(exo) SF/OS|Fill your heart with my DAISY ❁ Chanbaek

ตอนที่ 9 : ❁ sugar, cream and YOU

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 23,729
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 659 ครั้ง
    3 ก.พ. 63

 

 


 

SUGAR, CREAM and YOU

you're my park chanyeol

 

ภายในห้องกระจกขนาดสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่ถูกกั้นเพื่อความเป็นส่วนตัวและบ่งบอกถึงสถานภาพในบริษัทหรือตำแหน่งที่สูงกว่าคนอื่นนั้น เจ้าของห้องดังกล่าวกำลังใช้มือเล็กๆของตัวเองผลักแก้วกาแฟออก ก่อนจะแสดงออกซึ่งท่าทางไม่พอใจรวมถึงการส่งสายตามองหน้าลูกน้องของตนเองที่ยืนสงบเสงี่ยมอยู่ตรงหน้าอีกด้วย

ริมฝีปากบางเหยียดยิ้มในลักษณะที่ทำให้รู้ว่ามันคงไม่ใช่เรื่องดีๆที่จะเกิดขึ้นในช่วงเวลานี้อย่างแน่นอน

“น้ำตาลสามช้อนไม่ใช่สอง นมสองถ้วยไม่ใช่สามถ้วย”

“ครับ” ปาร์คชานยอลกำลังยืนสะกดกลั้นอารมณ์ที่พลุ่งพล่านอยู่ในใจสองสามสองสามอะไร จำไม่ได้ มันใช่เรื่องของเขาหรือ มันใช่หรือไม่

“ไปชงมาใหม่!”

โว้ยยยยยยย!

เผื่อหัวหน้าจะลืมว่าตัวเองเป็นหัวหน้าแผนกการเงินและบัญชี และปาร์คชานยอลคนนี้ก็ทำงานเป็นพนักงานบัญชีนะครับหัวหน้า ไม่ใช่เด็กรับใช้ส่วนตัวที่จะใช้ให้ทำอะไรตามแต่ใจอยากได้ ทั้งเรื่องการชงกาแฟ ไปซื้อคุกกี้ จัดเอกสาร หาแฟ้มงาน เก็บโต๊ะ กวาดพื้น สารพัดทุกสิ่งที่เป็นหน้าที่ของคนที่เข้ามาทำงานในฐานะพนักงานทำความสะอาดของบริษัท

ไม่สิ...ป้าแม่บ้านยังไม่เห็นจะต้องไปซื้อคุกกี้ให้หัวหน้าเลย เขาว่านี่มันไม่ใช่ มันไม่ใช่แล้วจริงๆ

ถึงจะคิดแบบนั้นว่ามันไม่ใช่หน้าที่ แต่เขาก็เดินถือแก้วกาแฟที่ได้รับการดื่มไปหนึ่งอึกถ้วนออกมาจากห้องนั้น เดินเข้าห้องอเนกประสงค์เล็กๆของบริษัทที่มีไว้สำหรับการชงกาแฟ ล้างภาชนะใส่อาหารสำหรับคนที่เตรียมข้าวมากินในช่วงพักกลางวัน วางแก้วกาแฟสีขาวครีมลายหินอ่อนสวยงามลงบนเคาน์เตอร์ ก่อนจะเทกาแฟไม่ได้เรื่องสำหรับหัวหน้าลงไปในท่อระบายน้ำ ล้างแก้วที่ใช้แล้วให้สะอาด ก่อนจะหยิบแก้วกับจานรองใบใหม่ออกมาจากชั้น ท่องในใจว่าน้ำตาลสามนมสอง น้ำตาลสามนมสอง ท่องเอาไว้ซ้ำๆให้ขึ้นใจ

เขาคนกาแฟที่ใส่น้ำตาลลงไปสามช้อนชา ตามด้วยถ้วยนมสำหรับชงกาแฟอีกสองถ้วยให้รวมเข้าเป็นเนื้อเดียวกัน ถอนหายใจระบายความหงุดหงิดในหัวใจหนึ่งครั้ง ก่อนจะยกมันไปให้หัวหน้าที่ตอนนี้กำลังตั้งใจอ่านเอกสารอยู่ แว่นหนาๆที่พบเห็นว่าใส่ทุกครั้งในเวลาทำงานถูกเลื่อนขึ้นให้พอดีกับจมูกเล็กน้อย สายตาจับจ้องมาที่แก้วกาแฟที่เขาวางลงบนโต๊ะ

“ได้แล้วครับ”เขายอมรับว่าหัวใจกำลังเต้นเป็นจังหวะแปลกๆ อาจจะเป็นเพราะความคาดหวังที่เขามีต่อกาแฟแก้วนี้ก็เป็นได้

สายตาของเขาจับจ้องไปที่มือของหัวหน้าที่เอื้อมมาจับหูของแก้ว เกี่ยวมันขึ้นด้วยนิ้วชี้และนิ้วกลางที่เรียวเหมือนมือของผู้หญิง ยกมันขึ้นเป่าเบาๆก่อนที่ขอบแก้วนั้นจะจรดริมฝีปากสีชมพูอ่อน

“ใส่กาแฟมากี่ช้อน บอกแล้วไม่ใช่รึไงว่าให้ใส่แค่ช้อนเดียว!”

“คือผม—”

“หัวหน้าบยอนคะ ท่านรองประธานเรียกพบด่วนค่ะ!” ผู้หญิงคนหนึ่งที่ชานยอลไม่รู้จักเปิดประตูเข้ามาอย่างถือวิสาสะเพราะไม่มีการเคาะประตูใดๆทั้งนั้น แต่ท่าทางที่แสดงถึงความรีบเร่งนั้นทำให้หัวหน้าลุกขึ้นยืนทันที

“ฉันจะไปเดี๋ยวนี้แหละ” คนเป็นหัวหน้าปรายตามามองลูกน้องตัวเอง เขาเองที่ได้แต่ยืนกุมมืออยู่ตรงนี้โดยที่ขยับไปไหนไม่ได้ “ให้ชงมาเดือนนึงแล้วนะ มีสมองก็หัดจำซะบ้าง”

สมองของปาร์คชานยอลจดจำแค่เรื่องมีสาระครับ ไอ้กาแฟหนึ่งช้อนนมสองน้ำตาลสามมันไร้สาระสิ้นดีเลยนะครับคุณหัวหน้า ไม่รู้ว่าถ้าใส่เขาไปในระบบความจำของสมอง มันจะสร้างประโชน์ให้ชีวิตนี้ได้รึเปล่า

แต่ลูกน้องก็คือลูกน้อง ทั้งที่ในใจอยากจะตอบแบบที่คิดอยู่ แต่สิ่งที่ทำได้ก็มีแต่การคิดมันอยู่ในใจแล้วเดินก้มหน้าก้มตาออกมาจากห้องสี่เหลี่ยมที่ไม่น่าอยู่เลยสักนิด ทิ้งตัวลงบนเก้าอี้ของตัวเองด้วยความรู้สึกเหลือเชื่อในด้านลบกับหัวหน้าแผนกที่ตนอยู่ภายใต้บังคับบัญชาคนนี้

“น่าสงสาร” คยองซูที่รับหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงพนักงานใหม่ส่ายหัวเบาๆให้กับความรันทดที่น้องใหม่ล่าสุดของแผนกคนนี้ต้องเจอ “คิดออกรึยังล่ะว่าไปทำอะไรไว้?”

“ผมจะไปทำอะไรล่ะ พี่ก็เห็นว่าผมเชื่อฟังคำสั่งขนาดไหน” ชานยอลยีหัวตัวเองระบายความหงุดหงิด ทำตัวดียิ่งกว่ากุลสตรีทั้งที่เป็นสุภาพบุรุษแบบนี้ก็ยังโดนหัวหน้าเล่นงานเข้าให้ “แกล้งกันอยู่ได้!”

ใช่ มันคือการแกล้งกัน เขารู้ว่าหัวหน้าจงใจแกล้งกันแน่ๆ

หนึ่งเดือนก่อนหลังจากที่ได้รับการตอบรับเข้าทำงานจากบริษัทผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าครบวงจรระดับเอเชียแห่งนี้ เด็กจบใหม่อย่างเขาที่ได้รับโอกาสอันดีงามคิดว่าจะต้องตั้งใจทำงานให้ดีที่สุด ถึงเขาจะมีแค่ประวัติฝึกงานสองเดือนกับบริษัทรับเหมาก่อสร้างที่พอจะมีหน้ามีตาอยู่ในแวดวงสังคมอยู่บ้าง แต่การที่บริษัทแห่งนี้ตอบรับเขาที่ตั้งใจส่งประวัติมาเล่นๆเพราะรู้ดีอยู่แก่ใจว่ามันคงจะเป็นไปไม่ได้อยู่แล้วที่จะได้ทำงานที่นี่นั้นทำให้เขาดีใจมาดเสียจนคิดว่าคงปล่อยโอกาสที่ดีแบบนี้ไปไม่ได้

เขาคิดแบบนั้น มองโลกในแง่ดีและเป็นสีฟ้าใสเหมือนท้องฟ้าที่มีแดดจ้าในยามกลางวัน จนกระทั่งได้มาเจอกับหัวหน้าประจำแผนกการเงินและบัญชี ‘หัวหน้าบยอนแบคฮยอน’

ไม่มีแม้แต่รอยยิ้ม ไม่มีแม้แต่การทักทาย มีเพียงแค่การมองหน้าเหมือนไม่ใส่ใจ มองให้รู้ว่าหน้าตาของคนที่เข้ามาใหม่มันเป็นยังไง ก่อนจะพยักหน้าส่งๆเชิงว่ารับรู้แล้วนะว่าเธอมีตัวตนอยู่ และช่วยไปทำตามคำสั่งของฉันด้วยก็แล้วกัน

‘เห็นแล้วนะว่ามันรกขนาดไหน จัดด้วยล่ะ’

‘น้ำดื่มหมดน่ะ เปลี่ยนด้วย’

‘ห้องฉันรก ไปกวาดให้หน่อย’

‘แผนกก็รก เก็บกวาดด้วยนะ’

‘เอาอันนี้ไปส่งชั้นสี่ อันนี้ชั้นแปด ชั้นสิบเอ็ด ชั้นสิบเก้า ชั้นยี่สิบ’

‘คุกกี้คาราเมลแมคคาเดเมียไม่ใช่อัลมอนด์ หูตึงหรือต้องบอกว่าตัดเงินเดือนถึงจะได้ยิน!?’

‘ฉันบอกว่าเฟตูชินี่ครีมซอสเห็ดเพิ่มชีสและเบค่อนพิเศษไม่ใช่ซอสครีมกุ้ง!’

จนมาถึงเรื่องกาแฟที่เพิ่งผ่านไปเมื่อครู่นี้

เคยคิดเหมือนกันว่าอาจจะเป็นการรับน้องแผนกรูปแบบใหม่ แต่พี่คยองซูที่หัวหน้ามอบหมายให้เป็นพี่เลี้ยงของเขากลับถามประโยคพลิกโลกที่ทำให้เขาเข้าใจว่าเรื่องทั้งหมดนี่มันไม่ใช่อย่างี่เขาคิดเลยว่า ‘เราไปทำอะไรให้หัวหน้าไม่พอใจรึเปล่าเนี่ย?’

ทำอะไรกัน คนอย่างเขาจะไปทำอะไรได้ เจอกับหัวหน้าครั้งแรกก็ตอนที่เข้ามาอยู่ในบริษัทนี้ วันแรกในการทำงานที่เราสองคนได้เจอกันนั้นเขาเองก็ทำตัวสงบเสงี่ยมสุดชีวิต อยากจะตัวเล็กลงอีกสักนิดหรือจะให้เท่าหัวหน้าก็ได้ เพราะการที่หัวหน้าต้องช้อนสายตาขึ้นมามองเขาตอนที่เรายืนอยู่ตรงหน้ากันและกันนั้นทำให้เขาคิดว่ามันออกจะหยาบคายเกินไปหน่อย

เขาคิดว่าตัวเองควรจะเลิกคิดเรื่องนั้น ถึงจะโดนแกล้งสารพัดสิ่งอย่างแต่เขาก็คิดว่าทนได้ เทียบกับงานที่ดีและความเป็นมืออาชีพที่เขาได้รับจากบริษัทนี้ มันจะเป็นประสบการณ์ที่ยิ่งใหญ่ในอนาคต และพอคิดได้แบบนั้น สิ่งที่เขาควรจะทำคือการตั้งใจทำงานต่อไป

แต่ความตั้งใจจะทำงานนั้นถูกพังลงไปด้วยฝีมือของพี่คยองซูที่วางแฟ้มสีดำแฟ้มใหญ่ลงบนโต๊ะของเขา

“เอาไปชั้นสิบแปดหน่อย หัวหน้ารออยู่”

“พี่...เดี๋ยวผมก็โดนด่าอีก” ชานยอลไม่อยากไป เขาไม่เคยอยากไปเลย ไม่ต้องคิดอะไรก็รู้ว่าคงต้องโดนอะไรอย่างแน่นอน

“ฉันไปไม่ได้ต้องปิดงบให้เสร็จ แกไปเถอะหน่า ไม่โดนด่าหรอก” พี่คยองซูยัดแฟ้มใส่มือของเขาก่อนจะใช้สายตาแห่งความเป็นรุ่นพี่ในการทำให้เขาลุกขึ้นจากโต๊ะทำงานของตัวเองได้ “ไปเร็ว งานด่วน”

ถึงจะได้ยินคำว่างานด่วน แต่ชานยอลก็ก้าวเดินออกจากแผนกอย่างไม่รีบร้อนนัก เขากดและยืนรอลิฟต์ด้วยใจที่ร่มเย็นเป็นสุข เพียงแค่คิดว่าถ้าหัวหน้าจอมแก่นแสนเซี้ยวคนนั้นจะเป็นฝ่ายที่ต้องรอกันบ้างก็คงจะไม่ผิดอะไรใช่ไหม และถ้าเกิดว่าจะเป็นเขาที่ได้แกล้งหัวหน้าแค่สักครั้งก็คงจะเป็นความรู้สึกดีที่ลืมไม่ลงในชีวิตอย่างแน่นอน

อย่าให้ได้เจอกันข้างนอกนะ จะจับอุ้มแล้วโยนลงแม่น้ำให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลย แต่นึกแล้วก็ทำได้แค่หัวเราะกับตัวเองในใจ กว่าจะถึงตอนที่กล้าทำก็คงต้องเป็นตอนที่แน่ใจแล้วว่าจะเลิกทำงานที่นี่ ตอนที่ตั้งใจแล้วว่าจะลาออกจากบริษัทนี้ ถ้าเวลานั้นมาถึง...เขาจะยังไม่พอใจหัวหน้าอยู่แบบนี้ไหมนะ?

