(exo) SF/OS|Fill your heart with my DAISY ❁ Chanbaek

ตอนที่ 28 : ❁ here you are

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 25,070
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,121 ครั้ง
    19 ก.พ. 62










Here you are
best thing in the world, you

CHANBAEK










“เอ่อ...ขอโทษนะครับ”


“...”


“คือว่าผมอยาก...เอ่อ...ถามทาง ใช่! อยากจะถามทางหน่อยน่ะครับ”

 

เขาหันไปมองตามเสียง มองคนที่เปิดประตูเข้ามาในร้านตอนที่กำลังเช็ดโต๊ะอย่างขะมักเขม้น สำเนียงภาษาญี่ปุ่นแปร่ง ๆ นั้นทำให้เลิกคิ้วขึ้นประมาณห้าวินาที เพราะเขาคิดว่ามันฟังค่อนข้างยาก แต่ว่ามันก็ไม่ได้เป็นปัญหาอะไรเมื่อเขาเห็นพจนานุกรมฉบับท่องเที่ยวภาษาญี่ปุ่นในมือของคนคนนี้ แน่นอนว่าคงเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ เมื่อกี้บอกว่า...อะไรนะ ถามทางใช่ไหม?

 

“ถามทางใช่ไหมครับ?”


“ใช่ครับ!” น้ำเสียงเริงร่าและท่าทางมีความสุขทำให้เขายิ้มออกมาเมื่อได้เห็น “ที่นี่ เอ่อ...พอจะรู้จักไหมครับ?”

 

กระดาษโน้ตแผ่นเล็ก ๆ ถูกยื่นมาจากคนตรงหน้า เขาเองก็เอื้อมมือไปรับมันมาเพื่อดูว่าคนคนนี้ต้องการจะไปที่ไหน ลายมือภาษาญี่ปุ่นแบบไก่เขี่ยนั้นทำให้ต้องเพ่งตามองด้วยความตั้งใจเป็นพิเศษ คงจะคัดลอกมาจากที่ไหนสักที่ อาจจะเป็นจากข้อความที่เพื่อนส่งมาให้ทางโทรศัพท์ หรือจากนิตยสารการท่องเที่ยว แต่ถ้าเป็นเขาคงจะเอาข้อความให้คนในพื้นที่ดู หรือตัดนิตยสารนั้นมา จะได้ไม่มีปัญหาเรื่องการอ่านไม่ออกอย่างที่เขากำลังเผชิญอยู่

 

แต่ก็ไม่ได้อะไรหรอก นับถือในความพยายามที่จะเขียน เป็นอะไรที่น่ารักดี

 

“ถ้าผมจำไม่ผิด” เขาเองก็ไม่แน่ใจนัก ถึงจะเป็นคนในพื้นที่ก็ตาม “มันเป็นอพาร์ทเมนท์ใช่ไหม? คนที่คุณจะไปหาอยู่ที่นั่นรึเปล่า?”


“...” สีหน้าตื่น ๆ ของคนฟัง ทำให้เขารู้ตัวว่าอาจจะพูดเร็วไป คงจะฟังเขาไม่เข้าใจ


“อะ-พาร์ท-เมนท์” เขาทวนภาษาญี่ปุ่นของตัวเองอีกครั้งในแบบที่ช้าลง “ใช่ไหม?”


           “อะ...พาร์ท...พาร์ท เอ่อ...อพาร์ทเมนท์ ใช่ครับ! มันเป็นอพาร์ทเมนท์ คุณรู้จักใช่ไหม?” คนถามทางยิ้มกว้าง คือผม...ไม่รู้น่ะ มา...เอ่อ...เซอร์ไพรส์!


เขาพยักหน้าตอบรับ นึกในใจว่าคนคนนี้นั้นช่างมีเอเนอร์จี้ที่เยอะมากจริง ๆ ทั้งรอยยิ้มกว้าง ท่าทางอยู่ไม่สุขราวกับจะกระโดดตลอดเวลา คงจะดีใจมากที่ได้มาที่นี่ ได้มาเซอร์ไพรส์ตามที่ใจหวัง

 

“เดินตรงไปข้างหน้าอีกประมาณ 700 เมตร ตึกสีขาวทาขอบสีเขียว ถ้าเกิดว่าเค้ายังไม่ทาสีใหม่น่ะนะ ผมเองก็ไม่ได้ไปแถวนั้นนานแล้ว แต่ตรงนั้นจะมีร้านที่ขายปลาชิราสึอยู่ ลองถามเค้าดูก็ได้ครับ”


“...” รอยยิ้มที่แสนกว้างนั้นเจื่อนลงเล็กน้อย รวมถึงหางตาตก ๆ ที่ตกลงมากกว่าเดิม “ผม...ฟังไม่ทัน”


“เดี๋ยวผมเขียนให้ก็แล้วกัน เขียนให้”


“โอ้ โอเคครับ ขอบคุณมากเลยครับ!

 

เขาเดินกลับเข้าไปในร้าน จำได้ว่าวางกระดาษจดเมนูอาหารที่ไม่ได้ใช้เอาไว้ตรงนี้ เขียนตัวใหญ่เสมือนคัดลายมือสมัยประถมต้น คิดว่าคนคนนี้คงเรียนภาษาญี่ปุ่นมาไม่มากก็น้อย อ่านออกพูดไม่ได้เป็นเรื่องปกติของการเรียนภาษาต่างประเทศ เขาเขียนว่าเดินตรงไปอีก 700 เมตร ตึกสีขาวทาขอบสีเขียว(ถ้ายังไม่ได้ทาสีใหม่) จะเจอร้านขายปลาชิราสึอยู่ใกล้ ๆ ถ้ายังหาไม่เจอให้ลองถามที่ร้านขายปลาดู

 

ระหว่างการเขียนก็มีนักท่องเที่ยวที่มาถามทางนั้นมายืนดูอย่างสนอกสนใจ มองว่าเขาเขียนอะไรลงไปบ้าง ทำหน้าเหมือนเข้าใจว่าเขาเขียนอะไรด้วยใบหน้าแจ่มใส พอเห็นแบบนั้นแล้วคิดว่าคงไม่เสียเวลาแล้วล่ะ ดูท่าจะเข้าใจแล้วจริง ๆ

 

“ร้านขายปลาชิราสึจะอยู่ซ้ายมือนะ”


“ปลา? ซ้ายมือ?” คนถามทางขมวดคิ้ว “อ๋อ ร้านขายปลาอยู่ซ้ายมือ เข้าใจแล้วครับ!


“ครับ”


“ขอบคุณนะครับ” ชาวต่างชาติรับโน้ตจากเขาไป ก่อนจะโค้งเก้าสิบองศา ทำหน้าทำตาซาบซึ้งใจ “ขอบคุณมากจริงๆ”


“ไม่เป็นไรครับ โชคดี”


“ครับ!

 

หลังจากที่นักท่องเที่ยวเดินออกไปจากบริเวณหน้าร้านด้วยสีหน้าชื่นมื่น เขาก็หันกลับมาจัดตะเกียบ คว้าผ้าที่วางทิ้งไว้บนโต๊ะมาเช็ดเคาน์เตอร์ เช็คซอสในขวดหรือพริกป่นในถ้วยว่ายังคงเหลืออยู่พอสำหรับลูกค้าช่วงเย็นหรือไม่

 

“เพื่อนเรอะ?”


“เปล่าครับลุง เค้ามาถามทาง”


“เอ้อๆ อันนี้โต๊ะแปดกับโต๊ะสิบสองนะ”


“ครับ!

 

ครอบครัวของชันโยรุทำกิจการร้านอาหารอยู่ในเมืองคามากุระ  จังหวัดคานางาวะ เป็นกิจการที่ทำกันมาตั้งแต่สมัยรุ่นคุณทวด ตั้งแต่ก่อนจะเกิดสงครามโลกครั้งที่สองเสียด้วยซ้ำ มีเรื่องเล่าบอกต่อกันมาว่า ที่โตเกียวนั้นมีคุณตาที่เป็นเจ้าของกิจการร้านอาหารนั้นแบกสตูว์เต้าหู้หนีสงครามลงใต้ดินไปด้วย ถ้าเป็นทวดของเขาเองก็คงจะเอาสูตรซอสต้นตำรับที่ทานคู่กับปลาอาจิทอดไปด้วยเหมือนกัน รสชาติถึงได้คงเดิมมาเสมอ ในระยะเวลาที่เปิดทำการมาจนถึงวันนี้

 

ชันโยรุทานปลาอาจิทอดชุบซอสมาตั้งแต่สมัยฟันเพิ่งจะขึ้นเสียด้วยซ้ำ น่าแปลกที่เขาไม่เคยเบื่อหน่ายรสชาตินี้เลยสักครั้ง คนในคามากุระเองก็เหมือนกัน ที่ร้านถึงได้มีคนเข้ามาไม่ขาดสายในทุกๆ วัน ตลอดวันจันทร์ถึงวันอาทิตย์ บางที...ปลาอาจิอาจจะหมดญี่ปุ่นเข้าสักวันเพราะร้านของเขาก็เป็นได้

 

“ปลาอาจิทอดซอสต้นตำรับสองที่ค่ะ”


“ครับ...ลุง อาจิซอสสองที่!

 

หน้าที่ชันโยรุคนนี้คือการดูแลความเป็นไปทั้งหมดในร้าน เช็คปริมาณตะเกียบ เสิร์ฟอาหาร เช็ดโต๊ะ กวาดพื้น ทำทุกอย่างเท่าที่จะทำได้ โดยมีหน้าที่ร่วมกับคุณป้าสองคน เพราะว่าลุงไม่อยากจะจ้างพนักงานที่ทำงานไม่ถูกใจ มันเหมือนเป็นเรื่องน่าขันที่คนทั้งโลกมีเขาที่ทำงานถูกใจลุงอยู่คนเดียว เลยต้องตั้งหน้าตั้งตาทำหน้าที่ดูแลร้านต่อไป

 

แต่ชันโยรุก็มีความสุขมากที่สุดกับทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิตของเขา

 

รักที่จะตื่นขึ้นมาในตอนเช้า พบว่าตัวเองอยู่ในบ้านไม้แบบโบราณที่เย็นสบายในวันที่อากาศร้อน แต่ถ้าเป็นวันที่อุณหภูมิแสนต่ำนั้น เขาแทบจะนอนแข็งอยู่บนที่นอน วิ่งลงมาอาบน้ำเป็นคนแรกของบ้านเพราะชอบที่จะได้แช่อยู่ในนั้นนาน ๆ ก่อนที่คุณลุงกับคุณป้าจะตื่น ทานข้าวเช้าแสนอร่อยฝีมือของคุณย่า ฟังเสียงหึ่งๆ ของพัดลมตัวเก่าที่ยังทำหน้าที่ของตนได้อย่างดีเยี่ยม ปั่นจักรยานไปที่ร้านเป็นคนแรกเพื่อตรวจสอบวัตถุดิบและเตรียมมันให้พร้อมสำหรับการขาย แล่ปลา หั่นผักสับเนื้อ สารพัดการทำอาหารที่ทำให้ทุก ๆ วันในชีวิตของเขานั้นมีคุณค่า

 

วันหนึ่งเมื่อชันโยรุเติบโตมากพอ เขาจะได้สืบทอดร้านอาหารร้านนี้ต่อไป ได้เป็นเจ้าของร้านอาหารเก่าแก่ของเมือง ทอดปลาทำอาหารให้กับลูกค้าทุกคนด้วยใจรัก นั่นคือเคล็ดลับที่คุณลุงสอนเขามา เคล็ดลับที่จะทำให้อาหารอร่อยที่สุดคือการใส่ความรักและความตั้งใจลงไปในนั้น

 

แต่ความจริงแล้วตอนนี้รสมือของเขายังเทียบของคุณลุงไม่ติด คงจะต้องฝึกกันต่อไป

 

“ชันโยรุไปทำปลาไปลูก เดี๋ยวป้าดูแลแขกเอง”


“ได้ครับ” เขาตอบรับคำบอกเชิงคำสั่งของคุณป้า ก่อนจะเดินเข้าไปในครัวที่กลิ่นหอมๆ ของปลาทอดใหม่ฟุ้งไปทั่ว มีคุณลุงผู้ถ่ายทอดวิชากำลังเอาปลาชุบกับเกล็ดขนมปังทำเอง กดมันแน่นเพื่อให้ติดกับตัวปลาที่เคลือบด้วยแป้งผสมพิเศษ

 

กองปลาอาจิที่ยังไม่ได้แล่นั้น ไม่ได้ทำให้รู้สึกท้อใจอะไรนัก ถึงจะเหนื่อยที่ต้องทำ แต่การที่เขามีปลาให้แล่เยอะๆ นั้นหมายความว่ากิจการของร้านกำลังเป็นไปได้ด้วยดี การได้ทำงานเยอะๆ ยังคงมีงานให้ทำแบบนี้ก็ดีกว่าไม่รู้จะทำอะไร

 

ชันโยรุจับมีดเพื่อทำอาหารอย่างจริงจังครั้งแรกตอนอายุสิบสอง สิ่งแรกที่ได้ทำงานร่วมกันคือมันฝรั่งถุงยักษ์ นั่งปอกเปลือกมันจนนิ้วเป็นแผล ต้องแปะพลาสเตอร์ถึงสองสามอันที่มือเพื่อปิดมัน เป็นมันฝรั่งที่จะถูกนำไปทำเป็นสตูว์ต่อไป เป็นเมนูสูตรเด็ดของย่าที่ชื่อดังไม่แพ้ปลาอาจิทอด ตัวเขาเองก็ชอบกินมาก ตั้งวันอังคารขึ้นมาเป็นวันสตูว์มันฝรั่งใส่เนื้อ คืนวันนั้นเขาจะต้องได้กินอย่างน้อยสองชาม ตักจากหม้อใบโตที่อยู่บนเตาที่บ้านของเขาเอง

 

การปอกเปลือกหั่นผักนั้นเกิดขึ้นอยู่เป็นปี จากนั้นเขาถึงได้ขยับขึ้นมาเรียนการควบคุมอุณหภูมิที่ถูกต้องในแต่ละเมนูอาหาร ความร้อนเท่านี้จะทำให้เกิดผลกับอาหารแบบนี้ ใช้เวลาเท่านี้ ความสุขในระดับต่างๆ ทำให้ดิบ กำลังพอดี สุกมากเกินไป เละจนเสียรสชาติ มันอาจจะเป็นเรื่องเล็กแต่มันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะจดจำ เขาใช้เวลาพอสมควรในการเรียน แต่ก็พยายามอย่างเต็มที่เพื่อตัวเอง ร้านนี้ก็เป็นเหมือนบ้านของเขา เป็นบ้านหลังที่หนึ่งร่วมกับบ้านที่นอนอยู่ทุกวัน บ้านที่เติบโตขึ้นมาจนอายุยี่สิบเอ็ดในวันนี้

 

ยี่สิบเอ็ดแล้ว...เป็นวัยที่กำลังไฟแรง มีกำลังในการที่จะเรียนรู้สูง ถ้าเกิดว่ากำลังเรียนมหาวิทยาลัยอยู่ ชันโยรุคงจะเรียนอยู่ปีก่อนสุดท้าย คุณลุงพูดกับเขาเมื่อวันก่อนว่า มันคงจะดีไม่น้อยถ้าเขาจะได้ไปเรียนทำอาหารกับเพื่อนของลุงที่อยู่ต่างเมือง เรียนรู้เทคนิคและเก็บเกี่ยวประสบการณ์ให้ความรู้กว้างขวาง นำมันมาปรับใช้เพื่อพัฒนาร้านนี้ต่อไปในอนาคต ฟังแล้วมันก็ตื่นเต้นไม่น้อยหากว่าจะได้เรียนรู้วิธีการทำอาหารจากคนอื่น ถ้าพร้อมเมื่อไหร่ก็คงจะไป แต่น่าจะไม่ใช่ในเร็ววันนี้ เขาควรจะมีความมั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าจะทอดปลาอาจิออกมาอร่อยก่อน ถึงจะมีแรงใจคิดทำอย่างอื่นได้

 

เขาเองก็เคยได้มีโอกาสทอดปลาให้ลูกค้าได้ทานในช่วงเวลาไม่เร่งด่วน ลุงเองก็บอกว่าเขาทำได้ดี เหมือนตอนนี้ที่เขากำลังใช้มีดแล่ปลาเหมือนเป็นมือข้างที่สาม เพราะทำมานานและทำทุกวัน จึงเป็นเรื่องที่ถนัดเป็นพิเศษ

 

“เก่งแล้วนี่...” ลุงที่ทอดปลาอยู่หันมามอง “ใช้ได้”


“ขอบคุณครับ” ชันโยรุยิ้มกว้างให้ลุงของตัวเอง “ยังต้องฝึกอีกเยอะเลยครับ”


“แค่นี้ก็เก่งแล้ว พักบ้างก็ได้ จะตื่นสายกว่านี้อีกครึ่งชั่วโมงก็ไม่มีใครว่าหรอก”


“ถ้าพักแล้วเมื่อไหร่จะเก่งเท่าลุงล่ะครับ?”


“ฮะๆ ไอ้หลานคนนี้นี่มันจริงๆ เลย!” คุณลุงหัวเราะเสียงดังลั่น “ขอบใจ ไอ้หลานรัก”


“ครับ ลุง”

 

ปลามีมากกว่าห้าสิบตัว แต่มากกว่าสองร้อยเขาก็ทำมาแล้ว ระหว่างที่กำลังตั้งใจทำปลานั้น เสียงโทรทัศน์เครื่องเล็กในครัวก็ดังเข้าในหูของเขา เป็นช่องท้องถิ่นที่แจ้งเตือนเรื่องพายุในค่ำคืนนี้ หลังหกโมงเย็นควรจะอยู่แต่ในบ้าน ตรวจเช็คสภาพความแข็งแรงของที่พักอาศัยและต้นไม้ใหญ่ที่อาจสร้างความเสียหายได้ในบริเวณใกล้เคียง ตอนนั้นเองถึงได้เข้าใจว่าทำไมปลาที่เขาต้องทำถึงมีไม่ถึงหนึ่งร้อย นั่นคงเป็นผลพลอยได้มาจากการเกิดพายุ วันนี้เราคงจะปิดร้านเร็วเป็นพิเศษ

 

“ลุงจะปิดร้านกี่โมง?”


“ห้าโมงก็ปิดแล้ว เราก็รีบเก็บร้านแล้วรีบกลับบ้านก่อนหกโมงล่ะ”


“ครับ เดี๋ยวแล่ปลาเสร็จแล้วผมจะไปเก็บหลังร้านก่อน”


“เดี๋ยวป้าดูในร้านให้ เราทำแค่ในครัวก็พอ จะได้รีบกลับบ้าน”


“เจอฝนนิดหน่อยก็ไม่เป็นไรหรอกครับ ไม่ต้องห่วง ผมน่ะ...ไม่ปลิวตามลมไปง่ายๆ หรอก”


“เจ้าหลานคนนี้นี่ ล้อเล่นเก่งเสียจริง!” ค้อนวงโตจากคุณป้าทำให้ชันโยรุหัวเราะขึ้นมาเสียงดัง เขาเชื่อว่าส่วนหนึ่งของความอร่อยของอาหารที่ร้านนั้นมาจากความสุขที่อบอวลอยู่ในบรรยากาศ ความมีอารมณ์ขันของลุง นิสัยแง่งอนที่ทำให้พวกเขาสนุกสนานที่จะแหย่เล่นของคุณป้า และความตั้งใจและตั้งมั่นในการทำงานของเขาเอง

 

มันเป็นชีวิตที่เรียบง่าย


แต่มากด้วยความสุขอย่างแท้จริง

 



 



ฟ้าที่มืดครึ้มนั้นบ่งบอกได้ดีว่าพยากรณ์อากาศตามข่าวท้องถิ่นนั้น แม่นยำเหมือนที่เคยเป็นมาเสมอ ชันโยรุปิดประตูร้านให้เรียบร้อยอย่างทุกวัน ล็อกกุญแจเสมออย่างที่เคยทำมาตลอด ขยับประตูเพื่อเช็คความแน่นอน ตรวจสอบว่าการล็อกของตนนั้นส่งผลอย่างดีเยี่ยม ไม่ว่าใครที่ไม่ใช่เขาก็จะเปิดประตูร้านไม่ได้

 

หลังจากปิดครัวในเวลาห้าโมงเย็นเพราะพายุที่กำลังจะมาถึงในไม่ช้า คุณลุงกับคุณป้าช่วยกันดูแลเรื่องภายใน ส่วนหน้าที่ของชันโยรุนั้นอยู่ในครัว ถ่ายน้ำมันออกจากเตาทอด ล้างเครื่องมือเครื่องใช้ภายในครัว ตรวจอุณหภูมิของช่องแช่แข็งว่าอยู่ในระดับที่ถูกต้องหรือไม่ เป็นเรื่องปกติที่คุณลุงกับคุณป้าจะกลับไปก่อน ส่วนเขานั้นตามกลับไปในอีกครึ่งชั่วโมงถึงหนึ่งชั่วโมงให้หลัง มันเป็นความชอบใจเล็กๆ ที่ได้เอ้อระเหยลอยชายอยู่ในร้านที่มีเพียงเขาแค่คนเดียว มองเมนูอาหารลายมือของทวดบนกระดาษเก่าๆ ที่อยู่ในกรอบไม้โบราณ รูปวิวทิวทัศน์ของเมืองนี้สมัยเมื่อหนึ่งร้อยปีก่อน นึกภาพตัวเองได้มายืนเป็นพ่อครัวอยู่ที่นี่ ความฝันที่แจ่มชัดในความคิดนั้นเป็นพลังใจที่ยิ่งใหญ่จริงๆ

 

สิ่งที่เรียกว่าพายุนั้นส่งผลให้อากาศมีความชื้นกว่าปกติ ชันโยรุที่กำลังปั่นจักรยานต้านลมที่พัดกระหน่ำนั้นตายิบหยีเพื่อเพ่งมองทางสู้กับสายลม ความรู้สึกเหนียวเนื้อเหนียวตัวนั้นก่อเกิดขึ้น รวมถึงผมสั้นๆ ที่ถูกพัดตีไปด้านหลัง เขาคงต้องรีบและออกแรงให้มากกว่านี้ ฝนคงใกล้จะตกเต็มทนแล้ว

 

ถนนหนทางเลียบริมชายหาดนั้นทำให้เห็นเกลียวคลื่นที่ซัดสาดเข้าฝั่งอย่างรุนแรง แต่ที่น่าแปลกใจยิ่งกว่าคือการเห็นเงาสีดำๆ ที่ไม่ชัดเจนนักเพราะท้องฟ้ามืดครึ้มที่ส่งผลต่อทัศนวิสัยในการมองเห็น แต่เขามั่นใจว่าเงานั้นต้องเป็นเงาของคนที่ไม่รู้จักเวล่ำเวลา มาเดินอยู่ริมทะเลแบบนี้ทั้งที่ฝนกำลังจะตก ถ้าเกิดว่าน้ำขึ้นสูงและฝ่าพายุกลับเข้าที่พักไม่ไหวจะเกิดอะไรขึ้น ไม่ได้ดูข่าวรึไงนะ ไม่มีใครบอกเลยหรือว่าให้รีบกลับบ้านได้แล้ว

 

“คุณ!” ชาวเมืองคามากุระต้องช่วยเหลือกัน “คุณ!

 

เมื่อเสียงของชันโยรุกับลมพายุมาแข่งกัน แน่นอนว่าเขาแพ้อย่างไม่เป็นท่า และมันส่งผลให้เกิดการกระทำต่อมาอย่างการจอดจักรยานส่งๆ วิ่งลงไปบนชายหาด ย่ำลงบนทรายที่เข้ามาในรองเท้าจนท่วม เขารับรู้ถึงละอองน้ำที่กระเซ็นมาตามลม และยิ่งทำให้มั่นใจได้ว่าพายุนี้คงไม่ใช่อะไรที่จะรับมือได้แน่ๆ หากยืนอยู่ในที่โล่งแจ้งแบบนี้

 

“คุณ! มาเดินอะไรตรงนี้ พายุกำลังจะมาแล้วนะ ฝนจะตกแล้ว!


“...”


“นี่! คุอ้าว!” เขาถือวิสาสะดึงแขนคนที่เดินอยู่ริมทะเลเอาไว้ ถึงได้รู้ว่าเป็นคนเดียวกับที่เข้ามาถามทางที่ร้านของเขาเมื่อตอนบ่าย ถึงจะเจอผู้คนมากมายในแต่ละวัน แต่คนที่ทำท่าจะกระโดดตลอดเวลา และรอยยิ้มกว้างๆ นั้น...เขาลืมมันไม่ได้ง่ายๆ หรอก “ทำไมมาเดินอยู่ตรงนี้?”


!@#$%^&*()_!

 

ภาษาเกาหลี...ชันโยรุรู้ว่ามันเป็นภาษาเกาหลีที่เขาฟังไม่รู้เรื่องเลยแม้แต่คำเดียว

 

แล้วคนคนนี้...กำลังร้องไห้


“ผมไม่รู้ว่าคุณพูดอะไร แต่พายุกำลังจะเข้านะ คุณต้องกลับที่พักได้แล้ว!


“ฮึก...” คนคนนี้กำลังทำให้เขาจดจำเจ้าตัวได้มากกว่าเดิมด้วยน้ำตา “@#$%^&*(*&^+@#$!!!!


“ฝน! จะ-ตก!” ชันโยรุไม่รู้จะพูดอะไรแล้ว ฟังก็ไม่ออก “พายุ! จะ-เข้า!


“...”


“พักที่ไหน ผมจะไปส่ง!” เขาตะโกนต้านเสียงลมที่พัดหวีดหวิว “อันตราย!


“ไม่...”


“ไม่?” คำว่าไม่คืออะไร ไม่ไป หรือไม่มีที่พัก หรือว่าไม่อันตราย “หมายความว่าอะไร?”


@#$%^&*(*&^+@#$


“ผมขอโทษ แต่คุณพูดภาษาญี่ปุ่นได้ไหม?”


“ไม่รู้...จะ...ไปไหน”

 

ชั่วเสี้ยววินาทีที่ชันโยรุรั้งประโยคคำถามของตัวเองที่ว่า แล้วอพาร์ทเมนท์นั่นล่ะ?เอาไว้ได้ เพราะน้ำตาที่ไหลลงมาไม่หยุดนั้นทำให้เขาคิดอะไรได้มากมายเกี่ยวกับเรื่องของคนตรงหน้าคนนี้ ถึงมันจะเป็นเรื่องที่คิดไปเอง ซึ่งไม่รู้ว่าผิดหรือถูก แต่คนทั่วไปคงไม่พูดหรอกว่าไม่รู้จะไปไหน ถ้าเกิดว่าหาที่ที่มาถามทางกับเขาไม่เจอ คงจะพูดมาแล้วว่าหลงทาง และคนหลงทางคงไม่มาเดินอยู่ริมทะเลทั้งที่ฝนจะตกแบบนี้ คงจะไปอยู่ใต้ชายคาร้านค้าหรือที่ที่ยังคงมีแสงสว่างสักที่ ไม่ใช่ทะเลมืดมิดที่ไร้แสงไฟสักดวง

 

ส่วนเรื่องที่ร้องไห้สะอึกสะอื้นจนตัวโยน เขาจะรักษามารยาทของคนที่ไม่รู้จักกัน ด้วยการไม่เอ่ยถามและทำเป็นมองไม่เห็นไปก็แล้วกัน

 

“ไปด้วยกันไหม?” ถึงจะไม่รู้จักกัน ไม่ใช่คนเมืองคามากุระ ไม่ได้ถือสัญชาติญี่ปุ่นแต่ถือสัญชาติเกาหลี แต่จิตใต้สำนึกสั่งเขาว่าจะทิ้งให้คนคนนี้เผชิญพายุอยู่ริมทะเลคนเดียวไม่ได้ “อย่างน้อย...ก็หลบพายุก่อน”


“...”


“บ้านฉัน” เขาแสดงภาษามือประกอบ “ไปพักก่อน ไม่มีเวลาแล้ว ฝนกำลังจะตก”


“อะ...ฮึก...ไรนะ?”


“เฮ้อ! ช่างเถอะ! ตามฉันมาก่อน!

 

เดี๋ยวค่อยคิดว่าจะเอายังไงต่อ! — ชันโยรุบอกกับตัวเอง ตัวเองล้วนๆ เลย

 

เขาจับจูงคนต่างชาติต่างภาษาคนนี้ที่ยังคงสะอื้นฮึกฮักไม่เลิก แต่ก็ยอมเดินตุบปัดตุบเป๋ตามเขามา เพิ่งจะสังเกตว่ากระเป๋าที่หลังนั้นใบใหญ่กว่าคนที่แบกเสียอีก ตอนที่เข้ามาถามทางกันนั้นเขาไม่ยักจะเห็นเจ้ากระเป๋ายักษ์สีดำใบนี้ สงสัยคงจะถอดจากไหล่วางเอาไว้หน้าร้านก่อนจะเปิดประตูเข้ามาถามทางเขา

 

การแสดงท่าทางตบมือลงที่ซ้อนจักรยานนั้นทำให้คนที่ยืนปาดน้ำตานั้นพูดกับเขาว่าขอบคุณซ้ำไปซ้ำมา ก่อนจะปีนขึ้นจักรยานของเขา ยางมันคงแบนไปมาก เพราะคนที่ขึ้นมาซ้อนและสัมภาระนั้นไม่ได้มีน้ำหนักที่น้อยเลยสักนิด มันส่งผลให้เขาต้องออกแรงเยอะขึ้นมาก การเดินทางกลับบ้านก่อนที่ฝนจะตกนั้นช้าลง ไม่รู้ว่าจะไปถึงได้ก่อนรึเปล่า แต่ว่ามันก็อีกไม่ไกลมากนัก เขาควรจะรวบรวมแรงที่มีในร่างกายทั้งหมดเพื่อใช้และตั้งใจไปกับการปั่นจักรยานแบบมีคนซ้อนครั้งแรกในชีวิตเพื่อกลับบ้านครั้งนี้

 

คนซ้อนไม่ได้เอ่ยอะไรออกมาในระหว่างทาง มีเพียงการยึดเบาะจักรยานของเขาแน่นและการสะอื้นที่รุนแรงจนทำให้กระตุกไปบ้าง แต่มันก็ไม่ได้ส่งผลร้ายอะไร เรียกได้ว่าแทบไม่มีผลกับการปั่นจักรยาน แต่ถ้าหากว่าจะมีก็คงจะเป็นในเรื่องของความรู้สึก เขาไม่เข้าใจว่าร้องไห้ทำไม มีเรื่องอะไรไม่สบายใจงั้นหรือ? ถ้าเกิดว่าเป็นไคคุง เขาคงจะเอ่ยปากถามไปแล้วว่ามีอะไรทำให้เป็นแบบนี้ แต่คนนี้เป็นใครที่ไม่ใช่ไคคุง เป็นคนที่เขาไม่รู้จักแม้กระทั่งชื่อด้วยซ้ำ รู้เพียงว่ามีแก้มกลมและหางตาตกเป็นเอกลักษณ์แต่แรกเห็น เป็นชาวเกาหลีที่มาถามทางไปอพาร์ทเมนท์ มีสัมภาระเป็นกระเป๋าสีดำ นอกเหนือจากนี้...ไม่รู้

 

บอกว่าเป็นเพื่อนที่รู้จักกันผ่านโลกอินเทอร์เน็ตไปก่อนก็แล้วกัน คุณย่าคงไม่ว่าอะไร คุณลุงกับคุณป้าก็คงไม่ว่าอะไร ไม่มีใครว่าอะไรเขาหรอก โตมาจนเลขข้างหน้าเป็นเลขสองแบบนี้ ไม่เคยมีใครดุเขาเลยสักคน อาจเป็นเพราะว่าชันโยรุพูดรู้เรื่อง ลงมือทำตามที่สั่ง เมื่อไม่อยากทำนั้นมีเหตุผล ไม่ใช่บอกว่าจะไม่ทำ หรือถ้าเขาถามว่าทำไมถึงต้องทำ ก็จะได้รับคำตอบที่แสนจะใจดีและมีเหตุผลกลับมาเสมอ

 

“วิ่งเข้าบ้านไปก่อน ฝนตกแล้ว!


“...”


“หลังนี้! เข้าไป!” เขาไม่ได้โมโหแต่พูดให้เข้าใจ คงจะต้องใช้คำสั้นๆ ที่ไม่ได้เกิดจากคำประสมที่ซับซ้อน ไม่อย่างนั้นคงได้พูดอยู่ฝ่ายเดียว เพราะอีกคนนั้นฟังไม่รู้เรื่อง

 

ชันโยรุรีบเข็นจักรยานเข้าบ้านไปตามคนที่เหมือนจะเข้าใจแล้วว่าเขาจะให้ทำอะไร เจ้าตัววิ่งไปหลบใต้ชายคา ยืนมองเขาที่โยนจักรยานทิ้งไว้ใต้ต้นยานากิ พิงมันไปแบบทุลักทุเลเพื่อหนีฝนที่กำลังเทกระหน่ำลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา

 

“ชันโยรุ!” คุณย่าของเขาเปิดประตูออกมา “ทำไมถึงได้มาช้า เปียกไปหมดแล้วหลานชาย...”


“แค่ไหล่เองครับ ถึงหน้าประตูรั้วบ้านแล้วฝนก็ตกเลย”


“โชคดีที่ยังพอจะนี่...”


“เพื่อนของผมเองครับ มาจากประเทศเกาหลี” เขาก้าวขึ้นไปยืนบนชานบ้าน ยิ้มไปตอบคำถามของคุณย่าที่มองเพื่อนหมาดๆ ของชันโยรุด้วยความสนใจไป “ชื่อ...”


“แบคฮยอนครับ เอ่อ...บยอนแบคฮยอน บยอนเป็นนามสกุล”


“โอ้ ชันโยรุไม่เคยมีเพื่อนเป็นคนเกาหลีเลย” คุณย่าตื่นตาตื่นใจกับการที่เขามีเพื่อนใหม่ และใช่...นี่เป็นคนเกาหลีคนแรกที่เขาเคยพบมา “แบคคุจัง เข้าบ้านก่อนลูก ทำไมหน้าถึงได้แดงแบบนั้น ตาก็บวม...”

 

ชันโยรุหลุดหัวเราะออกมากับตัวเองเพราะคำว่า แบคคุจังเขาเข้าใจคุณย่าดีว่ามันคงเป็นเพราะแก้มกลมๆ สีแดงที่มันดูน่ารักเหมือนเด็กผู้หญิงวัยอนุบาล ถึงแม้ว่ามันจะแดงเพราะการร้องไห้ก็ตาม ท่าทางงกเงิ่นจากการถูกเดินจูงเข้าไปในบ้าน บังคับให้วางกระเป๋าลง บอกให้นั่งลงบนเบาะสีเหลืองลายดอกอาสะกะโอะ สายตาที่สบเข้ากับเขาที่เดินตามมานั่นแสนจะตื่นตูม แต่พอเขาทิ้งตัวนั่งลงข้างๆ ยิ้มให้ด้วยมุมปากแล้วนั่น อาการกังวลใจก็ดูจะคลายลงไปได้

 

“ยังไม่ได้กินข้าวกันมาใช่ไหม? หรือว่าไปกินที่ร้านกันมาแล้ว?”


“ยังครับ แบคคุจังหลงทาง ร้องไห้ตาตุ่ยเป็นกระต่ายเลย” เขาพูดกับคุณย่าก่อนจะลุกขึ้นยืน เป็นเรื่องปกติที่ต้องตามไปช่วย เพราะว่ามันเป็นข้าวของเขาเอง “นั่งอยู่นี่แหละ เดี๋ยวมานะ”


“อื้ม...”

