(exo) SF/OS|Fill your heart with my DAISY ❁ Chanbaek

ตอนที่ 30 : - in days gone by (2/?)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 807
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 82 ครั้ง
    11 พ.ย. 63

 

 

 

 

 

 


 

 

 

In Days Gone By

didn't know how beautiful days worth.

 

CHANBAEK

 

 

มันเป็นความกล้าอย่างหนึ่ง อย่างน้อยชานยอลก็คิดอย่างนั้นเมื่อนึกถึงสัปดาห์ที่แล้วที่เขาส่งข้อความไปหาพี่แบคบอม ไม่ได้พิมพ์รายละเอียดอะไรนอกจากประโยคที่ว่าเราไม่ได้เจอกันนานแล้วนะครับ ถ้าเกิดว่าพี่พอจะมีเวลา เรามาเจอกันบ้างดีไหมครับ เขาพิมพ์อะไรไปอย่างนั้น ทุกครั้งชานยอลจะได้รับข้อความที่แสนใจดีกลับมา ในครั้งนี้เองก็เช่นกัน เขาได้รับข้อความตอบกลับมาว่าเราควรมาเจอกันจริง ๆ ไม่มีอะไรเพิ่มเติมนอกไปจากเวลาในการนัดหมายและสถานที่พบเจอ

กาลเวลาทำให้คนเปลี่ยน เรื่องราวที่เกิดขึ้นในชีวิตก็เช่นเดียวกัน ชานยอลเคยได้รับรู้มาว่าสองพี่น้องบ้านบยอนนั้น ถึงจะอายุห่างกันถึงหกปี แต่ก็เล่าสู่กันฟังทุกเรื่องราวที่เกิดขึ้นในชีวิตหรือความรู้สึกที่อยู่ในใจ ไม่ว่าจะความสุข ความทุกข์ ความเศร้าหรือเสียงหัวเราะ สองพี่น้องนั้นแบ่งปันกันเสมอ แม้กระทั่งความรู้สึกในใจของแบคฮยอนที่มีต่อเขา คนแรกที่รู้ก็ยังเป็นพี่แบคบอม ทั้งยังเป็นคนที่แนะนำให้น้องชายของตัวเองเปิดเผยความรู้สึกภายในใจที่มีต่อเขาอีกด้วย

‘ตอนแรก...ไม่คิดจะบอกชานยอลเลย หมายถึง...อยากจะทำอะไรให้ชานยอลไปเรื่อย ๆ แต่...ถ้าไม่รู้ก็ไม่เป็นไร’

‘แล้วทำไมถึงบอกล่ะ?’ ชานยอลถามแบคฮยอนที่ตอนนี้กำลังนั่งไกวชิงช้าเล่นไปในสวนสาธารณะที่เรามาพักผ่อนด้วยกัน ยิ้มให้กับท้องฟ้าพลางพูดความรู้สึกในหัวใจของตัวเอง

‘ก็...พี่ชายฉันบอกว่าให้บอกน่ะ’

‘…’

‘พี่บอกว่าฉันจะต้องเสียใจทีหลังแน่ ๆ ถ้าไม่ได้พูดออกไป’

‘แล้ววันนี้อยู่กับฉันมีความสุขไหม?’

‘…ที่สุดในโลกเลย’

และมันทำให้ความคิดของชานยอลแตกออกเป็นสอง ใจหนึ่งของเขานั้นรู้สึกมั่นใจว่าแบคฮยอนจะได้รับการดูแลที่ดีและมีความสุขในช่วงเวลาที่ไม่มีเขา แต่ในขณะเดียวกัน ใจของชานยอลก็นึกกลัว...

เขากลัว...ในสิ่งที่พี่แบคบอมตัดสินใจ

แต่ภายใต้ความกลัวนั้น ชานยอลก็ยังมีความมั่นใจว่าทุกสิ่งที่พี่แบคบอมเลือกมันก็เพื่อบยอนแบคฮยอนทั้งนั้น ทุกอย่างที่พี่แบคบอมทำก็เพื่อน้องชายสุดที่รักคนนี้

คนที่เป็นสุดดวงใจของเขาเช่นเดียวกัน

ทันทีที่เปิดประตูเข้าไปในคาเฟ่อันเป็นสถานที่นัดหมายในวันนี้ สิ่งแรกที่ชานยอลเลือกทำคือการตรงไปยังเคาน์เตอร์ให้บริการลูกค้าเพื่อสั่งอเมริกาโน่หนึ่งแก้ว รวมทั้งบอกหมายเลขโต๊ะที่เป็นโต๊ะประจำเพื่อให้พนักงานนำไปเสิร์ฟได้ถูก ก่อนที่เขาจะสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกความมั่นใจให้กับตัวเอง

ไม่ว่าจะได้พบเจอกับอะไร...ชานยอลก็บอกตัวเองว่าเขาจะยอมรับมันให้ดีที่สุด

“ขอโทษครับ รถติดมากเลย”

“ไม่เป็นไร พี่ก็เพิ่งมา” พี่แบคบอมที่นั่งรออยู่ยิ้มให้เมื่อเขาก้มหัวเชิงขอโทษรวมถึงทำความเคารพ “สั่งอะไรรึยัง?”

“สั่งแล้วครับ” ชานยอลส่งยิ้มให้พี่ชายที่เขารู้สึกสนิทใจมากที่สุดคนหนึ่ง “ไปกรมมาครับ รถติดจริง ๆ”

“แถวนั้นก็ติดประจำ พี่ไม่ผ่านเป็นปีแล้ว ให้อ้อมก็ดีกว่ารถติด พี่ปวดหลัง”

“เลี่ยงไม่ได้นี่สิครับ แต่อาการปวดหลังผมยังไม่มาครับพี่ อาจจะเป็นตอนที่อายุมากกว่านี้” ชานยอลยิ้มออกมาเมื่อเห็นอาการของคนบ่นว่าปวดหลัง เอี้ยวตัวซ้ายเอี้ยวตัวขวา “นอกจากเรื่องปวดหลังแล้วสบายดีไหมครับ?”

“ก็สบายดีแหละนะ เรายังบ้างานเหมือนพี่อยู่รึเปล่า?”

“ผมไม่ได้บ้านะครับ แต่งานมันบังคับให้ผมต้องทำ”

“ก็พี่บอกแล้วว่าให้ไปสอบรับราชการ เราก็ไม่เอา” พี่แบคบอมพูดในสิ่งที่เคยแนะนำเขาเมื่อปีก่อนกลังจากเรียนจบ แต่สุดท้ายชานยอลก็เลือกที่จะทำงานเอกชนเพื่อประสบการณ์ที่มากกว่า

“นั่นสินะครับ คิดอยู่เหมือนว่าถ้าทำงานไปอีกสักปีสองปี ผมอาจจะไปสอบก็ได้”

“ลองดู พี่อยากให้เรามีเวลา มากกว่านี้นิดเดียวก็ยังดี”

“พี่เองก็เหมือนกันนะครับ ผมว่าพี่ทำงานหนักกว่าผมอีก”

“ถ้าเมื่อก่อนก็คงใช่ แต่เดี๋ยวนี้ไม่แล้วล่ะ” สายตาของพี่แบคบอมละไปมองแก้วอเมริกาโน่เย็นที่พนักงานนำมาเสิร์ฟให้เขา “พี่ตรงเวลาสุด ๆ ตอนนี้เลื่อนเวลาทำงานมาแล้ว ถ้านายมาหาพี่ที่บริษัทก่อนเที่ยงนี่ไม่เจอแล้วนะ ยังไม่เข้างาน”

“ผมจะนัดล่วงหน้าครับ พอจะรู้มาบ้างว่าพี่ลงทุนทำร้านอาหาร คงต้องปรับเวลาให้ตรงกัน...”

“ประมาณนั้นแหละ พี่ก็ไม่ได้คุมเข้มอะไรหรอก ก็แค่อยากใช้เวลาไปพร้อมกันบ้าง ข้าวเที่ยงเมื่อวานอร่อยไหม?”

“อร่อยครับ...”

“พี่บอกเองแหละว่าให้เตรียมของตัวเองไปด้วย เอาแต่ทำหน้ายุ่งใส่สันใน ลืมฟักทองตัวเองเลย”

“แต่เมื่อวานก็ทานจนหมดนะครับ ต่อให้เป็นผักก็ยังกินเก่งเหมือนเคย”

ชานยอลผ่อนลมหายใจออกก่อนจะสบตากับพี่ชายที่เคารพรัก คนที่นั่งอยู่ตรงข้ามเขา ความรู้สึกที่ส่งผ่านออกมาในรูปแบบของการกระทำนั้น ทั้งชานยอลและพี่แบคบอมไม่ได้ต่างกันเลย เราต่างคนต่างแน่วแน่และจริงจังกับบทสนทนาที่ได้เอ่ยออกไป ถึงแม้ว่ามันจะฟังดูเป็นบทสนทนาธรรมดา แต่มันไม่ได้ทำให้ใจของชานยอลรู้สึกแบบนั้นเลย

เราทั้งคู่รู้ดีแก่ใจว่าเหตุผลที่มาเผชิญหน้ากันในวันนี้คืออะไร

“ผมบังเอิญได้ไปทานอาหารที่ร้านนั้นครับ เราเลยได้เจอกัน” ชานยอลไม่ชอบสถานการณ์ที่เป็นการต่อรอง สถานการณ์ที่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบใคร เขาหวังจะให้เราพูดคุยกันด้วยเหตุผล อย่างน้อยทั้งเขาและพี่แบคบอมก็มีความสัมพันธ์อันดีต่อกันมาอย่างยาวนาน ทั้งเขายังเชื่อว่าอีกฝ่ายเป็นคนมีเหตุผล เขาเชื่อแบบนั้นจริง ๆ

“พี่ก็พอจะคาดเดาได้ว่าเรากับแบคฮยอนคงจะต้องเจอกันสักวัน มันไม่ได้เหนือความคาดหมายอะไรเท่าไหร่...”

“...แต่ก็ไม่ได้อยากให้เจอกันใช่ไหมครับ?”

“ใช่ พี่ไม่อยากให้เจอกัน” พี่แบคบอมยิ้มให้เขา แต่มันไม่ได้มีความสุขเลย “พี่อยากขอโทษนายนะ แต่มันไม่มีประโยชน์หรอก”

“...”

“เพราะว่าพี่ไม่ได้รู้สึกผิดในสิ่งที่ทำลงไปเลย”

ชานยอลกล้ำกลืนความเสียใจลงไปเมื่อได้ยินประโยคที่พี่แบคบอมพูด ทั้งที่ความรู้สึกข้างในมันอัดแน่นจนแทบจะระเบิดออกมา แต่เวลานี้เขาไม่มีเวลามาคร่ำครวญถึงความเสียใจ มันไม่มีประโยชน์และมันไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นมาได้เลย

“ผมเข้าใจครับ ว่าพี่คงมีเหตุผล” ชานยอลเข้าใจจริง ๆ “แต่ผมอยากให้พี่รู้ว่าหกปีที่ผ่านมา มัน...”

“พี่รู้ว่านายเสียใจ แล้วก็ยอมรับว่าพี่คงไม่เข้าใจความรู้สึกของนาย แต่พี่เองก็เสียใจไม่แพ้นายหรอกนะ ถึงมันจะต่างกัน แต่พี่เชื่อว่าพี่ไม่ได้เสียใจแพ้นายเลย”

“...”

“ช่วงเวลาที่ผ่านมา ชานยอลเสียใจจากเรื่องที่พี่จงใจโกหก เรื่องที่พี่บอกว่าแบคฮยอนตายไปแล้ว ในขณะที่พี่ต้องอยู่กับความหวังที่มันริบหรี่ ทั้งที่คิดว่าจะได้เห็นรอยยิ้มที่น่ารักที่สุดในชีวิตของพี่ แต่สุดท้ายแล้วพี่กลับได้พบกับแววตาที่ว่างเปล่า และความจริงที่ว่าพี่ต่างหากที่เป็นคนตายไปจากชีวิตของแบคฮยอน” ชานยอลมองเห็นความหวั่นไหวที่คลออยู่ในดวงตาของพี่แบคบอม “พี่ดีใจที่สุดที่แบคฮยอนยังมีชีวิตอยู่ ถึงจะเสียใจ แต่พี่ก็รู้สึกว่ามันคุ้มค่า มันไม่เป็นไรเลยถ้าพี่จะตายไปจากใจของแบคฮยอน ถ้าพี่จะตายทั้งเป็น มันก็ไม่เป็นไรจริง ๆ”

ชานยอลรับฟังเรื่องราวที่ผ่านมาจากคำพูดธรรมดาที่แสนเจ็บปวด เขารู้สึกเหมือนหัวใจบีบรัดและแน่นหน้าอกขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อได้รู้ว่าแบคฮยอนต้องเผชิญผลข้างเคียงจากอาการความจำเสื่อมจนทำให้เป็นโรคซึมเศร้า เพราะความทรงจำแม้สักเสี้ยวในชีวิตก็ไม่ฟื้นขึ้นมาให้ได้รับรู้ ทั้งยังต้องทนเจ็บปวด ต่อสู้กับร่างกายของตัวเองในการทำกายภาพบำบัด ทนกินยาที่ตัวเองไม่ชอบ มากกว่าสามปีคือเวลาที่แบคฮยอนใช้ไปเพื่อทำให้จิตใจและร่างกายของตนเองคงที่ มีการเรียนทำอาหารช่วยทำให้จิตใจสงบ เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้แบคฮยอนยังมีกำลังใจในการใช้ชีวิตมาจนถึงทุกวันนี้

“นายจำได้ไหมว่าของขวัญครบรอบสามปีที่นายให้แบคฮยอนคืออะไร?”

“ผมจำได้ครับ”

เขายังจำวันนั้นได้ที่ตัวเองเดินเข้าไปในร้านที่ขายอุปกรณ์สำหรับทำอาหารโดยเฉพาะ ก่อนจะสั่งทำไม้พายทุกขนาดที่มีโดยสลักชื่อ ‘Baekhyun.B’ ลงไปที่ด้ามของไม้พายทุกอันเพื่อเป็นของขวัญครบรอบสามปีที่เราตัดสินใจคบหากันด้วยความรู้สึกที่มากเกินกว่าคำว่าเพื่อน

“มันเป็นจุดเริ่มต้นในการทำอาหารของแบคฮยอนเลยนะ”

“...”

“พี่ยอมรับว่าตอนแรกพี่มองข้ามความสำคัญของมันไป คิดว่าถ้าเรื่องราวของพี่ที่อยู่ด้วยกันมาตั้งแต่เกิดก็ยังจำไม่ได้ นับประสาอะไรกับไม้พายที่ใช้ทำอาหาร แต่ตอนที่แบคฮยอนเห็นมัน แบคฮยอนร้องไห้เลย”

“...”

“เค้าบอกว่าเค้าจำได้...ว่าตัวเองเอาไม้พายอันนี้คนซอสมะเขือเทศ แล้วก็กำลังหัวเราะอยู่ด้วย แล้วก็จำได้...ว่าตอนนั้นมีความสุขมาก” พี่แบคบอมมอบรอยยิ้มที่ดูมีความสุขมากขึ้นให้กับชานยอล “นายอาจจะเสียใจที่ไม่ได้ร่วมทุกข์ร่วมสุขไปกับแบคฮยอน แต่ว่ามันไม่ใช่อย่างนั้นหรอกนะ ถึงแม้ว่าพี่จะอยากให้แบคฮยอนเริ่มต้นชีวิตใหม่ แต่ทุกอย่างที่นายเคยทำให้แบคฮยอน มันไม่เคยหายไปไหน”

“...”

“วันอาทิตย์จะไปเที่ยวสวนสัตว์ด้วยกันใช่ไหม?”

“...ครับ”

“เย็นวันนั้นแบคฮยอนมีนัดทานข้าวกับเพื่อนของพี่ มินวูน่ะ จำได้ไหม?”

“จำได้ครับ” เขาสบตากับพี่แบคบอม ในใจมีเรื่องที่ต้องคิดมากมาย เขาไม่เข้าใจว่าทำไมอีกฝ่ายไม่ยอมพูดว่าทำไม แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่อยากที่จะถามออกไป ทั้งยังมีเรื่องของพี่มินวูขึ้นมาอีก ทำไมถึงต้องพูดถึงเรื่องของพี่คนนี้ขึ้นมาด้วย

สิ่งที่ชานยอลแสดงออกไปคือการยกแก้วอเมริกาโน่เย็นขึ้นดื่ม อารมร์ในใจแปรปรวนแต่ก็เลือกที่จะเก็บเอาไว้ สายตาจับจ้องไปที่พี่แบคบอม คนที่วางสมุดสีน้ำตาลเล่มหนึ่งลงบนโต๊ะก่อนจะเลื่อนมันมาตรงหน้าเขา สมุดที่ชานยอลจำได้เป็นอย่างดีว่ามันเป็นสมุดบันทึกของแบคฮยอน และสีของมันก็บอกเขาว่ามันเป็นสมุดบันทึกในปีสุดท้ายก่อนที่เราจะเรียนจบ ปีที่เหมือนเป็นจุดหักเหในชีวิตของชานยอลคนนี้

“ชานยอลอาจจะไม่ชอบใจในสิ่งที่พี่ทำ แต่พี่หวังว่านายจะเข้าใจสิ่งที่พี่กำลังรู้สึกผ่านสมุดเล่มนี้นะ”

“...”

“พี่หวังว่าชานยอลจะเข้าใจจริง ๆ”

บทสนทนานั้นจางหายไปเมื่อชานยอลจมเข้าสู่ความคิดของตัวเอง เขาได้แต่นั่งมองสมุดปกผ้าสีน้ำตาลที่เคยเห็นแบคฮยอนนอนเขียนชีวิตประจำของตัวเองลงในนั้นขณะนอนอยู่บนเตียงของเรา ยิ้มหวานเป็นคำตอบเมื่อเขาถามว่าทำอะไร

‘ชานยอลห้ามแอบอ่านนะ บอกรักชานยอลเอาไว้เต็มเลย’

‘จะไปเขียนทำไม พูดให้ฟังก็ได้’

‘ไม่พูดหรอก ว่ารักชานยอล’ แบคฮยอนยิ้มกว้างให้เขา ‘ปริ้นท์รูปวันนี้ให้หน่อยสิ จะเอามาแปะแปะ’

ในวันนี้มันกลับมาอยู่ตรงหน้าเขา สมุดบันทึกของแบคฮยอน ความทรงจำช่วงหนึ่งในชีวิตของแบคฮยอนกำลังอยู่ตรงหน้าเขา

“ชานยอล”

“ครับ...” เขาตอบรับเสียงเรียกของพี่ชายคนนี้ คนที่เขาไว้ใจมาเสมอ แม้กระทั่งในนาทีนี้ เขาก็ยังเชื่อมั่นในการตัดสินใจของพี่แบคบอมอยู่ดี

“สำหรับพี่ เรายังเป็นพี่น้องกันเสมอนะ”

“พี่เอง...ก็เป็นพี่ชายของผมเสมอครับ”

เรื่องที่อยู่ในใจมันมากเกินกว่าจะคิดทบทวนได้อย่างชัดเจนในตอนนี้ หรือไม่ชานยอลก็ไม่มีใจจะคิดถึงอะไรทั้งนั้นนอกจากบยอนแบคฮยอน เขานึกถึงตัวเองที่เอาแต่เสียใจ ทำได้แค่เสียใจ เอาแต่รู้สึกผิดกับสิ่งที่มันไม่มีอยู่จริงด้วยซ้ำ ในขณะที่คนรักของเขานั้นต้องเผชิญหน้ากับสิ่งที่เรียกว่าความเจ็บปวด ต้องทนเจ็บช้ำ ต้องอยู่กับความทรมาน ในขณะที่คนอย่างเขา...มันไม่เคยรู้อะไรเลย

เพราะมีธุระจะต้องไปทำต่อพี่แบคบอมจึงขอตัวกลับก่อน ชานยอลเองก็ไม่รู้ว่าจะได้ประโยชน์อะไรจากการนั่งอยู่ที่คาเฟ่แห่งนี้ต่อไปเลยตัดสินใจกลับเช่นเดียวกัน โดยที่เขานั้นมีสมุดบันทึกและแก้วกาแฟอเมริกาโน่ที่ยังดื่มไม่หมดติดมือมาด้วย

เมื่อได้มาใช้เวลาอยู่คนเดียวบนรถของตัวเอง ชานยอลเลือกที่จะใช้มันไปกับการทบทวนเรื่องราวที่เพิ่งพูดคุยกับพี่แบคบอมไปรวมถึงเรื่องราวที่ผ่านมา เริ่มจากการที่ทั้งเขาและพี่แบคบอมต่างคนต่างรู้ถึงเรื่องราวของกันและกัน พี่แบคบอมรู้ว่าเขาได้พบเจอกับแบคฮยอนแล้ว ชานยอลเองก็รู้ว่าพี่แบคบอมเป็นต้นเหตุของเรื่องนี้

ไม่สิ...บางทีต้นเหตุของเรื่องราวที่เกิดขึ้น

มันอาจจะเป็นเขา

สมุดบันทึกปกผ้าสีน้ำตาลในมือถูกเปิดออก ก่อนที่ชานยอลจะพบกับคำว่า ‘บยอนแบคฮยอน’ เพื่อแสดงความเป็นเจ้าของในสมุดเล่มนี้ มีเบอร์โทรศัพท์ที่ปัจจุบันไม่ได้ถูกใช้งานแล้วเขียนเอาไว้เพื่อที่ว่าเวลาไปเผลอเรอลืมไว้ที่ไหนจะได้มีคนติดต่อกลับมาได้

 

31/0x/20xx

วันนี้เป็นวันสิ้นเดือนล่ะ สิ้นเดือนจะมีอะไรกันนะ? สเต็กไง!

ลืมตาตื่นขึ้นมาก็ใกล้จะสิบโมงเต็มทีแล้ว อาจเป็นเพราะว่าเมื่อคืนนอนเกือบตีสอง นั่งทำงานจนตาล้าไปหมด ชานยอลเองก็ยังนอนอยู่บนเตียงเพราะอยู่เป็นเพื่อนกันจนกว่างานจะเสร็จ พอทำท่าจะลุกชานยอลก็ดึงให้นอนลงที่เดิม กว่าจะได้ลุกจากเตียงจริง ๆ ก็สิบเอ็ดโมงเพราะว่านอนเล่นกันอยู่บนเตียง ชานยอลนิสัยไม่ดีเลยอ่ะ ชอบแกล้งอยู่เรื่อย นิสัย (ノ><)ノ 

เพราะว่าตอนเย็นจะทำมื้อใหญ่ มือเช้ากึ่งกลางวันจึงเป็นอะไรง่าย ๆ อย่างข้าวผัดหมูสับกับโกโก้ที่ชานยอลชงให้อีกหนึ่งแก้ว ช่วงบ่ายต้องเอางานไปส่งเลยตั้งใจว่าจะออกจากห้องกันประมาณสองโมงแล้วจะได้เลยไปซื้อวัตถุดิบทำอาหารเย็นด้วยกัน วันนี้จะทำฟิเลต์มิยองไปเลย! จริง ๆ มันก็ไม่มีอะไรมาก ก็มีความสุขเหมือนเดิม อาหารก็อร่อยด้วย (ทำเอง 5555555) มีชานยอลที่ทำมันฝรั่งผัดเนยให้ จริง ๆ แล้วชานยอลเองก็รสมือดีเหมือนกัน เป็นคนใช้ชีวิตกับรสชาติกลาง ๆ บางอย่างเราว่าอร่อยชานยอลก็บอกว่ามันจัดไปนิด ถ้าจะทำอาหารให้คนอื่นกินก็ต้องรสชาติชานยอลนี่แหละนะ

อืม.....เป็นวันที่มีแต่ความสุข แต่ก็มีความสุขทุกวันแหละเพราะมีชานยอล ตอนนี้ชานยอลก็ยังนั่งอ่านหนังสืออยู่เลย ช่วงนี้เหมือนจะเริ่มเครียดเพราะเป็นปีสุดท้ายแล้ว ชานยอลเคยบอกว่าโดนอัดพวกวิชาปรัชญาเอาไว้ปีนี้ แล้วก็มีวิชาที่ไม่ถนัดด้วย คิดว่าชานยอลคงทำได้อยู่แล้ว แต่พอบอกว่าไม่ต้องเครียดก็เครียดอยู่ดี เลยทำได้แต่หาอะไรมาให้กิน เห็นชานยอลยิ้มแล้วกินจนหมดมันทำให้มีความสุขที่สุดเลย

เป้าหมายในชีวิตของชานยอลดูชัดเจนจัง ในขณะที่เรามีแต่คิดว่าอยากจะอยู่กับชานยอลไปนาน ๆ ไอ้ออกแบบภายในนี่...ไม่ชอบเลย แต่ปีสุดท้ายแล้ว สู้เข้าไปนะ แบคฮยอน!

 

หน้าแรกในสมุดบันทึกทำให้ชานยอลรู้สึกมีความสุขที่แบคฮยอนเองก็ยังคงคิดถึงเขา ทุกย่อหน้าในหนึ่งวันจะเป็นเรื่องราวของเราที่ถูกบันทึกเอาไว้ แต่ในขณะเดียวกัน ความรู้สึกขมขื่นก็เริ่มแผ่กระจายและกัดกินหัวใจของเขา ถึงจะเป็นวันที่มีความสุขมาก ๆ แต่เขาก็สัมผัสได้ถึงสาเหตุที่แท้จริงและความรู้สึกที่แบคฮยอนต้องพบเจอ ความรู้สึกที่ทำให้เจ็บปวดที่หัวใจ

สมุดนี้ถูกเขียนไปได้เพียงครึ่งหนึ่งจากหน้ากระดาษทั้งหมด ชานยอลพลิกไปดูบันทึกหน้าสุดท้ายเพื่อดูวันที่ที่บันทึกอยู่ ก่อนจะเปิดผ่านมาข้างหน้าเพื่อหาช่วงเวลาประมาณหนึ่งเดือนก่อนหน้าที่บันทึกหน้าสุดท้ายจะถูกเขียนลงไป

 

07/0x/20xx

ใกล้จะสอบปลายภาคเรียนที่หนึ่งแล้ว ชานยอลไม่ยอมกินข้าวเลย

ไม่รู้สิ ตื่นเช้ามาก็เห็นชานยอลอ่านหนังสือแล้ว กาแฟที่ชงไปให้ก็ดื่มอยู่หรอกแต่ชานยอลไม่พูดอะไรด้วยเลย ถามคำตอบคำแล้วก็ไม่มองหน้ากัน เลยไม่ค่อยกล้าพูดอะไรด้วยเท่าไหร่เพราะกลัวจะรบกวนสมาธิ ไม่เคยเห็นชานยอลเป็นแบบนี้เลย ไม่สิ เคยเห็นมาแล้วแต่ว่าไม่ขนาดนี้ ไม่รู้จะช่วยยังไงดี

แต่พอคิดออกว่าจะทำอาหารกลางวันที่ชานยอลชอบ จะทำซุปเต้าเจี้ยวหม้อใหญ่เลย ชานยอลก็บอกว่าจะไปอ่านหนังสือกับเพื่อน แล้วก็จากห้องไปเลย พูดไม่ทันว่าไม่กินข้าวก่อนเหรอ จนตอนนี้ห้าทุ่มแล้วชานยอลก็ยังไม่กลับมาเลย ส่งข้อความไปก็ไม่ตอบ

ทำไมถึงไม่ตอบเลยนะ คิดถึงชานยอลจัง

 

21/0x/xx

ไม่ได้คุยกันเลย

วันนี้ชานยอลสอบวิชาปรัชญาอะไรสักอย่างเสร็จแล้ว เราเองก็สอบของตัวเองเสร็จไปตั้งแต่เมื่อวาน วันนี้ก็เลยให้พี่แบคบอมช่วยจองร้านอาหารไว้ให้เพราะเมื่ออาทิตย์ก่อนไม่ค่อยได้คุยกันเลย ชานยอลไปนอนกับเพื่อนที่สนิทในคณะ ไม่ค่อยได้กลับห้อง ข้าวก็ไม่มากินด้วยกัน ชงกาแฟไว้ให้ก็ไม่ดื่ม ตอนที่สอบอะไรที่เป็นแบบนี้เหมือนกันก็ไม่เห็นเป็นแบบนี้เลย แต่ก็ไม่กล้าพูดเพราะรู้สึกว่าชานยอลเครียด แต่พอกลับห้องมาชานยอลก็ตรงไปเปิดหนังสือแล้วก็นั่งเครียดอยู่คนเดียว ปีที่แล้วชานยอลก็เป็นแบบนี้เลยเข้าไปปลอบว่าไม่เป็นไรนะ มันผ่านไปแล้ว แต่มันดูจะไม่เข้าหูชานยอลเท่าไหร่ ไม่รู้ว่ารู้สึกยังไง แต่ดูอารมณ์ไม่ดีมาก ๆ ชานยอลผลักมือเราออก แล้วก็ไปยืนสูบบุหรี่อยู่คนเดียว

ไม่อยากรู้สึกแบบนี้เลย แต่รู้สึกสำคัญน้อยกว่าบุหรี่ยังไงก็ไม่รู้ ทำไมชานยอลเลือกบุหรี่แทนที่เราจะมาคุยกัน เมื่อก่อนชานยอลยังบอกว่าแบคฮยอนเป็นกำลังใจที่ดีที่สุดอยู่เลย แต่ทำไมตอนนี้ถึงทำเหมือนอยากอยู่คนเดียว ทำไมถึงเป็นแบบนี้นะ