หัวหน้าบยอนที่อยู่ในสายตาของเขานั้นยืนสีหน้าเคร่งเครียดอยู่กับคนที่เขาจำได้ว่าเป็นหัวหน้าแผนกการตลาดแต่ก็จำชื่อไม่ได้แล้วว่าชื่ออะไร อาจะเป็นเพราะว่าเขาเพิ่งเข้ามาใหม่ ยังไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์อะไรกับใครมากมายพอที่จะรู้จักพนักงานทั่วทั้งบริษัท

“หัวหน้าครับ เอกสาร…”เขาเดินเข้าไปใกล้ ไม่ได้ตั้งใจจะขัดแต่ถ้าพี่คยองซูบอกว่ามันด่วน เขาก็ควรที่จะทำให้มันด่วนสมกับคำที่พี่บอก

“เดี๋ยวเตรียมเข้าประ—นายมาทำอะไรเนี่ย!” หัวหน้าแบคฮยอนที่หันหน้ามาเห็นว่าเป็นเขาที่เอาเอกสารขึ้นมาให้ตะโกนใส่กันเสียงดังจนคนฟังแทบจะไปหลบอยู่หลังโต๊ะ ไม่ใช่เพราะกลัวหรอก เขาก็แค่ตกใจก็เท่านั้น

“พี่คยองซูไม่ว่างครับ”เขาข่มเสียงตัวเองให้นิ่ง ไหนบอกว่าจะไม่โดนด่าไง สีหน้าของหัวหน้าตอนนี้เหมือนอยากจะยื่นมือมาตบหน้ากันสักที

“เออ! ให้ตาย เตรียมเข้าประชุมกับฉันด้วย จดสรุปการประชุมนะ อันนี้แฟ้ม” แฟ้มที่เขาถือมาถูกดึงออกไปจากมือและแทนที่ด้วยแฟ้มสีเทาที่หนักน้อยกว่า แต่ประโยคที่ได้ยินนั้นทำให้ความน่ากลัวเพิ่มขึ้นเป็นสิบเท่า

“เดี๋ยวครับ ผมทำไม่—”

“ไม่เป็นก็ต้องเป็น ไป!”

เขาโดนลากเข้าห้องประชุมด้วยคำว่าหน้าที่ ถูกต้อนให้จนมุมด้วยคำว่าเป็นลูกน้องต้องเชื่อฟัง พยายามที่จะบอกให้หัวหน้ารับรู้ว่าเขาเป็นพนักงานใหม่นะ เพิ่งจะทำงานมาได้แค่หนึ่งเดือนเศษ การจะต้องเข้าประชุมร่วมกับหัวหน้าแผนกนั้นเป็นเรื่องใหญ่เกินหน้าที่ของเขาไปแล้ว

“หัวหน้าครับ คือผม...”

“ฟังว่าเค้าพูดเรื่องอะไรแล้วนายก็จดไปนั่นแหละ จดให้เหมือนจดเล็คเชอร์ตอนเรียนน่ะ เดี๋ยวเราไปคุยกันอีกที”

หัวหน้าเคยสังเกตกันบ้างไหมว่าหน้าอย่างปาร์คชานยอลดูเหมือนคนจดเล็คเชอร์ตอนเรียนรึไง?

การประชุมเริ่มต้นขึ้นในแบบที่เขาทำอะไรไม่ได้นอกจากนั่งตัวแข็งอยู่ข้างๆหัวหน้า หัวข้อการประชุมเท่าที่พอจะจับใจความได้คือบริษัทลูกที่ญี่ปุ่นมีปัญหา แผนงานอะไรสักอย่างผิดพลาดและเขาก็จดทุกคำพูดของทุกคนที่คิดว่าสำคัญด้วยลายมือที่ตัวเองอ่านออกแค่คนเดียวอันที่จริงเขาก็ไม่รู้หรอกว่าที่จดลงไปนั้นสำคัญหรือไม่มีความสำคัญอะไรเลย หัวหน้าบอกให้จดเขาก็จด จดอย่างเดียวเท่านั้น ถ้าเกิดว่าโดนด่าอีกจะส่งเรื่องถึงฝ่ายบุคคลจริงๆด้วย เขาจะต้องเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับตัวเอง

รายงานการประชุมฉบับปาร์คชานยอลถูกจดอย่างตั้งใจ จนกระทั่งมือเริ่มประท้วงว่าควรหยุดใช้งานได้แล้ว เสียงทุ้มๆของรองประธานบริษัทก็แจ้งว่าขอปิดการประชุมเพียงเท่านี้ และนั่นทำให้เขาถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกที่มันจบลงไปได้เสียที

“ปาร์คชานยอล” หัวหน้าตัวเล็กแต่อำนาจไม่เล็กตามตัวพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบกับเขา “เอาสิ่งที่นายสรุปด้วยลายมือสั่ว ๆ ของตัวเองไปพิมพ์แล้วเอาไปวางไว้ที่โต๊ะฉันก่อนบ่ายโมงด้วย”

ลายมือสั่ว ๆ เลยหรอ ไม่เห็นต้องเอาเรื่องจริงมาพูดเล่นกันเลยหัวหน้าไม่ได้เป็นคนจดนี่ จะไปรู้ได้ยังไงว่าแต่ละคนพูดเร็วขนาดไหน ถ้าเกิดว่าบอกกันก่อนหน้านี้เขาคงหอบโน้ตบุ๊กขึ้นมาด้วยแล้ว ไม่มาตัวเปล่าพร้อมกับปากกาที่เสียบอยู่ที่กระเป๋าเสื้อหรอก

เขาบ่นในใจพลางมองนาฬิกาข้อมือของตัวเองก่อนจะพบว่าตอนนี้เป็นเวลาสิบเอ็ดโมงสี่สิบห้าพอดี ตอนเที่ยงที่วางแผนว่าจะไปลองร้านอาหารร้านใหม่ที่มาเปิดใกล้กับบริษัท....พักกลางวันล่ะ พักกลางวัน!

“หัวหน้าครับ นี่มัน...”

“อ๋อใช่ ฉันจำได้ว่านายให้สัมภาษณ์เข้ามาว่าจะทุ่มเทกับงานให้มากที่สุด” สายตาและการเหยียดยิ้มแบบนี้ คนขี้แกล้ง! “ยังไงก็ทุ่มเทให้ดูหน่อยนะ”

คำว่าทุ่มเทมันไม่ได้แปลว่าจะต้องอดกินข้าวเที่ยงนะครับ การได้กินข้าวเป็นสิทธิส่วนบุคคลที่หัวหน้าจะละเมิดไม่ได้เด็ดขาด ปาร์คชานยอลจะไม่อดทนอีกต่อไปและจะกดลิฟต์ไปที่แผนกบุคคลเดี๋ยวนี้

แต่ก็นั่นแหละ...เขาทำได้แต่คิด แค่ความคิดเท่านั้นที่เขาจะต่อสู้กลับไปได้ การกระทำที่เกิดขึ้นนั้นเขาทำแค่กดลิฟต์กลับไปที่แผนกตัวเองแล้วทรุดตัวนั่งลงที่โต๊ะอย่างหมดอาลัยตายอยาก พร้อมกับหยิบกระดาษที่มีลายมือสั่ว ๆ ของตัวเองออกมานั่งอ่านอีกรอบเพื่อที่จะได้พิมพ์มันต่อไป

“กินข้าว!” เสียงพี่ ๆ ในแผนกต่างลุกจากเก้าอี้ ก่อนจะพากันลุกเดินออกไปด้านนอกแผนกเพื่อไปหาเมนูที่อยากกินในกลางวันนี้พี่คยองซูที่เดินมากับพี่ยอนมีสะกิดหลังเขาที่กำลังพิมพ์รายงานการประชุมลงในคอมพิวเตอร์ เสียงนิ้วกระแทกคีย์บอร์ดดังปัก ๆ

“พี่ไปกินเถอะ ผมต้องทำงาน” ชานยอลสะกดกลั้นอารมณ์ในใจเอาไว้พูดทุกอย่างออกไปราวกับว่ามันไม่เป็นไรเลยที่เขาจะต้องมานั้งทำงานแบบนี้ ไม่เป็นไรเลยจริง ๆ

“เดี๋ยวค่อยกลับมาทำก็ได้”

“หัวหน้าให้ผมส่งก่อนบ่ายโมง”

“...เออ โชคดีนะ” พี่คยองซูตบไหล่รุ่นน้องอย่างเขาก่อนจะเดินลงไปกินข้าวกับเพื่อนของตัวเอง ทั้งแผนกที่เมื่อถึงเวลาเที่ยงก็เงียบเชียบเหมือนไม่เคยมีใครอยู่ที่นี่มาก่อน มีเพียงเสียงนิ้วของเขาที่กระทบกับแป้นพิมพ์อย่างเอาแต่ใจ ทำอะไรไม่ได้ก็มาลงกับคีย์บอร์ดเนี่ยแหละ

โทรศัพท์ที่วางอยู่ตรงหน้าสั่นครืดคราด เตือนว่ามีคนส่งข้อความเข้ามาหาเขาที่ละสายตาไปดูเหมือนกันว่าใคร ก่อนจะแสดงสีหน้าเบื่อเต็มทนออกมาไม่ได้เมื่อเห็นว่าใครกันที่ส่งข้อความมา

(Sehun : สี่ทุ่มเจอกัน)

ไอ้เพื่อนสนิทตัวดี ดูโอ้แสนรู้ใจที่ตอนนี้มีหน้าที่ผูกพันอยู่กับธุรกิจครอบครัวในตำแหน่งรองประธานบริษัท เพื่อนที่ส่งข้อความมาย้ำเตือนว่าคืนนี้มีปาร์ตี้เลี้ยงรุ่นของภาค เป็นการจัดกันเองเพื่ออัพเดตข่าวคราวว่าใครเป็นอย่างไรบ้างหลังจากเรียนจบ เป็นตายร้ายดีอย่างไรให้ได้เล่าสู่กันฟัง

เออ ดีที่สุด! ตอนนี้เบื่อมาก ต้องการที่ระบายความในใจหัวหน้าโดนนินทาแน่ เตรียมตัวไม่สบายจมูกจนต้องจามทั้งคืนได้เลย

เขานั่งพิมพ์รายงานการประชุมขนาดกะทัดรัดจนเสร็จก่อนจะชะโงกหน้าไปดูว่าหัวหน้าอยู่ในห้องรึเปล่า จากโต๊ะของเขานั้นมองไม่เห็นห้องของหัวหน้า ต้องชะโงกหน้าไปดู ขยับตัวไปด้านหน้าอย่างจริงจังถึงจะเห็นว่าหัวหน้าอยู่หรือไม่อยู่ให้เขาเข้าไปหารึเปล่า

สิ่งที่เขาเห็นคือคุณหัวหน้าบยอนกำลังนั่งหน้าเครียดเซ็นเอกสารอยู่ในห้องนั้น อะไรต่อมิอะไรกองเต็มโต๊ะไปหมด ไม่รู้เหมือนกันว่าเดินเข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่นั่นทำให้เขาลุกขึ้นเดินไปหยิบกระดาษที่สั่งปริ้นท์ไว้ก่อนจะเดินไปเคาะประตูห้องทำงานหัวหน้าเพื่อส่งงานที่ได้รับมอบหมายให้

“เชิญ” เสียงของหัวหน้าถือเป็นคำอนุญาตให้เขานั้นเปิดประตูเข้าไปได้

“ได้แล้วครับ แต่ว่ามันไม่ค่อยดีเท่าไหร่คือผมไม่เคยทำ...” ประโยคหลังคำว่าแต่มีไว้ให้เขาแก้ตัว อย่างน้อยก็ขอสักนิดให้ได้สบายใจ

“ไม่เป็นไร เดี๋ยวฉันจะบอกให้เลขาของท่านประธานส่งมาให้อีกที ของนายฉันจะอ่านแก้ขัดไปก่อน”

“ครับ”

ไม่โดนด่า มันเป็นได้แต่ว่าเขา...เขาไม่โดนด่า!

เขาโค้งเล็กน้อยให้หัวหน้าของตัวเองเพื่อแสดงความเคารพตามมารยาทก่อนจะหันหลังเพื่อเดินออกจากห้องไป มีงานอีกเป็นตั้งที่ยังไม่ได้ทำ อีกอย่างถ้ายืนอยู่กับหัวหน้าตรงนี้อาจจะโดนใช้งานเพิ่มก็ได้ ถ้าทำได้ก็ควรจะหลบเลี่ยงสถานการณ์อันตรายเช่นนี้ ควรจะหนีไปให้ไกล

“เดี๋ยว...”

คำสั่งเชิงให้หยุดของหัวหน้านั้นทำให้เขาชะงักค้างอยู่ที่หน้าประตู หันหลังกลับมามองคนที่สบตากับเขาเข้าพอดี

“เอานี่ไป” หัวหน้าบยอนพยักเพยิดไปทางมุมหนึ่งของโต๊ะตัวเองที่มีถุงโลโก้ร้านสะดวกซื้ออยู่บนนั้น “ยังไม่ได้กินข้าว...ใช่ไหม?”

ยอมรับว่าตกใจ เขาไม่คุ้นชินกับการกระทำแบบนี้จากหัวหน้า ไม่เคยแม้แต่จะได้สัมผัสความดีความงามจากการเป็นหัวหน้าและลูกน้องกัน ทำไมวันนี้ถึงได้แบ่งปันของกินให้ หรือว่าจะใส่ยาเบื่อเอาไว้ข้างใน เกลียดกันมากถึงขั้นจะวางยากันตายแล้วคงจะบอกว่าเขาฆ่าตัวตายเพราะความเครียดจากเรื่องงานสินะ แผนสูง!

“เอาไปสิ! ต้องให้ด่ารึไง?!”

“ครับ!” เขารีบตรงเข้าไปคว้าถุงมาทันที “ขอบคุณครับ”

“ออกไปได้แล้วไป รำคาญ”

ถึงคำพูดจะบอกว่ารำคาญ การกระทำจะบ่งบอกว่ารำคาญ แต่แววตาของหัวหน้าไม่ได้ไปทิศทางเดียวกับสิ่งที่พูดเลย และนั่นทำให้เขารู้ว่าหัวหน้าจงใจซื้อให้กันโดยเฉพาะ พอคิดได้แบบนั้นเขาก็เดินออกจากห้องทำงานของหัวหน้าด้วยรอยยิ้มที่ไม่รู้ว่ามันออกมาจากความรู้สึกส่วนไหน แต่ที่รู้คือหัวหน้าคนนี้อาจจะไม่ได้ชอบแกล้งกันมากอย่างที่คิดก็ได้ ถึงวันนี้จะเพิ่งมาทำดีให้กันวันแรกก็ตามทีเถอะ

อีกอย่าง...คนรำคาญไม่ชอบกันนี่ไม่ซื้อข้าวเที่ยงมาให้กินหรอกใช่ไหม ในถุงร้านสะดวกซื้อที่หนักอึ้งมีทั้งข้าวปั้น ขนมปังไส้กรอก ขนมปังไส้ไก่ โดนัทไส้แยม น้ำผลไม้ โยเกิร์ตพร้อมดื่ม น้ำเปล่า แล้วก็นมสตรอว์เบอร์รี่อีกหนึ่งกล่อง

อยากจะคิดว่าหัวหน้าเป็นคนดีให้เต็มใจเหมือนกัน แต่มันก็อดคิดไม่ได้เหมือนกันว่ามีจุดประสงค์อะไรรึเปล่า หรือว่าจะให้ทำล่วงเวลา วันนี้เขามีนัดแล้ว ถ้าเกิดว่าไม่ทำจะทะเลาะกันไหม จะโดนไล่ออกรึเปล่า

ช่วงพักเที่ยงที่เงียบเหงาหมดไปเมื่อพี่ ๆ ในแผนกกลับมา ทุกอย่างดูเหมือนว่าจะกลับมาเสียงดังเป็นปกติเหมือนเดิม พี่คยองซูที่หวังดีซื้อขนมปังมาฝากกันนั้น เมื่อเห็นรุ่นน้องอย่างเขากัดข้าวปั้นคำเบ้อเริ่มแล้วก็เปลี่ยนใจไม่ให้แล้วกินเองดีกว่าเราต่างคนต่างแยกย้ายกันทำงานที่ได้รับมอบหมายตามหน้าที่ของตนเองให้เสร็จสิ้นไปทีละอย่าง บางครั้งก็จะมีคนลุกขึ้นยืดเส้นยืดสายสลับกับเดินไปเข้าห้องน้ำบ้างเป็นเรื่องปกติ