 

ทันทีที่เดินเข้ามาในครัวที่ยังเป็นครัวที่ก่อขึ้นจากอิฐโบราณและยังคงใช้ฟืนที่คุณลุงเป็นคนผ่า (รวมถึงชันโยรุด้วยถ้าวันไหนขยันอยากจะทำ) กลิ่นสตูว์หอมๆ ก็ลอยเข้ามาเตะจมูกทันที ในใจคิดว่านี่มันไม่ใช่วันสตูว์แต่ทำไมถึงทำได้ล่ะ แต่พอเห็นว่าในหม้อมีอาหารทะเลอยู่หลากหลายชนิด เขาถึงได้รู้ว่ามันไม่ใช่สตูว์มันฝรั่ง วิธีทำต่างกันแต่อร่อยเหมือนกัน

 

“ไม่เห็นบอกย่าว่าเพื่อนจะมา ไม่อย่างนั้นจะได้หาที่หลับที่นอนให้”


“ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน เพื่อนมาเซอร์ไพรส์” จำได้ว่าบอกว่าจะมาเซอรไพรส์อะไรสักอย่าง ยืมมาก่อนก็แล้วกัน “มีฟุตงอยู่ในตู้นี่ ที่ผมเอาซักเมื่อเดือนที่แล้ว ยังใช้ได้อยู่เลย ป้าเอาผ้ามาปะเรียบร้อย”


“ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวย่าไปทำ


“ไม่ต้องๆ ไปสวดมนต์เถอะครับ เดี๋ยวผมจัดการเอง” เขามองคุณย่าที่ตักสตูว์ให้เขากับ...แบคฮยอนจนเต็มชาม ตัวเล็กแบบนั้น ถ้าเกิดว่ากินไม่หมด เขาคงจะต้องช่วย เพราะบ้านของเขาห้ามกินข้าวไม่หมดเด็ดขาด


“จัดการเองอะไร กินข้าวเสร็จจะได้ขึ้นไป


“คุณย่าครับ...”


“หลานรักของย่า” คุณย่าตบไหล่ของเขา ยิ้มจนใบหน้ายับย่นแต่ว่าสวยที่สุด “ขอบใจนะลูก”


“ครับผม”

 

สตูว์ทะเลชามใหญ่ทำให้แบคฮยอนหรือแบคคุจังของย่านั้นตาโตขึ้นกว่าเดิมทั้งที่มันบวมอยู่แล้ว เจ้าตัวเอ่ยขอบคุณกับคุณย่าของชันโยรุทั้งหมดสิบสองครั้งถ้วน บอกว่าจะทานให้หมดอีกสามครั้งถ้วน พูดว่าไม่ต้องเป็นห่วงเลยครับอีกทั้งหมดสามครั้งถ้วนเช่นกัน ก่อนจะลุกขึ้นโค้งส่งคุณย่าของเขาเข้านอนเป็นอย่างสุดท้าย

 

ก่อนจะนั่งมองสตูว์ทะเลด้วยสายตาที่ชันโยรุอ่านมันไม่ออก

 

“กินสิ เดี๋ยวจะหายร้อนหมด” เขายิ้มให้ กินปลาหมึกคำโตเป็นตัวอย่าง “หรือว่าไม่หิว?”


โครกก...เสียงท้องร้องตอบแทนคนที่ไม่ยอมกินจนหน้าขึ้นสีแดงเพราะความเขินอาย “ฉัน...ขอบคุณมากนะ”


“ขอบใจก็พอ แล้วก็ไม่เป็นไร” ชันโยรุพยักเพยิดไปด้านนอกที่มีฝนฟ้าคะนองขั้นรุนแรง “ถ้าปล่อยนายทิ้งไว้ ฉันคงไม่ใช่คน ใจร้ายน่าดู”


“ปล่อย คน ใจร้าย...” คงจะฟังไม่ทัน แต่เขาจะไม่พูดซ้ำแล้ว การปล่อยให้ทำความเข้าใจด้วยตัวเองคงจะเป็นเรื่องที่ดี “แต่ก็...ขอบใจมากนะ”


“กินเถอะ จะได้ไปอาบน้ำแล้วพักผ่อน นายคงเหนื่อย ใช่ไหม?”


“อืม...”

 

ชันโยรุลอบมองคนที่...ถ้าเกิดว่าเป็นเพื่อนไคที่ปากดีที่สุด คงจะบอกว่าเขาไปสอยมาจากทะเลนั้น กินข้าวคำโต กินได้เร็วและเยอะกว่าที่เขาคาดเอาไว้มันก็ทำให้สบายใจออกมาได้อย่างประหลาด

 

ถึงจะร้องไห้ แต่ถ้ายังกินข้าวได้พร้อมกับเสียงฮื้ม...แห่งความอร่อย


คงจะไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงนักหรอกมั้ง

 

ในบ้านไม้โบราณหลังใหญ่หลังนี้ที่มีสมาชิกอาศัยอยู่ทั้งหมดสี่คนถ้วนนั้น มีเพียงแค่ชันโยรุกับคุณย่าที่ชื่นชอบการนอนบนฟุตงเป็นพิเศษ ส่วนคุณลุงกับคุณป้านั้นนอนเตียงไม้ที่เขาคิดว่าตัวฟูกนั้นแข็งเกินไป แต่ทั้งสองคนกลับบอกว่านอนสบาย แต่มันคงเหมือนการที่คุณป้าไม่ชอบนอนฟุตงสักเท่าไหร่นัก เขาก็ไม่ชอบเตียงเหมือนกันนั่นแหละ

 

ฟุตงเก่าเก็บที่ซื้อมาตั้งแต่สมัยคุณปู่ยังอยู่นั้นถูกชันโยรุดึงอย่างทุลักทุเลออกมาจากตู้ไม้หลังใหญ่ริมทางเดินชั้นบน เขายกมันไปได้ทั้งชุด เอามันเข้าไปในห้องนอนของเขาที่ตอนนี้กำลังมีคนจัดการตัวเองตามที่เขาบอกว่าให้ไปอาบน้ำ สองมือหอบผ้าหอบผ่อนไม่ต่างจากเขา เพียงแค่สิ่งที่เขาแบกอยู่มันแทบจะคลุมไปทั้งตัวแล้วนั่นเอง

 

“ขาดเหลืออะไรไหม?” เขาโยนฟุตงลงพื้น ถอนหายใจที่ได้วางเสียที “บอกมาเลย”


“ผ้าเช็ดตัว ขอยืม...”


“แปปนะ” ชันโยรุเปิดลิ้นชักชั้นล่างสุดที่จำได้ว่าพับพวกผ้าเผ้อสารพัดเอาไว้ หยิบผ้าเช็ดตัวสีน้ำเงินขึ้นมาจากตู้ก่อนจะส่งให้ “ใช้เสร็จแล้วตากตรงนั้นนะ เอ่อ...ยาสระผมขวดสีขาวของฉัน สบู่ขวดสีเขียวก็ของฉัน ยาสีฟันอะไรใช้ได้ อะไรที่เป็นของฉันเมื่อกี้ก็ใช้ได้ เข้าใจไหม?”


“ยาสระผมสีขาว สบู่สีเขียว ยาสีฟัน ใช้ได้...”


“ถูกต้อง” ชันโยรุดึงฟุตงของตัวเองที่พับอยู่ออก หาองศาที่พอดีในการจัดวาง “เข้าใจวิธีการอาบใช่ไหม?”


“ฉันรู้...” คนที่กอดผ้าเช็ดตัวแน่กับ...ชุดนอนลายโดนัลด์ ดั๊กตอบกลับมา “ขอบใจจริงๆ”

 

ชันโยรุรู้สึกว่าห้องของตัวเองนั้นแสนเล็กเมื่อต้องปูฟุตงถึงสองผืน ตู้ไม้ช่างเกะกะ โต๊ะไม้ที่เคยใช้ทำการบ้านช่างเกะกะ ชั้นหนังสือช่าง...ไม่เกะกะ เขารักหนังสือ กระเป๋าสีดำใบใหญ่ของนักเดินทางนั้นถูกเขาลากไปไว้บนด้านบนของฟุตงที่เจ้าตัวจะต้องนอน เขาคิดไปเองว่ามันคงจะสะดวกดี เกิดว่าคนคนนี้ต้องการอะไรที่อยู่ในกระเป๋า จะได้ยันตัวขึ้นมาค้นมันได้โดยไม่ต้องเดินไปเดินมา แบบนั้นคงจะเกรงใจเขาแทบแย่ เพราะถ้าเป็นชันโยรุเองที่ตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกับ...แบคฮยอน แบคคุจัง คงจะทำตัวประดักประเดิดน่าดูที่ต้องมานอนในห้องของคนที่ไม่รู้จักกันแบบนี้

 

การที่เขาและแบคฮยอนได้คุยกันเพราะเรื่องการถามทาง เรื่องที่อีกฝ่ายไปเดินอยู่ริมทะเลโดยไม่กลัวว่าจะโดนพายุ การที่นั่งกินสตูว์ทะเลชามเบ้อเริ่มตรงข้ามกัน มันก็ไม่ได้ทำให้เราสนิทกันขึ้นมาหรอก

 

คงจะต้องรอให้อีกฝ่ายเล่ามันออกมาก่อน เหมือนตอนที่ไดสุเกะคุง เพื่อนของเขามีเรื่องเศร้า ไคคุงถามแทบตาย เจ้าตัวไม่เคยจะปริปากพูดถึงมัน แต่วันหนึ่งก็เล่าออกมาได้เองเหมือนไม่ได้มีความเสียใจอะไรทั้งนั้น เขาคงจะต้องรอให้สถานการณ์มันเป็นแบบนั้น เพราะว่า...ไม่ได้รู้จักกันมากพอที่จะพูดอะไรออกไปได้เลย

 

ไดสุเกะคุง ไปเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยที่เยอรมันจะสบายดีไหมนะ จะไปทีก็ไปเสียตั้งไกล ชันโยรุคนนี้ที่ใช้โทรศัพท์มือถือรุ่นปาหัวสุนัขแตกได้ก็ไม่เคยจะได้ใช้สิ่งที่เรียกว่าแอพลิเคชั่นคุยกับเพื่อน ต้องเปิดแล็ปท็อปเครื่องใหม่ที่คุณลุงกับคุณป้าซื้อให้เป็นของขวัญเมื่อปีที่แล้ว ตอบข้อความสิบประโยคของไดสุเกะคุงด้วยสิบประโยคที่ยาวไม่ต่างกัน

 

พอคิดได้แบบนั้นเขาก็หยิบแล็ปท็อปที่วางอยู่บนโต๊ะไม้มาวางไว้บนฟุตงของตัวเอง นอนเหยียดลงไปเพื่อหาท่าที่ทำให้สบายตัวที่สุด คิดถึงสูตรอาหารในอินเทอร์เน็ตที่จะลองเอามาทำดูเวลามีวันหยุด ลองฝึกทำแล้วปรับสูตรให้เป็นของตัวเอง คิดว่าจะใส่อะไรลงไปได้บ้างเพื่อให้มันอร่อยมากยิ่งขึ้น แปลกใหม่แต่อร่อย เหมือนที่ภาษาฝรั่งเขาเรียกว่า อาหารแบบฟิวชั่น

 

เลื่อนหน้าเว็บไซต์ผ่านๆ เห็นคำว่าคาเรของร้านอาหารร้านหนึ่ง หนึ่งจานนั้นใช้กุ้งมากถึงสี่สิบตัว อ่านรายละเอียดแล้วพบว่าต้นเรื่องหรือว่าตัวคาเรนั้น ทำมาจากน้ำซุปที่ทำหนึ่งครั้งนั้นใช้หัวกุ้งถึงหนึ่งพันหกร้อยหัว หนึ่งหม้อนั้นสามารถใช้ทำคาเรกุ้งแสนเข้มข้นได้สี่สิบจาน เลยเป็นที่มาของประโยคที่ว่าหนึ่งจานใช้กุ้งทั้งหมดสี่สิบตัว

 

ถ้าเกิดว่าเขาลองเอามาทำบ้าง แต่ถ้าเป็นปู รสชาติมันจะเป็นอย่างไรกัน น่าลองทำดูเหมือนกันนะเนี่ย...ถ้าเกิดว่าทำสำหรับหนึ่งที่ จะต้องใช้ปูกี่ตัวกันนะ

 

สมมติว่าหนึ่งคนใช้ปูหนึ่งตัว น้ำซุปนั้นต้องให้มากกว่าปริมาณหนึ่งส่วนสามของแกงสำหรับหนึ่งที่ ถ้าต้องการคาเรหนึ่งลิตร จะต้องใช้น้ำซุป...

 

ครืด...

 

เสียงเลื่อนบานประตูไม้ทำให้เขาหันไปมอง พบว่าเป็นคนที่ขอตัวลงไปอาบน้ำเมื่อยี่สิบนาทีก่อน ตอนนี้กลับมาในสภาพผ้าเช็ดตัวคลุมหัว และชุดนอนที่เขามองไม่ผิด เป็นโดนัลด์ ดั๊ก จริงๆ ด้วย

 

“เอ่อ...”


“...”


“ใช้ยาสระผม...”


“ไม่เป็นไร ตามสบาย” เขาไม่ว่าอะไรอยู่แล้ว บอกว่าใช้ได้ไปตั้งแต่ต้น “นายนอนตรงนี้ อันนี้ปลั๊กไฟ ใช้ได้เลย ไม่ต้องเกรงใจ”


“ขอบใจนะ” คนผมเปียกทรุดตัวนั่งลงบนฟุตงที่เขาปูให้ มองด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำขอบคุณ “ขอบใจจริงๆ”


“พูดอะไรเยอะแยะ ไม่ต้องขอบใจแล้ว” ชันโยรุดันตัวขึ้นจากฟุตง เตรียมตัวไปอาบน้ำบ้าง ต้องล้างจานด้วย “เปิดพัดลมเป่าผมก็ได้ ฉันไปอาบน้ำก่อน”


“อื้ม...”

 

มันมีความอึดอัดในความไม่อึดอัด ทว่าอึดอัดนัก ไม่รู้จะอธิบายอย่างไร

 

ชันโยรุเหม่อลอยอยู่ในอ่างอาบน้ำ ตอนนี้คนที่นั่งอยู่ในห้องนอนของเขาจะเป็นอย่างไรบ้างนะ จะรู้สึกเหมือนที่เขากำลังรู้สึกรึเปล่า หรือว่าจะกำลังนั่งเล่นโทรศัพท์หรือทำอะไรตามใจตัวเองอย่างสบายใจ แต่ไม่รู้สิ...อย่างน้อยสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปก็คือเขาแต่งตัวในห้องนอนของตัวเองไม่ได้ ต้องหอบผ้าหอบผ่อนมาแต่งตัวในห้องน้ำ ปกติแล้วเขาจะนุ่งผ้าเช็ดตัวแล้วขึ้นไปแต่งข้างบน แต่ตอนนี้ที่มีคนหน้าใหม่มาอาศัยนอนด้วย คงจะทำแบบนั้นไม่ได้หรอก

 

พอนอนคิดไปแล้วก็คิดได้ว่าคงจะยังไม่เจอคุณลุงกับคุณป้า เอาไว้พรุ่งนี้เขาค่อยเล่าให้ฟังก็แล้วกัน ถ้าเกิดว่าเจอหน้ากันตอนเช้า เขาจะบอกคุณลุงกับคุณป้าเหมือนที่บอกกับคุณย่านั่นแหละ

 

อาบน้ำเสร็จเขาก็มาเก็บครัว ล้างจานชามที่ตัวเองใช้ไปเมื่อเย็นตอนที่กลับเข้ามา พรุ่งนี้เช้าไม่รู้ว่าคุณย่าจะทำอะไรให้กิน หวังว่าจะถูกปากเหมือนสตูว์ทะเลเย็นนี้ ถึงบ้านของเขาจะเปิดร้านอาหารกันมานาน รสมือยอดเยี่ยมกันทุกคน แต่ก็ใช่ว่าจะถูกปากคนทั้งโลก อาหารบางอย่างอาจจะไม่ถูกปากคนคนนี้ แล้วเขาก็ไม่รู้อีกว่ามันจะสมควรรึเปล่าถ้าเขาจะถามออกไปว่าชอบกินอะไร

 

ไม่ถามดีกว่า เขาคิดตอนที่กำลังคว่ำจานลงบนชั้นวาง ช่างมันเถอะ

 

เสียงฝนเม็ดใหญ่ที่กระทบลงบนหลังคาเสียงดังสนั่นนั้นทำให้คิดไปว่าคืนนี้จะนอนหลับได้รึเปล่า ระหว่างที่กำลังจะล็อกประตูบ้าน เขาเลื่อนบานประตูออกไปดูจักรยานของตัวเองที่นอนแอ้งแม้งอยู่ใต้ต้นยานากิ ขอโทษยานพาหนะคู่ใจหนึ่งร้อยครั้ง สัญญาว่าพรุ่งนี้จะเอาผ้ามาเช็ดขัดถูเป็นอย่างดี แต่ท่ามกลางพายุที่โหมกระหน่ำแบบนี้ อยู่อย่างนั้นไปก่อนก็แล้วกันนะ

 

เช็คประตูหน้าต่าง เช็คปลั๊กไฟ ปิดไฟให้เรียบร้อยแล้วขึ้นไปนอน อีกชั่วโมงกว่าๆ ถึงจะถึงเวลานอนของเขา เอาเป็นว่าไปนอนคิดสัดส่วนน้ำซุปปูก่อนดีกว่า ง่วงเมื่อไหร่ก็ค่อยนอนเมื่อนั้นก็แล้วกัน

 

พอเลื่อนประตูห้องของตัวเอง เพื่อนร่วมห้องที่นอนอยู่บนฟุตงของตัวเองก็ลุกขึ้นนั่งทันที สีหน้าดูเหมือนทำตัวไม่ถูก ไม่รู้ว่าจะเอาอย่างไร ชันโยรุเองก็เข้าใจ มันเป็นเรื่องธรรมดาในที่ต่างถิ่นแบบนี้

 

“ตามสบาย” เขาพูดรอบที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ “นอนเถอะ เอ่อ...ไม่สิ กินยาก่อนดีกว่า เดี๋ยวไม่สบาย ไปตากลมมานี่”


“ยา?”


“ใช่ ยา” ชันโยรุเดินไปค้นลิ้นชักข้างโต๊ะของตัวเอง ได้ยาแก้แพ้อากาศมาหนึ่งแผง เม็ดเล็กแต่ฤทธิ์แรงนัก ไม่ถึงสิบนาทีก็หลับเลย “น้ำ”


“ให้ฉัน...กิน?”


“ใช่สิ ไปตากลมมาไง เดี๋ยวไม่สบาย” เขานั่งลงบนฟุตงของตัวเอง เอาหลังมือแนบหน้าผากเป็นท่าประกอบ “แบบนี้”


“ฮึก...”

 

การที่เขาบอกให้กินยามันถึงกับต้องสะอื้นเลยหรือ ไม่ชอบกินก็บอกกันดีๆ ก็ได้ ไม่บังคับเสียหน่อย ไม่อยากกินก็ไม่ต้องกินเลย ไม่ยุ่งวุ่นวายอะไรทั้งนั้น

 

“คือ ไม่ได้จะ


“ขอบใจที่...ฮึก...!@#$%^&*” ภาษาเกาหลีที่ฟังไม่รู้เรื่องกลับมาอีกแล้ว แล้วเหมือนเจ้าตัวก็คงรู้ว่าเขาฟังไม่เข้าใจ ถึงได้กดโทรศัพท์ของตัวเองพร้อมกับอาการสะอื้นน้อยๆ นั่น ก่อนจะยื่นให้เขาดู สิ่งที่เห็นคือแอพพลิเคชั่นที่แปลจากภาษาเกาหลีเป็นภาษาญี่ปุ่น และข้อความที่อยู่บนนั้น


-เป็นห่วง-


“อ๋อ มันถึงกับต้องร้องไห้เลยนะ” พอเขาตอบกลับไป คราวนี้อีกฝ่ายก็กดโทรศัพท์อีกครั้ง แล้วส่งให้เขาดู


-ขอโทษที ฉันกำลังอ่อนไหวน่ะ-


“ก็พอจะรู้นะ” ชันโยรุส่งยากับน้ำให้คนที่รับมันไปด้วยยินดี กินเสร็จแล้วก็ยื่นกลับมาให้เขาที่กินบ้าง แล้วเอาขวดน้ำกลับไปตั้งไว้บนโต๊ะ “แล้ว...”


“ฉัน...ตั้งใจจะเล่า...อยู่แล้วล่ะ” คนที่นั่งขัดสมาธิอยู่บนฟุตงของตัวเองยิ้มน้อยๆ ที่เจือความเศร้าไว้มากโข “ฉัน...มาหาแฟน...ตามที่อยู่นั่น”


“...”


“จะพูดยังไงดีนะ เอ่อ...เค้าเคยไปเข้าค่ายที่แบบ เอ่อ...ที่เกาหลี ก็เลยรู้จักกัน ก็คุยกันมา...แล้วก็เป็นแฟน ฉันมาเซอร์ไพรส์ที่นี่น่ะ แต่ว่าโดนเซอร์ไพรส์ซะเอง” จากท่าขัดสมาธิเปลี่ยนเป็นการกอดเข่า แววตาดูเศร้ามากกว่าเดิม “ฉันไปถูกนะ ตามที่นายบอก แต่พอ เอ่อ...กด...อะไรนะ..”


“กริ่ง ออด?”


“อ่า...นั่นแหละ ก็มีผู้หญิงคนนึงมาเปิด แล้วก็ถามว่ามาหาใคร ฉันก็เลยบอกชื่อไป แล้วก็ได้ยินว่า...ที่รัก มีคนมาหา”


“...”


“แล้วก็เป็นแฟนของฉันที่...ขอโทษนะ นึกคำไม่...อ่า...โผล่หน้ามา เพิ่งลุกจากเตียงด้วยสภาพผ้าเช็ดตัวผืนเดียว”


“แฟน...เป็นผู้ชายเหรอ?” เขากำลังเรียบเรียงเหตุการณ์ คงไม่ได้ฟังผิดไปหรอกใช่ไหม


“เอ่อ...ใช่ รังเกียจรึเปล่า พูด...เอ่อ...พูดได้นะ”


“ไม่หรอก เรื่องปกติ” ชันโยรุไม่ได้รังเกียจ ไม่เคยรังเกียจด้วย ตั้งแต่ที่เรื่องนี้เริ่มมีบทบาทในสังคม ผู้ใหญ่ทุกคนในบ้านของเขาสอนว่าอย่าไปคิดว่าความรู้สึกที่แตกต่างเป็นเรื่องที่แปลก เพื่อนของลุงก็มีคนที่ชอบผู้ชาย ไม่เห็นจะเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ตรงไหน “ก็เลยร้องไห้แล้วเดินอยู่ตรงนั้นใช่ไหม?”


“อื้ม...”


“แล้วแฟนไม่มาตาม?”


“คงจะมา...ไม่ได้หรอก” คนพูดก้มหน้าลง มองเท้าของตัวเอง “คนที่นอนด้วยกันแล้ว...สำคัญกว่าอยู่แล้วล่ะ”

 

ชันโยรุเคยแต่งเรื่องสั้นส่งคุณครูมาบ้าง สมัยที่เรียนมัธยมปลายในวิชาภาษาญี่ปุ่น เขาคิดว่ามันคงง่ายกว่าถ้าพยายามนึกเส้นเรื่องขึ้นมาเองแล้วถามว่าใช่หรือไม่ใช่ ถ้าจะให้คนคนนี้เล่าให้ฟังจนจบ เที่ยงคืนก็คงจะยังฟังกันไม่เข้าใจ คนที่ศัพท์ยากๆ บางคำกลับพูดได้ แต่ศัพท์ง่ายๆ กลับนั่งคิดเสียนาน แต่ก็อาจจะเหมือนเขาที่ท่องศัพท์วิชาภาษาอังกฤษระดับมัธยมปลายได้คล่อง แต่ตอนที่เดินไปเจอต้นฮิมะวะริ เขากลับลืมว่าชื่อภาษาอังกฤษคืออะไร

 

“ถ้าฉันเข้าใจไม่ผิด” เขาพูดช้าให้ฟังเข้าใจได้ง่าย “นายมาเซอร์ไพรส์ ตั้งใจจะพักอยู่กับแฟน แต่ทีนี้เรื่องกลับไม่เป็นอย่างที่คิด ทั้งเสียใจแล้วก็ไม่รู้จะไปไหน ถูกไหม?”


“อื้อ...”


“แล้วมีเพื่อนอยู่ที่นี่บ้างรึเปล่า? ในญี่ปุ่นน่ะ?”


“มีนะ แต่ว่า...คือเค้าก็เป็นเพื่อนกับ...”


“เค้าเป็นเพื่อนกับแฟนของนาย ไม่อยากจะเจอแฟนก็เลยตัดออก” ชันโยรุเข้าใจถ่องแท้แล้ว เรื่องแบบนี้คงทำให้เจ็บที่หัวใจน่าดู “จนกว่าจะตัดสินใจได้ ก็พักอยู่ที่นี่ก่อนก็แล้วกัน”


“...”


“เรื่องเกรงใจกันเป็นเรื่องธรรมชาติ นายก็...ช่วยคุณย่าฉันทำงานบ้าน หรือว่าถ้าอยากจะไปช่วยงานที่ร้านก็บอก ก็ไปกับฉัน ไปด้วยกันได้” ชันโยรุหาทางแบ่งเบาความรู้สึกเกรงใจให้เรียบร้อยแล้ว “ตกลงไหม?”


“ขอบคุณนะ...ฮึก!” คนอ่อนไหวร้องไห้ขึ้นมาอีกรอบ แข่งกับพายุข้างนอกที่กำลังกระหน่ำ “นาย...ดีกับฉันมากเลย”


“ถ้าเป็นฉันที่เดินร้องไห้อยู่ที่เกาหลีตอนที่พายุกำลังจะเข้า ถ้าตรงนั้นมีฉันกับนายแค่สองคน นายก็คงไม่ปล่อยฉันเอาไว้เหมือนกัน” ชันโยรุคิดว่ามันเหมือนเป็นหน้าที่กลายๆ เขาปล่อยผ่านไปไม่ได้ ยิ่งรู้ทั้งรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเขายิ่งทำใจขับจักรยานผ่านไปเฉยๆ ไม่ได้

 

พอได้รู้ว่าเกิดเรื่องสาหัสกับหัวใจ เขาก็ยิ่งคิดว่าตัวเองได้ทำสิ่งที่ถูกต้องแล้ว

 

“ฉัน...เรียกแบคคุจังนะ แบคอะไรนั่นมัน...”


“แบคฮยอน” คนตอบร้องไห้ไปยิ้มไป “แบคคุจัง...ก็ได้”


“มีชื่อญี่ปุ่นไหม? แฟนเรียกว่าอะไร ให้เรียกแบบนั้นก็ได้นะ”


“ไม่มีหรอก คนนั้นก็เรียกแบคฮยอน”


“โอเค...”


“ชันโยรุ ใช่ไหม?” เขาพยักหน้าตอบกลับไป และได้รับรอยยิ้มกว้างครั้งแรกหลังจากที่ได้เจอกันที่ทะเลกลับมา “ชันโยรุคุง ขอบใจนะ”


 



 



  ชันโยรุขออนุญาตคุณลุงกับคุณป้าใช้ช่วงเวลาบ่ายสองโมงซึ่งเป็นเวลาที่คนที่ร้านไม่เยอะมากนักกลับมาที่บ้าน

 

เมื่อคืนต่างคนต่างหลับไปเพราะฤทธิ์ยาแก้แพ้อากาศที่กินกันเข้าไปคนละเม็ด แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ไม่ได้ทำให้เวลาตื่นของชันโยรุคลาดเคลื่อนไปแม้แต่น้อย เขายังคงหอบผ้าหอบผ่อนลงมาอาบน้ำในเวลาเดิม ทักทายคุณย่าที่กำลังง่วนอยู่ในครัวเหมือนทุกวัน เพียงแต่เขาต้องสละเวลาประมาณห้านาทีมานั่งอธิบายถึงเพื่อนใหม่ที่มาเมื่อเย็นวานนี้ เพื่อนที่คุณลุงกับคุณป้ายังไม่เคยเจอ แน่นอนว่าผู้ใหญ่ทั้งสองคนไม่ว่าอะไรเขาแม้แต่น้อย แถมยังบอกว่าให้ดูแลเพื่อนให้ดี คงจะกลับตอนที่มหาวิทยาลัยเปิดเทอมสินะ ช่วงนี้เค้าปิดภาคเรียนกันพอดี ตัวเขาเองก็ไม่รู้หรอก ได้พยักหน้าเออออไปอย่างนั้นเอง

 

ตอนที่ชันโยรุลงมาทานอาหารเช้าวันนี้ที่เป็นอุด้งในน้ำซุปสาหร่ายกับคัตสึโอบูชิ และเทมปุระผักในตะกร้าใส่อาหารใบโตนั้น เขาบอกกับคุณย่าว่าแบคคุจังอาจจะตื่นสายหน่อย เพราะว่าเจ้าตัวเดินทางมาเหนื่อยมาก เขาบอกว่าเพื่อนคนนี้เดินทางมาจากโซล ถ้าเกิดว่าเขาจำไม่ผิดว่าเมืองหลวงของเกาหลีใต้คือโซลน่ะนะ อีกฝ่ายคงไม่ได้มาจากเกาหลีเหนือหรอก มันเป็นไปไม่ได้ แต่ก็นั่นแหละ ย่าของเขาก็ยิ้มรับด้วยความยินดี บอกว่าจะดูแลให้ ไม่ต้องห่วงเลยนะ หลานรัก

 

ถึงจะบอกว่าไม่ต้องห่วงแต่เขาคงจะต้องกลับไปดูสักหน่อยว่าเป็นอย่างไรบ้าง ปรับตัวและใช้ชีวิตได้ตามคนญี่ปุ่นโบราณไหม เพราะบ้านของเขามีแต่คนสูงอายุ การใช้ชีวิตในประจำวันก็ดูจะเก่าไปด้วย เขาที่เป็นเด็กอยู่คนเดียวนั้นไม่สามารถจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของคนในบ้านได้ หรือไม่เขาก็ไม่คิดจะทำ เพราะชันโยรุรู้สึกว่ามันดีเสียอีกที่ได้ใช้ชีวิตในแบบที่คนในเมืองไม่ทำกันแล้ว หากวันใดวันหนึ่งข้างหน้าที่เขาต้องอยู่คนเดียวแล้ว คงจะคิดถึงอะไรเหล่านี้น่าดู

 

“ขุดลงไปแบบนั้นแหละ ใช่แล้ว แบคคุจังนี่น่ารักจริงๆ”


“อันนี้...ต้นอะไรเหรอครับ ผมไม่รู้ว่าภาษาญี่ปุ่นเรียกว่าอะไร”


“ต้นโทะมาโตะน่ะ เจ้าเคนตะที่อยู่บ้านข้างๆ ให้มา”


“โทเมโท ลุงเคนตะบ้านข้างหลังให้มา” เขาที่เดินเข้าไปหาคนสองคนที่กำลังช่วยกันขุดดิน พูดให้แบคคุจังเข้าใจง่ายมากขึ้นเป็นภาษาอังกฤษ พอเจ้าตัวได้ยินก็ร้องอ๋อ หันไปจับเสียมต่ออย่างขะมักเขม้น “ทำอะไรกันครับ?”


“ย่าให้แบคคุจังช่วยขุดดินให้ ได้มาตั้งสี่ต้นแน่ะ เอาไว้ติดลูกแล้วจะเอามาทำซุปทำซอส” คุณย่าหันมาตอบเขาด้วยรอยยิ้ม อายุมากแล้วก็ยังทำสวนได้สบาย “เรานั่นแหละมาทำอะไรหรือ?”


“มาดูว่าเป็นยังไงกันบ้าง” ชันโยรุตอบตามความจริง “กินข้าวรึยัง?”


“กินแล้ว ทั้งข้าวเช้า ข้าวเที่ยง” แบคคุจังพูดไปขุดดินไป “คุณย่าครับ หลุมต่อไปขุดตรงไหนดีครับ?”


“ตรงนี้เลยแบคคุจัง เรานี่น่ารักจริงๆ เห็นแล้วก็ไม่น่าเชื่อ หนูรู้จักไคคุงไหมลูก?”

 

คำถามของคุณย่าทำชันโยรุหลุดหัวเราะออกมาคำโต คุณย่าของเขากับไคคุงนั้นเรียกได้ว่าจะไม่ถูกกันก็ไม่เชิง เพราะเพื่อนของเขาหัวสมัยใหม่ ชอบเอาเรื่องต่างประเทศมาคุยกับคุณย่าที่ฟังไม่เข้าใจ ยิ่งมันรู้ว่าคุณย่าของเขาฟังไม่เข้าใจมันก็ยิ่งพูด มันบอกว่าปู่ย่าตายายของมันเสียหมดแล้ว มาเจอคุณย่าของเขาก็อยากคุย (ความจริงคืออยากแกล้งคนแก่นั่นแหละ)

 

“ไม่รู้จักเลยครับ”


“ดีแล้วลูก อย่าไปรู้จักเลย เดี๋ยวย่าไปชงน้ำหวานให้กินนะ ขอบใจมากลูก” คุณย่าลูบผมแบคคุจังที่ยิ้มกว้างให้ก่อนจะลุกไปชงน้ำหวานตามคำกล่าวของตน เหลือเพียงเขาที่นั่งอยู่ที่ชานบ้าน มองคนที่ตั้งใจขุดดินหลุมที่สี่เพื่อปลูกโทะมาโตะ


“เป็นไงบ้าง?” เขาถามคนที่ตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงสดใส ยังไม่ถึงยี่สิบสี่ชั่วโมงก็ดูสบายดีมากแล้ว ดีแล้วล่ะ


“ชอบมากเลย ขอบใจนะ” แบคคุจังตอบ “ฉัน...ตื่นไม่ทันนาย แต่ทันเจอคุณลุงกับคุณป้านะ”


“อืม ป้าเล่าให้ฟังแล้ว” ป้าบอกเขาว่าเมื่อเช้านั่งกินอุด้งกับแบคคุจัง เห็นกินเก่งแล้วดีใจ เพื่อนหลานน่ารักมากเลย “ทำอะไรบ้าง?”


“ก็...ไปช่วยงาน ล้างจานน่ะ แล้วก็ไปสวดมนต์ให้...”


“บรรพบุรุษ” ชันโยรุรู้เพราะมันเป็นชีวิตประจำวันของคุณย่า


“ใช่แล้ว คำนั้นแหละ แล้วก็ตัดกระดาษเป็น...ดอกฮิมะวะริ ดูทีวีไปด้วย ตัดไปด้วย คุณย่าบอกว่าจะทำประตู...ที่แบบ...”


“จะทำประตูกั้นครัวใหม่ ลายดอกฮิมะวะริ” เรื่องนี้ชันโยรุก็รู้ เพราะว่าเขาเป็นคนเลือกว่าจะเอาลายนี้เอง “โอเคนะ?”


“ดีมากเลย” แบคคุจังส่งนิ้วโป้งมาให้เป็นภาษากาย “ไม่ต้องห่วงนะ ว่าแต่...ไคคุงคือใครเหรอ?"


“เพื่อนของฉันน่ะ ชอบแกล้งคุณย่า ก็เลยโดนแบบนั้น” เขาตอบคนที่รับฟังด้วยสีหน้าที่บ่งบอกว่าเข้าใจแล้ว “งั้นฉันไปก่อนนะจะกลับมาประมาณ...สองทุ่ม”


“อือ...”

