(exo) SF/OS|Fill your heart with my DAISY ❁ Chanbaek

ตอนที่ 4 : ❁ my daisy

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 25,594
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 700 ครั้ง
    8 ก.พ. 63

 

 

 

my d a i s y

growing together, with love

 

 

ภายในโรงเรียนอนุบาลแห่งหนึ่งที่ปกติแล้วจะเต็มไปด้วยเสียงพูดคุยเจื้อยแจ้วและเสียงหัวเราะมากมาย เช่นเดียวกับห้องเด็กอนุบาล 2/5 ที่มักจะเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะของเด็กในยามที่เล่นสนุกกัน แต่ในวันนี้ทุกอย่างกลับแปรเปลี่ยนเป็นความเงียบงันเมื่อมีเด็กสองคนกำลังยืนเผชิญหน้ากัน ทั้งยังมีสายตาที่เต็มไปความรู้สึกอยากต่อสู้ ความรู้สึกที่อยากจะเอาชนะ

‘แกล้งเพื่อนทำไม?!’

‘ก็เราจะแกล้ง แบคฮยอนจะทำไม?!’

‘ถ้าจุนยองแกล้งเพื่อน เราจะฟ้องครู เราจะฟ้องแม่จุนยองด้วย!’

เด็กอนุบาลสองนามว่า บยอนแบคฮยอน นั้นกางมือออกทั้งสองข้างเพื่อปกป้องเพื่อนร่วมห้องคนหนึ่งที่เพิ่งย้ายเข้ามาเรียนใหม่ได้หนึ่งอาทิตย์ถ้วน แบคฮยอนมองเพื่อนคนนี้โดนแย่งของเล่นมาสองวันแล้ว ทั้งโดนแกล้งเวลาที่นอนแล้วก็โดนดึงเสื้อดึงกางเกงสารพัด ทั้งยังไม่มีใครเล่นด้วยเพราะกลัวจะโดนแกล้ง เห็นแล้วก็รู้สึกว่าอดทนไม่ได้ คุณแม่บอกแบคฮยอนเสมอว่าห้ามแกล้งเพื่อน เรายังไม่อยากถูกแกล้งก็ห้ามแกล้งใคร แล้วก็อย่าให้ใครมารังแกเพื่อนของเราด้วย

แบคฮยอนจะปกป้องเพื่อนด้วยชีวิตเลย!

‘ฟะ...ฟ้องแม่เหรอ?!’ หัวโจกประจำห้องอย่างจุนยองนั้นหน้าเปลี่ยนสี่ กำหมัดแน่นเพราะถูกขัดใจ ‘อะ...เอาคืนไปเลย ไม่เล่นแล้ว!’

รถของเล่นคันขนาดเท่าฝ่ามือนั้นลอยมากระแทกตัวแบคฮยอนที่ยืนขวางระหว่างจุนยองกับเพื่อนใหม่เอาไว้ ก่อนที่หัวโจกนิสัยไม่ดีจะวิ่งไปอยู่ที่มุมหนึ่งของห้อง ส่งสายตาให้แบคฮยอนที่กำลังหยิบรถของเล่นขึ้นมาจากพื้น ส่งให้เพื่อนใหม่ที่ยืนอยู่ข้างหลัง

‘อ่ะ...’ แบคฮยอนยื่นรถของเล่นให้ ‘ชื่ออะไรเหรอ?’

ดวงตากลมโตที่ฉายแววสดใสนั้นจ้องตาของแบคฮยอนกลับมา ก่อนจะเอื้อมมือมารับรถของเล่นไป

‘ชาน...ชานยอล’

‘เราชื่อแบคฮยอนนะ นี่อี้...อี้ชิงมานี่ก่อน’ แบคฮยอนเรียกเพื่อนที่ตอนนี้วิ่งไปเล่นบ้านของเล่นแล้ว ‘นี่อี้ชิง...มาจากญี่ปุ่น’

‘จีน เรามาจากจีน!’ เพื่อนสะบัดมือของแบคฮยอนให้พ้นจากตัว ‘เป็นเพื่อนกันมาหนึ่งปีแล้ว ทำไมจำไม่ได้!’

‘ก็มันยากนี่หน่า...’ แบคฮยอนเกาหัวก่อนจะส่งยิ้มให้เพื่อนใหม่นามว่าชานยอลที่ไม่ได้แสดงสีหน้าอะไรกลับมานอกจากการมองหน้าแบคฮยอนอยู่อย่างนั้น ‘เรามาเล่นด้วยกันนะชานยอล เรามีรถแบบนี้อีกสิบคันเลย!’

.

.

.

แบคฮยอนมองหน้าชานยอลที่กำลังตั้งใจทำโจทย์คณิตศาสตร์พลางสงสัยว่าคนที่ไม่ค่อยคุยกับใครตอนอนุบาลสองมันหายหัวไปไหนกัน

พอก้าวขึ้นสู่วัยประถมมาด้วยกัน มันก็เป็นหัวหน้าห้องหกปีซ้อน คุณครูทั้งรักทั้งเอ็นดูเพราะว่ามันเป็นคนดี มีน้ำใจ อาสาไปยกสมุดให้เสมอแม้ว่าคุณครูจะไม่ได้บอกก็ตาม ในณะที่แบคฮยอนนั้นไม่นอนก็แอบกินขนม แอบอ่านการ์ตูนในห้องเรียน ไม่ใช่ว่าแบคฮยอนเป็นคนไม่ดี แต่เขาเป็นคนดีไม่ทันไอ้ชานยอลมันต่างหาก จะทำตัวดีทีไรก็ไม่เคยทันมันที่ยกมือขึ้นได้ก่อนเขาไปเสียทุกที

จากประถมมาเป็นมัธยม อยู่ดี ๆ ชานยอลที่เรียนที่เล่นอยู่ด้วยกันทุกวันก็ตัวสูงขึ้น สูงขึ้น จนแบคฮยอนนั้นโตตามไปไม่ทัน ทั้งยังทำให้โมโหมากขึ้นตรงที่ว่าจะสูงขึ้นก็ไม่ว่าหรอก แต่จะทิ้งห่างกันไปเป็นสิบ ๆ เซนติเมตรแบบนี้ก็ไม่ได้ไหม กลายเป็นว่าเวลาต่อมาจากการที่พูดคุยกันได้ในระดับสายตาเดียวกัน เขากลับต้องเงยหน้าขึ้นพูดคุย ทั้งชานยอลยังต้องก้มลงมา ไม่รู้ทำไมถึงได้รู้สึกเสียศักดิ์ศรีนิด ๆ แต่ก็นะ...มันไม่ใช่ความผิดของชานยอลหรอก

จากคนพูดน้อยที่นั่งเล่นรถของเล่นเงียบ ๆ ก็เติบโตขึ้นเป็นคนยิ้มง่าย อัธยาศัยดี มีเพื่อนอยู่ห้องนั้นห้องนี้ รวมทั้งผู้หญิงที่ยิ้มเขิน หัวเราะและเอามือตีแขนกันเวลาที่มันเดินผ่าน ต้องยอมรับอีกแล้วว่าปาร์คชานยอลเป็นคนหน้าตาดี ดีกรีนักกีฬาฟันดาบของโรงเรียน จะมีใครมาชอบมาชมก็ไม่แปลกหรอก แบคฮยอนที่นั่งมองเพื่อนอยู่ตรงนี้ยังคิดว่ามันเป็นคนดีจริง ๆ เลย

“มองหน้ากูทำไม คิดถึง?”

“คิดถึงพ่อมึง”

แต่ใครจะรู้เล่าว่ากับแบคฮยอนแล้ว ชานยอลก็เป็นแค่มนุษย์ที่สูงใกล้เสาไฟ มีหูเป็นใบสำเภาเรือ พูดจาทีก็ระคายหูที ทั้งยังเป็นคนกวนตีนอีกต่างหาก อยากจะยกมือขึ้นต่อยสักทีให้กรามมันหัก จะได้เลิกคิดว่าตัวเองเท่เวลาทำแบบนี้ใส่เขาสักที มันน่ารำคาญ

“วันนี้มึงไปนอนบ้านกูดิ” ชานยอลหันมาชวนเขา “หายคิดถึงพ่อกูแน่นอน”

“กูคิดถึงหน้าพ่อตัวเองแล้วล่ะ ขอบใจ”

แบคฮยอนกลอกตาใส่ชานยอลที่ยิ้มกว้างกลับมา

ตอนนี้เราทั้งสองคนเรียนอยู่ระดับชั้นมัธยมปลายปีที่สองแล้ว แบคฮยอน ชานยอล และอี้ชิงที่รู้จักกันมาตั้งแต่อนุบาลสองก็ยังคงเรียนอยู่โรงเรียนเดียวกันและเป็นเพื่อนสนิทกันมาจนถึงทุกวันนี้ ปกติแล้วเราทั้งสามคนจะโชคดีได้เรียนห้องเดียวกันตลอด ยกเว้นในระดับชั้นมัธยมต้นปีสามที่แบคฮยอนโดนแยกออกจากเพื่อนให้ไปอยู่คนเดียว ตอนนั้นจำได้ว่าร้องไห้เสียใหญ่โต แต่ชานยอลก็สัญญาว่าจะไปกินข้าวด้วยทุกวัน แล้วก็จะรอรับกลับบ้านทุกเย็น ถึงได้กลับมาร่าเริงได้เหมือนเดิม ถึงแม้ว่าจะยังเศร้าหน่อย ๆ ก็ตามที่ไม่ได้เรียนกับเพื่อนที่ตัวเองอยากจะนั่งเรียนด้วย

ในการเรียนมัธยมปีที่ห้าของเรานี้ คนที่ตกเป็นคนโชคร้ายคืออี้ชิงที่ไม่ได้เรียนอยู่ห้องเดียวกัน แต่เพื่อนก็ไม่ได้เสียใจอะไรนัก ดูเหมือนไม่ได้รู้สึกอะไรเลยด้วยซ้ำ แถมยังพาเพื่อนใหม่มาแนะนำให้รู้จัก ให้มานั่งกินข้าวด้วยกัน เป็นเพื่อนที่เป็นเพื่อนกันเพราะมาตัวคนเดียวเหมือนกัน แบคฮยอนเองก็ยิ้มรับเพื่อนที่แนะนำตัวว่าตัวเองชื่อคยองซู ส่วนเพื่อนสนิทของคยองซูก็ไม่ใช่ใครที่ไหน เป็นจงอินที่นั่งเรียนอยู่ข้างชานยอลนั่นแหละ

“มึงไม่คิดถึงพ่อกูบ้างเหรอ?”

“สัดจงอิน พ่อส่งมาเรียนหนังสือก็เรียนไป”

“แบคฮยอนปากหมาเหมือนหน้าเลยว่ะ”

“เดี๋ยวเถอะมึง!” ถ้าไม่ติดว่าเรียนอยู่คงเขวี้ยงปากกาไปแล้ว “ชานยอล วันนี้ให้กูอยู่รอไหม?”

“อยู่ดิ ให้อยู่ทุกวันแหละ”

“งั้นวันนี้กูไปห้องสมุดก่อนนะ เดี๋ยวเย็น ๆ เดินไปหา”

“อะไรนะ กลิ้งไปหา?”

“เดินเว้ย!”

เป็นเรื่องปกติที่หลังเลิกเรียนแล้วแบคฮยอนจะอยู่รอชานยอลซ้อมฟันดาบเสมอเพราะว่าเราจะต้องกลับบ้านด้วยกัน ถึงเขาจะถามออกไปแบบนั้นแต่ก็รู้อยู่แก่ใจว่าคำตอบจะเป็นเช่นไร มีเพียงแค่บางวันที่เจ้าตัวจะต้องอยู่ซ้อมจนมืดค่ำจริง ๆ ถึงจะบอกให้เขากลับไปก่อน แต่ว่ามันก็ไม่เกิดขึ้นบ่อยนักหรอก อาจจะสักประมาณ...หนึ่งในสิบ

หลังจากเลิกเรียน แบคฮยอนก็ไปใช้เวลาอยู่ที่ห้องสมุดของโรงเรียน เลือกหนังสือนิยายออกมาจากชั้นสักเล่มก่อนจะทิ้งตัวลงบนเก้าอี้เพื่ออ่านมันฆ่าเวลารอชานยอลซ้อมกีฬา จนกระทั่งนาฬิกาบอกเวลาห้าโมงเย็นและเป็นเวลาที่ห้องสมุดจะปิดนั้น เขาถึงได้พาตัวเองเดินออกมาข้างนอก มุ่งหน้าก้าวเท้าไปยังโรงยิมที่เพื่อนสนิทของตัวเองกำลังฟันดาบอยู่ ในมือถือหนังสือที่ทำการยืมเรียบร้อยออกมาแล้วด้วยเพราะเสียอย่างไรชานยอลก็เลิกซ้อมตอนหกโมงเย็น เขาเองก็ฆ่าเวลาด้วยการอ่านหนังสือนิยายทุกวัน ไล่อ่านไปเรื่อย ๆ ตั้งแต่เรื่องลึกลับ เรื่องแฟนตาซี เหลือเพียงนิยายโรแมนติกเท่านั้นที่ยังไม่เคยลองอ่าน แบคฮยอนไม่ค่อยชอบมันเท่าไหร่ด้วยเลยไม่ยอมเปิดใจกับมันเสียที

ที่โรงยิมนั้นปรากฏร่างของชานยอลที่อยู่ในชุดลำลองสำหรับฝึกซ้อม ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ชานยอลไม่เหมือนเด็กมัธยมปลายเลยสักนิด ร่างกายที่สูงใหญ่เพราะการเล่นกีฬาแบบนั้นมันทำให้แบคฮยอนนึกอยากจะออกกำลังกายบ้าง แต่สุดท้ายก็ทิ้งตัวลงนอนบนเตียง เหมือนที่ตอนนี้ทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ ก้มหน้าก้มตาอ่านนิยายในมือโดยที่ไม่สนใจสิ่งรอบข้าง เอาไว้ถ้าชานยอลซ้อมเสร็จแล้ว มันก็เดินมาตามเขาเองแหละ

ความสนใจของเขายังคงอยู่ที่นิยายเล่มเดิมจนกระทั่งรู้สึกได้ว่าบรรยากาศโดยรอบมันแปลกไป เสียงที่มักจะอึกทึกครึกโครมตลอดเวลาเพราะซ้อมกีฬานั้นเงียบหายไปอย่างผิดปกติ และนั่นทำให้แบคฮยอนเงยหน้าและมองตรงไปยังชานยอลที่ตอนนี้กำลังมีผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่ตรงหน้า ในมือมีกล่องของขวัญสีแดงที่ตอนนี้กำลังยื่นไปให้เพื่อนของเขาที่กำลังยืนเกาท้ายทอยแก้เก้ออยู่ตรงนั้น

คลับคล้ายคลับคลาว่าจะเป็นคนน่ารักที่เพื่อน ๆ พูดถึงกัน ถ้าจำไม่ผิดแล้วล่ะก็น่าจะอยู่ระดับชั้นมัธยมปลายปีที่หนึ่ง บอกว่าหน้าน่ารักจิ้มลิ้ม ยิ้มแล้วก็ละลายไปทั้งใจ แต่สงสัยก็คงจะต้องเจ็บที่หัวใจไปอีกหนึ่งเพราะว่าเพื่อนของแบคฮยอนน่ะ...