“น้องชานยอลน่าสงสารจัง พี่ถามจริง ๆ นะ เราไปทำให้หัวหน้าไม่พอใจอะไร ลองคิดให้ดี” พี่ยอนมีที่นั่งอยู่ถัดไปจากพี่คยองซูพูด “หัวหน้าของเรานี่สุดยอดของความดีที่มีในบริษัทแล้วนะ”

“ผมไม่ได้ทำอะไรทั้งนั้นนะพี่ พี่ก็เห็นว่าตั้งแต่วันแรกเค้าก็ใช้ผมเหมือนเป็นผมมาสมัครเป็นแม่บ้าน”

“เออ...ก็จริง ตอนที่พี่เข้ามาเป็นพนักงานใหม่พร้อมคยองซูอ่ะ หัวหน้านี่ยิ้มแย้มแจ่มใสจนพี่อยากจะหอบกลับไปเลี้ยงที่บ้าน”

“เค้ายังดูเด็กอยู่เลยนะพี่ ทำไมได้เป็นหัวหน้าแผนกแล้วล่ะ?” เขาสงสัยเรื่องนี้มานานมากแล้ว ตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอกัน นึกไปว่าจะเป็นตาแก่หัวล้านลงพุง ที่ไหนได้กลับเป็นคนตัวเล็ก หน้าตาน่ารัก...เอ่อ เราจะข้ามมันไปก็แล้วกันหน้าตาของหัวหน้าไม่มีความสำคัญกับเขาสักนิด

“นายนี่มันไม่รู้อะไรซะแล้ว หัวหน้าเราน่ะเรียกได้ว่าสุดยอดของสุดยอด เหมือนเรียนจบมาจากดาวอังคาร แก้ไขได้ทุกสถานการณ์ที่เกิดขึ้น” พี่คยองซูสาธยายความเก่งกล้าของหัวหน้าให้เขาได้ฟังฟัง “เมื่อปลายปีที่แล้วที่บัญชีฝั่งจีนรวนเพราะมีคนยักยอกน่ะ หัวหน้าไปสามวันทุกอย่างเรียบร้อยเลย หมายถึงไปทำบัญชีใหม่นะไม่ได้ไปจับคนยักยอก...”

ฟังแล้วก็รู้สึกว่ามันคงจะเป็นเรื่องจริง ไม่อย่างนั้นคงจะไม่ประสบความสำเร็จถึงขั้นนี้หรอกมองทีไรก็เห็นกำลังนั่งหน้าเครียดอยู่เสมอ ทำงานตลอดเวลาเลยจริงๆ

“ไปชงกาแฟได้แล้วไป สองโมงครึ่งแล้วนั่น” พี่คยองซูบอกเขาที่พยักหน้าตอบรับ ไม่ใช้ก็จะไป ตั้งใจว่าจะชงอยู่แล้วเถอะ“หัวหน้าไม่ชอบหน้าก็ทำแต้มหน่อย”

กาแฟหนึ่งช้อน น้ำตาลสามช้อน และนมอีกสองถ้วยถูกชงเข้าด้วยกันจนกลายเป็นสีน้ำตาลอ่อนจนแทบจะกลายเป็นสีครีม เขายกแก้วกาแฟตรงไปยังห้องของหัวหน้าพลางคิดในหัวว่าถ้าโดนด่าอีกจะลาออกแล้วไปเรียนเป็นบาริสต้าจนได้ใบประกาศแล้วค่อยมาสมัครงานใหม่ถ้าบอกว่าไม่อร่อยอีกจะเอาประกาศนียบัตรมาปาใส่หน้าให้มันรู้แล้วรู้รอดกันไปเลย จะได้รู้ว่าปัญหามันอยู่ที่ใคร!

“หัวหน้า...”เขาโผล่หน้าเข้าไปในห้อง ร้องเรียกคนที่ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมาจากเอกสารด้วยซ้ำแต่ก็ยังรู้ว่าเป็นเสียงของเขา

“อะไร คุณปาร์คชานยอล”

“กาแฟครับ” เจ้าของชื่ออย่างเขาวางแก้วกาแฟและจานรองลงบนโต๊ะคิดเอาไว้ว่าครั้งนี้ไม่ผิดสูตรแน่ เขามาอย่างผู้ชนะ

“ไม่ได้สั่งนี่...”

“งั้นไม่ดื่มเหรอครับ?”

“ต่อล้อต่อเถียงหรอ ทำมาเป็นรู้ดี”หัวหน้าช้อนสายตามามองหน้าเขาที่ยืนยิ้มอยู่ตรงหน้าหัวหน้าคนนี้

“ก็รู้ดีว่ากาแฟหนึ่ง น้ำตาลสามแล้วก็นมสองถ้วยแหละครับ”

ชานยอลแอบเห็นอาการหลุดยิ้มของหัวหน้าบยอนแบคฮยอน แต่ก็เพียงแค่แวบเดียวเท่านั้นมันก็กลับมาเรียบนิ่งเหมือนเดิม

“แล้วรู้รึเปล่าว่ากาแฟกินเปล่า ๆ แล้วไม่อร่อย”

“ก็คิดว่ารู้นะครับเพราะผมหยิบคุกกี้มาให้ด้วย”

ชานยอลวางถุงคุกกี้ที่ตัวเองถือเอาไว้ข้างหลังลงบนโต๊ะ ถึงแม้ว่ามันจะวางอยู่ในมุมชงกาแฟแต่ว่าเขาก็หยิบมันมาให้หัวหน้าได้เพราะว่าเขาเนี่ยแหละที่ลงไปซื้อมันมาเมื่อวันก่อน ถึงจะไปซื้อเพราะโดนใช้ก็เถอะ แต่ตอนนี้ไม่รู้ทำไมถึงดีใจนิดๆที่มีคุกกี้ถุงนี้อยู่ตรงนั้นพอดี

“รู้ดีจริงๆ” รอยยิ้มที่หัวหน้าพยายามซ่อนเอาไว้มันกลับซ่อนไม่อยู่อีกต่อไปแล้ว “ไปทำงานทำการไป เสียเวลา”

“ครับผม”

เขาเปิดประตูออกจากห้องไปพร้อมกับเสียงพึมพำที่ลอยเข้ามาในหู ถึงแม้จะไม่ดังมากแต่ก็พอให้ได้ยินและมันก็ทำให้เขารู้สึกเต็มตื้นไปทั้งใจ

“กาแฟอร่อยมาก...”

หัวหน้าไม่โดนนินทาล่ะวันนี้ ชานยอลจะไปอวดเพื่อนทั้งภาคว่านอกจากเขาจะทำบัญชีเป็นเลิศแล้วยังชงกาแฟอร่อยมากอีกด้วย หัวหน้ารับรองมาเป็นอย่างดีเป็นครั้งแรกเลยที่ไม่โดนด่า ครั้งแรกจริงๆ ถึงจะมีประโยคว่ารำคาญหรือเสียเวลาแต่ว่ามันก็ไม่ได้ฟังดูเหมือนเป็นการไล่กันเลยสักนิด

ว่าแล้วก็ไปขอให้ไอ้เซฮุนช่วยสอนวิธีประจบเจ้านายอย่างไรให้ได้ดีในที่ทำงานดีกว่า เข้าคอร์สติวรายวันกันไปเลยในฐานะที่มันเป็นเจ้านาย มันน่าจะตอบได้บ้างแหละว่าคนในตำแหน่งแบบนี้ต้องการอะไร

หลังจากกลับมานั่งที่เดิมได้ไม่นานก็มีคนมาตามหัวหน้าให้ออกไปที่ไหนสักที่อีกครั้ง ชานยอลแอบเห็นหัวหน้าเอาคุกกี้ใส่ปากตัวเองทั้งชิ้นแล้วรีบวิ่งออกมาจากห้องทำงานพร้อมกับแฟ้มสองสามแฟ้ม ความจริงก็เห็นแบบนี้ทุกวันเป็นเรื่องปกติ ได้ยินมาเหมือนกันว่าหัวหน้าเป็นคนแอคทีฟ จริงจังในการทำงานมากแต่เรื่องกินก็คงจะไม่ทิ้งเหมือนกัน ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่มีวันเห็นการอ้าปากกว้างของหัวหน้าที่เหมือนจะเอาช้างเข้าไปทั้งตัวได้แบบนั้นหรอก

ที่จริงเวลาเห็นคนเป็นเจ้านายตั้งใจทำงานมันก็มีกำลังใจนะ คิดว่าพอเจ้านายขยันก็อยากจะขยันบ้าง ว่าแล้วชานยอลก็ควรปั่นงานให้เสร็จจะได้ไม่พะว้าพะวงตอนปาร์ตี้กับเพื่อน กลัวว่าจะมีสายจากที่ทำงานโทรมา บอกว่าปาร์คชานยอลกลับมาปั่นงานเดี๋ยวนี้เลยนะ

สำหรับแผนกการเงินและบัญชีนั้น การกลับบ้านช้านิดหน่อยกว่าเวลาเลิกงานเป็นเรื่องปกติเพราะทุกคนมักจะพยายามทำงานให้เสร็จไปเป็นส่วนๆแล้วถึงจะแยกย้ายกันกลับบ้าน วันนี้พี่ยอนมีกลับไปก่อนเพราะมีธุระต้องไปจ่ายค่าจิปาถะประจำเดือน ส่วนพี่คยองซูนั้นกลับไปแล้วเช่นกันเพราะวันนี้มีนัดไปทานข้าวกับเพื่อน ส่วนตัวเขาเองนั้นกำลังเก็บของเพื่อที่จะกลับไปนอนพักสักงีบแล้วค่อยตื่นขึ้นมาอาบน้ำแต่งตัวไปตามนัด พอเดินสะพายกระเป๋าออกไปกดลิฟต์ด้านหน้าก็เจอกันหัวหน้าที่วิ่งลงบันไดมาพอดี

“ปาร์คชานยอล มาช่วยขนของก่อน”

“อะไรเหรอครับ ?” คนโดนใช้ไม่ได้รู้สึกอิดออดเท่าไหร่ อาจเป็นเพราะน้ำเสียงของหัวหน้าที่สื่อออกมาว่าอยากให้ช่วยจริงๆชานยอลเดินตามหัวหน้าไปในห้องที่เอาไว้เก็บเอกสารเก่าของแผนก สิ่งที่เยอะพอ ๆ กับกระดาษและกล่องก็คือฝุ่นที่มีอยู่ทุกที่ในห้อง มองไปทางไหนก็เห็นแต่ฝุ่นที่ลอยอยู่เต็มไปหมด

“ฮัดเช้ย! นายเอากล่องนี้ไปวางไว้ในห้องฉันนะ อันนี้ด้วย”

“อันนี้ใช่ไหมครับ?”

“เออ อันนั้นแหละ แล้วก็อันนี้...”

“ผม—หัวหน้าระวังครับ!”

กล่องใบหนึ่งที่เหมือนจะวางอยู่บนชั้นอย่างหมิ่นเหม่เพราะหัวหน้าที่พยายามดึงกล่องข้างๆออกมา ทำให้กล่องใบนั้นเคลื่อนมาอยู่ด้านหน้าและร่วงลงมาในตอนนี้ตอนที่เขาดึงหัวหน้าเข้ามาหาตัวก่อนที่ร่างกายจะตอบสนองอัตโนมัติเพื่อกันคนในอ้อมแขนให้พ้นอันตรายด้วยการยกมือขึ้นมากันในขณะที่กดอีกคนเข้ากับอกไปด้วย

เขารู้สึกว่าถ้าเขาจะเจ็บก็ไม่เป็นไร แต่หัวหน้าของเขาปลอดภัยเท่านั้นก็พอแล้ว

“หัวหน้าเป็นอะไรรึเปล่าครับ!?”

“ปล่อยก่อน ปล่อย...”

“หัวหน้าเจ็บตรงไหน—”

“ปล่อยก่อน!”

หัวหน้าบยอนแบคฮยอนกระชากตัวเองออกจากอ้อมแขนของลูกน้องอย่างเขาก่อนจะถอยออกห่างไปยืนหอบหายใจหน้าแดงก่ำ

“เอ่อ คือผม...” เขาทำตัวไม่ถูกเลย ทั้งที่ช่วยไว้แท้ๆแต่ทำไมถึงรู้สึกว่ากำลังจะโดนด่า ที่เขาทำมันไม่ดีตรงไหน หรือว่าหัวหน้าอยากโดนกล่องหล่นใส่หัว

“ใกล้ไป ไม่ไหว...”

“อะไรนะครับ?”

“นายกลับไปเถอะ ฉันไม่ต้องการความช่วยเหลือแล้ว” หัวหน้ายืดตัวตรงก่อนจะพูดต่อเมื่อเขาอ้าปากจะเถียง “ไม่ได้แกล้งไม่ได้ไม่พอใจไม่ได้อะไรทั้งนั้น ฉันต้องการให้นายกลับไป เดี๋ยวนี้!”

“...”

“กลับไปได้แล้ว”

“ถ้าหัวหน้าไม่พอใจ...”

“ไปเถอะ! วันจันทร์ซื้อคุกกี้มาด้วย!”

เขาคิดว่าเขาโอเคแล้ว ถ้าหัวหน้าจะใช้ให้ไปซื้อคุกกี้ หัวหน้าก็คงไม่ได้โกรธหรือไม่พอใจอะไรจริงๆ ที่หน้าแดงแบบนั้นอาจจะเพราะตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นก็เป็นได้

“งั้นผมกลับก่อนนะครับ”

“เออ ไปเถอะ”

“วันจันทร์เจอกันนะครับ”

“เออ กลับไปสักทีหน่า!”

