สื่อรักปริศนาลับ (สนพ.อรุณ วางแผงแล้ว)

ตอนที่ 2 : ตอนที่ 2 (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,055
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    2 ธ.ค. 59

 

หญิงสาวจ้องมองผู้ที่ชักชวนอย่างไม่แน่ใจนัก ภายใต้หมวกกันน็อกเต็มใบสีแดงสีเดียวกับตัวรถ ชายหนุ่มสวมโม่งสีดำคลุมปกปิดใบหน้าอยู่อีกชั้น เห็นเพียงดวงตาคู่หนึ่ง ประกายในแววตานั้นดูเศร้า ๆ แต่มีเสน่ห์คุ้นตาเสียจนไม่อาจละสายตา

ชายหนุ่มในชุดแจ็กเก็ตหนังสีดำพยักหน้าเป็นเชิงเร่งการตัดสินใจ พลางยกมือชี้ไปที่สัญญาณไฟจราจร สามสรามองตามจึงเห็นว่าอีกไม่กี่วินาทีไฟก็จะเขียวแล้ว

“รบกวนคุณช่วยไปส่งฉันหน่อยนะคะ” หล่อนตัดสินใจได้แล้ว ค้อมศีรษะเล็กน้อยแสดงความขอบคุณ

“ขึ้นมาเลย”

ชายหนุ่มใจดีผู้นั้นออกปากอนุญาต ทว่าหญิงสาววางตัวไม่ถูกขึ้นมา ปกติแล้วเรียกใช้บริการมอเตอร์ไซค์รับจ้างอยู่เป็นประจำ เพื่อความรวดเร็วในการออกเดินทางไปทำข่าว แต่รถมอเตอร์ไซค์คันใหญ่ตรงหน้าที่เขาว่ากันว่าแรงนักหนายังไม่เคยได้สัมผัส

ด้วยสามสราเป็นคนรูปร่างเล็ก ความสูงไม่ถึงร้อยหกสิบเซนติเมตรดี จึงเป็นงานยากที่หล่อนจะก้าวขึ้นไปนั่ง หากจะต้องปีนขึ้นไป ก็ต้องมีหลักไว้ให้เหนี่ยวตัว

เสมือนคนขับรับรู้ปัญหา เขาถอนมือจากคันเร่งมาตบที่ไหล่ตัวเองเป็นการอนุญาต

“ขอโทษนะคะ”

สามสราไม่รีรออะไรอีก เกาะไปที่ไหล่ของเขาแล้วเหนี่ยวตัวขึ้นไปนั่งอยู่บนเบาะได้สำเร็จ ก่อนจะรีบดึงมือออกมากอดกระเป๋ากล้องแน่น เวลานั้นสัญญาณไฟเปลี่ยนเป็นสีเขียวแล้ว คนขับบิดคันเร่งหนึ่งครั้งเครื่องยนต์ก็ดังกระหึ่ม เป็นที่สนใจของผู้ใช้ถนนกันเป็นตาเดียว

ไม่อยากเชื่อว่าฉันจะได้มานั่งซ้อนท้ายบิ๊กไบค์กับคนที่ไม่รู้จัก!’

ความตื่นเต้นมีมากกว่าการหัดขับรถครั้งแรกเสียอีก หล่อนยังจดจำความรู้สึกวันนั้นได้ดี ทั้งตื่นเต้นและเกร็งจนกำพวงมาลัยแน่น เหงื่อแตกพลั่ก ๆ โชคดีที่ผ่านบททดสอบมาได้โดยที่รถและประตูบ้านไม่เป็นอะไร พี่สาวทั้งสองคนยังจำมาล้อจนถึงทุกวันนี้

หลังจากหลุดไฟแดงสี่แยกนั้นมาแล้ว ถนนก็โล่งจนผิดสังเกต แต่ถึงอย่างไรก็ยังพะวงอยู่กับเวลาว่าคงจะเกินสิบนาทีไปหลายนาทีแล้ว ได้แต่หวังให้งานดีเลย์ ภาวนาให้หล่อนอย่าพลาดงานนี้เลย

รถมอเตอร์ไซค์เร่งความเร็วเหมือนรู้ว่าหล่อนรีบ ใบหน้าปะทะลมแรงจนรู้สึกตึงไปหมด ใช้มือข้างหนึ่งรวบผมเอาไว้ไม่ให้ปลิวพันกันยุ่งเหยิง มืออีกข้างกอดกระเป๋าแน่น ขับไปอีกสักพักคนขับก็เริ่มลดความเร็วเมื่อถึงทางแยกที่จะไปยังจุดหมาย

