังที่เป็นกระจกใสริมอาคาร สว่างจ้าออกมาจากบานประตูที่ค่อยๆ เปิดออก ทุกคนรู้สึกแสบตาจากความสว่างของแสงที่เปลี่ยนแปลงแบบกระทันหัน พวกเขาต้องใช้เวลาปรับสายตาอยู่ครู่หนึ่ง จึงจะสามารถมองเห็นได้เป็นปกติ หมวดชาญเป็นคนแรกที่ก้าวเข้าไปด้านในห้องเป้าหมาย เขาก้าวเดินอย่างรวดเร็ว โดยไม่ลืมที่จะหันกลับมาจัดการกับแผงเซ็นเซอร์บริเวณด้านหลังประตู  ต่างกับคนอื่น ๆ ที่ค่อย ๆ ก้าวเข้ามาในห้องช้า ๆ อย่างระมัดระวัง ประทับปืนไว้ที่ซอกไหล่ในท่าเตรียมพร้อม

ขณะที่หมวดชาญยังคงง่วนอยู่กับแผงควบคุมบริเวณริมประตูห้อง เสียงอะไรบางอย่าง ทำให้คนที่เหลือถึงกับตกใจสุดขีด

เสียงฮำเบาๆ ของเครื่องจักรอย่างหนึ่ง เคลื่อนที่เข้ามาจากทางด้านซ้ายของห้อง ทุกคน ยกเว้นหมวดชาญซึ่งยังคงหันหน้าเข้าหาผนัง ก้าวถอยหลังโดยอัตโนมัติ กลับไปยืนที่บริเวณประตูทางเข้า ยกปืนขึ้นเล็งไปในทิศที่เสียงนั้นเคลื่อนที่เข้ามาหา

"ไม่มีอะไรหรอกครับ หุ่นยนต์แม่บ้านน่ะ ห้องนี้มีหุ่นยนต์แม่บ้านประจำอยู่ มันเป็นหุ่นยนต์ที่ถูกตั้งโปรแกรมอัตโนมัติโดยเจ้าของห้อง น่าจะเป็นห้องเดียวในอาคารนี้หละมั้ง ที่มีการทำความสะอาด..."

หมวดชาญตะโกนบอกทุกคนโดยที่ไม่ได้เหลียวกลับไปมองเลยด้วยซ้ำ

สารวัตรสมชายดูเหมือนเพิ่งจะสังเกตเห็น ภายในห้องดูโอ่โถง มีพื้นที่อเนกประสงค์และโซฟาบริเวณกลางห้อง  ด้านข้างแวดล้อมไปด้วยห้องต่าง ๆ หลายห้อง แต่น่าจะเป็นระบบปิดทั้งหมด แยกเป็นเอกเทศ ไม่เชื่อมกับตัวอาคารภายนอก มีกระจกใสทรงครึ่งวงกลม ทำหน้าที่เป็นกำแพงโอบรอบระเบียงริมอาคารเอาไว้ ที่มุมของระเบียง มีโต๊ะทำงานขนาดใหญ่วางกินเนื้อที่ครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งที่เหลือ มีโซฟาสำหรับนั่งเล่นชมวิวภายนอก  ถึงแม้กำแพงกระจกใสจะเคลือบสารกรองแสง แต่ก็ใสและไม่มีร่องรอยฝุ่น บริเวณรอบห้องก็ดูสะอาดสะอ้าน ต่างจากด้านนอกโดยสิ้นเชิง แสงสว่างที่ส่องเข้ามาจากระเบียง โดยไม่มีสิ่งใดปิดกั้นกระจกบริเวณริมตัวอาคาร ทำให้เชื่อได้ว่า ไม่เคยมีใครก้าวเข้ามาในห้องนี้เลย หลังจากเกิดการล่าสังหาร เพื่อฆ่าล้างเผ่าพันธ์มนุษย์