“อ้าวพี่ มาตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย?”

“นานแล้ว” เขาตอบรุ่นน้องอย่างเซฮุนที่เดินเข้ามาในโรงยิมพร้อมกับโคล่าขวดใหญ่

“พี่มองอะ—อ๋อ คนนี้นี่เอง สารภาพรักสักที ผมก็ลุ้นอยู่ว่าจะมานั่งอยู่นานไหม”

“ทำไมวะ?”

“อ้าว พี่ชานยอลไม่เล่าให้พี่ฟังเหรอ?”

“ไม่นะ ไม่เคยได้ยิน”

“คนนี้น่ะมีหวัง วันก่อนพี่ชานยอลก็—นั่นไง!”

เสียงของเซฮุนยังไม่ทำให้แบคฮยอนตกใจมากเท่ากันการที่ชานยอลรับของของน้องผู้หญิงคนนั้นเอาไว้ก่อนจะเอื้อมมือไปลูบศีรษะเบา ๆ เสียงโห่ร้องของผู้ชายทั้งโรงยิมดังขึ้นเช่นเดียวกับโอเซฮุนที่กำลังเป่าปากเปี้ยวไม่หยุด ทั้งที่เขาน่ะ...

ทั้งที่เขา...รู้สึกเหมือนหัวใจจะหยุดเต้นไปเสียดื้อ ๆ

“ผมว่าก็ดูเหมาะสมกันดี—อ้าว พี่จะไปไหนอ่ะ พี่ชานยอลยังไม่เลิกซ้อมเลย”

“พอดี...นึกได้ว่ามีธุระน่ะ” แบคฮยอนตอบทั้งที่ไม่มองหน้า “ไปก่อนนะ”

“พี่ไม่บอกพี่ชานยอลก่อนล่ะ พี่ชานยอล!”

เสียงตะโกนลั่นของโอเซฮุนจอมแก่นที่เขาห้ามเอาไว้ไม่ได้นั้นทำให้เจ้าของชื่อหันมามองเขาที่กำลังเตรียมจะออกไปจากโรงยิม ทั้งน้องผู้หญิงคนนั้น...ก็ยังหันมามองเขาด้วยเช่นเดียวกัน

มือข้างหนึ่งถูกยกขึ้นเพื่อห้ามไม่ให้เพื่อนที่กำลังเดินเข้ามาหานั้นใกล้กันไปมากกว่านี้ ก่อนที่แบคฮยอนจะส่งยิ้มให้พร้อมกับการส่ายหน้า เชิงว่าไม่ต้องเข้ามาหรอก ไม่เป็นไร

ไม่เป็นไรหรอก

ไม่เป็น...อะไรเลย

 

 

 

 

 

 

ชานยอลทิ้งตัวลงนั่งบนโต๊ะม้าหินอ่อนหน้าตึกเรียน ที่นั่งประจำของกลุ่มเพื่อนที่ตอนนี้มีสมาชิกห้าคนถ้วน ได้แก่ตัวเขาเอง แบคฮยอน อี้ชิง และคยองซูกับจงอินที่เข้ามาเป็นสมาชิกใหม่ ทุกครั้งที่ได้ทิ้งตัวลงนั่งลงตรงนี้ ชานยอลจะได้เอ่ยปากทักทายแบคฮยอนเป็นคนแรก แต่วันนี้นั้นกลับเป็นอี้ชิงที่ตอบรับคำทักทายของเขาเพราะแบคฮยอนยังไม่มาโรงเรียน

จะมาสายก็ไม่บอกเขาสักคำ ปกติตื่นมาก็ส่งข้อความมาแล้ว ไม่รู้วันนี้ทำไมถึงได้เงียบหายไป ที่ส่งไปเมื่อเช้าก็ไม่ยอมอ่านอีก ที่จริง...ก็ไม่อ่านตั้งแต่อันเมื่อคืนแล้ว หลังจากที่ส่งข้อความมาหาชานยอลว่าแม่ใช้ซื้อของว่ะ ส่งอะไรไปให้ก็ไม่ได้รับการตอบกลับมาอีกเลย

“มันไม่มาโรงเรียน มันบอกว่ามันไม่สบาย”

“อ้าวเหรอ?” ชานยอลเลิกชะเง้อมองหาแบคฮยอนที่อาจจะโผล่มา “ไม่เห็นมันบอกกูสักคำ”

“มึงสิไม่บอกพวกกูเลย ไปรับรักน้องเค้าได้ไง ไหนบอกว่าไม่ได้ขอบใครไง?” อี้ชิงที่มีเพื่อนโซเชียลมีเดียประมาณสามสิบห้าล้านคนนั้นเห็นข่าวนี้เมื่อคืนตอนที่กำลังจะนอน

“น้องเค้าก็ดี ก็ลองคบดู”

“มันใช่เหรอวะ?” จงอินที่กำลังทำการบ้านภาษาอังกฤษขมวดคิ้ว “ทำแบบนั้นได้ด้วยเหรอ จริงจังรึเปล่าเนี่ย?”

“เอาหน่า ไม่มีอะไรสักหน่อย”

ชานยอลตอบมันออกไปปัด ๆ เพราะเขาไม่อยากจะพูดถึง ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ของตัวเองออกมาจากกระเป๋า กดโทรออกหาแบคฮยอนที่ไม่ว่าจะกี่สายต่อกี่สายก็ไม่มีการตอบรับกลับมา บางทีคงจะยังไม่ตื่นเพราะอี้ชิงบอกว่ามันไม่สบาย แต่ถึงจะไม่สบายก็ต้องตื่นมากินข้าวเช้า ทำแบบนี้ไม่ดีเลย จะไม่สบายหนักกว่าเดิมรึไง

ทั้งที่เมื่อวานยังดูปกติดีแท้ ๆ ถึงตอนกลับบ้านจะส่งรอยยิ้มพิกล ๆ ให้เขา แต่โดยภาพรวมก็ยังดูปกติดี แต่ที่ชานยอลรู้สึกว่ามันไม่ปกติคือการที่อีกฝ่ายไม่โทรมาบ่นกับเขาว่าปวดหัว น้ำมูกไหล เจ็บคอ แล้วก็พูดไม่หยุดแบบมีแต่ลมให้ฟัง ทำไมถึงไม่รับสายวะเนี่ย...

“แล้วมึงต้องไปรับไปส่งน้องเค้ารึเปล่า?” คยองซูถามเขาที่กำลังง่วนอยู่กับโทรศัพท์ไม่เลิก

“ถ้าน้องอยู่รอก็คงไปส่ง”

“แล้วไอ้เตี้ยล่ะ ไปเป็นหนึ่งสองสามคนเหรอ?”

“ช่างเถอะหน่า!” ชานยอลใช้เท้าเตะจงอินใต้โต๊ะ

 

PCY :

มึงไม่สบายเหรอวะ

เป็นอะไรมากรึเปล่า?

 

“ถามอะไรไม่ได้เลยเว้ย!” จงอินเสียงดังกลับมา “ไอ้คยองซู ชานยอลเตะกู”

“เออ ให้มันเตะไปเถอะ”

ชานยอลไม่สนใจอะไรยอกจากโทรศัพท์ เขาเฝ้ารอเวลาให้แบคฮยอนตอบข้อความตลอดช่วงเช้าของการเรียนหนังสือ แต่จนแล้วจนเล่าก็ไม่มีอะไรตอบกลับมาให้ได้ชื่นใจแม้แต่ประโยคเดียว ถึงแม้ว่าในตอนนี้เวลาจะล่วงเลยมาจนถึงช่วงพักเที่ยงแล้วก็ตาม

มันเป็นมื้อเที่ยงที่เงียบกว่าทุกวันเพราะคนที่พูดมากที่สุดในวันนี้ไม่มา ทั้งชานยอลก็ยังไม่มีอารมณ์พูดอะไรเท่าไหร่เพราะแบคฮยอน ไม่มาโรงเรียนแล้วไม่บอกเขาไม่พอ ไม่ตอบข้อความกันอีกต่างหาก แบบนี้เป็นเพื่อนที่ใช้ได้ที่ไหน ใช้ไม่ได้

“จงอิน มึงส่งข้อความไปหาแบคฮยอนไหม?”

“ส่ง” เพื่อนที่กำลังจะเอาคิมบับใส่ปากตอบ “ไอ้คยองซูก็ส่ง”

“ทำไม?” คยองซูถามเขาที่แสดงท่าทีถอนหายใจ “มีอะไรรึเปล่า?”

“แบคฮยอนไม่ตอบกูว่ะ มันตอบพวกมึงไหม?”

คยองซูไม่ได้พูดอะไร แต่หยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดสักพักก่อนจะส่งให้เขาดู

 

KYUNG. :

รีบหายนะ

ไม่มีคนไปซื้อขนมด้วยกันเลย

BBH. :

แจ่ะ

พรุ่งนี้เจอกัน

 

จงอินเองก็กดข้อความของตัวเองที่คุยกับแบคฮยอนให้เขาได้อ่านเช่นเดียวกัน

 

Jongin. :

หมาป่วยยย

ต้องไปหาสัตวแพทย์แล้วสิ

BBH. :

ไอ้เพื่อนนี่

ไม่ใช่หมาสักหน่อย!

 

“ทำไมมันไม่ตอบกูวะ?” ชานยอลไม่เข้าใจ “กูส่งไปก่อนพวกมึงอีก”

“มันไม่เห็นรึเปล่า?” อี้ชิงไม่ได้ส่ง แต่ก็ให้คำแนะนำเขา “ลองส่งไปใหม่ก็ได้ อย่าเพิ่งหงุดหงิด”

“เออ ๆ”

ชานยอลส่งข้อความไปอีกครั้ง ทั้งประโยคที่ว่าทำไมไม่ตอบกูวะ และอีกประโยคที่บอกว่าจะงอนแล้ว แต่มันก็ไม่ถูกขึ้นว่าอ่านและไม่มีอะไรตอบกลับมาเลยสักประโยค ไม่รู้ทำไมถึงได้รู้สึกร้อนรนจนต้องอดกลั้นและมีความอดทนแบบนี้ พยายามคิดไปว่ามันหลับอยู่มั้ง มันคงไม่เห็นจริง ๆ แต่สุดท้ายใจมันก็อดร้อนขึ้นมาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนไม่ได้ มันเหมือนสถานการณ์ที่ชานยอลไม่เคยเจอและเขาก็ไม่รู้วิธีที่จะแก้ไขมัน

ตลอดระยะเวลาช่วงบ่ายที่ควรจะตั้งใจเรียนหนังสือนั้น เขาไม่มีสมาธิกับมันเลย ทุกอย่างมันผิดวิสัยเกินไป มันแปลกไปเสียทุกอย่าง สุดท้ายแล้วเขาก็หมดความอดทนกับมัน ความอดทนมันหมดแล้ว

“กูจะไปบ้านแบคฮยอน มึงไปด้วยกันไหม?”

“ไปทำไมวะ เดี๋ยวพรุ่งนี้มันก็มาเรียน” จงอินส่ายหน้า “ไม่ซ้อมไง วันนี้?”

“ไม่ล่ะ ไปหาแบคฮยอนดีกว่า เผื่อเป็นอะไรหนัก” เขาเก็บอุปกรณ์การเรียนลงกระเป๋า “กูไปก่อนนะ”

“เออ ๆ ไม่ต้องรีบนักหรอก มันคงนอนอยู่บ้านนั่นแหละ”

แบคฮยอนไม่เคยไม่ตอบข้อความ อย่างน้อยช้าสุดก็อยู่ที่สี่ชั่วโมง ถ้านับจากเมื่อเช้ามันก็ใกล้จะเฉียดเจ็ดชั่วโมงอยู่รอมร่อ การที่จะตอบเพื่อนทุกคนแล้วไม่ตอบเขาเลยนี่มันทำให้เขาควรจะรู้สึกอย่างไรงั้นหรือ มันไม่ใช่เรื่องปกติแล้ว

จากโรงเรียนถึงบ้านของแบคฮยอนนั้นใช้เวลาประมาณยี่สิบนาที แต่เพราะว่าชานยอลคิดว่าเขาไม่ควรไปตัวเปล่า เวลาที่ใช้จึงถูกเพิ่มขึ้นอีกสิบนาทีเพื่อฟรุ๊ตพาเฟ่ต์อีกสองชิ้น ถ้าไม่มีอะไรติดไม้ติดมือไปด้วยคงได้โวยวายให้ฟัง บอกว่ากูป่วยอยู่นะ มามือเปล่าได้ยังไง!

“คุณน้าสวัสดีครับ” ชานยอลโค้งให้คุณแม่ของแบคฮยอนที่เดินยิ้มแย้มออกมาจากบ้านเมื่อเขากดกริ่ง “ผมมาหาแบคฮยอนน่ะครับ เห็นบอกว่าไม่สบาย”

“หายดีแล้วล่ะ นี่ก็ออกไปข้างนอกกับพ่อเค้า กว่าจะกลับก็ดึก ๆ” คุณน้าบอกชานยอลที่รู้ตัวว่ามาเสียเที่ยวแล้ว “เราไม่ได้โทรบอกแบคฮยอนก่อนเหรอจ้ะ?”

“...เค้าไม่รับโทรศัพท์น่ะครับ”

“...แม่ก็ไม่รู้ว่าแบคฮยอนเอาโทรศัพท์ไปด้วยรึเปล่า ยังไงชานยอลเข้ามากินน้ำกินขนมก่อนไหม?”

“ไม่เป็นไรครับ ผมฝากขนมเอาไว้...” ถ้าแบคฮยอนไม่อยู่ชานยอลก็ไม่อยากรบกวน อีกอย่างพอมาคิดอีกที มันอาจจะไม่ได้เอาโทรศัพท์ไปจริง ๆ ก็ได้ เพราะตั้งแต่เที่ยงมามันก็ไม่ได้ตอบข้อความใครสักคน “ผมกลับก่อนนะครับ...”

