have a nice Day เรียกฉันว่าที่รัก

ตอนที่ 1 : have agood day in heaven

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 14
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    23 พ.ค. 63

Sunday 04.00 p.m.

 

*Congratulations นอน ชัม แท ดัน แน

Congratulations ออ จอม คือ รอก เค

 

ท่ามกลางผู้คนที่เดินผ่านไปมามากมายย่าน K แหล่งช็อปปิ้ง เสื้อผ้าแนวสตรีทและของกิน เสียงดนตรีดังกระหึ่มมาจากวงล้อมของเหล่าวัยรุ่นมากมาย เสียงร้องไพเราะนั้นเรียกความสนใจฉันได้ดีไม่น้อย ฉันถอดหูฟังเรื่องแคลคูลัสการสอนของอาจารย์ในคลาสพิเศษออกแล้วเดินเข้าไปตามเสียงดนตรีที่บรรเลง ‘ว้าว พวกเขาเหล่ากันจัง เวลลิงตันงั้นหรอชื่อเพราะดี’ ฉันมองไปยังนักดนตรีทั้งห้าคนที่บรรเลงเพลงพวกเขาหล่อและหน้าตาเอกลักษณ์มาก ไหนจะรูปร่างที่สูงอย่างกับนายแบบ ดูจากคนที่มาดูพวกเขาแสดงคงดังไม่น้อย เสียงกรี๊ดดังขึ้นเมื่อนักดนตรีเริ่มบรรเลงเพลงใหม่ 

“เอ๊ะ นี่มัน...”

 

**Loving can hurt, loving can hurt sometimes
But it's the only thing that I know
When it gets hard, you know it can get hard sometimes
It is the only thing that makes us feel alive

 

เสียงทุ่มที่คลอขึ้นพร้อมกับเสียงกีต้าร์ทำให้สาวๆต่างพากันกรี๊ดและอินไปกับเพลง ฉันอมยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะใจเต้นแรงขึ้นเพราะดันไปบังเอิญสบตาเข้ากับเจ้าของเสียงที่กำลังร้องอยู่ นี่ฉันคิดเข้าข้างตัวเองอยู่หรือเปล่านะ มือเขายังคงจับที่ไมค์แล้วเปล่งเสียงที่นุ่มนวลออกมาแต่สายตาเขากลับเหมือนกำลังมองมาที่ฉัน

‘กรี๊ดดดดโฬมเสียงเพราะจัง’

‘เขามองมาที่ฉันแน่ๆกรี๊ดๆ’

‘เขามองฉันต่างหากย่ะ’

ผู้หญิงสองคนที่ยืนข้างฉันพูดเหน็บกันเล็กน้อยแต่สายตาพวกเธอยังคงเคลิ้มไปกับเสียงร้อง โฬมงั้นหรอ ฉันนี่บ้าจริงๆเขาจะมามองฉันทำไม ฉันส่ายหัวเบาๆก่อนจะหยิบหูฟังมาใส่เหมือนเดิมแล้วเดินไปร้านคาเฟ่ที่เดิมเพื่ออ่านหนังสือกว่าแม่ฉันจะมารับอีกนานเลยแหละ

 

 

บันทึกพิเศษ : โฬม

หลังจากจบการแสดงของวงผมยังคงคิดถึงใครคนหนึ่งที่พึ่งสบตากันไป เธอเป็นใครกันนะ ตลอดชีวิตที่ผ่านมา23ปีของผม ผมแทบไม่สนใจผู้หญิงเลยบอกยังไงดีผมมองว่ามันเป็นเรื่องน่าวุ่นวาย ที่สำคัญผมรักอิสระมากกว่าและผมดันเป็นพวกเข้ากับผู้หญิงไม่เป็นน่ะสิ ตอนที่ร้องเพลงผมแค่จะมองไปยังถนนข้างนอกเพราะแค่รู้สึกว่ามันคงดีกว่าการที่ผมมองตาแฟนคลับนานๆเพราะผมสบตาคนไม่เก่งเอาซะเลยมันจะทำให้ผมเสียสมาธิแต่ตาเจ้ากรรมดันไปสบเข้ากับผู้หญิงใบหน้าเรียวเล็กดวงตาของเธอทำให้ผมหลงใหลเอามากๆมันดูใสซื่อไหนจะแก้มแดงๆอมชมพูของเธออีกให้ตายเถอะผมใจเต้นแรงจริงๆเป็นเพราะความดันเลือดเพิ่มหรือเปล่านะ