หัวหน้าบยอนแบคฮยอนโบกมือไล่เขาให้ออกไปจากห้องเก็บเอกสารเขาเองก็เดินออกมา หันไปโบกมือให้หัวหน้าสองสามทีก่อนจะลงลิฟต์เพื่อลงไปชั้นล่าง กลับบ้านไปนอนตามที่คิดเอาไว้

เขาขับรถออกจากที่ทำงานตอนหกโมงกว่าๆ ก่อนจะวางแผนชีวิตว่ากลับห้องไปควรจะหาอะไรกินก่อนแล้วค่อยไปอาบน้ำ ต้องเอาขนมที่หัวหน้าให้มาไปใส่ตู้เย็นไว้กินช่วงวันหยุด แล้วคุกกี้ควรจะซื้อคุกกี้อะไรดี อะไรที่ไม่ซ้ำกับอันที่เคยซื้อมีอันไหนบ้างที่หัวหน้ายังไม่เคยได้กิน

นอกจากนัดตอนกลางคืนแล้ว ปกติเขาก็ไม่ค่อยจะได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเท่าไหร่ในช่วงนี้ ตำแหน่งหน้าที่การทำงานก็เพิ่งเริ่มต้นเลยยังไม่ได้มีอะไรนักหนามากมายนัก ช่วงเวลาว่างๆจึงหมดไปกับการอ่านหนังสือและการวางแผนจะเรียนต่อปริญญาโทด้วย หรือไม่ก็ลังเลกับอีกก้าวของชีวิตว่าจะทำงานต่อไปดีรึเปล่า ไม่ต้องเรียนให้สูงไปกว่านี้แล้วแต่ไม่รู้สิ เขาค่อนข้างมีใจเอนเอียงมาในการทำงานมากกว่า ถึงจะเป็นการทำงานที่โดนกลั่นแกล้งให้อารมณ์เสียทุกวัน แต่พอตั้งใจคิดตั้งใจมองการกระทำเหล่านั้นแล้วกลับรู้สึกว่ามันอาจจะไม่ใช่การแกล้งกันเลยก็ได้

อาหารง่ายๆถูกประกอบขึ้นในคอนโดที่พักอาศัย รวมถึงเสื้อเชิ้ตสีเทาและกางเกงลำลองขาสั้นที่ถูกหยิบมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะการไปงานที่มีแต่เพื่อน มันไม่ได้มีเวลาไปเหล่สาวอะไรแบบนั้นเลยไม่รู้จะแต่งหล่อไปทำไม แต่งไปก็เท่านั้น เผลอๆมีแต่ไอ้เซฮุนสนใจว่าวันนี้จะแต่งเต็มมาเพื่ออะไรมีแต่เพื่อนทั้งนั้น ไม่ต้องมาหล่อแข่งกัน

“ไอ้ชานมาแล้ว !” เสียงเพื่อนที่โต๊ะเฮกันดังลั่น เพื่อนชายหญิงหลายคนยกแก้วขึ้นมาทักทายเขาที่เดินไปนั่งข้างเพื่อนสนิททันทีเพราะรู้ว่ามันจงใจเว้นที่เอาไว้ให้ เป็นเรื่องที่ทำกันตั้งแต่สมัยกินเหล้าด้วยกันครั้งแรก

“ไง”

“ไง ไอ้เหี้ย”

โอ้โห...มาถึงก็ร่ายคำสร้อยใส่เพื่อนเลยหรือ เซฮุนเพื่อนรัก คำทักทายที่ดีอย่างสบายดีไหมเพื่อนอะไรไม่มี ด่ากันเลยให้สมกับความในใจ

“อะไรของมึง?”เขารับแก้วเหล้ามาจากเพื่อนอีกคน

“นินทามึงอยู่เลยเนี่ย เรียนจบก็เทหญิง กลับตัวกลับใจเป็นมนุษย์เงินเดือนซะงั้น บริษัทตัวเองก็มี ทำไมไม่บอกพ่อวะ?”

มีเพื่อนหลายคนที่เคยถามคำถามนี้กับเขา เซฮุนเองก็เคยถามและนี่ก็เป็นการถามครั้งที่หนึ่งร้อยของมันแล้ว แต่บางทีเขาก็อยากจะเริ่มต้นใหม่จากศูนย์ อยากรู้ว่าคนอย่างเขาจะไปได้ไกลสักแค่ไหนถ้าเกิดว่าไม่ได้มีอะไรมารองรับอย่างบริษัทที่บ้าน ความสามารถที่มีจะทำให้เขาได้เจอกับอะไร ถ้ามีโอกาสก็อยากจะลองสู้กับโลกแห่งการทำงานดูสักตั้งเหมือนกัน

“อย่าเลย ให้พี่กูทำไปก่อน กูยังอยากหาประสบการณ์” เขาอยากทำงานของจริง ได้ลงสนามจริง “พวกมึงก็หัดลำบากกันซะบ้าง”

“แล้วหัวหน้ามึงเป็นไง ดีไหม?” จงแดที่นั่งอยู่อีกฝั่งถาม “ส่วนมากจะตายเพราะหัวหน้ากันเนี่ยแหละ”

“หัวหน้ากูเด็กอยู่เลย เค้าชมกูว่าชงกาแฟอร่อยมาก”ไม่ได้อวดหรอกแต่พูดไปยืดอกไป ไม่อวดเลยสักนิด

“มึงต้องชงกาแฟด้วย?”

“เอ้า กูเด็กใหม่ไง หัวหน้าจะได้เอ็นดู”

“ผู้หญิง?”

“ผู้ชาย” ชานยอลจิบเหล้าแก้อาการขลาดอายที่เกิดขึ้นอย่างประหลาด “เอาหน่า อย่าถามเยอะ มึงล่ะเป็นไงกัน”

“กูนี่! คาดหวังว่าหัวหน้าต้องสวย ไอ้เหี้ย อย่างกับป้ามหาภัย จิกหัวใช้กูไปล้างห้องน้ำได้ทำไปล่ะ กูนี่จำเบอร์ฝ่ายบุคคลฝังหัวเลย เกินขีดกูเมื่อไหร่กูฟ้องอย่างเดียว” มินโฮบ่นเสียงดัง

“หัวหน้ากูเถอะ กล้ามโตยังกับนักมวยโอลิมปิก ก่อนฝ่ายบุคคลรับสายกูคงได้นอนโรงพยาบาลก่อน”

“ลูกน้องกูเค้าก็ดีกันทุกคนนะ” เซฮุนพูดประโยคเรียกความหมั่นไส้ออกมา

“อ๋อเหรอ ได้ข่าวว่ามีแม่ใหม่นี่” ชานยอลหัวเราะร่าเพราะจำเรื่องที่เพื่อนสนิทเคยบ่นให้ฟังได้

‘ไอ้ห่า เป็นเลขาหรือแม่กูวะเนี่ย ใช้กูทุกอย่างสั่งกูทุกเรื่อง ใครเป็นรองประธานใครเป็นเลขาวะ แม่มเอ๊ยยยย!’

“เลขามึงก็ผู้ชายไม่ใช่เหรอ?” จงแดมีคำถาม

“ก็เออน่ะสิวะ!” เซฮุนพูดแล้วก็มีน้ำโห กว่าจะปลีกตัวมากินเหล้าคืนนี้ได้นี่โดนสับไปหลายยก บอกว่าจะเสียงานอะไรก็ไม่รู้ ประสาทจะกินเอา

“เฮ้ย เลขาเซฮุนสวยนะ ฉันเคยเจออยู่” ซึงวานที่นั่งอยู่ไม่ไกลพูด “สวยกว่าฉันอีกมั้งเนี่ย”

“ใครก็สวยกว่าเธอทั้งนั้นแหละเพราะเธอไม่สวย”

“อ้าว นั่นปากเหรอไอ้มินโฮ!”

“พวกมึงนี่...เถียงกันเป็นเด็กๆ”

“ก็มัน...อ้าว เจ๊! นั่งข้างชานยอลเลยครับ เชิญ ๆ”

เจ๊ที่ว่าของภาคเราคือคุณเพื่อนไอรีน ที่ต้องเรียกคุณนำหน้าไม่ใช่เพราะว่ามันเป็นผู้ดีมาจากไหนแต่ท่ามันเยอะ ทำอะไรก็เรื่องมากไปเสียทุกอย่าง เยอะจนเพื่อนรำคาญเลยเติมคุณนำหน้าให้ไปเลย สมใจอยากกันไป

“ชานยอล มึงเขยิบไปเลย”

“ผัวทิ้งเหรอ เกรี้ยวกราดแท้”

“โอ๊ย อย่ามากวนประสาทค่ะ ส่งแก้วมาเดี๋ยวนี้เลย” คุณไอรีนทรุดตัวลงนั่งข้างๆเขาพร้อมกับถอนหายใจออกมา “น่าเบื่อจริงๆ”

เพื่อนแสนเรื่องมากที่เพิ่งมาใหม่เป็นคนล่าสุดนั้นกระดกเหล้าจนหมดแก้วก่อนจะบอกให้เติมอีกเพื่อนบางคนก็บอกว่าอย่าดื่มหนัก บางคนก็บอกว่าปล่อยมันไปเถอะ ส่วนตัวเขานั้นคิดว่าถ้ามันอยากจะเมาก็เมาไป เพราะคงไม่ใช่เขาอยู่แล้วที่จะแบกเพื่อนคนนี้กลับบ้าน

การสังสรรค์ดำเนินผ่านไปเรื่อย ๆ ต่างคนก็ต่างเล่าปัญหาในชีวิตรวมถึงเรื่องตลกขบขันที่ผ่านเข้ามาในชีวิตช่วงที่ไม่ได้เจอกัน เสียงหัวเราะดังลั่นแม้แต่การบ่นเรื่องแฟนที่ฟังดูหงุดหงิดใจก็ไม่ได้ทำให้เสียงหัวเราะเงียบหายไป ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะเรื่องที่คุยกันมันตลกหรือไม่ก็เพราะน้ำเมาที่เข้าปากกันไปก็ไม่ใช่น้อยๆ คุณไอรีนที่มาเป็นคนสุดท้ายด้วยซ้ำก็ยังมาตายอยู่ที่แขนของเขาในตอนนี้ จะสะบัดออกก็ยังไงอยู่เพราะว่าเป็นเพื่อนกัน ปล่อยมันเมาน้ำลายยืดไปน่าจะดีกว่าปลุกขึ้นมาให้มันบ่นไม่เลิก

“พวกมึง ทายสิว่ากูเจอใคร!”

ซูโฮประธานรุ่นที่ขอตัวไปเข้าห้องน้ำกลับมาพร้อมกับคนที่ชานยอลคุ้นหน้าคุ้นตาดีและใครอีกสักคนที่ก็ว่าคุ้นแต่นึกไม่ออกว่าเป็นใคร

แต่นั่นไม่สำคัญหรอก คนที่เขาคุ้นหน้าคุ้นตา...หัวหน้า

ทำไมถึงได้มาอยู่ที่นี่ ทำไมเพื่อนของเขาทุกคนถึงตาเป็นประกายราวกับว่ารู้จักกันมาก่อนแบบนี้?

“รุ่นพี่! โห ไม่เจอกันนานเลยนะครับ”

“พี่แบคฮยอน! ผมคิดถึงพี่จังเลย”

“อะไรวะ ยืนอยู่คนเดียวรึไง แบคฮยอนน่ะ”

“โถ่ๆ พวกหนูค่ะ พวกหนูรักพี่จงอิน”

คำว่ารุ่นพี่ทำเขาชะงักกลางอากาศ อะไรนะ...รุ่นพี่?

หัวหน้าบยอนแบคฮยอนเป็นรุ่นพี่คณะเดียวกันกับเขาเหรอ รุ่นพี่ปีไหนกัน ทำไมเขาถึงไม่เคยเห็นไม่เคยจำได้มาก่อน

“โตกันหมดล่ะ จำตอนปีหนึ่งไม่ได้แล้วเนี่ย” หัวหน้าบยอนหรือรุ่นพี่แบคฮยอนกวาดตามองไปทั่วโต๊ะก่อนรอยยิ้มจะเลือนหายไปนิดๆเมื่อเสบตาเข้ากับเขาและเลยไปยังไอรีนที่ซบอยู่ที่ต้นแขน

“เออ นั่นดิ โตกันหมดแล้วเนอะ” จงอินมองเพื่อนที่ดูเหมือนจะเปลี่ยนไปเล็กน้อย ไม่ได้ดูอารมณ์ดีเหมือนตอนแรกแล้ว

“พี่จะย้ายมานั่งกับ—”

“ไม่ดีกว่า พี่ว่าพี่ต้องกลับล่ะ” สายตาของรุ่นพี่แบคฮยอนจ้องมาที่ต้นแขนของเขาไม่เลิกและเพราะสายตานั่นมันทำให้เขาคิดว่าจะต้องดึงแขนตัวเองให้พ้นจากหัวของไอรีนในตอนนี้ แต่มันก็ทำไม่ได้เพราะเพื่อนคนนี้มือกาวจับแน่นเหมือนจะใช้แขนของเขาหนุนแทนหมอนให้ได้มันไม่ยอมปล่อยแขนของเขาไปเลย

“นั่นสินะ พี่คงต้องกลับแล้ว” เขาสบตากับพี่จงอินเข้าเหมือนกัน แต่ก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าสายตาที่มองมานั้นหมายความว่าอะไร

“แต่พี่บอกว่าพี่เพิ่งมา—”

“กลับ!”

รุ่นพี่แบคฮยอนเดินหันหลังออกไปจากตรงนั้นท่ามกลางความงุนงงของรุ่นน้องทุกคนที่นั่งชูแก้วเหล้ากันเก้อๆ เหลือเพียงรุ่นพี่จงอินที่ได้แต่หัวเราะตามหลังเพื่อนของตัวเองที่เดินกระฟัดกระเฟียดไปทางประตูร้าน

“ปล่อยมัน มันเพิ่งรู้ตัวว่าตัวเองคงต้อง ‘อกหัก’ อีกแล้วล่ะมั้ง” รุ่นพี่จงอินยิ้มให้รุ่นน้องทุกคน “ชอบมาตั้งนาน พอถึงโอกาสที่ตัวเองจะได้ทำอะไรก็โดนแย่งไปแบบนั้น มันก็ต้องอารมณ์แปรปรวนเป็นธรรมดา”

ทุกคนมองหน้ากันราวกับว่าคุยกันผ่านสายตาเกี่ยวกับสิ่งที่ได้ยินเมื่อสักครู่ หมายความว่ารุ่นพี่แบคฮยอนอกหักใช่ไหม คนคนนั้นมันเป็นใคร ใครมันกล้าหักอกรุ่นพี่แบคฮยอน เราทุกคนจะไปตบหัวมันให้ขาดกระเด็น

“พี่ไปนะ เดี๋ยวมันรอ เอาไว้เจอกันใหม่”

ไม่รู้ทำไมเขาถึงรู้สึกว่ารุ่นพี่จงอินจงใจส่งสายตามาให้กันโดยเฉพาะ ยิ่งตอนพูดคำว่าอกหักนั้น ไม่รู้ว่าทำไมถึงต้องมองมาทางที่เขานั่งอยู่

พอพี่จงอินเดินไปวงเหล้าก็กลับมาเฮฮากันเหมือนเดิม ชานยอลจึงได้ฤกษ์สะกิดเซฮุนที่กำลังหัวเราะร่ากับมุกไม่ได้เรื่องของจงแดอยู่เพื่อถามในสิ่งที่เขาไม่รู้และจำเป็นจะต้องรู้ให้ได้

“เซฮุน รุ่นพี่เมื่อกี้เค้าอยู่ปีไหนวะ ?”

“เค้าจบไปก่อนเราเข้าตั้งนาน พี่เค้ามาแนะแนวการทำงานไงก็เลยรู้จักกัน” เซฮุนเล่าให้เขาฟัง “แต่พี่สองคนนี้เค้าเป็นสมาชิกสโมสรนิสิตคนเลยรู้จักเยอะ”

“ทำไมจำไม่ได้วะ คนที่ซื้ออเมริกาโน่ให้มึงไง กูยังจำได้อยู่เลย” จงแดจำได้ดี “ที่ไปเจอพี่เค้าที่ร้านกาแฟแล้วพี่เค้าเลี้ยงไง ที่มึงไปกับกูอ่ะ”

ภาพวันนั้นลอยเข้ามาในหัวเหมือนภาพที่เป็นความทรงจำอยู่สุดลึก เขาจำได้ว่าตอนนั้นจงแดคุยกับใครก็ไม่รู้อย่างออกรสออกชาติก่อนจะได้อเมริกาโน่ฟรีมาสองแก้ว

นั่นหัวหน้าเหรอ โอ๊ย...ตายแล้วชานยอล ชานยอลตายแน่ๆ

เขาจำหัวหน้าไม่ได้เลยสักนิดเพียงแค่สักนิดเขาก็จำไม่ได้

นั่นคือเหตุผลที่หัวหน้าชอบแกล้งกันรึเปล่า อาจจะโมโหที่รุ่นน้องไม่ทักทาย ที่รุ่นน้องอย่างเขาจำหัวหน้าไม่ได้ ไม่ให้ความเคารพกันอย่างที่ควรจะเป็นวันจันทร์จะเหมาคุกกี้ไปขอโทษก็ได้ หัวหน้าบยอนหรือรุ่นพี่แบคฮยอนตามที่เขาควรจะเรียกมาตั้งนานแล้ว อย่าเพิ่งโกรธกันไปเลยนะ

หวังว่าคงจะไม่เป็นไร...

