(exo) SF/OS|Fill your heart with my DAISY ❁ Chanbaek

ตอนที่ 24 : ❁ the answer (fem.)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 21,073
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,119 ครั้ง
    30 ต.ค. 63


 

 


 

The Answer

believe in yourself and your heart

(fem. Baekhyun)

 

 

 

 


— แชร์ประสบการณ์ดูดวงสุดแม่นเรื่องความรัก แม่นจนน่าใจหายจริง ๆ

ออกตัวก่อนเลยว่าตอนนี้เราอายุ 30 แล้ว ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยมีแฟนสักคนเลยค่ะ ตอนวันเกิดอายุ 29 เนี่ย เราก็รู้สึกว่าอยู่เฉย ๆ ไม่ได้แล้วก็เลยลองไปดูดวงตามคำแนะนำของเพื่อนดูค่ะ ที่ดูดวงแห่งนี้อยู่ที่บูชอน ไม่ใช่ทุกคนจะดูก็ได้ดูนะคะ เค้าบอกกันว่าถ้าไปแล้วไม่เจอแม่หมอก็ถือว่าดวงไม่ตรงกันค่ะ ไม่มีสิทธิได้ดูดวงด้วย แล้วก็ดูได้แค่เรื่องเดียวเท่านั้น ต้องเลือกว่าจะดูเรื่องอะไร เช่น การงาน การเงินอะไรแบบนั้นค่ะ

เข้าเรื่องเลยก็แล้วกัน ตอนที่เราไปดูเนี่ย แม่หมอกลับมาที่พำนักพอดี (ส่วนนี้ข้ามไปเลยเนอะ) เราก็มุ่งตรงขอดูดวงเรื่องความรักเลยค่ะ สิ่งที่แม่หมอทำนายมาคร่าว ๆ คือเราจะพบเจอเนื้อคู่ในช่วงสามเดือนให้หลังของอายุ 29 เป็นคนที่แก่กว่า ท่าทางดูภูมิฐานหรือหน้าที่การงานใหญ่กว่าเรา ท่าทางเจ้าเนื้อ ตัวสูง ผิวขาว เราถามซ้ำว่าจะเจอแน่ใช่ไหมแม่หมอก็บอกว่าเจอค่ะ บอกว่าเนื้อคู่จะมาพร้อมการเปลี่ยนแปลง เสียค่าครูทั้งหมดสามหมื่นวอนค่ะ (ตอนแรกคิดว่าแอบแพงแต่ตอนนี้ไม่แล้วค่ะ ฮ่า ๆ)

เราก็ใช้ชีวิตปกติเรื่อยมาค่ะ ช่วงแรกก็เฝ้ารอนะคะแต่พอผ่านไปสองเดือนกว่า ๆ เราก็ลืมไปนิดหน่อยค่ะ ไม่ได้จดจ่อกับเรื่องนี้แล้ว จนเรามีโอกาสได้เปลี่ยนงานค่ะ ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงในชีวิตที่ยิ่งใหญ่มากเพราะเราทำงานที่เดิมมาเจ็ดปีแล้ว แถมยังย้ายที่อยู่อย่างยิ่งใหญ่ (โซล—>ปูซาน) และการเปลี่ยนแปลงนี้ก็นำผู้ชายคนนึงเข้ามาสู่ชีวิตเราค่ะ เค้าเป็นหัวหน้างานของเราเอง แล้วถ้าจะถามถึงลักษณะก็ตามที่แม่หมอพูดเอาไว้เลยค่ะ ไม่มีผิดไปสักคำ ตอนแรกที่กำลังจีบๆกันเราก็ลืมไปแล้วค่ะ แต่พอนึกได้เราก็ช็อกไปเหมือนกัน มันแม่นจนเราตกใจจริง ๆ ค่ะ

ตอนนี้เราวางแผนจะแต่งงานกันในปีหน้าค่ะ กระทู้นี้เองก็เพื่อผู้หญิงผู้ชายทุกคนที่ตามหาคู่แท้จนรู้สึกท้อก็แนะนำให้ลองไปที่นี่ดูนะคะ (ขอให้เจอแม่หมอทุกคนเลย)

เนื้อคู่จะอยู่ไม่ไกลค่ะ เอาใจช่วยทุกคนนะคะ

 

ขอจดที่อยู่แม่หมอก่อนเลย ต้องจดก่อน อยู่ที่บูชอนแล้วเราไม่เคยรู้ได้ยังไง รู้สึกเหมือนโดนหยามหน้าพิลึก แล้วนี่อะไรอีก บ้านเราเลี้ยวขวาบ้านแม่หมอเลี้ยวซ้าย ดวงมันดับจนไม่เคยเลี้ยวซ้ายไปเลยเหรอ มันจะมากไปแล้วมั้ง

“ดูอะไรอยู่?”

“...”

“จะดูดวงอีกแล้วเหรอ โดนหลอกมาร้อยยี่สิบแปดสำนักก็ยังไม่เข็ดอีก”

“เงียบไปเลย” แบคฮีกดโทรศัพท์ไม่สนใจเพื่อน “แกมันมีแฟนแล้ว จะพูดก็พูดได้ดิ”

“...มันก็ไม่ใช่แบบนั้น” คยองซูถอนหายใจ “แกก็แค่ต้องรอเวลาแค่นั้นเอง”

“ฉันอายุสามสิบสามแล้วนะ!” แบคฮีผุดลุกขึ้นยืน “มีเลขสามตั้งสองตัวแล้ว!”

“โอเค ใจเย็น ๆ ก่อน” คยองซูห้ามเพื่อนเอาไว้ “แกจดจ่อเรื่องงานดิ”

“ฉันไม่จดจ่อตรงไหน?” แบคฮีหงุดหงิดใจ “อย่ามาพูดเรื่องนี้ พรุ่งนี้ทำตัวให้ว่างด้วย”

“อย่างนั้นเลยนะ?”

“อย่างนั้นแหละ ไปทำงานได้แล้วไป” แบคฮีโบกมือไล่เพื่อนก่อนที่เราจะแยกกันไปทำงานของตัวเอง “เย็นนี้แก—”

“ไปกับจงอินน่ะ”

“นั่นไง แล้วแกมาบอกฉันรอเวลา บอกให้จดจ่อเรื่องงาน” แบคฮีชักจะโมโหขึ้นมาจริง ๆ แล้ว “เออ ฉันไปคนเดียวก็ได้”

“ขอโทษ จงอินเพิ่งกลับมาอ่ะ ได้ที่สามด้วยนะ”

“ไม่ฟัง”

“โธ่ แบคฮี...”

พูดแล้วก็หมั่นไส้ไอ้เพื่อนคนนี้ หมั่นไส้จนอยากจะเอาหัวโหม่งกำแพงอยู่รอมร่อ !

โดคยองซูอายุสามสิบสองปี เป็นผู้หญิงตัวขาว ตัวเล็กแต่ท่าทางนุ่มนิ่ม สูงไม่เกินร้อยหกสิบห้าเซนติเมตร ใบหน้ากลมและดวงตากลมโตที่ทุกคนบอกว่าดูน่ารัก (แบคฮีไม่เคยเห็นด้วย) รอยยิ้มที่เวลาแสดงออกมาแล้วดวงตาจะยิบหยีลงนั้นไปสะดุดใจนักแข่งรถหนุ่มวัยยี่สิบแปดปีเข้า อีกฝ่ายเทียวไล้เทียวขื่อมาที่บริษัททุกวันที่ว่าง (แบคฮีได้ยินมาอีกทีเพราะอยู่คนละตึก) จนสุดท้ายเพื่อนของเธอก็ตกลงปลงใจคบด้วย คบกันหวานชื่นเป็นคู่หนุ่มสาวแสนน่ารักที่ใครๆก็บอกว่ามีแววลั่นระฆังอย่างแน่นอน

ไหนบอกจะโสดไปด้วยกัน ไอ้เพื่อนทรยศ

ก็ไม่ปฏิเสธหรอกว่าน้องจงอินน่ารักดี ถ้าสมมติว่ามาจีบกัน แบคฮีก็คงจะตกหลุมรักแน่ ๆ แต่ว่าน้องมันไม่ไง มันไปจีบเพื่อนของเธอแทน แต่พอคิดดูอีกทีแล้วน้องจะมาจีบเธอได้ยังไง วัน ๆ เธอก็อยู่กับตัวเร่งปฏิกิริยา สารเติมแต่ง ขยายสเกลวัสดุ ส่วนเพื่อนตัวขาวนั้นมันเป็นนักการตลาด ติดต่อกับบุคคลภายนอก คุยกับคนจริง ๆ ไม่ได้นั่งคุยกับสารเหมือนแบคฮี อ้อนวอนขอพระเจ้าว่าได้โปรดอย่าพัง ได้โปรดขยายสเกลได้ด้วยเถิด กว่าจะรู้จักกับน้องจงอินก็นู่น เป็นแฟนกับเพื่อนเธอไปแล้วสามอาทิตย์ ด้วยเหตุผลที่คยองซูบอกน้องไปว่าเพื่อนพี่มันยุ่ง มันขยายสเกลสารแล้วพัง ทำใจอยู่ที่ห้อง ไม่อยากเจอหน้าคน

ชอกช้ำใจแท้ ๆ ส่องกระจกแล้วก็สวยทำไมไม่มีคนมาจีบวะ !

‘เราดูยากไป’ รุ่นพี่คนหนึ่งเคยกล่าวไว้ ‘หน้าสวย แต่งหน้าดูโฉบเฉี่ยว สูงร้อยเจ็ดสิบกว่า ขอโทษนะแต่สะโพกเรานี่สุดยอดไปเลย หน้าที่การงานดีเงินเดือนเป็นแสน ขับรถรุ่นท็อป คอนโดอยู่ย่านดังราคาไม่ต้องพูดถึง มองแล้วพี่ก็ไม่จีบว่ะ ไม่รู้จะเอาอะไรไปพรีเซนต์ให้เราสนใจ’

‘งั้นหนูต้องทำไงอ่ะ’

‘โสดสวย ๆ ไป ไม่ต้องทำอะไรหรอก’

‘ไม่ได้สิ !’ แบคฮีไม่ยอม ‘หนูอยากมีแฟน อยากมีแฟนอ่ะพี่ !’

‘อ้าว แล้วที่ไปหิ้วมาจากคลับวันนั้นล่ะ ไม่โอเคเหรอ ?’

‘หนูอยากมีแฟนจริงจัง คนที่รักหนูจริง ๆ อ่ะ’

‘ก้มหน้าทำงานไปเถอะ ทนความร้อน ไม่ติดไฟ และไม่ใช่เหล็กนะ’

‘หนูจะลาออก!’

แบคฮีถอนหายใจออกมาเบา ๆ ก่อนจะเดินเข้าห้องปฏิบัติการ ใส่เสื้อกาวน์สวมแว่นตาเพื่อความปลอดภัยก่อนจะลงมือทำงานของตัวเองที่ยังไม่เสร็จสักที ตัวแบคฮีนั้นเป็นนักวิจัยพิเศษด้านวัสดุของบริษัทผลิตรถยนต์แห่งหนึ่ง บริษัทที่เธอทุ่มเททำวิจัยให้จนต้องอยู่ตัวคนเดียวแบบนี้ บริษัทควรจะรับผิดชอบด้วยการส่งวิศวกรขึ้นมาเดินสักคนสองคนไหม ไม่ใช้ทิ้งแบคฮีเอาไว้เปลี่ยวๆในห้อง ทุกวันนี้แทบจะคุยกับอากาศอยู่แล้ว

ตอนแรกเธอตั้งใจว่าจะชวนคยองซูไปกินเป็ดแก้เซ็ง แต่ถ้ามันมีนัดกับแฟนของมันเธอก็คงต้องไปคนเดียว แต่ก็ไปคนเดียวทุกทีแหละ มันไม่เคยมีอะไรได้ดั่งใจสักอย่าง ไม่เคยมีเลย !

“ไง...”

“หวัดดีค่ะพี่” แบคฮีทักทายคนที่เพิ่งเดินเข้ามา “อันเก่าหนูยังไม่เสร็จเลยนะ”

“ไม่ใช่ จะมาถามว่าไปถึงไหนแล้ว เขียนรายงานส่งอาทิตย์นี้ด้วยนะ” พี่มินซอก หัวหน้าของแบคฮีหัวเราะเมื่อเห็นสีหน้าของลูกน้องที่บึ้งตึงเหมือนเด็ก ๆ

“เออพี่ พรุ่งนี้หนูลาช่วงบ่ายนะ มีธุระ”

“ทำไม ดูดวงอีกแล้วรึไง?”

“ก็...ใช่” แบคฮีไม่ปฏิเสธ “โธ่ พี่ ก็หนูมันไร้คนข้างเคียงอ่ะ ดูไอ้คยองซูดิ น่ารำคาญ”

“อิจฉาว่างั้นเถอะ”

“ก็นิดนึง แต่ไม่ใช่ในแง่นั้นนะ ก็แบบ...อยากมีแฟนอ่ะ”

“พี่ก็ไม่รู้จะช่วยยังไงนะ ลองให้แฟนพี่แนะนำเพื่อนให้รู้จักเอาไหม ?” มินซอกคิดถึงภรรยาตัวเองที่ทำงานเป็นหัวหน้าฝ่ายบุคคลที่บริษัทชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ “วัยเดียวกันหรือแก่กว่า หรือว่าชอบเด็ก”

“นาทีนี้จะอะไรก็ได้อ่ะ เอามาเถอะ” แบคฮีถอนหายใจ “เอาแบบชอบตัวตนหนูอ่ะ ไม่ได้ชอบแค่หน้า ชอบสะโพก ชอบหน้าอกอะไรแบบนั้น”

“คนมันอาภัพเนอะแบคฮี”

“พี่มินซอก !”

ระหว่างรอเครื่องทำงาน แบคฮีก็ไปนั่งจองร้านอาหารที่จะไปในเย็นวันนี้ พิมพ์ชื่อ พิมพ์เลขที่บัตรสมาชิก พิมพ์เวลาที่จะไป กดจำนวนคนว่าหนึ่งท่าน จากนั้นก็พิมพ์ลงไปที่หมายเหตุด้วยอารมณ์ขุ่นมัว

-รบกวนแจ้งผู้จัดการร้านให้ทำตัวให้ว่างด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ-

ห้องปฏิบัติการของแบคฮีเป็นห้องปฏิบัติการแยก แยกแบบคนเดียวโดด ๆ ออกมา เพราะเคยด่าเด็กที่มาทำงานว่าคุยเสียงดังแบบนี้ก็ออกไปคุยข้างนอก ฟ้องพี่มินซอกว่าเด็กมันเอาแต่คุย คุยเงียบ ๆ จะไม่ว่าแต่นี่ได้ยินกันทั้งห้อง มันเกินจะทนไหวจริง ๆ พอแจ้งไปแบบนั้นพี่มินซอกก็ให้แบคฮีย้ายมาอยู่ห้องปฏิบัติการส่วนตัว เงียบของแท้เลยคราวนี้เพราะทั้งห้องมีแบคฮีอยู่คนเดียว

ในเวลาเลิกงานนั้นแบคฮีก็นั่งทำงานต่ออีกหน่อยเพราะเครื่องที่เปิดไว้ทำงานใกล้เสร็จแล้ว ระหว่างรอเครื่องก็เอากล้องส่องพื้นผิววัสดุที่ทำอยู่ เพื่อหาจุดผิดพลาดที่อาจจะมองข้ามไป อยู่ๆก็มีคนมาเคาะกระจก เป็นเพื่อนตัวดีกับแฟนที่โบกมือมาให้ก่อนจะเปิดประตูเข้ามาบอกลากัน

“ไปแล้วนะ พรุ่งนี้เจอกัน”

“ไปไหนก็ไปเลยย่ะ จงอิน ใครให้ขึ้นตึกมายะ!”

“พี่แบคฮีก็...” จงอินหัวเราะ “ผมซื้อขนมมาฝากครับ”

“ขอบใจมากนะ” แบคฮีเดินไปรับขนมที่หน้าประตูห้อง “ไปเถอะ เดี๋ยวรถมันจะติดซะก่อน”

“งั้นไปนะ” คยองซูยิ้มกว้าง “บ้ายบาย”

“สวัสดีครับพี่แบคฮี”

พอเครื่องทำงานเสร็จตามที่ตั้งไว้ แบคฮีก็เก็บของให้เรียบร้อย ฝากป้าแม่บ้านที่ดูแลห้องล้างอุปกรณ์ เช็คอะไรต่าง ๆ ที่สำคัญก่อนจะออกจากห้องปฏิบัติการ ก้าวเท้าตรงไปที่รถเพื่อให้ไปทันตามเวลาที่จองร้านอาหารเอาไว้

ร้านที่แบคฮีชอบไปนี้เป็นร้านอาหารจีนระดับภัตตาคาร เป็นร้านที่ต้องจองก่อนถ้าจะมากิน จะบอกว่าโชคดีก็ได้ที่วันนี้มีที่ว่างในเวลาที่แบคฮีเลือกพอดี อาจจะเพราะว่ามาคนเดียวก็เป็นไปได้ แต่ถ้าเลือกได้แบคฮีก็ไม่อยากมาคนเดียวหรอก ยอมไม่กินที่นี่ก็ได้ถ้าจะมีใครมานั่งกินด้วยกัน

โสดแบบนี้มันเหงานะ โสดแบบที่ไม่ได้ร้างแต่ก็ไม่มีคนจริงใจเลยสักคน

“จองไว้แล้วค่ะ ชื่อบยอนแบคฮี”

“ค่ะ จองไว้หนึ่งท่านนะ—”

“คนนี้เดี๋ยวฉันจัดการเอง”

“ค่ะ คุณลูกค้าจองไว้รึยังคะ ?”

พนักงานหันไปสนทนากับคนที่อยู่ด้านหลัง ส่วนแบคฮีนั้นกลอกตาใส่คนที่โผล่เข้ามา ก่อนจะเดินไปควงแขนให้อีกฝ่ายพาไปที่โต๊ะด้านใน

“ทำไมทำหน้าอย่างนั้น ?”

“เบื่อน่ะสิ !” แบคฮีบ่น “ตอนแรกจะมากับคยองซู มันดันไปกับแฟนมันซะงั้น”

“เจ๊เลิกเถอะ เอาแต่สนใจเรื่องแบบนี้ชีวิตมันจะไม่เจริญเอา”

“ไอ้ชานเลี่ย !”

“อะไรล่ะ มารยาทน่ะมีไหม คนอยู่ตั้งเยอะ”

“ขอโทษย่ะ” แบคฮีหน้าบึ้ง “แกว่างใช่ไหม กินเป็ดเป็นเพื่อนหน่อยดิ”

“ก็เจ๊พิมพ์มาว่าให้ผมว่างไม่ใช่รึไง” ชานเลี่ยมองอาเจ๊แบคฮีที่ควงแขนเขาเกาะเป็นปลิง ก่อนที่เขาจะเลื่อนเก้าอี้ให้นั่งที่มุมนึงของร้าน เป็นหนึ่งในมุมที่มีความเป็นส่วนตัวที่สุดเลยก็ว่าได้

“ก็ใช่แหละ ถ้าแกไม่ว่างพี่จะฆ่าแก” แบคฮีชอบบรรยากาศร้านนี้ ชอบที่ที่ทางร้านจองเอาไว้ให้เธอด้วย “บริการประทับใจ ขอบใจนะ”

“ผมรู้ว่าเจ๊ชอบตรงนี้” ชานเลี่ยรู้ดี “ผมสั่งอาหารให้แล้ว”

“น่ารักจัง” แบคฮียิ้มกว้าง “แกอย่าเพิ่งรีบมีแฟนนะเว้ย พี่ไม่มีใครแล้วนะ ยี่สิบห้าเนี่ยยังมีเวลาอีกเยอะ ยังไม่ต้องรีบ”

“ไม่รีบก็เป็นอย่างเจ๊อ่ะ สามสิบสามแล้วยังไม่มีใครคบ”

“ไอ้ชานเลี่ย มาพูดใกล้ ๆ มือนี่ !”

แบคฮียกน้ำชาที่พนักงานนำมาเสิร์ฟขึ้นดื่ม มองหน้าผู้ชายวัยยี่สิบห้าปีที่เคยเจอกันในคลับก่อนจะกลายมาเป็นความสัมพันธ์ในแบบพี่น้องไม่ท้องเดียวกัน

มันเริ่มขี้นจากเมื่อสี่ปีก่อนที่แบคฮีอายุยี่สิบเก้า เท่าที่จดจำได้ วันนั้นแบคฮีไปตัดพ้อชีวิตในคลับคนเดียวตามปกติ แต่วันนั้นคนที่นั่งข้าง ๆ กันก็คือพู่ชานเลี่ย ลูกชายเจ้าของภัตตาคารอาหารจีนที่ยอมนั่งฟังแบคฮีบ่นเรื่องความรักจนหมดใจ จากนั้นก็ยื่นนามบัตรภัตตาคารมาให้ บอกว่าไปกินเป็ดแล้วจะหายเซ็ง

ก็หายจริง...เป็ดปักกิ่งเป็นหนึ่งในความสบายใจในชีวิตของแบคฮี

“เออ ไอ้เลี่ย ที่เสี่ยงเซียมซีที่แกแนะนำมาไม่เห็นจะแม่นเลย ใบที่ได้มันบอกว่าความรักพี่นั้นก็เหมือนดวงแก้วเรืองรองบนฟากฟ้า สุขสว่างสมอุราทั้งกายใจ กับคู่หมายคู่ชีวิตพิศมัย จะเรื่องใดก็ดั่งหมายสบายเอย”

“เฮ้ย จำได้ขนาดนี้เลยเหรอ?” ชานเลี่ยอดหัวเราะออกมาไม่ได้เมื่อคนตรงหน้าท่องกลอนในใบเซียมซีให้ฟัง

“เอาอะไรมาส่องสว่างวะ ไฟในคลับเหรอ ถามจริง?!”

“ใจเย็นดิ” ชานเลี่ยหัวเราะ “ตอนนั้นผมไปถามเรื่องการงาน เรื่องความรักผมไม่รู้”

“พี่มันไม่ดีตรงไหนวะ” แบคฮีคีบเป็ดเข้าปาก “ก่อนสามสิบพี่คิดว่าผู้ชายมันไม่ดี แต่พอตอนนี้พี่คิดแล้วแหละว่าพี่ไม่ดีเอง”

“อย่าไปคิดอย่างนั้น เจ๊ก็แค่ยังไม่เจอคนที่ใช่ไง” ชานเลี่ยมองหน้าคนที่นั่งหน้ามุ่ยอยู่ตรงหน้า “ถ้าเซียมซีมันบอกว่าดีแล้ว มันก็อาจจะหมายความว่าพี่เป็นโสดก็ดีแล้วนะ”

“หุบปาก” แบคฮีรับไม่ได้ “พี่ต้องมีเนื้อคู่ ต้องมีสิ!”

“โอเค ใจเย็นๆ กินกระเพาะปลาผัดแห้งนะเจ๊” ชานเลี่ยตักอาหารให้ “เดี๋ยวก็มา สี่สิบก็ยังทัน”

“สี่สิบ!” แบคฮีร้องดังกว่าเดิม “มดลูกพี่แห้งแล้วไหม ?!”

“เจ๊แบคฮี เบา ๆ” ชานเลี่ยปรามไปขำไป “เจ๊จดจ่ออ่ะ ต้องปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติ”

“ไม่รู้แหละ พรุ่งนี้พี่จะไปดูดวงที่บูชอน เค้าบอกว่าแม่นเว่อร์!”

“เออ เอาเถอะ” ชานเลี่ยไม่มีอะไรจะพูดแล้ว “เชื่อผมเลย แม่หมอจะบอกว่าเจ๊น่ะ ไม่มีเนื้อคู่”

“ไอ้พู่ชานเลี่ย!”

 

 

 

 

 

 

แบคฮีกำลังขับรถไปที่ภัตตาคารอาหารจีนอีกครั้งในวันนี้เพราะต้องไปรับพู่ชานเลี่ย ผู้จัดการร้านที่เธอบังคับให้ไปด้วยกันในวันนี้ จะบอกว่าบังคับก็อาจจะดูดีไปหน่อย เธอเหมือนมัดมือชกแจ้งให้ทราบมากกว่า

เมื่อวานตอนสามทุ่มคยองซูโทรมาหาแบคฮี บอกว่าจงอินชวนไปเที่ยวทะเล พรุ่งนี้ที่จะไปดูดวงด้วยคงทำไม่ได้แล้ว ขอโทษจริงๆนะ

‘เออ ไม่เป็นไร ไอ้เลี่ยมันก็ไป’

(จริงเหรอ ?)

‘จริง มันบอกช่วงนี้โดนผู้หญิงหลอกมา หมดตัวเลยเนี่ย ทำงานใช้หนี้งกๆ’

(โอเคเลย ถ้าแกไม่ได้ไปคนเดียวฉันก็สบายใจ)

‘เออ...’

(งั้นแค่นี้นะ ดูว่าไงบ้างเล่าให้ฟังด้วยนะ)

แบคฮีวางสายจากคยองซูก่อนจะกดโทรศัพท์หาชานเลี่ยที่ตอนนั้นน่าจะทำบัญชีอยู่ มันไม่ได้โดนหญิงหลอกอะไรหรอก ไอ้พู่ชานเลี่ยมันร้ายจะตาย

(ไงเจ๊ โทรคอมเพลนเหรอ)

‘พรุ่งนี้แกว่างป่ะวะ เดี๋ยวตอนเที่ยงไปรับ’

(ไม่อ่ะ รอบเที่ยงคนเต็มเลยพรุ่งนี้ ว่างช่วงสามโมงอ่ะ ถึงสี่)

‘ว่างใช่ไหม งั้นเดี๋ยวเที่ยงเจอกัน’

(บอกว่าไม่ว่าง !)

‘พี่ไปนอนแล้วเดี๋ยวพรุ่งนี้เจอกันนะคะ’

(เจ๊... !)

ก็รู้แหละว่าทำแบบนี้มันไม่ดี แต่ถ้าจะให้ไปคนเดียวมันก็ไม่อยากไป นอกจากคยองซูแล้วแบคฮีก็มีเพื่อนอีกคนนึงคือจงแด แต่ตอนนี้มันไปอยู่ญี่ปุ่น คงจะไม่ว่างมาดูดวงด้วยกันหรอก พอตัดสองคนนี้ออกไปก็เหลือไอ้น้องรักหักเหลี่ยมโหดอย่างไอ้ชานเลี่ย ไม่มีทางเลือกต้องโทรไปบังคับมันจริงๆ

“ไม่เอาหน่าหนุ่มน้อย พี่มีลูกอมให้นะคะ” แบคฮียิ้มให้คนที่ก้าวเท้าขึ้นรถมา เมื่อทุกอย่างเข้าที่แล้วก็ออกรถเพื่อมุ่งหน้าไปบูชอน

“ตลกตาย ผมบอกว่าไม่ว่างไง” ชานเลี่ยอารมณ์เสีย “เจ๊ก็อย่างนี้ทุกที !”

“อย่างไหน แกขึ้นรถมาเองนะ”

“งั้นจอดข้างหน้าเลยผมจะลง”

“ทำไมอ่ะไอ้เลี่ย แกกล้าปล่อยให้พี่ไปดูดวงคนเดียวเหรอ เออใช่สิ พี่มันไม่สาวไม่สวยเหมือนเด็กที่แกหิ้วกลับห้องเมื่ออาทิตย์ก่อนนี่ พี่มันก็แค่นักวิจัยที่ทำงานงกๆ ไม่มีใครสนใจ—”

“พอเลย รำคาญ”

“ไอ้เลี่ย !”

“ก็มาด้วยแล้วไง เจ๊จะพูดมากทำไมนักหนา” ชานเลี่ยอารมณ์ขุ่นมัว “รู้เลยว่าทำไมไม่มีใครเอา”

ชานเลี่ยกำลังเตรียมหูและพื้นที่ว่างในสมองไว้โดนด่ากลับมา แต่การที่รถของเจ๊แบคฮีหักเข้าข้างทางทำเอาชานเลี่ยไปไม่เป็นเหมือนกัน เขาหันไปมองคนขับรถที่เหมือนตอนนี้จะมีสีหน้าที่ชานเลี่ยรู้ดีว่าโกรธตรงมาเลยจากจิตใจ โกรธแบบของจริงไม่มีอาละวาดใดๆทั้งนั้น 

“เจ๊...”

