(exo) SF/OS|Fill your heart with my DAISY ❁ Chanbaek

ตอนที่ 26 : - i'm in love with you

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 43,017
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2,836 ครั้ง
    15 ธ.ค. 61













I'm in love with you
all I see is you, baby

CHANBAEK












บยอนแบคฮยอน กินข้าวกับไฮโซสองต่อสอง ปฏิเสธ แค่เพื่อน

บยอนแบคฮยอนกับทริปชายหาด พร้อมนายแบบ เพื่อนสมัยเด็ก

บยอนแบคฮยอนกับเจยูล นักร้องชื่อดังในภัตตาคารหรู อ้าง ไม่สนิทกัน แต่มาเป็นกลุ่ม

บยอนแบคฮยอนกับหนุ่มปริศนากลางผับใจกลางเมือง บอกว่า เพื่อนสนิท !

 

โว๊ย !


น้องแบคขา ใจเย็นๆนะคะ เจ๊จะว๊าย !

 

จุนมยอนก้มหลบนิตยสาร gossip ดาราที่ถูกเขวี้ยงมาตรงหน้าได้อย่างทันท่วงที เขาหอบหายใจเพราะความเป็นห่วงดั้งจมูกที่เสริมมาแพงของตัวเอง รวมถึงเหลือบมองดาราในสังกัด ลูกรักนัมเบอร์วันของเขาที่ทำหน้าเหมือนอยากจะฆ่าใครสักคน ทั้งใบหน้าที่บิดเบี้ยวเพราะความโกรธจัด มือที่กำแน่นเพราะต้องการจะข่มอารมณ์ตัวเองไว้ ไม่ให้ความรู้สึกมันถูกแสดงออกมามากกว่านี้

 

น้องแบคฮยอนขา เชื่อเจ๊นะคะ เรามาช่วย—”


ถามจริง !?”


ค่ะ ถามเจ๊มาได้เลยค่ะ


แม่งไม่เคยมีเพื่อนกันรึไง ที่บ้านโดดเดี่ยวหรือตั้งอยู่เหนือสุดแดนเกาหลีใต้ ถึงได้เขียนข่าวอะไรแบบนี้ !แบคฮยอนสะกดกลั้นอารมณ์ด้วยการถอนหายใจยาวเกือบห้าวินาที มันไม่เคยมีเพื่อนรึไง ?!”


เจ๊ว่าเค้ามีค่ะ แต่เพื่อนอาจจะไม่เยอะเหมือนน้องแบคฮยอนก็ได้นะคะจุนมยอนไม่รู้จะตอบยังไง คำตอบที่คิดว่าใช้ได้มันไม่เคยใช้ได้เลยเมื่อเวลาผ่านไป เพราะลูกรักของเขาจะตอบกลับมาว่าครั้งที่แล้วเจ๊ก็พูดแบบนี้ ! เจ๊ว่าเราเงีว๊ายยย ! วางแจกันลงเถอะนะคะน้องแบคฮยอน แจกันเจ๊ราคาห้าแสนสี่หมื่นวอน ส่วนทีวีนี่ล้านวอนขึ้นนะคะ !

 

มือของแบคฮยอนที่ถือแจกันลายครามลวดลายสวยงามนั้นง้างขึ้นเหมือนเตรียมตัวจะปล่อยความโกรธไปกับข้าวของในห้อง จากการคาดการณ์ด้วยสายตาแล้วพบว่าทีวีนั้นอยู่ในรัศมีของการระบายอารมณ์ครั้งนี้แน่นอน

 

น้องแบคฮยอนขา เจ๊เพิ่งซื้อทีวีมาใหม่


“...”


น้องแบคฮยอนคะ ได้โปรดค่ะน้องขา...


เฮ้อ...แจกันในมือถูกวางลงที่เดิม ขอโทษนะเจ๊ ผมโมโหไปหน่อย


ไม่เป็นไรค่ะจุนมยอนไม่ว่าอะไร เขารองรับอารมณ์ของน้องแบคฮยอนได้เสมอ เพราะสิ่งที่น้องแบคฮยอนโมโหร้ายใส่ไม่ใช่เขา ไม่เคยเป็นเขาเลย เดี๋ยวเจ๊จะเคลียร์ข่าวให้นะคะ...


ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวผมจัดการเอง


จัดการเองเหรอคะ...หน้าขาวๆของผู้จัดการคิมจุนมยอนซีดหนักกว่าเก่า “เจ๊ว่าเจ๊...


ผมจัดการได้ !แบคฮยอนลุกขึ้นจากโซฟาด้วยสีหน้ามาดมั่น


ไม่ค่ะ เจ๊ว่าไม่ได้...หน้าจุนมยอนซีดเป็นกระดาษเอสี่ฟอกสี น้องคะ...


เจอกันพรุ่งนี้เก้าโมง บวกลบสิบนาทีครับ


น้องแบคฮยอนคะ...น้องแบคคะะะ !

 

มองสีหน้าที่เดินมาดมั่นออกจากห้องไปก็รู้ว่ากดอารมณ์โกรธเอาไว้เต็มที่ เตรียมไประเบิดที่ไหนเขาก็รู้ เราต้องเตรียมตั้งรับสถานการณ์ ต้องตั้งรับสถานการณ์ !

 

มือขาวซีดเหมือนกับหน้ากดหารายชื่อในโทรศัพท์ด้วยมือสั่นๆ ของตัวเอง เพราะต้องควบคุมความรู้สึกหวาดกลัวกับสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นต่อจากนี้ มันจะต้องเกิดขึ้นแน่ๆ และเราต้องเตรียมตัวให้พร้อม เรื่องจะต้องไม่แดง ถึงแม้ว่าเราจะบุกดงนักข่าว ใครก็จะไม่รู้ทั้งนั้น !

 

ฉุกเฉินค่ะอิโด ฉุกเฉิน แบคฮยอนกำลังไป !

 

บยอนแบคฮยอนเหยียบคันเร่งรถเหมือนในรถมีผู้ป่วยใกล้ตายอยู่ในนั้น มือทั้งสองข้างกำพวงมาลัยรถแน่น สายตาจับจ้องไปบนท้องถนนที่มีรถวิ่งอย่างขวักไขว่ ในใจลุกเป็นไฟเหมือนมีใครเอาอะไรมาสุมอก เขาทั้งโกรธทั้งเกลียดการเขียนข่าวที่ทำให้เรื่องจริงบิดเบือนไปจนเหมือนว่าเขาพูดเรื่องโกหก ทั้งที่ความจริงมันก็คือความจริง เขาไม่เคยโกหกใคร เพื่อนก็คือเพื่อน คนเขียนมันไม่มีเพื่อนรึไงวะ

 

แต่สิ่งที่หน้าหงุดหงิดกว่าก็คือคนที่ต้องอ่านกรองสกู๊ปข่าวเพื่อตรวจสอบเรื่องต่างๆ มันปล่อยเรื่องไม่จริงแบบนี้สู่สายตาประชาชนไปได้อย่างไร

 

แต่เรื่องของวงการสื่อเป็นสิ่งที่เขาเลิกค้นหาคำตอบไปนานแล้ว เลิกหาไปตั้งแต่ปีก่อนที่เขาได้รู้ว่าไอ้แก่ตัณหากลับนี่มันเป็นคนทุเรศแค่ไหน วันๆคิดแต่เรื่องอกุศล เขาเกลียดสายตาไอ้แก่นี่ที่สุดเลย เหมือนมันจ้องจะตะครุบเขาทุกครั้งที่หันหลังให้ วิตถาร !

 

เขาเลี้ยวหักศอกเข้าตึกสูงระฟ้าด้วยอารมณ์ที่เหมือนภูเขาไฟเตรียมปะทุ ขับตรงเข้าไปจอดที่ด้านหลังตึกที่ไม่ค่อยมีรถมากนัก เขารู้ดีว่าคนรักษาความปลอดภัยที่วิ่งตรงมาด้านหลังนั้นตั้งใจจะห้ามเขาไม่ให้เข้าไปในตัวตึก เพราะการที่เขาขับรถเหมือนจะพุ่งชนที่กั้นเข้าให้นั้นทำให้รู้ว่าไม่ได้มาดีแน่

 

เข้าไม่ได้นะครับ ต้องมีบัตรหรือไม่ก็ต้องเข้า—”


ถอยไป !


คุณครับ เข้าไม่ได้จริงๆ—”


หยุดๆ นี่แขกของผม !

 

ผู้ชายร่างเล็กเจ้าของใบหน้ากลมรวมถึงดวงตาโตๆ วิ่งกระหืดกระหอบออกมาจากประตูด้านหลังของตึกแห่งนี้ วิ่งตรงเข้ามาหาเขาก่อนจะโค้งหัวแทบติดเข่า

 

คุณหนูเชิญข้างในก่อ—”


อย่ามาเรียกฉันว่าคุณหนูนะ !


เอ่อ บอสสั่งให้เรียก...


เงียบไปเลย !เขาหงุดหงิดเต็มทน ก้าวเท้าเดินเข้าด้านหลังตึกที่ตรงสู่ลิฟต์ของผู้บริหาร แต่ก็โดนขวางเอาไว้อีกครั้ง


คุณแบคฮยอนครับ บอสไม่อยู่ครับ มีนัดพบ—”


อย่า-มา-โก-หก !

 

แบคฮยอนตะโกนใส่เลขาตัวดีที่ปกป้องบอสเหมือนเป็นพ่อคนที่สองของตัวเอง เขารู้ว่ารองประธานฝ่ายสื่อของปาร์คกรุ๊ปนั้นไม่มีทางไม่อยู่ที่นี่หรอก ไม่ที่ห้องของตัวเองก็ห้องประชุมที่ไหนสักแห่งในตึกนี้

 

คุณแบคฮยอนครับ บอสไม่อยู่จริงๆ ถ้าคุณจะมาเพราะเรื่องข่าวในหน้าเว็บไซต์ หน้าเพจ หน้าหนังสือพิมพ์ หรือในนิตยสาร รบกวนติดต่อฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์แล้วรอพบรองผู้จัดการฝ่ายนะครับ ยังไงเรื่องก็ถึงบอสเหมือนกัน


นี่นายยั่วโมโหฉันอยู่รึเปล่า โดคยองซู ?”


ไม่นะครับ ผมแค่...แค่พยายามหาทางที่ดีที่สุด

 

โดคยองซูเลิกลั่กเมื่อถูกคุณแบคฮยอนจับจ้องอย่างมีเลศนัย ก่อนที่จะก้าวถอยหลังหนีคุณแบคฮยอนที่ก้าวเข้ามาหาเขาพร้อมกับแยกเขี้ยวที่มาในรูปแบบของสิ่งที่เรียกว่ารอยยิ้มให้

 

โดคยองซู...


คะ...ครับคนตอบสะดุ้งเมื่อโดนจับหมับเข้าที่แขน


ขึ้นไปห้องท่านรองประธานด้วยกันนะ ฉันจะนั่งรออยู่หน้าห้อง จะไม่โวยวาย ไม่วิ่งเข้าไป ไม่ทำอะไรทั้งนั้น


คุณหนูครับ ได้โปรด...คยองซูโดนลากไปที่ลิฟต์ของฝั่งผู้บริหาร ห้ามก็ไม่ได้เพราะกลัวโดนฆาตกรรม


รบกวนเธอไปถามบอสของเธอ ว่าจะให้บยอนแบคฮยอนเข้าพบได้ไหม ถ้าไอ้แก่นั่นมันบอกว่าให้ไล่มันไป ฉันก็จะยอมกลับแต่โดยดี แต่ถ้า...แบคฮยอนฉีกยิ้มในแบบที่ทำให้คยองซูกลัวจับใจ มันบอกว่าให้หนูจ๋าของป๋าเข้ามาได้เลยจ้ะ เธอก็ต้องให้ฉันเข้าไป


มะ...ไม่ได้...


อะไรนะ ?!”


ได้ครับ !

 

โดคยองซูใช้บัตรของตัวเองเสียบเข้าไปในช่องเสียบบัตร ก่อนจะกดลิฟต์เพื่อไปยังชั้นยี่สิบเอ็ดซึ่งเป็นชั้นที่ห้องของรองประธานฝ่ายสื่อหรือว่าบอสของตัวเองตั้งอยู่ ฝ่ามือทั้งสองข้างของเลขาคนนี้กำลังชื้นไปด้วยเหงื่อ แขนที่โดนจับไม่ปล่อยนั้นก็แข็งจนขยับไม่ได้ ไม่รู้ว่าควรจะทำอะไรนอกจากร้องไห้ในใจดี

 

รู้ทั้งรู้ว่าบอสจะบอกว่าอะไร โดคยองซูคนนี้ทำไมโชคร้ายขนาดนี้นะ มีเวลาเตรียมตัวตั้งสิบห้านาทียังใช้ได้ไม่คุ้มค่า หาวิธีการมาห้ามคุณบยอนแบคฮยอนไม่ให้เจอบอสไม่ได้

 

ต้องโทรบอกให้เตรียมรถเอาไว้แล้วล่ะ เผื่อบอสหัวแตก เขาจะได้พาไปส่งโรงพยาบาลทันก่อนที่เลือดจะหมดหัวตายแบบที่คุณแบคฮยอนแช่งบอสไว้ครั้งที่แล้ว

 

เอาเลือดหัวออกบ้าง เผื่อเรื่องลามกจกเปรตมันมันจะออกไปด้วย !

 

สิ้นสุดประโยคนั้นเขาก็ต้องไปหามบอสออกมาอย่างทุลักทุเลเพื่อพาไปเย็บแผลที่โรงพยาบาล คุณแบคฮยอนเองก็ขับรถตามมาด้วยแต่บอสไม่รู้หรอก เพราะคุณแบคฮยอนมาจ่ายค่ารักษาพยาบาล มาฟังหมอบอกว่าเย็บสามเข็มแล้วก็ไป ทิ้งท้ายไว้ว่าคราวหน้าจะทำให้เย็บสามสิบถ้ายังไม่เลิกลองดี

 

คราวหน้าก็คือคราวนี้ มันถึงคราวที่บอสของคยองซูจะได้นอนโรงพยาบาลหนึ่งคืนแล้วใช่ไหม

 

เข้าไปสิแบคฮยอนทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาก่อนจะแย้มยิ้มแบบที่ทำให้กลัวจับใจให้คยองซู ฉันจะรออยู่ตรงนี้


คุณแบคฮยอนครับคยองซูน้ำตาตกใน อย่าทำอะไรบอสเลยนะครับ ถึงบอสจะเป็นไอ้แก่วิตถารแต่บอสก็—”


เข้าไป !!!


ครับ !!!

 

คยองซูเคาะประตูห้องสามทีตามมารยาทก่อนจะเปิดประตูเข้าไปหาบอสของตัวเองที่กำลังตั้งใจอ่านเอกสารตรงหน้า เจ้านายของเขาเป็นคนตั้งใจทำการทำงาน ไม่เคยมีปัญหาอะไรให้เลขาอย่างเขาต้องปวดหัวเลยสักครั้ง วันนี้จะทานอะไรมีธุระด่วนแบบไหนก็ไม่เคยทำให้เขาเดือดร้อนไปด้วยทั้งนั้น

 

ยกเว้นเรื่องของคนที่กำลังนั่งรออยู่นอกห้องตอนนี้...

 

“...บอสครับ


ผมกำลังจะเรียกคุณพอดี รบกวนคุณเรียกผู้จัดการฝ่ายผลิตมาพบผมทีนะ บอกให้เอาเอกสารรายการ—”


คุณแบคฮยอนมาขอพบครับคยองซูบอกเจ้านายที่เงยหน้าขึ้นมาทันที ตอนนี้รออยู่ข้างนอก


หนูจ๋ามาเหรอ ?” บอสของคยองซูวางปากกาก่อนจะลุกขึ้นทันที ทำไมไม่ให้เข้ามาเลยล่ะ บอกกี่ครั้งแล้วว่าถ้าเป็นหนูจ๋าก็ให้เข้ามาได้เลย ไม่ต้องนัด


บอสครับ...แผลที่แล้วยังไม่หายดีเลยนะครับคยองซูสงสารบอสที่ไม่เคยสงสารตัวเองเลย ไม่เคยแม้แต่จะจำได้ว่าตัวเองโดนหมอเย็บหัวมากี่เข็มแล้ว


ให้หนูจ๋าเข้ามา ใครมาพบให้กลับไปก่อนนะ ส่วนฝ่ายผลิตค่อยตามหลังหนูจ๋ากลับไปแล้ว


ครับ...แต่บอสครับ...


ไปเร็ว ผมไม่อยากให้หนูจ๋ารอ

 

แบคฮยอนที่นั่งรออยู่หน้าห้องนั้นรู้ดีว่าข้างในจะเกิดอะไรขึ้น ทันทีที่คยองซูเปิดประตูห้องออกมาเจอหน้าเขานั้น เจ้าตัวก็โค้งเก้าสิบองศาก่อนจะเชิญเขาเข้าไปข้างใน เขาเองก็ยิ้มให้เลขาคนนี้ที่ทำหน้าเหมือนกลืนเข็มพันเล่ม แต่ก็ยิ้มให้เขาเพื่อแสดงไมตรีจิตที่ดี เพราะจริงๆแล้วเราก็ไม่ได้มีเรื่องบาดหมางกันเลย

 

เพราะชีวิตนี้เกิดมาเขาก็มีเรื่องกับแค่คนคนเดียวเท่านั้นแหละ

 

หนูจ๋า—”


คุณ !เขาตะโกนเสียงดัง จ้องไอ้แก่ตรงหน้าตาเขม็ง เมื่อไหร่จะหยุดทำแบบนี้สักที !


หนูทานข้าวมารึยังคะ ทานกับป๋าไหม เดี๋ยวให้คยองซูสั่งขึ้นมาให้


ไม่ต้อง เลิกพูดเรื่องไร้สาระสักที ผมไม่เวลามาพูดเล่นกับคุณนะ !


ไร้สาระตรงไหนคะ หรือว่าหนูจ๋าเกิดมาไม่เคยกินข้าว ?”


คุณปาร์คชานยอล !แบคฮยอนรู้สึกเดือดดาลต่อเนื่องมาตั้งแต่คอนโดของเจ๊จุนมยอน ตอนนี้ยังต้องมาต่อปากต่อคำกับไอ้แก่หัวหงอกสองสามเส้นคนนี้อีก ผมมาวันนี้เพื่อจะคุยเรื่องข่าว !


ข่าวอะไรคะ ข่าวของหนูกับป๋ารึเปล่า ?”


ไอ้บ้ไม่ใช่ !เขาต้องควบคุมตัวเองเอาไว้ คุณปล่อยให้ลูกน้องของคุณ เขียนข่าวพูดข่าวของผมบิดเบือนจากความเป็นจริง ทำเหมือนผมเป็นคนไม่ดี คบผู้ชายไปทั่ว !


หนูจ๋าก็เลิกไปเที่ยวกับผู้ชายมากหน้าหลายตาสักที ป๋าขี้เกียจจะจำแล้วนะว่าใครเป็นใคร


ผมจะไปไหนจะทำอะไรจะคบกับใครมันก็เรื่องของผม !แบคฮยอนใกล้ถึงขีดสุดของอารมณ์แล้ว คุณเลิกทำตัวเหมือนโรคจิต เลิกให้ปาปารัซซี่ตามผมสักที ทุเรศ !

 

ปาร์คชานยอลยิ้มรับทุกประโยคที่เขาพูดที่เขาด่าทอ แถมยังทำหน้าเหมือนวันนี้เป็นวันคริสต์มาส อารมณ์ดีจนเขานึกโมโหมากกว่าเดิม ทั้งที่เขาโกรธจนตัวสั่น โกรธจนจะยืนอยู่เฉยๆไม่ไหว ตาแก่นี่ยังมีหน้ามายิ้มระรื่นอยู่แบบนี้อีก คนมันไม่เคยจะสำนึก !

 

หนูก็รู้ว่าป๋าทำไปเพราะอะไรปาร์คชานยอลที่ย่างก้าวเข้ามาหานั้น ทำให้แบคฮยอนต้องถอยหลังไปหนึ่งก้าวเพื่อตั้งหลัก ออล ไอ ซี อิส ยู นะจ๊ะ เบบี๋


คุณมันโรคจิต !


หนูไม่เคยอยู่นอกสายตาป๋าเลยนะ แบคฮยอนรอยยิ้มฉบับคนเจ้าเล่ห์ที่ผ่านโลกมาเยอะถูกส่งให้เขา อย่าคิดว่าจะหนีพ้น


ไอ้—”


จุ๊ๆ หนูจ๋าอย่าพูดคำหยาบออกมานะคะ ไม่น่ารักเลย

 

ครั้งนี้เขาโกรธกว่าครั้งไหนๆ เพราะมันเป็นครั้งที่สามแล้วที่เขามาที่นี่ คิดอยากจะพูดจาด้วยดีๆแต่ก็โดนไอ้แก่ตัณหากลับนี่ทำตัวทะลึ่งใส่ตลอดเวลา ทำตัวเหมือนคลั่งเขามาก สั่งให้คนตามทุกฝีก้าว ตอนแรกเขาก็คิดว่ามันคงเป็นเรื่องทั่วไปของการเป็นดาราที่ชีวิตจะไม่มีคำว่าส่วนตัว แต่พอได้รู้เหตุผลที่แท้จริงของคนคนนี้ เขาก็ความรู้สึกติดลบอย่างกู่ไม่กลับอีกเลย

 

เขารู้ว่าข่าวทั้งหมดนั่นคือการเตือน ว่าเขาชักจะทำตัวออกนอกลู่นอกทางมากเกินไปแล้ว แต่นี่มันชีวิตของเขานะ เขามีอิสระในชีวิตของตนเอง ถึงจะเป็นดาราแต่เขาไม่ควรจะโดนริดรอนสิทธิเสรีภาพ ไอ้แก่นี่มันอาจจะใหญ่คับฟ้าในวงการบันเทิง แต่มันทำแบบนี้กับเขาไม่ได้

 

คุณกำลังทำให้ผมเกลียดคุณ...


แล้วยังไงล่ะ แบคฮยอน ?”


“...”


หนูก็รู้ว่าป๋าไม่สน


แต่คุณจะถ่ายรูปผมมาประจานต่อหน้าสาธารณชนตลอดชีวิตที่เหลือของคุณเลยรึไงแบคฮยอนน้ำตาคลอเบ้า ในใจมันร้อนไปหมดเพราะความโกรธ คุณจะทำแบบนี้กับผมไม่ได้ นี่มันชีวิตของผมนะ !


แล้วชีวิตของป๋าที่ตกหลุมรักหนูล่ะ หนูจะรับผิดชอบมันยังไง ?”


ผมไม่ได้ขอให้คุณมาชอบผม !


แต่ป๋ารักหนูไปแล้ว ตั้งแต่วันแรกที่เห็นหน้าหนูด้วยซ้ำ


ผมก็ไม่สนเหมือนกัน !แบคฮยอนตะโกนลั่น เอากระเป๋าที่อยู่ในแขนเหวี่ยงไปฟาดกับโต๊ะทำงานเพื่อระบายอารมณ์ แม่งเอ๊ย !


“...”


ไอ้สารเลว !

 

 




 

 




(ไม่เอาหน่า ไม่เคยได้ยินหรอ คนเรามักจะเป็นบ้าเมื่อมีความรัก)


นี่มันเกินบ้าแล้ว คนที่จะเป็นบ้ามันคือฉันต่างหาก !แบคฮยอนทิ้งตัวลงโซฟาสีครีมนุ่มๆในคอนโดของตัวเอง หยิบเยลลี่รสแอปเปิ้ลมาเคี้ยวเพื่อไม่ให้ปากว่าง อยากลองโดนตามบ้างไหมล่ะ ?”


(ฮะๆ ไม่ดีกว่า ที่เป็นอยู่ตอนนี้ก็สบายดี)


แล้วงานวันนี้เป็นไง พ่อนายแบบกางเกงในสุดหล่อ


(ก็ดี เขินหน่อยแต่ก็ใช้ได้)


แก้ผ้าเหลือแต่ลิงป่ะ ?”


(ทะลึ่งนี่ กางเกงยีนส์โหลดต่ำ ปลดซิป !)

 

แบคฮยอนเอ่ยปากแซวเพื่อนสนิทอย่าง คิมจงอินได้อย่างคล่องปาก รู้ว่ามันคงเขินอยู่ไม่น้อยที่รับงานนี้ แต่งานมันก็คืองาน และงานถ่ายแบบที่เน้นเซ็กส์แอพพีลและความเซ็กซี่แบบนั้นมันก็งานถนัดของเพื่อนเขา จะไม่รับก็เหมือนทรยศความสามารถตัวเองแปลกๆ

 

(พูดเรื่องคุณชานยอลต่อซิ เขาบอกว่าอะไรนะ ?)


ตกหลุมรักตั้งแต่ตอนที่เห็นหน้าครั้งแรกแบคฮยอนอยากจะอาเจียนธัญพืชที่กินไปเมื่อเย็น แหวะ จะอ้วก !


(หนูจ๋า...)


หุบปาก อย่ามาพูดแบบนี้นะ ฉันเลิกคบแกแน่ไอ้จงอิน !


(ฉันว่าเขารักนายจริงๆนะ โดนด่ามาเป็นปีแล้วยังสู้ไม่ถอย อึดถึกทนสมกับที่มาชอบคนแบบนายได้)


แล้วไงล่ะ ฉันไม่ชอบเค้านี่

 

แบคฮยอนคิดถึงเหตุการณ์ในตอนบ่ายของวันนี้ หลังจากที่เขาตะโกนคำว่าสารเลวออกไป ขาทั้งสองข้างก็พาเขาก้าวออกมาจากห้อง มือทั้งสองข้างกำแน่นเพื่อสะกดกลั้นอารมณ์ น้ำตาของเขาไหลออกมาแต่เขาก็ปาดมันทิ้ง เขาไม่ควรมาเสียน้ำตาให้ไอ้แก่พรรค์นั้น

 

คยองซูเองก็วิ่งมาหน้าตาตื่น คงจะกลัวว่าสิ่งที่เขาพูดออกมาจะเป็น ไอ้แก่มันสลบอยู่ในห้อง พามันไปส่งโรงพยาบาลด้วยแต่พอเจ้าตัวเห็นน้ำตาของเขาก็ดูเหมือนจะทำอะไรไม่ถูก เขาเองก็ยกมือห้ามเชิงว่าไม่ต้องพูดอะไร เลขาคนเก่งจึงเดินมาส่งเขาเงียบๆ ส่งถึงหน้าประตูรถเลยด้วยซ้ำ

 

ถึงจะเกินไปหน่อย แต่บอสก็ทำเพราะว่ารักคุณนะครับ

 

รักเหรอ...รักที่ส้นเท้าแบคฮยอนนี่ ไอ้แก่ไม่เจียมสังขาร !

 

(เรอะ นายไม่ชอบคุณชานยอลเรอะ !)


อย่ามาทำเสียงแบบนี้ใส่ฉันนะ แกน่ะ—”

 

การต่อว่าของแบคฮยอนถูกขัดเพราะเสียงคนที่มากดกริ่งที่หน้าประตูห้อง เขาเลยต้องดันตัวเองขึ้นจากโซฟา เดินไปกดอินเตอร์คอมดูว่าใครกันที่มาหาเขาในเวลาแบบนี้

 

(ใครมา ?)


พนักงานคอนโด แปปนะแบคฮยอนแง้มประตูเล็กน้อยตามแบบฉบับคนชอบระวังตัว จะเป็นใครก็ต้องระวังเอาไว้ก่อนทั้งนั้น ครับ ?”


มีคนฝากของมาให้ครับ

 

สิ่งที่แบคฮยอนเห็นคือช่อดอกกุหลาบสีแดงเข้มช่อยักษ์ที่คงจะมีดอกไม้ประมาณยี่สิบดอก แถมแต่ละดอกก็ไม่ใช่เล็กๆ เขาพอจะเดาได้จากการที่ได้ดอกไม้แทบจะทุกอาทิตย์ว่าดอกนึงนั้นต้องราคาไม่ต่ำกว่าหนึ่งหมื่นห้าพันวอนแน่ๆ

 

เขารับช่อดอกไม้ไว้ก่อนจะเดินกลับเข้ามาในห้อง ทิ้งลงโซฟาพร้อมกับดอกไม้ในอ้อมแขน ก้มลงสูดกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ให้ลึกไปถึงหัวใจ เขาชอบกลิ่นกุหลาบที่สุดเลย เพราะมันทำให้เขานึกถึงแม่ ทำให้รู้สึกสบายใจ

 

การ์ดเล็กๆที่เสียบมากับช่อดอกไม้นั้นถูกเขาเปิดออกอ่าน อันที่จริงถึงจะไม่มีการ์ดเขาก็พอจะเดาได้ว่านี่เป็นฝีมือใคร ใครกันที่เป็นเจ้าของดอกไม้ช่อนี้

 

ป๋าแค่หึงหนูจ๋าสุดหัวใจของป๋า ขอโทษที่วู่วามนะคะ หายโกรธป๋าเถอะนะคนสวย

 

เฮอะ !

 

(คุณชานยอลส่งดอกไม้มาอีกแล้วหรอ ?)


เออเขาตอบเพื่อน บอกว่าหึง มีสิทธิหึงด้วยหรอเนี่ย ?!”


(เอาหน่า คนมันรัก)


คนมันโรคจิตต่างหาก ยิ่งคิดยิ่งโมโห !


(เอาดอกไม้ไปโยนให้นกมันเล่นไป ถ้าโมโหจริงๆอ่ะ)


ดอกไม้ก็ส่วนดอกไม้ คนให้ก็ส่วนคนให้ !

 

เขาก้มลงไปสูดกลิ่นหอมๆของดอกกุหลาบอีกครั้ง ไม่รู้ว่าทำไมดอกไม้ของผู้ชายคนนี้ถึงได้หอมกว่าดอกไม้ทั้งหมดทั้งมวลที่เขาเคยได้มาในชีวิต

 

บยอนแบคฮยอนวัยยี่สิบสี่ปีกับอาชีพนักแสดงในวงการบันเทิง เกือบจะสองปีแล้วที่เขาตั้งใจทำงานในอาชีพนี้อย่างมาก ทั้งที่จุดเริ่มต้นนั้นเขาแค่ต้องการหาเงินไปซื้อนาฬิการาคาแพงที่พ่อกับแม่ไม่ซื้อให้เพราะคิดว่าเขาไม่จำเป็นต้องใช้อะไรแพงขนาดนั้น แต่เพราะว่างานแรกที่เขาได้ทำนั้นเป็นซีรี่ย์วัยรุ่นที่เกี่ยวกับชีวิตของเด็กแต่ละคนที่ไม่ได้สวยงามเหมือนนวนิยาย เขารับบทเป็นเด็กผู้ชายที่มีพ่อแม่ต่อต้านเรื่อง LGBT อย่างสุดโต่ง ทั้งที่ลูกชายของตัวเองเป็นชายรักชาย บทนี้ทำให้เขาโด่งดังอย่างมากเพราะเขาเล่นได้ถึงบทจริงๆ

 

พอคนรู้ว่าเขาอายุยี่สิบสองแต่มาเล่นบทเด็กอายุสิบเจ็ดก็บอกว่าเขาหน้าเด็ก แล้วพอเขาให้สัมภาษณ์ว่าเขาเองเล่นได้ดีเพราะเป็นคนที่มีความชอบให้ทั้งกับผู้หญิงและผู้ชาย เขาเลยกลายเป็นนักแสดงคนหนึ่งที่เล่นได้ทั้งบทคู่กับผู้หญิงและผู้ชาย แต่เดี๋ยวนี้มักจะเอนเอียงไปทางผู้ชายมากกว่า เพราะผู้ชายในวงการบันเทิงหลายคนให้สัมภาษณ์ว่าสนใจเขา อยากทำความรู้จักในฐานะคนที่คิดว่าอยากจะเป็นมากกว่าเพื่อนร่วมงานในอนาคต

 

กับเพื่อนอย่างจงอินนั้นเราสนิทกันตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยปีหนึ่ง เพื่อนคนนี้เป็นนายแบบตั้งแต่เรียนมัธยม เขาพูดได้เต็มปากเลยว่าเขาได้เข้าวงการก็เพราะมันที่คอยช่วยเหลือ พาไปลองแคสติ้ง แนะนำครูสอนการแสดงให้ ทำให้เขาใช้ชีวิตในวงการได้อย่างไม่เดียวดายนัก

 

ส่วนเจ้าของดอกไม้นั้น...เขากับไอ้แก่นั้นเจอกันครั้งแรกในงานเลี้ยงของบริษัทที่เขาสังกัดอยู่ เป็นงานเลี้ยงครบรอบห้าสิบปีของบริษัทชั้นนำในเรื่องของวงการบันเทิงรวมถึงวงการสื่อสิ่งพิมพ์ หรือที่คนทั่วไปรู้จักกันในชื่อปาร์คกรุ๊ป ไอ้แก่นี่เป็นลูกชายคนสุดท้องของตระกูลนี้ เป็นรุ่นที่สามของตระกูลที่เข้ามาบริหารบริษัทต่อ โดยทำงานด้านวงการสื่อสิ่งพิมพ์โดยเฉพาะ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่เคยหนีไอ้แก่นี่พ้นเลยทั้งที่ทำงานกันอยู่คนละสังกัดด้วยซ้ำ เขาขึ้นตรงกับคุณปาร์คชานฮา ลูกชายคนโตที่ดูแลเรื่องวงการแพร่เสียงแพร่ภาพ ไม่ใช่จอมตัณหากลับที่ไม่รู้ว่ามันจะอะไรกับเขานักหนา

 

ไอ้แก่ปาร์คชานยอลจอมลามก เขารู้ว่ามันชอบมองก้นเขามากกว่ามองหน้าอีก อายุอานามก็สี่สิบสามเข้าไปแล้ว มันเป็นวัยที่จะมีภรรยามีลูกวัยสิบเอ็ดขวบให้เลี้ยง ไม่ใช่มาเรียกผู้ชายอย่างเขาว่าหนูจ๋า ป๋าอย่างนั้นป๋าอย่างนี้ ทุเรศ !

 

(แล้วซีรีย์เรื่องใหม่นี่ชูตติ้งวันไหน ภาพโปรโมทน่ะ ?)


พรุ่งนี้แบคฮยอนตอบ เล่นคู่กับอูจุน แอบเกร็งนิดๆนะ ไม่เคยร่วมงานกันเลย


(มันชอบนายนี่ เคยให้สัมภาษณ์ไว้เมื่อตอนวันวาเลยไทน์ ว่าอยากให้ดอกไม้คุณบยอนแบคฮยอน)


จริงดิ ?”


(เออ ตอนได้ยินนี่แทบจะนึกว่าหูฝาด ผู้ชายมาชอบเยอะเหมือนกันนะเรา ไฮโซที่ลงข่าวว่าไปกินข้าวด้วยนี่เป็นไง ?)


ไม่ไงล่ะ ตอนคุยกันก็ดี ตัวจริงไปกันไม่ได้แบคฮยอนถอนหายใจ ถ้าเกิดว่ามีแฟนเป็นตัวเป็นตน...จะเลิกมีข่าวว่าฉันคบคนไปทั่วไหม ?”


(ก็อาจจะเป็นไปได้ นี่ชอบใครขนาดอยากจะเป็นแฟนเค้าแล้วรึไง ?)


ไม่อ่ะ ก็แค่เบื่อๆแบคฮยอนถอนหายใจ เดี๋ยวไปมาสก์หน้าและ เตรียมผิวให้พี่ช่างแต่งหน้าก่อน ขี้เกียจฟังแกบ่น


(เออๆ นอนกอดดอกไม้ฝันดีนะ)


เกลียดแก ไปนอนไป !

 

ซีรี่ย์เรื่องใหม่ที่แบคฮยอนได้รับโอกาสรับบทหลักในเรื่องนั้น เป็นบทนักศึกษามหาวิทยาลัยโรคจิตที่ไม่ยอมรับว่าตัวเองผิดปกติทางจิตใจ จนกระทั่งไปเจอผู้ชายคนหนึ่งที่ทำให้เขาคิดจะปรับเปลี่ยนความคิดตัวเองไปในทางที่ดีขึ้น

 

ตอนที่เขาได้อ่านบทครั้งแรกนั้นเขาคิดว่ามันค่อนข้างท้าทายความสามารถมากทีเดียว ผู้จัดละครจงใจเลือกเขาจากผลงานแสดงเรื่องก่อนๆ ด้วยเหตุผลว่าเขานั้นเป็นคนที่เข้าถึงบทบาทของตัวละครนั้นได้ดี ตีบทแตกกระจุยจนคนอินกันทั้งบ้านทั้งเมือง เรื่องที่แล้วที่เขาเล่นเป็นคนย้ำคิดย้ำทำ ยังเคยโดนสัมภาษณ์ว่าเป็นโรคนี้จริงๆรึเปล่า เขาก็ตอบแค่ว่าทำการบ้านมาดี ทุกอย่างต้องมีการเตรียมตัวเสมอ

 

ถ้าเกิดว่าไม่พลั้งมือฆ่ารองประธานฝ่ายสื่อของปาร์คกรุ๊ปตายก่อน เขาอยากจะอยู่ในวงการนี้ไปอีกนานเหมือนกัน

 

 






 


 

เจ๊มีลิบบาล์มไหม ผมลืมหยิบมา


มีค่ะจุนมยอนรีบค้นกระเป๋า หยิบลิปบาล์มไม่มีสีกลิ่นมะพร้าวขึ้นมาให้ นี่ค่ะน้องแบคของเจ๊


ช่างเซ็ตผมให้ผมแปลกๆอ่ะแบคฮยอนมองตัวเองในกระจกบานใหญ่ที่อยู่ในห้องแต่งตัว


ไม่แปลกหรอกค่ะ เจ๊ว่ามันดูน่ารักแบบซีดๆดี เพราะว่าน้องแบคเล่นเป็นคนป่วยไงคะ


ผมก็ซีดจริงๆนั่นแหละช่างแต่งหน้าโบกแป้งให้เขาเสียหนาเตอะ ป่วยทางจิต ป่วยทางจิต

 

เขาพยายามทำให้ตัวเองอินกับบท แม้แต่การถ่ายภาพโปรโมท เขาก็ควรจะเข้าถึงอารมณ์ของบทที่ตัวเองได้รับให้ได้ เขาอยากจะสื่อออกไปให้คนที่แสดงรู้ว่าเขานั้นรู้สึกอย่างไรในภาพนั้น

 

น้องแบคฮยอนเห็นสัมภาษณ์ของคุณเจยูลรึยังคะ ?” จุนมยอนเลื่อนมือขึ้นลงบนหน้าจอโทรศัพท์ กำลังให้ความสนใจกับกระดานข่าวในเว็บบอร์ด เค้าบอกว่าเค้าคบกับน้องอยู่ค่ะ !


อะไรนะ ?!”


แต่เจ๊รู้นะคะ เจ๊เห็น !จุนมยอนเองก็โกรธเหมือนกัน เจ๊รู้ว่าน้องแบคไม่ชอบคนแบบนี้หรอกค่ะ แถมยังไม่สนิทกันอีก กล้าดียังไงให้สัมภาษณ์แบบนั้น !