 

 

 

 

 

 

ไม่โกรธหรอก คงไม่โกรธเรื่องแค่นี้คนโตแล้วเขาไม่เอามาโกรธกันหรอก หัวหน้าของเขาเป็นคนมีเหตุผล จะมาโกรธกันทำไม ถ้าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตลอดสามวันที่ผ่านมามันยังทำให้เขาคิดแบบนั้นได้อยู่ล่ะก็...คงต้องกลับไปเรียนอนุบาลหนึ่งใหม่แล้วล่ะ

วันจันทร์ที่ผ่านมา ปาร์คชานยอลคนนี้เหมาคุกกี้ทุกแบบทุกรสชาติที่มีอยู่ที่ร้านเบเกอรี่หน้าคอนโดมาจนหมด ก่อนจะเอาไปวางไว้ที่ส่วนชงกาแฟ แปะโพสต์อิทไว้แผ่นใหญ่ๆว่า ‘ของหัวหน้าบยอน’

แต่วันนั้นหัวหน้าไม่ได้เข้าบริษัท

ในเช้าวันอังคาร พนักงานต่างงุนงงไปตามๆกันเพราะหัวหน้าที่ไม่เคยใช้ม่านบังตาห้องส่วนตัวของตนนั้นกลับดึงมันลงจนถึงพื้น ปิดห้องนั้นไม่ให้ใครเห็นว่ามีอะไรเกิดขึ้นข้างใน และในวันนั้นก็ไม่มีการเรียกใช้ใครเลยแม้แต่ชานยอลเองก็ตามแถมหายตัวไปตั้งแต่เที่ยง เรื่องจะชงกาแฟไปให้ก็เลยต้องพับเก็บไป

จนถึงวันนี้ที่เป็นวันพุธ แถมยังเป็นวันพุธที่เหมือนกับวันอังคารที่ผ่านมาไม่มีผิดทุกคนได้แต่ถามกันเองว่าหัวหน้าเป็นอะไร หรือว่าจะโดนลดเงินเดือน โดนท่านประธานต่อว่าหรือทำงานพลาด แต่มันก็ไม่มีใครรู้เรื่องที่แท้จริงเขาที่คิดไปเองว่าอาจจะมีเรื่องอื่นเข้ามาทำให้หัวหน้าเคร่งเครียด มันอาจจะเป็นช่วงเวลาที่ไม่เหมาะสม แต่อย่างน้อยเขาก็ควรจะแสดงความเคารพต่อหัวหน้าและรุ่นพี่คนนี้ด้วยการไปขอโทษอย่างจริงจังสักครั้งเพื่อคลายความไม่สบายใจของตัวเองลงไป

แต่ตอนนี้หกโมงเย็นแล้ว และหัวหน้าหายไปอีกแล้ว

เขานั่งรอหัวหน้าอยู่นานจนสุดท้ายก็ยอมแพ้ บอกกับตัวเองว่าพรุ่งนี้เอาใหม่ก็ได้ อย่างน้อยหัวหน้าก็ไม่ได้ไปไหน ยังคงทำงานอยู่ที่นี้ มีห้องประจำห้องเดิมอยู่ในตำแหน่งเดิม พอคิดได้แบบนั้นเขาก็ใจชื้นขึ้นมาหน่อย เดินมากดลิฟต์เพื่อลงไปยังชั้นล่าง กลับห้องของตัวเองแล้วไปนอนคิดว่าพรุ่งนี้จะพูดกับหัวหน้าว่าอะไร มีเรื่องไหนที่ควรจะต้องบอกออกไปบ้าง

ลิฟต์ที่เขารออยู่ไม่ถึงห้านาทีเปิดออก เขาจะก้าวเข้าไปข้างในอยู่แล้วถ้าไม่ใช่หัวหน้าที่เดินสวนออกมาเขาเอ่ยปากจะทักทายแต่หัวหน้าก็สนใจจะมองเขาเลย ได้แต่เดินผ่านไปเหมือนมองไม่เห็นกัน

“หัวหน้าครับ!”

“...”

“รุ่นพี่แบคฮยอน!”

หัวหน้าไม่ยอมหยุดเดินจนเขาต้องหันหลังกลับไปคว้าแขนเอาไว้ ถึงแม้จะมีความคิดว่าสิ่งที่ทำอยู่มันแสนจะไม่สุภาพเอาซะเลย นี่หัวหน้าของเขานะ นี่รุ่นพี่ของเขา แต่สถานการณ์ในตอนนี้และความรู้สึกผิดมันพาเขาไปถึงจุดที่ไม่จำเป็นต้องเกรงกลัวอะไรอีกแล้ว ขอแค่เขาได้ขอโทษก็พอ

“ปล่อย...”

“ผมขอโทษที่จำรุ่นพี่ไม่ได้”

“จะจำได้จำไม่ได้มันไม่สำคัญหรอก นายมันไม่เคยมองเห็นฉันอยู่แล้วนี่”หัวหน้าขัดขืนสิ่งที่เขากำลังทำ หลีกเลี่ยงการมองหน้ากันโดยตรง“ทำไมวะ พอถึงเวลาของฉันบ้างทำไมมันถึงไม่มีอะไรดีเลย”

“หัวหน้าเป็นอะไร?”

“จะกลับบ้านก็กลับไป ไม่ต้องมายุ่งกับฉัน”

นี่มันเรื่องอะไรกัน?

หัวหน้าเดินกลับเข้าห้องไปแล้วเพราะเขาตัดสินใจปล่อยเข้าไปเอง แม้แต่หน้าของเขาหัวหน้ายังเลือกที่จะไม่มอง คุยอะไรไปก็ไม่มีทางจะคุยรู้เรื่องได้หรอก หัวหน้าเหมือนจะโกรธ ไม่สิ โกรธกันแน่ล่ะ แต่ไม่ใช่เรื่องรุ่นพี่รุ่นน้องอะไรแน่นอนจำได้ว่ารุ่นพี่จงอินพูดว่าหัวหน้าอกหัก แถมวันนั้นยังจ้องไอรีนอีกหรือว่าหัวหน้าจะชอบไอรีนมันมาซบไหล่ชานยอลด้วยวันนั้น หรือว่าเคืองกันเรื่องนี้?

พรุ่งนี้ลากไอรีนมาด้วยกันเลยดีกว่า ให้มันเคลียร์กันไปเลยว่าเรื่องมันคืออะไรกันแน่ สถานการณ์ระหว่างเขากับหัวหน้าจะได้คลี่คลายลงสักที ความตึงเครียดอยู่กับเขามาหลายวันเกินไปแล้วมันไม่สบายใจเลยสักนิด เพราะอย่างน้อยวันจันทร์ถึงวันเสาร์เขาก็ต้องมาทำงานตลอด การมีเรื่องค้างคาใจกับหัวหน้าไม่ใช่เรื่องที่ควรเกิดขึ้นเลยสักนิด มันบั่นทอนกำลังใจมากเกินไป รู้สึกแย่จนไม่มีแรงใจจะทำงานให้ดีได้เหมือนเดิม

หัวหน้านะหัวหน้ามาทำให้คิดมากแบบนี้ได้ยังไง

เขาใช้เวลาทั้งคืนนั้นในการนั่งคิดอะไรเรื่อยเปื่อย ฟังข่าวในทีวีโดยไม่ได้ให้ความใส่ใจกับมันมากนัก เคลียร์งานที่คั่งค้างเล็กน้อยให้เสร็จสมบูรณ์ คุยโทรศัพท์กับแม่ที่โทรเข้ามาถามไถ่สารทุกข์สุขดิบกันตามปกติ ตอบข้อความเซฮุนที่บ่นชีวิตประจำวันให้ฟังเหมือนทุกวัน นอนอยู่บนโซฟาเพื่อถอนหายใจทิ้งไปเฉยๆ เช็คเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกอย่างให้เรียบร้อยก่อนจะเข้านอนเหมือนทุกคืนที่ผ่านมา

แต่ไม่มีคืนไหนที่โทรศัพท์ของเขาจะสั่นขึ้นมากลางดึก ไม่มีเลยสักครั้งที่เขาต้องตื่นมารับสายมันทั้งที่ตายังลืมได้แค่ครึ่งเดียว

ครืดด...ครืดด…

เขากวาดมืออย่างสะเปะสะปะ คว้าโทรศัพท์ของตัวเองที่สั่นไม่หยุดเอาไว้ก่อนจะกดรับสายโดยสัญชาตญาณของการที่มีคนโทรมาแล้วเราต้องรับสาย ไม่รู้หรอกว่าใครแต่เขารับเอาไว้ก่อน เผื่อเป็นเรื่องฉุกเฉิน

“...ครับ”

(นายใช่ปาร์คชานยอลรึเปล่า?)

เขาก้มมองหน้าจอโทรศัพท์ของตัวเองก่อนจะพบว่ามันเป็นเบอร์ที่ไม่ได้บันทึกเอาไว้ในเครื่องเขาเองก็ไม่รู้ว่านี่ใครเพราะเสียงไม่คุ้นเอาเสียเลย

“ใช่ครับ”

(ฉันจงอินนะ รุ่นพี่ที่เจอกันวันนั้น นายจำฉันได้ใช่ไหม?)

“ครับ ผมจำได้” เขาจำได้ว่าอีกฝ่ายคือรุ่นพี่ที่เจอกันวันที่เขาไปกินเลี้ยงกับเพื่อน “มีอะไรรึเปล่าครับ?”

(นายช่วยมาที่ร้านที่กินเลี้ยงเมื่ออาทิตย์ที่แล้วได้ไหม ฉันอยากให้นายได้ฟังอะไรหน่อย)

“ตอนนี้หรอครับ” เขาหันไปมองนาฬิกาดิจิตอลข้างหัวเตียงที่ทำให้เขาตื่นเต็มตาเมื่อเห็นว่ามันขึ้นเลขอะไร โอ้โห ตีหนึ่งสิบนาที...

(ตอนนี้แหละ มาภายในครึ่งชั่วโมงด้วยนะ เดี๋ยวคนแถวนี้มันจะคอพับไปก่อน)

“คนแถวนี้...ใครเหรอครับ?”ชานยอลถามขณะขยับตัวลงจากเตียงไปด้วยขยี้ตาไปด้วย

(คนแถวนี้น่ะเหรอ...หึ)

“...”

(บยอนแบคฮยอนน่ะ)

ชื่อของหัวหน้าทำให้เขามาถึงสถานที่นัดหมายภายในยี่สิบนาทีและอยู่ในสภาพที่พยายามจะทำให้ตัวเองดูดีที่สุดแล้วคว้าอะไรได้ก็ใส่ให้มันดูพอจะออกมาข้างนอกได้หน่อย แต่หัวหน้าบยอนนั้นเมาจนหัวแทบติดพื้นแถมยังหยิบขวดเหล้าบนโต๊ะมากอดไว้อีกต่างหาก

เขาไม่ได้คาดหมายที่จะเห็นหัวหน้าในสภาพนี้เลย

“ฮึก...”

หัวหน้ากำลังร้องไห้ ร้องไห้โดยที่มีเพื่อนนั่งยิ้มอยู่ตรงนั้นแถมยังบอกให้เขานั่งลงข้างๆหัวหน้าอีกต่างหาก

“ฉันว่านายควรจะได้ฟังสิ่งที่มันพูดน่ะ ถ้าฉันเป็นคนที่ต้องนั่งฟังมันคงจะไม่มีประโยชน์อะไร”

พูดเรื่องอะไรของพี่เค้า ถ้าคนเป็นเพื่อนยังไม่มีประโยชน์ที่จะฟังแล้วเขาจะไปมีประโยชน์อะไร เขาช่วยให้หัวหน้าหายเมาไม่ได้ หรือว่าจะเรียกมาให้หัวหน้าด่าจนจะพอใจเพราะว่าเขามันเด็กสุดในแผนกแล้ว

“คือผม—”

“ฮึก...ไอ้คนนิสัยไม่ดี!” หัวหน้าบยอนตะโกนเสียงดัง “แกล้งนิดเดียว หนีไปมีแฟนได้ยังไง!”

อะไรนะ?

“ชอบมา...ตั้งนาน....ได้ทำงานด้วยกันทั้งที ไม่แฟร์ป่ะวะ!”

มือของหัวหน้าบยอนกำลังจะกระดกเหล้าใส่ปากแต่เขากลับดึงเอาไว้ รั้งมันไว้ก่อนในตอนนี้ที่เขาไม่เข้าใจอะไรเลย

“พอแล้วครับ...”

“เอามา!”

“พอได้แล้วนะ พี่เมาแล้ว” ชานยอลตัดสินใจเรียกอีกฝ่ายว่าพี่เพราะนี่มันไม่ใช่เวลางาน ในตอนนี้อีกฝ่ายเป็นรุ่นพี่และเขาก็เป็นรุ่นน้องคนหนึ่ง

“รอมาตั้งสี่ปี โสดรอมาตั้งนาน” รุ่นพี่แบคฮยอนเสียงดัง “จำกันไม่ได้ไม่พอ มีแฟนเป็นตัวเป็นตนแบบนั้นมันใช้ได้ที่ไหนวะ!”

รุ่นพี่แบคฮยอนทำท่าจะไหลลงพื้นไปเสียอย่างนั้น เขาที่นั่งอยู่ข้างๆเลยช้อนตัวอีกฝ่ายเอาไว้ไม่ให้ลงไปกองกับพื้น แต่ดูเหมือนว่าคนเมาจะโยนขวดเหล้าที่กอดไว้ลงโซฟาแล้วหันมากอดคอเขาแทน

“...จงอิน”

เจ้าของชื่อที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามยกยิ้มเบาๆเมื่อเห็นเพื่อนกอดคอไอ้เด็กรุ่นน้องแบบนั้น

“ไปจีบแฟนปาร์คชานยอลให้หน่อย เอาให้ได้เลยนะ”

คนโดนกอดชะงักไปเล็กน้อย เมื่อกี้รุ่นพี่แบคฮยอนพูดว่าอะไรนะ

“พอไอ้ชานยอลอกหัก กูจะ...กูจะเข้าไปปลอบมันเอง ฮึก...”

“พี่...”

“แผนนี้ต้องใช้ได้แน่ ๆ เรารู้กันสองคนนะ”

คำว่าจะเข้ามาปลอบเขานั้นทำให้ปะติดปะต่อขึ้นมาได้ทีละนิด

ที่บอกว่าอกหักในวันนั้น หรือการกระทำทั้งหมดที่หัวหน้าทำกับเขามาตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา รวมถึงเรื่องที่บาดหมางกันเมื่อเย็นวันนี้ ทั้งหมดทั้งมวลนั้นมันเกิดขึ้นเพราะความรู้สึกของรุ่นพี่แบคฮยอนที่มีต่อเขางั้นหรือ คำว่าชอบมาตั้งนาน หนีไปมีแฟนหรือโสดรอกันมา เขาไม่เคยรู้มาก่อนเลย ไม่รู้เลยจริงๆ

“...หรือจะย้ายไปจีนดีวะ ไม่รักกันก็จะไปไกลๆ”

“ไม่ต้องย้ายนะ ห้ามย้ายเด็ดขาด” เขาตอบแทนรุ่นพี่จงอินที่หัวเราะออกมาทันที

“ไม่ย้ายเหรอ แต่ถ้าน้องเค้าไม่ชอบ...”

