(exo) SF/OS|Fill your heart with my DAISY ❁ Chanbaek

ตอนที่ 25 : ❁ second

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 21,862
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,072 ครั้ง
    5 ต.ค. 61














second
to my president

chanbaek












ชานยอล ชานยอล !

 

โวยวายอะไรจงแด พูดเฉยๆก็ได้ยิน

 

ก็รายงานประวัติศาสตร์ของนายน่ะสิ !จงแดมีสีหน้าตื่นตระหนก มองเพื่อนตัวเองที่ไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมามองกันด้วยซ้ำ เอาแต่พลิกเอกสารไปมา ฉันเจอมันอยู่ในถังขยะ โดนฉีกจนเละเลย !

 

คนฟังนั้นรับฟังถ้อยคำทั้งหมดด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง มือขวาละจากปากกาที่ถืออยู่ เอื้อมมือไปเปิดลิ้นชักโต๊ะทำงาน หยิบแฟลชไดร์ฟส่งให้เพื่อนที่หน้าตื่นไม่เลิก

 

ชื่อไฟล์ประวัติศาสตร์ยุคกลาง ฝากปริ้นท์แล้วเอาไปส่งใหม่ให้ที ฉันต้องทำเอกสารงานเทศกาลส่งอาจารย์ยูก่อนห้าโมง รบกวนด้วย

 

อะ...เอ่อ ได้จงแดรับมา แล้วนายจะเอาไงเรื่อง—”

 

เดี๋ยวฉันจัดการเอง ไม่ต้องห่วง

 

ใครๆก็รู้ว่าประธานนักเรียนปาร์คชานยอลนั้นรับมือกับสถานการณ์ไม่คาดฝันได้ดีมากแค่ไหน

 

ไม่ว่าจะเรื่องเล็กเรื่องใหญ่ เรื่องน้อยเรื่องมาก จะสารพัดสิ่งที่ประดังประเดเข้ามา ประธานนักเรียนคนนี้ก็จัดการมันได้หมดจดสมกับที่เป็นเบอร์หนึ่งของโรงเรียน ทั้งยังเฉียบขาดหลักแหลมจนใครก็ต้องยอมรับในความสามารถของเจ้าตัว ไม่ว่าจะเรื่องวิชาการหรือกิจกรรม ก็ทำได้ดีไปเสียหมดทุกอย่าง งานการไม่เคยบกพร่อง ถ้าเป็นสิ่งที่ต้องรับผิดชอบแล้วนั้น มันไม่เคยมีคำว่าช้าหรือคำว่าพลาดเด็ดขาด

 

แต่มันก็เป็นเหมือนสัจธรรมในชีวิต

 

มีชอบ...ก็ต้องมีเกลียด

 

ฉันอยู่ห้องกรรมการนักเรียน

 

ชานยอลรับโทรศัพท์เพื่อนที่โทรเข้ามาระหว่างที่เขากำลังทำงานอยู่ บางทีหลังจากที่มันไปหาหนังสืออ่านที่ห้องสมุดเสร็จแล้ว คงตัดสินใจไม่ได้ว่าควรจะไปที่ไหนระหว่างห้องกรรมการนักเรียนที่เขาอยู่กับสนามฟุตบอล

 

(ชะ...ชานยอล...)

 

นายอยู่ไหน ?” เขาลุกขึ้นจากเก้าอี้ทันที เมื่อได้ยินเสียงเพื่อนรักของตัวเองเบาบางเหลือเกิน

 

(ห้องน้ำ...ชั้นหนึ่ง)

 

ชานยอลคว้าเสื้อคลุมติดตัวไปด้วย เขารู้ว่าเพื่อนคงเปียกโชก แต่เขาทำอะไรมากกว่านี้ไม่ได้ ฟังแค่เสียงของเพื่อนเขาก็พอเดาออกว่ามันไม่ใช่เรื่องที่ดี คงจะต้องไปดูก่อนว่ามันเกิดอะไรขึ้น ก่อนที่จะจัดการทุกอย่างตามความเหมาะสม

 

เขาเดินตรงเข้าไปในห้องน้ำที่ไม่มีใครอยู่ ประตูห้องท้ายสุดถูกปิดเอาไว้ ถึงเขาจะไม่รู้แต่ใช่จะคาดเดาไม่ได้ว่าเพื่อนของเขาคงอยู่ในนั้น

 

ชานยอล...

 

นายเป็นอะไรมากรึเปล่า ?”

 

สภาพของเพื่อนที่เปียกโชกไปทั้งตัว ริมฝีปากรูปหัวใจที่มีรอยแตกด้วยเหตุที่เขาคงจะได้รู้ต่อไป ท่าทางเหนื่อยอ่อนเหมือนสู้รบปรบมือกับคนมาทั้งโรงเรียน เสื้อเชิ้ตสีขาวที่เปียกโชกและหลุดลุ่ยนั้นทำให้เขารีบเอาเสื้อคลุมที่ติดมาคลุมไหล่เพื่อน พยุงร่างอ่อนแรงขึ้นมาจากพื้นห้องน้ำ

 

บอกจงอินหรือยัง ?” เขาถามคยองซู

 

อย่าบอก...เลย

 

นายจะบ้ารึไง ถ้ารู้ทีหลังหมอนั่นหัวเสียแน่

 

แต่...

 

อย่าแก้ปัญหาผิดๆ นายไม่อยากให้มันเป็นห่วง แต่ถ้าไม่รู้...นั่นแหละที่จะทำให้มันแย่กว่าเดิม

 

เขาหันซ้ายขวามองว่ามีใครผ่านมาบ้างไหม เมื่อพบว่าไม่มีใคร เขาถึงพยุงเพื่อนให้เดินออกมา ระหว่างนั้นก็สั่งให้โทรหาเพื่อนอีกคนของเขา ที่ตอนนี้คงกำลังเตะฟุตบอลอยู่ในสนาม เพื่อซ้อมแข่งระดับภาคให้ทีมของโรงเรียน อาจจะรับหรือไม่รับโทรศัพท์ เขาไม่รู้ แต่ให้โทรไปบอกน่าจะเป็นสิ่งที่ดีกว่าการปล่อยไว้แล้วไม่ทำอะไร

 

จงอิน...ฉันมีเรื่องนิดหน่อย แต่ไม่เป็นชานยอลมาช่วยน่ะ...ไม่เป็นไรจริงๆ ไม่ต้องห่วงนะ

 

บอกมันว่าฉันจะพาไปชมรม ให้มันหาชุดให้นายเปลี่ยนด้วย

 

ชานยอลบอกว่ากำลังไปชมรม เอาไว้ค่อยคุยกันนะคยองซูกดตัดสายของจงอิน สีหน้าไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ฉันไม่อยากให้มันเป็นเรื่องใหญ่

 

ฉันรู้เขาตอบ ฉันจัดการได้

 

ฉัน—”

 

คยองซู !

 

จงอินวิ่งมาในสภาพเหงื่อท่วมตัว เจ้าตัวไม่สนด้วยซ้ำว่าเกือบจะวิ่งชนพวกเขาเข้าแล้วถ้ายังไม่หยุดพุ่งตัวมาแบบนี้ แต่ถึงอย่างนั้นจงอินก็หยุดฝีเท้าของตัวเองได้ทันท่วงที ส่งเสียงดังถามพวกเขาว่ามันเกิดอะไรขึ้น

 

“...นี่ไง ถึงไม่ได้บอกคยองซูถอนหายใจ อย่าทำเป็นเรื่องใหญ่—”

 

ปากนายแตกด้วยเนี่ยนะ !จงอินไม่ฟัง มันต่อยนายใช่มั้ย มันทำอะไรอีก !

 

ฉันโอเค มันยังไม่ได้ทำอะไรมาก มี—”

 

เดี๋ยวฉันจัดการเองชานยอลส่งคยองซูให้จงอิน ที่บอกให้เพื่อนตัวเล็กขึ้นหลังตัวเองเดี๋ยวนี้ ไม่ต้องห่วง

 

“ถ้ารู้ว่าใครมันทำ บอกฉันด้วยนะ” จงอินพูดกับเขา “ฉันจะไปจัดการมันด้วย”

 

นายอย่าทำให้มันเป็นเรื่องใหญ่นะ ฉันไม่เป็นไร ฉันสบาย—”

 

คยองซูถูกจงอินแบกไปจนพ้นจากมุมตึก ปากที่แตกจนเลือดแห้งเกรอะกรังนั้นเอาแต่พูดว่าสบายดี ส่วนเขานั้นเดินตรงไปยังตึกมัธยมปลายปีสามหรือตึกที่หนึ่งของโรงเรียนซึ่งมีจำนวนหกชั้น เขายืนรอลิฟต์ด้วยความใจเย็น กดเลขหกเมื่อได้เข้าไปยืนข้างใน มองเลขชั้นผ่านจอดิจิตอลในลิฟต์ที่ขยับตามชั้นไปเรื่อยๆ จนประตูเปิดออกที่ชั้นหก

 

เขาเดินก้าวเท้าต่อไปที่บันไดทางขึ้น มุ่งหน้าตรงไปยังประตูดาดฟ้าที่เขารู้ว่าตัวการของเรื่องนี้อยู่บนนั้น คงจะนั่งสูบบุหรี่ฆ่าเวลาชีวิตทิ้งไปโดยเปล่าประโยชน์ ทำอะไรไม่เป็นสักอย่างนอกจากการทำตัวไร้สาระและรังแกคนอื่น

 

ร่างสูงก้าวตรงไปยังบุคคลที่นั่งห้อยขาอย่างไม่กลัวตายบริเวณราวตึก จากด้านหลังนั้นมองเห็นผมสีน้ำตาลอ่อนที่ปลิวสะบัดไปตามแรงลม ควันบุหรี่ที่ลอยขึ้นไปบนฟ้า และแผ่นหลังบางที่เขาอยากจะทำอะไรสักอย่างให้เจ้าของมันเจ็บปวดซะบ้าง แต่จิตใต้สำนึกนั้นฉุดรั้งเขาเอาไว้ก่อน

 

วิธีการที่เลือกใช้จึงเป็นการกระชากคอเสื้อนักเรียนของอีกฝ่ายอย่างรุนแรงเพื่อให้เสียหลัก จังหวะที่ฝั่งนั้นหันมามอง หมัดลุ่นๆจากมือของเขาก็กระแทกเข้าที่หน้าจนทำให้อีกฝ่ายหันเซไปอีกทาง

 

เฮ้ย !

 

ไม่ต้อง !คนถูกกระทำในเวลานี้ส่งเสียงดัง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมายิ้มให้เขา ทำงานไวใช้ได้

 

บยอนแบคฮยอน นายมันน่าสมเพช

 

“...”

 

อยากทำอะไรก็มาทำที่ฉัน เพื่อนฉันเขาไม่รู้—”

 

แบบนั้นมันจะไปสนุกอะไรล่ะ คุณประธานนักเรียนริมฝีปากบางแสยะยิ้ม เห็นนายเป็นเดือดเป็นร้อนแบบนี้มันสนุกกว่ากันตั้งเยอะ

 

นายรู้ดีอยู่แก่ใจว่าเพื่อนฉันไม่มีทางสู้เขาจ้องหน้าแบคฮยอน นายช่วยมีความผิดชอบชั่วดีบ้าง สักนิดก็ได้

 

ของแบบนั้นมันไม่จำเป็นสำหรับฉันแบคฮยอนใช้เท้าบี้บุหรี่ที่ร่วงลงไปอยู่ที่พื้นตั้งแต่โดนต่อย ถ้าฉันมีขึ้นมา นายก็คงเลิกดิ้น แบบนั้นน่ะไม่เอาด้วยหรอกนะ

 

นายมีสมองไว้ให้ครบสามสิบสองรึไง บยอนแบคฮยอน

 

เขายอมรับว่าตอนนี้เขากำลังโมโห และรู้สึกว่าคงจะห้ามตัวเองไม่อยู่แล้ว ยิ่งเขามองเขาก็ยิ่งรู้สึกว่าคนตรงหน้าไม่ได้มีความสำนึกใดๆที่แกล้งเพื่อนเขาแบบนั้น แถมยังดูมีความสุขดีที่ได้ทำอีกต่างหาก

 

ฉันคงจะปล่อยนายเอาไว้ไม่ได้แล้วสินะ

 

นายจะทำอะไรฉันได้ คุณประธานนักเรียน

 

ที่มีเรื่องกันเมื่อวันศุกร์ที่แล้วจนคู่อริอีกฝ่ายโคม่าไปหนึ่งคนนี่...เขายังหาตัวคนทำอยู่ใช่ไหมนะ

 

“...”

 

ถ้าเกิดว่าฉันไปเป็นพยานในคดีว่าได้ยินนายกับเพื่อนพูดว่านัดเจอกันแถวนั้น ไม่รู้ว่าเป้าหมายการสืบสวนจะพุ่งมาที่นายที่ไม่เคยทำตัวดีเลยสักครั้ง หรือฉันที่เป็นประธานนักเรียนอย่างที่นายว่า คนที่โกหกสักคำ...ก็ยังไม่เคย

 

นายไม่ทำหรอก...

 

ฉันรู้ว่านายรู้ ว่าฉันไม่ใช่สีขาวอย่างที่ใครพูดเขาเดินไปตรงหน้าบยอนแบคฮยอน ก้มมองใบหน้าเล็กกว่าที่เงยหน้าขี้นมาสบกับเขาอย่างท้าทาย ถ้ามันยังเกิดขึ้นอีก รู้ตัวอีกทีนายอาจจะอยู่โรงพักก็ได้ พ่อนายคงไม่ช่วยอะไรคนอย่างนายหรอก

 

อย่ามาขู่ฉัน !

 

ฉันไม่ได้ขู่ นายก็รู้...ฉันไม่เคยโกหก

 

ตัวของเขากระแทกบยอนแบคฮยอนเล็กน้อยตอนเดินออกมา เขาเดินหันหลังกลับลงไปอย่างไม่ใยดี ก่อนจะนึกถึงอีกเรื่องที่ผู้ชายคนนี้ทำ

 

เออ...ฉีกรายงานคนอื่นแบบนั้นมันปัญญาอ่อนสิ้นดีเลยนะ

 

“...”

 

นายคิดว่าคนอย่างฉันจะเป็นเดือดเป็นร้อนกับเรื่องพรรค์นั้นรึไง

 

เพื่อนนายอีกคนน่ะ ระวังไว้ให้ดีเถอะ

 

“...”

 

แข่งฟุตบอลภาคน่ะมันวันที่เท่าไหร่นะ อีกอาทิตย์นึงใช่ไหม...

 

อย่าแม้แต่จะคิด บยอนแบคฮยอน

 

เป็นหมาเฝ้าเพื่อนไว้ให้ดีนะ คุณประธานนักเรียน ไม่แน่ถ้าหมาอย่างนายรู้ตัวอีกที เพื่อนนายอาจจะไม่ได้เตะบอลอีกเลยก็ได้

 

ถึงใจของคนอย่างปาร์คชานยอลจะลุกเป็นไฟ แต่เขาจะไม่ลดตัวลงไปเกลือกกลั้วกับคนอย่างบยอนแบคฮยอนหรอก








 

งานเทศกาลประจำปีของโรงเรียนในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้านั้นทำให้เขายุ่งกับงานเอกสารเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่ในขณะเดียวกันนั้น เรื่องที่คนไร้ความคิดอย่างบยอนแบคฮยอนพูดออกมา เขาก็ต้องยอมรับว่ามันมีผลต่อความคิดของเขาไม่น้อยเลยทีเดียว

 

เขาพูดกับจงอิน ขอให้ระวังตัวเวลาไปไหนมาไหน ถ้าเลือกได้ก็อย่าไปคนเดียว ยกเหตุผลอย่างการเล่นไม่ซื่อ ตัดขาคู่แข่งอะไรแบบนั้น มันเองก็เอาแต่หัวเราะ พอเห็นเขามีสีหน้าจริงจัง มันก็บอกว่ามันจะระวังตัว จะดูแลตัวเองให้ดี รวมถึงดูแลคยองซูที่ยังคงสดใสร่าเริงเหมือนเดิมด้วย ถึงแม้ว่ารอยฟกช้ำจะยังไม่หายไปก็ตาม

 

เขาไม่ได้พูดให้เพื่อนฟังสักคำว่าบยอนแบคฮยอนมีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องนี้ เขาอยากจะบอกเพื่อนตอนที่มั่นใจว่าจัดการทุกอย่างได้แล้ว มีหลักฐาน มีเรื่องไปเล่าว่าทำไม ทุกสิ่งที่เขาสงสัยนั้น เขาจำเป็นจะต้องรู้ทุกอย่าง ก่อนที่จะบอกเพื่อนทั้งสองคนให้รับรู้

 

ช่วงนี้ที่จงอินซ้อมหนัก คยองซูก็รับหน้าที่ไปอยู่เฝ้า คอยดูแลและรายงานให้เขาฟังว่าทุกอย่างไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง นั่นเป็นเพราะเขาบอกกับคยองซูว่าอาจจะมีเรื่องเกิดกับจงอินอย่างที่เกิดกับคยองซูก็ได้ เจ้าตัวเลยตกปากรับคำว่าจะดูแลอย่างดี

 

ชานยอลได้แต่คิดทบทวนว่าเพราะเหตุใด แบคฮยอนถึงได้เล่นแรงกับเขาขึ้นมาแบบนี้ เมื่อก่อนมักจะเป็นแค่การสร้างความเสียหายให้เขาไปตามแก้ แต่ทำร้ายร่างกายแบบนี้...มันไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน หรือมันเป็นเพราะว่าเขาไปทำอะไรที่มันขัดแข้งขัดขาแบคฮยอนเข้า

 

อาจจะเป็นเรื่องที่กลุ่มของแบคฮยอนเคยไปต่อยกับโรงเรียนอื่น แล้วเขาก็ใช้มาตรการในการจัดการขั้นเด็ดขาด โดยมีอาจารย์ฝ่ายปกครองที่เห็นด้วยกับเขาว่าคนในกลุ่มของแบคฮยอนคนนึง สมควรที่จะถูกพักการเรียนไป แต่เรื่องนี้มันจบไปแล้ว เขาไม่เห็นและไม่ได้ยินแบคฮยอนพูดอะไรสักคำ หรือว่าจะเป็นเรื่องที่เขากระชากอีกฝ่ายลงจากกำแพงโรงเรียนตอนเก้าโมงเช้า ข้อหามาสายและทำการลักลอบเข้าโรงเรียนโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือว่าจะเป็นเรื่องที่เขาไปเจอบยอนแบคฮยอนที่ร้านเหล้าตอนกลางคืน และทำหน้าที่เป็นประธานนักเรียนล่วงเวลา ด้วยการสั่งให้กลับบ้านไปซะ ทำตัวให้มันดีๆ สมกับที่พ่อกับแม่ไว้วางใจหน่อย ทำแบบนี้พ่อนายจะคิดยังไง สิ่งที่เขาทำไปทั้งหมดนั้น มันจะเป็นการหักหน้าบยอนแบคฮยอนต่อหน้านักเรียนคนอื่นรึเปล่า

 

แต่ไอ้เรื่องที่โคม่านั่น...เขาได้ข่าวมาว่าฝ่ายนั้นเสียชีวิตแล้วในเช้าวันนี้ เขาเองก็อึดอัดที่จะปิดมันเอาไว้ เพราะเขาได้ยินจริงๆว่าแบคฮยอนจะไปที่นั่น แบคฮยอนกำลังคุยกับเซฮุน เขาจำมันได้ดีว่าอีกฝ่ายพูดว่าอะไรบ้าง

 

วันนั้นเขาได้ยินมาว่ามีเด็กปีหนึ่งแอบสูบบุหรี่กันที่หลังตึกสาม เขาจึงใช้เวลาละสายตาจากเอกสารเพื่อเตรียมจดชื่อรุ่นน้อง เพื่อการทำทันฑ์บนต่อไปในอนาคต แต่ก่อนที่เขาจะไปถึง เขาก็ได้เห็นบยอนแบคฮยอนกับโอเซฮุนยืนคุยกันอยู่ เกี่ยวกับเรื่องทะเลาะวิวาท แล้วมันก็เกิดขึ้นจริงๆ เพียงแต่ว่าตอนนี้มันไม่ได้จบแค่การชุลมุนต่อสู้จนทำให้เกิดอาการบาดเจ็บสาหัส แต่มันคือการชุลมุนต่อสู้ที่ทำให้อีกฝ่ายหนึ่งถึงแก่ความตาย มันกลายเป็นเรื่องใหญ่เกินกว่าที่เขาคิดเอาเอาไว้ว่ามันจะเป็น

 

เขาควรจะทำยังไงดี ควรจะบอกอาจารย์เรื่องนี้ไหม หรือเก็บมันไว้เป็นไพ่ตายในตอนที่เขาต้องสู้กับบยอนแบคฮยอนจริงๆ แต่ถ้าอีกฝ่ายจะทำกับจงอินอย่างที่พูดเอาไว้ เขาคงไม่มีทางเลือกที่จะทำกับบยอนแบคฮยอนแบบนั้น

 

เขาดึงสมาธิของตัวเองให้กลับมาจดจ่ออยู่กับเอกสารตรงหน้า แต่ทันใดนั้นเอง เสียงเปิดประตูที่ดังสนั่นก็กระชากความคิดของเขาให้หลุดไปอีกครั้ง

 

ชานยอล !คยองซูอยู่ตรงหน้าเขา จงอินหายไป !

 

ฉันบอกนายแล้วใช่ไหมว่าอย่าคลาดสายตาชานยอลลุกขึ้นยืน เดินตรงไปที่ประตูทางออก มือข้างหนึ่งหยิบโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋ากางเกง

 

ฉัน...คยองซูกัดริมฝีปากแสดงความกังวล วิ่งตามกันมาอย่างไม่ลดละ จงอินบอกว่าจะเข้าไปเอาของ มันใกล้แค่นี้ฉันก็เลย—”

 

แล้วตอนที่นายไปเข้าห้องน้ำ นายก็คิดแค่ว่าเข้าห้องน้ำใช่ไหม ?”

 

“...” น้ำตาหยดหนึ่งไหลลงมาจากดวงตากลมโตของคยองซู ฉันขอโทษ

 

หายไปที่ไหน ห้องชมรม ?”

 

ใช่...แต่ฉันเข้าไปเช็คแล้ว ไม่มีใครอยู่ในนั้นเลย

 

เลิกร้องไห้ชานยอลบอกคยองซู ขอโทษที่ว่านาย ฉันรู้ว่านายเองก็ไม่อยากให้มันเกิดขึ้นเหมือนกัน ฉันตามจงแดให้แล้ว นายกับมันช่วยกันตามหานะฝั่งนั้นนะ เดี๋ยวทางนี้ฉันจัดการเอง

 

อื้ม !คยองซูพยักหน้า ขอโทษนะ แล้วก็ดูแลตัวเองด้วย

 

สมองของเขากำลังทำงานอย่างหนัก จากการประมวลผลสิ่งที่เขารู้ในเบื้องต้น จากสนามฟุตบอลมาชมรมนั้นเดินทางไม่ถึงห้านาที แต่มันจะเหลือแค่สองนาที...ถ้าเดินผ่านรั้วต้นสนไป

 

ชานยอลรู้ว่าจงอินใช้เส้นทางนั้นแน่ ไม่มีทางที่เพื่อนของเขาจะเดินทางตรงไปเข้าด้านหน้า คนอย่างมันคงจะเลือกทางที่ถึงเร็วกว่า แล้วเข้าทางด้านหลังของชมรมแทน

 

พอคิดได้แบบนั้นเขาจึงเดินไปทางต้นสนด้านหลัง มันเป็นที่ที่ไม่มีใครเดินผ่านนอกจากพวกชมรมฟุตบอลหรือชมรมวิ่ง และเวลาที่จงอินเลือกเดินผ่านนั้นมันก็เป็นเวลาซ้อมของทุกคนที่กล่าวถึง ดังนั้นการที่จะมีคนเดินผ่านมาโอกาสมันต่ำกว่าห้าจากหนึ่งร้อยเสียด้วยซ้ำ

 

และมันก็มีรอยเลือดหยดอยู่ที่พื้นอีกด้วย...

 

ในใจของเขาร้อนรนเหมือนคนมาจุดไฟจนมันลามไปทั่วทั้งร่างกาย ถ้าจงอินเป็นอะไรขึ้นมา เขาสาบานด้วยชีวิตว่าเขาจะไม่มีวันปล่อยบยอนแบคฮยอนไป เขาจะทำให้เจ็บ เหมือนกับที่แบคฮยอนทำกับจงอิน

 

เขาเดินไปตามทาง สอดส่องสายตาไปเรื่อยๆ เผื่อจะเจออะไรที่ทำให้เขาหาจงอินเจอ สายตาของเขาเบนไปเห็นป้ายที่เขียนว่าบ้านพักนักกีฬา สำหรับนักกีฬาที่ซ้อมดึกแล้วต้องนอนที่โรงเรียน ลางสังหรณ์ของเขาบอกว่าเขาควรจะเดินไปทางนั้น จงอินต้องอยู่ในนั้นแน่ๆ

 

อย่าเป็นอะไรเลยนะ ถ้ามันจะเป็นเพราะเขาก็อย่าเลย...

 

เฮ้ย ! มีคนโดนซ้อม !