มันมีอะไรเยอะมาก ๆ ที่อยู่ในใจ แต่ถ้าเขียนลงไปแล้วจะจำได้ก็ไม่อยากจำ เคยสัญญากับตัวเองเอาไว้แล้วว่าจะเขียนแต่เรื่องที่มีความสุขลงไป อย่างน้อยวันนี้ชานยอลก็ยอมไปกินข้าวด้วยกันแหละนะ ถึงจะไม่ยิ้มเท่าไหร่แต่ก็ดีแล้ว อย่างน้อยชานยอลก็ยังจับมือกันแล้วก็กันรถเวลาข้ามถนนให้เหมือนทุกวันที่ผ่านมา นี่มันก็ดีมาก ๆ แล้วล่ะ

คนเราก็ต้องมีช่วงเวลาที่รู้สึกแย่ไปบ้าง เดี๋ยวมันก็ผ่านไปแหละเนอะ

 

ชานยอลสูดลมหายใจเข้าลึกเมื่อนึกถึงวันนั้น มันเป็นวันที่เขาอยากลืมแต่ใจก็สั่งว่าต้องจำ จำเอาไว้ว่าตัวเองทำตัวย่ำแย่กับแบคฮยอนมากแค่ไหน เขาจำได้ว่าวันนั้นตัวเองเคร่งเครียดเรื่องการตอบข้อสอบไปมากเพราะตอบผิดไปในข้อสุดท้าย พอเจอใบหน้ายิ้มแย้มของแบคฮยอนที่ตัวเขาเองคิดไปว่าเจ้าตัวไม่ใส่ใจ ทำเหมือนว่าสิ่งที่เขาตอบผิดไปนั้นมันลืมไปได้ง่าย ๆ ก็นึกฉุน กว่าจะมารู้ตัวอีกทีว่าแบคฮยอนไม่อยากให้เขาเครียด ที่ผ่านมาก็จะยิ้มให้กำลังใจเสมอ กว่าจะมาถึงวินาทีที่เข้าใจถึงความรู้สึกของคนที่ไม่อยากเห็นเขาไร้รอยยิ้มคนนี้ สิ่งที่เขาทำลงไปก็สร้างรอยแผลเอาไว้ในใจของแบคฮยอนเสียแล้ว

รอยน้ำตาบนกระดาษยังคงเห็นได้ชัดถึงแม้ว่ามันจะผ่านไปนานมากแล้วก็ตาม เหมือนรอยแผลเป็นที่จะยังคงอยู่ในความสัมพันธ์ของเรา ไม่มีวันที่จะลบเลือนหายไป

 

26/0x/20xx

ขอโทษจริง ๆ นะ

ทั้งที่ตั้งใจว่าจะไม่เขียนอะไรแย่ ๆ อะไรที่รู้สึกไม่ดี แต่ตอนนี้ทนไม่ไหวแล้ว ไม่กล้าโทรหาใครเลย ไม่อยากให้ใครคิดว่าชานยอลไม่ดี เราเข้าใจมาก ๆ ว่าชานยอลเครียด ชานยอลอยากได้งานดี ๆ มีอนาคตที่สดใส เข้าใจว่าชานยอลคาดหวังกับตัวเองเอาไว้สูง เข้าใจทุกอย่างที่ชานยอลเป็น ตั้งแต่ไหนแต่ไรเราเข้าใจทุกอย่าง ชานยอลเคยบอกว่าชีวิตคือบททดสอบและมันจะต้องออกมาดีอยู่เสมอถ้าหากว่าเราตั้งใจทำมันอย่างเต็มที่ที่สุด ถ้าคำว่าสมบูรณ์มันเป็นไปไม่ได้ ชีวิตของชานยอลก็จะต้องเป็นสิ่งที่ผิดพลาดน้อยที่สุด

ขอโทษจริง ๆ ที่น้อยใจเรื่องไม่ดื่มกาแฟที่ชงเอาไว้ให้ ขอโทษที่หาเรื่องไร้สาระไปกวนใจทุกที ขอโทษที่หาเรื่องตลอดเลย ขอโทษจริง ๆ นะ 

เราคงเป็นสิ่งผิดพลาดในชีวิตของชานยอล สิ่งที่ทำให้ชีวิตของชานยอลไม่สมบูรณ์แบบคงเป็นแบคฮยอนคนนี้ ชีวิตของชานยอลคงจะไปได้ไกลกว่านี้ ไม่ต้องมาเสียเวลาทะเลาะกับคนที่หาอะไรในชีวิตตัวเองไม่เจอเหมือนเรา

ขอโทษนะ ชานยอล

 

‘นายว่าไงนะ?’

‘ฉันบอกว่านายเมินกาแฟฉัน ชงเอาไว้ให้ก็ไม่ดื่มเลย ต้องเททิ้งทุกวัน นายไม่เคยเป็นแบบนี้’

‘…’

‘มีเรื่องอะไร—’

‘นายเอาเรื่องกาแฟมาหาเรื่องฉันเนี่ยนะ เหลือเชื่อจริง ๆ แบคฮยอน’

‘…’

‘ทุกวันนี้ฉันมีเรื่องให้คิดไม่พอรึไง นายถึงได้เอาเรื่องนี้มาทำให้เราต้องทะเลาะกัน ถ้ามันจะมีปัญหามากกับไอ้แค่กาแฟแก้วเดียวก็ไม่ต้องชง นายจะได้ไม่ต้องมาลำบาก!’

‘มัน...ฮึก...ไม่ใช่แบบนั้นนะ...’   

ชานยอลกำลังคิดถึงเรื่องกาแฟหนึ่งแก้วที่มันทำให้แบคฮยอนต้องร้องไห้

ในตอนนั้นเขาคิดว่าทำไมต้องเอาเรื่องแค่นี้มาทะเลาะกัน ช่วงเวลานั้นเขาต้องอ่านหนังสือมากเท่าไหร่ อ่านจนแทบจะไม่มีเวลาพักผ่อน จะดื่มกาแฟสักแก้วเขาก็ไม่มีเวลา ทุกครั้งที่เห็นแก้วกาแฟวางอยู่บนโต๊ะก่อนจะออกไปพบอาจารย์ ความตั้งใจอันแน่วแน่ของเขาบอกกันตัวเองซ้ำ ๆ ว่าจะกลับมาดื่มมันในช่วงเย็นที่กลับมาแล้ว แต่เขาก็ไม่เคยได้พูดมันออกไป ทั้งยังขึ้นเสียงตอนที่แบคฮยอนเอ่ยปากถามถึงเรื่องนี้ขึ้นมา ถ้าแบคฮยอนจะเข้าใจผิดมันก็ไม่ใช่ความผิดของแบคฮยอนเลย 

มันเป็นความผิดของชานยอล ความผิดของเขาทั้งนั้น

และมัน...ทำให้ชานยอลนึกถึงประโยคหนึ่งที่ออกมาจากปากของแบคฮยอนในวันถัดมา คืนวันที่ยี่สิบเจ็ดที่เราไม่แม้แต่จะพูดคุยอะไรกันเพราะต่างคนต่างมีอารมณ์ที่ขุ่นมัวในหัวใจ แต่สุดท้ายแล้วคนที่เขาทำให้เสียใจมาตลอดก็ทิ้งตัวลงนั่งข้าง ส่งยิ้มที่ยังคงน่ารักที่สุดเสมอให้กับเขา

‘ชานยอล...’

‘...’

‘สมมติว่าให้นายเลือกระหว่างงานกับฉัน นายจะเลือกอะไรเหรอ?’

‘ทำไม?’

‘ก็แค่...สมมติน่ะ’ แบคฮยอนหัวเราะออกมาเล็กน้อย ‘แต่ชานยอลคงเลือกงานเนอะ’

‘…’

‘เพราะว่าฉันน่ะ ทำให้ชีวิตของนายสมบูรณ์แบบไม่ได้ ทำให้มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับก็ไม่ได้ ทำให้มีเงินก็ไม่ได้...แล้วก็ทำให้มีความสุขจริง ๆ ไม่ได้ด้วยสินะ ชานยอลไม่ยิ้มให้กันอีกแล้ว เอาแต่คิ้วขมวดใส่แบบนี้’

ถึงจะหัวเราะ แต่ไม่มีอะไรบ่งบอกหรือแสดงให้เห็นถึงความสุขของแบคฮยอนเลย ไม่ว่าจะเป็นในช่วงเวลานั้นที่ได้สัมผัสหรือช่วงเวลานี้ที่กำลังคิดถึง ชานยอลมองเห็นและรู้สึกได้เพียงแต่ความเสียใจของแบคฮยอนเท่านั้น

‘…แบคฮยอน’

‘วันนี้จะกลับไปนอนที่บ้านน่ะ กับข้าวอยู่บนเคาน์เตอร์…’

‘…’ 

‘เอาไว้...เจอกันนะ’

ชานยอลจำความคิดของตัวเองในช่วงเวลานั้นได้ ตอนนั้นเขาไม่เข้าใจว่าทำไมถึงต้องเลือก เราจะต้องเลือกไปเพื่ออะไร เสียอย่างไรในชีวิตของผู้ชายคนหนึ่ง ไม่ได้หมายถึงเขาเพียงคนเดียวแต่หมายถึงทุกคนบนโลกใบนี้ มนุษย์ทุกคนสามารถมีการงานที่ดีและมีชีวิตรักที่ดีไปพร้อมกันได้ ทำไมเขาถึงจะต้องเลือก แล้วแบคฮยอนจะให้เขาเลือกทำไม ทำไมถึงต้องพูดเรื่องนี้ขึ้นมา

แต่แล้วชานยอลก็ได้เข้าใจ...ว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเขาคืออะไร เขาไม่ได้อยากทำงานที่ได้เงินเป็นกอบเป็นกำ ไม่ได้อยากมีหน้ามีตาในสังคม ไม่ได้ต้องการชีวิตที่สมบูรณ์แบบอย่างมีอุดมคติ เขาเพียงต้องการความสุขที่แท้จริงในชีวิต ความสุขของการที่ได้รับความรักที่ยิ่งใหญ่จากใครสักคน อย่างที่แบคฮยอนมีให้เขาตลอดมา

ประโยคทั้งหมดในใจของแบคฮยอนอยู่ในสมุดบันทึกเล่มนี้ ชานยอลเข้าใจแล้วว่าทำไมพี่แบคบอมถึงเลือกทำแบบนั้น เลือกที่จะโกหกเขา เลือกที่จะสร้างเรื่องราวเหมือนกับว่าแบคฮยอนได้จากโลกใบนี้ไปแล้ว มันคงเป็นเพราะย่อหน้าสุดท้ายในสมุดบันทึกเล่มนี้

มันสาสมแล้วกับสิ่งที่เขาทำให้แบคฮยอนต้องรู้สึกแบบนั้น มันสาสมแล้วที่เขาทำให้แบคฮยอนเสียใจ ชานยอลไม่มีสิทธิคิดว่าตัวเองเสียใจด้วยซ้ำ เขาไม่มีสิทธิจะไปโทษใคร ไม่มีสิทธิจะถามว่าทำไม เพราะมันเป็นเขาทั้งนั้น ต้นเหตุของเรื่องทั้งหมดมันมาจากสิ่งที่ชานยอลทำลงไป

เขาเข้าใจมันทั้งหมดแล้ว เข้าใจถึงทุกอย่างที่พี่แบคบอมทำเพื่อแบคฮยอน ชานยอลเองก็จะทำทุกอย่างเพื่อแบคฮยอนเช่นกัน ถึงแม้ว่ามันจะทำให้เขาเจ็บปวดเจียนตาย แต่เขาไม่มีวันเข้าใจความเจ็บปวดที่แบคฮยอนรู้สึก

ไม่มีวัน...เจ็บปวดเทียบเท่าความรู้สึกนั้นได้เลย

 

 

 

 

 

 

สวนสัตว์และแหล่งรักษาพันธุ์พืชซองวอนนั้นเป็นสถานที่ทางธรรมชาติเก่าแก่ที่ก่อตั้งขึ้นในปี 1985 และเปิดให้บริการครั้งแรกในปี 1987 จุดประสงค์ในการก่อตั้งนั้นเกิดจากรัฐบาลต้องการรักษาพันธุ์ไม้หายากเพื่อให้คงอยู่ไปถึงชนรุ่นหลังเพื่อเป็นการพัฒนาอย่างยั่งยืน ต่อจากนั้นจึงได้สร้างส่วนที่เป็นสวนสัตว์เพื่อให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยว เน้นการให้สัตว์อยู่อาศัยอย่างเป็นธรรมชาติ น้อยชนิดนักที่จะอยู่ในตู้กระจก เช่น สัตว์เลื้อยคลานหรือสัตว์มีพิษ แต่ก็อาศัยอยู่ในตู้กระจกกว้างขวาง เป็นสวนสัตว์ต้นแบบแห่งหนึ่งที่ยังคงมีชื่อเสียงอันดับหนึ่งหากพูดถึงคำว่าสวนสัตว์

“จำ...ไม่ได้เลย”

“ไม่เป็นไร” เขาบอกแบคฮยอนที่กำลังอ่านป้ายประวัติการก่อตั้งสวนสัตว์ ส่งบัตรผ่านประตูให้ “ถ้าจำวันนั้นไม่ได้ ก็...จำวันนี้แทนนะ”

“ครับ” คนที่วันนี้สะพายกระเป๋าเป้สีเหลืองใบเล็กมาด้วยตอบรับเขา “ขอบัตรของคุณได้ไหมครับ วันนี้ผมเอาปากกามาด้วย...”

“ครับ?”

“คือว่า...ผมอยากเขียนอะไรเอาไว้ เหมือนบัตรที่คุณให้ผมมา”

“ได้ครับ” ชานยอลส่งบัตรของตัวเองให้แบคฮยอนที่ยิ้มกลับมาก่อนจะเดินหลบ ๆ ไปที่มุมหนึ่ง ใช้ป้ายเป็นที่รองก่อนจะเขียนอะไรลงไปบนนั้น พอเดินกลับมาก็ส่งคืนให้เขา ก่อนจะเดินเข้าสวนสัตว์ไปโดยไม่รอเขาแม้แต่น้อย

 เมื่อเช้าเขาออกจากที่พักของตัวเองในเวลาเก้าโมงเช้า ไปรับแบคฮยอนที่บ้านหลังใหม่ที่เขาไม่เคยไปมาก่อน ได้เจอพี่แบคบอมที่มาส่งแบคฮยอนขึ้นรถ บอกให้เขาดูแลแบคฮยอนให้ด้วยตามประสาพี่ชายที่เป็นห่วงน้องชาย เขาเองก็รับปากว่าจะดูแลอย่างดี

แต่ชานยอล...ก็ยังตอบคำถามของแบคฮยอนที่ถามว่ารู้จักกับพี่แบคบอมด้วยหรือครับด้วยคำโกหกเหมือนเคย

เขาไม่เคยโกหกแบคฮยอน ไม่ว่าจะในช่วงใดของชีวิตที่เราได้อยู่ด้วยกันเขาก็ไม่เคยทำหรือว่าแม้แต่จะคิดเขาก็ยังไม่เคย แต่เขาเองก็ต้องยอมรับว่าในวินาทีนี้ทุกอย่างมันเปลี่ยนไปแล้ว

ชานยอลก้มมองบัตรเข้าสวนสัตว์ที่แบคฮยอนส่งให้ก่อนจะพลิกดูด้านหลังเพื่อดูว่าแบคฮยอนเขียนอะไรลงไป ทันทีที่ได้เห็นข้อความที่อยู่บนนั้น สิ่งที่อยู่ในใจของเขาก็ตีตื้นขึ้นมาจนทำให้น้ำตาคลอเบ้า แต่เขาก็เลือกที่จะอดกลั้นมันไว้ก่อนจะเดินตามคนที่ตอนนี้ยืนโบกมือให้เขาอยู่ในสวนสัตว์แล้ว

‘ถึงตอนนี้ผมจะจำคุณไม่ได้ แต่อยู่ด้วยกันไปนาน ๆ เลยนะครับ!’

เขาจะอยู่กับแบคฮยอนให้นานที่สุด เขาจะ...เป็นเพื่อนที่ดีที่สุดให้แบคฮยอนเอง

“ต้องไปทางไหนก่อนเหรอครับ?”

“คุณอยากไปทางไหนก่อนล่ะ?” ชานยอลถามแบคฮยอนกลับ “มันเป็นวงกลมครับ พอเดินจนทั่วแล้วก็จะกลับมาที่นี่”

“ซ้ายไหมครับ?” แบคฮยอนให้ความสนใจกับสัตว์ตัวน้อย “เริ่มจากน้อง ๆ ก่อนแล้วค่อยไปพี่ ๆ”

“ได้ครับ”

“ครั้งที่แล้วผมก็เลี้ยวซ้ายก่อนใช่ไหมครับ ผมรู้สึกว่ามันคุ้น ๆ แต่ว่าก็นึกไม่ออกครับ...”

“ครับ คุณเลี้ยวซ้ายก่อน แต่ว่าคุณวิ่งขึ้นไปถึงนู่น แล้วก็โบกมือให้ผมจากตรงนั้น” ชานยอลจำแบคฮยอนที่วิ่งนำหน้าเหมือนกำลังวิ่งแข่งในงานกีฬาประจำปีของโรงเรียน ก่อนจะโบกมือซ้ายโบกมือขวา “ถ้าจะล้มจับผมได้นะครับ วันนี้เราจะไม่วิ่งกัน”

“ขอโทษนะครับ ผม—”

“มันไม่ใช่ความผิดของคุณหรอกครับ” ชานยอลเอ่ยขัดแบคฮยอนที่กำลังจะโทษตัวเองเรื่องที่เดินช้า สุขภาพไม่แข็งแรง “การเดินช้า ๆ ก็คงเป็นเสน่ห์ในชีวิตที่เร่งรีบของคนในยุคปัจจุบันนะครับ คุณคงจะมีโอกาสได้มองอะไรหลาย ๆ ที่ไม่มีใครมองเห็น”

“ขอบคุณนะครับ”

“ครับ” เขาส่งยิ้มให้กับคนที่ยิ้มกลับมาให้เขาเช่นเดียวกันก่อนจะยื่นแขนไปให้ อย่างน้อยก็ช่วยให้เดินได้มั่นคงยิ่งขึ้น หากสะดุดล้มจะได้มีที่ยึดจับ “ถ้าเหนื่อยบอกเลยนะครับ ไม่ต้องเกรงใจ ผมอยากให้คุณสนุกมากกว่าจะต้องพยายาม”

“เข้าใจแล้วครับ” แบคฮยอนเอื้อมมือมาคล้องแขนเขาไว้ ก้าวเดินไปพร้อมกัน “ผมลืมแผนที่สวนสัตว์เสียสนิท...”

“ไม่เป็นไรครับ แผนที่อยู่ในนี้” ชานยอลเอานิ้วชี้ไปที่ขมับของตัวเอง “กระเป๋าหนักไหมครับ ผมช่วยถือไหม?”

“ไม่เป็นไรครับ” แก้มกลม ๆ ยกยิ้มให้เขา “เมื่อวานผมเปิดเว็บไซต์ของสวนสัตว์ เหมือนจะมีพื้นที่ให้ปิกนิกด้วยก็เลยเตรียมอาหารมา...แต่ถ้ามันไม่อร่อย เราจะไปหากินข้างนอกก็ได้นะครับ”

“ที่ผมบอกว่าคุณทำอาหารอร่อยทุกอย่าง คุณไม่เชื่อผมเหรอครับ?”

“ผมไม่ได้ไม่เชื่อนะครับ แค่กังวลใจ...”

“ตรงนี้ก้าวยาวหน่อยครับ เก่งมาก”

“คุณนี่...ผมไม่ใช่เด็กสามขวบนะ” แบคฮยอนหัวเราะเบา ๆ แต่ก็ก้าวยาว ๆ ตามที่เขาบอกเพื่อที่จะข้ามช่วงถนนที่ไม่เสมอกัน “จะสามสิบแล้วครับ”

“แต่ถ้าบอกว่าสามขวบก็เชื่อนะครับ”

“ไม่จริงเลย ผมสูงเกินร้อยเจ็ดสิบนะ เด็กที่ไหนจะตัวเท่านี้”

“เด็กชื่อบยอนแบคฮยอนไงครับ” เขาหัวเราะเมื่อเห็นคนที่บอกว่าตัวเองอายุใกล้สามสิบทำหน้าบึ้งตึง เขาอยากจะพูดออกไปว่าก็แบคฮยอนน่ารัก แต่ก็ต้องเก็บมันเอาไว้แล้วพูดกับตัวเองในใจแทน

“คุณก็น่ารักนะครับ”

“...”

“ผมชอบดวงตาของคุณ” แบคฮยอนเงยหน้าขึ้นมาสบตากับเขาอย่างจริงจัง “เหมือนได้มองเห็นพระจันทร์เลย”

“...”

“คุณมองผมแล้วเห็นอะไรบ้างครับ?”

“...ผมเห็น...พระอาทิตย์ครับ”

เราทั้งสองคนต่างหันหน้ากันไปคนละทาง ชานยอลรู้ตัวเองดีว่าเขากำลังรู้สึกขัดเขินกับสิ่งที่ตัวเองพูดออกไปแต่ก็ห้ามใจเอาไว้ไม่ได้ ยิ่งเป็นคำถามที่อีกฝ่ายต้องการคำตอบ จะให้เขาทนฝืนห้ามสิ่งที่อยู่ในใจเอาไว้ก็คงทำไม่ได้จริง ๆ

เท้าทั้งสองคู่ก้าวเดินอย่างเชื่องช้าไปพร้อม ๆ กัน เราต่างคนต่างเลือกที่จะหลีกเลี่ยงสายตาเพราะความรู้สึกที่กำลังเต้นระรัวอยู่ในอก ชานยอลนึกถึงวันวานที่เขาได้หัวเราะเมื่อเห็นแบคฮยอนวิ่งพล่านไปทั่ว แต่ในวันนี้ที่เราก้าวเดินอย่างระมัดระวังและใช้เวลาที่ผ่านไปอย่างมีคุณค่านั้นก็ไม่ได้ทำให้เขานั้นรู้สึกว่าตัวเองมีความสุขน้อยลงไปเลยแม้แต่วินาทีเดียว

ชานยอลรักทุกช่วงเวลาที่เขาได้ใช้ไปกับแบคฮยอน ไม่ว่าจะเป็นในสถานะใดหรือเป็นใครในชีวิตของผู้ชายคนนี้ก็ตาม

‘ชานยอล นากว่ายน้ำแบบนี้ล่ะ’ แบคฮยอนทำท่าผลุบ ๆ โผล่ ๆ ให้เขาได้ยิ้มกว้างออกมา ‘แล้วก็แทะปลาแบบนี้’

‘นี่มันท่าแบคฮยอนแทะน่องไก่นี่’

‘ไม่ใช่สักหน่อย!’ 

ต่อให้เวลาจะผ่านไปสักกี่ปี ชานยอลก็จะไม่มีวันลืมหนึ่งเดียวในหัวใจของเขาคนนี้

“นากน่ารักดีนะครับ” คนที่ควงแขนเขาเพื่อเป็นหลักในการก้าวเดินทอดสายตามองไปยังพื้นที่สำหรับครอบครัวตัวนากที่อาศัยอยู่ในสวนสัตว์แห่งนี้ “ว่ายน้ำแบบนี้...”

“...”

“แล้วก็...คุณ?”

“ครับ” เขาหลุดออกจากภวังค์ที่เห็นแบคฮยอนในวัยมัธยมซ้อนทับขึ้นมา สบตากับแบคฮยอนในวัยทำงานที่ยังคงน่ารักเหมือนเดิม “ว่ายน้ำแบบนี้...”

“ครับ ว่ายน้ำแบบนี้” แบคฮยอนทำท่าผลุบโผล่จนเราหัวเราะออกมาทั้งคู่ “ผมน่ะ...อ้าว ช่วงเวลาอาหารว่างพอดีเลย”

การได้เห็นนากเดินไปรับปลาจากผู้ดูแลนั้นมันก็เป็นอะไรที่น่ารักดี

“คุณมีความคิดเห็นยังไงกับสวนสัตว์ครับ?” ชานยอลยกประเด็นนี้ขึ้นมาพูดให้คนที่มีท่าทีสนใจได้รับฟัง อีกทั้งยังเป็นประเด็นที่เราเคยพูดด้วยกันในอดีตเมื่อตอนที่ได้มาเที่ยวกันที่นี่

“อืม...คงจะต้องบอกว่า ถึงจะจ่ายเงินเพื่อให้ได้เข้ามาที่นี่ แต่ถ้ามีโอกาสที่จะปิดตัวลงได้ก็คงดีเหมือนกัน ผมคิดว่าน้อง ๆ คงไม่ต่างจากคนที่ต้องเข้าไปอยู่ในคุกเท่าไหร่ น่าสงสารที่สุดเลย ไม่ได้ทำผิดอะไรด้วย”

“แต่ให้ปล่อยไปตอนนี้ก็คงแย่นะครับ” ชานยอลเองก็มองน้องนากที่กำลังกินปลากันอยู่ “สัตว์ที่นี่เพาะพันธุ์ในสวนสัตว์ทั้งนั้น แต่ถ้าคิดย้อนไปถึงตอนที่ก่อตั้ง คุณทวดของนากก็คงจะถูกจับให้มาอยู่ในกรง ครอบครัวนี้ก็เลยต้องมาอยู่ในกรง”

“นี่เรามาสวนสัตว์ทำไมกันครับ ดูไม่เข้าท่าเลย” แบคฮยอนหัวเราะออกมาเชิงขำขัน เช่นเดียวกับเขาที่หัวเราะออกมาเช่นเดียวกัน “ผมเศร้าแล้วนะ”

“ครั้งที่แล้วเราเคยคุยกันเรื่องนี้น่ะครับ แต่ว่าเป็นตรงที่มีน้องหมีสีน้ำตาลอยู่ตรงนั้น”

“จริงเหรอครับ แล้ว...แล้วผมพูดเหมือนเดิมไหม?”

“ก็คล้ายเดิมครับ แต่ครั้งที่แล้ว...ไม่สิ คุณกำลังน้ำตาซึมเหมือนครั้งที่แล้วเลย”

“ก็พอคุณพูดถึงหมี ผมก็สงสารหมี” แบคฮยอนหัวเราะพร้อมกับยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาที่ซึมออกมา “ไม่ชอบสวนสัตว์เลย โกรธแล้วครับ”

“ไม่เอาสิครับ ยิ้มหน่อย” เขาส่งยิ้มให้คนที่ยิ้มกลับมา “ครั้งที่แล้วพอเราพูดเรื่องนี้กัน แผนก็เปลี่ยนไปเป็นการเดินดูต้นไม้แทน”

“ถ้าอย่างนั้นเราไปดูต้นไม้กันนะครับ”

“ไม่ไหวหรอกครับ เมื่อคืนฝนตก ผมกลัวคุณจะลื่นเอา” ชานยอลเป็นห่วงจริง ๆ “ลื่นขึ้นมาคงไม่คุ้ม”

“แต่ไหน ๆ ก็มาแล้วนะครับ อีกอย่าง...ผมไว้ใจคุณนะ”

“...”

“คุณคงไม่ปล่อยให้ผมลื่นหรอก ผมมั่นใจ”

เพราะแบคฮยอนบอก...และยิ้มให้เขาแบบนั้น ที่ต่อไปที่เราเดินไปด้วยกันจึงกลายเป็นเขตรักษาพันธุ์พืชป่าแห่งเดียวในเขตเมืองแห่งนี้

ชานยอลไม่เคยเดินอย่างระมัดระวังเท่านี้มาก่อน ถึงแม้ว่าจะเป็นป่าที่อยู่ในเมืองแต่ก็เป็นป่าที่มีทางให้มนุษย์ได้เข้ารบกวนธรรมชาติเป็นทางดินที่เฉอะแฉะพอสมควรเพราะฝนตกหนักเมื่อคืน ทั้งยังเป็นที่อาศัยของแมลงและสัตว์ปีกมากมาย ทางการไม่ต้องการสร้างทางหินหรือคอนกรีตใด ๆ เพื่อรบกวนธรรมชาติ

“จะเข้าจริง ๆ เหรอครับ?”

“ก็คงจะจริงนะครับ” แบคฮยอนหัวเราะเสียงใส “อย่ากังวลไปเลยครับ ผมเดินได้”

“ผมกลัวว่าคุณจะลื่นล้ม แบบนั้นมันจะไม่คุ้มนะครับ”

“คุณจะรับผมไว้ใช่ไหมครับ?”

“...”

“ใช่ไหม?”

“ใช่ครับ” เขาตอบรับอย่างหนักแน่น หัวใจเต้นแรงอย่างถึงที่สุด “พร้อมไหมครับ?”

“ฮะ ๆ พร้อมครับ!”