ถนนเส้นนี้มีรถหนาแน่นเคลื่อนตัวช้า ผู้ขับขี่ใช้ความชำนาญพาซอกแซกไปได้เรื่อย ๆ ระยะอีกไม่เกินห้าสิบเมตรจะถึงตึกของค่ายเพลงยักษ์ใหญ่แล้ว เขาเปิดสัญญาณไฟเลี้ยวทันที

ทันใดนั้นเอง รถสปอร์ตคูเป้สี่ประตูคันหรูในเลนที่สองขับแซงขึ้นมาเลี้ยวปาดหน้าไปอย่างรวดเร็ว ชายหนุ่มกำเบรกได้ทันฉิวเฉียด เสียงล้อเสียดสีไปกับพื้นถนนดังสนั่น ส่งผลให้ทั้งคนและรถเกือบจะคะมำไปข้างหน้า สามสราหยุดตัวเองไม่ทัน พุ่งไปโดนตัวเขาอย่างจัง

รถสปอร์ตคันนั้นเปิดไฟฉุกเฉินก่อนจะจอดลง คนขับลงจากรถมุ่งตรงเข้ามาหา

“ขอโทษที เป็นอะไรมั้ย”

สามสราตั้งหลักได้แล้วรีบถอยตัวกลับมานั่งประจำที่ มองไปทางผู้ชายมาดดีคนนั้น ถึงแม้จะสวมแว่นดำแต่ก็มีออร่าความหล่อชัดแจ้ง นับว่าเป็นคนรวยหน้าตาดีที่มีจิตสำนึกดีอยู่ รู้ว่าทำผิดแล้วกล่าวคำขอโทษ แต่มารยาทในการขับขี่ควรจะต้องปรับปรุงเร่งด่วน

ผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์คันที่หญิงสาวซ้อนอยู่ไม่ตอบอะไร เขายกมือขึ้นมาเป็นทำนองว่าไม่ติดใจเอาความ พลางใช้เท้าถัดรถไปข้างหน้าใกล้กับประตูของคนนั่งข้างคนขับ สามสราจึงมองเห็นชัดว่าในรถสปอร์ตมีผู้หญิงอีกคนหนึ่ง

หล่อนเห็นเขามองไปทางผู้หญิงคนนั้น ก่อนจะเบือนหน้ากลับมาทางเดิม พร้อมเร่งความเร็วขับเลี้ยวเข้าไปในตึกทันที อันที่จริงหล่อนตั้งใจจะลงจากรถตั้งแต่เกิดเหตุเมื่อสักครู่แต่ยังไม่มีโอกาส ดูเหมือนว่าคนขับจะไม่อยากอยู่ตรงนั้นนาน

เขาขับพาขึ้นมายังลานจอดรถชั้นสอง ก่อนจอดลงตรงทางเข้าด้านหลังของอาคารชั้นนี้ เมื่อรถจอดสนิท สามสรายังไม่ค่อยแน่ใจนัก

ตอนขึ้นก็ว่ายากแล้ว แต่ตอนลงนี่สิ

หญิงสาวไม่มัวคิดมากให้เสียเวลาอีก เกาะไหล่ทั้งสองข้างของเขาไว้ พลางยืนขึ้นบนที่พักเท้าแล้วเหวี่ยงขาลงมายืนบนพื้นได้สำเร็จ เป็นอันเสร็จสิ้นภารกิจขอติดรถคนแปลกหน้ามาด้วย

“ขอบคุณมาก ๆ นะคะที่มาส่งฉัน ถ้าไม่ได้คุณฉันคงพลาดงานนี้แน่ ๆ ฉันขอจ่ายค่าเสียเวลาให้คุณนะคะ” หล่อนพูดพลางค้อมศีรษะ ขณะที่สองมือเปิดกระเป๋าตั้งใจจะหยิบเงินตอบแทนน้ำใจเขา

“ผมไม่เอาหรอก”

“ไม่ได้ค่ะ คุณต้องลำบากเพราะฉัน เมื่อกี้รถก็เกือบชนอีก” ในกระเป๋าสะพายมีของไม่มากนัก กระเป๋าสตางค์ โทรศัพท์มือถือ ไดอารี่ ปากกา ของใช้กระจุกกระจิกนิดหน่อย แต่มีบางอย่างที่หายไป

“ลำบากที่ไหนล่ะ ผมต้องมาที่นี่อยู่แล้ว”