แล้วยังไง เจ๊บอกไปรึยังว่ามันไม่จริง


เรียบร้อยค่ะน้องรัก เจ๊น่ะรับโทรศัพท์นักข่าวตั้งแต่ตีห้า บอกว่าน้องแบคฮยอนไม่มีแฟนค่ะ ออล ออฟ เดอะ บอยส์ อราวด์ มาย บราเทอร์ อาร์ จัส เฟรนด์ !

 

แบคฮยอนถอนหายใจครั้งยิ่งใหญ่ กลอกตามองขึ้นเพดานเพราะไม่รู้ว่าควรจะคิดยังไงกับเรื่องนี้ดี ที่เขาเคยให้สัมภาษณ์ไปว่าเรากินข้าวกลุ่มเดียวกันเฉยๆนั้นมันจริงทุกอย่าง เพราะวันนั้นเขามีนัดกินข้าวกับจงอิน ที่งานเลี้ยงเลิกกองดันมาซ้อนทับกับนัดของเขา จงอินเลยบอกให้เขามาที่ปาร์ตี้เลิกกองของมัน นัดเราจะได้ไม่ยกเลิกและมันจะได้ไม่เสียผู้ใหญ่ เขาเองก็ไม่ได้ทำตัวเป็นเด็กมีปัญหา เพื่อนว่าอย่างไรเขาก็ว่าอย่างนั้น

 

เจอกันครั้งนึงแล้วเราจะคบกันเลยเหรอ จะเอาแบบนั้นจริงดิ ?

 

ผมด่าได้ไหมถ้ามีนักข่าวมาสัมภาษณ์


เต็มที่เลยค่ะที่รัก แต่ใช้คำสุภาพนิดนึงนะคะ แบบที่น้องถนัดเลยค่ะจุนมยอนรักน้องแบคฮยอน ถ้าน้องอยากจะด่าใครเขาก็จะไม่ขัด ตราบใดที่น้องแบคฮยอนไม่ใช้คำหยาบ และด่าแบบที่ผู้ดีแบบที่ทำมาเสมอ ที่จริงนะคะ...พี่ว่าคุณปาร์คชาน—”


เจ๊อย่าพูดชื่อนั้นออกมานะ !

 

จุนมยอนปิดปากฉับ รวมถึงการยกแอร์เมสสีชมพูสดขึ้นปิดปากพร้อมกับทำท่าโอ้มายก็อดไปด้วย เขารู้ว่าเขาผิดไปแล้วที่เอ่ยนามต้องห้ามออกมา ชื่อนี้เป็นหนึ่งในคำที่พจนานุกรมของน้องแบคฮยอนบัญญัติไว้ว่าหยาบคายเกินจะหาคำใดมาเปรียบเทียบ

 

ตาของน้องแบคฮยอนที่โตเกินกว่าอารมณ์ปกติทำให้จุนมยอนนึกกลัวขึ้นมาในใจ ถ้าน้องโกรธจุนมยอนจะทำยังไง จุนมยอนจะต้องมีน้องแบคฮยอนนะ

 

เจ๊จะไม่กรี๊ดซิกซ์แพ็คน้องโอเซฮุนสามวันเลยค่ะ น้องอย่าโกรธเจ๊เลยนะคะ เจ๊มันปากไม่ดีค่ะ เจ๊มันปากพล่อย ผีมันมาเจาะปากเจ๊ เจ๊น่ะ—”


พอๆ ผมไม่ได้ว่าอะไรขนาดนั้น ก็แค่ได้ยินแล้วหงุดหงิดเพราะว่าแบคฮยอนเพิ่งทะเลาะกับตาแก่นี่มาเมื่อวาน ได้ยินแล้วมันรู้สึกแสลงหู ออกไปกันเถอะเจ๊ ไปแสตนด์บายรอก่อนก็ได้ ผมไม่ชอบให้คนอื่นมารอผม


ค่ะ น้องแบคฮยอนขา เดี๋ยวเจ๊ยกเก้าอี้ไปให้ด้วยนะคะจุนมยอนบริการอย่างเต็มที่เพื่อน้องแบคฮยอนสุดที่รัก

 

วันนี้เขาใช้เวลาถ่ายกินไปตั้งแต่ช่วงก่อนเที่ยงยาวไปจนถึงบ่าย ถ้ามันออกมาดีเขาก็ใช้เวลาไม่นาน แต่ถ้ายังไม่ได้รูปที่ถูกใจก็คงต้องต่อเวลาไปอีก ไหนจะต้องถ่ายวิดีโอโปรโมทอีก มันก็ไม่ได้นักหนาหรอกแต่เขาไม่รู้จะพูดอะไรดี

 

คนงานในสตูดิโอหลายคนยิ้มให้เขาเวลาที่เดินผ่านเขาที่นั่งรอคนจัดการอุปกรณ์ให้เสร็จด้วยท่าทางอารมณ์ดีเพราะไม่อยากให้ใครรู้สึกอึดอัดเวลาที่ต้องทำงานกับเขา พอนั่งรอไปนั่งรอมาเขาก็คิดได้ถึงประโยคเมื่อชั่วโมงก่อนที่ช่างแต่งหน้าถามเขา ว่ากับนักร้องที่เป็นข่าวด้วยนี่เรื่องจริงรึเปล่า ตอนนั้นเขาเองก็ทำได้แค่ส่ายหน้า บอกว่ารู้จักแต่ชื่อ เคยคุยกันสองสามประโยคเอง ข่าวที่เห็นลงเกินจริงไปอย่างนั้น แต่ตอนนั้นเขายังไม่รู้ว่าไอ้นักร้องนั่นมันให้สัมภาษณ์ไปแบบนั้นนี่ !

 

ถ้าได้คุยกับจงอินคงได้บอกให้มันปรามเพื่อนมันคนนี้หน่อย เพื่อนของเพื่อนใช่ว่าจะเป็นเพื่อนกับเราได้ เขาน่ะ...เกลียดคนประเภทมัดมือชก ไม่เคยถามว่าเขาอยากได้แบบนี้ไหม แบบนี้ดีรึเปล่า หรือว่าเขาชอบอะไร พวกคนเฮงซวย

 

นี่นะคะน้องแบคคะ คนที่น้องต้องถ่ายด้วยวันนี้ก็เคยบอกว่าชอบน้องนะคะ ให้สัมภาษณ์ว่าอยากเกินเพื่อนด้วยค่ะ !


อันนี้ผมรู้แล้ว ไอ้จงอินบอกมา


น้องชอบเค้าไหมคะ เจ๊จะได้แก้ตัวถูกเวลานักข่าวมาถามจุนมยอนต้องถามแบคฮยอนเอาไว้ก่อน เวลาตอบคำถามจะได้รู้ว่าควรจะเบี่ยงเรื่องไปทางไหน


ไม่ครับ ผมไม่เคยเจอหน้าเค้าด้วยซ้ำ


งั้น—”


“...เอ่อ...แบคฮยอนครับ


ครับ ?” เขาตอบรับ เงยหน้าขึ้นมองคนที่เอ่ยทักเขา พบว่าเป็นยูอูจุน นักแสดงชายดาวรุ่งที่เพิ่งเข้าวงการเมื่อปีที่แล้ว เขาเองก็ไม่ได้สนิทชิดเชื้ออะไรกับใครนอกจากเพื่อนนายแบบ แต่ก็ไม่ได้ปิดกั้นความสัมพันธ์อะไรเท่าไหร่


ผมดีใจมากที่ได้ร่วมงานกับคุณครับ คุณเป็นคนที่ผม...ชอบมากๆอูจุนที่คงเพิ่งแต่งตัวเสร็จเดินมาทักทายเขา ท่าทางดูเก้อเขินไม่น้อย แต่เขาก็ไม่ได้ใส่ใจ


ขอบคุณครับ

 

เขาสบตากับอูจุน สบตากับเจ๊จุนมยอนที่ทำหน้าเหมือนต้องการจะบอกเขาว่า นั่นไงคะ เจ๊บอกแล้ว !

 

คือ...ผมติดตามคุณมาตั้งแต่เข้าวงการใหม่ๆ คุณเก่งมากจริงๆนะครับ รางวัลนักแสดงหน้าใหม่คุณก็ได้มาหมดแล้วทุกรางวัล ผมน่ะ...ดีใจด้วยจริงๆนะครับ


ครับ ขอบคุณมาก


รู้สึกเป็นเกียรติมากที่ได้มาเล่นคู่กับคุณนะครับ ผมไม่เคยเล่นละครถ่ายไปออกอากาศไปแบบนี้มาก่อน อีกสองเดือนจะเริ่มฉายตอนแรก ตอนนั้นจะถ่ายไปได้ประมาณกี่ตอนครับ ?”


ตอนของเราใช้ฉากไม่มาก มีแค่ที่ห้องกับมหาวิทยาลัยเป็นหลัก จากที่ผมลองคาดคะเนดูแล้ว คิดว่าคงได้หลายตอนอยู่เหมือนกันถ้าคุยเรื่องงานแบคฮยอนก็จะคุย คุณไม่ต้องกังวลหรอก ตั้งใจทำงานก็พอ


ครับ...อูจุนตอบเขากลับมาพร้อมกับรอยยิ้ม ที่จริงวันนี้...ผมอยากจะมอบอะไรให้คุณเพราะเราได้ร่วมงานกัน...

 

เขาเลิกคิ้วขึ้นเมื่อได้ยินประโยคแบบนั้น ก่อนที่ห้าวินาทีต่อมาเขาจะมีดอกลิลลี่สีขาวช่อโตมาอยู่ในอ้อมแขน เขาถือคติดอกไม้ไม่ผิด ไม่ว่าใครเป็นคนให้เขาก็จะรับตลอด จะชอบขี้หน้าไม่ชอบขี้หน้าเขาก็ไม่สน เขาชอบดอกไม้ นั่นแหละคือเรื่องที่ต้องสนใจ

 

คุณไม่จำเป็นต้องทำถึงขนาดนี้ก็ได้ แต่ก็ขอบคุณครับ


ผมเต็มใจอย่างยิ่งเลยล่ะครับ แล้วถ้ายังไง...


คุณแบคฮยอน คุณอูจุน จะเริ่มถ่ายแล้วครับ !

 

สำหรับแบคฮยอนที่ต้องถ่ายภาพแค่สี่ห้าภาพนั้นไม่ใช่ปัญหาเลยด้วยซ้ำ เขาแสดงสีหน้าได้ดี แววตาที่แสดงออกมานั้นเต็มไปด้วยความกังวลใจแบบที่ผู้กำกับต้องการ หากปัญหานั้นอยู่ที่นักแสดงรุ่นน้องคนนี้ที่ดูเหมือนจะขัดเขินการที่ต้องโอบเอวเขามากเกินจนใครในกองก็ดูออก เขาก็ไม่ได้ว่าอะไรหรอกเพราะวันนี้เขาว่าง เพียงแต่การที่รุ่นน้องไม่เป็นมืออาชีพแบบนี้ มันจะส่งผลต่อเรื่องงานในอนาคตของเจ้าตัว ซึ่งสำคัญกว่าการที่เขาต้องมาเสียเวลาอยู่แล้ว

 

โฟกัสหน่อย


ขอโทษครับ


อย่าคิดว่าฉันคือบยอนแบคฮยอน ฉันคืออีซองเฮที่นายต้องปกป้อง ต้องทำให้หายจากอาการผิดปกติ


ครับ...อูจุนตอบรับเขาด้วยเสียงแผ่วเบา

 

ทุกอย่างเป็นไปด้วยดี จนเขาเห็นว่าเจ๊จุนมยอนกำลังเมาท์โลกแตกแบบที่ชอบทำอยู่กับ...เลขาโดคยองซู

 

ห้ามละสายตาไปจากกล้องก่อนที่งานจะเสร็จ ไม่อย่างนั้นเขาคงได้โมโหที่เห็นหน้าคน หน้าของไอ้แก่ที่งานการตัวเองมีไม่ทำ มาทำให้เขาประสาทเสียถึงที่นี่ มันจะอะไรกันนักกันหนานะ !

 

กอดกันหน่อย แบคฮยอนทำดีมาก อูจุนทำหน้าให้เครียดกว่านี้อีก ขมวดคิ้วอีกนิด...โอเค เอาคางวางบนหัวแบคฮยอน แบคฮยอนไม่ต้องขยับนะ โอเค โอเค


ผมไม่คิดเลยว่าท่านรองประธานจะมา—”


เงียบนะ ทำหน้าเครียดเร็วเข้า !


เค้ามองมาทางนี้...


เงียบแล้วกอดฉัน งานมันจะได้เสร็จๆ !


อูจุนมือข้างซ้ายกอดไหล่ ข้างขวากอดเอว แบคฮนอนดีแล้วนะ ดี...ดี...โอเค !

 

ทันทีที่ได้ยินคำว่าโอเคในแบบที่รู้ว่างานเสร็จลงแล้วนั้น เขาก็รีบเดินออกจากฉากก่อนจะเดินเลี่ยงทั้งเจ๊จุนมยอนทั้งโดคยองซู ไม่ได้สนเสียงของรุ่นน้องที่บอกว่าคุณแบคฮยอนเดี๋ยวก่อนครับ เขาเอาแต่รีบเดินกลับเข้าไปในห้องแต่งตัวเพื่อนั่งรอเช็คภาพสามสิบนาทีแล้วจะได้กลับไปพักผ่อน เขาจะสั่งไก่กับเบียร์มากินให้เต็มคราบ แล้วก็จะนอนถึงสิบโมงเช้าวันพรุ่งนี้เลย

 

น้องแบคฮยอนขา...เจ๊จุนมยอนเปิดประตูห้องเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นๆ เอ่อ...เจ๊กับอิโดอยู่ข้างนอก ช่วยกรี๊ดก่อนลงไม้ลงมือนะคะ จะได้ช่วยเหลือเกื้อกูลกันทัน


อะไรเจ๊ !แบคฮยอนกำลังจะถามว่าอะไรของเจ๊ แต่พอเห็นร่างสูงด้านหลังก็ทำให้รู้ว่ามันคือเรื่องอะไร


เจ๊ขัดท่านรองชานยอลไม่ได้ค่ะ เจ๊ยังผ่อนรถอยู่ แต่เจ๊รักน้องแบคฮยอนนะคะ กรี๊ดเลยนะคะกรี๊ดดังๆ เจ๊จะเอากุชชี่ตีหัวท่านรองให้เองค่ะ


ออกไปได้แล้ว พูดมากจริงๆ

 

ปาร์คชานยอลดันคิมจุนมยอนออกไปจากหน้าประตู สายตาจับจ้องไปยังคนตัวเล็กที่นั่งหันหลังเขาเพราะไม่อยากจะเห็นหน้ากัน ดูท่าแล้วคงยังไม่หายโกรธที่ที่พูดจากวนประสาทใส่เมื่อวาน แต่จะว่าไป...เขาก็ชินแล้วกับการที่บยอนแบคฮยอนอารมณ์ขึ้นทุกทีที่เห็นหน้าเขา ระหว่างเรามันไม่เคยดีเลย แต่ใช่ว่าเขาจะหาเรื่องดีๆของเราไม่ได้ อย่างน้อยน้องหนูจ๋าก็ไม่เคยทิ้งขว้างดอกไม้ที่เขาให้ หรือแม้แต่อาหารที่เขาเลือกสรรมาให้อย่างดีด้วยความรักในจิตใจ

 

เขาดึงเก้าอี้ข้างๆบยอนแบคฮยอนออกให้ได้ระยะห่างที่พอดี ก่อนจะทิ้งตัวนั่งลงไปบนนั้น

 

หนูจ๋ายังไม่หายโกรธป๋าเหรอคะ ป๋าขอโทษจริงๆนะคะคนสวย


ไม่หาย ไม่มีวันหายด้วย !แบคฮยอนไม่หันไปมองหน้าคนพูดด้วยซ้ำ สายตาของเขานั้นจับจ้องอยู่บนหนังสือ กล้าที่จะถูกเกลียดหนังสือชั้นเยี่ยมที่แม่สั่งให้อ่าน


ป๋ามีดอกกุหลาบมาให้หนูจ๋าด้วยนะ ถ้าเป็นหนูล่ะก็...ดอกลิลลี่มันออกจะธรรมดาไปหน่อย

 

ชานยอลเอาดอกกุหลาบดอกใหญ่ออกมาจากเสื้อสูทของตัวเองก่อนจะส่งมันให้หนูจ๋าที่รักที่ชำเลืองมาเล็กน้อย ก่อนจะเอื้อมมือมารับมันไป

 

กุหลาบมันก็ธรรมดาเหมือนกันนั่นแหละ


มันไม่ธรรมดาตรงที่ป๋าเป็นคนให้หนูไงคะ


นั่นแหละที่ทำให้มันแย่ !แบคฮยอนขึ้นเสียงใส่คนข้างๆ ตาเบิกกว้างแสดงความไม่พอใจ


โถ่หนูจ๋า ป๋าขอโทษที่พูดจากวนใจหนูเมื่อวานนะคะ แต่ป๋ารักหนูมากและป๋าก็หึงที่หนูไปเที่ยวกับผู้ชายทุกวัน ป๋ากลัวใครจะเขียนข่าวให้หนูมองดูไม่ดี ป๋าก็เลยให้คนเขียนเอง...


ว่าไงนะ !


คนอื่นจะใส่ไฟหนูจ๋ายิ่งกว่าที่คนของป๋าทำ ป๋าเลยรีบให้เรื่องมันดัง รีบให้หนูออกมาปฏิเสธ ป๋าจะได้สบายใจที่หนูไม่ได้คิดอะไรกับคนที่หนูเป็นข่าวด้วยไง ป๋ารักหนูจ๋าจริงๆนะคะ ไม่อยากให้คิดว่าป๋ารังแกหนู


เฮอะ !

 

แบคฮยอนยิ่งฟังยิ่งอารมณ์เสีย เห็นหน้าก็ว่าหงุดหงิดแล้ว ยิ่งได้ยินเสียงยิ่งหงุดหงิดยิ่งกว่า กลัวคนอื่นจะเขียนข่าวเขาไม่ดีก็เลยเขียนให้ไม่ดีซะเอง แบบนี้ก็ได้หรอ

 

กล่องสีดำสนิทสองกล่องในถุงใสทำให้คนมองอย่างแบคฮยอนรู้ทันทีว่ามันคือกล่องข้าวกับขนมหวานอย่างเครมบรูเล่ที่เป็นของโปรดของเขาตลอดกาล เขานั่งมองคนแก่หยิบกล่องข้าวออกมาจากถุง เปิดฝากล่องให้เขาได้เห็นสิ่งที่อยู่ข้างใน

 

กินข้าวกับป๋าก่อนนะคะคนสวย อย่าเพิ่งโมโหกันไปเลยนะคะปาร์คชานยอลส่งตะเกียบให้เขาที่รับมาเพราะถือคติไม่ทิ้งขว้างของกิน เขารู้ว่าถ้าเขาไม่รับ ตาแก่นี่ก็คงเอาไปทิ้ง ถ้าเป็นอย่างนั้นเขาก็ควรจะกินมันเข้าไปเพราะมันก็เป็นแค่ข้าวหนึ่งมื้อ

 

เป็นแค่ข้าวที่เขาต้องจำใจยอมรับว่าคนเลือก เลือกมันออกมาได้ถูกใจเขาจริงๆ

 

ป๋าสั่งสลัดเห็ดย่างญี่ปุ่นกับปลาย่างหมักสมุนไพรมาให้หนู มีข้าวปั้นธัญพืชกับซุปเต้าเจี้ยวผักสามสี แล้วก็มีเครมบรูเล่ของโปรดหนูด้วย ป๋าสั่งมาให้จากร้านประจำของหนูเลยนะ


ไม่เห็นต้องทำให้ตัวเองลำบาก


ลำบากอะไรกัน ป๋าไม่เคยคิดแบบนั้นเลยสักนิดตาแก่ส่ายหน้าเพื่อย้ำว่าไม่เคยลำบากเลย แค่เห็นหนูได้กินของดีๆ ป๋าก็มีความสุขไปทั้งวัน


ให้คยองซูสั่งให้ ให้เอามาให้ก็ได้เขารู้ดีว่าตาชานยอลคนนี้คงใช้เวลางานเดินไปเลือกเมนูที่ร้านด้วยตัวเอง เอามาให้เขาถึงที่นี่ก็ด้วยตัวเองอีกเหมือนกัน


ไม่ได้หรอก ป๋ารักหนู ป๋าก็ต้องทำให้หนูกล่องอาหารถูกเลื่อนมาตรงหน้าแบคฮยอน กินเลยค่ะคนเก่งของป๋า กินให้หมดเลยนะคะ

 

แบคฮยอนรับตะเกียบที่ตาแก่หักให้ก่อนจะคีบปลาเข้าปากเป็นอย่างแรก รสชาติที่เขาชอบรวมถึงกลิ่นหอมๆของสมุนไพรทำให้เขารู้สึกดีไม่น้อยเลยทีเดียว

 

วางยากันรึเปล่าเนี่ย ผมไม่มีอารมณ์กับผู้ชายวัยสี่สิบขึ้นหรอกนะ


ทำไมหนูพูดจาใจร้ายกับป๋าอย่างนั้นล่ะคะ ได้ยินแล้วเจ็บหัวใจเลยนะเนี่ย


เหรอ ยิ้มหน้าระรื่นแบบนี้เรียกเจ็บเหรอ ?” เขาหันมองคนที่ยิ้มให้เขาเหมือนไม่รู้สึกรู้สาอะไร โกหก


หมายถึงเรื่องที่หนูไม่มีอารมณ์กับผู้ชายวัยสี่สิบขึ้นน่ะเหรอ ?”


ไม่ใช่ ผมหมายถึงเรื่องเจ็บๆอะไรของคุณเนี่ย


ป๋าไม่มาเจ็บให้หนูจ๋าเห็นหรอก อยู่กับหนูป๋าจะอารมณ์ดี หนูจะได้มีความสุข


ให้ตาย...


แต่ถ้าเรื่องมีอารมณ์ ป๋าแนะนำให้หนูลองดูก่อน...


ทะลึ่ง !เขาอยากจะเอาตะเกียบจิ้มตาคนที่หัวเราะอย่างอารมณ์ดีให้เขาได้เห็น แก่แล้วยังเอาแต่คิดเรื่องอกุศล !


หนูจ๋าต้องโทษตัวเองที่น่ารักเกินไปนะคะ มาโทษป๋าคนเดียวแบบนี้ไม่ถูก

 

เขาขยับตัวเล็กน้อยเหมือนรำคาญ ก่อนจะคีบข้าวปั้นธัญพืชเข้าปาก ตามด้วยซุปในถ้วยที่อยู่ในมืออีกข้าง ก็พอรู้แหละว่าโดนมองอยู่ตลอดเวลาที่กินข้าว แรกๆเขาอึดอัดแทบตาย ไล่แค่ไหนก็ไม่เคยไป จนตอนนี้เขาชินกับการมีคนมานั่งอยู่ข้างๆ ถือทิชชูคอยเช็ดปากให้ ส่งชาข้าวรสหอมหวานให้เขาดื่ม

 

คุณ...รู้เรื่องนักร้องรึยัง ?”


รู้แล้วค่ะ ป๋าให้นักข่าวจัดการให้แล้วนะ คนทั้งสำนักข่าวของป๋ารู้ดีว่าหนูจ๋าไม่ง่าย เพราะว่าป๋าเป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดแล้ว ว่าการทำอะไรที่หนูไม่ยินยอมมันทำให้ป๋าต้องไปเย็บแผลหัวแตกที่โรงพยาบาล


จัดการอะไรครับ ?”


ก็แก้ข่าวให้หนูจ๋าน่ะสิ ใครก็รู้ว่านักร้องคนนั้นอยากจะเกาะกระแสหนูดัง ที่เข้ามาเป็นนักร้องได้ก็เพราะใช้เส้นลุงตัวเองที่เป็นนักร้องรุ่นใหญ่ แต่ป๋าไม่เคยว่าเรื่องคนใช้เส้นหรอกนะ แต่ป๋าไม่ชอบคนที่มีโอกาสอยู่ในมือแต่ไม่ใช้ให้เป็นประโยชน์ แทนที่จะแสดงความสามารถของตัวเองให้คนอื่นได้เห็น กลับคิดวางแผนจะจับหนูจ๋าของป๋า ฝันไปเถอะไอ้เด็กเมื่อวานซืน

 

แบคฮยอนใช้ปลาชิ้นโตในการกลบเกลื่อนรอยยิ้มของตัวเองที่เผลอแสดงออกมา ยิ่งกว่าตัวของเขาเองที่เข้าถึงยากเย็นในเรื่องของหัวใจ มันก็อาจจะเป็นเพราะผู้ชายรุ่นใหญ่คนนี้ที่ไม่เคยปล่อยให้ผู้ชายคนไหนเข้าใกล้เขามากไปกว่าการไปกินข้าวด้วยกัน

 

ตาแก่ที่เอาแต่หึงเขาไปทั่ว ทั้งที่เราไม่เคยเป็นอะไรกัน และเขาก็ไม่เคยแสดงออกไปมากกว่าการเป็นคนรู้จักกันด้วย

 

หนูจ๋า...


อะไร ?”


กับไอ้ไฮโซนั่น หนูไม่ได้คิดอะไรกับมันใช่ไหม ?”


ไฮโซไหน ผมคุยกับไฮโซเป็นสิบๆ


เป็นสิบๆ !หัวใจคนแก่จะวายเอา หนูคุยเป็นสิบ แล้วทำไมหนูถึงคุยกับป๋าไม่ได้...


ก็เพราะว่าผมไม่อยากคุยน่ะสิ !แบคฮยอนลุกขึ้นยืนก่อนจะหันก้มลงไปมองคนที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ เย็นนี้ผมจะไปกินข้าวกับอูจุน ให้คนมาตามถ่ายไว้ด้วยล่ะ


หนูโกหกป๋าไม่ได้หรอก ป๋ารู้ว่าหนูจ๋าจะรีบกลับห้องไปนอน


หมายถึง...ทานข้าวที่คอนโด


“...”


คุณควรจะเตรียมใจบ้างนะครับ วันหนึ่งวันใดข้างหน้าผมก็ต้องมีแฟน ถ้าวันนั้นมาถึงแล้วคุณก็ควรจะเลิกพฤติกรรมโรคจิตแบบนี้ ไม่อย่างนั้นเราคงเจอหน้ากันไม่ได้อีก


นี่หนูจ๋า...กำลังบอกให้ป๋าทำใจใช่ไหม ?”


ใช่ครับ


“ไม่คิดว่ามันจะมีวันที่ป๋าจะไปจากหนูบ้างเหรอ ?”


“ผมคงหวังให้มันมาถึงเร็วๆ เป็นวันนี้ได้ก็ยิ่งดี”


ถ้าอย่างนั้น...ถ้าวันนั้นมาถึง ป๋าขออะไรหนูสักอย่างได้ไหม ?


“...”


ขอให้ป๋าได้จับก้นหนู...

 

ผลัวะ !

 

ไอ้วิตถาร ไปตายซะไอ้ตาแก่ไม่เจียม !!


น้องแบคฮยอนตะโกนทำว๊าย ! ช่วยด้วยค่ะมีคนหัวแตก อิโด ! รถพยาบาล รถพยาบาล !

 

 



 

 



แบคฮยอนนั่งหน้าบึ้งตึงอยู่ตรงหน้าเพื่อนที่เอาแต่หัวเราะไม่หยุด เขาบอกเล่าเก้าสิบเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อหลายวันก่อนให้เพื่อนฟัง เล่าตั้งแต่เรื่องข่าวกับนักร้อง ถ่ายโปรโมทซีรี่ย์ รองประธานตัวดีมาดูงานที่เขาถ่าย จบด้วยการที่เขาเรียกรองประธานว่าตาแก่ มันบอกว่ามันอยากจับก้นฉัน !

 

จงอินเลยหัวเราะไม่หยุดมาจนถึงตอนนี้ ห้านาทีแล้วก็ยังไม่หยุด

 

จับก้น...


เออ !


แล้วให้จับไหม ?”


ไอ้บ้านี่ ใครจะให้จับ !เขาโมโหเพื่อน โมโหไอ้แก่นั่นไม่หายด้วย พูดมาได้ ทุเรศ


ทำไมไม่ลองสักทีวะ บางทีคุณเค้าอาจจะเลิกยุ่งกับนายไปเลยก็ได้


แกก็ไปให้เค้าจับเองก็แล้วกัน อุบาทว์ที่สุดเลย

 

เขาสูดลมหายใจเข้าสุดลึกก่อนจะกระดกแอลกอฮอล์ตรงหน้าให้ไหลลงแผดเผาลำคอ ตอนนั้นที่เขาได้ยินประโยคทุเรศของไอ้แก่จอมลามก เขาก็หน้ามืดคว้าแจกันดอกไม้เล็กๆตรงนั้นฟาดใส่หัวตาแก่ปาร์คชานยอลจนหัวแตกเย็บไปเจ็ดเข็ม

 

ไอ้โรคจิต ไปตายซะ !


หนูจ๋า...เล่นแรงอีกแล้ว ปาร์คชานยอลกุมหัวตัวเองที่เลือดอาบ หนูอย่าลืมไปเยี่ยมป๋าที่โรงพยาบาลนะคะ

 

ยังจะมีหน้ามาบอกให้เขาไปเยี่ยมอีก ไปก็บ้าแล้ว แค่เขาจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้ก็เป็นการรับผิดชอบเท่าที่จะทำได้ (เพราะถ้าเป็นอย่างอื่นหรืออะไรที่มากกว่านี้ เขาคงได้สติแตกอีกรอบนึง)

 

ไอ้แก่โรคจิต !


ไม่เอาหน่า เลิกโมโหได้แล้วจงอินยิ้มให้เขา ไปหาบ้างรึยังล่ะ ไม่มีกำลังใจเดี๋ยวแผลหายช้านะ


ให้มันเน่าไปเลย ทะลึ่งเก่งดีนัก


อย่าดื่มเยอะล่ะ พรุ่งนี้เปิดกล้องไม่ใช่รึไง ?”


รู้แล้วหน่า ฉันดื่มแล้วหน้าไม่บวม แกก็รู้


สามแก้วพอนะ อย่า—”


จงอิน ?”


อ้าว...ไอ้ฮุน มาแดกเหล้าไง ?”


เออ นัดเพื่อนเอาไว้ เลี้ยงส่งมันไปอเมริกา

 

ถึงจะเป็นเพื่อนของจงอิน แต่สายตาของเพื่อนคนนั้นกลับจับจ้องอยู่ที่เขา เราสบตากันเล็กน้อยก่อนที่เขาจะยกแก้วในมือขึ้นเชิงทักทาย เช่นเดียวกับอีกฝ่ายที่ยิ้มให้เขา เพราะว่าเราสองคนไม่รู้จักกัน

 

เออ นี่เพื่อนกู บยอนแบค—”


บยอนแบคฮยอน ผมรู้จักคุณครับมือข้างหนึ่งของอีกฝ่ายยื่นมาตรงหน้าเขา ผมโอเซฮุน


ครับ ยินดีที่ได้รู้จัก

 

แบคฮยอนเอื้อมมือไปจับมือกับอีกฝ่ายเป็นสัญญาณตอบรับว่าเขายินดีรับไมตรีนี้จากโอเซฮุน

 

อย่าหวังเลยเพื่อน นี่เด็กคุณปาร์คชานยอล


ไอ้จงอิน !เขาเกือบเอาขนมขว้างใส่เพื่อนแต่ยั้งมือเอาไว้ได้ทัน


งั้นก็จริงน่ะสิที่ท่านรองประธานชานยอลเลี้ยงต้อยเด็กอายุน้อยกว่าเกือบจะสองรอบ


จริงครึ่งเดียวว่ะ เพราะว่าเด็กที่คุณรองประธานอยากจะเลี้ยงน่ะ เค้าไม่ยอมให้เลี้ยงน่ะสิ


ไม่มีใครเด็กใครทั้งนั้น หุบปากไปเลย ทั้งคู่ !เขาเสียงดังใส่ทั้งสองคนที่พูดจาไม่เกรงใจเขาเลย


โทษที อย่าโมโหสิจงอินยิ้มให้เขาเชิงว่าล้อเล่นนะ อย่าเครียดไปเลย มึงรีบไปไหม นั่งก่อนก็ได้


ขอโทษนะครับเซฮุนขอโทษก่อนจะนั่งลงตรงเก้าอี้ระหว่างเขากับจงอิน ข่าวที่ผมได้ยินมามันไม่ได้แย่หรอกครับ มันก็แค่เรื่องที่ว่าคุณปาร์คชานยอลถอดเขี้ยวเล็บแขวนไว้ที่บ้าน ตาไม่มองมือไม่ต้องผู้หญิงที่ไหนเพราะถวายหัวให้เด็กไปแล้ว


นี่คือไม่แย่เหรอครับ ?!”


ไม่หรอกครับ เพราะฟังแล้วก็รู้ว่าคนที่ด้อยกว่าก็คือคุณปาร์คชานยอลเซฮุนยิ้มให้เขาอย่างเป็นกันเอง จะว่าไป...ผมดีใจมากที่วันนี้ได้เจอคุณ เพราะว่าผมเพิ่งได้รับโอกาสเล่นละครเรื่องแรก คงจะต้องขอคำปรึกษาจากคุณแล้วล่ะครับ ผมเครียดมากเลย


ถ้าอย่างนั้นเราเอาไว้นัดเจอกันทีหลังก็ได้ครับ ผมยินดีให้ความช่วยเหลือเต็มที่

 

เขาเองก็เคยเป็นหน้าใหม่เหมือนกัน ยอมรับว่าตอนนั้นเขาเครียดมาก กลัวจะเล่นไม่ดี เล่นไม่ผ่าน ทำให้คนร่วมกองเดือดร้อน เยอะแยะมากมายไปหมดจนเขารู้สึกว่าอยู่คนเดียวไม่ไหว โชคดีที่เขามีเจ๊จุนมยอน มีรุ่นพี่ในวงการอย่างรุ่นพี่มินซอก กับรุ่นพี่อี้ชิงที่คอยช่วยเหลือเขามาเสมอ

 

ถ้านับเรื่องการแสดง คุณก็เป็นรุ่นพี่ผมเลยนะเนี่ยโอเซฮุนยิ้มให้เขา ถ้าอย่างนั้นผมจะเอาบทมาให้ดู เอาไว้นัดผ่านไอ้จงอินมันนะครับ


ได้เลยครับเขาตกปากรับคำอย่างไม่ลังเลใจ “จะว่าไป ผมเพิ่งคิดออกว่าผู้จัดการของผมเป็นแฟนคลับนัมเบอร์วันของคุณเลยนะ คุณเคยจัดมีตติ้งที่ coex ใช่ไหมครับ ผู้จัดการผมเคยลางานผมหนึ่งวันไปดูคุณด้วย บัตรผมก็ต้องช่วยกด หมดเร็วมากเลยนะครับ”


“ครับ ขอบคุณมากนะครับที่ผู้จัดการของคุณชื่นชอบผม”


“บัตรมีตติ้งฉันก็หมดนะ ทำไมนายไม่เคยพูดถึง” จงอินถามเขาที่เลิกคิ้วใส่เพื่อนเชิงว่ามันน่าแปลกใจตรงไหนกันที่เขาไม่พูดถึง


“แล้วทำไมต้องพูดถึง แกสำคัญอะไรนักหนาเหรอจงอิน”


“เอ้อ จำไว้ ได้ใหม่แล้วลืมเก่านะ !


“ล้อเล่นหน่า” เขาเอาแก้วโบกตรงหน้าเพื่อน ก่อนจะหันไปยิ้มหวานให้คนที่นั่งอยู่ใกล้ๆ “ดังแบบนี้ไม่ต้องกังวลอะไรแล้วมั้งครับ ให้มันเป็นไปตามธรรมชาติ”


“ไม่สิครับ ผมกังวลหนักกว่าเดิมอีก เพราะตั้งแต่มีข่าวว่าได้รับบท ก็โดนปรามาสทุกวันว่าจะทำได้ดีพอรึเปล่า”


“คุณก็ทำให้ดีที่สุดนั่นแหละครับ ใครจะมองดีไม่ดี ก็ให้ถือว่าเราเต็มที่แล้ว”


“เราต้องมานัดเจอกันจริงๆแล้วล่ะผมว่า ผมต้องการเพื่อนแบบคุณจริงๆนะ ไอ้จงอินมันไม่ได้เรื่องเลย”

 

จงอินที่โดนว่าอีกครั้งในวันนี้ถึงกับนั่งหลังตรง เพราะไม่คิดว่าเพื่อนทั้งสองคนจะรวมหัวกันพูดจาค่อนแคะเขาแบบนี้ รู้แหละว่าเพื่อนมันพูดเล่น แต่จะแท็กทีมกันรุมเขาแบบนี้มันก็ไม่ได้นะ

 

อย่าให้มันมากนักล่ะเพื่อน เดี๋ยวโดนคุณปาร์คชานยอลหมายหัวเอาแล้วจะยุ่ง


คุณแบคฮยอนจะช่วยผมใช่ไหมครับ ?”


แน่นอนครับ คุณโอเซฮุน

 

 



 

 

 


(มาต่อกันที่ข่าวต่อไปกันดีกว่าค่ะ จะบอกว่าไม่แซ่บก็คงไม่ได้ เพราะตอนนี้ทั้งสองคนกลายเป็นที่จับตามองของคนทั้งเกาหลีใต้แล้วนะคะ สำหรับน้องบยอนแบคฮยอนกับนายแบบโอเซฮุน ที่ตอนนี้ผันตัวเป็นนักแสดงแล้วสำหรับการประเดิมซีรีย์เรื่องแรก we’re in trouble ค่ะ มีมือดีเนี่ย จับภาพมาได้ว่าสองคนนี้ไปดินเนอร์สุดหรูใต้แสงเทียน...)

 

บอสครับ...


เงียบ !

 

(คุณบยอนแบคฮยอนให้สัมภาษณ์ว่าอย่างไร ไปดูกันค่ะ !)

 

(Q : กับคุณโอเซฮุน คราวนี้เป็นเพื่อนรึเปล่าคะ ?)

(A : ต้องขอโทษด้วยนะครับที่คราวนี้ต้องตอบว่าไม่ใช่ ผมกับเซฮุน...เรากำลังอยู่ในช่วงศึกษาดูใจกันอยู่ครับ)

(Q : รู้จักกันมานานแล้วหรอคะ ?)

(A : ที่จริงเรารู้จักกันเพราะเพื่อนสนิทของผม จงอินน่ะครับ จากตอนนั้นเราก็ได้เริ่มทำความรู้จักกัน แล้วตอนนี้ก็กำลัง...ครับ)

(Q : ยิ้มหวานแบบนี้ทำเอาเขินเลยนะคะ ทำไมถึงเป็นคุณโอเซฮุน คนที่คุณแบคฮยอนเลือกที่จะเปิดใจให้ ?)

(A : อืม...อาจเป็นเพราะเราวัยใกล้ๆกัน คุยกันถูกคอ...)

 

ปิด ปิด !!