“จ้ะ ไปดีมาดีนะ ชานยอล”

“ขอบคุณครับ คุณน้า”

ถึงจะพยายามคิดว่ามันไม่มีอะไร แต่เขาไม่ชอบความรู้สึกแบบนี้เลย

ชานยอลไม่ชอบมันเลยจริง ๆ

 

 

 

 

 

 

หนึ่งสัปดาห์มาแล้วที่ชานยอลอยู่ในสถานะของคนที่มีแฟน

และหนึ่งสัปดาห์เช่นเดียวกันที่ความสัมพันธ์ระหว่างชานยอลและแบคฮยอนเริ่มเปลี่ยนไป

หลังจากวันที่แบคฮยอนหยุดเรียนไปด้วยเหตุผลที่ว่าไม่สบาย วันต่อมาที่อีกฝ่ายมาโรงเรียน ทุกอย่างดูเหมือนจะปกติแต่ชานยอลก็สัมผัสได้ว่ามันมีความไม่ปกติซ่อนอยู่ในนั้น แบคฮยอนไม่เริ่มพูดคุยกับเขาก่อน เวลาถามอะไรออกไปก็จะตอบเท่าที่ขอบเขตของคำถามนั้นจะไปถึง พูดเล่นหรือแหย่อะไรก็จะไม่เล่นกลับหรือด่าเหมือนเคย ส่วนมากแล้วจะทำเป็นว่ากำลังตั้งใจเรียนอยู่นะ แต่ทำแบบนั้นไม่ได้ก็จะทำเป็นว่ากำลังจดจ่ออยู่กับอะไรบางอย่างหรือหันไปคุยกับคนอื่น ทำอะไรก็ได้ที่ไม่ต้องคุยกับชานยอล

ถึงจะตอบข้อความบ้าง แต่ก็ตอบเหมือนประหยัดตัวพิมพ์ สั้น กระชับ เท่าที่จำเป็น ตอนกินข้าวก็ย้ายไปนั่งข้างคนอื่นที่ไม่ใช่เขาแล้วให้อี้ชิงไปนั่งแทนที่ตัวเองด้วยเหตุผลที่ว่าอยากย้ายที่บ้าง ชานยอลรู้ว่ามันไม่ใช่เหตุผลที่แท้จริงหรอก แต่เขาก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่ามันเกิดอะไรขึ้น อีกทั้งเจ้าตัวยังไม่เคยอยู่รอเขาซ้อมฟันดาบหลังเลิกเรียนอีกแล้ว ถึงแม้ว่าเขาจะเอ่ยปากบอกว่าให้มันรอ แต่แบคฮยอนก็ทำเพียงแต่ยิ้มแล้วก็บอกว่า ‘กลับแล้วนะ’

ต่อให้เรียกชื่อของแบคฮยอนอีกครั้ง เพื่อนของเขาก็ไม่หันกลับมา

ทุกอย่างมันยังอยู่ในสิ่งที่พอรับได้ ชานยอลพอรับมันไหว เขาไม่คิดจะถามแบคฮยอนแต่เขาต้องถามตัวเองมากกว่าว่าไปทำอะไรให้แบคฮยอนไม่พอใจ เขาอาจจะเผลอทำอะไรให้เพื่อนของเขาโกรธ จะต้องรีบคิดให้ออกเพื่อที่จะได้ง้อ เราจะได้กลับมาคุยกันเหมือนเดิม แบบนี้มันทำให้ชานยอลรู้สึกแย่ เขาไม่ชอบตัวเองเวลาที่เหมือนว่าไม่มีแบคฮยอนอยู่ข้าง ๆ แบบนี้เลย

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้...มันเกินไป

“อะไรวะ?”

“มันบอกให้กูมานั่งข้างมัน มันอยากคุยกับกูบ้าง” จงอินให้คำตอบชานยอลที่เดินเข้าห้องเรียนมาในเวลาเช้าแล้วพบว่าที่นั่งของตัวเองถูกแทนที่ด้วยจงอิน

“ปกติก็คุยกันอยู่แล้วไหม จะให้ย้ายที่ทำไม?”

“ก็แค่ย้ายที่เอง...” จงอินดูคิดแบบนั้น แต่ว่าดูกังวลใจเหมือนกัน “เอาไงอ่ะ กูนั่งตรงไหนก็ได้ พวกมึงไปคุยกันเอาเอง”

“นั่งตรงนี้แหละ” แบคฮยอนไม่หันมามองหน้าของชานยอลด้วยซ้ำ “แฟนนายรออยู่ข้าง—”

“ก็ช่างเค้าดิ มึงเป็นอะไรวะ?”

“...”

“มึงเป็นอะไร แบคฮยอน?”

“กูไม่ได้เป็นอะไร...”

“ไม่ได้เป็นอะไรแล้วทำไมทำแบบนี้ ทำไมวะ?!”

“ไอ้ชานยอล มึงจะเสียงดังทำไมเนี่ย!” จงอินลุกขึ้นมาห้ามสถานการณ์ “ใจเย็นหน่อย ๆ—ไอ้แบคฮยอน มึงไปคุยกับมันให้รู้เรื่องไป ใช่ว่ากูไม่สังเกตนะ ทำแบบนี้ดีแล้วเหรอวะ?”

“ไม่เห็นมีอะไรต้องคุ—โอ๊ย! ชานยอล!”

ใจของชานยอลไม่รู้หรอกว่าตัวเองกำลังทำอะไรลงไป แต่สมองสั่งให้เขาดึงแขนแบคฮยอนให้ลุกขึ้นจากเก้าอี้ ก่อนจะกระชากให้อีกฝ่ายเดินไปตามระเบียงทางเดินของโรงเรียน ทั้งคนที่ขืนแรงของเขาตอนแรกก็เลิกทำเพราะรู้ว่ามันไม่มีประโยชน์ จนสุดท้ายเราก็เดินมาหยุดอยู่ตรงบริเวณมุมหนึ่งของบันไดที่ไม่มีใครเดินผ่านมาเพราะเป็นมุมอับของโรงเรียน

“แบคฮยอน” ชานยอลปล่อยมือออกจากแขนของเพื่อนที่ไม่ได้เดินหนีไปไหนแต่ก็ไม่ได้มองหน้าเขาเช่นเดียวกัน “เป็นอะไรวะ บอกกูได้ไหม?”

“...กูไม่ได้เป็นอะไร”

“ถ้ามึงไม่ได้เป็นอะไรจริง ๆ แล้วจะทำแบบนี้ทำไมวะ?” ทำไมต้องเอาแต่บอกเขาว่าไม่เป็นอะไรทั้งที่มันไม่ใช่เลย

“กูทำอะไร?” แบคฮยอนมองหน้าเขา “ก็แค่สลับที่กับจงอิน เรื่องแค่นี้มันทำให้มึงคิดว่ากูต้องเป็นอะไรสักอย่างรึไง?”

“มึงก็รู้ว่ามันไม่ใช่แค่เรื่องนั้น”

“กู...ไม่รู้หรอก”

เสียงที่บ่งบอกว่าถึงเวลาเข้าเรียนแล้วนั้นดังขึ้น แต่ว่ามันก็ไม่ได้ช่วยให้เราลดแรงกดดันจากสถานการณ์ตรงนี้ได้เลย มันน่าอึดอัดไปเสียหมด ชานยอลเองก็เริ่มจะเก็บความรู้สึกของตัวเองเอาไว้ไม่ไหวแล้ว

“มึงมีอะไรก็พูดกันตรง ๆ ดิ” ชานยอลมองหน้าแบคฮยอนที่เบือนหน้าหนีเขาไปอีกแล้ว “มึงเคยบอกกูไม่ใช่รึไงว่ามีอะไรให้—”

“กูไม่อยากคุยกับมึง” คำพูดของแบคฮยอนทำให้ชานยอลสะอึกไป น้ำเสียงเย็นชาที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนทำให้ลมหายใจสะดุดไปเสี้ยววินาที “กูไม่อยากตอบข้อความ ไม่อยากกลับบ้านด้วย ไม่อยาก...ไม่อยากเห็นหน้ามึงแล้ว...”

“ทำ...ทำไมวะ?”

“...”

“แบคฮยอน…”

“อย่าถามกูเลย” เพื่อนสนิทของชานยอลมองหน้าเขาด้วยแววตาที่เศร้าจนไม่สามารถพูดอะไรออกได้สักคำ “ขอโทษนะ...”

ทำไม...

ชานยอลไม่เข้าใจ ทำไมแบคฮยอนถึงได้พูดกับเขาแบบนี้ เราเป็นเพื่อนกันไม่ใช่หรือ เราเป็นเพื่อนกันมาสิบสามปีแล้ว...ไม่ใช่หรือ

แล้วความสัมพันธ์ของเรา...

มันยุติด้วยคำพูดพวกนั้นได้จริง ๆ รึเปล่า

 

 

 

 

 

 

ชานยอลไม่เข้าเรียนในช่วงเช้า ไม่มากินข้าวกลางวันด้วยกัน

มันไม่ใช่เรื่องที่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในกลุ่มของเรา มันไม่เคยมีเหตุการณ์แบบนี้ ไม่เคยมีใครทะเลาะกันมาก่อน แบคฮยอนเองก็รู้ว่าตัวเองทำเกินไป แต่เขาก็ไม่รู้จะทำอย่างไรให้มันดีกว่านี้

แบคฮยอนยัง...จัดการความรู้สึกของตัวเองไม่ได้

“มึงทะเลาะอะไรกันวะ?” อี้ชิงถามแบคฮยอนที่กำลังใช้ช้อนตักข้าวในกล่องของตัวเองคำโต “บอกพวกกูได้ไหม?”

“กูไม่ชอบแบบนี้เลยว่ะ ทำไมมันถึงเป็นแบบนี้วะ?” จงอินถอนหายใจ “ไอ้อี้มันบอกให้รอมึงเล่าเอง แต่เราจะต้องเป็นแบบนี้จริง ๆ เหรอวะ?”

“ไม่รอแล้ว มึงเล่ามาเถอะ อึดอัด” อี้ชิงถอนหายใจตามจงอิน ส่วนคยองซูนั้นกำลังใช้ตะเกียบคีบหมูผัดต้นหอมขึ้นมากินด้วยอารมณ์สงบนิ่ง

“ไม่มีอะไรหรอกหน่า...”

“มันจะไปไม่มีอะไรได้ยังไงวะ ไอ้ชานยอลมันหายหัวไปเลยนะ”

“กู...” แบคฮยอนถอนหายใจตามเพื่อน “บอกว่าไม่อยากคุยกับมันแล้ว”

“...ทำไมพูดแบบนั้น?” คยองซูถามแบคฮยอนที่เม้มปากแน่นเพราะกำลังคิดว่าชานยอลเองก็คงเสียใจที่เขาพูดออกไปแบบนั้น ยิ่งเขาเป็นเพื่อนของชานยอล มันก็ยิ่งทำให้เจ็บใจมากขึ้นหลายเท่า

“ช่างมันเถอะ” แบคฮยอนไม่อยากจะพูดอะไร “อย่าใส่ใจเลย”

แบคฮยอนพยายามทำตัวให้ปกติที่สุด เขายังคงคุยเล่นกับเพื่อนทุกคนด้วยรอยยิ้ม และใช้ชีวิตในห้องเรียนในแบบที่มีจงอินนั่งอยู่ตรงกลางระหว่างเขากับชานยอลที่ไม่ได้มีคำพูดใด ๆ ระหว่างกันอีกแล้ว

จงอินเองก็บ่นไปตามประสา มันบอกเขาว่ามันอึดอัดมาก ไม่เคยคิดว่าเขากับชานยอลจะทะเลาะกันมาก่อน แล้วทำไมมันจะต้องมาก้มหน้ารับกรรมด้วยการนั่งอยู่กลางระหว่างเราสองคนแบบนี้ มันไม่ชอบเลย ไม่ชอบ!

เขาเอง...ก็ไม่ชอบเหมือนกัน ทั้งยังรู้ว่าสิ่งที่ทำนั้นไม่ถูกต้อง เขาไม่ควรทำกับเพื่อนแบบนี้ ไม่ควรแม้สักนิด

แต่ทำใจไม่ได้เลย

มันสำคัญสำหรับชานยอลไหม หรือว่ามันไม่เคยมีความหมายเลย

เรื่องของเราในตอนนั้น สิ่งที่ชานยอลทำ...บางทีมันอาจจะเป็นแค่สัญญาเด็กเล่น เรื่องราวสมัยเด็กที่ถูกลืม แต่สำหรับแบคฮยอนแล้วมันไม่ใช่ มันเป็นสิ่งที่อยู่ในใจ ผูกแบคฮยอนเอาไว้กับชานยอล ถึงเราจะไม่เคยได้พูดถึงมันสักครั้งหลังจากที่มันเกิดขึ้น แต่มันฝังลึกอยู่ในหัวใจ ทั้งที่เขาคิดว่าชานยอลเองก็คงจะรู้สึกไม่ต่างกัน แต่แล้วทำไม...

ทำไมถึงได้ทำแบบนี้

ทำไมกัน...

 

 

 

 

 

 

“แบคฮยอนล่ะ?”

“ไปห้องสมุด” จงอินสะพายกระเป๋านักเรียนของตัวเองขึ้น “โคตรอึดอัดเลย”

“มีวี่แววจะดีขึ้นไหม?” คยองซูถามจงอินที่ถอนหายใจอีกแล้ว

“ไม่นะ ไม่เคยเห็นชานยอลเป็นแบบนี้เลย ทำตัวไม่ถูกเหมือนกัน”

คยองซูลากเก้าอี้ที่ยังไม่ได้ถูกยกขึ้นมานั่ง เขาพยักหน้าเล็กน้อยเชิงว่าให้จงอินนั่งลงด้วยเช่นเดียวกัน เพื่อนเองก็ลากเก้าอี้ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่ง คงรู้ว่าเขามีเรื่องอยากจะคุยด้วย เรื่องชานยอลกับแบคฮยอนนั่นแหละ

“เคยถามชานยอลเรื่องแฟนบ้างไหม?”

“ไม่เคย แต่ดูเหมือนมันไม่ได้ชอบเลยนะ ทุกวันนี้เหมือนคนมีแฟนที่ไหน...”