“ผมเห็นนะว่าพี่มองที่ผู้หญิงคนนั้นตาไม่กระพริบเลย”  ไอ้ลาร์กอสว่าขึ้น ได้ผลดีจากนั้นทั้งวงและผู้จัดการก็มองมาที่ผมให้ตายสิไอ้เด็กนี่

“สาวที่ไหนวะถึงทำให้เจ้าชายเย็นชาแบบพี่มองได้” ไอ้ไทเปเสริมขึ้นแล้วยิ้มอย่างมีเลศนัย ไม่ไหวมันสองคนรวมทีมกันทีไรคนนั้นช*บหายทุกที

“ไร้สาระว่ะ” ผมตอบพวกมันไปแล้วเก็บเบสตัวเก่งเข้ากระเป๋า

“ชิ งั้นไปหาอะไรอุ่นๆหวานๆกินกันเถอะผมหิวแล้ว” ไอ้ลาร์กอสว่าขึ้นพร้อมลูบท้อง มันเป็นน้องเล็กของวงแต่แสบเอาเรื่องมากๆเพราะทำอะไรมันไม่ค่อยใช้สมองสักเท่าไหร่ เดือนที่ผ่านมามีข่าวมันไปเดทขึ้นหน้าหนึ่งผู้จัดการแทบเป็นลม

“เอาสิ” คิงส์ตันตอบขึ้น เขาเป็นพี่สุดในวงพูดน้อย สงบ มีสติมากที่สุด เราหันไปมองหน้าผู้จัดการเชิงขออนุญาตเขาส่ายหัวแล้วถอนหายใจก่อนจะ ปัดมือเป็นเชิงบอกจะไปไหนก็ไปแต่อย่าก่อเรื่องก็พอ

“ขอบคุณค้าบบบบ~”

 

@ เหมียวคาเฟ่

กริ๊ง กริ๊ง ~

เสียงกระดิ่งที่กระทบกับประตูดังขึ้นทันทีที่เราเปิดประตูเข้าไปในร้าน มึงเลือกร้านได้สุดมากลาร์กอส 

End

 

จู่ๆก็มีเสียงกรี๊ดของผู้หญิงในร้านดังขึ้นทำเอาฉันเสียสมาธิสุดๆ ฉันหันไปมองต้นตอของเสียงแล้วพบผู้ชาย5คนยืนเก้งๆกังๆอยู่หน้าตาประตู ฉันไม่สนใจแล้วก้มหน้าอ่านตำราตัวเองต่อ ง่วงจังชาที่สั่งมาก็เย็นซะแล้ว สั่งใหม่ดีกว่า ฉันเดินไปที่เคาน์เตอร์พนักงานพร้อมกับสั่งออเดอร์

“ขอนมสดคาราเมลอุ่นแก้วหนึ่งค่ะ”

“ค่ะ”

 

“เห้ๆพี่โฬมนั่นคนที่พี่มองใช่ไหมๆ” (ลาร์กอส)

“เสียงมึงเบามาก - -” (โฬม)

“ต้องเบาสิเดี๋ยวเขาได้ยิน” (ลาร์กอส) 

“กูประชด - -” (โฬม)

 

“ได้แล้วค่ะคุณลูกค้า”

“ขอบคุณค่ะ” ฉันถือแก้วน้ำแล้วกลับไปนั่งที่เดิม รู้สึกแปลกๆจังเหมือนโดนมองยังไงไม่รู้ ฉันไม่สนใจแล้วอ่านหนังสือต่อ 

20 นาทีต่อมา...

จ้องกันขนาดนี้เลยหรอ...ฉันทำเป็นไม่สนใจแล้วอ่านหนังสือต่อ

10 นาทีต่อมา...

“คือว่ามีอะไรหรือเปล่าคะ?” ฉันหันไปพูดกับผู้ชายผมสีทองใส่แว่นที่มองฉันอยู่ นี่เขาจ้องฉันมาจะครึ่งชั่วโมงแล้วนะ

“ *0* นี่เธอไม่รู้จักฉันหรอ”

“เอ่อ...ฉันต้องรู้ด้วยหรอคะ”

“ต้องรู้สิ ฉันลาร์กอส มือกีต้าร์วงเวลลิงตันยินดีที่ได้รู้จัก ^^”

“เวลลิงตันหรอ..?”