ครับบอส ปิดแล้วครับ !!คยองซูคว้ารีโมทมากดปุ่มสีแดงเพื่อปิดทีวีตามคำสั่งของบอสที่ตอนนี้กำลังกำมือแน่นทั้งสองข้าง สูดลมหายใจเข้าออกอย่างช้าๆ เพื่อระบายความโกรธ แต่เขาก็รู้ว่ามันไม่ได้ผลหรอก เขารู้ว่าคุณบอสจะต้องยกมือขึ้น เงื้อสุดแขนแล้วปล่อยลงมาที่โต๊ะ

 

ตุ้บ !

 

เพราะว่ารู้...เขาจึงเอาหมอนไปรองหมัดของบอสไว้ได้ทัน เสียงที่ได้ยินจึงไม่ใช่เสียงทุบโต๊ะ แต่เป็นเสียงทุบหมอนที่จะทำให้มือของบอสไม่เจ็บปวด

 

โถ่เว้ย !


บอสครับ ใจเย็นๆนะครับ


ได้ยินไหม คุยกันถูกคอ วัยเดียวกัน วัยเดียวกัน !คุณบอสตะโกนเสียงดังทำเอาเขาตกใจสุดตัว แต่ก็ยังตั้งสติได้ทัน


บอสครับ คุณแบคฮยอนพูดว่าวัยใกล้ๆกัน ผมว่าอายุของบอสกับคุณแบคฮยอนไม่ได้ไกลกันเลยนะครับ ห่างกันสิบเก้าปี...ยังไม่ถึงยี่สิบด้วยซ้ำครับ !


“...”


จริงๆนะครับบอส เชื่อผมสิครับ !


ไปหามาว่าวันนี้แบคฮยอนจะไปไหน...


บอสครับ ผมเป็นเลขา ไม่ใช่นัก—”


ไป !!


ครับ !!

 

โดคยองซูรีบวิ่งออกจากห้องทำงานของบอสเพื่อกลับไปที่โต๊ะของตัวเอง เขาอาจจะสะเพร่า รีบร้อนจนลืมโทรศัพท์เอาไว้บนโต๊ะ แต่เขาไม่ได้ฉลาดน้อยพอที่จะไม่รู้ว่าต้องโทรหาใคร

 

(อะไรยะอิโด ไฟไม่ไหม้ไม่ต้องโทรมานะยะหล่อน)


เจ๊ พอจะบอกผมได้ไหมว่าคืนนี้คุณแบคฮยอนจะไปไหน เจ๊บอกผมเถอะนะ บอสผมเค้าสั่งให้ผมมาถามเจ๊อ่ะ


(เสียใจด้วยย่ะ ฉันไม่ขายน้องกิน !)


เจ๊แน่ใจนะ ผมฟ้องบอสนะว่าเจ๊ไม่ขายน้องกินก็เลยจะขายตัวเองแทน ด้วยการออกจาก—”


(แกขู่ฉันหรออิโด ร้ายนักนะยะหล่อน แปปนึง !)

 

เสียงพี่จุนมยอนเงียบหายไป แทนที่ด้วยเสียงกุกกักจนใจเขาเต้นไม่เป็นส่ำ ถ้าไม่รู้ว่าคุณแบคฮยอนจะไปไหนบอสจะต้องโกรธแน่ๆ เขาไม่อยากให้บอสโกรธ เพราะที่ทำงานจะเหมือนนรก บอสจะเป็นยมบาล แผลที่หัวจะหายช้า จากเดิมที่ช้าอยู่แล้วเพราะคุณแบคฮยอนไม่มาดูดำดูดี ตีบอสเสร็จแล้วก็ทิ้งขว้าง

 

แต่คุณแบคฮยอนไม่ผิดหรอก บอสของคยองซูดันไปบอกว่าอยากจับก้นคุณแบคฮยอน ไม่โดนเอาปืนมายิงทิ้งก็ดีเท่าไหร่แล้ว

 

(ไปทานข้าวกับคุณเซฮุนที่ร้าน eat with us รอบจองสองทุ่มครึ่ง !)


ถามจริงนะเจ๊ เค้าเป็นแฟนกันจริงป่ะ บอสผมจะอกหักหรอ ?”


(ก็จริงแหละมั้ง แต่น้องแบคขาของเจ๊ก็อาจจะแค่คุย เอาแน่เอานอนอะไรไม่ได้หรอก)


บอสผมเฮิร์ทนะ วันนี้ข้าวก็ไม่ยอมกิน บอกว่าคิดถึงคุณแบคฮยอน


(แกก็น่าจะชินแทนบอสแกได้แล้วนะยะ โดนปฏิเสธมาไม่รู้ตั้งกี่ครั้ง แค่นี้นะ ฟิตเนสอยู่ !)

 

คยองซูถอนหายใจเป็นเพื่อนบอสใส่โทรศัพท์ เขาเหนื่อยจริงๆกับการที่บอสรักใครที่ไม่ควรรักแบบนี้ เขายังจำได้ดีว่าวันที่บอสของเขาได้เจอคุณแบคฮยอนวันแรกนั้น บอสอาลัยอาวรณ์เป็นบ้าเป็นหลังขนาดไหน เขาเองก็คิดว่าบอสแค่อยากได้ตามประสาผู้ชายเจ้าชู้ คิดเหมือนคนในครอบครัวของบอสที่คิดว่าลูกชายคนสุดท้องของบ้านคนนี้เอาแต่ใจตัวเองตามประสาไปอย่างนั้น จนเขาได้เห็นบอสลงทุนทำอะไรหลายๆอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน นิสัยเจ้าชู้หายวับไปราวกับเสกเอา ทำให้เขารู้ว่าบอสคงตกหลุมรักคุณบยอนแบคฮยอนจริงๆ

 

จะว่าไปคุณแบคฮยอนก็เหมาะสมกับบอสที่สุด ทั้งในด้านของนิสัยหรือการควบคุมผู้ชายอย่างบอส ติดอยู่ที่ว่าคุณแบคฮยอนไม่เอาเนี่ยแหละ เลยไม่รู้ว่าควรจะช่วยเหลือบอสยังไงดี

 

วันนี้สองทุ่มครึ่งที่ร้าน eat with us กับคุณโอเซฮุนครับคยองซูเข้าไปรายงานบอสในห้องทำงาน ห้องของคนที่ตอนนี้เขารู้ว่าโดนพิษรักแรงหึงเล่นงานจนเสียผู้ใหญ่


กับโอเซฮุน...ฉันนี่มันพลาดจริงๆ


“...”


ควรจะเล่นข่าวตั้งแต่วันนั้นที่เจอกัน ฉันมันโง่เองแหละที่คิดไม่ทันว่าแบคฮยอนจะเอาจริง ไอ้นายแบบนั่นมันดีกว่าฉันตรงไหน ฉันให้เค้าได้ทุกอย่าง ทุกอย่างที่ฉันมีด้วยซ้ำ แต่ทำไม...


“...”


ทำไมเค้าถึงไม่เลือกฉัน


บอสครับ ผม...


เอาเอกสารที่เหลืออยู่เข้ามาด้วย ตามหัวหน้าฝ่ายการตลาดเข้ามาให้ด้วยตอนประมาณสี่โมง ฝ่ายผลิตด้วยนะ บอกว่าให้ส่งคนใหม่มา คนเก่าพูดจาไม่รู้เรื่อง ฉันฟังไม่เข้าใจ


ครับ

 

คยองซูเดินออกมาจากห้องของเจ้านายด้วยจิตใจห่อเหี่ยว เขาทำงานกับคุณบอสปาร์คชานยอลมาก็เข้าปีที่สี่แล้ว เขาไม่เคยเห็นบอสของเขาเป็นแบบนี้มาก่อนเลย ชีวิตของบอสไม่เคยต้องง้อใครคนไหน คุณแบคฮยอนเป็นคนเดียวที่บอสยอมทุกอย่างแล้วจริงๆ แต่ความรักมันก็คงไม่เข้าใครออกใคร คุณแบคฮยอนไม่ชอบบอสก็คือไม่ชอบ จะไปบังคับใจใครก็ไม่ได้

 

เขาหลุดออกจากภวังค์ของการทำงานเมื่อได้ยินเสียงโทรศัพท์ของตัวเองดังขึ้น พอยกขึ้นดูว่าใครโทรมานั้น เขาก็ต้องรีบกดรับเพราะเบอร์นี้เป็นเหมือนเบอร์ฉุกเฉิน

 

ว่าไงเจ๊ ฟิตเนสไม่ใช่รึไง ?”


(ลืมถามเลย บอสแกถามไปทำไมวะ)


เรื่องเดิมๆแหละเจ๊ แต่อย่าเอาไปบอกคุณแบคฮยอนนะ ขอให้บอสได้เจอคุณแบคฮยอนหน่อย


(เออ แต่ถ้าน้องแบคฮยอนด่าเจ๊ เจ๊จะบอกว่าคุณปาร์คชานยอลบีบเจ๊นะ)


ได้ๆ เดี๋ยวรอบนี้ผมจะยอมหัวแตกแทนบอสเองคยองซูถอนหายใจ เขายอมโดนแทนบอสก็ได้รอบนี้ อย่างน้อยก็ให้เจ็ดเข็มนั่นมันจางๆลงไปก่อน “ผมสงสารบอสอ่ะเจ๊ บอสผมเป็นคนดีนะ”


(อย่าว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลยนะ เจ๊ก็สงสารตัวเองเหมือนกัน เจ๊ชอบน้องเซฮุนมาหลายปีดีดัก สุดท้ายก็เป็นได้แค่ผู้จัดการของคนที่น้องกำลังศึกษาดูใจ แต่เจ๊ไม่ได้อะไรกับน้องแบคฮยอนนะอิโด เจ๊รักน้องแบคฮยอนมากกว่าน้องเซฮุนอยู่แล้ว)


“เหรอ”


(แหม อิโด แกกล้าเหรอใส่ฉันหรอยะ นังคนเลี้ยงไม่เชื่อง !)


“ผมเคารพรักบอสมากเลยนะเจ๊ ผมไม่อยากเห็นบอสไม่เป็นผู้เป็นคนเหมือนตอนที่คุณแบคฮยอนพูดว่าชาตินี้จะไม่มีวันรักบอสอ่ะ ถึงจะแค่สามวันแล้วกลับไปทู่ซี้ใหม่ แต่...แต่ผมก็ไม่อยากเห็นอ่ะ เจ๊เข้าใจรึเปล่า”


(เข้าใจ แต่แกจะให้เจ๊ทำยังไงล่ะ คนรักกันชอบกัน เราจะไปทำอะไรได้)

 

ที่เจ๊จุนมยอนมันก็เป็นความจริง การที่คุณบยอนแบคฮยอนจะไม่ชอบบอสของเขามันก็โทษใครไม่ได้เลย คุณแบคฮยอนไม่ผิดที่ไม่ชอบบอส บอสก็ไม่ผิดที่หลงรักคุณแบคฮยอนหัวปักหัวปำ จนโดนพี่ชายแซวทุกครั้งที่เจอหน้ากันว่าบอสของเขาอาจจะมีแววได้เป็นอมตะเพราะกินเด็ก แต่ทุกครั้งที่โดนแซว บอสของเขาก็จะส่ายหน้าให้พี่ชาย เพื่อที่จะบอกว่ามันยังไม่มีวี่แววที่จะสำเร็จเลย

 

เขาเคยถามคุณแบคฮยอนด้วยว่าคุณบอสปาร์คชานยอลที่เคารพรักของเขาไม่ดีตรงไหนกัน คุณแบคฮยอนก็ทำแค่ยิ้มบางๆให้เขา ก่อนจะตอบกลับมาว่า บอสของนายดีมากเลยล่ะ แต่ฉัน...ก็แค่ไม่ชอบน่ะ

 

คำว่าไม่ชอบชนะทุกอย่างจริงๆ เพราะมันทำให้บอสของเขาชนะหัวใจคุณแบคฮยอนไม่ได้

 

(เจ๊นะ เคยได้ไปนั่งกินข้าวด้วย คุยกันแต่เรื่องงานให้เจ๊ฟัง แต่พอเจ๊ออกมานะ หัวเราะกันกระหนุงกระหนิง แกคิดว่าเจ๊จะเจ็บมากแค่ไหน หัวจิตหัวใจแฟนคลับน้องฮุนของเจ๊น่ะ แต่เจ๊ก็ต้องทนได้ป่ะวะ ถ้าคนที่น้องฮุนชอบจะเป็นน้องแบคฮยอน !)


“ผมว่าเจ๊ต้องใจเย็นๆนะ ศึกษาดูใจไม่ได้แปลว่าต้องเป็นแฟนกัน”

 

ไม่คิดว่าเขาจะต้องมาปลอบผู้จัดการส่วนตัวของคุณแบคฮยอนด้วยอีกคน แค่บอสคนเดียวเขาก็ไม่รู้ว่าจะทำยังไงให้หายเศร้า การเห็นบอสต้องตั้งหน้าทำการทำงานด้วยความเครียดนั้นมันทำให้เขารู้สึกแย่มากจริงๆ

 

(แกจะไปรู้อะไรยะอิโด เจ๊ไม่เคยเห็นแกชอบใครสักคน !)


“ผมชอบคุณอี้ชิงที่เป็นดาราหนัง ผมไปแฟนมีตด้วย เจ๊อย่ามาพูดอย่างนี้นะ !


(ทำไมอิโด คุณอี้ชิงมีแฟนแล้วแกอย่ามาร้องห่มร้องไห้นะ !)


“ไม่มี !” คยองซูตะโกนใส่โทรศัพท์ “ไม่มี !

 

หลังจากวางสายเจ๊จุนมยอนไปเพราะทะเลาะกัน คยองซูก็ตั้งหน้าตั้งตาทำงานของตัวเองตามที่ต้องทำเป็นประจำทุกวัน หน้าที่หลักของการเป็นเลขาของเขานั้นคือการจัดระเบียบงานของคุณปาร์คชานยอลให้ดีที่สุด งานไหนสำคัญ งานไหนมาก่อน งานไหนเอาไว้ทีหลังได้ งานไหนเลื่อนไปก่อน งานไหนเลื่อนเข้ามา มีหลายครั้งที่เขาทำได้ไม่ดีพอ แต่บอสก็ไม่เคยว่าเขาเลยสักครั้ง บอกเขาแค่ว่าเอาใหม่ พยายามให้ดีว่านี้ และมันก็ทำให้เขาพยายามทำให้ดีที่สุดมาตลอด

 

ระหว่างที่กำลังนั่งทำงาน เขาก็คิดถึงวันนั้นที่บอสของเขาอิดออดไม่ยอมไปงานเลี้ยง จนคุณผู้หญิงต้องมาลากออกไปจากห้องทำงาน ตามด้วยการลากขึ้นไปที่ห้องจัดเลี้ยง บอกกับลูกชายตัวเองว่าจะมาเดินหน้าบึ้งอยู่ที่นี่ก็ได้แต่ก็ต้องมา อายุก็ไม่ใช่น้อยๆแล้วยังทำตัวเป็นเด็กอยู่ได้ รวมถึงการหันมาหาเขาว่าให้ช่วยดูแลคุณบอสด้วย อย่าให้ไปติดผู้หญิงที่ไหน วันนี้ต้องกลับบ้าน ถ้าเห็นท่าไม่ดีให้รีบมาฟ้องได้เลย

 

เขาเดินตามบอสที่อ้าปากหาวทุกห้านาที รวมถึงการปรับหน้าให้ทันเวลาที่มีใครตรงเข้ามาทักทาย เงี่ยหูฟังเสียงของเขาที่คอยบอกชื่อให้ว่าคนนั้นชื่ออะไร คนนี้ชื่ออะไร จนกระทั่งวินาทีที่มีผู้ชายที่ใส่สูทสีแดงเลือดนกเดินผ่านหน้าไป บอสของเขาก็ทำหน้าเหมือนก่อนหน้านี้ตัวเองไม่เคยทำหน้าไม่อยากมางานเลี้ยงนี้มาก่อน

 

ใครน่ะ ?!’


เอ่อ นั่นคุณบยอนแบคฮยอน นักแสดงในสังกัดของบริษัทเราครับ


ทำไมฉันไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนเลยล่ะ คุณบอสมองตามคุณแบคฮยอนไปอย่างไม่ละสายตา เรามีคนหน้าตาน่ารักแบบนี้มาอยู่ด้วยตั้งแต่เมื่อไหร่


เมื่อปีก่อนครับ คุณแบคฮยอนเป็นนักแสดงซีรี่ย์แนววัยรุ่นครับ


อะไร นี่เธอว่าฉันแก่รึไง ในรุ่นสามฉันเด็กที่สุดแล้วนะ


แต่... คนที่โตที่สุดของรุ่นสี่ก็เรียนจบมหาวิทยาลัยแล้ว คุณแบคยอนอายุยี่สิบสามครับ


ฉันเพิ่งจะ...ปีนี้ฉันอายุเท่าไหร่นะ ?


บนเค้กวันเกิดปีล่าสุดเป็นเลขสี่สิบสองครับคยองซูตอบเต็มปากเต็มคำ แต่บอสครับ  ผมคิดว่าเราควรไปทักบอสครับ กลับมาก่อน !’

 

ตั้งแต่วันนั้นมา ชีวิตของโดคยองซูคนนี้ก็ไม่เคยเหมือนเดิมอีกเลย เพราะงานอีกอย่างที่เพิ่มเข้ามาคือการจัดหาเวลาให้บอสไปดูแลคุณแบคฮยอนได้โดยไม่เสียการงาน รับหน้าคุณหญิงตอนที่คุณบอสชานยอลหนีไปต่อแถวซื้อขนมให้คุณแบคฮยอน ทำทุกอย่างที่บอสอยากจะทำ เพราะว่าบอสไม่เคยรักใครมากเท่านี้มาก่อน รักถึงขนาดยอมตื่นไปต่อแถวซื้อครัวซองต์เนยสด เพื่อที่จะได้เอาไปให้คุณแบคฮยอนที่มาทำงานที่สตูดิโอตอนแปดโมง

 

ขอบคุณครับจากคุณแบคฮยอน ทำเอาบอสของเขาเพ้อไปยี่สิบสี่ชั่วโมงเต็มๆ 

 

เสียงโทรศัพท์บนโต๊ะทำงานทำให้เขาละสายตาจากงานที่ทำอยู่ไปมอง ไฟที่กะพริบอยู่ที่เลขหนึ่งทำให้เขาลุกยืนขึ้นทันที ก่อนจะเคาะประตูห้องสามครั้งตามมารยาทแล้วเปิดเข้าไปข้างใน

 

“ครับบอส ?”


“เสร็จงานแล้วคุณกลับไปได้เลยนะ เรื่องคืนนี้ผมจะจัดการเอง”


“ได้ครับ” คยองซูรับคำของบอส “สู้เค้านะครับบอส ผมว่าบอสดีกว่าคุณโอเซฮุนตั้งเยอะ”


“ใช่ ฉันรู้ดีว่าฉันดีกว่าโอเซฮุนเยอะ เอานามบัตรร้านดอกไม้เข้ามาให้ด้วยนะ”

 

ถึงบทสัมภาษณ์ของหนูจ๋าจะทำให้ปาร์คชานยอลคนนี้เสียศูนย์ไปบ้าง แต่เขาก็ยังมั่นใจว่าหนึ่งปีที่เขาเพียรพยายามทำเพื่อหนูน้อยของเขาคนนี้ มันจะทำให้คำว่าไม่ในใจของบยอนแบคฮยอนเปลี่ยนแปลงไปบ้าง

 

ตั้งแต่วันนั้นที่เขาได้เห็นใบหน้าน่ารักที่เต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งและถือตัวอย่างเข้าที แววตาที่มองตรงหน้าที่เขาอย่างว่างเปล่า  ก่อนจะเปลี่ยนเป็นความเคารพเมื่อรู้ว่าเขาเป็นใคร และเปลี่ยนไปอีกครั้งตอนที่เขาแสดงเจตนาของตัวเองออกไปว่าแท้จริงแล้วเขาต้องการอะไร

 

ขอโทษนะครับ ผมไม่คิดจะ—’


หนูจ๋า...


คุณเรียกผมว่าอะไรนะครับ ?ใบหน้าน่ารักเชิดขึ้นอย่างท้าทาย ขอโทษนะครับท่านรองประธาน แต่ผมไม่—’


หนูแบคฮยอนน้อย ป๋าไม่เคยเจอใครน่ารักเท่าหนูมาก่อนเลย


นี่คุณเป็นบ้ารึไงเนี่ย !’

 

หนูน้อยของเขาน่ารักเสมอ เขาดีใจทุกครั้งที่แบคฮยอนไม่ปฏิเสธของที่เขาให้ เพราะเขามักจะเลือกให้ของอย่างดอกไม้ ขนม หรืออาหารที่เขารู้ว่าหนูจ๋าของเขาจะต้องชอบ อะไรที่แบคฮยอนจะต้องรับ เพราะว่าเจ้าตัวเป็นคนชอบดอกไม้ ไม่กินอาหารทิ้งขว้าง และชอบทานขนมเป็นชีวิตจิตใจ

 

ที่ผมรับดอกไม้ รับอาหารของคุณ...


ค่ะ หนูจ๋า


ให้ตาย...นั่นก็เป็นเพราะผมชอบดอกไม้ และผมรู้ว่าถ้าผมไม่รับข้าวที่คุณซื้อมาให้ คุณก็จะเอาไปทิ้ง เพราะฉะนั้น...มันหมายความว่าผมไม่ได้พิศวาสอะไรคุณทั้งนั้นนะครับ คุณปาร์คชานยอล


แต่ป๋าพิศวาสหนูจ๋านะคะ


คุณกำลังทำให้ผมโมโหนะ !’


หนูโมโหแล้วต่างหาก ตอนทำหน้าแบบนี้น่ารักเหมือนกันนะเนี่ย หนูจ๋าน่ารักตลอดเลย


เงียบนะ !’

 

เขาไม่เคยได้รับอนุญาตให้ไปกินข้าวกับหนูจ๋า เพราะแบคฮยอนไม่เคยตอบตกลงเขาสักครั้ง แค่เดินไปซื้อของด้วยกันหนูจ๋าก็ยังไม่ไป บอกว่าไม่มีเหตุจำเป็นอะไรที่จะต้องไปกับเขา ยิ่งเรื่องห้องน้ำ...หนูจ๋าล็อคประตูใส่เขาทุกที

 

ป๋าก็จะเข้าห้องน้ำเหมือนกันนะ หนูมาล็อคประตูทางเข้าแบบนี้ได้ยังไง


อย่าเข้ามานะไอ้โรคจิต รู้หรอกว่าจะทำอะไร !’


จะทำอะไรล่ะหนูจ๋า นี่มันห้องน้ำสาธารณะนะคะ

 

แต่มีครั้งหนึ่งที่เขามีโอกาสได้ไปส่งหนูจ๋าที่คอนโด เพราะว่าฝนตกหนักราวกับพายุจะเข้า งานที่ทำเลยเถิดเกินเวลาจนดึกดื่น ผู้จัดการส่วนตัวมีปัญหาเรื่องแมวเปอร์เซียชื่อจีจี้ที่บ้านป่วย ขอตัวกลับไปก่อนที่พายุจะเข้าโซลเสียอีก ตรงนั้นเลยมีเพียงเขาคนเดียวที่พอจะช่วยเหลือหนูจ๋าได้

 

วันนั้นแจ่มชัดอยู่ในความคิดเขาจนถึงวันนี้ เพราะเขาได้รู้ในสิ่งที่หนูจ๋าของเขาเป็น ได้รู้เรื่องราวส่วนตัวเล็กน้อย ที่ถึงแม้เขาจะรู้อยู่แล้วจากการให้คนไปหาประวัติมาให้ แต่มันก็ดีต่อหัวใจของเขาไม่เท่าการได้รู้จากปากของหนูจ๋าของเขา

 

คุณเคยมีแฟนรึเปล่า ? แบคฮยอนถามเขาในตอนที่เรากำลังนั่งรอฝนให้เบาลงอีกสักนิดด้วยกัน ไม่สิ ผมต้องถามว่าคุณเคยมีแฟนมาแล้วกี่คน


หนูถามเพราะว่าหนูหึงหรือว่าหนูอยากจะศึกษานิสัยใจคอของป๋าคะ ?


คุณก็แค่ตอบๆมา ผมไม่รู้ว่ามันยากกว่าการกวนประสาทผมตรงไหน


ป๋าเคยมีแฟน...มาทั้งหมดสามคน สิ่งที่เขาพูดออกมาทำให้แบคฮยอนทำหน้าแปลกใจ ทำไมหนูทำหน้าแบบนั้นล่ะ เยอะไปหรอ หนูไม่ชอบใช่ไหม ?


ผมว่าคุณพูดผิด คุณจะบอกผมว่าสามสิบรึเปล่า ?


ถ้าหนูอยากได้คำตอบแบบนั้น หนูก็ต้องถามว่า...ป๋าเคยนอนกับผู้หญิงมาแล้วกี่คน


บ้าเอ๊ย ไอ้ตาแก่โรคจิต !’ แบคฮยอนทำให้เขาหัวเราะ เยอะเกินไปแล้ว ไม่ซ้ำคนบ้างรึไง


หนูไม่ต้องห่วงหรอกนะ ตั้งแต่เราเจอหน้ากันครั้งแรก ป๋าก็คิดไว้ในใจแล้วว่าชาตินี้ป๋าจะนอนกับหนูแค่คนเดียว


ใครจะไปนอนกับคุณกัน !’

 

ถึงคำพูดของเขาจะทำให้แบคฮยอนหัวเสียไปบ้าง แต่เราก็ยังนั่งคุยกันต่อเพราะฝนยังไม่มีวี่แววว่าจะหยุดตกเสียที

 

แล้วหนูเคยมีแฟนรึยังคะ  ? เขาถามแบคฮยอนทั้งที่รู้อยู่แก่ใจ


คนนึง เป็นผู้หญิง แบคฮยอนเล่าให้เขาฟัง มันเลยทำให้ผมรู้ว่าผมชอบให้คนเทคแคร์ผมมากกว่าที่ผมจะต้องเทคแคร์ใคร แต่ก็ใช่ว่าทำไม่ได้นะ หรือไม่...ผมก็อาจจะชอบเธอไม่มากพอที่อยากจะดูแลก็ได้


ดูแลของหนูคือแบบไหนคะ ? 

            

อืม..ก็อย่าง...สมมติว่าแฟนกลับมาจากทำงาน ผมก็คงถามว่าเหนื่อยไหมครับคนดี วันนี้เป็นยังไงบ้างครับ


วันนี้ก็ดีค่ะ ป๋าเห็นหน้าหนูแล้วก็หายเหนื่อยเลย อยากฟัดหนูจะแย่


ไอ้คนทะลึ่ง !’

 

เขาโดนหนูจ๋าเอากระเป๋าฟาดจนน่วม แต่มันก็ทำให้เขารู้สึกดีมากจริงๆ

 

ผมไม่ได้คิดจะเป็นดาราเลย ผมเรียนโฆษณามา อยากทำงานเกี่ยวกับพวกนี้มากกว่า แต่เพราะว่าผมอยากได้นาฬิกา...พอคิดแล้วมันก็ตลกดีที่ผมมาถึงจุดนี้ได้ คุณว่ามันเร็วไปรึเปล่า ?


อะไรที่หนูบอกว่าเร็วไปคะ ?


ชื่อเสียงของผม...มันมาแบบไม่ทันตั้งตัวเกินไป ผมไม่ได้เตรียมใจรับเรื่องนี้เอาไว้เลย


หนูรู้ไหม...ป๋าเชื่อว่ามันจะไปได้ดีนะ เขาพูดอย่างที่คิดอยู่ในใจ เพราะว่าสิ่งที่หนูได้รับ มันมาจากความสามารถของหนู หนูทำได้ดีเกินกว่าจะเรียกว่านักแสดงหน้าใหม่ด้วยซ้ำ


คุณดูซีรี่ย์ที่ผมเล่นด้วยเหรอ ?


อาจจะไม่ใช่วัย แต่ป๋าก็ดูนะ หนูแสดงเก่งมาก ฉากที่หนูทะเลาะกับพ่อแม่แล้วทำร้ายตัวเองนะ ป๋าร้องไห้เลย


ขี้โม้ ถึงจะพูดแบบนี้แต่แบคฮยอนก็หัวเราะออกมาให้เขาได้ยิน ผม...แสดงเก่งจริงๆเหรอ ?


ถ้าพูดแบบไม่เข้าข้างเลยคือหนูแสดงเก่งมากๆ แต่ถ้าพูดแบบเข้าข้างก็คือหนูแสดงเก่งที่สุดในโลก  เพราะว่าหนูคือที่สุดในหัวใจของป๋า


ตาแก่เอ๊ย...                   

 

ทำไมเขาจะไม่เคยทำใจเรื่องบยอนแบคฮยอน ทำไมเขาจะไม่เคยคิดว่าวันหนึ่งหนูน้อยของเขาจะไปมีใคร ทำไมจะไม่เคยคิดว่าถ้าหากคนนั้นไม่ใช่เขา เขาจะต้องทำใจกับเรื่องนี้อย่างไร เขาจะต้องรู้สึกแบบไหน คิดอะไร ทำอะไรที่จะทำให้ทนกับสิ่งที่เกิดขึ้นให้ได้

 

เพียงแต่เขาไม่เคยคิดว่าวันนั้นมันจะมาถึงเร็วขนาดนี้...

 

หนึ่งปีมันไม่ใช่เวลาที่นานเลยสำหรับเขา มันเหมือนชั่ววินาทีเดียวที่เขาได้ใช้เวลาไปกับการวิ่งตามหนูจ๋า และทำให้มีความสุขมากที่สุดเท่าที่จะมีได้ ได้พูดจาที่ทำให้หนูจ๋าหัวเราะหรือโกรธจนร้องไห้

 

ทำให้ได้ทุกอย่าง...เท่าที่เขาจะทำได้แล้ว

 

“สั่งดอกไม้ครับ ดอกกุหลาบสีแดงช่อนึง...แล้วก็สีขาว”

 

เขาพูดออกไปด้วยความรู้สึกในใจที่ขมขื่นเต็มทน เขาไม่เคยหลงรักใครมากเท่านี้ เลยไม่เคยรู้สึกเจ็บเท่านี้มาก่อน  

 

“ครับ...สีขาวอีกช่อ...ผมจะไปรับประมาณสองทุ่มถึงสองทุ่มครึ่ง...ครับ ขอบคุณครับ”

 

เขาจะถามบยอนแบคฮยอนเป็นครั้งสุดท้าย

 

ครั้งสุดท้ายที่จะเป็นคำตอบให้กับชีวิตของเขาว่าควรจะยืนอยู่ในชีวิตของคนที่รักมากที่สุดคนนี้รึเปล่า

 

 




(2/3)





ใกล้จะถึงแล้ว อีกประมาณห้านาที โทษทีที่ช้านะ รถมันติดมากเลย


(ไม่เป็นไร ไม่ต้องรีบนะเดี๋ยวไปชนใครเข้า)


โอเค แค่นี้นะเซฮุน


(โอเค)


เขาตั้งใจขับรถมากกว่าปกติเพราะวันนี้รถติดมาก ต้องใช้สมาธิในการดูซ้ายดูขวา เพราะว่าเซฮุนจะต้องเริ่มถ่ายซีรี่ย์ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า การให้คำแนะนำซ้ำแล้วซ้ำเล่าเรื่องการแสดงจึงมาตกอยู่ที่เขาเพราะจงอินช่วยเหลืออะไรไม่ได้เลย

 

กับเซฮุนนั้นเราคุยกันถูกคออย่างเหลือเชื่อ อาจเป็นเพราะว่าเราต่างคนต่างสนิทกับจงอิน และคนที่จงอินคบก็ต้องเป็นคนที่เข้ากับเขาได้ดีเพราะว่าเราเป็นเพื่อนกัน คนนิสัยเสียเหมือนกันสามคนมาเจอกัน ความเป็นเพื่อนมันก็ต้องงอกเงยขึ้นมาจากความสัมพันธ์นั้นอยู่แล้ว

 

ใช่...เพื่อน

 

เราเป็นเพื่อนกัน...

 

การสัมภาษณ์ที่ออกอากาศไปเมื่อบ่ายนั้น เขาคิดมันออกมาได้สดๆร้อนๆ แน่นอนว่าเขาโดนเซฮุนหมายหัวไว้ว่าจะต้องเตะสักทีที่พูดออกไปแบบนั้น แต่มันอาจจะเป็นเพราะเขาคิดอะไรตื้นเขินเกินกว่าจะไตร่ตรองได้ทัน และมันก็กู่ไม่กลับเพราะว่าทุกคนเชื่อไปแล้วว่ามันคือความจริง

 

เขาหักหน้าไอ้นักร้องคนนั้นไม่มีชิ้นดี ดูซิว่าจะโดนคนพูดถึงเรื่องที่โกหกแบบนี้ไปถึงเมื่อไหร่ จะโกหกสังคมมันก็ไม่มีใครว่าหรอกถ้าคนที่ตกเป็นจำเลยในเรื่องนั้นรับรู้และให้ความยินยอม(เช่น โอเซฮุน) แต่การมาบอกว่าเป็นแฟนเขาทั้งที่เราไม่สนิทกันเลยสักนิด มันทำให้เขาโกรธจนรู้สึกว่าแพ้ไม่ได้

 

แต่เรื่องเมื่อบ่ายเป็นข้อยกเว้น เพราะว่าเซฮุนรู้ และไม่ได้ว่าอะไรเขาทั้งนั้น เขาบอกนักข่าวว่าเรากำลังศึกษาดูใจกันอยู่ เอาไว้บอกทีหลังก็ได้ว่าเราไปกันไม่ได้แล้วก็ได้ เป็นเพื่อนกันดีกว่า เพราะว่านิสัยเหมือนกันเกินไป เหมาะจะเป็นเพื่อนกันมากที่สุด

 

พอให้สัมภาษณ์ไปแบบนั้น สายแรกที่ติดต่อเข้ามาหาเขาคือคิมจงอิน เพื่อนมันพูดใส่เขาว่า ฮะ ?’ แต่ว่าเขาก็ทำแค่หัวเราะกลับไป บอกว่ามันไม่มีอะไรไปมากกว่าเรื่องตลกระหว่างเพื่อนกัน

 

สายที่สองเป็นเจ๊จุนมยอน (ช้ากว่าจงอินเสี้ยววินาทีจนกลายเป็นสายซ้อน ซึ่งโดนเขาตัดสายทิ้งและโทรกลับไปหลังจากคุยกับจงอินเสร็จ) คร่ำครวญว่าอะไรกันคะ ละล่ำละลักเหมือนคนจะร้องไห้ พอเขาถามก็รีบบอกว่าเจ๊มาฟิตเนสค่ะ เจ๊เหนื่อย เจ๊ไม่ได้ร้องไห้เพราะอิจฉาน้องแบคฮยอนนะคะ ไม่เคยเลยค่ะ เจ๊ไม่ได้เสียใจที่น้องฮุนของเจ๊จะมีแฟน เจ๊แค่เหงื่อไหลเข้าตา เจ๊ไม่ได้ร้องไห้จริงๆนะคะ

 

เขาขอโทษผู้จัดการแสนดีของเขาคนนี้อยู่ในใจ ก่อนจะพูดโกหกออกไปว่ามันคือเรื่องจริง เพราะถ้สเขาบอกว่าเขาแค่โกหกออกไปอย่างนั้น เจ๊จุนมยอนคงจะหลุดบอกนักข่าวไปในอีกสามนาทีต่อมา เพราะเจ๊จุนมยอนนั้นนิยมชมชอบพูดเรื่องจริง อันไหนเป็นเรื่องจริงเจ๊พูดหมด

 

เอาไว้เขาจะซื้อชาแนลสักใบไปขอโทษ พามากินข้าวกับเซฮุนสักมื้อ เป็นการขอโทษที่ทำให้เจ๊จุนมยอนที่น่ารักของเขาต้องเสียใจ

 

น่าแปลก...ที่คนที่เขาคิดว่าจะได้รับสายแน่ๆ อย่างโดคยองซูนั้นไม่โทรมาแม้แต่สายเดียว ทั้งที่เขาเตรียมคำพูดเอาไว้เป็นตั้งเพื่อที่จะบอกตาแก่เกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้น บอกว่าเขากำลังศึกษาดูใจกับโอเซฮุนอยู่จริงๆ เชิญตาแก่กลับไปนอนกอดหมอนข้างที่บ้านเถอะ อย่ามายุ่งกับเขาอีกเลย

 

จะว่าไปตาแก่ไม่เคยโทรมาหาเขา เพราะว่าเขาไม่เคยรับ มีแต่จะให้เลขาของตัวเองโทรมา แล้วก็พูดแทรกสายว่าป๋าคิดถึงหนูนะคะ หนูจ๋ากินข้าวอิ่มรึเปล่า ได้ยินแล้วก็หงุดหงิดทุกที อารมณ์ดีๆพาลจะเสียเอาเพราะได้ยินเสียงปาร์คชานยอลคนแก่เนี่ยแหละ

 

เขาเลี้ยวรถเข้าไปจอดในที่จอดรถหลังร้านที่วันนี้เป็นสถานที่นัดกับเซฮุน ตอนแรกที่เซฮุนนัดเขามาที่ร้านอาหารแห่งนี้เพื่ออ่านบทนั้น สารภาพว่าเขาไม่อยากมาที่นี่เลย หนึ่งเพราะมันเป็นร้านอาหารแบบเปิด สองคือร้านอาหารแห่งนี้เน้นตกแต่งร้านด้วยกระจก มันทำให้เขาลำบากใจที่จะนั่งให้ใครต่อใครมองว่าเราทำอะไรกัน แต่พอเซฮุนบอกว่านี่เป็นร้านของพี่สาวตัวเอง เขาเลยสบายใจขึ้นหน่อย ได้นั่งโซฟาที่มีผ้าม่านสีขาวลายลูกไม้บังไว้ พูดอะไรได้คล่องขึ้นเยอะ

 

ไง...เขาทักเพื่อนที่กำลังนั่งมองแก้วน้ำตัวเองอยู่ เหม่ออะไรเซฮุน


เครียดมือหงิกแล้วเนี่ยเซฮุนชูมือที่ทำท่าราวกับว่ามันหงิกจริงๆให้เขาดู ฉันเครียดจะตายอยู่แล้ว


เรื่องข่าวของเราหรอ ไม่เอาหน่า นายก็รู้ว่าฉันพูดเอาสนุก


แบคฮยอน นายยังมีอารมณ์มาเล่นอีกหรอ ?” เซฮุนถอนหายใจ ถ้าฉันเป็นตัวถ่วงคนในกอง...


เอาล่ะ โอเซฮุนแบคฮยอนจะจริงจังก็ได้ ข้อหนึ่ง ก่อนที่คนแคสนักแสดงหรือผู้กำกับเขาจะเลือกนาย เขาก็ต้องรู้อยู่แล้วว่านายเป็นมือใหม่


แต่—”


เงียบไป ข้อสอง การที่นายไม่เป็นโปรเฟสชันแนลในงานแรก มันไม่ใช่เรื่องแปลกเลยนะ ก่อนจะฝีมือดีคนเรามันก็ต้องห่วยมาก่อน ไม่มีใครว่าอะไรนายหรอกหน่า


นายผ่านมันแล้วนี่ !


ก็ผ่านมาแล้วน่ะสิ ฉันถึงได้รู้ไง !