“อี้ชิงบอกว่าสองคนนี้ไม่เคยทะเลาะกันเลย แล้วก็บ่นเรื่องที่ชานยอลมีแฟนคนแรกแบบไม่ยอมบอกเพื่อน” เขาเล่าเรื่องที่รู้มาให้จงอินฟัง “จำได้ไหม ตอนที่เราอยู่ปีหนึ่ง ตอนที่เรา...ยังไม่ได้สนิทกับสามคนนี้ วันนั้นที่ชานยอลกับแบคฮยอนแย่งลูกบอลกันตอนเรียนรวม”

คยองซูจำเรื่องราวในวันนั้นได้ดี วันที่เขากับจงอินแยกกันมาฝึกซ้อมฟุตบอลสองคน แต่สายตาของเรากลับมองเพื่อนคู่หนึ่งที่กำลังแย่งลูกบอลกันไม่เลิก ส่วนอีกคนที่นับได้เป็นคนที่สามก็ได้แต่มองอย่างเบื่อ ๆ เชิงว่ามันไร้สาระเต็มทน

“จำได้”

“แล้วจำที่เราพูดกันได้ไหม?”

จงอินขมวดคิ้วให้เห็น และนั่นทำให้คยองซูรอคอยว่ามันจะคลายลงเมื่อไหร่

“ที่บอกว่า...พวกมันเหมือนแฟนกันน่ะเหรอ?”

“ใช่” เขายิ้มออกมา “แล้วตอนนี้...ชานยอลกับแบคฮยอนก็มาทะเลาะกัน...”

“...ตั้งแต่ไอ้ชานยอลมีแฟน”

“นั่นแหละ” มันคือสิ่งที่คยองซูคิด “มันน่าคิดเหมือนกันนะ”

“ไม่น่ามั้ง มันเป็นเพื่อนกันมาชาติเศษแล้วนะ จะคบกันก็คบกันไปนานแล้วดิ”

“ก็เพราะว่าเป็นเพื่อนกันมานานไงถึงไม่คบกัน” คยองซูชักจะเริ่มโมโหจงอินขึ้นมาหน่อย ๆ “ทำมาเป็นไม่เข้าใจนะ...”

“เข้าใจหน่า ไม่เห็นต้องพูดเลย” จงอินทำหน้าเหมือนมีอะไรฉุน ๆ ที่จมูก “แล้วยังไงล่ะ เราก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี”

“คิดว่าจะไปคุยกับแบคฮยอน” เขาหยิบกระเป๋าตัวเองขึ้นมาสะพาย “ส่วนชานยอลก็ปล่อยเอาไว้ก่อน เอาไว้ค่อยคุยทีหลัง”

“จะไปคุยตอนนี้?”

“ไปตอนนี้แหละ เดี๋ยวโทรหาอีกทีนะ” คยองซูบอกจงอินก่อนจะหยิบกระเป๋าขึ้นสะพายเพื่อตรงไปหาแบคฮยอนที่จงอินบอกว่าตอนนี้อ่านหนังสืออยู่ที่ห้องสมุด

ถึงจะเพิ่งมาสนิทกับแบคฮยอน ชานยอล และอี้ชิง ได้ไม่นานนัก แต่ก็ใช่ว่าคยองซูจะไม่จริงใจและคิดว่าเป็นแค่เพื่อนที่ไม่มีความสำคัญอะไร ทั้งสามคนเป็นเพื่อนที่คยองซูอยากจะคบไปด้วยอีกนานแสนนาน ยิ่งเห็นเพื่อนทะเลาะกันในเรื่องที่ตนเองอาจจะให้ความช่วยเหลือได้ก็ยิ่งรู้สึกไม่ดีและไม่อยากจะปล่อยให้มันแย่ไปมากกว่านี้

แบคฮยอนเปลี่ยนไป ใคร ๆ ก็สังเกตเห็น อี้ชิงก็ไม่อยากจะพูดอะไรเพราะรู้ดีว่าถ้าแบคฮยอนไม่ยอมพูด ไปคาดคั้นอะไรก็คงไม่มีประโยชน์ แต่เขาเองที่คอยสังเกตแบคฮยอนมาตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ก็พอจะคิดได้ว่าแบคฮยอนกำลังรู้สึกอย่างไร ยิ่งเกิดเรื่องนี้ขึ้นมา คยองซูก็ยิ่งมั่นใจในความคิดของตนเอง

เพื่อนของเขาชอบชานยอล...

ภายในห้องสมุดของโรงเรียนนั้นปรากฏร่างของบยอนแบคฮยอนที่ชอบมาทิ้งตัวลงบนบีนแบ็ค อ่านนิยายจนกว่าจะถึงเวลาที่ห้องสมุดปิดแล้วค่อยกลับบ้าน ท่าทางเคร่งเครียดยิ่งกว่าเวลาเรียนหนังสือนั้นทำให้คยองซูหลุดยิ้มออกมา ก่อนจะเดินเข้าไปหาแล้วทิ้งตัวลงในบีนแบ็คอันเดียวกันจนเพื่อนตกใจ เกือบจะล้มลงไปด้านข้างถ้าเกิดว่าเขาไม่ได้จับเอาไว้

“อะไรของมึงเนี่ย?!” แบคฮยอนทำตาเหลือกใส่เขา “เกือบจะคว่ำ!”

“เถอะหน่า...” คยองซูยิ้มให้เพื่อน “อ่านใกล้จบยัง?”

“ทำไม?”

“มีเรื่องอยากคุยด้วย มีเรื่อง...อยากเล่าให้ฟัง”

“...อะไรวะ?” คนที่มีหนังสือนิยายในมือนั้นให้ความสนใจเป็นพิเศษ “สำคัญไหม?”

“ไม่รู้ดิ แต่อยากให้มึงฟังนะ”

“งั้นก็ว่ามา” หนังสือนิยายในมือบยอนแบคฮยอนถูกปิดลง “พูดมาเลย”

เพราะว่าไม่ได้ตัวเล็กกันทั้งคู่ บีนแบ็คที่นั่งเบียดกันอยู่จึงทำให้รู้สึกคับแคบเป็นธรรมดา แต่เราทั้งคู่ก็ยังคงนั่งอยู่ด้วยกันแบบนั้น เช่นเดียวกับแบคฮยอนที่กำลังตั้งหน้าตั้งตาและตั้งใจฟังสิ่งที่คยองซูกำลังจะพูดเป็นอย่างดี

“มีเด็กผู้ชายคนหนึ่ง ตอนที่กำลังจะขึ้นชั้นประถมสี่ ก็ต้องพบเจอกับเหตุการณ์ย้ายบ้านกะทันหันเพราะว่าพ่อได้เลื่อนตำแหน่ง ทำให้ต้องย้ายโรงเรียน เป็นเด็กนักเรียนใหม่ที่รู้สึกขัดเขินเล็กน้อยเพราะไม่ชอบสถานที่ใหม่ แต่มันก็เหมือนเป็นเรื่องบังเอิญที่โรงเรียนที่ย้ายไปก็มีเด็กนักเรียนที่เพิ่งจะย้ายเข้ามาเหมือนกัน คงเพราะว่าผู้ชายคนนั้นกับเด็กนักเรียนอีกคนได้ยืนเขิน ๆ อยู่หน้าชั้นเรียนด้วยกันตอนที่แนะนำตัว ก็เลยสนิทกันตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา”

“...”

“จะย้ายไปเรียนที่ไหนก็จะตามไปเรียนด้วยกันให้ได้ อยู่ด้วยกันสองคนมาตลอดเพราะคิดว่านี่แหละ เพื่อนแท้ล่ะ จนวันหนึ่งที่ฝนตกหนักมาก ถ้าจำไม่ผิดน่าจะ...มีพายุเข้า เพราะนึกได้ว่าอีกคนที่กำลังเตะบอลอยู่กับเพื่อนไม่มีร่ม ก็เลยตั้งใจว่าจะเดินไปรับที่ห้องพักนักกีฬา เลยไปได้ยินเพื่อนของตัวเองกำลังคุยกับเพื่อนอีกคนหนึ่ง บอกว่าคิดกันเกินเพื่อน พยายามแล้วแต่ถอยกลับไม่ได้จริง ๆ”

“...”

“หลังจากวันนั้น คนที่ได้ยินก็ไม่รู้ว่าจะทำตัวอย่างไรดี ส่วนคนพูดก็รู้สึกว่าทุกอย่างมันแปลกไปแต่ก็ไม่กล้าถามอะไร เกือบอาทิตย์เลยที่ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันแต่ไม่พูดกันสักคำ ไม่ได้มีเรื่องเล่าสู่กันฟังทั้งที่ปกติแล้วมันไม่ใช่ มันไม่เคยเป็นแบบนั้น จนสุดท้ายก็อดทนเอาไว้ไม่ไหว พูดออกไปให้อีกคนรู้ว่าวันนั้นน่ะ...ได้ยินนะ ที่คุยกันกับเพื่อน”

“...”

“พอพูดออกไปแล้ว...กระโดดห่างออกไปเป็นเมตรเลย แล้วก็ทำหน้าตลก ๆ จนสุดท้ายก็หายเครียด หลุดหัวเราะออกมาเสียงดัง สุดท้ายก็เลยพูดไปว่าถ้าตอนนี้คงจะตกลงเป็นมากกว่าเพื่อนไม่ได้ แต่ถ้านานไปแล้วยังชอบกันอยู่...ถึงตอนนั้นก็ค่อยคบกันนะ”

“มึง...” แบคฮยอนมองหน้าคยองซูด้วยแววตาที่แปลกไป “กับใครวะ?”

“หมายความว่าไง?”

“ตอนแรกกูก็ไม่คิดว่าจะเป็น...ไม่สิ ตอนแรกกูก็คิดว่ามันเป็นแค่เรื่องที่มึงเล่าให้ฟัง แต่พอมึงยิ้มแบบนี้แล้วกู...”

“ถ้าสมมติว่าเป็นเรื่องของกูจริง มันเดาออกยากเหรอว่าใคร?”

“...ไอ้จงอิน?” ดวงตาของแบคฮยอนเบิกกว้าง “จริงดิ!?”

“เสียงดังเกินไปแล้ว”

“...จริงดิ?” แบคฮยอนเบาเสียงลงมา สายตาถูกใช้ในการเหลือบมองบรรณารักษ์ก่อนจะหันกลับมามองหน้าคยองซูอีกครั้ง “จริงเหรอวะ?”

“จริง” ท่าทางของแบคฮยอนนั้นตลกจริง ๆ “ทำไม ไม่เชื่อรึไง?”

“ก็แบบ...มันไม่ได้คิดว่ะ มันมีบางครั้งนะที่จงอินห่วงมึงเกินเหตุ แต่กูก็แค่คิดว่าพวกมึงสนิทกันมานาน...”

“เหมือนมึงกับชานยอลใช่ไหม?”

“...”

“อย่าปิดบังเถอะ มันไม่ทันแล้วมั้ง”

“ไม่ใช่แบบนั้น...” จากท่าทีตกใจนั้นแปรเปลี่ยนเป็นการถอนหายใจ “กู...”

“ไม่ได้จะมาคาดคั้นหรือว่าอยากให้ทำอะไรหรอกนะ ก็แค่อยากจะมาบอกเฉย ๆ ว่าสิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้มันไม่ดีเลย เพราะว่าเป็นเพื่อนกันมาตั้งนาน มันก็ยิ่งต้องใส่ใจกันไม่ใช่เหรอ มึงจะมาคิดแต่ว่าตัวเองเสียใจ แล้วชานยอลมันไมเสียใจรึไงที่เพื่อนตัวเองเป็นแบบนี้”

“...”

“บางทีมันอาจจะไม่ได้แย่อย่างที่คิดก็ได้นะ หรือถ้าเกิดว่ามันแย่ขึ้นมาจริง ๆ มันจะได้จบไปสักที ความรู้สึกแบบนี้น่ะ” คยองซูอยากให้คำแนะนำกับเพื่อนมากกว่าจะกดดัน “เป็นห่วง”

“เออ กูรู้ว่ามันไม่ดีหรอก” แบคฮยอนถอนหายใจ “กูพยายามทำใจทุกวัน แต่มันยังไม่ดีขึ้นเลย”

“มันจะมีวันหนึ่งที่ทำได้ เชื่อกู” คยองซูตบไหล่เพื่อนของตัวเอง “กลับบ้านพร้อมกันไหม จงอินรออยู่”

“...”

“แบคฮยอน...”

“อืม กลับพร้อมมึงนั่นแหละ เอาหนังสือไปเก็บก่อนนะ”

คยองซูรู้ว่าแบคฮยอนยังไม่พร้อม

แต่ในวันหนึ่ง...วันที่เวลาจะทำให้แบคฮยอนยิ้มได้

เป็นแบคฮยอนที่เข้มแข็ง...

และพร้อมจะเป็นเพื่อนกับชานยอลจริง ๆ สักที

 

 

 

 

 

 

ภาคเรียนที่สองของมัธยมปลายปีที่สองเริ่มขึ้นแล้ว

จงอินมาพร้อมกับขนมปังไส้กรอกถุงใหญ่ เป็นของสมนาคุณต้อนรับการเปิดเทอมอีกครั้งให้กับเพื่อนรักอย่างคยองซู อี้ชิงเองก็มาพร้อมกับขนมจากเมืองจีนที่นำมาฝากเพื่อนทุกคน ส่วนแบคฮยอนที่ตอนนี้กำลังยิ้มกว้างให้เพื่อน ๆ ทุกคนนั้น เดินหันซ้าย เดินหันขวา จนอี้ชิงต้องถามว่ามึงเป็นอะไร จะมานั่งก็มานั่งดี ๆ รำคาญ

“กูซื้อกระเป๋ามาใหม่!” แบคฮยอนทิ้งตัวนั่งบนเก้าอี้ ทำไมเพื่อน ๆ ไม่ใส่ใจแบคฮยอนเลย “พวกมึงนี่มันไม่ได้เรื่อง”

“เหมือนอวดแว่น” คยองซูมองหน้าแบคฮยอน กัดขนมปังไปด้วย “ญี่ปุ่นเป็นยังไงบ้าง สนุกไหม?”