 

การที่เห็นว่าเพื่อนใหม่...นับเป็นเพื่อนได้หรือเปล่านะ? แต่นั่นแหละ การที่เห็นว่าแบคคุจังยิ้มได้และมีกิจกรรมทำร่วมกันกับคุณย่าของเขานั้น ทำให้สบายใจขึ้นมาได้ว่าการมาอยู่ครั้งนี้คงไม่ได้สร้างความลำบากใจให้เจ้าตัวมากนัก ถึงแม้ว่าตอนนี้จะยังไม่ได้คุยกันว่าจะอยู่ถึงเมื่อไหร่ แต่เขาก็เชื่อว่าบ้านหลังนี้จะให้แบคคุจังอยู่จนกว่าจะถึงเวลาที่ต้องไปแล้วนั่นแหละ

 

คำว่าจัง...น่าแปลกที่พูดแล้วไม่ได้รู้สึกว่ามันยากเลยแม้แต่น้อย ถึงแม้ว่าจะใช้กับผู้หญิง แต่ถ้าเป็นผู้ชายที่หน้าตาน่ารัก และคุณย่าของเขาก็เรียกแบบนั้น มันก็คงใช้ได้เหมือนกันล่ะมั้ง

 

แบคคุจัง...ถ้าไคคุงได้ยินคงขำก๊ากตามนิสัย แต่แล้วอย่างไรล่ะ รอให้ได้เห็นหน้าก่อน คงจะบอกว่าเห็นด้วยอย่างแน่นอน

 

งานในครัวช่วงบ่ายของชันโยรุนั้นเต็มเวลาเสมอ ในวันนี้ที่กลับมาเปิดตามปกติเพราะข่าวท้องถิ่นประกาศว่าฝนจะตกพรำๆ ตั้งแต่ช่วงสองทุ่มเป็นต้นไป ร้านของเขาที่ปิดหนึ่งทุ่มนั้น ถือว่ามีเวลาเหลือเฟือในการเก็บร้านอย่างทุกวัน แต่ตอนนี้สิ่งที่ต้องคิดถึงคือปลาสดตรงหน้า ทุกตัวทำสดใหม่เมื่อลูกค้าสั่งเท่านั้น และหม้อสตูว์ที่เดือดปุดอย่างช้าๆ เพราะเคี่ยวด้วยไฟอ่อน เป็นหม้อสำหรับช่วงเย็นที่จะหมดตั้งแต่ห้าโมงเย็นเพราะคนที่มาทานอาหารที่ร้าน ไม่ว่าจะสั่งเมนูอะไรก็มักจะสั่งไปทานด้วย อย่างน้อยก็ต้องมีโต๊ะละชาม

 

ทำปลาครบห้าสิบตัวเขาก็ผละไปช่วยคุณป้าเรียงจานชามเข้าเครื่องล้าง เมื่อห้าปีก่อนเขาเป็นคนล้างเอง แต่พอได้เข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระงานครัวของคุณลุงมากขึ้น เจ้าเครื่องล้างจานนี้ก็มาช่วยแบ่งเบาภาระไปจากเขาและคุณป้าเหมือนกัน ไม่น่าเชื่อว่าสถิติภายในหนึ่งปีนั้น เจ้าเครื่องนี่ทำจานแตกน้อยกว่าเขาอีก การล้างจานจึงตกเป็นหน้าที่ของมัน ร่วมกับเพื่อนอีกเครื่องที่มาทีหลังสองปี

 

แบคคุจังเป็นไงบ้าง?”


ขุดหลุมกับย่าครับ ปลูกโทะมาโตะเขาบอกคุณลุงที่ถามถึง ตอนแรกว่าจะชวนมาช่วยงานที่ร้าน แต่ย่าดูชอบมาก ก็เลยให้อยู่ด้วยกัน


ก็ดีนะ จะได้ไม่เหงาคุณลุงแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพื่อนเราก็คุยสนุกดี


ใช่ ป้าว่าน่ารักมากเลยตอนพยายามจะพูดภาษาญี่ปุ่น แถมเวลายิ้มแก้มก็แสนกลม เหมือน...โทะมาโตะที่ปลูกนั่นแหละ


ถ้าเกิดว่าชอบ ผมก็ดีใจครับเขาตอบรับคุณลุงคุณป้า คิดว่าดีแล้วที่เป็นอย่างนี้ ฝากตัวแทนเพื่อนด้วยนะครับ


อะไรกัน ชันโยรุ พูดจาห่างเหิน


แทนเพื่อนไงครับ ถ้าเกิดว่าเป็นผม...ไม่ฝากครับแต่จะอยู่ไม่ไปไหน เกาะป้ากับลุงไม่ปล่อย


 เจ้าชันโยรุนี่นะ ชอบพูดล้อเล่นไปเรื่อย!

 

โดนป้าเอามือเคาะหัวไปหนึ่งที ไม่เจ็บนักแต่ทำให้หัวเราะออกมาไม่หยุดเลย

 

อาจเป็นเพราะเมื่อวานที่ร้านปิดเพราะมีพายุ วันนี้เลยคนมากล้นเป็นพิเศษ ปิดก่อนเวลาตามป้ายถึงหนึ่งชั่วโมงเพราะของหมดก่อน ต้องโค้งขออภัยลูกค้าหลายท่านที่ทำหน้าเสียดายให้เห็น บอกว่ามาใหม่พรุ่งนี้นะครับ ขออภัยเป็นอย่างสูงและขอบคุณที่ให้ความสนใจมารับประทาน คุณลุงทอดปลามือระวิง ส่วนคุณป้าเป็นคนเตรียมอาหาร เวลาที่คนเยอะแบบนี้เขาจะจัดการภายในร้านเพราะไวกว่า เมื่อก่อนเวียนหัวไปหมดแต่ตอนนี้ชินแล้ว จัดการได้ทุกโต๊ะ ทำทุกอย่างได้เรียบร้อย น้อยครั้งนักจะมีความผิดพลาด ซึ่งวันนี้ไม่มี...ถ้าไม่นับเรื่องปลาหมดล่ะก็ วันนี้ก็เป็นวันที่แสนยุ่งแต่ก็ยิ้มได้นั่นแหละนะ

 

ชันโยรุเป็นคนปิดร้านตามปกติ วันนี้คุณลุงกับคุณป้าอยู่ช่วยปิดร้าน ช่วยดูประตูว่าล็อกดีแล้วหรือไม่ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ช้ากว่าอยู่ดีเพราะว่าปั่นจักรยาน ไม่ได้ขับรถเหมือนคุณลุง และเพราะแบบนั้นจึงทำให้เขาแวะกลางทาง เลี้ยวเข้าซอยไปยังร้านขนมหวานแห่งหนึ่งที่นึกขึ้นมาได้ตอนกำลังจะผ่าน เขาเองกินมาตั้งแต่จำความได้ แต่คนมาใหม่...คงจะยังไม่เคยได้กิน

 

เพราะว่าเย็นย่ำ เป็นธรรมดาที่ขนมจะหมดเหมือนปลาที่ร้านของเขา แต่ก็ได้คูสะโมจิมาหนึ่งกล่อง ไม่รู้ว่าจะชอบรึเปล่าแต่ก็อยากให้ลองกินดู เอาไว้วันอื่นจะแวะซื่อแต่เช้าแล้วเอากลับไปให้กินช่วงบ่ายก็แล้วกัน

 

เช่นเดิมที่เขาจอดจักรยานไว้ใต้ต้นยานากิ แต่วันนี้จอดดีหน่อยเพราะว่าไม่รีบเหมือนเมื่อวาน ฝนยังไม่ทันจะตกแต่ก็มีแววเหมือนที่พยากรณ์อากาศบอก แต่สิ่งที่ไม่มีการพยากรณ์ทำให้เขาไม่รู้มาก่อนนั้น คือการที่หันไปเจอแบคคุจังยืนอยู่บนชานบ้าน ส่งยิ้มให้อย่างเป็นกันเอง

 

กลับมาแล้วเหรอ?”


อืม...ทำตัวไม่ถูกเลย มายืนอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน ซื้อขนมมาฝาก คูสะโมจิ รู้จักไหม?”


รู้จักโมจิ แต่คูสะ...ไม่รู้คนพูดรับขนมไปจากมือของเขา ขอบใจนะ ชันโยรุคุง


แล้วนี่ทำอะไรอยู่ ทำไมมายืนตรงนี้?”


ช่วยคุณย่า..ปิ้ง...หรือย่างนะ...ก็เอ่อ...ปลาอยู่ในครัว แล้วจากหน้าต่าง...


เห็นฉันปั่นจักรยานมา?”


อือ...


งั้นก็ขอบใจเหมือนกันนะ แบคคุจัง

 

จากในครัวของบ้านเขา ส่วนที่เป็นครัวเปิดนั้นมีหน้าต่างบานใหญ่อยู่ จากตรงนั้นจะมองเห็นถนนหน้าบ้าน แบคคุจังคงจะเห็นว่าเขากลับมาแล้ว ก็เลยเดินมาหาแบบนี้...ไม่เคยมีใครทำมาก่อน หรือว่าเป็นเรื่องปกติของคนเกาหลีกันนะ เขาก็ไม่รู้เหมือนกัน

 

คุณย่าทานข้าวคนแรกเป็นเรื่องปกติ ตอนนี้คุณลุงคุณป้ากำลังทานอยู่ ส่วนเขานั้นมาย่างปลาสองตัวอยู่ในครัว กินพร้อมกับแบคคุจังที่ตอนนี้ยืนจัดถาดอาหารด้วยสีหน้าแจ่มใส ดูจากท่าทางแล้วคุณย่าคงจะสอน ความรู้ใหม่สดเลยอยากลองทำบ้าง ตักน้ำซุปคัสสึโอบูชิที่คุณย่าใส่เต้าหู้ลงไปใส่ถ้วย จัดเห็ดผัดน้ำมันงา ตักข้าวใส่ถ้วย เตรียมจานใส่ปลาไว้รอปลาที่เขากำลังย่างอยู่

 

เป็นไงบ้าง?” ชันโยรุถามแบบไม่มองหน้าคนตอบ จาก...เมื่อวาน?”


ก็...ดีแล้วล่ะ ไม่อยากคิด...เท่าไหร่ ถ้าทำ...ทำหน้าบึ้งทั้งวัน คงจะแย่น่าดูแบคคุจังเดินมายืนข้างเขา เค้าก็...โทรมานะ แต่ว่าตอนนี้...บล็อก


ก็เด็ดขาดดีนะ ถ้าเกิดว่าเป็นฉันก็คงจะทำเหมือนกันเขาเห็นด้วยกับสิ่งที่แบคคุจังทำ เหมือนลำดับความสำคัญในการทำงาน ล้างจานกับลูกค้าก็ต้องเลือกบริการก่อน ถ้านายสำคัญ...เค้าคงไม่ปล่อยนายไว้ทำไมทำหน้างงล่ะ ฉันพูดเร็วไป?”


นิดหน่อย แต่ฉันเข้าใจนะ นายพูด...ถูกแล้วล่ะ

 

ทีวีมักจะถูกเปิดในช่วงเวลาของการกินข้าวของคุณลุงกับคุณป้า แต่ไม่ใช่กับชันโยรุและแบคคุจังที่กำลังนั่งกินข้าวด้วยกันอยู่ตอนนี้

 

เขาไม่นิยมดูทีวีระหว่างกินข้าว พอถามแบคคุจังว่าจะดูไหม เจ้าตัวก็ส่ายหน้ากลับมา เราเลยนั่งกินข้าวกันเงียบเชียบเหมือนนั่งกินอยู่คนเดียว จนกระทั่งชันโยรุพลิกปลาเพื่อกินด้านที่อยู่ข้างล่าง ถึงได้มีเสียงของคนที่นั่งอยู่ตรงข้ามกันดังขึ้นมา

 

คือ...อยากจะพูดเรื่อง...เวลา


“...”


ถ้าเกิดว่าอยู่ที่นี่เกินหนึ่งเดือน—”


จะอยู่หนึ่งปีก็ได้ ไม่ได้ล้อเล่นชันโยรุพูดความจริง อยู่เท่าที่อยากอยู่ แต่ถ้าจะไป...ก็บอกล่วงหน้าหน่อยก็แล้วกัน


ฉัน...เกรงใจมาก จะพยายามช่วยงาน...เอ่อ...หลายๆอย่างให้ดี ถ้าเกิดว่าทำได้จะไปช่วยที่ร้านด้วยแบคคุจังพูดติดขัดแต่ก็พยายาม ขอบใจนะ ตั้งแต่เกิด...ไม่เคยเจอคนมีน้ำใจ...เท่านี้


ทำไมล่ะ คนเกาหลีใจร้ายรึไง?”


ไม่ใช่แบคคุจังหลุดยิ้มให้เห็น แต่ว่าชันโยรุคุง...ใจดีที่สุดเท่าที่เคยเจอ คุณย่า คุณลุง คุณป้า ทุกคน...สุดยอด


“...”


วันนี้จะล้างจานให้นะ ถ้าไม่ได้ล้างจะ...เอ่อ...นอนไม่ได้


นอนไม่หลับสิ ใช่ไหม? นอนได้อยู่แล้วล่ะ แต่จะไม่หลับเขาแก้ให้ คำว่านอนไม่ได้มันฟังดูแปลกชอบกล


ใช่ นอนไม่หลับ ภาษาญี่ปุ่นก็จะ...พยายามเหมือนกันนะ


สอนเกาหลีฉันบ้างสิ แลกกันไง


อยากเรียนเหรอ?”


ก็...อยากรู้บ้าง อย่างดอกฮิมะวะริ?”


ดอกฮีบารากีแบคคุจังยิ้มให้เขาที่ทำหน้าฉงน


ดอกบาระนั่นเอง


ไม่ใช่ ถ้าเป็นดอกบาระคือดอกชังมี


ฮีบารากี ชังมี...ภาษาต่างประเทศนี่ยากจัง กินเถอะ พยายามพูดญี่ปุ่นเข้านะ

 

คำตอบของชันโยรุทำให้แบคคุจังหลุดหัวเราะออกมา เจ้าตัวพูดภาษาเกาหลีใส่เขาที่ไม่รู้ว่ามันแปลว่าอะไร พอถามว่าพูดอะไรเหรอก็ได้รับการส่ายหน้าตอบกลับมา บอกว่าไม่มีอะไรหรอก

 

มันจะไม่มีอะไรไปได้อย่างไร พูดไปหัวเราะไปอย่างนี้


แต่ก็นั่นแหละ...ถ้าทำให้ยิ้มออกมาได้


ก็ไม่เป็นไรหรอก

 




 



ชันโยรุหาววอด ลุกขึ้นมาจากฟุตงแสนรักของตนเอง เกาหัวแกร็กๆ รวมถึงยีหัวยุ่งๆ ของตัวเองจนยุ่งเข้าไปใหญ่ ยืดตัวขึ้น สายตาเบนไปมองนาฬิกาดิจิตอลบนโต๊ะที่ไม่เข้ากับบ้านเลยสักนิดเพื่อดูว่าตอนนี้เป็นเวลากี่โมงแล้ว

 

เลข 07:21 ทำให้เขาทิ้งตัวลงไปบนหมอนของตัวเอง วันนี้เป็นวันอาทิตย์ที่ต่างไปจากทุกวัน ไม่ใช่เพราะคนที่ตอนนี้นอนหลับไม่รู้เรื่องอยู่บนฟุตงด้านข้างหรอก แต่เป็นเพราะวันนี้คุณลุงกับคุณป้าปิดร้านเพื่อไปธุระเรื่องอะไรสักอย่างที่คนอายุน้อยที่สุดในบ้านอย่างเขาไม่ได้เข้าไปยุ่งหรืออยากรู้อะไร คุณย่าเองก็ไปด้วยเพราะจะไปดูเครื่องใช้ในครัวใหม่กับคุณป้า วันนี้จึงเหลือเพียงเขาที่นอนอยู่ตรงนี้ และแบคคุจังที่มาอยู่ที่นี่ได้สองอาทิตย์กว่าแล้ว

 

การมาอยู่ของแบคคุจังนั้นสร้างความสุขให้กับคุณย่าของเขาได้อย่างเหลือเชื่อ ปกติแล้วคุณย่าของเขาจะอยู่บ้านคนเดียวมาตลอดเวลาที่คุณลุง คุณป้า หรือว่าชันโยรุไปทำงาน งานในแต่ละวันของคุณย่าก็เป็นเหมือนชีวิตประจำวันของเจ้าตัวไปโดยปริยาย สวดมนต์ ทำอาหาร เย็บผ้าบ้าง อ่านหนังสือ หรือจะเป็นการทำสวน ใช้ชีวิตอยู่ในรั้วสี่เหลี่ยมผืนผ้าคนเดียวในเวลากลางวัน จนกระทั่งมีแบคคุจังมาอยู่เป็นเพื่อนนั่นแหละ คุณย่าของเขาที่ดูเหมือนจะมีความสุขอยู่แล้วนั้นยิ่งมีความสุขมากขึ้นเป็นพิเศษ

 

ส่วนตัวชันโยรุเองนั้น ถ้าจะให้กล่าวถึงคนมาใหม่คนนี้ คนที่รู้จักกันได้เพราะความอะไรสักอย่างที่เขาก็ไม่รู้ว่าจะเรียกมันว่าอะไร นึกย้อนกลับไปในสถานการณ์นั้น ที่มีเพียงแค่เขากับแบคคุจังสองคน ถ้าเกิดว่าไม่ใช่เขาแล้วมันจะเป็นใครที่ไหน แบคคุจังจะไปอยู่ที่ไหน จะลำบากมากเพียงไร จะบอกว่าเป็นความใจดี เขาก็คิดว่ามันอาจจะไม่ใช่ ถ้าเกิดว่ามีคนมากมายและเขาเดินเข้าไปทัก แบบนั้นอาจจะเป็นความใจดี แต่เพราะว่าตรงนั้นไม่มีใคร มีเพียงเขาที่ผ่านไปคนเดียว

 

และแบคคุจังที่เจ็บปวดหัวใจจนน้ำตาไหลก็มาอยู่ตรงนี้ ถึงจะยังไม่สนิทกันมากเท่าที่ควร แต่ก็ถือว่าสนิทกันแหละนะ แต่ก็คงไม่เท่าคุณย่าที่ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันทั้งวันหรอก

 

ทั้งบ้านเงียบเชียบเพราะไม่มีใคร ในครัวไม่มีอาหารเพราะคุณย่าออกไปแต่เช้า ไม่มีเวลาพอที่จะได้ทำ ชันโยรุเองก็ลงมาอาบน้ำตามปกติ คิดถึงเมนูอาหารที่จะต้องกินวันนี้ ถ้าเกิดว่าอยู่คนเดียวคงจะเอาตอกไข่ใส่ข้าว ราดซอสลงไปกินคู่กับผักดอง เป็นอันจบมื้ออาหารอย่างสวยงามและน่าพึงพอใจ แต่การไม่ได้อยู่คนเดียวทำให้เขาต้องขบคิดว่าวันนี้จะทำอะไรดี จะกินอะไรดีนะ หรือว่าจะลองถามดู แล้วปั่นจักรยานไปซื้อของด้วยกัน

 

ทำใจกล้าลองถามดีกว่าทำออกมาแล้วเขาไม่กินแหละนะ!

 

“วันนี้ทำอะไรกินกันดี?” เขาเปิดประตูกลับเข้าไปในห้องนอนของตัวเอง ตอนแรกก็ไม่ได้คิดว่าจะถามหรอก แต่พอเห็นว่ากำลังนั่งกดโทรศัพท์อยู่บนฟุตง ปากของเขามันก็โพล่งออกไปเลย “ช่วยคิดหน่อยสิ”


วันนี้ไปธุระกันใช่ไหม คุณย่าบอกน่ะ” แบคคุจังยิ้มให้เขาต้อนรับเช้านี้ “ชันโยรุคุงอยากทำอะไรล่ะ?”


“ต้องถามนายมากกว่าว่าอยากกินอะไร”


“ฉันเหรอเอ่อ โซบะกับเทมปุระผักแผ่นใหญ่ๆ มันยาก


“คาคิอาเกะใช่ไหม?” ไอ้เทมปุระแผ่นใหญ่ที่ใส่ผัก มันก็มีแต่อันนี้


“ก็คงใช่”


“ง่ายมาก แต่คงต้องออกไปซื้อผัก เพราะว่าของสดหมดแล้ว น่าจะซื้อกันกลับเข้ามาเย็นนี้ เราต้องไปหาซื้อกันเองก่อน”



“ต้องออกไปข้างนอกน่ะ ไปอาบน้ำเร็ว”


“ออกไปข้างนอกเหรอ?” ดูเหมือนว่าแบคคุจังจะจับใจความได้แต่คำนี้ “อะอื้ม จะไปอาบน้ำนะ!

 

คุณย่าของเขาเคยบอกว่า ตอนที่แบคคุจังช่วยหาของทั้งที่ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหนนั้น ทั้งน่ารักน่าเอ็นดู เขาเองก็คิดภาพไม่ออกหรอก เพราะเวลาที่เขาหัวหมุนเวลาอยู่ที่ร้านเพราะหาของไม่เจอนั้น เขาเหมือนคนใกล้จะเป็นบ้าอย่างไรอย่างนั้น แต่สิ่งที่คุณย่าพูดมันจะเหมือนสถานการณ์ตอนนี้ที่แบคคุจังกระวีกระวาดลุกขึ้นจากฟุตง ม้วนเก็บมันอย่างส่งๆ แล้วหาเสื้อผ้าที่จะใส่ในวันนี้ เขาเองก็บอกว่าผ้าที่รีดแล้วแขวนอยู่ตรงนั้น แบคคุจังเลยคว้าเสื้อมาตัวหนึ่งแล้ววิ่งออกจากห้องไป มันจะเหมือนกันรึเปล่านะ

 

เขาจดสิ่งที่ต้องซื้อลงกระดาษเพื่อกันลืม นับเงินในกระเป๋าว่าเพียงพอหรือไม่ จะต้องเอาเงินที่เก็บเอาไว้มาใช้รึเปล่า จากนั้นเขาก็เดินลงไปข้างล่าง ไปนั่งดูทีวีรอแบคคุจังจัดการตัวเอง หารื้อของในตู้ได้นมมาสองกล่อง กล่องหนึ่งสำหรับตัวเอง กล่องหนึ่งสำหรับแบคคุจังที่วิ่งอุตลุต เวลาเผลอลงเท้าหนักก็จะเบาลงบ้าง แต่เอาจริงเขาก็ไม่ได้ว่าอะไรหรอก นี่มันบ้านไม้ จะเดินดังเดินเบาอย่างไร ถ้าบ้านมันเงียบก็ได้ยินเสียงทั้งนั้น

 

“ฉันน่ะ


“ไม่ต้องรีบ ฉันรอได้” แบคคุจังดูรีบมาก ถึงเขาจะมานั่งรอแบบนี้แต่ใช่ว่าจะรีบเสียหน่อย “อันนี้นมนะ กินรองท้องไปก่อน”


“เดี๋ยวเอาผ้าขึ้นไปตาก


“เอาไปตากหลังบ้านก็ได้ จะได้ไม่ต้องขึ้นไป”


“จะไปหยิบของ”


“อ๋อ โอเค ขึ้นไปเถอะ”

 

ชันโยรุปล่อยให้แบคคุจังวิ่งทั่วไปตามใจชอบ อีกห้านาทีให้หลังต่อมา คนที่รีบสุดตัวนั้นก็มานั่งดูดนมกล่องอยู่กับเขา ตั้งหน้าตาดูมันจนหมดภายในเวลาไม่ถึงสามวินาที

 

“บอกว่าไม่ต้องรีบไง เดี๋ยวก็สำลักเอา”


“ไม่หรอก กินหมดแล้ว” นมกล่องถูกชูขึ้นตรงหน้าเขา “ขอบใจนะ”

 

ถ้าให้นับกันตามจริง แบคคุจังคงขอบใจเขาเกินร้อยรอบแล้วตั้งแต่รู้จักกันมา

 

แบคคุจังนั่งซ้อนจักรยานของเขา นับได้ว่าเป็นครั้งสองนับจากวันแรกมาอยู่ที่นี่ เพราะว่าเจ้าตัวนั้นอยู่แต่บ้าน ไม่เคยได้ออกไปไหนเลยสักครั้ง อยู่แต่กับคุณย่าของเขา คงจะเดินไปซื้อผักด้วยกันครั้งนี้ แต่ว่าคงไปซื้อที่บ้านของเพื่อนบ้าน ไม่ได้ออกมาตลาดเหมือนที่เขาพามาในตอนนี้ เขารู้สึกถึงมือเล็กๆ ของแบคคุจังที่จับเสื้อของเขาไว้ แต่มันก็เป็นเพราะเขาบอกให้จับนั่นแหละ กลัวช่วงที่ปั่นเร็วๆ มาก ลงจากทางที่เป็นเนินแล้วจะล้มเอา แต่ขากลับเขาคงจะอ้อมไปอีกทางเพราะไม่อยากปั่นจักรยานขึ้นเนิน ยิ่งมีคนซ้อนแล้วยิ่งแล้วใหญ่ ปั่นไม่ไหว ทำไม่ได้จริงๆ

 

“กินแบบไหน ร้อนหรือว่าเย็น?” ชันโยรุถามตอนที่จอดจักรยานไว้ตรงที่สำหรับจอด ล็อกมันเอาไว้อย่างดี จากตรงนี้เดินไปไม่ถึงสิบก้าวก็จะเป็นตลาดขายเนื้อสัตว์ทุกชนิด พาแบคคุจังไปเดินดูก็ดี เผื่อว่าอยากจะกินอะไร


“แบบที่จุ่มลงไปในซอส”


“เย็นสินะ แต่ว่าต้องทำเส้นก่อน ใส่ชิโสะดีไหม กินหรือเปล่า?”


กิน” แบคคุจังฟังไม่ทัน แต่ก็ยิ้มกลับมาให้ “ฉันกินหมดเลย”

 

แบคคุจังดูตื่นตาตื่นใจกับสิ่งที่ได้เห็น เจ้าตัวเดินดูเนื้อสัตว์ ทั้งเนื้อหมู เนื้อวัว หรืออาหารทะเลอย่างพวกหอยหรือปลาหมึก แต่พอเขาถามว่าเอาไหม เจ้าตัวก็บอกว่าไม่เอา ถึงอย่างนั้นเขาก็ซื้อซากุระเอบิมาเล็กน้อย ไม่ได้เอาที่แบ่งขายเพราะว่ามันเยอะไปแล้วมันแพง อยากได้แค่นิดหน่อยพอไปใส่ให้มีรสชาติเท่านั้น ถึงจะไม่ได้สดมากแต่ก็พอใช้ได้ แบคคุจังเองก็มายืนดูด้วยความสนใจ ถามว่าเอาไปทำอะไรเหรอ?

 

“ก็เอาไปใส่คาคิอาเกะไง มันต้องมีอาหารทะเลด้วย แต่ว่ามันแพง เราใส่แค่นี้ก็แล้วกันนะ”


“ฉันให้ฉันช่วยจ่ายด้วยนะ” แบคคุจังล้วงกระเป๋าเงินของตัวเองออกมา “จะต้องกินไม่ได้ ถ้าไม่จ่ายเงิน”


“กินไม่ลง” ชันโยรุแก้ให้ “ถ้ากินไม่ได้เพราะไม่ได้จ่ายเงินน่ะใช้กับร้านอาหาร อันนี้เราทำกินกันสองคน ถ้านายไม่สบายใจ ก็ต้องบอกว่ากินไม่ลง”


“กินไม่ลง” แบคคุจังทวนคำของเขา “โอเค


“อยากใส่อะไรอีกไหม? เลือกได้เลย”


“ไม่แล้ว เราไปดูขนมตรงนั้นได้ไหม?”


“ได้สิ” เขาอมยิ้มให้ท่าทีเกรงใจของแบคคุจังที่ดูเหมือนว่าตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ มันไม่มีวี่แววว่าจะลดลงไปบ้างเลย เรื่องเกรงใจกันก็เป็นเรื่องที่ดี แต่มากเกินไปแบบนี้ เขาพาลจะอึดอัดไปด้วย “ที่จริงไม่ต้องเกรงใจกันขนาดนี้ก็ได้ ฉันอึดอัดน่ะ”


“อึดอัด?”


“ใช่ นายทำเหมือนฉันเป็นคนที่อายุเท่าคุณลุง ดูๆ แล้วเราน่าจะไม่ห่างกันเท่าไหร่ ไม่ต้องทำท่าเหมือนฉันอายุห้าสิบที่นายต้องเกร็งตลอดเวลาที่อยู่ด้วยก็ได้”


” แบคคุจังเม้มปากให้เขาเห็น ทำเอาคิดไปไกลว่าพูดอะไรผิดไปหรือเปล่า “ขอโทษนะ”


“เฮ้ย ไม่ได้พูดให้ขอโทษ พูดให้เอางี้ นายอายุเท่าไหร่?”


“ฉันอายุยี่สิบ”


“ฉันอายุยี่สิบเอ็ด” ชันโยรุบอกอายุของตัวเอง “แต่ฉันคิดว่าเราเป็นเพื่อนกันดีกว่า คิดซะว่าฉันเป็นเพื่อนนายแล้วนายก็เป็นเพื่อนฉัน เราเป็นเพื่อนกัน แบบนั้นจะสบายใจมากกว่าไหม?”


“อื้อ”แบคคุจังพยักหน้าหงึกหงักตอบกลับมา “โอเค”


“โอเค ไปไปซื้อขนมกัน”

 

ชันโยรุขอบคุณตัวเองประมาณหนึ่งพันครั้งในช่วงห้านาทีหลังจากที่ได้พูดประโยคนั้นออกไป เพราะเหมือนความอึดอัดที่ปิดกั้นความสัมพันธ์บางอย่างระหว่างเรานั้นดูเหมือนจะหายวับไปจนสังเกตเห็นได้ชัด พอแบคคุจังผ่อนคลาย เขาก็ผ่อนคลายไปด้วย ตอบคำถามของแบคคุจังที่ว่าขนมนี้คืออะไรเหรอ เพราะบางคำเจ้าตัวก็อ่านไม่ออก เขาเองก็อาศัยช่วงเวลาไม่ถึงนาทีในการปล่อยให้เจ้าตัวดูโมจิหลากหลายชนิด ส่วนเขานั้นไปซื้อน้ำตาลปั้นมาหนึ่งไม้ ส่งให้แบคคุจังที่รับไปพร้อมกับแววตาและริมฝีปากที่ยิ้มไปพร้อมกัน

 

“ขอบใจนะ” ครั้งที่หนึ่งร้อยยี่สิบเอ็ด “ชันโยรุคุงไม่กินเหรอ?”


“ไม่ล่ะ มันดูเหมาะกับนายมากกว่า” เขาส่ายหน้าเป็นคำตอบ “เอาโมจิอันไหน ซื้อไปสิ หรือจะไปซื้อที่ร้านที่ฉันซื้อมาฝาก เอาไว้ฉันไปซื้อให้”


“มันต่างกันเหรอ?” แบคคุจังเบาเสียงของตัวเอง ให้ได้ยินกันสองคน “มันไม่เหมือนกันใช่ไหม?”


“ไม่รู้สิ ปกติแล้วฉันเคยกินแต่ร้านที่ซื้อไปให้นาย ก็เลยไม่รู้ว่ามันต่างกันไหม”


“งั้นเอาไว้เราไปซื้ออันนั้น ไปดูผักกันนะ”

 

เขาไม่ได้เดินนำ แต่เดินข้างๆ กันและบอกเมื่อต้องเปลี่ยนทิศทาง เช่น การบอกแบคคุจังว่าร้านข้างหน้านะ ที่มีตะกร้าใส่ผักวางอยู่เยอะๆ ให้แบคคุจังเป็นคนถือตะกร้าเพราะดูกระตือรือร้นอย่างถึงที่สุด เขาเองก็เลือกผักไปอย่างละต้นอย่างละหัว ซื้อไปเยอะก็กินไม่หมด ส่วนพวกวัตถุดิบอย่างอื่นนั้นมีติดบ้านอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องซื้อเข้าไปอีก

 

“เอาแครอทไปแทะเล่นไหม?”


“จะเอาไปทำไม ชันโยรุคุงแซวเราเหรอ?”


“ก็ไม่รู้สิ” เขาพินิจพิจารณาใบหน้าของเพื่อนใหม่ชาวเกาหลี “บางวันก็เหมือนกระต่าย บางวันก็เหมือนสุนัข จะแครอทหรือว่ากระดูกก็เลือกไม่ได้ เลยมาจบที่โมจิ”


“ชันโยรุคุงต่างหาก เหมือนโกลเด้นรีทรีฟเวอร์เลย”


“หล่อนั่นเอง ขอบใจนะ”

 

เห็นแบคคุจังทำปากบึนแล้วอยากบีบชะมัดยาก แต่เขาก็ไม่ได้ทำหรอก แกล้งเดินชนไปหยิบของเพราะว่าอยากจะแกล้ง แบคคุจังก็เดินตามมาชนเขากลับ พอหันไปมองหน้าก็ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ แต่เขาก็รู้สึกดีนะ เพราะมันแปลว่าเราคงจะได้เป็นเพื่อนกันจริงๆ แล้วล่ะ

 

อย่างน้อยก็ได้เจอกันแล้ว ได้ทำความรู้จักกัน ถ้าเกิดว่าจะพัฒนาความสัมพันธ์ไปเป็นคำว่าเพื่อน ชันโยรุก็ยินดีเป็นอย่างยิ่ง

 

“กลับเถอะ เป็นห่วงบ้าน”


“โอเค ฉันต้องให้น้ำโทะมาโตะ”

 

วัตุถุดิบถูกวางไว้ด้านหน้าในตะกร้าจักรยาน ขากลับชันโยรุขี่จักรยานอ้อมไปอีกทาง คนที่นั่งซ้อนเองก็ตื่นเต้นใหญ่ ถามเขาว่าตรงนั้นตรงนี้อะไร เขาเองก็ตอบตามความจริงว่าที่นี่ยังมีบ้านไม้โบราณอยู่ อยู่กันจริงๆ แล้วนักท่องเที่ยวก็ชอบมาเดินเล่นเพื่อชื่นชมบรรยากาศกัน โชคดีที่บ้านของชันโยรุอยู่ลึกเข้าไปหน่อยในพื้นที่ชุมชน ถึงได้เงียบสงบและมีแต่ต้นไม้ให้ได้ร่มเย็นและสุขสบายใจ

 

พอกลับไปถึงบ้าน ชันโยรุก็ถือวัตถุดิบเข้าครัว ส่วนแบคคุจังนั้นวิ่งไปหลังบ้านเพื่อให้น้ำโทะมาโตะ ชันโยรุจะไม่แก้หรอกว่าต้องบอกว่ารดน้ำ คำว่าให้น้ำมันก็พอจะฟังเข้าใจ อีกอย่างถ้าเป็นแบคคุจังแล้ว ไอ้คำว่าให้น้ำ นอนไม่ได้ กินไม่ได้ มันก็เข้ากับเจ้าตัวดีเหมือนกัน

 

ระหว่างที่ง่วนอยู่กับการหั่นผัก เขาก็รู้สึกได้ว่ามีคนมายืนอยู่ข้างๆ ไม่ต้องหันไปมองก็รู้ว่าเป็นใครที่กำลังยืนมองเขาใช้มีดด้วยความชื่นชม แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่เคยคิดว่าตัวเองเก่งอะไรนักหรอก เขาเชื่อว่าถ้าใครมาเรียนก็เก่งได้เหมือนกัน มันอยู่ที่ความตั้งใจและความพยายามมากกว่า

 

“ฉันน่ะที่เกาหลี อยู่คอนโด” แบคคุจังพูดขึ้น “ปลูกผักใส่กระถางก็ไม่ขึ้น”


“อยู่ในเมืองใช่ไหม โซล?”


“ใช่ อยู่ตรงกลางโซลเลย” แบคคุจังทำท่าประกอบให้เขาดู “ซ้ายเป็นห้างสรรพสินค้า ด้านขวาเป็นโรงแรม”


“อึดอัดแย่” แค่ฟังก็รู้สึกว่าหายใจไม่ออก “ฉันเคยไปโตเกียวหลายครั้งอยู่แหละ ไปชั่วคราวมันก็โอเค แต่ถ้าให้อยู่คงไม่ไหว”


“ฉันก็เคยคิด ว่าถ้าโตขึ้น ถ้าทำงานแล้ว อยากจะมาอยู่แบบนี้เหมือนกัน” สายตาของแบคคุจังมองออกไปด้านนอก “ชันโยรุคุงไม่ได้เรียนมหาวิทยาลัยใช่ไหม?”


“ใช่ คิดว่าไม่จำเป็นน่ะ เพราะว่าต้องรับช่วงร้านต่อ เรียนไปก็เท่านั้น ต่อให้เรียนคหกรรมก็เถอะ”


“เรียนอะไรนะ?” ตาของแบคคุจังกะพริบปริบๆ


“โฮม อีโคโนมิกส์” ชันโยรุไม่แน่ใจนักว่าภาษาอังกฤษใช้คำนี้รึเปล่า หรือว่าจะเป็นโดๆ อะไรสักอย่างที่จำไม่ได้แล้ว “ใช่ไหมนะ?”


“ใช่ๆ ฉันเข้าใจแล้ว” แบคคุจังพยักหน้าตอบรับเขา “ดีจังเลยนะ รู้ว่าอยากจะทำอะไรตั้งแต่ตอนนี้ ไม่สิ คงจะตั้งแต่ตอนเด็กๆ เลยเนอะ”


“ก็คงใช่มั้ง ฉันก็ชอบด้วยแหละ มันสนุกดีนะ ยิ่งเห็นคนที่ทานอาหารที่เราทำยิ้มได้ ตอนนั้นแหละที่เหมือนบรรลุเป้าหมายการทำอาหารเลย” เขาพูดสิ่งที่คิดอยู่ในใจให้แบคคุจังฟัง “แล้วนายล่ะ เรียนอะไร?”