ท่าตะเบ๊ะของแบคฮยอนน่ารักเสียจนเขาอยากจะเอื้อมมือไปหยิกแก้มกลม ๆ นั่นให้หายมันเขี้ยว แต่สุดท้ายแล้วสิ่งที่เขาทำคือการบอกให้แบคฮยอนจับแขนของเขาให้มั่น แล้วก้าวเดินอย่างพร้อมกันเข้าไปในผืนป่าแห่งนี้

นกที่บินเฉียดหน้าของเราทั้งคู่ไปทำให้แบคฮยอนมีความสุข เสียงหัวเราะเบา ๆ ดังขึ้นในทุกจังหวะการก้าวเดินของเราสอง เขาขออนุญาตแบคฮยอนทุกครั้งก่อนที่จะประคองอีกฝ่ายให้ก้าวผ่านกิ่งไม้หรือแอ่งน้ำที่เกิดขึ้นจากฝน หวั่นใจทุกครั้งที่เห็นคนที่เคลื่อนไหวลำบากคนนี้พยายามอย่างถึงที่สุด แต่พอเห็นว่ามีรอยยิ้ม ใจของชานยอลก็พอจะเป็นสุขขึ้นมาบ้าง

แต่พอถึงส่วนที่เป็นแอ่งและโคลนที่มากกว่าห้าเมตรนั้นก็ทำเอาชานยอลไม่กล้าไปต่อเพราะกลัวว่าแบคฮยอนจะบาดเจ็บ

“ผมว่าผมน่าจะไหวนะครับ”

“น่าจะไม่เพียงพอครับ ไม่อนุญาต”

“อะไรกัน ผมยังอนุญาตให้คุณโอบผมเลย”

“...”

“ไม่ให้ไปจริง ๆ เหรอครับ?”

“...”

“คุณ...”

แบคฮยอนชอบทำสีหน้าและแววตาแบบนี้เสมอเวลาต้องการอะไรสักอย่าง

‘ชานยอล วันนี้ไปดูหนังกันนะ’

‘ไม่ได้ ยังทำงานไม่เสร็จเลย’

‘นะ...นะ ๆ’

และสุดท้ายสิ่งที่เกิดคือการที่เขายอมใจอ่อนให้แบคฮยอนทุกครั้งไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม จะเป็นการดูหนัง กินพิซซ่า ไปฟังดนตรี หรือกระทั่งการเดินเข้ามาในป่าอย่างวันนี้

“จะทำอะไรเหรอครับ?” แบคฮยอนถามเมื่อเขาขยับเข้าใกล้ ย่อตัวลงเล็กน้อย “คุณ...”

“ผมให้คุณเดินไม่ได้ ตรงนี้แฉะแล้วก็ลื่นมาก ถ้าเกิดว่าอยากจะไปต่อ...ผมคงคงต้องอุ้มคุณ”

“...”

“...”

“อ่า...ครับ” คนตัวเล็กกว่าทำหน้าขัดเขินเล็กน้อย มือไม้ดูเกะกะไปหมด ไม่ต่างจากชานยอลสักเท่าไหร่ “ยังไงดีครับ?”

“คุณคงต้องยอมเป็นเจ้าหญิงแบคฮยอนสักนาทีสองนาที”

“ฮะ ๆ ได้เลยครับ”

ทั้งเขาและแบคฮยอนเขินอายเล็กน้อยเมื่อต้องขยับใกล้กันมากขึ้น แขนข้างขวาที่ถูกยกขึ้นมาคล้องคอเขาเอาไว้ รวมถึงรอยยิ้มกว้างที่ปรากฏขึ้นในเวลาที่แบคฮยอนอยู่ในอ้อมแขนของเขา พูดด้วยน้ำเสียงที่หวานจับใจว่าคุณเองก็ระวังนะครับ

ถึงชานยอลจะชอบใจที่เราได้ใกล้ชิดกัน แต่ในความรู้สึกนั้นเขากลับพบว่าแบคฮยอนตัวเบาขึ้นอย่างน่าประหลาดใจ จากภายนอกเขาพอจะดูออกว่าแบคฮยอนผอมลงมาก เพียงแต่การที่อีกฝ่ายชอบสวมเสื้อผ้าตัวใหญ่นั้นทำให้เห็นสรีระไม่ชัดเจนนัก ในวันนี้ที่เขามีโอกาสได้อุ้มสุดที่รักคนนี้ไว้แนบอก เขากลับพบว่าตัวของแบคฮยอนนั้นเบาอย่างน่าใจหาย

“กางเกงคุณเลอะหมด—”

“คุณน้ำหนักเท่าไหร่ครับ?”

“...ความลับครับ” คนในอ้อมแขนของชานยอลยิ้มเล็กน้อย “ผมหนักเหรอครับ เมื่อยแขนไหม?”

“คุณตัวเบามากต่างหากครับ ทานให้เยอะกว่านี้หน่อยก็คงดี”

“ผมก็อยากจะทานเยอะ ๆ นะครับ เมื่อวานเห็นแฮชบราวน์แล้วอยากจะกินสิบชิ้นเลย แต่ถ้าหมอตรวจเลือดแล้วคงโดนดุ เลยกินไปได้แค่ชิ้นเดียว”

“ชิ้นเท่าไหนครับ?”

“เท่านี้ครับ” แบคฮยอนใช้นิ้วโป้งกับนิ้วชี้สร้างวงกลมให้เขาได้ดู “แต่วันนี้จะทานอาหารที่เตรียมมาเยอะ ๆ ครับ อาจจะอ้วนขึ้นภายในวันเดียว ไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ”

ชานยอลวางแบคฮยอนอย่างทะนุถนอมและบอกให้จับเขาเอาไว้ให้มั่นจนกว่ายืนได้อย่างมั่นคง การก้าวผ่านแอ่งโคลนมาด้วยกันนั้นทำให้เราได้ใกล้ชิดกันมากขึ้น อีกทั้งยังใกล้กันมากกว่าเดิมเมื่อเขาประคองแบคฮยอนให้เดินผ่านทางดินแคบ ๆ  บอกให้ระมัดระวัง จับมือของเขาเอาไว้ ห้ามล้มเด็ดขาด

“ผม...มีเรื่องสงสัยน่ะครับ”

แบคฮยอนพูดขึ้นเมื่อเรากำลังใช้เวลาไปกับการมองนกที่เกาะอยู่บนยอดไม้ ส่งเสียงร้องในแบบฉบับของตัวเองให้เราได้ฟัง เขาตั้งใจให้เราได้หยุดยืนอยู่ตรงนี้เพราะอยากให้แบคฮยอนได้พักหายใจบ้าง

“คุณพอจะรู้ไหมครับ ว่าผมมีคนรักรึเปล่า?”

“...”

“หรือว่าเราเป็นเพื่อนสนิทกันครับ?”

ความรู้สึกอัดอั้นตีขึ้นมาแน่นหัวใจของชานยอล ใจของเขาอยากจะพูดออกไปว่าเราเป็นคนรักกัน เรารักกันมาตั้งนานแล้วและในวันนี้เขาก็ยังรักแบคฮยอนอยู่ทุกลมหายใจ แบคฮยอนเป็นคนน่ารัก มีเพื่อนมากหน้าหลายตา แต่มีเพื่อนสนิทอยู่สี่คน และทุกคน...รักแบคฮยอนไม่ต่างจากเขาเลยแม้แต่น้อย

แต่ว่าโอกาสของชานยอลที่จะได้กลับไปยืนเคียงข้างรอยยิ้มของแบคฮยอน...มันจบลงแล้ว

“เรา...เป็นเพื่อนสนิทกันครับ” ชานยอลกล้ำกลืนความรักของตนเองลงไป “สมัยเรียนมัธยม...เราสนิทกันมาก พอเรียนมหาวิทยาลัยเราก็เลยมาเป็นรูมเมทกัน ถึงจะไม่ได้เรียนคณะเดียวกันแต่ว่าเราเคยคุยกันเอาไว้ว่าถ้าสอบได้ที่เดียวกัน...ก็จะแชร์ห้องกัน”

“แล้วเราก็อยู่ด้วยกันตั้งแต่นั้นเลยใช่ไหมครับ?”

“ครับ...”

“ถ้าอย่างนั้นผมก็คงไม่มีใคร” แบคฮยอนยิ้มกว้างให้เขาที่ถึงจะยิ้มตอบกลับไปแต่ในหัวใจกลับรู้สึกตรงกันข้าม “ต้องมีความสุขมากแน่ ๆ เลย...”

การที่ได้ยินแบคฮยอนพูดแบบนั้นมันทำให้หัวใจของชานยอลเหมือนถูกกระชากออกจากอก ทั้งที่เขาได้ยินและรู้สึกได้ด้วยใจว่าสิ่งที่แบคฮยอนพูดออกมาคือความรู้สึกจากใจจริง คำพูดที่บอกว่ามีความสุข และช่วงเวลาที่เคยได้ใช้ไปกับเขานั้น...ต้องมีความสุขมากแน่ ๆ

แต่แบคฮยอนไม่รู้...ว่าคนอย่างเขานั้นทำให้เจ้าตัวต้องเสียใจมากแค่ไหน ทำให้ต้องเจ็บปวดมากเท่าไหร่ ทำให้...ทุกอย่างมันกลายเป็นแบบนี้

(ที่พี่พูดถึงมินวู ชานยอลจำได้ไหม?)

‘...จำได้ครับ’

(ตอนนั้น...พี่เลือกชานยอลนะ แต่มันเปลี่ยนไปแล้ว)

‘…’

(มินวูยังชอบแบคฮยอนอยู่ พี่เองก็คิดว่ามันคงถึงเวลาที่เพื่อนของพี่จะได้โอกาสบ้าง สำหรับพี่แล้ว แบคฮยอนควรจะได้พบเจอคนที่ดีที่สุด คนที่จะทำให้มีความสุขมากที่สุด และสมุดบันทึกของแบคฮยอนก็บอกพี่ว่าชานยอลทำไม่ได้)

‘…’

(เรา...มาช่วยกัน ชานยอลช่วยพี่ได้ไหม?) 

“ความจริงแล้ว...” ถึงจะเริ่มต้นประโยคด้วยคำว่าความจริง แต่ชานยอลกำลังจะพูดเรื่องโกหกที่อาจจะเป็นเรื่องหนึ่งที่ทำให้เขาเสียใจมากที่สุดในชีวิต แต่เขาก็ต้องทำ “มีรุ่นพี่ผู้ชายคนหนึ่ง...”

“...”

“เค้าจีบคุณมานานมากแล้ว ผมไม่แน่ใจว่าคุณจะรู้จักเค้ารึเปล่า แต่ว่าเค้าเป็นเพื่อนกับพี่ชายของคุณนะครับ”

“...พี่มินวูใช่ไหมครับ?”

“ครับ คุณ...จำเค้าได้ใช่ไหม?”

“ไม่หรอกครับ พี่ชายผมแนะนำให้รู้จัก” แบคฮยอนส่งยิ้มให้เขา แต่ว่ามันไม่ได้กว้างเหมือนเดิมแล้ว มองดูเป็นรอยยิ้มที่ทำให้รู้สึกสบาย ๆ มากกว่า “คุณก็รู้จักเขาสินะครับ?”

“ครับ ถ้าบอกว่าพี่แนะนำ คุณ...ก็คงได้คุยกับเค้าแล้ว” ชานยอลส่งยิ้มกลับไป ในขณะที่มือข้างหนึ่งนั้นกำแน่นเพื่อระบายความเจ็บปวดทางอารมณ์ “ดีไหมครับ?”

“ผม...ไม่รู้ว่าจะตอบคุณยังไง จะบอกว่าดีก็คงดีแหละครับ มันไม่ได้มีอะไรแย่” แบคฮยอนจับมือเขาแน่นระหว่างก้าวข้ามแอ่งโคลนขนาดครึ่งก้าว “แต่พอคุณบอกผมว่าพี่เค้าเคยจีบผมมาก่อน ผมไม่แปลกใจตัวเองเลยที่ไม่เคยรับรักพี่เค้า”

“...ทำไมล่ะครับ?”

“ถ้าจะพูดถึงเหตุผลง่าย ๆ ใจของผมไม่เต้นเลยเวลาที่ได้อยู่ใกล้เค้า ขนาดดื่มไวน์เข้าไปสามแก้วใจผมยังไม่เต้นเลยครับ”

“ถ้าคุณ...” ขอบตาของชานยอลร้อนผ่าว เขาได้แต่บอกตัวเองว่าไม่เป็นไร “ลองเปิดใจให้พี่มินวูบ้าง ก็คงจะดีนะครับ”

“...”

“ถึงผม...จะรู้จักพี่มินวูค่อนข้างผิวเผิน แต่ผมก็คิดว่าพี่เค้าคงจะดูแลคุณได้ดีครับ”

“...”

“...”

“คุณ...อยากให้ผมเปิดใจอย่างนั้นหรือครับ?”

การก้าวเดินในป่ากว้างของแบคฮยอนหยุดลง เจ้าตัวหันมาเผชิญหน้าเขาพร้อมกับคำถามที่ทำให้หัวใจของชานยอลรู้สึกเหมือนโดนทุบจนแหลกอย่างไม่มีชิ้นดี

สายตาของแบคฮยอนที่ได้เห้นในวินาทีนั้น ชานยอลอ่านมันไม่ออกแม้แต่สักเสี้ยวของความรู้สึก เขามองเห็นความสงสัย ความไม่มั่นใจ แต่เขาไม่รู้เลยว่าคนถามนั้นถามเขาด้วยความรู้สึกเช่นไร

แต่มันไม่สำคัญหรอกว่าชานยอลจะคิดอย่างไร ความคิดหรือความรู้สึกของเขามันไม่ได้สำคัญอีกต่อไปแล้ว

“ครับ ผมอยากให้คุณ...เปิดใจให้พี่มินวู”

“...”

“...”

“เข้าใจแล้วครับ”

“...”

“ผมจะเปิดใจแล้วรับพี่มินวูเอาไว้พิจารณาตามที่คุณ...แนะนำครับ”

ทั้งที่ใจอยากจะเห็นแก่ตัว อยากจะกอดแบคฮยอนเอาไว้ อยากครอบครองรอยยิ้มที่มีคุณค่าสำหรับใจของเขามากที่สุดเอาไว้แต่เพียงผู้เดียว แต่ชานยอลได้ตระหนักรู้จากช่วงเวลาที่ผ่านมา จากความรู้สึกที่ลึกซึมลงในหัวใจ จากการได้มองแผ่นหลังเล็ก ๆ และแววตาที่กำลังมองนกที่บินผ่านไปด้วยความสุข

ความสุขของชานยอลไม่ใช่เรื่องสำคัญเลยแม้แต่น้อย

ขอแค่แบคฮยอน...มีความสุขในทุกวินาทีที่ใช้ชีวิตก็เพียงพอแล้ว

 

 

 

 

 

 

(คิดดีแล้วเหรอ?)

“อืม ดีแล้ว” ชานยอลมั่นใจในสิ่งที่ตนเองเลือกทำ ถึงแม้น้ำเสียงของเพื่อนอย่างคยองซูจะชัดเจนว่าไม่เห็นด้วยกับเขาก็ตาม

(เข้าใจนะว่ามันไม่มีประโยชน์ที่จะพูดตอนนี้ นายตัดสินใจไปแล้ว แต่นี่มันเรื่องที่นายกับพี่แบคบอมต้องไปยุ่งรึไง ต่อให้เป็นแบคฮยอนตอนนี้กับแบคฮยอนเมื่อสิบปีที่แล้วที่ร้องไห้เพราะเผลอกินแตงกวาดองในแฮมเบอร์เกอร์ ฉันก็เชื่อว่าเค้าเลือกสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตให้ตัวเองได้)

“เรา...แค่พยายามช่วยกัน”

(แล้วมันไม่กดดันเลยรึไง พี่ก็บอกว่าดี เพื่อนที่ตอนนี้มีคนเดียวก็บอกว่าดี ช่วยกันมากเลยสิ?)

“ฉันเข้าใจว่านายโกรธ” ชานยอลพูดกับคยองซูรวมถึงพยักหน้าตอบรุ่นพี่ในที่ทำงานที่ถามว่าเอากาแฟไหม “ฉันอยากจะเห็นแก่ตัวแทบตาย ฉันเชื่อว่านายรู้ว่าฉันทำใจลำบากแค่ไหนที่เลือกทำแบบนี้ แต่...เพราะว่าเป้าหมายของพี่แบคบอมคือความสุขของแบคฮยอน”

(...)

“และฉันเชื่อว่ามันคือเป้าหมายของฉัน ของนาย ของเราทุกคน”

(มันก็แค่ต้องไม่ใช่นายใช่ไหม?)

“ใช่ มันก็แค่ต้องไม่ใช่ฉัน ฉันไม่มีโอกาสอีกแล้ว” ชานยอลถอนหายใจ ระบายรอยยิ้มที่ไร้ซึ่งความสุขออกมากับตัวเอง “ถ้าพี่มินวูทำไม่ได้ ฉันเชื่อว่าพี่แบคบอมก็ต้องหาคนที่คิดว่าเข้าตามาเรื่อย ๆ ไม่รู้สิ...บางทีแบคฮยอนอาจจะได้เจอคู่แท้ก็ได้”

(นายพูดอย่างกับว่าชีวิตคือการเสี่ยงโชค)

“แล้วมันไม่ใช่รึไง?”

(ตลกล่ะ นายรักแบคฮยอนเพราะฟ้าลิขิตให้รักรึไง นายรักเพราะนายอยากจะรักต่างหาก)

“...”

(โชคมันแค่ช่วย ชีวิตนาย นายเลือกเองทั้งนั้น อย่ามาเสียใจทีหลังละกัน)

“ฉันเสียใจก่อนจะทำอีก” ชานยอลมองหน้าจอคอมพิวเตอร์ สายตาอ่านอะไรไม่ออก “นายทำใจได้รึยัง?”

(ยังว่ะ เอาจริง ๆ เลยนะ เมื่อวันก่อนแอบไปกินมาคนเดียว ฉันร้องไห้เหมือนเด็กเลย โคตรอาย คนเข้าใจกันไปหมดว่าแฟนทิ้ง)

“แล้วแบคฮยอนล่ะ?”

(ก็มาปลอบฉันไง ทำเอาร้องไห้กว่าเดิม ต้องห่อสเต็กกลับบ้านเลย) 

“ไม่ใช่อะไรหรอก..” ชานยอลนึกถึงอาทิตย์ก่อนที่ไปเที่ยวกับแบคฮยอน เขายอมรับว่าเล่าให้เพื่อนฟังช้า แต่เรื่องแบบนี้มันต้องการเวลาเพื่อให้เกิดความคงที่ในอารมณ์ “...ฉันรู้สึกเหมือนแบคฮยอนผิดหวังในตัวฉัน ตอนที่บอกให้เค้าเปิดใจน่ะ ตอนนั้นฉันอ่านสายตาไม่ออกเลยว่าคิดอะไรอยู่ แต่พอมานอนนึกแล้ว...มันเหมือนตอนที่โดมินเอาดอกไม้มาให้แบคฮยอน แล้ว—”

(แล้วนายก็บอกแบคฮยอนว่าโดมินนิสัยดี)

“ใช่” ชานยอลนึกถึงเรื่องในสมัยมัธยมของตัวเอง “แต่มันก็ไม่เหมือนสักทีเดียวหรอก ฉันคิดว่ามันน่าจะเป็นในฐานะเพื่อนมากกว่า เพราะก่อนจะแนะนำ...แบคฮยอนบอกฉันว่าไม่ชอบ ไม่ใช่คนที่ทำให้ใจเต้นเลย”

(แล้วใครทำให้แบคฮยอนใจเต้นล่ะ นายได้ถามไหม?)

“ฉัน...ไม่ได้ถาม”

(ลองถามดูสิ ยังคุยกันอยู่ไหม?)

“คุยข้อความกันเหมือนเดิม”

เวลางานของเราไม่ตรงกัน ส่งผลถึงเวลาพักผ่อนและเวลาว่างที่จะทำให้มีปฏิสัมพันธ์ฉันเพื่อนที่ดีต่อกันด้วย ทางที่ดีที่สุดคือการส่งข้อความ สิ่งที่เขาบอกคยองซูคือเรายังคุยกันเหมือนเดิม แต่สิ่งที่มันไม่เหมือนเดิมคือชานยอลรู้สึกว่าทั้งเขาและแบคฮยอนรักษาระยะห่างระหว่างกันมากขึ้น ความจริงแล้ว...มันเกิดขึ้นตั้งแต่วันนั้นที่แบคฮยอนทำแซนด์วิชเต้าหู้ผสมไข่ต้มมาให้เขาได้ลองทานดู

ตอนนั้น...ก็ไม่สวัสดีตอนเช้าเขาเหมือนกัน

‘อย่ามาบอกว่าคนอื่นดีได้ไหม เหมือนไล่กัน...’

‘ไล่อะไร?’

‘ก็นายพูดแบบนั้น มันไม่ได้หมายความว่าถ้าฉันจะรับดอกไม้จากคนอื่นนายก็จะไม่รู้สึกอะไรเหรอ?’ แบคฮยอนทำหน้าบึ้งให้ชานยอลได้เห็นเป็นครั้งแรกในชีวิต ทั้งยังกอดอกอีกต่างหาก

‘แบคฮยอนก็บอกสิว่าชานยอลดีที่สุด’

‘ชานยอลดีที่สุด!’

‘ก็แค่นั้นแหละ’ ชานยอลวางมือลงบนศีรษะของแบคฮยอนด้วยความเอ็นดู ‘ฉันไม่ชอบหรอก ฉันหมายความว่าเค้าเป็นเพื่อนที่ดีน่ะ’

“นายว่าถ้าฉันโทรไปหาแบคฮยอนตอนนี้ เค้าจะรับไหม?”

(ตีสามแบบนี้ นอกจากฉันที่รับโทรศัพท์นายก็คงเป็นแบคฮยอนนั่นแหละ)

“นั่นสินะ...”

(แล้วจะโทรไปทำไม มีปัญหาอะไรรึเปล่า?)

“ไม่มีอะไรหรอก ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ” ชานยอลหัวเราะเล็กน้อยเพราะน้ำเสียงของเพื่อนฟังดูกระตือรือร้น ถ้าเขาบอกว่ามีปัญหาก็คงพร้อมจะมาช่วยแก้ไขทันที “เอาไว้มีอะไรจะโทรหานะ”

(เออ พร้อมเสมอ แบคฮยอนเป็นยังไงบ้างก็บอกกันด้วยล่ะ)

“เข้าใจแล้ว เอาไว้คุยกันนะ”   

ชานยอลวางสายจากเพื่อนก่อนจะรับแฟ้มมาจากรุ่นพี่ที่เอามาให้เขาเพื่อทำงานที่ค้างอยู่ให้เสร็จตามเวลาที่กำหนด ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเขาแทบจะไม่ได้กลับบ้านก่อนเที่ยงคืนเลยสักครั้ง เป็นช่วงสัปดาห์ที่มีงานเข้ารวมถึงการที่เขาใช้เวลาไปกับการทำอย่างอื่นมากพอสมควร แต่มันก็เป็นเรื่องปกติที่จะมีช่วงเวลาที่งานเป็นปกติและช่วงเวลาที่งานยุ่ง เขาชินเสียแล้วที่ชีวิตในการทำงานเป็นแบบนี้

“กาแฟครับ ไอ้หนุ่ม”

“ขอบคุณครับพี่” ชานยอลพยักหน้าให้เล็กน้อยเพื่อแสดงความขอบคุณ “อันนี้ส่งพรุ่งนี้ใช่ไหมครับ แล้วอันนี้ล่ะครับ?”

“มะรืน เอากลับไปทำที่บ้านก็ได้”

“เฮ้ย กลับบ้านแล้วนะ เดี๋ยวตอนเที่ยงมาใหม่” รุ่นพี่อีกคนลุกขึ้นจากเก้าอี้ของตัวเองก่อนจะบิดขี้เกียจอย่างจริงจัง “จะกลับกันเมื่อไหร่?”

“เดี๋ยวก็กลับ”

“ชานยอลล่ะ?”

“ผม...จะกลับแล้วครับ เดี๋ยวเอาอันนี้กลับไปทำที่ห้อง” เขาชูแฟ้มสีน้ำเงินที่มีกำหนดส่งในวันพรุ่งนี้ให้รุ่นพี่ดู “พรุ่งนี้ที่ฝ่ายธุรกิจติดต่อมา ให้ผมแจ้งว่าใครจะไปดีครับ?”

“แจ้งตัวเองนั่นแหละ เอาหน้าตาเข้าสู้”

“ฮะ ๆ มันเกี่ยวตรงไหนครับ?” ชานยอลกดเข้าหน้าเว็บไซต์ก่อนจะกดตอบกลับอีเมล์ของหัวหน้าฝ่ายธุรกิจ พิมพ์ลงไปว่าปาร์คชานยอลจากฝ่ายภาษีจะเป็นคนรับผิดชอบลูกค้ารายใหญ่ที่สุดรายหนึ่งของปี แต่ถึงจะพิมพ์ลงไปแบบนั้น ชานยอลก็รู้ว่ารุ่นพี่ทุกคนของเขาก็คงจะช่วยเหลือกันอย่างถึงที่สุด ไม่ปล่อยให้ต้องรับผิดชอบคนเดียวหรอก “ผมกลับแล้วนะครับ แล้วเดี๋ยวจะรีบมาครับ”

“จ้ะ พ่อรูปหล่อ กลับบ้านดี ๆ นะจ๊ะ”

ไม่ว่าจะจริงจังและเคร่งเครียดกับเรื่องงานมากแค่ไหน ชานยอลก็มีรุ่นพี่ที่แผนกคอยทำให้เขาได้หัวเราะอยู่เสมอ

มือข้างซ้ายของชานยอลถูกใช้ไปในการถือแก้วอเมริกาโน่ ส่วนแขนนั้นใช้ในการประคองแฟ้มงานสีน้ำเข้ม ส่วนมือข้างขวานั้นถูกเขาใช้ไปในการกดโทรออกไปหาเจ้าของร้านอาหารที่กำลังมีชื่อเสียงมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะรสชาติอาหารและความใส่ใจ

(คุณ...ยังไม่นอนอีกเหรอครับ?)

“ผมเพิ่งเลิกงานน่ะครับ” ชานยอลยิ้มออกมากับตัวเองขณะกำลังลงลิฟต์ไปชั้นที่จอดรถเอาไว้ “กลับบ้านรึยังครับ?”

(ยังหรอกครับ วันนี้เป็นวันปิดบัญชี ผมยังทำไปได้ไม่ถึงครึ่งเลย)

“ถ้าทำไม่ไหวก็พักผ่อนแล้วค่อยกลับมาทำนะครับ จะได้ไม่เหนื่อยมาก” ชานยอลวางแก้วกาแฟกับแฟ้มงานลงบนหลังคารถก่อนจะล้วงกระเป๋ากางเกงเพื่อหยิบกุญแจรถ รวมถึงจัดการข้าวของของตนเอง “ทานอะไรรึยังครับ?”

(เรียบร้อยแล้วครับ คุณล่ะ?)

“ผมมีอเมริกาโน่ครับ อิ่มท้องเลย”

(ไม่ได้นะครับ พูดแบบนี้ใกล้ ๆ จะตีเลย) เสียงของแบคฮยอนฟังดูน่ารักจนชานยอลอดยิ้มออกมาไม่ได้ (กำลังจะกลับบ้านเหรอครับ ได้ยินเสียงสตาร์ทรถ)

“ครับ กำลังจะกลับแล้ว”

(ขับรถเล่นมาแวะทานปันซาเนลลาดีไหมครับ ผมว่าเป็นอาหารรองท้องที่ดีเลยนะ)

“น่าสนใจนะครับ” ถึงสิ่งที่พูดออกไปจะฟังดูไม่ชัดเจน แต่เส้นทางในการขับรถของชานยอลนั้นไม่ใช่การมุ่งหน้ากลับบ้านอีกแล้ว “อีกสิบนาทีเจอกันครับ”

(รับทราบครับ สุดฝีมือของผมเลย)

ความตั้งใจของเขาในครั้งแรกนั้นคือการโทรหาและสนทนาถึงเรื่องที่ค้างคาใจ แต่ถ้ามันจะกลายเป็นว่าเขาจะได้ทานอาหารรองท้องฝีมือแบคฮยอนอีกครั้ง ชานยอลก็ไม่เกี่ยงมันหรอก

ถึงแม้จะทำให้รู้เศร้าใจไปบ้าง แต่ความสุขที่ได้รับนั้นมากกว่าหลายเท่านัก

‘ถ้าชานยอลไม่พร้อม จะตีตัวออกห่างแบคฮยอนก็ได้นะ พี่จะช่วยเอง’

‘ไม่ครับ ผมจะไม่ทำแบบนั้น’ ชานยอลยิ้มให้พี่แบคบอมในวันที่เราบังเอิญเจอกันที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง พี่แบคบอมมารับของให้แบคฮยอน ส่วนเขานั้นมารับของให้พี่สาว ‘เพื่อแบคฮยอน...ผมทำได้ครับ’

‘พี่ขอบใจชานยอลจริง ๆ นะที่เข้าใจพี่ ขอบใจแทนแบคฮยอนด้วย’

‘ครับ...’