คยองซูถามถึงเรื่องเขาไปเข้าค่ายช่วงปิดเทอมกับทางโรงเรียนในช่วงปิดเทอม เหมือนเป็นค่ายเพื่อศึกษาภาษาญี่ปุ่นอย่างจริงจังมากกว่าจะได้ไปเที่ยว แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ได้ไปในที่ที่อยากไปมานานหลายแห่ง แล้วก็มีอะไรอยากจะเอามาเล่าให้เพื่อนฟังเยอะเลย

“สนุกมาก ติดที่ว่าต้องเรียนทุกวันนั่นแหละ” เขายักไหล่ “เหมือนไปเปลี่ยนที่เรียน”

“มึงดูโง่เหมือนเดิมเลย”

“จ้า พ่อคนฉลาดไม่มีใครเกิน” แบคฮยอนค้อนวงเบ้อเริ่มให้จงอินก่อนจะหยิบถุงนำโชคที่ได้มาจากศาลเจ้าทั้งสี่ถุงออกมาจากกระเป๋า “อันนี้ของฝาก ถ้าของกินไปเอาที่บ้านนะ ขี้เกียจถือ”

“โอ้โห กูอยากได้มานานแล้ว ไม่มีโอกาสสักที” อี้ชิงรับถุงนำโชคไปจากแบคฮยอนเป็นคนแรก “ขอบใจนะ”

“ขอให้มึงสอบเข้าเรียนต่อที่เกาหลีได้ จะได้ไม่ต้องกลับไปเรียนที่จีน อยู่กับกูไปนาน ๆ นะ” แบคฮยอนอวยพรให้เพื่อนจากใจจริง “แล้วก็ของคยองซู ขอให้มีความสุข สุขภาพแข็งแรง อยากเรียนที่เดียวกันอีกนะ ก็...ขอให้มีโชค พ้นจากราหูอมจัน—กูล้อเล่น!”

“ราหูที่หน้ามึงสิ” จงอินด่าเขาที่หัวเราะร่า มีความสุขที่ได้แกล้งเพื่อน

“โอ๋ อันนี้ของมึงนะ ขอให้คนที่ชอบตกลงยอมเป็นแฟนด้วยตอนที่มึงขอนะ มีความสุขเยอะ ๆ เลย”

“เออ ขอบใจ” จงอินรับถุงนำโชคจากเขาไป “อีกอันของใครวะ?”

“ชานยอลไง” เขาเก็บของลงกระเป๋าเมื่อคิดได้ว่าอีกฝ่ายคงไม่มาที่นี่ก่อนจะยิ้มกว้างให้เพื่อน “กูโอเคแล้ว ทำใจได้แล้วล่ะ”

“จริงเหรอวะ?”

“จริงดิ กูว่าจะไปคุยกับมัน...ตอนเย็น” แบคฮยอนคิดมาแล้ว “ต่อให้มันมีแฟนอีกสิบกว่าคนกูก็ทำใจได้ พอตั้งใจคิดดี ๆ แล้วเราก็เป็นเพื่อนกันมานาน กูก็แค่...แค่ต้องลดความรู้สึกของตัวเองลงมา มันก็เท่านั้นแหละ”

“เดี๋ยวกูเดินไปหาไอ้ชานยอล มึงก็ไปด้วยกันเลยดิ” จงอินชวนเขาที่ลังเลสักพักก่อนจะพยักหน้ากลับไป

“ก็ได้ จะเอาขนมไปให้เซฮุนด้วย”

ช่วงเวลาที่ผ่านมานั้นทำให้เพื่อนไม่สบายใจ แบคฮยอนรู้ดี เขาพยายามทุกวันที่จะดึงความรู้สึกของคำว่าเพื่อนที่มีกลับมาให้ได้ จากวันนั้นที่ต้องเห็นว่าจงอินต้องหันซ้ายพูดกับเขาที หันขวาพูดกับชานยอลที เพราะว่าเขากับชานยอลไม่ยอมคุยกันแล้วก็จะไม่ยอมอยู่ในบทสนทนาเดียวกันด้วย บางทีมันอาจจะมีแค่แบคฮยอนที่เรื่องมากไปเองและทำตัวเป็นเด็ก แต่ว่ามันก็ยังทำใจไม่ได้จริง ๆ

อีกทั้งพอได้ยินเพื่อนพูดกันว่าชานยอลเปลี่ยนไป เขาก็ยิ่งไม่สบายใจ

คนที่ยิ้มง่าย อัธยาศัยดี หัวเราะให้กับเรื่องตลกเล็ก ๆ น้อย ๆ กลับกลายเป็นคนเงียบขรึม ไม่พูดไม่จา ไม่ค่อยยิ้มและไม่ค่อยหัวเราะ ไม่มานั่งร่วมโต๊ะตอนเช้าและไม่อยู่กินข้าวเที่ยงในห้องเรียนด้วยกันอีกแล้ว ตอนชานยอลอยู่ แบคฮยอนก็ทำตัวไม่ค่อยดี แต่พอชานยอลไปแล้วก็ต้องมานั่งคิดมากแบบนี้ เพื่อนทุกคนนั้นบอกแบคฮยอนว่าเคยถามแล้ว แต่ชานยอลก็จะตอบกลับมาทุกครั้งว่าไม่มีอะไรหรอก อย่าคิดมากเลย

อีกทั้งชานยอลยังเลิกกับแฟน...ทั้งที่ยังคบกันไม่ถึงเดือนด้วยซ้ำ

จงอินที่เป็นผู้ดูแลและติดตามสถานการณ์นี้เล่าสู่กันฟังว่าชานยอลไม่สนใจแฟนเลย คบกันก็เหมือนไม่ได้คบ ได้ยินต่อ ๆ กันมาจากในชมรมอีกที (โอเซฮุน) ว่าเหมือนลืมว่ามีแฟน ข้อความไม่ตอบ โทรศัพท์ไม่รับ แถมยังซ้อมฟันดาบอย่างเอาเป็นเอาตาย สุดท้ายน้องผู้หญิงคนนั้นก็ขอเลิกแบบประชดด้วยน้ำตาที่นองหน้า แต่ชานยอลมันกลับพยักหน้าแล้วบอกว่าได้ เลิกกันก็ดี

ฟังแล้วก็ไม่เชื่อว่าชานยอลจะทำแบบนั้น ตั้งแต่รู้จักกันมา มันเป็นคนที่เห็นใจคนอื่นมาตลอด แต่ถึงจะไม่เชื่อก็คงจะไม่เข้าไปถามอยู่ดีเพราะว่าเราไม่คุยกัน ได้รับข่าวคราวมาอีกว่าชานยอลเหมือนคนมีเรื่องไม่สบายใจ เหมือนคนทุกข์หนัก แล้วเรื่องที่ย้ายที่กินข้าวนั้น ชานยอลก็มากินกับรุ่นพี่คริส รุ่นพี่มินโฮ บางครั้งก็มีรุ่นน้องอย่างเซฮุนเข้าไปแจมด้วย ส่วนตอนเย็นก็อยู่ที่โรงยิมจนโรงเรียนปิดทุกวัน

ชานยอลไม่ได้ตัดขาดจากการเป็นเพื่อน แต่ก็ไม่ได้อยู่ในที่ที่แบคฮยอนอยู่ ในทุกกิจกรรมที่มีแบคฮยอนจะไม่มีชานยอลอยู่ในนั้น เพื่อนทุกคนเองก็พยายามที่จะเข้าหาชานยอลมากขึ้น หวังว่ามันจะกลับมามีวันที่ปกติสุขเหมือนเดิม ในขณะที่ต้นเหตุอย่างแบคฮยอนนั้นทำอะไรไม่ได้นอกจากมากลุ้มใจในสิ่งที่ตัดสินใจไปแล้ว

ทำไมเขาจะไม่รู้ว่าต้นเหตุทุกอย่างมันมาจากเขา เพราะว่าชานยอลน่ะ...มีสีหน้าเหมือนตอนที่เราอยู่อนุบาลสอง ไม่ผิดเลย...

“ญี่ปุ่นที่ไม่มีพวกกูมันสนุกไหม?”

“แล้วไปตั้งแคมป์ด้วยกันแบบที่ไม่มีกูมันสนุกไหมล่ะ?” แบคฮยอนถามจงอินที่หัวเราะกลับมา ระหว่างที่เรากำลังเดินไปที่โรงยิมด้วยกัน

“ก็คงสนุกกว่านี้ถ้าไอ้ชานยอลมันไม่ชอบไปนั่งเหม่ออยู่คนเดียว แต่ตอนที่พูดเรื่องมึงมันก็ตั้งใจฟังนะ มันก็คงเป็นห่วงมึงแหละ”

“เออ กูยังห่วงมันเลย” เขาชะโงกหน้าเข้าไปในโรงยิม มองเพื่อนที่กำลังตั้งใจฝึกซ้อมทั้งที่เป็นช่วงเช้าแบบนี้ ทั้งยังเป็นวันเปิดเทอมวันแรกอีกต่างหาก “มึงเรียกมันดิ เดี๋ยวขึ้นห้องสาย”

“เออ ๆ ไอ้ชานยอล!” จงอินเรียกชื่อเพื่อน “ขึ้นห้องได้แล้ว!”

“หวัดดีครับพี่!” เซฮุนวิ่งเข้ามาทักทายพวกเขา ก่อนจะตาโตเมื่อแบคฮยอนยื่นถุงขนมให้ “อะไรอ่ะ?!”

“ของฝาก เอาไหม?”

“เอาสิครับ!” เซฮุนรับไปไว้ในอ้อมกอด “ขอบคุณครับพี่”

ท่าทางที่ชะงักไปของชานยอลนั้นทำให้แบคฮยอนหายใจสะดุด คงไม่คิดเหมือนกันนั่นแหละว่าเขาจะมายืนอยู่ตรงนี้ แต่เราก็ทำเป็นมองไม่เห็นกันไป เพราะเขาเองก็รู้สึกแปลก ๆ เหมือนกัน

“จะซ้อมตั้งวันนี้เลยเหรอวะ มันเร็วไปรึเปล่า?”

“จะคัดตัวเขตแล้ว ต้องซ้อมทุกวัน” ชานยอลตอบจงอิน “อีกสองอาทิตย์”

“ทำได้อยู่แล้วล่ะ เก่งจะตาย ใช่ไหมแบคฮยอน?”

“เออ เก่ง ๆ” เขาตอบรับจงอินที่หันมายักคิ้วให้หนึ่งที

“ตรงกับเสาร์-อาทิตย์ไหม เดี๋ยวกูไปเชียร์”

“ตรงกับวันเสาร์...”

“ไอ้หมาไปเชียร์ไหม?”

“หมาอะไรวะ...” อยากจะเอาเข่าเสยคางจงอิน “เออ กูไป ถามอะไรเยอะแยะ” 

เขาตั้งใจว่าจะหันไปด่าจงอิน แต่การได้สบตากับชานยอลโดยบังเอิญนั้นทำให้เขาต้องรีบหันหนีไปทางอื่น ชานยอลเองก็คงตกใจเหมือนกัน เพราะว่าเรา...ไม่ได้ใช้เวลาด้วยกันมาสักพักหนึ่งแล้ว

แต่แบคฮยอนมั่นใจว่าอีกไม่นาน พวกเราจะกลับมาเป็นเพื่อนรักกันดั่งเคย

อย่างน้อย ๆ ก็เย็นวันนี้แหละ

 

 

 

 

 

 

หลังจากที่ใช้เวลาอยู่บริเวณม้านั่งหน้าตึกเรียนจนท้องฟ้ากลายเป็นสีน้ำเงินเข้ม แบคฮยอนก็รู้ตัวแล้วว่าตอนนี้นั้นถึงเวลาที่เขาควรจะเข้าไปคุยกับชานยอลให้มันจบเรื่องจบราวที่สร้างขึ้นมาด้วยตัวเองสักที ตอนนี้ชานยอลคงจะอยู่คนเดียวหรือไม่ก็อยู่กับเพื่อนที่ไม่น่ามากเกินสามคน อาจจะกำลังซ้อมหรือกำลังเก็บของอยู่ และมันเป็นช่วงเวลาที่แบคฮยอนคิดว่าดีที่สุดแล้วที่เราจะได้คุยกัน

เมื่อกลางวันเพื่อน ๆ ก็พยายามชวนชานยอลกินข้าวแล้ว เขาเองก็หันไปจัดเก้าอี้เพื่อที่เราจะได้นั่งกันได้ครบห้าคน แต่ชานยอลก็บอกว่าขอโทษ มีนัดซ้อมให้รุ่นพี่เพราะว่าเย็นวันนี้เค้าไม่อยู่ เลยกลายเป็นว่าตัวแบคฮยอนนั้นจัดเก้าอี้เก้อ แต่ว่ามันก็ไม่เป็นไรหรอก

เขาสูดลมหายใจเข้าลึก จับสายกระเป๋าของตัวเองแน่นเพื่อรวบรวมความกล้า ก่อนจะเดินตรงไปยังโรงยิมที่ชานยอลฝึกซ้อมอยู่ที่นั่น แสงสว่างที่มองเห็นจากตรงนี้นั้นบ่งบอกว่ายังคงมีคนอยู่ข้างใน และเมื่อแบคฮยอนเดินเข้าไปใกล้มากพอที่จะเห็นว่าชานยอลกำลังเก็บของทุกอย่างลงกระเป๋าของตัวเองอยู่นั้น หัวใจมันก็เต้นแรงขึ้นมาเพราะเขาตื่นเต้นจริง ๆ

มือที่ชื้นเหงื่อถูกกำเข้าหากันแน่นเพื่อลดอาการประหม่าในใจ คิดอย่างหนักแน่นว่าเราเป็นเพื่อนกัน เราเป็นเพื่อนกันนะ...

“ชานยอล...” เขาส่งเสียงเรียกชื่อคนที่ชะงักมือของตัวเองทันที ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาสบตากับแบคฮยอนที่กำลังส่งยิ้มไปให้ “คือ...”

“...”

“กูไปญี่ปุ่นมา มึงก็คงรู้มั้ง อันนี้...ของฝาก” แบคฮยอนก้าวเท้าไปข้างหน้าสองก้าวก่อนจะส่งถุงนำโชคที่อยู่ในกระเป๋ากางเกงให้กับเพื่อนที่สะพายกระเป๋าของตัวเองก่อนจะเดินตรงเข้ามารับมันไป

“ขอบใจ...”

“พอใกล้จะแข่งแล้วก็ซ้อมหนักเลยเนอะ...” ไม่รู้ว่าทำไมถึงได้ประหม่าขนาดนี้ แต่เขาก็ควบคุมตัวเองไม่ได้จริง ๆ “กลับบ้าน...กลับ...”

“กลับบ้านด้วยกันไหม?”

“เอาสิ!” แบคฮยอนยิ้มกว้างออกมาได้เพราะคำชวนของชานยอลที่ยิ้มออกมาเหมือนกัน

เราสองคนเดินออกมาจากโรงยิม สวนกับคนดูแลที่กำลังจะเดินมาบอกว่าโรงเรียนจะปิดแล้ว ระยะทางจากโรงยิมจนถึงหน้าประตูโรงเรียนนั้นเราไม่ได้พูดคุยอะไรกันเลย ใช่ว่าแบคฮยอนจะอยากให้มันเงียบ เพียงแต่เขากำลังคิดว่าจะมีประโยคไหนที่ดีพอที่จะเริ่มบทสนทนาระหว่างเราได้บ้าง

“แล้วมึง...ปิดเทอมเป็นไงบ้าง?” ประโยคนี้มันไม่ดีหรอก แต่แบคฮยอนไม่รู้จะพูดอะไรจริง ๆ “สบายดีไหม?”