“ลงไป” แบคฮีพูด “พี่ไม่ไปแล้ว”

“เจ๊...ผมพูดเล่น” ชานเลี่ยรู้ตัวแล้วว่าพูดแรงไป “ผมขอโทษ ก็ผมมีงานต้องทำ”

“เออ ขอโทษเหมือนกัน แกลงไปเถอะ ไม่สิ เดี๋ยววนกลับไปส่งที่ร้านละกัน เดี๋ยวพี่กลับไปทำงานที่ห้องแล้ว”

“ไม่ต้องอ่ะ ผมรู้ว่าเจ๊ไม่ได้จะไม่ไปอย่างที่ปากพูดหรอก” ชานเลี่ยมองหน้าเจ๊แบคฮีที่ดูจะนิ่งเฉยไปหน่อย “แล้วผมก็จะไม่ปล่อยให้เจ๊ไปคนเดียวด้วย เจ๊ไปโม้กับเจ๊คยองซูไว้ไม่ใช่เหรอว่าผมโดนสาวหลอกมาอ่ะ”

“เออ...ก็ไปโม้ไว้”

“นี่ไง ผมไปตามหาเนื้อคู่ด้วยก็ได้อ่ะ ที่พูดไปเมื่อกี้ผมขอโทษ เจ๊สวยขนาดนี้แฟนไม่มีได้ไง ไอ้พวกนั้นมันตาไม่ถึง”

“มันจะตาไม่ถึงกันทั้งเกาหลีเลยเหรอวะ ?”

“ไปอยู่จีนสักปีไหม อาจจะกลับมาพร้อมลูกชายก็ได้”

“ไอ้ชานเลี่ย ไอ้เวร” แบคฮีหลุดหัวเราะออกมา “มาขับให้หน่อยดิ ง่วงนอนอ่ะ”

“ซะงั้น ผมรู้ทางที่ไหน”

“ก็เปิดจีพีเอสไว้ให้แล้ว ตามนั้นแหละ”

สุดท้ายแบคฮีก็เป็นคนมานอนคอพับอยู่เบาะด้านข้างคนขับ ส่วนชานเลี่ยนั้นเป็นคนขับรถตามจีพีเอสที่แบคฮีเปิดเอาไว้ให้ มีบ้างที่มันมาแกล้งดันหัวไม่ให้หลับ แล้วแบคฮีก็แกล้งกลับไป พอได้ยินเสียงหัวเราะทุ้มๆดังกลับมา แบคฮีเลยด่าบอกว่าจะหลับจะนอน เงียบๆหน่อยได้ไหม

ไอ้ชานเลี่ยเลยจัดให้ด้วยการเปิดเพลงให้ฟังเสียงดัง แต่แบคฮีก็แกล้งทำเป็นหลับเพื่อไม่ให้ไอ้ชานเลี่ยมันสะใจ แต่สุดท้ายก็หลับไปจริงๆ ไม่รู้ตัวเหมือนกันว่าหลับไปนานเท่าไหร่ แต่พอตื่นมาก็เจอแยกซ้ายแยกขวาพอดี

“บ้านเจ๊ไปทางขวาใช่ไหม ?”

“อื้อ เลี้ยวไปแล้วตรงไปอีกประมาณสามโล”

“ดูดวงเสร็จไปบ้านเจ๊ได้ไหม อยากเห็นหน้าแม่อ่ะ อยากรู้วิธีเลี้ยงลูก จะได้ไม่ทำตาม”

“ไอ้เลี่ย !” แบคฮีตื่นเต็มตา “ตบปากเลย !”

“ฮะๆ” ชานเลี่ยตลกสีหน้าเจ๊แบคฮี “ขมวดคิ้วแล้วแก่นะเจ๊ ตีนกาขึ้นแล้วน่ะ”

“เออใช่ เพราะแกอ่ะไอ้เลี่ย หน้าพี่จะยับหมด” แบคฮีพยายามไม่ขมวดคิ้ว “ไม่ต้องไปหรอก ไม่เอาผู้ชายเข้าบ้านนอกจากสามีย่ะ”

“งั้นจากนี้ไปก็คงไม่มีผู้ชายเข้าบ้านพี่แล้วดิ”

“พู่ชานเลี่ย !”

แบคฮีบ่นชานเลี่ยตั้งแต่แยกตรงนั้นจนถึงทางเข้าบ้านของแม่หมอตามที่แบคฮีจดมา พอขับรถมาถึงสำนักแม่หมอแล้วมันก็รู้สึกแปลกๆ กระทู้นั้นคนอ่านเป็นพันคนคอมเมนต์เป็นร้อย ไม่มีคนขับรถบึ่งมาหาแม่หมอเหมือนแบคฮีบ้างเหรอ หรือเค้าจะมีคู่กันหมดแล้ว เหลือเราไม่มีใครอยู่คนเดียวอย่างนั้นหรือ

สำนักของแม่หมอนั้นร่มรื่นเพราะไม้ยืนต้น ทันทีที่ลงรถไปก็ได้ยินเสียงน้ำไหลมาจากที่ไหนสักที่ รวมถึงลมที่พัดเข้าหน้ามาวูบใหญ่จนรู้สึกกังวลขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ รอบด้านไม่มีรถสักคัน รอยล้อรถที่อาจจะเพิ่งออกไปก็ไม่มี ดูเหมือนว่าไม่มีใครเข้ามาที่นี่เลย มันจะเป็นไปได้หรือที่จะไม่มีใครมาที่นี่แบบนี้ ในความคิดของแบคฮีนั้น เรื่องแบบนี้มันเป็นไปไม่ได้

“เจ๊ไปหามาจากไหนเนี่ย” ชานเลี่ยมองซ้ายขวา ไม่เห็นมีใครสักคน “มีคนอยู่เหรอ ?”

“เค้าว่ากันว่าถ้าไม่เจอแปลว่าไม่มีสิทธิได้ดู” แบคฮีเครียดขึ้นมา “หรือดวงพี่มันอาภัพอ่ะชานเลี่ย”

“ลองเดินไปดูที่หน้าบ้าน—”

“คุณคะ คุณผู้หญิง” เสียงร้องเรียกดังมาจากทางด้านบ่อน้ำที่รูปปั้นสิงโตตั้งอยู่ แบคฮีเห็นผู้หญิงใส่ชุดในสมัยเก่าเดินตรงมาพร้อมกับรอยยิ้ม อายุอานามดูเพิ่งจะสี่สิบต้นๆ ใบหน้าอิ่มเอิบแจ่มใส “แม่หมอให้มาเรียกค่ะ”

“คะ ให้มาเรียกหรือคะ ?” แบคฮีทวนคำที่ผู้หญิงตรงหน้าพูด

“ค่ะ เชิญขึ้นไปบนบ้านได้เลยค่ะ”

“ชานเลี่ย !” แบคฮีตื่นเต้น “เนื้อคู่พี่อ่ะ เนื้อคู่ !”

“ผมรออยู่นี่นะ” ชานเลี่ยไม่เข้าไปด้วย “ถ้าแม่หมอบอกว่าไม่มีก็กลั้นน้ำตาเอาไว้หน่อยก็แล้วกัน”

แบคฮีค้อนชานเลี่ยวงโตก่อนจะเดินตามผู้หญิงคนนั้นเข้าไป ถอดรองเท้าเมื่อต้องขยับตัวขึ้นชานบ้าน เสียงไม้เอี๊ยดอ๊าดทำเอาใจเต้นระรัวทั้งที่มันไม่มีอะไรเลย

หันไปมองชานเลี่ยอีกครั้งมันก็โบกมือกลับมา แบคฮีเลยสูดลมหายใจเข้าก่อนจะเดินเข้าที่พำนักของแม่หมอไป อย่างน้อยถ้ามีอะไร ชานเลี่ยก็น่าจะได้ยินเสียงเธอ

กลิ่นเทียนหอมและกำยานที่ตีเข้ามาทำเอาแบคฮีผงะไปเล็กน้อย ก่อนจะตั้งสติให้มั่น กวาดสายตามองว่าที่นี่เป็นอย่างไรบ้าง มันก็ดูเป็นแค่ห้องสี่เหลี่ยมธรรมดาที่มองออกไปแล้วเห็นต้นไม้ที่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันคือต้นอะไร

แม่หมอตรงหน้าดูเป็นผู้หญิงวัยเจ็ดสิบกว่า เส้นผมสีขาวปนดำถูกรวบไว้ด้านหลัง ส่งรอยยิ้มใจดีมาให้แบคฮี ทำให้ความกังวลและความกลัวในใจนั้นคลายลงไปได้เยอะ 

“เอ่อ...สวัสดีค่ะ” แบคฮีทำความเคารพคนตรงหน้าก่อนจะเอ่ยถึงความต้องการ “คือหนูมาดูดวงเรื่องความรักค่ะ”

“ไม่เห็นมีอะไรต้องดูนี่”

“คะ ?” แบคฮีตาเหลือก หมายความว่ายังไง ไม่มีอะไรหมายความว่ายังไง

“มันก็ดีของมันอยู่แล้ว จะไปดูอีกทำไม”

“หนูโสดนะคะ” แบคฮีไขความเข้าใจแม่หมอใหม่ ไหนบอกว่าแม่นไง !

“จะดูเรื่องงานให้ก็แล้วกัน”

“หนูมาดูเรื่องความรักค่ะ คือ—”

“ช่วงนี้เรื่องงานไปได้ดีนะ สิ่งที่ทำอยู่อาจจะทำไม่สำเร็จสักที แต่จะมีเรื่องอื่นแทรกเข้ามาให้ไปทำเรื่องนั้นก่อนแล้วมันจะช่วยส่งเสริมเรื่องนี้ จะได้เจอเพื่อนร่วมงานใหม่ด้วย เพื่อนคนนี้เป็นคนดี ช่วยเหลือกันได้ในภายภาคหน้า ควรจะคบเอาไว้นะ เพื่อนใหม่จะนำคนใหม่ๆเข้ามา คนที่มีโอกาสจะได้ช่วยเหลือกันในอนาคต มีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน”

“คือแม่หมอคะ—” แบคฮีจะพูดแทรกแต่ก็ไม่มีโอกาสเลย

“ปีหน้ามีโอกาสได้เลื่อนขั้นหรือไม่ก็เพิ่มเงินเดือน มีโอกาสได้ไปต่างประเทศเพราะเรื่องงานด้วย หัวหน้างานเราก็ดีนะ คบไว้เป็นเพื่อนคู่คิดมิตรต่างวัยก็ดี เพื่อนที่คบอยู่ก็ดีแล้ว รอบตัวมีแต่คนจริงใจ ไม่ต้องห่วงเลย”

“คือหนูห่วงเรื่อง—”

“เรื่องที่ต้องแก้คือบางทีเราอย่าไปมองไกลให้เห็นถึงสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น มองอะไรที่เกิดขึ้นรอบตัวเข้าไว้ หัดใจเย็นคิดอะไรให้รอบคอบ อย่าใจร้อนตัดสินใจแทนคนอื่น อารมณ์หรือความไม่ทันคิดของเราน่ะจะทำให้เรื่องมันบานปลาย จะแก้ง่ายแก้ไม่ง่ายก็ขึ้นอยู่กับเรา ทำอะไรคิดให้ดี เข้าใจรึเปล่า ?”

“คือว่าหนูมาดู—”

“เข้าใจไหม ?”

“เข้าใจค่ะ” แบคฮีขานรับด้วยใบหน้าไม่สู้ดีนัก แล้วความรักล่ะ ตอนนี้มันไม่มีอะไรดีเลยทำไมถึงมาบอกว่ามันดี แล้วเค้าว่ากันว่าดูได้เรื่องเดียวด้วย ดูเรื่องการงานให้แบบนี้แล้วจะเอาความรักไปไว้ตรงไหน “ความรักล่ะคะ แม่หมอคะคือหนู...”

“ทุกอย่างที่เป็นอยู่ดีอยู่แล้ว”

“...”

“มันดีขึ้นได้กว่านี้ แต่นั่นเป็นเรื่องของเวลา”

แบคฮีเดินน้ำตาซึมออกมาจากสำนักของแม่หมอ หลังจากประโยคนั้นแม่หมอก็บอกว่าไม่คิดค่าครูเพราะไม่ได้ดูอะไรเท่าไหร่ ขอบใจที่มีความมุ่งมั่นอันแรงกล้าในการมาถึงที่นี่ ย้ำอีกครั้งว่าชีวิตตอนนี้ดีอยู่แล้ว ไม่มีอะไรต้องกังวล

ดีอยู่แล้วหมายความว่ายังไง ไม่ต้องกังวลหมายความว่ายังไง นอนเหงากอดขวดโซจูอยู่ที่ระเบียงคนเดียวตอนกลางคืนนี่มันดีเหรอ กินข้าวคนเดียวมันก็ดีใช่ไหม แล้วการที่ต้องมายืนน้ำตาไหลอยู่ตรงนี้มันดีรึไง มันไม่เห็นมีอะไรดีเลย !

“เจ๊ร้องไห้ทำไม ?”

“แม่หมอบอกว่าชีวิตพี่ดีอยู่แล้ว”

“อ้าว ก็ดีแล้วนี่” ชานเลี่ยไม่เข้าใจ แม่หมอทักว่าดีแล้วจะร้องไห้ทำไม

“ดีบ้าอะไร พี่โสดอยู่นะ !” แบคฮีเสียงดัง “พี่ไม่มีคู่จริงๆเหรอวะ บั้นปลายชีวิตต้องกลับมาอยู่บ้านเลี้ยงหมาปลูกพริกใช่ไหม เลี้ยงหมาเป็นลูกไม่มีพ่อแบบนั้นเหรอ ทำไมมันอย่างนั้นวะชานเลี่ย พี่น่ะ...พี่...”

“ไม่เอาไม่ร้องนะเจ๊...” ชานเลี่ยไม่รู้จะปลอบยังไงจึงได้แต่ถือวิสาสะลูบหัวคนแก่กว่าแปดปีเบาๆ ปล่อยให้เจ๊เช็ดน้ำตากับเสื้อของเขา กอดปลอบอยู่แบบนั้นจนกว่าจะหยุดร้องไห้

“มัน...มันไม่เห็นจะดีเลย”

“เจ๊ไม่ร้องดิ เครื่องสำอางหายหมดนะ”

“มันกันน้ำ !” แบคฮีกอดชานเลี่ยเอาไว้ เช็ดน้ำตากับเสื้อเชิ้ตสีน้ำเงินเข้ม “พี่อยากมีแฟนว่ะเลี่ย”

“ผมรู้...”

“พี่สามสิบสามแล้วนะเว้ย พี่ต้องการความมั่นใจในชีวิตอ่ะ คนที่เข้ามาก็มีแต่หวังจะเคลมพี่แล้วก็แยกกันไป พี่ไม่ใช่วัยจะมีเวลามาทำแบบนั้นแล้วป่ะวะ ทำไมมันไม่มีใครมาชอบพี่เลยอ่ะ แกยังบอกว่าพี่ไม่มีเนื้อคู่...”

“ผมก็พูดเล่นไปอย่างนั้น” ชานเลี่ยพูดเล่นจริงๆ “เจ๊อย่าคิดมากสิ อยู่คนเดียวมันก็ดีนะ”

“ก็อยู่จนมันไม่ดีแล้วป่ะ !”

“โอเคๆ ไม่ดีก็ไม่ดี”

ชานเลี่ยยืนเป็นที่พักพิงให้กับพี่สาวคนสวยคนนี้ อันที่จริงเขาก็ไม่ได้เชื่อเรื่องหมอดูอะไรเท่าไร ดูอะไรแบบนี้ก็มีบ้างแต่ก็ไม่เคยเชื่อเต็มร้อย แต่ถ้าจะไปบอกว่าไม่จริงหรอกหน่าเขาก็ไม่อยากพูด เพราะเจ๊แบคฮีเชื่อทุกหมอดู เชื่อทุกสำนักจริงๆ ชานเลี่ยจะเชื่อไม่เชื่อก็เก็บไว้ในใจ ถ้ามันไม่ได้ทำให้เดือดร้อนก็จะตามน้ำเจ๊แบคฮีไปก่อน

“พี่มันอาภัพรัก...”

“อาจจะไม่แม่นก็ได้นะ เจ๊ลองไปดูแบบศาสตร์เลขดิ ผมเคยเห็น ที่เค้าบวกเลขอะไรสักอย่าง”

“เคยดูแล้ว” แบคฮีสะอึกสะอื้น “บอกว่าความรักพี่ดีเว่อร์ ดีกับผี...”

“ใจเย็น ๆ”

“เดี๋ยวแกไปส่งพี่ที่บ้านแล้วขับรถกลับโซลไปเลยก็ได้นะ พี่อยากคุยกับพ่อกับแม่หน่อย ถ้าแกกลับไปอาจจะทันลูกค้ารอบหกโมงก็ได้”

“ได้ไง ผมไปด้วยดิ” ชานเลี่ยไม่ยอม “มาถึงขนาดนี้แล้วให้กลับไปคนเดียวได้ไง ข้าวก็ยังไม่ได้กิน”

“งั้นเดี๋ยวพาไปกินข้าวก่อน แล้วแกก็ขับรถพี่กลับไปเลย”

“นี่เจ๊ไม่ให้ผู้ชายเข้าบ้านจริงดิ แล้วป๊าอยู่ยังไงอ่ะ อยู่บนหลังคาเหรอ ?”

“ไอ้บ้านี่ นั่นพ่อฉันนะยะ!”

“ล้อเล่นครับ เจ๊ก็เลิกร้องไห้ได้แล้วหน่า ร้องมาก ๆ จะแก่ไง ไม่มีแฟนก็ไม่เป็นไร ปีหน้าอาจจะมีก็ได้”

“ปีหน้ามาตั้งแต่อายุยี่สิบแปดแล้วไอ้น้อง”

“งั้นถ้าปีหน้ายังไม่มีใครเอาเจ๊ ผมจะหาให้เอาไหม นัดบอดกันไปเลย”

“ปีหน้าพี่สามสิบสี่แล้วนะ” แบคฮีพูดอายุตัวเองแล้วจะเป็นลม “ใครจะชอบสาวแก่วะ?”

“โอ๊ย คนเค้าก็ชอบกันเยอะแยะ ผมก็ชอบคนแก่กว่านะ เซ็กซี่ดี”

“ตอแหลเก่งนักนะไอ้เลี่ย เห็นหิ้วมาแต่ละคนไม่ยี่สิบเอ็ดก็ยี่สิบสองทั้งนั้น” แบคฮีรู้จักไอ้เสือร้ายคนนี้ดี มันชอบคนเด็กกว่า มันบอกว่ามันชอบเป็นผู้นำ

พอเอาเข้าจริงแล้วแบคฮีก็ต้องให้ชานเลี่ยไปบ้านด้วย เธอบอกน้องไปแล้วว่าคิดจะนอนค้างที่นี่ ถ้าชานเลี่ยจะกลับก่อนก็กลับได้เพราะไม่มีที่ให้นอน น้องมันก็บอกว่าขอคิดดูก่อน อาสาขับรถให้เพราะเธอยังไม่หยุดน้ำตาไหลสักที มันบอกว่ามันไม่ได้ห่วงเธอหรอก มันห่วงคนอื่น ขับรถมาดีๆแล้วถ้าเกิดอุบัติเหตุเพราะแบคฮีแบบนั้นก็ไม่ควร

จากบ้านของแม่หมอไปบ้านของแบคฮีนั้นตรงไปยาวๆ ตรงไปอย่างเดียวก็ถึงแล้ว เธอเองก็นั่งตอบชานเลี่ยที่ชวนคุยเรื่องนั้นเรื่องนี้ รู้ดีว่าถึงน้องมันจะปากหมาแต่มันก็เป็นห่วงเธอ เลยคิดจะหยุดร้องไห้แสดงความเศร้าเอาไว้ก่อน เก็บเอาไว้ร้องคนเดียวก็ได้ เธอไม่ชอบให้ใครมาไม่สบายใจเพราะเธอ

“เลี้ยวๆ รั้วสีดำข้างหน้าน่ะ”

“เจ๊ลงไปเปิดประตูบ้านเลย”

“รู้แล้วย่ะ ให้แกลงไปเปิดพ่อก็คิดว่าโจรพอดี”

“หน้าผมออกจะมีสกุลรุนชาติ !”

“อพยพมาล่ะสิไม่ว่า !”

บ้านของแบคฮีเป็นบ้านสองชั้นที่ด้านล่างมีบริเวณที่เป็นไม้ต่อออกมาเป็นห้องกว้างให้พ่อกับแม่ได้นั่งเล่น เอาจริงๆแล้วเธอก็กลับมาที่นี่บ่อยๆ มานอนค้างเสาร์อาทิตย์แล้วก็กลับ เมื่อก่อนพ่อของเธอรับราชการ ตอนนี้เกษียณออกมาปลูกผักสวนครัวเล่น เธอเองก็เห็นอนาคตตัวเองลางๆว่าจะต้องกลับมาปลูกผักกับพ่อที่นี่แน่ๆ

พอชานเลี่ยลงจากรถมา พ่อกับแม่ก็ทำหน้าตกใจใหญ่ พอแบคฮีแนะนำสถานะว่าเป็นน้อง แม่ก็พยักหน้ารับเบาๆ ส่วนพ่อนั้นไม่ได้พูดอะไรนอกจากเดินนำเข้าบ้านไป

“ทำไมเชื่อง่ายอ่ะ ไม่คิดว่าหนูโกหกบ้างเหรอ ?”

“ก็ถ้าเป็นแฟนจริงๆลูกคงลากเค้าลงจากรถมาแล้ว ไม่ทำหน้าบูดแบบนี้หรอก” แม่ดึงแก้มแบคฮีเบาๆ “แล้วนี่มาทำไม ไม่ทำงานรึไง ?”

“ลามาดูดวงอ่ะแม่ สำนักฝั่งนู้น”

“เค้าว่าไงล่ะ ดวงเป็นโสดตลอดชีวิตไหม ?”

“พ่อ !” แบคฮีเสียงดัง “หนูอ่อนไหวนะ”

“แล้วชานเลี่ยทานอะไรมารึยัง อยากทานอะไรบอกแม่ได้นะ”

“ไอ้เลี่ยมันเป็นพ่อครัว ให้มันทำให้กินนี่” แบคฮีพรีเซนต์น้องชายแสนรัก “บ้านมันเปิดร้านอาหารจีน หนูไปกินนี่ลืมผู้ชายเลยนะ”

“งั้นถ้าพ่อกินจะลืมแม่ไหม ?”

“เดี๋ยวเถอะ !”

ตกเย็นแบคฮีก็พาชานเลี่ยเดินไปตลาด ลัดเลาะไปตามทางหลังบ้านก็จะไปโผล่ที่ท้ายตลาดพอดี เมื่อก่อนมันเป็นทางดิน ฝนตกแล้วพื้นจะเฉอะแฉะ พ่อที่เกษียณแล้วอยู่ว่างๆก็เอาหินมาถมให้มันเป็นทาง เวลาแม่เดินแล้วมันจะได้ไม่เปื้อน ไม่เลอะเท้า

ตอนแรกชานเลี่ยมันก็คิดหนัก บอกว่าไม่รู้จะทำอะไรให้กินดี แบคฮีก็เลยแนะนำบอกว่าที่บ้านชอบกินเมนูเดียวแบบเยอะๆ ประกอบกับมันหันไปเจอปูพอดี มันเลยบอกว่าเดี๋ยวจะทำปูผัดพริกเกลือให้กิน สูตรเด็ดจากเมืองจีน มันร่ำเรียนมาตั้งแต่ตอนยังไม่ยี่สิบ ใครก็ผัดสู้มันไม่ได้

“เดี๋ยวพี่จ่ายให้”

“ไม่ต้องหรอกเจ๊ ผมจ่ายเอง” ชานเลี่ยส่งค่าปูให้คนขาย “ไม่รู้จะได้เลี้ยงเจ๊ไปอีกกี่ปี เลี้ยงตั้งแต่ตอนนี้เนี่ยแหละ”

“ไอ้เลี่ย เอาปากมาให้ตบเดี๋ยวนี้ !”

“ผัดผักอีกสักอย่างดีกว่า เอาไว้กินกับปู”

แบคฮีถือถุงกุ้ยช่ายกับถั่วงอกกลับบ้านถุงเบ้อเริ่ม ส่วนที่ชานเลี่ยนั้นมีปูตัวใหญ่หลายตัว มันบอกว่ามันถามแม่ของแบคฮีแล้วว่าที่บ้านมีกระทะจีนรึเปล่า แม่ก็บอกว่ามี ชานเลี่ยเลยบอกว่าจะจัดชุดใหญ่เลยวันนี้

“เราเป็นเชฟใช่ไหม ?”

“ไม่ครับ ผมเป็นผู้จัดการร้าน” ชานเลี่ยตอบคุณแม่ที่มายืนดูเขาเรียงปูใส่ลังถึง “แต่ก็ทำเป็นเหมือนกันครับ”

“แล้วไปรู้จักมักจี่กับยัยดื้อได้ยังไง รายนั้นไม่ชอบกินอาหารจีนนะ”

“ครับ ?”

“บอกว่าเลี่ยน บอกว่าน้ำมันเยอะจะทำให้อ้วนอะไรของมันนั่นแหละ แต่ว่าแม่กับพ่อชอบกินนะ ไม่ต้องห่วงเลย” คุณแม่ยิ้ม “นี่ก็ไปอาบน้ำตั้งนานแล้ว ไม่ลงมาสักที...”

“เจ๊...พี่แบคฮีไม่ชอบกินอาหารจีนเหรอครับ ?” ชานเลี่ยไม่รู้เรื่องนี้มาก่อน เห็นไปที่ร้านทีไรกินเป็ดเหมือนจะล้างสายพันธุ์

“เท่าที่แม่จำได้นะ แต่ถ้าไม่ได้บ่นอะไรก็แปลว่ากินนั่นแหละ ไม่ต้องห่วงนะจ๊ะ สู้สู้”

“ขอบคุณครับ”

ชานเลี่ยหั่นผักอยู่ในครัวระหว่างรอนึ่งปูให้กึ่งสุกกึ่งดิบ สักพักเจ๊แบคฮีก็เดินเข้ามาในสภาพเสื้อยืดกางเกงขาสั้น ผมสีดำเปียกลู่ไปกับหน้าที่ซีดจัดเพราะไร้เครื่องสำอาง คิ้วบางๆ หางตาตก ริมฝีปากสีชมพูอ่อนจนจะขาวไปกับหน้าอยู่แล้ว

ใช่ว่าไม่เคยเห็น เห็นบ่อยด้วยเวลาโดนโทรตามให้ไปดื่มเบียร์ที่ห้องเป็นเพื่อน บางทีชานเลี่ยก็คิดว่าคนเรามันจะปล่อยตัวอะไรขนาดนี้ เข้าใจว่าสนิทกัน แต่จะสวยให้เห็นหน่อยก็ไม่ได้ ทาลิปมันที่มีสีแดงหน่อยๆก็ยังดี

“ป้าเอ๊ย...”

“สวยแบบธรรมชาติย่ะ” แบคฮีมองไปทั่วห้องครัว “ไม่ช่วยนะ ขี้เกียจ”

“รู้เถอะ” ชานเลี่ยรู้ดี “แม่บอกผมว่าเจ๊ไม่ชอบกินอาหารจีน”

“เออ แต่เว้นร้านแกไว้ร้านนึง อร่อยดี” แบคฮีตอบ “มันมันอ่ะ ขี้เกียจไปวิ่งอีก ไม่กินดีกว่า”

“น้ำมันทำให้อาหารอร่อย” ชานเลี่ยไปยกปูลงจากหม้อน้ำเดือด “เฟรนช์ฟรายนี่กินจัง มันไม่อ้วนรึไง”

“ไม่ได้ยิน” แบคฮีปิดหู “คนสวยกินอะไรก็สวย กินอาหารจีนแล้วก็ยังสวย ไอ้เลี่ย...พี่อยากกินกระเพาะปลาผัดแห้งว่ะ”

“ไม่ทันแล้วเจ๊ กลับไปกินที่ร้านก็แล้วกัน”

“แกเลี้ยงนะ ปลอบใจคนสวยหน่อย”

“เออ ปลอบใจคนโสด”

“ไอ้เลี่ย !”

มื้อเย็นของบ้านแบคฮีนั้นออกมานั่งปูเสื่อกินกันในสวน มันเป็นมื้อเย็นที่ดีสำหรับการที่มีปูอร่อยๆ เบียร์อีกคนละกระป๋อง ส่วนแม่ของแบคฮีนั้นขอแค่โคล่าก็พอ เรานั่งคุยกันถึงเรื่องทั่วไป รวมถึงเรื่องที่ไปดูดวงวันนี้มา แบคฮีบ่นใหญ่เรื่องที่ขอดูดวงความรักแต่แม่หมอบอกว่าดีอยู่แล้ว ไม่เห็นมีอะไรจะต้องดู

“หนูจะโสดไม่ได้ป่ะแม่ ?”

“ก็โสดมาสิบกว่าปีแล้วนี่...”

“พ่อ !” แบคฮีหันขวับ “ไม่ต้องกินเลย หนูงอน !”

“ไม่ได้โสดธรรมดาด้วยนะครับ ร้าง”

“ไอ้ชานเลี่ย ตายซะ !”