“ชอบสิ จะไม่ชอบได้ไง”

“ตะ...แต่...แต่กูเป็นหัวหน้านะ จะชอบน้องเค้าโต้งๆก็ไม่ได้...”

“มีห้องแยกไม่ใช่หรอครับ ม่านก็เอาลงแล้วก็ใช้ให้เป็นประโยชน์สิ” เขาพยายามพูดคุยกับคนไม่มีสติและไม่ยอมฟังอะไรเลยสักอย่าง

“แต่แฟนเค้าสวยนะมึงก็เห็น ไปจีบให้ติดนะ กูว่ามึงก็หล่อ ชานยอลอาจจะหล่อกว่ามึงแต่มึงก็หล่อนะเพื่อนนะ ต้องจีบติดแน่ ๆ”

“แต่พี่น่ารักกว่านะ” เขาจงใจกระซิบเบา ๆ “ผมว่าพี่น่ารักมากเลย”

คำพูดทุกคำของรุ่นพี่บยอนแบคฮยอนเหมือนกุญแจที่ไขให้หัวใจของเขาใช้สายตาของตัวเองมองหัวหน้าและทบทวนความรู้สึกที่วิ่งวนอยู่ในใจว่าตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมานั้นคืออะไร ถึงภายในใจจะบอกว่าตัวเองโมโหทุกครั้ง แต่สิ่งที่ค้ำคอเขาอยู่มันกลับไม่ใช่คำว่าหน้าที่การงานเลยสักนิด แต่มันกลับเป็นความรู้สึกที่ว่าถ้าทำให้หัวหน้าชมกันบ้างจะดีใจมากแค่ไหนนะ

มันอาจจะยังไม่ใช่คำว่าชอบอย่างเต็มรูปแบบ อาจจะเทียบกันไม่ได้กับความรู้สึกที่รุ่นพี่แบคฮยอนมีให้ แต่เขาก็พร้อมจะเปิดใจใช้มันมองหัวหน้าตัวเล็กคนนี้ คนที่กำลังกอดคอกันแน่นไม่ยอมปล่อย

“น่ารักแล้วเค้าไม่ชอบ น่ารักไปทำไมวะ”

“ใครบอกจะไม่ชอบ ขอเวลาแปปนึงดิ”

เขาได้ยินเสียงคนเป็นหัวหน้าครางในลำคอสักพักก่อนจะทิ้งตัวลงบนลาดไหล่ของเขาเป็นการบอกโดยชัดแจ้งว่าสลบเรียบร้อยและจะไม่ตื่นจนกว่าจะถึงเช้าวันพรุ่งนี้

“นายอุ้มมันไปที่รถฉันละกัน เดี๋ยวฉันจัดการเอง” จงอินที่เห็นเพื่อนสลบไปแล้วก็ตัดสินใจกลับทันที ที่จริงสั่งเช็คบิลไว้ตั้งแต่ก่อนน้องจะออกมาแล้ว เพียงแค่รอว่าเพื่อนจะสลบไปตอนไหนแค่นั้นแหละ “หน้าที่ของนายน่ะคือเช้าวันพรุ่งนี้นะ ถือซะว่าเรารวมกลุ่มคิลบอสก็แล้วกัน แต่นายมีหน้าที่ไปตีให้ตาย เอาให้ไปไหนต่อไม่ได้เลยนะรู้รึเปล่า”

“ครับ” เขาหัวเราะออกมาเบาๆขณะอุ้มหัวหน้าขี้เมาไปส่งที่รถ “ขอบคุณนะครับที่โทรมาบอกผม”

“ฉันว่าฉันควรโทรตั้งนานแล้วล่ะ ขอบใจนายเหมือนกันนะที่มา”

จงอินตบไหล่รุ่นน้องที่จัดการวางเพื่อนตัวดีลงบนเบาะพร้อมคาดเข็มขัดนิรภัยให้เรียบร้อย

“ครับ” ชานยอลมองหน้าหัวหน้าแบคฮยอนที่หลับไม่รู้เรื่องก่อนจะยกยิ้มออกมาในแบบคนเจ้าเล่ห์

พรุ่งนี้เขาจะคิลบอส จะใช้หัวใจตีให้ตายคาอกไปเลย

 

 

 

 

 

 

บยอนแบคฮยอนกรอกยาแก้ปวดสองเม็ดใส่ปากก่อนจะดื่มน้ำตามลงไประหว่างขึ้นลิฟต์ไปที่แผนกมืออีกข้างที่ไม่ได้ถือขวดน้ำนวดขมับตัวเองไปด้วยเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ที่ฟาดไปเมื่อคืนยังไม่สลายหายไป ตอนที่อยู่คนเดียวแบบนี้เขาก็ขอทำท่าเหมือนจะตายไปก่อนก็แล้วกัน ถึงตอนที่ต้องเป็นหัวหน้าเขาจะทำตัวให้น่าเกรงขาม แต่ตอนนี้ไม่ไหวจริงๆ

เกือบจะมาทำงานไม่ทันแล้ว โชคดีที่จงอินโทรมาปลุก บอกว่าให้ไปทำงาน ไปรับรู้เรื่องดีๆ ก่อนจะหัวเราะทิ้งทายว่า ‘ระวังนะ เตรียมหาสกิลมาป้องกันไว้ อะไรก็เกิดขึ้นได้’

อะไรมันจะเกิดล่ะ ไอ้ปาร์คชานยอลมันจะหอบแฟนมาทำงานด้วยรึไง ถ้ามันทำแบบนั้นเขาจะไปหาฝ่ายบุคคล บอกว่าให้ไล่มันออกไปเลยข้อหาทำการเป็นอันตราย ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของแผนก

“หัวหน้าสวัสดีค่ะ/หวัดดีครับหัวหน้า” คำๆนี้ดังขึ้นทันทีที่แบคฮยอนเดินเข้าไปในแผนก ปากของเขาที่เป็นหัวหน้านั้นเอ่ยสวัสดีตอบกลับทุกคนแต่ตาเรียวเล็กกลับมองไปที่โต๊ะของไอ้เด็กชั่วที่ตอนนี้นั่งทำงานเหมือนมองไม่เห็นหน้ากันซะอย่างนั้น

เอ้อ! มีแฟนสวยนี่ ไอ้เรามันไม่เข้าตาไม่ต้องใจสินะ

พอถึงห้องทำงานเขาก็ดึงม่านบังตาลงให้หมดทั้งสามด้าน อารมณ์ที่คุกกรุ่นภายในใจนั้นทำให้เขาไม่อยากจะเห็นหน้าใครทั้งนั้น เขากดเปิดคอมพิวเตอร์เหมือนทุกวันก่อนจะยกแฟ้มงานบนพื้นที่แยกเอาไว้เมื่อวานขึ้นมาดู พยายามข่มความโมโหและความหงุดหงิดในใจให้ลดลงไปบ้าง เขารู้ว่าเขาควรแยกเรื่องส่วนตัวออกจากเรื่องงาน มันไม่เกี่ยวกันไงแบคฮยอน มันไม่เกี่ยวกันเลย เราต้องตั้งใจทำงานเพื่อสมกับความไว้ใจของท่านประธานที่เลื่อนขั้นให้ทั้งที่อายุยังน้อย ข้ามหน้าข้ามตาคนไปตั้งเยอะแต่เราก็ยังอยู่ได้ กับไอ้แค่อกหักมันจะเป็นอะไรนักหนาวะ

ไอ้ตอนเรียนแล้วกะล่อนไปทั่วก็ยังพอจะเข้าใจ ยังพอจะรับได้เพราะไอ้จงอินมันก็เป็น ยังมีกำลังใจว่าอย่างน้อยมันก็ไม่ได้จริงจังกับใคร ที่ไหนได้เอามาเปิดตัวกับกลุ่มเพื่อนนั่งออเซาะกันแบบนั้น ใครมันจะไปทำใจได้วะ นี่มันบยอนแบคฮยอนไม่ใช่ก้อนหิน ไม่ใช่ไม้ท่อนซุงไม่มีชีวิตจิตใจ ถึงจะทนปั้นยิ้มให้ได้เวลาเห็นคนที่ชอบไปมีความสุขกับคนอื่น

“ฮึ่ย!”

“ปัดของลงพื้นแบบนั้นไม่น่ารักเลยนะครับ”

แบคฮยอนหันไปตามเสียงก็พบว่าไอ้เด็กชั่วชานยอลยืนยิ้มทะเล้นอยู่ที่หน้าประตูแถมยังถือวิสาสะเดินเข้ามาทั้งที่ไม่อนุญาตอีกด้วย

“ออกไป ใครให้เข้ามา!” เขายังไม่อยากเห็นหน้าปาร์คชานยอลในตอนนี้ หัวใจมันยังไม่แข็งแรงพอที่จะพร้อมรับสถานการณ์ใดๆที่อาจจะเกิดขึ้น “ออกไป!”

“ไม่ออกครับ”

“นี่ฉันเป็นหัวหน้าของนายนะ! แล้วก็เป็นรุ่นพี่นาย...”

“หัวหน้าคิดจะทำอะไรกับเพื่อนที่ชื่อจงอินเหรอครับ?”

คนเป็นหัวหน้านิ่งไปทันทีเมื่อได้ยินประโยคนั้น ถึงจะจำรายละเอียดไม่ได้ดีนักแต่ก็พอจะจำความได้ว่าพูดคุยอะไรกันบ้าง เขาจำได้ดีว่าตัวเองพ่นอะไรออกไปให้จงอินฟัง บอกว่าให้มันไปทำอะไร

ไอ้เด็กนี่มันได้ยินงั้นเหรอ มันรู้ได้ยังไงว่าเขาคิดจะให้จงอินทำอะไร

“ฉันไม่ได้จะให้มันทำอะไร”

“ไปจีบแฟนปาร์คชานยอลให้หน่อย เอาให้ติดเลยนะ”

“นะ...นี่!”

มันได้ยิน มันได้ยินสิ่งที่เขาพูดกับจงอิน!

“แล้วถ้าปาร์คชานยอลอกหัก...”

“หยุดนะ!”

“...ฉันจะเข้าไปปลอบเอง”

“ออกไปเลยนะ! บอกให้ออกไปไงเล่า!”

“ทำไมหัวหน้าถึงต้องเข้ามาปลอบผมล่ะครับ” ปาร์คชานยอลยังคงพูดต่อไปราวกับไม่ได้ยินเสียงตะโกนของเขา “หรือว่าหัวหน้า...”

“ฉันเปล่านะ!”

“เปล่าอะไรครับ?”

“กะ...ก็เรื่องอะไรทั้งหมดนั่นแหละ ฉันเปล่านะ!”

“เรื่องอะไรล่ะครับ ผมไม่เห็นจะเข้าใจ”

“ไม่เข้าใจก็ไม่ต้องเข้าใจ ออกไปทำงานได้แล้ว” แบคฮยอนออกปากไล่ไอ้ลูกน้องตัวโข่งออกไปจากห้อง แต่มันไม่คิดจะขยับเลยสักนิด

“ผมจะไม่ไปจนกว่าหัวหน้าจะอธิบายสิ่งที่ตัวเองพูดเมื่อคืนให้ผมฟังครับ”

“ฉันไม่มีอะไรจะอธิบาย!” แบคฮยอนนึกถึงคำพูดของจงอินเมื่อเช้าที่บอกกันว่าให้หาสกิลไปป้องกันตัว อย่าบอกนะว่ามันรู้ว่าปาร์คชานยอลได้ยินสิ่งที่เขาพูดทุกอย่าง

ไอ้เพื่อนชั่ว ขอให้ทาครีมอะไรก็ไม่ขาว ไอ้เพื่อนไม่รักดี!

“รุ่นพี่แบคฮยอนครับ” ชานยอลเรียกเขาที่โมโหสุดใจ “ผม...”

“มันไม่มีอะไรก็แปลว่าไม่มีอะไรไง” เขาสูดลมหายใจเข้าลึกเผื่อว่ามันจะช่วยเยียวยาอาการปวดหน่วงที่หัวใจได้ “ฉันไม่ได้จะทำอะไรทั้งนั้น”

“หัวหน้าฟังผม—”

“จะมีความสุขก็มีไป ไม่ต้องมายุ่งกับฉัน”

คนเป็นหัวหน้าคว้าแฟ้มงานที่ต้องใช้ในการประชุมช่วงเช้ามาถือไว้ให้มั่น ก่อนจะกึ่งวิ่งกึ่งเดินผ่านตัวลูกน้องที่ดูเหมือนงุนงงกับสถานการณ์ กว่าจะรู้สึกตัวว่าควรจะทำอะไรมันก็ไม่ทันเสียแล้ว

“หัวหน้าครับ หัวหน้า!” ชานยอลวิ่งตามออกไป แต่คนที่ร้องเรียกนั้นหายเข้าไปในลิฟต์ที่มาได้จังหวะเสียจนอยากจะสบถใส่สักคำสองคำ

“เกิดอะไรขึ้น ชานยอล?” พี่คยองซูที่นั่งทำงานอยู่มีท่าทีตกใจที่อยู่ดีๆ หัวหน้าบยอนก็วิ่งออกมาจากห้องทำงานของตัวเองตามด้วยเขาที่บอกว่าจะเข้าไปส่งงานแต่กลับวิ่งตามออกมาด้วย

คนทั้งแผนกต่างให้ความสนใจกับเรื่องนี้ ทุกคนไม่เคยเห็นหัวหน้าโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงขนาดนั้นมาก่อนเลย และสายตาของทุกคนจับจ้องมาทางเขาที่ไม่รู้ว่าควรจะตอบคำถามที่รุ่นพี่ถามว่าอย่างไรดี

“ผม...” เขากำลังคิดหนักว่าจะทำยังไงต่อดี ไม่ได้คิดเลยยว่ามันจะออกมาเป็นแบบนี้

“เราทำอะไรชานยอล?”

จะทำยังไงดี แผนที่คิดมามันล่มไม่เป็นท่าเพราะหัวหน้าดันโกรธขึ้นมาซะก่อน แต่ถ้าแผนนี้ใช้ไม่ได้ มันก็คงเหลือแผนเพียงแค่แผนสำรองที่ไม่คิดว่าจะต้องใช้แบบนี้ เขาไม่อยากจะโกหกใคร แต่ถ้าเกิดว่ามันจำเป็น...

“ผมผิดเองครับพี่คยองซู” ชานยอลพูดกับพี่ร่วมงานที่กำลังงงว่ามันเกิดอะไรขึ้น “ผมคิดว่าคงจะอยู่ที่นี่ได้ถึงแค่สิ้นเดือนนี้”

“เดี๋ยวชานยอล นายพูดว่าอะไรนะ?”

“ผมจะลาออกครับ”

แผนนี้ต้องใช้ได้ ถ้ามันใช้ไม่ได้ก็จะถือว่าชานยอลคิลบอสไม่สำเร็จทั้งที่พี่จงอินปูทางมาแล้วให้เป็นอย่างดี และคงต้องออกจากงานทั้งที่ตั้งใจว่าจะทำไปอีกนาน เขารู้ตัวว่าตัวเองกำลังทำอะไรและตัดสินใจดีแล้ว

ไม่รู้เหมือนกันว่าความรู้สึกนี้มันคืออะไร แต่พอรู้ว่าหัวหน้าชอบกันขึ้นมา หัวใจมันก็เต้นผิดจังหวะไปในทางที่สุขกว่าเก่า แถมยังคิดว่าหัวหน้านั้น...น่ารักอีกต่างหาก ความรู้สึกที่อยากจะเอาใจหัวหน้าตั้งแต่ก่อนหน้านี้ มันจะเรียกว่าชอบเหมือนกันได้รึเปล่า?