จะต้องเจ็บปวดเท่าไหร่ ถ้าเกิดว่ามันจะทำให้แบคฮยอนมีความสุข เขาทนได้

ใช้เวลาไม่นานนักชานยอลก็ขับรถมาถึงร้านของแบคฮยอน เขาเลือกที่จอดรถข้างรถยนต์สีขาวคันหนึ่งซึ่งเป็นของของเจ้าของร้านอาหารแห่งนี้ นานมากแล้วที่เขาไม่ได้ฮัมเพลงในช่วงเวลาที่ใช้ชีวิตไปกับเรื่องต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นชีวิตประจำวัน แต่ใครจะรู้เล่าว่าสิ่งที่ทำให้คนอย่างชานยอลมีความสุขมากที่สุดคือการได้มองเห็นรอยยิ้มที่ถูกส่งมาให้เขาเมื่อเราสองคนได้พบเจอกัน

“เจ็ดนาที...เร็วกว่าที่บอกไว้อีกนะครับ”

“ใจมันเรียกร้องน่ะครับ” คำตอบของเขาทำให้แบคฮยอนที่มาต้อนรับนั้นหัวเราะเสียงดัง “ทำไมออกมาอยู่ข้างนอกล่ะครับ อากาศหนาว คุณจะไม่สบายได้นะ”

“ผมเพิ่งออกมาตอนที่เห็นรถคุณเองครับ ยังไม่ทันได้หนาวเลย” แบคฮยอนส่งยิ้มกว้าง ภายในร้านที่มีแสงไฟสีส้มสลัวนั้นไม่มีใครสักคน “กลับกันไปหมดแล้วล่ะครับ เหลืออยู่ทั้งหมดหนึ่งคนถ้วน”

“ไม่เหงาแย่เหรอครับ อยู่คนเดียวแบบนี้?”

“ไม่หรอกครับ คุณอยู่ที่นี่แล้ว” รอยยิ้มของแบคฮยอนทำให้ชานยอลรู้สึกมีชีวิตชีวาถึงแม้ตอนนี้เวลาจะใกล้ตีสามครึ่งแล้วก็ตาม “ทานเลยไหมครับ ผมเตรียมเครื่องเอาไว้หมดแล้ว”

“ให้ผมช่วยอะไรไหมครับ?”

“ช่วยนั่งรอแล้วชมว่าอร่อยเมื่อได้ทานครับ” คนพูดฉีกยิ้มกว้าง ก่อนจะผายมือเชิญเขาเข้าไปด้านในห้องทำงานที่ไม่เคยมีโอกาสได้เข้ามาก่อน “คงต้องรบกวนทานบนโต๊ะทำงานของผม สะดวกไหมครับ”

“สะดวกเสมอครับ”

ชานยอลต้องนั่งอยู่กับที่เพราะแบคฮยอนไม่ยอมให้เขาทำอะไร เขาได้แต่มองตามคนที่ออกไปจากห้องทำงานเพียงสองถึงสามนาที ก่อนจะกลับมาพร้อมกับจานสลัดปันซาเนลลาไร้แตงกวาที่มีปริมาณมากเป็นพิเศษจนเขาต้องหัวเราะออกมา

“มื้อเกือบเช้ารวบไปกับมื้อเช้าครับ”

“ไม่ไหวหรอกครับ ผมต้องกลับไปนอนนะ” เขากินเยอะขนาดนี้ไม่ได้จริง ๆ “ต้องมีคนช่วยแล้วล่ะครับ คุณแบคฮยอน”

“ผมจะไม่ปล่อยให้คุณต้องทานคนเดียวครับ เชื่อใจผมได้เลย”

ความสุขใจเกิดขึ้นและมันทำให้ชานยอลรู้เจริญอาหารเมื่อเขาได้ทานสลัดที่มีส่วนประกอบหลักเป็นขนมปังกรอบที่มีกลิ่นของหัวหอมและมะเขือเทศในขณะที่นั่งฟังเสียเจื้อยแจ้วทว่ารื่นหูและไพเราะด้วยความรู้สึก เขานั่งฟังถึงเรื่องที่ว่าไก่วันนี้ไม่เพียงพอต่อความต้องการเพราะมีลูกค้าสั่งมากเป็นพิเศษ เมนูจูเนียร์ที่เริ่มขายเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมานั้นมียอดขายถล่มทลาย เด็ก ๆ ทุกคนบอกว่าอยากกินจานที่สองจนทำให้รู้สึกปลื้มใจ การออกแบบและสั่งพิมพ์ฉลากน้ำสลัดนั้นไปได้ด้วยดี ลูกค้าที่วอล์คอินเข้ามาในวันนี้ส่วนมากเป็นครอบครัว ต้องจัดโต๊ะใหม่เพื่อให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าเสียยกร้านแต่ว่าก็สุขใจที่เห็นลูกค้าทุกคนมีความสุข

“แล้วคุณ—” แบคฮยอนถูกขั้นประโยคด้วยขนมปังกรอบและมะเขือเทศที่เขาป้อนให้ระหว่างที่ตนนั้นทำบัญชีไปคุยกับเขาไปด้วย “ฝีมือผมนี่มันอร่อยจริง ๆ”

“เห็นด้วยครับ คุณแบคฮยอนคนเก่ง” ชานยอลชมออกมาจากใจจริง อาหารรสมือแบคฮยอนยังคงถูกปากของเขาเสมอจั้งแต่วันแรกที่ได้กินจนมาถึงวันนี้ “วันนี้ผมงานยุ่งทั้งวันเลยครับ เมื่อวานเลิกงานตอนตีสอง พอกลับห้องผมก็เคลียร์งานนิดหน่อย ตื่นประมาณแปดโมงแล้วก็ออกมาทำงาน ตอน—”

“แล้วข้าวเช้าทานอะไรครับ?”

“...กาแฟครับ”

“...”

“ครับ กาแฟ” ชานยอลรู้สึกเหมือนสมัยปีสองที่เขาลืมกินข้าวเช้า พอบอกแบคฮยอนว่าดื่มน้ำมาหนึ่งขวดน่ะ ก็โดนทำหน้าบึ้งใส่ไปจนถึงตอนเย็น แต่ในขณะที่หน้าบึ้งนั้นก็เอาแซนด์วิชยัดปากเขาไปด้วย “ผมขอโทษครับ ไม่โกรธนะ?”

“แล้วมื้อเที่ยงทานอะไรครับ?”

“ข้าวผัดกิมจิครับ”

“สั่งมาเหรอครับ? ทานแค่ข้าวผัดจะอิ่มเหรอ?”

“ผมเวฟเอาน่ะครับ มันมีอยู่ในตู้เย็นที่สำนักงาน”

“...”

“ผมผิดไปแล้วครับ อย่าทำหน้าแบบนี้เลย” ชานยอลทนไม่ได้ที่เห็นแบคฮยอนทำหน้าบึ้ง เขาไม่ชอบที่ตัวเองต้องกลายเป็นต้นเหตุให้อีกฝ่ายอารมณ์ไม่ดี “ผมไม่มีเวลาจริง ๆ”

“ผมรู้ว่าผมไม่มีสิทธิจะโกรธคุณ แต่การดูแลตัวเองเป็นเรื่องที่สำคัญนะครับ” แบคฮยอนมองหน้าเขาอย่างจริงจัง “คุณจะทำงานหนักไปเพื่ออะไร ถ้าคุณ...ขอโทษนะครับที่ต้องพูดแบบนี้ เพื่อให้ได้เงินที่คุณอาจจะไม่มีโอกาสได้อยู่ใช้มันเพราะไม่ห่วงสุขภาพของตัวเอง”

“...งานที่ต้องทำจนคิดเรื่องอื่นไม่ได้ มันทำให้ผมไม่ฟุ้งซ่านน่ะครับ” เขาไม่ได้ปฏิเสธว่าตัวเองผิด แต่ก็อยากจะอธิบายในแง่มุมของตัวเอง “เหมือนกับการทำอาหารของคุณ ผมอาจจะจัดการเวลาไม่ได้ ผมยอมรับในเรื่องนั้น แต่ถ้าเป็นเพราะเรื่องเงิน มันไม่ใช่หรอกครับ”

“...”

“คุณแบคฮยอนมีสิทธิโกรธผมนะครับ ผมเต็มใจให้โกรธ แต่คุณก็ต้องเต็มใจให้ผมง้อด้วย ความสัมพันธ์...ฉันเพื่อนของเราถึงจะยั่งยืนนะครับ”

“ผมไม่ได้โกรธหรอกครับ ผมเป็นห่วงคุณ” แบคฮยอนยิ้มน้อย ๆ ให้เขาที่สั่งให้หัวใจของตัวเองหยุดเต้นแรงได้แล้ว “หรือว่าผมควรจะโทรสั่งอาหารให้คุณ ให้ไปส่งที่สำนักงานเลย แจ้งว่าให้เจ้าหน้าที่ภาษีของสำนักงานนี้ คุณก็ลงมารับเลยนะครับ”

“คุณแบคฮยอนพักผ่อนเถอะครับ เอาไว้ผมทานอะไรแล้วจะส่งให้ดู ตื่นมาแล้วก็เช็คได้เลยว่าถูกหลักโภชนาการไหม น้อยเกินไปรึเปล่า”

“...คุณล้อผมรึเปล่าเนี่ย?”

“จะล้อทำไมล่ะครับ?” ชานยอลอดยิ้มทะเล้นออกมาไม่ได้ สีหน้าของแบคฮยอนเวลาโดนแกล้งแล้วยังน่ารักเหมือนเดิมเลย “คุณจะได้ไม่ต้องห่วงผมไง”

“ไม่อยากให้เป็นห่วงเหรอครับ?”

“ถ้ามันจะทำให้คุณกังวล ผมก็ไม่อยากครับ”

“ถ้าอย่างนั้นก็...ส่งมาให้ผมดูทุกวันเลยนะครับ”

ปกติแล้วชานยอลไม่ใช่คนที่เสียเวลาไปกับการทานอาหารมากนัก เพียงแต่วันนี้ที่เขาทำอะไรหลาย ๆ อย่างไปพร้อมกัน จากเวลาที่ใช้ไปนั้น มันแทบจะมากที่สุดที่เขาเคยใช้มาในการทานอะไรสักอย่างในชีวิตเลย ยิ่งคิดว่าเป็นสลัดแล้วก็คิดว่าไม่น่าต้องใช้เวลามากขนาดนี้ แต่ถ้าเกิดว่ามันจะช่วยยืดเวลาที่เขาจะได้อยู่กับแบคฮยอน เขาก็ถือได้ว่าตัวเองนั้นได้ใช้เวลาไปอย่างคุ้มค่าแล้ว

“ผมจัดการเองครับ” แบคฮยอนยกจานสลัดเปล่าขึ้น “นั่งเลยครับคุณ ถ้าทำจานผมแตกผมปรับสิบเท่าเลยนะ”

“ใจร้ายจังครับ...”

“เอาไว้ข่มขู่คนดื้อครับ ทนเหงาสักหนึ่งนาทีครึ่งนะครับ เดี๋ยวผมกลับมา”

“ครับ คุณแบคฮยอน”

นิ้วชี้ที่ถูกชูขึ้นมาทำท่าเหมือนจะดุเด็กดื้อนั้นทำให้ชานยอลรู้สึกสุขในใจมากเหลือเกิน ถึงแม้ว่ามันจะยิ่งทำให้เขาเจ็บปวด แต่ถ้าเรื่องของเราที่เกิดขึ้นจะเป็นรอยยิ้มเพียงหนึ่งในพันของชีวิตของแบคฮยอน ชานยอลก็ยังยินดีที่จะทำให้มันเกิดขึ้นอย่างเต็มใจที่สุด

‘วันนี้แบคฮยอนล้างจานเอง รอแปปนึงนะ เดี๋ยวมานวดนวดให้’

‘เดี๋ยวฉันล้างให้’

‘ไม่ต้องเลย ถ้าลุกจากโซฟาจะปรับหนึ่งล้านวอน!’

เมื่อก่อนปรับหนึ่งล้านวอน ตอนนี้ปรับค่าจานสิบเท้า ถ้าเป็นเรื่องเงินแล้วไม่มีใครเกินจริง ๆ ถ้าอยากจะเก็บเงินก็ไม่ต้องไปฝากธนาคาร มาฝากแบคฮยอนนี่แหละ ถึงจะไม่ได้ดอกเบี้ยแต่ว่าเก็บเงินอยู่แน่นอน แบคฮยอนไม่ยอมให้เอาออกมาใช้เลยจริง ๆ ถ้าไม่ใช่เรื่องจำเป็น

โทรศัพท์ที่เจ้าของร้านไม่ได้พกไปด้วยนั้นสั่นอยู่บนโต๊ะจนชานยอลต้องให้ความสนใจกับมัน ในใจเองก็คิดว่าเขาไม่ควรก้าวก่ายเรื่องส่วนตัว แต่ว่ามันก็อดไม่ได้จริง ๆ ที่จะมองว่าใครกันกำลังโทรเข้ามา พอเห็นคำว่าพี่ชายปรากฏอยู่บนนั้น เป้าหมายที่ต้องการจะพูดในวันนี้ก็แจ่มชัดขึ้นมาอีกครั้งราวกับพระอาทิตย์ที่ไร้เมฆบดบัง

เขาให้เวลาแบคฮยอนจัดการตัวเองเมื่ออีกฝ่ายกลับมานั่งที่เก้าอี้อีกครั้ง ถึงจะคิดว่าควรบอกอีกฝ่ายว่าพี่ชายโทรมาแต่เขาก็ไม่ได้พูดออกไปเพราะอยากจะพูดสิ่งที่อยู่ในใจออกไปก่อน สิ่งที่เขาคงจะโดนพี่แบคบอมตำหนิได้ถ้ารู้ว่าเขาบอกแบคฮยอนแบบนี้

“คุณแบคฮยอน...จำเรื่องที่ผมพูดเกี่ยวกับคุณมินวูได้ไหมครับ?”

“...ได้ครับ”

“ผมไม่รู้ว่าสิ่งที่ผมพูดไปมันจะทำให้คุณรู้สึกกดดันรึเปล่า แต่ผมก็แค่อยากจะให้คุณลองเปิดใจ ถ้าไม่นึกชอบก็ไม่จำเป็นต้องฝืนนะครับ” ชานยอลพูดมันอย่างจริงจังและจริงใจอย่างที่สุดที่เขาจะทำได้แล้ว “ผมเอง...ไม่ได้เจาะจงเฉพาะพี่มินวู ถ้าเกิดว่าคุณเจอคนที่ดีหรือเจอคนที่คุณ...ที่คุณรักเค้า ผมเอง ในฐานะ...เพื่อนที่ดีของคุณ ผมคงจะดีใจมากจริง ๆ

“...”

“...”

“บางที...ไม่รู้สิครับ ผมคิดว่าผมไม่ได้อยากจะมีความรัก...ในแง่นั้นเลย” รอยยิ้มที่มุมปากของแบคฮยอนถูกส่งให้เขา “ตอนแรกผมไม่ได้เข้าใจความรู้สึกแบบนี้สักเท่าไหร่ มันรู้สึกเต็มไปหมด...ใจของผมน่ะ แต่พอได้รู้เรื่องสมัยเรียนมหาวิทยาลัยจากคุณ มันก็ทำให้ผมคิดได้ว่าบางที...ผมอาจจะมีความสุขมากแล้วที่ได้มีเพื่อนอย่างคุณ”

“...”

“การที่ได้รู้จักกับคุณ มันทำให้ใจที่ผมรู้สึกว่ามันเต็มมากแล้วนั้นรู้สึกเต็มขึ้นมาได้อีก มันทำให้ผมยิ่งเข้าใจความรู้สึกของตัวเองที่เป็นเพื่อนกับคุณ ผมยิ่งกว่าเข้าใจว่าทำไมเราถึงได้เป็นเพื่อนกัน ทำไมเราถึงอาศัยอยู่ในห้องเดียวกันสมัยเรียนมหาวิทยาลัย ถึงจะจำอะไรไม่ได้เลยแต่ว่าใจของผมรู้...”

“...”

“มันเต้นผิดจังหวะไปทุกครั้ง เวลาที่ผมได้พบกับคุณ”

“ผม—”

“แบคฮยอน ไม่ยอมล็อกประตูร้านอีกแล้วนะ”

“อ้าว พี่...เข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่?”

เสียงของพี่แบคบอมที่ดังขึ้นด้านหลังนั้นทำให้ชานยอลถอนหายใจออกมาอย่างบางเบา ทำไมเขาจะไม่ได้ยินเสียงประตูด้านหลังเปิดในค่ำคืนที่เงียบสงัดแบบนี้ เพียงแต่ที่ยอมนั่งอยู่อย่างนิ่งเฉยเพราะว่าเขาพอจะคาดเดาได้ว่าคนที่เปิดประตูเข้าร้านมาคงจะเป็นคนเดียวกับที่โทรเข้ามาหาแบคฮยอนอย่างแน่นอน

แล้วเขาก็รู้ด้วยว่าพี่แบคบอมได้ยินสิ่งที่แบคฮยอนพูดออกมาให้เขาได้ยินทั้งหมดเช่นเดียวกัน

“ไม่ล็อกประตูหลังร้าน”

“ผมว่าผมล็อกแล้วนะ แต่วันนี้ไม่ได้อยู่คนเดียว พี่ไม่ต้องห่วงนะ” แบคฮยอนหันมายิ้มให้เขาที่ลุกขึ้นยืนทำความเคารพพี่แบคบอม “ต้องรู้จักกันอยู่แล้ว พี่บอกว่าพี่รู้จักรูมเมทผม”

“ครับ พี่รู้จัก เจ้าจอมซน” พี่แบคบอมยีผมแบคฮยอนอย่างมันเขี้ยว “ถ้าไม่ล็อกร้านอีกพี่จะจ้างบอดี้การ์ดแล้วนะ”

“ผมจะไม่คุยกับพี่จนกว่าจะเลิกจ้างเลย” แบคฮยอนยังคงยิ้มอยู่กับพี่ชาย “พี่...ห้ามหลุดพูดชื่อคุณคนนี้นะ ผมกำลังพยายาม...จำให้ได้อยู่”

“พี่รู้ เราบอกพี่รอบที่สามแล้ว”

“ผมกลัวพี่ลืม”

“ลืมได้ไง พี่จำเก่ง ไม่เหมือนเราหรอก” พี่แบคบอมกอดไหล่น้องชายของตัวเองเอาไว้ก่อนจะหันมายิ้มให้ชานยอลที่ยืนอยู่ตรงนี้ ในขณะที่แบคฮยอนนั้นพึมพำว่ามันใช่ความผิดของผมที่ไหน “จะกลับรึยัง เดี๋ยวพี่ออกไปส่ง”

“ครับ ว่าจะกลับแล้ว ต้องกลับไปทำงานต่อ” ชานยอลไม่ปฏิเสธเพราะเขารู้ว่าถึงมันจะเป็นคำถาม แต่มันก็เป็นคำสั่งเช่นเดียวกัน “ไปนะครับ คุณแบคฮยอน”

“ครับ อย่าลืมส่งข้าวเช้ากลางวันเย็นมาให้ผมดูด้วยนะ”

“ไม่ลืมครับ ผมสัญญา” ชานยอลละสายตาจากพี่แบคบอมเพื่อส่งยิ้มให้แบคฮยอน “ลาก่อนครับ”

“ครับ เอาไว้เจอกันนะครับ”

เขาเดินออกมาจากร้านอาหารด้วยท่าสบาย ๆ เช่นเดียวกับพี่แบคบอมที่เดินตามออกมาส่งกัน ถึงเราต่างคนต่างมีท่าทีที่มองจากภายนอกแล้วดูเหมือนจะไม่มีอะไร และไม่ได้สร้างสถานการณ์ใด ๆ ให้คนที่ยิ้มแย้มโบกมือให้เขาอยู่ข้างหลัง แต่ชานยอลก็รู้ว่าพี่แบคบอมไม่มีทางพอใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน

เพราะสิ่งที่แบคฮยอนพูดออกมา...ต่อให้ใครได้ยินก็เข้าใจได้ว่าเจ้าตัวไม่คิดจะเปิดใจให้ใครเพราะความสัมพันธ์ฉันเพื่อนที่เรามีให้กัน

“ชานยอล”

“ครับ...”

“เราจะช่วยกัน...ใช่ไหม?”

“ใช่ครับ”

“แล้วทำไมนายถึงปล่อยให้แบคฮยอนคิดแบบนั้นได้ นายกำลังทำให้พี่คิดว่าตัวเองคิดผิดที่ไว้ใจนายนะ พี่ไม่กีดกันเพราะรู้ว่านายจะเข้าใจทุกอย่าง แล้วทำไมมันถึงกลายเป็นแบบนี้?”

“ผมพยายามแล้ว” ชานยอลมั่นใจว่าทุกสิ่งเขาทำนั้นดีที่สุดแล้ว “แต่ว่าเราต่างคนต่างก็รู้ว่าเราบังคับใจของแบคฮยอนไม่ได้”

“...”

“การที่พี่มินวูจะชอบแบคฮยอนมันไม่เพียงพอหรอกครับ ต่อให้พี่ยัดเยียดให้แบคฮยอนแทบตาย แต่ถ้าเค้าไม่ชอบก็คือไม่ชอบ”

“แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่านายจะทำแบบนี้ ทุกอย่างที่ทำอยู่ตอนนี้นายช่วยพี่ตรงไหน ชานยอลพูดกับแบคฮยอนให้พี่ก็จริง แต่การกระทำมันไม่ใช่เลย”   

“...”

“พี่ไม่อยากให้เราผิดใจกันนะ” พี่แบคบอมเองถึงจะเป็นคนหนักแน่น แต่ก็ไม่ใช่คนใจร้าย ชานยอลเข้าใจดีว่าความบาดหมางเล็ก ๆ ระหว่างที่เกิดขึ้นนั้นมันก็เพื่อแบคฮยอน “ถึงสมองจะลืมแต่ใจมันไม่ได้ลืมด้วย มันก็ไม่ใช่ความผิดของชานยอลส่วนเดียวหรอก แบคฮยอนเองก็ไม่ต่างจากนายเหมือนกัน บางครั้งพี่ก็คิดว่าพวกนายไม่น่าเจอกันเลย แต่ก็บางครั้งอีกเหมือนกันที่พี่ดีใจที่เห็นน้องชายของตัวเองมีความสุข ส่งข้อความคุยกับเพื่อน ทำอาหารใส่กล่องไปให้เพื่อน”

“...”

“แต่...ชานยอลตีตัวออกห่างแบคฮยอนได้ไหม?”

“...”

“หรือจะไปไหนดี ใช้เวลาพักร้อนแล้วไม่ติดต่อกันสักพัก”

“พี่ก็รู้ว่าผมทำไม่ได้...”

“ถ้าอย่างนั้นพี่จะทำเอง”

“...”

“พี่คงโกหกแบคฮยอนเรื่องนาย อาจะสักเรื่องสองเรื่อง แต่พี่คงจะไม่บอกเพราะรู้ว่านายโกหกแบคฮยอนไม่ได้ ทำเป็นไม่รับรู้ไปก็แล้วกันนะ จะให้นายโกหกเองนายก็คงไม่ทำ หลอกอะไรแบคฮยอนไม่ได้สักเรื่องหรอก ซื่อสัตย์เก่งนัก”

“...ขอโทษครับ”

“พี่ก็ขอโทษชานยอลเหมือนกันนะ”

“...”

“พี่ละอายใจเหมือนกัน แต่พอตัดสินใจไปแล้วก็อยากจะทำให้ดีที่สุด ขอบใจที่เข้าใจพี่นะ” พี่แบคบอมตบไหล่เขาในฐานะพี่ชายคนหนึ่ง “แล้วข้าวเช้ากลางวันเย็นนั่น ผิดสัญญากับแบคฮยอนได้ไหม?”

“...ไม่ได้ครับ”

“เข้าใจแล้ว กลับบ้านเถอะ ท่าจะมีงานต่อจริง ๆ จอมซนคงชวนคุยจนเกือบเช้าแบบนี้ พูดเก่งเหมือนเดิมแหละ”

“ไม่เป็นไรครับ ผมเต็มใจ” ชานยอลส่งยิ้มให้พี่แบคบอม “เอาไว้เจอกันนะครับ”

“ได้ เอาไว้เจอกัน”

ชานยอลจากมาด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบายได้ เขาไม่รู้ว่าตัวเองนั้นควรจะรู้สึกอย่างไรดี ใจหนึ่งเขาเข้าใจพี่แบคบอมที่พยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อที่จะตามหาคนที่ดีกว่าเพื่อน้องชายของตัวเอง ต่างคนต่างความคิดกัน ถึงเขาจะไม่ใช่คนรักเก่าเพราะเรายังไม่เคยเลิกกันแต่ก็ไม่รู้ว่าสถานการณ์มันต่างกันตรงไหน กับคนที่ไม่มีความทรงจำในเรื่องระหว่างเราหลงเหลืออยู่ การจะเข้าไปบอกว่าเป็นคนรักกันก็ไม่มีความหมายอะไร เราคงจะต้องเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง ร่วมสร้างความทรงจำชุดใหม่ระหว่างเราสองคนขึ้นมา ถ้าอย่างนั้นมันจะผิดอะไรในเมื่อพี่แบคบอมเลือกที่จะมองในมุมของแบคฮยอน

ถ้าจำไม่ได้...จะเริ่มต้นใหม่กับใครก็คงไม่ต่างกัน แบคฮยอนอาจจะได้พบเจอสิ่งที่ดีกว่าด้วยซ้ำ ได้มีความรัก...กับใครสักคนที่ดีกว่าชานยอลคนนี้

แต่อีกใจ...ชานยอลกลับรู้สึกมั่นใจว่าบนโลกนี้ไม่มีใครจะรักและหวังดีกับแบคฮยอนได้มากเท่ากับเขาอีกแล้ว

ถึงจะมีเรื่องในอดีตมาบั่นทอนสิ่งที่ตนเองมั่นใจ แต่ชานยอลไม่ใช่คนที่ทำผิดอะไรซ้ำซาก เขาเป็นมนุษย์ มีความคิด มีความรู้สึกผิดชอบชั่วดี ทุกการกระทำในอดีตที่เขารู้ว่ามันจะทำให้แบคฮยอนเสียใจ ไม่มีสิ่งไหนทั้งนั้นที่จะเกิดขึ้นหรือเขาจะลงมือทำมันเป็นครั้งที่สอง

‘ชานยอล ถ้าออกไปดื่มกับเพื่อนแล้วกลับไม่เกินเที่ยงคืนได้ไหม?’

‘ได้สิ’ เขากอดคนที่ทำหน้าเหมือนไม่มั่นใจในอะไรบางอย่าง ‘ทำไมทำหน้าแบบนี้ล่ะ ไม่ไปเลยก็ได้นะ ไม่ได้คิดอะไรหรอก’

‘ไม่ได้ไม่อยากให้ไป แต่กลับดึกแล้วเป็นห่วง’

‘โอเค เอาไว้ถ้าไปอีกจะกลับเร็ว แบคฮยอนก็ไปด้วยกันนะ’

‘เพื่อนจะไม่เกร็งเหรอ?’

‘เกร็งทำไมล่ะ ไม่ต้องคิดมาก เจอเพื่อนสิบคนก็ถามกันไปเก้าแล้วว่าแบคฮยอนไม่มาด้วยเหรอ’

‘จริงเหรอ งั้นไปด้วยนะ!’

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาไหนในชีวิตที่ผ่านมาของเขา ถ้าจะต้องไปดื่มกับใคร ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน รุ่นพี่ หรือใครก็ตาม ชานยอลไม่เคยกลับบ้านเกินเที่ยงคืนเลยสักครั้ง

แค่ความกังวลใจ เขาก็ไม่อยากให้มันเกิดขึ้นกับแบคฮยอน

ความทรงจำจะมีคุณค่าเมื่อเรานึกถึงมัน และตอนนี้ชานยอลทำได้แค่นึกถึงเรื่องระหว่างเราทั้งสองคน เพราะในอนาคตข้างหน้านั้นเขายังมองไม่เห็นเลยว่ามันจะเป็นอย่างไร

ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาที่เราเริ่มใช้หัวใจในการทำความรู้จักกัน

‘อยากกินอะไร?’

‘...อะไรก็ได้’

‘ไม่เอาแบบนี้สิ เอาแต่ใจหน่อย’ เขายิ้มให้แบคฮยอนที่ดูเหมือนจะทำตัวไม่ถูกเมื่อเรามาเที่ยวด้วยกันครั้งแรก ‘เลือกมาเลย ฉันจะได้รู้ว่านายชอบกินอะไร’

‘’งั้น...ก็ไม่รู้น่ะสิว่านายชอบกินอะไร’

‘เอาไว้ครั้งหน้าฉันเป็นคนเลือกนะ’

‘อื้อ! งั้นวันนี้ไปกินพิซซ่ากันนะ!’

หรือว่าจะเป็นช่วงเวลาที่เราได้คบกันในฐานะคนที่รักกันด้วยหัวใจ

‘วันนี้หนาวจังเลย หนาว!’

‘พันผ้าพันคอดี ๆ สิ’ ชานยอลจัดผ้าพันคอให้แบคฮยอนก่อนจะดึงเข้าแนบจูบลงบนหน้าผากเบา ๆ ‘ไปกินเนื้อย่างก็แล้วกัน จะได้ไม่หนาว’

‘ทำเองดีกว่า กลับไปกินที่ห้องกัน จะได้กินไปกอดกันไป’

‘กอดกันอยู่แล้วจะกินยังไงล่ะ?’

‘เดี๋ยวค่อยคิดนะ ไปซื้อเนื้อกันเถอะ!’ 

‘แบคฮยอน อย่าวิ่ง เดี๋ยวล้ม’

‘ไม่ล้มหรอก ความรักของชานยอลจะมารับไว้ แบบนี้เลย!’     

ถึงแม้ว่ามันจะเป็นเพียงแค่ความทรงจำของชานยอลคนนี้

แต่อย่างน้อยในช่วงเวลาหนึ่งของชีวิต...

เขาก็ได้ใช้มันไปกับแบคฮยอน

 

 

 

 

 

 

(ซื้อมารึยัง?)