พอเสร็จจากปูตรงหน้า ฟ้าก็เปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินเข้มจนแทบจะดำสนิท เราทุกคนช่วยกันเก็บของเข้าบ้าน แม่บอกว่าจะล้างจานเอง ส่วนแบคฮีนั้นไปหาเสื้อผ้าให้ชานเลี่ยที่บอกว่าจะนอนที่นี่เพราะขี้เกียจกลับใส่

เสื้อก็เป็นเสื้อบอลไซส์ใหญ่สุดของผู้ชายที่แบคฮีซื้อมา คิดจะเอามาใส่เท่ๆกับกางเกงขาสั้นแต่ก็ไม่เคยได้ใส่ ส่วนกางเกงนั้นเป็นกางเกงยางยืดของพ่อ

“แปปนึงนะ เดี๋ยวหยิบแปรงให้”

“โหยเจ๊ ! ไม่เก็บเสื้อในอ่ะ !”

“ทำเป็นไม่เคยเห็นไปได้” แบคฮีไม่สนใจ “ตัวเก่งเลยนะนั่น”

“ใครสน !” ชานเลี่ยเสียงดัง “เจ๊อายผมหน่อยไหม นิดนึงก็ได้อ่ะ”

“อ่ะ แปรง” แบคฮีส่งแปรงให้น้อง ไม่สนใจเสียงโวยวายของมัน ทำแค่เดินออกจากห้องไปรื้อตู้ไม้ใหญ่ๆ เพื่อหาฟูกนอนมาปูให้ชานเลี่ยมันนอน เอาหมอนเก่าในตู้มาใส่ปลอก ผ้าห่มก็เป็นผ้าห่มเก่าของแบคฮีเอง โยนตุ๊กตาหมีลงไปให้มันอีกตัวก็เป็นอันเสร็จ

ตอนที่ลากฟูกมากางให้มันก็คิดอยากจะดื่มเบียร์อีกสักกระป๋อง เลยตัดสินใจเดินลงไปเปิดตู้เย็นข้างล่าง แม่ที่เห็นแบบนั้นก็ทำป๊อปคอร์นให้ด้วย ก่อนที่เราจะบอกราตรีสวัสดิ์กัน แล้วต่างคนก็ต่างเข้าห้องของตัวเองไป

“จะดื่มเหรอ?” ชานเลี่ยมองกระป๋องเบียร์ในมือเจ๊แบคฮี

“ดูบอลกัน” แบคฮีส่งถ้วยป๊อปคอร์นกับเบียร์ให้ชานเลี่ย ส่วนตัวเองนั้นเดินไปเปิดทีวี ก่อนจะกลับมานั่งข้างชานเลี่ยที่เปิดกระป๋องเบียร์แล้ว

แบคฮีไม่ได้จดจ่อกับไอ้ลูกกลมๆนั่นเท่าไหร่เพราะจดจ่อกับคนที่เตะมันอยู่มากกว่า

“อื้อหือ หล่อว่ะไอ้เลี่ย!”

“เบอร์ไหน”

“ยี่สิบเอ็ดๆ”

“เมียสเปน ลูกสอง”

“ไอ้ชานเลี่ย ไอ้ชั่ว”

“เอ้า” ชานเลี่ยหัวเราะพี่สาวที่ตอนนี้ยีหัวจนยุ่งเพราะนักบอลมีลูกสองคนแล้ว “เออ...ทำไมเจ๊ย้ายไปอยู่โซลอ่ะ ที่นี่ก็ดีนะ”

“แล้วทำไมแกไม่อยู่จีนอ่ะ มาเกาหลีทำไม ?”

“ถามดีๆนะเจ๊” ชานเลี่ยเอาไหล่ชนเจ๊แบคฮีจนเซไปข้าง

“ก็สอบติดมหาลัยที่โซล แล้วก็อยู่ยาวเลย อีกอย่างที่นั่นเงินดีกว่า มาอยู่นี่ก็ไม่มีงานประเภทที่พี่อยากจะทำอ่ะ” แบคฮีเล่าให้ฟัง “แล้วแกอ่ะ?”

“ก็เพิ่งขยายสาขามา ป๊าเลยให้มาทำ” ชานเลี่ยยักไหล่ “ที่นี่ก็ดีนะ ผมก็ชอบอ่ะ”

“แกทำงานนี่ได้ส่วนแบ่งกำไรหรือกินเงินเดือนผู้จัดการ”

“สองอย่างเลย” ชานเลี่ยดื่มเบียร์ “ผมกินห้าเปอร์เซ็นต์”

“โอ้โห กำไรสุทธิอ่ะนะ!”

“แค่ที่เกาหลี ที่จีนไม่ได้” ชานเลี่ยตลกตาเจ๊แบคฮีที่โตขึ้นมาได้อย่างอัศจรรย์

“ก็ไม่น้อยอ่ะ” แบคฮีหน้าบึ้ง “รับพนักงานวิจัยอาหารป่ะวะ เป็ดที่จุดไฟแล้วไม่ไหม้อะไรแบบนั้น ขอส่วนแบ่งการขายสองเปอร์เซ็นต์ ค่าสูครต่างหาก”

“บ้าป่ะเจ๊” ชานเลี่ยหัวเราะเสียงดัง “งานเจ๊แหละดีแล้ว น่าสนุกดีนะ”

“งานแกยังคุยกับคนป่ะวะ ทุกวันนี้ฉันคุยกับเครื่องจักรอ่ะ” แบคฮีบ่นกระปอดกระแปด

“คนนี่งานเบื่อเลยพี่ เจอทั้งวันก็ปวดหัวเหมือนกัน”

“ก็ยังพบเจอสังคมอ่ะ แกคิดดูนะไอ้เลี่ย วิศวกรอยู่ข้างล่างกันหมดเลย อุตส่าห์อยู่ฝ่ายผลิตเหมือนกัน พี่นี่ทำชั้นห้า จะแรดออกไปกินข้าวไอ้คยองซูมันก็หิ้วมาให้กินถึงที่ตึก พอมีโอกาสได้ออกไปก็ไม่เจอผู้ชายสักคน แกคิดดูไอ้เลี่ย แกคิดดู๊ !” แบคฮีบ่นต่อเนื่อง “หรือว่าพี่มันจะอาภัพจริงๆวะ ก็คิดแหละว่าต้องทำใจแล้ว”

“สามสิบห้าค่อยทำก็ได้ ใจอ่ะ” ชานเลี่ยยิ้ม “เจ๊ทำไมน้ำตาคลอล่ะ ดูนักบอลดิ เบอร์เจ็ดหล่อนะ”

“ไอ้เลี่ย...”

“ไม่เอาไม่ร้อง เดี๋ยวก็มา” ชานเลี่ยลูบหลังเจ๊แบคฮี “เจ๊...ไม่เอาแบบนี้ดิ”

“คือพี่ไม่ได้จะอะไรนะเว้ย แต่แกลองคิดดูนะ ตั้งแต่แฟนคนแรกจนถึงตอนนี้อ่ะ มันไม่เคยมีใครจริงใจกับพี่เลยอ่ะ แล้วพอหวังคนจะจริงจังมันก็ไม่มี ไอ้เลี่ย แกเคยโดนทิ้งบ้างป่ะวะ ?”

“พี่ก็อย่าไปโฟกัสชีวิตที่ตรงนั้นดิ ตัดเรื่องนี้ออกไปชีวิตพี่ก็ดีมากแล้วนะ พี่ควรมีความสุขกับตรงนี้รึเปล่า ?”

“แต่พี่อยากมีแฟนนี่...” แบคฮีเช็ดน้ำตา “ชานเลี่ยอ่ะ”

“เจ๊ก็ไม่ได้แก่นะ สวยก็สวย มีโอกาสอีกเยอะ ไม่เห็นจะต้องรีบอะไร”

“แกเรียกพี่ว่าป้านะ”

“เออหน่า...ขำๆ” ชานเลี่ยพูดเพื่อแซวเฉยๆ ไม่ได้คิดพูดจริงๆหรอก “เจ๊อย่าร้องไห้ดิ ผมขี้เกียจปลอบ—โอ๊ย !” ชานเลี่ยโดนคนแก่ประทุษร้าย

“งอนแล้วนะ”

“ผมไม่ชอบเห็นเจ๊ร้องไห้อ่ะ น่าเกลียดพิลึก”

ชานเลี่ยได้ยินเสียงงุ้งงิ้งออกมาจากเจ๊แบคฮีที่ถ้าไม่เมาก็คงจะง่วงนอนแล้ว หัวเล็กๆของเจ๊นั้นพิงลงที่ไหล่ของเขา เขาเองก็กอดไหล่เจ๊เอาไว้เพราะรู้ว่าจิตใจกำลังอ่อนแอ แต่สุดท้ายเราก็กอดกันเพราะเจ๊แบคฮีร้องไห้หนักกว่าเดิม

“ฮึก...ชานเลี่ย”

“ก็บอกว่ามันน่าเกลียด...”

“พี่อ่ะ...พี่ไม่ดีตรงไหนวะ...ฮึก”

“ไม่ดีตรงร้องไห้เนี่ยแหละ บอกว่าไม่ต้องร้องไง”

“มันไม่ดีเลยว่ะไอ้เลี่ย พี่กินข้าวคนเดียว ไปไหนคนเดียว...ฮึก ทำงานคนเดียว นอนคนเดียว อะไรก็มีแต่พี่อยู่คนเดียว พี่ก็แค่อยากได้คนที่พี่จะโทรไปหาตอนไหนก็ได้ ไม่ทำให้พี่รู้สึกว่าเหงา บอกว่าพี่ร้องไห้ก็ยังสวยอยู่”

“อ้าว...” ชานเลี่ยอดหัวเราะออกมาไม่ได้ “ไหงงั้นอ่ะเจ๊ เจ๊โทรมาทีไรผมก็ว่างให้ตลอดเลยนะ”

“แกก็ยังบอกว่าพี่...พี่ไม่มีใครเอา ฮึก” แบคฮีไม่ได้อยากร้องไห้เลย แต่พอพูดเรื่องนี้แล้วมันเจ็บที่หัวใจ มันห้ามน้ำตาไม่ให้หยุดไหลไม่ได้จริงๆ “แกก็ไม่ได้อยากมากับพี่จริงๆนี่หน่า”

ชานเลี่ยขยับตัวออกก่อนจะประคองใบหน้าของเจ๊บยอนแบคฮีวัยสามสิบสามที่กำลังร้องไห้งอแง เขาใช้นิ้วโป้งปาดน้ำตาคนที่กำลังทำปากเบะเหมือนเด็ก จมูกแดงก่ำ สูดน้ำมูกใส่หน้าเขาดังฟืด 

“เจ๊พูดแบบนี้ผมเสียใจนะ ผมโดนหักเงินเดือนไปเพราะเจ๊ตั้งเยอะ เจ๊มาพูดแบบนี้ได้ยังไง” ชานเลี่ยโดนหักเงินไปเยอะจากการที่ไม่ค่อยอยู่ร้านเพราะเจ๊แบคฮี ตอนแรกก็โดนป๊าด่าเหมือนกันแต่ชานเลี่ยก็บอกว่าให้หักเงินไปได้เลย เพราะจะให้ไปเถียงเจ๊แบคฮีก็คงทำไม่ได้ โดนลูบูแตงฟาดหัวกันพอดี 

“ก็...ก็...”

“คนที่บอกว่าเจ๊สวยเวลาร้องไห้น่ะมันโกหก ถ้าเจ๊เชื่อมันเจ๊ก็เอาใบปริญญาที่อยู่ในตู้ข้างล่างบ้านคืนมหาวิทยาลัยไปเลย น้ำมูกไหลแล้ว สูดเข้าไปด้วย”

“ฟืด...” แบคฮีสูดน้ำมูกตามคำสั่งเด็ก

“แล้วก็หยุดร้องไห้เดี๋ยวนี้ ถ้าหยุดร้องภายในหนึ่งนาทีผมให้กินเป็ดฟรีตัวนึงเลยอ่ะ ฮึบเร็ว”

“ฮึบ...” แบคฮีพยายามฮึบตามที่ชานเลี่ยบอก “เป็ด...เป็ดตัวนึงนะ”

“เออ เคยเบี้ยวที่ไหน” ชานเลี่ยอยากให้เจ๊แบคฮีหยุดร้องไห้สักที เขาเองก็ได้แต่โยกหัวคนแก่ไปมาก่อนจะคิดถึงแม่ที่เมืองจีนแผ่นดินใหญ่ แม่ที่พอรู้สึกว่าเขาอารมณ์ไม่ดีหรือมีเรื่องไม่สบายใจก็จะเดินเข้ามาในห้อง เดินเข้ามานั่งที่เตียงแล้วหวีผมให้เขาจนหลับไป “ผม...หวีผมให้ไหม ?”

“ฮะ ?”

“ก็แบบ...แม่ผมทำให้เวลาผมไม่สบายใจอ่ะ” ชานเลี่ยทำตัวไม่ถูก “ผมพูดไปงั้นแหละ เจ๊ไม่ต้องทำหน้าแบบนั้นเลย”

“ทำหน้าอะไร จะบอกว่าหวีอยู่ตรงนู้น” แบคฮียิ้มกว้าง ถึงแม้ว่าใบหน้าจะเปื้อนคราบน้ำตาอยู่ก็ตาม “ถักเปียให้ด้วยดิ”

“เป็นที่ไหน ผมเป็นผู้ชายนะ” ชานเลี่ยลุกขึ้นไปหยิบหวี ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งที่เดิมโดยมีเจ๊แบคฮีนั่งหันหลังให้

“หวีเบาๆนะ กระหม่อมบาง” แบคฮีเป็นห่วงหนังศีรษะ “ตอนหวีปลายๆผมเนี่ย แกจับตรงกลางผมแล้วค่อยหวีนะ เดี๋ยวมันจะ—โอ๊ย !”

“ขอโทษๆ ผมไม่เคยหวีผมให้ผู้หญิงอ่ะ แบบนี้ ?”

ชานเลี่ยไม่เคยหวีผมให้ผู้หญิงมาก่อน ไม่รู้ว่าต้องทำยังไง แถมผมเจ๊แบคฮียังยาวจนเกือบจะถึงเอว ผมหนาสีดำแบบที่เจ๊เคยบ่นให้ฟังว่ากว่าจะทำให้กลับมาดีได้เหมือนเดิมนั้นหมดเวลาและหมดเงินไปมากโข แถมเจ๊ยังอวดรูปตอนที่ไปกัดผมจนเป็นสีทองสว่างให้ดูอีกต่างหาก ชานเลี่ยว่ามันก็ดูแปลกไปอีกแบบ แต่จะไม่บอกว่าเจ๊สวยหรอก ไม่อยากฟังคำพูดยอตัวเองทั้งวัน ฟังไม่ได้ 

“เออ แบบนั้นแหละ ดีมาก” แบคฮีหลับตาพริ้มให้ชานเลี่ยหวีผมให้ “ถักเปียไม่ได้จริงดิ ?”

“ไม่ได้” ชานเลี่ยตอบอย่างหนักแน่น “เจ๊สบายใจขึ้นไหม ?”

“ก็ดี...” แบคฮีไม่ได้รู้สึกว่าอยากจะร้องไห้แล้ว “แบ่งผมออกเป็นสามช่อ”

“โธ่ เจ๊...”

“อย่าเรื่องมาก แบ่งผม” แบคฮีออกคำสั่ง “แล้วก็เอาขวาไปกลาง เอากลางไปขวา เอาซ้ายไปกลาง เอากลางไปซ้าย”

“กลางอันเก่าเหรอ มันอยู่ขวาแล้ว...”

“ไม่ๆ กลางอันใหม่ที่เคยเป็นขวามาก่อน” 

“อะไรวะ” ชานเลี่ยไม่เข้าใจ ขวากลางซ้ายกลางอะไร ทำไมถึงต้องมาถัก “ไม่เอาแล้ว”

“ไอ้เลี่ย ถ้าแกปล่อยฉันจะให้แกไปนอนบนดินกินเป็นบนทรายแมลงรุมตายไปเลย !” แบคฮีเสียงดัง “ขวาไปกลาง กลางไปขวา ซ้ายไปกลาง กลางไปซ้าย !”

“ผมทำไม่เป็น !”

“พี่ชอบให้คนเล่นผมอ่ะ ทำให้หน่อยดิ” แบคฮีชอบจริงๆ มันเพลินอย่างบอกไม่ถูก “นะชานเลี่ยนะ พาไปเที่ยวสวนสนุกก็ได้อ่ะ”

ชานเลี่ยได้แต่ถอนหายใจดังเฮือก ก่อนจะขวากลางซ้ายกลางอะไรไปนั่นแหละ พยายามทำแต่มันก็เบี้ยวๆบูดๆ แกะถักใหม่เป็นสิบรอบ ถักอยู่แบบนั้นเรื่อยๆ โดยที่เจ๊แบคฮีนั้นก็ฮัมเพลงไปเรื่อยๆเหมือนกัน มีความสุขที่ชานเลี่ยยอมถักเปียให้ 

“ไอ้เลี่ย แกมีแฟนครั้งแรกตอนอายุเท่าไหร่วะ ?”

“สิบหก” ชานเลี่ยตอบ “เจ๊อ่ะ ?”

“สิบห้า” แบคฮีตอบ “รุ่นพี่มหาลัยเลยนะยะ”

“แล้วเจ๊ม.ต้นอ่ะนะ โอ้โห แก่แดดแก่ลมมาก”

“สิบหกก็ไม่ต่างไหม แก่กว่าปีนึงเอง” แบคฮีขยับตัวหันกลับมามองหน้าชานเลี่ย “แกอย่าเพิ่งมีแฟนนะไอ้เลี่ย พี่พูดจริงๆนะ”

“เออ ยังไม่มีหรอก” ชานเลี่ยตอบ “จะว่างให้พี่ใช้งานตลอด พอใจยัง ?”

“พอใจแล้ว” แบคฮียิ้มกว้าง “พอคยองซูมีแฟนพี่ก็แย่เลยอ่ะ รู้สึกเหมือนโดนทิ้ง พี่ก็รู้แหละว่ามันไม่ได้ตั้งใจ แต่พอจงแดมันไปญี่ปุ่นเราก็มีกันสองคนป่ะวะ ทีนี้คยองซูมันก็มีแฟนอีก ถ้าไม่มีแกพี่ก็ตัวคนเดียวเลยนะ”

“รู้แล้วหน่า...”

“พี่สัญญาว่าพี่จะหาผู้หญิงที่ดีที่สุดในโลกมาให้ ตอนนี้อยู่เป็นเด็กปากหมาให้พี่ไปก่อนนะ” แบคฮียกมือขึ้นลูบหัวเด็กตรงหน้าเบาๆก่อนจะดึงหวีออกมาจากมือของชานเลี่ย “เดี๋ยวพี่หวีผมให้”

ชานเลี่ยนั่งให้เจ๊แบคฮีหวีผมให้ ยกกำปั้นชกแขนเล็กๆไปทีนึงเพราะเจ๊แซวว่าจะซื้อยาปลูกผมมาให้ใช้ คนแก่กระดูกเบอร์สามสิบสามร้องโอดโอย แกล้งกลับด้วยการหวีผมของเขาแรงๆ จนเราหัวเราะไปด้วยกันทั้งคู่ 

“พี่ลองถักเปียให้ไหม เปียเล็กๆทั่วหัวไง”

“ไม่ต้องเลย อยู่นิ่งๆ”

“โธ่ ทำไมล่ะไอ้เลี่ย เดี๋ยวพี่ทำให้—”

“ไม่เอา !”

“โอ๊ย ไอ้เลี่ย แกอย่ามาทับพี่สิเดี๋ยวกระดูกจะ...”

 ชานเลี่ยที่ไม่ยอมให้แบคฮีถักเปียให้นั้น เล่นแรงจนแบคฮีหงายไปด้านหลัง มีชานเลี่ยล้มตามลงมาเพราะยั้งตัวเองไม่ทันเหมือนกัน แต่มือของชานเลี่ยนั้นก็หยุดตัวเองเอาไว้ได้ก่อนจะล้มลงทับแบคฮีเข้าจริงๆ 

ไม่รู้ทำไม สายตาของเราที่สบกันพอดีนั้นทำเอาพูดอะไรไม่ออกเลย 

ใจของแบคฮีกำลังเต้นผิดจังหวะไป คิดไม่ออกว่าจะพูดอะไรดีให้สถานการณ์นี้มันหยุดลง ควรจะตะโกนออกไปว่าหนัก หรือบอกไอ้ชานเลี่ยว่าอย่ามาทำแบบนี้ พูดแซวเล่นๆว่าพี่จับแกกินขึ้นมาแล้วแกจะหนาว

แต่สัมผัสร้อนผ่าวที่ริมฝีปากก็ทำเอาความคิดของแบคฮีแตกกระเจิงหมดทุกอย่าง

ไม่ปฏิเสธว่ามันเป็นจูบที่ทำให้แบคฮีใจเต้นแรงที่สุดในชีวิต และเธอก็ไม่ได้ไม่รู้ประสาจนจะมาตกใจกับการกระทำแบบนี้ สิ่งที่ทำและบอกเลยว่าจงใจที่จะทำคือการยกแขนขึ้นคล้องคอชานเลี่ยเอาไว้ จูบตอบกลับไปในจังหวะที่พอดีกับที่เด็กคนนี้ส่งมาให้

มันน่าแปลกที่ใจของแบคฮีเต้นเป็นจังหวะที่เร็วกว่าเดิมหลายเท่า เธอไม่เคยคิดเรื่องระหว่างตัวเองกับชานเลี่ยมาก่อน สักเสี้ยวนึงของความสัมพันธ์ก็ไม่เคยคิด แบคฮีมองชานเลี่ยเป็นน้องชายคนนึงที่เธอสบายใจที่มีจะมีในชีวิต เป็นน้องชายที่มองแล้วก็เห็นแต่เรื่องทุเรศๆที่มันเคยทำ แต่ในความรู้สึกที่กำลังเกิดขึ้นในนาทีนี้นั้นมันไม่ใช่เลย

จนตอนที่ลิ้นของเราแตะกัน มันทำให้ชานเลี่ยผละออกไปจากแบคฮี ขยับตัวไปนั่งอยู่ที่เดิมที่เรานั่งอยู่ตอนแรก พอเห็นแบบนั้นเธอเองก็ขยับตัวขึ้นมานั่งเหมือนกัน มองหน้าชานเลี่ยที่เหมือนจะพูดอะไรไม่ออก และเพราะแบคฮีเป็นผู้ใหญ่กว่า เลยตัดสินใจว่าจะพูดอะไรออกไปก่อน เพราะไม่อยากให้น้องอึดอัด

“พี่—”

“ผมขอโทษ”

“...”

“ผมขอโทษนะเจ๊ คือมัน...ผมไม่ได้ตั้งใจ”

“อ้อ...” แบคฮีพยักหน้าเบาๆ “ไม่เป็นไร”

“ผมไม่เคยคิดจะล่วงเกินเจ๊เลยนะ ผมขอโทษ”

“เออๆ ไม่เป็นไรไง จะขอโทษอะไรซ้ำๆ” แบคฮีรวบกระป๋องเบียร์สองกระป๋องตรงหน้ากับถ้วยป๊อปคอร์นที่ยังไม่หมดมาถือไว้ ก่อนจะลุกขึ้นยืน “คออ่อนว่ะไอ้เลี่ย กระป๋องเดียวก็หน้ามืดจูบคนสวยอย่างพี่”

“ถ้าหน้ามืดเจ๊ก็ต้องไม่สวยป่ะ ?”

“ไอ้เลี่ย !” แบคฮีเตะมันไปทีนึงข้อหาปากหมา “ปิดทีวีให้ด้วย ปิดไฟนอนเลย เดี๋ยวล้างถ้วยเสร็จแล้วขึ้นมา”

“เจ๊...อย่าคิดมากนะ” สีหน้าชานเลี่ยไม่ค่อยดี ในขณะที่เจ๊แบคฮีนั้นดูสบายๆ

“แกเถอะอย่าคิดมาก ไปดูดิ้ว่าในห้องน้ำมีน้ำยาบ้วนปากเหลือรึเปล่า หรือว่าพี่ต้องแปรงฟันใหม่สิบแปดรอบ”

“เจ๊แม่ง...นิสัยไม่ดี”

“นอนไป เดี๋ยวพี่ขึ้นมา”

เธอหอบของก่อนจะเปิดประตูห้องนอนออก ปิดไฟให้ชานเลี่ยที่ขยับตัวตามมาปิดทีวีให้ แบคฮีได้ยินเสียงเรียกเบาๆข้างหลัง แต่ก็ตัดสินใจปิดประตูแล้วเดินลงบันไดไปข้างล่าง ตรงไปห้องครัวที่มีถังขยะแล้วทิ้งกระป๋องเบียร์กับป๊อปคอร์นที่ยังไม่หมดลงไปด้วย

“ฮึก...”

รวมถึงการทิ้งตัวเองลงพื้น ปล่อยน้ำตาให้ไหลออกมาเช่นเดียวกัน

 

 

 

 

 

 

“พี่แบคฮี !”

แบคฮีที่กำลังจะสแกนบัตรเข้ากับเครื่องด้านหน้าบริษัทหันไปตามเสียงเรียกของพนักงานประชาสัมพันธ์ที่ตะโกนเรียนกันมาแต่ไกล

“ว่าไง ยองฮวา ?”

“พี่มินซอกบอกว่าถ้าพี่มาแล้ว ให้ไปหาที่ห้องด้วยค่ะ”

“อ๋อ ได้ๆ” แบคฮีพยักหน้าตอบรับ คิดเอาไว้ว่าจะกดลิฟต์ที่ชั้นหกแทนชั้นห้า “ขอบใจมาก”

นับแต่วันที่ไปดูดวงกับแม่หมอบูชอนนั้นมันก็ผ่านมาอาทิตย์กว่าแล้ว และมันก็เป็นอาทิตย์กว่าๆที่แบคฮีไม่ค่อยได้ติดต่อกับผู้จัดการร้านอาหารจีนคนนั้นสักเท่าไหร่

คืนนั้นที่เกิดเรื่องไม่ปกติ หรือจะกล่าวได้อีกทางคือเรื่องที่ปกติแล้วไม่ควรเกิดนั้น แบคฮีก็ทำตัวตามปกติ ด่ามันตามปกติอย่างที่ควรจะเป็น แต่พอมีโอกาสได้แยกกันแล้ว ใจมันก็ไม่ได้อยากจะเสวนากับไอ้เด็กชาวจีนนั่นเท่าไหร่นัก เพราะพอคุยกันทีไร เรื่องในคืนนั้นมันก็เข้ามาในความคิดทุกที แล้วก็คิดว่าคงจะเป็นอยู่คนเดียวด้วย เป็นเอามากถึงขั้นลืมดูไลฟ์สดดูดวงของแม่หมอที่ทุกคนบอกว่าแสนแม่น แต่ไม่เคยดูดวงแบคฮีตรงเลยสักครั้ง ขนาดไปเจอต่อหน้า ดูไพ่ดูลายมือแล้วก็บอกว่าความรักของเธอตอนนี้ดีมาก แต่ชีวิตการงานมีปัญหา ซึ่งแบคฮีคิดว่ามันสลับกันมากกว่า ทำนายผิดแล้วล่ะ

แต่ก็นะ...การดูดวงมันเป็นความสบายใจในชีวิตเหงาๆของแบคฮีนั่นแหละ ก็เหมือนเป็ดปักกิ่งที่เมื่อก่อนไม่กิน แต่ตอนนี้กินเหมือนพรุ่งนี้จะไม่ได้กินอีกแล้ว

“ว่าไงพี่ ?” แบคฮีเปิดประตูเข้าไปในห้องของหัวหน้า ที่ไม่ได้นั่งอยู่คนเดียว “มีอะไรรึเปล่า ?”

“มาพอดีเลย พี่จะแนะนำพนักงานใหม่ให้รู้จัก แบคฮี นี่ลู่หาน ลู่หานนี่แบคฮี” พี่มินซอกแนะนำผู้ชายที่นั่งอยู่ให้รู้จัก “พี่ฝากหน่อยนะ เข้ามาทำตำแหน่งเดียวกับเรานั่นแหละ ตอนนี้ก็ให้ช่วยโปรเจคเราไปก่อนนะ แล้วก็อันนี้ ความต้องการใหม่จากฝ่ายบริหาร”

“ฮะ ?” แบคฮีเอื้อมมือไปรับแฟ้ม “อันเก่ายังไม่เสร็จเลยนะ !”

“เอาหน่า สลับๆกันทำ เดี๋ยวก็เสร็จ” พี่มินซอกโบกมือไปมา “ฝากลู่หานด้วยนะ อย่ารังแกเพื่อนล่ะ”

“หนูจะไปแกล้งทำไม สวยๆอย่างหนูนิสัยดีที่สุดแล้ว”

“เลิกฟุ้งซ่านแล้วไปทำงานไป เพื่อนอยู่ห้องเดียวกับเรานะ แล้วอย่ามาบ่นอีกล่ะว่าเหงา”

“ค่า~” แบคฮีตอบพี่มินซอก ก่อนจะออกจากห้องมาพร้อมผู้ชายอีกคนที่เธอเพิ่งมีโอกาสได้มองหน้าชัดๆ และการมองในครั้งนี้ก็ส่งผลให้เธอถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ จนเพื่อนใหม่ข้างๆนั้นมีสีหน้าเลิกลั่ก

“ทะ...ทำไมเหรอ ?” ลู่หานถามขึ้น “ถอนหายใจทำไม”

ผู้ชายอะไรหน้าหวานกว่าแบคฮีอีก หมดอารมณ์วี้ดว้ายเลยเรา

“อายุเท่าไหร่ ?”