หญิงสาวขมวดคิ้วสงสัย มือยังควานหาของสิ่งนั้นไปด้วย

“คุณทำงานที่นี่เหรอคะ โชคดีจัง” สามสราก้มหน้าก้มตาหาของในกระเป๋าต่อ “เอ๊ หายไปไหนนะ”

“หาเงินอยู่เหรอ บอกแล้วไงว่าไม่ต้อง”

“ฉันหาบัตรเข้างานแถลงข่าวของกี้ จำได้ว่าหยิบใส่กระเป๋ามาแล้วนี่นา โธ่เอ๊ย! หมดกัน”

ชายหนุ่มที่ยังสวมหมวกกันน็อกมองท่าทางหมดอาลัยตายอยากของหญิงสาวแล้วปล่อยเสียงหัวเราะออกมา สามสรามุ่ยหน้าให้กับอาการนั้น

“นี่คุณ ฉันจริงจังนะ คุณไม่รู้หรอกว่า การที่แฟนคลับต้องอดตาหลับขับตานอนเพื่อให้ได้บัตรสักใบมันยากเย็นแค่ไหน เกือบสองปีแล้วนะที่ไม่ได้เห็นหน้าเขา ไม่ได้ยินเสียงเขา โอกาสอยู่ตรงหน้าแค่นี้ แต่ฉันกลับทำมันลอยหายไป...”

พูดร่ายยาวระบายความในใจหมดแล้วก็ถอนหายใจทิ้งตาม มองชายหนุ่มที่ยังหรี่ตายิ้มไม่เลิก เดาได้ว่าเขาคงจะตลกหล่อนมากที่บ้าดารานักร้องไม่ลืมหูลืมตา

“งั้น เอาอย่างนี้มั้ย” ชายหนุ่มเสนอทางเลือกที่ทำให้หญิงสาวกลับมาตื่นตัวอีกครั้ง

“คุณจะหาบัตรให้ฉันเหรอ!” สามสราพูดสวนทันใด ในเมื่อเขาทำงานอยู่ที่ค่ายเพลงแห่งนี้ เรื่องที่จะหาบัตรหรือพาหล่อนเข้างานคงไม่ได้ยากเกินความสามารถเลย ความหวังจึงกลับมาลุกโชนขึ้นอีกครั้ง

“ผมไม่มีบัตรหรอก”

ความหวังที่เพิ่งลุกโชนดับพรึบไม่เป็นท่า!

“แค่คุณช่วยพาฉันมาส่งถึงที่ก็ไม่รู้จะขอบคุณยังไงแล้ว เดี๋ยวฉันให้เพื่อนที่เป็นนักข่าวช่วยหาทางพาเข้างานก็ได้ หรือไม่ก็รอตอนงานเลิก ฉันอาจจะมีโอกาสได้เจอกับเขาก็ได้นะ”

ชายหนุ่มทึ่งหญิงสาวผู้มองโลกในแง่ดีแล้วชื่นชม ก่อนหน้านี้ยังเหมือนเด็กน้อยอยากขอลายเซ็นศิลปินอยู่เลย บทจะทำใจได้ก็รวดเร็วจนตามไม่ทัน

“ไหน ๆ ก็ช่วยมาถึงขนาดนี้แล้ว”

เขาหยุดพูด ก่อนจะถอดหมวกกันน็อกออก สามสรามองท่าทางนั้นด้วยความสนใจ โม่งสีดำที่คลุมใบหน้าอยู่ค่อย ๆ เปิดออก แล้วภาพที่ไม่เคยนึกฝันมาก่อนก็ทำเอาตกตะลึงตาค้าง

ภูติผีวิญญาณตนไหนก็ไม่เคยทำให้หล่อนเกิดอาการนี้...

กวีกรวางหมวกกันน็อกลงบนตัวรถ เขาใช้มือปัดผมให้ตกลงมาแล้วจัดเป็นทรง ใบหน้าขาวสะอ้านไร้จุดด่างดำ มีเพียงดวงตาที่อิดโรยกว่าแต่แสนเสน่ห์ยิ่งนัก ริมฝีปากบางได้รูปอมชมพูนิด ๆ บอกว่าเป็นคนสุขภาพดี

สามสรามองหน้านักร้องหนุ่มอย่างตะลึงงัน โลกของหล่อนหมุนติ้ว ๆ รู้สึกมึน งง ทำอะไรไม่ถูก

นี่ฉันนั่งซ้อนท้ายรถซูเปอร์สตาร์หรือนี่!’

