(exo) SF/OS|Fill your heart with my DAISY ❁ Chanbaek

ตอนที่ 29 : - in days gone by (1/?)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 11,195
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 715 ครั้ง
    11 พ.ย. 63



 

 

 


 

 

 

In Days Gone By

didn't know how beautiful days worth.

 

CHANBAEK

 

 

 

 

อย่าลืมนัดนะ หนึ่งทุ่มตรง ร้านอยู่ในกลุ่มแล้ว ไม่มาตัดขาดเลยนะ นายต้องมาให้ได้ อย่าลืมว่าเราไม่ได้เจอกันนานแล้ว ห้ามมาช้าด้วย เจอกันนะ

ชานยอลอ่านข้อความของคยองซูที่ส่งมาให้ตั้งแต่ตอนบ่ายโมงยี่สิบสองนาที สงสัยคงจะเพราะย้ำในแอพพลิเคชั่นที่สร้างกลุ่มสนทนาของพวกเราเหล่าเพื่อนรักกันไว้แล้ว แต่ว่าเขาไม่ได้เข้าไปตอบอะไรเลยสักอย่างตั้งแต่วันแรกที่เริ่มทำการนัด จนมาถึงวันที่เป็นวันนัดหมายอย่างวันนี้ เพื่อนที่คอยจัดการระบบการนัดต่าง ๆ ของกลุ่มเราถึงได้ส่งข้อความมาหาชานยอลโดยตรง อาจจะเพื่อเสริมสร้างความมั่นใจว่าเขาจะต้องได้รับมันอย่างแน่นอน อย่างน้อยถ้าเกิดว่าไม่ไป เพื่อนจะได้มีอะไรมาว่ากล่าวกันได้ และเขาก็ไม่มีข้ออ้างประเภทที่ว่า ‘ไม่รู้’ ไปตอบเพื่อนอีกด้วย

แต่จะว่าไปเราก็ไม่ได้เจอกันนานแล้ว ทั้งชานยอลแล้วก็เพื่อนอีกสี่คนที่ใช้ชีวิตในช่วงเวลาที่เรียกว่าวัยรุ่นมาด้วยกัน ตั้งแต่มัธยมปลายปีหนึ่งมาจนถึงอายุใกล้สามสิบในปัจจุบัน ถึงจะเรียนมหาวิทยาลัยต่างที่ต่างถิ่นแต่ก็ไม่ได้หายหน้าจากกันไปไหน เพียงแต่ในช่วงเวลาที่กำลังเรียนอยู่ เราทุกคนมีช่วงเวลาที่แน่นอนในแต่ละเทอม มีวันว่าง ๆ ให้มาพบปะกันในแต่ละอาทิตย์เพื่อพุดคุยหรือปรึกษาปัญหากัน แต่ในช่วงเวลาของการทำงานนั้น เราทุกคนกำลังพยายามให้ชีวิตเป็นไปตามสิ่งที่วาดฝันเอาไว้ ถึงจะไม่ใช่ก็อยากจะให้ใกล้เคียงมากที่สุด เราจึงไม่ได้มีเวลามาพบเจอกันบ่อย ๆ เหมือนสมัยที่ยังเป็นนักเรียนนักศึกษาอีกแล้ว

ชีวิตของชานยอลก็ไม่มีอะไรต่างจากผู้คนมากมายที่ต่างใช้ชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ หลังจากเรียนจบมหาวิทยาลัย เขาก็เริ่มมองหาอาชีพที่อยู่ในสายงานที่ตนตั้งใจเอาไว้ว่าอยากทำและจะช่วยต่อยอดการงานอาชีพในอนาคตได้ เริ่มจากการเข้าไปเป็นน้องใหม่ในสำนักงานกฎหมายขนาดกลางแห่งหนึ่ง ไม่เคยมีวันไหนในหนึ่งปีแรกของการทำงานที่ชานยอลได้กลับบ้านก่อนสองทุ่มเลยสักครั้ง แต่เขาก็ไม่ได้คิดว่ามันเป็นเรื่องใหญ่อะไรหรอก ยอมรับว่างานที่ได้รับนั้นเป็นงานที่หนัก เรื่องนี้เขาไม่เคยปฏิเสธ แต่การเป็นน้องใหม่ ประสบการณ์น้อยกว่าใครทั้งนั้นในสำนักงาน จะมีก็แต่การทำงานที่มากกว่าใครเท่านั้นที่จะทำให้ชานยอลพัฒนาตัวเองให้ดียิ่งขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ ต้องตั้งใจศึกษา ตั้งใจหาความรู้ไม่ต่างจากเวลาที่เป็นนักเรียนนักศึกษา เพื่อให้ชีวิตของเราก้าวไปข้างหน้า ไปสู่สิ่งที่เรียกว่าอนาคต

หลังจากทำงานได้สองปี ชานยอลก็ตัดสินใจลาออกจากบริษัทเพื่อดำเนินชีวิตไปตามแผนที่วางเอาไว้ เขาตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่าต้องการจะไปเรียนต่อเฉพาะทางในด้านที่ตัวเองสนใจ มีครอบครัวที่คอยสนับสนุนและช่วยวางแผนในอนาคตจนมันกลายเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา ชานยอลเลยไม่ลำบากนักในการไปเรียนต่อในระดับปริญญาโท สามปีกับความรู้และปริญญาสองใบที่ได้กลับมานั้นทำให้เขารู้สึกว่ามันคุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้มที่เลือกทางเดินเส้นนี้ให้กับชีวิตของตัวเอง เมื่อนึกถึงแล้วมันอาจจะเหมือนว่าเขาได้มันมาง่าย ๆ แต่ชานยอลไม่เคยลืมว่าสามปีนั้นเขาลำบากมากแค่ไหนจนกว่าจะมีวันนี้ มีชีวิตอย่างที่ใช้อยู่ทุกวัน มีงานที่ทุ่มเทกับมันอย่างเต็มที่ในวันที่กำลังหายใจอยู่

ใครก็บอกว่าชานยอลเป็นคนเก่ง มีอนาคตที่สดใสเหมือนดวงอาทิตย์ที่ไม่ว่าอย่างไรในช่วงชีวิตนี้ที่หัวใจยังเต้นอยู่ก็คงจะไม่มีวันดับไป แต่ใครเล่าจะรู้...ว่าความสุขที่แท้จริงของผู้ชายคนนี้คืออะไร

“ชานยอล เอาอันนี้ไปอ่าน ลองเช็คให้พี่ด้วย อ่านคร่าว ๆ แล้วมันแปลกยังไงก็ไม่รู้”

“แปลกที่ว่านี่คือตรงไหนครับ?” เขารับแฟ้มจากรุ่นพี่ในแผนกมาเปิดดู เห็นวงกลมสีแดงมากมายที่ถูกวงอยู่บนสำเนาฉบับนี้ “อยากให้ผมดูตรงไหนเป็นพิเศษรึเปล่า?”

เมื่อเปิดดูคร่าว ๆ แล้วก็พบว่าเป็นบัญชีของบริษัทแห่งหนึ่งที่เหมือนจะส่งสำเนาของบัญชีที่ยังไม่มีผู้ตรวจสอบบัญชีรับรองมาให้ ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมถึงได้สะเพร่าทำแบบนี้ จะให้ทำไปก็เท่านั้นแหละ มันไม่ได้อะไรขึ้นมาหรอก คงจะต้องส่งเอกสารกลับ แจ้งไปทางผู้ประสานงานว่าต้องการบัญชีที่เรียบร้อยแล้วเท่านั้น

“เอาอันนี้ไปด้วย น้องรัก” รุ่นพี่อีกคนส่งแฟ้มให้เขาที่ส่งยิ้มให้ พร้อมทำงานอย่างเต็มที่ “วันนี้จะมีลูกค้าโทรเข้ามาตอนสี่ทุ่มนะ ชานยอลอยู่รับด้วย”

“โทรมาจากไหนวะ?” รุ่นพี่อีกคนที่กำลังนั่งขมวดคิ้วทำงานอยู่ถามขึ้นมา

“นิวยอร์ก”

“ผมมีนัดกับเพื่อนตอนหนึ่งทุ่มครับ ว่าจะออกไปตอนหกโมงครึ่ง” ชานยอลถือว่านัดของเพื่อนเป็นเรื่องสำคัญ อีกอย่างมันก็ไม่ใช่เวลางานที่แท้จริง ขอออกไปสักพักก็น่าจะไม่เป็นอะไร “จะกลับมาก่อนสามทุ่มครึ่งครับ”

“โอเค คืนนี้พี่อยู่ด้วย เดี๋ยวเราทำด้วยกัน แต่นายคุยนะ”

“ได้ครับ” เขาตอบตกลงอย่างไม่มีปัญหา “แล้วแฟ้มนี่เอาเมื่อไหร่ครับ?”

“คิดว่าไงล่ะ เปิดคร่าว ๆ แล้วรู้สึกยังไงบ้าง?”

“คิดว่าจะส่งกลับครับ ให้มาแบบนี้คงทำไม่ได้ ถ้าดันทุรังเราจะแย่เอง” ชานยอลแสดงความคิดเห็นออกไปให้รุ่นพี่ที่พยักหน้ารับได้ฟัง

“ถ้างั้นพรุ่งนี้ก็จัดการด้วย” รุ่นพี่เจ้าของแฟ้มพูดกับเขา “แล้วก็บ่ายพรุ่งนี้มีประชุมกับลูกค้า—เฮ้ย ที่ประชุมพรุ่งนี้ทำเสร็จรึยัง?”

“ยัง เหลืออีกสิบเปอร์เซ็นต์ แต่น่าจะเสร็จก่อนเที่ยงคืน”

“แล้วหัวข้อการประชุมอยู่ไหนวะ มีคนลิสต์ข้อมูลยัง?”

“อันนั้นผมทำแล้วครับ อยู่นี่” ชานยอลรื้อแฟ้มบนโต๊ะทำงานก่อนจะส่งมันให้รุ่นพี่อีกคนที่ลุกขึ้นจากเก้าอี้ของตัวเองเพื่อมารับมันไป “ผมหาข้อมูลให้แล้วครับ พี่ลองอ่านดูอีกก็ได้”

“ไอ้ชานยอลนี่มันเยี่ยมจริง ๆ อีกหน่อยมันคงได้เลื่อนขั้นแล้วเราก็เดินตามมันต้อย ๆ”

“นั่นสินะครับ ผมเองก็คิดแบบนั้น”

“เอาใหญ่ล่ะ ชมหน่อยไม่ได้” รุ่นพี่หันมาว่าเขาที่หัวเราะออกมาอย่างทีเล่นทีจริง “หกโมงครึ่งแล้ว รีบออกไปเลยไป จะได้รีบกลับมาทำงาน”

“ครับ จะรีบไปรีบมานะครับ”

ชานยอลตอบรับรุ่นพี่ก่อนจะคว้าของสำคัญสองสามอย่างติดตัวไป อะไรที่ไม่จำเป็นเขาก็วางมันทิ้งไว้ที่นี่ เพราะเสียอย่างไรก็ต้องกลับมาทำงานในอีกสองสามชั่วโมงข้างหน้า ณ สำนักงานแห่งนี้ไม่เคยมีอะไรหายนอกจากสิ่งที่เรียกว่าเวลา เขาเคยมองพระจันทร์ก่อนจะก้มหน้าลงไปทำงาน เงยหน้าขึ้นมาอีกทีพระอาทิตย์กำลังขึ้นก็เคยมาแล้ว เป็นพนักงานดีเด่นกันทั้งสำนักงาน

ก่อนจะออกเดินทางไปยังสถานที่นัดในวันนี้ ชานยอลก็กดเข้ากลุ่มสนทนาที่ไม่เคยได้ตอบเพื่อตามหาโลเคชั่นที่เพื่อนแชร์ทิ้งเอาไว้ จากสิ่งที่เพื่อนส่งมานั้นทำให้รู้ว่าร้านที่เพื่อนเลือกในครั้งนี้ห่างจากสำนักงานของเขาประมาณยี่สิบนาที ต้องขับรถออกนอกเมืองไปเล็กน้อย เป็นถนนเส้นที่ชานยอลไม่เคยใช้เพราะไม่มีความจำเป็นอะไรที่ต้องเดินทางโดยใช้ถนนเส้นนั้น เพราะความไม่เคยไปจึงต้องเผื่อเวลาเอาไว้ถึงครึ่งชั่วโมงจากเวลานัด ชานยอลอาจจะหาร้านอาหารไม่เจอก็ได้

สายตาของเขาไปหยุดอยู่ที่กรอบรูปสีขาวที่วางอยู่บนโต๊ะทำงาน โต๊ะที่แทบจะไม่มีที่ว่างเพราะเอกสารมากประเภทที่ถูกทับถมกันอยู่บนนั้น แต่ก็ยังมีพื้นที่เล็ก ๆ ส่วนหนึ่งสำหรับกรอบรูปนี้และดอกเดซี่หนึ่งดอกที่เขาจะนำมาเปลี่ยนทุกวันที่เข้ามาที่นี่ รอยยิ้มกว้างและแววตาที่ให้กำลังใจกันอยู่ตลอดเวลาทำให้เขามีแรงใจที่จะใช้ชีวิตต่อไป ความทรงจำในช่วงเวลาที่เขากดถ่ายภาพนี้นั้นอัดแน่นอยู่ในใจ ช่วงเวลาที่มองผ่านเลนส์กล้องไปยังแววตาที่สดใส คนที่บอกว่าเขาทำได้ และจะทำได้เสมอ

ถึงแม้ว่าชานยอลจะไม่มีวันให้อภัยตัวเองก็ตาม

“เดี๋ยวกลับมานะ” เขาพูดกับรูปภาพรูปนั้น “ฝากโต๊ะด้วยล่ะ อย่าให้ใครมาเอาอะไรไปนะ”

ถึงจะไม่ใช่เส้นทางที่เคยใช้มาก่อน แต่การศึกษาเส้นทางอย่างดีก่อนจะเดินทางนั้นทำให้รู้ดีว่าจะต้องขับรถไปทางไหน เลี้ยวไปในเส้นทางใดเมื่อถึงทางแยก วันนี้รถไม่ได้ติดมากนักเมื่อเทียบกับเวลาที่แสดงผลให้เขาได้เห็นบนรถ คิดว่าคงจะไปถึงก่อนเวลานัด แต่ก็คงจะโดนเพื่อนด่าเรื่องที่ขอตัวกลับก่อน ชานยอลรู้ว่าเพื่อนไม่โกรธกันจริง ๆ หรอก มันเป็นเรื่องปกติของคนที่ทำอาชีพนี้ รู้กันดีในแวดวงว่าถึงจะได้เงินดีมาก ๆ แต่ก็เป็นอาชีพขายวิญญาณ นอนเต็มอิ่มครั้งล่าสุดเมื่อไหร่ ชานยอลก็จำมันไม่ได้เหมือนกัน

“ฮัลโหล”

โทรศัพท์ที่หน้าจอแสดงให้เห็นว่าคยองซูโทรมานั้นทำให้ชานยอลกดรับสายในทันทีเพราะไม่อยากโดนบ่นเพิ่มอีกหนึ่งเรื่องเมื่อไปถึงที่หมาย

(อยู่ไหนล่ะ?)

“อยู่ไหนอะไร?” เขาแกล้งเพื่อนที่ตะโกนกลับมาทันที

(อยากตายรึไง!)

“จะถึงแล้ว อย่าโมโหสิ”

(ใครมันทำให้ฉันโมโหกันล่ะ! ถ้าเห็นร้านแล้วขับเลยไปก่อนนะ แล้วก็เลี้ยวขวาเข้าซอยข้าง ๆ ด้านหลังร้านมีที่จอดรถอยู่)

“โอเค”

(สั่งอาหารแล้วนะ ยังไม่มาหรอก แต่พร้อมกิน)

“อาหารอะไร?” ชานยอลถามเพราะไม่รู้จักร้านนี้ เขาไม่รู้เลยว่าเป็นร้านอาหารประเภทไหน อาหารเกาหลี อาหารญี่ปุ่น หรือว่าอะไร

(สเต็ก พาสต้า อะไรพวกนั้นนั่นแหละ ร้านสวยมาก รีบมานะ ฉันเหงา)

“โอเค”

ปุ่มกดวางสายถูกใช้งานก่อนที่ชานยอลจะกลับมาขับรถให้ดี ถ้าบอกให้รีบแบบนี้แสดงว่าตัวเองถึงเป็นคนแรกและต้องการเพื่อนอย่างสุดหัวใจ ชานยอลรู้จักนิสัยเพื่อนอย่างคยองซูดี ก่อนหน้าเขาคงจะเป็นจงอินที่โดนโทรตามเป็นคนแรก และหลังจากสายของเขาก็คงจะเป็นเซฮุนและจงแดตามลำดับ ไม่เคยมีครั้งไหนที่ไม่ถึงคนแรกเลย แล้วก็มักจะเป็นเขาที่ถึงเป็นคนที่สองเสมอ

ไฟเลี้ยวถูกเปิดขึ้นเมื่อต้องเปลี่ยนเลน จากตรงนี้ชานยอลมองเห็นร้านอาหารร้านหนึ่งที่เป็นเหมือนบ้านสีขาวหลังเล็ก ๆ ที่บริเวณด้านหน้าจัดสวนสไตล์อังกฤษอย่างสวยงาม มีพื้นที่กว้างพอที่จะให้ลูกค้าเดินเล่นได้แต่คงไม่เพียงพอสำหรับการจอดรถ ด้านหลังร้านจึงได้เป็นที่จอดรถแทนตามที่คยองซูบอกเขา สำหรับเกาหลีใต้ที่ที่ดินราคาสูงพอสมควร ร้านแห่งนี้ก็คงจะเสียเงินในการเช่าที่พอสมควร แต่ข้อสงสัยเรื่องค่าใช้จ่ายก็หมดไปเมื่อชานยอลขับรถเข้าไปถึงลานจอดรถที่แทบจะไม่มีที่ให้จอดแล้ว

อาหารคงจะอร่อย ถึงได้มีลูกค้าเยอะแบบนี้

“สวัสดีค่ะ” พนักงานต้อนรับด้านหน้าโค้งให้เขา “คุณลูกค้าได้จองไว้รึเปล่าคะ?”

“โดคยองซูครับ ผมนัดเค้าเอาไว้”

“คุณโดคยองซู...โต๊ะสิบหกค่ะ เชิญทางนี้ค่ะคุณลูกค้า”

ชานยอลเดินตามพนักงานไปยังโต๊ะหมายเลขสิบหก ระยะสายตาของเขานั้นมองเห็นเพื่อนของตัวเองกำลังนั่งกดโทรศัพท์อยู่ที่โต๊ะสำหรับห้าที่ริมกระจกบานใหญ่ที่ด้านนอกมองเห็นสวนอังกฤษสวย ๆ ให้ได้รู้สึกสบายตา ทันทีที่เพื่อนเงยหน้าขึ้นมาสบตาเขา สิ่งที่ได้เห็นคือรอยยิ้มและคำพูดที่บอกให้นั่งเลย อีกสามคนจะมาแล้ว

“กลัวนายจะไม่มา ขอบใจมากนะ”

“แล้วถ้าไม่มาจริง ๆ ล่ะ?”

“ฉันจะตามไปตีหัวนายถึงสำนักงานเลย ทำอะไรนักหนา”

“คิดว่าจะมาอยู่แล้ว แต่ขอกลับก่อนสามทุ่มครึ่งนะ มีงานต้องทำ” เขาทิ้งตัวลงนั่งข้างคยองซู มองพนักงานในร้านที่แทบไม่มีใครอยู่กับที่เลย “เจอร้านนี้ได้ไง?”

“พี่ที่ทำงานแนะนำมา สมคำร่ำลือเนอะ ตอนแรกว่าจะจองวันอาทิตย์แต่เต็มยาวไปถึงเดือนหน้าก็เลยต้องจองวันธรรมดา เกือบไม่ได้โต๊ะแล้วนะ”

“ขนาดนั้นเลย?”

“ขนาดนั้นแหละ รออาหารมาแล้วมาดูกันว่าจะจริงอย่างที่คนว่ารึเปล่า” คยองซูเองก็ตื่นเต้นกับร้านอาหารแห่งนี้เหมือนกัน “พี่เค้าบอกมาว่าก่อนกินน่ะรู้สึกว่าแพง แต่หลังกินแล้วคุ้มมาก อยากสั่งอีก”

“ฉันเชื่อนายนะ นายไม่เคยเลือกร้านพลาดเลย” ชานยอลยกข้อดีข้อนี้ให้เพื่อน เวลามีรุ่นพี่ที่ทำงานให้แนะนำร้านอาหารให้ เขาก็มักจะแนะนำร้านอาหารที่ได้มากจากคยองซูอีกที แน่นอนว่ารุ่นพี่ของเขาถูกใจกันทุกคน

สายตาของชานยอลทอดมองไปรอบ ๆ ร้านโดยไม่เจาะจงสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นพิเศษ เก้าอี้ไม้บุนวมเพื่อให้นั่งสบายตลอดการทานอาหาร โต๊ะไม้เนื้อแข็งอย่างดีที่ทำให้ร้านดูคลาสสิก โคมระย้าขนาดเล็กและแสงไฟสีเหลืองนวลที่ทำให้รู้สึกอุ่นสบาย ดอกกุหลาบสีขาวบนโต๊ะที่เขามองเห็นว่าพนักงานจะยกออกไปเมื่ออาหารมาเสิร์ฟ ภาพทิวทัศน์ที่อยู่ในกรอบไม้สีน้ำตาล การจัดวางอย่างชาญฉลาดในเรื่องของการออกแบบภายใน รวมถึงแจกันขนาดใหญ่ที่ถูกจัดวางอย่างสวยงาม เข้ากับบรรยากาศของร้านที่ทำให้รู้สึกดีที่ได้มานั่งทานอาหารที่นี่

“โทษที งานฉันเยอะมาก” จงอินที่เข้ามาเป็นคนที่สามทิ้งตัวลงนั่งข้างเขา ส่วนเซฮุนที่ตามเข้ามาเป็นคนที่สี่นั้นนั่งข้างคยองซู ที่นั่งหัวโต๊ะจึงกลายเป็นของจงแดที่ตอนนี้ยังคงมาไม่ถึง “เลือกร้านดีว่ะ แค่สวนข้างหน้าก็สวยแล้ว”

“เคยเห็นรีวิวอยู่ ไม่เคยมีรีวิวไหนบอกว่าไม่อร่อยเลย” เซฮุนพูดก่อนจะทิ้งตัวลงพนักเก้าอี้ “สั่งอาหารรึยัง?”

“สั่งแล้ว” ชานยอลเป็นคนตอบ “วันนี้ไม่ไปต่อนะ จะกลับไปทำงาน”

“อะไรวะ กำลังจะชวน” จงอินทำหน้าเหม็นเบื่อใส่เขาที่หัวเราะกลับไป “พักบ้างนะ จะป่วยเอา เห็นทำงานเยอะแบบนี้ฉันก็นอนวันละเจ็ดชั่วโมงนะเว้ย”

“ฉันก็นอน แค่ไม่ได้นอนที่บ้านเอง”

“สองสามชั่วโมงเค้าเรียกนอนเหรอวะ?” เซฮุนถามกันก่อนจะส่งเสียงหัวเราะออกมา “สั่งอะไรไปบ้าง เห็นเค้าว่าที่นี่สเต็กอย่างเด็ด”

“ก็สั่งสเต็ก ซี่โครงหมู พาสต้าเบคอนกระเทียม พาสต้าอะไรสักอย่างที่มีไวน์ขาว เป็นซีฟู๊ด มีคริสปี้ซีฟู๊ดด้วย มีพิซซ่าอีก ดูเมนูแล้วจิ้มเลย ไม่ค่อยเยอะแต่มองแล้วสั่งได้ทุกอย่าง ชอบหมดเลย” คยองซูมีความสุขกับอาหารร้านนี้ “ดีมาก เอาจริง ๆ ประทับใจตั้งแต่เห็นร้านข้างนอกแล้ว เป้นปลื้ม”

“เออ แบบนี้ก็ดีนะ เมนูน้อย ๆ จะได้ไม่ต้องเลือกเยอะ” จงอินรู้สึกชอบใจ “แต่คนเยอะมากเลยว่ะ ตอนฉันมานี่ไม่มีที่จอดรถแล้วนะ ต้องไปจอดข้าง ๆ”

เมื่อเพื่อนสนิทได้พบเจอกัน เป็นธรรมดาที่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการพูดคุย เขาพูดเรื่องงานที่ทำให้เพื่อนบอกให้ไปให้น้ำเกลือที่โรงพยาบาลบ้างเพราะทำงานหนักเกินไป เซฮุนที่ช่วงนี้ชีพจรลงเท้านั้นเดินทางไปทำงานทั้งในและต่างประเทศเป็นว่าเล่น ส่วนจงอินนั้นใช้ชีวิตอยู่กับเอกสาร ไม่ต่างจากคยองซูที่ใช้ชีวิตอยู่กับหนังสือ

อาหารจะมาช้า ทางพนักงานแจ้งคยองซูไว้ตั้งแต่สั่งอาหาร แต่ถึงจะมาช้าแต่อาหารทุกจานจะมาพร้อมกัน นั่นทำให้เราสามารถนั่งรอได้โดยไม่มีปัญหาอะไรทั้งนั้น ที่จริงพอได้มาอยู่ด้วยกัน เขาก็รู้สึกว่าเวลามันผ่านไปเร็วมากเหลือเกิน เพียงแต่จะมีสักเสี้ยวนาทีก่อนที่เวลาจะผ่านไป เสี้ยววินาทีที่เขาคิดว่า...มันคงจะดี ไม่สิ มันจะต้องดีมาก ๆ ถ้าวันนี้จะมีคนมาที่นี่ มานั่งอยู่ด้วยกันหกคน คนที่คงจะนั่งอยู่ข้างเขา หัวเราะอยู่ด้วยกันในตอนนี้

“ขออนุญาตเสิร์ฟอาหารค่ะ” พนักงานสองสามคนที่มาที่โต๊ะพร้อมกับถาดอาหารนั้นทำให้พวกเขารู้ว่าคยองซูสั่งไปเยอะมากขนาดไหน เยอะขนาดที่จงอินพูดออกมาว่าจะกินหมดเหรอวะ แต่พนักงานที่ได้ยินนั้นยิ้มหวานอย่างยินดีให้บริการ บอกว่าเรามีบริการห่อกลับบ้านค่ะ 

“โอ๊ย มือสั่น!” คยองซูมือสั่นจนหั่นซี่โครงไม่ได้เพราะว่ามันน่ากินมากจริง ๆ

“เดี๋ยว ๆ ให้กล้องกินก่อน” เซฮุนยกโทรศัพท์ขึ้นถ่ายรูป ทั้งมุมข้าง มุมสูง มุมสี่สิบห้าองศา “เออหน่า...จะเอาไปอวดเพื่อน”

“ฉันหิว”

“อ่ะ ๆ เสร็จแล้ว”

ชานยอลเป็นคนตัดซี่โครงหมูให้เป็นชิ้นขนาดที่พอจะยกไปใส่ในจานของตัวเองได้ จงอินเป็นคนตัดสเต็กเนื้อ ส่วนเซฮุนนั้นกำลังเคี้ยวพิซซ่าเปปเปอโรนีตุ้ย ๆ เพียงแค่สีหน้าที่แสดงออกมาก็รู้แล้วว่าอร่อยมากแค่ไหน จากการพูดคุยกับเพื่อนระหว่างรออาหาร คยองซูที่รู้ดีกว่าใครก็เล่าให้เพื่อนฟังว่าร้านนี้เพิ่งเปิดให้บริการได้ไม่ถึงห้าเดือนแต่ติดตลาดอย่างรวดเร็วเพราะความอร่อยและบริการที่แสนน่าประทับใจ เชื่อว่าร้านนี้จะคงอยู่ไปอีกนาน ชานยอลเองที่ได้กินซี่โครงหมูเขาไปคำแรกก็ได้รู้สึกว่าตัวเองนั้นเห็นด้วยกับสิ่งที่คยองซูพูดทุกประการ

“ไอ้จงอิน มีแฟนรึยัง?”