 

เขารักความสามารถในการคาดคะเนของตน เขารู้ว่าพวกมันต้องพาจงอินมาที่นี่แน่ๆ เพราะมันไม่มีที่อื่นให้ไป เขาวิ่งไปตามเสียงของใครสักคนที่ตะโกนขึ้นมา พอเข้าไปถึงก็เห็นว่าคนมุงดูกันอยู่ พอทุกคนเห็นเขาก็หลีกทางให้ ให้เขาเข้าไปดูในฐานะประธานนักเรียนและเพื่อนสนิท

 

จงอิน...จงอิน...เขาเรียกเพื่อนที่หลับตาไม่สนิทนัก

 

ฉันเดินกลับมาอาบน้ำ เจอนอนอยู่ตรงนี้คนที่เจอจงอินพูด ไม่มีใครเลยนะ เห็นนอนอยู่คนเดียว

 

“...ช่วยฉันหน่อย พาไปห้องพยาบาลทีเขาบอกนักกีฬาตรงนั้นที่พร้อมใจกันแบกจงอินเพราะเป็นนักกีฬาเหมือนกัน ตอนที่ทุกคนช่วยกันพยุงเพื่อนเขาขึ้น เขาก็เห็นโทรศัพท์เครื่องสีดำสนิทของเพื่อนเขาแตกละเอียดอยู่ไม่ห่าง เศษซากของมันคงทำให้กลับมาดีเหมือนเดิมไม่ได้

 

นี่คงทำ...เพราะกลัวจะซ้ำรอยที่เขาเจอคยองซูเร็วเกินไปสินะ

 

คยองซู ฟังฉันนะเขาโทรหาเพื่อนอีกคน ฉันเจอจงอินแล้ว พวกนักวิ่งกำลังพาไปห้องพยาบาล

 

(นายเจอแล้วหรอ !)

 

เฝ้าจงอินไว้กับจงแดนะ เดี๋ยวฉันไปหา ห้ามไปไหนเด็ดขาด

 

(เข้าใจแล้ว ไม่ต้องห่วงนะ !)

 

เขารู้ว่าอีกฝ่ายจงใจทิ้งเพื่อนของเขาไว้ในที่ที่พบเจอได้ง่าย อาจเพราะต้องการกวนประสาทเขาเท่านั้น แต่ทำไมต้องทำกันถึงขนาดนี้ หรือคิดว่าที่เขาขู่วันนั้นมันหยามหน้ากันเกินไป

 

จากคำขู่นั่นแหละ เขาจะได้ทำจริงๆ บยอนแบคฮยอนได้รู้จักคนอย่างเขาจริงๆก็วันนี้แหละ เขาไม่ได้เป็นประธานนักเรียนที่เก่งแต่เอกสาร แต่เพราะทุกคนรู้ว่าภายใต้ความเรียบนิ่งในอารมณ์ของเขา มันก็เหมือนคลื่นที่อยู่ใต้น้ำ เขาไม่ใช่คนใจดี และคนที่พูดดีๆด้วยไม่ได้ เขาก็คงจะต้องใช้อย่างอื่นเข้าช่วย

 

คนอย่างชานยอลที่รู้จักทุกซอกทุกมุมในโรงเรียน เขารู้ว่าเวลาแบบนี้คนอย่างบยอนแบคฮยอนจะไปซุกหัวอยู่ที่ไหน คงจะเดินลัดเลาะไปตามด้านหลังบ้านพัก จนถึงบ่อน้ำหลังตึกสาม ยาวไปจนถึงสวนด้านหลังตึกหนึ่งที่ชอบไปนอนตอนกลางวัน ให้เขาต้องสาดน้ำลงไปตักเตือนว่ามันไม่ใช่เวลาหลับนอน

 

และบยอนแบคฮยอนก็อยู่ที่นั่นอย่างที่เขาคาดคิดเอาไว้

 

ลุกขึ้นมาเขาออกคำสั่ง ไอ้สารเลว

 

ว้า...เจ็บจังยิ้มของแบคฮยอนทำเขาห้ามตัวเองยากกว่าเดิม อุตส่าห์ใจดี ทิ้งซากไว้ให้เห็นง่ายๆ

 

นายต้องการอะไร ?” เขาหมดความอดทนกับเรื่องนี้ นายบอกฉันมาเลยว่านายต้องการอะไร

 

บอกไปฉันก็ไม่มีอะไรทำน่ะสิ ต่อไปใครดีนะที่ฉันจะให้คนไปอั่ก !

 

แบคฮยอนถูกจับไปกระแทกกับต้นไม้ แรงของแบคฮยอนไม่ได้น้อยแต่การที่ไม่ทันได้ตั้งตัวตั้งรับกับแรงของเขานั้นทำให้สู้ไม่ได้

 

ฮะๆคนที่กำลังเป็นรองหัวเราะ ยกมือห้ามเพื่อนที่จะเข้ามาช่วย นายโกรธหรอ คุณประธานนักเรียน ?”

 

“...”

 

ใครที่จะทำนายฟิวส์ขาดให้ฉันเห็นได้บ้างนะ พี่สาวนายที่...

 

เสียงของบยอนแบคฮยอนขาดหายเพราะเขาที่เลื่อนมือทั้งสองข้างไปบีบคอเล็กๆนั่นไว้ การบีบคอคนมันไม่ใช่สักแต่ว่าบีบ ยิ่งเข้าใจในระบบการทำงานของร่างกายมากเท่าไหร่ ผลลัพธ์ที่ต้องการก็จะเกิดขึ้นเร็วมากขึ้นเท่านั้น เหมือนกับตอนที่บยอนแบคฮยอนเริ่มดิ้นไปมา มือเล็กทั้งสองข้างพยายามแกะมือของเขาออก เช่นเดียวกับเพื่อนของอีกฝ่ายที่เข้ามากระชากตัวเขาไปให้พ้น ยื้อแรงกันอยู่นานจนสุดท้ายเขาก็เป็นฝ่ายแพ้ เพราะต้องสู้กับคนสองคนพร้อมกัน

 

ฉันขอเตือนนาย บยอนแบคฮยอนเขาสะบัดตัวให้หลุดจากโอเซฮุน มองคนที่ลงไปนอนอยู่ที่พื้น ไอและหอบหายใจไม่หยุด และมันจะเป็นครั้งสุดท้าย

 

“...”

 

นายจินตนาการไม่ออกหรอกว่าคนโกรธทำอะไรได้บ้าง นายอาจจะลืมวิธีหายใจไปเลยก็ได้

 

อย่ามา...ขู่ฉัน

 

เมื่อกี้นายหายใจออกรึเปล่าล่ะ บยอนแบคฮยอน ?”

 

เขานึกถึงเพื่อนที่นอนอยู่ที่ห้องพยาบาล ทันใดนั้นขาของเขาก็เตะอัดไปที่ช่วงท้องของอีกฝ่ายจนหมอบลงกับพื้น

 

พอได้แล้ว !

 

นายห้ามเพื่อนของตัวเองแบบนี้บ้างรึเปล่าล่ะ ตอนที่มันไปซ้อมคนอื่นเขามองหน้าโอเซฮุนที่มาขวางไว้ หรือว่านายก็ทำไปกับมัน

 

ไม่รู้อะไรก็อย่าพูดดีกว่า

 

หมายความว่าไง ฉันควรจะรู้อะไรไปมากกว่าการที่นายสองคนเป็นฆาตกรรึไง

 

นายพูดเรื่องอะไร ?” เซฮุนมองหน้าเขา เช่นเดียวกับแบคฮยอนที่เงยหน้าขึ้นมา

 

คนที่พวกนายทำเค้าจนโคม่า เสียชีวิตแล้วเมื่อเช้า พวกนายไม่รอดแน่ ฉันจะไม่ทนอีกแล้ว

 

ระวัง...คนของนายไว้ให้ดีเถอะแบคฮยอนยังไม่สิ้นฤทธิ์ ฉันไม่ปล่อยไว้แน่

 

ยังจะปากดีอีกนะ

 

แล้วฉันก็จะแนะนำนาย...ตามประสาคนที่หวังดีคำพูดของแบคฮยอนทำเอาเขาส่งเสียงเฮอะออกมา คนที่ต้องให้เพื่อนช่วยพยุงให้ลุกขึ้นนั้นยังกล้ามาปากดีใส่เขาอีกหรือนี่ รีบกลับบ้านไปซะ

 

“...”

 

ฉันไม่ได้ตัวคนเดียว ไม่ได้อยู่กับเซฮุนสองคน พูดแค่นี้...ก็น่าจะเข้าใจ

 

นายขู่ฉันไม่ได้หรอกบยอนแบคฮยอน

 

ฉันไม่ได้ขู่...

 

เก็บปากนายเอาไว้พูดกับตำรวจเถอะ ถึงพ่อนายจะใหญ่แต่การที่นายโดนสังคมประณามน่ะ มันน่ากลัวกว่ากันเยอะ

 

เขาเดินออกมาจากตรงนั้น เป้าหมายต่อไปคือการไปหาจงอินที่ห้องพยาบาล เขาโกรธบยอนแบคฮยอนจนคิดว่าเขาอาจจะฆ่าอีกคนให้ตายได้ แต่เขาจะไม่มีวันทำแบบนั้นหรอก เขาทำแบคฮยอนเพราะแบคฮยอนทำเพื่อนของเขาเจ็บ แต่ถ้าเขาเป็นฝ่ายที่เริ่มก่อน มันแทบจะไม่มีด้วยซ้ำ

 

เขานึกถึงเรื่องสมัยก่อน มันนานนับปีแต่สำหรับเขาถือว่าไม่นานนัก เขาได้รู้จักชื่อบยอนแบคฮยอนตอนมัธยมปลายปีสอง ตอนนั้นที่เขาได้รับรู้มาจากจงอินว่ามีเพื่อนในชมรมคนนึงต้องนอนโรงพยาบาลหนึ่งอาทิตย์เพราะฝีมือบยอนแบคฮยอน

 

ถึงขั้นต้องลงไม้ลงมือกันเลยหรอ ?’ คยองซูเอ่ยถามขึ้น

 

ไม่รู้สิ แต่เหมือนจุนฮีจะพูดถึงเรื่องพ่อแบคฮยอน ก็เลยโดนซัดเข้าให้ไม่เหลือ เห็นว่าเละคาเท้าเลยนะ

 

ใครคือบยอนแบคฮยอน ?’ เขาถามจงอินที่คุยโฟ่เรื่องคนคนนี้

 

ผู้ชายห้องดีไง ที่เป็นลูกอธิบดีกรมตำรวจ...

 

เหอะ อภิสิทธิ์พ่อใหญ่แล้วจะทำอะไรใครก็ได้เนี่ยนะ ไร้มนุษยธรรม

 

นายมันเกินไปแล้วจงอินหัวเราะเสียงดัง ถ้ามีใครมาด่าพ่อนายว่าทำธุรกิจสกปรก ถามจริงว่าจะยอมให้มันพูดต่อไปหรอ ?’

 

ฉันไม่สน มันไม่ใช่ความจริง

 

งั้นจุนฮีพูดอะไรเกี่ยวกับพ่อแบคฮยอนหรอ ?’ คยองซูถาม

 

ไม่รู้สิ ไอ้คนพูดมันก็นอนโรงพยาบาลอยู่ซะด้วย นายลองไปถามบยอนแบคฮยอนดูสิ

 

ชานยอลไม่เคยได้เจอหรือพูดคุยหรอก เพราะเขาไม่สนคนที่ไม่ลองใช้สมองดูก่อนในการแก้ปัญหา แต่ในตำแหน่งประธานนักเรียนที่เขาได้มาตอนมัธยมปลายปีสามนั้น ทำให้เขาต้องเผชิญหน้ากับบยอนแบคฮยอนที่เขาก็ได้เรียนรู้ว่าหัวหมอใช่ย่อย และพูดจากวนประสาทได้เก่งขนาดไหน แต่เขาไม่มีทางปล่อยให้คำพูดไร้สาระแบบนั้นมาทำให้เขาไขว้เขวได้หรอก

 

ทำไมเราถึงต้องเจอกันด้วยนะ คุณประธานนักเรียน ?’ บยอนแบคฮยอนนั่งอยู่บนราวระเบียงดาดฟ้า สูบบุหรี่ให้เขาดู อ๋อ...ฉันไปต่อยใครเข้านะ...

 

นายรู้ตัวดีว่านายทำอะไรลงไป

 

ใช่ แล้วฉันก็คิดว่านายรู้ว่านายกำลังทำอะไรอยู่

 

‘...’

 

ปกป้องนักเรียนในโรงเรียนเหรอ ถ้าอย่างงั้น ฉันเองก็คงมีคนที่ต้องปกป้อง—’

 

พูดออกมากับปากว่านักเรียน นายกับคนของนายเป็นนักเรียนที่นี่รึเปล่าล่ะ ?’

 

‘...’

 

นายเองก็คงรู้ เขาเหยียดยิ้มมองบยอนแบคฮยอน ว่าในโรงเรียนนี้ ใครกันที่มีอำนาจมากที่สุด

 

ไม่ใช่นายหรอก คุณประธานนักเรียน

 

เดี๋ยวนายก็จะได้รู้

 

เราจะได้...รู้อะไรอย่างแน่นอน

 

เขากับแบคฮยอนเหมือนสงครามเย็น ผลกระทบที่เกิดขึ้นทุกครั้งนั้นมักมาจากการกระทำทางอ้อมของแต่ละฝ่าย แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ทุกอย่างเลยเถิดมาจนถึงเพื่อนของเขาที่ต้องเจ็บตัว และมันเป็นเหตุผลชั้นดีในการที่เขาทำลายกำแพงแห่งสิ่งที่เรียกว่ามนุษยธรรมลง และตัดสินใจทำร้ายร่างกายบยอนแบคฮยอนแบบนั้น

 

คนแบบนั้น...เพื่ออะไรกันนะ อยู่ไปเพื่ออะไร

 

เป็นไงบ้าง ?”

 

ชานยอล !คยองซูส่งเสียงดังเมื่อเขาไปถึงห้องพยาบาล ได้เรื่องไหม ?”

 

“...นิดหน่อยเขาไม่อยากให้เพื่อนรู้ว่าเขาลงมือใช้กำลัง เป็นอะไรมากไหม ?”

 

ไม่เป็นไร ตื่นมาแปปนึงตอนทำแผล เพิ่งหลับไปเมื่อกี้นี้เอง

 

ดีแล้วเขามองเพื่อนที่เหมือนจะหลับอย่างเหนื่อยอ่อน ไม่สาหัสอะไร...

 

ไม่เลยชานยอล ทุกอย่างเรียบร้อยดี เหมือนจงอินจะเพลียมาก่อนด้วย มันก็เลยดูแย่ไปหน่อยคยองซูยิ้มกว้าง ไม่ต้องห่วงนะ ฉันดูแลให้เอง แม่จงอินบอกว่าจะมารับ—”

 

นายก็กลับไปกับจงอินนะ นอนที่บ้านมันเลยก็ได้ ตัวติดกันสักพัก

 

“...”

 

ฉันรู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ถือว่าให้ฉันสบายใจ

 

เอางั้นก็ได้สีหน้าของคยองซูทำให้เขารู้ว่าอีกฝ่ายไม่เข้าใจ แต่ก็ยินดีจะทำตามที่เขาบอก จงแดไปนอนด้วยกันไหม เป็นเพื่อนกัน

 

ไปเถอะเขามองหน้าจงแด ถ้ามีอะไร คยองซูคนเดียวคงไม่ไหว

 

แล้วนายอ่ะ ?” จงแดถาม จะไปด้วยกันหรือว่า...

 

ฉันต้องเคลียร์เอกสารให้เสร็จวันนี้ อาจจะนอนที่นี่ ถ้าอยู่ในนี้ก็ไม่น่าจะมีปัญหา ไม่ต้องห่วงฉันหรอกชานยอลบอกเพื่อน ฉันไม่อยากให้งานล่าช้า

 

งั้นให้ฉันอยู่ช่วย—”

 

ไปอยู่ด้วยกันสามคนนั่นแหละ ไม่ต้องเถียงเงียบเลยทั้งคู่เขาใช้สายตาดุเพื่อนสองคนที่ตั้งท่าจะอ้าปากเถียงเขา สถานการณ์ตอนนี้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ขอร้องล่ะ ฉันสังหรณ์ไม่ดีจริงๆ

 

ชานยอลเริ่มต้นเล่าเรื่องให้เพื่อนทั้งสองคนฟังว่าเขาไปเจอจงอินได้อย่างไร ตรงช่วงของการเล่าของเขานั้น มีบางครั้งที่คยองซูดูเหมือนอยากจะพูดอะไรออกมา พอเขาถามว่ามีอะไรเพื่อนก็ส่ายหน้า เขาเองก็ไม่ได้เซ้าซี้นัก เพราะตัวเขาก็หลีกเลี่ยงการเอ่ยชื่อบยอนแบคฮยอน และเลือกที่จะบอกเพื่อนว่าเขากำลังหาตัวคนทำอยู่ และจะจับได้ในเร็วๆนี้ โทษที่ต้องรับคือพักการเรียนหนึ่งปีการศึกษา หรือไม่ก็คงไล่ออก

 

เป็นพวกเดียวกัน...กับที่ทำฉัน...

 

ก็น่าจะใช่ มีใครที่นายพอจะจำหน้าได้—”

 

ไม่เลยชานยอล ก็อย่างที่เล่าให้ฟัง ฉันโดนปิดตา แล้วก็เปิดตอนที่เจ็บตัวแล้ว ไม่รู้เรื่องเลย

 

คนในโรงเรียนอยู่แล้ว ไม่มีทางเป็นคนอื่น

 

ฉัน...

 

อะไร ?”

 

ไม่มีอะไรหรอกคยองซูส่ายหน้าพร้อมกับยิ้มบางๆ ดีแล้วที่ไม่เป็นอะไรมากเนอะ

 

ไม่เข้าใจเลยแฮะจงแดที่ทำงานกรรมการนักเรียนกับเขาพูด เหมือนจะพุ่งเป้ามาที่พวกนายนะ ไปทำอะไรกันไว้รึเปล่าเนี่ย

 

จะไปทำอะไรล่ะ ไม่เคยทำอะไรเลยคยองซูไม่เคยออกนอกลู่นอกทางจริงๆ หรือว่าจะเป็นคู่แข่งมาตัดกำลังกัน แข่งวันมะรืนแล้วนะ !

 

ถ้าอย่างนั้น ก่อนหน้านั้นเค้าจะทำนายทำไม นายอยู่ชมรมฟุตบอลกับเค้าด้วยรึไง

 

เอ้อ นั่นสินะคยองซูยิ้มอ่อนๆ แล้วทำไมกันล่ะนี่

 

เขามองเพื่อนที่นอนอยู่บนเตียง บนศีรษะมีผ้าก็อชแปะอยู่ ที่ตาข้างซ้ายบวมเล็กน้อย โหนกแก้มและมุมปากมีรอยช้ำ ริมฝีปากแตกเป็นรอย รอยแผลทั้งหมดนี้เขาคิดว่าคงหายทันวันมะรืน ช่วงล่างส่วนขาไม่เป็นอะไรทั้งนั้น ที่เข่ามีแค่รอยถลอกนิดหน่อย คิดว่าคงไม่กระทบอะไรกับการแข่งฟุตบอลของเจ้าตัว

 

ถ้ามีคนไปเจอช้ากว่านี้ หรือบยอนแบคฮยอนเล่นแรงตามที่ปากพูดจริง มันจะเป็นยังไงนะ เพื่อนของเขาคงจะเสียใจ และเขาจะไม่มีวันทนมันได้อย่างเด็ดขาด

 

ชานยอลนั่งอยู่กับเพื่อนจนแม่ของจงอินมารับ กับแม่ของจงอินนั้นเราสนิทกันดี แม่ของจงอินเข้าใจว่าเขากำลังพยายามตามเรื่องนี้ให้ดีที่สุด บอกว่าได้ยินเรื่องที่คยองซูโดนมาเหมือนกัน ยังไงก็ขอบใจเขาที่ทำดีที่สุดแล้ว รวมถึงมีความยินดีอย่างยิ่งที่วันนี้คยองซูกับจงแดจะไปนอนด้วย เขาอธิบายถึงความไม่ปลอดภัยและลางสังหรณ์ขั้นรุนแรงที่รู้สึกอยู่ แน่นอนว่าแม่ของจงอินเข้าใจ รวมถึงบอกให้เขาระวังตัวด้วย

 

ไม่รู้ว่านี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน บยอนแบคฮยอนคิดจะทำอะไร เขาไปทำอะไร แล้วเขาต้องทำอย่างไรต่อไปจากนี้ เขาควรจะเริ่มต้นที่ไหน เขายังไม่รู้เลยว่านี่มันเรื่องอะไร แต่การจะไขข้อสงสัยแล้วเดินเข้าไปถามบยอนแบคฮยอนมันก็ไม่มีประโยชน์อะไรทั้งนั้น คนประเภทเอาพ่อตัวเองบังหน้า ไม่มีทางที่จะโผล่หางตัวเองออกมาโดยไม่จำเป็น

 

เขากลับเข้ามาในห้องทำงานของกลุ่มกรรมการนักเรียน โต๊ะของเขาเต็มไปด้วยเอกสารสำหรับงานเทศกาล ทั้งงานเปิดเทศกาลช่วงแปดโมงเช้า เอกสารช่วงเวลาห้าโมงเย็นที่เป็นงานปิดเทศกาล การตรวจสอบกิจกรรมของแต่ละห้องว่าทำอะไรบ้าง กิจกรรมของโรงเรียน จำนวนผู้คนที่คาดว่าจะเข้าร่วมงาน และการรองรับผู้คนจากต่างโรงเรียน

 

งานของเขาเยอะไปหมด และเขาพบว่ามันออกมาดีที่สุดเมื่อเขาใช้สมาธิจดจ่อกับมันด้วยตัวคนเดียว

 

พ่อของเขาคงทำงานอยู่ที่บ้าน แม่ก็คงกำลังถักไหมพรมเป็นเสื้อเพื่อให้คุณยายช่วงปีใหม่ ส่วนพี่สาวของเขาที่เรียนมหาวิทยาลัยนั้น...ไปออกค่ายพัฒนาความคิดกับเพื่อนตั้งแต่สองวันก่อน มีกำหนดกลับในอีกสามวันข้างหน้า บยอนแบคฮยอนขู่เขาไม่ได้ผลหรอก มันเป็นไปไม่ได้ ไม่มีใครทำอะไรพี่สาวของเขาได้อยู่แล้ว

 

คำขู่ทุเรศนั่น...ทำอะไรเขาไม่ได้หรอก

 

ระหว่างทำงานอยู่ในห้องนั้น เขาเห็นว่าฟ้าข้างนอกนั้นกลายเป็นสีน้ำเงินเข้ม ทำให้เขาหันไปดูนาฬิกาดิจิตอลบนโต๊ะที่ปรากฏเลขเจ็ดอยู่บนนั้น บ่งบอกว่าตอนนี้เป็นเวลาหนึ่งทุ่มกว่าแล้ว พร้อมกับท้องของเขาที่เรียกร้องอาหาร โชคดีที่จงแดเป็นประเภทชอบซื้อของกินมาเก็บไว้ในห้อง เขาเลยได้ของรองท้องเป็นน้ำผลไม้หนึ่งกล่อง กับมันฝรั่งรสเกลืออีกหนึ่งถุง

 

มีเอกสารส่วนหนึ่งที่เขาต้องเอาไปให้สารวัตรนักเรียน เพื่อให้เช็คคนที่จะเข้ามาร่วมงานว่ามีอะไรที่ไม่ควรเอาเข้างานติดตัวมาด้วยหรือไม่ เรื่องนี้ตอนแรกไม่ค่อยเคร่งครัดมากนัก แต่อาจารย์ฝ่ายปกครองนั้นกำชับมาอีกทีเนื่องจากเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ เขาเองก็ไม่คิดจะขัด ความปลอดภัยของนักเรียนในโรงเรียนเป็นสิ่งที่เขาต้องรับผิดชอบอยู่แล้ว

 

เขาคัดแยกเอกสารทุกอย่างใส่แฟ้ม ของอาจารย์ ของสารวัตรนักเรียน ของประชุมรวมหัวหน้านักเรียน รวมถึงการบันทึกชื่อนักเรียนที่โดนทันฑ์บนในแต่ละเรื่อง พอมาถึงเรื่องที่สูบบุหรี่ในโรงเรียนนั้นเขาก็คิดถึงคนที่เขาใช้มือทั้งสองข้างบีบคอในวันนี้ คนที่เคยพ่นควันบุหรี่ใส่หน้าเขา บอกว่าไม่สนที่เขาจะจดชื่อบ้าชื่อบออะไรนั่น ตัดคะแนนอะไรก็ตัดไป มันไม่ได้เลิกง่ายแบบที่บอกให้เลิกแล้วจะเลิกได้เลยสักหน่อย

 

ฉันหมายถึงเลิกสูบในโรงเรียน

 

ถ้าฉันออกไปสูบนอกโรงเรียนก็จะผิดอะไรนะ...หนีเรียนในเวลาเรียน

 

สูบก่อนเข้าเรียน หรือหลังเลิกเรียน

 

แต่—’ บยอนแบคฮยอนอ้าปากหวังหัวหมอใส่เขา แต่เขาจะไม่ยอมเถียงต่อแล้ว

 

เงียบแล้วดับบุหรี่นั่นซะ มันก่อมลพิษ พวกนายดีใจรึไงที่ฆ่ากันทางอ้อม สูบบุหรี่ใส่กันอยู่ได้ ไร้สาระ

 

เขาคงต้องจบปัญหาทุกอย่างก่อนอาทิตย์นี้ มันจะเลยเถิดไปมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว มันเกินกว่าการทะเลาะกันธรรมดา และเขาไม่อยากให้มันนำไปสู่การทำอะไรโดยขาดการยั้งคิดและการยับยั้งชั่งใจอย่างที่เห็นได้ในข่าวทั่วไป เขาไม่อยากให้เรื่องแบบนั้นมันเกิดขึ้น

 

ชานยอลปิดไฟในห้องกรรมการนักเรียนตอนสองทุ่มห้าสิบห้า บอกลาคุณลุงที่เดินสวนกับเขาเพื่อตรวจตราโรงเรียนตามหน้าที่ ปกติแล้วจะมีคนมารับเขา แต่เนื่องจากวันนี้เขากลับเกินเวลาที่คนขับรถของพ่อทำงาน เขาเลยต้องกลับบ้านเอง พอคิดว่าจะเรียกแท็กซี่ รถก็ไม่มีผ่านมาสักคัน เขาเลยตัดสินใจว่าจะเดินไปเรื่อยๆเพราะมันไม่ได้ลำบากอะไรนัก อากาศก็เย็นสบายดีเฉกเช่นกลางคืนทั่วไป ถ้ารถประจำทางผ่านมาตอนเขาอยู่ที่ป้ายแล้วเขาก็ค่อยขึ้นก็แล้วกัน

เขารู้สึกว่าทุกอย่างเป็นไปตามปกติ จนรู้สึกได้ว่ามีคนกำลังตามเขาอยู่ ตั้งแต่ที่ป้ายรถหน้าโรงเรียน จนตอนนี้ที่อยู่หน้าห้างสรรพสินค้าแล้ว และความรู้สึกแปลกๆที่เขาเผชิญอยู่นั้น ทำให้เขาตัดสินใจที่จะข้ามถนนไปอีกฝั่งเพื่อไปนั่งอยู่หน้าห้างสรรพสินค้าที่มีคนพลุกพล่านเพราะพื้นที่ขายของด้านหน้า จากนั้นเขาก็จะโทรหาแม่ บอกว่าให้ช่วยส่งใครก็ได้มารับเขาที หรือไม่ถ้าเขาวิ่งข้ามไปแล้วขึ้นแท็กซี่คันที่ขับผ่านมาคันแรก เขาอาจจะหนีจากสิ่งที่เผชิญอยู่ได้ สมองของเขาคิดออกมาแล้วว่ามันคงจะไม่พ้นเป็นบยอนแบคฮยอนอีกตามเคย คนที่เล่นอะไรแรงๆกับเขาขึ้นทุกนาทีที่เราต่อสู้กันทางจิตใจ ดูเหมือนว่าครั้งนี้มันคงจะไม่ใช่การต่อสู้กันทางความคิดแล้ว มันคงจะเป็นร่างกายที่แบคฮยอนต้องการจะให้เขาเจ็บ

 

แต่สิ่งที่เขาคิดจะทำนั้นมันไม่ทัน...