หุ่นยนต์ทรงกระบอกรูปร่างกระทัดรัด สูงกว่าโต๊ะที่มันเคลื่อนผ่านมาเล็กน้อย เคลื่อนเข้ามาดูดฝุ่นที่พื้น รอบ ๆ บริเวณที่ทุกคนเดินผ่าน มันเคลื่อนที่ได้โดยใช้ล้อหมุน ล้อที่มีเสียงฮำเบาๆ ซึ่งอาจจะเกิดจากการขาดการซ่อมบำรุง มันทำหน้าที่ของมัน ก่อนที่จะถอยออกไปทางมุมห้อง เพื่อรอทำความสะอาดอีกครั้ง หลังจากพวกเขาเดินผ่านไปแล้ว

ทุกคนถอนหายใจ ก่อนที่จะลดปืนลงช้า ๆ ประตูห้องเลื่อนกลับไปปิดสนิทอีกครั้ง หมวดชาญหันกลับมามองทุกคน  เขายิ้ม ก่อนที่จะเดินนำเข้าไปภายในห้อง ทุกคนเดินตามเขาเข้าไปที่โต๊ะทำงาน บริเวณกระจกใสริมหน้าต่างเหมือนกับต้องมนต์สะกด

ทันทีที่หมวดชาญเดินเข้าไปนั่งบนเก้าอี้ตรงหน้าโต๊ะทำงานริมอาคาร จอภาพบาง ๆ ก็เลื่อนยกตัวขึ้นจากพื้นโต๊ะโดยอัตโนมัติ มันเรืองแสงขึ้นมาทันทีที่จอภาพยกลอยอยู่ในระดับสายตาของผู้ที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ เขาเผลอเอื้อมมือไปยังพื้นโต๊ะด้านขวา กราฟิกรูปฝ่ามือปรากฏเป็นแสงเรืองขึ้นที่พื้นโต๊ะเพื่อรอการสแกนลายนิ้วมือทั้งห้า หมวดชาญรีบดึงมือกลับ พร้อมทั้งหันกลับไปมองทุกคนที่ยืนมุงกันอยู่ด้านหลัง รอบ ๆ เก้าอี้ที่เขานั่งอยู่

"เอ่อ... ผมว่า... รบกวนทุกคนช่วยระวังหลังให้ผมดีกว่ามั้ยครับ ผมขอเวลาสักครู่... นี่ครับ ..."

หมวดชาญยื่นเครื่องมือตรวจจับศัตรู ลักษณะคล้ายโทรศัพท์มือถือรุ่นโบราณให้จ่ายมพร้อมรอยยิ้ม ทุกคนที่เหลืออมยิ้มน้อย ๆ เป็นการขอโทษ ก่อนที่จะกระจายกันออกไปยืนนิ่งประจำจุด ห่างจากหมวดชาญในลักษณะการอารักขาแบบครึ่งวงกลม หุ่นยนต์แม่บ้านเคลื่อนตัวออกมาทำความสะอาดที่กลางห้อง บริเวณจุดที่พวกเขาเดินผ่านเมื่อครู่ ก่อนที่จะเคลื่อนกลับไปยืนนิ่งอยู่ที่มุมห้องดังเดิม

เวลาผ่านไปกว่า 10 นาที แต่ทุกคนรู้สึกเหมือนกับว่ามันยาวนานเป็นชั่วโมง หมวดชาญยังคงรัวนิ้วอยู่บนพื้นโต๊ะ ที่มีเซ็นเชอร์ทำหน้าที่เป็นคีย์บอร์ดเสมือนตรงหน้า สารวัตรสมชายดูออกว่า หมวดชาญรู้สึกไม่พอใจกับความผิดพลาดของตนเองอยู่บ่อยครั้ง หลายครั้งที่เขาส่ายหน้าและแสดงสีหน้าวิตกกังวล เขาเหลือบมองเวลาที่มุมจอภาพบ่อยครั้ง และมองทุกคนในหน่วยเป็นระยะ

แล้วบางอย่าง ก็ปรากฏตัวขึ้นที่นอกกำแพงกระจก โดรนความเร็วสูงลำเล็กๆ ลำหนึ่งลอยนิ่งอยู่บนอากาศ ห่างจากตัวอาคารไม่เกิน 100 เมตร ก่อนที่มันจะค่อย ๆ ลอยลำเข้ามาใกล้กระจกที่มุมตึกช้า ๆ  มันค่อย ๆ ลอยตรงเข้ามาบริเวณที่หมวดชาญนั่งอยู่

"หมวดครับ ผมว่า... มันพบเราแล้ว..."