“ก็ดี ไม่ค่อยได้ทำอะไรเท่าไหร่ เพิ่งมาซ้อมหนักตอนก่อนจะเปิดเทอม”

“เออ ใช่!” เขานึกอะไรได้ “ของที่ให้ไป ลืมอวยพร ก็...ขอให้เป็นชานยอลที่มีความสุข สุขภาพแข็งแรง แข่งอะไรกับใครก็ชนะ...”

“...”

“...กูขอโทษนะ” แบคฮยอนมองเท้าทั้งสองข้างของตัวเองที่กำลังก้าวเดินไปตามทาง “ที่ทำกับมึง...แบบนี้”

“...”

“กูทำให้มึงเสียใจ ทั้งที่เราเป็นเพื่อนกันแท้ ๆ แต่กูก็ยังงี่เง่า กูขอโทษ”

“แบคฮยอน...”

เท้าทั้งสองข้างหยุดก้าวเดินเพราะน้ำตาที่รื้นขึ้นมาจนบดบังการมองเห็น แบคฮยอนไม่ได้ร้องไห้เพราะความรู้สึกที่ไม่สมหวัง แต่เขาร้องไห้เพราะว่าเขาทำเพื่อนเสียใจ ทั้งที่เพื่อนคนนี้เป็นคนที่คอยอยู่ข้างเขามาตลอด คอยทำให้ชีวิตของบยอนแบคฮยอนคนนี้ไม่หงอยเหงา ทำให้เขามีกำลังใจที่จะก้าวผ่านเรื่องแย่ ๆ ไปได้ ถึงแม้ว่าบางครั้งมันจะเป็นเรื่องเล็กน้อยเท่าเมล็ดแตงโม แต่ชานยอลก็ใส่ใจเขาเสมอ

“ขอโทษจริง ๆ”

“เลิกขอโทษได้แล้ว” ชานยอลยิ้มให้เขาอย่างอ่อนโยน “โกรธใช่ไหม เรื่องอะไร ถึงจะนานไปหน่อยแต่กูง้อมึงได้นะ”

“เปล่า...” คนผิดมันแบคฮยอนต่างหาก “ไม่ใช่...”

“แล้วเป็นอะไร บอกได้ไหม?”

“...”

“มันง้อไม่ถูกจริง ๆ นะ”

“ไม่ได้ให้มาง้อสักหน่อย...” แบคฮยอนไม่ได้อยากให้ทำแบบนั้นเลย “กู...”

“...”

“กูชอบมึงว่ะ” เขาสบตากับชานยอลที่เหมือนว่าแววตาจะเปลี่ยนไป แต่เขาก็รู้ว่าตัวเองเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้แล้ว จะให้หยุดอยู่ตรงนี้ก็ทำไม่ได้ “แล้วพอมึงมีแฟน ใจกูมันก็รับไม่ไหว กูไม่ทันได้คิดมาก่อนว่ามึงเองก็อาจจะมีคนที่ชอบเหมือนกัน มันเป็นความงี่เง่า เป็นความผิดของกูเอง ขอโทษนะ...”

“...”

“ทั้งที่ควรจะโตขึ้น แต่กูก็ยังเอาตัวเองไปผูกไว้กับมึง ผูกไว้กับเรื่องตอนที่เราอายุสิบขวบ จริงแล้วมันก็แค่—”

“แค่อะไร มันสำคัญสำหรับกูนะ”

“...”

“กำไลที่ทำให้ มึงยังเก็บไว้อยู่ไหม?”

“มึงจำได้ด้วยเหรอ?”

“จำได้สิ ก็พูดอยู่ว่าสำคัญ จะลืมได้ไง” สีหน้าของชานยอลทั้งเคร่งเครียดและจริงจัง “กูบอกว่าจะมีมึงคนเดียว จะอยู่กับมึงตลอดไป”

“แบบเป็นเพื่อนกัน ใช่ไหม?”

“...”

“ขอโทษนะที่เพิ่งจะมาเข้มแข็งเอาป่านนี้ มึงอยู่คนเดียวแล้วเหงาไหม กูไม่ได้อยากให้มันเป็นแบบนี้เลยนะ แต่...แต่กูเพิ่งทำใจได้จริง ๆ” แบคฮยอนพยายามอย่างถึงที่สุดแล้ว “อยากจะยินดีในสิ่งที่มึงเลือก อยากจะยิ้มกว้าง ๆ ให้เวลาที่มึงเจอคนที่ดี ตอนนี้...คิดว่าทำได้แล้วล่ะ”

“...”

“ไม่ว่าจะเป็นใคร ถ้าเค้าทำให้มึงมีความสุขได้ กูก็ยินดีด้วยจริง ๆ” แบคฮยอนยิ้มกว้างให้ชานยอล ไม่สนใจน้ำตาที่กำลังไหลลงมาเพราะมันไม่สำคัญเลย “ยกโทษให้กูได้ไหม?”

มากกว่าหนึ่งนาทีที่สายตาของเราสบกัน ชานยอลไม่พูดอะไรออกมาสักคำ และมันก็ทำให้แบคฮยอนไม่กล้าที่จะพูดอะไรออกมาเช่นเดียวกัน ถ้าเกิดว่าเพื่อนไม่ยกโทษให้ เขาก็คงต้องยอมรับความจริงและยอมรับกับสิ่งที่ตามมา

“แบคฮยอน” ชื่อของเขาที่ชานยอลเรียกทำให้หัวใจเต้นตึกตัก “ขอกอดหน่อยได้ไหม?”

“...”

“คิดถึง”

แบคฮยอนยิ้มกว้างที่สุดในรอบหลายเดือนก่อนจะกระโดดเข้ากอดชานยอลที่ไม่รู้ว่าเอาแรงจากไหนมาอุ้มเขาเสียตัวลอยขึ้นจากพื้น เสียงหัวเราะของเราดังลั่นอยู่บริเวณริมทางเดินของรั้วโรงเรียนที่ไม่ค่อยมีใครเดินผ่านมา เขากอดชานยอลเอาไว้แน่นด้วยความรู้สึกของการเป็นเพื่อน ทั้งยังสัญญากับตัวเองว่าจะไม่มีวันทำแบบนี้อีกแล้ว

“...ทำหน้าเหมือนตอนอนุบาลสองเลย”

“แล้วจะให้ทำยังไง เพื่อนไม่คุยด้วยเนี่ย?”

“ขอโทษ...” เขากอดชานยอลแน่นขึ้นไปอีก “จะไม่ทำอีกแล้ว”

“...”

“กูสัญญา”

 

 

 

 

 

 

เราทั้งสี่คนกำลังนั่งอยู่บนแสตนด์เชียร์ของสนามกีฬาแห่งหนึ่งซึ่งเป็นสถานที่จัดการแข่งขันกีฬาฟันดาบรุ่นเยาวชนระดับเขต เป็นการแข่งขันเพื่อหาผู้ชนะในเขตพื้นที่นี้เพื่อที่จะให้คนที่ได้ลำดับที่หนึ่งนั้นไปแข่งขันในระดับประเทศต่อไป

 

PCY. :

นั่งอยู่ตรงไหน?

BBH. :

อยู่ฝั่งขวา

ที่มีป้ายใหญ่ ๆ

ตื่นเต้นไหม?

PCY. :

มาก

เดี๋ยวพักแล้วไปหานะ

BBH. :

ได้เลย

 

สองอาทิตย์ที่ผ่านมา ทุกอย่างเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น บางที...อาจจะมากขึ้นกว่าเดิมด้วยซ้ำ

ชานยอลเล่าให้แบคฮยอนฟังถึงสาเหตุที่ตัวเองรับรักน้องมัธยมปลายปีหนึ่งทั้งที่ไม่ได้มีความชอบพอใด ๆ ชานยอลบอกแบคฮยอนว่าไม่ได้ชอบเลย แต่ตนเองนั้นรู้จักกับพี่ชายของอีกฝ่าย พี่เค้ามาขอให้ช่วยอะไรสักอย่างซึ่งแบคฮยอนฟังแล้วก็ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่นัก แล้วเขาก็บอกชานยอลไปว่าช่างมันเถอะ ทั้งในใจก็ยังบอกว่ามันไม่สำคัญหรอก มันจบไปแล้ว ต่อให้ตอนนั้นมันจะเป็นอย่างไร ตอนนี้เราก็เป็นเพื่อนกันเหมือนเดิม

ผิดอย่างเดียวคือไม่ยอมบอกกันแต่แรก แต่ตอนนี้มันก็ไม่มีประโยชน์อะไรแล้วล่ะ

“เพื่อนนั่งหัวโด่อยู่สามคนไม่คุย กดแต่โทรศัพท์”

“เอ้า กูส่งกำลังใจให้มันอยู่” แบคอยอนเถียงอี้ชิง

“ส่งอะไรนะ หัวใจ?”

“ไม่ใช่เว้ย เงียบไปเลย”

โทรศัพท์ถูกเก็บลงกระเป๋าเมื่อได้ยินเสียงดนตรีเปิดงานที่ดังขึ้น สายตาของแบคฮยอนนั้นมองหาเพื่อนตัวสูงของตัวเองที่กำลังเข้าร่วมพิธีเปิดการแข่งขันในฐานะนักกีฬา คยองซูที่วันนี้รับหน้าที่ถือป้ายเชียร์ชานยอลนั้นก็ยืดแขนสุดกำลัง เราโบกมือให้ชานยอลอย่างเต็มที่ เช่นเดียวกับเพื่อนคนเก่งที่ยักคิ้วกลับมา

ความจริงแล้วเราทุกคนดูกีฬาประเภทนี้ไม่เป็นเพราะมันเป็นกีฬาที่ค่อนข้างเฉพาะทาง ได้แต่อาศัยดูแต้มในการแข่งขันว่าตอนนี้เพื่อนของเขากำลังอยู่หรือไม่ การแข่งขันในรอบคัดเลือกนั้นจะเป็นการแข่งหลาย ๆ คู่พร้อมกัน พวกเขาใช้เวลาตลอดช่วงเช้าไปกับการแข่งขันรอบคัดเลือกของชานยอลที่ดูเหมือนว่าจะเอาชนะคู่แข่งมาได้อย่างสบาย ๆ โดยที่ไม่ได้ยากเย็นอะไรเลย

“หิวข้าว” อี้ชิงจับท้องตัวเอง “ไอ้ชานยอลจะไปกินข้าวกับเราไหม?”

“ไป ๆ มันบอกอยู่ว่ามันจะขึ้นมา” แบคฮยอนคุยกับชานยอลเอาไว้แล้ว “เดี๋ยวก็คง—นั่นไง มาแล้ว”

จงอินเดินเข้าไปตบไหล่เพื่อนคนเก่ง รวมทั้งตะโกนเสียงดังว่าเจ๋ง! เขาเองก็ยิ้มกว้างให้ชานยอลที่ยิ้มกลับมาให้เขาเหมือนกัน ก่อนที่เพื่อนตัวใหญ่จะยกมือขึ้นโอบไหล่เขาไว้แล้วเดินลงไปข้างล่างด้วยกัน บอกว่าหนักมันก็ไม่ฟัง ปวดไหล่มันก็ไม่สน

“ต้องไปหาครูกี่โมง?”

“บ่ายโมงครึ่ง” ชานยอลตอบแบคฮยอนกลับมา “กูเก่งไหม?”

“เก่งมาก!” ชานยอลเก่งจริง ๆ “เป็นเพื่อนกูแล้วต้องได้ที่หนึ่งนะ”

“แล้วถ้าเป็นมากกว่าเพื่อนต้องได้ที่เท่าไหร่?”

“...ฮะ?” หูเขาไม่ค่อยดีแน่ ๆ วันนี้ เสียงเชียร์อาจจะดังเกินไปจนหูดับ “อะไรนะ?”

“ถามว่าถ้าเป็นมากกว่าเพื่อนต้องได้ที่เท่าไหร่?”

“อันนี้ถามจริงดิ...” เขากำลังหน้าตื่น ชานยอลก็เอาแต่ยิ้ม

“เออ ถามจริง ๆ”

“แกล้งกูแน่เลย นิสัยว่ะ...” แบคฮยอนเลี่ยงจะตอบ เสียอย่างไรก็คิดว่าโดนแกล้ง “กินอะไรดี?”

“เลือกไปเถอะ เดี๋ยวกูดูเมนูเอา”

เราตัดสินใจเลือกร้านอาหารที่มีเมนูสลัดให้ชานยอล เพื่อนที่สั่งสลัดอกไก่ใส่อะไรสักอย่างที่ให้พลังงานสูงแต่ไม่หนักท้องจนเกินไปมากิน แบคฮยอนเห็นแล้วก็คิดว่ามันไม่อร่อยแน่ ๆ แต่พอเห็นชานยอลกินอย่างมีความสุขแล้วเขาก็สุขใจตาม ตอนเย็นเราวางแผนว่าจะไปกินเนื้อย่างด้วยกัน ไม่ว่าผลการแข่งขันจะเป็นอย่างไรเราก็ต้องฉลอง อย่างน้อยการได้มีสิทธิเข้าแข่งขันของชานยอลก็เป็นเรื่องที่น่ายินดีจริง ๆ

“สองคนนี้มันเป็นยังไงวะ มันไม่ยอมห่างกันเลย”

“ไม่ใช่กูนะ...” แบคฮยอนหันไปมองชานยอลที่ทำท่าไม่รู้ไม่ชี้ “มันนั่นแหละ ไปเดินกับคนอื่นก็ได้มั้ง”

“ทำไมวะ แล้วเดินกับมึงไม่ได้เหรอ?”

“เนี่ย ดูมันดิ” มันใช่ความผิดแบคฮยอนที่ไหน

“อย่าไปแซวเพื่อนหน่า มานี่” คยองซูเรียกจงอินให้ไปเดินด้วยกัน ส่วนอี้ชิงนั้นกำลังง่วนอยู่กับการถ่ายรูปผีเสื้อที่บินอยู่บริเวณพุ่มดอกไม้แถวนั้น “เดินด้วยกันก็ดีแล้ว”

“ได้ยินไหม เดินด้วยกันก็ดีแล้ว”

“ได้ยิน!” ไอ้ชานยอลนี่มัน... “ไม่ต้องมาพูด—จับมือกูทำไมเนี่ย?”