 

“อย่าขยับ” เขาชะงักเท้าอยู่กับที่ ทั้งๆที่กำลังจะข้ามถนนไปอีกฝั่ง “เลี้ยวซ้าย ถ้าตุกติกกูแทงมึงแน่”

 

อะไรที่ดุนดันอยู่ที่ช่วงเอวด้านหลังของเขาคงเป็นมีดปลายแหลม แต่เสียงที่เขาได้ยินนั้นมันไม่คุ้นหูเลย หรือว่าคนคนนี้จะเป็นใครสักคนในโรงเรียนที่เขาไม่เคยคุยด้วย หรือจะเป็นเพื่อนของบยอนแบคฮยอนที่เขาไม่รู้จัก

 

คนแถวนั้นไม่มีใครสังเกตเห็นเพราะทุกคนกำลังยุ่งอยู่กับเรื่องของตัวเอง ผู้ชายที่กำลังคุยโทรศัพท์ พี่ผู้หญิงที่สองมือถือของพะรุงพะรัง คุณป้าที่ดูเหมือนว่าจะเจ็บขา หรือเด็กวัยมัธยมต้นกลุ่มใหญ่ที่เขาเองก็ไม่อยากให้อยู่ในสถานการณ์สุ่มเสี่ยงนี้ด้วยกัน

 

เขาเดินตรงไปทางซ้ายเรื่อยๆตามที่ผู้ชายด้านหลังสั่งให้เขาทำ เขาคิดถึงแผนการที่จะออกตัววิ่งสุดแรง เขาอาจจะได้แผลมาบ้าง แต่การที่เขาหนีโดยไม่ทันตั้งตัวนั้นอาจทำให้อีกฝ่ายแทงเขาไม่ถนัด ดังนั้นมันอาจจะเป็นแค่แผลบางๆที่ไม่เจ็บมากก็ได้ แต่ความคิดทั้งหมดนี้ของเขาก็ถูกพับไปเมื่อมีผู้ชายอีกหลายคนเดินเข้ามาหาเหมือนเราเป็นเพื่อนกัน จากสองเป็นสาม สามเป็นห้า ในขณะที่เขานั้นตัวคนเดียว มีมีดปลายแหลมจ่ออยู่ข้างหลังแบบนี้ และมันทำให้เขาตระหนักได้ว่า เขาคงจะต้องตามเกมนี้ไปก่อน

 

เขาโดนผลักเข้าช่องระหว่างตึกที่มันกลายเป็นตรอกเล็กๆ ให้คนเดินลัดระหว่างช่วงถนน ความคิดที่จะวิ่งหนีไปอีกฝั่งสลายหายไปอีกครั้งเมื่อเห็นว่ามีคนเดินเข้ามาจากฝั่งตรงข้าม เขามองเห็นชุดนักเรียนที่ไม่ใช่โรงเรียนเดียวกับเขา แต่มันเป็นโรงเรียนที่เขารู้มาว่าเคยมีเรื่องกับโรงเรียนของเขาบ่อยครั้ง

 

“ส่งโทรศัพท์มึงมา !

 

“...ทำไม ?” ชานยอลรับรู้ได้ว่ามันไม่ใช่การจี้เพื่อปล้นอยู่แล้ว การบอกให้เขาเอาโทรศัพท์ออกมาแบบนี้มันหมายความว่ายังไง

 

“มันไม่รู้” คนในกลุ่มคนนึงพูดขึ้น “ถ้างั้นไม่เป็นอะ

 

“ไม่เป็นบ้าอะไรของมึง ทำกันมาถึงขนาดนี้ ถ้าที่ไอ้สองคนนั้นไม่มี มันก็ต้องอยู่ที่ไอ้นี่เนี่ยแหละ !

 

“แต่ถ้าไอ้นี่ไม่มีก็อาจจะอยู่ที่คนแรก ยังไม่ทันจะค้นไอ้

 

“เลิกลีลา ส่งโทรศัพท์มา !” คนที่มีมืดอยู่ในมือตะโกนใส่หน้าเขาที่กำลังพยายามทำความเข้าใจว่านี่มันเรื่องอะไรกัน

 

เขาไม่รู้อะไร แล้วโทรศัพท์เขามันมีอะไร สองคนนั้นที่ถูกพูดถึงคือคยองซูกับจงอินใช่ไหม คนแรกคือคยองซูที่โทรศัพท์มาหาเขาได้อยู่ว่าตัวเองอยู่ที่ไหน เมื่อกี้เขาได้ยินคำว่าไม่ทันจะค้น แต่โทรศัพท์ของจงอินที่โดนกระทืบไปเพราะมันไม่มีสิ่งที่ไอ้พวกนี้ตามหา ตอนนี้มันก็มาถึงตาของเขาที่มีอะไรที่พวกนี้ต้องการ อะไรที่เขาไม่รู้ว่ามันคืออะไรด้วยซ้ำ

 

นี่มัน...ไม่ใช่ฝีมือบยอนแบคฮยอนแล้ว แต่ทำไมต้องจงใจพูดเหมือนว่าตัวเองทำแบบนั้น

 

“ส่งมา ไอ้ประธานนักเรียน !

 

“มันไม่ได้อยู่ที่ฉัน” เขาควบคุมสติของตัวเอง เขาควรจะปกป้องสิ่งที่ตัวเองมีทั้งที่ไม่รู้ว่ามันคืออะไรหรือไม่ “ฉันลืมมันเอาไว้ที่โรงเรียน”

 

“จับมัน !

 

“เดี๋ยวก่อน !

 

เสียงตะโกนของเขาทำพวกมันทั้งหมดชะงัก ใจของเขานึกกลัวอยู่เหมือนกัน แต่ก็คิดว่าเขาจะต้องเอาตัวรอดออกไปให้ได้

 

“ฉันไม่รู้ว่าพวกนายตามหาอะไรอยู่ แต่มันไม่มีอะไรทั้งนั้น ฉันไม่มีสิ่งที่นายตามหา”

 

“มันมี !” คนที่ก้าวเข้ามาใหม่พูดขึ้น “มันนั่นแหละที่เป็นคนถ่าย กูจำได้ว่าเป็นมัน !

 

“...”

 

“ตอนที่กูกำลังเอามีดแทงไอ้เหี้ยนั่นที่สะเออะคิดมาลองดีกับกู มึงนั่นแหละที่เป็นคนถ่ายเอาไว้ ค้นตัวมันมา !

 

เขาโดนจับเอาไว้ มีคนเข้ามารื้อกระเป๋ากางเกงเขาจนได้โทรศัพท์ไป ก่อนจะส่งให้อีกคนนึงที่บังคับให้เขาปลดล็อคโทรศัพท์ ก่อนจะปล่อยให้เขาทิ้งตัวพิงกำแพงถอนหายใจ สายตามองไปยังสิ่งที่พวกมันเปิดดูกัน

 

เขามองไม่เห็น แต่ได้ยินเสียงคยองซู จงอิน และตัวเขาเอง...

 

เพลงนี้อ่ะ ฉันชอบเพลงนี้ !’ เสียงของคยองซูดังออกมาจากโทรศัพท์ พ่อกับแม่ฉันเต้นรำเพลงนี้ตอนแต่งงานกันด้วยนะ

 

ไหนเต้นให้ดูหน่อย เต้นกับไอ้จงอินน่ะ

 

มาครับ สุดที่รัก มาเต้นด้วยกันหน่อย จงอินพูดเล่นๆ แต่ก็เข้าไปเต้นรำกับคยองซูริมถนน มีเขาที่ถ่ายคลิปเก็บเอาไว้เพราะคิดว่ามันน่ารักดี หากว่าเราสามคนจะกลับมาดูด้วยกันอีกครั้ง

 

วันนั้นเป็นวันที่เราสามคนกลับบ้านดึกดื่นเพราะจงอินกับคยองซูอยู่ช่วยเขาจัดเอกสารของประธานนักเรียนรุ่นก่อนๆ และมันก็เป็นวันที่มีเหตุการณ์ทะเลาะวิวาท วันที่มีคนโดนทำร้ายจนอาการโคม่า คนที่เสียชีวิตไปเมื่อเช้า เขาจำได้ว่าเหตุเกิดที่ตรงข้ามร้านขายหนังสือ และมันก็เป็นร้านที่พวกเขา...ได้ยินเสียงเพลงที่คยองซูชอบออกมา

 

เขาคงถ่ายติดอะไรเข้าแล้ว...โดยที่ไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำ

 

แล้วเขาก็ได้รู้ว่าฆาตกร...ก็คือกลุ่มคนพวกนี้ ผู้ชายคนนั้น คนที่กำลังถือโทรศัพท์ของเขาอยู่

 

“มันไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามี ถ้าเราแค่ลบเฉยๆ

 

“เราต้องปิดปากมันด้วย มันรู้หมดแล้ว ถ้ามันวิ่งโร่ไปฟ้องตำรวจล่ะก็ เราจะซวยกันแม่งหมดนี่นั่นแหละ !

 

เขาอาศัยจังหวะที่พวกนี้คุยกัน ค่อยขยับตัวไปด้านขวาเรื่อยๆ เพื่อที่เขาจะได้ไปให้พ้นจากตรอกนี้ ได้ร้องตะโกนขอความช่วยเหลือ หรือไปหลบที่ไหนสักที่แล้วค่อยหาทางไปต่ออีกที

 

“มึงจะไป

 

ผลัวะ !

 

เขาปล่อยหมัดออกไปกระทบบริเวณใบหน้าของคนที่จะเข้ามาจับเขาไว้ รวมถึงการยกเท้าขึ้นก่อนจะปล่อยมันออกไปเต็มแรงเพื่อถีบอีกคนที่ก้าวเข้ามา เขาออกตัววิ่งแต่ก็โดนกระชากไว้ ทำให้เขาต้องใช้ศอกกระแทกกับข้อมือของฝั่งนั้นเพื่อให้หลุดออกจากการเกาะกุม

 

แต่การที่อีกฝ่ายมีมากกว่าเขาถึงเจ็ดเท่านั้น มันทำให้เขาเสียหลัก เขารู้ตัวว่าพลาดท่าเข้าให้เสียแล้ว เห็นมีดปลายแหลมสะท้อนเข้าดวงตาในเสี้ยววินาทีที่เขาตัดสินใจหลับตาลง

 

และมันก็เป็นวินาทีเดียวกับที่เขารู้สึกได้ถึงสัมผัสอบอุ่นที่เข้ามาดึงเขาไว้ ก่อนที่จะทิ้งน้ำหนักลงมาที่ตัวของเขา ราวกับว่าไม่สามารถทรงตัวอยู่ได้ด้วยตัวเอง

 

“อย่าคิดจะหนี พวกกูล้อมมึงไว้หมดแล้ว !

 

เสียงที่คุ้นหูทำให้เขาลืมตาขึ้นมา พบกับคนที่อยู่ในอ้อมกอดของเขา ทิ้งตัวลงมาแอบอิงกันไว้ หัวทุยๆที่มีผมสีน้ำตาลอ่อนปกคลุมอยู่

 

และเลือด...ที่เปื้อนมือซ้ายของเขาเต็มไปหมด

 

“แบคฮยอน” เขาดึงคนที่กอดอยู่ออกเพื่อสำรวจสิ่งที่เกิดขึ้น “แบคฮยอน !

 

เซฮุนที่เป็นคนยืนคุมเชิงอยู่ไม่สามารถขยับมาได้เพราะมือขวาของเจ้าตัวนั้นถืออาวุธปืนจ่อไปยังพวกนั้นอยู่  ตอนนั้นเองที่แบคฮยอนทรุดตัวลงไปกองอยู่ที่พื้น ทำให้เขาทิ้งตัวลงตามไปด้วย เขามองเห็นรอยเลือดซึมกว้างทั่วเสื้อนักเรียนสีขาว เขาเองก็ได้แต่พลิกตัวของแบคฮยอนเพื่อไม่ให้บาดแผลโดนพื้น เรียกชื่อคนที่มาช่วยเขาไว้ซ้ำๆ คนที่กะพริบตาเหมือนจะหลับ แต่ก็ยังมองเข้ามาในตาของเขา

 

“ฉัน...บอก...ให้กลับบ้าน...ไม่ใช่รึไง”

 

“แบคฮยอน ทำไมทำแบบนี้ ทำไม...”

 

“นายมัน...ดื้อชะมัด...”

 

แบคฮยอนถูกอุ้มไปจากตักของเขาโดยคนที่คงเป็นลูกน้องของพ่อเจ้าตัว เพราะชุดตำรวจในเครื่องแบบนั่น รวมถึงเซฮุนที่ส่งปืนที่ตัวเองถือไว้ให้เจ้าหน้าที่ ก่อนจะวิ่งมากันเขาไว้ไม่ให้ตามแบคฮยอนไป บอกว่าเขาต้องอยู่ที่นี่ก่อน อยู่ทั้งที่ยังไม่เข้าใจอะไร ทั้งที่มือและเสื้อเปื้อนเลือดของบยอนแบคฮยอน

 

คนที่เขาพูดมาตลอดว่าไม่ดี ไม่มีความคิด ฆาตกร คนที่ช่วย...เขาเอาไว้  

 

“นายต้องคุยกับตำรวจก่อน” เซฮุนพูดกับเขา “มันไม่เป็นอะไรหรอก”

 

“ทำไม...”

 

“เรามักจะรู้สึกอะไรกับคนที่ไม่ควรรู้สึกด้วยเสมอนั่นแหละ” เซฮุนหัวเราะออกมาเล็กน้อย “อย่างดอกฟ้ากับหมาวัด หรือกับคนที่มองว่าเราไม่ดีมาตลอด...”

 

เจ้าหน้าที่ตำรวจเรียกเขาเข้าไปสอบปากคำในเบื้องต้น เขาเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดตั้งแต่ออกจากโรงเรียนมา รวมถึงเรื่องคลิปในโทรศัพท์ที่เขาไม่เคยรู้ตัวว่ามันเป็นหลักฐานชั้นดีที่จะทำให้คนผิดต้องรับโทษ ตำรวจขอโทรศัพท์ของเขาไปก่อน ถึงแม้ว่าภายนอกมันจะแตกไม่มีชิ้นดี แต่ข้อมูลข้างในนั้นยังไม่น่าจะเสียหาย น่าจะสามารถนำไปขยายผลได้

 

ตอนแรกเจ้าหน้าที่บอกว่าจะไปส่งเขาที่บ้าน แต่เขาบอกว่าจะไปหาบยอนแบคฮยอนที่โรงพยาบาลก่อน เซฮุนเองก็จะไปเหมือนกัน เขามองเห็นเพื่อนของแบคฮยอนคนอื่นๆที่เข้ามาช่วยเหลือกันในเหตุการณ์ครั้งนี้ด้วย เขาเลยเดินไปขอบคุณทีละคนเพราะรู้สึกซึ้งใจจริงๆ รวมถึงเซฮุนที่บอกเขาว่าไม่เป็นไร ก่อนที่เราจะขึ้นรถของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่อาสาไปส่งพวกเขาสองคนที่โรงพยาบาล

 

ความคิดของเขาสับสนไปหมด เขาเรียบเรียงลำดับเหตุการณ์ทุกอย่างไม่ถูก เขาไม่เข้าใจ ไม่รู้อะไรเลยสักอย่าง

 

“นี่มันเรื่องอะไร ?”

 

“จะใช้เสียงแบบนั้นถามฉันจริงดิ ?” เซฮุนที่นั่งมองตึกราบ้านช่องอยู่หันมามองเขาแทน “ไม่ได้อยู่โรงเรียนนะ”

 

“โทษที” เขาทำมันด้วยความเคยชิน “เอาเป็นว่าช่วยเล่าได้ไหม ว่านี่มันเรื่องอะไรกัน”

 

“...คนที่ตายไปเป็นเพื่อนพวกฉัน เราเคยอยู่โรงเรียนเดียวกันตอนมัธยมต้น” เซฮุนเริ่มต้นเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้เขาฟัง “วันนั้นพวกฉันเป็นคนพาเค้าไปส่งโรงพยาบาล แต่พวกมันแทงโดนจุดสำคัญแล้วก็เสียเลือดมาก เลยโคม่าอย่างที่เห็น ฝ่ายที่แทงมันก็มารู้ทีหลังว่าคนที่พวกมันแทงเป็นเพื่อนพวกฉัน แล้ววันนั้นมันก็เห็นว่าพวกนายถ่ายอะไรเล่นกัน แล้วก็คงติดมันไป มันก็เลยคิดจะไล่ดูไล่เก็บทีละคน พวกฉันเลยพยายามช่วยกันไว้อีกที ถ้าทำออกนอกหน้าพวกนั้นมันก็จะรู้ตัวก่อน เราเลยต้องพยายามทำกันเงียบๆ”

 

“...”

 

“ที่ห้องน้ำเราไปทัน ที่บ้านพักก็เกือบแล้ว แต่วันนี้พวกฉันดันไปเจอกลุ่มอื่นก่อนก็เลยมาช้า แต่นายไม่เจ็บตรงไหนก็ดีแล้ว”

 

แต่บยอนแบคฮยอนเจ็บ...เพราะเขา

 

“มันต้องทำกันขนาดนี้เลย...”

 

“คนมันกลัวความผิด มันก็ทำผิดได้มากกว่าเดิมเพื่อที่จะพ้นแหละ ยิ่งเพื่อนของฉัน...นั่นแหละ มันก็ยิ่งแย่ นายเลยโดนหนักกว่าใคร”

 

“แล้วพวกนายรู้ได้ไงว่าพวกฉันถ่ายคลิปเล่นกัน ?”

 

“...” เซฮุนหันกลับไปมองด้านนอกตัวรถเหมือนเดิม “ไปถามแบคฮยอน”

 

“...”

 

“ก็บอกไปแล้วว่าเรามักจะรู้สึกอะไรกับคนที่ไม่ควรรู้สึกด้วยเสมอนั่นแหละ”

 

พวกเขาสองคนกล่าวขอบคุณเจ้าหน้าที่ก่อนจะลงจากรถเมื่อถึงโรงพยาบาล เราเดินเข้าไปในตัวตึก ก่อนที่เซฮุนจะเป็นคนเข้าไปถามพยาบาล แล้วหันมาบอกเขาว่าอยู่ห้องผ่าตัดที่ชั้นแปด

 

หน้าห้องผ่าตัดชั้นแปดนั้นมีเจ้าหน้าที่ตำรวจในเครื่องแบบสองสามคนยืนอยู่ รวมถึงผู้ชายกับผู้หญิงที่เขาพอจะเดาได้ว่าคงเป็นพ่อกับแม่ของแบคฮยอน พวกท่านทั้งสองคนหันมาเมื่อพวกเขาเดินเข้าไป เขาโค้งครั้งแรกเพื่อแสดงความเคารพ ก่อนจะโค้งอีกครั้งเพื่อขอโทษสำหรับเรื่องที่เกิดขึ้น

 

“เราชื่อปาร์คชานยอลใช่ไหม ?”

 

“ครับ” เขายังคงโค้งให้พ่อกับแม่ของแบคฮยอน “ผมขอโทษจริงๆ”

 

เขาได้รับการตบไหล่เบาๆจากคุณพ่อ และรอยยิ้มที่บอกเขาว่าไม่เป็นไรจากคุณแม่ แต่ถึงอย่างนั้นตอนที่เขาเห็นคนเดินเข้าเดินออกห้องผ่าตัดเป็นว่าเล่น ได้ยินว่าช็อกเพราะเสียเลือดมาก ได้ยินคำว่าเส้นเลือดใหญ่ คำพูดทั้งหมดเหล่านั้นทำให้เขาหนาวสั่นและมีเหงื่อออกตามร่างกาย ตอนนั้นเองที่แม่ของเขาโทรเข้ามา เขาเลยเดินเลี่ยงไปคุยโทรศัพท์อีกทาง เล่าเรื่องทั้งหมดให้แม่ฟัง แม่เขาเองก็บอกว่าจะรีบมาหาเขาทันที 

 

เขากล้าพูดได้ว่านี่เป็นครั้งนึงที่เขารู้สึกแย่ที่สุดในชีวิต ทั้งเรื่องที่บยอนแบคฮยอนเป็นคนไปช่วยคยองซู ไปช่วยจงอินไม่ให้โดนหนักกว่านี้ อีกทั้งมาช่วยเขาจนตัวเองได้รับบาดเจ็บ ในขณะที่เขานั้นเอาแต่มองอีกฝ่ายในด้านลบ มองว่าเป็นคนไม่ดี ถึงบยอนแบคฮยอนจะพูดจาให้เขาคิดไปในแง่นั้น แต่เขาก็โทษตัวเองด้วยเหมือนกันที่ไม่เคยเปิดใจหรือเปิดตาเพื่อมองอะไรให้มันกว้างขึ้น เคยเห็นว่าไม่ดีก็คิดว่าไม่ดีอยู่แบบนั้น ทั้งที่ความจริงมันไม่ใช่เลย

 

“นาย...”

 

เขาเงยหน้าขึ้นมองโอเซฮุนที่เดินมานั่งข้างๆ ตบไหล่เขาเชิงให้กำลังใจเหมือนกับที่คุณพ่อของบยอนแบคฮยอนทำ

 

“นายไม่ผิดหรอกนะ เพื่อนฉันมันก็พูดดีๆกับนายไม่เป็น” เหมือนเซฮุนจะรู้ว่าเขาเครียดเรื่องอะไร “ฉันบอกให้มันบอกนายว่าเราทำอะไรกันอยู่แต่มันก็ไม่ยอม มันก็ความผิดมันส่วนนึงแหละ อย่าโทษตัวเอง”

 

“อืม” เขาพยักหน้า ส่งเสียงในลำคอ “ขอบใจ”

 

พ่อกับแม่ของเขามาถึงโรงพยาบาลในอีกยี่สิบนาทีต่อมา แม่วิ่งมากอดเขาแน่น ก่อนจะเดินตามพ่อไปคุยกับคุณพ่อคุณแม่ของแบคฮยอน เขาเองก็เดินตามไปด้วย แม่ของเขาพูดเรื่องที่แบคฮยอนมาช่วยเขาไว้ ขอบคุณคุณพ่อกับคุณแม่ของแบคฮยอนแล้วก็ขอโทษที่เรื่องมันเป็นแบบนี้ เขาเองก็ขอโทษคุณพ่อคุณแม่ของแบคฮยอนอีกครั้ง พอดีกับที่คุณหมอออกมาจากห้องผ่าตัด เขาจึงได้อยู่ฟังผลการผ่าตัดพร้อมกับครอบครัวของแบคฮยอน

 

“คนไข้พ้นขีดอันตรายแล้วครับ” คุณหมอพูดด้วยรอยยิ้ม “แต่ช่วงผ่าตัดมีอาการช็อกเพราะเสียเลือดมาก ปอดได้รับความกระทบกระเทือน คงต้องอยู่ดูอาการที่โรงพยาบาลนะครับ”

 

พ่อของเขาพูดเรื่องค่าใช้จ่าย ถึงครอบครัวของแบคฮยอนนั้นจะมีกินมีใช้ไม่ขาดเหลือ แต่การรับผิดชอบนั้นเป็นสิ่งที่พ่อกับแม่ของเขาอยากจะทำ พูดคุยกันอยู่นาน คุณแม่ของแบคฮยอนจึงยอมให้ครอบครัวของเขารับผิดชอบค่าใช้จ่าย

 

“ชานยอลจ๊ะ...”

 

“ครับ” เขาตอบรับคุณแม่ของแบคฮยอนที่ส่งยิ้มให้เขา

 

“กลับไปพักผ่อนเถอะจ้ะ เด็กดื้อเค้าไม่ฟื้นวันนี้หรอก ถ้ายังไงแม่จะฝากเซฮุนไปบอกนะ เราเองก็คงขวัญเสียเหมือนกัน”

 

“ผม...”