“เศรษฐศาสตร์การลงทุน”



“รู้ว่าหน้าตาไม่ให้ แต่ก็เรียนนั่นแหละ” สีหน้าของเขาคงตลกมาก เพราะมันทำให้แบคคุจังหลุดหัวเราะออกมา “บ้านของฉัน ทำธุรกิจด้านนี้น่ะ”


“แล้วชอบไหม?”


“ไม่เลย อยากเรียนภาษา เป็นที่นำเที่ยว ภาษาญี่ปุ่นคือ


“ไกด์” ชันโยรุเติมคำในช่องว่างให้ถูกต้อง “แล้วทำไมไม่เรียนล่ะ?”


“อืมความจริงแล้ว มันไม่ค่อยดี แต่อยากให้เปิดใจ ได้ไหม?”


“แน่นอน” ชันโยรุละมือจากผัก หันมามองหน้าแบคคุจังเพื่อฟังอย่างตั้งใจ “ไม่ต้องกังวล”


“ฉันไม่รู้จะพูดกับใคร อัดอั้นใจคำนี้ถูกไหมนะ? แต่นั่นแหละ ชันโยรุคุงดีมากๆ” แบคคุจังยิ้มเจือความเศร้าให้เขาได้เห็น “ฉันหนีออกจากบ้านมา”



“ฉันขอที่บ้านแล้ว แต่ว่าเค้าไม่ให้ ก็เลยหนีออกมาน่ะ”


“แล้วที่บ้านรู้ใช่ไหมว่าอยู่ที่นี่?” ชันโยรุคิดว่าการหนีออกจากบ้านคือเรื่องที่ใหญ่มาก “รู้รึเปล่าว่าอยู่ที่ไหน?”


“รู้ ฉันส่งข้อความไปบอกพี่แล้วว่าอยู่ที่นี่ สบายดีแล้วก็มีความสุข จะกลับไปตอนใกล้จะเปิดเทอม”


“แล้วทำไมถึงหนีมาล่ะ แค่เพราะขอแล้วไม่ให้มางั้นเหรอ?”


“ความจริงคือพ่อกับแม่บอกว่าถ้าเรียนได้เกรดเอหมดทุกตัว ฉันจะมาหานั่นแหละ คือมาที่นี่ได้ แต่พอทำได้แล้ว เค้าก็ไม่ให้มา ก็เลยตัดสินใจทำแบบนี้ แต่ว่าความรู้สึกตอนที่มา มันไม่ได้อยากจะมาหาใคร แต่ว่าอยากจะประชด...ทั้งที่พยายาม แต่กลับโดนผิดคำพูด”


“...”


“แต่ว่าพี่ชายรู้เรื่องนะ เป็นคนมาส่งที่สนามบิน”


“โอเค” จากที่ฟังแล้วมีพี่ชายรวมอยู่ด้วย ถ้าเกิดว่าพี่ชายรู้ นี่ก็ไม่ใช่การหนีออกจากบ้าน ก็แค่มาญี่ปุ่นโดยไม่บอก แถมยังมีกำหนดการกลับที่ชัดเจน ไม่ใช่หนีออกจากบ้านอย่างแน่นอน “ฉันเข้าใจแล้ว นายเลยต้องอยู่ที่นี่เพราะกลับไปก่อนไม่ได้สินะ ถ้ากลับไปก่อนก็จะเสียเชิงที่หนีออกมา ถ้าแบบนั้นก็อยู่ที่นี่จนกว่าจะถึงกำหนดกลับก็แล้วกันนะ”


“ฉันคงใช้โชคที่มีอยู่หมดแล้ว” แบคคุจังยิ้มกว้างให้เขา “ที่ได้มาเจอนายแบบนี้”



“พูดบ่อยเกินไปแล้ว แต่ขอบคุณจริงๆ นะ”

 

เวลาที่ชันโยรุได้ยินข่าวหรือได้เห็นว่ามีใครหนีออกจากบ้าน เขาไม่ได้คิดไปเสมอหรอกว่าจะมีใครที่เป็นฝ่ายผิด ต่างคนต่างความคิด ต่างครอบครัวต่างการเลี้ยงดู ในข่าวไม่เคยนำเสนอว่าชีวิตครอบครัวของคนที่หนีออกจากบ้านนั้นเป็นอย่างไร หรือก่อนหน้านั้นมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นบ้าง ข่าวทุกข่าวนำเสนอที่ปลายเหตุ และเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่ต่อให้ผิดอย่างไรก็จะพูดเอาดีเข้าตัวเสมอ ต่อให้ยอมรับผิดก็ตาม ในคำที่ยอมรับผิดหรือความคิดในใจก็จะมีคำว่าแต่มารองรับมันอยู่ดี

 

เช่นเดียวกันชันโยรุไม่ตัดสินแบคคุจังไม่ว่าจะด้วยกฎเกณฑ์ใดๆ ทั้งนั้น ใช่ว่ามันเป็นเรื่องที่ดี เขาไม่ได้สนับสนุนแต่ก็ไม่ยุ่งเกี่ยวใดๆ ทั้งนั้น การหนีออกมาจากบ้านนั้นเป็นเรื่องของแบคคุจัง มีปัญหาอะไรภายในครอบครัวเขาไม่รับรู้ เขาจะรู้แค่ว่าการที่ได้ช่วยเหลือแบคคุจัง และทำให้ยิ้มได้แบบนี้นั้นมันดีมากแค่ไหน ปลอบโยนในส่วนที่ทำได้ และคอยดูแลในส่วนที่ควรทำ

 

ตัวก็แค่นี้ทำไมถึงได้เจอเรื่องที่ทำให้เสียใจนักนะ

 

“เอาแผ่นเท่าไหน?” เขาถามถึงขนาดคาคิอาเกะ ขณะคนๆ แป้งในชามที่เต็มไปด้วยผักและซากุระเอบิ


“เอาเท่าจานนี่เลยได้ไหม?” แบคคุจังเลือกจานในชั้นมาให้เขาดู


“กินหมด?”


“ก็หมดนะ” แบคคุจังคิดว่าตัวเองน่าจะกินไหว “ไม่เชื่อเหรอ?”


“ตัวแค่เนี้ย?”


“ก็ตัวแค่นี้ มันไม่โตแล้วนี่หน่า” แบคคุจังทำหน้ามุ่ย แก้มตุ่ยเหมือนกระต่ายในการ์ตูน “ก็ทำหนึ่งแผ่น แบ่งกันได้ไหม?”


“ได้สิ แบคคุจังต้มน้ำให้หน่อย รอให้เดือดเลยนะ แล้วใส่เส้น”


“โอเค ชานยอลอา”



“ถ้าเกิดว่านายเป็นคนเกาหลี ชันโยรุงคุงก็จะเป็นชานยอลอา ฉันตั้งให้นะ เหมือนแบคคุจังไง”


“อาคือคำว่าคุง?”


“ใช่ เป็นคำลงท้ายน่ะ เหมือนกัน” แบคคุจังเปิดน้ำใส่หม้อ เอาไปตั้งไว้บนเตาที่จุดไฟเอาไว้ “ชานยอลอา”


“ก็ฟังดูใช้ได้” ชันโยรุคิดว่ามันฟังดูเข้าท่าดี ชานยอลอะไรนี่ “โอเค อนุมัติ”

 

ระหว่างรอน้ำเดือด แบคคุจังก็มายืนให้กำลังใจเขาทอดคาคิอาเกะ ส่งเสียงดังตอนที่เขาเทผักผสมแป้งลงในน้ำมันที่ร้อนพอดี มองเขาตาโตตอนที่พยายามทำให้มันเกาะเป็นแผ่นเดียวกัน ความจริงเมื่อก่อนเขาก็ทำไม่ได้ ฝึกอยู่มากกว่าสิบครั้งถึงจะจับเทคนิคในการทำได้ เป็นหนึ่งในเรื่องที่แสนจะภาคภูมิใจในวัยยี่สิบเอ็ดปีนี่แหละ

 

“แล้วจะพลิกยังไง?”


“เออหน่า ทำได้” ชันโยรุไม่กังวลเรื่องนั้น “เอาจานใบที่ใหญ่กว่านี้หน่อย ไม่อยากให้ล้นขอบ”


“แปปนึง ขอหาก่อน”


“เร็วดิ จะพลิกแล้วเนี่ย เดี่ยวไม่ทันดูนะ”


“แปปนึง!” แบคคุจังมาแล้วพร้อมจานใบใหญ่กว่าเดิม “พลิกเลย!


“ถอยหน่อยแบคคุจัง เดี๋ยวน้ำมันกระเด็นใส่”

 

ชันโยรุใช้กระชอนในการช่วยพลิกคาคิอาเกะโดยคงรูปทรงกลมแบบกระทะทองเหลืองที่ใช้ วันนี้ตื่นเต้นมากกว่าทุกครั้งเพราะมีเสียงเชียร์ของคนที่ตื่นเต้นมากกว่าเขาเสียอีก พอมันออกมาได้อย่างสวยงามเขาก็โล่งใจ จัดการอาหารมื้อนี้ได้อย่างดงาม ทำคาคิอาเกะและเส้นโซบะที่เขานวดเองกับมือแล้วให้แบคคุจังนวดต่อ ลองให้ผู้ช่วยมือใหม่หั่นเส้นให้เท่าๆ กัน กว่าจะหั่นลงไปหนึ่งครั้งกินเวลาเป็นนาทีเพราะอยากให้เท่ากันทุกเส้น สุดท้ายเขาก็ต้องทำเพราะไม่อย่างนั้นคงไม่ได้กินอย่างแน่นอน

 

“คุณย่าของฉันเสียไปเมื่อห้าปีก่อน” แบคคุจังสูดเส้นโซบะเข้าปาก พูดเรื่องความตายออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ “พอได้มาเจอคุณย่าของนาย ก็คิดถึงมากเลย”


“อืม พอนายพูดเรื่องพ่อกับแม่ ฉันก็คิดถึงพ่อแม่ฉันเหมือนกัน” เขาเองก็คิดถึงคนในครอบครัว “ไม่รู้จะเป็นยังไงบ้าง”


เสียใจด้วยนะ” แบคคุจังวางตะเกียบลง มองหน้าเขาด้วยท่าทีจริงจัง “คือคุณย่าเล่าให้ฟัง เพราะว่าสวดมนต์ มีป้าย


“แล้วทำไมต้องหยุดกิน?”


“เป็นการแสดงความเสียใจ”


“มันผ่านมานานแล้ว ฉันสบายดี” ชันโยรุสบายดีจริงๆ “อีกอย่างก็จำไม่ค่อยจะได้ ไม่เป็นไร”


“คุณย่าบอกว่าชันโยรุได้นิสัยใจดีมาจากคุณแม่” แบคคุจังพูดให้เขาฟัง “แต่ก็ยอมแพ้ไม่เป็นเหมือนคุณพ่อ”


“อะไรกัน อยู่บ้านนี่นินทากันหรือยังไง รู้เยอะรู้แยะไปหมด”


“ไม่ใช่นะ ก็แค่พูดกันไปเรื่อยๆ กินส้มด้วยกันแล้วมันเพลิน” แบคคุจังยิ้มเหมือนรู้สึกผิดเล็กน้อย “แต่เชื่อว่าคุณพ่อกับคุณแม่ต้องภูมิใจนะ ชันโยรุคุง ชานยอลอาน่ะ สุดยอดเลย”


เมื่อก่อนชันโยรุไม่ได้อาศัยอยู่ที่นี่ เขาอยู่ในจังหวัดที่ชื่อว่าฟุกุโอกะ


แต่นั่นเป็นความทรงจำที่แสนเลือนราง ไม่สิ...เขาจำมันไม่ได้ด้วยซ้ำ ตอนนั้นเขายังเด็กมาก เด็กเกินกว่าจะจำได้ว่าอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่เกิดขึ้นคร่าชีวิตคุณพ่อกับคุณแม่ของเขาไปได้อย่างไร


จากคำบอกเล่านั้นเขาอยู่ที่บ้าน เล่นของเล่นโดยมีพี่เลี้ยงเด็กคอยดูแล ระหว่างที่คุณพ่อกับคุณแม่กลับจากธุระที่ต่างเมือง ทั้งคู่เกิดอุติเหตุทางรถยนต์ทำให้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุทันที ไม่ทันได้มีการจากลาหรือคำร่ำลาใด ๆ ต่อกัน แต่ถึงอย่างนั้น...เขาก็คงจำมันไม่ได้อยู่ดี


สำหรับชันโยรุแล้ว บ้านคือคามากุระ ไม่ใช่ฟุกุโอกะ


“ว่าแต่...” เขาคีบเส้นในตะกร้า อีกฝ่ายเองก็ไม่ต่าง “เรื่องไกด์ล่ะ?”


“...”


“ที่บอกว่าอยากจะเป็น หรือว่าที่บ้าน...”


“ใช่ ที่บ้านไม่ให้เรียน” แบคคุจังพูดตามปกติ คงจะทำใจได้นานแล้ว “บอกว่ามัน...ไม่มีประโยชน์ ฉันไม่รู้จักคำญี่ปุ่นน่ะ แต่ก็...ประมาณนี้”


“ไม่มีประโยชน์?” อะไรไม่มีประโยชน์ “มันต้องมีประโยชน์สิ ไม่อย่างนั้นมันจะเป็นอาชีพได้ยังไง คนเป็นไกด์เค้าว่าเงินดีนะ ยิ่งพูดได้เยอะยิ่งค่าแรงสูง”


“พ่อกับแม่ ไม่เข้าใจ แต่ช่างเถอะ...ฉันโอเคแล้ว” แบคคุจังยิ้มกว้าง “ฉัน...ตอนที่รู้ว่าไม่ได้ ร้องไห้หนักมาก”


“ไม่เป็นไรแน่นะ? ไม่สิ...นายต้องเป็นอยู่แล้ว” ชันโยรุรู้ดี ว่าต่อให้เป็นใคร เก่งมากแค่ไหนก็ต้องเจ็บทั้งนั้น “ฉันไม่ได้สงสารนะ แต่เห็นใจ”


“...”


“ขอโทษนะ แต่ตัวแค่นี้ ทั้งเรื่องพ่อแม่ เรื่องหนีออกจากบ้าน เรื่องแฟน คือนะ...มันก็...”


“ไม่รู้สิ ฉันว่าก็ดีนะ” แบคคุจังยักไหล่ “เข้ามาทีเดียวเลยพร้อมกัน จะได้ซ่อมใจได้ในครั้งเดียว ฉันน่ะ...มีที่นี่ ช่วยได้เยอะ ทั้งโทะมาโตะ แล้วก็ชานยอลอา”


ซ่อมใจ? หมายถึงทำใจรึเปล่านะ?


แบคคุจังคงเป็นคนประเภทหัวใจซ่อมได้อย่างนั้นสินะ ชันโยรุเอง...ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นแบบไหน เพราะถ้าเป็นเรื่องหัวใจ เขาไม่เคยได้เจ็บได้ปวดมาก่อน อย่างมากที่เจอก็คงจะเป็นคะแนนสอบที่ไม่ได้ดั่งใจ เรื่องแค่นั้นเสียใจแค่วันเดียวก็หาย ไม่ได้ต้องถึงกับซ่อมหัวใจ ต้องหยุดพักตัวเองไปอะไรแบบนั้น


เข้มแข็งได้แบบนี้ เขาก็ยินดีด้วย


แบคคุจังอาสาล้างจานอีกตามเคย ถ้าไม่ได้ล้างคงจะกินข้าวเย็นไม่ได้อะไรของเค้านั่นแหละ ส่วนเขานั้นก็มาเช็ดโต๊ะ มองออกไปนอกประตูที่เปิดอ้ากว้างอยู่ ใบของต้นยานากิที่ปลิวไปตามลมนั้นทำให้รู้ว่าอากาศวันนี้ดีมากแค่ไหน เขาหยิบหนังสืออาหารเยอรมันฉบับภาษาอังกฤษที่ไดสุเกะส่งมาให้ติดมือมาด้วย ลากพัดลมมาที่ชานบ้าน เช่นเดียวกับเขาที่นั่งห้อยขา เปิดหนังสืออ่านด้วยความปิติยินดี


ถึงบ้านของเขาจะเป็นร้านอาหารญี่ปุ่นดั้งเดิม แต่การได้เรียนรู้อะไรใหม่ ๆ อะไรที่จะทำให้ความรู้เรื่องการทำอาหารของเขากว้างขวางมากยิ่งขึ้น เขาก็ดีใจทั้งนั้นที่จะได้เรียนรู้มัน ถึงจะไม่ได้เก่งจนอ่านออกทุกคำ แต่เขาก็พอจะจับใจความได้อยู่


“นี่...” แบคคุจังทิ้งตัวนั่งลงข้างเขา กอดหมอนลายดอกซากุระที่คุณย่าเป็นคนถัก “ถามอะไร...หน่อยได้ไหม?”


“ได้สิ” เขาปิดหนังสืออาหาร หันมาสนใจเจ้าของรอยยิ้มพิมพ์ใจคนนี้ “ถามมาได้เลย”


“ฉัน...อยากรู้เรื่องของชันโยรุคุงบ้างน่ะ”


“...”


“ได้ไหม?”


“ฉัน...ก็เป็นคนธรรมดา” จากการนั่งห้อยขา เขาเลือกที่จะนั่งขัดสมาธิ หันตัวมานั่งตรงข้ามกับคนที่ทำเช่นเดียวกัน เห็นใบหน้าของกันและกันอย่างชัดเจน “ชอบเรียนหนังสือ ชอบทำอาหาร ชอบเล่นกีฬา แต่ไม่ได้เล่นมาสองสามปีแล้ว ฉันยุ่งน่ะ”


“ชอบเรียนหนังสือ?”


“ใช่ ตั้งแต่ตอนประถม ฉันชอบ...อะไรใหม่ ๆ ได้เรียนรู้เพิ่มเติม สิ่งที่ไม่เคยได้รู้มาก่อน ทำอะไรที่ไม่เคยทำได้” เขานึกถึงตัวเองสมัยเรียนมัธยม “ฉันเคยอยู่ชมรมบาสเกตบอล แต่ตอนขึ้นมัธยมปลายก็ต้องออก เพราะว่าต้องช่วยงานที่ร้าน”


“เสียใจไหม?”


“ไม่เลย” ชันโยรุไม่เคยนึกเสียใจเลยสักครั้ง “ฉันรักที่นี่ รักร้าน รักทุกอย่าง ฉันมีความสุขดี”


“แล้วก็มีเพื่อนเป็นไคคุง ใช่ไหม?”


“มีไดสุเกะคุงอีกคน แต่ไปเรียนต่อที่เยอรมัน นี่ไง มันส่งอันนี้มาให้” เขาชูหนังสือในมือ “ช่วงนี้ไคคุงมันก็อยู่โตเกียว ดีใจด้วยนะที่ไม่ได้เจอ”


“โถ่...” แบคคุจังหัวเราะเสียงดัง “แล้ว...แฟนล่ะ?”


“อืม...เคยมีคนมาชอบเหมือนกัน แต่ฉันไม่มีเวลาน่ะ ตื่นหกโมงเช้า ไปร้านตอนใกล้จะเจ็ดโมง วิ่งไปขึ้นรถไฟ ตกเย็นเล่นกีฬากับเพื่อน กลับมาช่วยงานที่ร้าน ต้องทำการบ้าน อ่านหนังสือ สักพักก็ถึงเวลานอนแล้ว คิดแล้วคงจะไปกันไม่รอดเพราะไม่ได้อยู่ด้วยกันหรือว่าคุยกันเลย แต่ถ้าได้คบกับคนที่อยู่บ้านเดียวกัน น่าจะคือ ฉันไม่ได้หมายความแบบนั้นนะ เสียมารยาทแล้ว...”


ชันโยรุอยากจะเอาหัวโขกเสาบ้าน เขาพูดตามที่คิดโดยลืมนึกไปว่าแบคคุจังนั้นก็เป็นคนที่อยู่ที่บ้านเหมือนกัน ท่าทางของเขาทำเอาแบคคุจังหัวเราะดังกว่าตอนที่พูดเรื่องไคคุง เจ้าตัวหัวเราะจนจับที่ท้องของตัวเอง เอื้อมมือมาตบที่เหนือเข่าของเขาเบา ๆ


“ไม่หรอก อย่าคิดเยอะสิ ไม่ได้ว่าอะไร”


“...”


“คนที่โชคดีกว่าฉันที่ได้นั่งอยู่ตรงนี้ คือคนที่มีแฟนเป็นชันโยรุคุงล่ะมั้ง” สายตาของเราสบกันเขา แววตาวาววับของแบคคุจัง ทำให้เขา... “ชอบคนแบบไหนเหรอ นายน่ะ?”


“ชอบคนที่...แค่ได้รู้ว่ามีอยู่ ก็มีความสุขแล้ว” หัวใจของชันโยรุกำลังเต้นแรงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน “ไม่รู้สิ ฉันไม่เคยได้ชอบใครมาก่อน”


“นั่นสินะ บางทีเราก็ไม่ได้ชอบคนที่เราคิดว่าตัวเองชอบหรอก”


“...”


“ฉันไม่เคยคิดเหมือนกันว่าตัวเอง...ชอบผู้ชาย จนมาเจอกับเคนโตะคุง แต่...ไม่รู้สิ ฉันคิดว่าตัวเองจะเสียใจมากกว่านี้ บางที...ฉันอาจจะแค่อ่อนไหวเพราะว่าเค้า เข้ามา...ตอนกำลังรู้สึกไม่ดี”


“แล้วได้คุยกันบ้างไหม?”


“ฉัน...บอกเลิกไปแล้ว แต่...ตอนแรกที่บอกว่าบล็อก แล้วก็ส่งข้อความไปบอกเลิก แล้วก็บล็อกใหม่....”


“ไม่ได้รอคำตอบ?” ชันโยรุก็พอจะเข้าใจว่าโทรศัพท์รุ่นใหม่ ๆ มันทำอะไรแบบนี้ได้ เหมือนที่เขาเคยบล็อกยูสเซอร์ของคิมไคในแล็ปท็อป เพราะรำคาญที่มันชอบส่งอะไรไร้สาระมากวนใจ


“ฉันมีคำตอบแล้ว...ไม่ได้ต้องการคำตอบอะไร” สายตาของแบคคุจังมองไปที่ต้นยานากิ “อยากให้อ่านนะ แต่...มันเป็นภาษาเกาหลี”


“หมอนั่นอ่านภาษาเกาหลีออกด้วยเหรอ?”


“ก็ต้องออกสิ เค้า...เป็นลูกครึ่งน่ะ” สายตานั่นเปลี่ยนมาเป็นการมองหน้าเขา “แต่...ถ้าเป็นนาย อยากจะเล่าให้ฟังนะ”


“ว่ามาสิ” ชันโยรุยอมรับ ว่าตัวเองนั้นอยากที่จะฟังเหมือนกัน


“ก็พิมพ์ไปประมาณว่า เอ่อ...รับไม่ได้ อ่า...ฉันไม่รู้ภาษาญี่ปุ่น!” ท่าทางหงุดหงิดของแบคคุจัง การดิ้นไปมาเหมือนเด็กนั้นทำให้เขาอารมณ์ดีขึ้นมากกว่าเดิมจากที่มันดีเท่าที่จะดีได้แล้ว “แค่อยากให้บอกว่ามีคนอื่น ไม่ต้องมาหลอกกัน ทำไม...ทำหน้าแบบนั้นล่ะ?”


“ไม่รู้สิ ขอโทษนะ...แต่ฟังไปก็ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ ฉันมันพวกไม่เคยมีความรัก ขอโทษจริง ๆ” เขาคิดว่ามันยากที่จะเข้าใจความรู้สึกของใครในเรื่องนี้ แต่อย่างน้อยเขาก็คิดว่าแบคคุจังทำถูกแล้ว “ไดสุเกะคุงเคยบอกว่า ความรักที่ดีจะไม่มีวันทำให้เราต้องเสียใจ”


“ไดสุเกะคุงพูดถูกแล้ว...”


“...”


“เรื่องของฉัน ถึงได้จบลงยังไงล่ะ”








“แบคคุจัง ตื่นได้แล้ว”


“อื้อ...”


“อื้อมาตั้งแต่ห้านาทีก่อนแล้ว ลุกขึ้น เดี๋ยวไปสาย”


“ขอสิบ


“ถ้าอย่างนั้นก็ตามไปทีหลัง ฉันไปก่อนนะ”


คนกำลังจะโดนทิ้งเด้งตัวขึ้นมาจากฟุตง ทำหน้าเหมือนน้องหมาวัยสามเดือนที่เจ้าของบอกว่าวันนี้ไม่มีอาหารเช้านะ


!@#$%^$#@#$!!!


“ด่าฉันรึไง?” ชันโยรุฟังภาษาเกาหลีที่พ่นออกมาไม่รู้เรื่อง แต่ก็พอจะเดาได้จากสีหน้าว่ามันไม่ใช่คำที่ดี


“ฉันบ่น” แบคคุจังลุกขึ้น ม้วนฟุตงให้เรียบร้อย หาผ้าหาผ่อนเพื่อไปอาบน้ำ “ใครจะว่าท่านชันโยรุซังผู้แสนดีได้”


“เดี๋ยวจะโดนตี ลงไปรอข้างล่างนะ” เขายกมือขึ้นขู่ใส่คนที่แกล้งทำลอยหน้าลอยตาเหมือนไม่เห็นกัน แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็คิดว่ามันตลกดี


วันนี้แบคคุจังจะไปช่วยงานที่ร้าน ปกติแล้วเจ้าตัวชอบติดจักรยานมาด้วยในช่วงบ่ายที่เขากลับไปหาที่บ้าน แต่มาแล้วส่วนมากก็จะช่วยเก็บโต๊ะและเสิร์ฟอาหาร ลูกค้าสัมพันธ์อะไรไม่ได้ เพราะฟังชื่อเมนูแล้วยังไม่ค่อยเข้าใจ สื่อสารกับใครไม่ค่อยถูก มีเพียงเขา คุณลุง คุณป้า ที่คอยพูดช้า ๆ ให้คนฟังนั้นเข้าใจว่าพวกเขาต้องการอะไร


แต่วันนี้เป็นวันแรกที่แบคคุจังจะไปแต่เช้า บอกว่าอยากจะไปช่วยดู อย่างน้อยถึงจะช่วยอะไรไม่ได้มากก็ยังดีกว่าไม่ได้ช่วย แต่ช่วงบ่ายก็จะกลับมาอยู่กับคุณย่า เพราะสัญญากันแล้วว่าจะช่วยกันหยอดเมล็ดฮะคุไซลงหลุมด้วยกัน เป็นกิจกรรมทำสวนที่ทำให้คุณย่าของเขาเอ็นดูแบคคุจังมากเหลือเกิน


“แบคคุจังล่ะ?” คุณย่าของเขาถามถึงขณะกำลังคีบไก่ในกระทะมาใส่ตะกร้าที่รองด้วยกระดาษไข


“อาบน้ำอยู่ครับ เมื่อคืนดูคลิปทำอาหารดึกไปหน่อย ตื่นยากเลย”


“เมื่อคืนแอบมาทำอะไรกันในครัว คิดว่าย่าไม่รู้รึไง”


“ผมเปล่าหมายถึง ผมไม่ได้คิดว่าย่าจะไม่รู้” ชันโยรุยกชุดอาหารของตัวเองไปนั่งที่โต๊ะด้านหน้า พร้อมกับคุณย่าที่เดินตามมาด้วย “เจ้าคิโนชิตะ รุ่นน้องที่โรงเรียนน่ะ มันมากินข้าวที่ร้านแล้วก็เอาคาเรปังมาฝาก ย่าต้องโทษแบคคุจังนั่นแหละ ลากผมลงมาตอนสี่ทุ่ม ให้ทอดขนมปังให้ใหม่”


“แบคคุจังนี่กินเก่งดีจริง ๆ” คุณย่าของเขายิ้มจนรอยย่นเต็มใบหน้า “ไม่ได้ว่าอะไรหรอก ดึกดื่นก็อยู่กันในบ้าน อย่าออกไปไหนล่ะ มันอันตราย”


ชันโยรุไม่เคยได้กินมื้อดึกมาก่อน แต่ต้องยอมรับว่าคาเรปังร้อน ๆ ที่กว่าจะได้กินก็ตอนใกล้ห้าทุ่มนั้น อร่อยมากจริง ๆ หรืออาจจะเป็นเพราะได้กินไป นั่งดูดาวกับแบคคุจังไป เขาก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน


จะมีเทศกาลดอกไม้ไฟประมาณ อาทิตย์หน้า


อื้ม…’


ไปด้วยกันไหม?


ไปด้วยกัน…’ สายตาของแบคคุจังมองขึ้นไปบนฟ้า กับชานยอลอา


เขากำลังคิดอะไร รู้สึกอย่างไรอยู่กันแน่


ตั้งแต่วันนั้น โซบะกับคาคิอาเกะเชื่อมสัมพันธ์ ชันโยรุกับแบคคุจังก็สนิทกันมากขึ้นเหมือนเป็นเพื่อนกันจริง ๆ เขากล้าจะล้อเลียนแบคคุจังเหมือนที่เคยทำกับไดสุเกะคุง กล้าที่จะพูดอะไรที่จะกล้าเฉพาะกับคนที่สนิทใจเท่านั้น แบคคุจังเองก็ไม่ต่างกัน อย่างน้อยก็กล้าเอาหัวเค็ม ๆ เพราะน้ำทะเลทิ่มใส่หมอนของเขา แถมยังหัวเราะไม่หยุดตอนที่เขาต้องมานั่งเปลี่ยนปลอกหมอน แถมวิธีการง้อก็ทำเอาไปไม่เป็นเหมือนกัน


การยื่นมือมาตรงหน้าแล้วบอกว่า ชันโยรุคุง ให้ตีหนึ่งทีนะ แบบนั้นมันใช้ได้ที่ไหนกัน!


“คิดอะไร?”


“อ้าว มาตั้งแต่เมื่อไหร่?” ชันโยรุเหม่อจนไม่รู้ว่ามีคนมานั่งร่วมโต๊ะด้วยอีกคน “วิ่งผ่านน้ำแล้วแบบนี้”


พูดอะไร” แบคคุจังดูจะไม่เข้าใจนัก “วิ่งอะไรนะ?”


“ไม่บอก รีบกินเข้า เดี๋ยวจะสายเอา”


“คุณย่าครับ ชันโยรุคุงชอบแกล้งผม” คนฟ้องเก่งหันไปหาผู้อาวุโสของบ้าน “เห็นว่าผมเป็นคนเกาหลี


“แล้วเมื่อเช้าที่นายบ่นฉัน ยังไม่เห็นจะว่าอะไรเลย”


“ไม่รู้”


คำว่าไม่รู้นั้นส่งผลให้คนพูดต้องวิ่งตามจักรยานของเขามาจนถึงรั้วบ้านของคุณป้าโทกะ ชันโยรุโดนทุบจนหลังน่วมแต่ว่ามันกลับทำให้เขาหัวเราะ มีแรงปั่นจักรยานให้แบคคุจังซ้อนไปจนถึงร้านอาหารของบ้านเขา


จักรยานคันนี้พาพวกเขาไปหลายที่ ทั้งตลาดที่แบคคุจังชอบเดินเข้าร้านขนม ชายทะเลที่แบคคุจังชอบเดินเตะน้ำทะเลไปทั่ว ร้านขายปลาชิราสึที่แบคคุจังลงทุนขอให้เขาเดินไปซื้อข้าวจากร้านขายกับข้าวแถวนั้นให้ เพื่อกินปลาชิราสึที่หน้าร้าน สนามบาสที่ทำให้เขารู้ว่าแบคคุจังเล่นบาสเกตบอลไม่ได้เรื่องเลย


ร้านขายปลาชิราสึประจำท้องถิ่นนั้นใกล้กับอพาร์ทเมนท์เจ้าปัญหาที่การมามันไม่ถูกนั้นทำให้แบคคุจังได้มาเจอกับเขา ในใจก็นึกขอบคุณผสมกับความรู้สึกชิงชัง อย่างน้อยคนที่อยู่ที่นี่ก็ทำให้แบคคุจังต้องร้องไห้


แต่เจ้าตัวกลับยิ้มบอกว่าไม่เป็นไรหรอก


ฉันไม่เป็นไรจริง ๆ นะ


ฉันเคยเห็นเพื่อนอกหักนะเพื่อนในห้องเรียนของเขาทำใจอยู่ตั้งนาน ที่แฟนสาวต่างโรงเรียนที่รู้จักผ่านการนัดบอดจะทิ้งมันไปหาหนุ่มมหาวิทยาลัย เขาก็ได้แต่นั่งงงอยู่กับไคคุง ประสาคนไม่มีความรักเหมือนกัน


ถ้าเป็นแล้วจะบอก มีอะไรแล้วจะบอก โอเคไหม?


โอเค


เป็นเรื่องปกติที่ชันโยรุจะดูแลเรื่องวัตถุดิบ ส่วนแบคคุจังนั้นมีหน้าที่จัดโต๊ะให้พร้อมรองรับลูกค้า เช็คขวดซอส พริกป่น ขวดเกลือและพริกไทย ถ้าเติมเกลือทีละเม็ดใส่ขวดได้เพราะกลัวหกคงจะทำไปแล้ว แต่เพราะทำไม่ได้ถึงได้ใช้ช้อนชาที่เขาหาให้ค่อย ๆ เติมมันจนเต็มทุกขวด


“เต็มพรุ่งนี้ล่ะมั้ง เกลือพริกไทยเนี่ย”


“พูดเยอะ” แบคคุจังคงจะว่าเขาพูดมาก “มองปลาสิ เดี๋ยวมีดก็ทำให้เจ็บ”


“ครับ เจ้านาย” เขาขอล้อหน่อยก็แล้วกัน บ่นเก่ง “ระวังช้อนชาจะทำให้เจ็บเหมือนกันนะครับ”


“นิสัยเสีย!


ถึงจะเล่นบาสเกตบอลไม่ได้ แต่เรื่องกวาดพื้นนั้นมาเป็นที่หนึ่ง เจ้าตัวบอกว่าชอบทำ เพราะอยู่ที่บ้านไม่เคยได้ทำเลย ถูพื้นก็เก่งเหมือนกัน ยกถังน้ำคล่องแคล่ว จะไปช่วยก็บอกว่าสบายมาก ชันโยรุคุงระวังมีดเถอะ


“อันนี้ก่อไฟสตูว์ใช่ไหม?”


“ใช่ เดี๋ยวลุงกับป้ามาก็เอาหม้อสตูว์มาตั้ง” สตูว์มันฝรั่งนั้นทำที่บ้านเพราะย่าเป็นคนทำ “เสร็จแล้ว?”


“เหลือถูพื้น ไปถูก่อนนะ”


ไม่ค่อยอยากให้ทำเท่าไหร่ แต่เจ้าตัวบอกว่าจะอยู่ไม่ได้ก็เลยต้องให้ทำ อยากทำอะไรก็ทำได้เลยตามใจ ยกเว้นจับมีดที่เขาไม่ให้ทำ ไม่ได้ห่วงว่าจะเสียหายแต่กลัวเป็นอันตรายมากกว่า


แต่ก็นะ ทุกครั้งที่หันหลังกลับไปดูก็ไม่รู้ว่าถูพื้นหรือว่าเต้น แถมยังร้องเพลงภาษาเกาหลีที่เขาฟังไม่เข้าใจอีกต่างหาก แต่ถ้าทำแล้วมีความสุขเขาก็ไม่ได้ว่าอะไร มันไม่ได้ฟังดูน่ารำคาญ หากแต่ฟังแล้วก็...น่ารักดี


“เคยนับไหม ว่าลูกค้าเข้าร้านกี่คน สถิติการสั่งปลาอาจิ หรือว่าสตูว์มันฝรั่ง?”