“เธอไม่พลาดงานนี้หรอกสาวน้อย เจ้าของงานยังยืนโอ้เอ้อยู่ตรงนี้เลย แปลว่างานยังไม่เริ่ม เอ้า! รออะไรอยู่ละ ยิ้มได้แล้ว”

“คุณ...เอ่อ...กี้” หล่อนยังพูดได้ไม่เต็มเสียงนัก ความตื่นเต้นที่เจอนักร้องในดวงใจแบบไม่ทันตั้งตัวมาก่อน ความรู้สึกมันสุดแสนจะบรรยาย

หญิงสาวมองดูเขาจัดทรงผมให้เข้าที่เรียบร้อยแล้ว จากนั้นนักร้องหนุ่มก็ยกมือขึ้นมาแล้วอ้อมไปที่หลังคอ ก่อนจะหยิบสิ่งของบางอย่างออกมา เขายื่นมันออกไปให้หญิงสาวตรงหน้า

“ฉันไม่มีบัตร แต่ของสิ่งนี้จะพาเธอเข้างานได้ แถมเลือกที่นั่งวีไอพีให้ด้วยนะ รับไปสิ”

สามสรางุนงงเป็นอย่างมาก สรรพนามแทนตัวเปลี่ยนไป ฟังดูสนิทสนมเป็นกันเองจนวางตัวไม่ถูก หล่อนกับนักร้องหนุ่มอายุห่างกันปีเดียว เขาเป็นพี่หล่อน และยังเป็นไอดอลหนึ่งเดียวในใจ

หญิงสาวรับของสิ่งนั้นมาอย่างไม่แน่ใจนัก ก่อนแบมือออกมามองให้เต็มตา มันคือสร้อยคอทำจากเชือกหนังสีดำ มีจี้รูปปิ๊กกีตาร์ห้อยอยู่

“ฉันรับไว้ไม่ได้หรอก” ส่งของสิ่งนั้นกลับไปอย่างไม่ลังเล หล่อนพอจะคุ้นเคยกับเครื่องประดับชิ้นนี้

“เธอรับไปเถอะ ไม่ใช่ของมีค่าอะไรมากมาย”

“มีสิ นี่มันเป็นของส่วนตัวของนาย” เขาเรียกหล่อนว่าเธอ จึงเปลี่ยนสรรพนามให้สนิทสนมตาม “ฉันเชื่อว่าคุณค่าของสร้อยเส้นนี้ไม่ได้อยู่ที่ราคา ไม่อย่างนั้น นายคงไม่ใส่มันไว้ตลอดเวลาหรอก”

กวีกรนิ่งไป เขาทบทวนสิ่งที่หญิงสาวพูดแล้วปลงตก ความไม่สบายใจที่เขาเผชิญมาตลอดระยะเวลาหนึ่ง กลับมาบั่นทอนแรงกายแรงใจอีกครั้ง ก่อนจะมากไปกว่านี้ เขาบอกปัดรับคืนให้จบเรื่อง

“วันนี้ฉันตั้งใจจะมอบของรักของฉันให้กับแฟนคลับในงานอยู่แล้ว เธอควรจะดีใจนะที่ได้เป็นแฟนคลับผู้โชคดีคนนั้นก่อนที่งานจะเริ่มซะอีก ถ้าเธอยังมัวแต่ปฏิเสธอยู่อย่างนี้ งานฉันคงล่มจริง ๆ แน่”

หญิงสาวรู้สึกเก้อเขินที่เปิดเผยตัวตนให้เขารู้ว่าหล่อนเป็นแฟนคลับ ทั้งยังจะเป็นคนที่ทำให้งานแถลงข่าวของเขาล่มอีกด้วย จึงรับสร้อยเส้นนั้นมาด้วยความดีใจอย่างที่สุด

“ฉันรับไว้ก็ได้ ขอบคุณนะ”

“ฉันต้องรีบไปแล้ว ไว้เจอกันในงาน”

กวีกรสตาร์ตเครื่องขับจากไปแล้ว สามสรามองตามรถมอเตอร์ไซค์คันใหญ่ขับขึ้นไปบนอาคารจนลับสายตา ใจยังเต้นรัวเป็นจังหวะเพลงเร็วเพลงโปรดของนักร้องหนุ่มไม่หาย

นี่ฉันไม่ได้ฝันไปจริง ๆ ใช่ไหม...