“อย่าบอกนะเธอไม่รู้จัก *0*” 

นี่ฉันเสียมารยาทใส่เขาหรือเปล่านะก็จะไปรู้จักได้ไงล่ะวันๆถึงจะรู้ว่าเป็นวงดนตรีที่แสดงตรงถนน K แต่ฉันก็ไม่รู้จักอะไรขนาดนั้น ฉันอยู่แต่กับหนังสือโซเซี่ยลอะไรก็แทบไม่ได้เข้าฉันจะสนใจเข้าไปหาแค่ความรู้เท่านั้นแหละ ส่วนเรื่องศิลปินดาราครั้งล่าสุด...น่าจะนานแล้วมั้งที่ติดตามเรื่องวงการบันเทิง

“เอ่อ...ขอโทษที่เสียมารยาทนะคะพอดีว่าฉัน...” ฉันยังพูดไม่จบเขาก็พูดแทรกขึ้นแล้วยิ้ม

“ไม่เป็นไร ^^ ฉันไม่ติดใจอะไรๆ ^^  ว่าแต่เธอชื่ออะไรหรอ ชอบมานั่งมุมอับๆอ่านหนังสือหรอไม่เบื่อหรอ”

ฉันควรตอบคำถามไหนเขาก่อนดีนะ...

“ฉัน...ชื่อ...”

“ทริกซี่ ^^” เสียงเรียกของแม่ฉันดังสดใสมาแต่ไกล

“กลับกันจ้ะ รอแม่นานไหม” แม่เดินเข้ามาลูบหัวฉันแล้วยิ้มอย่างอ่อนโยน

“ค่ะแม่ ไม่นานค่ะ” ฉันเก็บหนังสือใส่กระเป๋า

“เอ๋..ว่าแต่นี่ใครจ้ะเพื่อนลูกหรอ” แม่หันไปทางลาร์กอสแล้วยิ้ม

“ครับ^^ ผมเป็นรุ่นพี่เธอครับคุณแม่”

“ตายจริงเรียกคุณแม่ด้วย^^ ไม่บอกแม่เลยนะทริกซี่ยัยตัวแสบ” แม่ดูท่าจะชอบใจกับคำพูดเขาไม่น้อยยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เชียว

“คือว่า...” ฉันยังพูดไม่จบแม่ก็หันไปพูดกับเขาต่อ

“ว่าแต่ชื่ออะไรหรอจ้ะ^^”

“ลาร์กอสครับ อายุ20ปี คณะนิเทศจากมหาลัยเซนต์บาล็อบครับ”

“ตายแล้วลาร์กอสนักร้องดังน่ะหรอจ้ะ ตายแล้วมิน่าหล่อเชียว” แหมเข้ากันดีเชียวขืนไม่รีบพากลับแม่คุยกับเขานานแน่ๆ แม่ยิ่งชอบพวกเด็กวัยรุ่นอยู่ด้วยเดือนที่ผ่านก็พึ่งไปเข้าคอร์สลดหุ่นเพราะโดนเทรนเนอร์หนุ่มหลอกขายโปรโมชั่นให้ ด้วยความที่ฐานะทางบ้านฉันค่อนไปทางรวยมากและแม่ที่ชอบใช้จ่ายซื้อของเวอร์วังจึงตกเป็นเป้าพนักงานตามห้างเสมอ

“แม่คะกลับกันเถอะทริกซี่หิวแล้ว”

“ตายจริงแม่คุยเพลิน งั้นลาร์กอสไปกินด้วยกันไหมจ้ะ”

“แม่คะ - - ”

“ทำไมล่ะโต๊ะอาหารออกจะกว้างมีแค่แม่กับลูกนั่งกันสองคนเหงาจะตาย”

ก็หมอนี่เป็นใครไม่รู้จู่ๆชวนไปกินข้าวด้วยนี่นะให้ตายเถอะ นี่ไงเลยชอบโดนพวกพนักงานห้างหลอกให้ซื้อของอยู่เรื่อย

“ได้หรอครับ *0* งั้นผมขอชวนพี่ๆในวงไปด้วยได้ไหมครับ” แล้วทำไมนายต้องทำหน้าดีใจขนาดนั้น - -

“ได้สิจ้ะ^^” 

“...ใช่สิครับ แย่จังวันนี้เรามีงานต่อต้องขอโทษด้วยนะครับคุณแม่” ขอบคุณพระเจ้านึกว่าเขาจะไปซะแล้ว

“เสียดายเลย งั้นไว้ครั้งหน้านะจ้ะ”

“ครับคุณแม่^^” 