“...ไม่นะ ไม่ได้จำเป็นเท่าไหร่” เขาไม่ได้มองหน้าคนถามเพราะแล่ปลาอยู่ “ปริมาณการขายขึ้นอยู่กับปริมาณที่...ฉันทำไหว”


“โอ้โห อย่างนั้นเลยนะ”


“มันเป็นการควบคุมคุณภาพอย่างหนึ่งนะ อีกอย่างร้านฉันก็ไม่ได้หากำไรอะไรขนาดนั้น แค่ได้ทำก็มีความสุขดีแล้ว”


“สุดยอดพ่อครัวในอุดมคติจริง ๆ” เสียงของแบคคุจังดังขึ้นข้างหลังเขา “คืนนี้...มันเผาได้ไหม?”


“ล่อมันเผาเลยนะ จะไปเอามาจากไหน!


“มีเงิน เดี๋ยวซื้อให้นะ” ได้ยินเสียงตบปุปุที่กระเป๋าของตัวเอง “แวะตลาดตอนกลับ วันนี้...คุณย่าตากผ้าคนเดียวจะเหนื่อยไหมนะ?”


“ไม่ให้ตากสิจะเหนื่อย เป็นคนไม่ชอบอยู่นิ่งน่ะ” ชันโยรุรู้นิสัยคุณย่าของตัวเองดี “ชอบทำการทำงาน กลัวจะหกล้มเข้าสักวัน แต่ก็นะ...ห้ามไม่ได้”


“แต่ฉันว่าดีนะ ถึงจะไม่มีคนวัยเดียวกันในบ้าน แต่...ไม่เหงา”


“อืม ไม่เหงาหรอก คุยกับใครก็ได้ คุยเรื่องอะไรก็ได้”


“บ้านฉัน...” คนที่ตอนแรกถูพื้นอยู่ด้านนอก ปรากฎตัวขึ้นข้างเขา “คุยได้แค่กับพี่เพราะโดนบังคับเหมือนกัน”



“แต่มันก็ไม่ได้ไม่ดีนะ อย่างน้อยก็ยังมีพี่


“ฉันอยากให้กำลังใจนะ แต่ว่าแล่ปลาอยู่” เขาอยากจะตบหลังแบคคุจังเบา ๆ แต่ว่ามันก็ทำไม่ได้เพราะเมือกกับเลือดปลาเลอะเต็มถุงมือเลย


“ฮะ ๆ ไม่เป็นไร” คนมีเรื่องเศร้าในใจหัวเราะให้เขาได้ยิน “แค่รู้ว่าจะปลอบกันก็ดีใจแล้ว เอาไม้ถูไปเก็บก่อนนะ เดี๋ยวมาให้กำลังใจบ้าง”


เป็นครั้งแรกที่มีคนชวนเขาคุยขณะแล่ปลา มันไม่ได้ทำให้เสียสมาธิ แต่กลับทำให้เขารู้สึกว่าสิ่งที่ทำอยู่นั้นมันเพลินขึ้นมาก การที่แบคคุจังต้องพูดอยู่ฝ่ายเดียวนั้น เขาไม่แน่ใจว่ามันจะเรียกว่าชวนคุยได้รึเปล่า แต่ก็ใช่ว่าเขาไม่ตอบรับกับเรื่องที่อีกฝ่ายพูดเสียหน่อย คำไหนพูดผิดเขาก็ช่วยแก้ให้ ฟังไปก็เหมือนได้รู้จักแบคคุจังมากขึ้น ได้รู้ว่าคนคนนี้มีเรื่องราวเก็บงำไว้ในหัวใจมากมาย


“แล้วก็มีเรื่องจะบอกชันโยรุคุงด้วยล่ะ” แบคคุจังเอื้อมมือมาแตะข้อมือของเขา ทำให้ต้องหยุดมีดลงแล้วหันมาสนใจ “หลังจากวันที่ดูดอกไม้ไฟ ฉันต้องกลับบ้านแล้วนะ”



“พี่ชายจะมารับ ที่โตเกียว พี่บอกว่าพ่อกับแม่อยากให้กลับบ้าน ไปคุยกันให้รู้เรื่อง”


“ดีแล้ว” เขาไม่ได้แปลกใจหรือตกใจอะไร รู้อยู่แล้วว่ายังไงบ้านของแบคคุจังก็ไม่ได้อยู่ที่นี่ “ถ้าโดนตีก็โทรมาฟ้องเลยนะ กลับมาหาได้ตลอดเลย เบอร์โทรฉันบันทึกไว้แล้วใช่ไหม?”


“อื้ม!” เขาได้รับรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความปิติยินดี “ชานยอลอา


“ว่าไง แบคคุจัง?”


“นายน่ะเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของฉันเลยนะ”



“ฉันจะไม่มีวันเลิกเป็นเพื่อนกับนายเลย จะติดต่อมาให้ได้ตลอดนะ จะคุยด้วยทุกวันถ้าจ่ายค่าโทรศัพท์ไหว”


“เอาแบบนั้นเลยนะ” คำว่าไม่มีวันเลิกเป็นเพื่อนกันเหมือนคำบังคับกลาย ๆ “เอาไอดีของฉันไปสิ แล้วถ้าจะคุยก็ส่งข้อความมา เดี๋ยวเปิดแล็ปท็อปให้ จะได้เห็นหน้ากัน”


“แต่ฉันคงจะคุยกับนายทุกวันแน่ ๆ เพราะว่าไม่มีเพื่อนเลย เพื่อนจริง ๆ”


“ฉันไง มีตั้งหนึ่งคน เยอะแล้วนะ ส่วนฉันมีสองคน แบคคุจังกับไดสุเกะคุง ไคคุงไม่นับ”


“สงสารไคคุง แอบอยากเจอเหมือนกันนะ”


“ถ้าเจอแล้วจะโชคร้ายตลอดชีวิต รู้รึเปล่า?”


“ชันโยรุคุง ไปว่าเพื่อน” แบคคุจังจับไหล่เขา หัวเราะกันสองคน “ทำปลาเถอะ เดี๋ยวไปจัดของหลังร้านให้นะ”


“ระวังของจะทำให้เจ็บนะ”


“ทำไมแซวเก่งจังเลย!


พอคุณลุงกับคุณป้ามาถึงที่ร้าน ชันโยรุที่แล่ปลาพอดีกับจำนวนที่จะขายในช่วงสายถึงเที่ยงแล้ว ก็มานั่งฉีกขนมปังที่จะนำมาทำเป็นเกล็ดขนมปังสำหรับชุบปลาต่อไป แบคคุจังเองก็นั่งอยู่ข้างเขา ขยันขันแข็งไม่แพ้ใคร บางทีอาจจะมากกว่าเขาเสียด้วยซ้ำ


“อันนี้ฉีกแล้วจะเอาไปชุบปลาใช่ไหม?”


“ต้องเอาไปผึ่งให้แห้งก่อน เวลาทอดจะได้ไม่อมน้ำมัน”


“อ๋อ” แบคคุจังมีสีหน้าเข้าใจถ่องแท้ “สตูว์หอมจัง”


“นี่ยังไม่ได้ที่นะ อีกสองชั่วโมงจะหอมกว่านี้อีก” เขาถ่ายทอดวิธีการครัวให้แบคคุจังได้รับรู้ “นั่นไง เห็นเนื้อที่ป้ากำลังทอดไหม?”


“เดี๋ยวนะเห็น” แบคคุจังยืดตัวอย่างสุดความสามารถ แทบจะลุกขึ้นยืนบนเก้าอี้เพื่อมองข้ามเคาน์เตอร์ไป “อันนั้นจะเอาไปใส่สตูว์เหรอ?”


“ใช่ นอกจากจะทำให้สีสวยแล้ว ยังช่วยกักเก็บรสชาติด้วยนะ เอาไว้ถ้านายกลับบ้านไปแล้วก็ลองไปทำดูก็ได้ อร่อยไม่สู้หรอกแต่พอจะแทนกันได้อยู่”


“อะไรล่ะ ฉันยังไม่ทันจะได้ทำ” คนหน้ามุ่ยเก่งทำมันใส่เขาอีกแล้ว “ชานยอลอา สอนหน่อยสิ เอาแบบฉบับย่อส่วน”


“ย่อส่วนมันก็ไม่อร่อยน่ะสิ อาหารน่ะรีบไม่ได้ ต้องใช้ใจ ใช้เวลา”


“แต่ว่าอยากทำนี่หน่าอันนี้กินได้ไหม?”


“ได้” พอชันโยรุบอก ขนมปังที่ถูกฉีกเป็นชิ้นใหญ่เป็นพิเศษก็ถูกเอาเข้าปากแบคคุจังไป “งั้นมีสูตรนึง ทำง่ายมาก เป็นคาเรไก่ วันหยุดจะสอนนะ”


“โอเค สาบานกันแล้วนะ?”


“สัญญาก็พอ” คำนี้จำเป็นต้องแก้ จะสาบานเขาว่ามันเกินไป “ลุงกับป้าครับ เดี๋ยววันนี้ผมขอออกไปเร็วหน่อยนะ จะพาแบคคุจังไปซื้อมันเทศ”


“เราแล่ปลาไว้เผื่อช่วงบ่ายแล้วกลับบ้านเลยก็ได้ เดี๋ยววันนี้ลุงกับป้าจะไปธุระที่ธนาคารหน่อย” คุณป้าบอกกับเขาที่กำลังตั้งใจฟัง “ชันโยรุจะเอารองเท้าใหม่ไหม จะได้ซื้อมาให้เลย จะไปซื้อไมโครเวฟใหม่ด้วย”


“รองเท้าแตะเหรอครับ ซื้อมาเลยก็ได้” ชันโยรุไม่ซีเรียสกับรองเท้าแตะใส่ทั่วไป เสียอย่างไรคุณป้าก็คงซื้อรองเท้าแตะสีดำให้เขาอยู่ “แล้วจะซื้อไมโครเวฟทำไมเหรอครับ?”


“มันละลายน้ำแข็งไม่ได้แล้วน่ะ นี่ลุงยกมาแล้ว จะเอาไปขายที่ร้านขายของเก่า แล้วเดี๋ยวซื้ออันใหม่มาเลย”


“ครับ” เขาเข้าใจแล้ว “งั้นวันนี้แบคคุจังดูแลร้านนะ ฉันจะไปแล่ปลาต่อ”


“อาจิซอส” แบคคุจังเริ่มท่องเมนูเป็นภาษาญี่ปุ่น “สตูว์มันฝรั่ง เอ่อเมนูอยู่ไหนนะ ขอดูหน่อย”


“ท่องให้ได้ล่ะ บอกลุงผิดจะหักเงินตามราคาอาหาร”


“คุณป้าครับ ชันโยรุคุงแกล้งผม”


คนฟ้องเก่งทำให้เขาโดนคุณป้าตีเบา ๆ ที่ไหล่หนึ่งที แต่ว่ามันก็ทำให้คนขี้ฟ้องโดนเขาผลักหัว ก่อนที่จะเดินเข้าไปในครัวเพื่อแล่ปลาเพิ่มตามที่คุณลุงบอกให้ทำ


ลำพังรายได้จากร้านอาหารไม่ได้ทำให้ครอบครัวของเขากินอยู่กินดีมีความสุขมากขนาดนี้ นอกเหนือจากการทำร้านอาหาร ยังมีกิจการอพาร์ทเมนท์ให้เช่าอยู่หลายแห่ง ไม่ใช่ในคามากุระแต่เป็นโตเกียว รายได้จากตรงนั้นทำให้เรามีเงินเก็บ ตัวเขาเองไม่เคยรู้ว่ามีเท่าไหร่เพราะมันไม่ใช่เรื่องจำเป็นที่ต้องรู้เลย เพียงแค่เงินเดือนที่คุณลุงให้เขาในแต่ละเดือนเปรียบเสมือนเป็นลูกจ้างในร้านก็พอให้เขาซื้อของที่อยากได้ตามใจ เพราะค่าใช้จ่ายอะไรก็ไม่ต้องจ่าย ที่อยู่ ค่าน้ำ ค่าไฟ หรือแม้แต่กับข้าวในแต่ละมื้อ เคยขอให้คุณลุงหักค่าเหล่านี้ไปเหมือนกัน แต่กลับได้รับคำตอบว่าไม่จำเป็น วันหนึ่งเขาก็จะได้จ่ายเองทั้งหมด รอให้วันนั้นดำเนินมาถึงดีกว่า


ทุกวันนี้เลยตอบแทนด้วยการซื้อขนมเข้าบ้านเยอะ ๆ เก็บไว้ให้คุณย่า คุณลุง และคุณป้าได้กินมันกับน้ำชา รวมถึงคนมาใหม่อย่างแบคคุจังที่ไม่เคยกินขนมชิ้นเดียวเลยสักครั้ง


คนมาเป็นผู้ช่วยแต่เช้าในวันนี้นั้นแสนจะขยันขันแข็ง เขาที่ทำงานอยู่ในครัวนั้นได้แต่แอบอมยิ้มอยู่กับปลา อยู่กับกระทะก้นลึกที่มีน้ำมันสีเหลืองใสอยู่เต็มพอดีเมื่อเห็นว่าแบคคุจังนั้นวิ่งเสิร์ฟอาหารไปทั่วร้าน เวลาบอกเมนูเจ้าตัวจะไม่ตะโกน แถมยังเอากระดาษกับปากกาไปจดเป็นภาษาเกาหลี  อ่านออกอยู่คนเดียวทั้งร้าน


“ป้าเคยเห็นนี่ไหม เวลาหมามันวิ่งในสวนน่ะ แบคคุจังเลย”


“เรานี่ก็ไปว่าเพื่อน ป้าว่าน่ารักออก ขยันจริง ๆ” ป้าของเขาชื่นชอบแบคคุจังไม่แพ้คุณย่า “ไม่อยากให้กลับเลย บ้านเราคงเงียบเนอะ”


“พ่อแม่เค้าคงห่วง มาอยู่บ้านเราก็นานแล้ว เหมือนเวลาที่ชันโยรุไปฟุกุโอกะ” คุณลุงเขาพูดขึ้นมา “เราก็อดห่วงไม่ได้ ถึงจะรู้ว่าเลี้ยงดูดีก็เถอะ”


“จะว่าไป ปีนี้ผมยังไม่ได้ไปเยี่ยมคุณตาเลย ถ้าไม่ไปคงจะโดนงอนอีก ต้องโทรไปถามแล้วว่าวันไหนบ้างที่น้าซายูริไม่อยู่ ขี้เกียจฟังว่าทำไมชันโยรุไม่ตัดผม”


“ไปตัดผมเลย สักวันในอาทิตย์นี้”


“ถ้าผมไปไถสกินเฮดแล้วป้าจะเสียใจ”


“ชุดอาจิซอสสี่ที่ครับ แล้วก็สตูว์มันฝรั่งสามที่ ไก่คาราอาเกะหนึ่งครับ” แบคคุจังฉีกยิ้มกว้าง “มีอาจิชุดหนึ่งเพิ่มข้าวด้วยครับ”


“จ้ะ ขอบใจมากนะ”


คุณป้าเสียงหวาน ส่วนเขานั้นแลบลิ้นล้อเลียนกลับไป ทำเอาแบคคุจังสะบัดหน้าหนี เดินไปต้อนรับลูกค้าที่มาใหม่หน้าร้าน พูดประโยคที่เขาสอนว่าตอนนี้โต๊ะเต็มแล้วครับ รบกวนรอคิวเป็นคิวที่หนึ่ง และพูดอย่างนั้นซ้ำอีกสามครั้งเมื่อคนเริ่มเยอะขึ้นเรื่อย ๆ เพราะเป็นเวลาพักทานอาหารกลางวันแล้ว


พอคนเยอะเขาก็ออกไปช่วยเพราะกลัวว่าแบคคุจังจะเหนื่อยเกินไป แกล้งแหย่เล่นบ้างตามประสา ทำเอาโดนทุบตอบแทนเท่าจำนวนที่แหย่จนหลังอ่วม เขาเองก็ทักทายคนที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดี ต้อนรับนักท่องเที่ยวด้วยรอยยิ้ม แนะนำเมนูขึ้นชื่อให้ได้เลือกตามที่ชอบ เป็นคนออกไปเรียกคิวหน้าร้านเพราะสื่อสารได้ดีกว่า


เข็มสั้นยังไม่ทันเดินทางไปถึงเลขหนึ่ง สตูว์มันฝรั่งก็หมด และพอเข็มยาวเดินทางไปถึงเลขหก บ่งบอกเวลาบ่ายโมงครึ่ง เขากับแบคคุจังก็ต้องออกไปพลิกป้ายหน้าร้านเป็นคำว่าปิด โค้งขอโทษว่าของหมดแล้วครับ ขอโทษจริง ๆ วันนี้ปิดร้านแล้วครับ ขอโทษนะครับ


“เสียใจจังเลย เศร้าจัง”


“งั้นไปแล่ปลาไป เดี๋ยวฉันทอดให้”


“ไม่เอา” แบคคุจังทำไม่ได้ “ไปช่วยเก็บของแล้วไปตลาดกัน ไปซื้อคูสะโมจิด้วยนะ”


“ไม่”


“ชันโยรุคุง พูดเล่นอีกแล้ว!


แบคคุจังเป็นทั้งคนจัดร้านเพื่อเปิดและเก็บร้านเพื่อปิดในวันนี้ เก็บขวดเครื่องปรุงเข้ามาในครัว เอามาเรียงเข้าตู้เพื่อเก็บให้เรียบร้อย ส่วนเขานั้นมีหน้าที่อยู่ในครัวตามปกติ ตอบรับแบคคุจังที่ถามว่าเราฝึกทำคาเรเลยได้ไหม เขาตอบคนถามเหมือนไม่ใส่ใจนัก แต่ในใจนั้นคิดแล้วว่าจะต้องซื้ออะไรบ้าง นึกถึงตู้เย็น รวมถึงตู้เครื่องปรุงเครื่องเทศที่บ้านว่าขาดเหลืออะไรที่ต้องซื้อ


“ชันโยรุคุง!


“โอ๊ย ขี้โวยวายเนี่ย เดินไปเองเลยนะ”


“ฉันแค่เรียกเอง เมื่อกี้ได้ฟังไหม?”


“ไม่ได้ฟังหรอกว่าจะทำคาเรเลยได้ไหม ตั้งใจเก็บโต๊ะไปเถอะ”


“รับทราบ คูสะโมจิด้วยนะ ชอบมากเลย”


“ไม่ซื้อ”


เขาเก็บร้านเสร็จในเวลาเกือบบ่ายสามโมง แยกกับคุณลุงตั้งแต่หน้าร้าน ทำหน้าหมั่นไส้แบคคุจังที่หน้าบานเหมือนดอกฮิมะวะริ ตอนที่คุณป้าของเขาบอกว่าจะซื้อโดนัทเคลือบน้ำตาลมาฝากหนึ่งกล่อง แกล้งปั่นจักรยานหนีให้คนซ้อนต้องวิ่งตาม โดนต่อยไม่หยุดแต่ว่ามันก็ทำให้เขาหัวเราะ เถียงแบคคุจังไปโดนทุบไปก็รู้สึกว่ามันตลกดี


เราแวะร้านโมจิทำสดวันต่อวันที่เขามาซื้อเป็นประจำทุกเดือน ให้แบคคุจังได้กอดกล่องคูสะโมจิไว้แนบอกระหว่างทางที่ไปตลาด ที่ที่เราต้องไปซื้อเนื้อสะโพกไก่ มันฝรั่ง แอปเปิ้ล มะเขือม่วง ส่วนของอย่างอื่นนั้นที่บ้านมีอยู่แล้ว เพราะเขาจำได้ว่าเมื่อเช้าที่เปิดตู้เย็นนั้นเห็นแครอทอยู่ข้างใน หอมหัวใหญ่เองก็มีติดบ้านอยู่แล้ว


“เอามะเขือม่วงไปทำไมเหรอ?”


“คาเรน่ะ อร่อยที่สุดเมื่อกินกับมะเขือม่วง” เขาบอกให้แบคคุจังได้รู้ “เคยลองกินด้วยกันไหม?”


“ไม่เคยเลย” แบคคุจังเลือกมะเขือม่วงขึ้นมาจากตะกร้า “ทำให้กินหน่อยนะ”


“ใครจะทำให้ ฉันจะสอนนายต่างหาก” เขาพูดกับแบคคุจัง “ไปซื้อแอปเปิ้ลกัน เอาสักห้าลูกดีกว่า ให้ย่าปอกให้กิน”


ชันโยรุรู้ตัวดีว่ามันคงถึงวัยที่เขาต้องดูแลคุณย่าแล้ว แต่ว่าบางครั้งเขาก็มีความสุขกับการที่กินแอปเปิ้ลที่คุณย่าปอกให้ หรือจะเป็นอาหารเช้าที่ได้กินทุกวัน พอคิดว่าจะได้กินไปอีกกี่ปีกันนะ เขาก็ยิ่งอยากจะให้คุณย่าอยู่กับเขาไปนาน ๆ  


“มันเทศ ๆๆๆๆๆๆ”


แบคคุจังหยิบมันเทศมาแทบจะทั้งตะกร้า ส่วนเขานั้นมีหน้าที่หยิบคืนที่เดิมเพราะมันมากเกินไป หยิบเข้าหยิบออกกันอยู่อย่างนั้น แบคคุจังไม่ยอมเขาก็ไม่ยอม สุดท้ายเลยตัดปัญหาด้วยการหยิบมาสี่หัวแล้วเอาไปจ่ายเงิน ปล่อยให้แบคคุจังยืนหน้าหงอยถือมันเทศเต็มสองมือ บอกว่าอยากได้หมดนี่เลย จะเสียใจมากเลยนะ


“พรุ่งนี้เค้าก็ยังขาย มันเทศน่ะ ที่เกาหลีเค้าก็ขาย จะหอบซื้อไปทำไมเยอะแยะ วางแล้วมานี่เลย จะมาไหม จะไปซื้อไก่แล้วนะ”


“ก็ได้ แต่พรุ่งนี้ต้องพามาซื้อใหม่นะ”


“ไม่ได้ยิน ไปซื้อไก่ได้แล้ว”


เขาเลือกสะโพกไก่ที่อยู่ในแพ็ค มีแบคคุจังที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ให้ความสนใจอย่างจริงจัง ถามเขาว่าเราต้องเลือกไก่แบบไหนเหรอ เขาเลยแนะนำว่าสีต้องเป็นสีชมพูอ่อน ไม่มีรอยช้ำ สังเกตเป็นพิเศษที่หนังว่าเป็นอย่างไร สอนไว้เพื่อที่เวลากลับบ้านไปแล้วแบคคุจังจะได้เลือกเป็น เพราะอาหารที่อร่อยนั้น ส่วนหนึ่งย่อมมาจากวัตถุดิบที่มีคุณภาพด้วย


ขากลับบ้าน แบคคุจังได้ข้าวปั้นไส้อุเมะโบชิติดมือกลับมาด้วยหนึ่งก้อน นั่งกินสบายใจเฉิบให้เขาพากลับบ้าน แบคคุจังก็ตัวไม่ใช่เบาสักนิด แต่ก็ใช่ว่าเขาจะบ่นอะไรหรอก เคยคิดเหมือนกันว่าถ้าแบคคุจังจะซ้อนจักรยานคนอื่น เขาคงจะไม่ชอบใจเท่าไหร่นัก


ถ้าเป็นคนอื่นอาจจะทำให้เสียใจ แต่ถ้าเป็นเขาก็คงจะไม่เป็นไรหรอก เขาจะไม่มีวันทำให้แบคคุจังต้องร้องไห้ แต่เพราะว่าไม่มีใครรู้สิ่งที่เรียกว่าอนาคต ดังนั้นเขาจะสัญญากับตัวเองในตอนนี้ก็แล้วกัน


“ชานยอลอา


“อืม


“กินไหม? กินหน่อยนะ?”


“กินเถอะ ไม่อยากแย่งหมูกิน บาป”


“ชันโยรุคุง!


พอถึงบ้าน คนที่โดนว่าว่าเป็นหมูก็เดินฟึดฟัดเข้าไปฟ้องคุณย่าว่าโดนชันโยรุคุงว่าอย่างนั้นอย่างนี้ รวมถึงการไปดูโทะมาโตะที่ตอนนี้เริ่มจะออกดอกแล้ว ถึงจะยังไม่บาน เป็นดอกเตรียมอนุบาล แต่มันก็ทำให้แบคคุจังยิ้มกว้างอย่างมีความสุข


“วันนี้ผมจะสอนแบคคุจังทำคาเรนะครับ ย่ารอกินฝีมือแบคคุจังได้เลย” เขาบอกคุณย่าระหว่างที่ดื่มน้ำอยู่ “ให้เป็นวิชาติดตัวกลับเกาหลี”


“คาเรอะไร?”


“ไก่ครับ ง่ายที่สุดแล้ว” ชันโยรุไม่รู้จะให้ทำอะไรที่มันง่ายกว่านี้ “แล้วก็คืนนี้จะทำมันเผา ย่าจะกินด้วยไหมครับ?”


“ไม่ล่ะ เรากินกันเถอะ แล้วนี่ซื้อแอปเปิ้ลมาทำไมตั้งเยอะ ใช้ลูกเดียวก็พอแล้ว”


“ซื้อมาให้ย่าปอกให้กินครับ ปอกให้หน่อย”


ชันโยรุไม่ชอบกินแอปเปิ้ลที่ยังไม่ปอกเปลือก ถึงจะเรื่องมากไปสักนิดแต่เขาก็ไม่ชอบเปลือกแอปเปิ้ลจริง ๆ


ช่องทีวีท้องถิ่นนั้นนำเสนอละครสมัยเก่าที่นำกลับมาฉายอีกครั้ง เขาเองก็นั่งดูไปกินแอปเปิ้ลที่คุณย่าปอกให้ไป สักพักก็เดินขึ้นไปหยิบแล็ปท็อปมาเปิด นั่งคิดสูตรอาหารในฝันที่อยากจะลองทำดูสักครั้ง อะไรแปลกใหม่ที่ยังไม่เคยได้ทำ แบคคุจังเองก็เข้ามาดูด้วย ช่วยอะไรไม่ได้แต่ขอพื้นที่ครึ่งจอก็มีความสุขแล้ว อยากจะรู้ว่าเขาจะทำอะไร ทั้งที่ความจริงแล้วเขาก็แค่มานั่งมองหน้ากระดาษสีขาว เรียบเรียงรสชาติอาหารอยู่ในหัว


“อย่างอุเมะโบชิที่กินไปเมื่อกี้ คิดว่าเข้ากับอะไรได้อีก?” เขาถามแบคคุจังที่ทำหน้าฉงน “ถ้าเอาไปทำอาหาร อย่างเอาไปปั่นจนเละ หมักกับเนื้อสัตว์ ไก่ หมู เนื้อ อาหารทะเล?”


“ปลาได้ไหม? เอาไปนึ่งไง”


“แล้วก็ใส่ขิงลงไปตัด แบบนั้นอาจจะเข้าท่า ย่าว่ามันฟังดูเป็นยังไงครับ?” เขาถามความเห็นผู้อาวุโสที่สนใจละครมากกว่า


“ก็ลองทำดูสิ”


“งั้นเดี๋ยวลองหาดูก่อน...ปลาน้ำจืดน่าจะเข้าท่ากว่าเพราะว่าอุเมะโบชิมันเค็ม ปลาอะไรดีนะ


เหมือนได้ดูปลาไปด้วย เรียนภาษาเกาหลีไปด้วย สารพัดชื่อปลาภาษาเกาหลีที่เขาฟังมันไม่ออกสักคำ แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ไม่ได้ทำให้ความตั้งใจของแบคคุจังในการจะถ่ายทอดภาษาให้เขาได้ฟังหมดไปแม้แต่น้อย


“แต่ถ้าเอาไปหมัก อาจจะทำให้สีปลาไม่สวย” เขาคิดหนักเรื่องอุเมะโบชิ “หรือจะเอามาทำเป็นซอสดี


“ก็เอาใส่ข้าวสิ อร่อยมากเลยนะ”


“ฉันอยากทำอะไรที่คนอื่นไม่ทำ ลองเอาไปหมักปลานั่นแหละ แล้วเดี๋ยวลองกินคนเดียวดู”


“ฉันล่ะ? ฉันก็อยากกินนะ”


“ไปทำกินที่เกาหลีนู่น”


“โถ่” สัมผัสที่ต้นแขนทำให้เขาตัวแข็ง รวมถึงหัวใจที่เริ่มจะเต้นแรงขึ้นเรื่อย ๆ แต่ก็ปล่อยให้แบคคุจังเอาหัวมาพิงกันต่อไป “อยากกินเทมปุระจัง”


“มะเขือม่วงไง”


“เชื่อใจชันโยรุคุงหรอกนะ ว่าจะ


เสียงของแบคคุจังขาดห้วงไปเพราะสิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนั้น เขาที่หันไปหยิบแอปเปิ้ลในจาน กับแบคคุจังที่ขยับตัวลุกขึ้นนั่งพอดี และมันทำให้ริมฝีปากของเขากับหน้าผากของแบคคุจังสัมผัสกันพอดี


ชันโยรุรู้ว่าแบคคุจังคิดอะไรอยู่ เพราะตัวเขาเองนั้นยังผละออกห่าง ลุกขึ้นยืนอย่างรีบเร่งเพราะความตกใจที่มันเกิดขึ้น ถึงจะรู้อยู่แก่ใจว่ามันเป็นอุบัติเหตุ แต่มันก็อดคิดไม่ได้ อดทำให้รู้สึกผิดกับตัวเองไม่ได้ ที่หัวใจไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองทำผิดอะไรเลย


“ย่าเอาน้ำส้มไหมครับ เดี๋ยวผมหยิบให้”


“กินเลยลูก ย่าอิ่มแล้ว”


เขาไม่ได้มองแบคคุจัง ทำแค่เดินตรงเข้าไปในครัวหลังบ้าน ไปยืนหาน้ำส้มคั้นสดที่คั้นใส่ขวดเอาไว้ตั้งแต่เมื่อวันก่อน หยิบมันออกมาเพื่อดื่มแก้กระหายและเพื่อลดอาการแปลก ๆ ที่กำลังเกิดขึ้นนี้ด้วย


ถ้าเกิดว่ามันทำให้แบคคุจังรู้สึกไม่ดี เขาจะทำอย่างไรดีนะ มันไม่ใช่สถานการณ์ที่ดีเลยเพราะว่าเขาตั้งรับมันไม่ถูก ไม่รู้ว่าจัดการมันได้อย่างไร


“ชันโยรุคุง” เสียงที่เขาจำได้ว่าเป็นของแบคคุจังนั้นทำให้ต้องหันกลับไป ใบหน้าที่ดูเหมือจะพะว้าพะวง ไม่ใช่ใบหน้าที่มีรอยยิ้มติดอย่างเคย “โกรธเหรอ?”


“จะไปโกรธอะไร” คำถามของแบคคุจังทำให้เขาร้อนรน “นายต่างหากขอโท


“อย่านะ” แบคคุจังขัดเขาที่ต้องกลืนคำสำนึกผิดลงไป “ก็ตกใจ แต่ไม่ได้ว่าอะไรกินน้ำส้มด้วยสิ”


แต่ไม่ได้ว่าอะไรแบคคุจังคงไม่ได้รู้สึกแย่สินะ


“อืม เอาสิ” เขารินน้ำส้มใส่แก้วให้ “เอาอีกไหม?”


“พอแล้วล่ะ ขอบใจนะ”


ถึงจะได้คุยกันผ่านเหตุการณ์น้ำส้ม แต่ชันโยรุก็รู้สึกว่าบรรยากาศระหว่างเรามันชอบกลอย่างไรก็ไม่รู้ เขาทำตัวไม่ถูก แบคคุจังก็ทำตัวไม่ถูก แต่ก็ต้องมายืนอยู่ด้วยกันในครัว เพราะคาเรไก่ฉบับตัดตอนที่สัญญากันเอาไว้


“คือ/เอ่อ” เขากับแบคคุจังพูดขึ้นมาพร้อมกัน “นายก่อน/นายก่อน”


“โอเค ฉันก่อน” ชันโยรุไม่ชอบให้มันเป็นแบบนี้ “ไม่อึดอัดรึไง เป็นแบบนี้ รู้สึกไม่ดีใช่ไหม บอกมาได้เลย”


“ไม่ใช่นะ!” แบคคุจังปฎิเสธเสียงดัง “แล้วชันโยรุคุงล่ะ รู้สึกไม่ดีรึเปล่า?”


“เปล่า”



“ขอโทษที่ตอบแบบนี้ แต่ขอโทษจริง ๆ ที่รู้สึกดีมากกว่ารู้สึกผิด” ชันโยรุไม่ได้มีความลังเลใจอะไรด้วยซ้ำที่พูดมันออกมาแบบนี้ อย่างน้อยถ้ามันจะได้เข้าใจกัน เขาก็ไม่อยากที่จะอ้อมค้อมอะไร


“ไม่เห็นจะต้องรู้สึกผิดเลย” แบคคุจังอ้อมแอ้ม เอื้อมไปหยิบหัวมันฝรั่ง “ฉันน่ะก็เดี๋ยวปอกมันฝรั่งให้นะ แครอทด้วย”


“ก็อะไร พูดให้จบสิ!


“ไม่บอก!


“งั้นไม่สอนแล้ว ทำเอง”


“ชันโยรุคุง!


เขาช่วยแบคคุจังเตรียมวัตถุดิบ หยิบของที่ต้องใช้รวมถึงเครื่องเทศและเครื่องปรุงต่าง ๆ ถึงจะพูดออกไปว่าไม่สอน แต่สุดท้ายก็ทำอยู่ดีเพราะว่าหัวใจมันรู้สึกตรงกันข้าม คิดแล้วว่าถ้าแบคคุจังไม่อยากพูดเขาก็จะไม่เซ้าซี้ แก้มที่เป็นสีระเรื่อคงไม่ได้มาจากความโกรธอย่างแน่นอน อย่างน้อยเขาก็มั่นใจในเรื่องนี้


“พระอาทิตย์ไปแล้วเนอะ” แบคคุจังที่ยืนไหล่ชนกับต้นแขนของเขาชวนคุย เจ้าตัวคงจะหมายถึงคำว่าพระอาทิตย์ตกแล้ว “เมื่อก่อน ดูจนเบื่อเลย”


“จริงดิ มีคนเบื่อพระอาทิตย์ตกด้วย?”


“ตอนเรียนประถม ต้องรอให้แม่มารับ พระอาทิตย์ไปแล้วก็ยังไม่มาเลย” แบคคุจังปอกเปลือกแครอทไปพูดไป “ต้องนั่งอยู่คนเดียว”


“ทำไมไม่กลับเองหรือว่านั่งรถโรงเรียนล่ะ ฉันก็กลับเองนะ” ชันโยรุสมัยประถมนั้นกลับบ้านเองทุกวัน การเดินทางปลอดภัยสบายดี


“ฉันเรียนไกลมากเลย จากบ้านถึงโรงเรียน เป็นชั่วโมง เพราะว่าต้องเรียนโรงเรียนที่พ่อกับแม่บอกว่าดี ที่จริงต้องเรียนโรงเรียนเดียวกับพี่ แต่ว่าสอบไม่ได้


“ไม่ใช่ว่าฉันอะไรหรอกนะ แต่นายกลับไปแล้วจะไม่โดนอะไรใช่ไหม?”


“ก็ต้องโดนว่าอยู่แล้ว แต่ยังไงก็ต้องกลับอยู่ดีใช่ไหมล่ะ จะเป็นตอนไหนก็โดนว่าอยู่ดี  ถ้าเป็นแบบนั้นก็ไม่เป็นไรหรอก” แบคคุจังยิ้มให้เขา “แต่แอบคาดหวังนะ ว่าพ่อกับแม่จะเข้าใจ”


“ขอให้ไม่ผิดหวังนะ”


“อื้อ


ข้าวที่หุงเอาไว้เริ่มส่งกลิ่นหอม คาเรขนาดสามที่เองก็อยู่ในหม้อ ปกติแล้วเขาจะเทเครื่องเทศ เทเครื่องปรุงตามแต่ใจคิดว่าพอดี แต่วันนี้เขาต้องใช้ช้อนชาตวงให้แบคคุจังได้จดเป็นปริมาณที่แน่นอน บอกให้แบคคุจังเทน้ำลงไปในปริมาณที่พอดี ใส่เครื่องปรุงลงไปแล้วรอให้ผักกับเนื้อสัตว์ที่ผัดเอาไว้นั้นนุ่ม จากนั้นค่อยใส่เครื่องเทศที่เตรียมเอาไว้ ง่ายแค่นิดเดียว


“มันจะมีคาเรก้อนอยู่ นายใช้แบบนั้นก็ได้ มันจะติดเค็มหน่อยแต่ใส่แอปเปิ้ลเพิ่มประมาณเสี้ยวหนึ่งก็น่าจะพอดีแล้ว”


“อื้ม!” แบคคุจังจดลงกระดาษอย่างตั้งใจ


“ระหว่างรอเราก็จะมาทำเทมปุระมะเขือม่วง ก่อนจะหั่นให้เตรียมน้ำผสมเกลือเอาไว้ก่อน มันจะช่วยให้เนื้อมะเขือไม่เป็นสีดำ” เขาสอนแบคคุจังอย่างจริงจัง “เวลาหั่นให้หั่นหนาหน่อย เพราะเวลาสุกแล้วเนื้อมันจะนิ่ม แบบนี้เสร็จแล้วเอาแช่น้ำเกลือไว้ มาเตรียมแป้ง”


“หนาประมาณหนึ่งเซนติเมตร ได้ไหม?”