“สามสิบ”

“งั้นก็เพื่อนๆกันเนอะ” แบคฮีไม่อยากบอกอายุตัวเอง มันเจ็บปวดหัวใจ “มีแฟนยัง ?”

“หา ?”

“ถ้าโสดนะรับรองว่าซี้ปึ้ก ! แต่ถ้ามีแฟนแล้วก็แยกย้าย ไม่คุย”

“เอ่อ...เรา...” ลู่หานทำตาเลิกลั่กไม่เลิก “เรามีแฟนแล้ว แต่เราอยากซี้ปึ้กกับแบคฮีนะ !”

“นายนี่ท่าทางหน่อมแน้มกว่าฉันอีกนะ จะมาซี้ปึ้กกันเดี๋ยวแฟนนายมาดักตบจะทำยังไง ไม่เอาหรอกย่ะ” แบคฮีเอาบัตรสแกนหน้าห้องทำงาน เดินนำลู่หานเข้าไปในห้อง “ไม่รู้ว่าจะมีคนมา เอาไว้เดี๋ยวเก็บโต๊ะให้นะ นายวางของโต๊ะบนฉันก่อนก็แล้วกัน”

“อื้ม...” ลู่หานวางของที่โต๊ะของแบคฮี

“อุปกรณ์ในห้องนี้ใช้ได้ทุกอัน เอ่อ...เก้าอี้นั่งตัวไหนก็ได้ ในตู้เย็นมีน้ำกับขนมอยู่ กินได้ไม่อั้นเลยแต่ซื้อมาเติมบ้างก็ได้แล้วไปเบิกเงินกับพี่มินซอกเอา”

“โอเค”

“ส่วนเรื่องงาน ตอนนี้ฉันทำอันนี้อยู่” แบคฮีเลือกแฟ้มบนโต๊ะส่งให้เพื่อนร่วมงานคนใหม่ “มันขยายสเกลแล้วพัง ฉันยังคำนวณแล้วทำเรื่อยๆอยู่ เดี๋ยววันนี้ฉันทำตัวนี้แล้วนายทำตัวนี้ นายไปใช้เครื่องฝั่งขวานะ เดี๋ยวฉันใช้เครื่องฝั่งซ้าย เอาล่ะ แยก !”

“แบคฮี...แฟนเราไม่ตบแบคฮีหรอกนะ เค้าจะดีใจด้วยซ้ำที่เรามีเพื่อนเป็นผู้หญิง”

“...” แบคฮีหันมองหน้าลู่หานที่แก้มเป็นสีชมพูขึ้นมา

“แฟนเราเป็นผู้ชาย”

คำพูดที่บอกว่าฉันจะทำตัวนี้แล้วนายทำตัวนี้นั้นไม่ได้เกิดขึ้นเลย เพราะแบคฮีหันไปตะโกนใส่ลู่หานเสียงดังจนผนังสะเทือนว่า

“แฟนเป็นผู้ชาย !?”

งานการก็เลยไม่ได้ทำ เพราะแบคฮีคงไม่ความคิดจะรันสเกลอะไรทั้งนั้นถ้าสิ่งที่กำลังคิดอยู่ไม่ได้รับการไขข้อข้องใจ เธอเป็นผู้หญิงก็ว่าแย่แล้ว ไม่มีแฟนก็ว่าแย่แล้ว มีเพื่อนใหม่ที่หน้าหวานกว่าก็แย่แล้ว นี่มันยังมาบอกว่ามีแฟนเป็นผู้ชายอีก ไม่ได้ !

“รูปมา”

“หา ?”

“เอารูปมาดูหน่อย อยากเห็นหน้า” แบคฮีแบมือไปตรงหน้าลู่หาน “คบกันนานยัง ?”

“ก็...ปีที่ห้าแล้ว” ลู่หานหารูปแฟนให้ดู งงเหมือนกันที่เพิ่งเข้างานมาวันแรกก็เจอแบบนี้ แต่ว่าเขาก็อยากสนิทกับเพื่อนร่วมงานจริงๆ แล้วแบคฮีที่ดูมีความมั่นใจทะลุฟ้าก็ทำให้ยิ่งอยากสนิทมากขึ้นไปอีก “คะ...คนนี้”

“เฮ้ย นี่มันนายแบบปกโว้คล่าสุดนี่ !” แบคฮีตกใจ “อย่ามาหลอกกันย่ะ เก่งโฟโต้ช้อปก็พูดมา”

“เราเปล่านะ !” ลู่หานเลื่อนภาพใหม่ “อันนี้”

แบคฮีตาค้างไปอีกเมื่อมันเป็นรูปที่ถ่ายกันที่ชายหาด ถึงจะเห็นสถานที่ทางธรรมชาติ แต่มันก็รู้สึกได้ถึงความใกล้ชิดกันเกินเพื่อน

“นายเอาเบอร์มา เดี๋ยวส่งรูปฉันกับโซจีซอบไปให้ เอาให้เนี้ยบเลยนะ”

“โธ่ แบคฮี” ลู่หานจะร้องไห้ “เราไม่เคยบอกใครเลยนะ ที่บอกแบคฮีก็เพราะกลัวจะไม่คบ แล้วก็ไม่อยากโกหกด้วย”

แบคฮีหรี่ตามองเพื่อนใหม่ด้วยสายตาคาดคั้นเต็มที่

“จริงอ่ะ ?”

“จริงๆ แต่แบคฮีอย่าบอกใครนะ”

“ขอบอกคนนึงได้ไหม แต่เดี๋ยวเรียกมาเมาท์ในห้องเนี่ยแหละ” แบคฮีต้องพูดเรื่องนี้ให้คยองซูฟัง “พรุ่งนี้มาพร้อมลายเซ็นบนกระดาษอันนี้นะ ถ้าไม่มีล่ะก็...น่าดู !”

“ไม่ได้หรอก เซฮุนบินไปถ่ายงานที่ฮ่องกง กว่าจะกลับก็อีกสี่วันนู่น”

“โอ้โห ข่าววงในป่ะ ?” แบคฮีตาวาว “สืบจากไหน แบ่งบ้างซิ”

“โธ่...แบคฮี”

แบคฮีส่งข้อความไปหาคยองซูว่าวันนี้ให้มาที่ห้องด้วย ซื้อข้าวมาสองกล่อง มีเพื่อนใหม่มาอยู่ด้วย จะแนะนำให้รู้จัก

มองไปมองมาก็ไม่แปลกที่จะมีผู้ชายมาชอบเพื่อนร่วมงานใหม่คนนี้ หน้าหวานเหมือนเค้กวานิลลา มองแล้วยิ้มตามได้ ตรงข้ามกับแบคฮีที่พ่อบอกว่าเวลาจ้องใครตาขวางนี่ผีเกาหลีชัดๆ ยังจะกรีดไอ้เส้นดำๆนั่นอีก จะดุไปไหน เป็นเจ้าป่าในทุ่งหญ้าสะวันนารึไง

แบคฮีจะไม่ต่อล้อต่อเถียงอะไรหรอก พ่อไม่เข้าใจคนสวย

พอมีเพื่อนใหม่เข้ามาในห้อง แบคฮีที่ปกติทำงานเงียบๆคนเดียวก็จ้อไม่หยุด รู้สึกมีความสุขที่ลู่หานบอกว่าแฟนไม่ค่อยว่าง แบคฮีเลยมีเป้าหมายใหม่ว่ามีอะไรโทรหาลู่หาน เอาไอ้คยองซูไปอยู่รั้งท้าย ข้อหาทรยศกันตาใส ไม่เผื่อเวลาให้เพื่อนหาแฟนบ้างเลย ลู่หานเองก็คุยเก่ง ยิ้มง่ายหัวเราะง่าย สารภาพว่าตอนแรกกลัวแบคฮี แต่ตอนนี้ชอบมากๆ จนแบคฮีบอกว่าระวังเผลอกลับมาชอบผู้หญิงนะ จนลู่หานทำหน้าบึ้งให้ได้หัวเราะเสียงดัง

“ปกติอยู่คนเดียวเหรอ ห้องนี้อ่ะ ?” ลู่หานถาม

“ใช่ ตอนแรกอยู่อีกฟากนึงแต่รำคาญเด็กมันคุยกัน พี่มินซอกเลยให้มาอยู่เดี่ยวๆ” แบคฮีตอบ “มันมีข่าวนี่ ที่บอกว่านางเอกหน้าใหม่อะไรนั่นจีบโอเซฮุนอ่ะ จริงรึเปล่า ?”

“ก็จริงแหละมั้ง...” ลู่หานตอบ “แต่ไม่ได้สนใจ”

“หมายถึงเซฮุนไม่ได้สนใจหรือนายไม่ได้สนใจ ?”

“ก็ทั้งเราทั้งเซฮุนนั่นแหละ !” ลู่หานโดนแบคฮีแหย่ทุกที 

“สมมติว่าโอเซฮุนไม่ได้ชอบนาย สวยๆอย่างฉันจะมีสิทธิป่ะ ?”

“แบคฮีอ่ะ...” ลู่หานหน้ามุ่ยใส่เพื่อนที่หัวเราะเสียงดัง “อย่าแกล้งกัน—แบคฮี โทรศัพท์”

“เออ แปปนึง” แบคฮีวางสิ่งที่ทำอยู่ก่อนจะเดินไปดูว่าโทรศัพท์ที่สั่นครืดคราดเพราะมีคนโทรเข้ามานั้นเป็นใครกัน

ชื่อที่ขึ้นว่า ‘ชานเลี่ย’ นั้นทำเอาชะงักไปเหมือนกัน แต่สุดท้ายก็ต้องรับสายอยู่ดี จะปล่อยให้มันตัดไปเดี๋ยวมันก็โทรมาใหม่ ถ้าไม่รับไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวมันก็แช่งกันในใจว่าเจ๊ตายเหรอ อะไรแบบนั้น

“ไง ไอ้เลี่ย”

(เจ๊ วันนี้มากินเป็ดดิ เดี๋ยวผมจองไว้ให้)

“ไม่ว่างว่ะ งานเยอะ” แบคฮีงานเยอะจริงๆ แต่ไม่ค่อยได้สนใจจะทำเองมากกว่า แต่งานเยอะจริงๆนะ ไปกินเป็ดไม่ได้หรอก

(งั้นสุดสัปดาห์ดื่มกันไหม?)

“ไม่ว่างอีกแหละ แกนี่มัน...ชวนคนไม่ขึ้นว่ะไอ้เลี่ย”

(อะไรว้า...)

“แค่นี้นะยะ ทำงานอยู่”

(ถามที่ดูดวงมาให้อ่ะ เอาป่ะ?)

“ไม่เป็นไร” แบคฮีตอบ “ไม่ดูแล้ว อยู่ดีๆก็นึกได้ว่าเนื้อคู่ชื่อจีซอบโอปป้า”

(ฝันกลางวันอยู่ได้ เดี๋ยวผมส่งให้ดู)

“เออ ๆ แค่นี้ก่อนนะ ทำงานหัวหมุนแล้วเนี่ย”

“แบคฮี~” ลู่หานส่งเสียงหวานเรียกกัน

“จ๋า~” แบคฮีตอบลู่หานที่เรียกเพราะหาของไม่เจอ “แค่นี้นะไอ้เลี่ย บาย”

(เออ ๆ)

พอช่วงพักเที่ยง แบคฮีก็บอกลู่หานว่าไม่ต้องออกไปไหนเพราะจะมีคนเอาข้าวเข้ามาให้ ไม่ถึงสิบนาที ยัยโดคยองซูก็ยืนยิ้มกว้างอยู่ด้านหน้า ให้แบคฮีเข้าไปเปิดประตูให้ แนะนำตัวให้กันเรียบร้อยเสร็จสรรพก่อนจะเปิดประเด็นสำคัญในวันนี้

“แก โอเซฮุนมีแฟนแล้ว!” แบคฮียิงประเด็นใส่เพื่อนที่ตาค้างทันที

“อย่ามาตลก” คยองซูไม่รับฟัง “อย่ามาหลอกกัน ยัยแบคฮี”

“ถามลู่หานสิ ว่าฉันหลอกรึเปล่า?”

“ไม่ได้หลอก...”

“บ้าเอ๊ย...” คยองซูอยากจะปาช้อนข้าว “เวลาไม่มีจงอิน ฉันก็กอดรูปเซฮุนนอนนะเว้ย”

“เสียใจย่ะ มีเจ้าของแล้ว แต่อย่าเอาพูดต่อนะเว้ย รู้กันสามคน” แบคฮีสมน้ำหน้าเพื่อนลึกๆในใจ ทั้งที่ตัวเองก็มีนิตยสารที่โอเซฮุนขึ้นปกเป็นตั้งๆอยู่ที่คอนโดเหมือนกัน

“แกไปรู้มาจากไหนวะ?”

“วงในย่ะ เชื่อไปแล้วแปดสิบ รออีกสี่วันถ้ามีลายเซ็นนะ ร้อยเต็ม!”

“ฉันจะเป็นลม” คยองซูทนไม่ไหว “ลู่หาน นายรู้จักโอเซฮุนใช่ไหม?”

“ชะ...ใช่”

“นายว่าผู้ชายแบบเค้าจะชอบผู้หญิงแบบไหนอ่ะ ถ้าฉันกับแบคฮีจีบเซฮุนพร้อมกัน ใครจะได้”

“ไม่รู้เหมือนกัน” ลู่หานตอบ

แบคฮีอยากจะตอบแทนว่า อย่างลู่หานไงล่ะที่ได้ แต่คิดอีกทีไม่เอาดีกว่า มันคงจะไม่ดีเท่าไหร่

“แฟนหน้าเป็นไงวะ ถ้าสวยน้อยกว่าฉันนะ เจอกัน !” คยองซูเสียใจจนโกรธ “แบคฮี แกไปจีบเลยนะ !”

“ได้ !”

“แบคฮี ไม่เอา” ลู่หานพูดเบาๆพร้อมกับเขย่าแขนเพื่อนใหม่ที่ทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ใส่กัน บอกว่าจะไปจีบโอเซฮุน มารยาผู้หญิงวัยสามสิบน่ะ สุดยอด !

“เออ ว่าแต่แกอ่ะแบคฮี มีอะไรรึเปล่า ?” คยองซูขอเปลี่ยนเรื่อง “อาทิตย์ที่ผ่านมาแกดูไม่โอเคเลยอ่ะ เรื่องแม่หมอแกก็ไม่เล่าให้ฉันฟัง ฉันรอแกเล่ามาเป็นอาทิตย์แล้วแกก็ไม่บอกอ่ะ ฉันเสียใจนะ”

“เที่ยวทะเลสนุกๆ บรรยากาศจะเสีย”

“มันไม่ใช่ไหมอ่ะ ฉันพร้อมรับฟังเรื่องแกนะ แกไม่เล่าแบบนี้ฉันแย่กว่าเดิมอีก” คยองซูถอนหายใจ “แบคฮี...”

“ก็ไปดูหมอมานั่นแหละ” แบคฮีถอนหายใจ “หมอบอกว่าความรักดีอยู่แล้ว เรื่องงานก็แบบ จะมีงานใหม่เข้ามา มีเพื่อนร่วมงานใหม่...”

เสียงของแบคฮีเงียบหายไป ก่อนจะรู้สึกขนลุกขึ้นมาเพราะคำพูดของแม่หมอ ทุกประโยคที่แม่หมอพูดมันเหมือนถูกยิงเข้ามาตรงใจของแบคฮี งั้นที่บอกว่าความรักดีอยู่แล้วไม่มีอะไรต้องดูอ่ะ โสดแล้วดีจริงๆเหรอ 

“ไม่จริงหน่า...” คยองซูอ้าปากค้าง “แล้วไงอีก ?”

“ชีวิตดีอยู่แล้ว” แบคฮีตาเลื่อนลอย “แต่ฉันโสดแบบเกาะร้างไม่มีคนเหยียบมาแสนล้านปีเลยนะเว้ย มันเอาอะไรมาดีวะ !”

“คือแกเครียดเรื่องนี้ใช่ไหม ?”

“แบคฮีดูดวงที่ไหน บอกเราบ้างสิ !” ลู่หานตื่นเต้น “เราชอบดูดวงมากเลย”

“จริงป่ะ ?!” แบคฮีตบโต๊ะฉาดใหญ่ “ลู่หาน นายมาถูกทางแล้วเพื่อน !”

“แล้วแม่หมอบอกว่าอะไรอีก” คยองซูอยากรู้ “ความรักดูแค่นั้นเหรอ ?”

“แค่นั้น...” แบคฮีกลับมาเครียดเหมือนเดิม “บอกว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้ดีอยู่แล้ว”

“แบคฮีไม่มีแฟนเหรอ ?”

“ลู่หาน !”

“ขอโทษๆ เราไม่ได้ตั้งใจ...” ลู่หานขอโทษขอโพยแบคฮี “ก็แบคฮีสวยแล้วก็ดูเก่งมากอ่ะ ถ้าเราเป็นผู้ชายเราว่าน่าจะลองสักตั้ง”

“อย่าพูด !” แบคฮีไม่อยากฟัง มันรู้สึกเสียดใจอย่างบอกไม่ถูก

แบคฮีตักข้าวที่คยองซูซื้อมาให้เข้าปากด้วยอารมณ์ขุ่นมัวหัวใจ สวยแล้วยังไง เก่งมากแล้วยังไง สวยแล้วก็ยังต้องกินข้าวคนเดียว ต้องนอนคนเดียวอยู่ดี อยู่คนเดียวมาตลอดจนคิดไปแล้วว่าสวยไปเก่งไปก็เท่านั้น มันเหมือนไม่ใช่ส่วนที่เว้าแหว่งไปในชีวิตของแบคฮี คนอื่นอาจจะทำได้กับการเป็นโสด แต่แบคฮีทำไม่ได้ เธออยากจะมีใครสักคนมาเติมเต็มช่องว่างในหัวใจ ใช้ชีวิตไปด้วยกัน

“คืองี้นะ แบคฮี” คยองซูจ้องหน้าคนที่กำลังกินข้าวคำโต “ชานเลี่ยมันโทรหาฉัน แล้วมันถามฉันว่าแกเป็นไงบ้าง ฉันก็บอกว่าแกแรดเหมือนเดิม มันก็บ่นตามประสามันแหละ แล้วมันก็บอกว่าแกไม่ค่อยตอบข้อความมัน ไม่รู้ว่าโกรธอะไรรึเปล่า แล้วฉันก็นึกได้พอดีว่าแกไปดูดวงกับมันอ่ะ แกยังไม่เล่าให้ฟังเลยนะ”

นี่ไอ้ชานเลี่ยมันโทรหาคยองซูด้วยเหรอ แล้วมันยังมีหน้ามาพูดอีกรึไงว่าไม่รู้ว่าโกรธอะไรรึเปล่า หรือว่ามันจะทำกลบเกลื่อนไปงั้น แกล้งทำเป็นไม่รู้ทั้งที่รู้ดีว่าเรื่องอะไร ทำเป็นโทรหาคยองซูเพื่อจะดูว่าแบคฮีเป็นยังไงหลังจากที่เราจูบกันวันนั้นสินะ ไอ้ชานเลี่ย ไอ้ผู้ร้ายชาวจีน !

“วันที่ไปดูดวงด้วยกัน ไอ้ชานเลี่ยมันจูบฉัน” แบคฮีพูดกับเพื่อนตรงๆ ถ้าอ้อมค้อมอีก มันก็จะถือว่าเราเปิดโอกาสให้ไอ้เลี่ยมันตอแหลไปเรื่อยๆ แบบนั้นไม่ดีแน่ ผู้ร้ายต้องโดนสกัด

คยองซูแทบล้มจากเก้าอี้ โชคดีที่ลู่หานดึงเอาไว้ได้ทัน

“แล้วมันก็บอกว่าขอโทษ มันไม่ได้ตั้งใจ บอกว่าไม่เคยคิดล่วงเกินอะไรฉันเลย” แบคฮีพูดต่อ ไม่สนใจเพื่อนที่ทำหน้าเหมือนกำลังดูหนังผี

“ก็ดีแล้วนี่ ถ้ามันคิดฉันก็ขนลุกอ่ะ” คยองซูขนลุกขึ้นมาจริงๆแล้ว “ก็คือยังไงอ่ะ ยังแขยงเวลาใกล้มันเหรอ ?”

“แต่ฉันคิด”

“ฮะ !?”

ลู่หานต้องดึงคยองซูเอาไว้อีกครั้งเมื่อเพื่อนใหม่คนนี้ตั้งท่าจะเซล้มลงไปจากเก้าอี้อีกรอบ

“ตอนที่มันจูบฉันอ่ะ ใจมันก็เต้นอีกจังหวะนึงเลยนะ แต่พอมันบอกว่าขอโทษฉันก็แบบ อะไรวะอ่ะ แกเข้าใจไหมคือ...ฉันว่าตัวเองก็ใช้ได้นะ ฉันว่าฉันก็สวยนะเว้ย แต่ไอ้เลี่ยมันบอกว่าขอโทษคืออะไรวะ ฉันจูบแย่หรือว่าเพราะอะไร”

“เดี๋ยวนะ แกโฟกัสผิดประเด็นป่ะวะ...”

“ประเด็นนี้แหละถูกแล้ว แกลองคิดแทนฉันนะว่าถ้าแกนั่งอยู่ตรงนั้นแล้วไอ้เลี่ยจูบแกอ่ะ พอผละออกก็ทำหน้าเหมือนไม่ได้อยากจะทำแล้วก็บอกว่าขอโทษอ่ะ ฉันเสียเซลฟ์นะเว้ย” 

“แกนี่มันเหลือเชื่อจริงๆ” คยองซูอยากจะเอาทุบโต๊ะแล้วสลบไปซะ “ลู่หานถามแทนหน่อย เอาให้ได้เรื่องนะ”

“เอ่อ...” ลู่หานกำลังพยายามตามให้ทันกับสิ่งที่เพื่อนใหม่เล่ามา “ก็คือแบคฮีจูบกับคนที่สนิทกันมากๆถูกไหม ?”

“ถูก”

“คือเราคิดว่าประเด็นมันอยู่ที่ว่าแบคฮีรู้สึกอะไรไหม ในเรื่องรักๆใคร่ๆน่ะ หรือขนลุกแบบที่คยองซูบอกตอนแรก แบคฮีมีความรู้สึกแบบนั้นไหม หรือว่าแค่รู้สึกแย่ที่คนนั้นบอกว่าขอโทษน่ะ”

“ก็...รู้สึกอายแล้วก็เสียใจนะ” แบคฮีคิดถึงตอนที่ตัวเองนั่งกอดเข่าร้องไห้อยู่ในครัว “แล้วก็รู้สึกแปลกๆด้วย ไม่รู้ว่าจะมองหน้ามันยังไงแล้วไม่ให้คิดถึงตอนที่จูบกัน แค่เห็นชื่อในโทรศัพท์ก็แย่แล้ว จะด่าหนักๆแบบไม่มีอะไรแอบแฝงก็ยากอีก มันก็จูบกันไปแล้ว จะให้ทำเหมือนไม่มีอะไรก็ทำไม่ได้อีก”

“ฉันถามแกจริงๆนะ” คยองซูตั้งสติได้แล้ว “สมมติว่าจูบกันแล้วเลยเถิดขึ้นมา แกจะไปต่อหรือว่าแกจะหยุด”

“อันนี้ยังตอบไม่ได้ว่ะ มันก็ต้องแล้วแต่ตอนนั้นด้วย แต่ตอนที่จูบกันฉันว่าฉันไปต่อนะ แต่จะเอาตอนที่แบบจริงๆแล้วก็ไม่รู้จะขนลุกรึเปล่า ต้องดูอีกที”

จะว่าไป แบคฮีก็คิดภาพตัวเองเลยเถิดกับชานเลี่ยไม่ค่อยออก ขนแขนมันตั้งขนหลังมันลุกแปลกๆ เสียววาบเหมือนมีใครยืนอยู่ข้างหลัง ไอ้ชานเลี่ยมันก็คงคิดเหมือนกัน เคยแซวมันอยู่ว่าเมามากแล้วอย่าปล้ำพี่นะ มันทำหน้าเหมือนเธอบอกให้มันไปตาย 

“ให้ตาย...” คยองซูถอนหายใจเสียงดัง “นอกจากแกจะแต่งงานก่อนอายุสามสิบห้าแล้ว ก็เรื่องแกกับไอ้ชานเลี่ยเนี่ยแหละที่มันไม่น่าเกิดอ่ะ”

“ฉันก็ว่างั้น” แบคฮีถอนหายใจตาม “ฉันก็อยากห่างๆออกมาน่ะ ไม่อยากไปทำตัวแปลกๆกับมัน”

“แต่เราห่างออกมาแบบนี้ไม่ได้แปลกกว่าเดิมเหรอ ?” ลู่หานแสดงความคิดเห็น

“แต่ก็น่าจะดีกว่าเจอหน้ากันแล้วประดักประเดิดอ่ะ แบบนั้นไม่โอเค”

แบคฮีไม่เคยเกลียดอะไรเท่าความรู้สึกนี้มาก่อนเลย ปกติแล้วเธอจะจัดการกับความรู้สึกของตัวเองได้เร็วแต่ครั้งนี้มันไม่ใช่ เธอไม่รู้จะเข้าหาชานเลี่ยยังไงให้ไม่แปลกไป จะกินเป็ดยังไงให้อร่อยเหมือนเดิม จะกล้าแกล้งทำเป็นน้ำลายยืดให้มันด่าได้อีกไหม จะแกล้งแหย่มันเหมือนเดิมได้รึเปล่า ในเมื่อทุกครั้งที่คิดถึงมัน เรื่องที่เราจูบกันวันนั้นก็ย้อนกลับมาทุกที

ถามว่าตอนนั้นร้องไห้ทำไม เธอร้องไห้ก็เพราะรู้สึกไม่ไหวกับความรู้สึกในใจที่มันมากเกินไป ถึงเธอจะร้องไห้ระบายไปแล้วก็ไม่ได้หมายความว่าความเศร้าในใจเธอจะไม่มีหลงเหลืออยู่ แล้วก็มาโดนไอ้ชานเลี่ยทำแบบนั้นใส่อีก มันไม่รู้ว่าจะรู้สึกยังไงดี เพราะว่าเธอจัดการอะไรในใจไม่ได้เลย ทุกอย่างมันตีเข้ามาจนทำให้เธอระเบิด นั่งร้องไห้คนเดียวอยู่แบบนั้น

คนชั่วๆอย่างไอ้ชานเลี่ยยังไม่ชอบเธอเลย คงต้องทำใจเป็นโสดจริงๆแล้วสินะ ตอนนั้นแทนที่มันจะบอกว่าขอโทษ สู้มันผละออกไปเฉยๆแล้วแกล้งง่วงไปเลยยังจะดีกว่านี้ เธอเองก็เชื่อว่าตัวเองจะตีมึนลงไปตั้งสติในครัวเองนั่นแหละ ไม่น่าจะร้องไห้ออกมาแบบนั้น

 “แต่แกก็คุยกับมันบ้างนะ ถ้าไม่คุยเลยมันจะแปลกๆไปหน่อย” คยองซูทำให้แบคฮีหลุดออกจากความคิดของตัวเอง มองมาด้วยความเป็นห่วง

“เออ มันเพิ่งโทรมาเนี่ย เพิ่งคุยไปเอง มันก็โทรชวนมากินเป็ด ฉันก็บอกว่าไม่ว่างอ่ะทำงาน” แบคฮีเลื่อนโทรศัพท์ เข้าห้องกระทู้ดูดวง “อยากดูดวงจัง”

“วันเสาร์นี้ไปกับเราไหม เราจะไปเสี่ยงเซียมซี !”

“วัดไหน ?” แบคฮีถามลู่หานที่ตอบกลับมาเป็นชื่อวัดที่ชานเลี่ยเคยแนะนำให้แบคฮีไป “ไปแล้ว ไม่แม่นๆ”

“จริงเหรอ แต่รีวิวมีแต่คนบอกว่าแม่นนะ” ลู่หานสงสัย อ่านจากรีวิวของคนที่ไปดูมาเขาก็บอกว่าแม่นกันหมด เพิ่งเจอแบคฮีคนแรกที่บอกว่าวัดนี้ไม่แม่น 

“เคยไปเสี่ยงแล้วอ่ะ บอกว่าความรักดีเว่อร์ๆ” แบคฮีจะท่องกลอนให้ฟังก็ยังไงอยู่ “แต่ไอ้ชานเลี่ยมันเคยบอกว่าเรื่องงานแม่นนะ นายจะไปดูเรื่องอะไรอ่ะ ?”