 

แบคฮยอนตีหน้ายักษ์ใส่โอเซฮุน ก่อนจะบอกพนักงานที่มารับเมนูอาหารว่าขอสตูว์ปลาเนื้อขาว กับสตรอว์เบอร์รี่โซดาหนึ่งแก้ว

 

ฟังนะ—”


นายนั่นแหละฟังนะเซฮุนกอดอกแน่น ฉันอยากให้มันออกมาดี ไอ้คำว่าคนเรามันพลาดกันได้ฉันก็รู้จัก แต่ว่าฉันไม่อยากให้มันเกิดขึ้นไง ฉันต้องทำยังไงถึงจะหายเครียดวะ


กินก่อน ฉันว่านายอาจจะหิวแบคฮยอนมองเสต๊กในจานของเซฮุนที่มาก่อนเขาตั้งนานสองนาน แต่ว่ามันไม่พร่องลงไปสักนิด กิน

 

เซฮุนกำลังสติแตก และเขาทำอะไรไม่ได้นอกจากคะยั้นคะยอให้มันกินอาหารที่อยู่ในจานสักนิด เผื่อว่าจะรู้สึกดีกว่าเดิม ไม่เครียดเหมือนที่เป็นอยู่ตอนนี้ พอมีอาหารอร่อยๆลงท้องไปบ้าง สีหน้าของเพื่อนเขาคนนี้ก็เหมือนจะดีขึ้นทันตาเห็น บางทีมันอาจจะโมโหหิวมากกว่าจะเครียดเรื่องงานก็ได้

 

ฉันถามจริงๆนะ นายจะทำอะไรได้มากไปกว่าการทำเต็มที่แบคฮยอนพูดกับเซฮุนอย่างตั้งอกตั้งใจ ฉันสาบานเลยว่าฉันคิดแบบนี้ วันแรกฉันต้องถ่ายกับคุณโซจอง นายก็รู้ว่าเขาระดับไหน ฉันคิดแค่ว่าฉันก็แค่ต้องเต็มที่ เพราะฉันทำอะไรไปมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว


“...”


นายเครียด ฉันรู้ ใครที่อยู่จุดเดียวกับนายก็เครียดทุกคนนั่นแหละ แต่การขจัดความเครียดมันก็เป็นส่วนหนึ่งของความเป็นมืออาชีพนะ นายก็แค่ต้องทำให้ดี ทำให้สุดความสามารถของนาย


“...ขอบใจ


เออ


ก็ยังเครียดอยู่แหละ...แต่มันก็จริงตรงที่ฉันทำอะไรไม่ได้เซฮุนตัดสเต๊กเข้าปาก ฉันกลัวไง ฉันรู้


ใครๆก็กลัวกันทั้งนั้น นายจะเก่งพอที่จะจัดการความกลัวได้รึเปล่าล่ะ ?”


แล้วนายทำยังไง ?”

 

แบคฮยอนรอสตูว์ปลามาเสิร์ฟที่โต๊ะ ตักเนื้อปลาชิ้นอวบเข้าปากด้วยความปลื้มปิติ

 

กิน


“...”


ฉันกินเพื่อให้ตัวเองหายกลัว กองทัพต้องเดินด้วยท้องนะ ฉันทำทุกอย่างให้ตัวเองอารมณ์ดี ฟังเพลงที่ชอบ นอนเล่นอะไรเรื่อยเปื่อย นายก็แค่ทำสิ่งที่ตัวเองชอบ แล้วมันจะดีขึ้นเองล่ะ


วันที่ฉันถ่ายนายว่างไหม ไปดูหน่อยดิ


มีงานเช้า ถ้าเสร็จเร็วจะไปก็แล้วกัน น่าจะประมาณสามสี่โมงเย็น


มานะเว้ย ถ้าไม่มาโกรธจริงๆนะ


เออ เสร็จงานแล้วจะไป

 

เขาเข้าใจเซฮุนดี เพราะว่าวันแรกที่เขาต้องถ่ายซีรี่ย์ เขายังให้พี่มินซอกมานั่งเฝ้าเลย มานั่งบอกว่าเขาต้องแก้ตรงไหน มีอะไรที่ยังไม่ดีพอบ้าง พี่มินซอกที่งานยุ่งตลอดกาลก็ยังหาเวลามาหากันด้วยความเต็มใจ เขายังรู้สึกขอบคุณมาจนถึงทุกวันนี้

 

จดไว้แล้วนะ ห้ามลืม


เออหน่า...แล้วงานของจงอินแปปนะ

 

โทรศัพท์ของแบคฮยอนที่วางอยู่บนโต๊ะสั่นครืดคราด ขึ้นข้อความจากเจ๊จุนมยอน บอกเขาว่าบริษัทเรียกตัวด่วน ให้เขาเข้าไปให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ถึงอย่างนั้นก็มีข้อความใส่วงเล็บไว้ด้านหลังว่า น้องแบคฮยอนกินข้าวให้เสร็จก่อนแล้วค่อยไปก็ได้ค่ะ ไม่มีใครรีบ ตามสบายนะคะ

 

บริษัทเรียกว่ะแบคฮยอนถอนหายใจ เรื่องฉันกับนายรึเปล่าเนี่ย


แล้วแต่นะ ฉันไม่ได้อะไรอยู่แล้วเซฮุนไม่ได้ว่าอะไรจริงๆ จะพูดอะไรก็ได้ แล้วแต่แบคฮยอนอยากให้เป็น แต่ถ้ามีปัญหาก็ช่วยแก้เอง ฉันไม่ช่วยนะ


เออหน่า รู้หรอก


อยู่ดีๆก็ศึกษาดูใจกับดาราชื่อดังว่ะ คนมันหล่อก็อย่างนี้


เงียบไปเถอะ

 

เขาต้องตอบบริษัทว่าอะไรดีล่ะ หรือว่าสิ่งที่เขาคิดตื้นๆมันจะส่งผลกระทบกับงานของเขา แต่กระแสในสื่อโซเชี่ยลส่วนมากก็จะเป็น แบคฮยอน ฮือๆ โอเซฮุน ฮือๆ ไม่มีใครอยากให้พวกเขามีแฟนอะไรแบบนั้น ไม่มีใครพูดว่ามันจะกระทบกับเรื่องงาน หรือว่ามันเป็นอะไรกันนะ

 

มันกระทบเรื่องงานนายไหม ?” เขาถามเซฮุนที่ส่ายหน้ากลับมา


ไม่นะ ไม่มีใครพูดอะไรเลย


เออ...ช่างเถอะ เดี๋ยวฉันจัดการเอง


ต้องมานะ


เออ รู้แล้วหน่าเขารู้ว่าเซฮุนหมายถึงการเปิดกล้องวันแรกของซีรี่ย์ที่ตัวเองเล่น รีบกินเถอะ เดี๋ยวฉันรีบไป


มานะเว้ย


พูดอีกทีไม่ไปแล้วนะ จริงๆเลยนายนี่

 

เขารู้สึกว่าตัวเองกำลังรีบ แต่ก็รู้สึกว่าไม่ได้รีบเหมือนกัน เหมือนว่าเขากำลังเร่งรีบกินสตูว์ตรงหน้าให้หมด แต่ก็ไม่ได้สนเหมือนกันว่าจะไปถึงบริษัทกี่โมง เจ๊จุนมยอนบอกเขาว่าไม่ต้องรีบเลยนะ เขาก็เลยไม่รู้ว่าจะรีบไปทำไม แต่มันก็ทำเขารู้สึกพะว้าพะวง เพราะมีเรื่องต้องไปทำต่อ

 

หลังจากจบมื้ออาหาร เราต่างคนก็ต่างแยกย้ายกันไปตามทางที่ตัวเองต้องไป ความจริงเขากับเซฮุนคิดจะไปรับจงอินที่ซ้อมเดินแบบอยู่ด้วยกัน แล้วจะไปต่อที่ร้านนั่งดื่มสบายๆที่ไหนสักที่ แต่การที่มีนัดบริษัทเข้ามาแบบนี้ ทำให้เขาต้องขอตัวไปทำอะไรที่มันสำคัญในเชิงของหน้าที่การงานก่อน แล้วเดี๋ยวเอาไว้ค่อยนัดกันใหม่อีกที

 

ถ้าโดนว่าก็คงต้องก้มหน้ารับไป พูดออกไปเองก็ต้องรับผิดชอบเองอย่างที่เซฮุนว่านั่นแหละ

 

คุณแบคฮยอนครับ


คะ...นี่ !

 

เขากำลังจะตอบรับคำของคนเรียก แต่พอเห็นว่าเป็นใคร เขาก็เปลี่ยนคำพูดทันที

 

คุณแบคฮยอนครับ บอสไม่ได้แกล้งคุณแบคฮยอนนะครับ ได้โปรดช่วยฟังผมก่อนเลขาโดคยองซูก้มให้เขาเป็นสิบๆครั้ง นะครับ นะครับคุณแบคฮยอน


“...”


คุณแบคฮยอนครับ...


ให้เวลาห้านาทีก่อนที่ฉันจะโมโห

 

ไม่อยากจะเชื่อว่าเขาจะโดนหลอกอีกแล้ว เขามาด้วยความคิดจริงจังว่าจะโดนว่าว่าทำตัวไม่เหมาะสมรึเปล่า แต่การมาเจอหน้าเลขาโดทำให้รู้ว่ามันไม่ใช่เรื่องจริงจังอะไรเลย

 

เรื่องที่คุณถูกเรียกมาบริษัทมันเป็นความคิดของผมเองครับ...


นี่ !


คุณจะเอาอะไรตีหัวผมก็ได้นะครับ แต่ผมจำเป็นจริงๆ !คยองซูก้มจนหัวแทบชิดเข่า บอสของผมรักคุณมาก รักคุณแบคฮยอนที่สุด...


“...”


บอสของผมดูสัมภาษณ์ของคุณเมื่อบ่ายแล้วเสียใจมากเลยครับ บอสให้ผมไปหาว่าคืนนี้คุณจะไปไหนแล้วก็จะไปหาคุณ เพราะว่าอยากจะคุยกับคุณเรื่องที่คุณกำลังศึกษาดูใจกับใคร ตอนแรกบอสจะไปหาคุณที่ร้าน แต่สุดท้ายก็ไม่กล้าเพราะกลัวว่าคุณจะบอกว่า...บอกว่าคุณชอบคุณโอเซฮุนจริงๆ


“...”


ถึงบอสจะไม่ได้พูด แต่ผมรู้ว่าบอสคงทำใจไม่ได้ถ้าคุณจะมีใคร ไม่มีใครอยากเห็นคนที่ตัวเองรักสุดหัวใจไปรักใครที่ไม่ใช่ตัวเองหรอกครับ บอสของผมรักคุณเกินกว่าจะปล่อยไป แต่ว่าบอสของผมก็รักคุณเกินกว่าจะทำให้คุณเสียใจเหมือนกัน เพราะว่าคุณก็ควรจะได้รักใครที่ตัวเองอยากจะรัก มีหัวใจไว้รักใครอย่างที่คุณอยากจะทำ


“...”


ถึงบอสจะบอกให้ผมกลับบ้าน แต่ผมทนไม่ได้ ผมไม่อยากเห็นบอสตัวเองเสียใจ แต่ผมก็ไม่ได้จะบังคับฝืนใจคุณนะครับ ผมแค่อยากให้—”


ตาแก่อยู่ไหน ?”


ครับ ?”


ฉันถามว่าคุณปาร์คชานยอลอยู่ไหน ?”


ยะ...อยู่ที่ห้องครับคยองซูใจไม่ดีเลย อย่าทำอะไรบอสเลยนะครับ ผมผิดเอง ผมผิด—”


ฉันไม่ได้จะทำอะไร อย่าตีตนไปก่อนไข้ได้ไหม โดคยองซูแบคฮยอนถอนหายใจออกมาเพาะความเหนื่อยที่รู้สึกอยู่ข้างใน พาฉันขึ้นไปที


“...”


บอสของเธอจะไม่เป็นอะไร ฉันสัญญา

 

เขาขึ้นลิฟต์ไปกับคยองซูที่ดูก็รู้ว่ากังวลใจเป็นอย่างมาก เลขาคนนี้นอกจากจะรักบอสเก่งแล้วก็ยังเป็นคนขี้กังวลเก่งอีกด้วย พะว้าพะวงไม่เลิกจนเขาที่คิดรำคาญยังรู้สึกว่ามันตลกดีเหมือนกัน

 

คือ ผมไม่ได้บอกบอสว่าผมอยู่ที่นี่...


นี่เธอก็หลอกตาแก่ด้วยหรอเนี่ย ?”


ผมไม่ได้หลอกนะครับ !คยองซูส่ายหน้าเป็นพัลวัน ผมก็เพียงแต่เป็นห่วงก็เท่านั้น


แล้วฉันต้องทำยังไง ?”


เอ่อ...คยองซูกำลังใช้ความคิด คุณแบคฮยอนเคาะประตูสามครั้งครับ เดี๋ยวบอสก็จะตอบรับ แล้วก็เปิดเข้าไปเลย แต่วันนี้ประตูน่าจะล็อค...อ๋อ บอสน่าจะไล่ให้คุณกลับไปเพราะคิดว่าเป็นผม คุณแบคฮยอนจะพูดหรือจะเคาะประตูไปเรื่อยๆจนบอสรำคาญก็ได้ครับ แล้วแต่จะเลือกทำตามใจ


กลับบ้านไปได้แล้วไป ถ้าเห็นยังนั่งอยู่ล่ะเจอดีแน่


ครับ !

 

เขาเดินตามคยองซูที่กุลีกุจอส่งเขาถึงหน้าห้อง แถมยังถือวิสาสะเคาะประตูสามครั้งโดยที่เขาไม่ได้สั่ง คนเป็นเลขาได้แต่ยิ้มเผละให้เขา โค้งให้อีกครั้งเพื่อบอกลา ก่อนจะกลับไปตามคำสั่งของเขาพร้อมกับกระเป๋าทำงานของตัวเอง

 

แต่ก็ยังไม่ลืมที่จะหันมาส่งยิ้มให้เมื่อได้ยินเสียงตะโกนจากคนแก่ในห้อง

 

“คยองซู ฉันบอกให้กลับไปได้แล้วไม่ใช่รึไง !

 

เขาเคาะประตูซ้ำอีกครั้ง ไม่ได้คิดจะตะโกนเสียงดังอะไรให้คนข้างในรู้ตัว อีกอย่างเขาก็ยังคิดสิ่งที่จะพูดตอนเจอไม่ออก เขารู้แค่ว่าที่ตัวเองมายืนอยู่ตรงนี้นั้น เป็นเพราะสิ่งที่เลขาตัวดีพูดออกมา ตั้งแต่คำว่ารักคุณแบคฮยอนมากที่สุดนั่นแหละ

 

ทำไมเขาจะไม่รู้ว่ารัก ทำไมเขาจะไม่รู้ว่าถึงจะทำตัวโรคจิตไปบ้าง พูดจาทะลึ่งตึงตังให้เขาโมโห แต่ต่อให้มีโอกาสมากแค่ไหน ผู้ชายวัยสี่สิบกว่าคนนี้ก็เคยล่วงเกินเขาเลยสักครั้ง ถึงจะมีทีท่าว่าอยาก แต่การให้เกียรติเขาเหมือนเป็นผู้หญิงไม่เคยต้องมือชายนั้น มันก็ทำให้รู้ว่าบางทีตาแก่นี่อาจจะพูดจาไม่ดีไปอย่างนั้นก็ได้

 

ไม่กล้าเพราะกลัวว่าเขาจะชอบโอเซฮุนเข้าจริงๆ เหอะ...อายุสี่สิบสามก็ยังขี้ขลาด แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องอะไรของเขาหรอก ที่เขามาวันนี้นั้น...

 

การเคาะประตูเป็นครั้งที่สาม ส่งผลให้เขาได้ยินเสียงฝีเท้าที่เกิดจากการก้าวเดินของคนในห้อง เขาเองก็ยืนอยู่หน้าประตู เตรียมพร้อมรับสถานการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อจากนี้ไป

 

“ผมบอกว่าหนู...” สายตาของคนที่เปิดประตูออกมานั้นเปลี่ยนจากความหงุดหงิดเป็นความสับสนระคนความยินดีแปลกๆ “หนูมา...ได้ยังไง ?”


“คุณ...มีอะไรจะพูดกับผมรึเปล่า ?”


“...”


“อะไร...ที่อยากจะถาม”


“เอ่อ...หนูจ๋าเข้ามาก่อนนะ มานั่งก่อน ยืนนานแล้วเดี๋ยวจะเมื่อย”

 

แบคฮยอนก้าวเท้าเข้าไปในห้อง เดินตรงไปที่โซฟาสีน้ำตาลเข้มที่เขาเห็นมันมาหลายครั้งแล้ว แต่ไม่เคยได้นั่งสักทีเพราะมัวแต่ยืนว่าคนที่เป็นเจ้าของห้องนี้หรอก ทุกครั้งที่มาที่นี่ อารมณ์มันไม่ได้เย็นพอที่เขาจะนั่งได้

 

“หนูยืนเคาะประตูเอง...”


“ก็ใช่น่ะสิ ผมโกรธคุณไปนิดนึงแล้วนะที่มาเปิดช้า”


“โถ่...แล้วใครจะไปรู้ล่ะคะว่าเป็นหนู ป๋าก็คิดว่าเป็นคยองซู” ชานยอลไม่รู้จริงๆว่าเป็นหนูน้อยของเขาที่มาเคาะประตู “หนู...”


“ตกลงมีอะไรจะพูดกับผมไหม ?” แบคฮยอนทวนคำถามของตัวเองอีกครั้ง “ถ้ามี...ก็พูดออกมาตอนนี้แล้วผมจะตั้งใจฟัง ถ้าไม่...ผมก็จะได้กลับ”


“...”


“ขอตัว...”


“ป๋ามีอะไรอยากจะให้หนู”

 

แบคฮยอนมองคุณชานยอลที่เดินไปที่โต๊ะของตัวเอง ก่อนจะหยิบสิ่งที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมา ถึงแม้ว่าภายในห้องจะเปิดไฟเพียงแค่ไม่กี่ดวง แต่เขาก็พอมองเห็นว่าอะไรเป็นอะไรและมีลักษณะเป็นแบบไหน

 

คนแก่คนนี้กำลังถือดอกกุหลาบ...สีขาว

 

“สีขาว ?” แบคฮยอนขมวดคิ้ว “อะไร...”


“ป๋ารักหนู รักมากกว่าใครทั้งนั้น ป๋ารักใครมากกว่านี้...คงไม่ได้แล้ว” ชานยอลมองดอกไม้ในมือตัวเอง ไม่กล้ามองคนที่ยืนอยู่ตรงหน้า “ตอนแรกป๋าก็คิดจะทำตัวเป็นเด็ก คิดจะไปแย่งหนูมา ทำอะไรก็ได้ที่ทำให้หนูเปลี่ยนใจหันกลับมามองป๋า”


“...”


“แต่สุดท้าย...ป๋าก็กลัวความจริง กลัวไปหมดทุกอย่าง กลัวว่าหนูจะเกลียดกันมากกว่าเดิม กลัวว่าหนูจะบอกว่าหนูไม่มีวันแรกป๋าเหมือนตอนนั้น กลัวว่าหนู...หนูจะบอกว่าหนูรักคนอื่นที่ไม่ใช่ป๋า”


“...”


“แต่ถ้าคนที่หนูเลือกจริงๆจะไม่ใช่ป๋า ป๋าก็ไม่อยากจะทำให้หนูลำบากใจ หรือทำให้เค้าลำบากใจ ป๋าเลยคิดมาแล้วว่าทางเลือกที่ดีที่สุดคือการที่ป๋าจะถอยออกมาจาก


“คุณกำลังจะบอกว่าคุณจะเลิกชอบผม เพราะว่าผมบอกว่ากำลังศึกษาดูใจกับคนอื่นเนี่ยนะ ?” แบคฮยอนเลิกคิ้ว “ทั้งที่บอกว่ารักผมมาก...”


“ก็เพราะว่าป๋ารักมาก


“รักมากที่ไหนเขาทำกันแบบนี้ !


“...”


“ผมไม่รับ เก็บไปซะ”


“...”


“เอามันมาให้ผม ในวันที่คุณไม่รู้สึกอะไรกับผมแล้วจริงๆ วันนั้นผมจะรับมันไว้ แล้วก็จะขอให้คุณมีความสุขที่สุดในโลกด้วย” แบคฮยอนมองหน้าคนที่ไม่แม้แต่จะมองหน้าเขา “แต่ถ้ามันเป็นเพราะว่าผมไปชอบคนอื่น เพราะว่ามีคนอื่นเข้ามาแล้วคุณก็แค่จะถอยออกไป คุณก็หายๆไปจากชีวิตผมซะ ไม่ต้องให้อะไรแบบนี้”


“ป๋าไม่อยากหายไปจากชีวิตหนู...”


“งั้นก็เอาไปใส่แจกันตั้งไว้ที่บ้านตัวเองซะ ห้ามเอาไปทิ้งนะ...ถ้ารู้ล่ะ น่าดู !


“แต่...” ชานยอลมีเรื่องอยู่เต็มใจ ไม่รู้จะพูดออกมายังไง “ป๋ารู้ตัวดีว่าไม่มีวันสมหวัง โอกาสก็ไม่มี หนูไปกินข้าวกับทุกคน...ไม่เคยไปกับป๋า...”


“แล้วทำไมเวลาคุณซื้อข้าวมาให้ผม ไม่ซื้อมาให้ตัวเองด้วยล่ะ !” แบคฮยอนชักจะอดทนไม่ไหวกับคนวัยสี่สิบ “เสนอหน้ามาเจอผมจนคนเค้าคิดกันไปหมดว่าผมเป็นเด็กคุณ ยังมาพูดว่าโอกาสไม่มี !


“...”


“เร็วสิ !


“เอ่อ...” ชานยอลรู้ตัวว่ายังไม่แก่มากนัก เป็นวัยกลางคนของแท้ แต่ทำอะไรก็ไม่ทันใจวัยรุ่นไปเสียหมด “ป๋ามีดอกกุหลาบสีแดงด้วย อยู่ตรง...เอ เอาไปวางไว้ไหนนะ”


“ให้ตาย...” แบคฮยอนช่วยคนแก่มองหาดอกกุหลาบอีกช่อที่คงจะถูกวางอยู่ที่ไหนสักที่ในห้องนี้ ก่อนที่เขาจะมองเห็นมันผ่านเลยหลังผู้ชายที่กำลังงกๆเงิ่นๆนี้ไป “ชั้นเอกสารข้างหลังครับ”


“รอแปปนึงนะคะ เดี๋ยวป๋าเอามาให้”

 

เขายืนมองคนที่เอาดอกกุหลาบสีขาวช่อใหญ่วางไว้บนโต๊ะ ก่อนจะรีบเดินไปหยิบดอกกุหลาบสีแดงช่อใหญ่มายื่นให้เขาพร้อมกับรอยยิ้มที่เขาเพิ่งจะได้เห็นในวันนี้

 

“ของหนูจ๋าค่ะ คนคนเดียวที่ป๋าจะซื้อดอกไม้ให้ไปตลอดชีวิต”


“เฮอะ !” แบคฮยอนเอื้อมมือไปรับช่อดอกไม้มากอดไว้


“อย่าถอนหายใจใส่ป๋าสิคะ เดี๋ยวแผ่นดินจะหนัก...”


“คุณ !


“ป๋าหมายถึง...ป๋าไม่อยากให้หนูอารมณ์เสีย” ชานยอลพูดไม่ถูก “ไม่อยากให้หนูรู้สึกไม่ดีไปมากกว่านี้”


“ถ้าคุณเลิกพูดจาทะลึ่งตึงตังใส่ผมสักที ผมคงจะโค้งให้คุณสักร้อยรอบ”


“ก็เห็นหนูแล้วมันอดใจแหย่ไม่ไหว เวลาหนูโกธแล้วแก้มจะแดงเหมือนสีดอกกุหลาบเลย ป๋าเห็นแล้วใจเต้นแรงทุกที”


“วิตถาร” แบคฮยอนสบถออกมาเบาๆ “มีอะไรจะพูดอีกไหมครับ ?”


“หนูจ๋า...กำลังศึกษาดูใจกับโอเซฮุนจริงๆหรือคะ ?”


“ก็คงอย่างนั้นล่ะมั้งครับ” แบคฮยอนยักไหล่ “ก็คุยกันถูกคอดี”


“หนูชอบคนวัยเดียวกัน...”


“ผมไม่ได้ชอบคนวัยเดียวกันเป็นพิเศษ” แบคฮยอนแก้ความเข้าใจนั้นใหม่ “เด็กกว่าแล้วคุยกันถูกคอผมก็ชอบ หรือแก่กว่า...ผมก็ชอบเหมือนกัน”


“ถ้าอย่างนั้น หนูชอบป๋าไหมคะ ?”


“ไม่”


“หนูจ๋าอ่ะ...”


“อ่ะเอ่อะอะไร หมดเรื่องคุยแล้วก็พอ กลับบ้านได้แล้วครับ”


“แบคฮยอน”

 

เสียงเรียกชื่อของเขาที่ไม่ค่อยออกมาจากปากของอีกคนเท่าไหร่ทำให้เขาหยุดยืนอยู่กับที่ เงยหน้าขึ้นมาจากดอกกุหลาบกลิ่นหอมๆที่กำลังตั้งใจดมอยู่

 

“หนูพอจะเสียสละเวลาสักชั่วโมงสองชั่วโมง ไปดูดาวกับป๋าได้ไหมคะ ?”


“...”


“ป๋าอยู่เงียบๆคนเดียวแล้วคิดถึงหนูจนฟุ้งซ่าน เปิดทีวีดูแล้วเค้าบอกว่าวันนี้ฟ้าเปิดมากกว่าทุกวัน ดูดาวก็จะเห็นอะไรได้มากกว่าวันอื่น”


“เอาสิ” แบคฮยอนตัดสินใจไม่ปฏิเสธ แต่รอยยิ้มกะลิ่มกะเหลี่ยตรงหน้าพาลเอาจะโมโหขึ้นมาอีก “อย่ามาทำหน้าแบบนี้นะ !


“แบบไหนคะ ป๋าก็ทำหน้าปกติ”


“หยุดยิ้มเดี๋ยวนี้ ผมไม่ชอบ !

 

แบคฮยอนตัดสินใจจะนั่งรถของคนที่เป็นคนชวนเขาไปดูดาวด้วยวันนี้ เพราะที่ที่จะไปนั้นมันไม่ใช่ทางผ่านหรือเส้นทางเดียวกับการกลับคอนโดของเขา สิ่งที่จะเป็นไปในคืนนี้คือการที่เขานั่งรถของคุณชานยอลไปดูดาว จากนั้นคุณชานยอลก็จะมาส่งเขาที่นี่ แล้วเขาก็จะขับรถของตัวเองกลับคอนโด

 

สถานที่ดูดาวในวันนี้ไม่ใช่ที่ไหนไกลและไม่ใช่ที่เป็นหลักเป็นแหล่งอะไร เป็นแค่เพียงแต่พื้นที่สงบๆที่ไม่มีใครมารบกวนใจ มีเพียงแค่ทุ่งหญ้ากับสายลม คนสองคนกับรถอีกหนึ่งคันก็เท่านั้นเอง

 

ตัวแบคฮยอนเองหอบหิ้วดอกกุหลาบมาด้วยเพราะกลิ่นของมัน เขาคิดว่าตัวเองคงจะรู้สึกดีไม่น้อยที่จะได้มองท้องฟ้าที่ระยิบระยับไปด้วยแสงดาว พร้อมกับกลิ่นของดอกกุหลาบที่ทำให้เขาอารมณ์ดีได้ไม่มีเบื่อ

 

“หนูจ๋า...”


“ครับ ?”


“ไม่มีอะไร ป๋าแค่คิดว่าตัวเองกำลังฝัน”


“คุณนี่เพ้อเจ้อเก่งจริงๆ” แบคฮยอนได้แต่หันไปมองคนด้านข้างด้วยสายตารำคาญ ไม่มีใครลงจากรถไปเพราะวันนี้อากาศหนาวเย็น ได้แต่เปิดกระจกข้าง เปิดมูนรูฟด้านบน เอนเบาะไปด้านหลังเพื่อดูดาวที่ส่องแสงเต็มท้องฟ้า


“ก็ป๋าคิดว่าตัวเองคงจะไม่มีวันได้เจอหนูอีกแล้ว คงจะได้เห็นแต่ในทีวี หรือไม่ก็ส่งข้าวส่งน้ำส่งดอกไม้ไปให้”


“คุณ...อย่าขี้ขลาดนักสิ ถึงแม้ว่าไม่ใช่ผม หรือบางทีอาจจะเป็นใคร แต่คุณก็ควรจะคิดสู้เอาไว้บ้าง”


“หนูไม่ได้ชอบป๋า หนูก็พูดได้สิ”


“...”


“เวลาเราหลงรักใคร หัวใจมันก็มักจะไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เหมือนที่หัวใจของป๋าไปอยู่กับหนู หนูจะทำอะไรก็เหมือนใจของป๋าทำไปด้วย ถ้าจะให้สู้ทั้งที่หนูรักคนอื่น...มันก็คงจะเจ็บจนสู้ไม่ไหว”


“ผมไม่ได้บอกว่ารักใครสักหน่อย”


“แต่หนูก็ไม่ได้บอกว่าหนูจะรักป๋าใช่ไหมล่ะ จะเจ็บแค่ไหนมันก็เจ็บอยู่ดี”


“ก็คงถูก...ของคุณ” แบคฮยอนก้มมองดอกไม้แทนที่จะมองดาว “ไม่รู้สิ ผมไม่เคยคิดว่าจะชอบคุณมาก่อนด้วยซ้ำ อันที่จริงผมก็ไม่ได้คิดว่าคุณจะชอบผมมานานขนาดนี้”


“หนูไม่เคยคิดเลยหรอ สักนิดก็ไม่เคย ?”


“ด้วยอะไร...หลายๆอย่าง” แบคฮยอนตอบตามความจริง “ฐานะ ตระกูลของคุณ อายุ นิสัยใจคอ ไม่รู้สิ...ผมว่าเราไปกันไม่ได้”


“หนูด่วนตัดสินป๋าจากภายนอกหรอคะ เรื่องแบบนี้หนูควรจะเปิดโอกาสให้ป๋าได้อธิบาย”


“เชิญครับ” เขาไม่ได้คิดขัด ยังไงคืนนี้ก็ไม่ได้ทำอะไรนอกจากดูดาวอยู่แล้ว

 

คุณชานยอลเงียบไปเพราะกำลังคิดไม่ตกว่าจะพูดออกมาอย่างไรให้เข้าที คิ้วที่ขมวดกันจนยุ่งนั้นทำให้เขานึกขำ คนมีความรักแล้วใจจะไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เขายังไม่เคยเป็นขนาดนั้นหรอก ผู้หญิงที่เคยคบด้วยเขาก็คิดว่าเขาชอบ แต่คงยังไม่ถึงขนาดที่ผู้ชายคนนี้...ชอบเขาหรอก

 

เหมือนคนบ้าที่หลงรักใครแล้วก็จะหลงอยู่อย่างนั้น ทำตัวไม่สมประกอบ

 

“หนึ่งเรื่องฐานะ...ป๋ารู้ว่าหนูเองก็เป็นครอบครัวฐานะปานกลางไปถึงค่อนข้างดี แต่เพราะว่าป๋ามีเงินเยอะมากเลยทำให้หนูกังวล แต่ว่าเรื่องนี้น่ะตัดออกไปได้เลย หนูขยันทำงานป๋าก็ดีใจ ถึงหนูจะมีไม่เท่าแต่ขยันหา ใครๆก็ชอบใจทั้งนั้น”


“ครับ...”


“เรื่องตระกูล แฟนพี่ป๋าก็เป็นสถาปนิก อีกคนก็เป็นคุณหมอ ส่วนพี่เขยอีกคนเป็นอัยการ ไม่มีใครเป็นลูกตระกูลดังอะไรหรอก ถ้าหนูมาเป็นแฟนป๋าหนูก็จะอยู่แผนกออกงานสังคม เป็นหน้าเป็นตาให้บ้านของป๋านะ”


“งั้นพี่สะใภ้พี่เขยของคุณก็อยู่แผนกออกแบบ แผนกพยาบาล แผนกกฎหมายอย่างนั้นหรอครับ ?”


“ถูกแล้วค่ะ” ชานยอลตอบเต็มปากเต็มคำ “เป็นใครมาจากไหนไม่สนใจ แค่หนูรักป๋า คนที่บ้านก็จะยอมรับ”


“แต่ผมไม่รักนี่สิ...”


“หนูจ๋า...”


“ข้อต่อไปครับ” แบคฮยอนยกยิ้ม “อายุ”


“ข้อนี้ป๋าว่ามันยากจัง หนูคิดว่าอายุของป๋ามีปัญหาตรงไหนคะ ?”


“ผมคิดว่ามันมีปัญหาที่ตามมาคือเรื่องนิสัยใจคอครับ พออายุมากขึ้นวิธีคิดก็เปลี่ยน คงมีหลายอย่างที่ความคิดของเราไม่ตรงกัน ผมไม่ชอบปัญหาแบบนี้เพราะมันเป็นเรื่องภายใน มันแก้ยากกว่าปัจจัยภายนอก อย่างเรื่องเงินผมหาได้ แต่นิสัย...ผมแก้ไม่ได้”


“ใครบอกว่าป๋าอยากให้หนูเปลี่ยน


“ผมแค่ยกตัวอย่าง ที่ผมหมายถึงจริงๆคือนิสัยของคุณ”


“อ้าว...”


“ผมไม่ชอบคนพูดจาทะลึ่งไม่ดูสถานการณ์ ถ้าเราเป็นเพื่อนกันแล้วคุณแซวผมสองสามประโยคผมก็โอเค แต่นี่เราไม่ใช่ แล้วผมก็ไม่ชอบคนที่คอยมาเจ้ากี้เจ้าการผม จับตาดูผมทุกฝีก้าวแบบที่คุณทำ สมมติว่าวันนึงผมตกลงปลงใจคบกับคุณขึ้นมาจริงๆ เรื่องทะลึ่งตึงตังก็ยังพอจะรับได้เพราะมันคงมีเรื่องเซ็กซ์ แต่เรื่องตามติดกันตลอดเวลาผมคงไม่ไหว ผมไปไหนกับใครคุณคงหึงหน้ามืด ถึงผมบอกว่าไม่ใช่แบบที่คุณคิด คุณก็คงโยนรูปที่คุณให้คนถ่ายมาใส่หน้าผมแล้วบอกให้ผมอธิบาย ซึ่งผมไม่อยากทำ”


“หนูไม่ชอบคนขี้หวงหรอคะ แต่หนูทั้งน่ารัก ทั้งเก่ง ถ้าจะให้ป๋านั่งอยู่เฉยๆเวลาหนูไปเจอใครมันก็คงจะทำไม่ได้”


“คุณคิดว่าตัวเองหล่อไหม ?”


“หล่อสิคะ !


“หน้าที่การงาน ฐานะ ?”


“ป๋าดีทุกอย่างค่ะ ป๋าส่องกระจกแล้วก็คิดว่าคงจะไม่มีใครดีกว่าป๋าอีกแล้ว”


“แล้วทำไม ทั้งที่ผมไม่เคยบอกว่าชอบ บอกว่ารัก บอกว่าห่วงบอกว่าหวงอะไรก็ตามแต่ ทำไมคุณถึงยังอยู่กับผม ไม่ยอมไปไหนสักที ?”

 

คำถามของเขาทำให้คนที่แก่กว่าเกือบจะยี่สิบปีเงียบไปกะทันหัน ก่อนจะหลับตาลงแล้วตอบคำถามออกมา

 

“เพราะว่าป๋ารักหนู”


“ใช่ เพราะว่าคุณรักผม” แบคฮยอนเงยหน้าขึ้นมองดาวบนฟากฟ้า “และถ้าเกิดว่า...สักวันนึงที่ผมจะเป็นแบบนั้น ต่อให้คนทั้งโลกมาคุกเข่าอยู่ตรงหน้า บอกให้ผมทิ้งคุณไป ผมก็จะไม่วันทำหรอก”


“...”


“เพราะว่าผมรักคุณ”


“หนูรักป๋าหรอคะ ?!


“ผมก็แค่สมมติ !




 







 

สายตาคนกำลังจับจ้องเขาทั้งกองถ่าย ทำไมเขาจะไม่รู้

 

ทำเป็นหันมาคุยกันบ้างล่ะ แกล้งมองผ่านไปอย่างนั้นบ้างล่ะ เดินผ่านแล้วผ่านอีกบ้างล่ะ มีเรื่องทำใกล้ๆบ้างล่ะ สารพัดสิ่งอย่างที่จะทำเพื่อที่จะได้รู้ว่าเขากำลังทำอะไร หรือพูดคุยอะไรกับผู้ชายที่นั่งอยู่ด้านขวาของเขาตอนนี้

 

ทำไมไม่มีใครสนใจจงอินบ้างล่ะ จะมาเพ่งเล็งเขากับตาแก่ปาร์คชานยอลให้มันได้อะไรขึ้นมา !

 

ใช้ได้เหมือนกันนะเนี่ย...” จงอินมองเพื่อนตัวเองที่หน้ากล้องถ่ายทำนั้นแสดงได้ดีอย่างเหลือเชื่อ “ส่งบทกันงี้...อย่างกับแข่งยิงปืน”


อืม นั่นสิ” เขามองเพื่อนที่กำลังเล่นอยู่กับนักแสดงรุ่นใหญ่ในบทแม่-ลูก “เล่นกับคนเก่งๆ เค้าก็จะช่วยส่งบทได้ดี”


โอเซฮุนเรียนการแสดงที่เดียวกับหนูจ๋ารึเปล่าคะ ?”


อะไรนะครับ ?”


ป๋าถามว่าเค้าเรียนการแสดงที่เดียวกับหนูรึเปล่า ?” คุณชานยอลทวนคำถามอีกครั้งเมื่อรู้ว่าเขาได้ยินไม่ชัดเจน “โอเซฮุนเนี่ย”


เปล่าครับ คนละที่กัน”


ได้ยินแบบนี้แล้วป๋าชื่นใจจัง นี่น้ำทับทิมคั้นสดค่ะ ป๋าซื้อมาให้หนู ตอนแรกจะคั้นเองแต่ป๋าทำไม่เป็น ซื้อให้น่าจะเข้าท่ากว่า”


ขอบคุณครับ” แบคฮยอนรับน้ำทับทิมคั้นสดมาจากปาร์คชานยอล คนที่เปิดปากขวด ใส่หลอดพร้อมดื่มยื่นให้เขา “วันนี้คุณว่างรึไง ?”


ว่างค่ะ เพราะป๋ากลัวหนูจะนั่งเหงาคิดถึงป๋าอยู่ที่นี่ เลยเคลียร์งานจนถึงตีสาม จะได้มานั่งอยู่กับหนูค่ะ”


คุณนี่คิดไปเองเป็นตุเป็นตะ ใครคิดถึงคุณ !”


หนูจ๋าไงคะ”


ผมไม่ได้คิดถึง !”