 

“ถ้าแบคฮยอนฟื้นแล้วแม่จะรีบบอกเลย เราไม่ต้องห่วงนะ”

 

เขายอมกลับบ้านไปพร้อมกับพ่อแม่ โค้งให้คุณพ่อคุณแม่ของแบคฮยอนอีกครั้ง เขาบอกเซฮุนต่อถึงสิ่งที่หมอพูดเรื่องอาการของแบคฮยอน ก่อนจะพูดว่าถ้าแบคฮยอนฟื้นแล้วให้บอกเขาด้วย ก่อนเขาจะอาสาพาอีกฝ่ายไปส่งที่บ้าน ถือว่าเป็นคำขอบคุณจากเขา เซฮุนเองก็ไม่ได้ปฏิเสธ เดินไปลาคุณพ่อคุณแม่ของแบคฮยอน แล้วเดินออกจากหน้าห้องฉุกเฉินไปกับเขา

 

ถ้าบยอนแบคฮยอนฟื้นแล้ว สิ่งแรกที่เขาจะทำคือการขอบคุณที่ช่วยชีวิตเขาไว้ รวมถึงการเริ่มต้นมองคนคนนี้ใหม่...

 

ในมุมที่เขาไม่เคยคิดจะมองมาก่อนเลย

 




 



เซฮุนยืนอยู่หน้าห้องเรียนของเขาตอนเลิกเรียน เพื่อที่จะบอกเขาว่าแบคฮยอนฟื้นแล้วเมื่อตอนบ่ายสองโมง แม่ของแบคฮยอนบอกว่าตื่นมาก็ร้องว่าหิว ไม่ได้มีอาการอะไรน่าเป็นห่วงเลยสักนิด ไม่ต้องกังวลอะไรทั้งนั้น

 

ส่วนที่แผลค่อนข้างสาหัส ใบมีดที่แทงเข้าไปนั้นสร้างความเสียหายให้กับปอดของเจ้าตัวนั้น บยอนแบคฮยอนไม่รู้เรื่องอะไรเลย รู้แค่ว่าโดนแทงแล้วตอนนี้ฟื้นแล้ว ที่ต้องอยู่โรงพยาบาลนานเพราะคุณพ่อสั่ง บอกว่าเป็นการลงโทษกักบริเวณที่ทำให้ตัวเองโดนแทง ไม่ได้เรื่อง

 

“มันกับพ่อก็แบบนี้” เซฮุนพูดให้เขาฟังตอนที่เราขึ้นแท็กซี่ไปด้วยกัน “ไม้เบื่อไม้เมา แต่ก็รักกันดี”

 

“ไม่เป็นอะไรมากแน่นะ ?”

 

“แล้วนายเคยเห็นมันเป็นอะไรด้วยรึไง”

 

ตอนเช้าที่มาโรงเรียน เขาตัดสินใจเล่าทุกอย่างให้คยองซูกับจงอินฟัง เพื่อนทั้งสองคนก็เงียบไปสักพัก ก่อนที่จะคยองซูจะเล่าให้เขาฟังว่าแบคฮยอนกับเพื่อนเป็นคนมาช่วยเจ้าตัวเอาไว้

 

ก็คือ...ฉันโดนต่อยแล้วก็ลื่นในห้องน้ำ ตอนนั้นแบคฮยอนก็เปิดประตูเข้ามา แบคฮยอนเท่มากเลยนะตอนซัดไอ้พวกนั้นร่วงลงพื้นไป แบบว่าต่อยหมัดขวาแล้วฮุค

 

คยองซู...

 

นั่นแหละ ช่วยฉันเอาไว้ คยองซูชื่นชมแบคฮยอนจากใจจริง แล้วทีนี้ก็บอกให้ฉันเข้าไปแอบข้างใน แล้วก็บอกให้โทรหานายด้วยนะ

 

แล้วทำไมตอนนั้นนายไม่บอกฉัน ?

 

แบคฮยอนบอกว่าไม่ให้บอก บอกว่านายไม่เชื่อหรอก

 

นายก็เลยไม่บอก ?’

 

ก็แบคฮยอนช่วยฉันเอาไว้นี่ ฉันต้องฟังแบคฮยอน...

 

กับจงอินนั้น ถึงใบหน้าจะบวมไปหน่อย แต่ก็มาโรงเรียนด้วยความสุขในวันนี้ บอกเขาเหมือนกันว่าเซฮุนวิ่งมาช่วยไว้แล้วแบคฮยอนก็ตามมา ช่วยกันพาไปแถวบ้านพัก บอกให้รอแปปนึง บอกว่าชานยอลมาแล้ว กำลังตามหากันอยู่

 

แล้วทำไมสองคนนั้นไม่พานายไปห้องพยาบาล ?’

 

ไม่รู้เหมือนกัน แต่ก็น่าจะเหมือนกับคยองซูไหม ?’

 

‘...’

 

ใช่ๆ คงไม่อยากให้นายรู้คยองซูพูด เนอะ !

 

เนอะอะไรของมัน ยิ่งได้ยินเขาก็ยิ่งไม่ชอบใจ

 

ถึงเขากับบยอนแบคฮยอนจะไม่เคยคุยกันดีๆสักครั้ง แต่ใช่ว่าจะบอกเรื่องสำคัญขนาดนี้กับเขาไม่ได้นี่ เขาไม่ใช่คนไม่มีเหตุผล ถึงเขาจะมองว่าแบคฮยอนไม่ดี...แต่อย่างน้อยเขาก็เชื่อว่าตัวเองคงจะเชื่อคำพูดของแบคฮยอนอยู่บ้าง ไม่มากก็น้อยนั่นแหละ

 

พอเอ่ยปากถามเซฮุนเรื่องนี้ มันก็บอกว่าให้เขาไปถามบยอนแบคฮยอนเอาเอง

 

คยองซูกับจงอินก็มีแพลนจะมาเยี่ยมบยอนแบคฮยอนเหมือนกัน เพียงแต่ว่าจงอินมีแข่งฟุตบอลและจำเป็นต้องซ้อมจริงๆ มันบอกว่ามันจะไปแข่งให้ชนะ แล้วจะหอบถ้วยไปเยี่ยมบยอนแบคฮยอน ถือเป็นคำขอบคุณที่ช่วยมันเอาไว้ ส่วนคยองซูนั้นก็บอกว่าจะทำขนมไปฝาก มีแต่เขาเท่านั้นที่มาเยี่ยมในวันนี้แล้วมาตัวเปล่า ไม่มีอะไรติดตัวมานอกจากคำขอบคุณที่ยังติดค้างอยู่ในอกเขาเท่านั้น

 

“นายเลิกลีลาแล้วตอบฉันมาไม่ได้รึไง ว่าทำไมแบคฮยอนถึงทำแบบนี้” เขาอดรนทนไม่ไหว หลังจากถามเป็นครั้งที่สองก็ยังได้รับคำตอบเหมือนเดิม เขาไม่เข้าใจจริงๆ ว่าทำไมต้องปิดบัง

 

“มันได้เอามีดแทงฉันเหมือนที่มันโดน” เซฮุนตอบเขา มียิ้มติดที่มุมปาก “เดี๋ยวก็ถึงแล้ว ก็ไปถามมันเอา”

 

“มันจะอะไรกันนักกันหนา”

 

ถึงอย่างนั้น เซฮุนก็ไม่ได้พูดอะไรนอกจากหัวเราะล้อเลียนเขา ก่อนหน้านี้เขารู้สึกว่าตัวเองนั้นทำได้ทุกอย่าง แต่ตอนนี้นั้นเขารู้สึกว่าตัวเองตัวเล็กนิดเดียวเพราะไม่รู้เรื่องอะไรเลย วันนี้ตอนที่เขาเอาเอกสารไปให้อาจารย์ อาจารย์ก็ถามไถ่เขาถึงเรื่องที่เกิดขึ้น เขาก็ได้แต่ตอบว่าสบายดี ส่วนเรื่องลาเรียนของแบคฮยอนนั้นเขาเป็นคนไปดำเนินการให้ อาจารย์ที่ดูแลเรื่องนี้ก็เข้าใจ เวลาเรียนของแบคฮยอนจึงครบถ้วนทุกประการ ยกเว้นอันที่ชอบโดดไปนอนหลังตึก ส่วนนั้นเขาหักไม่เหลือ เพราะถือว่าไม่เข้าเรียนจริงๆ

 

บยอนแบคฮยอนพักอยู่ห้องผู้ป่วยพิเศษ ก่อนจะถึงห้องพักพวกเขาก็สวนกับแม่ของแบคฮยอนที่โถงทางเดิน พวกเขาทักทายแม่ของแบคฮยอนที่บอกว่ากำลังจะลงไปซื้อขนมให้ลูกชายข้างล่าง จะให้คนอื่นไปซื้อให้ก็กลัวลูกชายจะไม่ถูกใจ ฝากพวกเขาดูลูกชายให้ด้วย กำลังเหงาเลย บ่นไม่หยุดว่าเบื่อโรงพยาบาล

 

“ไงมึง ยังไม่ตายนี่หว่า” เซฮุนส่งเสียงทักทายแบคฮยอนที่หันมาที่หน้าประตูทันที

 

“ไม่ตายง่ายๆหรอกกูอ่ะ ต้อง...” เสียงของบยอนแบคฮยอนเงียบหายไปเมื่อเห็นเขาที่เดินตามเซฮุนเข้ามา “มาทำไม ?”

 

“อย่าเยอะนักเลยว่ะ กูขอ”

 

“กูไม่ได้เยอะอะไรทั้งนั้น” แบคฮยอนจ้องเขาตาเขม็ง สายตาที่มองมาไม่เป็นมิตรเลยแม้แต่น้อย “ฉันสบายดี กลับไปเถอะ”

 

เซฮุนถอยกลับมาตบไหล่เขา ก่อนจะดันให้เข้าไปใกล้เตียงของบยอนแบคฮยอน ปากพูดว่าจะไปเลือกซื้อขนมกับแม่ของแบคฮยอน แล้วก็เดินออกจากห้องพักผู้ป่วยนี้ไป...เหลือเพียงเขาที่พูดไม่ออกเมื่อได้ยินคนที่นอนอยู่บนเตียงพูดแบบนั้น กับบยอนแบคฮยอนที่เบือนสายตาออกไปนอกหน้าต่างห้องพักของตัวเอง

 

“ขอบคุณ...” เขาพูดขึ้นมาก่อน ขยับตัวไปใกล้เตียงอีกก้าว “ที่ช่วยฉันไว้”

 

“ฉันไม่ได้ช่วย แค่ดวงซวยวิ่งไปอยู่ตรงนั้นพอดี”

 

“งั้นก็ขอบคุณที่ดวงซวยวิ่งไปอยู่ตรงนั้นก็แล้วกัน” เขาพูดต่อ มองหน้าคนที่ไม่ยอมมองหน้าเขา “แล้วก็ขอโทษที่ดื้อ ไม่กลับบ้านตามที่นายสั่ง”

 

แบคฮยอนหันหน้ามาหาเขาตอนคำว่าดื้อ ก่อนจะขมวดคิ้วแน่นเมื่อเขาพูดจบ

 

“ฉัน...ตกลงมาทำไม ถ้าจะมาขอบคุณก็เสร็จแล้วนี่ กลับไปซะ หรือว่าสงสารฉันที่โดนแทงจนท้องพรุน ไม่ต้องมายุ่งอะ

 

“ฉันมีเรื่องอยากถามนาย”

 

“ฉันไม่มีคำตอบให้”

 

“ฉันยังไม่ทันได้ถาม...ฉันพูดกับนายดีๆนะ แบคฮยอน ทำไมนายถึงต้องทำท่าทางนายไม่พอใจอะไรไม่ทราบ ทำไมต้องกอดอก ?”

 

“เรื่องของฉัน” บยอนแบคฮยอนเชิดหน้าใส่เขา “แล้วฉัน...ก็ไม่ได้ไม่พอใจอะไร นายจะถามอะไรล่ะ ?”

 

ถึงท่าทางจะดูพยศนิดๆเหมือนที่เคยทำใส่เขามาตลอด แต่น้ำเสียงก็ดูอ่อนลงกว่าตอนแรกมากนัก ไม่ได้แข็งเหมือนโกรธแล้วก็ไม่ได้ดูล้อเล่นเหมือนตอนที่พยายามจะกวนประสาทเขาด้วย

 

“ทำไมไม่บอกฉันว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้าง ทำไมนายถึงเลือกที่จะพูดจาหลอกให้ฉันคิดว่านายทำ ถ้านายบอกฉันตั้งแต่แรก นายก็คงไม่เป็นแบบนี้” เขาพูดสิ่งที่ค้างอยู่ในใจออกมา “นายตามมาช่วยเพื่อนฉัน พูดจาสองแง่สองง่ามให้ฉันคิดได้ แต่ฉันมันไม่ได้ฉลาดขนาดนั้นหรอกนะ นายต่อต้านกับทุกสิ่งที่ฉันพูดหรือทำ จะให้ฉันคิดแง่ดีกับนายตอนนั้น ฉัน...ก็คงคิดไม่ได้”

 

“แล้วถ้าฉันบอกไป...นายจะทำยังไง ?”

 

“...”

 

“นายเป็นคนฉลาดพูด แต่เรื่องใช้กำลังนายไม่ทำอยู่แล้ว ซึ่งพวกมันไม่ใช่แบบนั้น นายยังพูดไม่จบด้วยซ้ำมันก็ทำนายแล้ว อ้อ...ยกเว้นตอนที่นายทำฉัน ยังปวดคออยู่เลย”

 

“ขอโทษที” เขาขยับเข้าไปใกล้อีกหนึ่งก้าว “แต่ก็น่าจะบอกฉัน

 

“มันผ่านมาแล้ว ช่างมันเถอะ” แบคฮยอนพูดกับเขา “พวกนั้นโดนควบคุมตัวไว้แล้ว ให้กฎหมายกับเจ้าหน้าที่ทำงาน อย่างน้อยพ่อฉันก็ไม่ปล่อยให้มันมาแทงฉันซ้ำหรอก”

 

“แล้ว...เรื่องทั้งหมดนี่ นายรู้ได้ยังไง ?”

 

“...”

 

“เรื่องคลิป เรื่องที่ว่าฉันกับเพื่อนอยู่ไหน นายรู้ได้ยังไง ?”

 

“ก็บอกว่าช่างมันเถอะไง” แบคฮยอนเลี่ยงการตอบคำถามของเขา “หมดคำถามแล้วก็กลับไปเถอะคุณประธานนักเรียน งานนายคงเยอะ ฉันอยากนอนแล้วด้วย”

 

ชานยอลไม่ได้นับว่าเขาโดนบยอนแบคฮยอนไล่เป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วตั้งแต่เข้ามาในห้องนี้ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็คงต้องออกไปจริงๆ พรุ่งนี้มีแข่งขันฟุตบอลที่เพื่อนเขาลงแข่งและโรงเรียนของเราเป็นเจ้าภาพ เขาจำเป็นต้องกลับไปดูให้ทุกอย่างมันเรียบร้อย

 

“ฉันต้องไปเตรียมงานแข่งฟุตบอลภาค” เขาบอกคนบนเตียงที่ทำหน้าฉงน “เอาไว้พรุ่งนี้จะมาหาใหม่ อยาก...ได้อะไรไหม ของกินหรือว่าหนังสือแก้เบื่อ...”

 

“บุหรี่” บยอนแบคฮยอนตอบเขา “นายไม่ต้องมาแล้วก็ได้นะ ขอบคุณแล้วก็จบไป ไม่ต้องมารู้สึกผิดอะไร

 

 “ฉันยังไม่ได้พูดอะไร” เขามองคนที่ตอนนี้ล้มตัวลงนอน หันหน้าหนีเขา “เดี๋ยวซื้อขนมมาฝากก็แล้วกัน ส่วนบุหรี่น่ะเลิกสูบซะ”

 

“ไม่เอาหรอก ขยะ” แบคฮยอนพึมพำออกมา “บุหรี่ก็เรื่องของฉัน”

 

บยอนแบคฮยอนก็ยังคงเป็นบยอนแบคฮยอน ดื้อด้านไม่ฟังใครอยู่วันยังค่ำนั่นแหละ

 


 


 



“ฉันสบายดี”

 

“รู้แล้ว”

 

“กลับบ้านไป”

 

“คนจะมารับตอนหมดเวลาเยี่ยม...ก็คงสามทุ่มพอดี”

 

“ฉันไม่อยากเห็นหน้านาย คลื่นไส้”

 

“นอนไปสิ เมื่อสิบนาทีก่อนบอกว่าง่วงไม่ใช่รึไง”

 

บยอนแบคฮยอนกำลังอ้าปากค้างตอนที่เขาเงยหน้าขึ้นจากหนังสือประวัติศาสตร์ที่อยู่ในมือ ท่าทางเหมือนต้องการจะเถียงสู้กับเขาเพราะว่าแพ้ไม่ได้ แต่ก็คงนึกขึ้นได้เหมือนกันว่าตัวเองพูดออกมาจริงๆว่าง่วง เมื่อสิบนาทีก่อนที่เขาถามว่าจะดูทีวีรึเปล่า

 

พอเขาจ้องกลับไป บยอนแบคฮยอนก็หันหน้าหนี ตวัดผ้าห่มขึ้นคลุมตัวและไม่หันหน้ามาทางเขาอีกเลย แต่นั่นมันก็ทำให้เขากลับไปสนใจหนังสือในมือต่อ คิดว่าเดี๋ยวก็คงหลับไปจริงๆ หิวข้าวเย็นแล้วก็คงตื่นขึ้นมา ถึงตอนนั้นแล้วเขาคงต้องบังคับให้ทำการบ้าน ที่บยอนแบคฮยอนต้องทำเพื่อเรียนตามเพื่อนให้ทัน

 

วันนี้แม่ของแบคฮยอนติดธุระในช่วงเย็น พ่อของแบคฮยอนทำงานตามปกติ เซฮุนเองก็มีธุระต้องไปกับพ่อของตัวเอง คยองซูลาเรียนไปต่างจังหวัด จงอินมีเลี้ยงฉลองย้อนหลังกับสมาชิกชมรมฟุตบอล เพื่อนคนอื่นๆของแบคฮยอนนั้นไม่ได้มีแพลนจะมาเยี่ยมเจ้าตัวในวันนี้ จึงเหลือเพียงเขาที่มาทุกวันจนถึงวันนี้ที่เป็นวันสุดท้ายที่แบคฮยอนจะนอนที่โรงพยาบาล เขาเลยรับอาสาอยู่เป็นเพื่อนแบคฮยอนให้ จนกว่าแม่ของแบคฮยอนจะมา

 

แต่คนเจ็บก็ไม่ได้อยากให้เขาอยู่นักหรอก ไล่เขากลับบ้านเท่าที่จะไล่ได้ แต่ยิ่งได้ยินแบบนั้นเขายิ่งดึงดันจะอยู่ต่อ ไม่หรอก...เขาตั้งใจว่าจะมาอยู่เฝ้าเท่าที่จะทำได้ เขาตั้งใจว่าจะทำอยู่แล้ว ถึงแม้จะโดนไล่ทุกวัน โดนเมิน โดนสารพัดจะโดน แต่มันก็เป็นสิ่งที่เขาอยากทำ อย่างน้อยถ้ามันจะช่วยทดแทนความรู้สึกผิดในใจของเขาไปได้บ้าง ให้มันจางลงไปสักนิด เขาเองก็อยากจะทำให้เต็มที่ ช่วยเหลือบยอนแบคฮยอนไปแบบนี้

 

สองสามวันก่อนจงอินกับคยองซูมาเยี่ยมแบคฮยอน จงอินหอบถ้วยฟุตบอลประจำภาคมาจริงๆ ส่วนคยองซูนั้นเอาคุกกี้ช็อกโกแลตชิพใส่ขวดโหลใหญ่ๆมาให้ เขายังจำสีหน้าตื่นๆของคนที่นอนอยู่บนเตียงได้อยู่เลย ก่อนที่มันจะเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มจางๆ เมื่อทั้งสองคนบอกว่าทั้งหมดนี้แทนคำขอบคุณ ที่ทำให้จงอินยังเล่นฟุตบอลได้ แล้วก็คยองซูที่แทบจะไม่เป็นอะไรเลยอีกด้วย

 

ตอนนี้โหลคุกกี้นั้นก็ว่างเปล่าไปตั้งแต่เมื่อวาน เพราะแบคฮยอนกินมันทุกครั้งที่ปากว่างไม่มีอะไรให้เคี้ยว แม่ของเจ้าตัวบอกเขาว่าเพราะไม่ได้สูบบุหรี่ แต่หักดิบแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน อยากให้เลิกได้แล้วเพราะว่ามันไม่ดี   

 

ตัวเขาเองก็มีของฝากติดไม้ติดมือมาทุกครั้ง ส่วนมากจะเป็นขนมที่เขาแวะซื้อก่อนจะมาที่นี่ แบคฮยอนไม่เคยกินมันให้เขาเห็นหรอก ส่วนมากก็จะเป็นตอนเที่ยงคืนตีหนึ่งที่ชอบตื่นมาหาอะไรกิน ที่เขารู้เรื่องนี้ก็เพราะแม่ของแบคฮยอนเล่าให้ฟัง บยอนแบคฮยอนไม่มีทางกินของที่เขาซื้อมาฝากต่อหน้ากันอยู่แล้ว คงคิดว่ามันดูเสียเหลี่ยมกันไม่มากก็น้อย การที่จะชอบสิ่งที่เขาซื้อมาให้นั้นมันไม่ควรเกิดขึ้น

 

เขาก็ไม่ได้ว่าอะไรหรอก อยากจะทำอะไรก็ทำ เขาเองก็จะทำอย่างที่ตัวเองอยากทำเหมือนกัน

 

เขานั่งอ่านหนังสือไปเรื่อย มีบางครั้งที่สายตาเบนไปยังคนที่นอนอยู่บนเตียง ผ้าห่มที่เลื่อนหลุดลงมานั้นทำให้เขาเห็นว่าอีกฝ่ายหลับไปจริงๆ แถมยังนอนอ้าปากนิดๆ แถมยังส่งเสียงจ๊อบแจ๊บในบางครั้ง พอได้เห็นแบบนี้แล้วเขาก็อดนึกภาพบยอนแบคฮยอนที่นั่งอยู่ราวระเบียงดาดฟ้าไม่ได้ ผมสีน้ำตาลที่ปลิวเวลาที่ลมพัดมาไปพร้อมกับควันบุหรี่ สายตาหยิ่งยโสอวดดีที่จ้องมองเขาราวกับเป็นหมาป่าเจ้าฝูง...

 

ตอนนี้ก็เป็นได้แค่ลูกหมาตัวเล็กๆที่เพิ่งหย่านมแม่เท่านั้นแหละ

 

แล้วเขาก็คิดว่าอีกฝ่ายเหมือนลูกหมาสักตัวจริงๆ ตอนที่เงยหน้าขึ้นมาจากหนังสือแล้วเห็นว่าโดนจ้องอยู่ จ้องเหมือนจะกัดกันให้ได้ แต่ก็ไม่ได้กระโจนลงมาจากเตียง เอาแต่มองเขาด้วยสายตาที่ดูไม่เป็นมิตรสักเท่าไหร่ เป็นลูกหมาดุ

 

“จะทำการบ้านหรือจะกินข้าวก่อน ?” เขาเป็นฝ่ายเริ่มต้นบทสนทนา วันนี้เขาคงต้องทำตัวเป็นผู้ปกครอง แต่มันก็เป็นเรื่องที่เขาถนัดอยู่แล้ว “หรือจะนอนต่อ ทุ่มนึงฉันจะปลุก”

 

“กินข้าว” แบคฮยอนตอบเขาก่อนจะถัดตัวลุกขึ้นนั่ง เขาเลยเข้าไปช่วยปรับเบาะให้ เลื่อนโต๊ะมาก่อนจะวางถาดอาหารถาดใหญ่ที่พยาบาลยกมาให้เมื่อสิบนาทีก่อนลงบนโต๊ะ

 

“ไม่กินอะไรรึเปล่า ?”

 

“กิมจิแตงกวา”

 

แบคฮยอนหยิบช้อนก่อนจะตักข้าวเข้าปากตามด้วยซุปสาหร่าย ส่วนเขานั้นหยิบกิมจิแตงกวาออกจากถาด เดินไปหยิบกล่องชูครีมที่แช่อยู่ในตู้เย็นออกมาวางไว้ด้านนอก เพื่อที่มันจะได้เย็นพอดีตอนที่แบคฮยอนจะกิน ถึงมันจะเป็นขนมที่เขาซื้อมา แต่แบคฮยอนคงต้องกินไปก่อนเพราะมันไม่มีขนมอย่างอื่นให้กินแล้ว

 

ชานยอลกลับมานั่งที่เดิม อ่านหนังสือเล่มเดิม แต่สายตาของเขานั้นมองหน้าหนังสือสลับกับการมองบยอนแบคฮยอนคีบเต้าหู้เข้าปาก รวมถึงไข่ม้วนเป็นอย่างต่อไป ตามด้วยข้าวคำโต

 

“อย่ามองคนอื่นกินข้าว”

 

“โทษที” เขาก้มกลับลงไปมองหนังสือ ไม่เงยหน้าขึ้นมาอีก จนกระทั่งได้ยินเสียงวางช้อน บ่งบอกว่าเจ้าตัวกินเสร็จแล้ว ก่อนที่เขาจะเงยหน้าขึ้นมาเห็นบยอนแบคฮยอนหยิบชูครีมขึ้นมากัดหนึ่งคำ แล้วเอากลับไปใส่กล่องเหมือนเดิม “ไม่อร่อย ?”

 

“ห่วยแตก”

 

“ไหน ?” เขาลุกขึ้นจะคว้ากล่องชูครีม แต่ก็ไม่ทันแบคฮยอนที่ดึงเข้าหาตัว “อะไร ?”

 

“จะเอาไปไหน ?”

 

“ทิ้ง” ถ้ารสชาติมันห่วยแตก ก็ไม่รู้จะเก็บไว้ทำไม “แย่ขนาดนั้นก็ไม่ต้องกิน”

 

“ฉันหมายถึง...พอกินได้”

 

“ตกลงจะเอายังไง ?”

 

“ไม่เอาอะไร เอาชูครีมไปใส่ตู้เย็น” แบคฮยอนวางกล่องลงบนโต๊ะ “ฝาก”

 

“ตกลงมันอร่อยไหม ?” เขาถาม “จะได้เลิกซื้อ”

 

“ก็...ดี”

 

“แล้วทำไมไม่กิน หรือฉันต้องไม่อยู่ ?”