สัญญาณสั่นเตือนจากเครื่องในมือของจ่ายม ดังขึ้นเป็นจังหวะ ดูเหมือนทุกคนจะหยุดหายใจไปชั่วขณะ ทุกอย่างเหมือนถูกกดสวิตช์ให้หยุดนิ่ง ไม่เว้นแม้แต่การเคลื่อนไหวของโดรนที่อยู่บริเวณนอกอาคาร มันลอยตัวนิ่งอยู่ตรงหน้าของทุกๆ คน  

"...ทำไมมันไม่โจมตี..."  เสียงจ่ายม พูดเบาเหมือนกระซิบ แต่ทุกคนก็รู้สึกถึงเสียงที่สั่นเครือได้ดี

"...มันกำลังรอกำลังเสริม อีก 4 ลำ..."  เสียงของ สารวัตรสมชาย แสดงอารมณ์ไม่ต่างจากจ่ายมมากนัก

"... เรายังมีเวลาอีกหลายนาที ก่อนที่กระจกกันกระสุนจะแตก..."

หมวดชาญตะโกนบอกทุกคน ขณะที่นิ้วยังคงรัวอยู่ที่คีย์บอร์ดอย่างต่อเนื่อง โดรนที่ลอยตัวอยู่ ยังคงลอยนิ่งโดยไม่เคลื่อนไหวไปไหน เหมือนนกตัวเล็ก ๆ ตัวหนึ่ง มองแมลงที่เกาะอยู่บริเวณกิ่งไม้ เพื่อรอจังหวะเข้าจิกเหยื่อ

เสียงสั่นจากเครื่องในมือของจ่ายยม ดังถี่ขึ้นเป็นระยะ เขาก้มลงมองจอภาพขนาดใหญ่ที่อยู่ในมือ พยายามบังคับมือตัวเองไม่ให้สั่นไปตามแรงเตือนของตัวเครื่อง

"... 4 ลำ กำลังเคลื่อนเข้ามาสมทบกับลำที่ริมตึก...  อีก 5 ลำ กำลังเข้ามาในตัวอาคาร... "

โดรนขนาดต่าง ๆ จำนวน 4 ลำ บินตรงดิ่งเข้ามารวมกลุ่มกับโดรนตัวเล็กที่ยังคงลอยนิ่งอยู่ริมอาคารนอกกำแพงกระจกใส เมื่อทั้ง 5 ลำ ลอยตัวมาเรียงแถวหน้ากระดาน เพียงชั่วอึดใจ โดรนตัวเล็กที่ดูเหมือนจะทำหน้าที่เป็นหัวหน้า ก็เปิดฉากยิงเข้าใส่ทุก ๆ คนที่อยู่ภายในอาคารในทันที ก่อนที่ลำอื่น ๆ จะเลือกเป้าหมายของตนเอง เพื่อระดมยิงใส่ ถ้าหากริมอาคารไม่มีกระจกหนาขวางอยู่ตรงกลาง การยิงที่แม่นยำของโดรนสังหาร คงจะเข้าเป้ากลางศีรษะของทุกคนตั้งแต่การเปิดฉากของโดรนหัวหน้า การสนับสนุนของโดรนที่เหลือ คงเป็นเพียงการซ้ำเพื่อความมั่นใจเท่านั้น

เสียงกระสุนแรงอัดอากาศ กระแทกกระจกเสียงดังสนั่นหวั่นไหว เป็นจังหวะต่อเนื่องไม่มีหยุด

กระจกกันกระสุนที่ขวางทุกคนกับโดรนทั้ง 5 ลำ ทำหน้าที่ของมันอย่างดี แต่ความแรงของการยิง ทำให้กระจกเริ่มแตกร้าว สารวัตรสมชายออกคำสั่งให้ทุกคนหาที่กำบัง แม้ว่าจะรู้อยู่แก่ใจว่า ถ้ากำแพงกระจกแตกลง คงจะไม่มีที่ไหนที่สามารถกำบังการล่าสังหารของโดรนเหล่านี้ได้