“โอ๊ย จะเอาเวลาที่ไหนไปมีวะ” คนโดนถามเรื่องแฟนนั้นกำลังม้วนเส้นพาสต้าเข้าปาก “ทำงานตัวเป็นเกลียว”

“ถ้างั้นไอ้ชานยอลหัวขาดไปแล้ว” เซฮุนพูดไปขำไป “แต่ก็จริงนะ นี่มันช่วงเวลาเก็บเงินชัด ๆ อายุยี่สิบเจ็ดยี่สิบแปดเนี่ย ใครจะไปมีแฟน หาเงินดีกว่า”

“รวยมากก็เลี้ยงเพื่อน”

“งั้นฉันไม่รวย กลัวได้เลี้ยงนาย” เซฮุนบอกคยองซูที่ถลึงตาใส่ก่อนจะยกมือขึ้นกันฝ่ามือของเพื่อนที่จะฟาดลงมา ส่วนจงอินกับเขานั้นส่งยิ้มให้เพื่อนอีกคนที่เพิ่งมาถึง จงแดทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ด้วยท่าทีเหนื่อยอ่อน ยกแก้วน้ำที่จงอินรินให้เพราะอยากให้เพื่อนได้ดื่มดับกระหาย

“เฮ้อ โคตรจะเหนื่อย” จงแดระบายความรู้สึกของตัวเองออกมาทันทีเมื่อได้นั่งลงเก้าอี้ “ขอพักแปปนึง เหนื่อยมาก กินอะไรไม่ลง” 

“จอดรถไหนวะ?” จงอินที่ได้จอดข้างร้านถามเพื่อนที่ดื่มน้ำจนหมดแก้ว “ฉันจอดข้าง ๆ”

“ข้างนอก ลานจอดเต็มแล้ว”

“พวกฉันคุยจบแล้วเนี่ย นายกินเสร็จแล้วกลับไปได้เลย คิดซะว่ามากินข้าวเย็น” คยองซูยกซี่โครงหมูใส่จานให้จงแด “อร่อยมาก กิน ๆ”

“เหนื่อยว่ะ แต่เห็นหน้าไอ้ชานยอลแล้วมันก็ฮึดนะ ดูมันดิ เรียนจบแล้วก็ทำงาน ทำงานแล้วก็ไปเรียนต่อ เรียนจบแล้วก็กลับมาทำงานอีก ไม่เคยได้พักเลย”

“ฉันไม่พักเองแหละ ไม่อยากอยู่เฉย ๆ” ชานยอลคิดว่าการใช้ชีวิตแบบนี้มันก็เป็นการใช้ชีวิตในรูปแบบหนึ่งเหมือนกัน บางคนก็อยากไปเที่ยว อยากใช้ชีวิตกับตัวเอง แต่สำหรับชานยอลแล้ว เขารู้สึกว่ามันดีที่ได้ทำงาน ได้เรียน มีเป้าหมายที่ชัดเจนแล้วเป็นแบบแผนมากที่สุด

หรือบางที...ชานยอลอาจจะอยู่กับชีวิตที่ไม่ได้ทำอะไรไม่ได้เลย กี่ปีมาแล้วที่ใช้ชีวิตโดยไม่แม้แต่สักครั้งที่ไม่มีอะไรอยู่ในหัว ไม่มีช่วงเวลาที่ไม่ต้องคิดอะไร แต่ต่อให้เขามีมันจริง ๆ มันก็คงเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว

เพราะชานยอลคิดถึงใครคนหนึ่งตลอดเวลา คนที่ไม่อาจจะได้ใช้เวลาไปด้วยกันอีกแล้ว

“อยากสั่งไวน์ว่ะ มันต้องสักหน่อยแล้วไหม?” จงอินพูดขึ้นมาในขณะที่ชานยอลนั้นกำลังหยิบโทรศัพท์ที่สั่นเตือนเพราะข้อความจากรุ่นพี่ในสำนักงาน บอกว่าขากลับให้ซื้ออะไรเข้ามาให้กินด้วย “ชานยอล?”

“ไม่ดื่ม คืนนี้อยู่ยาว”

“สั่งเป็นแก้วได้ไหม ใครดื่มบ้าง?”

“ฉันดื่ม ไอ้เซฮุนถามดิ้ เรียกพนักงานให้หน่อย” คยองซูบอกเซฮุนที่ยกมือเรียกพนักงานทันทีที่เพื่อนบอก “จงแดดื่มดิ ปล่อยไอ้ชานยอลไป”

“เออ จัดมาสักแก้ว”

ชานยอลก้มพิมพ์ข้อความในโทรศัพท์ว่าจะสั่งพาสต้ากลับไปให้คนละกล่อง ซี่โครงหมูอีกชิ้นหนึ่งพอให้แบ่งกันได้ ในขณะนั้นเองที่เพื่อนของเขาก็คุยกับพนักงานที่เข้ามาให้บริการ สอบถามถึงไวน์ที่ขายเป็นแก้ว ให้ทางร้านช่วยแนะนำให้ เอาอะไรก็ได้ที่คิดว่าจะเข้ากับเมนูที่สั่งมา สั่งทั้งหมดสี่แก้วถ้วนเพราะอยากจะดื่มกันเพียงคนละแก้วเท่านั้น ตอนนั้นเองที่ชานยอลเงยหน้าขึ้นไปสบตาพนักงาน ก่อนจะถามว่าถ้าจะสั่งอาหารกลับบ้าน สามารถสั่งเลยได้หรือไม่ หรือต้องทำอย่างไร

“รบกวนเชิญลูกค้าที่เคาน์เตอร์บริการของทางร้านนะคะ เชิญทางนี้เลยค่ะ”

ชานยอลเข้าใจถึงรูปแบบการให้บริการของร้านที่แตกต่างกันไปในแต่ละที่ สำหรับที่นี่นั้น เขาต้องเดินไปสั่งอาหารกับทางเคาน์เตอร์ที่ให้บริการเครื่องดื่มของร้านซึ่งเหมือนจะมีเคาน์เตอร์สำหรับสั่งอาหารและคิดค่าบริการตรงนั้น เขารับเมนูมาจากพนักงานที่แจ้งเขาว่าอาหารจะใช้เวลาทำประมาณสิบห้าถึงยี่สิบนาทีเพราะลูกค้าค่อนข้างมาก เขาเองก็ตอบไปในขณะที่กำลังดูเมนูอยู่ว่าสามารถรอได้

“ลิงกวินีแซลมอนรมควันสามที่ แล้วก็ซี่โครงหมูฟูลแร็กหนึ่งที่ กลับบ้านครับ”

“รับกลับบ้านนะครับ ขออนุญาตทวนเมคุณลูกค้าครับ!”

เสียงของคนที่กำลังจะทวนเมนูอาหารนั้นดังก้องไปทั่วร้านเมื่อลูกค้าอย่างชานยอลนั้นผงะไปด้านหลังจนเกือบจะชนเข้ากับพนักงานที่ยกอาหารออกมาจากครัว พอรู้ตัวว่าจะชนเข้าเขาก็ขยับตัวมาข้างหน้า ด้วยอารามตกใจนั้นทำให้แรงที่กระทำออกมามากเสียจนเคาน์เตอร์ที่ใช้เป็นตัวยึดเหนี่ยวนั้นสั่นไหว แก้วไวน์สี่แก้วที่อาจจะเป็นของเพื่อนเขานั้นเกือบจะล้มระเนระนาดถ้าพนักงานไม่เข้าไปช่วยกันจับเอาไว้

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นสร้างความแตกตื่นให้กับลูกค้าที่นั่งรับประทานอาหารอยู่ในร้าน แต่ใครเล่าจะรู้ว่าผู้ชายที่แทบจะล้มทั้งยืนคนนี้กำลังรู้สึกอย่างไร ชานยอลรู้สึกราวกับว่าตอนนี้เขากลายเป็นผู้ชายคนหนึ่งที่สูญเสียประสาทสัมผัสทางการได้ยินและการมองเห็น โลกของเขากลายเป็นสีขาวโพลน ว่างเปล่าไม่มีอะไรทั้งนั้นอยู่ข้างใน มีเพียงเนื้อเสียงที่ดังก้องอยู่ภายในความคิดและภายในหัวใจ เสียงที่ชานยอลคิดถึงและโหยหาที่จะได้ยินมากที่สุดในชีวิต เสียงที่เขาฟังอยู่ทุกเช้าขณะดื่มกาแฟ เสียงที่บอกว่าเช้าแล้วนะ ชานยอลตื่นมาดื่มกาแฟเร็ว ชงเอาไว้ให้แล้วนะ เป็นกาแฟที่อร่อยที่สุดในโลก

“คุณลูกค้าเป็นอะไรรึเปล่าครับ?”

“...”

“คุณลูกค้า ให้ผมเรียกคนจากคลินิกให้ไหมครับ หรือว่าจะไปโรงพยาบาล คุณโอเครึเปล่า?”

เมื่อใช้สายตาในการรับรู้ถึงที่มาของเสียง เขาก็รู้สึกเหมือนทั้งแขนและขาทั้งสองข้างนั้นชาราวกับโดนพิษของอะไรสักอย่างที่ทำให้ร่างกายขยับไม่ได้ ใบหน้าของคนที่เข้ามาประคองกันอย่างเป็นห่วงเป็นใยมันทำให้สติเลือนหายไป ทำให้หัวใจของเขา...

ถ้าเกิดว่าหัวใจของชานยอลหยุดเต้นได้ มันคงจะหยุดเต้นไปแล้ว

“คุณลูกค้าครับ?”

“...แบคฮยอน”

“...”

“ขอโทษครับ ผมไม่...” ชานยอลขืนตัวออกจากการประคองของผู้ชายคนหนึ่งที่ทำให้เขาเหมือนคนหาสติของตัวเองไม่เจอแบบนี้ “ผมไม่ได้เป็นอะไร...”

ลมหายใจเข้าถูกใช้ในการเรียกสติและปรับอัตราการเต้นของหัวใจให้กลับมาคงที่ เขาจัดการตัวเองด้วยการลุกขึ้นยืนอย่างมั่นคง มองข้ามความช่วยเหลือจากพนักงานและเลือกที่จะทำทุกอย่างด้วยตัวเอง รวมถึงการบอกกับหัวใจซ้ำ ๆ ว่าเขาคงแค่คิดถึงมากไปเพียงเท่านั้น มันไม่มีอะไรเกิดขึ้นที่นี่ กับผู้ชายคนนี้...มันเป็นไปไม่ได้หรอก

แบคฮยอนไม่มีวันมายืนอยู่ตรงนี้...ไม่มีวันมายืนอยู่ตรงหน้าของชานยอลอีกแล้ว

ถึงการควบคุมอารมณ์เบื้องลึกในจิตใจจะยากเกินทน แต่ชานยอลก็ตัดสินใจเงยหน้าขึ้นมาสบตากับคนที่ยังคงไม่ยอมขยับไปไหนถึงแม้จะบอกออกไปว่าไม่เป็นอะไรก็ตาม เพียงเสี้ยววินาทีที่เราได้สบตากัน เขาก็เหมือนคนที่กำลังจะหายใจไม่ออกอีกครั้ง ทุกอย่างที่มองเห็นมันชัดเจนเกินไป มือของเขากำลังสั่น และสิ่งที่พอจะทำได้ก็มีเพียงแต่จับมือของตัวเองเอาไว้เพื่อเก็บอาการให้ดีที่สุด

เส้นผมสีดำสนิท แก้มที่เหมือนจะกลมน้อยลงไป และจุดเล็ก ๆ เหนือริมฝีปากที่ทำให้ชานยอล...ได้แต่บอกหัวใจของตัวเองซ้ำ ๆ ว่ามันเป็นไปไม่ได้

ผู้ชายคนนี้ไม่มีวันเป็นบยอนแบคฮยอน

“ไม่เป็นไรจริง ๆ นะครับ หน้าคุณซีดมากเลย”

“ผมจะชดใช้ค่าเสียหายให้ ถ้ามีอะไรเสียหายคุณรวมบิลมาในค่าอาหารได้เลยนะครับ” เขาทำเป็นไม่ได้ยินคำถามจากพนักงานที่อยู่ตรงหน้าแล้วเลือกที่จะพูดสิ่งที่อยู่ในใจออกไปแทน

“ไม่มีอะไรเสียหายหรอกครับ ถึงจะมีอะไรจริง ๆ ผมรู้ว่าคุณคงไม่ได้ตั้งใจ” รอยยิ้มที่ถูกส่งกลับมาพร้อมกับคำพูดนั้นทำให้ชานยอลตัดสินใจหันเหสายตาของตัวเองไปทางอื่น “เรื่องอาหารที่สั่งกลับบ้าน...ยังรับอยู่ไหมครับ ผมจะได้แยกบิลให้”

“รับครับ” ชานยอลตอบอย่างฉะฉาน ตรงข้ามกับสิ่งที่หมุนวนอยู่ภายในใจ “ขอบคุณครับ”

ถึงประโยคต่อมาจะเป็นการพูดด้วยความสุภาพว่าจะเดินไปส่งที่โต๊ะ แต่ชานยอลก็ส่ายหน้าเบา ๆ ก่อนจะผละออกมาอย่างเสียมารยาทเล็กน้อย แม้จะเรียกตัวเองกลับมาได้แล้ว แต่เหตุการณ์ที่ทำให้ตกใจจนแทบจะสิ้นสติยังทำให้รู้สึกหายใจลำบาก เขายังดึงตัวเองกลับมาได้ไม่เต็มร้อย ยังไม่ใช่คนที่มีสติสัมปชัญญะคงเดิมอย่างที่คนทั่วไปควรจะมี แต่การย้ำอยู่ในใจซ้ำ ๆ ว่าไม่ใช่ และความคิดอันแน่วแน่ที่มั่นใจว่าเป็นไปไม่ได้ ทำให้ผลลัพธ์ของเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นนั้นคือความคิดที่ว่าเขาควรจะลืมมันไปได้แล้ว มันก็แค่เหตุการณ์หนึ่งที่ไม่มีอะไร...สำคัญนักหรอก

บนโลกนี้มีคนที่หน้าตาคล้ายกันอยู่ บทความทางวิทยาศาสตร์ก็มีออกมาสู่สายตาสาธารณชนอย่างแพร่หลาย คนที่มองแล้วให้ความรู้สึกเหมือนกำลังมองใครอีกคนก็เกิดขึ้นได้เหมือนกัน กับคนคนนั้นที่ชานยอลเพิ่งจะพบเจอมาก็คงเป็นกรณีเดียวกันกับเรื่องนี้ ก็แค่คนที่...อาจจะคล้ายจนทำให้ใจสั่นไหว แต่ก็ไม่ใช่คนที่จะทำให้หัวใจกลับมาเต้นได้อีกหรอก

โต๊ะหมายเลขสิบหกที่มีเพื่อนนั่งกินอาหารกันอยู่คือสิ่งที่ชานยอลเลี่ยงและไม่คิดจะหันมอง เขาตัดสินใจเบนเท้าไปทางประตูหน้าของร้านอาหารแห่งนี้ อย่างน้อยอากาศจากธรรมชาติก็คงจะช่วยทำให้กลับมาหายใจสะดวกยิ่งขึ้น

ชานยอลอยากจะใช้เวลาเพียงแค่ไม่กี่นาทีกับตัวเอง อยากจะมีเวลาเพียงสักนิดที่จมลงไปในมหาสมุทรที่เรียกว่าความทรงจำ เขาทิ้งตัวลงนั่งบนม้านั่งบริเวณสวนอังกฤษหน้าร้านอาหารสไตล์ยุโรปแห่งนี้ มือขวาล้วงลงไปในกระเป๋ากางเกงเพื่อหยิบกระเป๋าสตางค์ออกมา ในขณะที่ร่างกายนั้นกำลังสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนจะผ่อนลมหายใจออกพร้อมรอยยิ้มที่เหนื่อยอ่อนใจ เขาก็แค่อยากจะหยุดสายตาเอาไว้ยังสิ่งที่ทำให้รู้สึกมีความสุขที่สุดเท่าที่คนอย่างเขาจะมีได้แล้ว

รูปภาพภายในกระเป๋าสตางค์ของเขา ภาพที่เขากำลังยิ้มเพราะคนที่เป็นเหมือนรอยยิ้มในชีวิตของเขาเองก็กำลังยิ้มกว้างเหมือนกัน

“โกรธเหรอ...” ชานยอลพูดกับรูปภาพ “ไม่ต้องมาหลอกกันหรอกหน่า ฉันคิดถึงนายตลอดเวลาอยู่แล้ว มาทำแบบนี้แล้วใครเฝ้าโต๊ะทำงานให้ฉัน ถ้างานหายจะไม่พาไปกินขนมแล้วนะ”

“...”

“หรือว่างอนที่หนีมากินข้าวคนเดียว ซื้อซี่โครงกลับไปฝากแล้วนี่ไง ไม่ต้องงอนนะ หรือจะพูดว่างอนไปเถอะดีนะ ฉันจะได้ง้อนายได้ไง”

“...”

“ง้อยังไงดีนะ” ชานยอลหัวเราะกับตัวเอง “ไปสวนสนุกไหม หรือว่าอควาเรี่ยมดี ไปทำหน้าเหมือนปลากระเบนกันไง หรือจะไปทะเล ไม่ได้ไปด้วยกันนานแล้วเนอะ ฉันมันก็เอาแต่ทำงาน...เป็นแฟนที่แย่ที่สุดเลยเนอะ ทำให้นายมีความสุขจริง ๆ ไม่ได้สักที”

“ชานยอล...”

เขาหันไปทางต้นเสียงเมื่อได้ยินชื่อของตัวเอง ก่อนจะส่งยิ้มให้คยองซูที่ไม่รู้ว่าเดินออกมาตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่เขาก็ขยับตัวไปอีกทางเพื่อให้เพื่อนเข้ามานั่งด้วยกันได้

“ออกมาแบบนี้เดี๋ยวพวกมันก็กินหมดก่อนหรอก” ชานยอลเริ่มต้นบทสนทนาระหว่างเขากับเพื่อนที่ทำหน้าเคร่งเครียด

“ช่างมัน” คยองซูถอนหายใจให้ได้เห็น “ใครจะกินลงก็ให้มันกินไป”

“...”

“ขอโทษนะ”

“...”

“ที่เข้าไปช่วยไม่ได้จริง ๆ” มือทั้งสองข้างของคยองซูถูกยกขึ้นปิดหน้าของตัวเอง “ฉันก้าวขาไม่ออก ไม่มีใคร...ขยับตัวได้เลย พวกฉันขอโทษจริง ๆ”

“ช่างมันเถอะ ไม่เป็นไร” ชานยอลไม่ได้นึกติดใจอะไรทั้งนั้น เพื่อนไม่จำเป็นจะต้องพูดคำว่าขอโทษกับเขา เพราะว่ามันไม่ได้เกี่ยวอะไรกันเลยแม้สักนิด “ก็แค่พนักงาน ไม่มีอะไรหรอก”

“...”

“...”

“นายรู้ไหม วันนี้ฉันส่งข้อความไปหาแบคฮยอนด้วยล่ะ” คยองซูเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าสีเข้มที่มีความสว่างเพราะแสงไฟจากเมืองแห่งนี้ แววตาเต็มไปด้วยร่องรอยแห่งความเสียใจ “ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจแต่ฉันก็ยังทำ บ้าดีนะ แต่ฉัน...คิดถึงแบคฮยอนมากจริง ๆ”

“ดีแล้ว”

“...”

“ถ้าเราไม่คิดถึง ใครจะคิดถึงล่ะ”

ชานยอลเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าตามเพื่อนสนิทที่ออกมานั่งอยู่ด้วยกัน เพื่อนที่ใครก็รู้ว่าสนิทสนมกับคนที่กำลังถูกพูดถึงในบทสนทนานี้มากที่สุดแล้ว ถึงเราจะไม่ได้พูดคุยอะไรกัน แต่ทั้งเขาและคยองซูต่างก็รู้ว่าตอนนี้เรากำลังคิดถึงใคร ใครคนที่เราทั้งสองคนไม่มีโอกาสจะได้พบเจอ คนที่ไม่ได้อยู่ด้วยกันอีกแล้วไม่ว่าจะช่วงเวลาไหนในชีวิตก็ตาม

ความทรงจำของชานยอลกำลังฉายภาพชัดเจน ท่ามกลางแสงไฟในยามค่ำคืน เขาคิดถึงภาพของผู้ชายคนหนึ่งที่ชอบเดินจูงมือเขาไปเรื่อย ๆ เสียงที่คอยพูดกับเขาถึงเรื่องราวทั้งหมดที่จะพูดได้ ดินฟ้าอากาศ เรื่องที่เรียน ของที่กิน เดินสะดุดก้อนหิน อะไรก็ตามที่ยิ่งฟังเขาก็ยิ่งมีความสุข

ดังก้องอยู่ในหัวใจของเขา ชัดเจนเสมอ ไม่เคยจางหายไป

ชานยอลไม่ได้คิดจะกลับเข้าไปในร้านอีกแล้ว เขาคงกินอะไรไม่ลงอีกในวันนี้ ถึงจะบอกตัวเองว่าเรื่องที่เกิดขึ้นนั้นไม่สำคัญ แต่ก็ต้องยอมรับว่าแท้จริงแล้วเขายังคงทำใจไม่ได้ และไม่มีวันทำได้ในชีวิตนี้ คงจะกลับเข้าไปเอาอาหารที่สั่งไว้ถ้าคยองซูเอ่ยปากชวน แต่ถ้าจะให้กลับไปนั่งที่โต๊ะเหมือนเดิม ชานยอลคงทำไม่ได้จริง ๆ

“ไอ้ชานยอล ไหวนะ?”

แรงตบที่ไหล่เบา ๆ ทำให้ชานยอลหันไปมอง พบว่าเป็นจงอินที่กำลังตบไหล่เขา ด้านหลังมีเซฮุนกับจงแดที่เดินตามมา มือทั้งสองข้างเต็มไปด้วยถุงกระดาษที่พอจะมองออกว่าเป็นถุงใส่อาหาร เพื่อนส่งถุงกระดาษถุงใหญ่ให้กับเขา บอกว่าเป็นอาหารที่สั่งกลับบ้าน บิลค่าอาหารอยู่ในถุง ส่วนถุงที่อยู่ในมือของจงแดนั้นเป็นอาหารที่เราสั่งมากินด้วยกัน จงอินกับเซฮุนบอกว่ายกให้มัน มันแทบจะไม่ได้กินอะไรเลย พาสต้ามันก็มาไม่ทันได้กิน ส่วนค่าอาหารในวันนี้นั้นไปเจอกันในกลุ่ม บัญชีจงอินนะ โอนเข้าบัญชีจงอิน

“จริง ๆ พวกนายกินกันต่อก็ได้นะ ฉันไม่เป็นไร”

“กินลงก็ไม่ใช่คนแล้ว” เซฮุนถอนหายใจ “ขอโทษนะ...”

“จะขอโทษทำไม มันไม่มีอะไรสักหน่อย” เขาส่งยิ้มให้เพื่อนก่อนจะส่ายหน้าเบา ๆ “ช่างมันเถอะ”

“ไม่คิดเลย...” จงแดเหมือนพูดกับตัวเอง “เกินไปแล้ว”

“ใช่ เกินไป” จงอินเสริมคำพูดของจงแด ก่อนจะหันมาสบตาเขา “คิดถึงเนอะ”

“อืม คิดถึง” ชานยอลตอบรับ “คยองซูยังร้องไห้ไม่หยุดเลย”

“จะร้องไปทำไม เดี๋ยวแบคฮยอนก็เสียใจหรอก” เซฮุนกอดไหล่เพื่อนที่ยังคงนั่งน้ำตาซึม เถียงว่าจะไม่ให้ร้องได้อย่างไร “ถ้า...มาด้วยกันนะ ไม่มีเหลือให้ไอ้จงแดห่อกลับบ้านหรอก ฟาดเรียบ”

“ยิ่งพูดก็ยิ่งคิดถึงว่ะ คิดถึงจริง ๆ”

การที่ได้ยินเพื่อนพูดว่าคิดถึงคนที่อยู่ในใจของชานยอลเสมอนั้น ทำให้เขายิ้มออกมาได้อย่างสุขอยู่ในใจ ถึงแม้ว่าในนั้นจะเต็มไปด้วยความทุกข์ แต่สุขเล็ก ๆ ข้างในใจของเขาก็ยังรู้สึกยินดีที่คนที่เขารักมากที่สุดยังคงอยู่ในใจของใครหลายคน เป็นที่คิดถึง เป็นที่รักถึงแม้ว่าจะไม่ได้อยู่ตรงนี้ ไม่ได้อยู่ด้วยกันอีกแล้วก็ตาม

ช่วงเวลาหนึ่งที่สายตาของชานยอลมองผ่านเข้าไปด้านในของร้านอาหารแห่งนี้ เขามองเห็นใครคนหนึ่งกำลังมองมาที่พวกเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัย แต่มันก็เป็นสายตาที่ชานยอลเลือกที่จะมองข้ามไป

เท่านั้นแหละ

ก็แค่เรื่อง ๆ หนึ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของชานยอล อาจจะทำให้หกล้มไปบ้าง แต่มันไม่ใช่เรื่องที่ต้องคิดอะไรหรอก

ไม่ใช่เรื่องที่ต้องใส่ใจเลย

 

 

 

 

 

 

“น้องรัก เหม่ออะไรจ๊ะ?”