“การงานการเงินอ่ะ เราว่าจะไปลงทุนกับพี่ที่รู้จักท แต่ก็ไม่รู้ว่าจะดีรึเปล่า อยากไปดูดวงก่อนให้สบายใจ”

“งั้นไปด้วยก็ได้ ไปเสี่ยงเซียมซีเล่นๆ” แบคฮีไม่มีปัญหาอะไรมาก “แกไปไหมคยองซู ไปเที่ยวกัน” 

“ก็ได้ ว่างพอดี” คยองซูตอบรับคำชวนของเพื่อน “จงอินไปด้วยนะ เห็นบอกว่าว่างพอดี” 

“เออ เอาแฟนมาเลยย่ะ เอามาให้เพื่อนอิจฉาไปเลย” แบคฮีเบะปากใส่คยองซูที่ทำท่าไม่รู้ไม่ชี้กลับมา “ลู่หานว่าไง เอาแฟนมาด้วยเลยไหม ?”

“เดี๋ยวเราดูก่อนว่าว่างรึเปล่า ถ้ายังไงจะชวนมานะ” ลู่หานยิ้มน้อยๆ “เอ่อ...เย็นนี้ว่างกันไหม เราอยากจะพาไปเลี้ยงน่ะ เป็นการทำความรู้จักกัน เรานัดพี่ไว้พอดี ไปด้วยกันนะ”

“เดี๋ยวสิ พวกฉันต้องเป็นคนเลี้ยงนายป่ะ ในฐานะรุ่นพี่ไง” แบคฮีว่ามันผิดไปหน่อย “นายจองร้านไว้แล้วเหรอ ?”

“อื้อ...เราจองเอาไว้แล้ว เมื่อตอนสายน่ะ” ลู่หานยิ้ม “ตอนแรกเราก็กลัวเจอเพื่อนร่วมงานไม่ดี คือที่เก่าเราก็โดนเพื่อนร่วมงานเขม่นมาเหมือนกัน แต่เราดีใจมากเลยที่เจอแบคฮีนะ แล้วก็คยองซูด้วย”

“เพราะว่าฉันรู้ว่านายเป็นแฟนโอเซฮุน แต่ก็ไม่ได้ว่าอะไรสินะ”

“อะไรนะ ใครเป็นแฟนใครนะ !?”

แบคฮีจะทำเป็นลืมว่าตัวเองพูดอะไรออกไป แล้วก็จะลืมด้วยว่าคยองซูตกใจมากขนาดไหน จะทำเป็นจำอะไรไม่ได้เลยสักอย่าง 

ช่วงเย็นหลังจากเลิกงานแล้วนั้น แบคฮีก็ขับรถตามลู่หานไปที่ร้านอาหารที่ลู่หานบอกว่าจองเอาไว้แล้ว โดยมีคยองซูที่ติดรถมาด้วยกัน มันเอาแต่ถามซ้ำๆ ว่าลู่หานเป็นแฟนกับโอเซฮุนจริง ๆ เหรอ ก่อนที่มันจะตอบตัวเองว่าจากบทสัมภาษณ์ของโอเซฮุนนั้น เจ้าตัวเองก็ไม่เคยให้สัมภาษณ์เรื่องความรักเลยสักครั้ง ด้วยความที่เป็นนายแบบด้วย เรื่องส่วนตัวเลยไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรนัก คยองซูที่เป็นแฟนคลับมานาน คิดมาตลอดว่าคงไม่สนใจเรื่องความรักอะไร 

ที่ไหนได้ คบกันมาห้าปีแล้วแบบนี้ อย่างน้อยก็น่าจะบอกอะไรกันบ้าง จากคำตอบที่แทบจะบีบคอลู่หานเพื่อเค้นออกมาแล้วนั้น ก็ได้รู้ว่าพี่ชายลู่หานเคยถ่ายแบบให้โอเซฮุน ก็เลยมีโอกาสได้รู้จักกัน 

แบคฮีด่ามันเหมือนกันว่ามันก็มีแฟนแล้ว จะไม่ให้คนที่ชอบมีแฟนนี่มันก็ออกจะเกินไปหน่อย มันเลยเถียงกลับมาว่าถ้าโซจีซอบโอปป้าแต่งงาน ก็อย่ามาร้องไห้ให้เห็นก็แล้วกัน 

ร้านที่ลู่หานพามานั้นเป็นร้านเนื้อย่างชื่อดังที่แบคฮีกับคยองซูก็เคยมากินเหมือนกัน วันนี้เราสองคนตัดสินใจว่าจะเลี้ยงเพื่อนใหม่คนนี้ ที่คงจะมาอยู่ที่ห้องปฏิบัติการกับแบคฮีไปจนกว่าจะมีใครโดนไล่ออกไปก่อน แต่มันคงจะเป็นแบคฮีที่มีอะไรก็ร้องเรียนอย่างเดียว ร้องเรียนไปจนได้อยู่คนเดียวแบบนี้ แต่ตอนนี้ก็มีคนมาอยู่เป็นเพื่อนแล้ว เพื่อนใหม่ที่ถึงจะได้คุยกันแค่วันเดียวก็รู้ว่าเราจะไปกันได้ดี 

แบคฮีกับคยองซูเดินตามลู่หานเข้าไปในร้าน โต๊ะที่ลู่หานเดินตรงไปนั้นมีผู้ชายคนนึงนั่งรออยู่ แล้วก็คงจะเป็นพี่ชายที่เจ้าตัวบอกว่านัดเอาไว้ แต่แบคฮีก็ไม่ได้สนใจอะไรนักหรอก เธอสนใจแค่ว่าพ้นจากหัวมุมถนนี้ไปก็เป็นร้านอาหารจีนร้านนั้นแล้ว ร้านที่มีเด็กนรกแตกเป็นผู้จัดการร้าน 

“นี่พี่ชายเราเอง ชื่อพี่อี้ฟาน พี่อี้ฟาน นี่แบคฮี นี่คยองซู”

“แบคฮี ไม่ได้ใส่แหวนนะ” คยองซูถองเพื่อนที่เอาแต่เหม่อมองเตาย่างเนื้อ “แบคฮี !”

“สวัสดีครับ” อี้ฟานยิ้ม เชิญชวนให้ทุกคนนั่งลง “พี่สั่งอาหารแล้วล่ะ เดี๋ยวสักพักก็มาแล้ว”

“ค่ะ” แบคฮียิ้มเป็นกันเองส่งไปให้ “วันนี้เราว่าจะเลี้ยงลู่หานกันค่ะ แต่เดี๋ยวเราเลี้ยงพี่ด้วยละกัน ถือว่าเราเป็นรุ่นพี่ที่ทำงานก็แล้วกันนะคะ”

“แต่พี่ไม่ได้ทำงานกับเรานี่ เดี๋ยวพี่หารด้วยก็ได้จะได้ไม่เสียน้ำใจเรา” อี้ฟานยิ้มตอบแบคฮี

“อย่างนั้นก็ได้ค่ะ” เธอไม่ขัดอยู่แล้ว เข้าใจว่าพี่อี้ฟานคงจะอายุมากกว่าเธอ จะให้เธอมาเลี้ยงมันคงไม่เหมาะสมเท่าไหร่

ไม่นานนักอาหารก็มา เราเองก็เอาเนื้อลงย่าง พูดคุยเรื่องสัพเพเหระทั่วไป ลู่หานเองก็พูดถึงที่ทำงานเก่าว่ามีข้อดีหรือไม่ดียังไง แต่ก็ดีใจที่ได้ออกมาจากที่นั่นแล้วมาเข้าทำงานที่นี่ พี่อี้ฟานก็พูดว่าตัวเองนั้นทำงานเป็นตากล้องมืออาชีพ มีสตูดิโอใหญ่อยู่ที่ประเทศจีน ส่วนแบคฮีกับคยองซูก็พูดถึงที่ทำงานที่ทำอยู่ว่าดียังไง บอกว่าพี่มินซอกใจดีแค่ไหน แล้วคยองซูมันก็อวดสตอรี่ความรักของมันกับจงอินให้ฟังว่าเจอกันได้ยังไง แบคฮีรู้ว่ามันอิจฉาลู่หานที่มีโอเซฮุนเป็นแฟน อิจฉาแบบเด็กเจ็ดขวบแย่งกันเป็นเจ้าหญิง 

“พี่อี้ฟานอายุเท่าไหร่เหรอคะ ?” คยองซูเป็นคนถาม ขณะที่แบคฮีกำลังเคี้ยวผักตุ้ยๆ

“สามสิบห้าครับ”

“วัยมีครอบครัวลูกสาวสองคนเลยนะคะเนี่ย”

“ไม่หรอกครับ พี่ทำแต่งาน โสดสนิทเลย”

ขาของแบคฮีสั่นคลอนเพราะคยองซูที่เอาขามาชนกันเพราะคำว่าโสดของพี่อี้ฟาน

“แบคฮีก็โสดเหมือนกันค่ะพี่ สูงร้อยเจ็ดสิบสองหนักห้าสิบเอ็ด อายุสามสิบสามค่ะ !”

“ไอ้เพื่อนบ้านี่ แกพูดอายุกับน้ำหนักฉันต่อหน้าผู้ชายได้ยังไงยะ ?!” แบคฮีตบไหล่คยองซูอย่างแรง ก่อนที่จะได้ยินเสียงหัวเราะของคนที่นั่งอยู่ตรงข้าม

“พี่ว่าแบคฮีก็น่ารักนะเนี่ย เวลาโกรธนี่ก็น่าเอ็นดูเหมือนกัน”

“ตอนโกรธจริงๆไม่น่าเอ็นดูหรอกนะคะ”

แบคฮียิ้มตอบพี่อี้ฟานที่ส่งยิ้มกว้างมาให้เธอ รวมถึงยิ้มรับเนื้อห่อผักที่พี่อี้ฟานทำให้เธอกิน เธอเห็นสายตาของลู่หานกับคยองซูที่วิบวับอย่างประหลาด รู้เลยว่าคิดอะไรกันอยู่

“เออ เห็นแกบ่นว่าอยากกินโยเกิร์ตนี่” คยองซูพูดตอนที่เรากำลังจะจ่ายเงิน “ให้พี่อี้ฟานพาไปสิ ฉันกับลู่หานจะไปร้านเค้กข้างๆ”

“ร้านโยเกิร์ตมันต้องเดินเลยร้านไอ้เลี่ยไปนะ !” แบคฮีกัดฟันบอกเพื่อนที่ไม่เห็นว่าจะเป็นเรื่องใหญ่ตรงไหน

“ไอ้เลี่ยมันก็อยู่ในร้านมันแหละ มันจะมาสนใจอะไรแกวะ” คยองซูโบกมือปัดๆ “ไปเถอะ ไปซื้อโยเกิร์ต !”

แบคฮีถอนหายใจใส่เพื่อนที่เดินควงกันไปร้านเค้ก แล้วก็หันมามองพี่อี้ฟานที่ยืนยิ้มรออยู่ เธอเองก็ยิ้มกลับไปก่อนจะบอกว่าไปซื้อโยเกิร์ตกันเถอะค่ะ เพราะคิดไปคิดมาเธอก็อยากกินเหมือนกัน ได้โยเกิร์ตมาล้างปากก็คงดี

“เห็นลู่หานบอกว่าแบคฮีชอบดูดวงเหรอ ?”

“ค่ะ ดูแล้วสบายใจดี” แบคฮีตอบก่อนจะยิ้มเล็กน้อย “แต่ตอนนี้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ค่ะ”

“ทำไมล่ะ ?”

“คือหนูไปดูที่ไหนที่เค้าว่าแม่นนะ บอกว่าความรักหนูดีหมดเลยอ่ะพี่ ทั้งๆที่หนูก็โสดอ่ะ”

“เราเป็นโสดแล้วดีรึเปล่า ?”

“ทำไมพูดแบบนี้ทุกคนเลยอ่ะ มันต้องไม่ดีดิพี่” แบคฮีไม่ยอมหรอก “หนูไม่โอเค”

“เพื่อนพี่บางคนมีความรักก็ชีวิตไม่ดีนะ ลัคกี้อินเลิฟแล้วไม่ลัคกี้อินเกมไง ตอนแรกงานไปได้ดีมากๆ พอมีแฟนแล้วก็เจอขาลงแบบหาสาเหตุไม่ได้เลย”

“แต่หนูจะไม่ใช่แบบนั้น หนูไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตาหรอก !”

“เรานี่น้า...” อี้ฟานเอ็นดูคนที่เดินอยู่ข้างๆ “น่ารักจริงๆนะเนี่ย”

“หนูสวยมากด้วยพี่ ชมให้ครบ”

“ครับๆ” อี้ฟานหัวเราะ “ทั้งน่ารักทั้งสวยเลย”

“ขอบคุณค่ะ”

ตอนแรกแบคฮีเลือกที่จะเดินด้านใน แต่พอใกล้ถึงร้านชานเลี่ย เธอก็ทำเนียนสลับออกมาเดินด้านนอก คุยไปหัวเราะไปกับพี่อี้ฟาน เธอคิดว่าพี่เค้าก็หล่อ แล้วก็น่ารักดีเหมือนกัน ถึงตอนนี้เธอจะโสดจนตัวสั่น แต่ก็ไม่ได้มีอารมณ์มาคิดอะไรมากนัก ถ้าเป็นเมื่ออาทิตย์ก่อนอาจจะพุ่งแรงแซงโค้งไปแล้ว แต่นาทีนี้นั้นแบคฮีทำไม่ได้ มันไม่มีอารมณ์อยากจะจีบใครหรือให้ใครมาจีบเลย 

“เรากินรสอะไร เดี๋ยวพี่เลี้ยง”

“สตรอว์เบอร์รี่ค่ะ” แบคฮียิ้มกว้าง “พี่กินรสอะไรคะ เดี๋ยวหนูซื้อให้เหมือนกัน แลกกันนะ”

“รสออริจินัลครับ”

เราซื้อสองรสแล้วเอามาแลกกัน แบคฮีขอเพิ่มท็อปปิ้งหลายอย่าง ซึ่งพี่อี้ฟานก็ได้แต่บอกให้เธอเพิ่มกว่านี้ก็ได้ ถ้าให้เพิ่มแบบนี้ เธอก็เพิ่มเข้าไปอีก เพิ่มจนท็อปปิ้งจะแพงกว่าโยเกิร์ตแล้ว

“ล้นมือแล้วพี่ หาโยเกิร์ตไม่เจอแล้ว”

“ราดช็อคโกแลตอีกไหม พี่ว่าเข้ากันนะ”

“ก็ได้นะ หนูชอบกิน—”

“เจ๊ ?”

เสียงเรียกจากทางด้านหลัง และสรรพนามที่ใช้เรียกกันนั้นทำให้แบคฮีรู้ได้ว่าใครกันที่เธอต้องหันหน้าไปเจอ แอบลำบากใจนิดๆเหมือนกันเพราะยังไม่อยากคุย แต่มันมายืนข้างหลังแบบนี้ จะทำเป็นไม่เห็นก็ทำไม่ได้อีก 

“อ้าว ไอ้เลี่ย อู้งานเหรอ พ่อตัดเงินเดือนนะยะ”

“ไหนเจ๊บอกว่าติดงานไง” ชานเลี่ยสีหน้าไม่สบอารมณ์นัก พลางมองโยเกิร์ตในมือแบคฮีไปด้วย 

“ก็เสร็จเร็วไง” แบคฮีไม่เข้าใจ “ขมวดคิ้วใส่พี่ทำไมเนี่ยไอ้เลี่ย อยากกินโยเกิร์ตเหรอ ?”

“เจ๊เมินเป็ดผมแล้วมากินโยเกิร์ตเนี่ยนะ ?!”

“แกจะตะโกนทำไมเนี่ยไอ้เลี่ย !” แบคฮีตะโกนแข่ง “งี่เง่าเป็นเด็กเลย มาๆ พี่เลี้ยงโยเกิร์ต อยากกินอันไหนบอกพี่เลยค่ะหนุ่มน้อย”

“ที่เจ๊ถืออยู่อ่ะ ส่งมา” 

“ตลกแล้วไอ้เลี่ย แกก็เอาอันใหม่สิวะ สั่งเหมือนกันก็—ไอ้เลี่ย ! เอาคืนมา !”

แบคฮีเต้นเร่าๆเหมือนโดนน้ำร้อน เพราะไอ้ชานเลี่ยคนชั่วมันดึงโยเกิร์ตออกไปจากมือของเธอ ก่อนจะเดินตรงไปที่ร้านของตัวเอง เหมือนว่าไม่ได้ขโมยของใครไป เหลือเธอยืนอยู่ตรงนี้กับพี่อี้ฟานที่เหมือนจะไม่เข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้น 

“เอ่อ พี่คะ คือ...”

“จะให้พี่ซื้อให้ใหม่หรือเราจะตามไปเอา ?” 

“ตามไปน่าจะดีกว่าค่ะ ยังไงพี่กลับไปก่อนก็ได้ ฝากบอกคยองซูด้วยนะคะว่าหนูอยู่ร้านอาหารจีนตรงนั้น ขอบคุณมากค่ะพี่” 

แบคฮีรู้สึกแย่เหมือนกันที่ต้องให้พี่เค้าเดินกลับไปคนเดียว แต่ถ้าจะให้ซื้อให้ใหม่มันก็คงไม่ดีอีกนั่นแหละ อีกอย่างไอ้เลี่ยหน้าบื้อไม่ควรจะมาทำแบบนี้กับเธอ เธอแก่กว่ามันตั้งแปดปี ขโมยของกินคนแก่กว่ามันบาปนะ ไม่รู้รึไง 

“เอาไว้เจอกันนะ แบคฮี”

“ค่ะ พี่อี้ฟาน”

หลังจากบอกลาพี่ชายตรงหน้าแล้ว เธอก็เดินตรงไปที่ภัตตาคารอาหารจีนที่อยู่ไม่ไกลกันเท่าไหร่ เปิดประตูเข้าไปในร้าน แล้วถามพนักงานต้อนรับด้านหน้าว่าไอ้ชานเลี่ยมันไปไหน พนักงานดูชะงักไปเล็กน้อย ก่อนที่เธอจะแก้ไขว่า มาพบผู้จัดการพู่ชานเลี่ย พนักงานจึงเปิดทางให้เธอเข้าไปในส่วนที่ไม่ให้ลูกค้าเข้า เพื่อไปเจอไอ้เลี่ย เด็กนิสัยไม่ดีที่ขโมยโยเกิร์ตของเธอหน้าตาเฉย

“ไอ้เลี่ย !”

“อร่อยนะเนี่ย ผมไม่เคยกินมาก่อนเลยอ่ะ”

“ร้านอยู่แค่นี้เนี่ยนะ...ไอ้เลี่ยๆ ขอสตรอว์เบอร์รี่พี่เถอะ อย่าแย่งพี่เลยนะ” แบคฮีรู้ว่าด่ามันไปมันก็ไม่สะเทือน ขอมันดีๆมันก็น่าจะให้ “นะไอ้เลี่ยนะ...ไอ้เลี่ย ไอ้ชาติชั่ว !”

“ฮะๆ” ชานเลี่ยหัวเราะ มีสตรอว์เบอร์รี่อยู่เต็มปาก “ไปคุยข้างใน ผมมีเรื่องคุยกับเจ๊เยอะเลย”

“แกเอาโยเกิร์ตคืนฉันมาก่อน” แบคฮีอยากได้ของกินคืน

ชานเลี่ยเดินนำเจ๊แบคฮีเข้าห้องทำงานของตัวเองไป เขานั่งลงที่เก้าอี้ของตัวเอง พยักเพยิดให้เจ๊แบคฮีที่เดินแก้มกลมงอนตุ๊บป่อง มานั่งเก้าอี้ที่ตั้งอยู่ตรงข้ามกัน 

“เจ๊มาทำอะไรแถวนี้ ?”

“มากินเนื้อย่าง มีเพื่อนที่ทำงานมาใหม่ ก็เลยพามาเลี้ยง” ตาของแบคฮีจับจ้องที่ถ้วยโยเกิร์ต “ไม่อยากเจอแกเลยเนี่ย ทำไมต้องเจอด้วย”

“ทำไม มาเดตกับผู้ชายแล้วกลัวธาตุแท้จะออกเหรอ ?” ชานเลี่ยมองหน้าแบคฮี “คนนี้พี่ควงเล่นหรือจริงจัง ?”

“บ้าไง เพิ่งเจอกันวันแรก” แบคฮีหน้าบึ้งตึง “ตกลงจะเอาไง จะให้ไหม ไม่งั้นจะกลับแล้วนะ”

“อ่ะๆ” ชานเลี่ยยื่นถ้วยโยเกิร์ตคืนให้เจ๊แบคฮี ที่รับไปกินต่อด้วยความยินดี “ผมมองหน้ามันแวบเดียวก็ไม่ชอบแล้วอ่ะ อย่าบอกนะว่ามันเป็นเพื่อนร่วมงานใหม่เจ๊ ?”

“ไม่ๆ เป็นพี่ชายเพื่อน” แบคฮีปฏิเสธ “เค้าไม่จีบพี่หรอกมั้ง แต่เค้าก็โสดนะ สามสิบห้าแล้วอ่ะ พี่ได้เรียกโอปป้าด้วยนะเว้ย”

“อ๋อ แก่กับแก่มาเจอกันว่างั้น”

“ไอ้เลี่ย แกไม่ตายดีแน่” แบคฮีเอาช้อนพลาสติกชี้หน้าน้องที่หัวเราะไม่หยุด 

เธอกำลังจะด่ามันต่ออยู่แล้ว ถ้าไม่มีพนักงานมาเคาะประตู บอกว่ามีคนมาหาชื่อโดคยองซู ชานเลี่ยเองก็บอกให้พนักงานเปิดประตูเข้ามาได้เลย แน่นอนว่าพอคยองซูเข้ามาแล้ว มันก็สลับกันมองแบคฮีที มองชานเลี่ยที ก่อนที่มันจะมาดันแบคฮีให้แบ่งเก้าอี้มันนั่งคนละครึ่งเก้าอี้ อ้าปากพูดสิ่งที่ทำให้แบคฮีเกือบหน้าคว่ำลงไป โชคดีที่จับขอบโต๊ะเอาไว้ได้ทัน 

“ไหนๆก็ไหนๆแล้ว มาเคลียร์กันหน่อย”

“เคลียร์อะไรของแก !” แบคฮีดึงแขนเพื่อนไว้ แต่ก็รู้ว่ามันไม่ยอมหยุดแน่ๆ 

“ฉันไม่ชอบให้มันเป็นแบบนี้อ่ะ ฉันคิดดูดีๆแล้ว ฉันว่ามันต้องอึดอัดมากแน่ๆ เราควรจะพูดกันนะ” คยองซูมองหน้าชานเลี่ยที่ทำหน้างงว่ามีเรื่องอะไร “ชานเลี่ย ที่แกจูบเพื่อนพี่วันนั้นแกคิดอะไรป่ะวะ ?”

ไอ้โดคยองซู แกจะไม่ตายดีเหมือนไอ้ชานเลี่ย ไปพร้อมๆกันเลย

“เฮ้ย เจ๊ยังโกรธอยู่เหรอ ?” ชานเลี่ยหันมามองแบคฮีตาค้าง “ก็ว่าแล้วว่าทำไมเมินกันแปลกๆ เจ๊โกรธอยู่ใช่ไหม”

“ก็...ก็ไม่ได้โกรธ” แบคฮีรู้สึกว่ามันตอบยากเหลือเกิน “แต่ว่าไม่โอเค...นิดหน่อย”

“ผมขอโทษ” ชานเลี่ยถอนหายใจ “ผมมันไม่ดีเองอ่ะ”

“ไม่ใช่แบบนั้น” แบคฮีอึดอัดใจ “คยองซู แกออกไปก่อนดิ้”

เจ้าของชื่อคยองซูลุกขึ้นยืน ตอนแรกจะพูดว่าทำไมต้องออก แต่พอคิดทบทวนแล้ว นี่มันไม่ใช่เรื่องของเธอเลย ออกไปสั่งขนมกินน่าจะดีกว่า เดี๋ยวพอมันคุยกันเสร็จ แบคฮีก็ออกมาตามเอง 

“คือ...ทำไมแกบอกว่าขอโทษวะ ?” แบคฮีถามหลังจากที่คยองซูออกไปแล้ว “จูบกับพี่มันไม่ดีเหรอ ?”

“นี่เจ๊จะถามแบบนี้จริงดิ” ชานเลี่ยรู้สึกไปไม่เป็น “มันก็ดี แต่—”

“มันยังดีอยู่ใช่ไหม ?!” แบคฮีนั่งไม่ติดเก้าอี้ “พี่ไม่ได้จูบกับใครมาตั้งนานแล้วอ่ะ ยังใช้ได้อยู่สินะ !”

“ให้ตาย...”

“พี่ไม่โกรธแกหรอกไอ้เลี่ย แต่พอแกบอกว่าขอโทษแล้วพี่เสียเซลฟ์อ่ะ เหมือนโดนด่าทางอ้อมว่าไร้ลีลา จูบกันขนาดนั้นแกก็ยังไม่มีอารมณ์” แบคฮียิ้มออกแล้ว “คืนนี้ไปต่อกันไหม ฝึกล่าเหยื่อกันหน่อย เสือสาวแบคฮีจะ—”

“เดี๋ยวนะ หยุดก่อน” ชานเลี่ยขัดแบคฮีที่กำลังจะชวนไปเที่ยว

“อะไร ?”

“เจ๊คิดแค่เรื่องนี้เหรอ แค่ว่าผมทำให้เจ๊เสียเซลฟ์เนี่ย”

“แล้วแกจะให้พี่คิดอะไรอ่ะ ?”

แบคฮีมองชานเลี่ยที่ดูเหมือนจะถอนหายใจออกมา ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมามองหน้าเธอ ด้วยสายตาที่เธออ่านมันไม่ออก ไม่เข้าใจว่ามันหมายความว่าอะไร 

“ช่างเถอะ คิดแบบนี้ก็ดี ผมจะได้รู้ว่าเจ๊ยังไม่โต”

“อะไรยะ ?!”

“กินโยเกิร์ตก็ยังเลอะเป็นเด็กๆ ทิชชูมีข้างนอกนะ ไปหยิบเอา”

“รู้แล้วหน่า” แบคฮีตักสตรอว์เบอร์รี่ที่มีเหลืออยู่อีกลูกเข้าปาก “ตกลงคืนนี้ไปไหม ?”

“ไม่อ่ะ ผมทำงาน” ชานเลี่ยปฏิเสธ “เจ๊ก็ไม่ต้องไปหรอก กลับห้องนอนไปเถอะ ตีนกาขึ้นแล้วน่ะ”

“ไม่จริง” แบคฮีส่องกระจกทุกวัน ตีนกายังไม่มีแน่นอน “ไม่ไปจริงอ่ะ ?”

“ไม่ไป ไม่ต้องมาชวน”

“เออๆ ไม่ไปก็ไม่ไป” แบคฮีลุกขึ้นจากเก้าอี้ในห้องผู้จัดการของชานเลี่ย โบกมือลาน้องนรกที่พยักเพยิดกลับมาให้ เชิงว่ารับรู้แล้วว่าเธอกำลังจะไป 

“ห้ามแอบไปเที่ยวนะ ไม่งั้นผมจะแช่งให้เจ๊ไม่มีแฟน”

“จ้าพ่อ รู้แล้วจ้า” 

“ดีมาก”

 แบคฮีหันไปส่งจูบให้ไอ้เด็กเมื่อวานซืน ก่อนที่มันจะทำหน้าเหมือนเห็นผี เธอจึงค้อนมันไปยกใหญ่ จนมันหัวเราะออกมาเสียงดัง 

ไอ้ชานเลี่ย ไอ้เด็กชั่ว !

 

 

 

 

 

 

แบคฮีนั่งกดโทรศัพท์ ตอบข้อความของพี่อี้ฟานที่ส่งข้อความมาชวนเธอไปทานข้าวด้วยกัน เธอเอาสิ่งที่พี่อี้ฟานพิมพ์มาให้ลู่หานเพื่อนรักล่าสุดดู เพื่อนเองก็คะยั้นคะยอให้ตอบตกลงไปด้วย บอกว่าพี่ชายตัวเองไม่ค่อยชวนใครออกไปด้วยเลย แบคฮีเป็นคนแรกในรอบหลายปีเลย

ดันพี่ชายได้เก่งจริงๆ แต่แบคฮีก็ไม่ได้ตอบตกลงไปเพราะเพื่อนหรอก อีกอย่างข้อความที่ส่งมาก็ไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกไปในแง่นั้นเท่าไหร่นัก มันเหมือนเพื่อนชวนกันไปกินข้าวมากกว่า

สงสัยจะได้พี่ชายมาเพิ่มอีกคน ถึงจะดูหมอไม่เป็น แต่เซนส์ผู้หญิงของแบคฮีนั้นไม่เคยพลาด

“พี่จะไปกินที่ไหนคะ?”