 

ห้องแต่งตัวเวลานี้แสนจะวุ่นวาย ทีมงานหัวหมุนเดินเข้าออกกันพลุกพล่าน เสียงตะโกนถามหานักร้องหนุ่มดังขึ้นเป็นระยะ ผู้ที่ได้รับบทหนักในการตอบคำถามมากที่สุดคืออชิเดช

ชายท่วงท่าตุ้งติ้งฝีปากจัดจ้าน ผู้จัดการส่วนตัวของนักร้องหนุ่มหัวเสียกว่าใคร มือยังกดโทรศัพท์อยู่ตลอดเวลาขณะที่ปากก็บ่นไม่หยุด

“แน่ใจนะว่ากี้ออกมาจากคอนโดตั้งนานแล้ว ถ้าตาถั่ว พูดมั่ว ๆ ละก็ กลับไปฉันเล่นงานคุณแน่!” อชิเดชหัวเสียหนักกว่าเดิม กดวางสายโทรศัพท์สายล่าสุดอย่างเดือดดาล “กี้นะกี้ พี่ไม่น่าไว้ใจหลงเชื่อเธอเลย!

เวลาเดียวกันนั้น ห้องที่ใช้เตรียมตัวนักร้องหนุ่มมีผู้มาใหม่ปรากฏตัว สะกดเอาความวุ่นวายหลังเวทีนี้ให้สงบลงได้

อชิเดชปรับสีหน้าให้ยิ้มแย้มได้อย่างรวดเร็ว เดินไปต้อนรับผู้มาใหม่ด้วยท่าทางนอบน้อม

“สวัสดีค่ะคุณชวิน ลมอะไรหอบมาถึงห้องแต่งตัวได้คะเนี่ย กี้ใกล้จะถึงแล้วละค่ะ”

ชายชื่อชวินหน้าตาหล่อเนี้ยบตั้งแต่ทรงผมจนถึงการแต่งตัว เขาใส่สูทสีเทาเข้มคลุมเชิ้ตสีดำ มาดนิ่งของชายหนุ่มราวกับเป็นเจ้าพ่อที่อายุยังน้อย บทบาทจริงชวินเป็นหนึ่งในกรรมการบริหารค่ายเพลงแห่งนี้

ชวินปรากฏตัวพร้อมหญิงสาวที่เพิ่งควงออกสื่อเมื่อไม่นาน โมนาเป็นผู้หญิงแต่งตัวเปรี้ยวทันสมัย ปัจจุบันหญิงสาวเข้าสู่วงการบันเทิงอย่างเต็มตัว หลังจากเล่นเป็นนางเอกมิวสิควิดีโอจนกลายเป็นที่รู้จัก

“เลยเวลาเริ่มงานไปยี่สิบนาทีแล้ว” ชวินหยุดพูด ให้คู่สนทนาตีความเอาเองว่าควรจะพิจารณาตัวอย่างไร

“อชิทราบค่ะ แต่มันเป็นเหตุสุดวิสัยจริง ๆ กี้ก็เลยมาไม่ทัน อชิพยายามโทร.ตามอยู่นะคะ”

“จบงานวันนี้ ผมคงจะต้องทบทวนบทบาทของใครต่อใครใหม่เสียหน่อย คุณเองก็ดูแลกี้มานาน คงจะรู้ว่าไม่ควรปล่อยให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น”

ท่าทางดุดันของชวินเป็นที่เกรงกลัวของใครต่อใคร ต่างก็รู้ถึงความเด็ดขาดเอาจริงเอาจังในการทำงาน อชิเดชได้ฟังประโยคนั้นถึงกับเข่าอ่อน กลัวว่าความซวยจะตกมาอยู่ที่เขา ทั้ง ๆ ที่เรื่องที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นความผิดของเขาเลย

“อชิขอโทษค่ะคุณชวิน ต่อไปจะไม่ให้เกิดขึ้นอีกนะคะ” ทั้งกลัวและอับอายคนอื่น ๆ ในห้องยิ่งนัก

ผู้หญิงอีกคนที่มาด้วย ขยับตัวเข้าไปคล้องแขนชวินแสดงท่าทางของคนรัก ฉีกยิ้มหลิ่วตา พูดฉะฉานออกไปว่า

“โมนาว่าเราเริ่มงานเลยก็ได้นี่คะ ให้พิธีกรชวนแฟนคลับพูดคุย หรือไม่ก็ร้องเพลงเก่า ๆ ของกี้ร่วมกันไปพลาง ๆ จะได้ไม่เป็นที่ผิดสังเกตไงล่ะคะ”

ข้อเสนอของโมนาดูจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดในเวลานี้ ชวินหันไปสั่งการคนที่เกี่ยวข้องทันที ต่อจากนั้น ชวินก็หุนหันออกจากห้องไป บรรดาทีมงานจึงกลับมาเคลื่อนไหวมีชีวิตชีวาอีกครั้ง

อชิเดชหงุดหงิดพลางถอนหายใจแรง สุดท้ายเลขก็มาออกที่เขาในฐานะผู้จัดการของนักร้องซูเปอร์สตาร์ที่นับวันจะเอาแต่ใจตัวเองจนคุมไม่อยู่

เวลาเดียวกันนั้น ได้ยินเสียงโห่ร้องยินดีดังขึ้น หันไปตามเสียงจึงเห็นว่ากวีกรมาถึงแล้ว อชิเดชไม่รอช้า ปรี่เข้าไปถึงตัวนักร้องหนุ่มอย่างรวดเร็ว

“ไปไหนมากี้! พี่โทร.หาเราจนมือหงิกแล้ว ปิดเครื่องทำไม รู้มั้ยว่าคนอื่นเขาเดือดร้อนแค่ไหน เป็นถึงนักร้องซูเปอร์สตาร์นะ ไม่ใช่นักร้องกิ๊กก๊อกโนเนมเหมือนเมื่อก่อน ทำอะไรคิดถึงหน้าพี่บ้าง”

กวีกรนิ่งฟังผู้จัดการส่วนตัวร่ายยาวด้วยความเคยชิน เขาชินเสียจนคิดว่าความหมายในถ้อยคำเหล่านั้นมันแทงใจจนด้านชาไปแล้ว

“ผมขอโทษ” เขาตอบไปเพียงแค่นั้นให้จบเรื่อง นาทีนี้เขาเชื่อว่าไม่มีใครสนใจหรอกว่าเขาไปทำอะไรที่ไหนมา บทบาทต่อจากนี้ต่างหากที่ทุกคนตั้งตารอ

“รีบไปเปลี่ยนชุดแล้วจะได้รีบมาทำผม” อชิเดชคำนวณเวลาไปด้วย ใช้เวลาสักเจ็ดถึงสิบนาทีน่าจะยังทันอยู่

“พี่ให้คนเตรียมกีตาร์แล้วใช่มั้ย”

“ไม่ต้องห่วงเรื่องนั้นหรอก ทุกอย่างเตรียมพร้อมหมดแล้ว ขาดก็แต่เรานั่นแหละ ดูซิ แทนที่วันนี้จะเปิดตัวคึกคักให้สมกับเป็นซิงเกิลใหม่ ดันเลือกแต่งเพลงซึ้ง ใคร ๆ เขาก็ชอบเห็นเราเต้นมากกว่าไม่รู้หรือไง”

“ไม่มีใครสนุกสนานได้ตลอดเวลาหรอกพี่”

อชิเดชค้อนใส่คนยอกย้อน ใบหน้าของกวีกรแม้จะไม่สดชื่น แต่รัศมีของการเป็นนักร้องชื่อดังไม่เคยจางหาย ชายหนุ่มเป็นที่รักของแฟนคลับมากมายตั้งแต่ออกอัลบั้มแรก ในฐานะผู้จัดการส่วนตัว เขาไม่มีวันให้นักร้องคนนี้ดูดีน้อยกว่าที่ควร

“พี่จะไปบอกให้ห้องแถลงข่าวเตรียมตัว รีบหน่อยนะกี้”

กวีกรมองตามผู้จัดการส่วนตัวเดินออกไปแล้ว เขาทิ้งตัวลงบนเก้าอี้อย่างเหนื่อยล้า หากการตัดสินใจของเขาในวันนี้จะทำให้อะไร ๆ เปลี่ยนแปลงไป เขาหวังเหลือเกินว่าจะได้สัมผัสความสุขที่แท้จริงสักที


ฝากติดตามตอนต่อไป

by เจนิน

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

714 ความคิดเห็น

  1. #620 pimpim (@pimpimwall) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 2 ธันวาคม 2559 / 22:20
    ดีใจด้วยนะคะที่ผ่านการพิจารณา


    #620
    0
  2. #8 pimpim (@pimpimwall) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 13 มกราคม 2559 / 09:28
    พระเอกเศร้าเรื่องอะไรน้าาา....รอติดตามต่อคะ
    #8
    0