“ขอโทษครับ ผม

“ฉันไม่ได้ว่าอะไร เห็นนั่งเหม่อไม่อ่านนั่นอ่านนี่เหมือนเคย ก็เลยเดินมาทัก” รุ่นพี่ที่ชานยอลสนิทใจที่สุดในแผนกคนหนึ่งทิ้งตัวลงนั่งข้างเขาด้วยการลากเก้าอี้ของคนอื่นมา “งานหนักไปเหรอวะ มีอะไรบอกพี่มา”

“ไม่หรอกครับ ผมทำได้” ชานยอลไม่ได้กำลังคิดอะไรที่เกี่ยวกับเรื่องงานเลยแม้แต่น้อย “ไม่มีอะไรหรอกครับ จะตั้งใจทำงานครับ”

“เฮ้ย อะไรวะ ผ่อนคลายหน่อย”

“ครับ ผมกำลังผ่อนคลาย” เขาผ่อนลมหายใจออก หัวเราะตามรุ่นพี่ที่หัวเราะเหมือนมีเรื่องตลกเกิดขึ้น “ผมโอเคครับพี่ ไม่มีอะไรจริง ๆ”

“ไม่มีก็ไม่มี” รุ่นพี่ตบไหล่เขาเบา ๆ “วันนี้ไม่ต้องอยู่ก็ได้ กลับบ้านบ้าง เดี๋ยวแม่คิดถึง”

“ผมอยู่ได้นะครับ”

“ไม่ต้องอยู่ ไม่มีใครอยู่ทั้งนั้นแหละวันนี้ พี่ก็กลับ”

“ครับพี่ ขอบคุณครับ”

ชานยอลกลับมานั่งมองหน้าจอคอมพิวเตอร์ของตัวเองที่เต็มไปด้วยข้อมูลบนนั้นอีกครั้ง ถึงจะนั่งทำงานอยู่แต่ใจของเขาก็ไม่ได้จดจ่ออยู่กับมันเลยสักนิด สิ่งที่เขาเอาแต่คิดและคิดอยู่มาตลอดทั้งสัปดาห์คือใบหน้า...ของผู้ชายคนนั้นที่ได้สบตากันในร้านอาหาร

อาจจะเป็นพนักงาน ชานยอลไม่แน่ใจนัก แต่เรื่องที่แน่ใจที่สุดคือเขาบอกตัวเองตั้งแต่วันนั้นว่าจะลืมมันไปให้หมดทุกอย่าง มันไม่ได้เกิดขึ้นเลย ชานยอลเอาแต่คิดถึงใบหน้าของใครคนนั้น คนที่เขาไม่รู้จักด้วยซ้ำว่าเป็นใคร แต่ใบหน้ากลับคลับคล้ายคลับคลาคนที่เขาบอกอรุณสวัสดิ์ทุกเช้าผ่านรูปที่อยู่ข้างเตียงนอน ดูวิดีโอที่บันทึกอยู่ในโทรศัพท์ระหว่างดื่มกาแฟ เปิดเพลย์ลิสต์โปรดของอีกฝ่ายระหว่างขับรถมาทำงาน ทักทายกันอีกครั้งเมื่อนั่งลงที่โต๊ะที่เต็มไปด้วยเอกสารที่กองจนท่วม

แต่ภายในกิจวัตรประจำวันของชานยอล...ก็ยังมีใบหน้าของใครคนนั้นที่เขาลบออกไปไม่ได้เสียที เสียงที่พูดกับเขา แววตาที่มองเข้ามา ทุกอย่างกำลังฝังลึกลงไปในความคิด ฝังอยู่ในนั้นจนทำให้ลืมไม่ลง จนในเวลานี้เขาก็คิดว่าคงลบมันไปไม่ได้แล้ว   

“ได้ดูละครเมื่อวานไหม?”

“ดูละครด้วย?”

“เหงานี่หว่า เมียก็ไม่มี” เสียงรุ่นพี่ที่นั่งอยู่ใกล้ ๆ ชานยอลคุยกัน ก่อนจะหันมาชวนเขาคุยด้วย “ได้ดูไหม?”

“ไม่ครับ ผมทำงาน” ชานยอลดูทีวีครั้งสุดท้ายเมื่อเดือนที่แล้ว “สนุกไหมครับ?”

“สนุกดี ก็ละครแหละ” รุ่นพี่ผู้ชายที่เคยบอกเขาว่าแต่งงานกับโต๊ะพูด แต่แผนกเราก็ชายล้วน ทั้งยังไม่มีใครมีคนรักเลยสักคน “นางเอกตกเรือตอนเกิดพายุ พระเอกก็คิดว่าตายแล้วเลยยอมถูกจับคลุมถุงชน นางเอกกลับมาตอนเซ็นทะเบียนสมรสเสร็จพอดี”

“เอ้า กลับมาไงวะ?”

“ชาวประมงช่วยไว้ โดนพัดไปติดเกาะ” รุ่นพี่พูดไปส่ายหน้าไป “เรื่องจริงมันมีด้วยเหรอวะ ปกติตายไม่รู้ตัวไปแล้ว”

“แล้วไม่มีใครตามหาเลยเหรอวะ?”

“มี พี่ชายนางเอกไง แต่หาไม่เจอ ใจมันคิดว่าน้องตายไปแล้วด้วย...” รุ่นพี่ที่ชอบดูละครเพราะไม่มีอะไรทำยักไหล่ราวกับว่ามันเป็นเพียงแค่นิยายบทหนึ่ง ก็แค่ละคร “ชานยอลว่าไง ถ้าตกทะเลจริงคงตายแล้วเนอะ”

“ครับ ผมก็คิดแบบนั้น”

เขายอมรับว่าสนใจฟัง...ในสิ่งที่รุ่นพี่พูดกันเพื่อลดทอนความน่าเบื่อในการทำงาน ชีวิตของชานยอลไม่ได้เป็นอย่างละครเรื่องนั้นหรอก ส่วนตัวแล้วเขาคิดว่านิยายก็คือนิยาย ใช่ว่าจะเกิดขึ้นจริงไม่ได้แต่ก็เป็นเพียงหนึ่งในเรื่องที่ไม่ได้เกิดขึ้นได้กับใครทุกคน แต่สิ่งที่ทำให้ชานยอลรู้สึกสนใจและมีปฏิกิริยากับการรับฟังละครเรื่องนั้นคือคำว่าพี่ชาย

ใจของชานยอลพาลไปคิดถึงพี่แบคบอม พี่ที่เราได้คุยกันครั้งล่าสุดเมื่อต้นปีเพราะนัดกินข้าวเพื่อสวัสดีปีใหม่กัน เขานึกถึงพี่แบคบอมเพราะใครคนนั้นที่ร้านอาหารนั่นแหละ ถ้าเกิดว่าส่งข้อความไปนัดเจอจะดีไหมนะ หรือว่าจะโทรไปถามไถ่สารทุกข์สุกดิบแล้วพูดถึงเรื่องนี้ดี แต่อีกใจของชานยอลก็คิดว่าไม่จำเป็น จะพูดเรื่องนี้ให้พี่แบคบอมฟังทำไม ไหนบอกว่าจะลืม แล้วจะไปเล่าให้คนอื่นฟังทำไม

โทรศัพท์ในมือของชานยอลที่กำลังถูกเลื่อนหาเบอร์ของพี่แบคบอมถูกกดปิดแทนที่จะโทรออก เขาตัดสินใจลุกขึ้นก่อนจะเดินไปหารุ่นพี่ที่เข้ามาทักเขาเรื่องเหม่อลอยก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งข้าง ๆ ด้วยการดึงเก้าอี้ของรุ่นพี่อีกคนที่ไปหาของว่างกินมานั่งแก้ขัดไปพลาง ขออนุญาตกับลมฟ้าอากาศก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งตามลงไป

“พี่ครับ ช่วยอะไรผมหน่อยได้ไหม?”

“ความลับรึไง?”

“ก็...ไม่เชิงครับ ผมไม่อยากให้ใครรู้” ชานยอลไม่อยากให้ใครรู้จริง ๆ มันไม่เชิงเป็นเรื่องที่เขาตั้งใจทำ แต่มันเป็นเรื่องที่เหมือนปรากฏขึ้นมาในความคิด แล้วเขาก็คิดว่าอยากจะลองดูสักตั้ง อย่างน้อยก็เพื่อละลายความอยากรู้ภายในใจ ถ้าเกิดว่ามันจะทำให้สบายใจขึ้น ชานยอลก็อยากจะทำ

ถึงแม้ว่ามันจะไม่ถูกต้องเท่าไหร่ก็ตาม

“ว่ามา”

“...ผมจะส่งร้านอาหารร้านนึงไปให้พี่ พี่ช่วยดูให้ผมหน่อยได้ไหมครับว่ามันเป็นของใคร”

“...ร้านอย่างเดียวใช่ไหม?”

“ถ้าได้ที่ดินด้วยก็ดีครับ” ชานยอลมองตารุ่นพี่ เห็นความสนิทใจอยู่ในนั้น แต่เขาก็รู้สึกเกรงใจ “มันไม่ใช่เรื่องงานครับ ถ้าเกิดว่ามันทำให้พี่ลำบาก—”

“ไม่ลำบากหรอก เรื่องแค่นี้” รุ่นพี่ส่งยิ้มให้เขา “ไม่มีอะไรเลยใช่ไหม?”

“ไม่มีเลยครับ มีแค่...ความอยากรู้” ชานยอลพูดตามตรงจากความรู้สึก เขาไม่มีเอกสาร ไม่มีเหตุผล ไม่มีอะไรทั้งนั้นนอกจากความอยากรู้

“เอาแค่นี้นะ?”

“มากกว่านี้ก็ได้ครับ ถ้าพี่หาได้”

“เออ เดี๋ยวจัดการให้” รุ่นพี่ยักคิ้วให้เขาเชิงว่าไว้ใจได้เลย “ไปทำงานไป วันนี้จะได้กลับบ้านเร็ว”

“ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวผมเอาอันนี้ไปทำให้นะครับ ขอบคุณมากนะครับพี่”

ชานยอลเอางานของรุ่นพี่มาทำเองเพื่อตอบแทนสำหรับเรื่องที่เขาขอความช่วยเหลือ ที่ตัดสินใจบอกเรื่องนี้กับคนอื่นเพราะในสำนักงานแห่งนี้ เขายังไม่ได้สนิทกับใครมากพอที่จะขอความช่วยเหลือในเรื่องพวกนี้ได้ แต่กับรุ่นพี่คนนี้ที่ทำงานมานานกว่าเขามากนัก ชานยอลเชื่อว่าอีกฝ่ายนั้นพอจะมีเส้นสายในการหาเรื่องที่เขาต้องการโดยใช้เวลาไม่นานนัก อีกทั้งยังเชื่อว่าเรื่องนี้คงไม่หลุดออกไปให้ใครได้รู้ ถึงแม้ว่ามันจะไม่ใช่ความลับ แต่สำหรับชานยอลแล้ว รุ่นพี่คนนี้เป็นคนที่เขาเชื่อมั่นมากพอสมควร เป็นคนที่ไว้ใจมากที่สุดในสำนักงานแห่งนี้

งานที่เป็นส่วนของตัวเองถูกผลักออกไปก่อน ราวกับเป็นความสามารถพิเศษที่ว่าเมื่อชานยอลตั้งใจทำอะไรอย่างมาก ผสมกับมีแรงจูงใจอย่างอื่นข่วยเสริมส่ง เขาจะสามารถทำงานออกมาได้ดีและรวดเร็วอย่างน่าเหลือเชื่อ รวมถึงการละมือจากงานเพื่อไปพบลูกค้าตามนัดหมายภายในห้องประชุมขนาดเล็ก เขาเข้าร่วมการพบลูกค้ากับรุ่นพี่อีกคนหนึ่ง และได้รับมอบหมายให้ทำงานนี้เพราะรุ่นพี่บอกว่าเขาถนัดมากกว่า ทั้งยังไฟแรง ตั้งใจเข้าล่ะ

ชานยอลไม่คิดว่าตัวเองถนัดอะไรมากกว่าหรอก แต่ถ้าได้รับโอกาส เขาก็จะตั้งใจให้ดีที่สุด ถึงจะไม่ใช่ครั้งแรก แต่เขาก็จะพยายามให้เหมือนครั้งแรกที่ได้รับอยู่เสมอ อย่างน้อยงานก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้เขามีความสุขได้ ถึงจะไม่ทำให้มีความสุขอย่างล้นหลาม แต่มันก็ทำให้เขาภูมิใจในตัวเอง

ถึงจะคุยกันว่าวันนี้จะไม่มีใครอยู่ที่สำนักงานเกินเวลาหกโมงเย็น แต่ในยามที่เข็มสั้นของนาฬิกาใกล้ชี้เลขสิบ ก็ไม่เห็นจะมีใครลุกจากโต๊ะไปสักคน ชานยอลนั่งหาข้อมูลงานของตัวเอง รุ่นพี่อีกคนกำลังอ่านเอกสาร อีกสองคนกำลังนั่งคุยกันเกี่ยวกับข้อมูลของงานที่ทำด้วยกัน ใครหลายคนยังคงนั่งอยู่ที่นี่ เช่นเดียวกับแผนกอื่น ๆ ที่ยังคงทำงานอยู่เหมือนกัน สำหรับตึกนี้แล้ว สำนักงานของเขาเป็นสำนักงานเดียวที่เปิดตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง เขาว่าตัวเองทำงานหนักแล้ว คนที่ทำงานหนักกว่าเขาก็มีเหมือนกัน แต่ละแผนกก็ยุ่งกันไปในแบบของตัวเอง

“ได้แล้ว”

“ได้แล้วเหรอครับ?!” ชานยอลสะดุ้งพรวดขึ้นมาจากงานที่ทำอยู่ด้วยความตกใจ “พี่ครับ—”

“นี่ใคร? พี่นายนะ” รุ่นพี่เอากระดาษตีหัวเขา “ไปหาอะไรกินกัน”

“ได้ครับ” เขาลุกขึ้นจากเก้าอี้อย่างไม่ลังเลใจ เดินตามรุ่นพี่ที่เดินตัวปลิวออกไปอีกทาง พาเขาเดินตรงไปยังบริเวณสำหรับพักผ่อน มีที่สำหรับรับประทานอาหาร ส่ายหน้าปฏิเสธเมื่อรุ่นพี่ถามว่าเขาจะเอาข้าวไก่อบแช่แข็งไหม จะได้เอาใส่ไมโครเวฟให้พร้อมกับของตัวเอง

อาจจะหิวจริง ๆ หรือไม่ก็ต้องการจะพูดเป็นการส่วนตัวกับเขา ชานยอลเองก็ทิ้งตัวลงนั่งอยู่ที่ส่วนรับประทานอาหารอย่างใจเย็น รินน้ำใส่แก้วให้รุ่นพี่ที่ส่งกระดาษให้เขาแลกกับแก้วน้ำที่ตนเองรับไปดื่ม

“เมื่อปีก่อนที่ตรงนั้นเป็นของผู้หญิงที่ชื่ออีซูจอง ก่อนจะขายต่อให้บยอนแบคบอม ขายราคาสูงกว่าราคาประเมินตั้งหลายล้าน แต่ก็นะ ทำเลทองคำ ขายสูงกว่ายังไงก็มีคนซื้อ”

“...”

“ร้านนั่นเป็นชื่อของบยอนแบคบอมจนกระทั่งปลายเดือนที่แล้วนี่เอง เขาเพิ่งจะโอนให้...ไม่รู้ว่าพี่หรือน้องนะ แต่ครอบครัวเดียวกันแน่ล่ะ...”

“เป็นไปไม่ได้...”

“...บยอนแบคฮยอน” รุ่นพี่เอาข้าวไก่อบออกจากไมโครเวฟ “เมื่อกี้นายว่าไงนะ”

“...”

“ไอ้ชานยอล?”

“พี่ครับ...” ใจของชานยอลเต้นแรงจนเสียจังหวะ เขาเงยหน้าขึ้นสบสายตารุ่นพี่ที่เป็นคนหาข้อมูลมาให้เขา “มันเป็นไปไม่ได้”

“อะไรเป็นไปไม่ได้ ราคาที่ดิน?”

“ไม่ใช่ครับ” เขาพูดออกไปไม่ได้เพราะกำลังรู้สึกเหมือนคนที่หายใจไม่ออก “บยอน...แบคฮยอน เค้า...ไม่ได้”

“บยอนแบคฮยอนเป็นเจ้าของร้าน ตัวร้านน่ะเป็นของเค้า แต่ชื่อที่ดินยังเป็นของคนที่ชื่อแบคบอมอยู่ คงจะไม่ได้โอนไปพร้อมกัน ฉันก็ไม่รู้หรอก—อ้าว! ไอ้ชานยอล จะไปไหน?!”

เขารู้แค่ว่าตัวเองนั่งอยู่ตรงนั้นไม่ได้...

เขาแค่ต้องไป...ไปที่ร้านอาหารแห่งนั้นให้เร็วที่สุด

ชานยอลลงลิฟต์ไปยังชั้นที่เขาจอดรถอยู่ ก่อนจะวิ่งด้วยความเร็วที่ทำให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยตรงนั้นหันมองเพราะว่าอาจจะเกิดเรื่องฉุกเฉิน แต่สิ่งที่เขาทำคือการรีบขึ้นรถของตัวเอง สตาร์ทมันก็จะออกตัวด้วยแรงและความเร็วที่ค่อนข้างอันตราย แต่มันไม่ใช่สิ่งที่ชานยอลจะใส่ใจในวินาทีนี้เลย

สิ่งที่ติดตัวเขามาคือกุญแจรถที่ไม่ได้เอาออกจากกระเป๋ากางเกงและกระดาษสองแผ่นที่สภาพดูไม่ได้เพราะแรงของมือเขาที่ขยำมันจนเละด้วยอารมณ์ที่ควบคุมไม่ได้ สิ่งที่อยู่ในใจของเขาเต็มไปด้วยคำว่าเป็นไปไม่ได้และจะต้องได้เห็นมันกับตา หากใช้ตรรกะแล้ว สิ่งที่ควรจะทำคือการหาข้อมูลเพิ่มเติมในเรื่องนี้ อาจจะโทรหาพี่แบคบอม...ไม่ เขาโทรหาคนนั้นไม่ได้ อย่างน้อยเรื่องนี้ก็แน่นอนในความคิดของชานยอลที่เต็มไปด้วยอารมณ์ ถึงมันจะบดบังสติของเขาจนแทบมิด แต่เขาก็รู้ว่านั่นไม่ใช่คนที่ควรจะติดต่อในเวลานี้

ถ้าพี่แบคบอมเป็นคนซื้อที่ดินตรงนั้น และถ้าหากว่ามันเป็นเรื่องจริง ถ้าเกิดว่ามันจริงตามข้อมูลบนกระดาษและสิ่งที่ได้รับฟัง พี่แบคบอมก็ต้องรู้เรื่องนี้ ต้องรู้เรื่องของ...แบคฮยอน

ทั้งที่เมื่อตอนปีใหม่...ทั้งที่เรา...ไปหาแบคฮยอนด้วยกันแท้ ๆ

เป็นครั้งแรกที่ชานยอลมารยาททรามในการขับรถ แต่จะให้ทำอย่างไรได้ เขาไม่มีเวลามาใจเย็นรอให้ทุกอย่างเป็นไป แซงได้ก็แซง แทรกได้ก็ทำ ขับรถเหมือนที่มีข่าวออกว่าเกิดอุบัติเหตุ แต่เขามีเรื่องอื่นที่สำคัญมากกว่า จะบอกว่าสำคัญกว่าชีวิตของตัวเอง...มันก็สำคัญกว่าจริง ๆ

ไม่รู้จะต้องเปรียบเทียบความรู้สึกของตัวเองกับอะไร ชานยอลรู้สึกเหมือนคนที่กำลังโดนไฟเผาจากข้างใน ไฟที่เขาก็ไม่รู้ว่ามันคือไฟอะไร แต่มันทำให้รู้สึกเจ็บปวด เขาร้อนไปหมด อยากจะระบายมันออกไป อยากจะถามว่านี่มันเรื่องอะไร ถึงใจจะไม่เชื่อ ถึงมันจะเป็นไปไม่ได้ แต่ก็นั่นแหละ ชานยอลจะต้องได้ยินกับหู ดูให้เห็นกับตา ว่ามันไม่ใช่เรื่องจริง

รถถูกเลี้ยวเข้าไปในลานจอดหลังร้านอาหารสไตล์ยุโรปที่ชานยอลเคยมาใช้บริการเมื่ออาทิตย์ก่อน มีพื้นที่พอสมควรเพราะเข็มสั้นบนนาฬิกาข้อมือของเขาเข้าใกล้เลขสิบเอ็ดเข้าไปทุกขณะ เท้าก้าวลงจากรถพร้อมกับมือที่กำกระดาษที่นำติดตัวมาด้วย กึ่งวิ่งกึ่งเดินไปยังประตูของร้าน ในใจของเขาว่างเปล่าหากเป็นสติสัมปชัญญะ แต่ถ้าเป็นความเจ็บปวดหรืออารมณ์ที่เหมือนไฟกำลังแผดเผา สิ่งเหล่านั้นกำลังทำให้หัวใจของชานยอลกลายเป็นจุณ

“คุณลูกค้า—”

“ผมมาหาบยอนแบคฮยอน”

“คุณแบคฮยอนเหรอครับ ไม่ทราบว่า—”

“คุณ!”

“...”

“ผมรู้อยู่แล้วว่าคุณต้องมา ไม่เป็นไรครับ พี่มินซอก ให้เข้ามาเลย”

รอยยิ้มของคนที่ก้าวเข้ามาทำให้เท้าของชานยอลขยับไม่ได้ ไฟในใจของเขาถูกดับไปเมื่อได้เห็นรอยยิ้มที่แสนคุ้นเคย ความอยากในใจของเขาพุ่งขึ้นสูงอย่างหยุดไม่อยู่ อยากจะเข้าไปกอด อยากจะทำอะไรที่มากกว่าการยืนอยู่ตรงนี้

แต่ก็เป็นใจของเขาเช่นเดียวกันที่บอกว่าทำอย่างนั้นไม่ได้

มันอาจจะไม่ใช่เรื่องจริง ถึงเหมือนแต่ก็อาจจะไม่ใช่ เขาอาจจะคิดถึงมากจนจำผิดไป มันเป็นไปไม่ได้ ใจของเขาเองย้ำอย่างหนักแน่นว่าเป็นไปไม่ได้เด็ดขาด แล้ว...รู้อยู่แล้วว่าเขาต้องมา นั่นมันหมายความว่าอย่างไรกัน

สิ่งที่เขารู้มาตลอดกับเรื่องที่อยู่ตรงหน้ามันไปกันไม่ได้ แต่ชานยอลก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าอดีตหรือปัจจุบัน...ที่กำลังโกหกเขา

“ทานอะไรมารึยังครับ?”

“...”

“คุณ?”

ไม่ใช่หรอก...

ถ้าใช่...คงไม่ทำเหมือนไม่รู้จักกันแบบนี้ คงจะไม่เรียกชานยอลด้วยสรรพนามอย่างคำว่าคุณ ใบหน้าที่เหมือนกันราวกับเป็นคนเดียวกันก็ไม่ได้ทำให้ผู้ชายคนนี้คือบยอนแบคฮยอน ชื่อ...ก็ไม่ได้ทำให้เป็นแบคฮยอน แบคฮยอนคนที่อยู่ในใจของชานยอลคนนี้

“ทำไมคุณถึงพูดแบบนั้น?”

“ครับ?” คนที่เดินมาอยู่ตรงหน้าเขาเลิกคิ้วสงสัย “ก็...เผื่อว่าคุณจะหิว”

“ผมไม่ได้หมายถึงเรื่องนั้น” มือทั้งสองข้างของชานยอลกำแน่น แม้ว่าแข้งขาจะอ่อนแรงจนแทบยืนไม่ไหวแต่เขาก็ฝืนทน “ทำไมคุณถึงรู้ว่าผมจะมา?”

“ก็คุณเรียกชื่อผม”

“...”

“คุณมองหน้าผมแล้วก็เรียกว่า...แบคฮยอน”

“ไม่...”

“ตกลงคุณทานข้าวมารึยังครับ อยากทานอะไรไหม อีกสามนาทีครัวจะปิดแล้วนะครับ”

“ผมไม่หิว”

“พี่มินซอกครับ พอจะมีสลัดกรีกสักสองที่ไหมครับ?” คนที่บอกว่าตัวเองชื่อแบคฮยอนคนนี้ไม่สนใจจะฟังเขาแม้แต่น้อย “แค่พอรองท้องก็ได้ครับ คนกันเอง”

“เดี๋ยวพี่จัดการให้”

“ขอบคุณครับ” เจ้าตัวหันมายิ้มกว้างให้เขาที่ไม่รู้ว่าตอนนี้ควรจะรู้สึกอย่างไร เขาปรับอารมณ์ไม่ถูก ปรับความคิดไม่ทัน “เชิญครับ เรานั่งที่บาร์ก็แล้วกัน สะดวกไหมครับ?”

“...”

“เชิญครับ”

ชานยอลคิดหาเหตุผลที่จะปฏิเสธไม่เจอ....ในการเดินตามอีกฝ่ายไปยังบาร์ไม้ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ให้บริการในร้านอาหาร สายตาของเขาจ้องมองเส้นผมสีดำสนิทที่ไม่ผ่านการย้อมสีแม้แต่น้อย แผ่นหลังและไหล่ที่ไม่ได้กว้างเท่าไหร่นักเพราะอีกฝ่ายเป็นผู้ชายตัวเล็ก การเดินที่ดูติดขัดเล็กน้อย ทั้งยังเชื่องช้ากว่าการเดินของผู้คนทั่วไป อย่างน้อยสิ่งที่เขาจำได้ แบคฮยอนที่อยู่ในความทรงจำของเขาไม่ได้เคลื่อนไหวแบบนี้ เจ้าตัวรักที่จะก้าวกระโดด หันมายิ้มอย่างเริงร่าให้กัน ก่อนจะเข้ามาจับมือของเขาไว้ บ่นเบา ๆ ว่าชานยอลเดินไม่ทันใจเลย

ถึงจะบอกให้นั่ง แต่คนที่นำเขามาก็ผายมือเชิญให้เขาทิ้งตัวลงนั่ง ส่วนตัวเองนั้นก้าวเดินเข้าไปด้านใน หยิบแก้วไวน์ออกมาจากชั้นวาง ระหว่างที่มองเห็นคนคนนั้นกำลังเลือกไวน์ที่จะรินใส่แก้ว ชานยอลเกือบจะเอ่ยออกไปแล้วว่าเขาไม่ดื่ม แต่สุดท้ายความคิดก็บอกว่าสักแก้วก็คงดีเหมือนกัน อย่างน้อยแอลกอฮอล์อาจจะช่วยให้อะไรดีขึ้นก็ได้

หากมันจะช่วยสติสัมปชัญญะของเขาลดลงสักนิดและลดทิฐิที่ท่วมท้นในใจลงมา เขาคิดว่ามันคงจะดีเหมือนกัน

“...อีกแก้วไหมครับ?” คนที่ส่งแก้วไวน์ให้กันถามขึ้นเมื่อเห็นว่าเขายกมันขึ้นดื่มจนหมดภายในอึดใจเดียว “หรือผมควรจะเปลี่ยนเป็นอะไรที่มันแรงกว่านี้ให้?”