(เราว่าไปไหนดีล่ะ พี่ยังไม่ได้คิดไว้เลย)

“ไปร้านน้องชายไหมคะ จะแนะนำให้รู้จัก คนที่มาขโมยโยเกิร์ต—“

(ได้ครับ)

แบคฮีบอกชื่อภัตตาคารกับพี่อี้ฟาน แน่นอนว่าร้านของไอ้น้องปากปีจอนั้นเป็นร้านชื่อดัง พูดไปใครก็รู้จัก พี่อี้ฟานเองก็รู้จัก บอกให้เราไปเจอกันที่ร้านเลย 

หลังจากวางสายของพี่อี้ฟาน เธอคิดจะต่อสายไปหาไอ้เลี่ยมันเหมือนกัน แต่คิดอีกทีเธอไปต่อคิวไม่ได้จองโต๊ะหน้าร้านเอาก็ได้ โทรไปจองตอนนี้ก็เดือดร้อนมันเปล่าๆ ได้ยินมันพูดอยู่ว่าจะขยายร้าน คงเป็นช่วงยุ่งๆในชีวิตของมัน ให้มันมาลัดคิวให้เธออีก มันคงได้ด่าว่าถ้าจะมากินทำไมไม่คิดออกให้มันเร็วกว่านี้

ตอนที่แบคฮีเลี้ยวรถเข้าไปจอดที่หลังร้าน พี่อี้ฟานก็โทรมาพอดีว่าถึงแล้ว เธอเลยบอกให้พี่เค้าเข้าไปจองโต๊ะเลย เดี๋ยวเธอเดินตามเข้าไป

“พี่อี้ฟาน...”

“อ้าว มาพอดีเลย สั่งอาหารกัน” พี่อี้ฟานแบ่งเมนูให้เธอดู “ได้คิวที่สี่ เค้าให้สั่งอาหารเอาไว้ก่อน”

“พี่มีอะไรที่ชอบเป็นพิเศษไหมคะ ?”

“พี่อยากกินผัดหมี่เซี่ยงไฮ้น่ะ อย่างอื่นก็ตามใจเรา”

พอบอกว่าตามใจแบคฮีแล้วเธอก็สั่งเป็ดปักกิ่งชุดกลาง กระเพาะปลาผัดแห้ง แล้วก็ไข่เจียวปูราดหน้าทะเลอีกจาน

“เรากินหมดเหรอ จานไม่ใช่เล็กๆนะ”

“พี่คะ ระดับนี้ไม่มีเหลือ แต่ถ้าไม่หมดก็ห่อกลับบ้านได้ค่ะ” แบคฮียิ้มกว้างให้พี่อี้ฟาน “แล้วนี่...พี่มีอะไรรึเปล่าคะ ?”

“ทำไมถามงั้นล่ะ พี่ดูเหมือนคนที่ถ้าไม่มีอะไรจะไม่ชวนเรามากินข้าวรึไง ?”

“แหม...เราต่างก็รู้นะคะว่าเราไม่ได้ใจตรงกันเลย พี่อย่ามาอ้อมค้อมดีกว่าค่ะ มีอะไรให้ช่วยก็บอกหนูได้”

“โอ้โห พี่คิดไม่ผิดเลย ที่โทรหาเราวันนี้” พี่อี้ฟานหัวเราะลั่น “พี่ก็มีเรื่องปรึกษาเราจริงๆนั่นแหละ เรื่องผู้หญิง ๆ”

แบคฮีต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่า ไอ้ชานเลี่ยนั้น ถึงแม้ว่าเธอจะไม่เคยเห็นอะไรดีในตัวของมันเลย แต่เรื่องจัดระบบร้านอาหารนั้นมันทำได้ดีมาก เธอได้คิวที่สี่ ยืนรออยู่สิบห้านาที แต่พอนั่งลงที่โต๊ะไม่ถึงสองนาทีด้วยซ้ำ อาหารทุกอย่างก็มาเสิร์ฟแล้ว

เป็ดกับกระเพาะเป็นความสุขเล็กๆในชีวิตของแบคฮีจริงๆ ส่วนราดหน้าไข่เจียวปูนั้นเป็นเหมือนโบนัสของวัน เธอมีความสุขมากจริง ๆ

“คือ...เรื่องที่พี่จะมาคุยน่ะ”

“ค่ะ” แบคฮีละสายตาจากราดหน้ามามองพี่อี้ฟาน

“พูดแบบนี้มันก็หน้าอายนะ แต่พี่ไม่มีเพื่อนผู้หญิงเลย แล้วไอ้น้องชายพี่วันๆมันก็ห่วงแต่ว่าแฟนมันทำงานเหนื่อยไหมแต่พี่ก็ไม่ได้ว่ามันเรื่องนั้นหรอกนะ แต่ที่พี่อยากจะพูดก็คือ...พี่แอบชอบผู้หญิงคนนึงน่ะ” 

พอได้ยินแล้วเธอก็รู้สึกกระตือรือร้นขึ้นมาทันที ถึงจะไม่มีแฟนมานานหลายปี แต่เรื่องแบบนี้ปรึกษาเธอได้แน่นอน

“เธอเป็นลูกพี่ลูกน้องกับเพื่อนพี่ เป็นนางแบบเหมือนกับแฟนไอ้ลู่หานมันนั่นแหละ”

“แล้วมีปัญหาอะไรคะ?”

“คือพี่ไม่เข้าใจ...ว่าตกลงแล้วเธอชอบพี่หรือไม่ชอบน่ะ” อี้ฟานพูดให้แบคฮีฟัง “รับดอกไม้พี่ แต่พอชวนไปกินข้าวก็ไม่ไป แต่พอตกลงไปก็อยู่แค่แปปเดียว ให้พี่ไปรับไปส่งแต่ก็ไปกับคนอื่น...”

“นิสัยส่วนตัวเป็นยังไงคะ?”

“ชอบแต่งตัวหวานๆ แต่ก็รู้สึกได้ว่าไม่ธรรมดา แสบใช่ย่อยเลย”

“มาปรึกษาถูกคนแล้วค่ะพี่!” แบคฮียินดีและเต็มใจอย่างยิ่ง “คือหนูก็ไม่เคยเจอเค้านะ แต่ถ้าให้แนะนำคือพี่ต้องพูดตรงๆเลยว่าชอบเธอ”

“เอางั้นเลยเหรอ?”

“ค่ะ พูดไปเลยว่าชอบ แล้วก็ทำตัวหนักแน่นเข้าไว้ แน่นอนว่าเธอจะปฏิเสธพี่ค่ะ นี่แหละคือช่วงเวลาของพี่เลย แข็งใจเข้าไว้ ห้ามตื๊อ!”

“ห้ามตื๊อ ?”

“ค่ะ ทำเป็นเจ็บนิดหน่อยแต่ไม่มาก แล้วเดี๋ยวตอนนั้นพี่ก็จะรู้เอง”

พี่อี้ฟานทำหน้าเหมือนไม่เข้าใจสิ่งที่เธอพูดเลยสักนิด แต่ก็ยังยอมพยักหน้าแล้วบอกว่าจะทำตามที่เธอบอก พร้อมกับคีบปลาหมึกเข้าปากตัวเองไปด้วย

“ผู้หญิงนี่...เข้าใจยากจังเนอะ”

“เราก็มีดีตอนที่เล่นตัวเนี่ยแหละพี่” แบคฮียิ้มกว้าง “ผู้ชายเข้าใจยากก็มีนะคะ ไอ้ผู้จัดการร้านนี้เนี่ยแหละ แต่ไม่เห็นมันเลย...”

“พี่ว่าคงยุ่งๆแหละ คนเต็มร้านแบบนี้” อี้ฟานบอกกับแบคฮี “เอาไว้มีโอกาสค่อยคุยกันก็ได้”

“เอางั้นก็ได้ค่ะ มันไม่ไปไหนหรอก” แบคฮีเองก็คิดว่าเอาไว้วันหลังก็ได้ ให้ไอ้เลี่ยรู้ตักไว้ก็ดี จะได้ชวนกันไปกินเหล้าได้ เป็นรุ่นพี่รุ่นน้องกัน คนชาติเดียวกันต้องสามัคคีกันเข้าไว้

เธอกินเป็ดจนเกลี้ยงจาน พี่อี้ฟานถามว่าชอบมากเลยเหรอเธอก็พยักหน้าตอบกลับไปไม่หยุด เพื่อแสดงออกให้รู้ว่าชอบมาก

“หาผู้ชายไม่ได้ก็มาหาเป็ดเนี่ยแหละพี่”

“พี่แนะนำเพื่อนให้มั้ย มันเพิ่งเลิกกับแฟนมาพอดี”

“ไม่ไหวค่ะ อยากเป็นภรรยาคนแรกของสามี” แบคฮีมีเป้าหมายในชีวิต “มีแต่คนบอกว่าหนูดูจีบยากอ่ะ หนูต้องทำยังไงให้ดูจีบได้นะอ่ะพี่”

“ทำไมล่ะ พี่ว่าแบบนี้ก็ดีแล้วนะ มันก็จะดึงดูดคนที่เค้าคิดว่าดีพอจะมาสู้กับเราไง”

“ไม่เห็นจะมีใครมาสู้...” แบคฮีอยากสู้จะแย่ ไม่มีใครเลยจริงๆ “ไปหาที่ไหนดีคะ วัยแบบนี้”

“ที่ทำงานไง สภาพแวดล้อม...อ๋อ เราทำงานกับลู่หานสองคนนี่ โทษที”

“ค่ะพี่ ดีมากค่ะ” แบคฮีตอบประชดพี่อี้ฟานที่หัวเราะร่วน “หนูจะไม่โสดหรอก พี่รอมางานแต่งหนูได้เลย” 

“โอเค พี่จะรอนะ” อี้ฟานยังคงหัวเราะไม่หยุด ในขณะที่แบคฮีนั้นก้มหน้าก้มตาอยู่กับผัดหมี่ด้วยหัวใจที่ขุ่นมัว

ไม่รู้แหละ เป้าหมายในปีนี้คือหาแฟนให้ได้ เป็นเป้าหมายตั้งแต่สามสิบที่ไม่เคยทำได้สักที

“พี่อี้ฟานเอาน้ำ—อาเลี่ย !” แบคฮีกำลังจะถามผู้ชายตรงหน้าว่าจะเอาน้ำชาเพิ่มไหม เธอก็เหลือบไปเห็นไอ้ชานเลี่ยมันเดินอย่างเร่งรีบผ่านหางตาไปพอดี

มันทำท่าเหมือนจะเดินเข้ามา แต่แล้วก็ชะงักค้าง เดินหันไปอีกด้านแทน เดินไปเหมือนไม่ได้เห็นหน้าเธอที่ยกมือค้างอยู่แบบนี้

“อะไรวะ เมนส์ไม่มารึไง” แบคฮีบ่นเบาๆ ส่วนพี่อี้ฟานนั้นยิ้มขำๆ

“ไม่ตามไปเหรอ ดูท่าจะไม่ดีนะ”

“ไม่ดีเหรอคะ เอาอะไรมาไม่ดี” แบคฮีไม่เข้าใจ คนอย่างไอ้เลี่ยจะมีอะไร นอกจากเรื่องปัญญาอ่อนให้เธอกุมขมับเล่น

“เซนส์ผู้ชายไง ตามไปเถอะ ไปพูดกับเค้าหน่อยว่าพี่มาปรึกษาเรื่องผู้หญิงที่พี่ชอบ”

“คือพี่อยากได้คำปรึกษาจากมันเหรอคะ คงไร้ประโยชน์ค่ะพี่ มันเก่งแต่เรื่องหิ้วคนเมาออกจากคลับ”

แบคฮีเล่าให้พี่อี้ฟานฟัง เกี่ยวกับวีรกรรมไร้ความดีของไอ้ชานเลี่ย เล่าบางเรื่องไม่เล่าบางเรื่อง เรื่องที่ไอ้เลี่ยชั่วคนเดียวเธอก็จะเล่า แต่เรื่องไหนเธอนิสัยไม่ดีด้วยก็จะข้ามไป ปล่อยให้มันชั่วคนเดียวพอ

ระหว่างที่เธอกำลังไล่กินอาหารทุกจานให้หมดนั้น พี่อี้ฟานก็เปิดรูปของผู้หญิงที่ตัวเองชอบให้เธอดู พอเห็นก็รู้สึกว่าเป็นผู้หญิงที่หน้าหวานใช่ย่อย แต่นิสัยก็คงไม่ได้เหมือนหน้า ไม่งั้นคงไม่ทำคนหล่ออย่างพี่อี้ฟานกุมขมับมาปรึกษาเธอหรอก เธอเองก็บอกว่าถ้าเป็นแฟนกันแล้วให้พามาเกาหลี เธอเองมีไอ้เลี่ยเป็นล่ามภาษาจีน คุยกันรู้เรื่องแน่นอน

หลังจากทานอาหารเสร็จเราก็เช็คบิล เธอไม่ยอมให้พี่อี้ฟานเลี้ยงเพราะมันไม่ใช่เรื่อง แต่พี่อี้ฟานก็ไม่ยอมให้เธอจ่ายเหมือนกัน สุดท้ายเธอก็ได้ออกสิบเปอร์เซ็นต์ ถึงจะน้อยไปหน่อยแต่เธอก็โอเค ดีกว่ามากินฟรีไม่ได้จ่ายอะไร

“เอ่อ...ผู้จัดการ...”

“คุณชานเลี่ยบอกไว้ว่าวันนี้ไม่ว่างพบค่ะ ขอโทษนะคะคุณแบคฮี” พนักงานประจำด้านหน้าที่จำเธอได้แล้วขอโทษขอโพย “หรือว่าจะลองเข้าไปไหมคะ ?”

“พี่ว่าเข้าไปก็ดีนะ ไปคุยแบบที่—“

พี่อี้ฟานพูดยังไม่ทันจบประโยค โทรศัพท์ในมือของแบคฮีก็ส่งเสียงดังจนเธอต้องรีบเดินออกไปนอกร้านเพื่อกดรับสาย คนที่โทรเข้ามาก็ไม่ใช่คนอื่นคนไกล พี่มินซอกเจ้านายของเธอเอง

“ค่ะพี่” แบคฮีรับสายพี่มินซอก

(แบคฮี พี่วานไปเข้าประชุมพิเศษเย็นนี้หน่อยสิ ลูกสาวพี่เข้าโรงพยาบาล ต้องไปดูก่อน)

“เป็นอะไรมากไหมคะ ?!”

(ก็พอตัวแหละนะ แฟนพี่บอกไม่มาก แต่พี่—)

“หนูเข้าใจค่ะ พี่ไม่ต้องห่วงเลย เดี๋ยวหนูจัดการให้” แบคฮีพร้อมเสมอถ้าใครมีเรื่องฉุกเฉิน เธอไม่ใช่คนมีเรื่องผูกพัน อยู่ตัวคนเดียวมันก็ว่างแบบนี้ “เริ่มกี่โมงคะ ?”

(หกโมงน่ะ อาจจะยิงยาว กินอะไรเข้าไปก่อนนะ)

“เรียบร้อยแล้วค่ะพี่ ไม่ต้องห่วงค่ะ ไปดูลูกพี่เถอะ”

แบคฮีฟังการอธิบายการประชุมเบื้องต้นจากพี่มินซอกแล้วก็เข้าใจมันได้ดี เธอเข้าใจว่าที่พี่โทรหาเธอเพราะว่าเราสนิทกัน และพี่ก็ไว้ใจเธอได้มากที่สุดแล้วเพราะเธอไม่เคยทำให้ผิดหวัง (ยกเว้นลาหยุดเกินโควตาเพื่อไปดูดวง)

เธอลาพี่อี้ฟาน บอกเล่าว่าเธอต้องไปทำงานก่อน มีนัดพิเศษที่เป็นเรื่องปกติของบริษัทเอกชน ส่วนไอ้เลี่ยที่คิดว่าจะเข้าไปทักก็เป็นอันยกเลิก เอาไว้เธอค่อยโทรหามัน บอกว่าวันนี้อุตส่าห์มาหา จะแนะนำพี่ให้รู้ตัก ทำตัวเป็นสาวแรกแย้ม เห็นผู้ชายแปลกหน้าแล้วกลัวรึไง หรือว่าประจำเดือนมาไม่ปกติ

“ลู่หาน กลับรึยัง ?” แบคฮีต่อสายหาเพื่อนร่วมงานขณะขับรถกลับบริษัท

(กำลังจะกลับแล้ว มีอะไรเหรอ ?)

“ว่างรึเปล่า หรือว่าไปทำอะไรต่อ ?”

(นัดเซฮุนไว้...แต่ว่างได้นะ !)

“ไม่ต้องว่างหรอก ไปหาพ่อสุดหล่อคนนั้นเถอะ” แบคฮีไม่ได้ว่าอะไร ตอนแรกคิดจะให้ประชุมเป็นเพื่อน แต่เดี๋ยวเข้าคนเดียวก็ได้ ไอ้คยองซูก็ไม่อยู่ ไปกับแฟนมัน “แค่นี้นะ”

(เดี๋ยวสิ ฉันว่างแล้ว)

“นี่ ไม่มีใครเคยสอนรึไงว่าระหว่างเพื่อนกับผู้ชาย เราต้องเลือกผู้ชาย” แบคฮีบอกลู่หาน “ไปเลยนะ ถ้าเจออยู่ที่บริษัทจะไล่ออกจากการเป็นทรีโอ้ คยองซูก็ไม่ช่วย”

(ไปแล้ว ๆ เราลงลิฟต์แล้วเนี่ย)

“โอเค แค่นี้นะ เจอกันพรุ่งนี้”

แบคฮีใช้เวลาเกือบชั่วโมงครึ่งในการขับรถกลับไปที่บริษัท ด้วยความที่บริษัทของเธอเป็นทั้งสายผลิตและสายการตลาด ตัวบริษัทก็จะตั้งอยู่บริเวณค่อนข้างชานเมือง กว่าเธอจะฝ่าช่วงรถติดไปได้ กว่าจะขับรถไปถึง กว่าจะหาแฟ้มการประชุมที่พี่มินซอกวางทิ้งเอาไว้ให้ เธอก็เข้าประชุมสายไปสิบนาที

ระหว่างประชุมเธอก็รายงานหัวหน้าเป็นระยะ รวมถึงถามไถ่ถึงลูกสาวตัวน้อยที่พี่มินซอกบอกว่าปลอดภัยดี การประชุมค่อนข้างเป็นไปอย่างจริงจัง แต่ว่าเธอกลับรู้สึกว่ามันน่าเบื่อนิดๆ แต่ก็ไม่ได้ไม่ตั้งใจประชุมหรอก เธอตั้งใจทำมันเต็มที่เพื่อพี่มินซอก อยากให้พี่เค้าภูมิใจ ให้ท้ายเธอมาตั้งนาน วันไหนเธอหงุดหงิดอารมณ์ไม่ดี บ่นนั่นบ่นนี่ให้พี่เค้าฟัง พี่เค้าก็ไม่เคยว่า มาถึงตอนนี้เธอเองก็คงต้องตั้งใจประชุมเหมือนกัน เวลามีงานเข้าเธอจะได้ทำมันได้ถูกต้องและถูกใจบริษัท พี่มินซอกจะได้หน้าได้ตา เธอเองก็พลอยได้หน้าได้ตาไปด้วย

“คุณบยอนแบคฮี รบกวนนำเสนองานที่เตรียมมาด้วยค่ะ”

“ค่ะ” แบคฮีหยิบแฟ้มบนโต๊ะ ลุกขึ้นเตรียมนำเสนองาน

การนำเสนอแทนพี่มินซอกของแบคฮีผ่านไปได้อย่างยอดเยี่ยม เธอขอบคุณตัวเองสิบแปดครั้งที่เมื่อวานตั้งใจฟังพี่มินซอกพูดเรื่องโปรเจคใหม่ ทำให้วันนี้ที่มีเหตุสุดวิสัย เธอจึงสามารถผ่านมันไปได้ด้วยดี อาจจะมีติดขัดบ้างเพราะเวลาเตรียมตัวน้อย แต่ความมั่นใจที่เธอมี ก็ทำให้หัวหน้าฝ่ายที่เข้าประชุมนั้นพอใจกับผลลัพธ์ที่เธอนำเสนอ

หัวหน้าแต่ละฝ่ายบอกถึงข้อเสียเล็กน้อยที่อยากให้เธอนำไปแก้ไข หัวใจของเธอเต้นแรงเมื่อได้ยินคำแนะนำ เพราะว่าเธอไม่มีใคร จิตใจอันบ้างานของเธอเลยเริ่มเต้นแรง ถ้าเธอได้แก้ตามที่หัวหน้าแนะนำ งานมันจะต้องออกมาได้ดีแน่ๆ แล้วถ้าพรุ่งนี้พี่มินซอกมาเห็น พี่เค้าก็ภาคภูมิใจในตัวของเธออย่างแน่นอน

โอเวอร์ไทม์ เธอต้องทำโอเวอร์ไทม์ !

(แบคฮี แกเอาปลาหมึกมะ)

“กี่โมงกี่ยามแล้วเธอ”

(เออหน่า เพิ่งมาถึงเอง ทะเลตอนกลางคืนสวยอ่ะ)

“รำคาญป่ะ คือจะมาอวดว่าแบบฉันเที่ยวอยู่นะเหรอ ไปคุยกับจงอินนู่นไป” แบคฮีคุยกับเพื่อนไปยิ้มไป มันไปเที่ยวต่างจังหวัดกับจงอิน รายนี้ตั้งแต่มีแฟนก็เที่ยวบ่อย แต่มันก็เป็นความสุขของคยองซูกับจงอินนั่นแหละ

(เปล่าย่ะ แล้วนี่ทำไมแกยังไม่นอน?)

“ทำงาน อยู่แลปเนี่ย”

(หา อยู่ได้ไง?!)

“ให้หัวหน้าฝ่ายเซ็นให้” แบคฮีตอบ “คือลูกพี่มินซอกไม่สบาย ฉันเลยกลับมาประชุมแทน แล้วคือทีนี้พี่ๆเค้าแนะนำงานมาอ่ะ ฉันแบบคันไม้คันมือต้องทำ ก็เลยโอเวอร์ไทม์เลย”

(ใครเซ็นให้ พี่ยอนจินแน่ๆ บ้างานสุด)

“ถูก” แบคฮีหัวเราะ “เออหน่า กำลังสวยเลยเนี่ย ผลแลปงดงาม”

(งั้นพรุ่งนี้แกก็หยุดเหรอ ลู่หานร้องไห้แน่)

“ไม่รู้อ่ะ อาจจะไม่หยุด”

(เอ้า แล้วแกจะไปนอนที่ไหน ?)

“ลงไปนอนกับวิศวะกรข้างล่าง เตียงน่าจะว่างสักเตียงสองเตียง”

(อิบ้า กลับบ้านย่ะ อย่ากลับดึกมากนะ ขากลับมันเปลี่ยว แกก็รู้)

“ก็รู้ เดี๋ยวก็กลับแล้ว” แบคฮีบอกเพื่อน “แค่นี้นะคะเพื่อน”

(จ้า รีบกลับนะ อย่าให้เลยเที่ยงคืน)

หลังจากวางสายจากคยองซูไปได้ไม่นาน เธอก็ได้คุยกับพี่มินซอกเป็นเรื่องเป็นราว อธิบายงานจนพี่เอ่ยปากชมว่าทำตัวสมกับที่ขาดงานบ่อย ให้เธอได้ค้อนเล่นจนพี่มินซอกหัวเราะใหญ่ พอวางสายจากตรงนี้ลู่หานก็โทรมาอีก ถามเรื่องที่คุยกันค้างเอาไว้เมื่อเย็น ระหว่างที่คุยเธอก็ได้ยินเสียงผู้ชายที่แน่ใจว่าต้องเป็นโอเซฮุนอย่างแน่นอน เธอบอกเพื่อนว่าช่วยบอกแฟนให้หน่อยว่าเธอต้องการกำลังใจ พอได้ยินเสียงโอเซฮุนบอกว่าพี่แบคฮีสู้สู้นะครับ เธอก็รู้สึกว่าชีวิตนี้ไม่ต้องการอะไรไปมากกว่านี้แล้ว อย่างน้อยก็มีเรื่องข่มคยองซูให้มันอิจฉาเล่นไปอีกเป็นเดือน

ถึงเพื่อนจะบอกว่าอย่ากลับดึก แต่กว่าเธอจะได้ฤกษ์ออกจากบริษัทก็ตีหนึ่งครึ่งเข้าไปแล้ว เธอยื่นเอกสารกับพนักงานรักษาความปลอดภัยที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดีเพราะว่ามันเป็นกฎ คุยกันอยู่สามนาทีเรื่องคุณแบคฮีทำไมถึงอยู่ดึกจัง แซวกันขำๆว่าเพราะเธอชอบโดดออกไปก่อนเวลางานแน่ๆ รวมถึงเตือนเธอด้วยว่าให้ระวังตัว เส้นขาออกแถวนี้นั้นเปลี่ยวในยามวิกาล เธอเองก็พยักหน้ารับ ว่าจะดูแลตัวเอง

แบคฮีเองก็ขับรถไประวังตัวไป เมื่อก่อนเคยมีประวัติว่ามีโจรมาดักปล้น เส้นทางขาออกนั้นเป็นพื้นที่ของบริษัทที่ยังไม่มีการนำมาใช้ประโยชน์ ต้นไม้ใบหญ้าจึงขึ้นอยู่เต็ม เห็นบอกว่าอีกสองสามปีนู่นถึงจะมีการพัฒนาโครงการ แต่เธอก็นึกฉุนนะ ไม่พัฒนาแต่ก็มาตัดหญ้าหน่อยไหมล่ะ ผู้หญิงตัวคนเดียวอย่างเธอ ควรมีสิทธิได้รับความปลอดภัยยี่สิบสี่ชั่วโมงไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนบนโลกใบนี้ ปล่อยให้รกร้างแบบนี้ มันใช้ได้ที่ไหน

‘กึก...’

“เฮ้ย...” แบคฮีตกใจเพราะเครื่องยนต์กระตุก “อย่านะๆ”

เธอรีบหักรถเข้าข้างทางก่อนที่มันจะมีปัญหาตามมามากกว่านี้ เธอหักพวงมาลัยไม่ทันจะเรียบร้อย เครื่องยนต์ก็กระตุกรอบสุดท้ายก่อนจะดับใส่หน้าเธอเหมือนโกรธกันมาตั้งแต่ชาติที่แล้ว

แบคฮีตัดสินใจเปิดไฟขอทางเอาไว้ก่อน คิดในใจว่ามาเสียอะไรตอนนี้ เลือกที่ได้เยี่ยมจริงๆ หันซ้ายก็หญ้าหันขวาก็หญ้า ไม่มีรถผ่านมาสักคัน แล้วถ้าเกิดว่าเธอลงไปเปิดกระโปรงหน้ารถดู มันจะมีใครหรือตัวอะไรพุ่งออกมาจากพงหญ้าไหม เธอจะโดนฆ่าชิงทรัพย์รึเปล่า แล้วถ้าจอดอยู่ตรงนี้แล้วมีคนผ่านมา เขาจะเป็นคนดีไหม หรือว่าเขาจะลวงเธอไปฆ่าเหมือนข่าวภาคค่ำเมื่อวานนี้ แต่ถ้าจะอยู่ในรถต่อไปคงไม่มีอากาศหายใจแน่ แต่ว่า...โอ๊ย เธอเป็นคนสวยนะ ทำไมถึงต้องมาเจอเหตุการณ์แบบนี้

ความจริงแล้ว...แบคฮีกำลังเครียด แต่เธอก็พยายามจะมองโลกในแง่ดีแล้วคิดอะไรตลกๆเข้าไว้ ถึงแม้สถานการณ์ตอนนี้จะไม่ดีเลยก็ตาม เธอควรจะเดินกลับไป...ไม่ นั่นมันหลายกิโลอยู่ เธอเดินไม่ไหว แต่ถ้าจะเดินไปข้างหน้ามันก็หลายกิโลกว่าจะพ้นเขตหญ้าเหมือนกัน เธอควรจะทำยังไงดี น้ำมันก็ไม่ได้หมด โอเวอร์ฮีทก็ไม่ใช่ เกินกว่าความรู้ตรงนี้ไปเธอก็ว่างเปล่า ซ่อมรถไม่เป็น

ทำไมล่ะ เวลามีบริจาคอะไรเธอก็ช่วยเหลือตลอดนะ พอเวลาเธอลำบากบ้าง มันไม่เห็นมีใครผ่านมาสักคน

โทรศัพท์ถูกหยิบขึ้นมาเพื่อกดหาใครสักคนที่พอจะช่วยเหลือเธอได้ พ่อกับแม่ตัดทิ้งเพราะอยู่บูชอน เพื่อนหนึ่งไปเที่ยวกับแฟน เพื่อนสองอยู่ญี่ปุ่น เพื่อนสามนัดกับแฟน พี่มินซอกลูกป่วย น้องในแผนกคนนี้ไม่ถูกกัน แล้วก็ไอ้เลี่ย...ไอ้ชานเลี่ย!