 

“ฉัน...กลัวมันหมด” คนที่กำลังสารภาพความจริงแก้มเป็นสีจาง “เก็บไว้กินทีหลัง”

 

“กล่องนึงมีสองชิ้น”

 

“ก็อยากกินตอนเที่ยงคืนสองชิ้น”

 

“กินไป” เขามองหน้าแบคฮยอน “เดี๋ยวไปซื้อมาให้ใหม่”

 

“นายสงสารฉันรึไง ?”

 

“เปล่า” เขาตอบ “ถ้าอยากกินก็จะไปซื้อให้”

 

“ทำไม ?” แบคฮยอนมองหน้าเขา คิ้วตกๆนั่นขมวดชนกัน

 

“ก็นายอยากกิน”

 

ชานยอลไม่ได้ทำอะไรไปมากกว่าการเดินออกไปนอกห้องพักผู้ป่วยของบยอนแบคฮยอน ร้านชูครีมที่เขาซื้อมานั้น มันก็ไม่ได้อยู่ไกลอะไรกับโรงพยาบาลเท่าไหร่นัก ใช้เวลาไปกลับประมาณ 15 นาที เขาเดินไปเรื่อยๆบนถนน มีช่วงที่หยุดรอไฟเขียวสำหรับการเดินข้ามถนน ตอนนั้นเองที่เขาเดินสวนกับกลุ่มเด็กประถม คนนึงในนั้นมีอมยิ้มอยู่ในปาก เขาจำได้ว่ามีคนเคยบอกว่า ถ้าจะเลิกสูบบุหรี่ต้องกินลูกอมหรือหมากฝรั่ง ทำอะไรให้ปากไม่ว่าง ไม่รู้ว่ามันเป็นความจริงรึเปล่า แต่ถ้าการที่บยอนแบคฮยอนกินขนมทุกครั้งที่อยากบุหรี่ มันก็ทำให้เขาคิดว่าลูกอมนั้นอาจจะใช้ได้จริงก็ได้

 

ในมือซ้ายของเขาถือวานิลลาชูครีมกล่องใหม่ขนาดบรรจุสองชิ้น มือขวามีถุงร้านสะดวกซื้อที่ข้างในบรรจุถุงลูกอมรสมะนาวขนาดจัมโบ้ที่เขาเลือกซื้ออยู่นานสองนาน เขาไม่รู้ว่าคนอย่างบยอนแบคฮยอนจะชอบลูกอมรสอะไร จะซื้อสตรอว์เบอร์รี่ให้มันก็ชมพูเกินไปหน่อย รสส้มนั้นเขาไม่ชอบเป็นการส่วนตัวเพราะมันแปลกๆ เขาสนใจรสแตงโม แต่พอหันมาเห็นลูกอมรสมะนาวเขาก็เลือกที่จะหยิบมันมาแล้วตรงไปจ่ายเงินที่เคาท์เตอร์

 

ห้องพักผู้ป่วยเงียบเช่นเดิม เหมือนตอนก่อนที่เขาจะออกมา เขาเห็นบยอนแบคฮยอนกำลังดูดนิ้วตัวเอง ตามองมาที่ถุงขนมที่อยู่ในมือของเขา รวมถึงถุงลูกอมด้วย

 

“เช็ดมือด้วย” เขาพูดแล้วเดินเอาชูครีมที่ซื้อมาใหม่ไปแช่ตู้เย็น “ทิชชูอยู่ข้างเตียง”

 

แบคฮยอนเอื้อมมือไปหยิบทิชชูมาเช็ดมือ ส่วนเขายกถาดข้าวไปวางไว้ที่โต๊ะข้างตู้เย็น เอาขยะบนโต๊ะไปทิ้ง ก่อนจะเอาถุงลูกอมรสมะนาววางไว้ที่ข้างเตียงของบยอนแบคฮยอน

 

“กินแทนสูบบุหรี่”

 

“ฉันมันน่าสงสารขนาดนั้นเลยสินะ” แบคฮยอนแค่นยิ้มใส่เขา

 

“ฉันไม่เคยสงสารนาย”

 

“นายมาที่นี่เพราะรู้สึกผิด แล้วมันพัฒนามาเป็นความสงสารเพราะเห็นว่าฉันง่อยอยู่บนเตียง”

 

“นายมีหูไหม ฉันบอกว่าฉันเปล่า”

 

“งั้นนายมาทำบ้าอะไรที่นี่ทุกวัน !

 

“มาหานายไง !” เขาชักจะใจเย็นไม่ลง “เป็นยังไงบ้าง ดีขึ้นไหม เจ็บแผลบ้างรึเปล่า..”

 

“...”

 

“อย่าดื้อให้มันมากนัก”

 

“ฉันไม่ได้

 

“การบ้าน” เขาเอาสมุดสองสามเล่มที่ไปเอามาจากครูวางลงตรงหน้าแบคฮยอน “ส่งวันจันทร์หน้า”

 

บยอนแบคฮยอนเงยหน้ามองสมุดบนโต๊ะ แต่ไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมามองหน้าเขา เอาแต่จ้องสมุดการบ้านของตัวเอง ส่วนตัวเขาเองนั้นเลิกสนใจลูกหมาเด็กจอมดื้อที่ชอบทำหน้าดุ กลับไปนั่งที่โซฟาตัวเก่า อ่านหนังสือเล่มเดิมที่ยังอ่านไม่จบ วันนี้เขาคิดเอาไว้ว่าจะอยู่จนกว่าจะหมดเวลาเยี่ยม หรือไม่ก็ตอนที่แม่ของบยอนแบคฮยอนมาแล้ว เขายอมรับว่ารู้สึกแปลกที่พูดออกไปแบบนั้น แต่เขาก็พูดความจริงนะ เขารู้สึกแบบนั้นจริงๆ มันไม่ได้มีความรู้สึกสงสารใดๆทั้งนั้น ความรู้สึกผิดคือสิ่งที่เขารู้สึกในวันแรกๆ แต่ตอนนี้สิ่งที่เหนือกว่าในความรู้สึกของเขาคือความเป็นห่วง

 

ใช่...เขาเป็นห่วงบยอนแบคฮยอน

 

คนที่ตอนนี้กำลังนั่งคิ้วยุ่งมองสมุดการบ้าน ถือดินสอของเขาเอาไว้ ใช้มันเคาะนิ้วตัวเองไปเรื่อยๆ เสียงนั้นค่อนข้างเบา แต่เพราะว่าในห้องมันเงียบมาก เขาเลยรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังทำอะไร เขานั่งมองอยู่สักพัก คาดเดาพฤติกรรมที่แบคฮยอนแสดงออกมาให้เขาเห็น ว่าอีกฝ่ายเป็นอะไรกันแน่

 

“ทำไมได้ ?”

 

“ก็ฉันไม่ได้เรียน” แบคฮยอนทำไม่ได้ “ไม่เข้าใจ”

 

“เดี๋ยวฉันสอนให้” เขาลากเก้าอี้จากริมโซฟาไปที่เตียง แต่ยังไม่ทันจะถึง แบคฮยอนก็พูดขึ้นมาก่อน

 

“มานั่งที่เตียงก็ได้ เก้าอี้มันเตี้ยกว่าโต๊ะ”

 

เขานั่งลงที่ปลายเตียง หันหน้าเข้าหาบยอนแบคฮยอน โดยมีโต๊ะที่ใช้กินข้าวกั้นกลาง ก่อนจะเริ่มต้นสอนการบ้านวิชาฟิสิกส์ที่เขาได้เรียนมาในช่วงสัปดาห์นี้ มีบ้างที่เขาถามอีกฝ่ายว่าเข้าใจไหม แบคฮยอนก็จะพยักหน้ารับเชิงบอกเขาว่าเข้าใจ จนถึงตรงที่ยากที่สุดในเรื่องนี้ เรื่องที่ทำให้แบคฮยอนพูดเบาๆกับเขาว่าสอนอีกรอบได้ไหม เขาเลยเริ่มสอนใหม่อีกครั้งด้วยความตั้งใจและเต็มใจ โดยที่เขาสอนช้าลงกว่าเดิม ทำโจทย์ให้ดูเป็นตัวอย่างเพื่อคนที่ตอนนี้กำลังพยักหน้าตามเขาได้เข้าใจมากยิ่งขึ้น

 

“ลองทำดู เสร็จแล้วเดี๋ยวฉันตรวจให้”

 

“อืม...” แบคฮยอนตอบในลำคอ “ฉัน...”

 

“...”

 

“สบายดี ดีขึ้นแล้ว แล้วก็เจ็บแผลนิดหน่อยเวลาขยับ” แบคฮยอนพูดกับเขาเสียงเบาเหมือนลอยมาในอากาศ “ที่นายถาม...ก่อนหน้านี้”

 

“แล้วเลิกคิดว่าฉันสงสารนายรึยัง ?”

 

“ยัง...คิดอยู่นิดนึง”

 

“ทำไมนายถึงคิดอย่างนั้น ?” เขาถามแบคฮยอนที่ก้มหน้าทำโจทย์ “แบคฮยอน”

 

“ถ้าคนที่ฉันไปบังไว้ไม่ใช่นาย...นายจะมาหาฉันทุกวันแบบนี้ไหม ?” แบคฮยอนพูด “หมายถึงถ้าฉันเจ็บ...”

 

“ก็คงไม่” เขาตอบตามความจริง “แต่ฉันคงถามตอนไปหานายเรื่องสูบบุหรี่ว่าเป็นยังไงบ้าง แต่ใช่ว่าฉันไม่สนนะ”

 

“เข้าใจ”

 

“สมมติว่าเป็นฉันที่โดนแทง นายก็คงไม่มาหรอก”

 

“นั่นสินะ” แบคฮยอนตอบทั้งที่ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมา “นายก็คงไม่ได้อยากให้ฉันมาอยู่แล้ว”

 

คำว่าไม่อยากให้มาทำให้เขาจ้องมองแบคฮยอนหนักกว่าเดิม ทำไมเขาถึงต้องไม่อยากให้มา ถ้าจะมามันก็มาได้อยู่แล้ว ยอมรับว่าถ้ามันเกิดขึ้นจริง เขาคงรู้สึกแปลกๆที่เห็นหน้าอีกฝ่าย แต่ถ้ามีคนมาเยี่ยมเขาก็ต้องดีใจสิ

 

“นี่...ฉันไม่ได้เกลียดนายนะ” เขาบอกแบคฮยอน “อย่าเข้าใจผิดไป”

 

“นายเคยบีบคอฉันแล้วก็เตะ...”

 

“ตอนนั้นฉันคิดว่านายทำเพื่อนฉัน นายเองก็พูดเหมือนกันว่าตัวเองทำ...”

 

“นายเคยพูดว่าฉันมันเป็นตัวปัญหา”

 

“ฉันหมายถึง

 

เขายังไม่ทันจะได้พูดอะไร เสียงเปิดประตูก็ดังขึ้นเสียก่อน ตอนแรกเขาคิดว่าอาจจะเป็นพยาบาล แต่สุดท้ายแล้วคนที่เข้ามาคือแม่ของแบคฮยอน เขาเองก็ทำความเคารพทันทีที่เจอหน้า ตอบคุณแม่ว่าเขาไม่ได้ลำบากเลยที่ต้องมาเฝ้าแบคฮยอน มันไม่ใช่ปัญหาเลยสักนิด

 

พอแม่ของแบคฮยอนมาเขาก็ตัดสินใจกลับ คิดว่าคงจะนั่งแท็กซี่กลับบ้าน เพราะความคิดที่จะเดินกลับบ้านเองตอนกลางคืนแล้วโดนตามนั้นมันยังติดอยู่ในใจเขาไม่หาย เขาเลยส่งข้อความบอกคนที่บ้านว่าไม่ต้องมารับแล้ว ก่อนจะบอกลาแม่ของแบคฮยอน รวมถึงหันไปลาคนที่อยู่บนเตียงด้วย

 

“ไปนะ”

 

“อืม...”

 

“วันจันทร์เจอกัน”

 

“...ไม่เจอหรอก” แบคฮยอนพึมพำใส่เขา หันมองไปนอกหน้าต่าง

 

ท่าทางแบบนั้นมันทำเขาหมั่นไส้ แล้วก็ไม่รู้ว่าทำไมเหมือนกัน มันอาจจะเป็นเพราะว่าช่วงนี้เราเห็นหน้ากันทุกวัน แล้วเขาก็รู้สึกสนิทใจแปลกๆกับแบคฮยอน ถึงเราจะไม่ค่อยได้คุยกันดีๆสักเท่าไหร่ก็ตาม และเพราะเหตุผลเหล่านั้น มันทำให้เขายกมือขึ้นก่อนจะผลักหัวคนที่นอนอยู่บนเตียงเบาๆ จนเจ้าตัวหันมามองเขาตาขวาง

 

“ฝันดี”

 




 




สถานการณ์ทั่วไปในโรงเรียนนั้นเป็นไปตามปกติ ตอนเช้าเขามาโรงเรียนตามปกติ เรียนหนังสือทำอะไรตามปกติ ส่วนมากงานของโรงเรียนเขาจะยกมาทำในช่วงเย็น ยกเว้นแต่จะมีเรื่องด่วนจริงๆ ที่เขาจะต้องทำงานในช่วงบ่าย เหมือนเช่นวันนี้ที่เขาต้องมานั่งทำเอกสารอยู่กับจงแดตอนบ่ายสองโมง เพราะอาจารย์อยากได้เอกสารด่วนเกี่ยวกับงานแข่งขันวิชาการประจำปี ที่โรงเรียนของเราเป็นเจ้าภาพร่วมกับอีกโรงเรียนหนึ่ง

 

จงแดเคยพูดเหมือนกันว่าปีนี้เป็นปีทองของโรงเรียนของเรา ทั้งแข่งขันฟุตบอลภาค ทั้งงานวิชาการประจำปี ไหนจะมีงานโอเพ่นเฮาส์โรงเรียนอีก เยอะแยะมากมายให้จัดการไม่เว้นแต่ละเดือน

 

แต่ตัวเขาเองก็ไม่ค่อยมีปัญหาอะไรนักหรอก รุ่นพี่ยุนแจซองที่เป็นประธานนักเรียนปีที่แล้ว บอกเขาว่ามันเป็นเรื่องปกติที่เราจะต้องทำงานหนักแบบนี้ มันเหมือนเราแบกหน้าแบกตาของโรงเรียนไว้ส่วนนึงด้วย

 

“อันนี้ขนมใคร ฉันกินได้ป่ะ หิวว่ะ”

 

“ไม่ได้ คยองซูเอามาฝากแบคฮยอน” เขาบอกจงแด มือพิมพ์เอกสารไปด้วย “ฉันสั่งปริ้นท์ไว้ นายไปดูแล้วอ่านตรวจทานหน่อย”

 

 “โห โคตรน่ากินเลย” จงแดมองคุกกี้แมคคาเดเมียตาละห้อย แม่คยองซูทำขนมอร่อยขนาดไหนใครก็รู้ “ชิ้นนึงก็ได้”

 

“ไปทำงาน”

 

คยองซูแบกขนมอันนี้มาเมื่อเช้า บอกว่าเมื่อวานตอนจะไปห้องสมุดบังเอิญเดินสวนกับแบคฮยอน ตอนแรกก็กลัวอยู่หรอกเพราะแบคฮยอนทำหน้าเหมือนจะไปมีเรื่องกับใคร แต่พอเห็นคยองซูเจ้าตัวก็พูดขอบใจเรื่องคุกกี้ บอกว่าอร่อยมาก คยองซูเลยแบกมาอีกในวันนี้ บอกเขาว่าฝากเอาให้แบคฮยอนด้วย

 

ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมต้องมาฝากเขา เขาเองก็ไม่ได้เจอบยอนแบคฮยอนมาหลายวันแล้วเหมือนกัน ที่แบคฮยอนบอกว่าไม่เจอกันหรอกก็ไม่เจอจริงๆ ตอนแรกเขาคิดว่าไม่ได้มาโรงเรียน แต่เจ้าตัวมาเรียนทุกวัน จากคำบอกเล่าของเซฮุนที่เขาเจอตอนไปซื้อน้ำที่ร้านในโรงเรียน

 

ไม่รู้ว่าจงใจหลบหรือว่าเราไม่เจอกันจริงๆ แต่เขาก็ไม่ได้ว่าอะไรหรอก ไม่เจอก็ไม่เจอ หวังว่าจะตั้งใจเรียนหนังสือ ไม่ไปทำตัวเองเจ็บอีก แผลเองก็ยังปิดไม่สนิท ออกแรงเยอะๆมันก็อาจจะเปิดได้เหมือนกัน

 

“อยากกินคุกกี้ !

 

“เดี๋ยวแบคฮยอนก็ต่อยเอาหรอก”

 

“เออ ไม่กินก็ได้” จงแดกลัวโดนแบคฮยอนมาต่อยเหมือนกัน กิตติศัพท์ใช่ย่อยเสียที่ไหน “อันนี้เอาไปส่งเลยไหม อาจารย์คิมนะ ?”

 

“อืม เอาไปส่งเลย” เขาบอกเพื่อน “ส่งแล้วไปเรียนเลยนะ ฉันก็จะไปเรียนเหมือนกัน”

 

“โอเค”

 

พอจงแดออกจากห้องไป เขาก็เก็บของทุกอย่างให้เรียบร้อย ปิดคอมพิวเตอร์ ปิดแอร์ ปิดไฟอะไรให้เรียบร้อย ก่อนจะรอลิฟต์เพื่อขึ้นไปชั้นสี่ ปกติแล้วเขาคงเดินขึ้น แต่เพราะว่ามันไม่มีใครเขาเลยคิดว่ารอลิฟต์ก็คงไม่เสียหายอะไรนักหรอก

 

จนออกจากลิฟต์มาแล้วเจอคนที่อาทิตย์ที่แล้วนอนอยู่ที่โรงพยาบาลเดินลงมาจากบันไดนั่นแหละ พอเห็นว่าอีกฝ่ายผงะไปเล็กน้อยที่เจอเขา เขาก็เลยรู้ได้ทันทีว่าลูกหมาดื้อที่ชอบทำหน้าดุตัวนี้ไปทำอะไรมา

 

“ลูกอมที่ฉันให้หมดแล้วรึไง ?”

 

“...ยัง” แบคฮยอนตอบเสียงเบา “ฉันพยายามอยู่”

 

“เอามา” เขาแบมือไปตรงหน้าแบคฮยอน “ยึด”

 

“หมดแล้ว มีแต่ไฟแช็ก” แบคฮยอนพูดความจริง “มันยาก นายไม่รู้รึไง”

 

“นายไม่พยายามมากกว่า จะเลิกแต่ก็ยังพกมาโรงเรียน หักจิตพิสัยสิบคะแนน”

 

“จิตพิสัยฉันยังเหลืออยู่อีกรึไง ?”

 

“ฉันจะหักจนติดลบ” ชานยอลไม่ได้ล้อเล่น จิตพิสัยติดลบร้อยยี่สิบมันก็เกิดขึ้นได้ “เย็นนี้ก่อนกลับบ้านไปห้องกรรมการด้วย คยองซูฝากขนมมาให้”

 

“คุกกี้หรอ ?” แบคฮยอนทำตาโต พอรู้ตัวก็ทำท่าเหมือนไม่ได้ชอบอะไร “อืม เดี๋ยวไปเอา”

 

ชานยอลกลับไปเรียนตามปกติจนถึงเวลาเลิกเรียน วันนี้เขามีงานต้องทำก่อนกลับบ้านหลายงาน มีเพื่อนหลายคนรวมถึงจงแดมาช่วยบ้าง แต่ยังไงเขาก็ต้องเช็คอีกรอบอยู่ดีเพื่อกันความผิดพลาด ส่วนคยองซูกับจงอินนั้นมันก็มาช่วยทำบ้าง แต่พวกมันชอบติดเล่นกัน เขาก็ไม่ได้ว่าอะไรหรอก พวกมันมานั่งเล่นกันก็ไม่เหงาดี

 

วันนี้จงอินไปเตะบอลกับเพื่อนต่างโรงเรียน เขาบอกให้คยองซูตามไปด้วย เผื่อเอาไว้ก่อน คยองซูเองก็โอเค ให้ไปด้วยก็ไปด้วย กำชับเขาอย่างดีว่าต้องเอาคุกกี้ให้แบคฮยอนให้ได้นะ เขาเองก็บอกว่าเขาบอกแบคฮยอนแล้ว เดี๋ยวก็คงจะมาเอา

 

จนตอนที่เพื่อนทยอยกลับกันไปทีละคนสองคน เขาถึงได้สนใจนาฬิกาว่าตอนนี้มันกี่โมงกี่ยามแล้ว และนาฬิกาก็บอกเขาว่าห้าโมงครึ่ง มันเป็นเวลาที่เขาควรจะกลับแล้วเหมือนกัน

 

แต่เขาคงต้องนั่งเฝ้าคุกกี้อยู่แบบนี้ กลับบ้านก็ไม่ได้ ไปไหนก็ไม่ได้

 

“กลับแล้วนะ เจอกันพรุ่งนี้” จงแดบอกลาเขา

 

“อืม พรุ่งนี้เจอกัน”

 

แต่พอจงแดเปิดประตู กลับกลายเป็นว่ามีเด็กปีหนึ่งยืนอยู่หน้าห้อง ท่าทางเก้ๆกังๆเหมือนจะเข้ามาดีไม่เข้ามาดี แต่พอจงแดเปิดประตูออกไปก็หน้าตื่น ทำท่าเหมือนจะวิ่งหนี แต่สุดท้ายก็ตั้งสติได้ บอกกับพวกเขาว่ารุ่นพี่บยอนแบคฮยอนสั่งให้มาเอาคุกกี้

 

“แล้วทำไมรุ่นพี่นายไม่มาเอาเอง ?”

 

“เอ่อ...ผม” เด็กปีหนึ่งตาเลิกลั่ก “ผมไม่รู้ พี่เค้าสั่ง”

 

“อยู่ไหน พี่นายน่ะ ?”

 

“ยะ...อยู่ดาดฟ้าครับ”

 

“เดี๋ยวฉันเอาไปให้เอง” เขาบอกเด็กปีหนึ่งที่โค้งให้เขาก่อนจะวิ่งไปอีกทาง เดาว่าคงเป็นเด็กที่ชอบทำนิสัยไม่ดีเวลาอยู่ที่โรงเรียนเหมือนบยอนแบคฮยอน กลัวว่าเขาจะจับหักจิตพิสัยหรือให้อาจารย์เรียกผู้ปกครองมาคุย

 

เขาจัดการเก็บของทุกอย่างให้เรียบร้อย ออกมาจากห้องพร้อมกับกระเป๋านักเรียนและขวดโหลคุกกี้ เดินไปขึ้นลิฟต์ก่อนจะกดเลขหก เพื่อจะได้เดินขึ้นบันไดที่เชื่อมไปยังดาดฟ้า เย็นย่ำขนาดนี้ก็ยังไม่ยอมกลับบ้านกัน ถ้าจะสูบบุหรี่กันทำไมไม่ไปสูบกันข้างนอก มาสูบกันในโรงเรียนเวลาเลิกเรียนมันก็ถือว่ามีความผิด แล้วนี่คงลืมไปแล้วมั้งว่าเขารอให้ไปเอาของอยู่ ทำไมไม่มีความรับผิดชอบบ้าง

 

แต่ยังไม่ทันจะเดินขึ้นบันไดไป เขาก็เห็นแบคฮยอนวิ่งหน้าตื่นลงมาก่อน ตามด้วยเซฮุนที่พอเห็นเขาแล้วก็หัวเราะเสียงดัง ส่วนคนที่ตอนแรกทำหน้าตื่นอยู่แล้วนั้น ยิ่งทำหนักไปกว่าเดิมเมื่อเห็นว่าเขายืนอยู่หน้าบันได

 

รอยช้ำที่โหนกแก้มซ้าย รวมถึงเลือดที่ริมฝีปากก็ทำให้เขารู้ว่าทำไมคนตรงหน้าถึงไม่ลงไปเอาขนม

 

“บยอนแบคฮยอน !

 

“พ่อมาว่ะ” เซฮุนหัวเราะไม่หยุด มือข้างหนึ่งผลักเพื่อนให้เดินลงจากบันไดไป “เคลียร์เลย ช่วยกัน”

 

“ช่วยเหี้ยอะไร...” แบคฮยอนลงบันไดหนึ่งก้าว ปั้นหน้าตัวเองให้กลับมาเรียบเหมือนเดิม “ฉัน...”

 

“ฉันไม่เกี่ยวนะ ไอ้แบคฮยอนคนเดียวล้วนๆ” เซฮุนมองหน้าเขาด้วยรอยยิ้ม “ลงโทษมันคนเดียวก็แล้วกัน ไปนะ”

 

“ไอ้เซฮุน กูไป...”

 

“หยุด !” เขาจงใจออกคำสั่งกับบยอนแบคฮยอน ส่วนโอเซฮุนนั้น เขาเห็นว่าที่ใบหน้าไม่มีรอยแผล ที่บริเวณข้อนิ้วที่มือก็ไม่มี แสดงว่าคงไม่รู้จริงๆ “อย่าคิดจะหนี”

 

“คือฉัน...” แบคฮยอนมองเพื่อนสนิทที่วิ่งลงบันไดไปตาละห้อย ก่อนจะหันกลับมามองเขาที่ยืนขมวดคิ้วอยู่ตรงหน้า “มันกวนตีนฉันก่อน”

 

“นายโตไม่พอที่จะไม่ใช้อารมณ์แก้ปัญหารึไง ?”

 

“จะไปเข้าใจอะไรวะ มันไม่ได้ด่าพ่อนายนี่ !

 

“เงียบ !

 

“...”