“เรียบร้อยแล้ว แต่ไม่ได้ซื้อสีฟ้านะ มันหมดน่ะ ฉันก็เลยให้พนักงานแนะนำ เค้าแนะนำกระปุกสีส้มมาให้ ฉันก็เลยซื้อมา”

(เออ ได้ทั้งนั้น ขอบใจมากว่ะ)

“จะเอาอะไรอีกไหม จะได้ซื้อให้ก่อนออกไป”

(ไม่มี...เออ ซื้อขนมให้หน่อยได้ไหม อะไรก็ได้น่ะ เอาไว้กินเวลาทำงาน)

“จะดูไปให้ เป็นของฝากก็แล้ว—คยองซูโทรมา แค่นี้ก่อนนะ เอาไว้ค่อยคุยกัน”

เพื่อนของชานยอลอย่างเซฮุนตอบกลับมาเพียงคำว่า เออ ๆ ก่อนจะวางสายไปเพื่อให้เขาได้รับสายของคยองซูที่ถึงจะเป็นเวลาตีสองห้าสิบห้าแล้ว แต่มันก็คือเวลาปกติสำหรับกลุ่มเพื่อนของเขา ยกเว้นจงอินกับจงแดที่เข้านอนเป็นเวลา สงสัยคงจะโทรมาเรื่องช็อกโกแลต อาจจะเปลี่ยนจากสามกล่องเป็นสี่กล่องเพราะกลัวว่าตนเองจะเติมน้ำตาลให้ร่างกายเวลาที่กำลังทำงานไม่พอ

ชานยอลเพิ่งเดินทางกลับจากแคนาดา ประเทศที่เขาต้องเดินทางไปอย่างกะทันหันเพราะเรื่องงาน ไม่รู้ว่าที่ทำงานของคนอื่นเป็นอย่างไร หรือมีการทำงานในรูปแบบใด เขารู้เพียงแต่ว่าเมื่อสัปดาห์ก่อนตัวเองนั้นเข้าประชุมประจำไตรมาส ผลสรุปงานและงานที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อไปนั้นเป็นไปได้ด้วยดี รวมทั้งโอกาสในเรื่องงานที่เข้ามาหาเขาอย่างกะทันหัน การได้รับความไว้วางใจให้รับผิดชอบงานในต่างประเทศครั้งแรกในฐานะพนักงานของสำนักงานนี้นั้นมันทำให้เขาทั้งดีใจ ทั้งตื่นเต้น มันเป็นการทำงานทางด้านกฎหมายระหว่างประเทศครั้งแรกในชีวิตของชานยอล และสิ่งที่ทำให้รู้สึกดีใจมากที่สุดคือการที่ได้รับการแสดงความยินดีจากพี่ ๆ ในแผนกทุกคน

ไม่ทันได้ตั้งตัวแต่มันเป็นเรื่องที่ดีจริง ๆ แสดงให้เห็นถึงความไว้วางใจที่เจ้านายมีต่อเขา ถือเป็นการเดินทางในสายอาชีพที่สว่างสดใส เป็นสิ่งที่ย้ำให้รู้ว่าความพยายามและความตั้งใจไม่เคยทรยศใคร ทั้งที่เป็นน้องใหม่แต่ก็ยังได้รับโอกาสที่ยิ่งใหญ่จากเจ้านายของเขา

‘ฉันรู้ว่าเธอทำได้ ทำให้ดีที่สุดล่ะ’

หลังจากทราบข่าวดี คนแรกที่ชานยอลโทรหาคือแม่ บอกว่าผมจะได้ไปทำงานที่ต่างประเทศด้วยล่ะ ไปทำงานที่แคนาดาสามสัปดาห์ หัวเราะและยิ้มกว้างไปกับความตื่นเต้นและประโยคแสดงความยินดีของแม่ พิมพ์ข้อความลงในกลุ่มของเพื่อนที่พิมพ์กลับมาว่าไอซ์ไวน์ ๆ รวมถึงสิ่งของปลอดภาษีภายในสนามบิน ส่งข้อความไปหาเจ้าของร้านอาหารที่ตอบกลับมาด้วยประโยคแสนสุภาพว่า ‘ยินดีด้วยนะครับ’

ชานยอลรู้สึกอึดอัดใจจากข้อความนั้นชอบกล แต่เขาก็เลือกที่จะปล่อยมันไปพร้อมกับความรู้สึกของตัวเอง

“ว่าไง?” ชานยอลรับสายของคยองซู “ฉันซื้อช็อกโกแลตให้แล้ว”

(ฉันไม่ได้โทรมาเรื่องนั้นหรอก)

“...”

(อยู่ไหนแล้วล่ะ รับสายได้แบบนี้ต้องลงเครื่องแล้วสิ?)

“ใช่ ฉันลงมาแล้ว กำลังเดินอยู่”

(หยุดก่อน ฉันมีเรื่องจะเล่าให้ฟัง)

คำพูดของคยองซูทำให้เท้าทั้งสองข้างของชานยอลหยุดชะงักทันที

(วันนี้ฉันกับจงอินไปกินข้าวที่ร้านของแบคฮยอนมา ไอ้จงอินมันยังไม่รู้เรื่องอะไรหรอกนะ คนอย่างมันก็ทำได้แค่พูดว่าเหมือนแบคฮยอนอะไรอย่างนั้นนะ แต่...ประเด็นของฉันมันไม่ได้อยู่ที่เรื่องจงอินซื่อบื้อหรอก)

“แล้วนายโทรมาทำไม แบคฮยอนเป็นอะไรรึเปล่า?” ถึงจะคุมน้ำเสียงได้ดี แต่ใจของชานยอลนั้นร้อนรนเหลือทน “คยองซู?”

(แบคฮยอนทำแก้วแตกไปสามใบ จานอาหารแตกอีกหนึ่ง ชนกับพนักงานจน—เค้าไม่ล้ม ชานยอล เรื่องที่จะต้องห่วงไม่ใช่เรื่องนั้นหรอกนะ)

ราวกับมีอะไรแล่นขึ้นมาหยุดอยู่ที่กลางหน้าอก เสียดแทงจนเจ็บปลาบและอัดแน่นจนรู้สึกว่าหายใจไม่ออก ริมฝีปากที่เผยอขึ้นเล็กน้อยเพื่อเรียกลมหายใจ บอกกับใจของตัวเองว่าเสียงของคยองซูไม่ได้ฟังดูร้อนรนแม้แต่น้อย เพราะแบบนั้นแล้ว...แบคฮยอนคงจะไม่เป็นอะไร หนึ่งเดียวในชีวิตของชานยอลคงจะไม่เป็นอะไรอย่างแน่นอน

(นายมีเรื่องอะไรปิดบังฉันรึเปล่า?)

“...นายหมายถึงเรื่องอะไร?”

(อย่ามาทำเป็นไขสือ ฉันเป็นเพื่อนแบคฮยอนตั้งแต่นายยังไม่เข้าโรงเรียนประถมด้วยซ้ำ ถ้านายคิดจะบอกฉันว่าไม่มีอะไรแล้วล่ะก็ บอกเอาไว้ตั้งแต่ตอนนี้เลยว่าฉันไม่มีทางเชื่อ!)

“นี่...ฉันไม่รู้หรอกนะว่านายกำลังพูดเรื่องอะไร” ชานยอลสูดลมหายใจเข้าลึก “ถ้ามีเรื่องที่ยังไม่ได้เล่าให้ฟัง ฉัน...”

(ปาร์ค-ชาน-ยอล!)

“ช่วยใจเย็นหน่อยได้ไหม ฉันต้องการเหตุผลมากกว่าอารมณ์นะ”

(งั้นเหรอ! นายมาลองเป็นกังวลเหมือนฉันบ้างไหม แก้วจะแทงเท้าแบคฮยอนสิบแปดรอบอยู่แล้ว และฉันมันก็ทำได้แค่นั่งอยู่เฉย ๆ นี่ไงล่ะ!)

ชานยอลปล่อยให้เพื่อนหัวฟัดหัวเหวี่ยง พูดออกมาหมดใจว่าแบคฮยอนเหม่อลอยและไม่มีสมาธิ ฉันไม่รู้หรอกนะว่ามันเกิดอะไรขึ้น แต่ฉันที่เคยเห็นว่าแบคฮยอนเป็นแบบนี้  สาเหตุมันก็มีมาจากนายทั้งนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างที่ออกมาจากปากของคยองซูนั้นทำให้เขาต้องอดกลั้นความเป็นห่วงที่มีต่อแบคฮยอนเอาไว้ในใจอย่างสุดลึก กดมันเอาไว้เพื่อลดทอนความรู้สึกในใจของตัวเอง รับฟังจากคยองซูว่าแบคฮยอนนั้นมีอาการเหม่อลอย ถึงจะมีรอยยิ้มแต่มันก็เหมือนการฝืนมากกว่าจริงใจ ทั้งยังเบาบางเสียจนคนมองอย่างคยองซูรู้สึกได้ เป็นอาการของคนที่มีเรื่องหนักอึ้งในหัวใจ เป็นเรื่องที่ทำให้มองไม่เห็นสิ่งอื่นใดจนการทำงานผิดพลาดไปเสียหมด มันไม่ใช่เรื่องปกติเลยที่แบคฮยอนที่แสนร่าเริงจะเป็นแบบนี้ แบคฮยอนที่แสนจริงใจและน่ารักมากที่สุด...

“ก่อนที่ฉัน...จะไปทำงานที่แคนาดาประมาณหนึ่งอาทิตย์” ชานยอลเล่าสิ่งที่อยู่ข้างใน สิ่งที่ทบทวนอยู่ตลอดมาให้คยองซูได้ฟัง “ฉันได้มีโอกาสไปหาแบคฮยอนที่ร้าน นั่งกินข้าวมื้อดึกด้วยกัน ฉัน...วันนั้นแบคฮยอนบอกฉันว่าหัวใจของเค้า...เต้นผิดจังหวะไปทุกครั้งเวลาที่ได้เจอกับฉัน”

(ชานยอล...)

“มันมีบางอย่างที่เราสัญญากันไว้ ถึงจะเป็นเรื่องเล็ก ๆ แต่ฉันก็อยากจะทำ แต่นายเชื่อไหมว่ามันไม่เกิดขึ้นสักอย่าง ฉันกับแบคฮยอนแทบไม่ได้ติดต่อกันเลย”

(...พี่แบคบอมเหรอ?)

“ใช่” ชานยอลก้มหน้า มองมือของตัวเองที่กำลังสั่นไหว “เราต่างคนต่างรู้ดีว่ามันหมายความว่าอะไร ฉันพูดออกไปแล้วว่าเราบังคับใจของแบคฮยอนไม่ได้ แต่พี่แบคบอมก็บอกฉันว่าเค้าจะไปให้สุดทางในวิธีของเขา ถึงแม้ว่ามัน...พี่แบคบอมไม่สนว่าเค้าจะต้องทำอะไร เค้าก็แค่จะทำให้แบคฮยอนกับฉัน...”

(ชานยอล)

“...”

(นายรักแบคฮยอนไหม?)

“...”

(ชานยอล?)

“นาย...กล้าถามฉันได้ยังไง...” ดวงตาทั้งสองข้างถูกหลับลง มือถูกกำเข้าหากันจนแน่น “ได้ยังไงกัน...”

มันเป็นคำถาม...ที่ไม่ควรจะมีใครถามชานยอลทั้งนั้น

ยิ่งจากคนคนหนึ่งที่เขาคิดว่าเป็นคนที่รู้จักกันดีที่สุดด้วยซ้ำ มัน...

“ฉันทำอะไร—”

(ชานยอล มันไม่ใช่แบบนั้น ฉันก็แค่อยากถามแทนหัวใจของนาย ก็เท่านั้นเอง)

“...”

(พี่แบคบอมสำคัญเพราะว่าเค้าเป็นพี่ชายของแบคฮยอน แต่นายก็รู้อยู่แก่ใจว่าความรู้สึกของใครสำคัญที่สุด นายจะเก็บความรู้สึกของตัวเองไว้เพื่อพี่แบคบอม หรือนายจะยอมรับว่าหัวใจนายเต้นดังไม่แพ้คนที่ต้องใช้ความพยายามมากแค่ไหนในการบอกว่าหัวใจของเค้าเต้นผิดจังหวะไปก็เพราะนาย)

“...”

(ฉันไม่รู้หรอกนะว่ามันเกิดอะไรขึ้น จะกับนาย แบคฮยอน หรือพี่แบคบอม แต่ถ้านายไม่อยากทำ คิดซะว่าทำเพื่อแบคฮยอนก็ได้)

“...”

(หรือถ้าจะคิดแบบเห็นแก่ตัว พี่แบคบอมไม่เห็นจะสนว่านายจะรู้สึกยังไง ทำไมนายต้องไปสนใจคนพรรค์นั้นด้วยล่ะ ถ้าพวกนายจะรักกัน...ฉันเชื่อยิ่งกว่าเชื่อ จะให้เอาคอตัวเองเป็นประกันก็ได้ว่านายไม่มีวันทำให้แบคฮยอนเสียใจหรอก ต่อให้นายเผลอทำ ฉันก็เชื่อว่านายไม่มีวันตั้งใจ!)

“คยองซู...”

(ฉันทนเห็นเพื่อนฉันเป็นแบบนั้นไม่ได้หรอกนะ...นายจะได้คบกับคนที่ดีที่สุดในโลกแบบนั้นไหมถ้าเพื่อนฉันไม่จีบนายก่อนน่ะ ฉันจะโมโหแล้วนะ!)

ชานยอลสับสนและเขาก็ยังคงสับสนอยู่ทุกวินาทีที่กำลังหายใจเพื่อใช้มันไปกับการคิดเรื่องของแบคฮยอน องค์ประกอบทางความคิดหลากหลายอย่างที่หมุนวนอยู่ข้างในทำให้ใจของชานยอลไม่สามารถเลือกที่จะตัดสินใจไปในทางใดทางหนึ่งได้ ทั้งความรู้สึกผิดที่กัดกินอยู่ในหัวใจตลอดเวลา สถานการณ์ไม่ปกติในวันนั้นทำให้เขาเลือกที่จะไม่รั้งแบคฮยอนเอาไว้ ถ้าหากว่าชานยอลเลือกที่จะเผชิญหน้ากับสิ่งที่เกิดขึ้น แบคฮยอนคงไม่มีวันที่จะต้องใช้ชีวิตอย่างทรมานแบบนี้ แต่อีกทางที่อยู่ในใจบอกเขาว่าแบคฮยอนล่ะ อะไรคือสิ่งที่แบคฮยอนเลือก สิ่งที่แบคฮยอนต้องการ แต่ความต้องการนั้น…มันเป็นเพราะว่าแบคฮยอนไม่รู้ว่าเขาคือชานยอลหรือเปล่า ถ้าหากว่าวันใดวันหนึ่งนั้นมาถึง…แบคฮยอนจะเสียใจไหม จะเสียใจที่ได้รู้จักกับเขาอีกครั้ง คนที่มันเป็นต้นเหตุแห่งความเสียใจทุกอย่างในชีวิตของแบคฮยอน

ชั่วขณะหนึ่ง…ท่ามกลางความคิดที่สับสน ภาพของแบคฮยอนที่กำลังหัวเราะให้กับการตัดสินใจที่ผิดพลาดของตนเองในอดีต รอยยิ้มของแบคฮยอนผู้มองโลกในแง่ดีเสมอมา

‘ไม่รู้สิ มันคงดีที่สุดสำหรับตอนนั้นแล้วนะ ฉันไม่เสียใจในสิ่งที่ตัดสินใจไปแล้วหรอก ชานยอลก็ห้ามเสียใจนะ อนาคตสำคัญกว่าอดีตตั้งเยอะ มายิ้มกว้าง ๆ กันดีกว่า…’

ถ้าหากว่าเป็นสุดที่รักของชานยอล เจ้าตัวคงไม่ลังเลใจเลยที่จะพุ่งเข้าชนเพื่อสิ่งที่ต้องการ คงไม่ขี้ขลาด…อย่างที่ชานยอลกำลังเป็นอย่างไม่น่าให้อภัย

“ฉันกลัว…” ชานยอลพูดสิ่งที่อยู่ในเบื้องลึกหัวใจของเขา “แต่ฉันก็รู้…ว่าแบคฮยอนกลัวมากกว่าฉัน”

(…)

“ฉันไม่มีเวลาคุยกับนายแล้วล่ะ” มือที่กำแน่นคลายออกพร้อมกับรอยยิ้มที่ปรากฏขึ้นเมื่อชานยอลเข้าใจแล้วว่าเขาควรตัดสินใจอย่างไร “ต้องรีบขึ้นแท็กซี่ไปหาที่รักแล้ว”

(เออ ให้มันได้อย่างนี้สิ ถ้าพรุ่งนี้ฉันไปกินข้าวแล้วไม่เห็นว่าแบคฮยอนยิ้มล่ะก็...นายเจอดีแน่!)

เพราะว่าเป็นผู้ชาย อีกทั้งยังมีเป้าหมายในการเดินทางออกนอกประเทศเพื่อไปทำงาน สัมภาระที่มีติดตัวจึงไม่ได้มากเท่าเวลาที่ถูกใช้ไป หลังจากวางสายคยองซูเพื่อนยาก สิ่งที่ชานยอลทำเป็นการต่อมาคือการเดินออกมาจากอาคารผู้โดยสาร เรียกแท็กซี่เพื่อไปยังจุดหมายปลายทางที่ในทีแรกเขาเลือกที่จะทำเป็นมองไม่เห็น มองข้ามหัวใจของตัวเองไป แต่ว่าตอนนี้...

ชานยอลยอมรับว่าเขากลัว กังวล หวาดหวั่น ทั้งยังไม่มั่นใจในสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน แต่สิ่งเดียวที่ชานยอลมั่นใจมากที่สุดคือความรู้สึกที่ตนเองมีต่อแบคฮยอน เขารักแบคฮยอนมาก และไม่มีวันจะทำให้แบคฮยอนเสียใจอีกแล้ว ไม่มีวัน…ทั้งที่ควรจะคิดว่าแบคฮยอนพยายามมากแค่ไหน ความรู้สึกที่มี ทุกคำพูด ทุกประโยคที่สร้างด้วยหัวใจ แต่เขากลับเป็นกังวลเรื่องของพี่แบคบอม คิดไปต่าง ๆ นานาว่าอีกฝ่ายทำอะไร กำลังคิดอะไรอยู่ และพูดอะไรกับแบคฮยอนบ้าง สุดท้ายแล้วมันก็เป็นชานยอลที่ใช้ดวงตาและหัวใจมองทุกอย่างที่อยู่โดยรอบ แต่ไม่เคยใช้มันมองให้ลึกลงไปที่หัวใจของใครสักคน ในหัวใจของแบคฮยอน

'ระ...เรา เราชอบชานยอลนะ!'

แบคฮยอนที่ถึงจะวิ่งหนีเข้าบ้านหลังจบประโยคที่แสดงออกพร้อมกับใบหน้าแดงซ่าน แต่มันก็เป็นความกล้าหาญที่น่ารักอย่าบอกใคร อดีตที่สวยงามในวันนั้นสอนชานยอลในวันนี้ว่าบางที...เสียงของหัวใจ อาจจะดังอยู่ใกล้ ๆ แค่นี้เอง

ชานยอลเลือกทางของพี่แบคบอมมาตลอดเพราะรู้ว่ามันเกิดขึ้นเพราะความรัก ถึงจะมีความเห็นแก่ตัวผสมลงไปบ้าง แต่พี่แบคบอมก็รักแบคฮยอนมากจริง ๆ เขาเองก็เชื่อว่ามันเป็นความรักรูปแบบหนึ่งที่ยิ่งใหญ่เช่นกัน อีกทั้งยังมีเรื่องความรู้สึกผิดในใจเข้ามาเกี่ยวข้อง เขารู้สึกผิดมาตลอดเพราะคิดว่าตนเองเป็นต้นเหตุ พยายามกักเก็บความเห็นแก่ตัวเอาไว้ในใจ ความคิดที่ว่าเขารักแบคฮยอนมากที่สุด และเขาเสียสละได้ถ้ามันจะทำให้แบคฮยอนมีความสุข แต่เสียงที่เขาต้องฟังจริง ๆ ไม่ใช่เสียงของพี่แบคบอมหรือตัวเอง แต่มันเป็นเสียงของแบคฮยอนต่างหาก

จากคำบอกเล่าของคยองซู มันคงถึงเวลาที่เขาจะต้องผลักความรับผิดชอบที่มีต่อใครสักคนหนึ่งออกไป ดึงความรู้สึกของหัวใจตัวเองเข้ามา และใช้มันให้ดีที่สุดในการพูดคุยที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อไปนี้เพื่อให้คำตอบกับตัวเองว่าควรจะทำเช่นไร

มันคงมีอะไรสักอย่างเกิดขึ้น มันถึงได้ทำให้ความสัมพันธ์ของเราแปลกไป แบคฮยอนที่ตอบข้อความของเขาน้อยมากราวกับต้องการจะตัดบท เหมือนพยายามที่จะทำให้มันไม่สามารถดำเนินต่อไปได้ คงจะมีเหตุอะไรสักอย่างที่ทำให้มันเป็นแบบนี้ และชานยอลจะต้องรู้ให้ได้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น เรื่องของชานยอลกับพี่แบคบอมเป็นสิ่งที่จะนำมาเป็นปัญหาในภายหลัง ในเวลานี้...ก็คงจะมีแต่คนที่กำลังชะงักจากการปิดประตูร้านเพราะแสงไฟจากรถแท็กซี่ที่เขานั่งมาเท่านั้นเอง

"คุณ..."

"อย่ารีบเดินสิครับ ถ้าล้มเข้าจะทำยังไง" เขาขนสัมภาระลงจากรถไปด้วย พูดคุยกับคนที่ก้าวเข้ามาอย่างเร่งรีบและมีสีหน้าตื่นตระหนก "มีอะไรรึเปล่าครับ?"

"ทำไม...เอ่อ...กลับมาแล้วเหรอครับ?"

"ยังหรอกครับ ยังอยู่ที่แคนาดาอยู่เลย"

"คุณก็..." แบคฮยอนทำหน้าบึ้งตึงให้เขาได้ยิ้มเมื่อเห็น ก่อนที่เจ้าตัวจะย่อตัวลงยกถุงใส่สัมภาระน้ำหนักเบาที่ล้มอยู่ให้ตั้งขึ้น มองรถแท็กซี่ที่ขับออกไปก่อนจะหันกลับมามองเขาที่มองแบคฮยอนอยู่เช่นกัน "เอ่อ..."

"กำลังจะกลับบ้านแล้วเหรอครับ?"

"ใช่ครับ ผมทำงานเสร็จแล้ว กำลังจะกลับบ้านครับ" คนตอบยังคงมีท่าทีกระอักกระอ่วนใจ "ผม..."

"ครับ?"

"ทำไมถึงมาที่นี่ล่ะครับ ทั้งยังไม่โทรมาก่อนด้วย แล้วสัมภาระแบบนี้..."

"ครับ ผมเพิ่งมาจากสนามบิน" ชานยอลคิดว่าตนเองตอบตรงคำถาม ทั้งเขายังอยากถามอะไรมากมาย เพียงแต่ติดว่ามันยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม คงจะต้องพยายามทำให้ความอึดอัดที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นด้วยซ้ำหายไปก่อน "ผม...ยังไม่มีอะไรตกถึงท้องตั้งแต่ตอนบ่ายสองโมงแล้วครับ"

"คุณ!” เสียงเอ็ดดังลั่นในลานจอดรถของร้านอาหารทำให้ชานยอลยิ้มได้ “นี่มันตีสามครึ่งแล้วนะครับ!”

“ครับ...”

“จะทำยังไงดีล่ะครับ ท้องหิวแบบนี้ ของที่ร้านก็ไม่มี แล้ว—”

“ปกติแล้วเข้านอนกี่โมงเหรอครับ ที่เคยบอกผมว่านอนตอนใกล้เช้า คุณแบคฮยอนเข้านอนตอนกี่โมงเหรอครับ?”

“วันนี้ผมมีเอกสารต้องแก้เกี่ยวกับบัญชีแล้วก็คำสั่งซื้อของเยอะมากเลยครับ ผมก็เลยกลับค่อนข้างช้า ถ้าเป็นเวลาแบบนี้...ก็อาจจะเป็นตีห้าครับ”

“พอจะมีเวลา...ทานข้าวเช้าด้วยกันไหมครับ?”

แบคฮยอนที่อยู่ตรงหน้าเขานั้นเผยอริมฝีปากขึ้นเล็กน้อย แววตาที่สั่นระริกยิ่งทำให้ชานยอลหัวใจสั่นไหว ทั้งที่เขาคิดว่าอีกฝ่ายจะไม่ลังเลใจและจะยินดีที่เราได้พบกัน แต่ท่าทีแบบนี้...

การมาถึงของชานยอลคงไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดีอีกแล้ว และมัน…ชานยอลคงปล่อยให้แบคฮยอนเป็นคนยุติสถานการณ์อันนี้น่าอึดอัดนี้ไม่ได้ เพราะเขาเป็นคนเริ่มต้นมันขึ้นมาด้วยตัวเองโดยที่ไม่ได้ถามความสมัครใจของผู้เป็นที่รักแม้สักประโยคเดียว

“ที่จริง...ตอนนี้มันคงไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม” มันคงเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่ชานยอลจะพูดได้ในเวลานี้ “ผมขอโทษที่เข้ามารบกวนนะครับ”

“มะ...ไม่นะครับ!” คนพูดเสียงดังอีกครั้ง “ผมมีเวลาเยอะเลยครับ ตีห้าวันพรุ่งนี้ก็ยัง—”

“เป็นอะไรรึเปล่าครับ?” ชานยอลไม่อยากให้แบคฮยอนต้องฝืนใจ “ถ้าคุณไม่อยากทำ คุณก็แค่บอกผม ไม่มีอะไรต้องกังวลเลยนะครับ”

“ผม...อยากทานข้าวเช้ากับคุณครับ” แบคฮยอนสบตาเขา “ผมไม่เคยได้กินข้าวเช้ากับ...เพื่อนเลย”

“…”

“ไปกันเถอะครับ ผมอยากทำอาหารเช้าให้คุณได้ทานแล้วล่ะ”

รอยยิ้มที่แสนจริงใจทำให้ชานยอลตัดสินใจที่จะมองข้ามการไร้ซึ่งความมั่นใจในแววตาของแบคฮยอน

มันน่าอายอยู่เหมือนกันที่ชานยอลมาตัวเปล่าพร้อมกับสัมภาระ ทั้งยังมาสร้างความลำบากให้แบคฮยอนที่ดูเหมือนว่าจะยิ้มแย้มแจ่มใสได้มากขึ้นแม้ว่าจะเป็นเวลาใกล้เช้าแล้วก็ตาม เขาขนสัมภาระของตัวเองขึ้นรถของแบคฮยอนที่จอดอยู่เพียงคันเดียวในลานจอดรถ ถึงแม้ว่าเจ้าของร้านอยากจะช่วยมากแค่ไหนเขาก็ไม่ยอมให้ทำ ทั้งยังรับอาสาขับรถให้เพราะแบคฮยอนยืนยันอย่างหนักแน่นว่าจะเป็นคนทำอาหารเอง แม้ว่าจะแนะนำให้เลือกร้านอาหารสักร้านเพราะไม่อยากให้เหน็ดเหนื่อย ที่ที่จะไปจึงกลายเป็นห้องของเขา แทนที่จะเป็นร้านอาหารสักร้านที่เปิดแต่เช้าหรือเปิดยี่สิบสี่ชั่วโมง

“คุณเพิ่งกลับมาเหนื่อย ๆ ผมควรจะเป็นคนขับ...”

“ไม่หรอกครับ จะได้ไม่กังวลเรื่องเส้นทาง” ชานยอลไม่มีปัญหาในการขับรถของแบคฮยอน “เคยมาแถวนี้บ้างไหมครับ?”

“ไม่เคยเลยครับ มันไม่ได้อยู่ในเส้นทางที่ผมคุ้นเคยจริง ๆ” แบคฮยอนมองสองข้างทางผ่านกระจกรถ ก่อนที่จะส่งเสียงออกมาเล็กน้อยเมื่อเขาเลี้ยวรถเข้าไปในมาร์เก็ตที่เปิดยี่สิบสี่ชั่วโมง “จะซื้อของเหรอครับ?”

“ครับ ต้องพาเชฟมาช้อปปิ้งหน่อย ผมจะไปต่างประเทศก็เลยเอาของสดไปให้แม่หมดเลย ไม่มีอะไรอยู่ในตู้เย็นหรอกครับ”

“ผมยังไม่ถึงขั้นจะเป็นเชฟได้หรอกครับ แต่....ขอบคุณมากนะครับ”

“ครับ”

เพราะเป็นช่วงเวลาที่ไม่ได้มีใครมาซื้อของมากนัก ชานยอลจึงได้ที่จอดรถบริเวณด้านหน้ามาร์เก็ตเพื่อที่คนที่มาด้วยกันจะไม่ต้องเดินไกลมากนัก หลังลงจากรถแล้วชานยอลก็ส่งกุญแจรถให้เจ้าของรถไปถือไว้ รวมทั้งหยิบถุงผ้าสำหรับใส่ของสดที่อีกคนบอกว่าอยู่ที่หลังรถครับ ขอบคุณมากเลยนะครับ

“ปกติแล้วทานขนมบ้างไหมครับ?” เรามาหยุดกันอยู่ที่กระบะขนมลดราคาด้านหน้ามาร์เก็ต “กับกาแฟหรือว่าชา...”