“ไม่เป็นไรครับ ขอบคุณ” ชานยอลมองมือของอีกฝ่ายที่กำลังรินไวน์ให้เขา มือก็ยัง...เหมือนมือของแบคฮยอน

ไวน์แดงรสเข้มทำให้ใจของเขาเย็นลง อาจจะเป็นเพราะฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ แท้จริงแล้วฤทธิ์ของมันคือการทำให้ร่างกายรู้สึกร้อนรุ่ม แต่ชานยอลรู้สึกได้เป็นอย่างดีว่าสติของเขาเย็นลง และพร้อมจะพูดและรับฟังทุกอย่างด้วยเหตุผล สมองของเขาพยายามคิดหาวิธีตอบโต้และรับมืออย่างรัดกุม แท้จริงแล้วเขาไม่รู้ว่าผู้ชายคนนี้เป็นใคร ไม่รู้ว่าเรื่องจริงคืออะไร ในวันนี้เขาจะเดินเกมอย่างคนไม่รู้อะไร จะต้องรับฟังให้มากกว่าพูดออกไป ใช้ตรรกะมากกว่าอารมณ์

ถึงแม้ว่าคนที่ทิ้งตัวลงนั่งข้างเขา ใช้มือโคลงแก้วไวน์ไปมา จะทำลายมันได้เก่งซะเหลือเกิน

“ดื่มได้แล้วรึไง?”

“...”

“ผม

“ครับ ดื่มได้แล้ว” คนที่นั่งส่งยิ้มให้ ในขณะที่ใจของชานยอลกำลังก่นด่าตัวเองอยู่ซ้ำว่าหลุดถามออกไปได้อย่างไร “ขอโทษนะครับ ผมก็ไม่รู้จะเริ่มยังไงดี ถึงผมจะคิดว่าคุณจะมา แต่ก็คิดว่าคุณคงไม่มาแล้วเหมือนกัน ผ่านไปเป็นอาทิตย์แล้วแบบนี้ เราคงไม่ได้สนิทกันมากเท่าไหร่”

“...ผมไม่เข้าใจที่คุณพูด”

“ก็...ถ้าคุณสนิทกับผม คุณก็คงจะตะโกนใส่ว่าแบคฮยอน นายหายไปไหนมา แต่คุณไม่ได้ทำ...หรือว่าผมจะดูละครมากเกินไป แต่คุณก็รู้ว่าผมไม่ดื่ม เมื่อกี้คุณถามผม...”

“...”

“คุณ?”

ประโยคของอีกฝ่ายมันทำให้เขาคิดว่าตัวเองยังมีเรื่องที่ไม่เคยรู้ เรื่องที่ไม่เข้าใจ และมันจะปะติดปะต่อบทสนทนานี้ให้สมบูรณ์ได้ถ้าเกิดว่าเขารู้ แต่ปัญหาคือชานยอลไม่รู้อะไรเลย แล้วเขาก็ไม่อยากจะถามว่านี่มันเรื่องบ้าอะไรกันแน่

มันคงจะมีวิธีการที่ดีกว่านี้ ชานยอลแค่ต้องกดอารมณ์ของตัวเองลงไปให้ลึกแล้วดึงสิ่งที่เรียกว่าสติออกมาใช้ให้ได้มากที่สุด

“พอสมควรครับ ผมหมายถึง...ผมกับคุณ” เขาพยายามเรียบเรียงคำพูดในความคิดของตัวเอง “ผม...รู้ว่าคุณประสบอุบัติเหตุ แล้ว...”

“ผมก็รู้เหมือนกันครับ พี่ชายของผมเล่าให้ฟัง อ่านจากข่าวในหนังสือพิมพ์ก็ด้วย ปาฏิหาริย์จริง ๆ ที่ผมยังหายใจอยู่”

“เล่าให้ฟัง?” ชานยอลเลิกคิ้ว ทุกอย่างที่ได้ยินตีกันจนเละเทะไปหมด “ทำไมพี่คุณต้องเล่าให้ฟัง คุณ...จำไม่ได้?”

“ครับ ผมจำไม่ได้” อีกฝ่ายยกไวน์ขึ้นจิบก่อนจะส่งยิ้มอย่างเป็นกันเองให้เขา “ผมไม่รู้เรื่องอะไรเท่าไหร่ จริง ๆ ผมก็พอเข้าใจว่าทำไมคุณถึงไม่รู้ ขอบคุณจริง ๆ นะครับที่มาทานร้านอาหารของผม ผมดีใจมากเลย”

สลัดกรีกที่มาเสิร์ฟทำให้บทสนทนาหยุดลงชั่วขณะ เขาไม่แม้แต่จะหยิบส้อมขึ้นมา ในขณะที่อีกคนนั้นจิ้มมะเขือเทศกับเฟต้าชีสเข้าปาก หันมาส่งรอยยิ้มผ่านดวงตาให้กับเขาที่ตัดสินใจก้มลงมองกรีกสลัดด้วยความละเอียดถี่ถ้วน ก่อนจะมีรอยยิ้มออกมาได้ท่ามกลางความขมขื่นในใจเมื่อพบว่ากรีกสลัดของร้านนี้ไม่มีแตงกวา

‘จะว่าไปนะ ถ้าเกิดว่าฉันมีร้านอาหารของตัวเองจริง ๆ มันจะเป็นยังไงกันนะ?’

‘…’

‘ถ้าเกิดว่ามีจริง ๆ ชานยอลคนเก่งจะได้กินอาหารฝีมือแบคฮยอนคนแรกเลย’

‘ก็กินอยู่แทบทุกวัน’

‘ไม่ใช่แบบนี้ซี่ หมายถึงอาหารที่ร้านต่างหาก’

ความทรงจำที่มีฉายชัดอยู่ในความคิดขณะหยิบส้อมขึ้นมาเพื่อนำพริกหยวกใส่ปากของตัวเอง รสชาติที่แสนคุ้นเคยนั้นแผ่นซ่านไปทั่วประสาทการรับรส ชานยอลคิดถึงช่วงเวลาดึกดื่นที่มักจะมีจานสลัดง่าย ๆ ฝีมือคนรักของเขาที่ปรุงจากใจมาให้ทานรองท้อง เขาไม่เคยลืมได้สักวินาทีถึงช่วงเวลาที่เราเคยใช้ไปด้วยกัน

ชานยอลยิ้มออกมาได้จากใจเพราะสลัดกรีกจานนี้ เขาไม่รู้ว่าในอีกห้าหรือสิบนาทีข้างหน้าเขาจะได้ยินอะไร แต่ชานยอลบอกตัวเองแล้วว่านับแต่วินาทีนี้ไป เขาจะพูดคุยกับคนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ เขาด้วยหัวใจ ไม่ว่ามันจะเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องโกหก เขาก็จะใช้หัวใจยอมรับมันให้ดี

“สลัดกรีกของคุณก็ยังไม่ใส่แตงกวาเหมือนเคย”

“ฮะ ๆ นั่นสินะครับ” คนตอบหัวเราะออกมาเล็กน้อย “ผมทนกลิ่นมันไม่ได้เลย เป็นเมนูที่...ถ้าลูกค้าสั่ง เราต้องบอกก่อนว่าไม่มีแตงกวา ใครก็พูดกันว่าสลัดกรีกร้านนี้ไม่มีแตงกวานะ แต่จริง ๆ แล้วผมก็แค่ทนกลิ่นมันไม่ได้...”

“...”

“...อร่อยไหมครับ?”

“อร่อยครับ” เขาต่อท้ายคำว่าเหมือนเดิมอยู่ในใจ “ขอบคุณ...”

“ผมได้ยิน...คำว่าเหมือนเคย” แววตาขี้เล่นปรากฏขึ้นให้ได้เห็น “หมายความว่าคุณเคยทานแล้วเหรอครับ?”

“ครับ คุณเคยทำสมัยเรียนมหาวิทยาลัย” จะใช่หรือไม่ใช่บยอนแบคฮยอน ชานยอลก็ไม่ได้คิดจะปิดบังเรื่องนี้ “คุณเรียนออกแบบภายใน แต่ชอบทำอาหาร คุณพร้อมจะวางงานของตัวเองลงถ้ามีใครสักคนพูดขึ้นมาว่า...หิว”

“ฮะ ๆ พี่ชายของผมบอกเหมือนกันว่าผมเรียนออกแบบภายในมา ผมจำอะไรไม่ได้ทั้งยังตลกตัวเองว่าทำไมไปเรียนอะไรแบบนั้น แต่ตอนที่ทำร้านนี้ขึ้นมาน่ะครับ ไม่รู้ว่าความคิดมันมากจากไหน ผมออกแบบภายในเองจนสถาปนิกอย่างพี่ชายอึ้งไปเลย แต่ผมก็ยังจำอะไรไม่ได้อยู่ดี สงสัยมันคงจะอยู่ลึก ๆ ข้างใน ถึงจะจำไม่ได้แต่ก็จะแสดงให้เห็นเมื่อต้องการ” คนพูดส่งรอยยิ้มที่แสดงถึงความรู้สึกที่อยู่ข้างในใจให้กับเขา “ตอนที่ผมสบตากับคุณ ผมก็รู้สึกแบบนั้นเหมือนกัน”

“...”

“ถึงคุณจะไม่ได้พูดชื่อของผมออกมาในวันนั้น แต่หัวใจของผมบอกว่า...เรารู้จักกัน ผมรู้จักคุณ ทั้งยังรู้จักดี เสียแต่จำไม่ได้เท่านั้นเอง”

“...”

“เรา...รู้จักกันมานานเท่าไหร่แล้วเหรอครับ?”

“นานพอสมควรครับ ไม่รวมเวลาที่คุณ...คุณช่วยเล่าให้ผมฟังก่อนได้ไหมว่ามันเกิดอะไรขึ้น” ชานยอลก็อยากจะรู้ความจริงในมุมมองของผู้ชายคนนี้ “หลังจากที่คุณประสบอุบัติเหตุแล้วมันเกิดอะไรขึ้นบ้าง?”

“...”

“แล้วทำไมคุณถึงพูดว่าคุณพอรู้ว่าทำไม...”

“ผมตื่นมาในโรงพยาบาลที่อเมริกา ทั้งเจ็บ ทั้งรู้สึกว่างเปล่า” คนตรงหน้าเขาพูดราวกับว่ามันเป็นเรื่องธรรมชาติ ในขณะที่คนฟังอย่างเขานั้นรู้สึกตรงกันข้าม “หมอบอกว่าผม...ความจำเสื่อม” 

“...”

“ทุกอย่างหายไปหมด เหมือนกับว่าผมเกิดมาแล้วนอนอยู่ในโรงพยาบาลด้วยร่างของคนอายุยี่สิบสี่ ผมเดินไม่ได้ ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ ระบบภายในร่างกายย่ำแย่ แม้กระทั่งสายตาของผม มัน...ไม่มีอะไรปกติเลยสักอย่าง” รอยยิ้มปรากฏขึ้นอีกครั้งเมื่อบทสนทนาดำเนินมาถึงตรงนี้ “เอาเข้าจริงผมก็ไม่รู้จะเล่าอะไรให้คุณฟัง เพราะถ้าคุณรู้จักผม คุณก็คงรู้มากกว่าที่ผมรู้จักตัวเองซะอีก อย่างที่บอกคุณไปว่าผมความจำเสื่อม จนถึงตอนนี้ ผมก็ยังจำอะไรไม่ได้เลยสักอย่าง มันพอจะมีบางความทรงจำที่เข้ามาบ้าง แต่ว่ามันก็ไม่ปะติดปะต่อกันเท่าไหร่ คุณหมอเองก็พยายามเต็มที่แล้ว แต่ดูเหมือนว่าความทรงจำของผมมันคงจะไม่กลับมาจริง ๆ”

ชานยอลมองเห็นแต่ความรู้สึกในการมองโลกอย่างที่มันควรจะเป็นผ่านน้ำเสียง หรือแววตาของผู้ที่เล่าสู่กันฟัง คำว่าเจ็บที่พูดออกมานั้นไม่ได้ทำให้คนพูดรู้สึกเจ็บได้อีกแล้ว มันเหมือนการบอกเล่าความเป็นไปในชีวิต เรื่องราวที่ต้องผ่าน และความคิดในปัจจุบันที่เหมือนว่าจะไม่ได้ใส่ใจอะไรและจะใช้ชีวิตอย่างที่ควรจะเป็น และเขามองเห็นแต่ความจริงใจ ไม่มีอะไรที่เป็นเรื่องโกหกอยู่ในแววตาคู่นี้เลย

หากแต่คนฟังอย่างเขา...เจ็บจนไม่รู้จะอธิบายมันออกมาได้อย่างไร

“พี่ชายของผมบอกว่าครอบครัวพาผมไปรักษาตัวที่อเมริกา คนที่เคยรู้จักกันไม่มีใครรู้เรื่องนี้ ทุกคนคิดว่าผมไปเรียนต่อต่างประเทศ ส่วนเรื่องเพื่อนหรือว่า...คือผมไม่รู้จะพูดให้คุณเข้าใจได้ยังไง แต่ความรู้สึกของผมตอนนั้น ผมไม่มีใครนอกจากพี่ แล้ว

“ผมรู้ ไม่เป็นไร ค่อย ๆ หายใจนะ” ชานยอลพยายามลดอาการของผู้ชายคนนี้ที่เหมือนกำลังจะหายใจหนักขึ้นเหมือนคนออกแรงมาก ทั้งที่ความจริงแล้วเพียงแค่นั่งอยู่บนเก้าอี้ “ผมคงจะไม่เข้าใจคุณจริง ๆ แต่ผมพอจะนึกภาพออกว่าความคิดของคุณคงยังไม่มั่นคงพอจะคิดอะไรได้ด้วยตัวเอง”

“ครับ ผมเป็นแบบนั้น” คนตอบหายใจเข้าลึกก่อนจะผ่อนลมหายใจออก “ครอบครัวบอกให้ผม...เริ่มต้นใหม่”

“แล้วเริ่มต้นใหม่ของคุณเป็นยังไงบ้างครับ เล่าให้ผมฟังหน่อย”

คำถามของชานยอลทำให้คนฟังยิ้มกว้างออกมาก่อนจะยกแก้วไวน์ขึ้นจิบเล็กน้อย เขามองเห็นสีชมพูระเรื่อที่แก้มกลมทั้งสองข้าง ถึงจะไม่กลมดั่งวันวานแต่ก็ยังเป็นแก้มที่เขาจำได้ดี

การตอบสนองเมื่อได้รับแรงกดดันทางความคิดที่แสดงออกมาของอีกฝ่ายนั้นทำให้ชานยอลเลือกที่จะแสดงออกในทางที่จะช่วยลดความกดดันของอีกฝ่ายลงไปได้บ้าง เขาเลือกที่จะใช้น้ำเสียงที่ฟังแล้วจะทำให้อีกฝ่ายสบายใจ ถามไถ่ถึงความเป็นไปเพื่อแสดงความห่วงใย รวมถึงรอยยิ้มที่ส่งไปให้อย่างจริงใจ

ถึงจะเป็นการกระทำที่ใช้ความคิด แต่ชานยอลรู้ว่าใจของเขาอยากจะทำมันมากแค่ไหน

“ผม...ไปเรียนทำอาหารครับ”

“ครับ”

“เอ่อ...เรียนอยู่นานเหมือนกัน ผมเลือกเรียนหลายหลักสูตรน่ะครับ แล้วก็จะลงเรียนต่างสถาบันในคอร์สประเภทเดียวกันเพื่อที่จะนำข้อดีในแต่ละคอร์สที่ได้มาพัฒนา ก็...ใช้เวลามากพอสมควรครับ”

“แล้วทำไมถึงกลับมาเปิดร้านที่นี่ล่ะครับ?”

“ตอนแรกผมคิดจะไปเปิดร้านที่ญี่ปุ่นครับ เพราะว่าพี่ชายแนะนำมา แต่มีวันหนึ่งที่ผมฝันเห็นตัวเองตอนเรียนมัธยมปลาย อย่างน้อยผมก็จำได้ว่ามันเป็นชุดมัธยมปลายแหละนะ ในความฝันผมกำลังเดินอยู่กับผู้ชายคนหนึ่ง ผมไม่เห็นหน้าเค้า...แต่เรากำลังเดินไปร้านพิซซ่าด้วยกัน”

“...”

“มันไม่เกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้หรอกครับ แต่มันทำให้ผมอยากจะกลับมาที่นี่ ที่ที่เป็นบ้านเกิดของผม ถึงผมจะจำมันไม่ได้เลย แต่อย่างน้อยผมก็เคยได้ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ ถึงทุกคนจะบอกให้ผมลืม แต่เอาเข้าจริงแล้ว...ผมโหยหาสิ่งที่เรียกว่าอดีต ผมอยากจะรู้ว่าที่ผ่านมาผมใช้ชีวิตยังไง มีความสุขมากแค่ไหน”

“แต่สุดท้ายมันก็เป็นเพียงสิ่งที่ผ่านมา ใช่ไหมครับ?” เขาพยายามยิ้มออกไปทั้งที่ใจถูกบีบรัด “ผมว่าถ้าคุณมองหาความสุขจากปัจจุบัน คงจะง่ายกว่าการย้อนกลับไปมองในอดีตที่คุณไม่รู้จักมันเลย”

“ผมก็คิดแบบนั้นครับ ถึงได้เดินต่อมาได้ แต่บางครั้งมันก็ทำให้ผมเสียใจ” อีกฝ่ายมองเข้ามาในตาของเขา น้ำที่คลออยู่ในหน่วยตาทำให้ชานยอลรู้สึกเหมือนกำลังหายใจไม่ออก “อย่าง...ในตอนนี้”

“...”

“ผมรู้จักคุณ ผมรู้จากใจของผมว่าผมรู้จักคุณ แต่เพียงแค่ชื่อ...ผมก็ยังนึกไม่ออก ผมพยายามแล้วแต่ผมไม่รู้เลย ผม

“แบคฮยอน ไม่เป็นไร” ชานยอลเรียกชื่อของคนที่นั่งอยู่ข้างกันออกมาเป็นครั้งแรก “ไม่เป็นไร”

“ผม...”

“ผมจะรอจนกว่าคุณจะนึกออก ถึงตอนนั้น...คุณจะได้รู้ชื่อของผมจากความทรงจำของคุณ” ชานยอลส่งยิ้มให้ ใจของเขาอยากจะยกมือขึ้นแตะผมที่ปรกหน้าผากของอีกฝ่าย หรือไม่ก็อาจจะวางมือของตัวเองลงบนมือของอีกคน แต่เขาก็ทำไม่ได้ “ตกลงไหมครับ?”

“ตกลงครับ” แบคฮยอนยิ้มออกมาจนเขายิ้มตามไปด้วย “คุณ...เล่าให้ผมฟังหน่อยสิครับว่าเรารู้จักกันได้ยังไง”

“ไม่ครับ ผมจะไม่เล่าอะไร”

“อ้าว..” คนฟังขมวดคิ้วมุ่น เหมือนเวลาที่ได้ยินอะไรแล้วไม่เข้าใจหรือไม่ได้ดั่งใจ “ขี้โกงนี่หน่า...”

“ขี้โกงอะไรกัน คุณรู้อยู่แล้ว คุณเองก็รู้ว่าตัวเองรู้” ชานยอลหัวเราะออกมาเมื่อเห็นว่าแบคฮยอนทำหน้ายุ่งกว่าเดิม “ผมจะรอวันที่คุณนึกออกนะ อาจจะเป็นพร้อมชื่อของผม แต่ไม่ต้องรีบร้อนนักนะครับ ผมรอคุณได้”

“แล้วถ้าผมนึกไม่ออกล่ะ?”

“ถ้าคุณนึกไม่ออก ก็ไม่เป็นไร” เขาพูดออกไปตามที่ใจคิด “ผมจะอยู่ตรงนี้...เป็นความทรงจำของคุณ”

“...ขอบคุณครับ” คำขอบคุณมาพร้อมกับรอยยิ้ม “เพื่อคุณแล้ว เชื่อใจผมได้เลย”

“ครับ”

ชานยอลเป็นคนใช้สองมือของตัวเองยกจานสลัดกรีกทั้งสองใบที่ว่างเปล่าและแก้วไวน์อีกสองแก้วตรงเข้าไปเก็บในครัวเพราะเขาไม่อยากให้เจ้าของร้านต้องออกแรงอะไร ไม่ต้องเอ่ยถามก็รู้อยู่แก่ใจว่าการเคลื่อนไหวที่ติดขัดนั้นเกิดจากอะไร เขาบอกให้อีกฝ่ายนั่งอยู่เฉย ๆ ไม่ต้องลุกเดินอะไรให้มากนัก แต่คนฟังก็ส่ายหน้ากลับมา บอกว่าไม่เป็นอะไร เสียอย่างไรก็ต้องลุกเข้าไปทำบัญชีในห้องทำงานเล็ก ๆ ด้านหลังอยู่แล้ว จึงเดินตามเขาเข้ามาในครัว พอมีพนักงานมารับจานไปจากมือของเขา เราถึงได้เดินออกมายืนอยู่ด้านหน้า ไม่ได้กลับเข้าไปนั่งที่เดิม

“ในมือ...ทิ้งไหมครับ?”

“ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวผมเอากลับไปด้วย” ชานยอลกำกระดาษในมือให้แน่นขึ้น “ผม...”

“ผมขอนามบัตรได้ไหมครับ?” แบคฮยอนส่งยิ้มให้เขา “เผื่อ...ติดต่อกัน”

“รบกวนขอของคุณดีกว่า พอดีว่าผมไม่ได้เอามาด้วย” ชานยอลไม่มีอะไรติดตัวมานอกจากกุญแจรถกับกระดาษสองแผ่น เขามองคนที่พยักหน้ารับก่อนจะเดินหายไปทางด้านหนึ่งของร้าน กลับออกมาพร้อมกับนามบัตรสีขาวสะอาดที่ชื่อบนนั้นพิมพ์ว่า ‘บยอนแบคฮยอน’ ตามด้วยชื่อร้านอาหารและเบอร์โทรศัพท์ที่เขาไม่เคยได้เห็นมันมาก่อน

“รบกวนส่งข้อความมาด้วยนะครับ ผม...จะได้บันทึกเบอร์ของคุณเอาไว้”

“ครับ”

“...”

“ผม...คงจะต้องขอตัวกลับก่อน ค่าอาหารกับไวน์

“ผมเลี้ยงครับ ถือว่าเป็นการเลี้ยงฉลอง...ที่เราได้พบกัน” เจ้าของร้านยิ้มกว้าง “ผมจะเดินไปส่ง...”

“ไม่เป็นไรครับ ไม่ต้องเดินไปหรอก” ชานยอลไม่อยากให้อีกฝ่ายเดินไปส่งเขา “คุณไม่แข็งแรง การลดระยะทางแค่หนึ่งเมตรก็อาจจะทำให้ใช้งานร่างกายได้น้อยลง ผมเดินไปได้ครับ”

“ถ้าอย่างนั้น...เอาไว้เจอกันนะครับ”

“ครับ”

เขาตอบรับก่อนจะก้มหัวลงเล็กน้อยเพื่อบอกลาอย่างสุภาพ เช่นเดียวกับอีกฝ่ายที่ก้มหัวลงให้เขาเล็กน้อย เปิดประตูร้านให้เขาพร้อมกับรอยยิ้มและคำอวยพรว่าขับรถดี ๆ นะครับ

เวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงที่ผ่านไปนั้นชะล้างความรู้สึกแรกที่ทำให้ชานยอลมาปรากฏตัวอยู่ที่นี่จนหมดสิ้น เขาลืมสิ้นทุกเหตุผลแห่งความเป็นไปได้ทุกอย่างบนโลกใบนี้ มองข้ามความรู้สึกในใจที่บอกว่าเป็นไปไม่ได้ ทุกอย่างที่เขาได้มองเห็นและได้สัมผัส...มันเป็นเรื่องจริง

แววตาคู่นั้นของแบคฮยอน รอยยิ้มนั้น...ของแบคฮยอน

ชานยอลทิ้งตัวลงกับเบาะรถของตัวเอง เขามองผ่านกระจกรถออกไปด้วยสายตาที่ว่างเปล่า ความคิดของเขาทั้งหมดกำลังก่อตัวเป็นพายุไต่ฝุ่น พัดพาสิ่งที่อยู่ในใจจนระเนระนาด

แต่สิ่งหนึ่งที่แจ่มชัดที่สุดในใจของเขาในเวลานี้ คือเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันนั้น

วันที่มือข้างขวาถือบุหรี่อยู่หนึ่งมวน สายตาเหม่อมองออกไปไม่ต่างจากในเวลานี้ สูบมันเข้าไปอย่างหนักจนท่วมท้นไปทั้งปอด ปล่อยออกมาผ่านลมหายใจเพื่อลบเลือนความคิดที่ฟุ้งซ่าน ก่อนที่จะได้รับโทรศัพท์จากพี่ชายของแบคฮยอน คนที่โทรมาบอกเขาว่าคนที่แยกจากกันไปไม่ถึงสิบนาทีนั้นประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์อาการสาหัส

แบคฮยอนหักหลบรถบรรทุกที่แล่นกินเลนเข้ามาเพราะเมาแล้วขับ รถของเจ้าตัวที่ขับมาด้วยความเร็วสูงเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดจึงเสียหลักพลิกคว่ำอยู่กลางถนน โชคดีที่มีคนไปช่วยเหลือให้ออกจากรถมาได้ก่อนจะเกิดเหตุระเบิดเพราะน้ำมันรั่ว พาคนขับที่หายใจรวยรินส่งโรงพยาบาลในละแวกนั้นโดยเร็วที่สุด

แต่ถึงจะยังหายใจ...มันก็ไม่ต่างอะไรกับคำว่าตายทั้งเป็น

ไม่เคยมีใครได้ยินคำว่าพ้นขีดอันตรายแล้วสักครั้งจากปากของคุณหมอเจ้าของอาการ ได้แต่มองสายอะไรต่อมิอะไรที่ระโยงระยางไว้เพื่อให้แบคฮยอนยังมีลมหายใจ เป็นคนไข้ที่อยู่ในอาการโคม่าและไม่มีกำหนดการฟื้นอย่างชัดเจน ชานยอลจำภาพในวันนั้นได้อย่างชัดเจนราวกับว่ามันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้ ภาพที่เขาได้แต่มองร่างของอีกฝ่ายผ่านกระจกของโรงพยาบาล ทำได้เพียงแค่ภาวนา ขอร้องพระเจ้าที่เขาไม่รู้ว่ามีอยู่จริงหรือไม่ ขอให้แบคฮยอนฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง

ตื่นขึ้นมาฟัง...คำว่ารักจากปาร์คชานยอลคนนี้อีกสักครั้ง

“ฮึก...”

แต่สิ่งที่คนอย่างเขาจะทำได้ในเวลานี้ก็มีแต่น้ำตาที่ไหลออกมาเพียงเท่านั้น

ทำได้แค่เสียใจ...