 

“ลงไปข้างล่างก่อน แล้วค่อยคุยกัน”

 

เขารู้ว่าแบคฮยอนไม่พอใจ แต่ก็ยังยอมเดินตามมาโดยกอดโหลคุกกี้ที่เขาส่งให้ เจ้าตัวเดินฟึดฟัดมาตลอดทางจนถึงห้องกรรมการนักเรียนที่เขาล็อคไปแล้ว  แต่ก็ต้องไขกุญแจเข้าไปใหม่เพื่อให้บยอนแบคฮยอนเข้าไปข้างใน โชคดีที่มันยังมีกล่องพยาบาลที่พวกเขายังไม่ได้ส่งคืนห้องพยาบาลไป จะไปห้องแบบนั้นตอนนี้มันก็คงล็อคไปแล้ว เขาจึงต้องพามาที่นี่แทน

 

เหนือขึ้นไปจากเรื่องที่บยอนแบคฮยอนควบคุมตัวเองไม่ได้ คือการที่แผลเก่ายังไม่หายดี ก็ยังอุตส่าห์หามาให้ตัวเองเพิ่มนั่นแหละ

 

“นั่งที่โซฟา” เขาพยักเพยิดไปทางโซฟาที่จงแดมันชอบแอบอู้มานอนตอนกลางวัน ก่อนจะเดินไปเอากล่องพยาบาลที่อยู่ในตู้ออกมาเพื่อทำแผลให้บยอนแบคฮยอน

 

ที่ดูเหมือนจะตกใจเหมือนกันที่เขาจะทำแผลให้แบบนี้

 

“ทำไม คิดว่าจะเรียกมาด่าเพิ่มรึไง ?”

 

“คงงั้น” แบคฮยอนมองเขาที่กำลังหายาในกล่อง “กี่คะแนนล่ะคราวนี้”

 

“ศูนย์” เขาตอบแบคฮยอน “แผลเก่ายังไม่ทันหายดี ทำไมถึงทำแบบนี้”  

 

“...ก็มัน...นายมันไม่เคยโดนด่านี่”

 

“นายรู้ได้ไงว่าฉันไม่เคยโดน” เขาเอายาทาแต้มที่โหนกแก้มของแบคฮยอน คนเจ็บสะดุ้งนิดหน่อย ก่อนจะหลุบตามองหน้าตักตัวเอง “ตอนสอบเข้าที่นี่ ก็มีคนหาว่าฉันใช้เงินพ่อ ทำให้ตัวเองได้อยู่ห้องคิง”

 

“...”

 

“หลายเรื่องนะ ตอนที่ได้เป็นประธานนักเรียนก็ยังโดนว่าใช้เงินพ่อให้ได้ตำแหน่งมา”

 

“ใครมันว่านาย...”

 

“นั่นมันสำคัญด้วยรึไง...เงยหน้าขึ้นมา ทาไม่ถนัด” เขาใช้มืออีกข้างดันคางแบคฮยอนขึ้น “มันไม่มีอะไรต้องสนหรอก ถ้ามันไม่ใช่ความจริง”

 

“...”

 

“นายไม่เห็นต้องไปดิ้นให้คนที่ไม่รู้จักนายมันดูเลยนี่ เรื่องไม่จริงก็คือเรื่องไม่จริง” เขาผละมือออก มองเข้าไปในตาของแบคฮยอน “เลิกสนใจได้แล้ว”

 

“แต่ฉันทนไม่ได้...”

 

“แล้วก็ต้องมาเจ็บแบบนี้” จากที่แก้มเลื่อนมาเป็นที่มือ “คุ้มแล้วรึไง ?”


“พ่อฉัน ฉันว่าได้แค่คนเดียว นายเข้าใจใช่ไหม ?”

 

“เข้าใจ ใครมันก็เป็นแบบนั้น” เขาเข้าใจจริงๆ “แล้วนี่อะไร ?”

 

เขาเห็นเลือดซึมออกมาจนเปื้อนเสื้อนักเรียน ถึงมันจะเล็กน้อยแต่เขาก็มองเห็น บยอนแบคฮยอนพยายามบ่ายเบี่ยง แต่เขาก็ยึดมือของแบคฮยอนเอาไว้แน่น สุดท้ายก็เป็นเขาที่เป็นฝ่ายชนะ เลิกเสื้อของแบคฮยอนขึ้นจนเห็นว่าเลือดมันซึมออกมาจากผ้าพันแผล

 

“บยอนแบคฮยอน !

 

“โอเค...ฉันรู้...” แบคฮยอนพูดเสียงค่อย “ฉันไม่ได้ตั้งใจ ฉันออกแรงเยอะไปแล้ว มันก็เกี่ยวเอวฉันตรงนี้...”

 

“ฉันจะทำแผลให้ใหม่”

 

“ไม่ๆ...”

 

“เงียบซะ ฉันจะโมโหแล้วนะ”

 

“...”

 

แบคฮยอนกึ่งนั่งกึ่งนอนให้เขาดูแผลให้ ตะแคงไปด้านข้างเพราะปากแผลอยู่ด้านหลัง เขาเห็นมือข้างนึงของแบคฮยอนกำกันแน่น ไม่รู้ว่าจะโกรธกันรึเปล่าที่เขาทำแบบนี้ เขาเพิ่งมาคิดได้ว่าบางทีมันอาจจะดูเกินเลยไป เพราะเราไม่ได้สนิทกันมากขนาดที่จะมานั่งเปิดเสื้อให้กันดู แต่จะให้เขาปล่อยบยอนแบคฮยอนกลับบ้านไปโดยที่เห็นว่าแผลมันเปิดอยู่ทนโท่ เขาก็คงจะทำไม่ได้

 

แผลมันเปิดออกมาเล็กน้อย จากสิ่งที่เห็นเขาคิดว่ามันไม่ได้หนักหนามากเท่าไหร่ แต่การที่เขาจะเปลี่ยนผ้าพันแผลให้มันก็เป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว เขาตั้งใจเปลี่ยนมันเหมือนตัวเองเป็นบุรุษพยาบาล ทำให้มันออกมาดีที่สุด ถึงแม้ว่าเขาจะมือใหญ่เทอะทะแถมมันยังหนักอีกต่างหาก

 

“ยังเจ็บอยู่ไหม ?”

 

“...”

 

“แบคฮ

 

ชานยอลตั้งตัวไม่ทันกับการที่แบคฮยอนพุ่งเข้ามาจูบเขา ตอนที่เขาเงยหน้าขึ้นมาจากแผลของเจ้าตัว เขาใช้เวลาหลายวินาทีในการตั้งสติ สมองของเขามีคำถามวนไปซ้ำๆว่าแบคฮยอนทำบ้าอะไร แต่ใจของเขากลับสั่งให้ดึงบยอนแบคฮยอนเข้ามาหา เกี่ยวเอวแบคฮยอนข้างที่ไม่เจ็บเพื่อให้เราใกล้กันมากขึ้น มือของแบคฮยอนเลื่อนขึ้นมาขยุ้มผมเขา จูบตอบกลับไปให้มากกว่าที่แบคฮยอนจูบเขา เขาได้กลิ่นบุหรี่ ได้รสลูกอมรสมะนาว รวมถึงรสชาติหวานๆที่เขาไม่รู้ว่ามันมาจากไหน เขารู้แต่ว่าเขาชอบมัน ชอบจนอยากจะชิมมันไปเรื่อยๆ

 

จากริมฝีปากของบยอนแบคฮยอน

 

“...ไหนบอกว่าหมดแล้ว” เขาเปิดปากพูดขึ้นมาก่อนตอนเราผละออกจากกัน “บุหรี่”

 

“ของเซฮุน” แบคฮยอนขยับตัวลงจากตักเขา “ฉันกลับดีกว่า...”

 

“เดี๋ยวฉันไปส่ง”

 

“ฉันกลับเอง...”

 

“เดี๋ยวไปส่ง” เขามองผมยุ่งๆของแบคฮยอนที่เขาขยี้มันไม่มีชิ้นดี ผมเขาเองก็คงไม่ต่างกัน “รถน่าจะมาแล้ว ไปเถอะ...อย่าลืมคุกกี้”

 

เราต่างคนต่างเดินออกมา เสื้อนักเรียนยับยู่ยี่ ผมยุ่งไม่เป็นทรง ถ้าเป็นคนอื่นมาเห็นคงคิดอะไรไปในแง่นั้น และความจริงคือเราจูบกัน แต่สำหรับคนในโรงเรียนนั้นคงคิดว่าเราสองคนตีกัน เพิ่งจะแยกกันได้เมื่อสักครู่ และทำสัญญาสงบศึกด้วยการกลับบ้านด้วยกัน

 

เขาบอกว่าให้คนขับรถของบ้านเขาวนไปส่งแบคฮยอนก่อน คนที่วันนี้กลับบ้านมากับเขาก็บอกที่อยู่กับคนขับรถ ก่อนจะหันไปสนใจวิวนอกหน้าต่างรถเหมือนที่เขากำลังทำอยู่

 

อันดับแรกเลยที่เขาต้องคิดคือแบคฮยอนจูบเขา แวบแรกเขาคิดว่ามันประหลาด แต่ที่ประหลาดกว่าคือเขาจูบตอบ ไม่ได้มีใจคิดรังเกียจ เขารู้ตัวดีว่ามีความรู้สึกร่วมไปกับสิ่งที่ทำด้วยซ้ำ แต่ในขณะเดียวกันเขาก็คิดว่าทำไมแบคฮยอนถึงทำแบบนี้

 

คนที่ตั้งท่าเกลียดเขาก่อนคือบยอนแบคฮยอนด้วยซ้ำ แต่ตั้งแต่เกิดเรื่องที่ตรอกเล็กๆไม่ใกล้ไม่ไกลกับห้างสรรพสินค้าวันนั้น ความสัมพันธ์ของเราก็เปลี่ยนเป็นหน้ามือ เรื่องคำพูดมันอาจจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปไม่มาก แต่ความรู้สึกของเขานั่นแหละที่เปลี่ยนไป เขารู้ดีและเข้าใจด้วยว่าจากความรู้สึกไม่ชอบ เปลี่ยนเป็นความรู้สึกผิด เปลี่ยนเป็นการคิดว่าบยอนแบคฮยอนเป็นคนดี และเขาก็มีแต่ความคิดด้านบวกเกี่ยวกับแบคฮยอนมากขึ้นเรื่อยๆ เขายอมรับกับตัวเองว่าเขาเป็นห่วงเวลาที่ไม่รู้ว่าอีกคนไปอยู่ที่ไหน ยิ่งตอนที่เห็นว่าเจ็บตัว...เขาก็นึกโมโหในใจขึ้นมาจริงๆ

 

แต่กับแบคฮยอน นอกจากเรื่องที่อยู่ดีๆก็พุ่งเข้ามาจูบกันนั้น เรื่องอื่นเขาไม่รู้เลย

 

อาจจะมีเรื่องที่แบคฮยอนรับฟังเขามากขึ้น ถึงมันจะเป็นการพูดเบาๆ แต่นั่นมันก็เป็นเรื่องที่ดี ปกติแล้วเขากับแบคฮยอนไม่มีเหตุผลมาคุยกันหรอก วันนี้แทบจะเป็นวันแรกๆด้วยซ้ำที่คุยกันไปในทิศทางที่ดี

 

แต่ถึงอย่างนั้น...ให้ตายเถอะ มันยากจริงๆที่เขาจะตัดสินใจได้ว่ารู้สึกยังไงในตอนนี้ จะพูดอะไรออกไปมันก็ดูจะยากจะผิดไปซะหมด เขาไม่รู้ว่าแบคฮยอนคิดยังไง เขาไม่รู้เลยจริงๆ

 

จนตอนที่ถึงบ้านของแบคฮยอน ตอนที่แบคฮยอนเปิดประตูลงจากรถ เขายังไม่รู้เลยว่าต้องพูดอะไร

 

“ระวังแผลด้วย” เขายกเรื่องนี้ขึ้นมาพูด เพราะไม่รู้จะพูดอะไรแล้ว

 

“อืม” แบคฮยอนตอบกลับมา “ขอบใจ”

 

 และตอนนี้ที่มีเขาอยู่คนเดียว ก็ยังไม่รู้เลย ว่าคำพูดที่ควรจะพูดในเวลานี้คืออะไร

 

ไม่รู้เลยจริงๆ

 



 


 



(ถ้าไม่พูด จะวางแล้วนะ)

 

“เก็บของ มานอนบ้านกู”

 

(ไม่อ่ะ บ้านกูมีเตียงเหมือนกัน นอนสบายดี)

 

“เซฮุน” แบคฮยอนกดเสียงลงต่ำ “มีเรื่องอยากปรึกษา”

 

(พูดมา)

 

“ขอร้อง”

 

(เพื่อนบังเกิดเกล้าแท้ๆ อีกยี่สิบนาที)

 

แบคฮยอนกัดริมฝีปากตัวเองเบาๆ พลางคิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อเย็น เรื่องที่เขาห้ามมันไม่ได้เพราะความรู้สึกที่เอ่อล้นขึ้นมาในใจ เขาไม่รู้จะระบายมันออกได้ที่ไหน สุดท้ายมันก็เอาชนะทุกอย่างในหัวสมองของเขา สั่งให้เขาพุ่งตัวไปหาปาร์คชานยอลที่กำลังทำแผลให้เขาอยู่

 

เสี้ยววินาทีนั้นเขาคิดได้ว่าตัวเองทำอะไรลงไป แต่แขนของชานยอลที่รั้งเขาเอาไว้ให้เข้าไปชิดใกล้ ทำให้เขาหยุดตัวเองไม่ได้ ริมฝีปากของเราแนบชิดกันจนเขาได้รสเลือดตัวเองด้วยซ้ำ

 

เขาห้ามหัวใจตัวเองเอาไว้ไม่ได้จริงๆ

 

เขารู้สึกต้องการนิโคตินเข้าสู่ปอด แต่พอลุกขึ้นจากเตียงเพื่อจะไปหยิบบุหรี่ที่อยู่บนโต๊ะ เขาก็นึกถึงเสียงคนที่ชอบตะโกนชื่อเขา ท่าทางวางอำนาจที่ทำให้เขาใจเต้น แต่ก็ต้องซ่อนมันเอาไว้ตลอด พอคิดถึงเสียงนั้นเขาก็คว้าลูกอมรสมะนาวมาแกะ ลูกอมที่อร่อยมากกว่าลูกอมทุกเม็ดบนโลกเพราะคุณประธานนักเรียนเป็นคนซื้อให้เขา

 

ยี่สิบนาทีต่อมา เซฮุนก็มาถึงบ้านเขาจริงๆ เขารู้ตอนที่มีคนมาเคาะประตูห้อง บอกว่าคุณเซฮุนมาหา ก่อนที่เขาจะเปิดออกไปเจอเพื่อนยิ้มทะเล้น ถามว่าวันนี้โดนพ่อคนที่สองด่าว่าอะไรล่ะ จะได้ปลอบใจถูก

 

คือ...แบคฮยอนนั่งลงที่เตียงนอนของตัวเอง กูจริงจังนะ

 

เออเซฮุนตอบกลับมา อะไรล่ะ ?”

 

กู...ลืมตัว แล้ว...ก็จูบเค้าไป...

 

อะไรนะ ?” เซฮุนได้ยินไม่ถนัด ขออีกรอบ

 

เขารู้สึกเกลียดเพื่อนขึ้นมาก็วันนี้ ทำไมมันถึงต้องมาหูไม่ได้ยินในสถานการณ์แบบนี้ด้วย

 

คือ...แบคฮยอนรู้สึกว่ามันพูดยากเหลือเกิน เค้าไม่ได้ว่าอะไร แต่ว่าพากูไปทำแผลที่ห้องกรรมการนักเรียน ก็ได้คุยกันดีๆแล้ว...ก็จูบ...

 

ห้ามใจตัวเองไม่ไหวว่างั้น ?”

 

เออแบคฮยอนตอบเสียงค่อย ทำไงดีวะ ?”

 

ก็ไปคุยให้รู้เรื่อง

 

เพื่อน ไม่ได้เรียกมาให้ตอบแบบนี้

 

แล้วมันจะทำอะไรได้อีกวะ มึงอุตส่าห์จูบคุณประธานนักเรียนไปแล้วนะ ทำตัวให้มันกล้าเหมือนเวลาไปต่อยคนอื่นหน่อย

 

ก็ใช่...จูบไปแล้ว

 

แบคฮยอนคิดไม่ตกจริงๆว่าควรทำยังไง พรุ่งนี้ถ้าเขาเจอชานยอลขึ้นมา เขาจะต้องทำหน้ายังไง อีกฝ่ายจะคุยกับเขาไหม หรือหนักกว่านั้นเราอาจจะเข้าหน้ากันไม่ติดแล้วก็ได้

 

แต่ก็อย่างที่เซฮุนพูด...เขาจูบปาร์คชานยอลไปแล้ว มันเอาอะไรคืนมาไม่ได้แล้วล่ะ

 

โธ่เว้ย !

 

คุกกี้ใครวะ กูกินได้ไหม ?”

 

อย่าแตะแบคฮยอนยังมีอารมณ์หวงของกินอยู่ กูนอนล่ะ มึงทำอะไรก็ทำนะ ยกเว้นแดกคุกกี้

 

เพื่อนอย่างโอเซฮุนได้แต่ถอนหายใจมองเพื่อนที่ตอนนี้นอนหลับตาหายใจอย่างหนักหน่วงไปแล้ว ถึงมันจะบอกไม่ให้กินคุกกี้ แต่คนอย่างเขาเคยฟังมันที่ไหน แล้วนี่เรียกเขามาฟังมันบ่นประโยคสองประโยค แล้วก็นอนไปเลยแบบนี้เนี่ยนะ ?

 

ก็ดีแล้วนะที่มึงทำแบบนั้นเซฮุนพูดขึ้นมากลางอากาศ รู้อยู่ว่ามันยังไม่หลับ ดีกว่ามองอยู่เฉยๆเหมือนที่มึงชอบทำมาตลอด

 

บยอนแบคฮยอนเจอกับปาร์คชานยอลครั้งแรก ด้วยข้อหาสูบบุหรี่ในบริเวณรั้วโรงเรียน สถานที่นั้นคือบริเวณดาดฟ้าตึกมัธยมปลายปีสาม ที่ที่ไม่มีอาจารย์คนไหนขึ้นมา แต่ประธานนักเรียนคนนี้ก็ยังรู้ว่าพวกเขาอยู่ที่นี่ แถมยังว่าเขาไม่มีชิ้นดี ทำราวกับว่าสูบบุหรี่มีโทษจำคุกหนึ่งปี

 

แถมยังเป็นคนแรกที่ว่าเขาด้วยเรื่องการทำตัวไม่ดีในโรงเรียนล้วนๆ ไม่มีเรื่องว่าเขามันชอบเอาอำนาจพ่อมาบังหน้าทำตัวเหลวไหลไปวันๆ ส่วนเรื่องคิดรึเปล่านั้นเขาไม่รู้ แต่ไม่พูดออกมาก็ดีมากแล้ว

 

เขาเลยเริ่มสนใจคุณประธานนักเรียนผู้ซื่อตรงต่อหน้าที่คนนี้ขึ้นมา คนที่โผล่มาได้ทุกที่ในโรงเรียนในตอนที่เขากำลังทำผิดกฎ เอาน้ำสาดหน้าเขาก็ทำมาแล้ว ด่าเขาเกี่ยวกับเรื่องความประพฤติ ไม่รู้จักโต การใช้ความคิด ความเป็นผู้ใหญ่

 

ทั้งหมดนั่น...เขายิ้มในใจทุกครั้งที่ได้ยินมันเลย

 

ช่างเป็นประธานนักเรียนที่ทุ่มเทให้หน้าที่ ทุกคำว่ามักจะลงท้ายด้วยความหวังว่าเขาจะเป็นคนที่ดี ยิ่งได้ฟังมันก็ยิ่งทำให้เขาสนใจและสนใจมากยิ่งขึ้น สนใจจนมันกลายเป็นคำอื่นที่โผล่ขึ้นมาในใจของเขาแทน

 

เขาทำตัวนิสัยไม่ดีใส่คุณประธานนักเรียนไปอย่างนั้น...ไม่งั้นเราจะคุยอะไรกัน ปาร์คชานยอลคงไม่มีทางโผล่มาถ้าเขาตั้งใจเรียนอยู่ในห้องหรอก

 

แต่เรื่องเตะต่อย บอกตามตรงว่าเขาไม่เคยตั้งใจให้มันเกิดขึ้น แต่ถ้ามีเรื่องพ่อเข้ามาเกี่ยวเมื่อไหร่เหมือนเขาจะหน้ามืดขึ้นมาทันที พ่อไม่เคยช่วยอะไรเขาด้วยซ้ำ หมายถึงเรื่องการกระทำความผิดต่างๆ พ่อเองก็ด่าเขาเหมือนกันเรื่องที่ทำตัวไม่ดี แต่จะทำไงได้ เขา...ไม่มีเรื่องจะไปคุยกับคุณประธานนักเรียนนี่

 

มันเป็นวิธีเรียกร้องความสนใจโง่ๆ แต่ได้ผลดีเยี่ยม แบบที่เขาไม่ได้คาดคิดว่ามันจะดีขนาดนี้ ถึงมันจะทำให้ชานยอลมองเขาไปในแง่ลบ แต่มันก็ดีที่ยังมองเขาอยู่บ้าง

 

ถึงจะทำจนปาร์คชานยอลฟิวส์ขาด ทั้งเตะทั้งต่อย แล้วก็บีบคอเขา

 

จนเรื่องนั้นมันเกิดขึ้น...และเขาที่เต็มใจเอาตัวไปบังปาร์คชานยอลเอาไว้ เขาเจ็บมันไม่เป็นไรหรอก แต่ถ้าปาร์คชานยอลเจ็บ เขาคงได้หน้ามืดฆ่าคนแน่ๆ คราวนี้มันคงจะได้เดือดร้อนพ่อจริงๆ

 

และเพราะเรื่องนั้น มันทำให้เขารู้ว่า...ตัวเองชอบคุณประธานนักเรียนคนนี้มากขนาดไหน มากขนาดที่ทำให้ตัวเจ็บได้ เขาคงเป็นเอามากจริงๆ

 

ตลอดอาทิตย์ที่ผ่านมา เอาเข้าจริงเขาไม่ได้คาดคิดหรอกว่าชานยอลจะมาเฝ้าเขาทุกวัน แต่ความรู้สึกที่เพิ่มขึ้นมาในใจของเขาคือความรู้สึกที่ว่าชานยอลอาจจะรู้สึกผิดแล้วสงสารเขาขึ้นมา ไม่ได้มีความรู้สึกเดียวกันในแบบที่เขามี ยิ่งรู้สึกแบบนั้นมากเท่าไหร่เขาก็ยิ่งพูดจาไม่ดี พอคิดว่าเขาพูดเกินไปแล้วเขาก็เลยเลือกที่จะเงียบ จนวันที่เราได้อยู่ด้วยกันสองคน วันที่ชานยอลดูแลเขา ไปซื้อชูครีมเพิ่มให้ ซื้อลูกอมมาให้เขาเพื่อแก้อาการอยากบุหรี่ แล้วก็ยังช่วยสอนการบ้านเขาด้วย

 

คุณประธานนักเรียนบอกว่าไม่ได้สงสาร บอกให้เลิกคิดแบบนั้น...ตอนนั้นเขาดีใจมากเลย ความรั้นมันก็ยังมี แต่เขาดีใจจริงๆ

 

เอาเป็นว่าพรุ่งนี้เขาจะลองดูก่อน ถ้ามันจะยังไงเขาก็คงจะต้องยอมรับมัน จะไปทำอะไรได้ล่ะ เขาห้ามใจตัวเองให้จูบคุณประธานนักเรียนที่ใจดีกับเขาไม่ได้ ห้ามใจไม่ให้ชอบก็ไม่ได้ ทำอะไรไม่ได้เลยสักอย่าง ทำได้แค่ยอมรับความจริงนั่นแหละ

 

แค่ไม่เกลียดกัน เขาก็ดีใจแล้วล่ะ

 




 



ชานยอลๆ !

 

อะไรแต่เช้า จงแด

 

เขานั่งอยู่ใต้ต้นไม้ มีคยองซูที่กำลังเล่าเรื่องจงอินล้มหน้าคว่ำตอนไปเตะบอลกับเพื่อนเมื่อวาน ทำไม้ทำมือประกอบฉาก เพื่ออธิบายให้สมจริง แต่ขณะที่กำลังเล่าอยู่นั้น จงแดก็วิ่งทะเล่อทะล่าหน้าตาตื่นเข้ามา แถมยังตะโกนจนคนบริเวณนั้นได้ยินกันไปหมด

 

หลังตึกหนึ่ง !

 

คำว่าหลังตึกหนึ่งของจงแดแปลเป็นอย่างอื่นไม่ได้นอกจากเรื่องทะเลาะวิวาทกันในโรงเรียน เขาลุกขึ้นยืน ก่อนจะวิ่งไปหลังตึกหนึ่งด้วยความเร็วเท่าที่จะทำได้ ยิ่งใกล้เท่าไหร่เขาก็ยิ่งได้ยินเสียงคนทะเลาะวิวาทกันดังขึ้นเท่านั้น

 

บยอนแบคฮยอน เขาเพิ่งจะพูดไปเมื่อวาน ทำไมคนเรามันถึงดื้อด้านได้ขนาดนี้กันนะ !

 

“พูดใหม่สิ มึงพูดใหม่ !

 

“ไอ้สวะ...บยอนแบคอั่ก !

 

เขาเห็นกลุ่มคนคุ้นตาที่เขารู้ว่าเป็นกลุ่มของบยอนแบคฮยอน เห็นเซฮุนที่อยู่ไม่ห่าง แล้วก็เห็นแบคฮยอน...ที่กำลังมีสีหน้าโกรธแค้น ใช้เท้ายันคนที่จะเข้ามาหาอย่างแรง ก่อนจะเงื้อหมัดของตัวเองขึ้นอีกครั้ง...