มือของชานยอลที่สอดประสานนิ้วเข้ามาจับมือกันเอาไว้นั้นทำให้แบคฮยอนทั้งไม่เข้าใจและสั่นไหวอย่างน่าประหลาด ไอ้เพื่อนบ้านี่มันแกล้งอะไรเขาอีก รู้ว่าชอบแล้วก็เอาแต่ทำแบบนี้เหรอ?

พอคืนดีกันก็เอาแต่อยู่ใกล้ ๆ ไม่ห่าง จะไปไหนก็ขยับตัวตามไปด้วยกันเสมอทั้งที่มันไม่จำเป็นด้วยซ้ำ ทำไมต้องมาแกล้งเขาแบบนี้ด้วย

“ชานยอล กูไม่เล่นนะ อย่ามาแกล้งได้ไหม?”

“กูไม่ได้แกล้งมึงนะ”

“แล้วจับมือกูทำไมวะ?”

“...อยากจับ” ชานยอลมองเข้ามาในดวงตาของเขา “จริง ๆ”

“...แกล้งกูแน่ ๆ”

“บอกว่าไม่ได้แกล้งไง อย่าดึงมือออกดิ” ชานยอลขืนมือของเขาไว้ “ขอกำลังใจหน่อยหน่า”

“กำลังใจอะไรวะ…”

“แค่จับมือเอง อย่ามาทำเขินดิ”

“มึงนี่...”

จะแกล้งไม่แกล้งก็ช่างแล้ว อยากจะจับให้กำลังใจหรือจะทำอะไรก็เชิญ แบคฮยอนจะเดินอยู่ข้าง ๆ ชานยอลอยู่ตรงนี้ ทุบหลังอีกฝ่ายดังปั่กเวลาไม่พอใจต่อไปก็แล้วกัน

หลังจากที่เราใช้เวลาในช่วงพักกลางวันไปด้วยกัน แบคอยอนก็เดินมาส่งชานยอลที่ห้องพักนักกีฬา ส่วนเพื่อนคนอื่นนั้นขึ้นไปนั่งรอบนแสตนด์เพราะกลัวจะถูกแย่งที่นั่ง เขาเองก็ได้แต่ยิ้ม บอกให้เพื่อนสู้สู้เข้านะ ทำได้อยู่แล้ว เต็มที่ไปเลย

“ถ้าได้ที่หนึ่งแล้ว...มึงมีอะไรให้กูไหม?”

“...เอาเป็นเบ๊หนึ่งวันไหม เหมือนตอนวันเกิดมึงไง”

“ไม่เอา”

“เอ้า แล้วอยากได้อะไรวะ?”

“ขอติดไว้ก่อน แต่อยากให้มึงสัญญาว่าจะให้” ชานยอลยื่นนิ้วก้อยมาตรงหน้า และแบคฮยอนไม่ลังเลเลยที่จะยื่นนิ้วก้อยไปเกี่ยวกับนิ้วของชานยอล

“ได้แน่นอน ชนะให้ได้ก็แล้วกัน”

“แน่นอนอยู่แล้ว” ชานยอลยิ้มกว้างก่อนจะดึงแขนแบคฮยอนเอาไว้ “มึง...”

“อะไร?”

“ขอกอดทีดิ ตื่นเต้นว่ะ”

“ฮะ ๆ ไอ้บ้านี่” เป็นอีกครั้งที่เขาไม่ลังเลในที่จะมอบกำลังให้เพื่อนคนนี้ “ทำได้จริง ๆ ทำได้อยู่แล้วหน่า เชียร์อยู่ข้างบนนะ”

แบคฮยอนใช้เวลาในช่วงบ่ายไปกับดารเชียร์ชานยอลแข่งรอบรองชนะเลิศ เขาเชียร์สุดหัวใจจนจงอินบอกว่าปีหน้าจะแอบไปลงชื่อให้เขาเป็นหนึ่งในสมาชิกของชมรมเชียร์ลีดเดอร์ แต่ทั้งหมดนั่นมันก็ยังไม่เท่าความดีใจที่เห็นว่าชานยอลชนะและมีสิทธิเข้าชิงชนะเลิศ แบคฮยอนได้แต่ฉีกยิ้มกว้างเมื่อมีรายการจากช่องกีฬามาสัมภาษณ์ชานยอล ทั้งยังตื่นเต้นที่รอบชิงชนะเลิศจะมาถึงแล้ว นี่มันน่าตื่นเต้นที่สุดเลย

เพราะเป็นกีฬาที่ใช้สมาธิค่อนข้างสูง ทั้งสนามจึงตกอยู่ในความเงียบสงบเมื่อคู่ในรอบชิงชนะเลิศทำการแข่งขันกัน แบคฮยอนไม่รู้จักคู่แข่งของชานยอลที่ชื่อชินยุนโฮ แต่อี้ชิงก็เล่าให้ฟังว่าเป็นคนที่เก่งเหมือนกัน และมันก็ยิ่งทำให้แบคฮยอนทั้งตื่นเต้นทั้งกังวลใจ ถ้าชานยอลแพ้ล่ะ ถ้าเกิดว่าไม่ได้ที่หนึ่ง ชานยอลจะเสียใจมากไหม แล้วแบคฮยอนทำอะไรได้บ้าง

การต่อสู้ค่อนข้างเป็นไปอย่างดุเดือด ตาของแบคฮยอนได้แต่มองชานยอลสลับกับจอคะแนน ทุกครั้งที่แต้มของเพื่อนรักขยับขึ้นมา แบคฮยอนก็ได้เก็บความดีใจเอาไว้ในอกเพราะไม่อยากให้มันรบกวนชานยอล มือทั้งสองข้างประสานไว้ที่อกอย่างตื่นตระหนก จะเป็นไปได้ไหมนะ ชานยอลจะชนะไหมนะ ถึงตอนนี้คะแนนจะนำอยู่แต่ว่ามันจะเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นรึเปล่า แล้ว...แล้ว...

มือของอี้ชิงเลื่อนมาจับมือของแบคฮยอนเอาไว้ เราสองคนบีบมือกันแน่น เพราะว่ามัน...อีกแค่แต้มเดียวเท่านั้น...

“เฮ้!!!!!!”

เสียงเฮลั่นแสดงความยินดีจากทั่วทั้งสนามนั้นทำให้แบคฮยอนลุกขึ้นยืนก่อนจะกระโดดกอดกับเพื่อนของตัวเองเอาไว้แน่น ภาพชานยอลดึงหน้ากากที่ใส่อยู่ออกก่อนจะชูขึ้นฟ้านั้นยิ่งทำให้แบคฮยอนดีใจมากขึ้นไปอีก มันเหมือนภาพในความฝันเลย นี่มันสุดยอดจริง ๆ

“ลงไปหาไอ้ชานยอลกัน!”

“เออ ไปหาไอ้ชานยอลกัน!”

แบคฮยอนวิ่งลงไปข้างล่างพร้อมกับเพื่อน ๆ มองชานยอลที่กำลังอยู่ท่ามกลางผู้คนมากมายด้วยความรู้สึกยินดี ก่อนที่เขาจะยิ้มกว้างมากขึ้นไปอีกเมื่อชานยอลเดินตรงเข้ามากอดกันเอาไว้แน่น มีเพื่อนที่เข้ามากอดกันเอาไว้จนเราเป็นก้อนกลม ๆ มีแบคฮยอนอยู่ในอ้อมกอดของชานยอล ก่อนที่จะมีเพื่อนอีกสามคนมาทำให้เรากลมมากขึ้นไปอีก

“ไปกินเนื้อย่างกัน!”

“เออ ไปกินเนื้อย่างกัน!”

“ไอ้หมาอ้วน วันนี้เพื่อนชานยอลเก่งไหม?”

“เก่งมาก ยอมเป็นเบ๊สองวันเลย ดีใจจัง” เขาหยุดยิ้มไม่ได้ ถึงแม้ว่าจะถูกชานยอลยีผมจนยุ่งแล้วก็ยังหยุดยิ้มไม่ได้อยู่ดี

ร้านเนื้อย่างที่เราเลือกไปนั้นเป็นร้านที่ชานยอลชอบ มีคุณครูแล้วก็พี่ ๆ เพื่อน ๆ ที่เข้าแข่งขันในวันนี้นั้นมากินด้วยกัน เด็กโอเซฮุนที่ไม่ได้มาเชียร์เพราะติดธุระนั้นบอกว่า ถึงผมจะไปเชียร์ไม่ได้ แต่ผมไปกินได้แน่นอนครับ เว้นที่เอาไว้ให้ผมด้วยนะครับ

โต๊ะหลายตัวภายในร้านถูกนำมาต่อกันให้เป็นโต๊ะยาว ทุกคนนั่งกินกันอย่างสนุกสนานและมีความสุขท่ามกลางความภาคภูมิใจของนักกีฬาและคุณครู รวมถึงทุกคนที่อยู่ ณ ที่นี้

“มึงอย่าแย่งกูกินสิ” ถึงวันนี้จะเป็นวันของชานยอล แต่ก็ใช่ว่าจะหยิบเนื้อที่แบคฮยอนย่างกินหน้าตาเฉยแบบนี้ “ทำไมไม่ช่วยย่างเลย”

“ก็ไม่เห็นมึงจะกิน”

“กูกินไม่ทันมึงต่างหาก!” อยากจะเอาตะเกียบจิ้มตาสักที “คีบเอาคีบเอา!”

“โอ๋ ย่างให้ครับย่างให้ เอาอันนี้ไปกิน”

“ดีมาก!” แบคฮยอนอ้าปากรับเนื้อห่อผักคำโตที่ชานยอลบรรจงห่อและป้อนให้ “อันนี้เดี๋ยวทำให้นะ อ้าปากหน่อย”

“พวกพี่เป็นแฟนกันเหรอ?” คำถามของเซฮุนทำให้แบคฮยอนหยุดมือที่กำลังคีบเนื้อ “จู๋จี๋กันไม่หยุด”

“ไม่ใช่สักหน่อย ปกติ”

“อ๋อ นี่ปกติแล้วเรอะ!” เสียงของจงอินทำให้แบคฮยอนอยากจะปากิมจิใส่หน้ามัน “ไม่รู้เลย!”

“มึงอย่าดิวะ...” แบคฮยอนขยับออกห่างชานยอลมาชิดอี้ชิงมากขึ้น กลัวเพื่อนจะลำบากใจ “ชานยอล มึงไม่ต้องคิดมากนะ มันล้อกันไปอย่างนั้นหรอก ไร้สาระ”

“แล้วมึงจะขยับหนีกูทำไม?”

“ก็กูกลัวมึงจะคิดมาก...” แบคฮยอนไม่อยากให้เราไม่คุยกันอีก

“ขยับกลับมา”

“ก็ได้” แบคฮยอนขยับก้นกลับมาที่เดิม “มึงอย่าแซวกูอีกนะ ไม่งั้นกูโกรธมึงจริงด้วย”

“ผมแค่ถาม!” เซฮุนเถียงกลับมา “ไม่ใช่ก็ไม่ใช่ พี่อย่าว่าผมดิ”

“เออ ไม่ใช่ พูดอีกจะตีปาก!”

“ไม่พูดแล้ว!”

บรรยากาศในการกินเนื้อย่างนั้นกลับมาดีเหมือนเดิมเมื่อแบคฮยอนรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น เขาเลิกบ่นและย่างเนื้อให้ชานยอลต่อเมื่ออีกฝ่ายนั้นห่อให้ตัวเองรวมถึงห่อให้เขาด้วย

การกินเลี้ยงในร้านเนื้อย่างนั้นกินเวลาไปถึงสี่ทุ่ม ไม่มีใครรู้สึกว่าเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วจนกระทั่งอี้ชิงขอตัวกลับบ้านคนแรกเพราะว่าพ่อมารับ มีจงอิน คยองซู และเซฮุนที่ขอติดรถไปลงที่สถานีรถไฟใต้ดินด้วย แบคฮยอนกับชานยอลเองก็ขอตัวกลับเพราะว่าไม่อยากกลับมืดไปมากกว่านี้ เราทั้งสองคนโค้งให้คุณครูเพื่อแสดงความเคารพก่อนที่จะเดินออกจากร้านไปด้วยกัน

“เอ้า เบ๊แบคฮยอน เอากระเป๋าไปถือ”

“โถ่ พรุ่งนี้ได้ไหม อิ่มจนจะเดินไม่ไหวแล้ว” เขาไม่อยากถือกระเป๋าใส่ชุดกีฬาหนักของชานยอลในขณะที่ต้องแบกท้องของตัวเองไปด้วยแบบนี้ “นะ...”

“นี่ไง สิทธิพิเศษ แบกจนถึงบ้านมึง แค่นั้นแหละ”

“ถ้าอย่างนั้นกูเรียกแท็กซี่นะ”

“เดี๋ยวจะโดน” แบคฮยอนกระโดดหนีขาชานยอลที่ยกขึ้นมาเตะเขาพร้อมเสียงหัวเราะ “เพื่อกู ทำไม่ได้ไง?”

“ทำได๊!” แบคฮยอนเต็มที่! “จะเอาอะไรอีก พูดมา!”

“จับมือกัน”

“...”

“เร็วหน่า จับมือกัน”

“อะไรวะ...” ถึงจะพูดออกไปอย่างนั้นแต่เขาก็จับมือชานยอลเอาไว้ “ขยันแกล้งกูจังเลยนะ สนุกนักรึไง?”

“กูแกล้งอะไรมึง?”

“เนี่ย เพราะรู้ว่ากูชอบใช่ไหมถึงได้ทำแบบนี้อ่ะ” แบคฮยอนไม่ได้โกรธ แต่รู้สึกอยากทุบหัวชานยอลมากกว่า

“เปล่า”

“แล้วทำไมทำแบบนี้วะ เดี๋ยวจะต่อยสักที...”

“มึงก็ลองคิดดูดิว่ากูทำทำไม”

“ก็แกล้งกูไง!” แบคฮยอนจะต่อยชานยอลจริง ๆ แล้วนะ

“ก็บอกว่าไม่ได้แกล้ง ถ้ากูไม่ได้แกล้งแล้วมึงคิดว่ากูทำทำไม?”

“มึงแกล้ง แต่มึงโกหกว่าไม่ได้แกล้ง เพราะว่ามึงชอบแกล้งกูไง”

“ทำไมมึงพูดไม่รู้เรื่องวะ?”

“เอ้า...”