ทำได้เท่านั้นเอง

 

 

 

 

 

 

 ชานยอลได้รู้จักกับเพื่อนทั้งสี่คนและบยอนแบคฮยอนในวันปฐมนิเทศการศึกษาระดับมัธยมปลายของโรงเรียนมัธยมปลายซอลกวัง

ไม่มีใครในพวกเราทั้งหกคนที่รู้จักกันมาก่อน ตัวชานยอลเองย้ายโรงเรียนมาจากโรงเรียนมัธยมต้นโดยไม่มีเพื่อนตามมาสักคน เขาเป็นคนที่รักในการเปลี่ยนสถานที่ใหม่ ๆ มีความคิดว่าเมื่อเริ่มต้นปีถัดไป เขาจะต้องทำอะไรที่เป็นการเปลี่ยนแปลงตัวเองสักอย่าง ปีนั้นคือการไม่เรียนต่อโรงเรียนมัธยมแห่งเดิม แต่ย้ายมาเรียนที่โรงเรียนมัธยมปลายซอลกวังแห่งนี้ โรงเรียนที่อาจกล่าวได้ว่าระบบการศึกษาดีกว่าโรงเรียนเดิมของเขา

เพื่อนที่ได้รู้จักคนแรกในรั้วโรงเรียนคือจงอิน คนที่นั่งปฐมนิเทศข้างกัน ทันทีที่เขาตอบคำถามของอีกฝ่ายที่ถามเขาว่าเรียนอยู่ห้องอะไรด้วยคำตอบว่าห้องเอ มือของอีกฝ่ายก็ถูกยื่นมาทำความรู้จักกับเขาทันที และเราก็เป็นเพื่อนกลุ่มเดียวกันนับตั้งแต่วินาทีนั้นเป็นต้นมา

คนที่สองคือจงแดที่ตัวคนเดียวไม่ต่างจากเขาและจงอินเท่าไหร่นัก เพื่อนเข้ามาทำความรู้จักกับพวกเขาเพราะต้องการพื้นที่ในการรับประทานอาหารกลางวัน และเราทั้งคู่ก็ยินดีแบ่งปันที่นั่งให้อย่างไม่คิดหวงแหน

สามคนสุดท้ายในกลุ่มนั้นเป็นเพื่อนกันมาก่อนที่โรงเรียนมัธยมต้น ก่อนจะย้ายมาเรียนที่โรงเรียนปลายมัธยมซอลกวังพร้อมกัน เป็นเพื่อนที่เขาได้รู้จักเพราะการทำงานกลุ่มงานแรกในระดับชั้นมัธยมปลายด้วยกัน สุดท้ายเราทั้งหกคนก็กลายมาเป็นเพื่อนสนิทกันในที่สุด

แต่จะบอกว่าสนิทกันเขาก็ไม่กล้ามากนัก เพราะถึงอย่างไรก็มีคนคนหนึ่งที่ถึงแม้จะยิ้มให้กับทุกคนในโรงเรียน ยิ้มกว้างและหัวเราะให้กับทุกคนในกลุ่ม แต่ในเวลาที่สบตากับเขา หรือช่วงเวลาที่ต้องอยู่ด้วยกัน ท่าทางที่แสดงออกนั้นกลับกลายเป็นความรู้สึกเหมือนคนที่แม้แต่สักวินาทีก็ไม่อยากจะยืนอยู่กับเขา ไม่รู้ว่ามีอะไรที่ทำให้ไม่สบายใจรึเปล่า ถ้าไม่ได้คบเพื่อนกลุ่มเดียวกันเขาก็ไม่อยากจะพูดอะไรมากนัก แต่เพราะว่าเราต้องทำงานกลุ่มด้วยกัน นั่งกินข้าวโต๊ะเดียวกัน ชานยอลถึงได้ให้ความสนใจกับคนที่ยิ้มได้น่ารักที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็นมา

‘อึดอัดมากใช่ไหม เวลาอยู่กับฉันน่ะ’

‘ไม่ใช่นะ!’ คนแก้มยุ้ยเหมือนตัวเสียงดัง ส่ายหน้าเป็นพัลวัน ‘ฉันไม่ได้...อึดอัด’

‘พูดความจริงก็ได้ ฉันไม่ได้ว่าอะไรหรอกถ้านายจะไม่ชอบกัน’

‘ฉันไม่ได้ไม่ชอบนะ...’ คนพูดก้มหน้าลง ตัวเริ่มแดงตามแก้ม ‘แต่...เพราะว่าชอบมาก ๆ จนหายใจไม่ออก ก็เลย...’

‘…’

‘ไปซื้อไอศกรีมก่อนนะ!’

ถึงจะวิ่งหนีเขาไปแบบนั้น แต่ก็กลับมาพร้อมกับไอศกรีมสองแท่ง ยื่นให้เขาแท่งหนึ่งก่อนจะวิ่งหนีขึ้นตึกเรียนไป ให้ได้มองตามไปหัวเราะไปว่าทำไมถึงได้เป็นคนที่นิสัยน่ารักแบบนี้นะ ทำให้เข้าใจได้ในทันทีว่าทำไมเพื่อนทุกคนถึงได้รักและอยากจะเป็นเพื่อนกับคนคนนี้

และชานยอลก็ยิ่งรู้สึกดีเมื่อได้รับความรู้สึกที่น่ารักที่สุดสำหรับหัวใจของเขา

‘ชานยอลไม่มีของมาให้แบคฮยอนเหรอ นี่มันวันไวท์เดย์นะ’

‘วันอะไรนะ วันสำหรับตอบรับสารภาพรักนี่หน่า’

‘มีสิ’ เขาหยิบของออกจากระเป๋านักเรียน เป็นพวงกุญแจตุ๊กตาสุนัขที่เขาตั้งใจซื้อมาให้อีกฝ่ายโดยเฉพาะ ‘อ่ะ ขอบใจสำหรับช็อกโกแลตนะ’

‘มะ...มะ...ไม่ใช่ฉันนะ!’ แบคฮยอนตะโกนเสียงดัง ‘ไม่นะ’

‘ถ้าอย่างนั้นก็ฝากให้คนที่ให้ช็อกโกแลตฉันด้วยก็แล้วกัน บอกเค้าด้วยว่าฉัน...รู้สึกไม่ต่างกับเค้าเลย’

‘…’

‘ฝากด้วยนะ’

ถึงคนรับจะบอกว่าไม่ใช่แล้วก็พูดเสียงดังว่าจะฝากไปให้คนที่ให้ช็อกโกแลตกับเขาในวันวาเลนไทน์ แต่สุดท้ายแล้วพวงกุญแจนั่นก็ไปห้อยอยู่ที่กระเป๋านักเรียนของคนที่บอกว่าไม่ใช่ฉันนะนั่นแหละ

ยิ่งคิด ยิ่งคิดถึง เพราะว่ามัน...หวนกลับมาไม่ได้อีกแล้ว

“คิดไงนัดวันธรรมดา ไม่ทำงานรึไง?”

“เดี๋ยวกลับไปทำ” ชานยอลส่งยิ้มให้คยองซูที่เข้ามานั่งในรถของเขาตามเวลาที่นัดกันไว้อย่างพอดิบพอดี “รบกวนเวลาเขียนนิยายรึเปล่า?”

“ไม่กวนหรอก คิดไม่ออกมาหลายวันแล้ว” เพื่อนหาวใส่หน้าเขาให้ได้หัวเราะ “ได้ออกมาบ้างก็ดี เผื่อจะคิดอะไรออก”

“ดีแล้ว”

“ชวนฉันคนเดียวเหรอ คนอื่นอ่ะ?”

“ไม่มีใครว่างมาหรอก มีนายคนเดียว”

“ใช่สิ ฉันมันเวลาว่างเยอะนักนี่”

คยองซูเอื้อมมือไปกดเปิดวิทยุเพื่อให้บรรยากาศบนรถไม่เงียบเหงาเกินไป ส่วนชานยอลนั้นก็หักพวงมาลัยเพื่อออกจากที่จอดรถริมข้างทางเพื่อเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางในวันนี้

เมื่อวันก่อนชานยอลติดต่อคยองซู เพื่อนที่มีเวลาว่างมากที่สุดเมื่อเทียบกับเพื่อนทุกคนที่เขามี แต่ว่านั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญหรอก เรื่องสำคัญอยู่ที่ว่าชานยอลจงใจชวนคยองซูออกมา ชวนให้อีกฝ่ายไปเยี่ยมแบคฮยอนด้วยกัน และแน่นอนว่าเพื่อนคนนี้ของเขาตอบตกลงได้ทันทีอย่างไม่ต้องคิดอะไรมากถ้าได้ยินชื่อแบคฮยอน

ชานยอลไม่รู้จะคิดให้เรื่องที่เกิดขึ้นนั้นเป็นไปอย่างไรสำหรับเรื่องที่เกิดขึ้นในชีวิตตอนนี้ เมื่อก่อนเขาคงพูดว่าไปหาแบคฮยอนได้อย่างเต็มหัวใจ แต่ในเวลานี้...ทุกอย่างมันเปลี่ยนไปแล้ว

“พอนายโทรมาฉันก็เลยไปนั่งรื้อของเก่ามาดู” คยองซูพูดขึ้นมาระหว่างที่กำลังอยู่บนรถ “เจอนี่ด้วยนะ จดหมายน้อยของแบคฮยอน”

“ไปเอามาจากไหน?”

“นั่นสิ ฉันเองก็ลืมไปแล้วว่าตัวเองมี” คยองซูพูดอย่างอารมณ์ดีก่อนจะอ่านเนื้อความในนั้นให้เขาฟัง “ใครบอกชานยอลว่าฉันชอบเค้าน่ะ คยองซูช่วยหน่อยสิ ช่วยด้วยนะ!”

“ก็เป็นแบบนั้นแหละ” เขายิ้มเมื่อนึกถึงช่วงเวลาที่สวยงามช่วงหนึ่งในชีวิต “ไม่เคยเปลี่ยนเลย”

“มันยอมรับว่าชอบนายตอนไหนนะ?”

“ตอนที่ฉันไปส่งที่บ้าน” ชานยอลจำได้ดี “ตะโกนลั่นเลยว่าชอบฉัน แล้วก็วิ่งหนีเข้าบ้านไป”

“ฮะ ๆ วันที่นายชวนไปเดทใช่ไหม?”

“ก็ไม่เชิง ฉันถามว่าไปเที่ยวกันไหม แล้วแบคฮยอนก็ตกลง”

“คืนนั้นฉันยังจำได้อยู่เลยว่าแทบไม่ได้นอน เพราะต้องตอบคำถามมันว่าพรุ่งนี้ใส่ชุดอะไรดี” คยองซูยังคงหัวเราะไม่หยุด “ฉันน่ะ...ชาตินี้ก็ไม่รู้ว่าจะได้เจอเพื่อนที่ดีอย่างแบคฮยอนอีกไหม”

“...”

“ฉันให้ มันสำคัญสำหรับนายมากกว่าฉัน”

“ไม่เป็นไรหรอก เก็บไว้เถอะ”

“ไม่ล่ะ มันมีคำว่าชอบนายอยู่บนนั้นนะ” เพื่อนรีดกระดาษจนเรียบ ก่อนจะใช้โทรศัพท์ของเขาที่วางอยู่บริเวณคอนโซลรถทับมันเอาไว้ “ฉันรู้ว่านายรักแบคฮยอนมาก แล้วฉันก็อยากให้นายรู้ว่าแบคฮยอนเองก็รักนายเหมือนกัน”

ชานยอลรู้ และเขารู้เสมอ ว่าแบคฮยอนรักเขามากแค่ไหน

‘ชานยอล’

‘หืม?’

‘รักชานยอลมาก ๆ เลยนะ’

‘…’

‘ก็แค่อยากบอกน่ะ’ คนพูดแก้มสีชมพูระเรื่อ ‘ฮะ ๆ เขินจัง ยิ้มอะไรแบบนั้นเล่า! เขินนะ...’

วันที่สวยงามในชีวิตของชานยอลนั้นเกิดขึ้นในอดีต วันที่มีความสุขของเขาคือช่วงเวลาที่ผ่านไปแล้ว สิ่งที่ทำให้เขามีความสุขที่สุดในปัจจุบันคือการคิดถึงช่วงเวลาที่เคยมี วันเวลาที่เขาเคยมีความรักอยู่เคียงข้าง ได้ใช้เวลาไปกับคนที่ทำให้เขามีความสุขที่สุดเท่าที่หัวใจจะรู้สึกได้

ชานยอลใช้เวลาบนท้องถนนไปกับการฟังบทนิยายของคยองซูที่ต้องการจะแบ่งปันไดอะล็อกของตัวละครเพื่อให้เขาช่วยแสดงความคิดเห็นว่าสิ่งที่ตัวละครพูดออกมาหรือความคิดของตัวละครนั้นเหมาะสมหรือไม่เมื่อเทียบกับอุปนิสัยที่ตนกำหนดเอาไว้ เขาเองก็เห็นด้วยที่คยองซูให้นางเอกไม่ฟังสิ่งที่พระเอกจะอธิบาย เพราะถึงจะเป็นคนที่ยึดถือความถูกต้องมากกว่าความรู้สึก แต่ก็ไม่ใช่คนที่มีนิสัยประนีประนอม ยิ่งเป็นเรื่องของตัวเองแล้ว ความรู้สึกน่าจะสำคัญกว่าสิ่งใด

“ถ้าเป็นนายล่ะ จะทำยังไง?”

“ฉันคงจะรับฟัง แต่มันก็เป็นเรื่องธรรมชาติของคนนะ ฉันว่ามันไม่มีใครมาทนรับฟังคำอธิบายได้ภายหลังห้าหรือสิบนาทีที่ทะเลาะกันหรอก อาจจะต้องรอให้เวลาผ่านไปสักหน่อย หมายถึงช่วงเวลาที่จะใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์น่ะ”

“ฉันรู้ ถ้าเกิดว่าเป็นนาย จะต้องการเวลาเท่าไหร่?”

“...”

“อยากได้จากสถานการณ์จริงน่ะ”

“มันก็ขึ้นอยู่กับนิสัยของแต่ละคน” เขาอยากจะช่วยเหลือเพื่อนจริง ๆ “กับเพื่อนหรือคนรักก็จะใช้เวลาต่างกัน สำหรับฉันแล้ว...อาจจะสิบนาที ส่วนแบคฮยอนน่าจะศูนย์”

“ก็จริงแหละ คนใจเย็นอย่างนายใช้สิบนาที ส่วนแบคฮยอนไม่รู้ว่าใจมันเป็นอะไร แต่ต้องอธิบายมาเดี๋ยวนี้” คยองซูหัวเราะออกมาอีกแล้วเมื่อพูดถึงแบคฮยอน “ฉันไม่เคยเห็นพวกนายทะเลาะกัน ไม่สิ ฉันเคยเห็นแต่แบคฮยอนทะเลาะกับนาย แต่นายไม่ทะเลาะกับแบคฮยอน”

“ไม่รู้สิ มันก็พูดยากนะ”

“...”

“ทุกอย่างมีข้อดีข้อเสียในแบบของมัน การไม่ทะเลาะของฉัน นายก็รู้ว่ามันทำให้เกิดอะไรขึ้น”

ชานยอลเลี้ยวรถเข้าไปจอดในลานจอดรถของที่ที่เป็นจุดหมายปลายทางของเราในวันนี้ เขาเข้าใจเพื่อนที่เลือกเดินเข้าไปข้างในก่อนแทนที่จะรอเขา เพราะบทสนทนาที่เกิดขึ้นในรถนั้นเคยเกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้ คยองซูพร่ำบอกเขาอยู่เสมอในช่วงแรกที่เหตุการณ์เพิ่งผ่านพ้นไปว่ามันไม่ใช่ความผิดของเขา แต่ชานยอลเองก็เคยอธิบายให้เพื่อนฟังว่าไม่มีวันไหนที่เขาจะไม่โทษว่าเป็นความผิดของตัวเอง ต่อให้แบคฮยอนมายืนอยู่ตรงหน้าแล้วบอกว่ามันไม่ใช่ความผิดของชานยอล เขาก็ยอมรับมันไม่ได้อยู่ดี

จากทางเดินที่กำลังก้าวเดินไป ชานยอลมองเห็นคยองซูที่กำลังยืนพูดอะไรไปเรื่อย ๆ อย่างที่ชอบทำมาเสมอตรงหน้าป้ายชื่อไม้ป้ายหนึ่ง มีกรอบรูปขนาดฝ่ามือวางอยู่ข้าง ๆ ป้ายไม้เพื่อให้ระลึกถึงรอยยิ้มอันแสนงดงามที่คอยส่องสว่างหัวใจของใครหลายคนให้ก้าวเดินต่อไปได้

“...ยังไม่เลิกโทษตัวเองเลย นายไปบอกมันได้ไหมว่าให้เลิกรู้สึกแบบนี้ได้แล้ว ฉันรู้ว่าฉันไม่มีทางเข้าใจหรอก แต่ฉันรู้แน่ล่ะว่าทั้งนายแล้วก็ชานยอลก็คงไม่มีความสุขถ้าเอาแต่คิดแบบนี้ ฉันน่ะ

“ฉันมีความสุขแล้ว”

“...”

“การที่ฉันได้โทษตัวเองซ้ำ ๆ ชดใช้ในสิ่งที่ฉันทำต่อนาย อะไรที่พอจะทำได้ฉันจะทำให้หมดทุกอย่าง เพราะว่าฉัน...รักนาย”

ชานยอลมองรูปในกรอบที่กำลังส่งยิ้มกว้างออกมา ป้ายชื่อบยอนแบคฮยอนที่อยู่เคียงข้าง และแจกันดอกไม้แห้งด้านหลังที่เขาเป็นคนเปลี่ยนให้เมื่อต้นปีที่ผ่านมา

ความจริงที่เหมือนลอยอยู่ตรงหน้าแต่กลับมองไม่เห็นและไขว่คว้าเอาไว้ไม่ได้นั้นทำให้ชานยอลใช้เวลาที่ผ่านไปทุกนาทีอย่างคุ้มค่าในการตามหาสิ่งที่เกิดอย่างแท้จริง เรื่องจริงที่เกิดขึ้น เรื่องจริงที่เขา...ไม่เคยได้รู้

เขาไม่เคยเอะใจถึงเรื่องใบมรณะบัตร ไม่เคยคิดถึงเรื่องการจัดงานศพเพราะคิดว่าคงเป็นเหตุผลส่วนตัวของครอบครัว ไม่เคยคิดถึงเรื่องที่ครอบครัวของแบคฮยอนบอกเขาว่ามันเป็นความจริงหรือไม่ ในวินาทีนั้นชานยอลเชื่อทุกอย่างที่พี่แบคบอมบอก เขาเข้าใจว่าที่ครอบครัวของแบคฮยอนย้ายไปอยู่ที่อเมริกาเพราะทำใจอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เคยมีลูกชายคนเล็กไม่ได้ ในตอนที่เขาไปเรียนปริญญาโทเรายังนัดเจอกันเพื่อถามไถ่สารทุกข์สุกดิบระหว่างกัน ทั้งที่เรายังติดต่อกันแบบนี้แต่ยังโกหกเขาได้ลงคอ

ชานยอลมีคำถามอยู่เต็มใจ สิ่งที่เด่นชัดที่สุดคือทำไม แต่สิ่งหนึ่งที่เขาเชื่อและยังคงเชื่ออยู่เสมอคือเหตุผลที่พี่แบคบอมมี ชานยอลเชื่อว่ามันจะหนักแน่นพอและเขาเองก็พร้อมที่จะรับฟังเหตุผลที่ว่าทำไมถึงโกหกเขาและทุกคนที่เป็นเพื่อนของแบคฮยอนมาตลอดหกปี

ทำไมถึงทำให้หัวใจต้องทนทุกข์ ทำไมถึงทำให้เขาเป็นคนที่ต่อให้พยายามมากเท่าไหร่ สิ่งที่ทำได้ดีที่สุดก็มีเพียงแต่การคิดถึงแบคฮยอนเท่านั้นแบบนี้

“...จำผู้ชายที่ร้านอาหารได้ไหม? ร้านที่เราไปกินด้วยกัน”

“คนที่หน้าเหมือนแบคฮยอนน่ะเหรอ?”

“ใช่” ชานยอลมองกรอบรูปของแบคฮยอนก่อนจะเอ่ยปากพูดต่อ “วันนั้น...เราใกล้กันมาก”

“...”

“ฉันมองเห็นจุดเล็ก ๆ ที่แก้มด้านขวา หรือว่าจะเป็นที่เหนือริมฝีปาก ฉันก็มองเห็นมันเหมือนกัน” เขารู้ว่ากำลังได้รับสายตาแปลก ๆ จากเพื่อน แต่ก็เลือกที่จะพูดสิ่งที่ตั้งใจเอาไว้ต่อไป “พวกนายอาจจะลืม อาจจะเป็นแค่ช่วงเวลาหนึ่งที่น่าตกใจ แต่สำหรับฉันแล้วมันติดค้าง มันอยู่ข้างใน ทั้งความคิด ทั้งความรู้สึก ทั้งหัวใจของฉัน...”

“นายทำอะไร?”

“ก่อนหน้าที่จะเป็นร้านอาหาร ที่ตรงนั้นเคยเป็นสตูดิโอของผู้หญิงที่ชื่ออีซูจอง แต่ดูเหมือนกิจการจะไปได้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ พอเลิกกิจการแล้วเลยตัดสินใจขายทั้งสตูดิโอและที่ดินให้กับคนที่เข้ามาติดต่อขอซื้อ ที่ดินตรงนั้นจึงกลายเป็นกรรมสิทธิ์ของคนที่ชื่อบยอนแบคบอม”

“...”

“สตูดิโอตรงนั้นถูกเปลี่ยนให้เป็นร้านอาหารสไตล์ยุโรปที่เน้นให้ผู้มาเยือนได้รับบรรยากาศอบอุ่นมากกว่าความรู้สึกหรูหรา พื้นที่ด้านหลังร้านถูกซื้อเพิ่มเติมเพื่อปรับปรุงเป็นลานจอดรถ เมื่อทุกอย่างเสร็จสมบูรณ์เรียบร้อยและสามารถเปิดให้บริการได้ การจดทะเบียนก่อตั้งกิจการก็เริ่มขึ้นโดยมีชื่อของหุ้นส่วนคือบยอนแบคบอม และคนที่บยอนแบคบอมโอนอสังหาริมทรัพย์ที่ตั้งอยู่บนที่ดินไปให้เป็นเจ้าของ หุ้นส่วนที่ชื่อ...บยอนแบคฮยอน”

“เป็นไปไม่ได้...”

“มันเป็นไปแล้ว” มือของคยองซูที่จับข้อมือของเขาเอาไว้เย็นเฉียบราวกับน้ำแข็ง ชานยอลรู้ว่าเพื่อนกำลังตกใจ “ฉันรู้ว่ามันทำใจให้เชื่อได้ยาก แต่...มันเป็นความจริง”

“ไม่จริง...” คยองซูมองหน้าเขาสลับกับมองรูปของแบคฮยอน “แล้ว

“ฉันเองก็คิดว่ามันไม่จริง คิดว่ามันเป็นไปไม่ได้เหมือนที่นายกำลังคิดอยู่ในตอนนี้” ชานยอลจับมือที่เย็นเฉียบของเพื่อนเอาไว้เพื่อลดอาการประหม่าในใจ “ทันทีที่รู้ ฉันตรงไปที่ร้านอาหารนั่น ถามหาคนที่ชื่อแบคฮยอน แล้วนายรู้ไหม ประโยคแรกที่ผู้ชายคนนั้นพูดกับฉันคืออะไร”

“เค้าพูดว่าอะไร?”

“เค้าบอกว่า...เค้ารู้อยู่แล้วว่าฉันต้องมา” เขาอดยิ้มออกมาไม่ได้เมื่อนึกถึงใบหน้าอิ่มเอิบของใครคนนั้น “เพราะว่าฉันเรียกชื่อเค้า ทั้งที่เราไม่รู้จักกัน”

“...”

“ไม่สิ ต้องบอกว่า...ใจของเรารู้จักกัน แต่สมองของเค้าจำไม่ได้ว่าฉันชื่ออะไร หรือว่าเรารู้จักกันได้ยังไง”

และเรา...เคยมีความสุขมากแค่ไหนเมื่อได้อยู่ด้วยกัน

“จำไม่ได้?”

“แบคฮยอน...ความจำเสื่อม”

 ชานยอลถ่ายทอดเรื่องราวทั้งหมดที่ตนเองได้รับรู้มาให้เพื่อนอย่างคยองซูได้ฟัง เพื่อนที่น้ำตาไหลลงมาไม่ต่างจากใจของเขาเพราะความสุขและความเสียใจที่เรามีต่อคนคนนี้ เราสุขใจที่ได้รู้ว่าแบคฮยอนยังมีชีวิตอยู่ แต่ก็เสียใจที่ในช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดของแบคฮยอน...กลับไม่มีเราอยู่ในนั้น ไม่ได้ช่วยเหลือ ไม่ได้ให้กำลังใจ ไม่ได้ผ่านพ้นมันมาด้วยกัน

เขาเข้าใจเมื่อเพื่อนร้องไห้ เข้าใจที่เพื่อนเอาแต่ถามเขาซ้ำ ๆ ว่าทำไม เข้าใจที่เพื่อนทรุดตัวลงนั่งกับพื้นเพราะเรื่องที่ได้ยินนั้นเกินกว่าที่หัวใจจะรับไหว ชานยอลอธิบายให้คยองซูได้ฟังต่อไปว่าถึงแม้ในตอนนี้จะไม่มีหลักฐานอะไรที่หนักแน่นไปมากกว่าชื่อที่ปรากฏอยู่ในใบแสดงกรรมสิทธิ์และความรู้สึกที่อยู่ในใจของเขา แต่อีกไม่นานเราจะได้รู้ความจริงจากคนที่อาจจะรู้เรื่องนี้ดีที่สุด แล้วชานยอลก็เชื่อว่าถ้าเขาถามออกไป พี่แบคบอมจะไม่มีวันปิดบังเขาอย่างแน่นอน

“แล้วนาย...ติดต่อพี่เค้าไปรึยัง?” คยองซูที่กำลังใช้เสื้อของตัวเองเช็ดน้ำตาถามเขาที่ตอบรับด้วยการพยักหน้า “พี่เค้าว่าไง?”

“อาทิตย์หน้า”

“แล้ว...มีใครรู้บ้างไหม นอกจากฉัน?”

“ไม่มี ฉันยังไม่ได้บอกใคร” ชานยอลไม่เคยพูดเรื่องนี้ให้ใครได้ฟัง คยองซูเป็นคนแรกที่ได้รับรู้ “แล้วฉันก็ไม่อยากให้นายพูดให้ใครฟัง จนกว่าจะแน่ใจจริง ๆ ว่าเรื่องทั้งหมดมันมีที่มาที่ไปยังไง”

“เข้าใจแล้ว” เพื่อนของชานยอลปาดน้ำตาเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะลุกขึ้นยืนด้วยสีหน้าที่มั่นคง “ถ้าอยากให้ช่วยอะไร บอกได้เลยนะ”

“อืม ถ้าได้เรื่องแล้วจะติดต่อไป”

“...”

“นายอยากเจอแบคฮยอนไหม?”

“ตอนนี้คงไม่ ฉัน...ต้องการเวลาสักหน่อย” คยองซูยิ้มออกมาเล็กน้อยก่อนจะหันไปมองแผ่นป้ายและรูปถ่ายที่ตัวเองพูดคุยด้วยมาตลอดหกปี “นี่ก็...โกหกทั้งเพสินะ”

“...”

“ไม่บอกอะไรฉันสักคำ ในฝันก็ได้!”