 

และปล่อยลงมากระทบกับใบหน้าของเขาที่เข้าไปขวางไว้พอดี

 

บยอนแบคฮยอนก้าวถอยหลังไปเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าคนที่เข้ามารับหมัดไม่ใช่คนที่อยากให้โดน แต่มันเป็นเขาที่วิ่งเข้ามาเพื่อห้ามสถานการณ์นี้ ใบหน้าของเขาหันไปตามแรงที่เข้ามากระทำ รู้สึกได้ถึงรสเลือดในโพรงปาก ก่อนที่เขาจะหันหน้ามามองบยอนแบคฮยอน คนที่ต่อให้เขาพูดอะไร มันก็คงไม่มีความสำคัญพอที่จะทำให้แบคฮยอนฟังเขาได้

 

ฉัน...

 

ห้องปกครอง ทุกคนเขาพูดเสียงเย็น กดความรู้สึกไม่ดีในใจลงไป เดี๋ยวนี้

 

เขาไม่รู้หรอกว่าจุดเริ่มต้นของเรื่องนี้มันเริ่มขึ้นจากตรงไหน แล้วเขาก็ไม่อยากรู้ด้วย เขาหมดความอดทนจะไปยืนฟังอะไรที่เขาไม่อยากฟัง ประกอบกับมีอาจารย์เดินมาพอดี เขาเลยเดินแยกไปอีกทาง บอกให้จงแดเป็นคนดำเนินการ เขาไม่อยากจะทำเรื่องนี้ ขอตัวไปดูเอกสารเรื่องงานเทศกาลแทน

 

เขารู้ว่าเราทุกคนมีอารมณ์โกรธ ใครก็โกรธได้ทั้งนั้น แต่การที่เราจะยับยั้งความโกรธเอาไว้ในใจ ไม่แสดงมันออกไปเพื่อให้ใครต้องเจ็บตัว มันก็เป็นทักษะทางอารมณ์ที่คนมีวุฒิภาวะควรต้องมี ถึงคนเหล่านั้นจะด่าพ่อล้อแม่เรายังไง แต่การทำร้ายคนอื่นไม่ใช่เรื่องดีเลยสักนิด

 

ตอนที่เราโดนด่าเรายังรู้สึกไม่ดี สิ่งที่เราทำได้ดีที่สุดคือการไม่เป็นอย่างคนที่เราไม่ชอบ เขาด่าเราแล้วใช่ว่าเราต้องด่าเขา คนที่ชนะจริงๆคือคนที่ควบคุมตัวเองไม่ให้ไหลไปตามคำพวกนั้นได้ต่างหาก

 

แต่ทำไมแบคฮยอนทำไม่ได้ ทำไมถึงไม่เปิดใจฟังสิ่งที่เขาพยายามจะบอกสักนิด

 

ทั้งที่เขาเป็นห่วง...เขาแสดงออกขนาดนี้ว่าเป็นห่วง ทำไมถึง...

 

เขาคงไม่สำคัญอะไร เผลอสำคัญตัวผิดไปสินะ เรื่องเมื่อวานแบคฮยอนคงแค่เผลอ ขณะที่มันทำเอาเขานอนไม่หลับทั้งคืน

 

จงแดมาบอกเขาในช่วงคาบเช้าว่าทุกคนโดนเรียกผู้ปกครอง แต่ไม่รู้หรอกว่าคุยอะไรกันบ้าง เพราะว่าต้องออกมาเรียนก่อน ตอนนี้คงคุยกันอยู่

 

สำหรับแบคฮยอนนั้น เขาคิดว่ามันคงไม่หนักหนาเท่าไหร่ เพราะถึงคนอื่นจะคิดว่าพ่อกับแม่แบคฮยอนตามใจลูก แต่ความจริงแล้วพ่อกับแม่ของแบคฮยอนคงรู้ ว่าลูกของตัวเองขาดสติเพราะเรื่องอะไร แต่ถึงอย่างนั้น การที่ต้องเจ็บตัวมันไม่ใช่เรื่องตลกเลยสักนิด

 

เขาตั้งใจเรียนตามปกติแบบที่เป็นมาอยู่เสมอ จนกระทั่งอาจารย์ปล่อยพักเที่ยง เขาเองก็กำลังเก็บของ ตอนที่ได้ยินเสียงคยองซูที่เดินออกไปจากห้องนั้นพูดเสียงสดใส

 

อ้าว แบคฮยอน !

 

เอ่อ...ฉัน...แบคฮยอนมองเลยเข้ามา สบตากับเขาเข้าพอดี ประธานนักเรียน...

 

ชานยอล แบคฮยอนมาหา !คยองซูเป็นคนสดใสอยู่แล้ว เจ้าตัวไม่รู้หรอกว่ามีเรื่องอะไรกัน ชานยอล !

 

ฉันรู้แล้วเขาตอบรับเพื่อน แต่หลบสายตาของคนที่อยู่นอกห้อง เดินออกมากับจงอิน ไปกินข้าวเถอะ

 

เขายังไม่คิดอยากจะคุยกับบยอนแบคฮยอนตอนนี้ เอาเข้าจริงเขายังไม่รู้ว่าจะพูดอะไร พูดไปก็เท่านั้น เหนื่อยจะพูดแล้วจริงๆ

 

ที่จริงตัวเขามันก็ไม่มีสิทธิจะไม่พอใจอะไรหรอก เขาไม่มีสิทธิจะคิดอะไรทั้งนั้น เพราะทั้งหมดนั่นมันเป็นเรื่องของบยอนแบคฮยอน จะทำอะไร จะมีเรื่องกับใคร จะเจ็บตัวยังไง มันเป็นเรื่องของอีกฝ่ายล้วนๆ ไม่มีเขาอยู่ในนั้น สักเสี้ยวของความรู้สึกก็ไม่มี

 

ประธานนักเรียน

 

“...”

 

ปาร์คชานยอล อย่ามาเมินฉันนะ

 

คยองซูกับจงอินเหลือบมองหน้ากัน ถามกันทางสายตาว่านี่มันเรื่องอะไร พอจะเข้าใจอยู่แหละว่าคงสนิทกันมากขึ้นเพราะชานยอลไปเยี่ยมทุกวัน แต่ทำไมเพื่อนสนิทของเราสองคนถึงต้องเมินแบคฮยอน คนที่ช่วยให้มันไม่โดนแทงมาหาเลยนะ ทำไมถึงเดินดุ่มๆนำหน้าเราไปแบบนี้ นำไปจนแบคฮยอนที่เดินตามมาจะแซงเราไปด้วยอีกคน

 

ปาร์คชานยอล !

 

จะต่อยฉันอีกหมัดรึไง เอาสิ

 

นายมาขวางเอาไว้เอง !

 

แล้วฉันโทษนายสักคำรึยังล่ะ ฉันแค่ถามว่านายจะต่อยฉันรึไง ฉันจะได้ยืนนิ่งๆให้นายทำ

 

เขาหันมาเผชิญหน้ากับบยอนแบคฮยอนที่หยุดทันทีที่เขาหยุด เช่นเดียวกับเพื่อนอีกสองคนที่สังเกตสถานการณ์อยู่ห่างๆ

 

ฉัน...ไม่ได้จะต่อยนายแบคฮยอนพูดเสียงค่อย ขอโทษ

 

ใช่ฉันรึไงที่นายควรขอโทษ ?”

 

ถ้าหมายถึงพ่อกับแม่ ฉันก็พูดทุกวันนั่นแหละแบคฮยอนพูดกับเขา หมายถึงที่ต่อยนาย...แล้วก็เรื่องเมื่อวาน...

 

เรื่องเมื่อวาน เรื่องไหน ?”

 

แบคฮยอนอ้ำอึ้งให้เขาเห็น ก่อนจะเงียบไปราวกับกำลังใช้ความคิด เขาเองพยายามหาคำตอบของทุกอย่างผ่านแววตาของบยอนแบคฮยอน คนที่สุดท้ายก็หันไปหาเพื่อนของเขาสองคน ที่กำลังยืนกระซิบกระซาบกันอยู่

 

พวกนาย...ควรไปกินข้าวได้แล้ว

 

อ๋อ ใช่ เราต้องไปกินข้าว !คยองซูยิ้มให้แบคฮยอน ใช้มือคว้าแขนจงอินที่กำลังงุนงงกับคำไล่ของบยอนแบคฮยอน ไปนะ ไว้เจอกันตอนบ่าย

 

เขายืนอยู่ตรงนั้นไม่ได้ขยับไปไหน เช่นเดียวกับบยอนแบคฮยอนที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขา ไม่ยอมพูดอะไรสักอย่าง ถึงแม้ว่าคยองซูกับจงอินจะลงไปแล้ว บริเวณตึกเรียนแทบไม่มีคนอยู่ด้วยซ้ำ แต่แบคฮยอนก็ยังไม่พูดอะไร

 

มันเหมือนสงครามประสาทแบบที่เคยเกิดขึ้นระหว่างเราสองคน แต่ถึงอย่างนั้น สงครามนี้มันถูกประกอบขึ้นด้วยความรู้สึกที่แตกต่างไปจากเดิม ราวกับว่าตัวเขากำลังค้นหาความรู้สึกบางอย่าง จากสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ตอนนี้

 

“...ดาดฟ้าเขาได้ยินเสียงพึมพำ ก่อนที่แบคฮยอนจะเดินเลยเขาไป

 

ชานยอลเดินตามอีกฝ่ายไป รู้สึกได้ว่าถ้าตอนนี้เขายังมัวแต่คิดอะไรในใจ เดินหนีแบบที่ทำไปก่อนหน้านี้ เราคงจะคุยกันไม่รู้เรื่อง เขาโกรธได้ ไม่พอใจได้ แต่มันควรจะมีขอบเขต เขาเองก็ใช่ว่าจะชอบผิดใจกับใคร ทะเลาะกันไปก็ไม่พบเจอข้อดี มีแต่ใจที่มันขุ่นมัวกันไปเปล่าๆ

 

ถ้าเราคุยกันได้...เขาก็คงอยากจะคุยให้รู้เรื่อง

 

ระยะเวลาครึ่งวันตั้งแต่เช้าจนถึงกลางวัน เขาเองคิดอะไรได้เยอะ แบคฮยอนเองก็คงเหมือนกัน

 

ดาดฟ้าโรงเรียนเงียบสงบ ไม่มีนักเรียนคนใดอยู่บนนี้ ถึงแม้บางครั้งจะพบคนขึ้นมาสูบบุหรี่ มานั่งเล่นเพราะไม่อยากเรียนหนังสือ หรือบางกลุ่มก็ชอบขึ้นมากินข้าวกลางวันที่เตรียมมาจากบ้านกัน แต่วันนี้ที่นี่ไม่มีใคร นอกจากเขา และคนที่กำลังหันหลังให้เขา ยืนมองท้องฟ้าอยู่ตอนนี้

 

เขาเองก็มองแผ่นหลังเล็กๆนั่น ไม่พูดอะไรนอกจากเงยหน้ามองท้องฟ้าสีฟ้าใสตามอีกคนไป เมฆสีขาวลอยเอื่อยอยู่บนนั้น ทำให้เขารู้ว่าอากาศจะดีตลอดทั้งบ่าย

 

ฉันหมายถึง...เรื่องที่นายพูดกับฉันแบคฮยอนเหมือนพูดกับอากาศ แต่เขารู้ว่าบทสนทนาที่อีกฝ่ายเริ่มต้นนั่นมีให้เขา นอกจากเรื่องนั้น...ฉันไม่ขอโทษหรอกนะ

 

“...”

 

ฉันตั้งใจ...ทำแบบนั้น

 

คำว่าตั้งใจ กระตุกหัวใจของเขาเหมือนตกหลุมอากาศ ก่อนที่มันจะเต้นแรงขึ้นในจังหวะที่เขารู้สึกได้ว่ามันไม่เหมือนที่ผ่านมา

 

และมันทำให้ก้าวเข้าไปหาคนที่อยู่ตรงหน้า คว้าข้อศอกของคนที่ตัวเล็กกว่าเขาหันกลับมาเผชิญหน้ากัน

 

“...ที่นายต่อยฉัน ถือว่าเราหายกัน วันที่ฉันเตะนายเขาพูด โอเครึเปล่า หรืออยากทำมากกว่านี้ ?”

 

ฉันไม่อยากทำ...แบคฮยอนหลุบตามองต่ำ นายคงผิดหวัง แต่ฉันพยายามแล้ว...

 

ยอมรับว่าเคืองนิดหน่อยที่นายพูดไม่รู้จักฟัง แต่ฉันไม่ได้ผิดหวังเขาเห็นแต่เส้นผมของแบคฮยอน เพราะเจ้าตัวเอาแต่ก้มหน้ามองรองเท้า แรงที่สะท้อนกลับมานั้นเท่ากับแรงที่กระทำออกไป เข้าใจรึยังว่าทำไมฉันถึงได้ห้ามไม่ให้นายทำใคร

 

นาย...แบคฮยอนเงยหน้าขึ้นมามองเขา แววตาเต็มไปด้วยความสงสัย แต่เขาก็จับความรู้สึกดีในแววตานั้นได้ เป็นห่วง...ฉัน...

 

ฉันไม่อยากให้นายเจ็บ ไม่อยากเห็น...ว่าใครทำให้นายเจ็บ

 

เขาจงใจขยับตัวเข้าไปใกล้บยอนแบคฮยอน สติสัมปชัญญะของเขาเต็มร้อย เขามองเห็นแพขนตาของคนที่กำลังก้มหน้าลงเล็กน้อย หลุบสายตาลงต่ำ ทันใดนั้นที่แบคฮยอนเงยหน้าขึ้นมาเพราะสงสัยว่าทำไมเขาถึงเข้ามาใกล้ ริมฝีปากของเขาก็ไปถึงริมฝีปากของแบคฮยอนพอดี

 

มันออกจะเจ็บอยู่สักหน่อยเพราะฝีมือแบคฮยอนเมื่อเช้า แต่เขาก็จงใจและตั้งใจให้มันเกิดขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากความรู้สึกที่ยังค้างคาตั้งแต่เมื่อวาน และเขาไม่อยากจะรู้สึกหงุดหงิดงุ่นง่านที่จัดการความรู้สึกตัวเองไม่ได้ การตรงเข้าจูบบยอนแบคฮยอนจึงเป็นสิ่งที่เขาควรทำมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง ตามที่สมองของเขาจัดลำดับความน่าจะเป็นของความรู้สึกนี้

 

เขาได้รสลูกอมรสมะนาวอีกแล้ว อีกทั้งเขายังรู้สึกว่ามันทั้งหวานและอุ่นมากกว่าเมื่อวาน ถึงแม้ว่าวันนี้พยากรณ์อากาศบอกว่าอากาศดี และเมฆที่อยู่บนฟ้าก็บ่งบอกว่ามันถูก แต่เราก็ยังไขว่คว้าหาอ้อมกอดซึ่งกันและกัน ราวกับว่าต้องการความอบอุ่นมาทำให้หายเหน็บหนาว

 

ท่ามกลางแสงแดดในยามเที่ยง เขากับแบคฮยอนกอดกันแน่น ริมฝีปากไม่ห่างกัน เขาจูบอยู่แบบนั้นและไม่คิดจะผละออก แบคฮยอนเองก็คงคิดเช่นเดียวกันกับเขา ถึงได้จูบตอบเขากลับมา

 

มันมากกว่าการแสดงออกซึ่งความรู้สึกดีที่เขาเคยรู้จักก่อนหน้านี้ มันลึกซึ้ง...ในแบบที่เขาไม่เคยทำกับใครมาก่อน เขารู้ตัวแน่ชัดดีตอนที่สอดมือเข้าใต้ชายเสื้อที่หลุดลุ่ยของแบคฮยอน...

 

ว่าเขาอยากทำ...อยากได้มากกว่านี้...

 

หายกัน...เขาผละออกมาก่อน เพราะกลัวใจตัวเองว่ามันจะไปกันใหญ่ เรื่องเมื่อวาน

 

“...”

 

อย่าเพิ่งทำหน้าแบบนั้นเขาพูดต่อเมื่อเห็นว่าคนที่เขาเพิ่งผละออกมีสีหน้าไม่ดีเอาเสียเลย มันผิดกฎโรงเรียน

 

หึ...รอยยิ้มมุมปากปรากฏขึ้น ให้ตาย...คุณประธานนักเรียน

 

ถึงจะผละออกจากกัน แต่เขาก็ยังจับมือของบยอนแบคฮยอนไว้ ดึงอีกฝ่ายให้ตามมาในทิศทางที่เขาก้าวเดิน เอ่ยปากให้ลงไปทานข้าวกลางวัน แล้วอย่าให้รู้ว่าโดดเรียนเด็ดขาด ปีนี้เป็นปีสุดท้ายและเป็นปีที่จะเป็นจุดเริ่มต้นของก้าวอันยิ่งใหญ่ในอนาคตที่เรียกว่ามหาวิทยาลัย ยิ่งเขาพูดแบคฮยอนก็เอาแต่ทำหน้าในแบบที่มันจะทำให้เขาหงุดหงิด คนฟังเลยพูดออกมา ว่าจะตั้งใจเรียน

 

ฉันต้องทำงานต่อตอนเย็นเขาพูดขึ้น ก่อนที่เราจะแยกกันไปคนละทาง

 

เดี๋ยวฉันรอแบคฮยอนตอบเขา ถึงปากจะไม่ได้ยิ้ม แต่ตาของแบคฮยอนบอกเขาว่ามีความสุขที่มันเป็นแบบนี้

 

เข้ามาได้ตลอดนะ

 

อืม...

 

น่าแปลกที่เขาพะว้าพะวงว่าบยอนแบคฮยอนตั้งใจเรียนหนังสือหรือไม่ในตอนบ่าย แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไว้ใจอีกฝ่าย ไม่ได้เดินไปดูว่าอยู่เรียนรึเปล่า เพราะแบคฮยอนบอกเขาแล้วว่าจะตั้งใจ เขาเองก็จะเชื่อว่าแบคฮยอนนั้นตั้งใจมากแค่ไหน

 

สายตาของคยองซูกับจงอินวิบวับราวกับจะจับผิดเขา หรือไม่ก็แปลว่ารู้นะ รู้นะ ! แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่ได้เปิดปากพูดอะไรออกไป มันก็ไม่ใช่ว่าเขาปิดบังเพื่อนนะ เพียงแต่พอจะสรรหาคำพูดมาเล่า เขาก็พบว่ามันไม่มี เขาจะเล่าอะไรให้มันฟังได้ล่ะ เรื่องที่เกิดขึ้นมันสมเหตุสมผลเสียที่ไหน พูดจากันไม่ดี ผิดใจกัน รู้สึกแปลกๆในด้านดี จูบกัน ผิดใจกันอีกครั้ง คุยกันใหม่ในแบบที่ดีกว่าเดิม จูบกันอีก แล้วก็อะไรที่เขาไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไรให้มันถูกต้องตรงตามความจริงทุกอย่าง

 

แต่ที่แน่ๆคือเขารู้สึกดี ดีมากเลยด้วย

 

กิจวัตรประจำวันของเขาในช่วงเย็นนั้นมันก็เหมือนกันทุกวัน พบอาจารย์ สรุปเรื่องนั่นเรื่องนี่ นั่งจัดเตรียมเอกสาร ประชุมเพื่อจัดการงานของโรงเรียนที่กำลังจะเกิดขึ้น มันเป็นเรื่องที่เขาต้องทำ และเขาเองก็ชอบทำเหมือนกัน มันสนุกดีเวลาที่เขาต้องจัดการอะไรต่างๆให้เข้าที่เข้าทางและเป็นไปตามที่ควรจะเป็น พี่สาวเขาเคยบอกว่าเขามีแววเป็นคนบ้างาน และเขาก็คิดว่ามันก็น่าจะจริง

 

จงแดกลับบ้านรั้งท้ายเหมือนเดิม เมื่อก่อนเราไม่ได้สนิทกันนัก แต่เพราะเรื่องงานทำให้เราได้พูดคุยกัน และจงแดก็เป็นคนที่รับผิดชอบงานได้ดีมากๆ เขาเลยไว้ใจให้ทำอะไรแทนอยู่เสมอ เหมือนเป็นรองประธานนักเรียนให้กับเขา และเขาก็ขอบคุณที่ทำทุกอย่างได้ดีเสมอมา

 

เขาจัดเตรียมเอกสารไว้เป็นชุดตามที่ต้องส่งครูวันพรุ่งนี้ แยกมันเอาไว้และทำให้เป็นระเบียบ ตอนนั้นเองที่มีคนเปิดประตูเข้ามาในห้อง เดินเข้ามาเหมือนไม่มีใครอยู่ นั่งลงบนโซฟาตัวเดิมที่นั่งเมื่อวาน

 

เซฮุนล่ะ ?”

 

ไล่กลับไปแล้วแบคฮยอนตอบ ยังไม่เสร็จอีกไง ?”

 

ยัง หาคนช่วยทำอยู่

 

แล้วคนเมื่อกี้...ทำไมนายไม่ให้เขาอยู่ช่วย ?”

 

เพราะว่าคนเมื่อกี้เค้าชื่อคิมจงแด ไม่ได้ชื่อบยอนแบคฮยอน

 

เขาก้มหน้าก้มตาทำงานอยู่ ไม่ได้รู้หรอกว่าคนที่ชื่อบยอนแบคฮยอนมีสีหน้ายังไงกับสิ่งที่เขาพูดออกไป แต่การที่รู้สึกได้ว่ามีคนมายืนอยู่ข้างๆนั้น มันก็ทำให้เขารู้ถึงปฏิกิริยาตอบรับจากคนคนนี้

 

ช่วยอะไร ?”

 

“...นั่งเฉยๆ ตรงนี้

 

อะไรนะ ?”

 

นั่งลงไปเขาพยักเพยิดให้แบคฮยอนนั่งลงที่เก้าอี้ของเขา ไม่เห็นต้องทำหน้าถามมาก

 

นั่นมันหน้าประเภทไหนกันคนโดนสั่งไม่ยอมนั่ง เอาแต่มองหน้าเขาไม่เลิก ถามจริงว่าเสร็จรึยัง ?”

 

เสร็จแล้วเขาจ้องหน้าบยอนแบคฮยอนกลับ ฉันจะดู...ว่าวันนี้ไปซนที่ไหนจนแผลเปิดอีกรึเปล่า

 

ฉันไปซน...ที่ดาดฟ้าโรงเรียนตอนพักเที่ยงกับ...ใครกันนะ ?”

 

เหอะ...

 

ถามอะไรหน่อย คุณประธานนักเรียนแววตาของคนชอบเล่นสนุกปรากฏขึ้น ถ้าเป็นเมื่อก่อนเขาคงนึกไม่ชอบใจ แต่ตอนนี้กลับตรงกันข้าม ถ้าฉัน...ทำมันตอนนี้ พรุ่งนี้จะถูกเอาคืนเหมือนวันนี้รึเปล่า


ลองดูสิ บยอนแบคฮยอนเขาถูกผลักลงเก้าอี้ที่ตอนแรกเขาสั่งให้คนผลักนั่งมันด้วยซ้ำ แล้วก็รอ...ว่าพรุ่งนี้จะถูกเอาคืนรึเปล่า

 

แบคฮยอนปีนขึ้นมานั่งบนตักเขา ก่อนจะตะโบมจูบใส่เขาจนตั้งตัวไม่ทันทั้งที่รู้ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น แต่เขาก็พอเข้าใจว่าแบคฮยอนเป็นคนแบบไหน มันจึงไม่ได้แปลกอะไรที่อีกฝ่ายจะพุ่งเข้ามาจูบเขาแบบนี้เป็นครั้งที่สอง

 

มือข้างหนึ่งคล้องอยู่คอ ส่วนอีกข้างนั้นสอดอยู่ใน้เรือนผมของเขา ในขณะที่มือของเขาก็สอดเข้าไปในเสื้อของแบคฮยอน จับในส่วนที่ไม่มีบาดแผล แต่แบคฮยอนที่อยู่ไม่นิ่งนั้นทำให้เขาต้องผละออกจากริมฝีปาก แนบมันลงไปบริเวณใบหู

 

อย่าซน...เดี๋ยวนายจะเจ็บ

 

อยากจะเจ็บอยู่เหมือนกันนะ

 

ไม่ได้

 

“...ชอบจังริมฝีปากของแบคฮยอนแตะลงที่จมูกเขา เวลาที่นายดุฉัน...แบบนี้

 

“...”

 

ประธานนักเรียน กำลังทำผิดกฎนะ

 

ในห้องนี้น่ะ...เขาบีบสะโพกบยอนแบคฮยอนที่สะดุ้งเล็กน้อย ไม่มีคำว่าผิดกฎหรอกนะ

 

“...”