 

การขึ้นเสียงของเขามาพร้อมกับเสียงหัวเราะของเพื่อนผิวเข้มที่เอามือปิดปากกลั้นเสียงเพราะทนเก็บความตลกขบขันเอาไว้ในใจไม่ไหว มันเอาแต่หัวเราะฮึกฮักจนเขารำคาญแต่ก็เบื่อจะพูด

 

อย่าโมโหสิคะ กินน้ำก่อนนะ เพื่อสุขภาพของหนูนะรู้รึเปล่า”

 

คุณนี่นะ...” เขาดูดน้ำทับทิมในขวดลงสู่ลำคอ ความหวานจากผลไม้แท้ๆทำให้เขารู้สึกว่าอารมณ์ดีขึ้นอย่างเหลือเชื่อ ความหงุดหงิดที่มีให้คนที่หวังดีซื้อมาให้กันนั้นก็เลยลดน้อยลงไปบ้าง “เคลียร์งานจนถึงตีสาม นอนเช้าแบบนั้น สุขภาพแย่จะทำยังไง ?”


ก็ป๋าคิดถึงหนูจ๋า ป๋าไม่ได้เจอหนูตั้งหลายวันแล้ว” ปาร์คชานยอลทำหน้างอแงเหมือนเด็กสี่ขวบทั้งที่ตัวเองสี่สิบ “ถึงหนูจ๋าจะไม่คิดถึงป๋า แต่ป๋าคิดถึงหนูนะคะ”


เงียบไปเลย” แบคฮยอนไม่อยากฟัง “หน้าคุณดูเหนื่อยจะตาย กลับไปพักผ่อนเถอะ เดี๋ยวเป็นลมกลางกองถ่ายแล้วจะยุ่ง”


ใจป๋าไม่เหนื่อยค่ะ ป๋าสู้สุดใจเพื่อหนู”


โอ๊ย !” แบคฮยอนชักจะทนไม่ไหว “คุณนี่มันจริงๆเลย !”


นายพาคุณชานยอลเข้าไปนอนข้างในดิ ไม่มีใครว่าหรอก” จงอินนำเสนอหนทางสงบศึกขำขันต่อใจในครั้งนี้ “พาเลขาเข้าไปด้วยน่ะ คนจะได้ไม่นินทาเอา”


ทำไมฉันต้องพาไป ?”


นายไม่พาไปแล้วเค้าจะไปไหมล่ะ มีหวังได้นั่งอยู่ตรงนี้แล้วเป็นลมจริงๆขึ้นมาจะเดือดร้อนกันหมด”

 

แบคฮยอนไม่สบอารมณ์นัก คิดตามจงอินแล้วมันก็จริฃอย่างที่เพื่อนพูด ถึงแววตาคนแก่จะสดใส แต่ท่าทางก็ดูเหนื่อยเสียจนเขากลัวจะเป็นลมขึ้นมาจริงๆ ช่างเป็นตาแก่ดื้อด้าน อายุปูนนี้แล้วก็ยังฝืนร่างกาย

 

คยองซู...”


ครับ !” คนที่ยืนอยู่ด้านหลังไม่ไกลมากนักวิ่งเข้ามาทันทีเมื่อเขาเอ่ยปากเรียก


พาคุณชานยอลเดินตามฉันมา จะหาที่ให้นอน” เขาพูด “แล้วนี่เจ๊จุนมยอนไปไหน ?”


ได้ครับ เอ่อ...เจ๊ไปหยิบของที่รถครับ” คยองซูพร้อมรับคำสั่ง ในขณะที่เขานั้นเดินตรงไปหาผู้ใหญ่คนหนึ่งในกองถ่ายที่พอจะรู้จักกันอยู่บ้าง เคยไปทานข้าวด้วยกันสองสามครั้ง ส่วนเรื่องเจ๊จุนมยอนนั้นจงอินบอกว่าจะบอกให้


พี่ยองจูครับ...”


ว่าไงแบคฮยอน มีอะไร ?” คนเป็นผู้ใหญ่ยิ้มให้เขาที่ก้มหัวเล็กน้อยก่อนจะพูดความต้องการของตัวเองออกมา


คือ...คุณชานยอลไม่ค่อยสบาย พอจะมีที่ให้พักผ่อนบ้างไหมครับ ?”


คุณชานยอลไม่สบายเหรอคะ ?” พี่ยองจูมองเลยไปด้านหลังเขาที่มีคนแก่กับเลขายืนอยู่ “แบคฮยอนพาคุณชานยอลไปที่พักด้านหลังเลยนะ ห้องที่สี่ว่างไม่มีคนใช้ ตามสบายเลย”


ขอบคุณครับ”

 

แบคฮยอนเดินนำคุณชานยอลกับเลขาไปที่พักห้องที่สี่ตามที่พี่ยองจูบอกมาว่ามันว่าง ที่เขารู้ว่ามันอยู่ตรงไหนก็เพราะว่าก่อนที่เขาจะมานั่งดูโอเซฮุนถ่ายละคร เขากับจงอินไปนั่งปลอบมันให้หายตื่นเต้นเป็นชั่วโมง

 

หนูจ๋าเป็นห่วงป๋าเหรอคะ ?”


ผมเป็นห่วงตัวเองต่างหาก” เขาตอบอย่างไม่ใส่ใจนัก “บยอนแบคฮยอน ทิ้งคนแก่เป็นลมกลางกองถ่าย อ้าง ไม่ใช่หน้าที่ คิดว่าผมไม่รู้รึไงว่าคุณจะลงข่าวตัดพ้อผม หาว่าผมไม่ใส่ใจ”


ป๋าไม่ทำแบบนั้นแล้วค่ะ ป๋าอยากเป็นคนนิสัยดีในแบบที่หนูจ๋าชอบ แล้ว...ตอนนี้หนูใส่ใจป๋าเหรอคะ ?”


คยองซู ปรามเจ้านายบ้างนะว่าให้เลิกพูดจาเพ้อเจ้อ” แบคฮยอนเปิดประตูเข้าไปก่อนจะเปิดไฟ พบว่าในห้องมีการทำความสะอาดไว้แล้วแต่ไม่ได้ใช้งาน มีเก้าอี้ มีกระจก มีโซฟายาวหนึ่งตัววางติดผนัง มีที่เปลี่ยนชุดกั้นเป็นแนวเอาไว้ “โซฟาเลยครับ สีหน้าคุณดูแย่จริงๆ”


เนี่ย...หนูก็เป็นห่วงป๋า”


คุณชานยอล” เขาเหนื่อยจะพูดแล้ว “จะเอายังไงครับ ผมจะโกรธแล้วนะ”


ป๋าขอโทษ ป๋านอนก็ได้ค่ะ” คุณชานยอลเอนตัวเล็กน้อย มองหน้าเขาที่มีสีหน้าเรียบเฉย “หนูจ๋าอย่าโกรธป๋านะคะ ป๋าก็แค่คิดเข้าข้างตัวเองมองโลกในแง่ดีไปอย่างนั้น เป็นกำลังใจในการใช้ชีวิตก็เท่านั้นเอง”


ใช่ครับ คุณแบคฮยอนอย่าโกรธบอสเลยนะครับ บอสพูดเพราะว่ารักหรอกจึงหยอกคุณแบคฮยอนเล่น...”

 

แบคฮยอนไม่ปฏิเสธ ว่าเลขาโดคยองซูนั้นฝึกมาดีจริงๆ

 

นอนครับ” แบคฮยอนยื่นคำขาด “เดี๋ยวเจ๊จุนมยอนมาแล้วจะเอายาดมมา—”


ผมจะออกไปเอาเองครับ คุณแบคฮยอนอยู่ดูแลบอสนะครับ” คยองซูวิ่งออกไปข้างนอก เหลือเพียงเขากับตาแก่ที่มองเขาด้วยแววตาสดใส แต่ใบหน้าอิดโรยเพราะการอดหลับอดนอน

 

หนูจ๋า...”


ครับ” แบคฮยอนตอบรับ นั่งลงบนเก้าอี้ที่อยู่ไม่ห่างจากโซฟามากนัก


ถ้าป๋าหลับไปจริงๆ...หนูจะออกไปอยู่กับโอเซฮุนรึเปล่าคะ ?”


ไม่ต้องออกไปหรอกครับ เดี๋ยวเซฮุนก็เข้ามา”

 

เขายกยิ้มขำเล็กน้อย เมื่อเห็นผู้ชายวัยสี่สิบนอนหันหลังให้ การรู้จักกันมาเกือบหนึ่งปี มีเรื่องมีราวให้ลับฝีปากกันหลายครั้ง เจ็บตัวกันมาก็หลายหน การกระทำแบบนี้ทำให้เขารู้ว่าอีกฝ่ายงอนเขานิดๆ ที่พูดออกไปแบบนั้น แต่แล้วมันยังไงล่ะ เดี๋ยวเซฮุนก็คงเข้ามาจริงๆ เพราะจงอินคงพามันเข้ามา มานั่งระบายความในใจว่าอย่างนั้นอย่างนี้

 

แล้วคนแก่...ก็คงจะไม่ได้นอนกลางวันแน่ๆ

 

หรือจะให้ออกไปก็ได้นะครับ ผมไม่มีปัญหา”


แต่ป๋ามีปัญหาค่ะ หนูจ๋านั่งอยู่ตรงนี้นะคะ อย่าไปไหน” ปาร์คชานยอลพลิกตัวตะแคงหันมามองหน้าเขา “ถึงหนูจะอยากอยู่กับโอเซฮุนสองคน ป๋าก็จะไม่ให้ไป”


เอาแต่พูดอยู่แบบนี้ เมื่อไหร่จะได้นอนครับ ?”


หนูไม่ไปได้ไหมคะ ไม่งั้นป๋าคงนอนไม่หลับ”


แล้วสี่สิบสามปีที่ผ่านมานี่คุณหลับยังไง นอนได้แล้ว ไม่อย่างนั้นผมจะจับส่งโรงพยาบาล ไปให้น้ำเกลือสักถุงสองถุง”


หนูจ๋าน่ารักจัง...”


คุณชานยอล !”


นอนแล้วครับ แหม...ดุจัง”

 

เขามองคนที่ยิ้มกวนประสาทเขาได้ในยามหลับตา แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกไปทั้งนั้น สิ่งที่เขาทำมีเพียงการนั่งเฉยๆ ยกมือห้ามคยองซูที่ปิดปากแทบไม่ทัน เพราะอยากจะบอกเขาว่ายาดมมาแล้ว เจ๊จุนมยอนเองก็ขอตัวออกไปอยู่ข้างนอก บอกว่าเจ๊ต้องพูดค่ะ เห็นท่านรองนอนหลับสบายแบบนั้นแล้วเจ๊พูดไม่ออก รู้สึกเหมือนอะไรติดคอ จะรออยู่ข้างหน้านะคะ อิโดก็ด้วยค่ะ

 

ใจป๋าสู้ค่ะ เหอะ...หัวถึงพนักโซฟาไม่ถึงห้านาทีก็หลับ แถมยังคลายเนคไทที่คอเสียหลุดลุ่ย ไม่เหลือคราบรองประธานที่เด็ดขาดในที่ประชุมจนพนักงานหวาดกลัว สิ่งที่เขาเห็นก็มีตาแก่พูดไม่ฟัง หลับได้สมกับเป็นลูกชายคนสุดท้องของบ้าน พ่อแม่ตามใจจนทำตัวเป็นเด็กเล็กไม่เลิก

 

ยอมรับว่าตั้งแต่วันที่เขายอมไปดูดาวท่ามกลางอากาศหนาวกับผู้ชายคนนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยเป็นก็เริ่มเปลี่ยนไปในแบบที่ทำให้เขารู้สึกไปในทางด้านบวก การพูดจาเหมือนโรคจิตทางเพศนั้นไม่มีอีกแล้ว เรื่องข่าวอะไรก็เป็นไปตามที่ควรจะเป็น ไม่มากล้นไม่น้อยเกิน

 

ส่วนสิ่งที่ล้นคือการเอาใจเขาจนเกินเหตุ แล้วก็เอาแต่ใจตัวเองจนเกินเหตุด้วย แต่ละอย่างที่เอามาอ้างก็ไม่พ้นการบอกว่าไม่เห็นหน้าเขาแล้วจะตายบ้างล่ะ ไม่มีความสุขบ้างล่ะ คิดถึงบ้างล่ะ รักหนูที่สุดในโลกบ้างล่ะ ซื้อนั่นซื้อนี่มาให้เขากินจนน้ำหนักขึ้นไปหลายขีด บอกว่าไม่ต้องซื้อแล้วก็ไม่ยอม พอซื้อมาแล้วเขาก็ต้องกิน กินแล้วมันก็จะอ้วน ดอกไม้ก็ให้เขาทุกสามวัน แจกันที่ห้องของเขาไม่เคยว่างเพราะดอกกุหลาบสีแดงจากตาแก่คนนี้

 

ไง...” เสียงทักเบาๆที่หน้าประตูทำให้เขาหันไปมอง พบว่าเป็นจงอินกับเซฮุน “หลับเหรอ ?”


สนิท”


เค้ามาตามให้ไปกินข้าว นายจะไปเลยไหม หรือว่ารอคุณชานยอลตื่น ?”


“...รอก็ได้ เบื่อฟังคนงอแงเป็นเด็ก” เขาตอบเพื่อน “ขี้เกียจมีปัญหา พาคยองซูกับเจ๊จุนมยอนไปกินด้วยนะ บอกว่าไม่ต้องรอ”


เค้างอแงขนาดนั้นเลยหรอวะ ?” เซฮุนไม่รู้มาก่อน “แต่เค้า...แก่แล้วนะ”


ไม่รู้อะไรซะแล้ว เดี๋ยวกูจะเล่าให้ฟัง”

 

หลังจากจงอินลากเซฮุนออกไป รวมถึงเลขาและผู้จัดการของเขาให้ไปกินข้าวด้วยกันแล้วนั้น เขาก็กลับมาให้ความสนใจกับสิ่งที่อยู่บนหน้าจอโทรศัพท์ บางทีเขาก็มานั่งเช็คข่าวตัวเอง ดูกระแสละครจากภาพตัวอย่างที่เพิ่งปล่อยออกไป มันน่าชื่นใจเหมือนกันที่มีคนให้ความสนใจเขา ชมเขาว่าบทที่รับครั้งนี้น่าสนใจอีกแล้ว มีเรื่องที่เขาคบกับโอเซฮุนบ้าง อ่านข้อความของแฟนคลับแล้วก็คิดว่าน่ารักดี รู้สึกผิดมากเหมือนกันที่โกหกอะไรตื้นๆ สัญญาว่าถ้าจัดงานแฟนมีตปีหน้า เขาจะทำอะไรเพื่อแฟนคลับให้ดีที่สุดเลย

 

เขาอยากจัดแฟนมีตเหมือนที่เพื่อนจัดบ้าง รับแค่นิดหน่อยให้ได้รู้จักกันอย่างทั่วถึงเขาก็มีความสุขแล้ว อย่างน้อยก็ทำให้ได้รู้ว่ายังมีคนรักกันบ้าง ไม่ต้องมากเกินแต่ว่าอยากให้รักกันไปนานๆ แค่นั้นเขาก็ดีใจแล้ว

 

มีคนพูดถึงภาพที่เขาเดินถือช่อดอกกุหลาบสีแดงออกจากสถาบันสอนการแสดงด้วย เดากันไปต่างๆนานาว่าอาจจะเป็นโอเซฮุน หรือผู้ชายสักคนที่ไม่ยอมแพ้ถึงแม้เขาจะยอมรับว่าคุยกับใครอยู่ ไม่มีใครเดาว่าเป็นตาแก่ที่นอนอยู่เลย คงเพราะเขาเคยแสดงออกว่าไม่ชอบจริงๆ จึงไม่มีใครคิดว่าเขาจะรับดอกไม้จากผู้ชายคนนี้ แถมรับทุกช่อด้วย ปฏิเสธไปก็แค่...ดอกกุหลาบสีขาวช่อนั้น

 

เขาไม่เคยได้บอกใคร ว่าตอนที่เขาเห็นมัน เขารู้สึกใจหายมากแค่ไหน มันเป็นความรู้สึกที่เขาอธิบายออกมาไม่ได้ แต่สิ่งที่เขาคิดตอนนั้นคือความคิดที่ว่า ผู้ชายคนนี้ ถึงจะทำให้เขาขุ่นใจ ทำให้โมโหด้วยเรื่องสารพัดเรื่องที่เกิดจากการตามใจตัวเอง แต่ตาแก่คนนี้ก็คอยดูแลเขามาตลอด วันไหนที่รู้สึกไม่ดีก็มีตาแก่ที่ทำให้ไม่รู้สึกเหงาปากมากนัก คนที่คอยให้กำลังใจด้วยการให้ท้ายเขาอย่างสุดกำลัง 

 

ทั้งที่เขาไม่เคยทำอะไรดีๆตอบแทนผู้ชายคนนี้เลย

 

หนูจ๋า...”


ตื่นแล้วเหรอครับ ?” เขาเงยหน้าขึ้นมาจากโทรศัพท์ “ดีขึ้นไหม ?”


ดีเลยค่ะ รู้สึกกระปรี้กระเป่าขึ้นเยอะ” คนแก่บิดซ้ายขวาเพื่อยืดเส้น ก่อนจะยิ้มกว้างให้เขา “หนูจ๋านั่งเฝ้าป๋าด้วย น่ารักที่สุดเลย”


หิวข้าวรึยังครับ จะได้ไปกินกันเลย” เขาทำเป็นไม่ได้ยิน “ลุกช้าๆนะครับ เดี๋ยวหน้ามืด”


ทำไม...วันนี้หนูจ๋าใจดีจัง” คุณชานยอลทำหน้าฉงน “ไม่ใช่ว่าหนูทำดีกับป๋า เพื่อที่จะบอกว่าให้ป๋าตัดใจได้แล้วใช่ไหม ?”


คุณนี่คิดอะไรเรื่อยเปื่อย ไปได้แล้ว ผมต้องไปหาเซฮุน”


หนูจ๋าใจร้ายแล้วแบบนี้ ไม่เคยจะเห็นใจป๋า”


ผมก็ไม่เคยเห็นใจใครทั้งนั้นแหละ ใจตัวเองก็ไม่เคยเห็น”

 

เขาเดินนำคุณปาร์คชานยอลออกจากห้อง ป่านนี้เพื่อน เลขา และผู้จัดการของเขาก็คงกินข้าวกันเสร็จหมดแล้ว เผลอๆเซฮุนคงถ่ายต่อแล้วด้วย เหลือเพียงเขาที่คงต้องพาคนแก่ไปทานข้าว แล้วเราก็ต้องแยกกันเพราะว่าเขาจะต้องไปช่วยเซฮุนต่อบท ก่อนที่หลังจากนี้เขาจะไม่มีเวลาอีก รีบต่อบทเสร็จก็ต้องรีบไปทำงาน ช่วงนี้งานเขายุ่งมากจริงๆ มาวันนี้ได้เพราะว่างเว้นไว้โดยเฉพาะ

 

กองถ่ายเค้าให้เรามากินหรอ ?” คุณชานยอลถามเขาที่พยักหน้ากลับไป


ครับ ใครบ้างจะไม่กล้าให้คุณกิน ซีรี่ย์เรื่องนี้ฉายช่องคุณนะครับ”


ป๋าไม่รู้เลยนะเนี่ย นอกจากซีรี่ย์ที่หนูเล่น ป๋าก็ไม่รู้อะไรแล้ว”


ไม่แปลกหรอกครับ ก็คุณไม่ได้ดูแลเรื่องพวกนี้”

 

อาหารของกลองถ่ายเป็นอาหารชุด เขาหยิบเซ็ตปลาย่างซีอิ๊วให้ตัวเอง ส่วนของคุณชานยอลนั้นเป็นอะไรสักอย่างที่เขาไม่ได้สนใจ สิ่งที่เขาทำคือการหยิบน้ำเปล่าสองขวด ในขณะที่ตาแก่นั้นหยิบแตงโมมาให้เขา

 

ป๋าไม่ได้คิดเข้าข้างตัวเองใช่ไหมครับว่าหนูหยิบน้ำเผื่อป๋า ?”


ไม่ครับ ผมหยิบเผื่อจริงๆ ตอบแทนที่คุณหยิบแตงโมให้ผม” แบคฮยอนวางน้ำลงตรงหน้าคุณชานยอลที่นั่งตรงข้ามกัน สิ่งที่อีกฝ่ายทำนั้นคือการเอื้อมมือมาหยิบขวดน้ำเขาไปเปิด แกะหลอดออกจากซองกระดาษเสียบให้อย่างดี “จะได้ไม่เป็นหนี้บุญคุณกัน”


ทำไมหนูคิดแบบนี้ล่ะคะ ป๋าไม่เคยหวังผลตอบแทน—”


จริงเหรอครับ ?” เขาถามกลับ ใช้ตะเกียบคีบปลาเข้าปาก ตั้งแต่ใช้ชีวิตในวงการเขาก็กินปลาเป็นอาหารประจำวัน เพราะว่าย่อยง่ายไขมันต่ำ เหมาะแก่การควบคุมน้ำหนักไม่ให้มากขึ้นหรือน้อยลง “ที่ว่าคุณไม่เคยหวังอะไร”


ไม่จริงค่ะ ป๋าหวังให้หนูมีความสุขที่สุด” ตาแก่ปาร์คชานยอลยิ้ม “ป๋าจะเต็มที่เพื่อหนู จะเอาอะไรก็บอกนะคะ ป๋าจะหามาให้ทุกอย่าง”


ช่วยผมหาของขวัญวันเกิดให้เซฮุนหน่อยสิครับ”


หนูจ๋าอ่ะ ใจร้าย...”

 

เขาอมยิ้มไปทานข้าวไป พอไม่มีเรื่องวาจาลามกมาให้กวนใจ เขาก็รู้สึกดีกับบทสนทนาของเรามากขึ้นกว่าแต่ก่อน ถึงเวลาอยู่ด้วยกันจะชอบทำตัวเป็นลูกคนสุดท้องเหมือนเขาเป็นแม่ แต่เวลาคุยกับเลขาหรือสั่งงาน ก็กลายเป็นผู้ใหญ่มากประสบการณ์จนเขาประหลาดใจ

 

หนูเอาสลัดเพิ่มไหมคะ เดี๋ยวป๋าไปเอามาให้”


ไม่เป็นไรครับ ผมพอแล้ว”


พออะไรกัน หนูกินอย่างกับดม เหมือนแมวอายุสามเดือน”


พอแล้วครับ ผมมีนัดเย็นนี้ ต้องกินอาหารหนัก”


นัดอะไรกันคะ หนูจะไปไหน ?”


คุณชินฮยอก ผู้กำกับพันล้านวอนนัดผมผ่านพี่มินซอกครับ บอกว่าอยากทำความรู้จักด้วย”


ว่าไงนะ ?” ตะเกียบในมือของคนแก่ชะงัก “ใครนะคะ ?”


คุณชินฮยอกครับ ที่กำกับหนังเรื่อง everytime with you ไงครับ คุณเคยดูรึเปล่า ?”


ป๋าอยากตอบว่าไม่เคย แต่จริงๆก็เคยค่ะ” ชานยอลตอบไม่เต็มเสียงนัก “เค้า...ชอบหนูเหรอคะ ?”


ไม่รู้สิครับ ผมไม่เคยคุยกับเค้าเลย ได้แต่ทำความรู้จักกันผ่านๆ” แบคฮยอนพูดความจริง “เมื่อวันก่อนพี่มินซอกทักมา บอกว่าให้มาหน่อย มีคนอยากรู้จักอะไรประมาณนั้นแหละครับ”

 

คนตรงหน้าเขาดูเงียบไปเหมือนกำลังคิดอะไรอยู่ ท่าทางเป็นไปในทางลบ ราวกับกำลังรู้สึกแย่ในสิ่งเขาพูดออกไป แต่เขาก็พูดความจริงทุกอย่าง ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันมีอะไรให้รู้สึกไม่ดี ประโยคก็เป็นประโยคธรรมดาสามัญ

 

หนูจ๋า...” คุณชานยอลมีสีหน้าเรียบเฉย แต่แววตากลับดูเสียใจ “ไม่เคยไปดินเนอร์กับป๋าเลย”


“...”


ชวนเป็นร้อยครั้งก็ปฏิเสธร้อยครั้ง”


ไม่ถึงครับ คุณไม่เคยชวนผมถึงร้อยครั้ง” แบคฮยอนปฏิเสธ แบบนี้มันคือการกล่าวหากัน


ในความรู้สึกป๋าคือหนูปฏิเสธป๋าเป็นล้านครั้ง ป๋าก็พอจะทำใจได้นะ แต่...แต่เวลาที่ได้ยินหรือเห็นหนูไปกับคนอื่น ป๋าก็ไม่ชินสักที”


ปิดตาปิดหูไว้สิครับ จะได้ไม่รู้ไม่เห็น”


หนูประชดป๋าหรอคะ ?”


ไม่ครับ ผมพูดจริงๆ” ประโยคของเขาไม่มีการประชด “เหมือนเวลาผมโดดเรียนกลางคาบสมัยเรียนมหาวิทยาลัย ถ้าเราไม่มองอาจารย์ อาจารย์ก็จะไม่มองเราครับ”


หมายถึงหนูไม่เคยมองป๋าเลยใช่ไหม ?”


ตอนนี้ผมก็มองคุณอยู่”


หนูจ๋าก็รู้ว่ามันไม่ใช่แบบนั้น”

 

เขามองคนที่ถอนหายใจกับตัวเองเบาๆ พอรู้ว่าไม่ได้ทำใส่เขา แต่ทำเพื่อลดความรู้สึกในใจของตัวเองให้เบาลงไป เป็นอาการของการระบายความรู้สึกอย่างหนึ่งโดยไม่ต้องพูดอะไร

 

ถ้าเป็นเมื่อก่อนคงจะพูดออกมาว่าหวงว่าหึง แต่เพราะเขาเคยพูดไปแล้วว่าไม่ชอบ เรื่องแบบนั้นจึงไม่มีมาให้เห็นให้ได้ยินอีก จงอินแซวเขาว่าท่านรองประธานเป็นไปตามบัญชา สั่งแบบไหนได้แบบนั้น

 

งั้นวันนี้ไปด้วยกันไหมล่ะครับ ?”


“...”


ผมคิดจะชวนจงอินหรือไม่ก็เซฮุนไป แต่ถ้าคุณอยากไปคุณจะไปกับผมก็ได้ ให้เจ๊จุนมยอนกับคยองซูไปด้วย”


หนูจ๋าพูดจริงเหรอคะ ?”


ครับ” เขาคิดจะหาเพื่อนไปนั่งด้วยเหมือนกัน ตอนแรกคิดจะชวนจงอินแต่พอจะเดาได้ว่ามันไม่ว่าง ส่วนเซฮุนนั้นกำลังอยู่ในช่วงทำงานเป็นบ้าเป็นหลัง ชวนไปก็กังวลว่าจะรบกวน ถ้าคุณชานยอลอยากจะไปเอง เขาก็ไม่ได้ขัดอะไร


ป๋าดีใจจัง ป๋า...”


ผมจะไปทำงานก่อน คุณค่อยมาที่ร้านประมาณสองทุ่มก็ได้ เดี๋ยวผมให้เจ๊จุนมยอนส่งโลเคชั่นไปให้คยองซูอีกที”


ได้ค่ะ ขอบคุณมากนะ ป๋ารักหนูจ๋าที่สุดเลย”


ครับ”

 

หลังจากกินข้าวเสร็จ คุณปาร์คชานยอลก็ยอมกลับไปประชุมภาคบ่ายที่บริษัทของตัวเอง ส่วนเขานั้นไปช่วยเซฮุนต่อบทเลิฟซีนเล็กๆ โดยที่เขาจะยอมเล่นเป็นผู้หญิงให้ ตาแก่ทำท่าเหมือนจะไม่พอใจนิดๆ แต่พอเขาทำท่าเหมือนจะเอาอะไรฟาดหัวให้หายเป็นเด็ก เลขาโดคยองซูก็ลากกลับไปทันทีเพราะกลัวว่าเขาจะทำคุณบอสหัวแตกซ้ำรอยเดิม

 

ตอนแรกเขาจะชวนจงอินไปเพราะว่าเราสนิทกันมาก ทำอะไรได้เท่าที่ต้องการไม่ได้ติดขัดอะไรนัก ส่วนเซฮุนถึงจะรู้จักกันนานไม่ถึงหกเดือน แต่ว่าเราก็เข้ากันได้เป็นปี่เป็นขลุ่ย

 

แต่พอคิดแล้ว...ปาร์คชานยอล ก็ไม่เลวเหมือนกัน

 

 



 


 

 




ชายวัยกลางคนกำลังขับรถท่ามกลางแสงไฟถนนยามค่ำคืนที่สาดส่องลงมากระทบกับตัวรถและพื้นถนนจนกลายเป็นสีส้มนวลตา ริมฝีปากยกยิ้มอย่างอารมณ์ดีที่สุด แววตาเองก็สดใสราวกับพอเจอเรื่องดีๆในชีวิต และแน่นอนว่าถ้าเป็นเขาแล้วล่ะก็ เรื่องดีๆ...ก็คือเรื่องของบยอนแบคฮยอน

 

หนูจ๋าไม่เคยชวนเขากินข้าวมาก่อน เข้าใจว่าวันนี้เขาอยู่ในสถานะคนรู้จักของหนูจ๋า ไปช่วยทำให้สถานการณ์ไม่อึดอัด เพราะหนูจ๋าไม่รู้จักผู้ชายคนนั้น ยิ่งคิดก็พบว่าเป็นเรื่องที่ดีมากจริงๆ ที่เขาไม่ต้องตามสืบเรื่องของหนูจ๋าหน้าตั้งจนเหมือนคนโรคจิต แต่ได้รู้จากปากของเจ้าตัว ที่บอกเล่าให้เขาฟังว่ามีคนมาสนใจอีกแล้ว

 

มันไม่ใช่เรื่องแปลกที่แบคฮยอนมีคนเข้าหาเยอะ เพราะคนคนนี้เป็นคนเข้าถึงตัวง่ายแต่เข้าถึงใจยาก ใครบอกชอบ บอกว่าสนใจ บอกว่าจะจีบก็ทำได้ทุกคน แต่หนูจ๋าจะชอบไหม นั่นเป็นปริศนาธรรมที่คนบ้ารักหนูจ๋าทั้งใจอย่างเขาคิดไม่ตกเสียที จะมีก็แต่โอเซฮุนที่หนูจ๋าบอกว่ากำลังศึกษาดูใจ เพราะอะไรทำไมผู้ชายคนนั้นถึงได้เข้าใกล้หนูจ๋าได้ขนาดนี้ แถมยังดูสนิทสนมกันจริงๆในแบบที่เขาไม่เคยทำได้

 

ช่างเถอะ...แค่เขาได้ไปกินข้าวกับหนูจ๋าในวันนี้ มันก็ถือเป็นรางวัลหัวใจที่หลงรักหนูจ๋ามานาน ได้เท่านี้ก็ดีเท่าไหร่ คิดซะว่าอย่างน้อยผู้ชายในเกาหลีใต้เป็นล้านๆคนก็ไม่เคยมากินข้าวกับหนูจ๋าหรอกนะ

 

ตอนแรกเขาจะให้โดคยองซูติดรถมาด้วยเพราะแบคฮยอนชวน แต่เลขาของเขาได้แต่ส่ายหน้าพร้อมรอยยิ้ม บอกให้เขาไปกับแบคฮยอนสองคน เจ๊จุนมยอนก็จะไม่ไปเหมือนกัน ถึงจะอยากรู้เรื่องนี้มากแค่ไหน แต่ขู่ไว้แล้วว่าไม่มีเงินผ่อนรถแน่ วันนี้เขาเลยจะได้อยู่กับหนูจ๋าสองคน ไม่รวมอีกสองคนที่นัดกันอยู่แล้ว ไม่รู้จักไม่นับ

 

พอถึงลานจอดรถของร้าน เขาก็เห็นรถของหนูจ๋าจอดแยกออกไปอีกด้านที่ยังไม่มีรถจอดเยอะนัก เขาเลยขับเข้าไปจอดตรงนั้น ตั้งใจเดินลงจากรถไปดูว่าหนูจ๋ายังอยู่ในรถไหม ถ้าอยู่เขาจะได้เคาะเรียกว่ามาแล้ว ให้เข้าไปด้วยกันได้เลย

 

หนูจ๋า...” เขาเคาะเรียกเพราะว่ารถยังสตาร์ทอยู่ พอเคาะเสร็จเครื่องยนต์ก็ดับไป พร้อมกับหนูจ๋าที่เปิดประตูรถออกมา ถึงจะไม่ได้ยิ้มให้แต่ก็ไม่ได้อารมณ์เสียอะไร


“...ผมไม่อยากมาเลย” แบคฮยอนบอกกับเขา “ผมควรได้นอนอยู่ที่เตียง มาสก์หน้าอโลเวร่า”


คิดซะว่ามากินข้าวกับป๋า แบบนั้นอาจจะอารมณ์ดีขึ้นก็ได้นะคะ”


คุณนี่อารมณ์ขันเยอะนะ แต่ว่ามันไม่ตลก”


หนูจ๋าก็พูดเล่นไปเรื่อย”


ผมไม่เคยพูดเล่น...จองแล้วครับ คิมมินซอก”

 

พนักงานเดินนำเข้าไปในร้านที่เขาจำได้ว่าเป็นร้านโปรดของพี่สะใภ้ใหญ่ อาหารขึ้นชื่อเป็นพวกซีฟู๊ดสไตล์เมอดิเตอร์เรเนียน รสชาติอร่อยถูกปากคนที่บ้านเขาเหมือนกัน

 

คนเก่งของพี่มาแล้ว !” มินซอกลุกขึ้นกอดน้องชายสุดที่รัก ก่อนที่จะเบนสายตามามองเขาที่เดินตามาด้านหลัง “เอ่อ...คุณชานยอลสวัสดีครับ”


ครับ” เขาตอบรับด้วยไมตรีจิตที่ดี


ท่านรองมากับผม เรามีธุระกันนิดหน่อย ขอโทษด้วยนะครับ ช่วงนี้ผมยุ่งจริงๆ” แบคฮยอนนั่งลงที่โซฟาฝั่งตรงข้ามมินซอก ทำให้เขาได้นั่งตรงข้ามคนที่เป็นต้นเหตุของการมาในวันนี้

 

ชินฮยอกอะไรนี่ เขาจำได้ว่าเป็นรุ่นน้องของพี่ชายของเขาที่ทำงานด้านวงการภาพยนตร์เหมือนกัน แต่ก็ไม่ได้รุ่นเดียวกับเขาหรอก เด็กกว่าหลายปีอยู่เหมือนกัน แต่จำไม่ได้แล้วว่าเท่าไหร่

 

ไม่เจอกันนานเลยนะครับ ได้ยินว่าคุณทำงานหนักมาก สบายดีใช่ไหมครับ ?” ชินฮยอกค้อมหัวให้เขาเล็กน้อย


ดีครับ ผมสบายดี คุณล่ะ ?” เขาถามกลับตามมารยาท

 

ผมก็ดีครับ แล้ว...น้องแบคฮยอนล่ะครับ ?”


ผมก็สบายดีครับ” แบคฮยอนตอบกลับไป “สั่งอาหารรึยังครับ ผมจะได้สั่งบ้าง”


พวกพี่สั่งแล้วล่ะ แบคฮยอนสั่งเลย คุณชานยอลด้วยนะครับ”

 

ชานยอลเรียกบริกรให้แบคฮยอนที่เป็นฝ่ายรับเมนูมาเลือกเมนูอาหาร แต่ก่อนหน้านั้นเขาก็สั่งม็อกเทลพีชให้แบคฮยอนไปหนึ่งแก้ว ตามด้วยของเขาที่เป็นบลูมินท์อีกแก้วนึง

 

หนูจะทานปลาอีกแล้วหรอคะ ?”


นั่นสินะครับ ทานปลาจนชิน” แบคฮยอนหัวเราะเบาๆ “เลือกให้หน่อยสิครับ ทานอะไรดี ?”


ให้ป๋าเลือกเหรอ...” เขายังไม่ทันขยับตัวไป แบคฮยอนก็ขยับเข้ามาชิดเขาเสียก่อน ทำเอาหัวใจเต้นผิดจังหวะไปนิดเหมือนโดนความรักชนจนเซ แต่ก็กลับมาตั้งหลักได้ “กุ้งไหมคะ หนูเบื่อพวกเพสโต้รึยัง เอาเนยกระเทียมไหม ?”


จะอ้วนไหมครับ เนยตอนสองทุ่มเนี่ย...”


ไม่อ้วนหรอกค่ะ นิดเดียวเอง” เขารู้สึกเหมือนได้น้ำฝนมาชโลมจิตใจ “แต่ถึงหนูจะอ้วน ป๋าว่าหนูก็น่ารักอยู่ดี”


พอเลยครับ ไม่ต้องพูดเยอะ” แบคฮยอนหยุดเขาไว้ “แล้วคุณจะทานอะไรครับ ให้ผมเลือกให้ไหม ?”


เอาสิ” ชานยอลรู้สึกดีเหลือเกิน “เลือกเลยค่ะ”


ถ้าเป็นรวมซีฟู๊ดจะเป็นยังไงครับ คุณก็เพิ่งทานปลามากับผมเมื่อกลางวัน แต่ปลาหมึกก็คอเรสเตอรอลสูง สั่งเหมือนกันไหมครับ สั่งเป็นเซ็ตแล้วมาแบ่งกัน”  แบคฮยอนดูเมนูอย่างจริงจัง “ถ้าอย่างนั้นก็เป็นเซ็ตนี้ที่มีหอยแมลงภู่นิวซีแลนด์อบด้วย แล้วก็คร็อกเก้ปู...เอาอันนี้นะครับ ?”


ค่ะ” เขาได้หมดทุกอย่าง หนูจ๋าอยากกินอะไรเขากินด้วยได้หมด

 

พอเห็นหนูจ๋าสั่งอาหารให้แล้วมันชื่นใจจริงๆ วันนี้เขาจะต้องนอนหลับฝันดีที่สุดตั้งแต่ใช้ชีวิตมาสี่สิบสามปีแน่ๆ

 

นี่เราไปสนิทกับคุณชานยอลตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย...คือ ขอโทษนะครับ” มินซอกหันมายิ้มให้เขา รวมถึงการจับแขนน้องชายตัวเองเขย่าซ้ายขวา 

 

เราก็คบกันมาได้เกือบปี...หมายถึงคบแบบเพื่อน...ต่างวัย” รอยยิ้มมีเลศนัยของแบคฮยอนทำเอาเขาใจหายใจคว่ำ มันหมายความว่าอะไร “ใช่ไหมครับ คุณป๋า...ไม่สิ คุณปาร์คชานยอล”


“...”


คุณชานยอลครับ เป็นอะไร ?”


เปล่าค่ะ ป๋าไม่ได้เป็นอะไร” เขาเพียงแต่อึ้งกับสิ่งที่ได้ยินออกมาจากปากของหนูจ๋าก็เท่านั้น เขาได้ยินคำว่าป๋า “เอ่อ...ครับ”


แล้วเซฮุนล่ะ ที่มีข่าวตอนนั้น...”