เธอโทรไปรอบแรกมันไม่รับ รอบสองมันก็ไม่รับ รอบที่สามจนสายเกือบจะตัดไป เธอก็ได้ยินน้องชายตัวดีที่ทำให้หัวใจของเธอเหมือนมีน้ำรดลงมาให้ชื้นขึ้น 

“ไอ้เลี่ย รถพี่เสียน่ะ ไม่รู้ว่ามันเป็นอะไร”

(เอ้า แล้วผมจะรู้ไหมอ่ะ)

“อย่าเพิ่งกวนตีน พี่จริงจังนะ คือพี่กำลังจะกลับบ้านแล้วรถมันก็ดับอ่ะ ทีนี้—“

(ดับเหรอ เจ๊ลงไปเข็นดิ ตัวก็ใหญ่ยัดเป็ดได้เป็นตัว เข็นรถแค่นี้สบายอยู่แล้วป่ะ)

“ชานเลี่ย พี่พูดจริงนะ พี่ไม่กล้าลงจากรถด้วย แถวนี้มันเปลี่ยวอ่ะ มีโจรด้วยนะ”

(โจรดิจะกลัวเจ๊อ่ะ มันไม่ทำอะไรหรอก)

“ไอ้เลี่ย...”

(เจ๊ลองไปยืนเต้นหน้ารถก็ได้ เผื่อมีผู้ชายสักคนผ่านมา ลองขอให้เค้าช่วยดู ได้ทั้งรถ ได้ทั้ง—)

“โอเคชานเลี่ย” แบคฮีพูดขัด “โอเค”

ตอนที่เธอตัดสาย น้ำตาเธอมันก็ไหลลงมาด้วย ความมั่นใจรวมถึงความพยายามมองโลกในแง่ดีในความมืดสนิทยามตีสองนั้นไม่หลงเหลืออยู่อีกแล้ว เธอคิดมาตลอดว่าเราสนิทกัน มีอะไรช่วยเหลือกันได้ทุกเรื่อง พอมาในวันนี้เธอกลับรู้ว่ามันคงไม่ใช่ เธอกลัวขนาดไหน จริงจังมากเท่าไหร่ มันก็เอาแต่พูดเล่นใส่เธอ ทั้งที่บอกว่ามีโจร ทางมันเปลี่ยว มันก็บอกว่าโจรคงกลัวเธอมากกว่า 

 

เธออาจจะเป็นแค่พี่นิสัยไม่ดีที่ชอบใช้งานมันไปทุกเรื่องตั้งแต่ให้นั่งถักเปียยันตากกางเกงใน แต่เธอก็จริงใจกับมันนะ มันเดือดร้อนอะไรเธอก็ช่วย บ่นว่าโดนพ่อหักเงินเดือนเพราะเธอ เธอก็แอบโอนเงินไปให้มันตลอด บอกว่าเหนื่อยเธอก็พาไปเที่ยว

เราเป็นพี่น้องกันไม่ใช่รึไง

เธอทั้งโกรธ...ทั้งเสียความรู้สึก

มือของแบคฮีสั่นไม่หยุด ก่อนที่เธอจะร้องไห้ออกมาเสียงดัง จะลงรถไปก็ไม่กล้า จะโทรหาใครเธอก็ยังไม่รู้ กลัวไปหมดทุกอย่าง ความจริงที่ว่าเธอเป็นผู้หญิงตัวเล็กๆคนนึงบนโลกใบนี้มันเข้ามากระแทกใจอย่างจัง ถ้าลำพังยางแตกเธอก็เปลี่ยนยางอะไหล่ได้สบายเพราะพ่อสอนมา แต่อันนี้เป็นบ้าอะไรก็ไม่รู้ เธอไม่รู้อะไรสักอย่าง คนหวังจะพึ่งก็ไม่มี

‘ครืด...ครืด...’

“...”

(แบคฮี นอนรึยังลูก แม่เค้าฝันไม่ดีก็เลยเป็นห่วงเรา...)

“พ่อคะ...ฮึก...”

(แบคฮี เราเป็นอะไร !)

“พ่อ...”

 

 

 

 

 

 

ชานเลี่ยนั่งตรวจเช็คบัญชีประจำเดือนของตัวเองไป พลางมองโทรศัพท์ของตัวเองที่ไม่มีแจ้งเตือนใดๆไปด้วย เมื่อเช้าของวันก่อน เขานั่งเล่นโทรศัพท์ตัวเองตอนตื่นแล้วก็เห็นว่าเจ๊แบคฮีโทรเข้ามาตอนเกือบตีสอง คุยกันตั้งเกือบนาที แต่เขาจำไม่ได้ว่าเราคุยอะไรกัน

เพราะว่าเมา...แล้วตอนนั้นก็คงไม่อยากจะคุย

แต่เช้าวันที่รู้เขาก็โทรกลับไป คิดเอาไว้ว่าจะแกล้งทักว่าผีหลอกเจ๊เหรอ แต่ว่าเจ๊ก็ไม่ได้รับสาย โทรไปใหม่ตอนเที่ยงก็ไม่รับ ส่งข้อความไปก็ไม่ได้ตอบ คิดไปเรื่อยว่าคงยุ่งเรื่องงาน หรือไม่ก็อาจจะยุ่งเรื่องผู้ชายคนใหม่ที่ดูเข้ากันได้ดี ไอ้พี่ชายเพื่อนอะไรนั่น

แต่จะไม่ตอบกันแบบนี้ก็เกินไปมั้ง เขามีค่าน้อยก็ไอ้ผู้ชายคนนั้นรึไง

หรือไม่...ก็คงเพราะไอ้ชานเลี่ยมันก็เป็นแค่น้องที่เจ๊แบคฮีคิดถึงเวลาไม่มีใครล่ะมั้ง

“ไอ้ชานเลี่ย !”

“อ้าว...”

คนที่เปิดประตูเข้ามาในห้องทำงานของเขา คือคนที่ไปเที่ยวต่างจังหวัดกับแฟน วันนี้เป็นวันกลับเหรอ แล้วคือจะมากินข้าวที่ร้านแต่ทักทายกันดีๆไม่ได้หรือยังไง

‘ผลัวะ!’

“โอ๊ย!”

“พี่! อย่าไปทำอะไรไอ้เลี่ยมัน ใจเย็น ๆ” จงอินรีบเข้ากอดเอวแฟนตัวเองไว้ ดึงให้ห่างจากชานเลี่ยที่โดนกระเป๋าฟาดหน้าเข้าเต็มเปาจนเลือดกำเดาไหล “พี่คยองซู!”

“ปล่อยพี่นะ พี่จะตบมันให้—

“พี่ หยุด!” จงอินบอกแฟนตัวเองที่หยุดดิ้นทันที แต่ใบหน้าก็ยังแดงอยู่ “ออกไปกินบัวลอยน้ำขิง ผมสั่งไว้ให้แล้ว”

“ไม่ไป!”

“เดี๋ยวผมคุยเอง พี่ออกไปกินบัวลอยเถอะ” จงอินมองหน้าพี่คยองซู “ผมขอร้อง”

ชานเลี่ยขมวดคิ้วให้กับสีหน้าคาดโทษของอาเจ๊คยองซูแล้วก็หันมามองเฮียจงอินที่ถอนหายใจอยู่ตรงหน้า ทำไมเจ๊คยองซูต้องพุ่งเข้ามาเอากระเป๋าฟาดเขาเหมือนจะฆ่าให้ตาย แล้วทำไมเฮียจงอินต้องมาถอนหายใจอยู่แบบนี้

“เกิดอะไรขึ้น ทำไมพูดแบบนั้น”

“เฮ้ย ผมต้องถามเฮียดิว่ามันเกิดอะไรขึ้น” ชานเลี่ยเช็ดเลือดกำเดาของตัวเอง “อยู่ดีๆก็เข้ามาตบกัน...”

“เอาใหม่” จงอินทรุดตัวลงบนเก้าอี้หน้าโต๊ะทำงาน “มึงทะเลาะอะไรกับพี่แบคฮี งอนอะไร นอยด์อะไร พูดมาให้หมด ไม่ต้องคิดจะปิดบัง”

ชานเลี่ยใช้ความคิดอยู่กับตัวเองไม่นาน ก็ตอบเฮียจงอินเสียงค่อยๆว่าตัวเองเป็นอะไร

“ก็วันที่เฮียไปเที่ยวกับแฟนอ่ะ เจ๊พาผู้ชายมากินข้าวร้านผม” ชานเลี่ยพูด “ทั้งที่เคยสัญญาว่าจะไม่พาผู้ชายคนไหนมา”

“แล้วไงอีก ?”

“ก็น้อยใจอ่ะเฮีย แดกเหล้า”

“เออ ไอ้วันที่มึงน้อยใจพี่เค้าแล้วแดกเหล้าอ่ะ จำได้ไหมว่าคุยอะไรกับพี่เค้าไปบ้าง”

“ทำไมอ่ะ ผมพูดอะไร ?” ชานเลี่ยจำไม่ได้ รู้แค่ว่ารับสายเจ๊ที่โทรเข้ามา “ทำไม ?”

“วันนั้นพี่แบคฮีทำงานโอเวอร์ไทม์ กว่าจะกลับบ้านก็เลยเที่ยงคืนไปแล้ว แล้วรถก็เสีย” จงอินพูดไป มองหน้าชานเลี่ยที่เหมือนจะซีดขึ้นเรื่อยๆ “แถวนั้นดึกๆเปลี่ยวมาก ไม่มีใครผ่านมาเลย พี่แบคฮีแกก็กลัวแหละ ไม่รู้จะโทรหาใคร ก็เลยโทรหามึง”

“...”

“มึงบอกพี่เค้าว่าให้เข็นรถเอง โจรต่างหากที่น่าจะกลัวพี่ ให้ไปยืนเต้นหน้ารถ เผื่อจะมีใครผ่านมาบ้าง” 

ชานเลี่ยคิดคำพูดดีๆไม่ออกเลย เขาได้แต่ก่นด่าตัวเองในใจว่าพูดอะไรออกไป เจ๊จะสติแตกแค่ไหน แล้วนี่เป็นยังไงบ้าง ไม่ใช่ว่ามีเรื่องร้ายๆเกิดขึ้นหรอกนะ

“แล้วเจ๊เป็นไงบ้างอ่ะเฮีย ?”

“ลางานอาทิตย์นึง กลับบ้าน” จงอินถอนหายใจ “ขวัญเสีย ไม่มีแรงทำงาน...นั่งลงก่อน”

จงอินบอกไอ้ตัวดีที่ลุกขึ้นคว้ากุญแจรถแล้ว สีหน้าตื่นๆผสมตึงเครียดของมันทำให้รู้ว่ามันรู้สึกยังไง

“จะให้มานั่งอยู่ได้ยังไง...”

“แล้วจะไปในฐานะอะไร น้องชายที่ไม่เคยอยากเป็นรึไง ?”

“...”

“กูรู้ว่ามึงกลัว แต่เวลามันไม่มารับรู้อะไรกับมึงหรอกนะ มันก็เดินของมันไปเรื่อยๆ ยอมรับได้รึไง ถ้าวันนึงพี่เค้าแต่งงานกับใครไปสักคน อยู่กับใครที่ไม่ใช่มึงไปทั้งชีวิต”

“...”

“วันที่มึงจะไม่มีวันเป็นอะไรได้อีก นอกจากน้องชายในชีวิตของพี่เค้า” 

ชานเลี่ยรู้ดี เชื่อเถอะว่าเขารู้ดีที่สุดแล้วว่ามันรู้สึกแย่แค่ไหน

“ผมทำทุกอย่างแล้ว”

“ทำทุกอย่าง ยกเว้นบอกให้พี่เค้ารู้”

“เฮียไม่เข้าใจผม” ชานเลี่ยเจ็บทุกครั้งที่พูดเรื่องนี้ “ผมจูบเจ๊แล้วด้วยซ้ำ เชื่อเถอะว่าเฮียไม่อยากรู้หรอกว่าเจ๊เค้าพูดว่าอะไรอ่ะ”

“ไอ้เลี่ย มึงจูบพี่เค้าแล้วยังไงวะ ถ้าไม่พูดว่ารู้สึกยังไง มันก็เท่านั้นแหละ นักแสดงมีให้เห็นเยอะแยะ เค้าก็จูบกันตามบทอ่ะ ไม่เห็นชอบกันเลย”

“ผม...” ชานเลี่ยพูดอะไรไม่ออก เพราะเขารู้ว่าต่อให้เขาพูดอะไรออกไป เฮียจงอินก็จะรู้ทัน แล้วก็หวังให้เขาสารภาพความกลัวที่แท้จริงในใจออกมาสักที “เจ๊แบคฮีบ้าดูดวง”

“...”

“ถ้าเกิดว่าผม...ไม่ใช่เนื้อคู่พี่เค้าขึ้นมา...”

“นั่นมันเรื่องของอนาคต มึงจะกลัวสิ่งที่ยังไม่เกิดไปทำไมวะ ?”

“...”

“ทำให้ปัจจุบันของพี่แบคฮีเป็นของมึง นั่นแหละ สิ่งที่สำคัญที่สุด”

เฮียจงอินไม่เข้าใจหรอก ว่ามันลำบากมากแค่ไหน

แต่ถึงจะคิดแบบนั้น ชานเลี่ยก็ไม่พูดอะไรนอกจากพยักหน้าตอบเบาๆ มุ่งหน้าไปทำเรื่องที่สำคัญกว่าอย่างการไปหาเจ๊แบคฮี อธิบายให้ฟังว่าวันนั้นเขาเมา ถึงแม้จะมีโอกาสโดนตบกลับมาเกินร้อย แต่เขาก็ยอมได้ทุกอย่างอยู่แล้ว เขาผิดเองที่เลือกเมาผิดวัน เจ๊แบคฮีไม่ผิดหรอกที่รถมาเสียวันนั้น เขาผิดเองที่ไม่เตรียมพร้อมรอรับสถานการณ์ฉุกเฉิน แถมยังพูดจาสุนัขไม่รับประทานกลับไปอีก 

คงโกรธกันมาก ขนาดที่ไม่ยอมรับสายกันเลย

เป็นเขา เขาก็คงโกรธเหมือนกัน แค่เจ๊แบคฮีพาผู้ชายมากินข้าวที่ร้านเขายังโกรธ เขาพูดจาแบบนั้นใส่ไป ถ้าไม่โกรธก็ไม่ใช่เจ๊แบคฮีแล้ว 

ชานเลี่ยใช้เวลาขับรถจากที่ร้านไปบูชอนนั้นน้อยกว่าเวลาที่เคยมากับพี่แบคฮี เขาจำได้ดีว่าบ้านของเจ๊แบคฮีอยู่ตรงไหน เพราะวันนั้นเขาก็เป็นคนขับ วันที่เขาจงใจขับรถช้าๆ กว่าจะไปถึงก็เลยเวลาที่เจ๊แบคฮีคาดการณ์เอาไว้เกือบชั่วโมง แค่เพราะเขาอยากจะมองเจ๊แบคฮีหลับแบบไม่ห่วงสวยอยู่ข้างเขาไปนานๆ

ถึงจะทำเป็นด่าว่าป้า ด่าว่าขี้เหร่ไปบ้าง แต่เขาก็รู้ดีว่าตอนที่เจ๊แบคฮีไม่มีคิ้ว ตาชั้นเดียวนั้นมันมองได้ไม่เบื่อเลย มันเป็นมุมที่ไม่มีผู้ชายคนไหนได้เห็นนอกจากเขา และนั่นก็เป็นหนึ่งในสิ่งที่ยังยึดเหนี่ยวเขาเอาไว้กับโลกแห่งความฝันว่าเขาอาจจะเป็นคนที่ได้ยืนอยู่ข้างๆเจ๊แบคฮีสักวัน

บูชอนยังคงเป็นเหมือนเดิมอย่างที่เขาเคยเห็น เลี้ยวขวาตรงไปอีกสามกิโลเมตรก็จะเจอบ้านเจ๊แบคฮี ยิ่งใกล้ถึงเขาก็ยิ่งคิดหนักว่าควรจะพูดอะไรออกไปบ้าง ตอนที่เห็นหน้าเจ๊ เขาคงจะขอโทษก่อน ห้ามตัวเองไม่ให้พูดจากวนประสาทเจ๊ 

แต่ตอนที่เขาลงจากรถไปแล้วเห็นเจ๊แบคฮียืนอยู่ใต้ต้นไม้หน้าบ้าน ใบหน้าไร้เครื่องสำอาง ผมยาวๆถูกรวบเป็นหางม้า ใส่เสื้อยืดเก่าๆลายทวิตตี้ กางเกงขาสั้น รองเท้าแตะ 

ทำเอาชานเลี่ยพูดอะไรไม่ออกเลย

“อ้าว...” เจ๊แบคฮีหันมามองหน้าเขา “มาทำอะไรอ่ะ ?”

“ก็มาหาเจ๊นั่นแหละ” ชานเลียตั้งสติ ท่องไว้ว่าห้ามแสดงอาการใดๆทั้งนั้น “คือผม...”

“เข้าบ้านไหม หรือรีบไปรีบกลับ ?”

“เข้าดิ เจ๊ทำไมรีบไล่ผมกลับจังอ่ะ มาถึงนี้ก็ต้อนรับหน่อยดิ”

“พูดมากว่ะ เอารถมาจอดในบ้านมา เดี๋ยวพี่เปิดประตูให้”

ชานเลี่ยขับรถเข้าไปจอดในรั้วบ้านเจ๊แบคฮี วันนี้เขามาแบบเร่งรีบ แต่ก็ตั้งใจว่าจะขออยู่นอนด้วย ให้นอนข้างบนเหมือนเดิมหรือนอนโซฟาข้างล่างก็ได้ 

ส่วนเจ๊แบคฮีนั้นก็ดูปกติทุกอย่าง ยกเว้นแววตาที่ดูเนือยๆ กับคำพูดคำจาที่ดูไม่ด่าไม่ว่ากันเหมือนเคย ลองคิดว่าถ้าเราอยู่ในสถานการณ์ปกติ เจ๊คงตะโกนด่าเขาว่าถ้าให้เข้าบ้านมาขี้เกลือคงจะขึ้นบ้าน ต้องหาเครื่องรางของขลังมาปัดเป่า อะไรแบบนั้น 

“เจ๊...ผมมีเรื่องอยากคุยด้วย”

“ช่างเถอะ มันผ่านมาแล้ว” เจ๊แบคฮีมองหน้าเขายิ้มๆ “พี่ไม่เป็นไร”

“ไม่เอาดิ” ชานเลี่ยไม่ยอมหรอก “ไม่เป็นบ้าอะไร ยิ้มเหมือนจะตาย”

“เอ้า ไอ้นี่” เสียงดังๆของเจ๊แบคฮีทำเอาใจชานเลี่ยชื้นขึ้น “เป็นบ้ารึไงยะ ก็บอกไม่เป็นไร”

“เจ๊อย่ามาทำตัวเป็นคนใจดีได้ไหม จะด่าอะไรก็ด่ามา วันนี้ผมมาขอโทษนะ เจ๊ก็ช่วยด่าหน่อยเถอะ”

ชานเลี่ยขยับตัวเช้าไปใกล้เจ๊แบคฮีหนึ่งก้าว ข้อดีของการอยู่ในตำแหน่งน้องชายมาตลอดนั้นทำให้เขารู้ว่าเจ๊แบคฮีคิดอะไรอยู่ และสิ่งที่สื่อออกมาจากแววตาคู่นั้น มันก็ไม่ใช่เรื่องดีเลย 

“ตบผมก็ได้อ่ะ จะไม่เตะกลับ”

“...” เจ๊แบคฮีมองหน้าเขาก่อนจะถอยห่างออกไป หันหลังเดินเข้าบ้านตัวเอง “เดี๋ยวหยิบน้ำให้”

“เอ้า...” เขาเดินตามเจ๊เข้าบ้านไป คิดดูแล้ว เขาคงต้องเปลี่ยนเรื่องไปก่อน “พ่อกับแม่ไปไหนอ่ะเจ๊ ?”

“ไปงานเปิดตัวร้านขนมเพื่อน” เจ๊แบคฮียื่นขวดน้ำให้เขา ทิ้งตัวนั่งลงข้างๆ เอื้อมมือหยิบรีโมทมาเปิดทีวี 

“แล้วเมื่อกี้เจ๊ออกไปทำไร มองต้นไม้เล่นเหรอ ?”

“มันมีรังนกอยู่บนนั้น ออกไปดูเฉยๆ”

“คนอย่างเจ๊สนใจธรรมชาติด้วยรึไง ?”

“ก็สนแหละ อยู่นี่มันก็มีแต่ต้นไม้ สบายใจดี”

ชานเลี่ยรู้สึกว่าตัวเองกำลังตกอยู่ในที่นั่งลำบาก มันเรียบเกินไปจนเขากังวล จะไม่เข้าเรื่องมันก็อึดอัด แต่ถ้าเขาพูดออกไปแล้วเจ๊ก็จะบอกว่าไม่เป็นไรแล้วเปลี่ยนเรื่องอีก ถ้าเป็นแบบนั้นเขาต้องทำยังไง 

“เจ๊...วันนั้นผมขอโทษนะ ที่พูดจาแบบนั้น”

“...”

“ผมเมา แต่ไม่ได้จะแก้ตัวนะ ผมแค่อยากให้เจ๊รู้เหตุผลที่ผมปากหมา” ชานเลี่ยเหลือบมองเจ๊แบคฮีที่นั่งอยู่ข้างๆ “อย่าเป็นแบบนี้ดิ ด่ากันหน่อยก็ได้”

“เมา ? อย่างแกเนี่ยนะเมา ?”

“ก็เออ...มีเรื่องนิดหน่อย”

“เรื่องอะไร ทำไมไม่บอก ?”

“เดี๋ยวดิ เอาเรื่องเจ๊ก่อนป่ะ เรื่องผมมันเรื่องไร้สาระอ่ะ เจ๊ไม่ต้องมาใส่ใจหรอก” ชานเลี่ยไม่กล้าพูดว่าตัวเองน้อยใจหรอก มันยากเกินไป 

“ได้ไงวะ ทำไมแกเมาอ่ะ ใครทำคอเหล็กไหลอย่างแกเมาได้”

“...”

“ไอ้เลี่ย พี่ไล่ออกจากบ้านนะ อย่ามาหือในบ้านพี่”

“ก็เจ๊ไง ทำได้” เขาพูดอยู่ในลำคอ แต่เราก็อยู่กันสองคน เจ๊แบคฮีจะได้ยินแล้วคอย่นตาโตใส่เข้ามันก็ไม่แปลก “เจ๊เคยสัญญาอะไรไว้กับผม จำได้ไหม ?”

“อะไรวะ ?” เจ๊แบคฮีทำหน้ายุ่ง “ไม่ใช่แบบชาติหน้ามีจริงอะไรใช่ไหม หรือพี่ไปพูดไว้ตอนเมา”

“ไม่ใช่” คำว่าชาติหน้ามีจริงทำชานเลี่ยขำขึ้นมา “เกี่ยวกับที่ร้าน”

“ร้าน ?” เจ๊แบคฮีทวนขำเขา ดึงขวดน้ำในมือเขาไปดื่มแทน “เรื่องผู้ชายห้ามเข้าอะไรนั่นป่ะ”

“ถ้าจำได้แล้วทำไมพาเค้ามาอ่ะ ?”

พอรู้ว่าเจ๊แบคฮีจำได้เขาก็นึกโกรธเหมือนกัน ถ้างั้นก็พามาทั้งที่รู้อยู่แล้วงั้นเหรอ ที่เราสัญญากันเอาไว้คงเป็นอะไรที่ไม่สำคัญเลยสักนิด 

“ก็จะพามาให้แกรู้จักอ่ะ เป็นพี่น้องกันไว้ไง เป็นคนจีนเหมือนกัน วันนั้นพี่เค้าก็อยากคุยกับแกนะ ปรึกษาเรื่องผู้หญิง แต่แกอ่ะหายหัว แล้วก็ยังทำตัวเหมือนกลัวผู้ชาย”

“ปรึกษาอะไรนะ ?”

“เรื่องผู้หญิง เรื่องคนที่ชอบอ่ะ” เจ๊แบคฮีทวนให้เขาฟัง “มาปรึกษา เพราะโดนผู้หญิงเล่นตัวใส่จนงง”

สิ่งที่เจ๊แบคฮีพูดออกมาทำเอาชานเลี่ยรู้สึกเสียดายเหล้าที่กินเข้าไปทันที นี่เขาทำบ้าอะไรของเขากันเนี่ย 

“เจ๊ ผมขอโทษนะ ผมแม่ง...ไม่น่าดื่มเหล้าอ่ะ น่าจะไปหาเจ๊ ไปช่วยเจ๊” ชานเลี่ยรู้สึกผิดจริงๆ “ผมมันปากหมาอ่ะ เจ๊ตบผมหน่อยเหอะ เอาให้รู้สึกผิดหน่อย”

“ไม่เอา ไอ้เลี่ย แกอย่าดิวะ...” เจ๊แบคฮีรั้งมือตัวเองที่เขาจับขึ้นมาเพื่อที่จะให้เจ๊ตบหน้ากัน “มันไม่ช่วยอะไรหรอก”

“...หมายความว่าไง ?”

“ตบแกไปก็เท่านั้น เรื่องมันผ่านมาแล้ว”

“เจ๊อย่ามาพูดแบบนี้นะ เรารู้จักกันมาตั้งนาน ผมรู้ว่าเจ๊โกรธอ่ะ อย่ามาทำแบบนี้”

“แล้วแกจะให้พี่ทำยังไง ตบแกไปพี่ก็ไม่ได้รู้สึกดี ด่าแกไปก็ช่วยอะไรไม่ได้ วันนั้นพี่ก็รู้สึกแย่อยู่ดีอ่ะ”

“...เจ๊ยังโกรธผมอยู่ไหม ?” ชานเลี่ยถามออกไป หันไปสบตาเจ๊แบคฮีด้วย 

“ไม่โกรธแล้ว”

“งั้นเจ๊เป็นอะไร บอกผมมา” ชานเลียพูด “เราเคยคุยกันแล้วนี่ ว่ามีอะไรต้องบอกกันอ่ะ ผมเมาเพราะเจ๊ผมก็ยังพูด...”

“พี่เสียความรู้สึก” เจ๊แบคฮีหลบตาเขา “ที่รู้สึกดีๆกับแก มันไม่เท่าเดิมแล้ว”

“เจ๊...”

“ตอนนั้นพี่กลัวมากๆ รู้สึกว่าไม่มีใครแล้วนอกจากแก พี่พยายามพูดแล้วแต่แกก็ไม่ฟังพี่เลย มันเหมือนแกไม่เคยสนเลยว่าพี่จะเป็นยังไงอ่ะ แกเอาแต่แหย่พี่ พูดเล่นจนพี่รู้สึกว่าแม้แต่แกพี่ก็ไม่มีอ่ะ จริงๆแล้วพี่ไม่เคยมีแกเลย”

“เจ๊มีผมนะ...” ชานเลี่ยไม่อยากได้ยินเจ๊แบคฮีพูดแบบนี้ “เจ๊อย่าคิดอย่างนั้น”

“แต่พี่ไม่เป็นไรหรอกนะ” เจ๊แบคฮีตบไหล่เขา “พอพี่อยู่คนเดียว ไม่ได้อยู่กับใคร ก็รู้สึกว่าพี่ต้องพึ่งตัวเองให้ได้อ่ะ แกก็ไม่ต้องคิดมากนะ ไม่ต้องสนใจหรอก”

“เจ๊จะบ้ารึไง เจ๊บอกว่ารู้สึกดีกับผมไม่เท่าเดิม แล้วก็มาบอกไม่ให้ผมสนใจเนี่ยนะ” เขายากจะยอมรับได้ มันเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่ให้คิดอะไร 

“นี่พี่กำลังเอาเหตุผลมาพูดนะ แกก็ช่วยตั้งใจฟังหน่อยได้ไหม” 

“...”

“พี่หมายถึงว่า ในอนาคตวันที่แกมีใคร มันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้วที่พี่จะร้องเรียกหาแกเวลาลำบากน่ะ พอพี่มาอยู่ที่นี่กับพ่อกับแม่ พี่ก็คิดได้ว่าจริงๆแล้วในช่วงเวลานึง พี่ก็คงตัวคนเดียว ถ้ามันเป็นแบบนั้นพี่ก็ต้องพึ่งตัวเองให้ได้ แกเองก็เหมือนกันนะไอ้เลี่ย วันนึงแกก็ต้องมีคนให้ดูแลเอาใจใส่ พี่ถึงได้บอกว่าไม่ต้องมาสนใจพี่หรอก เดี๋ยวมันก็ดีขึ้นเอง”

“แล้วถ้าผมจะไม่มีใคร เจ๊จะว่ายังไง ?”