“จะมาบอกอะไร ก็จำไม่ได้เหมือนกัน” ชานยอลยิ้มออกมาเพราะคยองซูเองก็ยิ้มเหมือนกัน ความเป็นเพื่อนที่เรามีให้กันมาตลอดในระยะเวลาเกือบสิบห้าปีนั้นทำให้เขารู้ใจเพื่อนคนนี้ราวกับเป็นใจของตัวเอง เขารู้ว่าความเสียใจยังคงแทรกซึมอยู่ในทุกอณูความรู้สึกในหัวใจของเรา แต่สิ่งที่ต้องทำและแสดงออกมาคือการรับมือกับมันและเดินหน้าต่อไปให้ดีที่สุด “ฉัน

เสียงโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงที่ดังขึ้นนั้นทำให้ชานยอลต้องเก็บกลืนคำพูดของตัวเองลงไปก่อนจะหยิบมันขึ้นมาเพื่อรับสาย ตอนแรกเขาเข้าใจว่าคงเป็นรุ่นพี่ที่ทำงานโทรตามเขาให้กลับไปทำงานได้แล้ว ไหนบอกว่าลาครึ่งวัน แต่เบอร์ที่โชว์อยู่และชื่อที่ปรากฏนั้นทำให้เขาตัดสินใจส่งยิ้มให้คยองซู ก่อนจะกดรับสายและกดสปีคเกอร์เพื่อให้เพื่อนที่อยู่ด้วยกันได้รับฟัง  

“ครับ”

(เอ่อ...คุณ ผมแบคฮยอนนะครับ)

“ครับ” เขามองหน้าเพื่อนที่เหมือนจะล้มลงไปอีกรอบจนต้องใช้สิ่งของข้าง ๆ เป็นยึดเหนี่ยว “ผมทราบครับ คุณมีอะไรรึเปล่า?”

(คือผม...จริง ๆ แล้ววันนี้ผมจะลองทำเมนูใหม่ที่ร้าน อยากจะชวนคุณมาช่วยผมชิมน่ะครับ ในฐานะคนรู้จักกัน ไม่รู้ว่าคุณจะสะดวกไหม...)

“กี่โมงครับ?”

(...อาจจะดึกหน่อย สักสี่ทุ่มครึ่ง พอจะมาได้รึเปล่าครับ?)

“ครับ ผมจะไป” ชานยอลเต็มใจอย่างยิ่ง ไม่มีเหตุผลอะไรที่เขาจะต้องปฏิเสธ “เพิ่งตื่นเหรอครับ?”

(อ่า...ครับ)

“...”

(น่าอายจัง เสียงผมแหบเหรอครับ?)

“นิดหน่อยครับ อีกอย่างคุณทำงานกลางคืน ผมเลยพอจะเดาได้ว่าคุณคงเพิ่งตื่น”

(อายจังเลย... ความจริงผมคิดจะโทรตอนเย็น แต่กลัวคุณจะมีนัดก่อน ตื่นมาแล้วก็เลยรีบโทร ยังไงก็...เอาไว้เจอกันนะครับ)

“ครับ สวัสดีครับ”

ชานยอลกับคยองซูเดินออกจากสถานที่ที่เรามาเยี่ยมแบคฮยอนในอุดมคติด้วยกัน เมื่อก่อนมันคงเป็นความจริงและเราคงจะเคารพที่แห่งนี้ในฐานะที่มีป้ายของคนที่เรารักมากที่สุดตั้งอยู่ แต่ในตอนนี้ความคิดของเราเปลี่ยนแปลงเมื่อความเป็นจริงที่เกิดขึ้นมันเปลี่ยนไป

“เสียงเหมือนแบคฮยอนเลย...” คยองซูส่งยิ้มให้เขา “เล่าให้ฟังด้วยนะ”

“ไปด้วยกันได้นะ ฉันเชื่อว่าแบคฮยอนจะต้องดีใจ”

“ฉันต้องการเวลาจริง ๆ” เพื่อนของเขาคงยังทำใจให้ดีไม่ได้นัก แต่ก็ยังคงมีรอยยิ้มให้กัน “คิดถึงตอนที่ฝึกทำบราวนี่แล้วเอามาให้เราชิมเนอะ ทุกคนได้คนละหนึ่งชิ้น ส่วนไอ้ปาร์คชานยอลน่ะ...ทั้งถาด”

“แบคฮยอนบอกฉันว่าทำมาเกิน”

“เกินอะไรตั้งถาด นายเชื่อด้วยรึไง?”

“ไม่เชื่อหรอก แต่...” เขาคิดถึงเรื่องในอดีตสมัยมัธยม “ถ้าแบคฮยอนบอกให้เชื่อ ฉันก็เชื่อ”

“เบื้องหลังก็คือบอกเพื่อนว่าขอโทษน้า อยากให้ชานยอลกินเยอะ ๆ”

 วันธรรมดาวันหนึ่งในวัยมัธยมปลายปีหนึ่ง วันที่ชานยอลจำได้ว่ามีเรียนวิชาประวัติศาสตร์เป็นวิชาแรก เจ้าของรอยยิ้มแฉ่งเหมือนพระอาทิตย์ก็มาโรงเรียนพร้อมกับถุงกระดาษเต็มสองมือ บอกเพื่อน ๆ ด้วยน้ำเสียงที่น่ารักว่าเมื่อวันหยุดที่ผ่านมาฝึกทำบราวนี่ วันนี้มีมาแจกให้เพื่อนในห้องทุกคนเลยนะ คนละหนึ่งชิ้น กินแล้วติชมด้วยนะ เอาไว้จะทำมาให้อีก ก่อนที่เจ้าตัวจะเริ่มแจกเพื่อนทีละคน ได้รับคำขอบใจกลับมาจนเต็มแก้ม เอาเข้าจริงเขาก็ไม่รู้หรอกว่าแจกไปถึงไหนเพราะกำลังสั่งซื้อหนังสือผ่านโทรศัพท์ มารู้อีกทีก็ตอนที่มีถุงกระดาษวางลงบนโต๊ะ ส่วนเจ้าของนั้นเดินกลับไปนั่งที่ของตัวเอง ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ในถุงกระดาษมีบราวนี่ชิ้นโตอยู่หกชิ้น พร้อมกับกระดาษโน้ตแผ่นเล็ก ๆ ที่เขียนว่าทำมาเกินน่ะ ช่วยกินหน่อยนะ

“ฉันไม่เคยรู้เลยว่าแบคฮยอนบอกเพื่อนแบบนั้น”

“ก็มันบอกตอนนายไม่อยู่น่ะสิ พวกฉันก็เห็นใจ” คยองซูหัวเราะออกมาเมื่อนึกช่วงเวลาเก่า ๆ ของเรา “วันนี้ก็ตั้งใจเข้าล่ะ คำว่าอร่อยจากใครก็ไม่เท่าจากปากนายหรอก”

“...”

“ฝากด้วยนะ”

“อืม” 

ชานยอลรับปากเพื่อน รู้ดีแก่ใจว่าหมายความว่าอย่างไร

เขารู้ว่าก้าวต่อไปที่เลือกเดิน สิ่งที่ใจเลือกที่จะทำ มันจะมอบสิ่งที่เรียกว่าความเจ็บปวดกลับมาให้กับเขาไม่วันใดก็วันหนึ่ง

แต่อีกหนึ่งสิ่งที่เขารู้ และรู้แน่ชัดกว่าความเจ็บปวดนั้น...

เขาจะเจ็บเท่าไหร่ก็ได้ จะเสียใจแทบตายก็ไม่เป็นไร

ถ้าเกิดว่ามัน...จะทำให้แบคฮยอนมีความสุข

 

 

 

 

 

 

(ขอโทษนะครับที่ติดต่อมา แต่ไม่ทราบว่าอยู่ไหนแล้วเหรอครับ?)

“ผมใกล้จะถึงแล้วครับ” ชานยอลกำลังเดินทางไปที่ร้านอาหารของแบคฮยอน อีกไม่ถึงสามนาทีเขาก็คงจะถึงที่หมาย “จะขอโทษทำไมกันครับ ผมต่างหากที่ควรจะขอโทษที่ไม่ตรงเวลา แต่ผมส่งข้อความไปแล้ว คุณไม่ได้รับเหรอครับ?”

(ข้อความเหรอครับ?)

“ครับ”

(ผม...ยังไม่ได้เช็คเลยครับ ขอโทษจริง ๆ)

“ไม่เป็นไรครับ ผมดีใจนะที่คุณโทรมา” ชานยอลเปิดไฟเลี้ยวเพื่อส่งสัญญาณให้ผู้ขับรถคันอื่นรู้ว่าเขากำลังจะเลี้ยวในซอยด้านหน้า “ขอโทษนะครับที่ทำให้คุณกังวล ผมกำลังจะจอดรถแล้วครับ”

(...ถ้าอย่างนั้นผมออกไปรอข้างหน้านะครับ)

“ครับ ผมมองเห็นคุณแล้ว” ชานยอลมองเห็นคนที่กำลังเดินออกมาจากประตูหลังร้านของตัวเอง ก่อนที่เขาจะละสายตาเพื่อถอยรถเข้าที่จอดให้เรียบร้อย เวลาห้าทุ่มสิบห้านาทีนั้นมีคนบางตา เพราะถึงร้านจะปิดในเวลาเที่ยงคืน แต่ครัวนั้นจะปิดในเวลาห้าทุ่มครึ่ง

ถึงจะไม่ได้พูดอะไรแต่เขาก็ไม่ได้วางสาย ชานยอลเลือกที่จะถือโทรศัพท์แนบหูเอาไว้แม้กระทั่งตอนลงจากรถ ให้คนที่ยืนรอรับเขาพร้อมรอยยิ้มนั้นเป็นคนตัดสายโทรศัพท์ไปเมื่อเราได้พบเจอหน้ากัน

“ขอบคุณที่มานะครับ ผมกลัวว่าผมจะรบกวนคุณ...”

“รบกวนอะไรกันครับ ผมเต็มใจมา” เขาเดินเข้าร้านไปพร้อมแบคฮยอนที่ออกมารับเขาถึงบริเวณที่จอดรถ “ไม่ต้องกังวลนะครับ”

“ผม...กังวลเกินไปใช่ไหมครับ?”

“ครับ ถ้าผมจะมาก็คือจะมา อย่าคิดมากเลยครับ”

“ครับ” เจ้าของร้านอาหารในเสื้อเชิ้ตสีขาวยิ้มอย่างขัดเขินให้เขาได้เห็น ถึงจะไม่ใช่ครั้งแรกในความทรงจำของชานยอล แต่มันก็ทำให้ใจเต้นได้เสมอ “คือ...ผมเตรียมวัตถุดิบไว้ในครัว พอจะทำอาหารเป็นไหมครับ”

“หมายความถึงให้ผมไปเป็นลูกมือคุณ?”

“ก็...ประมาณนั้นครับ”

“...”

“หรือว่ามันจะมากเกินไปครับ ผมไม่ได้

“ผมยินดีครับ” ชานยอลส่งยิ้มให้คนที่ยิ้มกว้างให้เขาเหมือนกัน “นำไปเลยครับคุณเชฟ วันนี้อยากให้ผมช่วยอะไรครับ?”

อาหารจะอร่อยที่สุดถ้าหากได้บรรยากาศดี ๆ ภายในครัวและความสุขของคนทำอาหาร แบคฮยอนเคยบอกเขาเอาไว้ในมื้ออาหารกลางวันมื้อแรกที่เราทำด้วยกันหลังจากที่ย้ายเข้าไปอยู่ในคอนโดใกล้มหาวิทยาลัยที่เราศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาด้วยกัน อาหารกลางวันมื้อแรกของเราที่แบคฮยอนลงมือทำและมีเขาเป็นลูกมือนั้นเป็นอาหารธรรมดาอย่างสปาเก็ตตี้ผัดเบคอน ชานยอลจำได้ว่าตัวเองมีหน้าที่ต้มเส้นสปาเกตตี้ ทั้งยังต้มออกมาได้ดีเสียด้วย

“ผมตั้งใจว่าจะทำเมนูเด็กน่ะครับ เป็นสิ่งเดียวที่ร้านผมยังไม่มี” เชฟในวันนี้ผูกผ้ากันเปื้อนก่อนจะอธิบายให้เขาฟังที่จุดมุ่งหมายในวันนี้ “ลูกค้าร้านของผม เกือบครึ่งต่อครึ่งเลยที่สั่งเป็นอาหารจานเดียวมากกว่าจะสั่งมากินด้วยกัน แล้วพอมีเด็กน้อยมาด้วย อาหารก็เลยเหลือเพราะว่าทานไม่หมด”

“ครับ” ชานยอลตอบรับก่อนจะรับผ้ากันเปื้อนมาผูกไว้ที่เอว

“คุณคิดว่าเป็นอาหารจานเดียวที่เล็กลงมาหน่อย หรือว่าจะทำเป็นชุดดีครับ?”

“ผมคิดว่าจานเดียวน่าจะดีกว่าครับ” เขาแสดงความคิดเห็น “ถ้าเป็นเด็กก็อาจจะชอบเมนูเส้น คุณอาจจะลดปริมาณลงแล้วก็ลดราคาลงมา อาจจะตั้งชื่อว่า จูเนียร์ โทเมโท สปาเกตตี้”

“จะเก็บไว้พิจารณานะครับ น่าสนใจมาก ๆ” แบคฮยอนในวันนี้ดูอารมณ์ดีเป็นพิเศษ “เรา...มาเริ่มกันเลยนะครับ?”

“มาเริ่มกันเลยครับ”

เชฟบยอนแบคฮยอนอธิบายให้เขาฟังถึงเมนูในอาหารวันนี้ว่าเป็นจูเนียร์ เบอร์เกอร์ โดยที่ส่วนประกอบทุกอย่างที่จะนำมาทำเป็นเบอร์เกอร์นั้นจะมีส่วนผสมของผักรวมอยู่ด้วย ไม่ว่าจะเป็นตัวเนื้อที่ใช้เนื้อไก่เพื่อให้ย่อยง่ายสำหรับเด็ก โดยใช้ไก่สับผสมกับผัก ขนมปังที่มีการผสมแครอทหรือฟักทองลงไปในเนื้อ ซึ่งเจ้าตัวก็เอาขนมปังสีเหลืองส้มน่าทานมาให้เขาดู บอกว่าลองทำเมื่อตอนบ่าย ออกมาใช้ได้ทีเดียว

เขาเองก็ลองชิมขนมปังแครอทฟักทอง น่าทึ่งเหมือนกันที่ไม่ได้กินผักเลย มีแต่กลิ่นหอมของขนมปังที่ทำให้รู้สึกเจริญอาหาร

ไม่แปลกใจเท่าไหร่ที่ห่วงสุขภาพของเด็ก ๆ ถึงแม้จะไม่รู้จักกันก็ตาม แบคฮยอนชอบทำอาหารและรักการแบ่งปันมาตั้งแต่ไหนแต่ใร การคำนึงถึงสุขภาพคนรับประทานเองก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญสำหรับคนที่มีอาชีพในการทำอาหาร ถือเป็นการแบ่งปันความห่วงใยสู่ลูกค้าทุกคนที่มาใช้บริการที่นี่

อย่างน้อยมันก็ทำให้ชานยอลรู้ว่าสิ่งที่หายไปก็มีเพียงแต่ความทรงจำ จิตใจที่แสนดีของแบคฮยอนนั้นไม่เคยจางหายไปเลยไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม

“เครื่องเคียงมีสลัดแอปเปิ้ลเบอร์รี่ โรยกล้วยกรอบไว้ด้านบน แล้วก็จะมีตัวมันฝรั่งแท่งที่ผมเอาผักไปบดกับมันฝรั่งแล้วปั้นเป็นแท่ง มีสามสีเลย” คนนำเสนอพูดไปพูดไป “เป็นไงบ้างครับ พอใช้ได้ไหม?”

“คุณทำเอาผมอยากกลับไปเป็นเด็กเลย”

“ฮะ ๆ จริงเหรอครับ?” รอยยิ้มของแบคฮยอนทำให้แก้มกลม ๆ ยิ่งน่ารัก “ผมให้คุณเป็นเด็กชายอายุเจ็ดขวบหนึ่งวัน”

“...”

“รวบกวนเด็กน้อยชิมอาหารให้ผมด้วยนะครับ”

หน้าที่ของชานยอลในวันนี้คือการทำมันฝรั่งทอด เขายอมรับว่าครั้งสุดท้ายที่ได้ทำอาหารคือเมื่อหกปีที่แล้ว เมนูสุดท้ายที่ยังคงอยู่ในตำแหน่งผู้ช่วยคือไส้กรอกโฮมเมดชิ้นใหญ่ ๆ คนเป็นหัวหน้าใหญ่ก็คือแบคฮยอนที่ตอนนี้กำลังเอาไก่สับผสมกับผักชิ้นเล็ก ๆ ชุดเกล็ดขนมปังแล้วนำไปทอด ในขณะที่เขากำลังนำมันฝรั่งที่บดผสมกับบล็อกโคลี่มาบีบให้เป็นแท่ง ก่อนจะที่จะนำไปทอดในน้ำมันเพื่อให้กรอบนอกนุ่มใน

“ผมไม่รู้ว่ามันทำให้คุณลำบากรึเปล่า แต่ขอบคุณมากนะครับที่มาในวันนี้”

“ครับ” เขาตอบรับขณะตั้งใจทำหน้าที่ลูกมือให้ดีที่สุด

“ผมไม่รู้ว่ามันจะสนุกสำหรับคุณรึเปล่า แต่...คุณเป็นเพื่อนคนเดียวในชีวิตของผม”

“...”

“หมายถึง...คนที่รู้จักกันก่อนที่ผมจะประสบอุบัติเหตุน่ะครับ” แบคฮยอนยังคงยิ้มให้เขาเสมอ “อย่างที่ผมเคยบอกคุณ ถึงสมองจะจำไม่ได้ แต่หัวใจของผมรู้จักคุณ แล้วคุณ...ผมไม่รู้ว่าจะพูดดีรึเปล่า...”

ชานยอลยอมรับว่าหวั่นใจ เขากลัวว่าแบคฮยอนจะพูดอะไรที่มันอาจจะทำให้เขาไปไหนต่อไม่ได้ แต่ในขณะเดียวกัน ใจของชานยอลกลับคิดอย่างมีความสุขว่าแบคฮยอนก็คือแบคฮยอน คนที่ชอบใช้ช่วงเวลาที่คนเรากำลังจดจ่อกับอะไรบางอย่างในการบอกความในใจของตัวเอง

‘ชานยอล...’

‘ไง?’

‘จงอินบอกว่านายไม่สบาย ฉันก็เลยไปขอยาจากห้องพยาบาลมาให้ หายไว ๆ นะ ฉันเป็นห่วง’

กว่าจะละสายตาจากโจทย์ฟิสิกส์แล้วจับใจความประโยคนั้นได้ คนพูดก็หนีออกไปเข้าห้องน้ำอีกครั้งทั้งที่เพิ่งกลับเข้ามาได้ไม่ถึงสิบนาทีด้วยซ้ำ

“แต่ทุกครั้งที่ได้พูดคุยหรือว่าได้อยู่กับคุณ...ผมรู้สึกเหมือนได้ดื่มนมอุ่นในคืนที่อากาศต่ำกว่าสิบแปดองศาเลย”

“...”

“ผมจะไม่ขอให้คุณเข้าใจ แต่...ถ้าเกิดว่ามันมากเกินไป รบกวนบอกผมด้วยนะครับ”

แบคฮยอนกลับไปให้ความสนใจกับไก่ทอดที่กำลังเดือดอยู่ในน้ำมัน ในขณะที่ชานยอลนั้นต้องเก็บซ่อนขอบตาที่ร้อนผ่าวด้วยการขยับตัวไปหยิบมีดเล็ก ๆ ที่พอจะตัดมันฝรั่งให้เป็นขนาดพอดีคำได้

‘ถ้าได้กอดชานยอลนะ นมอุ่นก็ไม่สำคัญ นมอุ่นน่ะอิ่มท้องแต่กอดชานยอลน่ะอิ่มใจ อุ่นที่ใจด้วย’

‘ปากหวานนัก’

‘ต้องหวานอยู่แล้ว ชานยอลชิมทุกวัน’

‘วันนี้ยังไม่ได้ชิมเลย มาให้ชิมหน่อย’

‘ไม่เอาหรอก พูดแบบนี้ทีไร โดนกินทุกที’ 

ชานยอลจำเสียงหัวเราะของแบคฮยอนในวันนั้นได้ดี แต่ในวันนี้...มันไม่มีอีกแล้ว

ถึงจะมีแบคฮยอนอยู่ตรงหน้า แต่ก็เป็นแบคฮยอนที่ชานยอลกอดเอาไว้ไม่ได้ ไม่ใช่แบคฮยอนที่ชานยอลจะเอื้อมถึงอีกแล้ว ทุกอย่างมันเป็นความผิดของเขาทั้งนั้น เป็นความผิดของปาร์คชานยอลคนนี้ ถ้าหากวันนั้น ถ้าวันนั้น ถ้าเขา...รั้งแบคฮยอนเอาไว้ แล้วบอกว่าอย่าไป...

ทุกอย่างมันก็คงไม่เป็นแบบนี้

“แบคฮยอน”

“...”

“สิ่งที่คุณทำ...มันไม่เคยมากไป” ชานยอลสบตาเข้ากับคนที่หันมามองหน้าเขา ก่อนจะได้รับรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความรู้สึกยินดี “ผมดีใจมากที่ได้รับความรู้สึกนั้นจากคุณ”

และเขาขอบคุณ...ที่อย่างน้อยก็ยังมีโอกาสได้สัมผัสความรู้สึกนี้อีกครั้ง

“สองสามวันที่ผ่านมาผมหลับฝันดีทุกวันเลยนะ”

“คุณก็นะ...” คนพูดยิ้มอยู่กับไก่ที่กำลังพักไว้ให้อุณหภูมิพอดี แก้มกลมกลายเป็นสีชมพูระเรื่อ “...ไม่เห็นต้องบอกเลย”

“คุณเอาแต่กังวลใจ ผมเลยอยากบอกให้คุณรู้ว่าผม...มีความสุขมาก”

“ผมก็...มีความสุขเหมือนกัน”

ภายหลังจากได้รับนามบัตรมาในวันนั้น ชานยอลเป็นคนส่งข้อความไปตามเบอร์บนนามบัตรนั้นเพื่อให้อีกฝ่ายได้ทราบถึงเบอร์โทรศัพท์ของเขา และเราก็ผลัดกันตอบข้อความกันและกันตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ถึงจะเป็นข้อความที่มีระยะห่างในการตอบประมาณสองถึงสามชั่วโมงเพราะเราต่างทำงานหนักกันทั้งคู่ แต่คำว่าฝันดีนะครับของแบคฮยอนก็ทำให้ชานยอลนอนหลับไปทั้งที่ยังยิ้มอยู่มาหลายคืนแล้ว

ชานยอลรู้ว่าความสุขนี้คงจะอยู่กับเขาได้ไม่นาน แต่อย่างน้อย...ถ้าแบคฮยอนจะยิ้มได้อีกครั้งเพราะชานยอลคนนี้ เขาก็อยากจะเต็มที่กับช่วงเวลาที่มีอยู่ให้ได้มากที่สุด

“จัดจานไหมครับ?”

“เชิญเลยครับ ผมศิลปะ...ไม่ได้เรื่องเลย” เขายืนเคียงข้าง บอกคนที่ถามคำถามว่าตนเองนั้นไม่มีความสามารถทางด้านนี้เลย

“ขอโทษนะครับ แต่ว่าคุณ...ทำอาชีพอะไรเหรอครับ?” แบคฮยอนถามเขาในขณะที่ใช้ช้อนปาดครีมสลัดที่มีรสหวานนำเพราะผลไม้ที่ใช้มีรสเปรี้ยว

“ผมเป็นที่ปรึกษากฎหมายครับ” ชานยอลตอบไปมองแบคฮยอนจัดจานอาหารที่เหมือนงานศิลปะ “ด้านภาษี”

“ภาษี?”

“ครับ”

“ผมไม่รู้มาก่อนว่าภาษีต้องใช้นักกฎหมายด้วย นึกว่าต้องใช้นักบัญชีซะอีก” อีกฝ่ายดูไม่รู้จริง ๆ “แต่ทุกอย่างก็ต้องมีกฎหมาย คุณให้คำปรึกษาแบบไหนเหรอครับ เลี่ยงภาษี?”

“เราไม่ใช้คำแบบนั้นครับ ในวงการแล้วเราจะใช้ประโยคคำถามที่ว่า ทำอย่างไรถึงจะเสียภาษีได้น้อยที่สุด”

“ผมเข้าใจนะ มันก็คงเป็นสิ่งที่คุณต้องทำให้ลูกค้าที่เข้ามาปรึกษา เป็นหน้าที่ในอาชีพ”

“ครับ แต่ความจริงแล้วมันก็มีอย่างอื่นอีก พูดไปคุณก็คงไม่เข้าใจ บางครั้งผมก็ต้องวางแผนการเสียภาษีของบริษัทใหญ่ ๆ ให้ถูกต้อง เพราะถ้าพลาดขึ้นมา...ภาษีย้อนหลังอาจจะทำให้บัญชีของบริษัทผันผวนเลยก็ได้”

“...”

“แต่เราจะพูดเรื่องนี้กันจริง ๆ เหรอครับ?”

“ฮะ ๆ ขอโทษครับ ผมลืมไปว่าคุณเพิ่งเลิกงานมา ผมขอโทษจริง ๆ” คนตั้งคำถามหัวเราะอย่างอารมณ์ดีก่อนจะยกจานจูเนียร์เบอร์เกอร์ขึ้นตรงหน้าเขา “มาชิมกันครับ ว่าจะใช้ได้รึเปล่า”

เพราะว่าเป็นเมนูสำหรับเด็ก เครื่องดื่มที่ชานยอลได้รับในวันนี้คือน้ำส้มคั้นสดแก้วใหญ่หนึ่งแก้ว เช่นเดียวกับคนที่ทิ้งตัวลงนั่งข้างเขา ณ เก้าอี้ตัวเดิมในค่ำคืนแรกที่เราได้ใช้เวลาบอกเล่าเรื่องราวที่ประสบพบเจอมา วันที่ทำให้เขากลับมายิ้มได้อีกครั้งแม้ว่าความรู้สึกในใจจะขื่นขมก็ตาม

“อร่อยไหมครับ?”

“...”

“อย่าทำหน้าเบี้ยวสิ ผมคิดมากนะ” ถึงจะบอกว่าคิดมากแต่ก็ยังหัวเราะไปพูดไป คงเพราะรู้ว่าเขาแกล้ง “คุณนี่...ขี้แกล้งจัง”

“ผมอาจจะไม่ได้แกล้งก็ได้”

“อะไรกัน ถ้าอย่างนั้นจะบอกว่ามันไม่อร่อยเหรอครับ?”

“อร่อยครับ” ชานยอลส่งยิ้มให้เชฟฝีมือที่สุดในใจคนนี้ “ถ้าเป็นสำหรับเด็กแล้วผมคิดว่ารสชาติกำลังพอดี ไม่รสจัดไป”

“ครับ” แบคฮยอนตอบรับด้วยความตั้งใจ

“มันฝรั่งทอดอร่อยมาก ใครทำกันนะ?”