“ได้” เขาตอบคำถาม “แป้งมีขายทั่วไปอยู่แล้ว ถ้าไปซื้อตามร้านก็เลือกที่เขียนว่าแป้งเทมปุระ จุดสำคัญอยู่ที่ปริมาณของน้ำ ปริมาณที่ดีที่สุดอยู่ที่หลังซองแป้งนั่นแหละ”


“หา?”


“เหมือนเส้นพาสต้าไง เวลาที่ดีที่สุดในการต้มก็อยู่หลังซอง” ชันโยรุพูดความจริง “เนื้อแป้งก็จะประมาณนี้ ความหนืดหรือสัมผัส อ่ะลองดู”


แบคคุจังแบมือรับแป้งจากช้อนที่เขาหยดลงไปให้ ดูท่าทางแล้วจะไม่เข้าใจแต่ก็พยายามอย่างมาก เห็นแล้วก็รู้ว่าทำไมผู้ใหญ่ในบ้านของเขาถึงได้เอ็นดูเหลือเกิน


“ก่อนจะทอดต้องเช็คอุณหภูมิก่อน จากนั้นก็เอามะเขือมาชุบแล้วก็


“ฟู่!” แบคคุจังทำเสียงเอฟเฟ็คให้เทมปุระมะเขือม่วง “น่ากินจังเลย”


คาเรไก่ฝีมือของเขาในนามของแบคคุจังนั้นถูกนำมาเสิร์ฟตอนหกโมง เป็นข้าวราดคาเรที่มีตะกร้าใส่เทมปุระมะเขือม่วงวางอยู่ตรงกลางระหว่างคุณย่า ชันโยรุ และแบคคุจังที่พูดว่าจะกินแล้วนะครับ แล้วทำตามคำแนะนำของเขาว่าให้มะเขือม่วงชุ่มคาเรก่อนแล้วค่อยกิน


แล้วก็ได้เห็นท่าทางอลังการจากแบคคุจังเพื่อจะสื่อว่ามันอร่อยมากแค่ไหน คุณย่าบอกว่าคาเรของคุณลุงกับคุณป้านั้นจะได้กลิ่นเครื่องเทศนำมาก่อน แต่ถ้าเป็นฝีมือของเขาจะรสชาติอ่อนกว่า รู้สึกถึงรสชาติความหวานจากผักได้มากกว่า เป็นคาเรที่รู้สึกได้ถึงความแตกต่าง แต่อร่อยทั้งสองแบบ ไม่ได้มีแบบไหนที่อร่อยกว่ากัน


“อร่อยที่สุดเท่าที่เคยกินมาเลยล่ะ”


“เพราะว่าไม่เคยกิน”


“ไม่ใช่นะ ฉันกินคัตสึคาเรบ่อยเหมือนกัน แต่ว่ามันก็ไม่เหมือนแบบนี้”


“เค้าเรียกว่าโฮมเมด” เขาหันไปยักคิ้วให้แบคคุจังที่กำลังกินเทมปุระมะเขือม่วงคำโต “ถ้าทำแล้วก็ถ่ายวิดีโอมาให้ดูด้วยล่ะ”


“ได้เลย สัญญานะ”


ปกติแล้วชันโยรุเป็นคนแรกที่ได้อาบน้ำเสมอ แต่พอมีแบคคุจังแล้วเขาก็ได้อาบเป็นคนที่สอง มาล้างจานรออีกคนอาบน้ำให้เสร็จ วันนี้ไม่ได้ปิดบ้านเพราะคุณลุงกับคุณป้ายังไม่กลับ เตรียมฟืนไว้สำหรับมันเทศที่คิดว่าคงจะลงมาเผาตอนสี่ทุ่ม พออยู่กับแบคคุจังแล้วเขาก็กลายเป็นคนกินจุกกินจิกในตอนกลางคืน โมจิหลากชนิด คุกกี้ที่แบคคุจังชอบซื้อมาจากตลาด ขนมเล็กขนมน้อย จนมาถึงวันนี้ที่แบคคุจังจะกินมันเผา


พอขึ้นไปบนห้องเขาก็เจอคนได้อาบน้ำคนแรกนอนเตะขาอยู่บนฟุตงของตัวเอง เห็นแล้วมันก็น่าหมั่นไส้ แต่เขาก็ไม่ได้พูดอะไรนอกจากเดินไปหยิบนั่นหยิบนี่เพื่อลงไปอาบน้ำ ใช้เวลาไม่นานก็กลับขึ้นมานั่งอยู่กับแบคคุจังที่ชวนเขาคุยไม่หยุด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร แบคคุจังก็เอามาคุยได้ทั้งนั้น


“อยากกินข้าวอีกจาน


“นายกินไปสองจานแล้วนะ” เขาได้ยินเสียงแบคคุจังสูดน้ำมูก เลยหันไปค้นลิ้นชักเพื่อหยิบยาให้ “เป็นหวัดหรือแพ้อากาศ?”


“น่าจะแพ้อากาศ” แบคคุจังแบมือรับยาจากเขาไป รวมถึงขวดน้ำ “ชันโยรุคุงกินด้วยสิ เดี๋ยวไม่สบายนะ”


วันนี้เขาดูหนังเกาหลีตามที่แบคคุจังแนะนำ ดูแบบมีคำบรรยายภาษาญี่ปุ่นอยู่ด้านล่าง เป็นหนังสยองขวัญที่หักมุมในแบบที่ไม่หักมุม เขาไม่รู้จะอธิบายอย่างไร เหมือนหนังบอกว่ามันเป็นแบบนี้ แล้วมันก็เป็นจริงตามที่หนังบอก แต่รายละเอียดหรือองค์ประกอบนั้นทำให้เราคิดว่าตัวละครในเรื่องนั้นโกหก รู้สึกว่าหลอกเราไม่ได้หรอกแต่สุดท้ายก็หลอกได้ ดูไปแล้วก็หายง่วงเพราะมันตื่นเต้นดี ในขณะที่คนชวนดูนั้นโผล่มาแค่ครึ่งหน้า บอกว่าเห็นเลือดแล้วรู้สึกว่าข้าวเย็นในท้องไม่ปลอดภัยเลย


เพราะว่าความเงียบในช่วงกลางคืนนั้นทำให้ได้ยินเสียงรถของคุณลุงกับคุณป้าที่กลับเข้าบ้านมาอย่างชัดเจน พอได้ยินเสียงเดินขึ้นบันไดมา เขากับแบคคุจังก็โผล่หน้าออกไปทักทาย คุณลุงกับคุณป้าก็บอกให้พวกเขานอนได้แล้ว แต่ชันโยรุก็ทำแค่ส่ายหน้า บอกว่ามีคนจะกินมันเทศ น่าจะได้นอนตอนเที่ยงคืนพอดี


มันเผาแบบใช้ขี้เถ้าในการทำให้สุกนั้นต้องเฝ้าตลอดเวลา


เขาเองก็เอาเก้าอี้ไม้สำหรับใช้ซักผ้าซักผ่อนมานั่งเฝ้ามันเทศ พลิกมันตลอดเวลาเพื่อไม่ให้มีด้านไหนไหม้ มีแบคคุจังที่เอาผ้าพันคอในตู้ของเขามาห่มตัว นั่งมองมันเทศด้วยหัวใจที่เปี่ยมล้นไปด้วยความสุข


“หนาวเหรอ?”


“นิดหน่อย แต่ก็สบายดีนะ ไฟก็อุ่นดี เหมือนมาตั้งแคมป์เลย”


“ขยับมาสิ”



“อยู่ใกล้กันจะได้อุ่น ๆ แต่ถ้าพอดีแล้วก็ไม่ต้อง


ชันโยรุเม้มปากแน่นเมื่อเก้าอี้ไม้ของแบคคุจังขยับเข้ามาใกล้จนไหล่ของเราแนบชิดกัน เราใกล้กันมากจนเขารู้ว่าถ้าหันไปจะต้องเจอะเจอกับกลุ่มผมสีน้ำตาลของแบคคุจังอย่างแน่นอน ยิ่งเป็นแบบนั้นเขาก็ยิ่งไม่กล้าหันไป


แต่เหนือความคาดหมาย ที่แบคคุจังพิงไหล่เขาเหมือนตอนที่เราคิดเรื่องอาหารด้วยกัน หัวใจของชันโยรุเต้นแรงจนเก็บเอาไว้ไม่อยู่แล้วจริง ๆ เขาคงจะต้องส่งข้อความไปปรึกษาไดสุเกะคุง ว่าอาการที่เขาเป็นอยู่นั้น มันใช่สิ่งที่เขาคิดอยู่ตอนนี้รึเปล่า


“กินได้รึยัง?”


“อย่ารีบ เหลืออีกด้านหนึ่ง” เขาพลิกมันเทศเพื่อให้สุกพอดีทั่วทั้งหัว “ใจเย็น ไปหยิบผ้าบนเคาน์เตอร์มาหน่อย สีเหลืองนะ อันนั้นซักแล้ว”


“โอเค” แบคคุจังขยับตัวขึ้นไปหยิบผ้าให้ ก่อนจะขยับตัวลงมาพิงเขาเหมือนเดิม “อุ่นจัง


“เอาหัวมาพิงนี่อุ่นแล้วรึไง?”


“ก็อุ่นนะเพราะชันโยรุคุงไง”


มันเทศเผาชิ้นแรกถูกเขาคีบขึ้นมาไว้บนผ้า บิมันให้กับแบคคุจังที่ดีใจมากที่จะได้กินแล้ว กลิ่นหอมรวมถึงควันที่ลอยขึ้นมานั้นบ่งบอกถึงความอร่อยของมันเทศชิ้นนี้ เนื้อสีเหลืองที่แบคคุจังเป่าลมรดลงไปให้คลายความร้อน ก่อนจะกัดมันด้วยสีหน้าแสนอิ่มเอมใจ


“หวานมากเลย” แบคคุจังกัดอีกคำ “อร่อย ชันโยรุคุงกินสิ”


“เดี๋ยวกินชิ้นอื่น กินไปก่อนเลย”


“แบ่งกันคนละครึ่ง อ่ะ” แบคคุจังยื่นมันเทศมาใกล้เพื่อป้อน เขาจึงได้กินมันและได้รู้ว่าตัวเองนั้นเผาได้ดีมากขนาดไหน ไปเผามันเทศขายก็คงจะเข้าท่าเหมือนกัน “เป็นไงบ้าง?”


“งั้น ๆ แหละ กินมาเยอะแล้ว”


“งั้นไม่ต้องกินนะ จะกินคนเดียวให้หมดเลย”


ชิ้นที่สองที่ได้ที่ก็ยังคงเป็นของแบคคุจัง


“เดี๋ยวจะพาไปซื้อยูกาตะนะ ใส่ไปงานเทศกาล” เขาบอกกับแบคคุจังที่เหมือนการกินมันเทศเผาจะหยุดชะงักลง “เป็นของขวัญที่ได้เจอกัน”


“ถ้าอย่างนั้นฉันควรจะให้มากกว่าไหม ถ้าบอกว่าเป็นของขวัญที่ได้เจอกัน”


“ใครให้ก็เหมือนกันทั้งนั้นแหละ อีกอย่าง ฉันตั้งใจจะซื้อให้อยู่แล้ว” เขาตั้งใจเอาไว้แล้วจริง ๆ คิดเอาไว้ตั้งแต่ชวนให้ไปด้วยกัน “ซื้อแก้ขัดไปก่อน แล้วอันที่ย่าจะตัดให้ จะส่งตามไปทีหลังนะ จดที่อยู่เอาไว้ให้ด้วยอย่าบอกว่าเกรงใจ คนจะให้ก็รับเถอะ”


“จะแปลสูตรอาหารเกาหลีของคุณยายแล้วส่งมาให้นะ” แบคคุจังตาแดงก่ำเหมือนคนจะร้องไห้ “ดีใจจังเลย


“จะร้องไห้ทำไม มันเผาเคล้าน้ำตาแล้วแบบนี้”


“ปะแปลว่าอะไร” แบคคุจังเป็นเด็กขี้แย ร้องไห้ได้ง่ายเหมือนเด็กแรกเกิด ให้เขาต้องปลอบไปคีบมันเผาสองชิ้นสุดท้ายออกจากเตาถ่านไป ดับไฟให้เรียบร้อย  


“หยุดร้องไห้ได้แล้ว ไม่อยากให้ร้องไห้เลย” ชันโยรุใจกล้า ใช้นิ้วโป้งปาดน้ำตาบนแก้มของแบคคุจังเบา ๆ “อย่าร้อง”


“ดีใจที่สุดเลย ที่ได้เจอชันโยรุคุง ชานยอล”


“ดีใจที่ได้เจอนายเหมือนกัน รีบกินเข้า หายร้อนแล้วไม่อร่อยนะ”


“อื้อ


แบคคุจังกินมันเผาทั้งน้ำตา เขาเองก็กินเป็นเพื่อน ไม่อยากให้แบคคุจังต้องร้องไห้ไปกินไปอยู่คนเดียว ถึงน้ำตาจะไม่ไหลแล้วแต่หน้าก็ยังแดงเหมือนเอาสีชมพูมาทาไว้จนทั่ว การปลอบที่ดีที่สุดคือการปล่อยให้แบคคุจังใช้ไหล่และต้นแขนของเขาเป็นที่พึ่งพิง ซบหน้าลงไปแบบนั้น จะเปียกไปด้วยน้ำตาเขาก็ไม่เป็นไร ยินดีและเต็มใจอย่างที่สุด


แบคคุจัง บยอนแบคฮยอน ไม่ใช่คนที่ควรจะต้องเสียน้ำตาด้วยซ้ำ


น้ำตาไม่มีทางจะคู่ควรกับแบคคุจังได้เลย

 




 



-อ่านแล้วก็อยากจะเห็นแบคคุจังที่นายบอก จะน่ารักน่าเอ็นดูมากขนาดไหนนะ จากสิ่งที่นายเขียนมาทั้งหมด ฉันคงจะสรุปได้ว่านายกำลัง ตกหลุมรักเข้าแล้วล่ะ อย่าปฎิเสธและคิดว่าไม่ใช่ เพราะว่าความรักน่ะเป็นเรื่องไม่คาดคิด เอาเป็นว่านายใช้เวลาที่ยังมีอยู่กับแบคคุจังในตอนนี้ให้ดีเข้าไว้ แต่ไม่ว่าจะเป็นเรื่องไหน มันก็ไม่ใช่เรื่องที่นายจะต้องมากังวลหรอกนะ เหนือสิ่งอื่นใดคือสัญชาตญาณความเป็นตัวเอง เชื่อใจตัวเองเข้าไว้นะ อย่างที่เราเคยพูดกัน ต่อให้ย้อนกลับมาได้ ต่อให้เป็นใครก็คงจะทำเหมือนเดิมเพราะสุดท้ายแล้วสิ่งที่เราทำมันก็คือตัวเรา เพราะฉะนั้น เดินไปตามทางของหัวใจ สู้นะเพื่อนยาก!-


ตกหลุมรัก


ไม่คาดคิดมาก่อนว่าจะได้อ่านคำนี้จากข้อความของไดสุเกะ หลังจากที่เขาส่งเรื่องของแบคคุจังไปปรึกษา เขียนเล่าถึงเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นโดยละเอียด ความจริงเขาก็เล่าให้เพื่อนทั้งสองคนฟังตั้งแต่วันแรกที่แบคคุจังมาอยู่ที่นี่แล้ว เพียงแต่ไม่ได้ปรึกษาเรื่องความรู้สึกของเขา


นี่เขากำลังมีความรักอย่างนั้นสินะ


“ชันโยรุคุง ใส่แบบนี้ถูกไหม?” เสียงของแบคคุจังทำให้เขาต้องปิดหน้าจอลง หันไปหาคนที่ใส่ยูกาตะสีขาวน้ำเงิน


“ถูกแล้ว เดินมานี่ เดี๋ยวจัดชุดให้” ชันโยรุลุกขึ้นจากโต๊ะ ช่วยจัดยูกาตะให้แบคคุจัง “เหมือนเด็กประถม สูงแค่นี้”


“ใช่สิ ฉันมันตัวเตี้ยนี่ ใครมันจะสูงเหมือนชันโยรุคุงล่ะ”


“แหม ประชดเก่ง ที่หนึ่งในเกาหลีใต้”


“ชันโยรุคุงนั่นแหละ แซวเก่ง!


เขากับแบคคุจังออกจากบ้านเวลาที่แสงแดดในยามเย็นกำลังทอประกายอยู่บนท้องฟ้า อย่างที่หนึ่งเป็นเพราะเขาเพิ่งทำงานกลับมาจากร้าน ต้องอาบน้ำเตรียมตัวกันทั้งคู่ กว่าจะจัดการเสร็จก็เป็นเวลาเย็นพอดี


คุณย่าให้ข้าวปั้นผสมสาหร่ายมากันคนละหนึ่งก้อน ให้กินก่อนออกจากบ้านเพราะไม่อยากให้ท้องหิว ถึงเขาจะตัวใหญ่กว่าแต่ก็กินคำใหญ่สู้แบคคุจังไม่ได้เลย เขากินไปได้แค่สามคำ แบคคุจังก็เคี้ยวคำสุดท้ายตุ้ย ๆ เดินนำเขาออกจากบ้านทั้งที่ไม่รู้ว่าต้องเดินไปทางไหน


วันนี้ชันโยรุไม่ได้ปั่นจักรยานคู่ใจไปงานเทศกาลดอกไม้ไฟ แต่เลือกใช้วิธีการเดินไปแทน ถือว่าเป็นการพาแบคคุจังชมเมืองก่อนจะกลับไปบ้านของตัวเอง เราแลกเบอร์โทรศัพท์ ที่อยู่อีเมล ไอดี รวมถึงที่อยู่ที่เขาจะส่งยูกาตะไปให้ด้วย


“อันนี้เดินยากจังเลย” แบคคุจังลำบากกับเกะตะ อาจเป็นเพราะไม่เคยใส่มาก่อน “ทำไมชันโยรุคุงเดินเก่งจัง”


“ก็ฉันใส่มาตั้งแต่เด็ก” เขาเดินเคียงข้างแบคคุจังที่หันมายิ้มให้ ก่อนที่มือของเราจะประสานเข้าด้วยกัน ถึงจะขัดเขินเล็กน้อยแต่มันก็เป็นธรรมชาติ อย่างที่เพื่อนของเขาว่าเดินไปตามทางของหัวใจ


คืนที่ชันโยรุนั่งเผามันเทศให้แบคคุจังเป็นครั้งแรก  คืนนั้นก็เป็นคืนแรกที่ฟุตงของเราทับซ้อนกัน รวมถึงมือของเขาที่กุมมือของแบคคุจังเอาไว้ตลอดทั้งคืน เปิดใจคุยกันเรื่องครอบครัว ไม่ใช่ในด้านที่ทำให้โศกเศร้าแต่เป็นด้านที่มีความสุข ถึงเขาจะจำคุณพ่อกับคุณแม่ไม่ค่อยได้ แต่การเติบโตมาท่ามกลางญาติผู้ใหญ่ที่มอบความรักให้เขาอย่างล้นหลามนั้นทำให้เขาไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองขาดเหลืออะไร แบคคุจังเองก็บอกเขาว่าเคยเล่นเบสบอลกับพ่อ ตีลูกไม่เคยโดนเลย มันยากแสนยากจริง ๆ ตอนนั้นเองที่เขาพูดไปว่าถ้าเกิดว่าได้เจอกันอีกครั้ง เขาจะสอนเล่นเบสบอลให้เก่งยิ่งกว่าทีมของญี่ปุ่น แบคคุจังเองก็บอกว่าเขาจะได้สอนแน่นอน เพราะว่าเราจะต้องได้เจอกันอีก


ชันโยรุคุงอยากมาเกาหลีบ้างไหม?


ก็อยากไปนะ อยากรู้ว่านายอยู่ยังไง


ต้องไปถามพ่อกับแม่ก่อน สัญญาว่าจะไปถามให้นะ


จากคำพูดที่สนิทกันมากขึ้น เขากับแบคคุจังเองก็ใกล้ชิดกันมากขึ้นเช่นเดียวกัน บางครั้งที่ตื่นมา คนนอนดิ้นอย่างแบคคุจังนั้น ขาของเจ้าตัวมาพาดอยู่ที่ขาเขาบ้าง นอนเลยมาที่ฟุตงของเขาบ้าง แต่เขาไม่ได้ว่าอะไรทั้งนั้น ตื่นมาเห็นแบบนี้แล้วตลกดี อารมณ์ดีได้ทุกเช้าเลยจริง ๆ


ถ้าเกิดว่าหัวใจของเขาจะเป็นไปในแบบที่ไดสุเกะคุงพูด


มันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเลยสักนิด ในเมื่อแบคคุจังเป็นคนที่ทำให้เขามีความสุขมากขนาดนี้


ไม่เคยคิดมาก่อน เพราะความรักเป็นเรื่องที่ไม่คาดฝัน


“ท้องฟ้าสวยดีเนอะ”


“ไหนบอกว่าเบื่อพระอาทิตย์ตกดินไง”


“ท้องฟ้าญี่ปุ่นกับท้องฟ้าของเกาหลีเหมือนกันที่ไหน” แบคคุจังค้อนเขาขวับ “ไม่อยากกลับบ้านเลย”


“กลับไปก่อนให้พ่อไม่ว่า แล้วเอาไว้ค่อยกลับมาใหม่นะ”


“ฮะ ๆ ได้เลย จะกลับมาหาใหม่นะ”


เพราะว่าเรามีมื้อดึกทุกวัน ก่อนจะอาบน้ำในช่วงเย็นเขาจึงต้องออกกำลังกายเพื่อไม่ให้ตัวเองน้ำหนักเพิ่มขึ้น แบคคุจังเองที่เห็นว่าเขายืดแข้งยืดขาอยู่ในห้องก็ทำตาม ร้องโอดโอยบ้างตามประสาคนเส้นยึด ไม่ค่อยได้ยืดเส้นยืดสาย เขาเองก็ช่วยกดหลังบ้าง ยึดขาเอาไว้ให้ออกกำลังกายได้อย่างถูกต้อง


สิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่ามันเทศเผาคงจะเป็นข้าวผัด แบคคุจังพิสูจน์แล้วว่าถ้าใจเราบอกว่าได้ ข้าวผัดไก่ตอนห้าทุ่มครึ่งนั้นไม่ใช่ปัญหา


เคยอ่านมานะ บทความเกี่ยวกับงานเทศกาล คิดจะมาเหมือนกัน แต่ไม่มีโอกาส วันนี้...มาถึงแล้ว จะสนุกให้มาก ๆ เลย!แบคคุจังพูดกับเขาด้วยภาษาญี่ปุ่นอนุบาล อยากกินปลาหมึกมาก ๆ


ไม่มี


งั้น...ทาโกยากิกับยากิโซบะ


ไม่มี


ปลาย่างเกลือ!


ไม่มี


ชันโยรุคุง ขี้แกล้ง!เขาผละออกจากการจับมือ ยกแขนขึ้นพาดไหล่ของแบคคุจัง หัวเราะร่าเมื่อเห็นคนเกาหลีทำหน้ายุ่ง หาว่าเขาแกล้งอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ก็ไม่ปฏิเสธหรอกว่าแกล้งแบคคุจังน่ะ สนุกมากขนาดไหน คนอะไรทำหน้างอแล้ว...น่ารักเหมือนตอนที่ยิ้มกว้างเลย แต่...ปลาหมึกไม่มีจริงเหรอ?”


มี งานไหนไม่มีปลาหมึกถือว่าไม่ใช่งานชันโยรุบอกกับแบคคุจังที่พยักหน้าหงึกหงัก แต่ถ้าจะกินทุกอย่างที่พูดมา มันจะไหวรึไง?”


ก็ซื้ออย่างละที่ กินด้วยกันไง


งั้นก็โอเค


ระหว่างทางนั้นเขาพบเจอเพื่อนที่เรียนด้วยกันสมัยมัธยมหลายคน ทักทายกันตามประสาคนรู้จัก รวมถึงการแนะนำแบคคุจังว่าเป็นเพื่อนที่มาจากเกาหลี เจ้าตัวก็ยิ้มน้อย ๆ ห่อไหล่ก้มหัวเชิงทักทายเพื่อนของเขา ทำแบบนี้แล้วตัวเล็กลงกว่าเดิมอีก ไม่รู้ว่าจะอึดอัดไหมเวลาที่เขาคุยกับเพื่อน เพราะอย่างน้อยเขาก็รู้ว่าแบคคุจังฟังไม่ทันทั้งประโยคหรอก


พอเพื่อนชวนให้ไปเดินด้วยกันเขาก็ปฏิเสธ ตอบปัดไปว่าให้มันไปเดินกันเถอะ ปีนี้เขาตั้งใจมาเดินกับแบคคุจัง ถ้าเดินกับคนไม่รู้จักคงจะลำบาก เดินด้วยกันสองคนสนุกกว่ากันตั้งเยอะ แต่ถ้าเกิดว่ามีไคคุงคงจะสนุกดี เพื่อนของเขามันจีบร้านค้าทุกร้าน ได้ของกินฟรีมาอย่างละเล็กละน้อย เป็นกำไรในการมาเดินเที่ยวงาน


“ว้าว” ตาของแบคคุจังโตเท่าไข่ไก่ที่อยู่ในครัวที่บ้านของเขา “สุดยอด”


“ของจริงไม่เหมือนกับในภาพใช่ไหมล่ะ?”


“ไม่เหมือนเลย คนมากสุด ๆ” คนตอบกวาดสายตาไปรอบ ๆ ด้วยความสนอกสนใจ คงจะอยากบอกเขาว่าคนเยอะ


“นี่ไง จับมือกันไว้จะได้ไม่หลงกัน หากันไม่เจอล่ะแย่เลย”


“อื้อ


 แบคคุจังแก้มเป็นสีชมพู เดินนำเขาไปหาปลาย่างเกลือเสียบไม้ที่มีคนต่อแถวซื้ออยู่ ไปยืนต่อด้วยกันสองคน กระตุกชายแขนยูกาตะให้เขาสั่งให้ว่าเอาหนึ่งไม้ครับ ตอนแรกเขาตั้งใจจะจ่ายให้แต่แบคคุจังไวกว่า เลยตั้งใจว่าถ้าแบคคุจังจะกินทาโกยากิ เขาจะเตรียมเงินออกมาไว้ตั้งแต่ยังไม่สั่งเลย


“อร่อยไหม?”


“เนื้อปลาหวาน” แบคคุจังมีความสุขมาก “เกลือก็ดี อร่อย”


“เดินซื้อของกินแล้วไปหาที่นั่งกัน” เขาบอกกับแบคคุจังที่พยักหน้าหงึกหงักกลับมา “อย่าลืมซื้อน้ำนะ”


“ชันโยรุคุงดื่มเบียร์ไหม?”


“ไม่ล่ะ เอาที่นายกินน่ะ ซื้อมาขวดเดียวก็พอ”


“โอเค งั้นเดี๋ยวขอเลือกก่อนนะ”


ชันโยรุพาแบคคุจังตระเวนซื้อของกิน ทุกสิ่งทุกอย่างที่เจ้าตัวอยากจะกิน ช่วยกันถือคนละไม้คนละมือ มีของกินเต็มสองมือไปหมด เขาเลือกที่นั่งที่ไกลจากผู้คนออกมาหน่อย ถึงจะไม่ใช่มุมที่มองเห็นดอกไม้ไฟได้ดีที่สุด แต่ก็เป็นมุมที่พวกเขาจะนั่งคุยกันได้ดีที่สุดแล้ว ตัวเขาเองมีความรู้สึกว่าอยากจะอยู่กับแบคคุจังแค่สองคน ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะคิดเหมือนกันไหม แต่ถ้าพรุ่งนี้จะต้องเป็นวันที่จากกันไป คืนนี้ก็ขอให้เราได้อยู่ด้วยกันก็แล้วกัน


พรุ่งนี้แบคคุจังจะต้องไปถึงโตเกียวก่อนบ่ายโมงครึ่ง ไปตามนัดของพี่ชายที่จะมารับเพื่อที่จะบินกลับไปที่เกาหลีด้วยกัน ดูเหมือนว่าพี่ชายจะมาเที่ยวที่นี่สามวัน ถือโอกาสรับน้องชายกลับบ้านไปเลยทีเดียว เขาเองก็จะไปส่งแบคคุจังที่โตเกียว นั่งรถไฟไปด้วยกัน คิดอยู่เหมือนกันว่าจะไปส่งที่สนามบินด้วยดีรึเปล่า แต่พรุ่งนี้เขาลาคุณลุงกับคุณป้าเอาไว้ทั้งวันแล้ว เอาไว้ค่อยคิดอีกทีก็แล้วกัน


“ชันโยรุคุง กินทาโกยากิ” แบคคุจังเอาของกินมาจ่อปากเขาให้ต้องอ้ารับมัน เป็นทาโกยากิรสชาติอร่อยที่กินมาทุกปี กินมาทั้งชีวิต “เฮ้ออร่อยทุกอย่างเลย กินไม่ถูก”


“ก็ค่อย ๆ กิน มีเวลาอีกเยอะ”


“ถ้าเกิดว่าไม่ได้เจอกัน ชันโยรุคุงจะมากับใครเหรอ?”


“ก็คงไม่ได้มา ตอนนี้น่าจะนอนเล่นอยู่ในห้อง”


“ปกติมากับไดสุเกะคุง ไคคุง


“ปีหน้าก็คงมากับไคคุง แล้วปีถัดไปก็มีไดสุเกะคุงด้วย” เพราะว่าไอ้เพื่อนตัวแสบคงไม่ได้ไปอะไรที่ไหน และไดสุเกะก็คงจะเรียนจบแล้ว เจ้าตัวบอกว่าจะทำงานที่นี่ ไม่ได้มีแพลนว่าจะย้ายไปไหน


“แล้วแบคคุจังล่ะ?”


“แบคคุจัง” ชันโยรุเอามือวางบนศีรษะของคนถาม น่าแปลกที่มือของเขากับหัวของแบคคุจังนั้นขนาดเหมาะมืออย่างพอดี “ก็ขึ้นอยู่กับว่าจะมาหากันบ้างรึเปล่า แต่คราวนี้ต้องขอให้ได้นะ หนีเหนอมาอะไรไม่เอา”


“โอเค จะไม่ทำอีกแล้ว” แบคคุจังยิ้มน้อย ๆ “แต่ไม่อยากกลับ”


“ไม่ได้ พ่อกับแม่คงเป็นห่วง ไม่คิดถึงพ่อกับแม่รึไง”


“คิดถึงมันก็คิดถึง แต่มันก็เหนื่อย”


“ไม่เอา ทำหน้าแบบนี้อีกแล้ว ไม่น่ารัก” เขากอดไหล่แบคคุจัง ให้กำลังใจผ่านสัมผัสทางร่างกาย “ที่บังคับก็เพราะรักไง ที่อยากให้เรียนสิ่งที่เค้าเป็นก็เพราะเค้าเห็นแล้วว่ามันดี ถ้าไม่ดีก็คงไม่บังคับให้ทำ ใช่ว่าไม่เข้าใจนายแต่ใจเขาใจเรา ลองเปิดใจคุยกันดู จะได้ไม่ต้องหนีมาอีก”


“ถ้าไม่หนีมา ก็จะไม่ได้เจอกันนะ”


“ก็หมายถึงครั้งหน้า ครั้งนี้หนีมาก็ไม่ดีหรอก แต่ก็ดี”


“ชันโยรุคุงพูดจาแย้งย้อน” เขาพอจะเข้าใจว่าแบคคุจังจะพูดว่าย้อนแย้ง “แต่โชคลืมไปศาลเจ้าเลย!


“เออ นั่นสินะ ไม่ได้ไปเลย นายก็ไม่บอก”


“ชันโยรุคุงต้องแนะนำสิ นี่บ้านของชันโยรุคุงนะ!” แบคคุจังเสียงดังเหมือนเด็กไม่พอใจ แต่ว่ามันก็ทำให้รู้สึกว่าเจ้าตัวน่ารักมากขึ้นไปอีก


“บ้านที่ไหน บ้านเป็นร้านอาหาร ไม่ใช่ศาลเจ้า”


“ไม่ใช่ หมายถึงบ้านเกิด


“เกิดที่ฟุกุโอกะ”


“โอ๊ย ไม่คุยด้วยแล้ว!


“จริงรึเปล่า ไม่คุยด้วยแล้วเนอะ” ชันโยรุแกล้งแหย่แบคคุจังเล่น เอานิ้วไปจิ้มแก้มยุ้ย ๆ ให้อีกคนได้หันหน้าหนี “ไม่คุยกันแล้วเนอะ”


“ชันโยรุคุงอ่ะ” แบคคุจังกำมือรอบนิ้วชี้ของเขา “ชอบแกล้งกัน”


“ไม่ได้แกล้งเลย แบคคุจังนั่นแหละ งอนเก่ง”


“เปล่าสักหน่อย!


คนบอกว่าไม่ได้งอนเก่งนั้นกินยากิโซบะคำโต เคี้ยวตุ้ย ๆ ด้วยท่าทีไม่พอใจ พอเขาแหย่ก็ทำท่าจะขยับหนี เขาเองก็ขยับตามเพราะต้องแหย่ให้ถึงที่สุด พอแบคคุจังโวยวายถึงได้หัวเราะร่า ยอมโดนทุบโดนต่อยแล้วแต่แบคคุจังอยากจะทำตามใจ แหย่เค้าแล้วก็โดนทุบกลับบ้างก็เสมอภาคดีเหมือนกัน


“คนที่นี่ทำอะไรกันเหรอ?”



“หมายถึงชีวิตประจำวัน” แบคคุจังมีคำถาม “อย่างฉันเรียนหนังสือ แต่ถ้าเป็นคนอื่นก็ชอบไปเดินเที่ยวกัน ไปกับเพื่อนหรือว่ากับแฟน”


“ที่ไหนมันก็น่าจะเหมือนกันแหละมั้ง ก็เป็นคนเหมือนกันนี่” ชันโยรุไม่รู้เหมือนกันว่าจะตอบอย่างไร คนทุกคนก็คงเหมือนกัน สิ่งที่ทำก็คงเป็นไปตามความชื่นชอบของแต่ละคน “ฉันก็ทำแต่งาน ลุงก็ทำงาน ป้าก็ทำงาน คุณย่าก็อย่างที่เห็น ไคคุงก็นะ ไม่รู้เรียนหรือเล่น ไดสุเกะคุงเป็นคนเก่ง ไปได้ดี”


“เหรอ


“อย่าเอาความสุขไปผูกติดกับสิ่งที่ไม่มี มองสิ่งที่เรามีให้เป็นความสุขดีกว่า” เขาจับมือแบคคุจังเอาไว้ “อย่างพระอาทิตย์อบอุ่นในตอนเช้า อากาศที่สดใส หรือถ้าฝนตกก็จะทำให้สบายใจ ข้าวอร่อย ๆ ที่ได้กิน วิชาเรียนที่น่าเบื่อแต่ก็เป็นความรู้ใหม่ หรือว่าฉัน


“นายเหรอ?”


“เออ ฉันเนี่ยแหละ” เขารู้สึกเก้อเขิน กระดากอายนิดหน่อย แต่ก็พูดออกมาแล้ว “ตื่นมาเจอฉันแล้วเป็นยังไงล่ะ?”