เซฮุนสบายดีครับ กำลังถ่ายละครหน้าตั้งเลย”


ยัยแบคฮยอนนี่ น่าตีจริงๆ” มินซอกเอื้อมมือไปตีน้องชายที่หัวเราะจนดวงตายิบหยี “คือ...คุณชินฮยอกอยากให้แบคฮยอนเล่นหนังของเขาที่จะมีโปรเจคปีหน้าน่ะ อยากให้ลองฟังรายละเอียดดู ถ้าเราตกลงก็จะเป็นสัญญาใจกันไปก่อน เพราะบทหนังยังไม่เสร็จ”


หนัง...เหรอครับ ?”


ใช่ครับ บทนำ” คุณชินฮยอกยิ้ม “ผมเองทำหนังโรแมนติกมานาน อยากจะฉีกกฎตัวเองบ้าง แล้วก็อยากให้คุณมาเป็นส่วนหนึ่งของก้าวใหม่ในชีวิตผม”

 

แววตาของแบคฮยอนเบิกกว้างอย่างประหลาดจนเขามองออกว่าเจ้าตัวตกใจมากแค่ไหน รวมถึงอาการดีใจที่ปกปิดไม่มิดด้วย

 

บะ...บทนำ...หนัง ?”


หนูจ๋าช็อคแล้ว ขอเวลาหน่อยนะ” เขาพูดแทนแบคฮยอนที่เหมือนจะพูดอะไรไม่ออกแล้ว ทำได้แค่หยิบแก้วม็อกเทลพีชตรงหน้าขึ้นมาจิบเพื่อตั้งสติ


ได้ครับ เชิญตามสบาย”

 

ชานยอลรู้สึกได้ว่าแบคฮยอนตัวสั่นเล็กน้อยเพราะเรานั่งชิดกัน หน้าตาตื่นเหมือนคนสมองว่างเปล่า ทำเอามินซอกกับชินฮยอกหัวเราะไม่หยุด

 

อาหารที่มาเสิร์ฟพอดีทำให้เราได้พักเรื่องราวของบทนำหนังเรื่องใหม่ของผู้กำกับพันล้านเอาไว้ก่อน เขาแกะกุ้งตัวใหญ่ให้หนูจ๋าทานง่ายๆ เป่าคร็อกเก้ปูที่ร้อนจัดให้หนูจ๋า ชิมหอยแมลงภู่ที่เครื่องเยอะจนหนูจ๋าไม่กล้ากิน แล้วบอกว่ามันอร่อยรึเปล่า

 

มันอร่อยนะ แต่มันกลิ่นฉุนขึ้นจมูกไปนิด”


หน้าคุณบอกว่ามันไม่อร่อย”


มันอร่อยค่ะหนู แต่ถ้าไม่ชอบสมุนไพรมันจะไม่อร่อยเลย” เขาบอกแบคฮยอน “สำหรับป๋ามันก็ใช้ได้ค่ะ”


จริงนะ ?” แบคฮยอนขมวดคิ้วใส่เขา


จริงค่ะ”


ถ้าไม่อร่อยผมโกรธนะ”


งั้นเดี๋ยวก่อนค่ะ ป๋าขอชิมอีกคำ...หนูจ๋าอย่าหัวเราะสิ ก็ป๋าไม่อยากให้หนูโกรธ”


ผมก็ไม่ได้ว่าอะไรสักหน่อย” การที่แบคฮยอนใช้ส้อมจิ้มหอยแมลงภู่ก่อนจะส่งมันเข้าปากเขา “นี่ครับ”


หนู...” ชานยอลตั้งตัวไม่ถูก แต่ก็อ้าปากรับอาหารด้วยใจที่พองฟู “อร่อยที่สุด เพราะหนูจ๋าเป็นคนป้อนป๋า”


ขอรสชาติครับ ไม่ใช่ความรู้สึก”


อร่อยค่ะ หนูกินตัวนี้นะ เดี๋ยวป๋าป้อน”

 

เขาส่งหอยแมลงภู่ตัวโตเข้าปากหนูจ๋าตัวน้อยที่นั่งอยู่ข้างๆเขา ปากที่อ้ากว้างและท่าทางทีความสุขเวลากินของหนูจ๋านั้นทำให้เขามีความสุขที่สุด มันไม่มีอะไรจะสุขใจไปมากกว่านี้แล้ว

 

เรื่องราวคร่าวๆของหนังเลยเนี่ย จะเป็นเรื่องของอาจารย์ด้านจิตเวชคนหนึ่ง ที่สังเกตเห็นพฤติกรรมแปลกๆของนักศึกษาในสังกัดของตัวเอง จากความสงสัยเล็กนั่นๆ นำไปสู่การเข้าพัวพันกับคดีฆาตกรรมต่อเนื่องที่เด็กคนนั้นเป็นฆาตกร”


ผม...ได้บทฆาตกรต่อเนื่อง ?”


ครับ เป็นบทนำคู่กับคุณคิมเยซอง ทางนั้นตอบตกลงเรียบร้อยแล้วครับ เดี๋ยวผมจะอธิบาย—”


ผมรับครับ ผมจะทำสัญญาใจ !”


หนูจ๋า...” แบคฮยอนดูดีใจและตื่นเต้นมาก “ใจเย็นๆ”


จะเย็นอยู่ได้ยังไงล่ะคุณ ผมตื่นเต้นจะตายอยู่แล้ว”


หนูต้องตั้งสติก่อนนะคะ ป๋ารู้ว่าหนูอยากรับงานมาก แต่หนูต้องฟังรายละเอียดก่อน” เขาพยายามทำให้แบคฮยอนตั้งใจฟังสิ่งที่ผู้กำกับจะพูด รู้อยู่แล้วว่าคงจะรับเพราะมันเป็นบทที่เจ้าตัวถนัด “ปีหน้าหนูรับงานอะไรไว้ไหม ชนกับงานอื่นรึเปล่า หนูต้องลองเช็คกับผู้จัดการก่อนนะคะ”


“...แต่” แบคฮยอนดูมีท่าทีลังเลใจ “ก็ได้ครับ ผมจะไปคุยกับผู้จัดการก่อน แล้วจะโทรไปหาคุณชินฮยอกพรุ่งนี้ เบอร์สำนักงานได้เลยใช่ไหมครับ ?”


ครับ ตามสะดวกคุณแบคฮยอนเลย”

 

ถ้าเกิดว่าแบคฮยอนรับเล่น บทนี้ก็จะได้เล่นเป็นนักศึกษาที่มีสองบุคลิก หนึ่งคือนักศึกษาแพทย์เฉพาะทางด้านจิตเวชที่เก่งที่สุดในปีนั้น สองคือคนที่มีอาการหวาดระแวงขั้นวิกฤต คิดว่าคนอื่นจะมาทำร้ายตลอดเวลาเลยพลั้งมือฆ่าไป และใช้ความสามารถของตัวเองทางด้านการแพทย์หลังจากตื่นจากบุคลิกที่สองแล้วในการปกปิดคดีฆาตกรรม ปกติแล้วเวลาที่บุคลิกแต่ละบุคลิกแสดงออก อีกตัวตนหนึ่งอาจจะถูกลืมไป แต่นั่นก็เรื่องของบทหนังที่กำลังเริ่มเขียนกันอยู่

 

ที่ใช้คำว่าสองบุคลิกนั้น เป็นเพราะเหตุผลที่ว่า เวลาที่กลายเป็นคนหวาดระแวง แบคฮยอนจะต้องเล่นเหมือนตัวเองเป็นผู้หญิงที่วิตกจริตอย่างหนักคนหนึ่ง ทั้งที่ตัวเองเป็นผู้ชาย แล้วก็มีแฟนเป็นผู้หญิงด้วย

 

ผมดีใจนะครับที่คุณสนใจบทของผมมากขนาดนี้”


ครับ” แบคฮยอนยิ้มรับคุณชินฮยอก “ผมเองก็ดีใจมากที่คุณคิดถึงผม ขอบคุณพี่มินซอกด้วยนะ”


จ้า” พี่ชายคนเก่งยิ้มกว้าง มองเด็กที่เพิ่งขอบคุณกันไปอ้าปากรับกุ้งตัวโตจากผู้ชายที่อยู่ข้างๆกัน


กระเทียมอร่อยดีนะ หนูคิดว่ายังไง ?” เขาถามแบคฮยอนที่หันหน้ามายิ้มให้เขาจนหัวใจเต้นแรง


ครับ อร่อยดี คุณก็กินบ้างสิ ป้อนผมอยู่นั่น ผมไม่อยากอ้วนคนเดียวนะ”


ไปเข้ายิมกับป๋าไหมล่ะค่ะ หนูไปคาร์ดิโอก็ได้ จะได้กินได้เยอะขึ้น เห็นหนูกังวลเรื่องการกินป๋าก็กังวลไปด้วย”


ผมไม่เห็นคุณจะไปเข้ายิมที่ไหนเลยนี่...”


นั่น ที่แท้หนูจ๋าก็แอบตามข่าวป๋าอยู่ น่ารักไม่หยอกเลยนะคะเนี่ย”


เดี๋ยวจะตีให้...” เขาโดนแบคฮยอนยกมือขึ้นมาขู่ ไม่รู้ทำไมวันนี้ หัวใจเขามันเต้นผิดจังหวะไปหมด


ที่จริงป๋าเล่นที่บ้านค่ะ แต่ถ้าหนูอยากมาเล่นด้วย เดี๋ยวป๋าไปสมัครเมมเบอร์ที่คอนโดหนู แล้วเราเล่นที่นั่นกันก็ได้”


ไม่เอาครับ ผมอยากไปเล่นที่จงอินกับเซฮุนไปเล่นกัน ที่ไปยกเวท—”


ไม่ได้ค่ะหนู อย่าเล่นแบบนั้นนะ ป๋าว่าหนูจ๋าออกให้ร่างกายแข็งแรงก็พอ ไม่ต้องถึงขนาดมีกล้าม...”


คุณก็ยังเล่น ทำไมผมจะเล่นไม่ได้ ?”


หนูจ๋าเป็นแบบนี้ก็น่ารักแล้วค่ะ ไม่ใช่ว่ามีกล้ามแล้วป๋าจะไม่รักนะคะ ต่อให้หนูตัวเท่าป๋า ป๋าก็จะรักหนูจ๋าตลอดไป...”


ใครจะไปตัวเท่าคุณ บ้ารึไง ?!”


ก็พูดเผื่อไว้ ถ้าหนูจ๋าจะฟิตแอนด์เฟิร์มขึ้นมา—”


ไม่ฟิตไม่เฟิร์มอะไรทั้งนั้น เดี๋ยวผมไปดูลู่วิ่งมาตั้งในคอนโดก็แล้วกัน !”


โอเคค่ะ เดี๋ยวป๋าไปช่วยเลือกให้ เอาแบบฟังก์ชันเยอะๆ หนูจะได้มีตัวเลือกในการออกกำลังกายนะครับ...อ่ะ กินปูนะคะ อ้าปากเร็ว”

 

เขาป้อนคร็อกเก้ปูเข้าปากหนูจ๋า ในขณะที่คุณชินฮยอกนั้นขอตัวไปคุยโทรศัพท์ ท่าทางเหมือนเป็นสายที่จำเป็นต้องรับ เขาพอจะดูออกว่ามันเป็นเรื่องงาน เพราะเวลาที่เขาทำหน้าแบบนั้น มันมักจะมีเรื่องให้ต้องคิดต้องแก้ตามมาเสียทุกที

 

“...มีอะไรจะเล่าให้พี่ฟังไหม ?”


ไม่มี” แบคฮยอนส่ายหน้าตอบมินซอก เขาเองก็ได้นั่งฟังสิ่งที่ทั้งสองคนคุยกัน


พี่จะฟ้องอี้ชิง ว่าเดี๋ยวนี้เรามีอะไรไม่บอกพี่ !”


พี่นั่นแหละ ผมรู้นะว่าพี่คิดอะไรอยู่ ถึงจะมีเรื่องงานมาเกี่ยวด้วยแต่...ก็นั่นแหละ ผมไม่เอาแล้วนะ เดี๋ยวมีใครรู้สึกไม่ดีแล้วผมจะยุ่ง”


หมายความว่า...” สายตามินซอกเบนมาทางเขา “ให้ตาย...”


อะไรหรือครับ อะไรตาย ?” เขาไม่เข้าใจบทสนทนาของพี่น้องในวงการคู่นี้ “มีอะไรรึเปล่าครับ ?”


ไม่ครับ คือผม...ยัยแบคฮยอน !”


คุณเอาน้ำอีกไหม เดี๋ยวผมสั่งให้” แบคฮยอนคุยกับเขา ไม่สนพี่ที่ทำเหมือนจะตีหัวกันอยู่รอมร่อ


น้ำเปล่าก็ได้ค่ะ ขอบคุณนะคะ”


ครับ”

 

เขารู้สึกว่าวันนี้ตัวเองมาไกลเกินกว่าที่เคยเป็นมา มันเป็นเรื่องที่เขาไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าจะได้มาอยู่ตรงนี้ แค่แบคฮยอนชวนเขามากินข้าวด้วยก็นับว่าใจดีขั้นสุดยอดจนเขาตีตัวเองอยู่หลายรอบว่านี่มันความจริงหรือเขาฝันไป แต่สิ่งที่มากกว่านั้นจนเขาคิดว่าตัวเองกำลังฝันแน่ๆ คือการที่แบคฮยอนดูแลเขาเหมือนที่เขาดูแลแบคฮยอน ถามเขาว่าอยากกินอะไร ป้อนอาหารเขา ถามว่าเอาอะไรเพิ่มไหม นั่งชิดติดกันเหมือนเป็นคู่รัก ในขณะที่มีของเขาพาดโซฟา ราวกับกำลังโอบอีกฝ่ายไว้ เวลาที่แบคฮยอนเอนตัวมาพิงพนัก หลังก็จะสัมผัสแขนของเขาอย่างพอดิบพอดี

 

ชีวิตของคนที่หลงรักหนูจ๋าอย่างถอนตัวไม่ขึ้นอย่างเขา มันจะต้องการอะไรไปมากกว่านี้อีก

 

ขอโทษนะครับ คือผมติดธุระด่วน จำเป็นต้องไป...” คุณชินฮยอกที่ขอตัวไปคุยโทรศัพท์ กลับมาพร้อมสีหน้าเป็นกังวลเล็กน้อย บอกพวกเค้าว่าจำเป็นต้องกลับแล้ว


ตามสบายเลยครับคุณชินฮยอก ไม่ต้องห่วงทางนี้” มินซอกเป็นคนตอบกลับไป “แล้วแบคฮยอนจะโทรไปพรุ่งนี้นะครับ”


ผู้จัดการของผมจะโทรไปพรุ่งนี้ครับ”


ครับ ขอบคุณมากจริงๆ ไปนะ...สวัสดีครับคุณชานยอล”


สวัสดีครับ” เขาตอบรับคำลานั่น ถึงจะเป็นคนที่อาจจะมาชอบหนูจ๋า แต่ถ้าหนูจ๋าของเขาไม่ได้ชอบหรือมีท่าทีตอบรับ เขาก็ไม่จำเป็นต้องหึงหรือตีตัวออกห่างทำเป็นไม่ชอบใจอะไร


สงสัยจะเป็นงานที่สตูดิโอ เห็นบอกว่าช่วงนี้กำลังตัดต่อหนังสั้นอยู่” มินซอกหั่นปลาในจาน “แล้วเราจะรับไหมงาน เค้ามาคุยกับพี่เองเลยนะว่าอยากให้นัดเราให้ ท่าทางอยากให้ไปเล่นด้วยมากจริงๆ”


หนังรักสี่ฤดูจากผู้กำกับสี่คนที่จะทำให้หัวใจของคุณต้องหลั่งน้ำตา ใช่เรื่องนี้รึเปล่า ?” แบคฮยอนจำคำโปรยหนังได้ “ผมคงรับ ถ้าไม่รับก็ไม่รู้จะหาโอกาสแบบนี้จากไหนแล้ว...ตื่นเต้นจัง...”


อี้ชิงเคยเล่นหนังกับเค้านะ บอกว่าได้อะไรกลับมาเยอะมาก เหมือนใช้เวลาซื้อประสบการณ์”


คุณ...คิดว่าผมจะไปได้ดีกับบทที่เค้าบอกไหมครับ ?” แบคฮยอนหันมาถามเขาที่ดื่มน้ำอยู่ ทำเอาเกือบสำลักเพราะไม่คิดมาก่อนว่าจะมีโอกาสได้แสดงความคิดเห็น


ความตั้งใจที่หนูจ๋ามี จะทำให้ทุกๆอย่างเป็นไปได้ด้วยดีในทุกๆงานที่หนูรับค่ะ”


คุณนี่ให้ท้ายผมไม่เลิกเลยนะ”


ป๋าเปล่านะคะ ตอนที่ไปเฝ้าหนูถ่ายซีรี่ย์ที่กอง ใครก็ชมว่าหนูตั้งใจที่สุด ป๋าเองก็เห็นด้วยว่ามันเป็นเรื่องจริง แต่ถ้าพูดถึงบท ป๋าก็คิดว่ามันน่าสนใจมากค่ะ ถ้าหนูจะเล่นเป็นคนสองบุคลิกมันก็ยิ่งยาก การท้าทายความสามารถเป็นการทำให้หนูเก่งขึ้นไปอีก ป๋ายินดีกับทุกอย่างที่จะทำให้หนูมีความสุข แล้วแต่ใจของหนูจะเลือกนะคะ”


ครับ...”

 

ชานยอลรู้สึกว่าวันนี้เขากับหนูจ๋าห่างกันเพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัส แววตาสีน้ำตาลที่ประกายเพราะแสงไฟ แก้มสีชมพูจางๆ ริมฝีปากสีแดงระเรื่อ ในนัยน์ตาของหนูจ๋าปรากฎภาพของเขาอยู่ในนั้น ใบหน้าที่น่ารักที่สุดในหัวใจของเขานั้นใกล้เข้ามาเรื่อยๆ จนเขาคิดว่าเรา...

 

อะแฮ่ม !”

 

หนูจ๋าผละห่างจากเขา หันไปมองรุ่นพี่ที่ยิ้มให้พร้อมกับกระแอมไออีกครั้งเพื่อที่จะบอกว่าที่นี่มันร้านอาหารนะ ทำเอาแบคฮยอนหันไปหยิบแก้วน้ำ เช่นเดียวกับเขาที่ดื่มน้ำเปล่าแก้เก้อ

 

เช็คบิลเลยนะครับ เดี๋ยวผมจัดการให้” เขายกมือเรียกพนักงานโดยไม่รอคำตอบ อาหารในจานของทุกคนก็พร่องไปแล้ว มีแต่ของผู้กำกับที่ไม่หมดแต่ก็ไม่ได้อยู่กิน “ถือว่าผมตอบแทน ที่ทำให้แบคฮยอนมีความสุขก็แล้วกันนะครับ”


แบคฮยอน...นายกำลังทำให้พี่อิจฉานะ”


ผมเปล่าทำอะไร” แบคฮยอนดื่มน้ำในแก้วจนหมด “เอ่อ...พี่ได้ไปงานของโมนิก้าไหม ได้บัตรเชิญไหมครับ ?”


ได้ๆ เจอกันที่งานเลย อี้ชิงก็ไป เรามานั่งกับพี่นะ”


ได้เลยครับ เดี๋ยวพาจงอินกับเซฮุนไปนั่งด้วย จะได้รู้จักกันไว้”

 

ตอนแรกเขาคิดจะโพล่งออกไปว่าป๋าล่ะคะ ป๋าจะไปนั่งตรงไหนได้บ้าง แต่พอคิดอีกทีแล้วเขาก็ไม่ใช่ดารา จะตามติดหนูจ๋าไปทุกงานมันก็ใช่เรื่อง ถ้ารู้อนาคตล่วงหน้าว่าจะหลงรักดาราวัยรุ่นชื่อดังสักสิบห้าปี ตอนนั้นเขาจะรับงานถ่ายแบบอะไรให้ตัวเองดังสุดกู่ เอาให้หนูจ๋าปฏิเสธกันไม่ลง

 

แต่จะว่าไปชานยอลก็เคยถ่ายแบบลงนิตยสารเชิงธุรกิจอยู่บ้าง ฉบับล่าสุดที่ถ่ายไปก็เมื่อห้าเดือนที่แล้วนี่เอง ข้างในมีบทสัมภาษณ์เชิงธุกิจรวมถึงวิธีดูแลตัวเองให้ดูดี ทำอย่างไรให้หน้าดูยังสามสิบต้นๆไม่เกินสามสิบห้า ทั้งที่อายุจริงคือเลขสี่ เคล็ดลับที่เขาไม่ได้พูดแต่มันดีที่สุดคือการหลงรักเด็ก มันทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองเด็กไปด้วยตลอดเวลา ได้เอาเลือดที่หนูจ๋าบอกว่าเป็นเลือดชั่วๆออกบ้าง มันก็ทำให้ชีวิตกระชุ่มกระชวยดีไม่น้อย

 

พี่ชายคนรองของเขาเคยบอกว่าเขาโรคจิต แต่พี่คนโตบอกว่าเปล่าหรอก เขาก็แค่กำลังตกหลุมรักจนถอนตัวไม่ขึ้น ความรักนั้นเป็นสิ่งที่มีอานุภาพร้ายแรง ทำให้เราทำอะไรที่ไม่เคยคิดจะทำมาก่อน อะไรที่เราไม่คิดว่าจะทำด้วยซ้ำ

 

กลับดีๆนะครับพี่มินซอก แล้วเจอกันครับ”


จ้ะคนเก่งของพี่ แล้วเจอกันนะ สวัสดีครับคุณชานยอล ฝากดูแลแบคฮยอนด้วยนะครับ”


ครับ จะดูแลให้ดีไม่มีบกพร่อง ผมรัก—” 


คุณชานยอลช่วยเงียบด้วยครับ ขอบคุณ”

 

สิ่งที่ทำให้เขาเงียบจริงๆไม่ใช่คำพูดของแบคฮยอน แต่เป็นแขนเล็กๆที่เข้ามาคล้องแขนกัน เขาพยายามจะซ่อนอาการดีใจที่เกิดขึ้น ทำท่าทีปกติท่ามกลางสายตาของนักแสดงรุ่นพี่ของแบคฮยอน ทั้งที่ในใจแทบจะตะโกนก้องออกมาเพราะทนไม่ไหว

 

หนูจ๋า...” เขาเรียกแบคฮยอนระหว่างที่เรากำลังรอให้มินซอกถอยรถออกจากบริเวณที่จอดรถก่อน เพราะแบคฮยอนอยากยืนส่งจนลับสายตา


ครับ ?”


วันนี้ป๋ามีความสุขมากเลย ที่ได้อยู่กับหนู—”


เรื่องวันนี้ผมขอบคุณคุณมาก”


“...”


ถ้าไม่มีคุณ ผมอาจจะต้องทนโดนพี่มินซอกจับคู่ผมกับคุณชินฮยอก” แบคฮยอนดึงแขนตัวเองออก “ถ้าเป็นคุณมันก็ไม่ได้แย่...”


หนูหมายความว่ายังไง...”


ก็ยังดีกว่าคนที่ผมไม่สนิทด้วยไง เรารู้จักกันมาเป็นปี ต้องใกล้ชิดคุณก็ยังดีกว่าเป็นคนอื่น คุณทำได้ดีมากเลย ขอบคุณมากนะครับ”

 

เขาสมองว่างเปล่าในตอนที่ยังคิดไม่เสร็จว่านี่มันเรื่องอะไรกันแน่ แต่พอคำพูดทุกอย่างมันเข้ามากระแทกที่ใจอย่างจัง เขาถึงได้รู้ว่าแบคฮยอนหมายความว่าอะไร

 

หนู...ไม่ได้ชวนป๋ามาเพราะอยากให้มา” เขาก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว ตั้งหลักกับความจริงที่มาโดยไม่ทันตั้งตัว “แค่อยากให้มากันท่าให้...”


“...”


แต่...แต่เราจะจูบกัน—”


จูบเหรอครับ ?” แบคฮยอนมองหน้าเขา ถามกลับมาในสิ่งที่เขาพูดออกไป “ถ้ามันเกิดขึ้น ก็คิดซะว่ากำลังเล่นละครสักเรื่อง”


“...”


หรือไม่ก็แค่บรรยากาศพาไป”

 

เล่นละคร...บรรยากาศพาไป

 

แบคฮยอนพูดแบบนั้นกับเขาได้ยังไง...

 

ป๋ารู้ดีว่าหนูไม่เคยรัก ไม่เคยชอบอะไรในตัวป๋า...” เขาเจ็บที่หัวใจ เจ็บจนน้ำตาพาลจะไหลออกมา “แต่ก็ไม่คิดว่าหนูจะใจร้ายแบบนี้”


“...”


ป๋ารักหนูจนแทบจะบ้า แต่หนูเห็นป๋าเป็นแค่ไม้กันหมา เป็นคนกันท่าให้เวลาหนูไม่ชอบใคร แล้วป๋าล่ะ หนูเคยเห็นใจกันบ้างไหม !”


นี่คุณ...”


หรือว่าหนูเห็นว่าป๋ารัก จะทำร้ายจิตใจกันยังไงก็ได้สินะ”

 

ครั้งแรกในชีวิตที่เขาไม่คิดอยากจะมองหน้าบยอนแบคฮยอน เขาได้แต่สะกดกลั้นความเจ็บในใจที่ตอนนี้มันกลายเป็นหยดน้ำตาที่ไหลลงมา

 

ทั้งที่เขารักจนไม่รู้ว่าจะรักมากกว่านี้ยังไง ไม่เคยรับมันเขาไม่ว่า ไม่ตอบรับความรักกันเขาก็ยังรักต่อไปได้ แต่คนคนนี้ไม่เคยเห็นคุณค่าความรักของเขา ทำเหมือนเขาเป็นใครก็ไม่รู้ ที่เผอิญว่ารู้จักกันมานาน น่าจะเอามาเล่นละครตบตาคนสักฉากสองฉาก ทำเหมือนว่ารู้สึกอะไรกับเขา ทั้งที่ความจริงแล้ว...ไม่เคยเลยสักนิด

 

คุณจะอะไรนักหนา มันก็แค่เรื่องสร้างภาพ ไม่เห็นจะต้องคิดอะไร—”


นอกจากสิ่งที่ตัวเองจะต้องเจอ หนูเคยห่วงความรู้สึกใครบ้างไหม ?”


“...”


หรือมันมีป๋าที่โง่ซ้ำซากอยู่คนเดียว หนูเลยหลอกให้มาเล่นละครด้วยได้ !”


คุณอย่ามาพูดกับผมแบบนี้นะ !” แบคฮยอนตะโกนลั่นใส่หน้าเขา “ก็พูดออกมาเองว่าผมไม่เคยรัก แล้วผมจะคิดพิศวาสอะไรคุณขึ้นมาวันนี้ เรื่องแค่นี้คิดไม่ได้เลยรึไง !”


“...”


ผมหมายถึง...ผมรู้ว่าผมควรจะคุยกับคุณ—”


ขอโทษ”


“...”


ที่ผมมันคิดไม่ได้ เอาแต่คิดว่าที่รักคุณมาเป็นปีมันจะสมหวัง คิดว่าสักวันที่คุณจะมองเห็นใจผมบ้างมันอาจจะเป็นวันนี้ก็ได้ ผมมันทั้งบ้าทั้งโง่ที่คิดอะไรไปเองคนเดียวแบบนั้น ทั้งที่จริงแล้วผมก็แค่ต้องมาทำให้ละครของคุณไม่ขาดคนเล่นไปก็เท่านั้นเอง”


คุณชานยอล ผม...”


ขอตัวนะครับ คุณแบคฮยอน”

 

ถ้าจะให้ยืนอยู่ตรงนั้น พูดหรือฟังอะไรที่มันเสียดสีหัวใจทุกประโยค เขาก็คงจะทนรับมันไม่ไหว

 

ยิ่งรักมาก...ก็ยิ่งเจ็บมาก เจ็บมากกว่าที่รักซะอีก

 

เขาถามตัวเองซ้ำๆตั้งแต่แรกว่านี่คือความฝันรึเปล่า ทั้งคำพูด ท่าทาง แววตา รอยยิ้ม ไออุ่นจากแบคฮยอนที่นั่งอยู่ข้างๆกันบอกเขาว่าไม่ได้ฝันไป ทั้งหมดมันเป็นความจริง มันเป็นเรื่องจริง...ที่เขาต้องยอมรับว่าเขาแค่คิดไปเอง

 

คุณชานยอล เรายังคุยกันไม่รู้เรื่องเลยนะ !”


“...”


คุณชานยอล !”

 

มันเหลืออะไร...ที่คนอย่างเขาจะพูดได้อีกเหรอ

 

พอผมจะอธิบาย คุณก็ไม่ฟัง !”


จะอธิบายหรือจะแก้ตัวกันแน่...”


นี่คุณ !”


มันจะมีอะไรให้ผมฟังอีก คุณพูดมันออกมาหมดแล้วนี่ !” เขาพยายามแล้ว แต่หัวใจของเขาทนมันไม่ไหว “กันท่า ไม้กันหมา เล่นละคร บรรยากาศพาไป คิดอะไรเองไม่ได้ คุณอยากจะพูดอะไรอีก !”


เออ ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ต้องฟัง คราวนี้คุณเดินออกไปเอง  แล้วอย่ามาพูดว่าผมไม่สนใจไม่ใส่ใจคุณอีกนะ ไอ้ตาแก่บ้า !”


“...”


อย่ามาให้ผมเห็นหน้าอีกนะ จะไปไหนก็ไป !”


ครับ ผมจะไม่พูดอีกแล้ว”

 

เขามองหน้าคนที่ดูเหมือนว่าจะโกรธจนตัวสั่น ตะโกนไล่หลังเขาจนเหนื่อยหอบ แต่เขารู้ว่าข้างในใจของคนคนนี้มันไม่ได้เจ็บหรอก มีแต่จะกลัวความผิดก็เท่านั้น

 

แล้วถ้าเกิดว่าเราได้เจอหน้ากันอีก ขอให้คุณรู้ไว้เลยว่ามันก็เป็นแค่ความบังเอิญ เป็นเรื่องที่ผมไม่ได้ตั้งใจ”


“...”


เพราะว่าผม...จะไม่มีวันมาเจอคุณอีก”

 

 


 

 







 

น้องแบคฮยอนขา...”


ครับ ?” เขาตอบรับเจ๊จุนมยอนที่มากระซิบข้างหู ขณะที่เขากำลังทบทวนบทอีกรอบ เพื่อเล่นฉากที่เขาจะเอากรรไกรแทงตัวเอง เพราะเกิดอาการคลั่งเนื่องจากอารมณ์ภายในจิตใจ


มีคนฝากนี่มาให้ค่ะ”

 

ดอกกุหลาบสีแดงเข้มหนึ่งดอกทำให้เขาผุดลุกขึ้นยืนก่อนจะแสดงสีหน้าตื่นตระหนกออกไปอย่างปิดไม่มิด จนเจ๊จุนมยอนนั้นสะดุ้งตาม ถามเลิกลั่กว่ามีอะไรรึเปล่าคะ

 

คุณชานยอลอยู่ไหนครับ ?”


เอ่อ...ไม่ค่ะ นี่คุณเซฮุนฝากมาให้ ผ่านคุณจงอินที่—”


ที่ไม่คิดว่าจะเห็นสีหน้าแบบนี้จากบยอนแบคฮยอน” รอยยิ้มจากจงอินที่เพิ่งเดินตามเข้ามาทีหลังนั้นทำให้เขาหันกลับไปนั่งลงที่เดิม สนใจบทที่ตัวเองต้องท่อง พยายามตั้งสมาธิที่แตกไปแล้วให้กลับมาเป็นเหมือนเดิม

 

จงอินลากเก้าอี้ที่ไม่มีคนนั่งมาข้างเขา ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งตาม ไม่ใช่เรื่องแปลกที่มันจะมาที่นี่เลย มันเป็นเรื่องปกติที่เรามักผลัดกันไปเยี่ยมกองถ่ายเมื่อมีใครมีงาน บางเรื่องก็มีแค่บางคนที่พูดด้วยได้ และการที่มีเพื่อนมาอยู่ด้วยบางครั้ง มันก็ช่วยลดความเครียดในใจไปได้มากจริงๆ

 

ทำหน้าเหมือนผิดหวัง...คุณชานยอลอะไรอย่างนั้น”


ถ้าพูดจาสร้างสรรค์ไม่ได้ก็เงียบไว้”


ทำไม แทงใจดำนายเข้าล่ะสิ”


เปล่า อย่ากวนได้—”


พูดความจริงน่ะ ง่ายกว่าโกหกฉันอีกนะเพื่อนเอ๋ย”


“...”


ว่าไง จะไม่พูดจริงดิ เพื่อนนั่งอยู่ตรงนี้แล้วนะ”


ถ่ายฉากวันนี้เสร็จก่อน ทุ่มนึง”


ไอ้ตูดหมึก นี่มันบ่ายสามโมงครึ่ง !”


งานการไม่มีทำรึไงล่ะ หนึ่งทุ่มร้านกาแฟที่เดิม”


เออ !”

 

เขารู้ว่าจงอินคงตั้งใจว่างให้ตรงกับวันที่เขามีถ่ายละคร ช่วงแรกเขาเร่งถ่ายจนไม่ได้หลับไม่ได้นอน มีช่วงหลังที่ตารางเริ่มแน่นน้อยลงเพราะถ่ายฉากสำคัญไปหมดแล้ว แต่ก็เหลือที่ต้องซ่อมต้องเก็บอีกเยอะพอสมควร แต่ว่ามันก็ไม่ได้รีบอะไรมากมายนัก พอจะมีเวลาให้พักผ่อนกันบ้าง

 

มันคงจะมาเพราะว่าช่วงที่ผ่านมาเขาเอาแต่ใช้ชีวิตอยู่คนเดียว ตั้งแต่งานของโมนิก้าที่แทบจะเป็นงานพบปะนักแสดงด้วยกัน เขาก็ไม่ได้ติดต่อเพื่อนฝูง คุยกับเจ๊จุนมยอนก็แค่เรื่องงาน กับจงอินที่สนิทกันมากก็ไม่ได้โทรหาเหมือนเดิม ส่วนเซฮุนนั้นยิ่งแล้วใหญ่ แทบจะไม่ได้คุยกันเลยด้วยซ้ำ

 

อาจเป็นเพราะว่าเขามีเรื่องให้คิด...จนไม่มีแรงใจจะไปสนอะไรอย่างอื่นอย่างเคย

 

เฮ้อ...”


น้องแบคฮยอนโอเคไหมคะ อยากได้อยากกินอะไรเป็นพิเศษไหม ?” เจ๊จุนมยอนจับไหล่เขา สีหน้าเป็นกังวล “น้ำทับทิม น้ำผรั่ง น้ำมะพร้าว ?”


ไม่ครับ ผมสบายดี” เขาส่ายหน้ากลับไป “แล้วนี่จงอิน...”


สบายดีแน่เหรอคะเนี่ย คุณจงอินไปเมื่อกี้เองค่ะ บอกว่าจะกลับไปนอนที่ห้องก่อน หนึ่งทุ่มเจอกัน”


อ่า...ครับ” เขาแย้มยิ้มเล็กน้อย “เจ๊กลับไปก็ได้นะครับ งานวันนี้ไม่ได้มีอะไรแล้ว”


ไม่ได้หรอกค่ะ เจ๊กลัวหนูจะเหงา” ผู้จัดการของเขายกมือขึ้นลูบหัวกันเบาๆ ช่วยจัดทรงผมให้เข้าที “น้องแบคฮยอนของเจ๊สู้สู้นะคะ”

 

ฉากเอากรรไกรแทงตัวเองนั้นเขาสามารถจบมันได้ภายในสองเทค ถึงน้ำสีแดงจะเลอะเทอะเกินควร แต่ตอนที่เขาทำหน้าทรมานตอนที่บิดกรรไกรที่คาอยู่ตรงช่องท้องนั้น เขาเห็นคนทั้งกองทำหน้าเหมือนมันเป็นอะไรที่น่าสะอิดสะเอียน ทั้งที่ก็รู้กันทั้งกองว่ามันเป็นแค่การแสดงก็เท่านั้น ไม่เห็นมีอะไรต้องกลัวเลยสักนิด

 

จุดที่ยากคือตอนที่อูจุนวิ่งเข้ามาเจอเขานอนสลบเสียเลือดมากอยู่ในห้อง น้องเล่นไปเกือบสิบเทค เพราะหน้าที่ตกใจมันดูไม่สมจริง อีกอย่างน้องต้องตั้งต้นด้วยตัวเอง มันเลยทำให้เซ็ตอารมณ์ยากไปสำหรับมือใหม่ เขาเองก็เข้าใจ ไม่ได้ว่าอะไรนอกจากนอนสลบเปื้อนน้ำสีแดงอยู่นานสองนาน พอโดนสั่งคัทก็ได้แต่ยิ้มแล้วบอกให้ใจเย็น พี่น่ะนอนตรงนี้ได้ทั้งวัน น้องนั่นแหละจะเล่นไหวรึเปล่า

 

จบจากฉากกรรไกร ก็เป็นฉากที่เขาสติแตกใส่น้อง ระหว่างที่รอเคลียร์ฉาก เขาก็เปลี่ยนชุด ยืนต่อบทกับน้อง บอกว่าจะส่งให้แบบนี้ นอกบทตรงนี้ก็ได้ถ้าอารมณ์มันถึง ไม่ต้องห่วงพี่ ส่งมาได้เลย พี่ต่อได้ทั้งนั้น

 

เทคแรกไม่ผ่าน เพราะว่าอารมณ์ไม่ถึงเท่าที่ควร พอผู้กำกับบอกอย่างนั้น เขาก็เข้าใจได้ว่าสิ่งที่ต้องการเป็นแบบไหน ว่าผู้กำกับอยากได้อะไรจากเขา

 

เทคสองฉากที่เซ็ตมาเลยพัง เพราะเขาอาละวาดจนอูจุนรับมือไม่ไหว พุ่งเข้ามากอดเขาตามบททั้งที่ยังเหลือประโยคต้องเถียงกันประมาณสามสี่ประโยค ล้มลงไปกอดกันที่พื้นทั้งที่ผู้กำกับไม่ได้บอก แต่เสียงคัทอันชื่นมื่นนั้นบ่งบอกว่ามันผ่าน อารมณ์มันดีมากจนผู้กำกับบอกว่าลืมเรื่องเล่นไม่ครบไปเลย มันไม่สำคัญสำหรับฉากนี้แล้ว

 

สุดยอดเลย” อูจุนยิ้มให้เขา “พี่เก่งจัง ผมสติแตกตามพี่เลยอ่ะ”


น่าจะชินได้แล้วนะ พี่ก็บ้าให้ดูหลายรอบแล้วนี่”


นั่นสินะครับ โชคดีจังที่ได้เล่นกับพี่ ผมได้รู้อะไรเยอะเลย”


ขอบใจเหมือนกันนะ อย่าลืมฉากสุดท้ายล่ะ ไปฝึกร้องไห้มาด้วย”


ครับผม !”