เสียงรัวของกระสุนแรงอัด ดังก้องเข้ามาจากบริเวณประตูห้องด้านในอาคาร มันดังสนั่นเป็นจังหวะอย่างไม่ขาดระยะ โดรนอีก 5 ตัว ซึ่งเข้ามาตามทางเดินในตัวอาคาร คงระดมยิงประตูห้องอย่างหนัก ไม่ต่างจากบริเวณริมอาคาร

สารวัตรสมชาย พยายามมองหาที่กำบังที่ดีที่สุดเพื่อรอการปะทะ รู้สึกถึงความตายที่กำลังใกล้เข้ามา เขาหันกลับไปมองหมวดชาญที่ยังคงนั่งอยู่ที่เดิม เร่งระรัวนิ้วลงไปบนโต๊ะ สติถูกดึงกลับมาอีกครั้ง หมวดชาญคือทางรอดทางเดียวของทุกคน ถ้าสามารถยกเลิกคำสั่งฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์ได้ ทุกอย่างก็จะจบลง

ห้วงวินาทีนั้น สารวัตรสมชายตัดสินใจลุกขึ้นยืนด้านหลังของหมวดชาญ เขาเล็งปืนไปที่นอกอาคาร รอวินาทีที่กระจกจะไม่สามารถต้านทานกระสุนได้อีกต่อไป  ความตายของตัวเขาไม่สำคัญเท่าการยื้อเวลา เพื่อให้หมวดชาญ ได้ใช้เวลาที่เหลือให้เกิดประโยชน์มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

กระจกกันกระสุนถูกกระหน่ำยิงจนระเบิด  มันแตกตัวเป็นฝุ่น ฟุ้งกระจายเป็นหมอกขาวไปทั่วทุกทิศทุกทาง  กระสุนแรงอัดอากาศลูกสุดท้ายที่ทำลายกระจก พุ่งเฉียดแขนของสารวัตรสมชายไป มันสร้างบาดแผลให้เขาเล็กน้อย แต่แรงกระแทกรุนแรงพอที่จะทำให้เขาถึงกับกระเด็นล้มกลิ้งลงไปกับพื้นห้อง

-------------------------------------------

ทุกอย่างกลับเงียบลงในฉับพลัน เสียงการยิงถล่มของโดรนสังหาร ทั้งจากบริเวณริมอาคาร และจากประตูห้องด้านในตัวตึกกลับเงียบลง สงบเงียบจนน่าตกใจ

กระแสลมที่ค่อนข้างแรง พัดผ่านเข้ามาปะทะใบหน้าของทุกคนที่อยู่ในห้อง  กำแพงกระจกหนาทรงครึ่งวงกลมไม่มีอีกต่อไปแล้ว  โดรนสังหารทั้ง 5 ลำ ลอยลำนิ่งอยู่ด้านนอกของอาคารครู่หนึ่ง ก่อนที่ทุกลำจะลอยตัวออกห่างจากตัวอาคารช้า ๆ  มันบินหายลับตาไปในเวลาอีกไม่นานนัก

สารวัตรสมชายหยัดตัวลุกขึ้นนั่งแบบงง ๆ เขากวาดสายตามองไปทั่วห้อง เศษกระจกที่คล้ายกับผงแป้งสีขาวกระจัดกระจายเต็มไปหมด เห็นร่องรอยจากการโจมตีปรากฏอยู่ทั่วบริเวณ จ่ายมและหมวดภพล้มลงนั่งอยู่ที่พื้นห้องเช่นเดียวกับเขา มีเลือดซึมออกมาบริเวณแขนและใบหน้า ทั้งสองคนน่าจะได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย ไม่มีใครพูดอะไรออกมา และไม่มีใครได้ยินเสียงอะไรอื่น นอกจากเสียงสายลมที่พัดเข้ามาอย่างค่อนข้างรุนแรงจากภายนอกอาคาร

สารวัตรสมชายทิ้งร่างพิงด้านขวาของโต๊ะทำงานที่หมวดชาญนั่งอยู่ เขาถอนหายใจออกมายาว ๆ ทุกอย่างจบลงแล้ว ภารกิจจบลงแล้ว  คำสั่งฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์ น่าจะถูกยกเลิกลงแล้วอย่างสิ้นเชิง

"หมวดทำสำเร็จแล้ว.... หมวดช่วยชีวิตพวกเราทุกคนเอาไว้...."