“ก็รู้สึกว่าไม่ได้อยู่คนเดียวนะ”



“มีชันโยรุคุงอยู่ด้วยกัน นอนสบายเลย หน้าบวม”


“ไม่ดูหน้าตัวเองเลย”


“อะไรเล่า!


สิ้นเสียงของแบคคุจัง ดอกไม้ไฟดอกแรกก็ถูกจุดขึ้นเป็นประกายงดงามสู่ฟากฟ้า


สายตาของเราทั้งคู่จับจ้องอยู่ที่ดอกไม้ไฟหลากสีหลากรูปแบบตรงหน้า ทุกครั้งที่ได้เห็น นอกจากความสวยงามที่พบเจอ ดอกไม้ไฟทำให้เขารู้สึกถึงพลังที่ถูกส่งออกมาจากประกายไฟนั้น เหมือนจุดไฟแห่งความหวังขึ้นมาในใจ ทั้งรอยยิ้มและความสุขที่ได้รับกลับคืนมา


งดงามเหมือนรอยยิ้มของแบคคุจังในตอนนี้


ชันโยรุรู้สึกได้ถึงมือของอีกฝ่ายที่บีบกันแน่น แววตาตื่นเต้นที่ทำให้เขารู้ว่ากำลังมีความสุขมากแค่ไหน ท่าทางที่เหมือนมีความรู้สึกดี ๆ เต็มเปี่ยมในใจ อะไรที่ทำให้เขารู้สึกสุขใจไปพร้อม ๆ กัน


“สวยไหม?”


“มากเลย” แบคคุจังใบหน้าอิ่มเอม “มีความสุขมาก ๆ”


“หน้าบานขนาดนี้


“ยังจะมาว่าอีก!


น่ารักไง” คำพูดของชันโยรุทำให้กำปั้นเล็ก ๆ ของแบคคุจังหยุดชะงักกลางอากาศ “เป็นคนเกาหลีที่น่ารักที่สุด เพราะเคยเจอแค่คนเดียว”


“ชันโยรุคุง!


“ล้อเล่นหน่า น่ารักกว่าทุกคนที่เคยเจอมาทั้งชีวิต” สายตาของเขาสบเข้ากับสายตาของแบคคุจัง เขาไม่รู้หรอกว่าตัวเองกำลังแสดงความรู้สึกแบบไหนออกไปผ่านสายตา แต่สิ่งที่เขารู้คือแววตาของแบคคุจัง แววตาที่บอกกับเขาว่า


“แบคฮยอน?” เสียงเรียกจากทางด้านหลังทำให้บทสนทนาของเราชะงัก “แบคฮยอน!


“คะเคนโตะคุง!” แบคคุจังผุดลุกขึ้นยืน ทำให้ชันโยรุต้องลุกตามไปด้วย เขาได้แต่มองหน้าแบคคุจังสลับกับหน้าของคนอีกคน คนที่เขารู้ว่าเป็นใครสำหรับแบคคุจังที่อยู่ข้าง ๆ เขาในตอนนี้


บทสนทนาหลังจากนั้นมันทำให้ชันโยรุรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนนอกเพราะว่ามันเป็นภาษาเกาหลี เขาฟังมันไม่รู้เรื่องสักคำ ได้แต่ยืนอยู่ตรงนี้ไม่ขยับไปไหนเพราะแบคคุจัง คนที่กำลังคุยกับแฟนเก่าของตัวเองด้วยสีหน้าเคร่งเครียด คิ้วขมวดแน่น คลายออก แต่ก็เครียดขึงอีกครั้ง


เจ็บใจที่ฟังไม่เข้าใจ พูดออกไปไม่ได้สักอย่าง


มันอัดอั้นตันใจไปหมด เอาแต่คิดคำว่าทำไมอยู่ซ้ำ ๆ ทำไมถึงได้มาอยู่ที่นี่ ทำไมถึงต้องเข้ามาตอนนี้ ตอนที่เขา


“ชันโยรุคุง” แบคคุจังหันมาเรียกเขา สีหน้าที่ได้เห็นทำให้เขารู้สึกไม่อยากให้เจ้าตัวพูดออกมาเลย “ฉันมีเรื่องจะคุยกับเคนโตะคุงน่ะ”


“อย่ากลับดึกล่ะ” ชันโยรุเข้าใจถึงแม้ว่าแบคคุจังจะไม่พูดมันออกมาก็ตาม “ดูแลตัวเองด้วย”


มีเรื่องจะคุยกับเคนโตะแค่สองคน แบคคุจังอยากจะพูดกับเขาแบบนั้นมากกว่า มันทำให้ชันโยรุรู้สึกว่าตัวเขานั้นไม่ได้มีความสำคัญอะไรเลย


ความรู้สึกของชันโยรุในตอนกลับบ้านนั้นสวนทางกับความรู้สึกในตอนที่เดินออกจากบ้านมา ไม่กี่ชั่วโมงก่อนนั้นเขามีแบคคุจัง แต่ในตอนนี้เขาไม่มีใคร ความรู้สึกในใจก็โดดเดี่ยวไม่ต่างกัน


เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขาได้รู้สึกแบบนี้ ไม่ใช่ที่สมองแต่เป็นที่หัวใจ สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นทำให้รู้สึกว่าตัวเขานั้นไม่มีความสำคัญอะไรเลยใช่ไหม เข้าใจว่าเคยคบกันมา เคยมีความรู้สึกดี ๆให้กัน แต่ว่าเขาที่ยืนอยู่ตรงนั้นล่ะ เขาที่อยู่กับแบคคุจังมาตลอดระยะเวลาที่อยู่ที่นี่ เขาที่ไม่เคยทำให้แบคคุจังเสียใจ เขาไม่ได้มีผลอะไร ไม่ได้เข้าไปอยู่ในความคิดของแบคคุจังเลย


บางทีเขาอาจจะรู้สึกไปอยู่คนเดียวก็ได้


ความรู้สึกที่เกิดขึ้นเขาอาจจะมีมันอยู่คนเดียวก็ได้


ตกหลุมรักที่เจ็บอยู่คนเดียวแบบนี้ ชันโยรุเริ่มจะเข้าใจเพื่อนที่ร้องไห้เมื่อโดนบอกเลิก เพื่อนที่ไม่สบายด้วยเรื่องไข้ใจ หรือใครที่เจ็บปวดเพราะสิ่งที่เรียกว่าความรัก เพราะตอนนี้เขากำลังรู้สึกแบบนั้น ไม่ต่างกันเลย


เมื่อกลับไปถึงบ้าน คุณย่าถามเขาถึงแบคคุจังเป็นประโยคแรก เขาเองก็ได้แต่ตอบว่าไปกับคนรู้จัก เดี๋ยวก็คงจะกลับมา เขาจะอยู่รอเอง คุณย่าไม่ต้องเป็นห่วงอะไร


ชันโยรุนั่งรอแบคคุจังอยู่ตรงบริเวณชานบ้าน ได้แต่คิดว่าจะคุยอะไรกันบ้าง ตอนนี้อยู่ที่ไหนกัน ทำไมแบคคุจังถึงต้องไปกับมัน คิดได้เท่านั้นเขาก็ถอนหายใจออกมา อีกความคิดที่เข้ามาบอกกับตัวของเขาว่าเรามีสิทธิอะไรกันล่ะ เทียบเคียงกันแล้วเขาไม่ได้มีอะไรสู้คนคนนั้นได้เลย เริ่มตั้งแต่การคิดว่าเขาเป็นใครและคนคนนั้นเป็นใคร ความรู้สึกแบบไหนที่เกิดขึ้น สำหรับเขามันคงเป็นคำว่าเพื่อนที่แสนดี เป็นความโชคดีที่เกิดขึ้นในช่วงที่หัวใจกำลังอ้อนล้าแต่ไม่ใช่ความรัก


ไม่ใช่ความรู้สึกแบบเดียวกันที่เขามีมากขึ้นทุกวัน ทุกครั้งที่ตื่นมาเจอแบคคุจังนอนอยู่บนฟุตงผืนข้าง ๆ สิ่งที่เขามีอยู่ในหัวใจนั้น อาจจะเป็นอะไรที่เขาคิดไปเพียงแค่คนเดียว


รู้สึกโกรธ ทั้งที่ไม่รู้ว่าโกรธไปทำไม ได้อะไรขึ้นมา แต่เขาก็แค่กำลังเปลี่ยนความเสียใจ เปลี่ยนความรู้สึกไม่ดีในใจให้กลายเป็นความโกรธ ความรู้สึกไม่พอใจ ยิ่งหันไปมองนาฬิกาบนผนังเขาก็ยิ่งร้อนรน ตอนนี้ใกล้จะเที่ยงคืนแล้ว ทีวีที่เปิดทิ้งเอาไว้ในบ้านให้อยู่เป็นเพื่อนกันนั้นกำลังฉายรายการภาคดึก พิธีกรกำลังยิ้มแย้มแจ่มใสในขณะที่ชันโยรุจิตใจร้อนรน ทำไมยังไม่กลับมาอีก หรือว่าไม่สนใจคำที่เขาบอก ไม่สนใจความเป็นห่วงของเขาอย่างนั้นเลยใช่ไหม


เสียงประตูรั้วไม้เนื้อแข็งที่เปิดออกนั้นทำให้เขาลุกขึ้นยืนทันที จากความสูงของชานบ้านและความสูงของตัวเขาเองนั้น ทำให้มองเห็นคนที่มากับแบคคุจัง คนที่ทำให้ความรู้สึกไม่ดีที่หมุนวนอยู่ในใจของเขากลับมาอีกครั้ง


“ทำไมเพิ่งกลับมา!?”



“ฉันถามว่าทำไมเพิ่งกลับมา!?”


“ฉัน


“นี่มันกี่โมงแล้ว แบคคุจัง!” เขากักเก็บอารมณ์ของตัวเองไม่อยู่ “เป็นห่วงตัวเองบ้าง ถ้าเกิดอะไรขึ้นจะทำยังไง มันน่ะไว้ใจได้


“เคนโตะคุงไม่ใช่คนแบบนั้นนะ!” แบคคุจังพูดแทรก เถียงเขากลับมา “ก็แค่คุยกัน ไม่มีอะไรสักหน่อย!


“แต่นายก็ควรจะรู้ว่าไม่ควรกลับดึกขนาดนี้!


“ฉันโตแล้วนะ!


“แล้วที่นี่มันบ้านนายรึไง!” ยิ่งแบคคุจังตะโกนกลับมา อารมณ์คุกรุ่นในใจของเขาก็ยิ่งเพิ่มขึ้น “รู้อะไรบ้าง ไม่เคยรู้!


“นี่


“คือ ขอโทษนะ ไม่ได้พาไปเถลไถลที่ไหนหรอก ก็อยู่ที่งานนั่นแหละ” คนที่ตอนแรกอยู่นอกรั้วบ้าน เดินเข้ามายืนอยู่ด้านหลังของแบคคุจัง คนที่ตะโกนเถียงเขาหน้าแดง “ฉันเคยสัญญาว่าจะพาเที่ยวน่ะ เมื่ออาทิตย์ก่อนก็ส่งข้อความมาชวน


“อาทิตย์ก่อน?” ชันโยรุทวนคำ เพราะคิดว่าหูฝาดไป “ไหนบอกว่าบล็อกไปแล้วไง ไหนบอกว่ามีอะไรจะบอกกันไง นี่มันอะไร!?”



“แบคคุจัง!


“มันเป็นเรื่องส่วนตัวของฉัน!


“ส่วนตัวเหรอ! มันทำให้ร้องไห้มากเท่าไหร่ เจ็บแค่ไหนจำได้บ้างไหม!



“ตอนที่เสียใจน่ะจำได้บ้างรึเปล่า!? แล้วมีอะไรทำไมไม่


“นั่นมันก็เรื่องของฉัน ชันโยรุคุงไม่ได้มีแฟน ไม่ได้มีใคร ชีวิตก็มีความสุข อยากทำอะไรก็ได้ทำ จะไปเข้าใจอะไร!



“ถ้าเกิดว่าฉันจะมีสักคนที่รู้สึกว่าคุยกันได้ สักคนที่เป็นเพื่อนกัน ถึงจะทำให้เสียใจแต่ไม่มีสิทธิจะคุยกันเลยรึไง ชันโยรุคุงทำไมต้องมาว่า คนที่มีความสุขน่ะ มีสิทธิมาว่าคนที่ไม่เคยมีได้ด้วยรึไง!


สิ่งที่ได้ยินทำให้ชันโยรุพูดอะไรไม่ออก


ตั้งแต่เรื่องที่เคยสัญญากันว่ามีอะไรจะบอก แต่กลับโดนต่อว่ากลับมาว่ามันเป็นเรื่องส่วนตัวที่เขาไม่เกี่ยวข้องด้วย เขาเป็นคนที่มีความสุขทุกอย่าง เป็นคนที่ไม่เคยเข้าใจอะไรเพราะมีความสุขอยู่เสมอ ไม่ใช่คนที่อีกฝ่ายรู้สึกว่าคุยกันได้ ไม่ใช่คนที่รู้สึกว่าเป็นเพื่อนกัน


ไม่มีสิทธิว่า หรือพูดอะไรออกไปทั้งนั้น


ใช่เขาไม่มีสิทธินั้นมาตั้งแต่แรกแล้ว ก็เป็นแค่คนที่ไม่มีความสำคัญอะไรสำหรับแบคคุจังเลยแม้แต่น้อย


ชันโยรุที่ยืนอยู่ตรงนี้ ไม่เคยทำให้แบคคุจังมีความสุขได้เลย


“ที่เคยบอกกับฉันว่ามีความสุข มันก็ไม่จริงเลยใช่ไหม?”



“นายก็แค่พูดไปอย่างนั้นสินะ”


“ไม่ใช่


“เสียงดังอะไรกันลูก ไปถึงข้างในเลย”


สายตาของชันโยรุผละออกจากใบหน้าของแบคคุจัง หันไปหาคุณย่าที่เดินออกมาจากห้องนอนของตัวเองที่อยู่ชั้นล่าง เขาเองก็ตรงเข้าไปประคอง เลี่ยงที่จะมองคนที่ถอดรองเท้าแล้วก้าวเข้าบ้านมา


“ขอโทษครับย่า คุยกันเสียงดังไปหน่อย” เขาจับมือคุณย่าของตัวเองเอาไว้แน่น “เพื่อนของแบคคุจังมารับกลับเกาหลีแล้ว กำลังจะไปเก็บของพอดี”


“อ้าว จะกลับคืนนี้เลยเหรอ ไหนเด็กดี มาให้ย่ากอดหน่อย”


“คงจะไม่ได้ลาลุงกับป้า แต่ไม่เป็นไร เอาไว้จะบอกให้ เข้าใจว่ากะทันหัน” ชันโยรุไม่ใส่ใจสายตาตื่นตะลึงของคนที่กำลังกอดกับคุณย่าของเขา


“เดินทางดี ๆ นะลูก ปลอดภัยนะจ๊ะ”


“ครับ คุณย่า” ถึงจะพูดกับคนที่อาวุโสที่สุดในบ้าน แต่มือของแบคคุจังกลับเอื้อมมาจับชายเสื้อของเขาไว้ “ชันโยรุคุง ชานยอล


“กับคนที่ตั้งใจมาหาตั้งแต่แรก ก็ขอให้มีความสุขนะ”



“ขอให้มีความสุขในแบบที่นายอยากจะมี”


“ฉัน


“เก็บของให้เรียบร้อยล่ะ อย่าลืมอะไร เอาไว้เดี๋ยวนายไปแล้วฉันจะออกมาปิดบ้าน” เขาผลักมือของแบคคุจังออก ขยับไปหาคุณย่าที่ยืนอยู่ “ไปครับย่า ไปนอนกัน วันนี้ผมนอนด้วยนะ ไม่ได้นอนกับย่านานแล้วเนี่ย”


แกล้งทำเป็นไม่สนใจ แกล้งทำเป็นไม่ใส่ใจ ยากกว่าอะไรทั้งนั้น


ยิ่งกับคนที่ทำให้ชันโยรุเจ็บหนักในหัวใจ ยิ่งยากกว่าอะไรทั้งหมด


เขารู้ว่าเขาทำให้แบคคุจังเสียใจ รู้ว่าเสียงที่ได้ยินนั้นคือเสียงของคนที่กำลังร้องไห้


แต่แบคคุจังจะรู้ไหม ว่าถึงเขาจะไม่ได้ร้องไห้ออกมา


แต่หัวใจที่เต้นอยู่ข้างใน มันไม่มีทางเหมือนเดิมได้อีกแล้ว

 




 



เพราะเป็นวันที่มีงานเทศกาลประจำปี ยามศูนย์นาฬิกาสามสิบนาทีนั้นจึงไม่ใช่เวลาที่เงียบงันมากนัก


แบคฮยอนเดินสวนกับผู้คนมากมายที่อยู่ในชุดยูกาตะ บ้างถือของกินเล่น บ้างถือของเล่นหรือของใช้ขนาดเหมาะมือ เช่นเดียวกับเขาที่มือทั้งสองข้างจับอยู่ที่สายสะพายของกระเป๋า ก้าวเท้าไปเรื่อย ๆ ตามทางเดินที่จะนำไปสู่ที่พักของเคนโตะคุงที่เอ่ยปากบอกให้เขาไปพักอยู่ด้วย แค่คืนเดียวก่อนที่พรุ่งนี้เขาจะกลับโตเกียว


“ทำไมพูดแบบนั้นล่ะ?”



“แบคฮยอน?”


“พูดอะไร?” เขาทำเป็นไม่รู้เรื่อง ทั้งที่ในใจนั้นน้ำตาตกใน ทั้งที่ตอนที่ถูกไล่ออกมา เขายังยืนร้องไห้อยู่ตรงนั้น พยายามมองหน้าชันโยรุคุงที่ไม่แม้แต่จะมองหน้ากันด้วยซ้ำ


“กับชันโยรุคุงไง ทำไมถึงพูดแบบนั้น?”


“ไม่ได้พูดอะไรเลย”


“แบคฮยอน ฉันเห็นนะ ตอนที่นายอยู่กับเค้า” เท้าของแบคฮยอนชะงัก การก้าวเดินถูกหยุดลงเมื่อได้ยินสิ่งที่เคนโตะคุงพูดมา “ที่บังเอิญมาเจอน่ะ ฉันโกหก ความจริงฉันเห็นพวกนายสองคนตั้งแต่เข้างานมาแล้ว”



“พูดแล้วมันก็น่าน้อยใจนะ ฉันที่เคยเป็นแฟนกับนาย ยังไม่เคยได้แม้แต่จะจับมือด้วยซ้ำ แต่ผู้ชายคนนั้น ชันโยรุคุง เค้าได้จับมือนาย กอดคอนาย เห็นแววตาที่นายมองเค้า แค่นั้นฉันก็รู้แล้วว่านายคิดยังไง เพราะว่านายน่ะถึงเราจะเป็นแฟนกัน แต่นายไม่เคยมองฉันแบบนั้นเลย ไม่สิ ต้องบอกว่าสายตาที่พวกนายมองกันมากกว่า”



“ถ้าชอบเค้าทำไมถึงได้พูดแบบนั้น ใช่ว่าเค้าจะไม่เข้าใจสักหน่อย”


“นายก็รู้ว่าฉันไม่ชอบให้ใครมาตะโกนใส่ มันทำให้ฉันโกรธ


ทำให้คิดถึงพ่อกับแม่ ตอนที่โดนพ่อกับแม่ว่า ฉันรู้” เคนโตะคุงมองเขาอย่างเห็นใจ “แล้วฉันก็รู้ว่านายไม่ได้ตั้งใจพูดแบบนั้น”


“แต่เค้าไม่เคยว่าฉันเลยนะ สักครั้งก็ไม่เคย แต่ทำไม


“ก็พวกนายชอบกัน อารมณ์ก็มากเป็นธรรมดา” เคนโตะคุงยักไหล่ก่อนจะพูดต่อ “เค้าเป็นห่วงนายที่กลับบ้านดึก หวงนายที่มากับแฟนเก่าอย่างฉัน แล้วนายก็รู้สึกผิดที่มากับฉันเหมือนกัน ตั้งใจจะพูดด้วยดี ๆ แต่พอโดนว่าก็เลยนึกฉุน พูดอะไรไปไม่คิด นี่แหละนะความรัก”


“พูดเหมือนรู้ดี นายน่ะนอกใจฉันนะ”


“จริงดิ ฉันเคยเข้าไปอยู่ในใจนายด้วยรึไง?” เคนโตะยิ้มกลับมาให้แบคฮยอนที่ประโยคนั้นกระแทกใจอย่างรุนแรง “นายคุยกับฉันเพราะว่าฉันชวนคุย คบกับฉันเพราะว่าขอ นายไม่ได้ชอบฉันสักหน่อย”


“ฉันชอบนายนะ


“ชอบแบบเพื่อนน่ะสิ พูดแล้วก็เสียใจนะเนี่ย”


“ขอโทษ” แบคฮยอนรู้สึกขอโทษจริง ๆ “แต่ตอนที่เห็นนายอยู่กับคนอื่น ฉันก็เสียใจนะ”


“นายน่าจะรู้สึกเหมือนโดนฉันหักหลังมากกว่า เหมือนความไว้ใจที่นายให้ฉันมันโดนเหยียบ ก็อย่างที่บอกไปนั่นแหละว่าขอโทษที่มีคนอื่น แต่ฉัน


“ฉันคงเป็นแฟนที่แย่มากเลยใช่ไหม?”


“ไม่แย่หรอก แค่นายไม่ได้ชอบฉันแค่นั้นเอง”


ห้องของเคนโตะคุงที่แบคฮยอนควรจะได้เข้ามาตั้งแต่วันแรกที่มาญี่ปุ่นนั้น เขากลับได้เข้ามาที่นี่ในวันก่อนสุดท้ายที่จะกลับไปโซล เมื่อได้เห็นแล้วเขาก็คิดว่ามันเป็นห้องที่ดีสำหรับอาศัยอยู่คนเดียว แต่ถ้าอยู่กันสองคนก็คงจะอบอุ่นดีเหมือนกัน แน่นอนว่าแบคฮยอนถามถึงผู้หญิงคนนั้นที่เคยเห็นก่อนหน้านี้ เคนโตะคุงก็ตอบแค่ว่าไปธุระเกี่ยวกับที่งานที่โอกินาว่า กว่าจะกลับก็อีกนาน ได้ยินแบบนั้นก็ยิ้มแซวว่าจะเหงาไหม แฟนเก่าที่ผันตัวมาเป็นเพื่อนหลังจากปรับความเข้าใจกันก็บอกว่าไม่หรอก คุยกันทุกวันเลย นี่ก็เพิ่งส่งข้อความไปบอกว่าเพื่อนมานอนด้วย พรุ่งนี้เช้าน่าจะโทรมา


แต่จะให้นอนก็นอนไม่หลับหรอก


เคนโตะคุงให้เขานอนบนเตียงของเจ้าตัว ส่วนตัวเองนั้นนอนอยู่บนผ้าที่ปูอยู่ที่พื้น แต่แบคฮยอนก็นอนไม่ได้หรอก ให้นอนยังไงก็นอนไม่หลับ เขาเอาแต่คิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน เรื่องระหว่างเขากับชันโยรุคุง สิ่งที่เคนโตะคุงพูด ทุกอย่างมันย้อนกลับมาในตอนที่เขาได้มีโอกาสได้อยู่กับความคิดของตัวเอง


นึกถึงคำพูดของพี่ชายที่คอยบอกให้อดทนเข้าไว้


แบคฮยอนรู้ดีว่าตัวเองเป็นคนอย่างไร พื้นฐานแล้วเขาก็นิสัยทั่วไป มีทั้งเรื่องที่ดีและไม่ดีให้ได้เห็น ข้อเสียที่มีคือเขาเป็นคนที่ทนต่อสภาวะกดดันไม่ค่อยได้ คำต่อว่าหรือคำตำหนิติเตียน จากการที่เขาเติบโตมาในสภาพครอบครัวที่เต็มไปด้วยความกดดันและการต้องทำทุกอย่างให้ตรงใจพ่อกับแม่ สถานการณ์ที่พบเจอมาตลอดตั้งแต่เด็กจนโตส่งผลให้เขากลายเป็นคนดื้อเงียบ ไม่รับรู้และไม่ฟังอะไรทั้งนั้นหากโดนว่าในเรื่องที่ตัวเองอยากจะทำ มีเพียงคนเดียวที่เขาฟังคือพี่ชาย เพราะเขารู้ว่าพี่รักเขามากแค่ไหน และตอนนี้เขามีชันโยรุคุง หรือเคยมีเขาก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน


เขาเคยคิดว่าเคนโตะคุงเข้าใจเขาทุกอย่าง คนที่เข้ามาในช่วงที่เขากำลังรู้สึกแย่ ที่เขาไปค่ายตอนนั้นก็เพราะว่าเขาทะเลาะกับพ่อแม่ ตอนแรกไม่ได้คิดอยากจะมาถึงจะมีชื่ออยู่ในรายชื่อสมาชิก แต่สุดท้ายก็เก็บของลวก ๆ ไปเข้าค่าย ได้รู้จักกับเคนโตะคุงเพราะทำกิจกรรมร่วมกัน คุยกันมาเรื่อย ๆ จนสุดท้ายความสัมพันธ์ก็พัฒนาเพราะเคนโตะคุงเอ่ยปากและเขาก็ไม่มีใคร


แต่กับชันโยรุคุงคนที่เป็นเหมือนดอกไม้ไฟในค่ำคืนนี้


คนที่วิ่งเข้าหาทั้งที่ไม่รู้จักกัน ให้ความช่วยเหลือเกินกว่าที่จะคาดคิดได้ ตอนนั้นที่อีกฝ่ายวิ่งเข้ามา เขาเอาแต่ร้องไห้และตะโกนกลับไปว่าจะมายุ่งอะไร แต่พอตั้งใจฟังแล้วก็มองเห็นแต่ความต้องการที่จะช่วยเหลือกัน บอกว่าพายุกำลังจะเข้า ยอมรับว่าตกใจเพราะไม่รู้มาก่อน แต่เขาก็ไม่รู้ว่าจะไปไหนเหมือนกันเพราะไม่มีที่ไป แต่ว่ามันไม่ได้เป็นปัญหาสำหรับชันโยรุคุงเลยสักนิด


คนที่ทำให้เขาได้รู้จักกับคำว่าครอบครัว ทำให้เข้าใจได้ว่าถึงจะมีคนไม่สมบูรณ์พร้อม แต่ความรู้สึกต่างหากที่สำคัญมากที่สุด ถ้าหากความสัมพันธ์ที่มีให้กันคือคำว่าครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นที่ไหนที่นั่นก็คือบ้าน


เขาขอบคุณทุกสิ่งทุกอย่าง ในทุกวินาทีที่เราได้อยู่ด้วยกัน


และเขามีความสุขที่สุด ในทุกช่วงเวลาที่ได้อยู่กับชันโยรุคุง


“เคนโตะคุงนอนรึยัง?”


“ว่าไง?”


“พรุ่งนี้พาไปหาชันโยรุคุงหน่อยได้ไหม?”


“ได้อยู่แล้ว”


แบคฮยอนคงกลับโซลไปไม่ได้ ถ้าเกิดว่าเรื่องที่เกิดขึ้นในคืนนี้ยังไม่ลบล้างออกไปจากหัวใจ


พี่ชายของเขาเคยบอกว่า บนโลกนี้ไม่มีใครเข้าใจเราเท่ากับที่เราเข้าใจตัวเองหรอก เหมือนที่บางเรื่องแบคฮยอนก็ไม่เข้าใจพี่ พี่ก็ไม่เข้าใจแบคฮยอน เพราะฉะนั้นอย่าคาดหวังให้ใครเข้าใจ แต่จงขอบคุณที่เขารับฟัง นั่นก็มากพอแล้ว


ชันโยรุคุงที่ไม่เคยถามอะไรเขาสักอย่าง รอให้เขาเล่าให้ฟังเมื่อพร้อม กับตัวเขาที่สัญญาแล้วไม่เป็นสัญญา ทำไมถึงได้เป็นคนที่แย่แบบนี้นะ


แบคฮยอนยอมรับว่าห่วงเคนโตะคุงเพราะเรารู้จักกันมาก่อน จะบอกว่าไม่คุยเขาก็ทำไม่ได้ แต่ในวินาทีนี้เขากลับก่นด่าตัวเองในใจ ว่าคนที่เขาต้องห่วงใย คนที่เขาต้องให้ความสำคัญที่สุดคือคนที่ไม่เคยทำเขาเสียใจอย่างชันโยรุคุงเลยต่างหาก


แต่เขากลับทำแบบนั้น พูดจาแย่ ๆ กลับไป เอาอารมณ์เป็นที่ตั้งเพราะคิดว่าชันโยรุคุงไม่เคยขาดเหลืออะไร มีสิทธิอะไรมาว่าเขาคนที่ไม่เคยมีความสุขได้ด้วยหรือ


บยอนแบคฮยอน ทำไมถึงนิสัยไม่ดีแบบนี้นะ


อยากจะตีตัวเอง ตีจนกว่าจะรู้สึกว่ามันเจ็บมากพอ


“ไปหาแล้วก็อย่าลืมบอกเค้าว่าชอบล่ะ”


“ทำไมถึงคิดว่าฉันชอบชันโยรุคุงล่ะ?” เขาถามเคนโตะคุงกลับไป ดูท่าคืนนี้เราคงจะนอนไม่หลับเหมือนกัน “ฉันน่ะ


“มันดูออกยากตรงไหนกัน ถ้านายมาเป็นฉันนะ ง่ายนิดเดียว”


“แต่ชันโยรุคุงก็ชอบฉันเหมือนกันเหรอ?”


“อืม โกรธน่าดู ไม่พอใจตั้งแต่ฉันเข้าไปทักแล้ว แต่ก็นะแก้แค้นหน่อยก็แล้วกัน คนที่นายชอบจริง ๆ กับฉันที่นายเห็นว่าเป็นเพื่อน ให้มันโดนซะบ้าง”


“เค้าดีที่สุดเลยนะ” แบคฮยอนมองเพดาน คิดถึงใบหน้าของชันโยรุคุง “เป็นโชคดีในชีวิตของฉัน”



“เป็นคนที่ทำให้ฉันรู้สึกว่าชีวิตยังมีเรื่องดีๆอยู่ ฉันน่ะพอเจอชันโยรุคุงแล้วเหมือนโลกมันเปลี่ยนไป ทำไมฉันถึงได้พูดออกไปแบบนั้นกันนะ”


รอฉันหน่อยนะ รอแบคฮยอนหน่อยนะ ชันโยรุคุง


โชคดีที่สุดในชีวิตของแบคฮยอน


ได้โปรดอย่าเพิ่งจางหายไปเลยนะ

 




 



“ทำไมล่ะ?”


ป้ายหน้าร้านอาหารยุคเก่งที่ยังคงความเป็นญี่ปุ่นในยุคสมัยโชวะนั้นทำให้แบคฮยอนตั้งตัวไม่ถูก การที่สายตามองเห็นคำว่าปิดและร้านที่เงียบสงบในเวลาเก้าโมงเช้านั้นไม่ใช่สิ่งที่คิดเอาไว้เลย


“ไม่อยู่เหรอ?” เคนโตะคุงชะโงกซ้ายขวา ช่วยเขามองว่ามีใครอยู่บ้าง “ไหนบอกว่าน่าจะอยู่ที่นี่”


“ก็ปกติชันโยรุคุงมาทำงานตั้งแต่เช้า จะจอดจักรยานเอาไว้ตรงนี้ แต่วันนี้ไม่มี”


“ถ้างั้นไปที่บ้านไหมล่ะ อาจจะปิดร้านก็ได้ นายบอกไม่ใช่รึไงว่าชันโยรุคุงจะไปส่ง อาจจะรออยู่ที่บ้านก็ได้”


“คงจะเป็นแบบนั้น” แบคฮยอนสังหรณ์ใจไม่ค่อยดี ถึงอยากจะให้มันเป็นไปตามคำที่เคนโตะคุงพูดก็ตาม


เขาจะต้องไปขึ้นรถไฟเพื่อไปโตเกียวเที่ยวสิบโมงสิบนาที ชันโยรุคุงเองก็รู้เพราะเราไปดูตารางเดินรถไฟที่สถานีมาด้วยกัน อาจจะรอเขาอยู่ที่บ้านจริงๆ เป็นช่วงเวลาที่จะได้พูดกันดีๆ ไม่ใช่เหมือนเมื่อคืนที่เขาเองก็ฉุดอารมณ์ตัวเองไม่อยู่ เถียงชันโยรุคุงเหมือนที่เคยเถียงพ่อกับแม่ โดนไล่ออกมาด้วยคำว่าจะกลับโตเกียวแล้วทิฐิก็สูงตามเหมือนตอนที่หนีออกจากบ้านเพื่อมาที่นี่


แล้วก็มาเสียใจทีหลังกับทุกสิ่งที่ทำลงไป


แบคฮยอนรีบตรงไปที่บ้านของชันโยรุคุง บ้านไม้หลังใหญ่ที่อยู่ท่ามกลางชุมชนเงียบสงบ จากร้านอาหารถึงตัวบ้านนั้นไม่ใช่ระยะทางที่ไกลมากนักแต่ก็ต้องใช้เวลา เดินไปได้สักหน่อยเขาก็ได้ยินเสียงเคนโตะคุงตะโกนโหวกเหวกเรียกอะไรสักอย่างก่อนที่จะรถกระบะสำหรับขนของคันหนึ่งมาจอดลงตรงหน้าของเขา เคนโตะคุงรีบเดินเข้าไปหาก่อนจะพูดภาษาญี่ปุ่นรัวเร็วจนเขาฟังไม่เข้าใจ จับใจความได้แค่ว่าจะไปอะไรสักอย่าง จากนั้นก็ฟังไม่ทันเลยสักประโยค


“ขึ้นกระบะเลย เอากระเป๋ามานี่”



“คนรู้จักฉันเอง เดี๋ยวเค้าจะไปส่ง บ้านก็อยู่แถวนั้นเหมือนกัน ไม่ไกลกันมาก”


“ขอบคุณครับ” พอเข้าใจแล้วเขาก็โค้งให้คุณลุงคนที่เป็นคนขับรถ เอากระเป๋าใบโตบนหลังวางลงบนกระบะก่อนจะปีนตามขึ้นไป มองท้องฟ้าสีสวยของเมืองคามากุระอย่างเหม่อลอย ก่อนที่รถจะเคลื่อนตัวออกจากบริเวณที่จอดอยู่


ทะเลที่เห็นในตอนนี้ ไม่สวยเหมือนในวันที่ได้มากับชันโยรุคุงเลย


แบคฮยอนจำได้ว่าในวันนั้นที่ชันโยรุคุงตั้งใจพาเขามาเที่ยวทะเล ให้ยืมเสื้อยืดสีเทาเก่า ๆ  เพราะจะลงไปเล่นน้ำทะเลด้วยกัน ถึงมันจะไม่ได้เป็นทะเลที่สวยเท่าไหร่เมื่อเทียบกับชายทะเลแห่งอื่นของญี่ปุ่น แต่ในวินาทีที่เขาได้ยืนอยู่กับชันโยรุคุง มีแสงสีส้มของพระอาทิตย์เรืองรองอยู่บนท้องฟ้า วิ่งลงทะเลไปพร้อม ๆ กัน ตอนนั้นเขาจำได้ไม่ลืม ความรู้สึกในตอนนั้นงอกเงยขึ้นมาในใจของแบคฮยอน


ชันโยรุคุง ที่รสชาติในชีวิตเป็นเหมือนโทะมาโตะสีแดงสุกงอม


ลึกไป…’ เขาลอยอยู่ในทะเล น้ำเข้าปากแล้วในขณะที่ชันโยรุคุงนั้น ระดับน้ำอยู่เลยอกมาแค่นิดหน่อยเท่านั้น จมแล้ว…’


จมไม่ได้ ต้องบอกว่าลอย ความอบอุ่นในน้ำทะเลไม่เทียบเท่าความอบอุ่นที่ส่งผ่านมือของชันโยรุคุง ขึ้นหลังมาเร็วแบคคุจังเตี้ย สูงไม่ถึงจะดูพระอาทิตย์ตกดิน


ถึง!’


ถ้าถึงก็กินน้ำทะเลไปดูไปก็แล้วกัน


ไม่เอา เอาหลังมาให้ขึ้นนะ ชันโยรุคุง!’