จะว่าไปเป็นเรื่องที่ดีเหมือนกันนะถึงพวกเขาจะเป็นคนดัง(นายลาร์กอสบอกตัวเองดังมาก)แต่แฟนคลับก็เคารพพวกเขาไม่น้อยเพราะไม่มีใครซุบซิบหรือ ยกกล้อง ยกมือถือขึ้นมาถ่ายเลย เวลาส่วนตัวพวกเขาสินะ ฉันเดินไปที่ประตูแล้วพบป้ายที่เขียนตัวหนังสือสีแดงว่า ‘เตือน!!! ในกรณีที่มีบุคคลจากวงการบันเทิงมาร้านรบกวนคุณลูกค้างดซุบซุบนินทา งดถ่ายรูปบุคคลเหล่านั้น ฝ่าฝืนปรับ 30,000 บาท ’ อย่างงี้นี่เองสินะ....เหอะเหอะ

 

@ บนรถ

“แม่คะทริกซี่ไม่อยากเข้ามหาลัยของเซ็นต์บาล็อบ”

“ทำไมล่ะลูก”

“หนูรู้ว่าถึงสอบเข้าแพทย์ไม่ได้ยังไงคุณลุงต้องช่วย หนูอยากพยายามด้วยตัวเอง แล้วหนูก็อยากไปเป็นแพทย์ให้กับชุมชนบนดอยมากกว่าค่ะ”

“นั่นสินะเพราะลุงบาล็อบดันเป็นเจ้าของมหาลัย แต่ถ้าหนูอยากพยายามด้วยตัวเองเดี๋ยวแม่บอกลุงเขาไม่ให้ยื่นมือมาช่วยได้นะ”

“แม่”

“จ้าๆ ก็แล้วแต่ทริกซี่เลย ชีวิตของทริกซี่น่ะแม่ไม่อยากให้มอบทั้งชีวิตให้แม่ทำเพื่อแม่หรอกนะ แม่ให้ลูกเกิดมาเพื่อจะให้ลูกได้รู้จักโลกกว้างๆใบนี้ เรียนรู้ด้วยตัวเอง ไม่จำเป็นต้องตอบแทนหรือเป็นห่วงแม่ ใช้ชีวิตในแบบที่หนูต้องการ ต่อให้หนูจะไม่เรียนไปทำในสิ่งที่ชอบ แม่ก็จะไม่ห้ามหนูเลยสักนิด พร้อมสนับสนุน ^^ คนเราน่ะเกิดมาครั้งเดียวใช้ชีวิตให้สุด รักให้สุด เจ็บปวดให้สุด แล้วก็อย่าลืมรักตัวเอง ^^ ”

“อะไรเนี่ยยยมาเศร้าอีกแล้ว”

“จ้าๆไม่เศร้าแล้วก็ได้ เย็นนี้หนูอยากกินไรแม่จะทำให้”

“ไม่เอาอะถ้าแม่ทำคืนนี้จะได้กินไหมก็ไม่รู้ ให้ป้านกทำดีกว่า”

“จ้าๆ”

“เอ้อทริกซี่ พี่ไทเกอร์ไม่มาหาหรอ”

ครืนนน ครืนนนน ครืนนน~

“ทริกซี่หยิบโทรศัพท์ให้แม่หน่อยลูก”

“ทริกซี่ลูก”

“แม่โทรศัพท์ไม่ได้อยู่ในกระเป๋าแม่นะ”

“ตายจริง อยู่ไหนนะงั้นเดี๋ยวแม่หาก่อน”

ยังไม่ทันจะห้ามแม่ก็ใช้มือหนึ่งจับพวงมาลัยบังคับรถ และมือหนึ่งก็หาตามช่องต่างๆในรถ 

ปี๊นๆๆ ปี๊นนนนนนนนนนนนนนน

ชั่วขณะแสงสีส้มที่สว่างจ้าแยงเข้ามาที่รถฉันกับแม่จนทำให้มองอะไรไม่เห็น แล้วก็มีรถเก๋งคันหนึ่งพุ่งเข้ามาที่รถของเรา พร้อมกับเสียงกรีดร้องของฉันและแม่

เอี๊ยดดดด โครมมมมมม!!!!!

ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วมากรถคันนั้นที่ขับสวนเลนมาพุ่งตรงเข้ามาชนอย่างแรงจนทำให้รถของฉันและแม่พลิกคว่ำไป

โครมมม!!!!

ฉันลืมตาขึ้นพร้อมกับสติที่เลือนรางและน้ำเหนียวๆที่ไหลลงจากหัว ฉันมองไปที่แม่ที่นอนหมดสติอยู่ใบหน้าของแม่เต็มไปด้วยเลือดก่อนที่ทุกอย่างจะดับวูบไป....