“ไม่ครับ ผมไม่กินเลย” ชานยอลไม่ชอบกินขนม แต่เขาก็เห็นคุกกี้ไส้แยมวางเรียงอยู่ด้านหลัง “นั่น...ของโปรดคุณไม่ใช่เหรอครับ?”

แบคฮยอนหันไปมองคุกกี้ไส้แยมแบรนด์จากประเทศอังกฤษแล้วหันกลับมามองหน้าเขา

“คุณรู้...เมื่อก่อนผมก็ชอบกินใช่ไหมครับ?”

“ครับ คุณซื้อครั้งหนึ่งห้ากล่อง แล้วก็จะกินหมดภายในห้าวันด้วย คุณเคยบอกผมว่าเก็บไว้นานไม่อร่อยหรอกนะ วันหมดอายุน่ะเรื่องโกหก”

“...ผมอายจัง” แบคฮยอนแก้มขึ้นสีระเรื่อ “ผมเหมือนเด็กตะกละเลย”

“ไม่หรอกครับ เวลาคุณกิน คุณ...”

“ครับ?”

“น่ารัก...” มันเป็นหนึ่งสิ่งที่อยู่ในใจของชานยอลเสมอ “มากครับ”

เขาได้แต่มองคนที่หันหน้าหนีก่อนจะเดินไปยังแผนกผักสดด้วยรอยยิ้ม หยิบคุกกี้ไส้แยมสองกล่องใส่รถเข็น ทีแรกเขาจะหยิบห้ากล่อง แต่พอคำนึงถึงสุขภาพที่แข็งแรงน้อยกว่าวันวานและจำต้องควบคุมลักษณะการกิน จากห้าจึงกลายเป็นสองเพื่อสุขภาพของแบคฮยอน

“ปกติแล้วอาหารเช้ากินอะไรครับ” คนที่กำลังเลือกมันฝรั่งอยู่ถามชานยอล “กาแฟหนึ่งแก้ว?”

“ครับ กาแฟหนึ่งแก้ว” เขาสูดลมหายใจเข้าลึกเมื่อคิดถึงสิ่งต่อไปที่กำลังจะพูด “เกิดอะไรขึ้นรึเปล่าครับ?”

“อะไรเหรอครับ?” แบคฮยอนละสายตาจากแครอทเพื่อมองเขา ก่อนจะหันกลับไปมองแครอทเหมือนเดิม 

“...ผมไม่ได้อยากจะก้าวก่ายความรู้สึกของคุณหรอกนะครับ ผมแค่อยากจะรู้ถึงเหตุผลที่คุณ...ที่เราอยู่ด้วยกันตอนนี้ มันทำให้คุณอึดอัดไหมครับ?”

“มัน…มันไม่ใช่แบบนั้นนะครับ” มันฝรั่ง แครอท หรือจะหน่อไม้ฝรั่งก็ไม่ได้อยู่ในความสนใจของแบคฮยอนอีกแล้ว ทั้งเจ้าตัวยังดูอ่อนล้าทางจิตใจและมันทำให้ชานยอลรู้สึกไม่ดี “ผมขอโทษครับ ทั้งที่ผมขอให้คุณส่งข้อความมาหา แต่ผมกลับทำแบบนั้น...”

“อย่าขอโทษเลยครับ ผมแค่อยากจะรู้เหตุผล” ชานยอลไม่คิดว่ามันเป็นความผิดอะไรทั้งนั้น “อยากให้เราเข้าใจกันมากกว่าจะเป็นแบบนี้นะครับ ถ้าหากว่ามันทำให้ไม่สบายใจ…”

“ไม่ครับ ผม...ไม่ได้...”

ชานยอลไม่รู้ว่ามันมากเกินไปไหมในสิ่งที่เขาคิดทำ แต่หัวใจมันกลับทนไม่ได้ที่เห็นแววตาของแบคฮยอนสั่นระริก น้ำตาที่คลอเบ้า และมือที่สั่นไหวราวกับกำลังเผชิญเรื่องที่หนักหนาในหัวใจ และมันทำให้ชานยอลเอื้อมมือไปจับมือของแบคฮยอนไว้ ปลอบประโลมด้วยสัมผัสและความรู้สึกรักที่เขามีต่อแบคฮยอนอย่างมากล้นเหลือเกิน

น้ำตาหยดหนึ่งที่ไหลลงมาจากปลายหางตาทำให้ชานยอลร้อนรนในอกราวกับถูกไฟเผา ความสัมพันธ์ที่ถูกขวางกั้นด้วยความทรงจำที่ถูกหลงลืมนั้นพังทลายลงเพราะเขาไม่สนอีกต่อไปแล้วว่าแบคฮยอนจะมีเขาอยู่ในความทรงจำบ้างไหม เขาเพียงแต่รู้ว่าเขารักแบคฮยอนมากแค่ไหน และจะไม่มีวันทำให้แบคฮยอนต้องเสียใจอีกแล้ว

“แบคฮยอน...” น้ำตาถูกเช็ดด้วยนิ้วโป้งของชานยอล “แบคฮยอนครับ...”

“ผม...ถึงผมจะใจเต้นเพราะคุณ แต่คุณ...เป็นเพื่อนกับผมได้ไหมครับ”

“...”

“ผมอยากจะเป็นเพื่อนกับคุณมาก ผมไม่อยากเป็นแบบนี้เลย แต่ผม...” แบคฮยอนไม่ได้ร้องไห้แต่จับมือของเขาเอาไว้แน่น “แค่เราได้เป็นเพื่อนกัน...”

“ทำไมถึงพูดแบบนี้ล่ะครับ?”

“...”

“ทำไมคุณพูดเหมือนกับว่าผมจะไม่เป็นเพื่อนกับคุณล่ะครับ ทำไมถึงพูดแบบนี้?”

“พี่ชายของผม...” คำว่าพี่ชายทำให้ชานยอลเข้าใจสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นไปได้ห้าในสิบส่วน วิถีทางที่พี่แบคบอมเลือกทำให้ชานยอลรู้ว่าเขากำลังจะต้องเจอกับอะไร “พี่แบคบอมได้ยินสิ่งที่ผมพูดกับคุณวันนั้น แล้วพี่ก็บอกผมว่าคุณ...คุณมีคนรักอยู่แล้ว ตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมปลาย”

“...”

“ขอโทษนะครับ ผมไม่รู้มาก่อน—ไม่สิ บางทีผมอาจจะรู้แต่ว่าผมจำไม่ได้เลยพูดแบบนั้นออกไป แต่ผมจะไม่ทำให้ลำบากใจหรอกนะครับ ผมน่ะ...”

จะบอกว่าพี่ชายของแบคฮยอนโกหก มันก็ไม่ได้ใกล้เคียงกับคำนั้นแม้สักนิด อีกทั้งจะบอกว่าอีกฝ่ายพยายามกีดกันมันก็ไม่เชิงอีก เพราะคนรักที่พี่แบคบอมพูดถึง...

ใช่ ชานยอลมีคนรักอยู่แล้ว เขามีสุดที่รักในใจที่คบมาตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมปลาย ถึงความสัมพันธ์ของเราจะดำเนินมามากกว่าสิบปีเพราะสำหรับเขาแล้วเรายังไม่เคยเลิกกัน แต่ความรู้สึกของชานยอลไม่เคยลดลง มันมีแต่จะมากขึ้นทุกวัน ยิ่งในวันที่เขาได้พบกับแบคฮยอนอีกครั้ง เขาก็ยิ่งได้รู้ว่าความรู้สึกในหัวใจมันไม่เคยหายไปแม้สักครั้ง

แต่เขาจะพูดอะไรออกไปได้บ้าง เขาจะต้องพูดอะไรออกไป...

“ผมคิดว่า...พี่ชายของคุณคงเข้าใจอะไรผิดไปสักอย่าง” มันคงจะต้องเป็นแบบนี้ เพราะมันไม่มีทางเลือกใดที่ดีไปกว่าสิ่งนี้อีกแล้ว “แต่ถ้าสมมติว่ามันเป็นเรื่องจริง ผมคงเป็นแฟนที่แย่น่าดู”

“...”

“เพราะผมไม่คิดถึงใครเลย นอกจากคิดถึงคุณ”

“...”

“พอกลับมาที่นี่ก็ยังมาหาคุณเป็นคนแรก ถ้าเกิดว่าแม่ผมรู้นะ...”

“คุณ...” 

ถึงใบหน้าจะแสดงออกในทางที่ไม่ดี แต่แก้มสีแดงระเรื่อกำลังส่งสัญญาณให้ชานยอลได้รู้ ดวงตาที่เบิกกว้างก่อนที่จะหรี่ลงราวกับกำลังคิดทบทวนเรื่องราวอย่างถ้วนถี่ คิดถึงประโยคสองสามประโยคที่ชานยอลเพิ่งพูดออกไป ความจริง…ชานยอลไม่รู้ว่าเขาควรจะจริงจังให้มากกว่านี้ไหม เพียงแต่พอคิดว่าจะทำอย่างไรได้บ้างนะ…หากว่าแบคฮยอนจะยิ้มได้อย่างมีความสุข สิ่งที่เลือกที่จะพูดออกไปจึงเกิดจากความตั้งใจที่อยากจะลดความตึงเครียดลง

และถ้าหากว่ามันเป็นเรื่องที่ชานยอลมีแฟน…

และถ้าหากว่ามันทำให้แบคฮยอนรู้สึกแบบนี้…

“ที่จริง…ผม..ผมควรจะถามคุณก่อน” คนแก้มแดงก้มหน้าและหยุดสายตาไว้ที่หัวหอมใหญ่ “ น่าอายที่สุดเลย…”

“ดีแล้วครับ ไม่อย่างนั้นผมคงไม่รู้ว่าใจของคุณเต้นแรงมากแค่ไหนเวลาที่เราได้พบกัน” ใจของชานยอลก็กำลังเต้นแรงเช่นเดียวกัน มันยิ่งกว่าที่เคยจินตนาการไว้เสียอีก “ขอบคุณนะครับ”

“คุณแซวผม...” ท่าทีของคนแสนงอนยิ่งทำให้ยิ้มกว้าง “ผมไม่คุยกับคุณแล้ว”

“แย่เลยนะครับ...”

ค้อนวงเบ้อเริ่มจากบยอนแบคฮยอนทำให้เขาหัวเราะออกมาได้อย่างคลายกังวล รวมทั้งรอยยิ้มเขินอายและแก้มที่เหมือนสตรอว์เบอร์รี่บนชั้นวางผลไม้นั้นทำให้เขารู้ถึงสถานการณ์ที่คลี่คลายลงได้ด้วยดี ถึงจะมีจุดติดขัดไปบ้างแต่เขาคิดว่ามันเป็นสิ่งที่แก้ไขได้ ในช่วงเวลานี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือบยอนแบคฮยอน ส่วนสิ่งที่สำคัญหลังจากนี้คือการคุยกับพี่แบคบอมอย่างจริงจัง ไม่ว่าคนที่พี่แบคบอมคิดว่าเหมาะสมกับแบคฮยอนจะเป็นใคร ชานยอลจะพยายามเป็นคนที่ดีให้พอสำหรับแบคฮยอนในสายตาของพี่แบคบอมอีกครั้งให้ได้

“ชอบเบคอนแบบไหนเหรอครับ?” ถึงจะแก้มแดงอยู่แต่ก็ถามถึงสิ่งที่เขาอยากกิน “หรือว่าชอบแฮมมากกว่าครับ?”

“ปกติแล้วผมชอบแบบที่คุณชอบครับ” ชานยอลตอบตามความจริง “อยากให้ทำชุดอาหารเช้าของคุณแบคฮยอนนะครับ เต็มที่เลย”

“ครับ ผมจะเต็มที่ที่สุดเลย”

หมูสับ แฮม หรือเบคอนในแบบที่แบคฮยอนชอบนั้นถูกนำใส่รถเข็นที่ชานยอลเป็นคนเข็น รวมทั้งขนมปัง ผลิตภัณฑ์นม และผักชนิดต่าง ๆ  ที่จำเป็นสำหรับอาหารเช้าของแบคฮยอน เขาเองก็ทำเพียงเดินตามไปทั่วมาร์เก็ตและชำระเงินให้เพราะมันเป็นอาหารเช้าที่ชานยอลอยากจะกิน อีกทั้งยังรับหน้าที่ในเรื่องใช้แรงงานทุกอย่างเพราะไม่อยากจะให้แบคฮยอนต้องใช้แรงด้วยร่างกายที่ไม่แข็งแรงแบบนั้น

จากมาร์เก็ตที่ซื้อของมาถึงห้องของชานยอลนั้นใช้เวลาไม่ถึงห้านาที ท่าทางตื่นเต้นในการที่จะได้ขึ้นมาห้องของเขานั้นยิ่งทำให้แบคฮยอนดูน่ารักมาก เจ้าตัวพูดกับเขาว่าผมน่ะ...ดีใจมาก ๆ เลยครับ ขอบคุณมากที่ให้ผมขึ้นมาแบบนี้ ผมดีใจจริง ๆ นะครับ

ชานยอลเพิ่งนึกขึ้นได้ระหว่างอยู่บนลิฟต์ว่าบางทีห้องของเขาอาจจะมีสิ่งที่น่าสงสัย แต่พอนึกดูให้ถี่ถ้วนแล้วเขาก็นึกได้ว่าในห้องของเขานั้นมีเพียงในห้องนอนเท่านั้นที่มีรูปคู่ของเขากับแบคฮยอน ถ้าอย่างนั้นก็คงไม่เป็นอะไรถ้าจะให้คนอายุใกล้สามสิบที่เหมือนจะกลับไปเป็นเด็กอีกครั้งนั้นเข้าห้องที่เปรียบเสมือนบ้านอีกหลังของเขาแบบนี้

“ผมตื่นเต้นจริง ๆ นะ—คุณอยู่ที่นี่คนเดียวเหรอครับ ห้องกว้าง...ขอโทษครับ ผม...”

“ไม่เป็นไรครับ ตามสบายเลย” ชานยอลวางสัมภาระ ในขณะที่แบคฮยอนนั้นวางของสดลงบนเคาน์เตอร์ในครัวของห้อง “ผมอยู่คนเดียวครับ ที่จริง...ที่นี่วางแผนจะสร้างตั้งแต่เมื่อเจ็ดปีก่อน แต่มีอันล้มเลิกไป เพิ่งจะมาดำเนินการต่อเมื่อสามปีที่แล้ว ผมเองที่ตั้งใจจะซื้ออยู่แล้วก็เลยตัดสินใจซื้อที่นี่น่ะครับ”

“อยู่สองคนได้สบาย ๆ เลยนะครับ สามคนกับสัตว์เลี้ยงอีกหนึ่งก็ยังกว้างมากพอ มองการณ์ไกลเหมือนกันนะครับ” แบคฮยอนก้าวมายืนข้างเขา ส่งยิ้มให้ในขณะที่เขากำลังหยิบเครื่องครัว “เป็นพื้นที่สำหรับอนาคต...”

“ผมกับรูมเมทสมัยเรียนมหาวิทยาลัยวางแผนกันว่าจะมาใช้ชีวิตวัยทำงานด้วยกันที่นี่น่ะครับ ผมสัญญาเอาไว้แล้วก็เลยไม่อยากจะผิดสัญญาที่เคยให้เอาไว้”

“...”

“ขอตัวไปเก็บของก่อนนะครับ ตามสบายเลยนะครับ คุณแบคฮยอน”

สัมภาระจากการไปแคนาดาถูกชานยอลเคลื่อนย้ายเข้าห้องนอนของตัวเอง ในขณะที่แบคฮยอนอยู่ในส่วนครัวของห้องเขาที่กว้างขวาง ถึงท่าทางตอนได้ยินเรื่องรูมเมทจะมีท่าทีที่ต่างออกไป แต่ว่ามันก็คงไม่เป็นอะไรหรอก บางทีแบคฮยอนอาจจะอยากมีช่วงเวลาที่ต้องใช้ความคิด เหมือนชานยอลที่ตอนนี้กำลังเลื่อนลิ้นชัก เก็บรูปภาพของเขากับแบคฮยอนที่มองอย่างไรก็รู้ว่าเป็นคู่รักกันลงไปในนั้น คงจะให้รู้ไม่ได้ มันคงจะดีกว่าที่เขาจะบอกว่าเราเป็นอะไรกัน ถ้าหากว่าแบคฮยอนจะจำได้ว่าเขารักแบคฮยอนมากแค่ไหน

กลิ่นของอาหารทำให้ชานยอลมีความสุข นอกจากแม่หรือว่าพี่สาว ไม่เคยมีใครได้ใช้งานครัวที่ห้องของเขา เพื่อน ๆ ที่ได้เข้ามาบ้างแต่ส่วนมากเราจะไปกินเลี้ยงกันที่ห้องของจงอินมากกว่า จึงไม่เคยได้มีใครใช้มันอย่างเป็นกิจจะลักษณะอย่างที่แบคฮยอนกำลังทำอยู่

หลังจากเก็บของเสร็จ ชานยอลก็พักสายตาด้วยการยืนพิงกำแพงห้องของตนเอง แขนทั้งสองข้างถูกยกขึ้นกอดอก ทอดสายตามองคนที่กำลังง่วนอยู่กับการหั่นมันฝรั่ง หั่นมะเขือเทศ หั่นหน่อไม้ฝรั่ง ต้มน้ำ ตั้งกระทะ ปรุงรสหมูบดเพื่อทำเป็นไส้กรอกที่ไม่ได้ยัดไส้ เมนูเด็ดยามเช้าของแบคฮยอนที่เขาเคยได้กินอยู่บ่อยครั้งสมัยที่เราอาศัยอยู่ด้วยกัน

ไข่ดาวสองฟอง ไส้กรอก แฮม เบคอน มันฝรั่งขูดที่ถูกนำเข้าเครื่องทำวาฟเฟิลให้กลายเป็นแฮชบราวน์เฉพาะกิจ มะเขือเทศย่าง หน่อไม้ฝรั่งผัดเนย ขนมปังอบร้อน รวมอาหารเช้าทุกประเภทที่แบคฮยอนชอบเอาไว้ในหนึ่งจาน

ทั้งคนทำ...ไม่ว่าจะเป็นตอนนั้นหรือตอนนี้ก็ดูมีความสุขมากเหลือเกิน

“ห้องครัวใช้ได้ไหมครับ?” ชานยอลตัดสินใจขยับเข้าไปใกล้มากกว่าจะทอดสายตาแล้วทิ้งมันเอาไว้อย่างนั้น “เครื่องครัวพอใช้ไหม?”

“ดีมากเลยครับ คุณจัดเองเหรอครับ?”

“ไม่หรอกครับ แม่ผมทั้งนั้น” ชานยอลหัวเราะเล็กน้อยก่อนจะเปิดชั้นวางของด้านบน หยิบเครื่องทำวาฟเฟิลให้แบคฮยอน “นี่ครับ คุณคงหาไม่เจอ”

“...” คนที่กำลังวุ่นวายกับการต้มส่วนที่เป็นโปรตีนเพื่อให้เวลาที่นำไปย่างนั้นมีสีสวยหันมามองเขาด้วยสายตาระคนแปลกใจ “คุณรู้...ว่าผมจะใช้…อ๋อ ผมเคยทำแบบนี้ใช่ไหมครับ?”

“ครับ คุณเคยทำ” ชานยอลยิ้มให้คนที่กำลังยิ้มกว้าง “คุณเหมือนเดิมเลย...”

“ผมสารภาพว่าผมยังจำอะไรไม่ได้... แต่ใจของผมบอกว่าผมมีความสุขมากเลยครับ” คนพูดยิ้มกว้าง ดวงตายิบหยีอย่างที่ทำให้รู้ว่ามีความสุขจริง ๆ “ผม...รูมเมทสมัยมหาวิทยาลัย…ของคุณ”

“ครับ คุณรูมเมทสมัยมหาวิทยาลัยของผม”

ทุกอย่างอุ่นอวลไปด้วยความรู้สึกอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ตั้งแต่ชานยอลได้พบกับแบคฮยอนอีกครั้ง ถึงเราจะมีความรู้สึกดี ๆ ให้กัน แต่บางครั้งในความรู้สึกเหล่านั้นก็ยังคงมีเส้นบาง ๆ กั้นระหว่างสิ่งที่อยู่ในใจกับความทรงจำที่ถูกลืม แต่ในเวลานี้...มันต่างออกไปเยอะเลย

“ทำงานที่แคนาดาสนุกไหมครับ?”

“ท้าทายดีครับ ผมชอบนะ” เขาตอบแบคฮยอนที่บอกให้เขาอยู่เฉย ๆ และกินขนมปังอบร้อนทาเนยไปพลางก่อน “แล้วคุณล่ะครับ ได้ข่าวว่าเหม่อลอย แล้วก็เดินชนคนนั้นคนนี้...ทำไมครับ?”

“ใครบอกคุณกันครับ ผมไม่ได้เป็นแบบนั้นสักหน่อย” คนพูดทำหน้าบึ้ง ค้อนเขาเป็นครั้งที่สอง แต่น้อยกว่าครั้งแรก

“แก้วแตกไปสาม จานอีกหนึ่งใบ แก้วจะแทงเท้าสิบแปดครั้ง เพื่อนของผมว่าแบบนั้นน่ะครับ”

“เพื่อนของคุณเหรอครับ?”

“ครับ ผมให้เพื่อน...จับตามองคุณแบคฮยอนไว้” ชานยอลกำลังพูดไม่จริง เขาไม่ได้ให้เพื่อนจับตามอง แต่เพื่อนอย่างคยองซูน่ะจับตาเอาไว้อย่างไม่ต้องขอด้วยซ้ำ “เพราะว่าผมมีคนรักหรือครับ หรือว่าผมเข้าใจผิดไป?”

“คุณเข้าใจผิดไปแน่นอนครับ!” แบคฮยอนที่ตื่นเต้นมักจะพูดรัวเร็วและเสียงดังเสมอ “ถ้าคุณจะ...หมายถึงว่ามีจริง ๆ ผมยอมรับได้ครับ”

“ยอมรับได้...อย่างนั้นสินะครับ?”

“...คุณ” แบคฮยอนยังคงน่ารักเสมอแม้ในเวลาที่แง่งอนก็ตาม “คุณเป็นแบบนี้เหรอครับ จริง ๆ แล้วคุณชอบแกล้งผมแบบนี้เหรอครับ?”

“ผมยังไม่ได้แกล้งอะไรคุณเลยนะครับ”

“นี่แกล้งแล้วครั—ทำไมคุณต้องยิ้มแบบนี้ด้วย...”

ชานยอลยังคงยิ้ม และจะยิ้มเสมอเมื่ออยู่กับแบคฮยอน ความมุ่งมั่นและความตั้งใจในการทำชุดอาหารเช้ารวมถึงการสารภาพถึงความในใจให้เขาได้ยินอีกครั้งนั้นเป็นสิ่งตอกย้ำที่ทำให้ได้รู้ว่าถึงความทรงจำจะเลือนหายไป แต่ความจริงใจและความซื่อตรงในความรู้สึกของตัวเองก็ยังคงอยู่ในหัวใจของแบคฮยอนเสมอมา

ยิ่งมองก็ยิ่งนึกถึงวันวาน ภาพแบคฮยอนที่ไม่ยอมสบตาเขาในวันต่อมาหลังจากที่ตัวเองได้สารภาพความรู้สึกออกมาให้เขาได้รู้ แต่สุดท้ายก็ยิ้มกว้างทั้งยังสดใสที่สุดเมื่อชานยอลเอ่ยปากขอสลับที่กับคยองซู เพื่อที่จะได้ไปนั่งข้างแบคฮยอน ถึงจะเป็นฝ่ายสารภาพก่อนแต่มันก็เป็นเขาที่เป็นคนพูดเรื่องความสัมพันธ์ขั้นต่อไปของเราให้แบคฮยอนได้พยักหน้าแดงก่ำของตัวเองหงึกหงัก แล้วเราก็ตกลงคบกันตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา

ความคิด ความรู้สึกผิด ความไม่มั่นใจ ความรู้สึกที่เหมือนสีเทายังคงหมุนเวียนอยู่ในหัวใจของชานยอล แต่คนที่รักแบคฮยอนมากที่สุด มากกว่าชีวิตของตัวเองแบบเขา จะทำเป็นไม่รับรู้ในความรู้สึกของแบคฮยอนไม่ได้ ทนเห็นแบคฮยอนเสียใจเพราะตัวเขาเองไม่ได้อีกแล้ว

หัวใจของผมจำคุณได้ หรือจะเป็นหัวใจที่เต้นผิดจังหวะไป

ชานยอล...คงทำมันไม่ได้อีกแล้ว

“จัดจานไหมครับ คุณที่...ศิลปะไม่ได้เรื่อง” มันอาจจะเป็นครั้งแรกที่แบคฮยอนยิ้มให้เขาแบบนี้ แต่ชานยอลนั้นรู้ดีว่ามันหมายความว่าอีกฝ่ายกำลังล้อเลียนเขาอยู่

“คนเราน่ะไม่ได้ดูกันที่ภายนอกหรอกนะครับ จะอยู่กันนานก็ต้องทำความรู้จักกันด้วยภายใน”

“คุณจะบอกว่าผมทำไม่อร่อยเหรอครับ?”

“คุณพูดเองนะ ผมไม่ได้พูดอะไรเลย”

ชานยอลกลัว แต่ความรู้สึกมันบอกให้เขาเอื้อมมือออกไป ลูบศีรษะของแบคฮยอนอย่างที่เขาเคยทำเสมอเวลาที่เราแกล้งถกเถียงกันแล้วแบคฮยอนเป็นฝ่ายแพ้ เจ้าตัวจะทำหน้าบึ้งแต่ดวงตาวิบวับ บอกเขาทางสายตาว่าถ้าชานยอลไม่ง้อนะ ชานยอลเจอแบคฮยอนกระโดดทับจนจุกแน่ ๆ และทันทีที่มือของเขาสัมผัสกับศีรษะของแบคฮยอน รอยยิ้มที่ได้เห็นก็ทำให้หัวใจของชานยอลยิ้มออกมาได้เช่นเดียวกัน

“ถ้าผมทำอาหารไม่อร่อย...” แบคฮยอนเอนศีรษะเข้าหามือของเขา “คุณจะยอมกินไหมครับ?”

“คุณทำอาหารอร่อยเสมอครับ คนเก่งของผม”

ชุดอาหารเช้าขนาดใหญ่พิเศษถูกชานยอลยกไปวางบนโต๊ะกินข้าวขณะที่แบคฮยอนกำลังล้างมือ ตำแหน่งของจานถูกเลือกวางระหว่างเก้าอี้สองตัว เพราะทั้งเขาและแบคฮยอนนั่งแบบนี้เสมอเวลาที่เราได้นั่งกินข้าวอยู่ที่ห้องด้วยกัน

ทั้งยังทำแบบนี้...จานใหญ่ ๆ ให้เรากินด้วยกันสองคน

เริ่มมื้ออาหารเช้าในยามฟ้ามืดไปได้สักสองสามคำเราก็เริ่มคุยถึงเรื่องสัพเพเหระ อากาศที่แคนาดา ฝนตกหนักที่เกาหลีใต้ ชีวิตที่มีแต่การทำงาน เด็กน้อยที่โกรธแม่จนปัดแก้วตกแตก อาหารที่อร่อยและไม่อร่อย และคำสารภาพเกี่ยวกับพี่ชายที่ทำให้รู้สึกว่ามีอะไรแปลกไป

“ถึงผมจะ...จำพี่ไม่ได้ แต่ผมรู้นะ” คนที่เขาเพิ่งป้อนไส้กรอกใส่ปากพูดอย่างจริงจัง “ผมรู้สึกได้ว่าพี่ชายของผม...ขอโทษนะครับ...แต่ผมคิดว่าพี่ไม่ชอบคุณ...”

“...”

“แต่ปัญหามันไม่ได้อยู่ตรงนั้นหรอกนะครับ ปัญหามันอยู่ตรงที่...ขอโทษอีกครั้งนะครับ...พี่ผมทำเหมือนว่ามันไม่มีอะไรเกิดขึ้น” แบคฮยอนหน้านิ่วคิ้วขมวด “ผมไม่เข้าใจ ทำไมกัน...”

“คุณพูดกับพี่แบคบอมว่าอะไรเหรอครับ?”

“เอ่อ...” ดูเหมือนว่าจะเป็นวันที่หนักหนาสำหรับหัวใจของแบคฮยอนเพราะแก้มเริ่มขึ้นสีระเรื่ออีกครั้ง “...บอกว่ามีคนที่...ที่...ชอบแล้ว...น่ะครับ”

“...”

“ผมไม่อยากโดนพี่จับคู่กับใครอีก แต่มันก็ไม่ใช่ประเด็นหรอกนะครับ ผมน่ะ...ก่อนหน้านี้ผมมุ่งมั่นแต่เรื่องที่จะเอาความทรงจำของตัวเองกลับมา ตอนนั้นชอบกินอะไร เรียนอะไรบ้าง ชอบไปที่ไหน แต่พอเจอคุณ...ทุกอย่างมันเปลี่ยนไปหมดเลย”

“...”

“ผมไม่อยากเป็นเด็กเอาแต่ใจในสายตาของคุณเลย แต่ผม...เถียงพี่สุดเสียงเลยว่าผมไม่สนหรอกว่าคุณจะมีคนรักแล้ว แต่ที่จริงแล้วผมก็...”