แต่... ไม่มีเสียงตอบจากร่างที่นั่งอยู่บนเก้าอี้

ร่างของหมวดชาญทิ้งตัวเอนไปทางด้านหลังจนเก้าอี้ทำมุม 45 องศากับพื้นห้อง สารวัตรสมชายพยายามเงยหน้าขึ้นไปมอง แต่ก็มองไม่เห็นใบหน้าของเขา ...ศีรษะของหมวดชาญหายไปเกินกว่าครึ่งหนึ่ง เลือดที่ไหลทะลักออกจากบาดแผล ไหลรินลงมาตามร่างของเขาเหมือนกับน้ำที่ไหลลงจากภูเขาสูงชัน ไม่นาน เก้าอี้และพื้นห้องบริเวณนั้นก็เต็มไปด้วยเลือด

สารวัตรสมชาย ถอนหายใจยาว ๆ พยายามเก็บกดความรู้สึก เขาเกาะโต๊ะเพื่อพยุงตัวลุกขึ้นยืน ถอดเสื้อคลุมที่เก่าคร่ำคร่าของตนเองออกมาคลุมร่างของหมวดชาญไว้ ก่อนที่จะลุกขึ้นยืนตรง โค้งคำนับแสดงความเคารพ จ่ายมและหมวดภพ พยายามลุกขึ้นยืนจนสำเร็จ ทั้งคู่โค้งคำนับ แสดงความเคารพชายผู้เสียสละชีวิต เพื่อรักษาเผ่าพันธุ์มนุษย์

ลมที่พัดกรรโชกเข้ามาในห้องเมื่อครู่ เริ่มอ่อนแรงลงจนทุกคนรู้สึกได้

 

"... สารวัตรโอเคมั้ยครับ ...ผมกับหมวดภพจะไปหาวิธีแจ้งข่าวให้ทุกคนทราบก่อน..."

จ่ายมทำลายความเงียบลง หลังจากที่ทุกคนยืนสงบนิ่งเพื่อไว้อาลัยอยู่ครู่ใหญ่ สารวัตรสมชายพยักหน้าให้ทั้งสองคน หมวดภพเดินกระเผลกเข้าไปจัดการกับแผงควบคุมที่ประตูอยู่พักใหญ่ ก่อนที่ประตูจะค่อย ๆ เลื่อนเปิดออก โชคดีที่การโจมตีของโดรนยังไม่ได้ทำลายกลไกการเปิดประตูจนเสียหายถึงขนาดใช้การไม่ได้ จ่ายมและหมวดภพ ต่างคนต่างช่วยพยุงร่างของกันและกัน เดินออกไปจากห้องช้า ๆ สารวัตรสมชายมองตามทั้งสองไปจนเลยออกจากประตูห้อง ไฟส่องสว่างในจุดที่พวกเขาเดินผ่าน ถูกเปิดขึ้นตลอดทางเดินเป็นระยะ แสดงให้เห็นว่า ระบบเอไอที่ควบคุมอาคารทั้งหมด กลับเข้าสู่สภาวะปกติแล้ว

   “...คำสั่งหลัก และคำสั่งรองมากกว่าพันล้านคำสั่ง ถูกยกเลิกทั้งหมดแล้ว ต้องการสำรองข้อมูลไว้หรือไม่คะ...”  เสียงเบา ๆ เล็ก ๆ ของเด็กสาวคนหนึ่ง ดังขึ้นจากจอภาพที่ลอยอยู่บนโต๊ะทำงานริมหน้าต่าง สารวัตรสมชายหันหลังกลับไปมองที่จอแสดงผลสีดำบนโต๊ะ หลังตัวหนังสือเท็กซ์โหมดที่แสดงอยู่เกือบจะเต็มหน้าจอ ปรากฏภาพเงาลาง ๆ ของเด็กสาวคนหนึ่งค่อย ๆ ลอยเด่นขึ้นมาจากพื้นจอสีดำ เธอแสดงท่าทางคล้ายกับพยายามจะมองหาใครสักคนในความมืด

“...หนูมองไม่เห็น หนูรู้นะ ว่าคุณชอบปิดกล้องที่จอภาพ แต่หนูไม่เข้าใจว่า ทำไมคุณปิดกั้นไม่ให้หนูออนไลน์กล้องภายในห้องด้วย คุณไม่พูดกับหนูสักคำ หนูขอเหตุผล...”