ขี่จักรยานกลับบ้านต้านลมจนสั่นกันไปทั้งคู่ ทั้งเขาและชันโยรุคุงกินยากันคนละสองเม็ด รวมถึงเติมข้าวเพิ่มกันคนละสองถ้วย เพราะการเล่นน้ำนั้นทำให้ใช้แรงไปเยอะและหิวโหยมากกว่าปกติ แข่งกันจามเพราะตากลมกันมา จนคุณย่าต้องต้มยาที่ทำให้ร่างกายอุ่นขึ้นให้ดื่มกันคนละแก้ว หวาน ๆ ขม ๆ ไม่อยากกินก็ต้องกิน ไม่อย่างนั้นจะไม่สบายเอา


“คิดอะไรอยู่? ตาหวานเชียว” เคนโตะคุงมองเขาที่กำลังคิดอะไรไปเรื่อย “ชันโยรุคุง?”


“อื้ม


“อยู่ด้วยแล้วมีความสุขมากเลยเหรอ?”


“มีความสุขมาก ๆ เลยล่ะ”


“ถ้าอย่างนั้นก็รักษาไว้ อย่าทำให้หายไปล่ะ”


หรือจะเป็นตอนที่เขาแกล้งเอาหัวเปียก ๆ ของตัวเองไปนอนบนหมอนของชันโยรุคุง โดนเอาเท้าสะกิดต้นขา หัวเราะออกมาได้ และมีความสุขเหมือนกัน


ไม่เคยได้ใช้ชีวิตแบบนี้เลย


รถกระบะจอดลงบริเวณต้นซอยที่เขาต้องเดินเข้าไปอีกประมาณห้าร้อยเมตร หลังจากกล่าวขอบคุณเขาก็สะพายกระเป๋าขึ้นหลัง เดินไปข้างหน้าด้วยใจที่มุ่งมั่นโดยไม่ได้รั้งรอเคนโตะคุงที่มาด้วยกันเพราะเขาคิดว่ามันไม่จำเป็น ที่อีกฝ่ายมาด้วยก็เพราะห่วงว่าเขาจะหลงทาง ถึงจะเลิกกันไปแล้วและไม่ได้มีความรู้ใด ๆ ในใจหลงเหลือต่อกัน ความเป็นเพื่อนที่มีมาก็ใช่ว่าจะหายไป


ถึงจะจากไปแค่หนึ่งคืน แต่บ้านหลังใหญ่หลังนี้กลับเงียบสงบอย่างน่าแปลกใจ เขาเอื้อมมือไปปลดล็อกกลอนประตูรั้วเข้าบ้าน รวมถึงการส่งเสียงเข้าไปก่อนตัวอย่างที่เคยทำมาตลอดเพราะชันโยรุคุงสอนให้เขาทำแบบนี้ บ้านหลังนี้ไม่มีกริ่งหรือว่าออด เสียงที่ต้องใช้คือเสียงของเขา และการที่ได้เห็นใบหน้าของคุณย่านั้นทำให้เขายิ้มออกมาได้เป็นครั้งแรกของวันนี้


“โอ้ เข้ามาเลยแบคคุจัง ชันโยรุบอกย่าไว้แล้วว่าหนูจะมา” คุณย่ากอดเอวเขา พาเดินเข้าไปในบ้าน ส่วนเคนโตะคุงนั้นบอกว่าจะรออยู่ข้างนอก


“ชันโยรุคุง


“ใช่ ชันโยรุฝากย่าให้บอกหนูว่าวันนี้คงไปส่งไม่ได้แล้ว เพราะว่าซายูริ น้าของเค้าน่ะ ขึ้นมาโตเกียวพอดี เจ้าตัวก็เลยนั่งรถไฟเที่ยวแรกของวันไปโตเกียวแล้วล่ะ ส่วนอีกคู่เขาไปธุระ ยุ่งเรื่องจะสร้างอพาร์ทเมนท์ใหม่น่ะ”


“ไปโตเกียว?”


“ใช่จ้ะ ไปเยี่ยมคุณตาเค้าน่ะ ที่ฟุกุโอกะ ป่านนี้น่าจะรอขึ้นเครื่องอยู่จริงสิ ชันโยรุฝากข้าวกล่องให้หนูไปกินบนรถไฟด้วย เดี๋ยวย่าไปหยิบให้นะ”


แบคฮยอนทรุดตัวนั่งลงที่เบาะลายดอกทัมโปโปะ ลมหายใจที่เข้าออกนั้นติดขัด สมองขบคิดอะไรไม่ได้นอกจากสิ่งที่ได้ยินเมื่อครู่นี้ คุณย่าพูดเหมือนมันเป็นเรื่องธรรมชาติที่เขาต้องยอมรับให้ได้ แต่ว่ามันไม่ใช่แบบนั้น สำหรับเขาแล้วมันไม่ใช่เรื่องที่จะยอมรับได้ง่าย ๆ


ไปโตเกียวตั้งแต่รถไฟเที่ยวแรก จะไปฟุกุโอกะต่อ ไปในที่ที่เขาตามไปไม่ได้ กับคุณน้าซายูริที่ชันโยรุคุงเคยเล่าว่าเป็นคนจริงจังและแสนเจ้าระเบียบ เวลาอยู่ด้วยกันแล้วชันโยรุคุงจะแปลงร่างเป็นไคคุงจนโดนน้าซายูริบ่นเช้าบ่นเย็น แต่ก็นั่นแหละ ตลกดี


ทำไมถึงไม่บอกเขาบ้างล่ะ แค่ข้อความหนึ่งข้อความก็ได้ หรือเพราะว่าเขาไม่ได้บอกเรื่องเมื่อวาน อย่างนั้นใช่รึเปล่า


“ปลาอาจิสี่ตัวเพราะหนูกินจุ” กล่องข้าวสีน้ำเงิน-ขาว-เหลือง ลายโดนัลด์ ดั๊กนั้นทำให้เขายิ้มออกมาทั้งที่แทบจะร้องไห้อยู่รอมร่อ ไปซื้อมาตอนไหนกันนะ “มีมันฝรั่งผัดกับแครอทแล้วก็เต้าหู้ ขวดนี้เป็นซุปซุมะชิ ตอนแรกเห็นบอกว่าจะทำซุปอุชิโอะ แต่กลัวหนูจะกินลำบาก เดินทางปลอดภัยนะจ๊ะ เด็กดี”


“ขอบคุณครับ” เขาก้มหัวจนแทบจะติดกับโต๊ะ “ชะชันโยรุคุง ทำให้ผม


“ร้องไห้แล้วไม่น่ารักเหมือนที่ชันโยรุบอกจริง ๆ ด้วย” มือของคุณย่าเช็ดน้ำตาให้เขา “ชืดไปหน่อยแต่ยังอร่อยอยู่นะ เจ้าหลานชายมันตื่นมาทำตั้งแต่ตี่สี่ หนูก็กินให้อร่อยนะ”


“ผมจะทำอะไรได้บ้างครับ?” แบคฮยอนไม่รู้จริงๆว่าทำอะไรได้บ้าง “ถ้าเกิดว่าอยากจะคุยกับชันโยรุคุงตอนนี้”


“ตอนนี้?”


“โทรศัพท์ของผมโทรไม่ได้ในญี่ปุ่น”


“ใช้โทรศัพท์บ้านก็ได้จ้ะ ตรงนั้น มีเบอร์ใช่ไหม?”


“มะมีครับ ขอบคุณ” มือของคุณย่าลูบหัวเขาเบา ๆ บอกว่าให้คุยกันให้ดีนะ


แบคฮยอนกดเบอร์ของชันโยรุคุงลงบนแป้นตัวเลขของโทรศัพท์ตามที่เขามีบันทึกเอาไว้ หัวใจเต้นช้าราวกับจะหยุดลง เขาคิดอะไรไม่ออกเพราะมันไม่ใช่เรื่องที่เขาคิดว่ามันจะเกิดขึ้นมาก่อน  น้ำตาของคลอเบ้าขึ้นมาอีกครั้งก่อนจะไหลลงมาไม่หยุดเมื่อไม่มีใครรับสาย กดโทรไปใหม่อีกครั้งอย่างไม่ละความพยายาม ถ้าเกิดว่าไม่ได้คุยกันในตอนนี้ เขาคงจะไม่มีโอกาสอีกแล้ว


ปลาอาจิอุตส่าห์มีใจทำให้เขา


บอกลากันด้วยอาหารที่ชอบมากที่สุด


(คุณย่า ขอโทษนะครับ พอดีว่าไปซื้อของให้น้า)


“ชันโยรุคุง” เขากลั้นน้ำตาไม่อยู่ ไม่มีทางที่จะกลั้นมันเอาไว้ได้ “ทำไมทำแบบนี้?”


()


“เราคุยกันมะไม่ได้เลยเหรอ? ”


()


“ทำไมถึงได้ไป ทำไมที่บอกว่าจะจะไปส่งไม่ใช่เหรอ จะไปที่สนามบิน จะจะ


(อย่าร้องไห้)


“จะไม่ร้องยังไง” แบคฮยอนไม่รู้เลยว่าทำแบบนั้นได้ “ไปแบบนี้ไม่เจอแล้ว ทำไม


(ตอนแรกก็ไม่ได้ตั้งใจจะมาหรอก แต่น้าซายูริโทรหาป้า แล้วถ้าเพื่อแบคคุจังแล้ว ฉันจะยอมถอยให้เอง)


“ถอยอะไรถอยไปไหน


(ถึงฉันจะไม่ค่อยเข้าใจความรักมากนัก แต่ฉันก็รู้ว่าเราอยู่ด้วยกันสามคนไม่ได้ ฉันรู้ว่าเค้าต้องสำคัญกว่าอยู่แล้ว กับคนที่มาก่อน ฉันที่บังเอิญได้เจอ ฉันน่ะ)


“สามคนอะไร ชันโยรุคุง!


()


“เรื่องนี้มีแค่ฉันกับกับนาย” แบคฮยอนสะอึกสะอื้น อดกลั้นตัวเองไม่ไหว “กับเค้า เคนโตะคุง เราเป็นเพื่อนกัน แค่เพื่อนที่ฉันพูดออกไปทั้งหมด ฉันขอโทษนะ แต่แต่ฉันทุกคำที่นายว่า ฉันคิดถึงพ่อกับแม่ อารมณ์ไม่ดี ทำใจให้ดีไม่ได้”


(แบคคุจัง)


“มาทีหลัง แต่สำคัญที่สุด ฉันน่ะฉันชอบนายนะ”


()


“ชอบ ไม่ใช่เพราะโชคดี หรือว่าเพราะเป็นเพื่อน แต่เพราะว่าฉันรู้สึกดี ชอบ ฉันถึงจะอยู่ด้วยกันนิดเดียว แต่ฉันรั


(อย่าพูดมันออกมาเลย)



(นายจะไปไหนไม่ได้ ฉันจะไปไหนไม่ได้ เราน่ะฉันหรือว่านาย ช่วงเวลานี้ อาจจะแค่ไม่มีใครเข้ามาทำให้มีความสุข ฉันที่เป็นแบบนี้หรือนายที่เพิ่งเจอเรื่องเสียใจ  เวลาที่ใช่ เวลาที่พอดี บางทีมันอาจจะเป็นแค่ช่วงเวลาหนึ่งที่ทำให้นายรู้สึกดีก็ได้)



(กับเค้าที่เข้ามาในช่วงที่กำลังต้องการใครสักคน ฉันเองก็อยู่ในชีวิตของแบคคุจังในเวลาที่กำลังอ่อนแอเหมือนกัน)  


“คิดแบบนี้ใช่ไหม?” มันเป็นความรู้สึกเจ็บปวดอย่างที่อธิบายออกมาไม่ได้ เจ็บขึ้นมาเหมือนโดนเข็มหนึ่งพันเล่มทิ่มลงในหัวใจพร้อม ๆ กัน “เวลาที่ได้อยู่ด้วยกัน คิดว่าอ่อนแอ อ่อนไหว ชันโยรุคุงก็แค่สงสาร


(ฉันชอบนาย)



(คนแรกในชีวิต ที่ทำให้หัวใจเต้นแรง ฉันน่ะมีความสุขที่สุดเมื่อนายยิ้ม เสียใจที่สุดถ้าทำให้ร้องไห้ ตอนนี้ฉันเอง ก็รู้สึกไม่ต่างกับนายเลย)


“แล้วทำไม


(นายยังมีชีวิตที่ต้องใช้นะ แบคคุจัง)



(ครอบครัว การเรียน ชีวิตที่นายจากมา แต่สุดท้ายมันก็คือสิ่งที่นายต้องกลับไป กับฉันหรือว่าที่นี่มันก็แค่พื้นที่ชั่วคราวที่ทำให้นายสบ)


“อย่าพูดว่าชั่วคราวนะ ฉันน่ะฉันจะไม่มีวันลืมที่นี่ ที่ที่ทำให้มีความสุขที่สุด” เขาไม่เคยคิดว่าที่นี่เป็นที่ชั่วคราว เขาน่ะ”อยากจะอยู่บ้านเดียวกับชันโยรุคุง ไปตลอด”


(ถ้าบางครั้งที่คิดถึงกัน จะโทรมาหาก็ได้)


“ไม่ให้โทรมาทุกวันแล้วเหรอ?” เขาใช้มือซ้ายปาดน้ำตาบนใบหน้า “คาเรหรือเทมปุระ จะทำให้เก่ง


(ขอบใจนะ)


“ฮึก


(กลับไปแล้ว ขอให้โชคดีนะ โชคของนายน่ะยังไม่หมดหรอก เพราะว่าที่ฉันมีอยู่น่ะยกให้)


“ไม่เอาหรอก” เขาทั้งเสียใจ แต่ก็ไม่รู้ทำไมถึงไม่โกรธเลยแม้แต่น้อย “ถึงจะไม่ให้พูดคำนั้น แต่อยู่ที่นี่ห้ามมีใครนะ”


()


“เพราะฉันแล้ว เห็นแก่ตัวมาก แต่ขอให้เป็นคนที่ทำให้ใจเต้นเป็นคนสุดท้ายได้ไหม?”


(พูดอะไรออกมา รู้ตัวไหม?)


“รู้สิ ทำไมจะไม่รู้” เขารู้ดีอยู่แก่ใจว่ารู้สึกอย่างไร เพราะมันไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน “ต่อให้จะเป็นวันไหนในอนาคต ฉันรู้….


(นายไม่รู้หรอก ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกัน)



(วันหนึ่งที่ตื่นขึ้นมา เศรษฐศาสตร์การลงทุนอาจจะน่าสนใจกว่าการเป็นไกด์ก็ได้ คนเราน่ะเกิดมาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลง ฉันเองก็อาจจะเปลี่ยนไปเหมือนกัน)



(ต้องไปแล้วล่ะ  ให้โชคของฉันกับนายครึ่งหนึ่ง จะได้มีเท่ากัน)


“ชันโยรุคุง ชานยอล


(โชคดีนะ บยอนแบคฮยอน)



 




 

(แบบนี้เปื่อยรึยังนะ แต่จะใส่คาเรก้อนแล้วนะชันโยรุคุง ใส่แค่สองก้อน เพราะว่าฉันกินกับพี่น่ะ แล้วก็จะใส่ช็อคโกแลตลงไปด้วยตามที่เมลมาครั้งก่อน แบบนี้ อ่าเริ่มละลายแล้วล่ะ ภาษาญี่ปุ่นของฉันฟังดูเป็นยังไงบ้าง? ฉันน่ะเรียนภาษาญี่ปุ่นเพิ่มเติมสัปดาห์ละสามชั่วโมง เรียนพูดอีกสามชั่วโมงพยายามมาก ๆ จะได้พูดเก่ง ๆ ให้ชันโยรุคุงได้ฟัง แล้วก็ไม่ได้ทำเทมปุระเพราะว่าพี่ซื้อฮารุมากิมาให้ เป็นแบบนี้วันนี้พ่อกับแม่ไม่อยู่ล่ะ ไปเอ๊ะ พูดไปแล้วนี่หน่า แล้วก็นะเสร็จแล้ว!)


“ทำไมไม่ยอมบอก ว่าเจอคนน่ารักขนาดนี้ ขนาดแค่เสียงนะ!


“พูดมากหน่า


“ทีไดสุเกะคุงล่ะเป็นที่ปรึกษา แล้วฉันย่าครับ แหมวันนี้ใสยูกาตะลายวัยรุ๊น วัยรุ่น!


“ไคคุง ใครให้เข้าบ้านมาเนี่ย ฮึ!


ชันโยรุได้แต่ส่ายหน้าเบา ๆ ด้วยรอยยิ้มเมื่อเพื่อนกับคุณย่าเป็นแบบนี้ ก่อนจะเบนกลับมามองจานคาเรสีเข้มเพราะคาเรชนิดก้อนในหน้าจอแล็ปท็อป นึกถึงเสียงของคนที่ตั้งแต่วันนั้นก็ไม่เคยโทรมาหาเขาอีกเลย มีเพียงแค่คลิปวิดีโอทำอาหารไปด้วย บอกเล่าชีวิตประจำวันของตัวเองไปด้วยเดือนละครั้ง และอีเมลยาวเหยียดที่เขาส่งกลับไปทุกเดือน


แต่เขาก็เข้าใจ เพราะเขาเองก็กำลังตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน


ชั่ววูบหรือจริงจัง เราเองก็อยากจะพิสูจน์ อยากจะเข้าใจในความรู้สึกของเราทั้งคู่เหมือนกัน


“นิวากะอ่ะ อยู่ไหน?” ไคคุงถามหาของฝากจากฟุกุโอกะ บ้านเกิดที่เขาไปอยู่นานถึงสามเดือน แต่พอได้กลับมาอยู่ที่คามากุระในช่วงเวลาที่เท่ากัน เขาจึงได้รู้ว่าคิดถึงที่นี่แทบขาดใจ อย่างน้อยก็มีคุณย่าที่ทำกับข้าวอร่อยที่สุด ไม่ใช่น้าซายูริที่หุงข้าวยังไม่ได้ เป็นผู้หญิงที่จริงจังกับเรื่องงาน คนที่ทำงานบ้านจึงกลายเป็นน้ายูอิจิ คนที่เข้ากับเขาได้เป็นปี่เป็นขลุ่ยเพราะนิสัยเหมือนคุณแม่ของเขา ถึงจะเป็นผู้ชายก็ตามที “จากะ ฮกโคริด้วย เอามาเดี๋ยวนี้”


“มีแค่นิวากะ ของกินส่งไปให้แบคคุจังกับไดสุเกะคุงหมดแล้ว ส่วนของนายจะกินอะไรล่ะ ข้าวเย็น เดี๋ยวทำให้กิน”


“นี่ฉันเป็นเพื่อนนายรึเปล่าเนี่ย!


“มีนิวากะ เซมเบ้อยู่ เดี๋ยวเอาไว้ไปหาให้ แต่ไม่แน่ใจนะ”


“นัมบัง วันนี้จะกินอาจิซอสนัมบัง!


“เออ จะเสียงดังทำไมล่ะ


หลังจากกลับมาจากฟุกุโอกะได้หนึ่งอาทิตย์ เขาก็ไปหากล่องใหญ่ ๆ สำหรับใส่ของเพื่อที่จะส่งไปเมืองโซล ที่เกาหลีใต้ มีทั้งยูกาตะที่คุณย่าตัดให้แบคคุจัง โชยุขวดเล็กที่ที่บ้านของเขาหมักเอง รวมถึงขนมสารพัดที่เขาซื้อมาจากฟุกุโอกะ ทั้งเมนไทโกะ เมมเบ้ โนริกุโระ ฮากาตะ ฮานามิ สารพัดของแห้งที่พอจะส่งไปให้ได้ หนึ่งเดือนต่อมาเขาก็ได้รับทั้งวิดีโอฝึกทำคาเรครั้งที่สี่ และกล่องกระดาษลูกฟูกกล่องใหญ่ห่อหนาแน่นที่มาจากโซล พอแกะดูแล้วอ่านไม่ออกเลย


อันนี้เอบิ ป้าลองชิมหน่อย เขาเองก็ชิม แต่ไม่อยากกินคนเดียว อันนี้อะไรเนี่ย…’


“ปิดเทอมหน้าร้อนไปหาไดสุเกะคุงกันไหม?”


“คงจะไม่ได้ ต้องทำงาน” ชันโยรุไปไม่ได้ “แต่เห็นบอกว่าจะกลับมานี่?”


“ฮะ? จะกลับมา?” ไคคุงทำถ้าจะเขวี้ยงแก้ว “ฉันไม่รู้อีกแล้ว! คนอุตส่าห์อยากจะไปเยี่ยม!


“ไปเที่ยวน่ะสิไม่ว่า กินเสร็จแล้วเอาแก้วไปล้างด้วยนะ” เขาบอกเพื่อน ก่อนจะเปิดหน้าต่างสำหรับเขียนอีเมลขึ้นมาเพื่อพิมพ์มันส่งกลับไปให้แบคคุจัง


ถึงจะรู้สึกแต่เขาจะไม่มีวันพูดออกไปผ่านสิ่งที่เรียกว่าเทคโนโลยีหรอก เพราะมันก็ส่งผ่านได้แต่คำพูด ส่งความรู้สึกในใจของเขาไปด้วยไม่ได้


ยิ่งห่างกันมันก็ยิ่งมากขึ้น ไม่มีวี่แววว่าจะลดลงเลยสักนิด


สิ่งที่อยู่ในใจของชันโยรุคุงคนนี้


“โอ๊ย เบื่อคนมีความรัก!” ไคคุงใช้เบาะลายดอกอาสะกะโอะหนุนหัว กลิ้งไปมาบนพื้น “เพื่อนอยู่ตรงนี้ยังไม่สนใจ!


“ก็อยู่มาตั้งแต่เกิด ไม่เคยจะไปไหนสักที”


“ดี! นายนี่มันดีจริงๆ!


เพื่อนของเขาลุกขึ้นจากพื้น เดินเอาแก้วที่ตัวเองเอาน้ำอะไรมากินก็ไม่รู้ไปล้าง ก่อนจะกลับออกมาพร้อมกับถุงขนมภาษาเกาหลีของฝากจากแบคคุจังที่เขายังกินไม่หมด พอเห็นแล้วก็สั่งให้มันกินน้อย ๆ เพราะว่าเขาหวงของ แต่อย่างอื่นที่ไม่ใช่ภาษาเกาหลีกินได้ อันนั้นเขาซื้อมาเอง


“ว่ายังไงบ้าง ถ้าเกิดว่านายเป็นฉัน” เขาพิมพ์อีเมลไปได้แค่ครึ่งหนึ่งก็ละความคิดออกจากมัน หันมาคุยกับเพื่อนที่นั่งเคี้ยวคาลบี้อยู่ข้าง ๆ “คิดแล้วมันยากชะมัด”


“มันจะไปมีอะไรยากล่ะ?” ไคคุงถามกลับมา “อืมเคยคิดว่าจะได้เจอกันไหม? ก็ไม่ แล้วจะต้องไปคิดอะไร ก็ปล่อยให้มันเป็นไป”


“แล้วถ้าวันนึงมันไม่ได้เป็นอย่างที่คิดล่ะ ไม่ใช่เรื่องที่ดี”


“ไม่รู้สิ ยังไม่มาถึงก็ไม่เห็นต้องคิดเลย อยู่กับปัจจุบัน สำคัญที่สุด” ไคคุงยักไหล่ “อยู่กันคนละประเทศยังได้มีโอกาสเจอกัน ชอบกันทั้งทีจะปล่อยไปเพราะคิดว่ามันยาก ถ้ามองย้อนกลับมาแล้วจะไม่เสียใจก็แล้วแต่ เหมือนที่ไดสุเกะคุงไปเรียนต่อไง ที่มันบอกว่าตอนนี้ไม่อยากไป แต่ถ้าตอนอายุสามสิบอาจจะเสียใจ เพราะฉะนั้นก็ไปดีกว่า”


“นั่นสินะ” ชันโยรุก็คิดแบบนั้น “แต่มันขึ้นอยู่กับเค้ามากกว่า อย่างที่เคยเล่าให้ฟังนั่นแหละ”


“แค่อารมณ์อ่อนไหว”ไคคุงจำสิ่งที่เขาเล่าได้ “แต่ไม่รู้สิ ฉันไม่รู้ ไม่มีความรัก มันยากจะตาย มีไปก็เป็นแบบนี้!


“แต่มันมีความสุขมากเลยนะ ในแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน”


“ไม่ต้องมาพูด!


ไม่ได้เจอกันหกเดือนแล้ว เป็นอย่างไรบ้างนะ


จะอ้วนขึ้นหรือผอมลง สบายดีหรือเศร้าใจ มีความสุขหรือกำลังเจอเรื่องทุกข์ยาก


ยังคาดหวังว่าเขาจะไม่มีใคร เหมือนที่เขาเอง ถึงแม้จะไม่ได้พูดออกไป แต่ก็หวังว่าแบคคุจังจะไม่มีใครเหมือนกัน


หวังว่าจะมีเขาอยู่ในใจบ้าง


เพียงแค่เสี้ยวเดียวของความหวังที่เขามี


ก็ดีใจเกินกว่าหาใครหรือสิ่งไหนมาเทียบได้แล้วล่ะ



 




 

ปลาอาจิที่กำลังเดือดอยู่ในน้ำมันสีเหลืองทองนั้นทำให้ชันโยรุยิ้มออกมาได้


ที่จริงเขาก็ยิ้มตั้งแต่ในวันเกิดอายุครบยี่สิบสองปี วันนั้นเป็นวันที่คุณลุงให้เขาได้ลองทอดปลาให้ลูกค้าทานเป็นครั้งแรก พอทอดแล้วก็ไปแอบดูว่าสีหน้าลูกค้าเป็นอย่างไร พอเห็นแล้วเขาก็ดีใจที่สุด


เขาเลยได้ทอดปลาในช่วงเช้าที่ลูกค้ายังไม่เยอะมาก ผลัดมาแล่ปลาในตอนบ่ายในช่วงที่คนเยอะอย่างที่สุด การทำงานนั้นต้องค่อยเป็นค่อยไป ก้าวเล็ก ๆ ในการทำอาหารของเขานั้นเกิดขึ้นทุกปี ปีหน้าจะต้องเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่ให้เขาต้องร้อง ว้าว กับตัวเองแน่ ๆ เขาจะเฝ้ารอวันเกิดของตัวเองอย่างใจจดจ่อ มีความสุขให้มากขึ้นทุกปีที่ยังมีชีวิตอยู่


“ลุงครับ ปลาอาจิสิบตัว กลับบ้าน” เขาออกมารับหน้าที่ดูแลลูกค้าในตอนบ่ายสามโมง เช็ดโต๊ะเช็คเครื่องปรุงไปเรื่อยเปื่อย “แล้วก็ชุดสตูว์เพิ่มข้าวสองชุด ยินดีต้อนรับครับ เชิญนั่งเลยครับ!


“ชันโยรุคุงอยากได้จักรยานใหม่รึเปล่า เมื่อเช้าเห็นทำอะไร


“อ๋อ โซ่มันหลุดเฉย ๆ ครับ ไม่ได้มีปัญหาอะไร” ชันโยรุยิ้มให้คุณป้าที่ถามไถ่กัน “อยากได้หนังสือใหม่มากกว่า”


“เอาบัตรไปสิ แบบที่เราทำอะไร ป้าก็ไม่รู้” คุณป้าบอกให้เขาใช้วิธีที่ชอบทำ ที่ตัดเงินผ่านบัตรทางอินเทอร์เน็ต ให้ของมาส่งที่บ้าน “จะซื้อกี่เล่มก็ซื้อมา ถ้าเป็นหนังสือป้าจะซื้อให้”


“คุณตาส่งของมาให้ ลุงแกะรึยังครับ?”


“ของเรานี่ ไปแกะเองสิ”


“ของผมที่ไหน บนกล่องเป็นชื่อลุง” เขาพูดเสร็จแล้วก็เดินไปรับเมนู “รับอะไรดีครับ?”


ปลาอาจิซอสสี่ที่และสตูว์ชามพิเศษจึงถูกเพิ่มให้ป้ากับลุงได้ทำให้ลูกค้าที่เพิ่งเข้ามาใหม่ในบ่ายวันนี้ เขาเองก็เข้าช่วยห่อปลาอาจิสิบตัวกลับบ้านให้ลูกค้าที่มารออยู่ คงจะนำไปเป็นกับข้าวมื้อเย็นให้ครอบครัว โค้งขอบคุณเพิ่งส่งลูกค้าให้ออกจากร้านอย่างปลอดภัยและมีความสุข


“ชันโยรุ เติมโชยุเสร็จรึยัง?”


“เรียบร้อยแล้วครับ เต็มแล้วทุกโต๊ะ” เขาเช็คขวดโชยุดีแล้ว “แล้วยินดีต้อน


ใบหน้าที่ได้เห็น ทำเอาเสียงที่กำลังจะเปล่งออกมาหายลงไปในลำคอ


จำได้ดี...ไม่ว่าจะเป็นส่วนไหน เขาก็จำได้ทั้งนั้น


ผมสั้นขึ้นกว่าครั้งที่แล้วที่ได้เจอ นอกจากนั้นไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปเลย แม้กระทั่งรอยยิ้มที่ส่งมาให้เขาก็ยังสดใสมากที่สุด


“แบคคุจัง!


“สวัสดีครับ!” คนที่เปิดประตูเข้าร้านมาโค้งให้กับคุณลุงคุณป้าของเขา รวมถึงตอบรับเสียงทักทายของคุณป้าด้วย


“เอาอะไรมาเยอะแยะลูก ข้าวของเต็มสองมือชันโยรุก็เอาแต่ยืนนิ่ง ช่วยเพื่อนหน่อยสิ”


“เอ่อเอามาสิ เดี๋ยวเอาไปเก็บให้”


“อืม ขอบใจนะ” แบคคุจังที่ครั้งนี้กระเป๋าสองใบยื่นกระเป๋าที่ถืออยู่ให้เขา พอบอกให้ส่งกระเป๋าที่หลังมาด้วยเจ้าตัวก็ส่ายหน้า บอกว่าจะเดินตามเขาเข้าไปข้างใน 


“มาไม่บอกอีกแล้วใช่ไหม ชันโยรุไม่เห็นพูดอะไรเลย”


“ครับ ไม่ได้บอกอะไร” แบคคุจังยิ้มให้คุณป้าของเขา “ตอนแรกจะไปที่บ้าน แต่คิดว่าแวะมาที่นี่ก่อนดีกว่า มาช่วยงานแล้วค่อยกลับพร้อมชันโยรุคุงก็ได้ครับ”


“พูดญี่ปุ่นเก่งขึ้นเยอะเลยนะ”


“ครับ ผมเรียนหนักมากเลย” แบคคุจังโค้งให้คุณลุง “ผมคิดถึงมาก ๆ เลย”


“ป้าก็คิดถึงเรา เห็นโทะมาโตะต้นเบ้อเริ่มหลังบ้านแล้วคิดถึงเราทุกที ชันโยรุรดน้ำไม่ขาด โตเท่ารั้วบ้านแล้ว”


“ขอบใจมากนะ ชันโยรุคุง”


“อืม” เขาตอบก่อนจะเปิดประตูห้องเก็บของเล็ก ๆ ที่อยู่หลังร้าน แทรกตัวเข้าไปด้านในเท่าที่พื้นที่จะอำนวยเพื่อเอากระเป๋าของแบคคุจังไปวางไว้สุดกำแพง ไม่ให้เกะกะขวางทาง ถึงจะได้ยินเสียงหัวใจอยู่คนเดียวแต่เขาก็รู้ว่ามันเต้นแรงขนาดไหน เขาเองก็ลืมเสียสนิทว่าการปิดภาคเรียนนั้นวนมาถึงอีกครั้งในรอบปี ทั้งที่ไคคุงนอนตบพุงตัวเองอยู่ที่บ้าน เขาลืมไปได้อย่างไรว่าแบคคุจังเองก็ปิดเทอมเหมือนกัน ไดสุเกะคุงก็จะมาอาทิตย์หน้าแล้ว และ


“ชันโยรุคุง


“อะเอ้อ ปิดเทอมสินะ?” เขาพูดไม่ถูกเลย ยังตั้งสติไม่ทันเมื่อเห็นแบคคุจังเดินตามเข้ามาในห้องคับแคบนี่ “พักที่ไหนล่ะ?”



สีหน้าของแบคคุจังที่หมองลงทำให้เขารู้ตัวว่าพูดอะไรผิดไปแล้ว


“คือฉัน


“ชันโยรุคุงไม่อยากเจอกันใช่ไหม? ไม่ดีใจที่ได้เจอกันเลย”


“ไม่ใช่แบบนั้น”


“ฉันตั้งใจว่าจะมาพักด้วย แต่มันคงไม่มีที่สำหรับฉันแล้ว


“แบคคุจัง เดี๋ยวก่อน” เขาพูดขัดคนที่เริ่มจะพูดจาตัดพ้อกันไปไกล ขึ้นไปถึงซัปโปโร “ขอโทษ ตื่นเต้นน่ะ พูดจาผิดไปหมด”



“ฟุตงยังอยู่ ยังเป็นของนาย โทมาโตะสี่ต้นก็เหมือนกัน เกือบจะตายตอนหน้าฝนแต่ก็รอดมาได้ เพราะคิดถึงเจ้าของ”


“อื้อ


“ยินดีที่ได้เจอกันอีกครั้งนะ แบคคุจัง”


พูดญี่ปุ่นเก่งขึ้นเยอะ เทียบกับปีที่แล้วไม่เห็นฝุ่น


ฟังที่ลูกค้าพูดเข้าใจ ท่าทางคล่องแคล่วว่องไว หยิบจับอะไรถ้าหาไม่เจอก็ ชันโยรุคุง ๆๆๆ เขาเองก็เป็นคนไปหาให้ ไม่ได้เกี่ยงหรอกแต่พอเห็นแล้วมัน


คิดถึงมากจริง ๆ   


“ชันโยรุคุง”


“หืม?”


“ไม่มีอะไร” แบคคุจังส่งยิ้มให้เขา “อยากเรียกเฉย ๆ”


“อะไรล่ะ


“ทำไมล่ะ เรียกไม่ได้แล้วเหรอ?”


“ทำไมจะเรียกไม่ได้ล่ะ แต่มาบอกว่าอยากเรียก


“ก็อยากเรียกไม่มีคนขานรับ ตั้งเป็นปี”


“ตัดพ้อเก่ง ไม่มีสาขานี้นะในโอลิมปิก ยกปลาไป โต๊ะสิบสอง”


“แซวเก่งเหมือนเดิมเลย!


แหย่แล้ว แกล้งแล้วก็ยังน่ารักเหมือนเดิม


ช่วงเย็นของวันนี้เขาไม่ได้มือเป็นระวิงเหมือนทุกวันที่ผ่านมา เพราะมีผู้ช่วยที่ฝึกงานตั้งแต่ปีที่แล้ว เพิ่งได้มาทำจริงจังในปีนี้นั้นมือระวิงแทนเขา พอลูกค้าเรียกเขาเองกำลังจะก้าวไป แต่ก็ไม่ทันแบคคุจังที่แทบจะวิ่งไปก่อน หน้าที่ของเขาเลยอยู่หน้าร้าน รวมถึงต้องรับมือกับเพื่อนซี้ที่โดนแม่ใช้ให้มาซื้อสตูว์กลับบ้านสามที่ แต่ว่ามีเพียงพอให้เพื่อนเขาแค่สองที่เท่านั้น เลยได้ปลาอาจิอีกเซ็ตหนึ่งไปแทน


“ทำไมมายืนหน้าร้าน? คุณดูแลลูกค้าเหรอ?”


“เออ ยืนรอข้างนอกนะ เป็นเพื่อนกันต้องยืน”


“เอานัมบังนะ ปลาอ่ะ ฉันจะเสียงใครน่ะ?!


“สามที่เชิญครับไม่รู้สักเรื่องเถอะ ยืนอยู่ไค!


เพื่อนของเขาโผล่หน้าเข้าไปก่อนตัว เห็นคนที่วิ่งวุ่น ๆ อยู่ในร้านแต่ก็แสนสดใส ในมือถือกระดาษจดภาษาเกาหลี แต่พูดภาษาญี่ปุ่นกับคนทั้งร้าน


“พนักงานใหม่? รับพนักงานแล้ว?”


“เออ รายวัน”


“น่ารักจัโอ๊ย ตบหัวทำไม!