 

รู้เอาไว้ด้วย บยอนแบคฮยอน

 

 



 

 


หลายอาทิตย์มาแล้วที่ใครหลายคนในโรงเรียนมักจะพูดถึงเรื่องของประธานนักเรียนกับบยอนแบคฮยอน คนที่มีเรื่องไม่เว้นแต่ละวัน

 

หมายถึงเมื่อก่อนที่มีเรื่อง...เพราะตอนนี้ บยอนแบคฮยอนที่ว่า ไม่เคยมีเรื่องกับใครด้วยซ้ำ กับคนอื่นที่เข้ามาหาเรื่องแบคฮยอน เจ้าตัวเองก็เอาแต่ยืนกำหมัดแน่น หันหลังให้คนที่ยั่วโมโหด้วยการเอาเรื่องพ่อแม่มาพูด เดินตรงไปที่ห้องของเด็กมัธยมปลายปีสามเอ เดินเข้าไปหาประธานนักเรียนที่กำลังอ่านหนังสือ ก่อนจะขยับตัวขึ้นไปนั่งบนโต๊ะ ดึงหนังสือออกจากมือคนที่อ่านอยู่

 

ใจเย็นๆ คนที่นั่งอยู่บนเก้าอี้พูด ไม่เป็นไร


ฉันอยากฆ่ามัน


ฉันเคยพูดว่า—’


อย่าไปสนใจคำพูดของไอ้สวะนั่น ฉันรู้

 

หลายคนในห้องนั้นมองเห็นมือสองคู่ที่กุมกันอยู่ มือที่ใหญ่กว่านั้นใช้นิ้วโป้งไล้หลังมือของคนที่นั่งอยู่บนโต๊ะเพื่อให้ใจเย็นลง ทำให้คิ้วที่ขมวดอยู่คลายออก

 

แล้วรู้รึเปล่าว่าเย็นนี้จะพาไปกินไอศกรีม


อันนี้ยังไม่รู้ คนที่เกือบมีเรื่องกับคนอื่นยิ้มออกมาได้แล้ว สองถ้วยนะ


อืม คนที่จะพาไปตอบ ไปเรียนได้แล้ว ออดดังแล้วนะ


โอเค บยอนแบคฮยอนกดจูบลงกลางกระหม่อมของคนที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ ตอนเย็นเจอกัน

 

และความสัมพันธ์ที่มากกว่าคำว่าเพื่อนมันก็เป็นเรื่องจริงด้วย แรกๆเด็กห้องเอไม่มีใครชินกับการที่เห็นบยอนแบคฮยอนเดินทำหน้าเหมือนจะฆ่าใครเข้ามาในห้องเรียน ทุกคนแทบจะขยับตัวออกห่างจากบริเวณโต๊ะของชานยอลให้มากที่สุด แต่การที่เห็นแบคฮยอนมีรอยยิ้มปรากฏขึ้นเรื่อยๆเวลาที่คุยอยู่กับชานยอล มันก็ทำพวกเขาเชื่อว่าประธานนักเรียนของเรานั้นแก้ไขได้ทุกสถานการณ์จริงๆ

 

คนที่ชอบยั่วโมโหแบคฮยอนเพราะเกลียดขี้หน้าก็เริ่มหยุดการกระทำแบบนี้ลงไปบ้าง เพราะการที่แบคฮยอนไม่โต้ตอบ กำไม้กำมือไปหาประธานนักเรียน มันก็ทำให้พอจะรู้ได้ว่าอะไรเป็นอะไร ถึงแม้จะมีบางครั้งที่หาเรื่องว่าหลบอยู่ใต้พ่อไม่ได้แล้วก็เลยหลบหลังประธานนักเรียน แต่แบคฮยอนก็ทำแค่โกรธเลือดขึ้นหน้า เดินหนีไปทางอื่น โดยที่ไม่ลืมฝากเพื่อนตัวเองให้ต่อยหน้าคนด่าสักที ไม่โดนบยอนแบคฮยอนก็โดนโอเซฮุน คนที่เต็มใจมีเรื่องแทนเพื่อนเสมอ อย่างน้อยจะได้ไม่ต้องมาทนฟังบยอนแบคฮยอนระบาย เวลาที่ผิดใจกับประธานนักเรียนคนเก่ง

 

ช่วงแรกความสัมพันธ์ของสองคนนี้กลายเป็นปัญหาของคนอื่น พูดกันหนาหูว่าบยอนแบคฮยอนหวังจะให้ตัวเองเรียนจบมัธยมปลายได้โดนที่ไม่โดนไล่ออกก่อน เลยทำอะไรสักอย่างกับประธานนักเรียนของโรงเรียนนี้ ไม่รู้ว่าด้วยวิธีไหนแต่ก็ถูกกล่าวหาไปแล้วว่าทำ สุดท้ายคำว่านี้ก็เงียบหายไป เพราะทุกคนเห็นกับตาว่าบยอนแบคฮยอนโดนว่าเรื่องความรับผิดชอบในการเรียนหนังสือตอนบ่ายสองโมงสิบนาที เพราะโดดเรียนวิชาเคมีไปนอนอยู่ที่โรงยิม

 

ฉันจะต้องพูดอีกกี่รอบว่านายจะต้องเข้ามหาวิทยาลัยปีหน้า !’


ครั้งสุดท้ายแล้ว...


...


ขอโทษ


นายขอโทษกับทุกเรื่องไม่ได้หรอกนะ แล้วคนที่นายควรขอโทษก็คือตัวเอง...ไม่ใช่ฉัน

 

คราวนี้คนที่ได้เห็นว่าสองคนนี้คุยอะไรกันนั้น ไม่ใช่คนอื่นคนไกลแต่เป็นจงอินกับคยองซู เพราะเย็นวันนั้นจงอินมีซ้อมฟุตบอลชุดใหญ่ คยองซูอยู่รอกลับบ้านด้วยเป็นเรื่องปกติ ชานยอลที่วันนั้นว่างจากเรื่องที่ต้องจัดการ ก็มานั่งรับลมยามเย็นอยู่ที่สนามฟุตบอลด้วยกัน แต่เรื่องไม่ปกติคือแบคฮยอนที่ทิ้งตัวลงนั่งข้างชานยอล เอาโคล่ายัดใส่มือคุณประธานนักเรียน แล้วก็นั่งเงียบไม่พูดอะไรทั้งคู่ จนคยองซูรู้สึกเกร็งไปด้วย

 

ยังไม่หายโกรธกันหรอ ? คยองซูกระซิบถามชานยอล


ฉันไม่ได้โกรธ ชานยอลวางโคล่าลงกับพื้นสนามหญ้า กลับก่อนนะ เจอกันพรุ่งนี้

 

คนที่มาหยิบโคล่าไปคือแบคฮยอน แถมยังกึ่งวิ่งกึ่งเดินตามเพื่อนของคยองซูไปอีกต่างหาก คนที่นั่งอยู่ตรงนี้ก็ได้แต่มองตามไป ไม่ได้รู้เรื่องอะไรไปมากกว่าคนในโรงเรียนเลยสักนิด แต่ก็ไม่ได้คิดจะไปเซ้าซี้ชานยอลหรอก พอจะเดาๆกันได้เองสองคนว่ามันเป็นเพราะเรื่องอะไร คยองซูกับจงอินยังชอบแบคฮยอนมากขึ้นเพราะเรื่องนั้นเลย ถึงจะยังกลัวเวลาที่แบคฮยอนทำหน้าไม่พอใจใครก็ตามที

 

เห็นทะเลาะกันบ่อยเพราะแบคฮยอน แต่เช้าวันต่อมาก็เห็นว่ามานั่งอยู่ด้วยกัน บางทีก็มีโอเซฮุนมานั่งด้วย แต่คยองซูชอบคนเยอะๆ สนุกดี ไม่เงียบไม่เหงา

 

มันเป็นเรื่องปกติไปแล้วกับการมีแบคฮยอนเข้ามา มันไม่ได้ทำให้อึดอัดหรือรู้สึกแย่ ตรงกันข้าม อย่างน้อยพวกเขาก็ยังได้รู้ว่าชานยอลมีความสนใจอย่างอื่นนอกจากเรื่องงาน เช่นการนั่งดูนิตยสารมอเตอร์ไซค์กับแบคฮยอน ไปงานพฤกษาชาติกับแบคฮยอนเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ตอนได้ยินก็งงเหมือนกันว่าผู้ชายสองคนไปทำอะไรที่นั่น ชานยอลก็ตอบพวกเขาว่าไปดูต้นไม้ สนุกดี แบคฮยอนเองก็บอกว่าสนุกดีเหมือนกัน

 

ได้ยินแว่วๆว่าสุดสัปดาห์นี้ แบคฮยอนชวนชานยอลไปดูงานประกวดปลาที่ไหนสักอย่าง แต่ช่างมันเถอะ...ไม่ใช่เรื่องของเรา มันเป็นเรื่องของชานยอลกับแบคฮยอนต่างหาก

 

“ให้ตาย ขี้เกียจชะมัด !” จงอินบิดตัวเมื่อเสียงออดพักเที่ยงดัง “อยากเตะบอลจะแย่”

 

“ตอนบ่ายเรียนคณิตสองคาบนะ”

 

“รู้แล้วหน่า...ชานยอล ไปหาแบคฮยอนหรอ ?”

 

“อืม...ไปโมโหคนอยู่ดาดฟ้า ส่งข้อความมาเป็นสิบ”

 

“รีบไปเถอะ เดี๋ยวตึกพัง ยังอยากมีที่เรียนหนังสืออยู่”

 

“งั้นเจอกันข้างล่าง ฝากซื้อน้ำชาเผื่อแบคฮยอนด้วย”

 

ชานยอลก้าวเท้าไปตามระเบียงทางเดินที่คนค่อนข้างบางตาเพราะห้องเรียนของเขาเลิกช้า ใครๆก็ต่างลงไปกินข้าวหมดแล้ว รวมถึงแบคฮยอนที่คาบก่อนพักเที่ยงมีเรียนศิลปะ นักเรียนทุกคนรู้ว่าอาจารย์จะชอบปล่อยให้ทำงาน การโดนคนมาหาเรื่องกวนประสาทจึงไม่ใช่เรื่องแปลก

 

เขายอมรับว่าแปลกใจที่มีคนชอบหาเรื่องแบคฮยอนเยอะขนาดนี้ แล้วก็นึกขอบคุณใจอีกฝ่ายที่อดทนตามที่เขาเคยบอก ถึงแม้มันต้องแลกมากับการที่เขาต้องทำให้แบคฮยอนเป็นคนใจเย็น แต่สำหรับเขาแล้วนั้น เขาเต็มใจมากที่สุดที่ได้รับหน้าที่นี้ เขาเต็มใจทำมันจริงๆ

 

ที่จริงเขาแอบชอบตอนที่แบคฮยอนยิ้มได้เพราะเขา มันทำให้เขามีความสุขที่ได้เป็นคนนั้น

 

ไม่รู้ว่าจะทนไม่ไหวถึงขนาดสูบบุหรี่รึเปล่า แต่เขาคงไม่ได้ว่าอะไร ทำแค่ปรามๆแล้วก็บอกให้พอ ไม่อยากให้สูบมากนัก มันไม่ดีต่อปอด

 

แต่การที่เห็นแผ่นหลังเล็กๆ ข้างตัวมีถุงลูกอมรสมะนาวถุงใหม่ที่เขาซื้อให้เมื่อวาน มันก็ทำให้เขาหลุดยิ้มออกมาได้ คงกำลังอดทนมากจริงๆสินะ

 

“ไง...” เขากอดแบคฮยอนจากด้านหลัง ดึงให้เข้ามาอยู่ข้างใน ใครจะรู้ว่าคนที่มีแรงมีเรื่องกับใครไปทั่วนั้น ตัวเล็กได้ขนาดนี้ “ไหวไหม ?”


“ทำไมวะ ?” แบคฮยอนกำลังโกรธ “ทำไมต้องด่าฉัน...”


“คนที่ด่านายมันมีกี่คน...แล้วคนที่ไม่ด่ามีกี่คน” เขาลูบหัวคนในอ้อมกอด “อย่าไปสนใจ ยิ่งนายเป็นแบบนี้มันยิ่งได้ใจนะ”


“...”


“แบคฮยอน...”


“...” แบคฮยอนถอนหายใจ “แกะลูกอมให้หน่อย” 

 

คนตัวเล็กกว่าเดินเข้าไปข้างใน ขณะที่เขานั้นเดินกลับมาที่ราวระเบียงตึกเพื่อหยิบถุงลูกอมถุงใหญ่ที่วางอยู่ ตอนนั้นเองที่เขามองลงไปข้างล่าง เห็นจงแดเดินถือขวดน้ำตรงมาจากโรงอาหาร ก่อนจะหายเข้าไปในที่ที่เขารู้ว่ามันคือห้องกรรมการนักเรียนแน่ๆ

 

ถ้าแบคฮยอนนั่งอยู่ตรงนี้ เวลาที่เขาเดินเข้าเดินออก อีกฝ่ายก็คงเห็นเขาเหมือนกัน

 

“นี่...”

 

“ว่าไง ?”

 

“ทำไมชอบมานั่งตรงนี้ ?” เขาไปมองหน้าแบคฮยอนที่มองเขาอยู่เหมือนกัน “หรือแค่นั่งเฉยๆ ?”

 

“ก็แค่ชอบนั่ง...แล้วมองว่าคุณประธานนักเรียนไปไหนมาไหนเฉยๆ”

 

รอยยิ้มของแบคฮยอนทำให้เขาแปลกใจ เจอกันครั้งแรกก็ตรงนี้ มันคงจะมีบางครั้งด้วยซ้ำที่แบคฮยอนรู้ว่าเขาจะขึ้นมา แต่แล้วทำไม...

 

“ก็ฉันรอนายอยู่” แบคฮยอนพูดขึ้นมาเหมือนรู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่ “ก็บอกแล้ว...ว่าชอบโดนดุ”

 

“มาคุยกันหน่อย” เขาแกะเปลือกลูกอม ป้อนมันใส่ปากบยอนแบคฮยอน พาเดินเข้าไปนั่งที่บันไดทางลงด้านในตัวตึกที่ไม่มีใครนอกจากเราสองคน

 

พอแบคฮยอนบอกเขาว่ารออยู่ เขาไม่เข้าใจดีนักว่ามันหมายความว่ายังไง เพราะเราไม่เคยคุยกันเรื่องนี้มาก่อน จากวันนั้นที่เรานัวเนียกันอยู่ในห้องกรรมการนักเรียน เสื้อผ้าช่วงบนของแบคฮยอนหลุดลุ่ย แต่พอถึงจุดหนึ่งเขาก็ใส่มันกลับให้จนเรียบร้อย แบคฮยอนเองก็ติดกระดุมเสื้อให้เขา ถึงมันจะไม่ได้มีอะไรไปมากกว่าการที่เราจูบกัน แต่นั่นมันก็เพียงพอที่จะบอกเขาได้ว่าแบคฮยอนคิดอะไรและเขาคิดอะไร

 

ไม่มีใครพูดถึงความรู้สึกในใจของตัวเอง แต่สิ่งที่เขาแสดงออกและสิ่งที่แบคฮยอนแสดงออก ถ้ามีใครใจกล้าถามอีกครั้งเหมือนที่เซฮุนถามว่าเราสองคนเป็นอะไรกัน เขากับแบคฮยอนก็คงจะตอบเหมือนกับที่ตอบเซฮุนว่าเราคบกันอยู่

 

แต่การบอกรอเขาอยู่...มันหมายความว่ายังไง

 

“ตั้งแต่เมื่อไหร่ ?” เขาถาม “ที่บอกว่ารอ”

 

“ก็เรื่อยๆ...อยู่ดีๆก็รอขึ้นมา”

 

“...”

 

“มันเป็นเรื่องบังเอิญที่ตรงนั้นมันเห็นห้องกรรมการนักเรียน แต่พอฉันรู้ว่ามันเห็น ฉันก็ชอบมองว่านายจะไปไหน วันนี้กินน้ำชาหรือน้ำผลไม้หรือน้ำเปล่า”

 

เซฮุนเคยบอกฉันว่าเรามักจะรู้สึกอะไรกับคนที่ไม่ควรรู้สึกด้วยเสมอนั่นแหละ” ประโยคนี้แล่นเข้าในความคิดของเขา “เรื่องนี้ใช่ไหม ?”

 

“มันเคยพูดกับนายแบบนี้ด้วย ?”

 

“วันนั้นที่นายโดนแทง ฉันถามเซฮุนว่าทำไม แล้ว...”

 

เขาคิดออกแต่เรื่องที่ว่า...แบคฮยอนชอบเขา ตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว

 

“อืม...ก็คงใช่” คำตอบขอบแบคฮยอนตอบคำถามในใจของเขาด้วย “นายน่ารักดี”

 

“...”

 

“ตอนที่บอกว่าฉันต้องตั้งใจเรียน เลิกสูบบุหรี่เพราะมันไม่ได้ทำร้ายฉันคนเดียว ถ้าเป็นมะเร็งปอดขึ้นมา ฉันคือคนเป็นแต่มันลำบากคนอื่นมาดูแล เลิกทะเลาะวิวาทได้แล้ว มันไม่มีข้อดีสักนิด นายเคยบอกให้ฉันพูดข้อดีของการทะเลาะวิวาทให้ฟัง พอฉันตอบว่าสนุก นายก็ลากฉันเข้าห้องปกครองไง”

 

“...”

 

“นั่นน่ะ...น่ารักดี”

 

“แล้ววันที่เกิดเรื่อง นั่งอยู่บนนี้จนถึงสามทุ่มรึไง ?”

 

“ก็ใช่อีก ฉันก็สนิทกับคุณลุงยามเหมือนกับที่นายสนิทนั่นแหละ”

 

“แล้วก็ตามฉันไป...”

 

“แล้วก็ตามนายไป”

 

สมองเขาตื้อไปหมด คิดอะไรไม่ออกนอกจากดึงคนข้างๆมากอดไว้ เขาไม่เคยรู้เลย ไม่เคยรู้อะไรเลย เขาลองคิดว่าถ้าหากเป็นเขาเอง ที่จะวิ่งเข้าไปบังใครสักคนไว้จนยอมเจ็บเอง เขาจะต้องมีความรู้สึกมากขนาดไหนต่อคนที่เขาทำแบบนั้นด้วย

 

และแบคฮยอนก็คงรู้สึกแบบนั้น

 

“ถึงได้ว่า...ห้ามตลอดว่าอย่ามาสงสาร”

 

“ถ้านายสงสารฉัน ก็เกลียดกันไปเลยดีกว่า”

 

เขาดึงแบคฮยอนให้ขึ้นมานั่งบนตัก คนที่ถูกดึงเองก็โอนอ่อนผ่อนตามแต่โดยดี รวมถึงการวางคางลงบนไหล่เขา ปล่อยให้เขากอดอยู่แบบนั้นโดยที่ตัวเองก็กอดเขากลับมาเหมือนกัน

 

“วันนั้นฉันรู้สึกผิดมาก แล้วก็รู้สึกแย่...ที่ทำให้นายเจ็บ”

 

“...”

 

“แต่สงสารอะไรนั่นฉันไม่เคย มีแต่เป็นห่วง แล้วก็...นะ”

 

“...”

 

“ขอบคุณจริงๆ บยอนแบคฮยอน”

 

“ไม่เอาหน่าคุณประธานนักเรียน” แบคฮยอนผละออกมามองหน้าเขา “เปลี่ยนจากคำขอบคุณเป็นจูบเป็นไง”

 

“...”

 

“นายไม่จูบฉันมาสองวันแล้วนะ”

 

เขายิ้มก่อนจะจูบแบคฮยอนที่กระตือรือร้นจูบตอบเขากลับมา แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็พยายามทำให้มันเป็นไปอย่างเชื่องช้า ละเมียดละไมความรู้สึกลงไปบนริมฝีปากของแบคฮยอน มีหลายเรื่องที่เขาอยากจะพูดหรืออยากจะถามให้รู้ คำว่าทำไมในเรื่องที่เราเคยมีมันเต็มไปหมด

 

“วันนี้ไปนอนบ้านฉันไหม ?”

 

“กฎกี่ข้อกันล่ะบ้านนาย ฉันจะได้ทำตัวถูกไง”

 

“ข้อเดียว”

 

“...”

 

“เชื่อฟังปาร์คชานยอล”

 

“ให้ตาย อยากแหกกฎจะแย่...”

 

เขาเคยคิด

 

ว่าถ้าวันนั้นบยอนแบคฮยอนไม่จูบเขา ความสัมพันธ์ระหว่างเราจะเป็นไปในทิศทางไหน

 

แต่ตอนที่แบคฮยอนหันมายิ้มกว้างแข่งกับดอกทานตะวันให้เขาดู ตอนนั้นเองที่เขารู้...

 


ว่ามันก็คงเป็นเขา...ที่ห้ามใจตัวเองไม่ได้เหมือนกัน

 

 

 





end.






 second ในที่นี้แปลว่าลำดับที่สองค่ะ

ตอนที่คิดขึ้นมามันเป็นความรู้สึกประมาณว่า

ชานยอลจะสนใจเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นลำดับที่หนึ่ง

จากนั้นถึงได้สนใจเรื่องแบคฮยอนเป็นลำดับที่สอง

แต่หลังจากเกิดเรื่องขึ้น ชานยอลก็เปลี่ยนมุมมองใหม่

ด้วยการมองแบคฮยอนก่อน และมองแบคฮยอนคนเดียวค่ะ


 ขอบคุณสำหรับคอมเมนต์และ #ดซชานแบค

สำหรับกำลังใจที่มีให้กันเสมอมาค่ะ : )

  








 

B
E
R
L
I
N
 
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.072K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

6,131 ความคิดเห็น

  1. #6036 sp.panpann (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 10 สิงหาคม 2563 / 03:39
    ชอบที่มาของการตั้งชื่อเรื่องมากเลยค่ะ คุณเดซี่ใส่ใจมากๆๆๆๆ;-;
    #6,036
    0
  2. #6018 Jennysupat18 (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2563 / 16:37
    ทำไมมันดีอย่างงี้ หือออออออออ💗
    #6,018
    0
  3. #6017 Jennysupat18 (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2563 / 16:37
    ชอบมากกกกกก
    #6,017
    0
  4. #5995 ป่วน♡ (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2563 / 03:04
    ชอบมากๆๆๆ อ่านซ้ำหลายรอบมาก อยากอ่านต่อเลยแงง
    #5,995
    0
  5. #5977 sarangbam (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 26 มีนาคม 2563 / 00:47
    ชอบเรื่องนี้มากๆๆๆกลับมาอ่านรอบที่3แล้วว
    #5,977
    0
  6. #5973 Namming (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2563 / 00:12
    ซนนัก ฮื่ออออ
    #5,973
    0
  7. #5972 pcy__somsom (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2563 / 20:56
    ชอบนายเอกแบบนี้
    #5,972
    0
  8. #5955 ggggg-ns (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 25 ธันวาคม 2562 / 07:12
    มันน่ารักมากมากเลยอะ ;-; เจ้าแบคของแม่ เป็นเอ็นดู แอบรักประธานนักเรียน
    #5,955
    0
  9. #5938 MONBAEK (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 16 ธันวาคม 2562 / 17:24
    กลับมาอ่านหลายรอบมากก็คือเอ็นดูแบคฮยอนจนน้ำตาไหลตลอดเลยง่ะ;-;
    #5,938
    0
  10. #5930 RedMellow9397 (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 11 ธันวาคม 2562 / 01:34
    ชอบมากๆๆๆๆๆๆ แงงงงงงงงงงงงงงงงงงง ไม่รู้จะพูดอะไร มันเต้มหัวจัยไปหมด ตอนเดียวไม่พอจริงๆ อยากอ่านต่อ;-;
    #5,930
    0
  11. #5912 tunnx (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 20 ตุลาคม 2562 / 20:07
    แบคฮยอนก็แสนดื้อคุณประธานนักเรียนก็ดุเก่ง
    #5,912
    0
  12. #5907 BangJae_ (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 17 ตุลาคม 2562 / 14:36
    ชอบบบบ
    #5,907
    0
  13. #5799 hqhq (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 20 กันยายน 2562 / 13:10
    เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เรากลับมาอ่านซ้ำไม่รู้กี่รอบ อ่านมันทั้งๆที่เราจำเนื้อหาได้อย่างดีแต่ก็ยังอ่าน ชอบเรื่องนี้มากๆเลย แง ;—;
    #5,799
    0
  14. #5747 okey_61 (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 13 กันยายน 2562 / 09:37
    อ่านเรื่องนี้มาสิบกว่ารอบแล้ว:)
    #5,747
    0
  15. #5703 ycpl (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 20 สิงหาคม 2562 / 10:38
    กลับมาอ่านอีกรอบก็เขินเหมือนเดิมเลย ;-;
    #5,703
    0
  16. #5682 Sukanda Wakayaban (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 27 มิถุนายน 2562 / 22:44
    ดีมากๆๆๆๆๆเลยค่ะ
    #5,682
    0
  17. #5671 beangpunn (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2562 / 03:02
    น่ารักจะตายแล้ว💕😭
    #5,671
    0
  18. #5571 phcyn6 (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 23 เมษายน 2562 / 23:58
    แงงงชอบมากกก ดีมากก น่ารักมากกกเลย ตอนแรกๆนึกว่าจะดราม่าหนักหน่วง แต่มันน่ารักกก เขินมาก คุณประธานนักเรียนกับเด็กดื้อของเขา อุแง้งงง น่ารักกก ชอบพล็อต ชอบภาษาเขียน ชอบหมดเลยย/ปาหัวใจใส่ไรท์เตอร์
    #5,571
    0
  19. #5548 Oillgnong (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 25 มีนาคม 2562 / 22:40
    น่ารักจังเลย
    #5,548
    0
  20. #5545 `babyboiboi (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 20 มีนาคม 2562 / 23:36
    มันดีมากกก ชอบมากก ฮืออออ ㅠㅠ
    #5,545
    0
  21. #5518 sunshinyi19 (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2562 / 00:40

    ฮื่อน่ารักมากๆเลย แง
    #5,518
    0
  22. #5412 bemysunshine (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2562 / 19:35
    กลับมาอ่านคุณประธานกับแบคฮยอนอีกรอบค่ะ คิดถึงมาก สนุกมากเลย ยัยน่ะดื้อมากจริงๆ แต่ก็น่าเอ็นดูที่ชอบชานยอลขนาดนี้ เห้อ ในที่สุดก็เข้าใจกัน
    #5,412
    0
  23. #5303 TOEYEOL (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 17 มกราคม 2562 / 01:31
    ดีจังเลยยไรท์ ชอบมากเลยจ้าาาาาาาาา อยากมีนิ้วโป้งสักสิบนิ้วแล้วยกให้ไรท์
    #5,303
    0
  24. #5294 kkkup (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 11 มกราคม 2562 / 17:54
    ฮือออ ชอบมากๆๆๆ เป็นพล็อตที่เราชอบมากๆ ทำดีปิดทองหลังพระงี้ เฝ้ามองเค้า~~ มันน่ารักมากๆเลย สัมผัสได้ถึงครสที่แบคมีมันทั้งหมด <3
    #5,294
    0
  25. #5293 fifteenthapr. (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 11 มกราคม 2562 / 17:00
    โอโห .. แล้วชานยอลก็ชอบกลับด้วยนะ แบคฮยอนสมหวังแน้ว!
    #5,293
    0