“ผมครับ ผมบดไว้ให้คุณขึ้นรูปให้”

“แต่ผมทอดนะ”

“ไม่ใช่ครับ น้ำมันทอด” รอยยิ้มทะเล้นปรากฏให้เขาได้เห็น ทำเอาอดใจไม่ไหวที่จะไม่ยิ้มตามไปด้วย “คุณอย่าขี้ตู่สิ”

“ขอโทษน้ำมันด้วยละกันที่ผมน่ะ...ขี้ตู่”

“คุณนี่...จริง ๆ เลย”

เขาแบ่งสลัดผลไม้ให้คนที่ส่ายหน้าไม่รับขนมปังกับไก่เพราะระบบย่อยอาหารไม่ค่อยดี ทานอาหารอย่างเนื้อสัตว์ไม่ได้เลย หากทานก็จะต้องเป็นปลา หรือไม่ก็จะต้องกำหนดน้ำหนักให้ชัดเจนเพื่อไม่ให้ระบบย่อยอาหารทำงานหนักเกินไป ปัจจุบันก็แทบจะเป็นมังสวิรัติไปแล้ว แต่ยังทานผลิตภัณฑ์จากสัตว์อยู่เพราะหมอบอกว่าให้กินไข่

“ยังพบหมออยู่เหรอครับ?”

“ครับ ประมาณ...สามเดือนครั้ง ตรวจสุขภาพทั่วไปน่ะครับ” แบคฮยอนตอบคำถามของเขา “ผมแข็งแรงที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้ว ความจริงหมอก็บอกว่าเว้นระยะเป็นหกเดือนก็ได้ แต่ว่าพี่ชายผมไม่ยอม ผมก็...เลยตามเลยน่ะครับ ไม่ได้ลำบากอะไร ผมรู้ว่าพี่เป็นห่วงผม”

“ครับ...”

“ความจริงแล้ว...ผมมีเรื่องสงสัยนิดหน่อยนะครับ” คนมีเรื่องสงสัยยืดหลังตรง เป็นสัญญาณว่ามีเรื่องอยู่ในใจและต้องการจะถามออกมา “ผมมาคิดดูแล้ว คุณ...เคยคิดจะติดต่อผมบ้างไหมครับ?”

“...”

“ถ้าผมไปเรียนต่างประเทศจริง ๆ หมายถึง...ถ้าคุณรู้ว่าผมไปเรียนที่อื่น เราก็น่าจะยังคุยกันได้บ้าง ใช่ไหมครับ”

“คุณเปลี่ยนเบอร์ครับ”

“...”

“เบอร์ที่ผมมีกับเบอร์บนนามบัตรคุณไม่ได้ใกล้เคียงกันเลย แล้ว...พวกโซเชียลต่าง ๆ แอคเคานท์ของคุณหายไปหมด ไม่เหลืออะไรเอาไว้เลย”

“...ครับ” คนฟังพยักหน้าอย่างเชื่องช้า “พี่ชายของผม...คงจัดการทุกอย่าง”

ชานยอลคิดจะพูดว่าเขากับพี่แบคบอมนั้นรู้จักกันให้แบคฮยอนได้รู้ แต่เมื่อคิดทบทวนดูอีกครั้ง เขาคิดว่ามันคงไม่ใช่เรื่องที่ดีถ้าพูดออกไป เพียงคำพูดเดียวที่ไม่คิดให้ถี่ถ้วนอาจจะเปลี่ยนแปลงอนาคตของเขาไปตลอดกาล เส้นทางในชีวิตอาจพลิกผันได้จากการตัดสินใจเดียวที่พลาดไป

“แต่...คุณรู้ใช่ไหมครับว่าผมประสบอุบัติเหตุ?”

“ครับ ผมรู้”

“ผมไม่อยากจะพูดออกมาแบบนี้เลย แต่...ตั้งแต่ผมได้พบกับคุณ ผมคิดว่าชีวิตของผมมีเรื่องที่ไม่เข้าใจอยู่เยอะเลย เรื่องที่ทำความเข้าใจไม่ได้ เรื่องที่แปลก ๆ” แบคฮยอนยกน้ำส้มขึ้นดื่ม “มันไม่ปะติดปะต่อกัน”

“...”

“แต่ผมรู้นะ ว่าผมควรจะถามใคร”

“ครับ” ชานยอลเองก็เข้าใจความคิดของแบคฮยอน เพราะคนที่อยู่ในความคิดของเจ้าตัวนั้นเป็นคนเดียวกันกับที่จะให้คำอธิบายได้ทุกอย่างสำหรับเรื่องที่เกิดขึ้น

“ปกติแล้ว...ผมเขียนบันทึกบ้างไหมครับ คุณพอจะรู้รึเปล่า”

“คุณเขียนครับ จะเป็นสมุดเล่มเล็ก ๆ ที่มีตารางสามร้อยหกสิบห้าวัน แล้วก็พื้นที่ไว้เขียนว่าวันนี้ทำอะไรไปบ้าง รายชื่อสิ่งที่ต้องทำ” ชานยอลจำภาพแบคฮยอนเขียนบันทึกก่อนนอนได้ทุกวัน บางครั้งก็นั่งตัดรูปที่ปริ้นท์ออกมาเพราะจะเอาไปแปะในสมุด

“ผมเองก็รู้สึกเหมือนกันว่าตัวเองน่าจะเขียนบันทึกอะไรไว้บ้าง ตั้งแต่ฟื้นแล้วจับปากกาได้ผมก็เขียนบันทึกมาตลอด แต่คุณเชื่อไหม...ว่าของที่ผมได้รับทั้งหมด ของที่อยู่ในห้องของผม สิ่งที่เป็นบันทึกความทรงจำมันหายไปหมดเลย”

“...”

“ผมอยากจะจำคุณให้ได้เร็ว ๆ อยากจะเรียกชื่อของคุณบ้าง แต่...มันเหมือนผมกำลังต่อสู้กับความว่างเปล่าอยู่เลย”

“...”

“ผมทรมาน”

แบคฮยอนผ่อนลมหายใจให้เขาได้เห็นก่อนจะระบายรอยยิ้มออกมา มันเป็นรอยยิ้มที่ทำให้ชานยอลรู้สึกอึดอัด แต่ก็ทำให้เข้าใจว่าหัวใจของแบคฮยอนคงยอมรับสิ่งที่ตัวเองเป็นได้อย่างดี เพียงแค่บางครั้งอาจจะต้องการระบายมันออกมาบ้าง อาจจะผ่านคำพูด ผ่านความรู้สึก หรือผ่านการถอนหายใจ

“...ผมมีของจะให้คุณ” ชานยอลตัดสินใจหยิบกระเป๋าสตางค์ของตัวเองออกมา ใช้ฝ่ามือบดบังรูปคู่ของเขากับแบคฮยอนเอาไว้เพราะเขาคิดว่าในเวลานี้อีกฝ่ายไม่ควรจะเห็นมัน มือข้างหนึ่งหยิบกระดาษแข็งใบหนึ่งที่มีรอยขาดที่มุมกระดาษ สีซีดจางไปตามกาลเวลา

“...สวนสัตว์ซองวอน?”

“ครับ” เขายิ้มเมื่อคนที่รับกระดาษเก่า ๆ ไปมีสีหน้างุนงงเมื่อเห็นว่ามันเป็นบัตรเข้าชมสวนสัตว์ “พลิกดูด้านหลังสิ”

“...ห้ามทำหายนะ ไม่งั้นจะงอนสิบปีเลย” แบคฮยอนอ่านข้อความที่เขียนด้วยปากกาสีดำหลังบัตรเข้าชมสวนสัตว์เก่า ๆ แผ่นนี้ “นี่...ลายมือผมเหรอครับ?”

“ครับ นั่นลายมือคุณ ตอน...มัธยมปลายปีที่สาม” ใจของชานยอลเต้นเร็วขึ้นเมื่อเห็นแววตาที่เป็นประกาย ไม่ใช่แววตาที่รู้สึกท้อแท้ในใจ “เราไปเที่ยวด้วยกัน คุณร้องไห้ตอนให้อาหารยีราฟด้วย เพราะว่า...ดีใจ”

“จริงเหรอครับ...” แววตาที่คลอไปด้วยน้ำตาสบเข้ากับดวงตากับเขา “เรา...รู้จักกันมาตั้งแต่มัธยม...”

“ครับ ตั้งแต่เรียนมัธยมแล้ว”

“ผม...ดีใจ” แบคฮยอนยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาที่หางตาของตัวเอง “ขอบคุณนะครับ”

“...”

“ผมจะงอนคุณตั้งสิบปีแน่ะ อะไรของผมกันนะ...”

“แบคฮยอน”

“...”

“ถ้าเกิดว่าคุณจะจำผมไม่ได้จริง ๆ ผมอยากให้คุณรู้ว่าผมไม่เคยคิดเสียใจเลย” ชานยอลอยากจะกอดคนตรงหน้าเอาไว้ให้แน่น แต่สิ่งเขาพอจะทำได้ก็มีเพียงแต่การสบตากับแววตาที่เขารักมากที่สุดเท่านั้น “การที่เราได้พบกันอีกครั้ง มันมีค่ามากที่สุดแล้ว”

“...”

“และผมดีใจจริง ๆ ที่ได้ใช้เวลาไปกับคุณ”

เป็นช่วงเวลาที่ชานยอลจะไม่มีวันลืม 

ถึงแม้ว่าแบคฮยอนจะจำมันไม่ได้ก็ตาม

 

 

 

 

 

 

“พรุ่งนี้ใครไปพบเจ้าหน้าที่กรม จะโอนสายให้”

“ฉัน นายโอนมาเลย” พี่คนที่โต๊ะอยู่ใกล้กันตอบรับก่อนจะหันหน้ามาหาเขา “ชานยอลว่างไหม ไปกับพี่หน่อย”

“วันไหนครับ?”

“พรุ่งนี้ เก้าโมงเช้าเลย” รุ่นพี่รอเขาตอบก่อนที่จะรับสายลูกค้าที่ถูกโอนเข้ามา “ไปกับพี่เถอะ พี่ต้องการมันสมองของคนอายุยังไม่ถึงสามสิบ”

“ได้ครับ ผมไปได้” ชานยอลยิ้มรับรุ่นพี่ในสำนักงาน ก่อนจะมองปฏิทินที่วงวันที่ของวันพรุ่งนี้เอาไว้พร้อมกับเขียนเวลาว่า 14.00 เวลาที่เขาจะต้องไปตามนัดของพี่แบคบอมที่ติดต่อมาหลังจากได้ข้อความจากเขา พี่ชายคนสนิทตอบกลับว่าตนนั้นว่างในวันพรุ่งนี้ เป็นเวลาหลังจากเสร็จการประชุมพอดี เราจะไปพบกันที่คาเฟ่ร้านประจำที่เคยไปนั่งปรึกษาเรื่องราวต่าง ๆ ในชีวิตด้วยกัน

ทั้งยังเป็นที่ที่เราได้พบเจอกันครั้งแรกอีกด้วย

‘กลับบ้านยังไง?’

‘เดี๋ยวพี่ชายมารับน่ะ’ คนแก้มกลมที่กำลังนั่งดื่มวานิลลามิลค์เชคอยู่ส่งยิ้มน้อย ๆ ให้เขา ‘นาย...กลับก่อนก็ได้นะ เดี๋ยวจะดึกกว่านี้’

ภายนอกคาเฟ่ที่สว่างจากแสงสีส้มนวลทำให้เกิดบรรยากาศอบอุ่นต่างจากภายนอกที่ฝนตกพรำนั้น มีชานยอลกับแบคฮยอนนั่งอยู่ภายใน ส่วนเพื่อนอีกสี่คนนั้นแยกย้ายกันกลับบ้านไปแล้ว ตัวชานยอลเองต้องรอให้ฝนหยุดตกก่อนเพราะขับมอเตอร์ไซค์มา ก่อนที่จะมานั่งทำรายงานกันที่นี่เขาต้องกลับบ้านไปเอาหนังสือที่ลืมเอาไว้ เพราะกลัวว่าจะช้าเลยเลือกใช้มอเตอร์ไซค์เป็นยานพาหนะ สุดท้ายแล้วฝนกลับมาตกในเวลาที่ต้องกลับบ้านแบบนี้

เพียงแต่เขากลับรู้สึกโชคดีมากกว่าที่ตัวเองเลือกใช้มันในการมาที่นี่ เพราะมันทำให้เขาได้นั่งอยู่กับคนที่น่ารักที่สุดในโลกสำหรับใจของเขา ยิ่งในวินาทีที่เราสบตากัน...เขายิ่งคิดว่าแบคฮยอนน่ารักที่สุดเลย

‘ไม่อยากให้อยู่?’

‘ไม่ใช่นะ!’ คนพูดเกือบสำลักนมจนเขาต้องหยิบทิชชูให้ ‘ฉัน...เกรงใจ แต่อยากให้อยู่นะ...’

‘ฉันขี่มอเตอร์ไซค์มาน่ะ เลยต้องรอให้ฝนหยุดก่อน’

‘อื้อ...’ แบคฮยอนหลบตาเขาก่อนจะก้มลงมองโทรศัพท์ของตัวเอง ‘พี่ชายฉันมาแล้วล่ะ แต่เดี๋ยวให้พี่เข้ามานั่งด้วยนะ...’

‘…’

‘รอให้ฝนหยุดก่อน...แล้วค่อยกลับ’

วันนั้นเป็นวันแรกที่ชานยอลได้เจอกับพี่ชายสุดที่รักของแบคฮยอน พี่แบคบอมที่เคยบอกเขาว่าวันนั้นน่ะ ทั้งที่ตกลงกันเอาไว้อย่างดีว่าจะรีบวิ่งมาขึ้นรถหากไปถึงแล้ว แต่น้องชายตัวดีกลับเปลี่ยนแผนให้พี่แบคบอมหาที่จอดรถเพราะอยากจะอยู่รอเขา...ที่จะต้องกลับบ้านในเวลาที่ฝนหยุด

เมื่อมองออกไปนอกสำนักงาน เขาก็มองเห็นเม็ดฝนที่กำลังโปรยปรายลงมาในเวลาเที่ยงวันที่แดดจ้าและอากาศร้อนแต่ก็ยังคงมีเม็ดฝนให้ได้รู้สึกชุ่มฉ่ำ พอเบนสายตามามองที่กรอบรูปบนโต๊ะ ชานยอลก็เอื้อมมือไปหาก่อนจะใช้ปลายนิ้วก้อยปัดบริเวณจมูกของใบหน้าที่อยู่ในกรอบรูปเชิงหยอกล้อ แต่ก่อนเขาคงคิดถึงว่าจะเล่นน้ำฝนอยู่บนฟ้าจนเป็นหวัดรึเปล่า บนนั้นจะมีคนช่วยดูแลให้กินยาถูกต้องและตรงเวลาไหม แต่ในตอนนี้เขากลับคิดว่าอีกฝ่ายจะตื่นรึยังนะ ถ้าตื่นแล้วกินข้าวรึยัง หรือว่ากำลังทำอะไรอยู่

“โทรศัพท์มันดังทั้งวันเลยเว้ย แผนกเรามันป๊อปปูล่าร์ตั้งแต่เมื่อไหร่วะ” พี่ที่อยู่ใกล้โทรศัพท์มากที่สุดบ่นเล็กน้อยก่อนจะเอื้อมมือไปรับโทรศัพท์ ในขณะที่ชานยอลนั้นทำเพียงแค่ส่งยิ้มให้ก่อนจะหันไปรับงานจากรุ่นพี่ในแผนกอีกคน

“พรุ่งนี้เจอกันที่กรมเก้าโมงเลยนะ พี่ส่งข้อมูลให้แล้ว ชานยอลอ่านแล้วทำความเข้าใจนะ ลองหาช่องโหว่แล้วก็ลองคิดคำถามที่กรมอาจจะถามเรา” รุ่นพี่ยิ้มให้ชานยอลอย่างเป็นกันเอง “ไม่ต้องพูดเยอะหรอกเนอะ น้องพี่มันเก่ง”

“ขอบคุณครับ”

“เฮ้ย เพื่อนใครชื่อบยอนแบคฮยอน?”

“ผมครับ” ชานยอลเกือบผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้ ทั้งตกใจทั้งสงสัยที่ได้ยินชื่อของคนที่อยู่ในความคิดของเขาเสมอ แต่มันไม่ควรได้ยินในเวลานี้เลย “มีอะไรรึเปล่าครับ?”

“ประชาสัมพันธ์โทรมา บอกว่ารออยู่ข้างล่าง”

“ครับ” คราวนี้เขาลุกขึ้นจากเก้าอี้จริง ๆ คว้าของจำเป็นที่วางอยู่บนโต๊ะก่อนจะบอกลาพี่ ๆ ที่นั่งทำงานกันอยู่ “ขอตัวสักครู่นะครับ เดี๋ยวผมกลับมา”

“ตามสบายครับไอ้น้อง พวกพี่จะนั่งทำงานอยู่ตรงนี้!”

ความจริงแล้วตอนนี้ก็เป็นเวลาพักกลางวัน แต่ส่วนมากแล้วในสำนักงานก็ไม่ค่อยมีใครรับประทานอาหารตรงเวลาสักเท่าไหร่ ในเวลาเที่ยงสิบห้านาทีอย่างนี้ก็ยังไม่ค่อยเห็นใครผละออกจากโต๊ะทำงานของตัวเองเลยสักคน ปกติแล้วชานยอลก็คงเป็นหนึ่งในนั้นที่ยังคงใช้เวลาไปกับงานของตัวเอง เพียงแต่ในเวลานี้ที่เขากำลังอยู่ในลิฟต์เพื่อลงไปข้างล่าง ในใจเต็มไปด้วยความรู้สึกตื่นเต้นและสงสัยว่าแบคฮยอนมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ได้

เขาจำได้ว่าตัวเองเคยบอกสถานที่ทำงานกับแบคฮยอนไป แต่ก็ไม่ได้คิดว่าจะมาหากันแบบนี้ หรือว่าจะมีเรื่องด่วน มีเรื่องสำคัญที่ต้องการความช่วยเหลือจาก ‘เพื่อน’ อย่างปาร์คชานยอลคนนี้

มาทำอะไรกันนะ?

“แบคฮยอน”

“คุณ...” เจ้าของชื่อลุกขึ้นจากโซฟาบริเวณรับรองลูกค้าที่มาติดต่อใช้บริการของสำนักงานที่อยู่ภายในตึกสูงแห่งนี้ ก่อนจะส่งยิ้มให้กันอย่างจริงใจ “รบกวนไหมครับ ทำงานอยู่รึเปล่า?”

“พักเที่ยงแล้วครับ” เขาตอบตามความจริง “มีอะไรรึเปล่าครับ?”

“เอ่อ...เมื่อคืน...”

“ครับ” ชานยอลสบตากับคนที่เหมือนจะเรียบเรียงคำพูดไม่ถูก

“คุณ...พิมพ์ข้อความมาว่าไม่ค่อยได้ทานข้าวกลางวันเท่าไหร่...”

“...”

“ผมก็เลย...ทำมาให้ครับ” ถุงกระดาษสีขาวในมือของแบคฮยอนถูกยื่นมาตรงหน้าของเขา “ไม่รู้ว่าจะถูกปากรึเปล่า ลองทานดูนะครับ”

“...ขอบคุณครับ” ชานยอลรับมันมาไว้ในมือของตัวเอง สูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเก็บอาการที่อยู่ในใจ ถ้าหากว่าเราไม่รู้จักกันมาก่อน เขาคงคิดว่ามันเป็นการรบกวนแบคฮยอน ความจริงในตอนนี้เขาก็ยังคิด แต่ก็รู้ว่าถ้าพูดออกไปมันคงทำให้อีกฝ่ายไม่ชอบใจ “จะไปที่ร้านกี่โมงครับ พอจะมีเวลาไหม?”

“ผมเข้าร้านประมาณบ่ายสองโมง” แบคฮยอนตอบคำถามด้วยรอยยิ้มกว้าง “มีเวลาเหลือเฟือเลยครับ”

ชานยอลพาแบคฮยอนเข้าไปนั่งด้านในที่มีที่นั่งเอาไว้บริการสำหรับผู้ที่เข้ามาติดต่อและพนักงานที่ทำงานอยู่ที่นี่ ในใจของเขาเต็มไปด้วยคำถาม แต่ก็รู้ดีว่าในคำถามเหล่านั้น ตัวเขาเองก็มีคำตอบให้มันอยู่แล้ว ชานยอลจะไม่พูดว่าตัวเองเข้าใจความรู้สึกของคนที่ต้องผ่านเรื่องเลวร้ายในชีวิตมาอย่างแบคฮยอน แต่เขาเองรับรู้ได้ถึงความรู้สึกของการได้รู้จักใครสักคนที่รู้จักเราจริง ๆ เหมือนกับที่แบคฮยอนรู้สึกต่อเขา ในช่วงเวลาที่ต้องใช้ชีวิตอย่างคนที่ไม่มีความหลัง การที่ได้รู้จักกัน มันคงทำให้แบคฮยอนรู้สึกเหมือนเจอบางสิ่งบางอย่างที่หายไป

ถึงเราจะได้เป็นแค่เพื่อนกัน ถึงชานยอลจะเป็นได้แค่นั้น แต่เขาก็มีความสุขแล้ว

หลังจากที่ตอบข้อความกันเมื่อคืน คงจะเกิดความคิดหนึ่งขึ้นในหัวของแบคฮยอน เป็นความตั้งใจที่เกิดขึ้นว่าอยากจะทำอาหารมาให้เขาในเวลาเที่ยงวันแบบนี้ ได้ใช้เวลาพูดคุยกันฉันเพื่อนเพื่อตามหาเรื่องราวในชีวิตของตัวเอง หรือจะเป็นเรื่องที่แบคฮยอนเคยบอกกับเขา เรื่องที่รวมอยู่ในความหมายของประโยคที่ว่า ‘ผมมีอะไรอยากเล่าให้คุณฟังเยอะเลย’

“ถ้าผมพูดว่าไม่อยากให้คุณลำบาก คุณก็จะตอบว่าไม่ลำบากใช่ไหมครับ?”

“ครับ ผมจะต้องตอบอย่างนั้นแน่นอน” คนที่ทิ้งตัวลงนั่งตรงข้ามเขายิ้มกว้าง จัดแจงถุงกระดาษที่เขาเป็นคนวางลงบนโต๊ะ “เราไม่ได้เจอหน้ากันตั้ง...หนึ่งสองสามวันแล้วนะครับ”

“คุณทานอะไรมารึยังครับ?” ชานยอลถามคนที่ไม่ยอมให้เขาทำอะไรนอกจากนั่งมองอยู่แบบนี้ ยิ้มกว้างออกมาเพราะเก็บความรู้สึกไม่ได้เนื่องจากคำว่าหนึ่งสองสามวันนั่นแหละ

“ตอนแรกผมคิดจะทานมาก่อนครับ แต่ใจมันบอกว่าผมควรจะใส่กล่องมานั่งทานกับคุณ ก็เลยทำของตัวเองมาด้วย” สันในหมูราดซอสพริกไทยขาวถูกวางลงตรงหน้าของชานยอล ตามด้วยกล่องสลัดเล็ก ๆ “ถ้าคุณไม่ชวนผมคงเก้อเลย”

“ผมต้องชวนอยู่แล้ว” ชานยอลไม่มีทางปล่อยให้แบคฮยอนกลับไป ถ้าอีกฝ่ายบอกว่ามีเวลาเหลือเฟือ “ผมไม่คิดว่าคุณจะมาที่นี่...”

“ผมเพิ่งจะเปิดแผนที่ดูก่อนจะมานี่เองครับ พอจะจำได้ว่าสำนักงานของคุณชื่ออะไร ผมจำได้ด้วยว่าคุณทำแผนกภาษี แต่ผมไม่ได้แอบค้นหาชื่อของคุณเลยนะครับ ผมจะไม่ขี้โกง”

“ขอบคุณสำหรับความซื่อสัตย์ครับ”

“ครับ” แบคฮยอนเปิดกล่องอาหารของตัวเอง เมื่อมองไปก็พบว่าเป็นซีซาร์สลัด มีฟักทองนึ่งกับมันหวานอยู่อีกกล่อง มีกุ้งผัดซอสเพสโตที่อยู่ในกล่องเล็ก ๆ และผลไม้อย่างองุ่นที่ถูกเลื่อนมาไว้ตรงกลางระหว่างเรา สื่อออกมาได้ว่าเป็นของหวานที่จะให้เขาทานด้วย “ผมไม่รู้มาก่อนเลยว่าสำนักงานของคุณจะมีชื่อเสียงมากขนาดนี้ คือ...มันขึ้นในช่องการค้นหาน่ะครับ ผมก็เลยนั่งอ่านตอนที่พอมีเวลา คุณ...คงจะเป็นคนที่เก่งมาก ๆ”

“ไม่หรอกครับ ผมก็...พอไปได้”

“คุณถ่อมตัว ผมรู้” แบคฮยอนทำหน้าเหมือนรู้ทันเขา “ทานเลยครับ แล้วบอกผมด้วยนะว่าอร่อยรึเปล่า”

“ไม่อร่อยครับ”

“คุณอ่ะ...” คนน่ารักทำปากยื่นให้เขาได้หัวเราะ “ยังไม่ทันจะทานเลย”

“จะทานแล้วนะครับ”

ชานยอลใช้มีดตัดสันในหมูชุ่มฉ่ำในกล่องใส่อาหารเป็นชิ้นพอดีคำ ก่อนจะนำเข้าปากเพื่อลิ้มรสชาติแห่งความอร่อยที่ตัวเขาเองนั้นรับรู้ได้ด้วยใจว่ารสมือของแบคฮยอนนั้นไม่มีทางไม่อร่อยสำหรับเขา ทานมาตั้งเท่าไหร่ ไม่เคยมีครั้งไหนที่ไม่อร่อยเลย

สีหน้าของคนลุ้นสุดตัวทำให้เขาเลือกที่จะทานอาหารในกล่องไปเงียบ ๆ โดยไม่พูดอะไร ตั้งใจจะเงียบไปจนจบมื้อเสียด้วยซ้ำ แต่ใจของเขาก็ทำไม่ลงเมื่อเห็นว่าเจ้าของอาหารนั้นถือส้อมเอาไว้ในมือแต่ไม่ยอมใช้มันนำอาหารเข้าปากสักที

“อร่อยเสมอครับ คุณเองก็ทานได้แล้ว”

“...คุณแกล้งผม”

“ผมไม่ได้แกล้งคุณครับ” ชานยอลยิ้มให้คนที่ทำท่าเหมือนจะเอาส้อมจิ้มมือเขา แต่สุดท้ายก็ใช้มันจิ้มกุ้งเข้าปาก เป็นเนื้อสัตว์ย่อยง่ายที่เจ้าตัวเคยบอกเขาว่าหมอให้ทานแบบนี้ “คุณไม่เคยทำอาหารไม่อร่อยเลย”

“จริงเหรอครับ?”

“ครับ”

“ผม...คิดว่าคุณเคยทานอาหารฝีมือผมมาบ้าง หมายถึงก่อนที่จะเกิดเหตุน่ะครับ ผมอยากรู้ว่าคุณ...ชอบเมนูไหนมากที่สุดเหรอครับ?”

“ผม...ชอบซุปเต้าเจี้ยวฝีมือคุณครับ”

“...” 