เขาตั้งหน้าตั้งตาทำงานที่ค้างอยู่ให้เสร็จพร้อมกับเตรียมซองขาวไว้ยื่นให้หัวหน้าเซ็นแล้วส่งไปแผนกบุคคลทีหลัง เขาจำเป็นต้องใช้ของจริงในการทำการครั้งนี้ ถ้าหัวหน้าจะเซ็นให้จริง ๆ เขาก็ต้องยอมรับ และคงต้องกลับไปทำงานกับที่บ้านเพราะทำงานไม่ผ่านกำหนดสามเดือนแรก

“ชานยอล”

“ครับ พี่คยองซู”

“นายจะลาออกจริงๆเหรอ?” คยองซูมองรุ่นน้องที่เพิ่งเข้ามาทำงานได้ไม่นานแต่ก็ต้องออกเพราะเรื่องอะไรก็ยังไม่รู้เลย

“ครับ”

“ลองไปคุยกับหัวหน้า...”

“ถ้าหัวหน้ากลับมาแล้วฝากพี่คยองซูยื่นซองให้ด้วยนะครับ เดี๋ยวผมไปส่งงานที่แผนกคลังแล้วคงอยู่รอเอางานมาให้เลย”

“เอ่อ...โอเค ๆ” คยองซูพยักหน้ารับคำของรุ่นน้องที่ตอนนี้เดินถืองานออกจากแผนกไปแล้ว

อะไรกันวะเนี่ย ทำอะไรไม่ได้เลย ท่าทางมั่นใจเหมือนคิดมาจากบ้านว่าจะลาออก ตกลงมีเรื่องอะไรกันก็ยังไม่รู้ น้องมาทำงานแค่เดือนกว่าๆแบบนี้ ถ้าลาออกจะเสียเครดิตอะไรบ้าง น่าสงสารจริงๆ

บรรยากาศภายในแผนกนั้นค่อนข้างอึมครึมโดยเฉพาะสาวๆที่รู้ว่าน้องชานยอลจะลาออก อาหารตาอาหารหัวใจที่ทำให้กระชุ่มกระชวยในเวลางานนั้นไม่มีอีกแล้ว ต่อไปจะมองใครถ้าไม่ได้มองน้องชานยอล

หลังจากน้องชานยอลไปไม่ถึงสิบนาที หัวหน้าบยอนก็กลับมาในแผนกพร้อมกับสีหน้านิ่งเฉยจนคนในแผนกไม่กล้าจะพูดคุยด้วย คยองซูแอบเห็นหัวหน้าชำเลืองมองโต๊ะของน้องชานยอลเล็กน้อย ก่อนจะเดินเข้าห้องของตัวเองไป พอเห็นแบบนั้นเขาเลยหยิบซองที่น้องฝากไว้ไปยื่นให้หัวหน้าที่ห้องทันที จะให้เสียเวลาไปมากกว่านี้ไม่ได้ เผื่อว่าหัวหน้าจะช่วยแก้ไขอะไรให้ทัน ถึงน้องจะเพิ่งเขาได้หนึ่งเดือน แต่ว่าเขาก็ดูแลน้องมาตลอด คอยช่วยเหลือกันในเรื่องงาน มาออกกะทันหันแบบนี้ ทำใจไม่ได้

“หัวหน้าครับ...”

“อะไร?” แบคฮยอนขมวดคิ้ว “งานมีปัญหาอะไร?”

“ไม่ครับ คือชานยอลฝากผมมาให้หัวหน้า” เขาวางซองขาวที่น้องฝากไว้ให้บนโต๊ะทำงานของหัวหน้าของเขา “จดหมายลาออกครับ”

“...”

“คือผมไม่รู้เหมือนกันว่ามีเรื่องอะไรแต่ว่า...”

“ออกไปก่อน” หัวหน้ามองซองขาวนั่นอย่างไม่ละสายตา “ออกไปเถอะ เดี๋ยวฉันจัดการเอง”

“ครับ” คยองซูโค้งเล็กน้อยก่อนจะออกจากห้องไป

ตาเรียวเล็กที่ปกติแววตานั้นจะเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นในการทำงานนั้นกลับมองซองจดหมายสีขาวด้วยใจที่อ้อนล้า เขากุมขมับตัวเองพลางถอนหายใจเพราะความเครียดแล้วอาการปวดเหน็บที่หัวใจ ปาร์คชานยอลจะไปแล้ว จะจากเขาไปทั้งที่โอกาสที่เขารอคอยมาเนิ่นนานหลายปีเพิ่งเดินทางมาถึง ทั้งที่เขายังไม่เคยได้เดินหน้าเรื่องหัวใจ ไม่เคยได้ทำอะไรที่อยากทำเลยด้วยซ้ำ

ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรที่ทำแบบนี้ เขาคิดสะระตะไปต่างๆนานาด้วยหลายเหตุการณ์ระหว่างเราที่อาจจะทำให้ปาร์คชานยอลหมดความอดทน เรื่องที่เขาแกล้งใช้งานนอกเรื่องนอกราว เรื่องที่พูดจาไม่ดีไม่สมกับความอาสุโสที่มี หรืออาจจะโกรธที่เขาคิดเรื่องแย่ๆอย่างการส่งเพื่อนเข้าไปเป็นมือที่สามในชีวิตคู่ของชานยอล ถึงเขาจะบอกกับตัวเองว่าจะไล่เด็กนี่มันออก แต่เอาเข้าจริงแล้วเขาไม่เคยอยากให้ปาร์คชานยอลกลับบ้านไปด้วยซ้ำ เพราะอย่างน้อยเราก็ได้อยู่ในสถานที่เดียวกัน แค่หนึ่งนาทีก็ยังดี

ใคร...ใครที่พอจะช่วยให้เขาดึงรั้งสถานการณ์นี้ได้ ใครที่พอจะช่วยให้ชานยอลไม่ไปจากเขา ถึงน้องมันจะมีแฟนแล้ว แต่ว่าเขา...

เขาก็แค่ปากไม่ตรงกับใจ เขาไม่อยากเสียชานยอลไปเลยจริงๆ

ความเครียดทำให้เขาคิดวิธีแก้ปัญหาไม่ได้เลย ไม่ว่าวิธีอะไรก็คิดไม่ออกเรื่องหัวใจไม่ใช่เรื่องงานที่เขาจะแก้ไขได้ทุกความผิดพลาดที่เกิดขึ้น ถ้าเกิดว่าเขาได้มีเวลาเตรียมตัวสักนิดว่าเรื่องแบบนี้จะเดินทางมาถึงให้เขาได้แก้ไขมัน เขาคงจะทำ...เตรียมตัว? คนที่บอกให้เขาหาอะไรมาป้องกันตัว ไม่แน่ว่าอาจจะอะไรของมันสักอย่าง

เขากดโทรศัพท์หาเพื่อนสนิทที่คงทำงานอยู่ รู้ดีแก่ใจว่าโทไปแล้วอาจจะเจอคำว่าไม่ว่าง ทำงานหรืออะไรก็ตามแต่ แต่เขาต้องการความช่วยเหลือในตอนนี้ ตอนที่เขาไม่รู้จะหันไปพึ่งใครแล้ว

(อะไร)

“จงอิน ช่วยกูด้วย!” เขาลุกลนเมื่อเพื่อนรับสาย แสดงความต้องการของตัวเองออกไปในทันใด “น้องชานยอลของกูจะลาออก น้องส่งซองขาวมาแล้ว!”

(ฮะ?)

“คือเมื่อเช้าน้องเข้ามาหากู แล้วบอกว่าได้ยินเรื่องที่กูคุยกับมึงเมื่อวานที่ร้านเหล้า” เพราะว่าเพื่อนไม่เข้าใจ เขาจึงต้องเล่าให้ฟัง “กู...ก็ไม่ยอมรับ แต่มึงจะให้กูยอมรับได้ยังไงวะ ก็กู—”

(ก็มึงมันเป็นประเภทขี้ขลาดแต่เอามาบ่นกับเพื่อนทีหลังไง แล้ว?)

“แล้วน้องเขาก็ฝากคนยื่นซองขาวมาให้กู” เขาขี้ขลาดแล้วมันยังไง ใครมันก็เคยขี้ขลาดกันทั้งนั้นแหละ ไม่เห็นจะแปลก “ก็เลยโทรมาหามึงว่าควรจะทำยังไง”

(ทำอะไร?)

“ก็ทำอะไรก็ได้ที่ทำให้น้องอยู่กับกู ไม่ลาออกไปไง!” ทำไมเพื่อนมันถึงเข้าใจยากแบบนี้วะ เรื่องแบบนี้น่าจะเดากันได้ เป็นเพื่อนกันมาตั้งนาน

(เมื่อเช้ามึงบอกกูว่าไม่สนหรอกว่าน้องชานยอลเป็นยังไง จะไปตายที่ไหนก็ไปไม่ใช่ไง?)

“กูไม่รู้ กูจำไม่ได้” เขาก็จำได้แหละเออ แต่...ไม่ยอมรับ!

(ไปคุย พูดความจริงซะ)

“ไม่ได้! กูโทรมาหาเพื่อให้มึงหาทางช่ว—”

(ไม่ได้ก็เชิญคร่ำครวญต่อไป มึงก็เห็นแล้วว่ามันไม่เคยมีอะไรดีขึ้นเลย)

“แต่...”

(แค่นี้นะ มีการมีงานทำ)

“จงอิน! จงอิน!”

แบคฮยอนเกือบจะปาโทรศัพท์ทิ้งถ้าเกิดว่าห้ามใจตัวเองไม่ได้ สะกดกลั้นอารมณ์ตัวเองไม่อยู่ เขาพยายามตั้งสติ จดจ้องอยู่กับเรื่องภายในใจและบอกตัวเองว่าอย่าเพิ่งโกรธ อย่าเพิ่งโมโหเด็ดขาด ถ้าเกิดว่าเขาสติแตกเขาจะแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ไม่ได้ น้องชานยอลจะไป เขาจะเสียน้องชานยอลไป เขาต้องตั้งสติ ตั้งสติ!

แต่ว่ามัน...ไม่มีทางไหนเลยที่เขาจะรั้งไว้ ห้ามไม่ให้ไป เขาไม่มีเรื่องไหนจะอ้างได้นอกจากการพูดความจริงอย่างที่จงอินบอก แต่เขาบอกไปแล้วยังไง มันไม่ได้ช่วยให้น้องไม่ไปจากเขาหรอก แต่เขาไม่มีทางเลือกแล้ว เขาไม่เคยมีมันเลยสักครั้ง ตอนนี้ที่ทำได้มีเพียงแต่การพูดออกไปและรอฟังคำตอบของรุ่นน้องคนนี้ว่าจะอยู่ที่นี่เพื่อเขาได้ไหม

ไม่ต้องชอบกันก็ได้ แค่ขอให้เขาได้เห็นหน้าทุกวันก็พอแล้ว

สิ่งที่เขากำลังทำมันอาจจะผิดกฎบริษัทไปสักนิด แต่สิ่งที่เขาต้องการในตอนนี้คือความกล้าในสิ่งที่กำลังจะลงมือทำ และแอลกอฮอล์ที่อยู่ในรูปของขวดเหล้าขวดเล็กๆที่ถูกเก็บเอาไว้ในลิ้นชัก ปกติแล้วเขามักจะพึ่งและใช้มันหนึ่งอึกเวลาที่มีปัญหาเรื่องงานและบริษัทสั่งให้เขาต้องแก้ไขมันให้ภายในระยะเวลาที่คนปกติทำให้ไม่ได้ แต่ว่าเขาทำให้ได้เพราะว่าเขาต้องทำงานให้สมกับที่อยู่ในตำแหน่งหัวหน้าแบบนี้

แต่วันนี้มันไม่เกี่ยวกับการเงินหรือบัญชี แต่มันเกี่ยวกับหัวใจของเขา และมันทำให้เขาใช้มันมากกว่าปกติ...เขาใช้มันทั้งขวดเลย

“คยองซู ปาร์คชานยอลไปไหน ?” แบคฮยอนเดินออกจากห้องทำงานของตัวเอง ถามลูกน้องที่กำลังทำงานอยู่อย่างขะมักเขม้น

“อยู่ที่แผนกคลัง—หัวหน้ารีบวิ่งไปไหนครับ หัวหน้า!”

ลิฟต์ที่กดแล้วไม่มาสักทีนั้นช้าเกินไปสำหรับเขา บันไดจึงเป็นทางเลือกต่อไปที่เลือกใช้ในการนี้ การวิ่งลงไปชั้นล่างนั้นไม่ใช้ปัญหาเลย เขากระโดดข้ามบันไดสองสามขั้นทั้งที่ไม่เคยทำมาก่อน ไม่ห่วงว่าตัวเองจะล้มคว่ำหรือจะสะดุดขาตัวเองกลิ้งลงไปแทน เขาก็แค่อยากไปถึงให้เร็วที่สุดเพราะว่ามันอาจจะมีเวลาเพิ่มสักนาทีที่เขาจะได้พูดคุยกับชานยอล

เหล้าสร้างความฮึกเหิมให้เขาได้อย่างไม่น่าเชื่อ ความกังวลถูกแทนที่ด้วยความต้องการในใจ เขากัดฟันแล้วบอกตัวเองว่าใครก็จะมาเอาปาร์คชานยอลไปจากเขาไม่ได้ จะสวยเป็นนางฟ้าหรือมาจากสวรรค์ชั้นไหนก็ทำไม่ได้เพราะว่าเขาจะไม่มีวันยอม ไม่มีวัน!

ถ้าจะต้องเสียไป...ก็ไม่ต้องกลัวอะไรอีกแล้ว

“ปาร์คชานยอล มานี่เดี๋ยวนี้!” การวิ่งลงจากบันไดแล้วตรงเข้าไปในแผนกนั้นทำให้เห็นเด็กตัวสูงที่ยืนอยู่ไม่ห่างมากนัก แต่ถึงจะเห็นหน้ากันแล้วเขาก็หยุดเสียงตัวเองไม่ได้ “มานี่นะ!”

เด็กนั่นหันมามองเขาเล็กน้อยก่อนจะหันไปหาคนที่ตัวเองยืนอยู่ด้วย การก้มลงให้คนตรงหน้านั้นทำให้เขารู้ว่าเผลอทำเรื่องไม่สมควรเข้าให้แล้ว

การมาปรากฎตัวอย่างน่าเหลือเชื่อของหัวหน้าบยอนแบคฮยอนนั้นทำให้ชานยอลยิ้มกริ่มในใจ ท่าทางการตะโกนและสีหน้าที่เห็นนั้นทำให้คิดได้ว่าจดหมายลาออกมันเป็นอาวุธที่ยอดเยี่ยมจริงๆ อาการหอบหายใจและท่าทีที่เหนื่อยอย่างเห็นได้ชัด มองมาจากไหนก็รู้ว่าวิ่งมาเห็นๆ

“ขอโทษนะครับ หัวหน้าผม...”