แสงไฟสีส้มนวลจากเสาไฟบนท้องถนนและสายลมเย็น ๆ ในยามค่ำคืนนั้นทำให้แบคฮยอนนึกถึงยามที่เราสองคนยังเป็นเด็กน้อย เดินจับมือกลับบ้านด้วยกันเหมือนในวันนี้ เพราะตอนนั้นเรายังอยู่ในช่วงวัยที่ต้องคอยปกป้องกันและกัน แบคฮยอนจำไม่ได้เลยว่านอกจากเรื่องตอนอนุบาลสอง แบคฮยอนเคยปกป้องอะไรชานยอลบ้าง แต่สิ่งที่ชานยอลเคยทำให้แบคฮยอนนั้น คิดเท่าไหร่ก็ไม่จบไม่สิ้นสักที

“จำตอนนั้นได้ไหมวะ ที่เราโดนปล้น ตอนม.ต้นอ่ะ”

“จำได้ดิ ใครจะลืมวะ” ชานยอลหลุดหัวเราะออกมา “มึงมีหนักมาก ที่มุมปากกูบวมก็ไม่ใช่เพราะโดนต่อยหรอก เพราะมึงกดสำลีลงมาต่างหาก”

“ไอ้ชานยอลนี่ กูก็มีปัญญาทำแค่นั้นไหมล่ะ” ยังจะมาว่าเขาอีก “ตอนนั้นมันก็ไม่ตลกหรอกนะ แต่จำได้ไหมที่โทรไปโกหกแม่ โคตรตลกเลย”

“เออ กูไม่เคยโกหกแม่เลยนะ นั่นครั้งแรกในชีวิต” ชานยอลหัวเราะไปกับเขา “ดีใจนะที่วันนั้นได้ปกป้องมึง”

“ขอบใจเหมือนกันที่ปกป้องกูมาตลอด”

“...”

“ขอโทษนะ”

“อะไรอีกล่ะ?”

“ขอโทษที่ปล่อยให้อยู่คนเดียวมาตั้งครึ่งเทอมนะ” แบคฮยอนรู้สึกผิดจริง ๆ “กูมันงี่เง่าเอง...”

“จะพูดขึ้นมาทำไมอีกล่ะ จบไปตั้งแต่วันนั้นแล้วไม่ใช่รึไง?”

“ก็มัน...” แบคฮยอนเครียดจริง ๆ “กูมันเห็นแก่ตัว ไม่เคยคิดถึงหัวใจมึงเลย ปล่อยให้นั่งเรียนเงียบ ๆ คนเดียว ทำให้มึงต้องไปกินข้าวที่โรงยิม ตอนเช้ามาโรงเรียนก็ไม่รู้ว่าไปอยู่ที่ไหน กูมันนิสัยไม่ดีจริง ๆ”

“...”

“มึงไม่เคยทิ้งกูเลยสักครั้ง มีแต่กูที่มันงี่เง่าเอง กูน่ะ—”

เสียงของแบคฮยอนเงียบหายไปเพราะคนที่โน้มตัวลงมาแนบริมฝีปากของตัวเองเข้ากับริมฝีปากของแบคฮยอนก่อนจะผละออก

ทั้งยังมองเข้าในตาของเขาด้วยสายตาที่จริงจังที่สุดครั้งหนึ่ง

“มึง...”

“กูต่างหากที่ต้องขอโทษมึง ขอโทษที่ลืมนึกถึงมึง มองข้ามความรู้สึกมึงไป”

“...”

“ขอบคุณที่กล้าเข้ามาบอกว่าชอบกูนะ” ชานยอลยกมือขึ้นลูบหัวเขาเบา ๆ “ขอบคุณที่ทำให้คนโง่ ๆ อย่างกูรู้ว่าชอบมึงมากแค่ไหน...”

“...”

“เพราะว่ามีมึงอยู่ข้าง ๆ ตลอด กูเลยคิดว่ามันคงเป็นความรู้สึกอย่างที่เพื่อนควรจะมี แต่วินาทีที่กูเสียมึงไป กูก็รู้เลยว่ามันไม่ใช่ มันทำให้กูรู้ว่าอยากได้ยินเสียงมึงทุกวัน อยากคุยกับมึง อยากกลับบ้านกับมึง อยากเห็นหน้ามึง กูคิดถึงมึง อยากมีมึงอยู่ด้วยกันไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาไหนในชีวิตของกู”   

“...”

“แม้ว่ามันจะลดลงไปแล้ว แต่กูขอได้ไหม...ความรู้สึกที่มึงลดลงไป ขอให้มันกลับมาเป็นเหมือนเดิม”

“...”

“กลับมาชอบกูเหมือนเดิมได้ไหม บยอนแบคฮยอน?”

“ไอ้บ้า...” แบคฮยอนปาดน้ำตาตัวเองที่ไหลลงมาด้วยอารมณืที่หมุนวนภายในใจ “ไอ้ชานยอลบ้า บ้าที่สุด...”

“...”

“ใครจะไปเลิกชอบมึงได้วะ ฮึก...ทำไม่ได้หรอก”

เขาสะอึกสะอื้นแต่ก็หัวเราะเมื่อถูกชานยอลดึงเข้าไปกอดเอาไว้แน่น ถึงจะเป็นริมถนนที่มีแสงไฟส่องสว่าง แต่เขาก็กอดชานยอลแน่นกลับไปไม่แพ้กัน มันเป็นความรู้สึกลึก ๆ ในใจของเราที่เป็นเพื่อนกันมานาน เป็นสิ่งที่อยู่ข้างในใจที่ถูกบดบังไปด้วยความสัมพันธ์ฉันเพื่อนและกาลเวลา แต่ในตอนนี้มันกลับฉายชัดขึ้นมาอีกครั้งให้เราได้รู้ถึงความรู้สึกที่อยู่ข้างใน

‘ชานยอลทำอะไร?’ แบคฮยอนวัยสิบขวบมองข้อมือของตัวเองที่ชานยอลกำลังใช้ก้านดอกเดซี่ผูกมันให้กลายเป็นกำไล ‘ผูกกำไลให้เราเหรอ?’

‘ใช่’ เพื่อนตัวโตยิ้มให้แบคฮยอน ‘เราสัญญาว่าเราจะมีแบคฮยอนคนเดียว’

‘…’

‘จะอยู่กับแบคฮยอนตลอดไปเลยนะ’

‘อื้อ...’

 

 

 

 

(never ending.)

#ดซชานแบค

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 700 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

6,131 ความคิดเห็น

  1. #6049 ggggg-ns (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 9 พฤศจิกายน 2563 / 03:47
    ฮือกลับมาอ่านกี่รอบก็ร้องไห้ ;-; ทำใจไม่ได้ตอนชานยอลมีแฟน แล้วน้องก็บอกชานยอลว่าไม่อยากคุยด้วย โอ่ยยยเนื้อเรื่องดีมากมากเลย
    #6,049
    0
  2. #6008 ppxbbh (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 24 พฤษภาคม 2563 / 02:40
    ใจหวิวเลยตอนน้องบอกว่าไม่อยากคุยกับชานยอลแล้วใจตกไปอยู่ตาตุ่ม แงงงง ความเป็นเด็กอะความที่เป็นเพื่อนกันมานานกับบางคนคงยังสับสนอยู่ไม่รู้ว่านี่คือความชอบแบบไหน แต่แบคฮยอนเก่งมากเลยนะที่กล้าจะมาบอกชานยอลอะ ได้รักกันแล้วน้าาาาา
    #6,008
    0
  3. #6000 Jennysupat18 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2563 / 11:19
    ฮือออ -ชานยอลคนบ้าาาาา
    #6,000
    0
  4. #5988 haneul_o4 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 14 เมษายน 2563 / 21:30
    เหมือนจะหน่วงแต่ก็น่ารักมากๆเลยยค่ะ
    #5,988
    0
  5. #5986 KyuMin_Pumpkin (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 14 เมษายน 2563 / 00:47
    แงงงงงง กว่าจะมารักกันได้ หนักหน่วงมากเลยอ่ะ แต่รู้สึกทึ่งกับแบคฮยอนมากเลยนะ ไปบอกชอบเพื่อนตัวเองแบบนั้นแล้วยังจัดการความรู้สึกของตัวเองได้อีก เป็นบางคู่ก็คือมองหน้ากันไม่ติดแล้ว ดีมากๆที่ชานยอลก็รักแบคเหมือนกันอ่ะ
    #5,986
    0
  6. #5982 chnsss (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 12 เมษายน 2563 / 23:25
    โฮรรรรร โล่งใจมากเลยตอนที่ปรับความเข้าใจกันแล้ว
    #5,982
    0
  7. #5945 ggggg-ns (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 20 ธันวาคม 2562 / 15:19
    นั้มตาไหลแบบไม่รู้ตัวเลยงะ มันหน่วงแบบจุกๆยังไงก็ไม่รู้ แต่ชอบที่สุดท้ายมาคุยกับ อธิบายให้เข้าใจกันและกัน
    #5,945
    0
  8. #5892 ChaninzKlas (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 4 ตุลาคม 2562 / 09:39
    อ่านทีไรก็ทำให้มีความสุขได้ตลอดเลยค่ะ
    #5,892
    0
  9. #5782 Nimuyk (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 17 กันยายน 2562 / 12:49

    หน่วงจริงๆ ช่วงม่ะคุยกันเนี่ยะ

    แต่ก้อดีใจที่สุดท้ายก้อรัก และ เข้าใจกัน ^_^

    #5,782
    0
  10. #5636 Cnppa (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 26 เมษายน 2562 / 00:45
    อ่านใหม่กี่รอบก็อยู่ทีมพี่ชานอ่ะ สงสารตอนแบบไม่รู้ตัวว่าผิดอะไรแล้วโดนทิ้งให้อยู่คนเดียว คำพูดแบคก็เจ็บปวดหัวใจพี่ แงยอมทำทุกอย่างที่เทอต้องการ นั้มตา
    #5,636
    0
  11. #5272 KEYYY_ (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 7 มกราคม 2562 / 21:34
    ฮือออออออ ชอบบบบ แต่งได้หน่วงมากกก รู้สึกอยากจะร้องไห้ตามแบคเลย แต่ก็สงสารพี่ชาน ถ้าไม่มีตัวกระตุ้นก็ไม่มีใครรู้ตัวจริงๆ
    #5,272
    0
  12. #5208 miaJongin (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 26 ธันวาคม 2561 / 21:40

    ชานยอลเพราะแบคฮยอนหรอกนะ เราจะหลีกทางหั้ย!!

    #5,208
    0
  13. #5181 NanananananaNa (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2561 / 00:09
    โหมดทะเลาะหันคืออึดอัดจริงอ่ะแบบเหมือนเป็นแบคเองจริงๆตอนดีกับก็อ่านไปยิ้มแก้มจะแตกไปแงงง้น่ารักก
    #5,181
    0
  14. #5130 pupe. (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 19 ธันวาคม 2561 / 01:36
    เป็นคำสัญญาที่เหมือนคำสาบานรักตอนแต่งงานในโบสเลยรู้กเอ้ย ฮื้อ ดิช้อนอึดอัดแทบตายตอนแรกๆ แง้ แต่พอเขาเข้าใจกันแล้ว ดิช้อนก็ดีใจอย่างมาก น้ำตาร่วงเผาะ
    #5,130
    0
  15. #5115 Kha_nit (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 17 ธันวาคม 2561 / 22:44
    เหมือนมองตัวเองในอีกบางส่วนตรงชีวิตเรามากอะver ต่างแค่คนนั้นไม่ได้ชอบเรากลับ5555
    #5,115
    0
  16. #4826 mbas2 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 9 ธันวาคม 2561 / 20:33

    ตอนที่ทะเลาะกันโคตรอึดอัดแบบอึดอัดมากๆเลย แต่พอคืนดีกันเท่านั้นแหละ เขินไม่หยุดเลยเจ้าค่ะ
    #4,826
    0
  17. #4807 MMint614 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 8 ธันวาคม 2561 / 10:22
    ชอบมากๆ ทั้งอบอุ่น น่ารัก เขิน อยากเห็นตอนเค้าเป็นแฟนกัน น่ารักมากแน่ๆ
    #4,807
    0
  18. #4515 XMCB_BB (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 21 พฤศจิกายน 2561 / 15:41

    ตอนที่ทะเลาะกันแล้วห่างกันนี่ใจจะขาดตาม อึดอัดเว่ออออออ พอคืนดีกันแล้วมันก็อบอุ่นหัวใจมากๆๆเลย ฮือออออ เราชอบมากเลย ทั้งมิตรภาพของความเป็นเพื่อนและความรักที่มีให้กัน ถึงจะมีช่วงดราม่าแบบอึดอัดๆไปบ้างแต่สุดท้ายก็กลับมาปรับความเข้าใจกันได้ ฮือออออ ดีมากกกกกเลยค่ะ ไรท์แต่งดีมากเลย
    #4,515
    0
  19. #4420 parkxbyun (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 9 พฤศจิกายน 2561 / 21:25
    ฮือออน่ารักกก เติบโตมาด้วยกันจริงๆ
    #4,420
    0
  20. #4389 xCBx (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 19 ตุลาคม 2561 / 13:06
    กรี๊ดด น่ารักมากเลยยย อยากเห็นตอนที่ทุกคนรู้ว่าคบกันน ฮืออออ ในที่สุดก็สารภาพสักทีนักชานยอลลล
    #4,389
    0
  21. #4280 สนมจมคร (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 5 ตุลาคม 2561 / 02:52

    ฮึ้ยยย เกือบไปแล้วววว เข้าใจกันสักที เจ็บกันทั้งคู่เลยเห็นม้ะ! รักใครให้พูดตรงๆซี่ อย่างเช่น ตรงๆ fill your heart with my daisy แบบนิ! //เอามือปิดหน้า

    #4,280
    0
  22. #4016 areenachesani (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 3 กันยายน 2561 / 20:10
    แงง กลับมาอ่านอีกกก(รอบที่เท่าไหร่ไม่รู้) ชอบบ ชอบมากกก
    #4,016
    0
  23. #3850 geejajaa (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 5 สิงหาคม 2561 / 14:13
    ลุ้นอ่ะ ช็อคนิดหน่อยตอนจุ๊บเหม่งแบคตอนแขาง แต่นะ กำลังใจสำคัญอ่ะ

    ตอนสารภาพกันก็น่ารัก

    โอยยยยยอมใจ
    #3,850
    0
  24. #3838 heykiki (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 4 สิงหาคม 2561 / 22:09
    น่ารักกกกก
    #3,838
    0
  25. #3656 Windysep (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 2 กรกฎาคม 2561 / 14:04
    กว่าจะรู้ใจกันนนน ยังดีที่เปิดออกคุยกัน ตอนนี้เคลียร์จนได้เป็นแฟนแระ อิจฉาาาา
    #3,656
    0