“กับข้าวสวยสักถ้วยแล้วก็กิมจิที่คุณหมักเอง แค่นั้นก็อร่อยแล้วครับ”

แก้มกลมขึ้นสีชมพูระเรื่อปรากฏขึ้นในสายตาของเขา ก่อนที่เจ้าของจะซ่อนมันเอาไว้ให้พ้นด้วยการก้มลงกินฟักทองนึ่งซึ่งเป็นอาหารกลางวันของตัวเอง ไม่ยอมสบตากับเขาที่ตั้งใจมองแบคฮยอนด้วยหัวใจที่ตัวเองมี ชานยอลจำได้ดีว่าตัวเองนั้นเคยได้ยินคำถามแบบนี้มาแล้วในค่ำคืนหนึ่งที่แบคฮยอนกำลังนอนดูสูตรอาหารอยู่ในโทรศัพท์ มีหมอนและผ้าห่มเป็นเขาที่นอนกอดแบคฮยอนจากด้านหลัง ดูสูตรอาหารไปด้วยกัน

‘นายชอบกินอะไรที่สุด อาหารที่ฉันทำน่ะ’

‘ทุกอย่างเลย?’

‘ใช่ ทุกอย่างเลย บอกหน่อยสิ อยากรู้’

‘แบคฮยอน’

‘เดี๋ยวก็ตีเลย พูดอะไรเนี่ย…’

‘อืม...’ เขายิ้มออกมาเมื่อโดนตีเข้าให้ที่แขนหนึ่งที ‘ซุปเต้าเจี้ยว’

‘ซุปเต้าเจี้ยว?’ คนที่นอนหนุนอกเขาเงยหน้าขึ้นมาสบตากัน ‘จริงเหรอ?’

‘ทำไมล่ะ ก็ฉันชอบนี่...’ ชานยอลแนบริมฝีปากลงไปบนหน้าผากของคนที่อยู่ในอ้อมกอด ‘ยิ่งได้กินไปมองหน้านายไป อร่อยที่สุดในโลกเลย’

‘แล้ววันนี้ชานยอลอยากกินแบคฮยอนไหม?’

‘อยากครับ’

วันนั้นแบคฮยอนก็แก้มเป็นสีชมพูระเรื่อ หัวเราะออกมาด้วยความขวยเขินเมื่อเขาดึงผ้าห่มขึ้นคลุมร่างของเราสองคน ชานยอลคิดถึงช่วงเวลานั้นที่เขาได้กอดแบคฮยอน ได้อิงแอบแนบชิดแลกเปลี่ยนความอบอุ่นซึ่งกันละกัน แต่ในวันนี้ที่ทำได้เพียงสบตาและยิ้มให้กัน เขาก็เชื่อว่ามันเป็นอะไรที่ดีที่สุดที่พอจะทำได้แล้ว และมันทำให้ชานยอลมีความสุขมากจริง ๆ

ที่วันนี้เขายังได้มีโอกาสมองเห็นอีกฝ่ายยังมีลมหายใจ ยังได้ใช้ชีวิตอยู่ในโลกใบเดียวกับเขา ใช้เวลาที่กำลังเดินอยู่ไปพร้อม ๆ กัน

“คราวหน้า...ผมจะทำซุปเต้าเจี้ยวให้ทานนะครับ”

“ขอบคุณครับ” เขาเอาดอกกะหล่ำทอดสไตล์เม็กซิกันที่เป็นเครื่องเคียงเข้าปาก เมนูนี้เขาไม่เคยได้ทานมาก่อน แต่เมื่อได้รับรู้รสชาติแล้วก็รู้สึกอิ่มท้องและอิ่มใจเพราะมันอร่อยจริง ๆ “เอาหมูไปทานไหมครับ คุณทำอร่อยนะ”

“ผมก็อยากทานนะครับ แต่นึกตอนตัวเองปวดท้องแล้วไม่อยากทานเลย” แบคฮยอนหัวเราะเบา ๆ ในขณะที่ใจของเขานั้นรู้สึกปวดหนึบขึ้นมาเมื่อได้ยินเช่นนั้น

“คุณ...ปวดท้องมากไหมครับ แล้วมันทำให้เจ็บตรงไหนไหม?”

“ผมปวดท้องครับ เพราะว่าอาหารไม่ย่อย แต่ไม่เจ็บตรงไหนหรอกครับ” คนตอบยิ้มเขินเมื่อต้องพูดเรื่องอาหารไม่ย่อย “...มันทำให้นอนไม่หลับ”

“แล้วกินชีสมันไม่ย่อยยากหรือครับ?”

“ก็ยากครับ แต่...มันก็ไม่เท่าเนื้อแล้วก็...”

“คุณชอบกิน”

“ครับ ผมชอบกิน” แบคฮยอนหัวเราะ “สลัดของผมต้องใส่ชีสแต่ไม่ใส่แตงกวาครับ แล้วก็...นี่ครับ ผมให้”

ขนมปังกรอบที่ใส่ในซีซาร์สลัดถูกนำมาไว้ในกล่องของเขาเพื่อให้ลองชิมดู คนนำเสนอบอกว่าเป็นสูตรที่ทำขึ้นหลังจากฝึกเรียนขนมปัง เน้นความเค็มและรสชาติของพริกไทยเป็นหลัก เป็นขนมปังกรอบรสเค็มที่จะทำให้สลัดอร่อยขึ้น

“อร่อยไหมครับ?”

“อร่อยครับ” นี่เป็นมื้อเที่ยงที่ดีที่สุดในรอบหกปีที่ผ่านมาในชีวิตของชานยอลเลย “ทำใส่กระปุกขายไหมครับ เป็นผลิตภัณฑ์ของร้าน”

“ก็ดีนะครับ ความคิดคุณดีเลย” แบคฮยอนตาเป็นประกาย “ผมคิดจะทำน้ำสลัดขายเดือนหน้าครับ แต่พอคุณพูดแบบนี้แล้วผมคงต้องสั่งทำฉลากกับกระปุกขนมปังกรอบด้วย”

“อุดหนุนอย่างละสองขวดสองกระปุกครับ แม่กับพี่สาวของผมคงชอบใจน่าดู”

“แล้วครอบครัวคุณเคยมาทานอาหารที่ร้านผมรึยังครับ?” คนถามนั่งหลังตรงขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยินคำว่าแม่ออกจากปากของเขา “ผมมีเมนูสุขภาพสำหรับผู้ใหญ่นะครับ มีอาหารมังสวิรัติด้วย”

“พี่สาวของผมเคยสั่งกลับบ้านแล้วครับ แต่ไม่เจอคุณ”

ชานยอลได้รับคำแนะนำเรื่องร้านอาหารจากพี่สาวของตัวเองเมื่อวันก่อน และร้านที่เจ้าตัวส่งมาให้เขาก็คือร้านของแบคฮยอน พี่สาวของเขาบอกว่าทุกคนที่บ้านชอบกันมาก ตั้งใจว่าจะหาเวลาว่างพร้อมกันไปกินที่ร้านให้ได้ จากข้อความแล้วชานยอลก็รู้ว่าพี่สาวของเขาคงยังไม่เห็นใบหน้าของเจ้าของร้านอาหารแห่งนี้เป็นแน่ ไม่อย่างนั้นสิ่งที่ส่งมาคงไม่ใช่ข้อความแนะนำร้านอาหาร แต่คงเป็นข้อความเกี่ยวกับคนที่กำลังตื่นเต้นอยู่ตรงหน้าเพราะเขาเปิดข้อความที่พี่สาวส่งมาให้ดู

“ดีใจจังเลยครับ ผมชื่นใจมากเลยเวลามีคนบอกว่าอร่อย อยากจะทำร้านอาหารไปอีกห้าสิบหกสิบปี”

“ตอนนั้นก็จะอายุใกล้แปดสิบ...”

“นั่นสินะครับ ผมคงจะเดินหลังค่อมอยู่ในครัว” แบคฮยอนหัวเราะอย่างอารมณ์ดี “แล้วก็หยิบเกลือแทนน้ำตาล” 

“คุณจะสุขภาพแข็งแรงครับ”

“ผมก็หวังแบบนั้นครับ”

หลังจากรับประทานอาหารมื้อกลางวันเสร็จแล้วเขาก็เป็นคนช่วยอีกฝ่ายเก็บกล่องอาหารใส่ถุงกระดาษให้เรียบร้อย เจ้าตัวบอกเขาว่าจะเอากลับไปล้างที่ร้าน พอบอกว่าจะเอาไปล้างให้ก็ไม่ยอมท่าเดียว บอกว่าจะเอาไปล้างเอง หน้าที่ของเขามีเพียงทานองุ่นไร้เมล็ดที่ซื้อมาให้หมด วันนี้เอามาสองพวงเล็ก แบ่งกันคนละพวงนะครับ

“ผม...มีเรื่องอยากเล่าให้คุณฟังครับ”

“ครับ” ชานยอลพร้อมรับฟังทุกเรื่องในชีวิตของแบคฮยอน

“ผม...ลองถามพี่ชายดูครับ เรื่องบันทึกที่หายไป อย่างน้อยผมก็คิดว่ามันหายไปแหละนะครับ พี่บอกผมว่า...มันหายตอนที่เราย้ายบ้าน คุณว่ามันจริงไหมครับ?”

“แล้วตอนนี้คุณอยู่ที่ไหนครับ พี่ชายคุณได้อธิบายไหมว่ามันถูกย้ายจากที่ไหนไปที่ไหน?”

ชื่อถนนสายหนึ่งที่ได้ยินนั้นทำให้ชานยอลรู้ว่าแบคอยอนย้ายบ้านจริง ๆ เพราะที่ที่เขาเคยไปส่งอีกฝ่ายที่บ้านมันไม่ใช่ตรงนั้น และเหตุผลของพี่แบคบอมที่ว่าตนเองนั้นดูแลการเคลื่อนย้ายสิ่งของเพียงคนเดียวเพราะทั้งคุณพ่อคุณแม่และแบคฮยอนนั้นอยู่ที่อเมริกา สิ่งของที่หายไปก็มีกล่องบันทึกของแบคฮยอนและกล่องหนังสือของพี่แบคบอม หายไปพร้อม ๆ กันนั่นแหละ

“เท่าที่ผมรู้ เมื่อก่อนคุณไม่ได้อยู่ที่นี่ ถ้าอย่างนั้นก็คงย้ายบ้านจริง ๆ แต่เรื่องของหายก็ใช่ว่ามันเป็นไปไม่ได้ แต่ถ้าคุณมาถามผมแบบนี้ แสดงว่าคุณ...คิดว่าพี่ชายของตัวเองโกหกหรือครับ?”

“ผมไม่ได้ได้คิดแบบนั้นครับ แต่...ผมคิดว่าพี่ชายของผมปิดบังอะไรไว้หลายอย่าง ความจริงแล้วผมสงสัยก่อนที่จะได้มาเจอคุณอีก แต่ว่ามันก็เป็นแค่จุดเล็ก ๆ ในใจ แล้วผมก็ไม่รู้ว่าจะไปทางไหนด้วย...” คนพูดคิ้วขมวดเล็กน้อยแต่ก็ยังส่งยิ้มให้กัน “พอเจอคุณ...เหมือนได้เจอแสงอาทิตย์เลยครับ”

“...”

“แล้วผม...มีเรื่องอยากจะขอร้องคุณ แต่ใช่ว่าจะต้องตกลงนะครับ ผมก็แค่...อยากจะขอน่ะครับ ไม่ต้องลำบากใจเลยนะครับ ผมไม่ได้บังคับ แล้วก็จะไม่รู้สึกแย่ด้วยถ้าหากว่าคุณ

“ผมยินดีครับ” ชานยอลไม่จำเป็นต้องคิดถึงเรื่องนี้ “ไม่ว่ามันจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม”

“คือ...” เขามองเห็นมือทั้งสองข้างของแบคฮยอนจับกันแน่น “ผมอยากไปสวนสัตว์ซองวอน...กับคุณครับ”

“...”

“ถึงเราจะเคยไปกันมาแล้ว แต่ผม...”

“ถ้าไปเที่ยวสวนสัตว์คงต้องใช้เวลาทั้งวัน ผมสะดวกวันอาทิตย์ คุณพอจะว่างไหมครับ?”

“ว่างครับ!” แบคฮยอนเผลอเสียงดังจนต้องเอามือปิดปากตัวเอง “...ว่างครับ ผมว่าง”

“ถ้าอย่างนั้นวันอาทิตย์ที่จะถึงนี้...ผมจะไปรับนะครับ” เขายิ้มกว้างให้คนที่ยิ้มกลับมาเหมือนกัน ความดีใจที่เต็มแก้มนั้นทำให้รู้สึกมีความสุขที่ได้เห็นมากเหลือเกิน “ไปด้วยกัน”

“ครับ เอาไว้ผมจะส่งที่อยู่ไปให้ แล้ว...เจอกันนะครับ”

“ครับผม”

เข้มสั้นที่ใกล้ชี้เลขหนึ่งเต็มทีนั้นทำให้แบคฮยอนบอกเขาว่าจะขอตัวกลับก่อนเพราะไม่อยากรบกวนเวลาทำงาน ถึงจะพูดไปว่าไม่รบกวนแต่แบคฮยอนก็ขอตัวกลับอยู่ดี ชานยอลเองก็เดินไปส่งถึงที่รถ โชคดีที่ฝนหยุดตกแล้วเขาเลยไม่ได้กังวลในเรื่องทัศนะวิสัยเท่าไหร่นัก เขาช่วยเปิดประตู ช่วยเอาของเก็บให้อย่างเรียบร้อย ก่อนจะเอ่ยถามเรื่องที่เขาสงสัยและยังคงสงสัยอยู่ถึงวินาทีนี้ที่เห็นคนคนนี้จัดแจงตัวเองบนรถยนต์ส่วนตัวได้อย่างคล่องแคล่ว

“ขับรถได้เหรอครับ?”

“ครับ?”

“ผมหมายถึง...คุณไม่กลัวใช่ไหม?”

“อ๋อ เรื่องนั้นน่ะ...ถ้าผมเอาแต่กลัว ผมก็คงทำอะไรไม่ได้เลย อีกอย่าง...ผมจำไม่ได้ด้วยแหละครับ ต่อให้ขับรถไกลแค่ไหนภาพมันก็ไม่มา แต่ว่าขับเกินหนึ่งร้อยไม่ได้ครับ รู้สึกกังวลใจ”

“ครับ” ชานยอลดีใจที่ได้ยินว่าแบคฮยอนสามารถเอาชนะความกลัวในใจของตนเองและใช้ชีวิตได้อย่างดี “ขับรถดี ๆ นะครับ”

“ครับ ผมจะขับให้ดีเลย” คนตอบส่งยิ้มเพิ่มความมั่นใจให้กับเขา “ถ้าคืนไหนจะมาร้าน แค่แวะเข้ามาก็ได้...ติดต่อมานะครับ”

“ครับ ผมจะไม่ลืมติดต่อไป” เขารับปาก “ถึงร้านแล้วบอกด้วยนะครับ”

“ได้ครับ จะส่งข้อความมาหา ไปนะครับ”

ชานยอลมองตามรถของแบคฮยอนไปจนสุดสายตา ยิ้มกับตัวเองเมื่อนึกถึงภาพอดีตที่ฉายชัดอยู่ในใจ ไม่มีวันที่จะเลือนหายไป

‘ระ...เราไปแล้วนะ’ คนที่บอกลาเขาไปเพื่อขึ้นรถไฟใต้ดินแก้มแดง ‘ถ้าชานยอลถึงบ้านแล้ว...บอกเรา...ด้วยนะ’

‘ถ้าแบคฮยอนถึงบ้านก่อนก็ส่งข้อความมาบอกได้เลยนะ’

‘อื้อ...’ คนตอบเกาแก้มตัวเอง หลีกเลี่ยงที่จะสบตากัน ‘จะส่งข้อความไปนะ...’

แต่แล้ววันหนึ่ง...ในช่วงระยะหกปีที่ผ่านมา

ชานยอลก็ได้รับรู้ว่าการเฝ้ารอข้อความจากใครสักคนหนึ่งมันทรมานขนาดไหน แต่ในความทรมานนั้นเขาก็ยังรู้สึกถึงความสุขเล็ก ๆ ในการได้รอคอยบางสิ่งบางอย่าง ถึงแม้ในเวลานั้นเขาจะคิดว่ามันไม่มีทางเกิดขึ้นก็ตาม

และมันทำให้เขาได้รู้...ว่าทุกวินาทีที่ได้ใช้ไปกับแบคฮยอน

มีค่ามากเกินกว่าสิ่งใดจะเทียบเทียม


 

 

#ดซชานแบค

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 715 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

6,131 ความคิดเห็น

  1. #6108 loeyloxepcy61 (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 21 พฤศจิกายน 2563 / 05:14
    ร้องไหห้ฮิอออ

    ต่างคนต่างรักมากกก แบคฮยอนก็รักอะแบบจำไม่ได้แต่รู้สึก ขอให้รักกันอีกครั้งนะ
    #6,108
    0
  2. #6082 24/7-B100HYUN (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 13 พฤศจิกายน 2563 / 00:00
    แงงง ดีมากเลย ฉากที่ชานยอลรีบขับรถไปหาแบคฮยอนบีบหัวใจมากๆๆ คุณเดซี่บรรยายได้มากก อินมาก เข้าใจความรู้สึกเลย เพราะเคยมีประสบการณ์แบบนี้กับหมาที่บ้าน(ไม่รู้เทียบกันได้ไหม 😂) แต่ความรู้สึกคล้ายกันแน่ๆ ได้เจอสิ่งที่ไม่คิดว่าชาตินี้จะได้เจออีกแล้ว
    #6,082
    0
  3. #6063 ภรรยาปาร์ค (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 12 พฤศจิกายน 2563 / 01:41
    ฮือออ คือแบบว่าความรักที่มีแต่ความหวังดีให้เทอแค่เทอมรความสุขก็ดีใจแล้ว พี่ชานยอลอย่าโทษตัวเองมากนะㅠㅠ
    #6,063
    0
  4. #6014 Babe04 (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2563 / 00:29

    คิดถึงเรื่องนี้จัง ยังรออยู่นะคับคุณเดซี่;-;
    #6,014
    0
  5. #5976 merryxcy (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 20 มีนาคม 2563 / 15:52
    คิดถึงเรื่องนี้มากแง;___;
    #5,976
    0
  6. #5940 ByunMe__ (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 20 ธันวาคม 2562 / 00:51
    กลับมาอ่านอีกรอบ หนักหัวใจมากเลย แง
    #5,940
    0
  7. #5925 hqhq (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 5 พฤศจิกายน 2562 / 00:37
    กลับมาอ่านซ้ำรอบที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ เห็นทวิตสุดท้ายของคุณเดซี่แล้วเป็นห่วงจังเลย ไม่อยากให้เจอเรื่องที่ทำให้รู้สึกไม่ดีหรือไม่มีความสุขเลย คิดถึงคุณนะคะ รักษาสุขภาพด้วยน้า 😢💘
    #5,925
    0
  8. #5922 wyf-natthi (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 25 ตุลาคม 2562 / 21:47
    ความสุขของแบคฮยอนคือมีชานยอลอยู่ในนั้น ไม่ว่าจะตอนจำได้หรือไม่ได้มันก็เป็นแบบนั้น รู้เอาไว้ซะคุณพี่ชาย
    #5,922
    0
  9. #5921 wyf-natthi (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 25 ตุลาคม 2562 / 21:24
    คนรักกันอยู่ด้วยกันมันก็ต้องมีเรื่องผิดใจกันบ้างเป็นธรรมดาอยู่แล้วมั้ย ทำไมไม่ให้เขาสองคนตัดสินใจกันเอง จะรอดูเลยนะถ้าแบคฮยอนจำได้ขึ้นมาแล้วใครจะเสียใจที่สุด
    #5,921
    0
  10. #5904 jayyyyyyyyyyyyyyyyyyyy (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 16 ตุลาคม 2562 / 19:11
    รีบมาต่อนะคะ ปวดใจแทนทุกคนเลย ฮือออㅠㅡㅠ
    #5,904
    0
  11. #5901 mmiisoo (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 12 ตุลาคม 2562 / 09:17
    ยิ่งอ่านยิ่งหน่วงไปหมด

    ไม่อยากให้ทุกคนคิดแทนแบคเลย
    #5,901
    0
  12. #5899 FULLMOON92 (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 10 ตุลาคม 2562 / 20:58
    แบคฮยอนรักชานยอลมากมากมากเลยอะ ฮือ เศร้า
    #5,899
    0
  13. #5897 lilac6104 (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 7 ตุลาคม 2562 / 15:31
    ซึมเป็นตูดแมวt-t
    #5,897
    0
  14. #5896 KaRToon_HH (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 7 ตุลาคม 2562 / 11:11
    พี่แบคบอมเราเข้าใจพี่มากๆ หวังดีจริงๆและคิดว่าแบคคงจำไม่ได้อีกแล้ว ส่วนชานยอลที่ได้อ่านบันทึกก็คงเสียใจที่น้องเจ็บปวดกับตัวเองมาก แค่รีแอคแบคถึงจะจำไม่ได้แต่ความรู้สึกผูกพันกับชานยอลยังอยู่ แล้วคงจะพัฒนาไปเป็นรักอีกครั้งได้แน่ๆ อยากให้น้องได้ทำตามใจตัวเองจัง อยู่กับชานยอลน้องมีความสุขมากๆนะ ฮือออออ
    #5,896
    0
  15. #5895 Downstairupstair (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 7 ตุลาคม 2562 / 02:46
    น้ำตาหยดเปนสายแร้ว
    #5,895
    0
  16. #5889 명롱이 (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 2 ตุลาคม 2562 / 22:54
    พี่แบคบอม ให้น้องได้ทำตามหัวใจเถอะ
    #5,889
    0
  17. #5885 kikkokkkkk (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 1 ตุลาคม 2562 / 17:28
    เข้าใจพี่แบคบอมนะแงง แต่ถ้าแบคเลือกก็อยากให้ยอมบ้าง ????
    #5,885
    0
  18. #5883 kkmaew (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 1 ตุลาคม 2562 / 01:07
    พี่แบคบอมอยากได้สิ่งที่ดีที่สุดให้น้อง เข้าใจเลยไม่อยากให้น้องเสียใจอีก แต่พี่ลองหันกลับมามองน้องตอนนี้นะ น้องมีความสุขที่สุดแล้ว ให้โอกาสชานยอลอีกครั้งเถอะ ให้แบคกับชานยอลได้รักกันอีกครั้งนะ
    #5,883
    0
  19. #5882 yelojoshi (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 30 กันยายน 2562 / 22:25
    มันดี ไปหมดเลยอ่าาาาา คิดภาพออกเป็นฉากๆ
    #5,882
    0
  20. #5881 Supaporn Srinoun (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 30 กันยายน 2562 / 21:29
    ทั้งสุข แล้วก็เศร้า เมื่อไหร่แบคจะจำชื่อชานยอลไดเ
    #5,881
    0
  21. #5880 Thanutchayapa_k (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 30 กันยายน 2562 / 18:41
    เรารักเรื่องนี้มากๆจริงค่ะ ไรท์แต่งดีมาก เราชอบสุดๆเลย อินมากค่ะอ่านไปร้องไห้ไป เข้าใจความรู้สึกของตีวละครของแต่ละคนเลยค่ะ
    #5,880
    0
  22. #5878 Sep23 (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 30 กันยายน 2562 / 04:28
    คุณแม่คะหนูจะขังพี่แบคบอมไว้ในป่าได้มั้ยคะ ;-;
    #5,878
    0
  23. #5877 mintb27 (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 30 กันยายน 2562 / 02:07
    ตอนนี้สงสารแบคฮยอนมากที่สุดเลย คืออยู่กับความว่างเปล่าจำอะไรไม่ได้ พี่แบคบอมก็รักน้องแหละ เข้าใจว่าเพราะก่อนหน้าจะเกิดอุบัติเหตุก็คือแบคฮยอนทะเลาะกับชานยอล แต่ไม่อยากให้ทำกับชานยอลแบบนี้

    ส่วนชานยอลตอนนั้นผิดจริงเพราะเหมือนมองข้ามความรู้สึกแบคฮยอนไป แต่เข้าใจว่าคนรักตายมาตลอดแถมได้มาอ่านบันทึกก็รู้ว่าเพราะตัวเองยิ่งเหมือนผลักแบคฮยอนออก ชานยอลกับพี่แบคบอมอย่าคิดแทนแบคฮยอนเลยน้า แบคฮยอนอยากจำความทรงจำให้ได้แต่อีกสองคนอยากให้เริ่มใหม่ หน่วงมากกก แต่นั่นแหละน้องจำไม่ได้แต่หัวใจน้องก็ไม่ได้เปลี่ยนไปด้วยอยู่ดี ;____; ใจบางเวลาอ่านตอนกินตอนเดินก็ต้องระวังเพราะสุขภาพไม่ค่อยดี ร้องไห้แล้ววววว;-;
    #5,877
    0
  24. #5876 areenachesani (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 30 กันยายน 2562 / 00:44
    พี่แบคบอม หนูเข้าใจพี่นะ เข้าใจมากๆว่าอยากหาคนที่ดีกว่าให้แบคฮยอน แต่คนที่ดีกว่าไม่ได้แปลว่าเป็นคนที่แบคฮยอนรักนะ ให้โอกาสชานยอลเถอะ เรื่องอื่นๆพี่อาจจะคอนโทรลแบฮยอนได้ แต่ไม่ใช่เรื่องของความรู้สึกนะ ส่วนเรื่องของชานยอล คือตอนอ่านไดอารี่เศร้าและก็สงสารแบคฮยอนมาก และชานยอลก็ผิดมากๆที่มองข้ามความรู้สึกของแบคฮยอน และเลือกที่จะไม่พูดกับแบคฮยอนตรงๆปล่อยให้แบคฮยอนต่องมานั่งแก้ตัวให้ตัวเองในใจ มันก็ใช้ไม่ได้อ่ะ that's why พี่แบคบอมถึงเลือกที่จะทำแบบนี้ แต่ชานยอลก็เป็นเหมือนที่ตัวเองบอกแหละ ทำผิดแล้วก็ไม่ใช่คนที่จะกลับไปทำผิดซ้ำ คราวนี้ก็ถึงเวลาของชานยอลแล้วแหละ ทำให้เต็มที่ ถ้าทั้งสองบอกว่ารักแบคฮยอนก็ปล่อยให้แบคเลือก// อินมากค่ะไรท์5555 คือมันเป็นอารมณ์แบบ สีเทาอมชมพูอ่ะค่ะ รู้อยู่เต็มอกว่ารักกันแต่ทำอะไรไม่ได้ คนนึงถึงจะรู้สึกดีมากแค่ไหนแต่ก็เหมือนถูกกันไว้ตลอดว่าอีกคนเป็นเพื่อน ส่วนอีกคนก็รักเขามากแต่ก็อยากเลือกสิ่งที่ดีกว่าให้เขาา แงง อยากให้มี100ตอนค่ะ เป็นกำลังใจให้ไรท์นะคะ ชอบมากกก
    #5,876
    0
  25. #5875 M's (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 30 กันยายน 2562 / 00:30
    เป็นกลจให้ทุกคนนะคะ แง เอาชนะความกลัวของแต่ละคนไปให้ได้น้า แง
    #5,875
    0