 

เจ๊จุนมยอนมาช่วยเขาเปลี่ยนชุด ช่วยเก็บของของเขาให้เรียบร้อย วันนี้เจ๊จุนมยอนไม่ได้เอารถมาเพราะติดตรวจเช็คสภาพประจำปี เขาเลยจะไปส่งที่ห้องก่อน แต่สุดท้ายแล้วเขาก็ชวนไปร้านกาแฟที่นัดกับจงอินไว้ด้วยกัน บอกว่ากลับห้องไปตอนนี้เจ๊ก็อยู่คนเดียว ไปนั่งคุยกับผมก็แล้วกันเนอะ

 

เจ๊...ได้คุยกับคยองซูบ้างไหมครับ ?” เขาพูดขึ้นมาตอนที่กำลังติดไฟแดงข้ามแยกระหว่างทางไปร้านกาแฟ


อิโดน่ะหรอคะ คุยทุกวันแหละค่ะ คุยข้อความกัน” เจ๊จุนมยอนตอบเขา “มันชอบเอารูปคุณอี้ชิงมาเปรียบเทียบกับน้องฮุนของเจ๊ค่ะ น้องแบคฮยอนก็รู้ว่าคนอย่างเจ๊น่ะ ยอมได้ทุกเรื่องยกเว้นเรื่องผู้ชาย !”


เปรียบอะไรกันครับ ?”


ก็อิโดมันชอบข่มเจ๊ บอกว่าคุณอี้ชิงน่ะเล่นหนังมาแล้วหกเรื่อง ละครอีกเป็นสิบ น้องฮุนน่ะเพิ่งจะเล่นเรื่องแรก แต่น้องฮุนของเจ๊เป็นนายแบบนะคะ จะนับก็ต้องนับจำนวนปกนิตยสาร นับจำนวนโฆษณาสิ อิโดมันข่มไปเรื่อยค่ะน้องแบคฮยอน มันนิสัยไม่ดี !”


ครับ...”


แต่จะว่าไป เจ๊ก็ไม่ได้เห็นท่านรองมานานแล้วนะคะเนี่ย ไม่รู้ว่าเป็นยังไงบ้าง...”


ผมก็...ไม่ได้เจอเลยเหมือนกัน” เขารู้สึกว่าริมฝีปากตัวเองแห้งผาก “งานคงยุ่งมั้งครับ”


นั่นสินะคะ แต่...เอ ก็แปลกนะคะ ดอกไม้ก็ไม่มีมาสักช่อ หรือว่า ?!”


หรือว่าอะไรครับ ทำไมต้องทำเสียงตกใจขนาดนั้น ?”


หรือว่าท่านรองจะเป็นอะไรไปรึเปล่าคะ เจ๊ก็ไม่เคยถามถึงเลยเวลาคุยกับอิโด บทคนแก่จะป่วยนี่มันยิ่งใหญ่นะคะน้องแบค แค่ตากฝนก็นอนโรงพยาบาลได้”


“...ไม่คิดว่า...เค้าจะเลิกชอบผมบ้างหรือครับ ?”


โอ๊ย ไม่มีทางหรอกค่ะ เจ๊ยอมกราบเท้าอิโดเลยถ้าเป็นอย่างนั้น” เจ๊จุนมยอนพูดด้วยสีหน้าจริงจังจนเขายิ้มออกมาได้ ถึงแม้ว่ามันจะไม่มีอะไรตลกเลยก็ตาม “เจ๊น่ะรู้จักท่านรองมานาน ตั้งแต่น้องแบคยังไม่เข้าวงการนู่นแหละค่ะ ตอนแรกนี่ไม่เอาใครเลยนะคะ ฟันผู้หญิงเป็นว่าเล่นจนคุณหญิงอยากจะล่ามโซ่ขังไว้ในห้อง ข้ออ้างเด็กๆบอกว่ายังไม่เจอใครให้น่ารักสักคน แต่พอน้องแบคเข้ามานะคะ วิ่งโร่ไปหาคุณหญิง บอกว่าถ้าชาตินี้ไม่ได้น้องแบคจะไปถือศีลที่เนปาล อย่าหาว่าเม้าท์เจ้านายเลยนะคะ แต่น้องแบคนี่คงสเปคท่านรองเค้าแหละค่ะ ไม่เห็นจะยอมใครขนาด...ไม่สิ ทั้งโลกนี่ก็ก้มหัวให้น้องแบคคนเดียวเนี่ยแหละค่ะ กับคุณหญิงนี่เถียงเหมือนตัวเองเป็นเครื่องยิงลูกบอล กับน้องแบคนี่กลายเป็นสำลีเช็ดหน้า นุ่มนวลยิ่งกว่าผ้าอ้อมเด็ก”

 

เขาฟังแล้วได้แต่เงียบ เก็บความรู้สึกที่กำลังตีตื้นขึ้นมาตอนนี้ไว้ในใจ พูดอะไรออกไปไม่ได้เลยนอกจากกล้ำกลืนเก็บมันไว้คนเดียว

 

ถ้าเป็นอย่างที่ผู้จัดการของเขาพูดจริงๆ ผู้ชายคนนั้นจะคิดถึงเขาบ้างไหมนะ จะรู้บ้างไหมว่าเขาไม่อยากให้เรื่องมันออกมาเป็นแบบนี้

 

แล้วจะรู้ไหมว่าเขา...คิดถึงมากแค่ไหน

 

ร้านประจำของเขากับจงอินเป็นร้านที่พวกเขานั่งกันตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย เป็นร้านที่พบเจอโดยบังเอิญสมัยจงอินมาถ่ายแบบแถวนี้ แล้วพบว่าที่นี่ชงช็อคโกแลตได้ถูกใจยิ่งนัก พอเห็นเพื่อนมันโอ้อวดสรรพคุณเหมือนตัวเองเป็นหุ้นส่วน เขาเลยได้ฤกษ์มาลองชิมช็อคโกแลตดูบ้าง แล้วก็พบว่ามันอร่อยสมกับที่เพื่อนรักนักรักหนาจริงๆ

 

เปิดประตูเข้าไปในร้าน เดินไปที่มุมประจำก็เห็นเพื่อนนั่งใส่แว่นกรองแสงอ่านหนังสืออยู่ ตรงหน้ามีแก้วช็อคโกแลตเย็นที่พร่องไปครึ่งนึง คงจะมาได้เกือบครึ่งชั่วโมงแล้ว เพราะเขาเองก็เลทไปเกือบยี่สิบนาทีเพราะรถติดเหมือนกัน

 

“ไง” เขาทักเพื่อน ขณะที่เจ๊จุนมยอนไปสั่งช็อคโกแลตให้ “รถติด แยกมหาประลัยนั่นแหละ”


“เออ รู้ไง ถึงได้ไม่โทรตาม” จงอินวางหนังสือลงบนโต๊ะ “โอเคนะ ?”


“...ไม่...เท่าไหร่” เขาถอนหายใจ “ก็...ไม่เคยคิดว่าจะรู้สึกแบบนี้ แต่ว่ามันก็รู้สึกไปแล้ว”


“คุณชานยอลทำไม เล่ามาเลย”


“เกลียดคนรู้ดี” เขารู้ว่าเพื่อนรู้จากสิ่งที่เขาหลุดออกไปเมื่อตอนบ่ายสามโมงครึ่งของวันนี้ “เจ๊อย่าทำหน้าตกใจสิครับ สั่งเสร็จแล้วก็มานั่ง”


“เอ่อ...คุณชานยอลทำไมเหรอคะ ?” เจ๊จุนมยอนปกปิดท่าทีอย่างรู้ไว้ไม่มิด สีหน้าตื่นทำให้เขารู้ว่าทั้งแปลกใจทั้งอยากรู้ว่านี่มันเรื่องอะไรในเวลาเดียวกัน

 

เขาเรียบเรียงเรื่องราวทั้งหมดให้กลายเป็นเส้นเรื่องที่สมบูรณ์ กำมือไปพร้อมๆกับการขยับนิ้วเพื่อลดอาการประหม่าภายในใจ

 

“วันนั้นที่เราไปกองถ่ายเซฮุน จำได้ไหม ?”


“เกือบเดือนแล้วใช่ไหม จำได้”


“วันนั้นตอนเย็นฉันมีนัดกับพี่มินซอกแล้วก็คุณชินฮยอกที่เป็นผู้กำกับ คนที่เพิ่งมีข่าวไปว่าฉันรับเล่นหนังเรื่องใหม่ของเขา...นั่นแหละ วันนั้นเค้ามาเสนอบทให้ฉันฟัง รวมถึงไหว้วานพี่มินซอกมาเป็นพ่อสื่อเพื่อให้เรารู้จักกัน แต่แกก็รู้ว่าฉันไม่ชอบให้ใครมาจับคู่ฉัน แต่ก็เข้าใจอีกแหละว่าพี่มินซอกปฎิเสธลำบาก ทางแก้ของฉันมันก็เดิมๆ แต่วันนั้น...ฉันใช้คุณชานยอล”


“...”


“ฉันคิดแค่ว่า เออ...เค้าชอบฉันนี่นะ เราอาจจะเล่นมันได้เนียนสุดๆไปเลยก็ได้ แล้วมันก็ได้ผลจริงๆ ทุกอย่างมันเป็นไปตามสิ่งที่ควรจะเป็น เราเหมือนคู่รักกันจนพี่มินซอกว่าฉันยกใหญ่ว่าไม่เคยบอกว่าคบกันแล้ว มันเนียนถึงขั้นตบตาฝีมือคนเก่งๆอย่างพี่มินซอกได้ เพราะคุณชานยอลเค้า...เค้า...” เขารู้สึกเหมือนมีอะไรมาจุกอยู่ที่ลำคอ สิ่งที่เรียกว่าความรู้สึกผิดมันจุกอยู่ตรงนี้ “เค้ารักฉันมากเลย”


“...”


“แต่ปัญหาคือ...ฉันไม่ได้บอกคุณชานยอล ว่าเราแค่เล่นละครตบตาคนอื่นก็เท่านั้น เพราะว่ากับแก หรือกับเซฮุน ฉันไม่เคยต้องพูดนี่ ฉันก็แค่เล่นของฉันไป เรามาเคลียร์กันทีหลังได้แล้วก็เข้าใจกันดี แต่กับคุณชานยอลแล้วเราทะเลาะกันยกใหญ่ เรา...เรา...”


“แบคฮยอน...แกต้องเข้าใจก่อนนะ ว่าฉันกับเซฮุนไม่ได้คิดกับแกแบบที่คุณชานยอลคิด”


“ฉันรู้...” เขารู้ว่าตัวเองน้ำตาคลอเบ้า “คุณชานยอล...พูดหมดแล้ว”


“...”


“แต่ตอนนั้นฉันบอกว่าจะไปไหนก็ไป อย่ามาให้เห็นหน้าอีก”


“แบคฮยอน...”


“แล้วคุณชานยอลก็บอกว่า...จะไม่มาให้เห็นหน้าอีกแล้ว”

 

จากน้ำตาที่คลอเบ้านั้นกลายเป็นหยดน้ำตาที่ไหลลงมาจนเขาต้องปาดมันทิ้ง เพราะเขาเกลียดตัวเองเวลาที่ต้องมานั่งร้องไห้เพราะใครสักคน แต่ว่าเขาก็หยุดตัวเองไม่ได้ หยุดน้ำตาและหยุดความรู้สึกที่ไหลลงมาไม่ได้

 

“เค้าบอกว่าอะไร คุณชานยอลน่ะ ?”


“ตอนที่เค้ารู้...ว่าฉันทำอะไรลงไป เค้าโกรธมาก” เขาพยายามคุมเสียงให้เรียบที่สุด “เค้าขึ้นเสียงทั้งที่ไม่เคยขึ้นมาก่อน มันเป็นครั้งแรกที่ฉันเห็นเค้าโกรธ เค้าบอกว่าเค้ารักฉันแทบบ้า แต่ฉันกลับเห็นเค้าเป็นแค่ไม้กันหมา คอยกันท่าคนอื่น ไม่เคยเห็นใจเค้า...ตอนนั้นฉันโมโห พูดจาไม่ดีไปเยอะมาก หลายประโยค แล้วคุณชานยอลก็...ก็ถาม”


“...”

“ว่านอกจากเรื่องของตัวเอง เคยสนใจความรู้สึกคนอื่นไหม” เขาเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ “พอฉันจะอธิบาย เค้าก็บอกว่าฉันน่าจะแก้ตัวมากกว่า แต่เราก็น่าจะเข้าใจอะไรกันมากขึ้นถ้าคุยกัน แต่...แต่เค้าไม่ฟังฉันแล้ว แม้แต่หน้าฉันเค้าก็ไม่อยากจะเห็นแล้ว”   

 

ถึงเขาจะไม่ได้ปล่อยโฮออกมา แต่น้ำตาที่ไหลไม่หยุดก็พอจะบอกได้ว่าความรู้สึกข้างในใจของเขายับเยินมากแค่ไหน แต่สิ่งที่เขาคิดมีแต่เรื่องของคนที่ทะเลาะกัน คนที่ตอนนี้เขาได้แต่สงสัยว่าจะรู้สึกยังไง ตอนนี้กำลังทำอะไรอยู่

 

“ฉัน...เอาแต่คิดถึงเค้า...ไม่หยุดเลย”


“...”


“มันไม่ยอมหยุดเลยจงอิน มันเอาแต่มากขึ้นทุกวัน ตื่นขึ้นมาฉันก็คิด ตอนส่องกระจกฉันก็คิด ตอนไหนๆที่เคยมีเขาฉันก็คิด ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองจะเป็นบ้า...แต่...แต่...ฉันคิดถึงเค้ามากจริงๆ”


“...”


“ฉัน...คงบ้าไปแล้วจริงๆ ทำไมถึงต้องเป็นแบบนี้” เขาน้ำตาไหลไปพูดไป ไม่ว่ายังไง เขาก็หยุดมันไม่ได้แล้ว “ทำไม...”

 

จงอินจับมือเขาไว้ ไม่ได้พูดอะไรนอกจากให้กำลังใจกัน ส่วนเจ๊จุนมยอนนั้นเอาแต่กดโทรศัพท์ไม่เลิก เขารู้ว่าเจ๊ไม่ได้พูดเรื่องเขากับเพื่อนหรอก บางทีอาจจะมีธุระด่วนที่ต้องคุยตอนนั้น เขาเข้าใจดีว่าผู้จัดการของเขามีเรื่องต้องทำเยอะมากแค่ไหน 

 

“เข้าใจนะว่ามันทำใจลำบาก จะพูดว่านายไม่ได้สนใจอะไรคุณชานยอลอยู่แล้วมันก็ไม่ใช่ เพราะว่านายน่ะผิดเต็มประตู ผิดที่ไปหลอกเค้าแบบนั้น”


“...”


“เอาเป็นว่าเราลอง


“น้องแบคฮยอนคะ !” เจ๊จุนมยอนดึงเขาขึ้นจากเก้าอี้ “ไปบริษัทเดี๋ยวนี้เลยค่ะ”


“เดี๋ยวก่อน...”


“เจ๊ว่าเรื่องแบบนี้มันต้องคุยกันค่ะ ถึงคุณชานยอลจะไม่อยากฟังไม่อยากเห็นหน้ากันแล้วมันยังไงล่ะคะ เมื่อก่อนคุณแบคฮยอนไล่อย่างกับหมาก็ยังไม่ยอมไป ถ้าเราจะหน้าด้านบ้างแล้วคุณชานยอลด่า มันก็เท่ากับกลืนน้ำลายตัวเองนั่นแหละค่ะ !

 

จงอินยิ้มเล็กน้อยก่อนจะยักไหล่ให้เขาเชิงว่าแล้วแต่จะตัดสินใจ

 

“ผิดแล้วก็ต้องขอโทษใช่ไหมล่ะคะ เจ๊รู้ว่าน้องแบคอยากขอโทษคุณชานยอล เราก็แค่ไปขอโทษก่อน รับไม่รับหรือมีเรื่องอื่นเราก็ค่อยว่ากันอีกที ไปค่ะ !


“คือ...”


“ไปเถอะหน่า...” จงอินอมยิ้ม “ทางที่ดีที่สุดคือการเผชิญหน้ายอมรับความจริง เจ็บสักหน่อยแต่นายก็เก่งอยู่แล้ว”


“...”


“เลิกใจแข็งปากแข็งด้วยนะ มันไม่ได้ทำให้มีความสุขหรอก”

 

ทั้งที่เป็นรถของเขาแต่เจ๊จุนมยอนเป็นคนขับมันมุ่งหน้าไปยังบริษัทที่เขาสังกัดอยู่ ผู้จัดการของเขาบอกว่าข่มขู่อิโดแล้ว มันบอกว่าบอสมันยังทำงานหน้าตั้งอยู่ในห้อง ท่าทางจะได้กลับตอนเที่ยงคืน เอาแต่ทำงานจนไม่รู้จะเอาอะไรให้ทำแล้ว แต่ก็พูดอะไรไม่ได้สักอย่าง เพราะรู้ว่าบอสกำลังอยู่ในสภาพไม่ปกติ แล้วก็ว่าเขาด้วยว่าเป็นเพราะคุณแบคฮยอนนั่นแหละ เพราะคุณแบคฮยอน !

 

“เจ๊มีวิธีการซื้ออิโดค่ะ เดี๋ยวน้องแบคไปขอรูปเซลฟี่จากคุณอี้ชิงนะคะ แล้วเดี๋ยวเจ๊ปริ้นท์เลเซอร์เอาไปให้คุณอี้ชิงเซ็นให้ แล้วก็เอามาให้อิโด ถ้ามันไม่เอาก็ให้มันรู้ไป !


“ผมจะพูดอะไร...”


“น้องแบคก็แค่พูดตามที่ใจคิดค่ะ พูดออกไปให้หมด หลับตาพูดก็ได้ถ้ามองหน้าคุณชานยอลแล้วคิดไม่ออก”

 

มันไม่ได้ง่ายเหมือนที่ใจนึกสักหน่อย เขาจะไปหลับตาพูดได้ยังไง น่าจะร้องไห้ไปพูดไปมากกว่า

 

“เจ๊ก็รู้ว่าผมไม่ได้คุยกับคุณชานยอลนานแล้ว...”


“ไม่เป็นไรค่ะ คิดซะว่าคุยกับพ่อ เจ๊ก็ว่ามันไม่น่าจะต่างกันเท่าไหร่”

 

เขาเถียงเจ๊จุนมยอนไม่ได้ เพราะถ้าถามใจเขาว่าอยากจะขอโทษผู้ชายคนที่เขากำลังจะไปหานี้อยู่ไหม เขาก็คงตอบได้เต็มปากว่าเขาอยากจะไปจริงๆ อย่างน้อยให้เขาได้พูดมันออกไป

 

แต่ด่านแรกที่เขาต้องพบเจอคือเลขาแสนดีที่รักบอสเทียบเท่าพระเจ้า เขาแน่ใจว่าเจ๊จุนมยอนคงจะแจ้งขึ้นมาก่อนแล้วว่าจะมาที่นี่ แต่ไม่ได้บอกคยองซูว่าเขาจะตามมาด้วย ทันทีที่เจ้าตัวเห็นหน้าเขา อากับกิริยาก็เปลี่ยนเป็นการต่อต้าน เข้ามาขวางเขาไว้ไม่ให้เดินต่อไป

 

“คุณแบคฮยอนจะทำอะไรบอสอีกครับ ผมจะไม่ยอมแล้ว คุณแบคฮยอนด่าผมมาได้เลย แต่บอสจะต้องไม่ได้ยินอะไรที่เจ็บปวดหัว—”


“รูปคุณจางอี้ชิง ลิมิเต็ดอิดิชั่นมีแค่สองก็อปปี้ในโลก รูปแรกอยู่ในเครื่องคุณอี้ชิง รูปที่สองอยู่ในมือฉัน” เจ๊จุนมยอนชูโทรศัพท์ขึ้นต่อหน้าคยองซู “ถ้าตกลงจะมีลายเซ็นให้ ส่งถึงโต๊ะทำงานด้วยการส่งด่วนพิเศษ เลือกชนิดกระดาษมาได้เลย”


“...”


“จะเอาไม่เอา หนึ่ง สอ—”


“เอา !” ถึงบอสจะตกอยู่ในอันตราย แต่คยองซูจะไม่มีรูปคุณอี้ชิงที่เจ๊จุนมยอนมีไม่ได้ “เอ่อ...คุณแบคฮยอนครับ”


“ครับ ?”


“ผมรู้ว่าคุณไม่ชอบบอส รู้ว่าคุณเกลียดเค้า แต่—”


“ผมไม่ได้ไม่ชอบ หรือว่าเกลียดเค้าเลยสักนิด” เขาได้แต่ยิ้มให้คยองซู ทั้งที่ร่องรอยการร้องไห้ที่ผ่านมายังไม่จางหายไป “บอสของคุณต่างหาก...ที่คงเกลียดผมไปแล้ว”


“บอสจะไปเกลียดคุณได้ยังไงกันครับ !


“ให้ฉัน...เข้าไปเถอะนะ”


“...”


“ฉันมีเรื่องอยากจะคุยด้วย อยากจะขอโทษเค้าจริงๆ”

 

คยองซูเปิดทางให้เขาได้เคาะประตูสามครั้งตามธรรมเนียม บอกกับเขาว่าห้องไม่ได้ล็อค ให้เปิดเข้าไปได้เลย พอได้ยินแบบนั้นเขาก็เปิดประตูเข้าไปในห้องทำงานของคุณชานยอลหลังจากเคาะเสร็จ เดินเข้าไปด้วยจิตใจที่ต่างไปจากครั้งที่แล้ว ครั้งนี้เหมือนเขาเป็นเพียงแค่คนตัวเล็กๆ ที่ไม่กล้าพูดอะไรออกไปเลยสักอย่าง 


คุณชานยอลกำลังอยู่ตรงหน้าเขา ถึงจะไม่ได้เงยหน้าขึ้นมาจากสิ่งที่ทำอยู่ แต่ผู้ชายคนนั้นอยู่ตรงหน้าเขาแล้ว

 

มีอะไรก็รีบพูดมา ยืนเงียบอยู่—”


คุณ...”

 

มือที่ถือปากกาอยู่นั้นหยุดนิ่งเมื่อเขาส่งเสียงเรียกออกไป สิ่งต่อมาที่เขาเห็นคือสายตาของคนที่เมื่อก่อนคงยิ้มต้อนรับเขาอย่างดี แต่ตอนนี้มันไม่ใช่แบบนั้นแล้ว สิ่งที่เขาเห็นมีแต่ความว่างเปล่า ไม่มีความรู้สึกใดๆอยู่ในนั้นเลย

 

คุณชานยอลคงโกรธเขามาก แต่เขาเข้าใจดี ถ้าเกิดว่าเป็นเขาที่โดนหลอกทั้งที่รักแทบตาย เขาคงเป็นบ้าได้เหมือนกัน

 

สิ่งที่เกิดขึ้นมันร้ายแรงจนเขาไม่รู้ตัวเองจะพูดอะไรออกไปได้บ้าง มีสิทธิแค่ไหนในการที่จะพูดสิ่งที่อยู่ในใจออกไป หรือว่าเขาไม่ควรพูดอะไรเลย แต่...แต่เขาปล่อยให้ทุกอย่างมันเป็นแบบนี้ไม่ได้

 

“...ไม่เจอกันนาน...”


มาทำไม ?” คำถามจากคุณชานยอลตรงเข้าสู่หัวใจของเขาอย่างจัง เมื่อก่อนเขาก็เคยพูดแบบนี้เวลาที่เห็นหน้าปาร์คชานยอลในที่ที่ไม่ควรจะเห็น แต่อีกฝ่ายก็จะยิ้มกว้าง ทักทายเขาเหมือนไม่ได้ยินสิ่งที่เขาถาม แต่วันนี้มันเป็นเขา...ที่ปวดไปทั้งใจ


คุณ...คงไม่อยากเจอผม ผมรู้”


“...”


แต่ที่ผมมาในวันนี้ ผมแค่อยากจะขอโทษคุณ ในสิ่งที่ผมทำลงไป” เขากำมือทั้งสองข้างเข้าหากันแน่น สายตาจดจ้องอยู่ที่พื้นพรม “ผมจะไม่แก้ตัว จะยอมรับผิดทุกอย่าง แต่ผมแค่ขอให้คุณฟังผมบ้าง”


“...”


นะครับคุณชานยอล ได้โปรด...ฟังผมอธิบายสักนิด”

 

ความเงียบที่เกิดขึ้นนั้นทำให้เขาตัดสินใจว่าจะพูดต่อไป ถึงจะนึกกลัวไปบ้าง แต่เขาก็มายืนอยู่ตรงนี้แล้ว จะเดินกลับออกไปไม่ทำอะไรก็คงทำไม่ได้อีก

 

ผมยอมรับว่าผมหลอกคุณ ผมให้คุณไปเล่นละครตบตาพี่มินซอกกับคุณชินฮยอก ผมรู้ว่าผมผิดที่ไม่ถามความสมัครใจของคุณ ไม่บอกให้คุณรู้ ไม่ได้เล่าอะไรให้ฟังทั้งนั้น ปล่อยให้คุณคิดไปว่าผม...ผมชอบคุณขึ้นมาแล้วจริงๆ” เขามองคุณชานยอลที่สายตายังคงอยู่ที่เอกสาร ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมามองเขาเลย “แต่ผมมีเหตุผลที่ทำแบบนั้น มันอาจจะฟังดูแย่ แต่เพราะเรื่องโอเซฮุน ตอนที่ผมหลอกนักข่าวว่ากำลังศึกษาดูใจ ผมก็ไม่ได้บอกเค้าก่อนเหมือนกัน ผมเลยหลงคิดไปว่ามันไม่ได้เสียหายอะไร...ถ้าผมจะทำแบบนั้นกับคุณ”


“...”


แต่ผมลืมคิดถึงความรู้สึกของคุณไป ผมขอโทษจริงๆ”


ลืม ?” คุณชานยอลปิดแฟ้มตรงหน้า ดึงแฟ้มใหม่มาเปิดเพื่อทำงานต่อ “หรือว่าไม่เคยคิดถึงกันแน่”


คุณ...”

 

เขาพูดอะไรไม่ออก จะพูดออกไปว่าคิดถึง เขาก็ไม่รู้ว่ามันความรู้สึกคิดถึงประเภทไหน แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็คิดว่าถ้าได้พูดมันออกไป สิ่งที่อยู่ตรงหน้าอาจจะเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้นก็ได้

 

ผมไม่อยากให้คุณคิดแบบนั้น”


“...”


ถ้าผมไม่เคยคิดถึงคุณเลย ผมคงไม่พูดอะไรตอนที่คุณจะตีตัวจากผมไปตอนเรื่องของเซฮุน หรือว่าตอนที่คุณนอนไม่พอเพราะอยากมาเจอผม หรือว่าในตอนนี้...ที่ผมมาขอโทษคุณ”


“...”


ผมจะไม่พูดว่าไม่ได้ตั้งใจ แต่ผมคิดน้อยเกินไป ผมรู้ว่าคุณรักผม แต่ผมไม่เคยรู้เลยว่าคุณรักผมมากแค่ไหน...”


“...”


ผมผิดไปแล้ว ให้อภัยผม—”


ฉันไม่ได้โกรธเธอ ไม่มีความจำเป็นอะไรจะต้องโกรธ” มือหนาวางปากกาลง สายตาเบนออกไปนอกหน้าต่าง “เรื่องให้อภัย คงไม่มีอะไรจะให้เหมือนกัน”


คุณชานยอล...”


ฉันก็แค่...เสียใจ แต่เธอไม่ต้องมาสนใจหรอก


ทำไมคุณต้องบอกไม่ให้ผมสนใจ ผม—”


เพราะว่าฉันไม่รู้ไง ว่าที่เธอสนใจกัน มันเป็นเรื่องจริงหรือเธอก็แค่ไม่อยากให้ตัวเองดูแย่ในสายตาใคร”


“...”


ฉันมันก็โง่จริงๆอย่างที่เธอพูด จนตอนนี้ก็ยังไม่รู้ ว่าที่เธอมายืนอยู่ตรงนี้ มันเป็นเรื่องจริงหรือแค่ละครที่เธอมาเล่นให้ดู”


ทำไม...”

 

เขากำลังจะพูดออกไปว่าทำไมถึงได้พูดแบบนี้ แต่เขาก็หวนคิดถึงคำพูดของตัวเองในวันนั้น คำพูดที่เขารู้ว่ามันใจร้ายมากขนาดไหน มาวันนี้มันไม่ต่างกันเลย คุณชานยอลอาจจะเจ็บมากกว่าเขาด้วยซ้ำ

 

ผมพูดความจริงครับ ถ้าจะไม่เชื่อ...ก็ไม่เป็นไร”


“...”


ผมแค่อยากให้คุณรู้ ว่าผมรู้สึกผิดและอยากขอโทษคุณจริงๆ” เขากลั้นน้ำตาไว้จนอึดอัด แต่ก็ไม่อยากให้มันไหลออกมา “เรื่องวันนั้น ทุกอย่างที่มันเกิดขึ้น ผมตั้งใจหลอกทุกคน ยกเว้นคุณ”


“...”


ผมไม่เคยอยากให้คุณเสียใจ”

 

พอได้มายืนอยู่ตรงนี้ เขาก็ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรไปได้มากกว่าคำขอโทษหรือคำว่าเสียใจ อาจเป็นเพราะว่าเขาไม่มีอะไรจะแก้ตัว ไม่มีอะไรจะพูดเพื่อทุกอย่างมันดูดีขึ้น เพราะทั้งหมดนั่นมันเป็นความผิดของเขา ความผิดที่คิดน้อย ความผิดที่มองว่าความรักของผู้ชายตรงหน้าเป็นเรื่องที่ไม่ได้สำคัญอะไรมากมาย

 

วันนี้เขาได้รู้...แต่จากสายตาที่ได้เห็น

 

...มันคงสายไปแล้ว

 

ขอโทษที่มาให้คุณเห็นหน้า ทำให้ลำบากใจ” เขาก้าวถอยหลังไป รู้ตัวว่าคงพูดอะไรไปมากกว่านี้ไม่ได้ “ผม...จะไม่มาให้เจอหน้าอีก”

 

จากการแสดงออกหรือสีหน้าท่าทางทั้งหมดที่ได้เห็น ทำให้รู้ได้ไม่ยากว่าคนที่ตั้งใจว่าจะมาขอโทษในวันนี้นั้น ไม่ได้มีใจอยากจะพบกันเลยสักนิด คงจะรู้สึกไม่ดีที่เห็นเขา อาจจะคิดว่าทำไมถึงต้องเจอ ทำไมถึงต้องมาให้เห็น

 

แต่ก่อนจะไป...เขาก็แค่อยากรู้

 

สิ่งที่เขาเฝ้าคิดมาตลอด ตั้งแต่วันนั้นที่เราไม่ได้เจอกันอีกเลย

 

คุณ...”


“...”


ไม่ได้รักผมแล้วใช่ไหม...”

 

เกือบหนึ่งเดือนหรือสามสัปดาห์กว่าที่เรื่องผ่านพ้นไป ไม่มีอะไรที่กลับไปเป็นเหมือนเดิมอีกแล้ว ไม่มีดอกกุหลาบที่เขาชอบ ข้าวกลางวันแบบที่เขาอยากกิน ไม่มีใครมาคอยดูแลเอาใจใส่ ไม่มีใครมาทำให้หงุดหงิด มาทำให้รำคาญใจ มาทำ...ให้ยิ้มได้

 

ถามทั้งที่รู้ว่ามันคงกลับไปเป็นเหมือนเดิมไม่ได้แล้ว แต่เขาก็แค่อยากจะได้ยิน อยากฟังความจริงให้ชัดเจนอีกสักครั้ง

 

รักสิ”


“...”


แต่เชื่อใจไม่ลง แล้วก็ทนไม่ได้อีกแล้ว”






 




เสร็จรึยัง จะตายในห้องน้ำรึไง ?!”

 

เฮือก !

 

แบคฮยอนสะดุ้งพรวดขึ้นจากอ่างอาบน้ำ เพราะเสียงทุบประตูดังปึงปังและคำพูดที่ทำให้เขาดึงสติตัวเองกลับมาได้หลังจากจมไปอยู่ใต้อ่างอาบน้ำอยู่นานสองนาน จมลงไปอยู่ในนั้นจนเกือบจะหมดลมหายใจ พอรู้สึกตัวอีกทีก็ไอเสียงดังเพราะสำลักน้ำที่เผลอกลืนเข้าไปตอนที่โผล่ขึ้นมา

 

เฮ้ย เป็นอะไรรึเปล่า ?”


ตกใจแกนั่นแหละ !”


เอ้า โทษที นายอยู่ในนั้นครึ่งชั่วโมงแล้วนะ ออกมาได้แล้ว”


เออๆ เสร็จแล้ว”

 

เขานั่งหอบหายใจอยู่สักพัก หลับตากับตัวเองแล้วปลดปล่อยความรู้สึกผ่านลมหายใจ ความเจ็บที่เขามี และความช้ำ...ที่หัวใจ

 

ความรู้สึกนั้นเป็นอย่างไร เขารู้ได้แล้วในวันนั้น และมันยังคงอยู่มาจนถึงวันนี้ วันที่เขาต้องอยู่คนเดียวจริงๆ ไม่มีใครทั้งนั้นที่เข้ามาเทียบเท่าความรู้สึกนั้นได้

 

คิดว่าจะไม่เป็นอะไร แต่ว่ามันก็ไม่ใช่เลย

 

เขาลุกขึ้นจากอ่างอาบน้ำ คว้าผ้าเช็ดตัวมาคลุมร่าง จัดแจงตัวเองให้เรียบร้อยก่อนจะเดินออกมาจากห้องน้ำ ตรงไปยังห้องแต่งตัวที่ไม่มีใครอยู่ในนั้น หยิบเสื้อผ้าออกมาใส่แบบไม่ใส่ใจ ก่อนจะเดินเช็ดผมออกไปหาจงอินที่นั่งดูทีวีอยู่

 

วันนี้เขาไม่มีงานเพราะเจ๊จุนมยอนเว้นตารางไว้ให้หยุดหนึ่งวัน จงอินเลยมาหาเขาเพราะรู้ว่าเขากำลังเจ็บหนักจากสิ่งที่เพิ่งกล้าไปเผชิญ กลับมาด้วยความบอบช้ำเกินที่จะรับไหว อาจเป็นเพราะเขาไม่เคยเจอ ไม่เคยโดนแบบนี้ ยังรับมือกับมันไม่ได้

 

ตอนที่เล่าให้มันฟัง เขาเอาแต่ร้องไห้ใส่โทรศัพท์ ไม่ได้เล่ารายละเอียดอะไรทั้งนั้น ทำแค่ร้องไห้เท่านั้นเอง แต่จงอินก็ไม่ได้ยัดเยียดความรู้สึกว่าต้องเล่าอะไรใส่กัน มันก็ทำแค่บอกเขาว่าเข้าใจ ร้องไห้ได้แต่อย่าร้องเยอะนัก แล้วก็บอกว่าเอาไว้เจอกันนะ

 

นึกว่าจมน้ำตาย” จงอินพูดกับเขาที่ทิ้งตัวนั่งลงบนโซฟา


ไม่หรอก ต้องถ่ายซีรี่ย์ให้จบก่อน ไหนจะหนังอีก”


ครับ พ่อคนงานท่วมหัว หาวันพักให้ตัวเองซะบ้างนะ วันเดียวมันไม่ได้พออะไรนักหรอก”


อืม...” เขาตอบรับในลำคอ “แล้ว—”


เหม็นดอกไม้ว่ะ เน่าก็เอาไปทิ้งดิ แห้งแล้วด้วยนะนั่น” จงอินพยักเพยิดไปทางดอกไม้ช่อใหญ่ในแจกันที่กำลังเปลี่ยนเป็นสีดำ สีช้ำๆที่กลีบดอกไม้ ซ้ำบางดอกยังแห้งติดแจกันไปแล้ว


ไม่ได้หรอก...” เขายิ้มบางๆ “มันเป็น...ช่อสุดท้ายจากคุณชานยอล”


“...”


ฉันคงจะไม่มีวันได้มันมาอีกแล้ว”

 

เพื่อนอาการหนัก ช้ำรักที่ไม่เคยรู้ว่ามีอยู่ในใจ จงอินรู้ดีว่าแบคฮยอนรับมือกับเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ได้เพราะไม่เคยเจอมาก่อน ไม่มีอดีตมาสอนให้เข้มแข็งกับเรื่องแบบนี้ แต่เขาเองก็คิดว่าไม่จำเป็นต้องพูดอะไร วันนึงแบคฮยอนก็จะเรียนรู้มันได้เอง

 

จงอินว่าตัวเองอยู่ในใจว่าไม่น่าพูดขึ้นมาเลย แต่เพราะพูดออกมาแล้ว ถ้าจะทำเป็นเปลี่ยนเรื่องไปมันก็คงไม่ทัน

 

ไหนบอกว่าเค้าบอกว่ารักไง”


“...”


ถ้าพยายามอีกหน่อย อาจจะดีขึ้นก็ได้นะ”


มันเหมือนรัก...ที่จะหมดลงทุกวัน ตอนที่ฉันถาม มันก็แค่ยังไม่หมด แต่มันเหลือไม่มากแล้ว”


ไม่เอาหน่า...”


มันไม่เหลือพอให้ทน พอให้เชื่อใจกันได้” แบคฮยอนพยายามไม่ร้องไห้ เขาร้องไม่ไหวแล้ว “แต่จะทำอะไรได้ ฉันผิดจริงๆ ให้อภัยตัวเองยังไม่ได้ เค้าจะให้ได้ยังไง”

 

จงอินไร้ทางจะช่วยเหลือ นึกดูแล้วเพื่อนเขาพอจะทำอะไรได้บ้างมันก็ไม่มี จะบอกให้มันไปเจอ เขาก็เข้าใจอีกว่าใครมันจะมีหน้าไปเจอ เพื่อนเขาไม่ได้เข้มแข็งขนาดนั้น ไม่ได้อดทนเก่งพอจะทนสายตาเย็นชาหรือคำพูดฟังไม่ได้จากใคร ยิ่งคนมีความผิดติดตัวติดหัวใจ ภูมิต้านทานก็ยิ่งน้อยตามไปด้วย

 

อย่าไปคิดแบบนั้น” จงอินบอกแบคฮยอน “อย่าตัดสินความรักใครสิ คุณชานยอลบอกแค่ว่ารัก ไม่ได้พูดว่ามากน้อย—”


แววตาเค้า...บอก”


“...”


บอกว่าไม่อยากจะเห็นหน้าฉันอีกแล้ว”


แบคฮยอน...”


ส่งดอกไม้ไปให้ก็จะเอาไปทิ้ง...จนคยองซูสงสาร เลยตีกลับมาให้ ส่งข้าวกับขนมไปให้ก็ตีกลับมา ส่งอะไรไปก็คืนกลับมาทุกอย่าง ให้คยองซูส่งข้อความมาบอกว่า...ไม่ต้องส่งมาอีก”


“...”