เด็กสาวบนจอภาพแสดงท่าทางลังเล เธอแสดงสีหน้าและแววตาไม่ต่างจากมนุษย์ที่มีชีวิตอยู่จริง ๆ

“คุณหายไปตั้งหลายปี... พอกลับมา... คุณก็เอาแต่พิมพ์คำสั่ง... หนูทำอะไรผิดหรือคะ...”

สารวัตรสมชาย ยืนนิ่งฟังเสียงเด็กสาวตัดพ้ออย่างงง ๆ เธอน่าจะเป็นเอไอที่ควบคุมระบบทั้งหมดในห้องนี้ และคงกำลังเข้าใจว่าหมวดชาญคือเจ้านายของเธอ ดูเหมือนเธอจะไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่า เจ้านายของเธอหายตัวไปไหน

แล้วอะไรบางอย่างก็แล่นเข้ามาในสมองของเขา

สารวัตรสมชาย พิมพ์ข้อความบางอย่างผ่านทางคีย์บอร์ดเสมือน ตรงหน้าจอภาพ

“หนูฆ่ามนุษย์ทุกคนทำไม ...”

เธอนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ ๆ ก่อนที่จะตอบกลับมา ด้วยท่าทางและน้ำเสียงที่มั่นใจ

“...คุณออกคำสั่งหลัก ให้หนูฆ่าล้างตระกูล คนที่มีสายเลือดเดียวกันกับเจ้าชายเอดิโก เนจ อย่าให้เหลือแม้แต่คนเดียว... เพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามคำสั่งหลัก หลังจากฆ่าเจ้าชายเอดิโกแล้ว หนูได้วิเคราะห์เลือดของเขา ปรากฏว่า มันมีสีแดง และมีธาตุเหล็กเป็นองค์ประกอบ...”

คำตอบจากเธอ ทำให้สารวัตรสมชายถึงกับตัวชา

เขาเริ่มลำดับเหตุการณ์ที่ผ่านมา นับตั้งแต่เกิดการลอบสังหารเจ้าชายแห่งรัฐอิสระรัฐเล็ก ๆ รัฐหนึ่ง ก่อนที่โดรนจะเริ่มต้นฆ่ามนุษย์ทุกคนแบบไม่เลือกหน้า การปรากฏตัวของหมวดชาญพร้อมกับความรอบรู้และความหวัง การเข้ามาในห้องเป้าหมายอย่างง่ายดาย หรือแม้กระทั้งกระจกกันกระสุนริมอาคารที่ไม่น่าจะมีใครรู้

“คุณต้องการจะสำรองข้อมูลกว่าพันล้านคำสั่งไว้หรือไม่คะ หนูดำเนินการต่อไม่ได้ ถ้าคุณไม่ยืนยันตัวอีกครั้ง...”

สารวัตรสมชาย ควบคุมอาการสั่นของมือตนเองไม่ได้ เขาเอื้อมมือที่สั่นเทาไปจับมือขวาของหมวดชาญซึ่งเต็มไปด้วยเลือด ค่อย ๆ ยกมือข้างนั้นขึ้นมาวางไว้บนโต๊ะบริเวณด้านขวาของจอภาพอย่างยากลำบาก กราฟิกรูปฝ่ามือปรากฏเป็นแสงเรืองขึ้นที่พื้นโต๊ะเพื่อสแกนลายนิ้วมือทั้งห้า

“ขอบคุณอีกครั้งค่ะ คุณวสวัต... ต้องการให้หนูสำรองข้อมูลทั้งหมดไว้หรือไม่ค่ะ...”


ผลงานอื่นๆ ของ สุนญตา

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

ยังไม่มีรีวิวของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

0 ความคิดเห็น