“...”

“เล่าเรื่องคุณให้ฟังบ้างสิครับ” ดวงตาที่เป็นประกายเหมือนแสงดาวในยามค่ำคืนจ้องมองมาที่ชานยอล “คุณที่ผมคิดว่า...ใครก็คงจะตกหลุมรัก”

“นั่นมันสำคัญด้วยเหรอครับ?”

“...”

“เรื่องที่สำคัญน่ะ อยู่ที่ว่า...คุณตกหลุมรักผมบ้างรึเปล่า?”

แบคฮยอนเบิกตากว้างเล็กน้อย ริมฝีปากเม้มแน่นก่อนจะยิ้มออกมาในลักษณะท่าทีที่แสดงให้เห็นถึงความขวยเขิน แก้มสีแดงระเรื่อ แต่ก็ยังคงท่าที่ดูเหมือนว่าจะตำหนิชานยอลอยู่หน่อย ๆ

“ถามอะไร...น่าตีจัง...”

ชานยอลคิดถึงบรรยากาศเก่า ๆ ของเรา แต่แน่นอนว่ามันไม่สำคัญเท่าปัจจุบันที่เขามีแบคฮยอนหรอก มือข้างขวาถูกยื่นไปข้างหน้าคนที่เห็นมือของชานยอลแล้วก็ยิ้มกว้าง ยกมือขวาของตัวเองฟาดลงมาเบา ๆ

“เตือนครั้งที่หนึ่ง” แบคฮยอนยกมือขึ้น ทำเลขหนึ่งอย่างเข้มแข็ง

“ถ้าเตือนครบสามครั้งแล้วได้รางวัลไหมครับ?”

“คุณนี่...” สีหน้าหน่ายใจแบบไม่จริงจังนักของแบคฮยอนทำให้ชานยอลมีความสุข “เดี๋ยวพาไป...ดูหนังกัน...ได้ไหมครับ?”

“ได้ครับ” ชานยอลใช้ส้อมตัดแฮชบราวน์ ส่งเข้าปากแบคฮยอน “คุณเคยพูดว่าการมีผมเป็นเพื่อน ทำให้คุณรู้ว่าทำไมคุณถึงไม่มีใคร”

“...”

“ผมเองที่อยู่กับคุณมาตั้งแต่มัธยมปลาย คงจะไม่ต่างกันหรอกนะครับ”

คราวนี้เป็นชานยอลที่อ้าปากรับเบคอนและไข่ดาวจากแบคฮยอนที่ดูเหมือนว่าวันนี้แก้มจะไม่มีวันหายแดงอีกแล้ว

ไม่รู้ทำไมเขาถึงรู้สึกว่าตัวเองกำลังโดนแฟนจีบอีกครั้ง แบคฮยอนที่อยู่ตรงหน้าเขาในตอนนี้ก็ยังเป็นคนเดียวกับที่จีบเขาเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว และดูเหมือนว่าทักษะจะพัฒนาไปตามช่วงอายุ คราวนั้นจีบเขาด้วยบราวนี่และแก้มแดง ๆ ที่บอกว่าไม่ใช่เรานะ ไม่ใช่เลยนะ ในวันนี้ก็จีบเขาด้วยรสมือที่เขารักที่จะได้กินมากเท่ากับอาหารรสมือแม่ มีแก้มที่ยังคงแดงเหมือนเดิมแต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือคำพูดที่จริงใจเพื่อทำให้เขารู้ว่ามันออกมาจากใจจริง ๆ

คำพูดที่สื่อให้รู้ถึงความรู้สึก จำได้ด้วยหัวใจ ใจเต้นเพราะเขา อยู่ด้วยกันไปนาน ๆ เลยนะครับ ชวนเขาทำอาหาร ชวนไปเที่ยวสวนสัตว์ คราวนี้ก็ชวนเขาไปดูหนัง ทำไมชานยอลถึงได้...เมินเฉยต่อความรู้สึกของคนตรงหน้าแล้วเลือกที่จะทำตามพี่แบคบอมแบบนั้น เขาไม่ควรทำแบบนั้นไม่เลยสักนิด

สุดท้ายแล้วเขา...

ก็ยังคงทำให้แบคฮยอนมีความสุขจริง ๆ ไม่ได้สักที

เพราะร่างกายของแบคฮยอนย่อยเนื้อแดงได้ไม่ค่อยดีนัก คนที่กินมากกว่าจึงเป็นชานยอลที่รับหน้าที่ล้างจานต่อเพราะไม่ให้แบคฮยอนทำ เขารู้ว่ามันควรเป็นเวลาที่แบคฮยอนจะกลับบ้านเพราะใกล้เวลาพักผ่อนเต็มทีแต่เขาก็ไม่ได้พูดออกไป เช่นเดียวกับอีกฝ่ายที่ยืนพิงเคาน์เตอร์มองเขาล้างจานหนึ่งใบรวมถึงเครื่องครัวที่เจ้าตัวใช้ในการทำอาหารให้เขาทาน บอกเล่าว่าตัวเองนั้นรู้สึกเสียใจจริง ๆ ที่ไม่ยอมตอบข้อความเขาระหว่างที่กำลังทำงานอยู่ที่แคนาดาเลย เหตุผลก็เพราะว่า...ผมไม่อยากยอมรับเลยครับ แต่ผมงอนคุณ คุณไม่บอกผมสักคำ แต่ถ้ามันไม่ใช่ความจริง...ผมมีความสุขมากครับ

จีบเขาอีกแล้ว แม้ว่าจะจีบจนเขาตกหลุมรักอย่างถอนตัวไม่ขึ้นตั้งแต่สิบกว่าปีที่แล้ว แบคฮยอนก็ยังคงจีบเขาอยู่ดี ยิ่งเจ้าตัวแอบหันไปหาวปากกว้างเพราะเขินเขา แต่พอหันกลับมาแล้วเห็นว่ากำลังถูกจับจ้องอยู่ เจ้าตัวก็หัวเราะออกมา พูดว่าขอโทษครับ ผมอิ่มแล้วก็ง่วงด้วย

“นอนที่นี่ก็ได้ครับ อย่าขับรถทั้งที่ง่วงเลย” ชานยอลเป็นห่วงจริง ๆ “หรือว่าจะโทรหาพี่แบคบอม คุณได้บอกพี่รึยังครับว่ามาที่นี่?”

“บอกแล้วครับ ผมส่งข้อความไป” แบคฮยอนยิ้มให้เขา “เอ่อ...ขอรบกวน...ใช้พื้นที่โซฟ—”

“ห้องนอนครับ จะอาบน้ำก่อนไหม?”

“...ผมคงไม่รบกวนขนาดนั้น...”

“ถ้าเกิดว่าเป็นผมที่ตอนนี้อยู่ที่บ้านของคุณ คุณจะให้ผมนอนโซฟาไหมครับ คุณแบคฮยอน?”

“...ครับ...” คนเกรงใจยอมจำนน แต่แววตานั้นแสดงถึงความดีใจเช่นเดียวกัน “พอจะมี...ชุดให้เปลี่ยนไหมครับ?”

ชุดที่เลือกให้นั้นเป็นตัวที่เล็กที่สุดในตู้แล้ว แต่มันก็คงจะใหญ่สำหรับแบคฮยอนที่ดูเหมือนว่าจะผอมมากจริง ๆ เจ้าตัวก้าวเข้าห้องน้ำของเขาพร้อมกับผ้าเข็ดตัวและชุดนอนจำเป็นอย่างติดขัดเล็กน้อยเพราะความไม่คุ้นชิน คงเพราะไม่รู้จะทำลายความขัดเขินที่มีในใจอย่างไร ถึงได้หันมายิ้มแล้วโบกมือให้เขาก่อนจะเดินเข้าห้องน้ำไป

ชานยอลคิดจะส่งข้อความไปในทีแรก แต่สุดท้ายเขาก็เลือกที่จะเปิดประตูระเบียงของห้อง เผชิญหน้ากับยามเช้าตรู่ที่ถึงแม้จะไม่มีลมแต่ก็รู้สึกเย็นเพราะไร้ซึ่งแสงอาทิตย์ และสายของพี่แบคบอมที่เขาเป็นคนกดโทรออกด้วยตัวเอง

(...รู้อยู่แล้วล่ะว่าต้องโทรมา)

“ผมขอโทษครับ...” มือของชานยอลกำเข้าหากันแน่นเพราะสิ่งที่อยู่ในใจ “ผมขอโทษจริง ๆ”

(ขอโทษเรื่องอะไรล่ะ เรื่องที่รักน้องชายฉันมากเกินไปรึไง?)

“...”

(เอาไว้เราค่อยคุยกัน แบคฮยอน...ส่งข้อความมาว่าวันนี้จะค้างห้องเพื่อนคนเดียวของผม...)

“ครับ” คงจะเอาโทรศัพท์เข้าห้องน้ำไปด้วย “พี่ครับ ผม—”

(ฉันบอกว่าเอาไว้เราค่อยคุยกัน)

“…”

(ถ้าผ้าห่มที่ห้องไม่ใช่ผ้านวมต้องให้ห่มสองผืนนะ ตั้งแต่ไม่แข็งแรงก็หนาวง่าย เครื่องปรับอากาศยี่สิบห้าองศา ห้ามต่ำกว่านี้ เข้าใจไหม?)

“เข้าใจ…ครับ” ความรู้สึกที่อธิบายไม่ได้กำลังท่วมท้นหัวใจของชานยอลที่ไม่สามารถทำอะไรได้ดีไปกว่าการยิ้มออกมาด้วยใจจริงถึงแม้ว่าพี่แบคบอมจะมองไม่เห็นมันก็ตาม “ขอบคุณครับ…พี่”

ท้องฟ้าในยามเช้าตรู่นั้นต่างไปจากที่เคย ชานยอลไม่เคยได้ใส่ใจความเป็นไปของธรรมชาติจนกระทั่งในช่วงเวลาที่ถึงจะไม่ใช่ทั้งหมดแต่มันก็มากพอที่จะทำให้รู้สึกสบายใจ ท้องฟ้าสีน้ำเงินจาง ดวงดาวบนท้องฟ้าที่ยังคงเปล่งประกายในวิถีของตนเอง ในยามที่ชีวิตมีเป้าหมายคือการงาน ชานยอลไม่เคยแม้แต่จะมองขึ้นไปบนฟากฟ้าและนึกทบทวนชีวิตของตัวเองว่ามันเป็นอย่างไร แต่ในเวลานี้ทุกสิ่งทุกอย่างที่ชานยอลเลือกทำตั้งแต่ได้กลับมามีหัวใจอีกครั้งกำลังตอกย้ำว่าเขา…เสียเวลาในชีวิตมามากเพียงใดแล้ว

แบคฮยอนที่ไม่ลังเลแม้สักเสี้ยวของหัวใจ กับชานยอลที่หวาดกลัวอะไรที่เขาไม่มีวันกลับไปแก้ไขมันได้อีกแล้ว

‘ก็อก ๆ’

เสียงเคาะประตูกระจกด้านหลังทำให้ชานยอลหันกลับไปมอง ก่อนจะพบกับรอยยิ้มกว้างของคนที่อยู่ในชุดนอนของเขา ทั้งยังมีท่าทีจะออกมายืนที่ระเบียงด้วยกันและทำให้ชานยอลต้องรีบพาตัวเองกลับเข้าไปด้านในเพราะไม่อยากให้คนที่เพิ่งอาบนำเสร็จออกมาโดนความหนาวเย็นในยามเช้าและอาจจะส่งผลให้ไม่สบายในอนาคต

“ผม…อยากดูดาว”

“ไม่ได้ครับ นอนได้แล้ว” ชานยอลเอ่ยห้ามแบคฮยอนในชุดนอนตัวโคร่ง ทำไมถึงได้ผอมมากขนาดนี้ “ห้ามทำหน้าบึ้งครับ ต้องนอนแล้วจริง ๆ”

“ผมยังไหวนะครับ อาบน้ำแล้วก็รู้สึกสดชื่น”

“สดชื่นก็ต้องนอนครับ เลยเวลามามากแล้ว”

“โธ่…” แบคฮยอนมีสีหน้าดื้อดึงแต่ก็ยอมโอนอ่อนเมื่อชานยอลส่งสีหน้าจริงจังกลับไป “ก็ได้ครับ…”

“พรุ่งนี้หลังเลิกงานแล้วค่อยดูก็ได้ครับ แต่ถ้าคุณป่วยขึ้นมามันคงไม่คุ้มกัน” ชานยอลเดินนำแบคฮยอนไปที่เตียงนอนของเขา “อุณหภูมิเครื่องปรับอากาศโอเคไหมครับ ตอนนี้หนาวรึเปล่า?”

“ไม่ครับ พอดีมากแล้ว” แบคฮยอนตอบกลับมา “ผม…คุณห้ามออกไปนอนที่โซฟานะครับ ไม่อย่างนั้นผมจะโกรธจริง ๆ ด้วย”

“ผมไม่ให้โกรธหรอกครับ เพราะว่าผมจะนอนข้างคุณ” เข้าใจดีถึงความเกรงใจที่มี ถ้าเขาขอให้แบคฮยอนนอนบนเตียง เขาเองก็ต้องทำตามที่แบคฮยอนขอ…อย่างเต็มใจ

ผู้มาเยือนในวันนี้สอดตัวเข้าไปในผ้าห่มที่ชานยอลจัดแจงให้ด้วยความเก้อเขินเล็กน้อย แบคฮยอนแก้มแดงระเรื่อในขณะที่ทิ้งศีรษะลงบนหมอน พยักหน้าตอบรับเมื่อชานยอลถามถึงความนุ่มของหมอน หรือว่าจะเป็นเรื่องของผ้าห่ม พลางพูดให้เขาฟังถึงเรื่องที่ว่าพี่ชายไม่ว่าอะไรเลย เป็นเรื่องที่ทำให้แปลกใจมาก แต่ถึงจะว่าก็ได้สามประโยคนั่นแหละครับ พี่ชายของผมเป็นจองบงการก็จริงแต่ไม่บังคับ ถ้าผมไม่…พี่ก็จะยอมรับคำว่าไม่ถึงแม้จะไม่อยากทำก็ตาม

“คุณ…”

“ครับ?” เขาที่กำลังหยิบเสื้อผ้าของตัวเองหันไปมองคนที่กระพริบตาใสแจ๋วอยู่บนเตียงนอน ดูท่าแล้วสดชื่นจริง ๆ

“พรุ่งนี้ อ่า…วันนี้ไปทำงานรึเปล่าครับ?”

“ไม่ครับ ผมได้วันหยุดพักสองวัน” นี่มากที่สุดแล้วสำหรับอาชีพที่ชานยอลทำ “แต่ก็คงต้องทำงานอยู่ที่ห้อง มีอะไรรึเปล่าครับ?”

“ไม่มีครับ…” แบคฮยอนจมหายไปใต้ผ้าห่ม “รีบอาบน้ำนะครับ ผมมีเรื่องคุยกับคุณ…เยอะเลย”

ได้แต่หัวเราะอย่างไม่มีเสียงให้กับคนที่คงเข้าไปทำไม่รู้ไม่ชี้อะไรอยู่ในผ้าห่ม ความทรงจำคงไม่ใช่สิ่งที่หล่อหลอมนิสัยที่แท้จริงของมนุษย์ แบคฮยอนถึงได้ไม่ใช่คนที่ต่างจากวันวาน ไม่ใช่คนที่ชานยอลไม่รู้จัก แบคฮยอนยังคงเป็นแบคฮยอนที่น่ารักและซื่อตรงกับความรู้สึกของตัวเอง แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังคงอดกลั้นความเขินอายเอาไว้ไม่ได้ มันคงเป็นความรู้สึกที่แบคฮยอนเคยบอกเขาว่า เขินมาก ๆ แต่ก็ต้องพูด มันเก็บเอาไว้ไม่ได้เลยนะ หัวใจจะระเบิด…รักชานยอลนะ!

ระหว่างรีบอาบน้ำตามคำขอของคนที่กำลังนอนอยู่บนเตียง ชานยอลก็นึกถึงความทรงจำที่เขามีในชีวิตที่ผ่านมา บทสนทนาหนึ่งในช่วงเวลาที่เรียกว่าบยอนแบคฮยอน ว่าด้วยเรื่องทำไมถึงได้ชอบฉันล่ะ คำถามที่ทำให้คนถูกถามทำหน้าฉงนและวางน่องไก่ในมือลง

‘มันเป็น…รักแรกพบ’ แบคฮยอนอมยิ้ม ‘ตอบไม่ได้หรอกนะ รู้ตัวอีกทีก็ชอบไปแล้ว ถอนตัวไม่ขึ้น’

‘หมายความว่าไง เคยคิดจะถอนตัว?’

‘อืม…มันก็ไม่เชิงนะ ก็อย่างที่เคยบอกว่าอยากจะชอบไปเรื่อย ๆ มันก็…เคยคิดว่าเก็บเอาไว้ในใจนะ แต่มันก็…ตู้ม!’

‘หัวใจระเบิด’ ชานยอลรู้จักเสียงนี้ดี ‘ทนไม่ไหวเลยใช่ไหมล่ะ ปาร์คชานยอลผู้ชายที่ดี…’

‘…ของบยอนแบคฮยอน!’

ชานยอลไม่ใช่ผู้ชายที่ดี เขาดีไม่พอจะได้อยู่ข้างแบคฮยอนด้วยซ้ำ แต่…มันดีแค่ไหนที่ได้มาอยู่ตรงนี้ ได้รักผู้ชายที่ชื่อบยอนแบคฮยอน

เมื่อการอาบน้ำที่เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้จบลง ชานยอลก็ได้ออกไปพบกับคนที่นอนหลับตาพริ้ม ห่มผ้าห่มชิดถึงคอ นอนหลับอย่างสบายที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้ว แต่ก่อนเป็นคนนอนดิ้นแต่ก็หวังว่าตอนนี้คงจะไม่ได้ดิ้นมากเพราะถ้าผิดท่าขึ้นมาคงจะเป็นเรื่องที่ทำให้เจ็บตัว

ทุกอย่างในห้องของเขาถูกตรวจสอบให้เรียบร้อย ชานยอลตอบข้อความของรุ่นพี่ที่สำนักงานเรื่องของงานที่จะต้องทำในวันพรุ่งนี้ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เข้า และนั่นทำให้ตัดสินใจที่จะทำงานแม้จะอยากนอนมากเท่าไหร่ก็ตาม แล็ปท็อปถูกนำมาเปิด วางบนเตียงนอนในฝั่งของเขาเพื่อที่จะได้มองว่าคนที่ห่วงใยนั้นกำลังนอนหลับได้อย่างดี ทำงานที่ต้องทำไปเรื่อย ๆ ด้วยความคิดที่ว่าบางทีอาจจะได้นอนหลับอย่างสบายและไร้ความกังวลเมื่องานเสร็จสิ้นลง

สิ่งที่ต้องทำไม่ใช่เรื่องยากแต่ต้องการความละเอียด สายตาของชานยอลอยู่ที่หน้าจอแล็ปท็อปจนกระทั่งได้ยินเสียงพลิกตัว และอาการหรี่ตาของคนที่มองอยู่ทำให้ชานยอลหยุดสิ่งที่ทำอยู่ในทันที เพราะเขารู้…อย่างน้อยก็มั่นใจว่ารู้ว่าแบคฮยอนนั้น…

“คุณ…”

“นอนแล้วครับ” แล็ปท็อปถูกวางทิ้งที่พื้น ในขณะที่เขาก้าวขึ้นเตียงนอน ขยับตัวลงบนเตียง “ผมกำลังจะนอนแล้ว”

“นิสัย…ไม่ดี” แบคฮยอนที่กะพริบตาอย่างเชื่องช้ามองเขาในความมืด “ถ้าไม่สบาย…ไม่ได้เลยนะ…”

“ไม่ได้เลยครับ คุณนอนเถอะ” การที่ทำให้คนสุขภาพไม่แข็งแรงตื่นขึ้นมาระหว่างการนอนหลับนั้นทำให้ชานยอลรู้สึกไม่ดี “หลับตาสิครับ…”

“ทำงานเหรอครับ…” คำถามของคนไม่ยอมหลับตาทำให้ชานยอลพูดอะไรไม่ได้ “คุณต้องรัก…ตัวเอง…มากกว่านี้นะครับ”

“ขอโทษครับ ไม่ทำอีกแล้ว” ชานยอลหมายถึงการทำงานในวันนี้จบลงแล้วและจะไม่เกิดขึ้นอีกจนกว่าเขาจะตื่นนอน “นอนเถอะครับ ผมไม่ทำแล้วจริง ๆ ถึงคุณจะหลับผมก็จะไม่ลุกไปทำต่อแล้วครับ หลับเถอะ”

“…”

“…จับมือไว้ก็ได้ครับ โอเคไหม?”

“โอเค…ครับ” ท่ามกลางความมืดในห้องนอน มือของเขากับมือของแบคฮยอนผสานเข้าหากันเพราะความกังวลของอีกคนที่ว่าเขาจะไม่ยอมนอนแล้วหนีไปทำงาน “งอนเลยนะ…”

“…”

“ไม่ให้ทำ…แล้ว ผมจะ…ดูแลคุณให้…มีความสุข”

ชานยอลได้แต่ยิ้มกว้าง มองคนที่ในที่สุดก็หลับตาลงเพื่อเข้าสู่ห้วงนิทรา หลับได้อย่างสบายใจ พลางคิดถึงสิ่งที่แบคฮยอนพูดออกมาในยามที่สะลึมสะลือ สิ่งที่จะทำให้หัวเราะก็ไม่ใช่ จะทำให้รู้สึกผิดที่ไม่ดูแลตัวเองก็ไม่เชิง

ผมมีความสุขมาก… 

เขาพูดกับแบคฮยอนอยู่ในใจ

และมีความสุขที่สุด…

ที่มีโอกาสได้รักคุณ

 

 

 

 

 

 

แผ่นหลังเล็กนอกประตูกระจกอันเป็นพื้นที่ของระเบียงห้องนั้นถูกชานยอลจับจ้องไว้ในสายตาตั้งแต่เมื่อสิบนาทีก่อน

นาฬิกาปลุกไม่ได้ถูกใช้งาน สาเหตุหนึ่งอาจมาจากการที่เขาอยากจะให้คนที่มาพักผ่อนนอนหลับในห้องของเขานั้นได้ใช้เวลาไปกับตัวเองอย่างเต็มที่ อยากจะตื่นในช่วงเวลาใดหรือจะลุกขึ้นจากเตียงตอนไหนก็ไม่มีอะไรจะตัดสินได้ทั้งนั้นนอกจากใจของตัวเอง แต่ในยามที่ชานยอลลืมตาตื่นขึ้นมา พื้นที่ด้านข้างที่ว่างเปล่าทำให้เขาใช้สายตาในการตามหาเบื้องต้น ก่อนจะพบว่าออกไปยืนอยู่นอกระเบียง…จากเวลาบ่ายโมงห้าสิบสองนาทีที่เขาตื่น มันก็ร่วมได้สิบนาทีแล้วที่แบคฮยอนไปยืนอยู่ตรงนั้น

การนอนหลับในช่วงเช้าของเราผ่านไปได้ด้วยดี ถึงภายนอกชานยอลจะดูสบายดีและยังสามารถที่จะทำงานต่อไปได้โดยไม่มีความรู้สึกเหนื่อยล้าแสดงออกมาให้เห็น แต่ทันทีที่ศีรษะวางบนหมอน ชานยอลก็ไม่รู้สึกอะไรอีกเลย บางที…อาจจะเป็นเพราะมือของเราที่จับกันอยู่ก็เป็นได้ มันเป็นการนอนหลับที่ทำให้สบายใจที่สุดครั้งหนึ่งเท่าที่เคยได้รู้สึกมา ความรู้สึกอบอุ่นข้างในหัวใจที่แน่ชัดขึ้นทุกครั้งที่เราได้อยู่ด้วยกัน

แต่ภาพที่เห็นในยามนี้มันทำให้ชานยอลไม่สบายใจเอาเสียเลย

แบคฮยอนไม่ชอบอยู่คนเดียว อย่างน้อยในตอนนั้นถ้ามีใครสักคนอยู่ด้วยกัน แบคฮยอนไม่มีทางที่จะปลีกตัวไปใช้เวลาอยู่คนเดียว ชานยอลยังจำได้ดีเวลาที่เขาอ่านหนังสือแล้วแบคฮยอนถืองานมาทำข้าง ๆ เวลาที่ชานยอลทำงาน แบคฮยอนก็จะหาอะไรมานั่งทำอยู่ด้วยกัน เพียงแค่ได้อยู่ข้าง ๆ กันเท่านั้นแบคฮยอนก็มีความสุขแล้ว

หรือมีเรื่องที่ต้องคิด มีเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจ ความจริง…เราทั้งคู่ก็เป็นผู้ชายที่วัยใกล้สามสิบแล้ว แบคฮยอนคงจะมีเรื่องที่ต้องคิดเป็นธรรมดา ความเป็นไปของชีวิต ร้านอาหารที่เป็นเจ้าของ สิ่งที่ต้องต่อสู้ภายในจิตใจ อดีตที่ถวิลหา ปัจจุบันที่กำลังเดินหน้า อนาคตที่ยังมาไม่ถึง

ชานยอลตัดสินใจลุกขึ้นจากเตียงนอนของตนเองเมื่อคำนึงถึงสิ่งที่ต้องทำในวันนี้ ผ้าห่มถูกจัดให้เรียบร้อยก่อนจะเดินตรงไปยังประตูระเบียง เกือบจะเลื่อนเปิดเข้าให้แล้วแต่ก็ตัดสินใจเคาะกระจกเหมือนที่แบคฮยอนทำในยามที่เขาเป็นคนที่ออกไปยืนอยู่ตรงนั้น เป็นเรื่องธรรมดาที่พอได้ยินเสียงแล้วคนที่อยู่ด้านนอกก็หันหลังกลับมา ส่งยิ้มให้ชานยอลที่ยิ้มกลับไปพลางเลื่อนประตูระเบียงให้เปิดออก

“ไม่ร้อนเหรอครับ แสงแดดตอนบ่ายแบบนี้?”

“นิดหน่อยครับ แต่ว่าสดชื่นดี” คนตอบบิดตัวเล็กน้อยก่อนจะตอบคำถามของเขาที่ถามออกไปว่าตื่นนานหรือยัง “ประมาณ…ครึ่งชั่วโมงครับ”

“แล้ว…” ชานยอลลังเลใจแต่เขาก็รู้สึกว่าไม่สามารถมองข้ามรายละเอียดเล็กน้อยไปได้ แววตาหรือรอยยิ้ม “มีเรื่องอะไรรึเปล่าครับ?”

“…ไม่มีอะไรนี่ครับ” คิ้วของแบคฮยอนขมวดเข้าหากัน “ทำไม…”

“ถ้าอย่างนั้นก็ไม่มีอะไรหรอกครับ ดีแล้ว” บางทีอาจจะอยากสูดอากาศธรรมชาติ แต่เพราะเขานอนอยู่ก็เป็นได้ “ดื่มอะไรไหมครับ แล้วต้องเข้าร้านกี่โมง?”

“ว่าจะออกไปตอนสามโมงครับ” แบคฮยอนเดินกลับเข้ามาในห้อง ในขณะที่ชานยอลคอยเลื่อนปิดประตูให้ เจ้าตัวยังคงมีรอยยิ้มติดใบหน้า เดินออกจากบริเวณห้องนอนไปด้วยกัน “ถามอะไรหน่อย…ได้ไหมครับ?”