“ไปเถอะ ท่าทางมีเรื่องด่วน เดี๋ยวอันนี้ให้คนในแผนกไปส่งให้”

“ขอบคุณครับ”

ขณะเดินไปหาหัวหน้าชานยอลก็ยิ้มกว้างอยู่ในใจ ยิ้มภายใต้ใบหน้าที่เรียบเฉยของตัวเองนั่นแหละ ท่าทีหันซ้ายหันขวาของหัวหน้าทำให้เขาอดหัวเราะอยู่ในใจไม่ได้ อยากจะพูดว่ามันไม่มีใครเห็นหรอกครับแต่ก็ต้องเก็บเอาไว้ ปล่อยให้ตัวเองโดนคว้าแขนเอาไปจับไว้แน่น ลากเข้าไปในห้องน้ำชายที่อยู่ข้างลิฟต์ เสียงเบาๆจากการล็อคประตูทำให้เขาหลุดยิ้มออกมาแต่ก็เก็บมันได้ทันเมื่อหัวหน้าหันมาเผชิญหน้า จ้องกันด้วยสายตามุ่งมั่น

ไม่รู้ว่าการทำแบบนี้มันเข้าทางเขาหรือหัวหน้า ไม่รู้เลยจริงๆ

“พี่คยองซูให้ใบลาออกของผมกับหัวหน้าแล้วใช่ไหมครับ” เขาเริ่มต้นพูดก่อน เพราะถือคติในใจว่าเริ่มก่อนได้รู้จักเกมก่อน ได้เปรียบมากกว่า “หัวหน้าคง—”

การพุ่งเข้ากอดกันของร่างเล็กสูงไม่เกินร้อยเจ็ดสิบห้าเซนติเมตรนั้นทำให้เขาพูดอะไรต่อไม่ถูก เริ่มพูดก่อนได้เปรียบแต่โดนแบบนี้ก็ไปไม่เป็นเหมือนกัน คนที่ใช้การแกล้งบังหน้าแล้วพูดความรู้สึกของตัวเองเวลาเมาจะกล้าทำอะไรแบบนี้ด้วย?

“ไม่เอานะ ไม่ให้ลาออกนะ” หัวหน้าพูดเสียงอู้อี้เพราะเอาหน้ากดกับเสื้อของเขา “อย่าลาออกนะ ไม่เอา”

“ทำไมล่ะครับ?”

“ฉะ..ฉันไม่รู้ ห้ามออก! นี่เป็นคำสั่ง!”

จอมเผด็จการก็ยังคมเป็นจอมเผด็จการ เสียงอ่อนใส่เขาไม่กี่ประโยคก็กลับมาออกคำสั่ง ตะโกนใส่กันเหมือนเดิม

“ผมไม่รับฟังคำสั่งที่ไม่มีเหตุผลครับ ถ้าหัวหน้าจะทำตัวแบบนี้—”

“นายต้องฟัง ฉันไม่ให้ออก!” หัวหน้าเสียงดังกว่าเดิม “ไปเลิกกับแฟนด้วย แผนกของฉันไม่อนุญาตให้มีแฟน!”

“ทำไมล่ะครับ ผมต้องการเหตุผล” เขาก้มมองคนที่ผละออกจากเขา เงยหน้าขึ้นมามองด้วยแววตาแข็งกร้าว “จะมาบังคับกันแบบนี้ไม่ได้”

“ไม่มี!”

“ถ้าอย่างนั้นผมก็จะออก” การที่เขาทำท่าจะก้าวออกจากห้องน้ำทำให้หัวหน้ารีบกางแขนขวางเอาไว้ทันที “หัวหน้า”

“ไม่ให้ไป! บ้าเอ๊ย...นายก็แค่อยู่” หัวหน้าแบคฮยอนหลับตาลงตรงหน้าเขา “ได้ไหม?”

“...”

“อยู่กับฉัน ทำงานกับฉัน อย่าไปไหนเลยนะ...”

“ทำไมและเพราะอะไรล่ะครับ?”

“ทำไมถึงได้ถามมากแบบนี้เนี่ย!”

“หัวหน้าจะมาเอาแต่ใจใส่ผมด้วยเสียงแบบนั้นมันไม่ได้ผลหรอกนะครับ ผมต้องการเหตุผลที่จะทำให้ผมอยู่ที่—”

“ฉันชอบนาย! ฉันแอบชอบนายอยู่พอใจรึยัง!” หัวหน้าจอมแก่นของเขาตะโกนลั่นห้องน้ำ “มีแฟนแล้วก็จะชอบ นายมาเป็นลูกน้องฉันแล้วก็ต้องเป็นตลอด เป็นแฟนคนอื่นก็ไม่ได้ด้วย ไปเลิกเลยนะ!”

“หัวหน้าพูดว่า...ชอบผมเหรอครับ?”

ตีให้ตาย เราต้องตีบอสให้ตายคาอก ตีให้จมอกไปเลย

เหมือนกับตอนนี้ที่เขาก้าวเข้าไปกอดหัวหน้าบยอนแบคฮยอนที่ร้องไห้งอแงไม่สมกับการเป็นหัวหน้า เหมือนเด็กที่บอกให้งดอมยิ้ม บอกว่าวันนี้สายไหมไม่ขาย รถของเล่นก็ไม่มีแล้ว ร้องไห้ได้เหมือนเด็กจริงๆ

“เออ ชอบมาก ฮึก ระ..รู้ว่าไม่สวย แต่อย่าลาออกเลยนะ เผื่อว่านายทำงานไปแล้วจะเลิกกับแฟน”

“เลิกกับแฟนแล้วยังไงล่ะครับ หัวหน้าจะเข้ามาปลอบผมแล้วจีบผมต่อรึไง?”

“ชะ...ใช่! จะทำแบบนั้น แล้วนายก็ต้องให้จีบแล้วก็ต้องตกลงเป็นแฟนด้วย!”

อาการกดหน้าลงเสื้อเชิ้ตสีขาวของเขา ถูหน้าไปมาและการพูดเสียงอู้อี้แสนน่ารักนั่นทำให้เขายิ้มกว้างออกมาเพราะกลั้นมันไม่อยู่ แต่หัวหน้าไม่มีทางเห็นมันเพราะเอาแต่กอดเขาแน่นแบบนี้ จะไปเห็นได้ยังไงกัน

“หัวหน้า”

“ถึง...ถึงอยากจะปลอบตอนเลิกกับแฟน แต่ปลอบตอน...ตอนนี้เลยได้ไหม?” คนร้องไห้เหมือนเด็กสะอื้นฮึกฮัก “เลิกเถอะนะ ได้ไหม...”

“ถ้าอย่างนั้น...ผมขอปลอบหัวหน้าก่อนก็แล้วกัน”

ประโยคของเขาคงไปสะกิดอะไรในความคิดของหัวหน้าแบคฮยอนเข้า เจ้าตัวถึงได้ผละออกจากเขา มองกันด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยและความรู้สึกเศร้าๆที่เจือปนอยู่ในนั้น และแน่นอนว่ามันมีความโกรธและความมุ่งมั่นอยู่ด้วย

“ผมกับผู้หญิงคนนั้นที่หัวหน้าเห็นเราไม่ได้เป็นอะไรกันครับ เธอเป็นเพื่อนกับผม เราเป็นเพื่อนกันครับ”

“นะ...นี่!” การก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวและหน้าตาตื่นตระหนกทำให้เขานึกสนุกไม่น้อยเลยทีเดียว

“วันนั้นเธอเมาแล้วก็เอนมาซบผม ผมเองก็เป็นเพื่อนกับเธอเลยไม่อยากจะผละออก อีกอย่าง...เธอมีแฟนแล้วล่ะครับ”

“...”

“มีแต่ผมเนี่ยแหละที่ยังไม่มีใคร ถ้ายังไงหัวหน้าอยากมี...”

“นายหลอกฉัน!”

“ผมไม่ได้หลอก หัวหน้าไม่ยอมถามนี่”

“ฉันไม่ถามนายก็ควรจะพูดสิ ไอ้เด็กเจ้าเล่ห์ ไว้ใจไม่—อื้อ!”

ริมฝีปากเล็กที่แดงจัดจากอาการสะอื้นไห้นั้นทำให้เขาอดใจไม่ไหวที่จะก้มลงไปสัมผัสมันด้วยอวัยวะเดียวกัน อาการต่อต้านนั้นไม่เกิดขึ้นแม้แต่วินาทีเดียว เพราะสิ่งที่เขารับรู้มีแต่อาการตั้งตัวไม่ทัน และการจูบตอบฉบับคนอายุมากกว่าที่ทำให้มันเป็นสัมผัสที่สุดแสนจะเป็นผู้ใหญ่ ริมฝีปากที่แนบชิดและผลัดเปลี่ยนลมหายใจกันอย่างเร่าร้อน รสหวานติดปลายลิ้นและรสขมปร่าที่ไม่ได้คาดคิดมาก่อนว่าจะได้ลิ้มรสในช่วงเวลาแบบนี้

“พี่กินเหล้ามา?” เขาจูบซับบริเวณมุมปากของหัวหน้าตัวเล็กคนนี้ “ถึงได้ว่า...เก่งจริงๆ”

“เก่งอะไร อย่ามาพูดจาแบบนี้นะ” คนแก่กว่าหน้าแดงจัดจากรสจูบที่ทำให้หัวใจเต้นแรง “...เพราะนายนั่นแหละ”

“ผมทำไมครับ?” ชานยอลกดริมฝีปากลงไปแรงอีกหนึ่งทีเพราะความหมั่นไส้ “ผมทำอะไร?”

“หยุดจูบฉันได้แล้ว! ก็นายส่งซองขาวมาแบบนั้น...”

“ฉีกทิ้งเลยครับ ออกไปไหนไม่ได้แล้วล่ะ”

คำพูดของเขาสร้างรอยยิ้มให้กับคนตรงหน้าที่เอียงตัวหลบจูบจากเขาอย่างไม่ใส่ใจนัก ก่อนที่แววตาเศร้าจะแสดงออกมาให้เห็นจนเขาต้องหยุดการเล่นของตัวเองแล้วรอว่าหัวหน้าต้องการจะพูดหรือบอกอะไร

“แต่นาย...” อาการหลับตาลงและถอนหายใจทำให้เขาจดจ่อที่จะฟัง “นายไม่ได้ชอบฉัน...”

“มันอาจจะไม่เท่าที่พี่ชอบผม แต่ผมก็คิดว่าผมชอบพี่” ชานยอลไม่ลังเลใจที่จะพูดมัน เขารู้สึกก็คือรู้สึก ถึงมันจะไม่มากแต่มันไม่ได้น้อยเลยสักนิด “กว่าจะถึงตอนนั้น...พี่ช่วยรอผมหน่อยนะ”

“ฉันรอได้...” หัวหน้าพยักหน้าลงเบาๆ “แค่นี้ก็ดีแล้ว”

“ผมชอบจริงๆนะ อย่าคิดว่าผม—”

“ฉันไม่ได้คิดอะไรทั้งนั้นแหละ เอ่อ...ไม่สิ...”

“อะไรครับ?” เขาถามคนในอ้อมกอดที่ดูท่าจะมีเรื่องสงสัยอีกแล้ว

“งั้น...คือนายก็โสดใช่ไหม?”

“ไม่โสดสิ...” ปาร์คชานยอลยิ้มกว้างก่อนจะก้มลงไปจูบคนตรงหน้าให้หายมันเขี้ยวคนน่ารักอีกสักที “ก็เป็นแฟนพี่แล้วไง”

 

 

 

 

(never end.)

#ดซชานแบค

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 659 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

6,131 ความคิดเห็น

  1. #6035 pakawadeepeemmy (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 30 มิถุนายน 2563 / 12:05

    น่านักมาก
    #6,035
    0
  2. #6019 paerkam (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 27 พฤษภาคม 2563 / 02:04
    เรื่องนี้น่ารักมากก อ่านไปยิ้มไปฟิลกู้ดสุดๆ
    #6,019
    0
  3. #6013 ppxbbh (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 24 พฤษภาคม 2563 / 04:09
    โอ้ยยยยแต่ล่ะคนนนน5555555555555
    #6,013
    0
  4. #6002 Jennysupat18 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2563 / 13:47
    ดีมากกกกก จิกหมอนขาดหมดแล่วว555555
    #6,002
    0
  5. #6001 Jennysupat18 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2563 / 13:47
    ส้เสนนรรเดดเส
    #6,001
    0
  6. #5990 belle1502 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 15 เมษายน 2563 / 16:28
    น่ารักมากค่ะ
    #5,990
    0
  7. #5980 chnsss (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 12 เมษายน 2563 / 02:16
    แอร้ยยยยยยย น่ารักมากกกกก
    #5,980
    0
  8. #5975 White Sky (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 10 มีนาคม 2563 / 01:55
    กรี๊ดดดดด เขินนุบนิบหัวใจ
    #5,975
    0
  9. #5968 pcy__somsom (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2563 / 20:21
    ปาร์คชานยอลมันร้ายค่ะหัวหน้า
    #5,968
    0
  10. #5949 ggggg-ns (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 22 ธันวาคม 2562 / 22:40
    เขินนนไไๆๆๆๆไๆๆ
    #5,949
    0
  11. #5905 BangJae_ (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 16 ตุลาคม 2562 / 23:42

    อุ้แงงงงง เขินจะบ้าตายยย
    #5,905
    0
  12. #5864 NayunT (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 29 กันยายน 2562 / 11:42
    น่ารักกกกกกกกกก
    #5,864
    0
  13. #5789 Timmmmmmmm (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 17 กันยายน 2562 / 17:33
    เขิล มั่ยหวัยแร้ว
    #5,789
    0
  14. #5787 Nimuyk (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 17 กันยายน 2562 / 16:25

    โถ คุงบอสบยอน น่ารักจุงกะเบย

    ในที่สุด ก้อแฮปปี้เอ็นดิ้ง ^_^

    #5,787
    0
  15. #5772 mayyamcc (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 15 กันยายน 2562 / 02:26
    ไอบ้าาาา น่ารักมั่กๆๆๆๆ
    #5,772
    0
  16. #5541 Oillgnong (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 18 มีนาคม 2562 / 04:38
    น่ารักมากบ้าจริง
    #5,541
    0
  17. #5304 baccyah (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 20 มกราคม 2562 / 19:14
    น่ารักมาก
    #5,304
    0
  18. #5212 miaJongin (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 27 ธันวาคม 2561 / 23:15
    หัวหน้าบยอนคนน่ารักฮือๆๆๆๆ จะยอมแค่บยอนแบคฮยอนนะคะ คนอื่นละก็ฮึ่ยสู้ไม่ถอยแน่!
    #5,212
    0
  19. #5186 NanananananaNa (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2561 / 08:57
    กรี้ดๆ
    #5,186
    0
  20. #5135 sainam_ww (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 19 ธันวาคม 2561 / 10:13
    คิลเลย อ๊ายยยยยยยยยยยย
    #5,135
    0
  21. #5111 gift_tyr (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 17 ธันวาคม 2561 / 19:12
    แงงงงง น่ารักเป็นบ้าาาา
    #5,111
    0
  22. #4843 pupe. (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2561 / 13:59
    หัวหน้าคนซึน 5555555555 แสนน่ารักกกก
    #4,843
    0
  23. #4831 mbas2 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 9 ธันวาคม 2561 / 21:04

    ตายจ้าาาา
    #4,831
    0
  24. #4546 PCY_BBH_PLOY (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 22 พฤศจิกายน 2561 / 15:25
    โถถๆๆๆหัวหน้าาาาา
    #4,546
    0
  25. #4519 XMCB_BB (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 21 พฤศจิกายน 2561 / 16:49

    ถถถถ หัวหน้าาาาาา555
    #4,519
    0