3 วันผ่านไป

ปวดหัวจัง...ฉันลืมตาขึ้นมาในห้องสีขาว ฉันมองสำรวจไปรอบๆห้อง 

“บาล็อบคะยัยทริกตื่นแล้วค่ะ” น้ำเสียงที่ดูตกใจของคุณป้าทำให้ฉันได้สติและมองทุกอย่างชัดขึ้น

“ทริกซี่ลูกเป็นยังไงบ้าง” 

ฉันมองทุกคนในห้องคุณลุงและคุณป้าบาล็อบ ป้านก พี่ไทเกอร์ทุกคนต่างสวมชุดดำนั่นทำให้ภาพวันเกิดเหตุรถคว่ำโผล่เข้ามาในหัวฉันอีกครั้ง

“...แม่...แม่ล่ะคะ แม่ล่ะแม่อยู่ไหนแม่ แม่อยู่ไหน!” ฉันลุกจากเตียงแล้วจับมือลุงกับป้าเพื่อต้องการคำตอบที่ฉันต้องการที่สุด ลุงกับป้าจับมือฉันแน่นก่อนจะร้องไห้ออกมาแล้วส่ายหัวไปมาช้าๆ มันทำให้ฉันไม่เข้าใจ...แล้วไม่อยากเข้าใจด้วย...

“ไทเกอร์...แม่ล่ะ แม่ทริกซี่ล่ะ”

ฉันขยับตัวไปหาพี่ไทเกอร์ฉันจับมือเขาแล้วมองตาเขาแววตาของพี่ไทเกอร์เศร้ามาก และมีคำตอบอยู่ภายในแววตาที่เขาแสดงออกมา 

“ทริกซี่...แม่หนูเขาไปสบายแล้วนะไม่ต้องห่วงนะลูกไปอยู่กับลุงกับป้านะลูก” คำพูดที่พูดพร้อมกับเสียงสะอื้นของคุณป้าทำให้ฉันสมองขาวโผลน น้ำใสๆไหลรินจากดวงตาฉัน ฉันรู้สึกเจ็บปวดราวกับมีดนับสิบเล่มทิ่มแทงมาไม่หยุดหย่อน ใจของฉันแตกสลายราวกับเด็กที่โดนแย่งของรักไป สิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตของฉัน แม่...

“...ไม่!!! ไม่จริง ไม่จริง แม่ยังอยู่กับหนูไม่จริงไม่!!!!!!!”

“ปล่อยหนู ปล่อยปล่อย!!!”

“ป้านกเรียกหมอหน่อยค่ะ” (ป้าเซนต์)

“ค่ะคุณเซนต์”

 

30 นาทีผ่านไป

“หมอเกรงว่าคนไข้จะยอมรับความจริงไม่ได้ ดังนั้นเราต้องให้เวลาคนไข้ครับ”

 

1 เดือนผ่านไป

“ปล่อยหนูปล่อย!! ปล่อย แม่หนูยังไม่ตาย แม่ยังอยู่กับหนู ฮ่าๆป้านกเห็นไหมแม่ยืนอยู่ตรงนั้นไง แม่คะ...ฮือๆ...แม่!!! กรี๊ดดดดดดดดด”

เพล้งงงงง

ทริกซี่ตะโกนโวยวายไม่หยุดเธอหัวเราะและร้องไห้สลับกันไปมา เธอปัดข้าวของที่วางโชว์อยู่แตกกระจัดกระจาย จนพยาบาลที่ดูแลเธอต้องเข้ามาฉีดยาสลบเพื่อระงับอาการของเธอ เสียงสงบลงร่างเล็กถูกอุ้มไปนอนไว้บนเตียงพร้อมสายตาที่ห่วงใยจากคนรอบข้าง... ทริกซี่ไม่ยอมรับความจริงและมีอาการทางจิตเธอมักจะหัวเราะและสักพักก็ร้องไห้ออกมา เธอเอาแต่คร่ำครวญบอกว่าแม่ยังอยู่กับเธอ เธอชอบทำร้ายตัวเอง และชอบทำลายข้าวของ จนทำให้ในที่สุดเธอก็ต้องถูกส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลจิตเวช โดยมีไทเกอร์ที่เป็นหมอประจำตัวของเธอ

 

*********************************************************************************

 

 

ไทเกอร์ ลูกพี่ลูกน้องของทริกซี่

 

* DAY6 "Congratulations"

** Photograph - Ed Sheeran

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น