“ได้ครับ” ทุกสิ่งที่แบคฮยอนถาม ชานยอลมีหน้าที่ที่จะต้องตอบ “ถามได้เลย”

“ปกติแล้ว…ผมชอบดื่มอะไรเหรอครับ หมายถึงพอตื่นเช้ามาแล้ว…”

“คุณดื่มนมครับ” ชานยอลจำได้ว่าเขาเคยเดินเข้าร้านขายนมนำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น บอกพนักงานว่าทุกรสอย่างละหนึ่งขวด “แต่พอปีสุดท้ายคุณก็หันมาดื่มกาแฟ เหตุผลก็คือมันเป็นส่วนหนึ่งของแผนการเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ของคุณ”

“ผม…ไม่ดื่มกาแฟ” คนฟังมีสีหน้าฉงน “พี่ชายผมตอบเหมือนคุณว่าผมชอบดื่มนม แต่เค้าไม่เคยพูดถึงเรื่องกาแฟเลย”

“ลองไหมครับ?” อยากจะให้ลองดื่มดูเหมือนกัน “ผมจะลองชงในแบบที่คุณดื่มเมื่อก่อนให้ ไหน ๆ ก็ดื่มไวน์ได้แล้วนะครับ”

“ก็ได้ครับ ผมจะลองดู”

กาแฟของแบคฮยอนนั้นลองผิดลองถูกกันมาพอสมควรกว่าจะได้ความเจือจางที่พอดีกับหัวใจของคนดื่ม หากแบ่งภาชนะออกเป็นสิบส่วน กาแฟจะได้พื้นที่ไปหนึ่งส่วนและอีกแปดส่วนจะเป็นพื้นที่ของน้ำ อีกหนึ่งส่วนที่เหลือนั้นเป็นพื้นที่สำหรับการเติมน้ำแข็งลงไป

แบคฮยอนยืนมองเขาชงกาแฟให้ด้วยความเป็นกังวลเล็กน้อยที่มองเห็นได้อย่างชัดเจน ถึงจะเห็นแบบนั้นแต่ก็เลือกที่จะไม่ถามอะไรออกไป ปล่อยให้ได้อยู่กับเรื่องในใจของตัวเองบ้างก็เป็นช่วงเวลาที่ดี อย่างน้อยก็อาจจะดีกว่าการต้องตอบทุกอย่างเพียงเพราะมีใครถาม

“ถ้าผม…ดื่มไม่หมด” แบคฮยอนสบตาเขาที่หันไปหยิบน้ำแข็งให้ “มันไม่ได้เป็นเพราะคุณเลยนะครับ มันเป็นเพราะผมทนไม่ได้”

“ผมเข้าใจครับ มันไม่ใช่เรื่องใหญ่ขนาดนั้น ไม่ต้องกังวลนะครับ” ชานยอลส่งแก้วกาแฟให้แบคฮยอนที่รับไปถือไว้ในมือของตัวเอง “ลองดื่มดูครับ”

ช่วงเวลาที่แบคฮยอนไม่มั่นใจหรือกำลังลังเลใจกับบางสิ่งบางอย่าง เจ้าตัวคงไม่เคยรู้เลยว่าท่าทางนั้นน่ารักเพียงใด คิ้วที่ขมวดมุ่น ริมฝีปากที่ยื่นออกมาเล็กน้อย แก้มที่ขยับไปตามอารมณ์ ท่าทีกล้ากลัวต่อกาแฟทำให้ชานยอลอมยิ้มในทุกวินาทีที่ใช้ไปกับการมองคนตรงหน้ายกแก้วกาแฟขึ้นจรดริมฝีปาก เหมือนจะค่อย ๆ ชิมแต่สุดท้ายก็ดื่มเข้าไปพอสมควร

“มัน…” สีหน้าประหลาดใจของแบคฮยอนทำให้ชานยอลยิ้มตาม “ไม่ขมเลย…”

“ครับ…”

“ผมเคยดื่มกาแฟครั้งหนึ่งแล้วก็ไม่ชอบ…” รอยยิ้มถูกส่งให้แก้วกาแฟในมือที่คงสร้างความประทับใจและทำให้หัวใจของชานยอลเต้นแรงไปพร้อมกัน “ไม่ใช่ว่ามันไม่อร่อย แต่…กาแฟที่ผมชอบเป็นแบบนี้นี่เอง”

“ผมชงอยู่สองเดือน กว่าจะถูกใจคุณ” ความจริงที่พูดออกไปทำให้คนฟังหัวเราะ “คุณเคยแอบดื่มกาแฟของผมแล้วก็บ้วนทิ้ง—”

เสียงโทรศัพท์ของชานยอลดังขึ้นขัดบทสนทนาระหว่างเรา พอจะนึกภาพออกเลือนรางว่าถ้าเป็นที่ทำงานคงจะถูกแบคฮยอนกำชับด้วยความหวังดีว่าเขาควรจะรักตัวเองให้มาก ๆ กลับมาจากทำงานต่างประเทศยังไม่ทันครบยี่สิบสี่ชั่วโมงด้วยซ้ำ จะทำงานอีกไม่ได้แล้วนะครับ แต่ชื่อโอเซฮุนที่ปรากฏอยู่ทำให้ชานยอลไม่ลังเลใจที่จะรับสายและรู้ด้วยว่าเพื่อนโทรมาด้วยเหตุผลอะไร

“แวะมาได้เลย เดี๋ยวเอาลงไปให้”

(ให้มันได้อย่างนี้สิวะ เพื่อนรัก!)

“ผ่านมารึไง?” ชานยอลหันไปหยิบถุงของฝากซื้อของเพื่อนที่วางเอาไว้ข้างตู้เก็บเสื้อผ้า ถือมันติดมือไปวางไว้ด้านนอก รวมทั้งถุงอีกหนึ่งถุงที่เป็นของที่ตั้งใจซื้อมาให้คนที่กำลังดื่มด่ำกับกาแฟไม่ขม “หรือจะขึ้นมาบนห้อง”

(ผ่านว่ะ จะไปธุระต่อ)

“เออ ไม่ได้ว่าอะไร ถึงแล้วโทรมา”

(ได้ ๆ)

ทั้งโทรศัพท์และถุงของฝากสองถุงถูกวางลงบนเคาน์เตอร์ส่วนห้องครัว เอ่ยบอกเพื่อนร่วมห้องในวันนี้ว่าเพื่อนของชานยอลจะแวะมาเพื่อเอาของที่ตนเองฝากเขาซื้อ คนรับฟังก็ตอบรับด้วยการพยักหน้าพลางดื่มกาแฟอึกใหญ่ แก้มที่ไม่ได้กลมดั่งวันวานแต่ก็น่ารักเหมือนเดิมนั้นบอกชานยอลว่าแบคฮยอนมีความสุขที่ได้ดื่มกาแฟมากแค่ไหน ถึงแม้ว่าก่อนหน้าจะรู้สึกปั่นป่วนไปกับมันก็ตาม

“เดี๋ยวผมออกไปเลยก็ได้ครับ” แบคฮยอนพูดกับชานยอล “ต้องกลับไปอาบน้ำ…”

“อย่างนั้นก็ได้ครับ ผมรู้ว่าปกติคุณเข้าร้านเร็วกว่านี้” ชานยอลรู้เวลาที่แบคฮยอนเข้าร้านดี เป็นคนขยันขันแข็งมาแต่ไหนแต่ไรถ้าไม่ถึงคนแรกก็ต้องเป็นคนที่สอง “ผมต้องเอาของลงไปให้เพื่อน ไปพร้อมกันก็ได้ครับ”

“ครับ” กาแฟที่ชงให้ด้วยความตั้งใจหมดลงแล้ว “ผม…เอ่อ…เดี๋ยวล้างแก้ว…”

“วางไว้เถอะครับ ไม่เป็นไร” มือถูกยื่นออกไปเพื่อรับแก้วจากแบคฮยอนที่ลังเลเล็กน้อยแต่ก็ยอมส่งแก้วให้เขา “หรือว่าจะอาบน้ำที่นี่ สิบนาทีก็น่าจะทันนะครับ”

“กลับไปอาบที่บ้านก็ได้ครับ ยังไงก็ต้องเปลี่ยนชุดอยู่ดี” 

สายตาของคนพูดมองทุกสิ่งรอบตัวอย่างไม่เฉพาะเจาะจงก่อนจะมาหยุดอยู่ที่สายตาของชานยอล ความลังเลเกิดขึ้นอีกครั้งและทำให้ชานยอลคิดอยู่ในใจว่าวันนี้เกิดอะไรขึ้นกับแบคฮยอนกันแน่ ในความไม่ติดขัดและความปกตินั้นมีอะไรซุกซ่อนอยู่

เกิดอะไรขึ้นโดยที่ชานยอลไม่รู้ หรือจะเป็น…ข้อความจากพี่ชายที่อยากให้ทุกวิถีทางในชีวิตทำให้น้องของตัวเองมีความสุข

“พอผมกลับไปแล้ว…คือ…ตั้งใจว่าจะทำอะไร” เสียงที่ขาดช่วงทำให้การตั้งใจฟังนั้นเพิ่มมากขึ้น “ผมหมายถึงว่า…คุณจะทานอะไร…”

“คุณกังวลเรื่องนี้เหรอครับ?” ความเป็นแบคฮยอนทำให้ชานยอลยิ้มได้ทุกครั้ง พร้อมกับความคิดที่ว่าค่อยยังชั่ว “คงรื้อของในตู้นี่แหละครับ ไม่ต้องห่วง”

“ตอบแบบนี้ยิ่งต้องห่วงนะครับ” คนทำอาหารไม่ชื่นชอบสิ่งสำเร็จรูป “ผมคิดว่ามันอาจจะละลาบละล้วงเกินเหตุแต่ก็คิดว่าคุณไม่ค่อยชอบทานข้าว ไม่ยอมดูแลตัวเองให้ผมต้องเป็นห่วง มันก็อาจจะ…เป็นการบังคับคุณแต่ว่าผมสั่งข้าวให้ได้ไหมครับ อย่างน้อยก็มั่นใจว่าคุณจะได้กินอะไรมีประโยชน์”

“…”

“มันมากไปใช่ไหมครับ ผม…”

“แบคฮยอนครับ…” ชื่อที่เรียกออกไปทำให้คนตรงหน้าชานยอลสบตาเขาอย่างจริงจัง แก้มขึ้นสีระเรื่อเมื่อชานยอลไม่แม้แต่จะคิดทบทวนว่ามันดีแล้วหรือไม่ที่เลือกที่จะกุมมือของแบคฮยอนขึ้นมา “ขอบคุณ…ที่เป็นห่วงผมมากขนาดนี้ ผมทั้งดีใจแล้วมันก็ไม่ได้มากเกินไปด้วย”

“…”

“ผมรู้ว่าคุณทำเพื่อผม ขอบคุณมากนะครับ”

ความตื้นตันใจเป็นสิ่งที่ชานยอลรู้สึกในยามที่ได้ยืนอยู่ข้างแบคฮยอนที่กำลังตั้งใจเลื่อนหน้าจอโทรศัพท์เพื่อดูเมนูอาหารยามบ่ายและสั่งมาให้เขาได้ทาน มันเป็นความรู้สึกที่ชานยอลได้รับจากแบคฮยอนมาเสมอและมันแจ่มชัดขึ้นจนเข้าท่วมท้นใจของเขา ยิ่งได้มองก็ยิ่งเข้าใจว่าเวลาที่คนเราร้องไห้เพราะความดีใจนั้นมันเกิดขึ้นด้วยความรู้สึกแบบไหน เพราะตอนนี้ชานยอลกำลังรู้สึกไม่ต่างกัน

แบคฮยอน…ที่เคยทำได้เพียงคิดถึงเท่านั้น

“สลัดเต้าหู้…” แบคฮยอนเลือกได้แล้วหนึ่งเมนู “ร้านนี้ทำเต้าหู้เองทุกวันเลยนะครับ เป็นเต้าหู้สด อร่อ—เอ่อ…ชอบเต้าหู้ไหมครับ?”

“ชอบครับ” คำตอบของชานยอลทำให้ได้สลัดมาหนึ่งจาน

“แล้วก็…ปลากะพงแดงย่างถ่าน สั่งเป็นชุดเลยนะครับ” คนรักสุขภาพเพราะร่างกายที่ไม่แข็งแรงกำลังเลือกสิ่งดี ๆ ให้กับเขา “ซุปเป็นซุปใสเพราะว่าไม่ค่อยเค็มมาก ข้าวธัญพืช ไข่ตุ๋น แล้วก็…ชาเขียว รับของหวานไหมครับ?”

“ไม่ครับ ผมไม่สันทัดเท่าไหร่” ชานยอลปฏิเสธ “แล้วคุณจะทานอะไรครับ กลับไปทานที่บ้านหรือว่าทานที่ร้านครับ?”

“ทานที่ร้านครับ พี่มินซอกเตรียมไว้ให้ทุกวัน เดี๋ยวจะ…ถ่ายรูปแล้วส่งมาให้ดู ถ้าคุณได้รับอาหารแล้วส่งรูปไปให้ผมด้วยนะครับ”

“ได้ครับ จะส่งให้นะครับ” พี่มินซอกเป็นผู้จัดการร้าน ชานยอลจำชื่อนี้ได้ดีเพราะคนคนนี้ก็ช่วยดูแลแบคฮยอนเหมือนกัน “ทานเยอะ ๆ นะครับ ผอมแย่แล้ว”

“ครับ จะทานเยอะ ๆ เลยครับ”

รอยยิ้มของแบคฮยอนเกิดขึ้นก่อนจะกลายเป็นเสียงหัวเราะเมื่อเราสบตากัน การหลบตาเกิดขึ้นบ้างในช่วงวินาทีเพราะแบคฮยอนก็คงรู้ว่าตอนนี้แก้มของตนเองนั้นกำลังเปลี่ยนสี เหมือนที่ชานยอลรู้ว่าหัวใจของเขากำลังเต้นแรง เราต่างคนต่างอายุมากพอที่จะเข้าใจถึงระดับความสัมพันธ์ที่เปลี่ยนไป ถึงแม้ทุกอย่างจะเริ่มต้นด้วยคำว่าเพื่อนที่ชานยอลตัดสินใจให้มันเป็นไปแบบนั้น รูปแบบความสัมพันธ์ที่จะไม่ทำให้เกิดความอึดอัดต่อผู้ที่ได้รับและต้องทำความเข้าใจอย่างแบคฮยอน แต่ในช่วงเวลานี้…

ทุกอย่างมันเปลี่ยนไป

ความรู้สึกผิดยังคงอยู่…และเขายังรู้สึกผิดอยู่เสมออย่างเต็มหัวใจ แต่จะให้ทำเป็นมองไม่เห็น ทำเป็นไม่รู้สึกอะไร เพียงเสี้ยวหนึ่งที่อาจจะทำให้แบคฮยอนต้องเสียใจ…

ชานยอลทำไม่ได้ ไม่มีวันทำได้อีกแล้ว

เสื้อผ้าของแบคฮยอนที่เป็นชุดที่สวมเมื่อวานถูกพับลงถุงกระดาษเพราะเจ้าตัวจะสวมชุดนอนของชานยอลกลับบ้าน ทั้งยังทำหน้าบึ้งใส่เมื่อเขาพูดออกไปว่าถ้าชอบก็เก็บเอาไว้ก็ได้ ตอบเสียงดังฟังชัดว่าไม่เก็บเอาไว้หรอกครับ ไม่ต้องมาแกล้งผมเลย

เราสองคนลงลิฟต์ไปข้างล่างด้วยกัน ทีแรกตั้งใจว่าจะเดินไปส่งแบคฮยอนที่ลานจอดรถแล้วค่อยมานั่งรอเพื่อนและรออาหารที่สั่งมาส่ง แต่โอเซฮุนที่โทรเข้ามาตอนที่กำลังเดินออกจากลิฟต์นั้นทำให้เป้าหมายของเราเปลี่ยนไป ทั้งแบคฮยอนยังบอกว่าจะเดินไปหาเพื่อนพร้อมกับเขาแล้วเราค่อยเดินไปลานจอดรถด้วยกัน

“ถ้ามีโอกาสจะแนะนำให้รู้จักนะครับ” ชานยอลบอกกับแบคฮยอนที่พยักหน้ารับอย่างยินดี “เป็นลูกค้าขาประจำของคุณนะครับ สปาเก็ตตี้ซอสมารีนาร่ากับโฮมเมดชีสเบอร์เกอร์ เห็นว่าชอบไปสั่งกลับบ้านทุกวันศุกร์” 

“…ดีใจจัง” มันคงเป็นความรู้สึกของเจ้าของร้านอาหาร “แล้ว…คุณเป็นลูกค้าขาประจำไหมครับ?”

“น่าจะขึ้นอยู่กับเจ้าของร้านนะครับว่าจะให้เป็นรึเปล่า—รออยู่ตรงนี้ก็ได้ครับ เดี๋ยวผมเดินไปเอง”

“ได้ครับ จะรออยู่ตรงนี้นะครับ”

ทุกครั้งที่มาเอาของหรือฝากเขาซื้ออะไรหรือมีอะไรมาฝาก เซฮุนมักจะวนรถมาที่ด้านหน้าของคอนโดเสมอ พูดคุยกันได้ประมาณหนึ่งบทสนทนาแล้วก็ไป หรือไม่ถ้ามีรถขับเข้ามาก็จะจบมันได้เร็วกว่าปกติเพราะเกรงใจคนที่อยู่ข้างหลัง แต่ในวันนี้มันกลับเบรกรถในแบบที่ทำให้ชานยอลตกใจจนต้องถามว่าเป็นอะไรรึเปล่าแทนคำทักทายเมื่อมันปลดล็อกรถให้ได้เปิดประตูและวางของไว้ที่เบาะด้านข้างคนขับ แต่คำตอบที่ได้รับกลับกลายเป็นการบอกว่ารีบว่ะ ไปแล้วนะ แล้วก็ออกรถจนเขาแทบจะปิดประตูตามไม่ทัน

“เพื่อนเป็นอะไรรึเปล่าครับ?” แบคฮยอนที่ยืนอยู่หน้าทางเข้าคอนโดเอ่ยถามชานยอลที่ไม่เข้าใจเหมือนกันว่ามันเป็นอะไรของมัน “ท่าทางขับรถไม่ค่อยดีเลย…”

“เดี๋ยวผมโทรหาเองครับ” ชานยอลคงโทรไปหาหลังจากที่ส่งแบคฮยอนขึ้นรถเสร็จแล้ว “ไปเถอะครับ ผมไม่อยากให้คุณไปสาย”

“เตรียมข้ออ้างเอาไว้แล้วล่ะครับ” คนน่ารักเดินมุ่งหน้าไปยังลานจอดรถพร้อมกับชานยอล ค่อย ๆ เดินไปด้วยกัน “เป็นความผิดของคุณ”

“ของผม?” คิ้วของชานยอลเลิกขึ้น ใจก็อยากจะรู้ว่าข้ออ้างอะไรที่แบคฮยอนจะใช้ “ทำไมกันครับ เพราะผมชงกาแฟ รอคุณสั่งอาหาร…”

“เพราะว่าคุณทำงานในเวลาที่ควรพักผ่อนจนทำให้ตื่นสายครับ”

“…”

“พอผมไปแล้วคุณก็จะขึ้นไปทำงานใช่ไหมครับ?”

“…ใช่ครับ” ชานยอลไม่มีอะไรจะแก้ตัว “ผม…ชอบทำงาน…”

“ผมไม่ได้ว่าคุณนะครับ แต่การที่ร่างกายไม่แข็งแรงมันไม่ใช่เรื่องที่ดีเลย ในวันนี้ที่มันยังดีก็คงไม่ได้ทำให้คุณรู้สึกอะไร แต่ในวันข้างหน้า ผมไม่อยากเห็นคุณไม่สบาย ไม่อยากเห็นคุณเป็นอะไรเข้าสักวันเพราะว่าไม่ดูแลตัวเอง”

“คุณไม่ได้ว่าหรอกครับ คุณเป็นห่วงผม” ทุกคำพูดมาจากความรู้สึกของแบคฮยอนทั้งนั้น เขาจะว่าได้อย่างไร “ผมจะเพลาลงบ้าง ผมสัญญา”

“เพื่อตัวคุณเองนะครับ อย่าหาว่าผมจู้จี้…”

“เพื่อคุณด้วยครับ คุณแบคฮยอน” ชานยอลรู้ใจตัวเองดี เขาทุ่มเทกับงานมากเกินกว่าที่ใครคนหนึ่งจะทำเพราะอะไร ทำไมถึงได้ใช้ชีวิตอย่างคนที่ไม่รักตัวเอง ไม่รู้จักคุณค่า…ของการได้มีชีวิตอยู่ต่อไป “ถ้าไม่มีคุณก็คงไม่มีความหมาย ผมอยากจะ…อยู่ใช้ชีวิตไปกับคุณ…”

“…”

“อยู่เป็นห่วงผมไปนาน ๆ  นะครับ”

“…ครับ” แววตาที่แน่วแน่ของแบคฮยอนบอกกับชานยอลว่าทุกอย่างตรงหน้าเป็นเรื่องจริง “คุณ…สัญญาแล้วนะ…”

“…”

“อยู่กับผมไปนาน ๆ เหมือนกันนะครับ”

มันเหมือนช่วงเวลาที่เราต่างคนต่างลืมไปว่ากำลังหายใจ

ทั้งเขาและแบคฮยอนยืนนิ่งราวกับตั้งสติไม่ได้ แต่ความจริงแล้วชานยอลรู้ว่าเราต่างคนต่างเข้าใจว่ามันเป็นช่วงเวลาที่เราต้องใช้ไปกับการสงบจิตใจที่กำลังเต้นแรงของเราเพื่อให้ยังใช้ชีวิตต่อไปได้ อุณหภูมิที่ขึ้นสูงและร่างกายที่กำลังรับมือกับความท้วมท้นทางความรู้สึกนั้นต้องใช้สิ่งที่เรียกว่าเวลาในการจัดการ…

ทั้งรอยยิ้มเขินอายของคนตรงหน้า หรือว่าหูของเขาที่กำลังแดงก่ำ ชานยอลเป็นคนเปิดประตูรถให้แบคฮยอนขึ้นไปนั่ง มองดูอีกฝ่ายคาดเข็มขัดนิรภัยให้เรียบร้อยพลางส่งถุงกระดาษให้คนที่รับไปอย่างไม่เข้าใจก่อนจะคลายความสงสัยลงได้เมื่อชานยอลบอกว่ามันเป็นของฝากจากแคนาดา

“คุณ…” เสียงของแบคฮยอนทำให้ชานยอลยั้งมือที่จะปิดประตูรถเอาไว้ “คือผม…”

“…”

“ไปก่อนนะครับ ถ้าถึงบ้านแล้วจะส่งข้อความมา…”

สายตาของชานยอลถูกใช้ไปในการมองตามรถของแบคฮยอนจนสุดสายตา หัวใจที่เต้นแรงยังคงไม่สงบลงเพราะบทสนทนาที่เกิดขึ้นระหว่างเรา เขารู้ดีว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นนำพาความรู้สึกในใจของเราไปถึงจุดที่ไม่สามารถถอยหลังกลับสู่ความเป็นเพื่อนที่มีให้กันในยามที่ได้กลับมาพบเจอกันได้อีกแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นสิ่งที่เรียกว่าอดีตก็ยังคงกัดกินหัวใจของชานยอลอย่างเชื่องช้า ในความสุขที่มี ภายในหัวใจที่กำลังสั่นไหว สิ่งเหล่านั้นเจือปนด้วยความกังวลที่ไม่กล้าแม้แต่จะคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าหากว่าสิ่งที่เรียกว่าอดีตกลับกลายมาเป็นปัจจุบัน

แต่ถ้าหากว่าวันนั้นมาถึงจริง ๆ ชานยอลรู้ดีว่าเขาจะต้องตัดสินใจอย่างไร ทางเดียวที่มีและเป็นสิ่งที่ชานยอลตั้งใจไว้ตั้งแต่แรกที่เลือกเส้นทางนี้

ยอมรับ…ในทุกสิ่งที่แบคฮยอนเลือกและตัดสินใจ

เขาทำได้เพียงเท่านั้นจริง ๆ

บางทีมันอาจจะเป็นลางสังหรณ์บางอย่างที่ทำให้ชานยอลเลือกที่จะติดต่อแผนกต้อนรับเพื่อบันทึกทะเบียนรถของแบคฮยอนเอาไว้ให้เป็นผู้ติดต่อประจำของเขาถัดจากรถของพี่สาวที่มักจะมากับแม่เสมอ ส่วนเพื่อนนั้นไม่ค่อยมาที่นี่เพราะเอาเข้าจริงชานยอลก็ไม่ได้อยู่ที่ห้องเทียบเท่าเงินที่เสียไปจนคยองซูพูดว่าควรซื้อเตียงไปไว้ที่สำนักงาน แต่จากนี้ไปมันคงจะไม่ใช่อย่างนั้นแล้ว ชานยอลจะดูแลตัวเองให้ดี พักผ่อนให้มากกว่านี้…จะได้อยู่ดูแลแบคฮยอนไปอีกนานแสนนาน

โทรศัพท์ในมือที่สั่นไหวทำให้ชานยอลแปลกใจที่แบคฮยอนถึงที่หมายเร็วกว่าที่คาด แต่พอพบว่าเป็นข้อความจากโอเซฮุนที่ตั้งใจว่าจะโทรหาหลังจากได้รับอาหารที่กำลังรออยู่นั้นก็ทำให้กดเข้าไปอ่านอย่างตั้งใจ และเขาไม่ได้ตั้งใจเลยที่จะทำให้พนักงานตกใจที่หัวเราะออกมาอย่างลืมตัวแบบนี้

นายอาจจะว่าฉันเพ้อเจ้อ แต่ฉันสาบานด้วยชีวิตว่าฉันเห็นแบคฮยอนยืนอยู่ข้างหลังนาย ฉันเห็นจริง ๆ นะ ฉันคิดว่าตัวเองตาฝาดแต่หลับตาแล้วลืมตาขึ้นมาก็ยังอยู่ที่เดิมทั้งยังยิ้มให้ฉันอีกต่างหาก ไม่รู้ล่ะว่าจะเชื่อรึเปล่าแต่พรุ่งนี้ไปทำบุญบริจาคของใช้ให้เด็กกำพร้ากัน ส่งบุญไปให้แบคฮยอน ฉันรู้ว่านายคงไม่เชื่อแล้วด่าว่าฉันบ้าอยู่ในใจ แต่แบคฮยอนใส่ชุดนอนที่ฉันจำได้ว่าเป็นของนาย ถึงจะดูสดใสแต่ก็ผอมลงมาก ต้องจัดบุฟเฟ่ต์อาหารกลางวันให้เด็ก ๆ ด้วยแล้ว ฉันจะส่งข้อความชวนทุกคนแต่นายไม่ไปไม่ได้ ไม่เชื่อก็ต้องไป ฉันเห็นแบคฮยอนจริง ๆ!

บางที…หากว่าบางที…มันอาจจะถึงเวลาที่แบคฮยอนจะได้ทำความรู้จักเพื่อนของตัวเองใหม่อีกครั้ง

เพื่อนที่รักและหวังดีกับแบคฮยอนเสมอมา

 

 

 

#ดซชานแบค

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 82 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

6,131 ความคิดเห็น

  1. #6129 dwarf-planet (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 11 ธันวาคม 2563 / 11:35
    ไม่ต้องรีบหรอก ค่อยๆเรียนรู้ชีวิตกันไป เริ่มใหม่กันอีกครั้ง มันทั้งน่ารักและเจ็บปวดไปพร้อมๆกันเลยค่ะ ;-;
    ดีใจทุกครั้งที่คุณกลับมานะคะ
    #6,129
    0
  2. #6126 ppppawii26 (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2563 / 11:36
    ค่อยๆเป็นค่อยๆไปกับความสัมพันธ์นี้กันเนอะ มันเคยมีจุดที่ผิดพลาดครั้งใหญ่มาแล้ว เราเชื่อว่าพี่แบคบอมต้องอยากให้แบคฮยอนมีความสุข ถ้าความสุขนั้นคือชานยอล พี่จะต้องไม่ห้าม ไม่ขัดขวางเลย ได้แต่รอเวลาให้ทุกอย่างเข่าที่เข้าทางนะ ขำเซฮุน เซฮุนต้องใจเย็นๆก่อนนะ 55555
    #6,126
    0
  3. #6113 srpanda_ (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 29 พฤศจิกายน 2563 / 10:15
    รักจังเลยค่ะ ค่อยๆซึบซับกับความรู้สึกของทั้งคู่ สุบบ้างเศร้าบ้าง มันคือสีสันของชีวิตเนอะ เราหวังว่าทั้งคู่จะสมหวังกัน กลับมาอยู่ด้วยกัน เริ่มต้นกันใหม่ มีความสุขไปด้วยกันนานๆเลยย
    #6,113
    0
  4. #6094 ArteryPound (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 14 พฤศจิกายน 2563 / 01:37
    ฮืออออ ดีใจที่สุดในโลกเลยที่คุณเดซี่กลับมาอัพ ;—; เราสัมผัสทุกความรู้สึกของชานยอลและแบคฮยอนที่ค่อยๆกลับมาเป็นเหมือนเดิม เหมือนตอน15ปีก่อน ฮือ เอ็นดูแบคฮยอนจริงๆ ถึงสมองจะลืม แต่หัวใจก็ยังจำได้เสมอเลย ยังใจเต้นกับคนเดิมๆ สิ่งที่ทำด้วยกันเดิมๆแต่ก็ยังชอบเหมือนเดิม
    #6,094
    0
  5. #6092 SaraTantawan (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 13 พฤศจิกายน 2563 / 22:25
    สู้ๆนะทั้งคู่เลยยยย ต้องผ่านไปให้ได้☺️☺️💗💗💗
    #6,092
    0
  6. #6078 ภรรยาปาร์ค (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 12 พฤศจิกายน 2563 / 16:02
    ฮือออออ เหมือนเริ่มต้นความรักใหม่แต่ก็ยังมีอะไรอยู่ในใจ ต้องผ่านมันไปให้ได้นะพี่ชาน
    #6,078
    0
  7. #6073 Lonelyyeolly (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 12 พฤศจิกายน 2563 / 07:51
    อ่านจนตาพร่าเลย5555 แสนดีใจที่เค้ายอมรับหัวใจกันแล้ว แต่ตลกเซฮุนมากก็ว่าทำไมเป็นล่กๆ😂
    #6,073
    0
  8. #6069 MEANZOCHIST (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 12 พฤศจิกายน 2563 / 03:12
    โห นี้แค่ตอนเดียวนะ ‘จุขใจ’มาก ทั้งจุกทั้งสุข อมก. นอนก่อนนะ ตอนสามขอต่อตอนเช้านะ ขอบคุณไรต์มากนะ เกินความคิดถึงไปมากอะ ปิ๊มปิม
    #6,069
    0
  9. #6056 SlowdownFallingone (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2563 / 23:28
    หงุดหงิดพี่แบคบอมเหลือเกิน ทำไงดี
    #6,056
    0
  10. #6051 PpppNX (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2563 / 23:08
    คิดถึงงงงงงมากเลยยยค่ะ
    #6,051
    0