แต่ฉันไม่โกรธหรอก ฉันเข้าใจทุกอย่าง ฉันทำมามากกว่านี้เค้ายังทนได้ ทำไมฉัน...ฉันจะทนไม่ได้ มันจะแค่ไหนกันเชียว”


ใช่ มันจะแค่ไหนกันเชียว” จงอินพยายามให้กำลังใจเพื่อน แต่สายตาที่แบคฮยอนมองมามันว่างเปล่าสิ้นดี


แต่ฉัน...ทำอะไรได้บ้างล่ะ”


“...”


ทำอะไรไม่ได้เลย...” แบคฮยอนเงยหน้ามองเพดานห้องด้วยสายตาที่เลื่อนลอย “ไปให้เจอก็ยังไม่ได้”


“...”


ถึงจะพูดไปว่าจะไม่ไปให้เห็นอีก แต่...กลัวเค้าจะบอก...ว่าอย่ามาให้เห็นอีกเหมือนกัน ตอนนั้น...คงทนไม่ไหว”


เค้าไม่พูดแบบนั้นหรอกหน่า...”


เค้าเคยพูดแล้วว่าจะไม่มีวันมาเจอกันอีก”


“...”


จะไม่ได้เจอกันแล้ว”

 

แบคฮยอนเสียใจมากที่สุดเท่าที่เคยเสียใจมาในชีวิตนี้ จงอินรู้ดี แต่คำพูดของเพื่อนไม่ได้ช่วยอะไรถ้าแบคฮยอนจะไม่เลิกเสียใจ แต่การที่แบคฮยอนจะไม่ได้เจอคุณชานยอลอีกแล้ว จงอินก็ไม่รู้ว่ามันจะเกิดขึ้นในอนาคตจริงๆหรือไม่ แต่ถ้ามันเป็นเรื่องจริง คนที่แบคฮยอนยังมีก็คือเพื่อน และความทรงจำดีๆที่เคยมีเกี่ยวกับคุณชานยอล

 

ถ้าเกิดว่าไม่มีหน้าไปเจอ ทำอะไรก็ไม่ได้ เราก็แค่มานึกถึงเค้า นึกถึงเรื่องดีๆที่เคยมี อย่าง...คุณชานยอลเคยให้ดอกไม้นายกี่ช่อ ?”


“...”


พอจะจำได้ไหม ?”


ไม่ต่ำกว่า...ห้าสิบ อาจจะใกล้ๆร้อยก็ได้ล่ะมั้ง” แบคฮยอนหัวใจอ่อนล้า แต่พอคิดถึงก็ยิ้มออกมาได้ “ถ้าวันไหนมาหาก็จะมีดอกไม้มาด้วยตลอด แต่เวลาที่โกรธแล้วส่งมาง้อ ช่อก็จะใหญ่เป็นพิเศษ ชอบเขียนการ์ดให้ตัวเองดูน่าสงสาร แบบ...ป๋าสำนึกถึงความรักที่มีให้หนูแล้วค่ะ อย่าโกรธป๋าเลยนะคะ”


เค้าชอบทำตัวเป็นป๋าเสี่ยวๆ แต่ตอนทำงานนี่โคตรน่ากลัวเลย จำได้ไหมที่เคยมีคนทุจริตยักยอกในบริษัทอ่ะ โดนคุณชานยอลถอดทั้งสายเลย เกี่ยวมากเกี่ยวน้อยโดนหมด”


จำไม่ได้ เรื่องมันเมื่อไหร่กัน ?”


สี่ปีที่แล้วมั้ง ถ้าจำไม่ผิด”


ปีสองอยู่เลย ยังไม่เข้าวงการ” แบคฮยอนไม่รู้เรื่องก่อนหน้านี้เท่าไหร่ “แต่ก็พอรู้ว่าเวลาจริงจังแล้วน่ากลัว ที่ฉันเคยโดนแอบถ่ายตอนเปลี่ยนชุด...”


ห๊ะ !” จงอินไม่เคยรู้เรื่องนี้ “ตอนไหนวะ !”


อ้าว...ไม่เคยเล่าหรอ ที่คนจัดไฟในกองแอบเข้าห้องมาตอนฉันเปลี่ยนชุดอยู่อ่ะ มันยังไม่ทันถ่ายหรอกคุณชานยอลก็เข้ามาพอดี ฉันห้ามแทบตาย กว่าจะยอมเย็นลงไม่ส่งคนนั้นเข้าคุก แต่ก็โดนไล่ออกแหละนะ...”

 

ถ้าแบคฮยอนจำไม่ผิด ตอนนั้นเป็นช่วงหกเดือนหลังที่เขามีคุณชานยอลเข้ามาในชีวิต ความรู้สึกที่มีก็คงจะเป็นการคุ้นชินและคุ้นเคยกับการมีตาแก่มาป้วนเปี้ยนในชีวิต เป็นเดือนแรกๆที่อนุญาตให้เข้าห้องแต่งตัวได้ เพราะไม่เคยทำอะไรนอกจากนั่งเฉยๆ ยิ้มกะลิ่มกะเหลี่ยแล้วบอกว่าหนูจ๋าน่ารักจัง ถึงจะพูดจาลามกเก่งยังไงก็ไม่เคยจะแตะเนื้อต้องตัวกันสักครั้ง เมื่อก่อนเขากลัวขึ้นสมองว่าจะโดนคุณชานยอลเล่นเอาสักวัน แต่นานไปเขาก็เริ่มเข้าใจว่าคนแก่คนนี้ก็แค่พูดใส่เขาไปอย่างนั้น ไม่เคยทำอย่างที่พูดเลยสักที

 

ตอนที่เกิดเรื่องนั้น มันทำให้เขาตระหนักได้ว่าคนที่มารักมาชอบกันนั้นเป็นผู้ชายวัยสี่สิบที่เป็นผู้ใหญ่ได้อย่างน่ากลัวในสถานการณ์จำเป็น ปกป้องกันอย่างสุดกำลัง ทำให้เขาเชื่อว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันจะไม่เป็นไร

 

มันก็คงมีบ้างแหละนะ ที่นายจะลืมว่าเค้าเป็นผู้ใหญ่” จงอินเข้าใจดี “อยู่กับนายแล้วเหมือนเด็กจริงๆนะ”


อืม ช่วงแรกก็รับไม่ได้หรอก แต่คุณชานฮาเคยพูดว่าให้ช่วยเข้าใจหน่อย เป็นลูกชายคนเล็กมาตลอด เอาแต่ใจตั้งแต่ยังพูดไม่ได้ อีกอย่าง...ก็เอาแต่ใจเฉพาะกับคนในครอบครัว แล้วก็คนที่รักมากๆนั่นแหละ”


ก็เลยเออๆ ตัดรำคาญไปด้วยการไม่คิดอะไร ?”


ตอนแรก...ก็เป็นแบบนั้น” แบคฮยอนยิ้มออกมาเล็กน้อยเมื่อคิดถึงเรื่องที่เคยเกิดขึ้น “แต่...แต่เคยเป็นไหม เวลาที่เราทำให้ใครมีความสุข มันก็รู้สึกดีมากเหมือนกัน”


“...”


ฉัน...เคยจะจูบกับคุณชานยอลด้วย”


หืม ?”


อย่าไปบอกใครนะ ไม่เคยเล่าให้ใครฟังเลยนะเนี่ย”


เออ จะเอาไปบอกใครวะ”


ก็...วันนั้นแหละ วันที่มีปัญหา” แบคฮยอนเล่าให้จงอินฟัง “เวลาคุณชานยอลให้กำลังใจกัน ฉันเหมือนลอยขึ้นไปบนฟ้าเลย ถึงจะรู้ว่าอวยกันสุดๆ แต่มันก็อดดีใจไม่ได้ มันเป็นความรู้สึกแบบ...เต็มตื้นอิ่มเอมไปทั้งใจ แล้ววันนั้นเค้าก็ให้กำลังใจกันนั่นแหละ คือ...มันรู้สึกดีมาก มันเหมือนตกอยู่ในภวังค์ รู้แค่ว่าถ้าเราจูบกัน มันคงดีที่สุดแล้ว”


แล้วทำไมไม่จูบล่ะ ?”


พี่มินซอกขัด”


อ๋อ ถ้าไม่ขัดนี่เสร็จนายเลยสินะ”


ไอ้บ้า พูดจาทุเรศ” แบคฮยอนเอาหมอนอิงตีหัวจงอิน “ถ้าเกิดว่าจูบกันขึ้นมาจริงๆ แกว่ามันจะดีกว่านี้ไหม ?”


ถ้าพูดแบบเดิมก็นรก ชาตินี้คุยกันไม่ได้แล้ว”


นั่นสินะ...ขนาดไม่ได้จูบ ก็ยังไม่ได้คุยกัน”


“...”


ฉันก็พูดไม่ดี ไม่เคยพูดดีๆกับคุณชานยอลเลย”


ไม่เอาหน่า รู้แล้วแก้ไข ไม่พอใจก็ปรับปรุง”


อือ...”

 

คนหัวใจเป็นแผลทิ้งตัวลงนอนบนโซฟาทั้งที่ผมเปียกหมาด หลับตานึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด ถึงจงอินจะบอกให้คิดถึงเรื่องดีๆ แต่เขาก็หยุดคิดถึงสิ่งแย่ๆที่เคยเกิดขึ้นไม่ได้เลยจริงๆ เขาไม่ได้คิดว่าตัวเจ็บอะไรนัก สิ่งที่เขาคิดคือการเอาตัวเองไปเปรียบกับคุณชานยอล บอกกับตัวเองซ้ำๆว่าไม่หรอก เขายังไม่เจ็บเท่าคุณชานยอลหรอก อย่าได้ร้องไห้ออกมาเด็ดขาด

 

วันนั้นเขาเอาแต่ยืนอยู่ที่เดิมเพราะสมองมันตื้อไปหมด รวมถึงหัวใจที่เหมือนโดนตัดขั้วทิ้งไป เหมือนมันแค่เต้นอยู่อย่างนั้น เพราะว่าเขาไม่รู้สึกอะไรเลย

 

บอกว่าไม่รักกัน...เขายังไม่เจ็บเท่านี้

 

ไม่เชื่อ ไม่ทน ไม่มีคุณชานยอลให้เขาเรียกหา มันไม่มีอีกแล้ว

 

นานนับนาทีกว่าเขาจะรู้สึกตัวว่าควรออกไปจากตรงนั้น เขาก้าวเท้าออกมาอย่างเงียบเชียบ ยิ้มให้ผู้จัดการกับเลขาที่รู้ว่าพยายามแอบฟังแล้วแต่ไม่ได้ยิน เอ่ยขอบใจและตอบคำถามที่ว่าเรียบร้อยดีไหมว่าเรียบร้อยแล้ว หลังจากนั้นเขาก็ไม่พูดอะไรอีกเลย เขาไม่ได้พูดอะไรทั้งนั้น เขาเงียบอยู่เป็นวันเพราะมันเคว้งคว้างไปหมดทั้งใจ จนสุดท้ายเขาก็มาร้องไห้กับจงอินที่โทรเข้ามา ถามเขาว่าโอเครึเปล่า

 

เขาไม่เคยคิดว่าตัวเองจะรู้สึกมากเท่านั้นมาก่อน ไม่เคยคิดว่าจะเจ็บได้มากเท่านี้ตอนที่คุณชานยอลพูดออกมาแบบนั้น แต่ประโยคที่เขาได้ยินก็ยังวนเวียนอยู่ในหัวใจ เขานอนร้องไห้กับหมอนหนาๆของตัวเองทั้งคืน แต่ก็รู้ว่ามานอนร้องไห้อยู่แบบนี้มันคงไม่ได้อะไร มันไม่ได้ช่วยให้คุณชานยอลหายโกรธ ไม่ได้ช่วยให้คุณชานยอลกลับมารักเขาเท่าเดิมอีกแล้ว

 

เขาเฝ้าคิดว่าจะทำอะไรดีนะ จะต้องทำอะไรบ้าง เขาควรจะลงมือทำอะไรสักอย่าง ให้คุณชานยอลได้รู้ว่าเขาจะไม่ปล่อยให้เรื่องมันเป็นแบบนี้ เขาจะไม่ให้คุณชานยอลไป ไม่ว่ายังไงก็จะไม่ให้ไป

 

เริ่มจากการโทรหาร้านดอกไม้ที่เจ๊จุนมยอนแนะนำมา ตอนแรกเขาจะส่งดอกกุหลาบสีแดงร้อยดอกไปให้คุณชานยอล แต่คิดไปคิดมาแล้วเขารู้สึกว่าตัวเองไม่ควรทำแบบนั้น สิ่งที่เขาทำจึงเป็นการส่งดอกลิลลี่สีขาวช่อยักษ์ไปให้คุณชานยอล เป็นการแสดงความขอโทษที่เขามีอยู่เต็มใจ

 

แต่คยองซูก็ส่งข้อความมาหาเขาว่าคุณชานยอลให้เอาไปทิ้ง แต่ว่าเจ้าตัวทำไม่ลง เลยจะให้คนเอามาส่งคืนให้เขา ครั้งแรกที่เจอเขาเอาแต่นั่งร้องไห้ กลายเป็นคนเสียน้ำตาง่ายๆทั้งที่ปกติร้องไห้ไม่เก่งเลย แต่เขาก็ได้แต่ปลอบใจตัวเอง บอกว่าไม่เป็นไรนะ ถ้าเขาส่งไปเรื่อยๆ คุณชานยอลต้องใจอ่อนกับเขาสักวัน ไม่อยากเห็นหน้ากันก็จะไม่ไปหา แต่จะส่งดอกไม้แทนคำขอโทษทุกวัน จะส่งอาหารกล่องที่เขาเลือกให้ด้วยใจไปให้กิน จะได้ท้องอิ่มๆตั้งใจทำงาน เวลาเจอขนมอร่อยๆก็จะส่งไปให้ ไม่รู้ว่าคุณชานยอลจะชอบไหม แต่เขาก็แค่อยากให้เรากินอะไรเหมือนกัน

 

ถึงจะส่งกลับมาทุกอย่างก็ไม่เป็นไร แค่คุณชานยอลได้เห็นว่าเป็นเขาที่ส่งไปให้...แค่นั้นเขาก็ดีใจแล้ว

 

“ขอโทษนะ แต่...” เสียงของจงอินทำให้เขาลืมตาขึ้นมามอง “คิดยังไงกับคุณชานยอล ?”


“...”


“เข้าใจนะว่ารู้สึกผิดกับสิ่งที่พูดไป ฉันก็เข้าข้างนายด้วยเพราะว่านายเป็นเพื่อนฉัน...หมายถึง เข้าข้างแบบเอาใจช่วย แต่ที่พยายามอยู่นี่ มีความรู้สึกอะไรเพิ่มเติมไหม หรือว่าแค่ทำไปเพราะตัวเองทำผิด ?”


“ฉัน...” เขาทบทวนความคิด และความรู้สึกของตัวเอง “ตอนแรกฉันรู้สึกผิด แล้วจากนั้นก็อย่างที่เคยบอก...ฉันคิดถึงเค้า”


“...”


“แต่ตอนที่ไปขอโทษ แล้ว...ได้คุยกันแบบนั้น ฉันก็เลยรู้ว่า...ฉันขาดคุณชานยอลไม่ได้”


“...”


“ตอนที่ได้ยินว่าไม่เชื่อใจ ทนฉันไม่ไหวแล้ว มันเหมือนมีใครดึงใจออกไปจากอกเลย ไม่เคยรู้สึกแบบนั้นมาก่อน แต่...มันเรียกว่ารักรึเปล่าจงอิน ฉันไม่รู้เพราะฉันไม่เคยคิดจะรักเค้ามาก่อน ตอนนี้ก็ยังไม่เข้าใจ แต่อยากให้คุณชานยอลกลับมา”


“...”


“กลับมาทำให้รำคาญ กลับมาทำให้มีความสุข...เหมือนเดิม”

 

เขาหัวเราะเยาะตัวเองด้วยความรู้สึกว่างเปล่า หัวเราะให้กับเรื่องที่มันเป็นไปไม่ได้อีกแล้ว

 

อย่าทำหน้าแบบนี้สิวะ ไม่ชอบเลยว่ะ” จงอินเอื้อมมือมาผลักหัวกัน มองตาเพื่อนก็รู้ว่ามันเป็นห่วง แต่เขาก็ไม่รู้ว่าจะดีให้เห็นยังไง


แบบไหน ?”


แบบนี้ เหมือนจะตายให้ได้”


ก็บอกว่าไม่ตายหรอกหน่า...จะดึงทำไม ?”


ไปเปลี่ยนชุดไป เดี๋ยวพาไปกินขนม”


ไปกินที่ไหน ชุดนี้ได้ไหม ?” เขาไม่อยากเปลี่ยนแล้ว “ชุดนี้แหละ”


เออๆ ร้านเดิมแหละ แต่เดี๋ยวพาไปตรงโรงแรม จะได้ไม่ต้องเข้าห้าง” จงอินดึงเขาขึ้นจากโซฟา ยีผมที่เปียกชื้นให้ยุ่งกว่าเดิม “เลี้ยงเลยนะ เลิกทำหน้าเศร้าได้แล้ว”


ก็มันเศร้า จะให้ยิ้มออกได้ยังไง”

               

             วันนี้รถไม่ติดเท่าไหร่ อาจจะเป็นเพราะช่วงเวลาที่เดินทางไปนั้นไม่ใช่ช่วงเวลาเร่งด่วนในการไปทำงานหรือกลับบ้าน เขานั่งรถไปก็คิดถึงเรื่องที่เขาเคยนั่งรถไปกับคุณชานยอลในสถานการณ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ฝนที่ตกหนัก หรือว่าจะเป็นเวลาที่ไม่มีใครว่างเพื่อเขาแต่คุณชานยอลกลับว่างได้เสมอ มันเป็นช่วงเวลาที่เขาจะปล่อยวางทุกอย่างกับคนอายุสี่สิบคนนั้น พูดคุยเหมือนเราเป็นคนรู้จักที่ดีต่อกัน จนกลายเป็นว่าคุณชานยอล...รู้จักเขาดียิ่งกว่าใคร

 

              แต่แล้วยังไง...เขารู้ทุกอย่าง รู้ถึงทุกความรู้สึกที่ตัวเองมี ในวันที่เขาไม่เหลืออะไรอีกแล้ว

 

จงอินพาเขาไปกินเครมบรูเล่ ขนมหวานแสนโปรดที่ร้านเจ้าประจำของเขา เป็นร้านที่เพื่อนรักพี่ที่เคารพทุกคนรู้ดีว่าเขาชอบมากๆ ส่วนเรื่องครัวซองต์เนยสดฝรั่งเศส...เขาเคยบอกคุณชานยอลไปแค่คนเดียว แค่พูดขึ้นมาว่าผมชอบกินครัวซองต์เหมือนกันนะ แต่ว่ามันอ้วนมากกว่าที่คิดซะอีก ชิ้นเท่านี้แต่แคลอรี่ไม่เท่านี้ไปด้วย

 

วันต่อมาก็ได้ครัวซองต์เนยสดจากร้านสัญชาติฝรั่งเศสที่มาเปิดที่นี่ พร้อมกับการ์ดลายมือผู้ใหญ่วัยสี่สิบ เขียนว่าทานเยอะๆนะคะ ถ้าจะมากก็คือความรักของป๋าค่ะ ไม่ใช่แคลอรี่

 

แสนดีขนาดนี้...ตอนนั้นทำไมเขาถึงได้ใจร้ายจังนะ

 

ต้องไปจอดรถตรงไหนวะ ไม่ได้มานานแล้วอ่ะ”


หลังร้านเลย มีที่จอดอยู่ เข้าซอยข้างโรงแรม”


เนี่ย เพื่อนมีคนมาซื้อให้แล้ว ไอ้เราเลยไม่เคยได้มาเป็นปีๆ”


ไม่มีแล้ว เพื่อนต้องมาซื้อเองแล้ว”


ทำไมน่าสงสารอย่างนี้วะ” จงอินหัวเราะเบาๆ แบคฮยอนเองก็ยิ้มน้อยๆ ก่อนจะหันไปมองนอกกระจก “ซอยนี้ใช่—”


จงอินจอดก่อน จงอิน !”


มีไร—เฮ้ย ระวังรถ !”

 

จากเสียงของเพื่อนทำให้จงอินเหยียบเบรกกะทันหัน แต่มันก็ยังไม่น่าตกใจเท่าการที่แบคฮยอนปลดล็อครถก่อนจะวิ่งลงไปไม่มองซ้ายมองขวา วิ่งไปข้างทางเพื่อไปหาผู้ชายคนนึงที่จงอินมองเห็นว่าถือถุงร้านขนมที่แบคฮยอนชอบ คนที่กำลังเดินย้อนไปอีกทาง เดินหันหลังให้รถของจงอิน

 

นั่นมัน...คุณชานยอลนี่หว่า...

 

แบคฮยอนไม่สนใจว่าตอนนี้ตัวเองจะอยู่ในสถานการณ์ไหน หรือว่ากำลังทำอะไร เขาคิดแค่ว่าขอให้ตัวเองไปถึงได้เร็วที่สุดก็พอ

 

เขากำลังเหม่อมองร้านขนมที่เป็นจุดหมาย ทันใดนั้นเองที่เขาเห็นผู้ชายที่ไม่ได้เห็นหน้าค่าตามานานเดินออกมาจากร้าน สีหน้าเรียบเฉยและการก้าวเดินแบบที่ไม่ได้รีบเร่งแต่ก็ไม่ได้เชื่องช้านั้นทำให้เขารู้ว่าอีกฝ่ายคงมาคนเดียว

 

ถ้าไม่ได้เห็นหน้ากัน...ก็ไม่ได้ถือว่าเขาผิดสัญญาใช่ไหม

 

คุณ...” เขาอ้าแขนทั้งสองข้างเมื่อวิ่งไปถึง ก่อนจะทิ้งตัวลงไปบนแผ่นหลังกว้างๆของผู้ชายวัยสี่สิบคนนี้ “ชานยอล...”

 

ไม่สนว่าตัวเองจะเป็นใคร คุณชานยอลจะเป็นใคร แต่เขาคิดถึง คิดถึงผู้ชายคนนี้มากเหลือเกิน

 

คุณชานยอลหยุดเดิน เขาเองก็ได้แต่ซึมซับความรู้สึกนี้เอาไว้ คุณชานยอลไม่เคยกอดเขา เขาไม่เคยกอดคุณชานยอล เราไม่เคยได้กอดกัน แต่ครั้งแรกที่เขาได้ทำแบบนี้ มันไม่ได้ก่อให้เกิดความรู้สึกที่ดีต่อใจของเขาเลย เขารู้สึกดีที่ได้เจอคุณชานยอล แต่ภายใต้ความรู้สึกนั้นเขาก็สัมผัสได้ถึงความเหินห่างที่คุณชานยอลมีให้เขา

 

คุณชานยอล...” เขาหลับตาลง อยู่ในห้วงความคิดของตัวเอง “สบายดีใช่ไหมครับ ?”


“...”


เป็นยังไงบ้า—”


ถามทำไม ?”

 

แบคฮยอนกลืนคำพูดของตัวเองที่จะถามต่อไป ได้แต่เก็บมันเอาไว้อย่างนั้น คำว่าถามทำไมของคุณชานยอลทำให้เขาอยากจะร้องไห้ออกมาอีกแล้ว ทำไมเหรอ เขาแค่อยากรู้ว่าคุณชานยอลเป็นยังไง มีความสุขไหม สบายดีรึเปล่า เขา...ไม่มีสิทธิจะรู้เลยใช่ไหม

 

“ผมก็แค่—”


มันไม่ใช่เรื่องของเธอ”


“...”


ปล่อย”

 

ผู้ชายคนนี้ไม่สนใจเขาเลย ไม่ได้หันกลับมามอง ไม่ได้อยากจะมอง ไม่ได้มีใจ...อยากจะเห็นหน้าเขาอย่างที่เคยพูดไว้จริงๆ

 

คุณคงสบายดีอยู่แล้ว” เขาปล่อยมือออกจากคุณชานยอล ไม่ใช่เพราะยอมแพ้ แต่เพราะเชื่อฟัง “คงจะมีความสุขดี”


“...”


ผมไม่ได้จะประชดอะไรนะครับ ผมพูดจริงๆ...ว่าคุณคงสบายดีอยู่แล้ว”


มีอะไร ?” ใบหน้าที่ดูหงุดหงิดหันมาให้เขาเห็น เสียงที่เหมือนจะรำคาญกัน ทั้งหมดนั่นอยู่ในสายตาของแบคฮยอน แต่เขาก็จะทำเป็นไม่เห็น ทำเป็นว่ายิ้มได้

 

ทำเป็นไม่สนใจ และพูดสิ่งที่อยู่ในใจของตัวเองออกไป

 

ผม...คิดถึง” เขากลัวสายตาที่ไม่เหมือนเดิมอีกแล้วของคุณชานยอล “คิดถึงคุณ”


“...”


ผมไม่ได้โกหก...ไม่ได้หลอกคุณ...”


“...”


ผมขอโทษ แต่ผมอยากให้คุณกลับมา...”


เหอะ...” เสียงแค่นๆที่ได้ยินทำให้เขาสะอึกอยู่ในใจ “ทำไม ไม่มีคนรองมือรองตีนแล้วชีวิตมันลำบากรึไง”


คุณชานยอล !”


ทำไม !” เสียงของคนที่ตวาดใส่กันทำให้เขาก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวเพื่อตั้งหลัก ก้อนสะอื้นขึ้นมาจุกอยู่ที่คอ ถึงจะได้เห็นหน้า ได้สบสายตา แต่มันไม่มีอะไรเหมือนเดิมอีกแล้ว “พูดออกมาได้ เธอไม่เห็นเคยจะสนใจว่าฉันจะเจ็บจะตายยังไง ทีนี้มาบอกว่าอยู่ไม่ได้ ฉันน่ะ...”


คุณทำไม ?” เขากำลังจะร้องไห้ แต่ก็ยังเฝ้ารอคำตอบจากคนที่เบือนหน้าหนีไป “ทำไมครับ...”


“...”


พูดออกมาสิ คุณทำไม คุณเกลียดผมแล้ว—”


ใช่ ฉันเกลียดเธอ !”

 

เหมือนน้ำตาที่กำลังจะไหลลงมาถูกหยุดเอาไว้ด้วยสิ่งที่เขาได้ยิน แทนที่ด้วยความรู้สึกเจ็บในอกอย่างที่เขาไม่เคยได้รู้มาก่อนว่าจะเจ็บได้ถึงขนาดนี้ คุณชานยอลเกลียดเขา...เกลียดแบคฮยอนคนนี้ไปแล้ว

 

ทั้งรัก...ทั้งเกลียดเธอ”


“...”


มาคิดถึงกันอะไรตอนนี้


ไม่เอาครับ” เขารู้ว่าอีกฝ่ายกำลังจะพูดอะไรออกมา แต่อย่าได้ไหม อย่าให้มันเป็นแบบนั้น เขารู้เขาว่าเขาผิด รู้ว่าคุณชานยอลเจ็บมากแค่ไหน แต่อย่าบอกว่าเขาจะเอามันกลับมาไม่ได้ อย่าบอกว่าเขาจะเสียมันไปแล้ว “คุณชานยอล ไม่เอา...”


“...”


ได้โปรด อย่าทิ้งผม...”


“...”


ฮึก...คุณชานยอล” เขายอมหมดทุกอย่างแล้ว เขาไม่อยากเสียคุณชานยอลไป “อย่า—”


เรื่องของเรา...มันสายไปแล้ว แบคฮยอน”

 

เหลือเพียงเขาที่ร้องไห้จะเป็นจะตายอยู่ตรงนี้

 

กับผู้ชายไม่แม้แต่จะมองกลับมา...ผู้ชายที่ไม่ได้มีหัวใจไว้เพื่อรักกันอีกแล้ว




 


 




แบคฮยอนมองตัวเองในกระจกบานใหญ่ที่ตั้งอยู่ในห้องแต่งตัว มือกระชับเข้าที่สูทสีกรมท่าเพื่อจัดมันให้เรียบร้อย รวมถึงผมเผ้าที่ได้รับการจัดทรงอย่างดีจากช่างมืออาชีพ และฝีมือการแต่งหน้าของเจ๊จุนมยอนที่บอกว่าจะทำให้เขาดูดีที่สุดในงาน

 

วันนี้เป็นวันครบรอบของปาร์คกรุ๊ปที่เขาสังกัดอยู่ เป็นเรื่องปกติที่นักแสดงในสังกัดนี้ทุกคนจะต้องไปร่วมงาน รวมถึงผู้มีหน้ามีตาในวงการบันเทิง เป็นงานใหญ่ประจำปีที่ใครๆก็อยากมาร่วมงานทั้งนั้น นักแสดงก็จะได้เจอผู้กำกับ ผู้จัดละคร ศิลปินก็จะได้เจอกับเจ้าของสังกัดที่มาเป็นแขกในงาน หากต้องตาต้องใจกันด้วยเรื่องงาน ก็จะสร้างหน้าสร้างตาร่วมกันในอนาคตได้

 

ปีที่แล้วเขาเองก็ได้เข้าร่วมงานนี้ เป็นงานที่ให้อะไรเขากลับมาหลายอย่าง ทั้งผู้กำกับที่ได้ทำงานร่วมกัน เพื่อนในวงการหลากหน้าหลายตา และบทเรียนราคาแพงในชีวิตที่เขาจะไม่มีวันลืมเลย

 

ทำไมผอมลงแบบนี้ เจ๊จะโกรธหนูแล้วนะคะ !”


ไปโกรธคุณชินฮยอกเถอะครับ เค้าบอกว่าผมต้องดูเหมือนคนป่วยให้ได้มากที่สุด ก็เลยเป็นแบบนี้” แบคฮยอนหัวเราะจนตาหยีให้ผู้จัดการที่กระฟัดกระเฟียดอยู่ข้างๆ


น้องแบคขาผอมเกินไปแล้ว เจ๊ว่าเลิกเถอะค่ะ เท่านี้ก็จะปลิวไปตามลม...”


ไม่ได้ครับ เป้าหมายคือเจ็ดกิโล ผมลดไปได้ห้าแล้ว...”


ว๊ายยย เจ็ดเลยเหรอคะ เดินไปแล้วจะหักไหมคะเนี่ย !”


ไม่หรอกครับ ผมสบายดี” เขากอดเอวเจ๊จุนมยอนที่มีสีหน้าไม่พอใจ แต่ก็ยังกอดเขากลับมา “ขอบคุณสำหรับทุกอย่างนะครับ เป็นผู้จัดการของผมไปนานๆนะ”


น่ารักแบบนี้เจ๊จะไปไหนได้ล่ะคะ ไปไหนไม่รอดแล้ว” จุนมยอนเอ็นดูลูกรักคนนี้สุดหัวใจ “ไปค่ะ ทุ่มกว่าแล้ว เดี๋ยวไปสายแล้วผู้ใหญ่ว่าอีกว่าไม่ตรงเวลา เจ๊ล่ะเบื่อจะอธิบายว่าคนสวยอย่างเราๆมันต้องใช้เวลาแต่งตัว”

 

เขาไม่ได้เป็นคนสวยเหมือนเจ๊จุนมยอน แต่สิ่งที่เขาเลือกทำก็คงมีเพียงการยิ้มเท่านั้น ถ้าวันนี้เขาต้องสวย เขาก็จะสวยเป็นเพื่อนเจ๊ก็ได้

 

ที่งานในวันนี้เขานัดกับเซฮุนเอาไว้ พี่มินซอกกับพี่อี้ชิงก็ด้วย ส่วนจงอินเพื่อนรักนั้นติดงานอยู่ที่ฮ่องกง ไม่สามารถเข้าร่วมงานในปีนี้ได้ เห็นภาพที่ไปฮ่องกงในโซเชี่ยลนั้น แฟนคลับมาให้ความเห็นกันใหญ่ว่าหล่อมาก เสียดายที่ไม่ได้มาร่วมงานโหวตหนุ่มหล่อปีนี้ แต่ถ้าจะไปฮ่องกงแล้วมีงานถ่ายแบบงานใหม่ให้ซื้อ ทุกคนก็พร้อมจะสนับสนุนอย่างเต็มที่

 

ทางด้านโอเซฮุนที่ปีนี้มางานกับเขานั้น เจ้าตัวก็ประสบความสำเร็จในฐานะนักแสดงหน้าใหม่ได้อย่างยอดเยี่ยม ได้เรตติ้งซีรี่ย์ที่สูงที่สุดเมื่อเทียบกับเรื่องที่ฉายในช่วงเวลาเดียวกัน เป็นก้าวแรกที่ดีสำหรับการเป็นนักแสดงต่อไป เขาเองก็ยินดีกับเพื่อน ยังจำได้อยู่เลยว่าเรตติ้งฉายวันแรกทำเอาเพื่อนน้ำตาซึม จงอินยังแซวอยู่เลยว่าร้องไห้เป็นเด็ก

 

ส่วนตัวเขาเองนั้นทุกอย่างก็เป็นไปได้ด้วยดีอย่างที่มันควรจะเป็น ถึงจะหนักหน่วงไปบ้างแต่ก็ใช่ว่ายิ้มไม่ได้เลย ซีรี่ย์ของเขาเองก็ได้รับกระแสตอบรับที่ดีเกินคาด ได้รับคำชมให้หัวใจพองฟูว่าเขายังแสดงได้ดีเหมือนเดิม ที่งานอาฟเตอร์ปาร์ตี้เขาก็ได้ของขวัญจากผู้จัดเป็นบทละครเรื่องต่อไป ตอนนั้นเองที่เขากลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ ได้แต่ยิ้มไปเช็ดน้ำตาไป กล่าวขอบคุณที่ไว้ใจให้เขาเล่นบทนำในซีรี่ย์ของผู้จัดคนนี้อีกครั้ง หวังว่าจะได้เล่นด้วยไปจนเขาจะเล่นไม่ไหวเลย

 

เสร็จจากงานนั้นเขาก็หันมาลดน้ำหนักตามคำสั่งของผู้กำกับหนังเรื่องแรกในชีวิตของเขา ยิ่งได้อ่านบทแล้วเขาก็ยิ่งดีใจที่เคลียร์ตารางงานไว้เพื่อเรื่องนี้ เนื้อหาของเรื่องค่อนข้างรุนแรงถึงขั้นว่าอาจโดนจัดเรทไว้สูงกว่าที่คาดคิด แต่เพราะว่าคุณชินฮยอกอยากจะทำให้เต็มที่ในทุกๆฉากที่รังสรรค์ออกมา ทุกคนเลยพร้อมใจบอกว่าจะเล่นให้เต็มที่ที่สุด เขาเลยต้องเพิ่มคลาสเรียนการแสดงเฉพาะกิจ ฝึกซ้อมบทที่ต้องเข้าถึงอารมณ์อย่างหนักก่อนวันเล่นจริง ซ้อมทุกฉากให้แม่นยำ เพราะคนที่ได้บทนำสามคนนั้นเป็นนักแสดงรุ่นใหญ่มากฝีมือกับนักแสดงที่เล่นบทยากๆมาตั้งแต่ยังเด็ก จนตอนนี้โตเป็นวัยรุ่นแล้วก็แสดงได้เฉียบขาดเหมือนเดิม เขาเลยต้องทำให้ตัวเองเก่งกว่าเดิม เวลาต่อบทหรือส่งบทเขาจะได้ไม่ทำให้ทุกคนลำบาก

 

น้องฮุ๊นนนนน !”


สวัสดีครับพี่จุนมยอน สบายดีนะครับ”


โอ๊ย เห็นหน้าน้องฮุนแล้วเจ๊ยิ่งกว่าสบายดีอีกค่ะ”

 

ทันทีที่ถึงงาน คนแรกที่เขาเจอก็คือเซฮุนที่บอกว่าจะรออยู่ตรงที่จอดรถสำหรับผู้เข้าร่วมงาน เพื่อที่เราจะได้เดินเข้างานไปพร้อมกัน

 

จะแต่งสวยขนาดนี้ไม่นัดกันก่อนวะ ?” เซฮุนมองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า “แต่ผอมไปว่ะ ถ่ายหนังกี่เดือนเนี่ย”


สองสามเดือน” เขายิ้มรับเพื่อน “วันหลังให้เจ๊ไปแต่งให้สิ จะได้สวยเหมือนกัน”


โอ้ เกรงใจเลย...”


เกรงใจอะไรกันคะน้องฮุน เพื่อที่รักขัดรองเท้าเจ๊ก็ทำได้ค่ะ !”


ขอบคุณนะครับพี่จุนมยอน เข้างานกันเถอะ มีกล่าวเปิดงานตอนสองทุ่ม ไม่ทันแล้วจะยุ่งเอา”

 

เป็นเรื่องของมารยาทที่เราควรจะนั่งอยู่ประจำที่ของตัวเองในเวลาที่ท่านประธานกล่าวเปิดงาน ปีนี้พี่มินซอกใช้เส้นเล็กน้อยเพื่อให้เราได้นั่งด้วยกัน เส้นที่ว่าคือการขอคนจัดที่นั่งว่าให้เรานั่งด้วยกันได้ไหม และมันไม่ใช่เรื่องลำบากอะไรที่คนจัดจะทำให้ไม่ได้ เราเลยได้นั่งด้วยกันสมใจ มีเพื่อนในวงการของพี่มินซอกกับพี่อี้ชิงอีกหลายคนที่เขาก็รู้จักมานั่งด้วยกัน

 

แบคฮยอนเดินคู่ไปกับเซฮุนบนพรมสีแดง เสียงชัตเตอร์รวมถึงแสงแฟลชที่สาดส่องเข้ามานั้นไม่ได้ทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าเขาหายไป แต่สิ่งเหล่านี้ทำให้เขายิ้มกว้างยิ่งขึ้น เช่นเดียวกับเซฮุนที่ยิ้มไม่ต่างจาก การที่คนจดจำเราได้จากบทบาทที่เราเล่น ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้วในฐานะนักแสดง

 

แบคฮยอน เรากินแต่ปลาใช่ไหม ตัวถึงได้เล็กแบบนี้ !” สิ่งแรกที่เขาได้ยินหลังจากเข้างานมาคือเสียงของพี่อี้ชิง “ทำไมไม่ดูแลตัว—”


พี่ใจเย็นก่อน ผู้กำกับสั่งมา ผมไม่ได้กินน้อย” รอยยิ้มกว้างถูกส่งให้รุ่นพี่ “ผมสบายดีครับ”


ผอมเกินนะแบคฮยอน เหมือนคนป่วยจริงๆเลย” พี่มินซอกเองก็เข้ามาจับแขนเขา “น่าสงสารจัง ได้กินเฟรนช์ฟรายบ้างไหม ?”


ไม่เลยพี่ ลืมไปแล้วว่ารสชาติเป็นยังไง”


ไม่ไหวอ่ะ พี่ว่านายลดแค่นี้ก็พอแล้วนะ มากกว่านี้คงไม่ไหว” 


เหลืออีกสองโล...”


สองโล !” อี้ชิงเสียงดัง “ไปเลย ไปกินข้าวเดี๋ยวนี้ !”


พี่อี้ ถ้ากินตอนนี้ผมจะลดลำบากนะ...”


ช่างสิ ชินฮยอกโดนดีแน่ มาสั่งน้องน้อยเราลดน้ำหนักขนาดนี้ แต่งให้ป่วยมันไม่ง่ายกว่ารึไง ?!”