“...”

“ถ้าผมจะมีแต่เจ๊ เจ๊จะให้ผมสนใจเรื่องเจ๊ได้รึยัง ?”

“อ้าว ชานเลี่ย มาหาแบคฮีเหรอลูก ?” 

แม่ของเจ๊แบคฮีที่เปิดประตูบ้านเข้ามาทำให้ชานเลี่ยต้องลุกขึ้นยืนเพื่อแสดงความเคารพ เจ๊แบคฮีเองก็เดินตรงเข้าไปหาแม่ เอื้อมมือไปคว้าถุงอะไรต่อมิอะไรในมือของแม่ตัวเองมาถือเอาไว้แทน 

รวมถึงการมองมาที่เขาด้วยสายตาที่ไม่เคยมองมาก่อน มันเหมือนสายตาที่มองเขาว่าเป็นตัวประหลาด แต่มันก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกแบบนั้นซะทีเดียว

“ของหนูหมดเลยป่ะ ?” 

“แบ่งน้องกินด้วย อุตส่าห์ขับรถมาหา” คุณแม่เข้ามาคุยกับเขา “มานานรึยังลูก แบคฮีหาอะไรให้กินรึยัง ?”

“ยังเลยครับ เอาน้ำมาให้ผมก็เอาไปกินเองจนหมดขวดเลย” 

“เอ้า ก็แกไม่กินเองป่ะ ฉันเอามากินเองมันผิดตรงไหน” เจ๊แบคฮีหันมาขู่ใส่เขา ก่อนจะหันกลับไปคุยกับพ่อกับแม่ “หนูก็หิว ยังไม่ได้กินอะไรเลย”

“แม่ทำแกงไว้ให้ในหม้อน่ะ ทำไมเราไม่อุ่นกิน ไปๆ ไปกินข้าว ชานเลี่ยก็ไปกินด้วยนะ” 

เขาเดินตามเจ๊แบคฮีเข้ามาในครัวที่ครั้งที่แล้วเคยมาทำกับข้าว มองเห็นอีกฝ่ายเอาถุงขนมวางบนเคาท์เตอร์ ก่อนจะหันไปเปิดเตาเพื่ออุ่นแกงที่คุณแม่ทำเอาไว้ให้

“ไอ้เลี่ย เอาเครื่องเคียงออกจากตู้เย็นหน่อย ชามอยู่ในตู้”

“ตู้ไหนอ่ะเจ๊ มีเป็นสิบ”

“สักตู้อ่ะ เลือกเอา” เจ๊แบคฮีหันมายักคิ้วใส่ จนเขาต้องทำเป็นเตะอากาศขู่ “ตู้ข้างล่างสุด ตักไม่ต้องเยอะนะ แต่เอาทุกอย่าง” 

เขาเอาเครื่องเคียงสารพัดชนิดในตู้เย็นออกมาใส่ถ้วยตามคำสั่งของเจ๊แบคฮี ส่วนคนสั่งนั้นตักข้าวใส่ถ้วย เตรียมช้อนเตรียมตะเกียบให้เขา รวมถึงยกไปวางที่โต๊ะกินข้าวให้ด้วย ให้เขายกเครื่องเคียงตามไป พอแกงเดือดเจ๊ก็สั่งให้เขาใส่ถุงมือผ้ากันความร้อน ยกหม้อมาวางตรงที่เจ๊รองผ้าเอาไว้ให้

เรานั่งกินข้าวตรงข้ามกัน แน่นอนว่าคนอย่างชานเลี่ยไม่มีทางหลบสายตาเจ๊แบคฮีหรอก ต่อให้มีเรื่องในใจมากแค่ไหน รู้สึกมากเท่าไหร่ เขาก็จะไม่มีวันหลบสายตาของเจ๊ทั้งนั้น 

“นี่....”

“อะไร ?” ชานเลี่ยตอบรับ หลังจากที่เรานั่งกินข้าวเงียบๆจนแกงเหลือครึ่งหม้อ 

“แกนี่...พูดเล่นไม่เลิกเลยนะ” เจ๊แบคฮียิ้มให้เขา “อยากให้หายรู้สึกแย่จนต้องเอาตัวเองเข้าแลกเลยรึไง”

“หมายถึงที่พูดเมื่อกี้ ?”

“เออ ไม่ต้องพูดขนาดนั้นก็ได้ พี่จะพยา—”

“ผมพูดจริง” ชานเลี่ยตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงจริงจัง “เจ๊นั่นแหละ เลิกพูดเล่นได้แล้ว”

“...”

“ผมมาง้อถึงนี่ ป๊าให้เลขาส่งข้อความมาด่าแล้วเนี่ย ถ้าจะไม่หายโกรธ ถ้าจะยังรู้สึกแย่ก็ช่วยบอกวิธีแก้ให้หน่อย ผมจะได้รู้ว่าควรต้องทำยังไง ไม่ใช่มาบอกว่าไม่เป็นไร ไม่ต้องสนใจ แบบนั้นผมทำไม่ได้”

“ทำไมจะทำไม่ได้ ทีแกยังเอาแต่ล้อเล่น—”

“ผมเมา !”

“ไหนบอกจะไม่แก้ตัวไง !”

“ไม่ได้แก้ตัว ผมเมาจริงๆ ผมบอกให้เจ๊รับรู้สถานการณ์ไง ผมเมาเพราะผมน้อยใจเจ๊ที่พาผู้ชายคนอื่นมาทั้งที่เราสัญญากันแล้ว ผมหึง !”

“แกใช้คำผิด แกต้องบอกว่าแกหวง”

“ไม่ผิด ผมหึง !” ชานเลี่ยยืนยันคำตัวเอง 

“ผิด หึงเค้าเอาไว้ใช้กับแฟน ไม่ได้เอาไว้ใช้กับพี่” เจ๊แบคฮีวางช้อนข้าว นั่งกอดอก เอนตัวไปพิงพนักเก้าอี้ “หวงพี่นี่พอฟังขึ้น นี่แหละนะ มีพี่สาวสวยก็แบบนี้แหละ”

“ผมบอกให้เจ๊เลิกพูดเล่นไง”

“...”

“เอาเป็นว่าผมขอโทษละกันที่ทำให้เจ๊เสียความรู้สึก อยากได้อยากทำอะไรก็บอกผมละกัน ถือว่าผมไถ่โทษที่ทำเจ๊เสียใจ มีอะไรก็โทรมานะ”

“แกจะไปไหน ข้าวยังกินไม่หมดเลยนะ กินทิ้งกินขว้างเหรอยะ นั่งลง” 

เขาทำเป็นหูทวนลมใส่เจ๊แบคฮี แต่ยังไม่ทันก้าวออกไปจากห้องครัว เสียงเจ๊ตวาดก็ดังมาเข้าหูจนทำเป็นไม่ได้ยินไม่ได้

“ไอ้เลี่ย นั่งลง!”

“อะไร! โอ๊ยเจ๊ ทัพพีอันนั้นมันใช้แล้วนะ!” ชานเลี่ยโวยวายใส่เจ๊แบคฮีที่อยู่ดีๆก็เอาทัพพีตักแกงมาตีหัวเขา “สกปรกซกมกเกินคน”

“นั่งกินข้าวให้หมด ไม่งั้นจะเอาหม้อทุบ เตือนแล้วนะ”

เขานั่งยัดข้าวในถ้วยเข้าปาก ไม่สนสายตาของเจ๊ที่มองมาเหมือนเขาเป็นคนบ้า บอกให้กินข้าวให้หมดก็จะกินให้หมด กินหมดก็จะกลับแล้ว 

มันรู้สึกแย่เหมือนกันที่เรื่องทั้งหมดมันเป็นแบบนี้ เขาตั้งใจมาขอโทษ มาทำอะไรก็ได้ที่จะทำให้เจ๊รู้สึกดีขึ้น ลองกลั้นใจเผยความรู้สึกที่อยู่ในใจของตัวเองออกไป ยังไม่ทันถึงหนึ่งในสิบของความรู้สึกที่เขามี เจ๊แบคฮีก็ทำเหมือนว่าเขาไม่แตกฉานภาษาเกาหลี พูดล้อเล่นไปเรื่อยแบบนั้น 

แต่เขาไม่ได้จะโกรธจะน้อยใจอะไรเจ๊แบคฮีกลับหรอก ที่จะขอตัวกลับก่อนคือเขาอยากจะไปทำใจให้มันรู้สึกดีขึ้นกว่านี้ ไม่แน่คืนนี้หรือพรุ่งนี้เขาอาจจะมาใหม่ ชวนเจ๊ไปเที่ยวหรือไปทำอะไรด้วยกัน 

“ชานเลี่ย”

“...”

“ถ้าเกิดว่าวันนั้นไม่เมา จะไปหาพี่ไหม?”

“แล้วเคยไม่ไปด้วยรึไง”

“ก็ไม่เคย” เจ๊แบคฮีตอบเขา “แต่วันนั้นก็ไม่มา อาจจะไม่มาอีกก็ได้”

“เจ๊สามสิบสามเองไม่ใช่เหรอ อย่าเพิ่งเป็นวัยทองได้ป่ะ พูดรอบที่ห้าล้านแล้วว่าเมา ต่อให้ดีกว่านี้ก็ขับไม่ไหวหรอก ไม่น่าไปถึงเจ๊”

“ก็คือตายกลางทางงี้เหรอ ?”

“เออ”

“น่าจะให้แกออกมาว่ะ ไม่น่าโกรธก่อนเลย”

“เอ้า...ทำไมพูดงั้นอ่ะ ไม่มีผมแล้วเจ๊จะเสียใจ”

“ก็ต้องเสียใจดิ ใครจะมาช่วยทำงานบ้านวะ” เจ๊แบคฮีเก็บจานเก็บช้อน ยื่นให้เขาที่ยืนอยู่ตรงข้าม “เอาไปล้าง เดี๋ยวยืนเป็นเพื่อน”

“จะกลับร้าน งานเยอะ”

“โอ๊ย งอนเป็นเด็กไปได้ ไปล้างจาน”

สุดท้ายเขาก็ไม่ได้กลับบ้าน ยืนล้างจานล้างหม้อให้เจ๊แบคฮี ระหว่างที่ล้างอยู่เจ๊ก็เล่าให้ฟังว่า หลังจากวางสายจากเขาไปแล้ว พ่อก็โทรเข้ามาพอดี ตอนนั้นร้องไห้เหมือนคนบ้าเลย พ่อเลยขับรถจากบูชอนมารับ พอเขาถามว่าระหว่างที่รอเจ๊ทำอะไร เจ๊ก็บอกว่าร้องไห้ พอน้ำตาหมดแล้วก็เปิดเกมเล่น ก่อนที่พ่อจะมามีวิศวกรที่เพิ่งออกจากบริษัทผ่านมาพอดี ก็เลยรอดตัวไป ไม่มีอันตรายอะไรทั้งนั้น 

ชานเลี่ยถามถึงเรื่องที่ลางานเป็นอาทิตย์ เจ๊แบคฮีก็บอกว่าตอนนั้นมันรู้สึกแย่มาก พี่ที่ทำงานเสนอให้ลา งานเองก็เสร็จแล้ว เจ๊แกก็เลยเลยตามเลย ให้หยุดก็หยุด ได้กลับบ้านมาอยู่กับพ่อกับแม่ก็ดีเหมือนกัน

“แล้วเรื่องที่เสียความรู้สึกอ่ะ ต้องทำไง เจ๊ยังไม่ได้บอกผมเลยนะ” ชานเลี่ยถาม ตอนที่เราเอาขนมมานั่งกินด้วยกัน ส่วนพ่อกับแม่นั้นออกไปดูต้นไม้ข้างนอก เถียงกันว่าจะเอาต้นไม้ที่ซื้อมาใหม่ปลูกไว้ตรงไหน 

“ไม่รู้อ่ะ เดี๋ยวมันก็ดีขึ้นเองแหละ แกอย่าคิดมากเลย พี่พูดจริงนะ”

“ไม่ให้คิดมากยังไงอ่ะ ถ้าเจ๊เป็นอะไรไป ถ้าเกิดว่าไม่ได้โชคดีแบบนี้อีกอ่ะ มันก็เป็นเพราะผมทั้งนั้นเลยนะ สัญญาว่าจะเลิกเหล้าแล้ว กินน้ำส้มแทน”

“โอ๊ย ไอ้เลี่ย” เจ๊แบคฮีหัวเราะ “เกี่ยวก้อยสัญญาด้วยอ่ะ จะได้ครบสูตร” 

“ผมขอโทษนะ” ชานเลี่ยเกี่ยวก้อยกับเจ๊แบคฮี

“ค่ะๆ พี่ยกโทษให้ค่ะน้องชานเลี่ย อย่าร้องไห้เลยนะคะ”

“ไอ้เจ๊บ้า ใครร้องไห้” ชานเลี่ยไม่ได้ร้องไห้จริงๆ เจ๊แบคฮีแซวอะไรให้มันมีมูลความจริงหน่อยก็ได้

เจ๊แบคฮีเป็นประเภทกินเสร็จแล้วก็นอน พอกินทั้งข้าวกินทั้งขนมเสร็จก็ไล่เขาให้ลุกจากโซฟา บอกว่าตัวเองจะนอนยืดแข้งยืดขา พอเขาบอกว่าจะออกไปเดินเล่นข้างนอก เจ๊แกก็บอกว่านวดขาให้หน่อย เป็นการชดใช้ความผิด 

“พี่ร้องไห้ให้แกด้วยนะ ประมาณเกือบลิตร”

“ผมก็เรียนหนังสือมานะ เจ๊อย่ามาพูดจาเว่อร์ๆ” ชานเลี่ยนั่งอยู่ที่พื้น มือทั้งสองข้างก็บีบๆนวดๆให้คนแก่ “แต่ที่ร้องไห้...”

“เออ ร้องจริง แต่ไม่ถึงลิตรหรอก คนมันเสียใจ น้องทอดทิ้ง”

“อย่าเรียกว่าทิ้ง ต้องบอกว่ามาไม่ไหว”

โทรศัพท์ของเจ๊แบคฮีที่สั่งครืดคราดนั้น ทำให้ทั้งเขาและเจ๊หันไปมองว่าใครที่โทรเข้ามา การที่เจ๊หันไปมองนั้นถูกต้องแล้วเพราะมันเป็นโทรศัพท์ของเจ๊ แต่การที่เขาหันไปดูด้วยนั้น ถือว่ามันเป็นสิทธิของน้องได้ไหม

พี่อี้ฟาน...ไอ้ผู้ชายคนนั้นน่ะเหรอ

 

“โทรมาปรึกษาแน่เลย ไอ้เลี่ยฟังไหม ช่วยกัน”

“ฟังๆ” เขาไม่มีทางพลาด ถ้าเจ๊ให้ฟังเขาก็จะฟัง

“ค่ะ พี่อี้ฟาน” เจ๊แบคฮีรับโทรศัพท์ เปิดสปีกเกอร์ให้เขาได้ยินด้วย “ยังไม่โอเคเหรอคะ”

(เดี๋ยวสิ พี่โทรมาถามเรื่องเราน่ะ เพิ่งได้ยินจากอาลู่มา เป็นยังไงบ้าง ?)

“ดีแล้วค่ะ สบายดีแล้ว” เจ๊แบคฮีตอบอย่างสดใส “ไม่เป็นไรหรอกพี่ หนูดวงแข็ง อะไรก็ทำหนูไม่ได้ !”

(ได้ยินแบบนี้พี่ก็หายห่วงล่ะ แล้วเราคุยกับน้องชายเรารึยัง ?)

“อ๋อ คุยแล้วค่ะ” เจ๊แบคฮีเหลือบตามามองเขา “วันนั้นมันบอกว่ามันเคือง ที่หนูพาผู้ชายมาร้านมัน หวงเป็นเด็กเลย”

(หวงเหรอ พี่ว่าหึงมากกว่ามั้ง)

“คะ?”

(หึงไง ไม่รู้สิ พี่ว่าเซนส์พี่ก็แม่นเหมือนกับเรานะ เราลองคิดดูสิว่าพอมีชานเลี่ย ก็ไม่มีผู้ชายเข้ามา—)

“แล้วเรื่องเฮียเป็นไงบ้างครับ ผู้หญิงที่จีบอยู่” ชานเลี่ยจำเป็นต้องพูดแทรก เพราะสีหน้าเจ๊แบคฮีเปลี่ยนไปทุกวินาที

(เอ้า เราก็อยู่เหรอ ยินดีที่ได้รู้จักนะ)

“ครับ” ชานเลี่ยตอบรับ เขาไม่อะไรกับใครถ้าไม่ได้เข้ามาจีบเจ๊แบคฮี “เฮียมีปัญหาเรื่องผู้หญิงหรอครับ ?”

(ก็ใช่แหละ มานัดเจอกัน แลกเปลี่ยนปัญหากันไหมล่ะ เฮียอยากฟังความเห็นคนเด็กกว่าบ้าง ถือว่าช่วยกันไง)

ชานเลี่ยคิดว่าเฮียอี้ฟานคนนี้รู้ดีว่าเขารู้สึกยังไง ไม่รู้ว่าเพราะเขามองออกง่าย หรือว่าแสดงออกเยอะเกินไปหน่อย

“ก็ได้ครับ เอาไว้ให้เจ๊นัดให้” ชานเลี่ยเหลือบไปมองเจ๊ที่นั่งคิ้วขมวดจนเขารู้สึกกลัวขึ้นมา กลัวเจ๊จะรู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่ “เจ๊ ?”

“อ๋อ เออๆ นัดกันๆ”

(ส่วนเรื่องผู้หญิง เธอถามถึงพี่กับเพื่อนแหละ อย่างนี้ถือว่าไปได้สวยไหม ?)

“สวยค่ะพี่ รอดูไปก่อนนะคะ”

“คือไงอ่ะเฮีย ผู้หญิงเล่นตัวเยอะเหรอ ?” ชานเลี่ยถาม “เปลี่ยนคนใหม่เลยเฮีย ผู้หญิงเยอะแยะ”

(งั้นเราก็เปลี่ยนดิ เฮียจะเปลี่ยนตาม)

“ซะงั้น” ชานเลี่ยถอนหายใจ “ไม่ต้องเปลี่ยนก็ได้ สู้เค้านะเฮีย”

เฮียอี้ฟานถามไถ่ถึงเรื่องเจ๊แบคฮีไปอีกสักพักก็วางสายไป แต่สิ่งที่เฮียอี้ฟานทิ้งไว้ไม่ใช่เรื่องตัวเองหรอก เรื่องของเขากับเจ๊แบคฮีต่างหาก

เจ๊ดูเงียบๆไปเหมือนคิดอะไรอยู่ ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าคิดเรื่องเขา เฮียอี้ฟานเกริ่นมาขนาดนั้น เขาเองก็ตัดบทไม่ได้ทั้งหมด มันคงมีอะไรให้คิดได้ไกลไปบ้าง

“เลี่ย ขึ้นไปหยิบสายชาร์ตบนห้องให้หน่อย อยู่บนเตียง” เจ๊แบคฮีคุยกับเขา “เร็วๆ แบตจะหมดแล้ว”

“สี่สิบห้าเนี่ยนะ?”

“เออดิ แบตโทรศัพท์มันต้องแปดสิบอัพป่ะ?”

“เฮ้ย นอนอยู่บ้านเฉยๆอ่ะ สิบเปอร์เซ็นต์ก็อยู่ได้”

“ไม่ต้องพูดมาก ไปหยิบมา” 

เขาจะไปทำอะไรได้นอกจากทำตามคำสั่ง เดินขึ้นไปหยิบที่ชาร์ตแบตให้เจ๊แบคฮี ในใจคิดว่าหลังจากหยิบเสร็จเขาคงขอตัวกลับ สถานการณ์ไม่ปลอดภัย วันนี้เขายังไม่พร้อมจริงๆ อย่างน้อยชีวิตก็ยังมีวันพรุ่งนี้ พรุ่งนี้เขาอาจจะกล้าก็ได้

คิดไปอย่างนั้นแหละ กี่ปีมาแล้วล่ะ ที่เขาก็ยังใช้ชีวิตอยู่ที่เดิม ได้แต่คิดอะไรที่มันเป็นไปไม่ได้อยู่คนเดียว

“กลับแล้วนะ” เขาส่งสายชาร์ตให้เจ๊ที่รับไป “ว่างแล้วเดี๋ยวมาใหม่”

“นั่งก่อน”

“อะไรอีกอ่ะ ให้นั่งอยู่นั่น”

ถึงจะพูดออกไปแบบนั้น ชานเลี่ยก็นั่งลงที่โซฟาขนาดหนึ่งที่ของบ้านเจ๊แบคฮี 

“ที่...พี่เค้าพูดเมื่อกี้ หมายความว่าไงวะ ?” เจ๊แบคฮีถามโดยที่ไม่มองหน้ากันด้วยซ้ำ เอาแต่เล่นโทรศัพท์

“ก็ฟังอยู่ด้วยกันอ่ะ จะหมายความว่าอะไร ?” จังหวะหัวใจของชานเลี่ยเต้นช้าลงเล็กน้อย เพื่อรับมือกับสถานการณ์อันไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้นได้

“คือ...พี่มาคิดดูแล้ว ตั้งแต่รู้จักแก ก็ไม่มีใครเข้ามาจีบพี่เลยจริงๆนั่นแหละ พี่เล่าเรื่องแกให้พี่เค้าฟัง แต่ไม่เคยคิดถึงข้อนี้เลย”

“...”

“แกไม่ได้ทำอะไร...แบบนั้นใช่ไหม?”

“แบบไหน ?” เขารู้ว่าเจ๊หมายความว่าอะไร แต่จะให้เขาบอกว่าเขาทำอะไรลงไปบ้าง เขาก็พูดไม่ได้เหมือนกัน

“แบบที่...” เสียงของเจ๊เงียบหายไป “เออ...แล้ว...”

“แล้ว ?”

“แล้วที่แกพูดว่าหึง...” มือของเจ๊แบคฮีขยับ ในแบบที่เขารู้ว่าเล่นเกมอยู่แน่นอน “ไม่ได้พูดผิดใช่ไหม ?”

เขามองไปที่เจ๊แบคฮี แต่เจ๊ไม่มองมาที่เขาเลย

“ไม่ผิด” เขาตัดสินใจแล้ว “แล้วเฮียเค้าก็พูดถูกแล้ว”

“...”

“...”

“จะกลับก็ขับรถดีๆนะ ต่างจังหวัดเค้าขับรถกันเร็ว”

เขาไม่รู้ว่าควรจะแสดงออกไปยังไงดี เมื่อได้ยินประโยคแบบนี้ เขาควรจะทำเป็นไม่คิดอะไร เดินออกไปแบบที่ควรจะเป็น แล้วก็โทรมาหาใหม่เหมือนว่ามันไม่อะไรเกิดขึ้น หรือว่าเขาควรจะพูดความรู้สึกของตัวเองออกไป พูดมันออกไปตอนนี้ พูดว่าเขารู้ดี ว่าสิ่งที่ได้ยินนั้นมันหมายความว่ายังไง 

“...นี่คำตอบ...ของเจ๊เหรอ ?”

“...”

“โอเค” เขาแค่นหัวเราะ “ผมเข้าใจแล้ว”

ชานเลี่ยเข้าใจแล้ว หลังจากที่เขารอคอยมันมาห้าปี

ว่าคำตอบของเรื่องนี้มันคืออะไร

 

 

 

 

 

 

“แกว่า...หึงกับหวงมันต่างกันไหมวะ ?”

(ต่างดิ จงอินใช้หึงกับฉันเนี่ยปกติ แต่ถ้าแกมาใช้เนี่ย ไม่ปกติ)

“แล้วคนจีนมีโอกาสใช้คำว่าหึงกับหวงในสถานการณ์เดียวกันได้ป่ะวะ ?”

(ถามอะไรของแกวะเนี่ย ถ้ามีคนจีนเป็นแฟนแล้วอยู่สถานการณ์แฟนๆมันก็ใช้ร่วมกันได้แหละมั้ง จะถามทำไม ?)

แบคฮีไม่รู้จะตอบเพื่อนยังไง เธอนอนคิดมาค่อนคืนแล้ว รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก เป็นอะไรที่ไม่เคยคิด ไม่เคยจินตนาการมาก่อนว่ามันจะเกิดขึ้นด้วยซ้ำ

ตอนที่มันบอกว่าจะไม่มีใครแล้วมีแต่พี่ เธอก็รู้สึกแปลกๆขึ้นมา แต่พอคิดว่าคนอย่างไอ้เลี่ยมันชอบแกล้งชอบแหย่เธอเป็นกิจวัตรแล้วก็เลยไม่ได้คิดอะไร  มันดันมาบอกว่าหึงต่ออีก ทำเอาเธอไปไม่ถูก คิดไปแล้วว่าไอ้จีนแดงนี่มันใช้คำผิด 

แต่พอพี่อี้ฟานพูดขึ้นมา เธอก็เริ่มรู้สึกแปลกๆขึ้นมาอีก มองหน้ามันก็รู้ว่าจงใจเปลี่ยนเรื่อง ให้พี่อี้ฟานไปพูดเรื่องตัวเองแทน ทำให้เธอคิดหนักไปอีก คือมันหมายความว่าที่พี่อี้ฟานพูดเป็นเรื่องจริงเหรอ แต่ตั้งแต่เธอรู้จักไอ้เลี่ยมา มันก็ไม่มีผู้ชายคนไหนเข้าหาเธอจริงๆนั่นแหละ ไม่มีใครมาจีบเธอด้วยซ้ำ 

เคยมีคนเข้ามาชนแก้ว แต่ก็แค่นั้น จนไอ้เลี่ยแซวว่าเห็นเธอใกล้ๆแล้วไม่สวยรึเปล่า

เคยมีคนเข้ามาขอเบอร์ด้วย เธอยังไม่ทันจะให้ ไอ้เลี่ยมันก็ทำเหล้าหกใส่เธอ เธอเลยต้องหันไปด่ามันก่อน ไม่ได้ให้อะไรผู้ชายคนนั้นไปเลย 

 เคยมีคนมาทักเธอตอนที่เราไปวัดจีนด้วยกัน ถามเธอว่ามาคนเดียวรึเปล่า แต่ไอ้เลี่ยมันสาระแนตะโกนมาว่าเวลานี้ฤกษ์กำลังดี เธอเลยต้องไปนั่งเขย่าเซียมซี ไม่ได้ยิ้มหวาน ไม่ได้ตอบเลยว่ามากับน้องชายค่ะ 

ไปปีนเขาด้วยกันก็มีคนเข้ามาชวนเธอคุย โดยมือดีอย่างไอ้เลี่ยลากเธอไปก่อน เรียกแทนเธอว่าป้า ลูกอยู่ที่บ้านแล้วยังมาทำตัวแบบนี้ เธอเลยได้แต่ด่ามัน ส่วนผู้ชายคนนั้น...คงตกใจน่าดู

คิดยังไงก็ไอ้เลี่ยทุกที เป็นไอ้ชานเลี่ยตลอดเลย

แล้วตอนนั้นที่จูบกัน ขอโทษเพราะอะไรกันนะ แล้วที่คุยกันวันนี้ คือมันคิดยังไงกับเธอกันแน่ อะไรก็ไม่รู้ คิดอะไรไม่ออกแล้ว คิดอะไรไม่ออกเลย 

(แบคฮี แบคฮี!)

“เออๆ แกว่าไงนะ ?”

(ถามว่าถามทำไม มีอะไรรึ—อ๋อ ไอ้เลี่ยเหรอ ?)

“ทำไมแกถึงบอกว่าอ๋อ” จากที่นอนอยู่บนเตียง เธอลุกขึ้นมานั่งตัวตรง “อะไร คยองซู”

(ไม่มี ก็วันนี้ไอ้เลี่ยไปหาแกไม่ใช่เหรอ จงอินบอกมา)

“ช้าไปสิบปีถ้าคิดจะหลอกฉัน แกมีอะไร ?” แบคฮีกำโทรศัพท์แน่น รอคอยคำตอบของเพื่อน จนกระทั่งได้ยินเสียงถอนหายใจออกมา

(ตอนนี้ฉันไม่ได้อยู่ห้องหรอก ออกมากับจงอิน ไอ้เลี่ยมันโทรมา ร้องเหมือนหมาเลย ตอนแรกฉันก็ไม่รู้หรอกนะ แต่...จงอินบอกแค่ว่า ไอ้เลี่ยมันชอบแก คงโดนแกปฏิเสธมา)

“มันไปกินเหล้าเหรอ ?”

(ไม่อ่ะ มันกินน้ำส้มผสมโซดา)

พอได้ยินว่าน้ำส้ม เธอก็รู้สึกว่าสิ่งที่อยู่ในใจมันเบาขึ้นทันที

“ที่ร้านมันเหรอ ?”

(เออ ห้องทำงานมันนั่นแหละ)

“...”

(แล้วแก...คุยอะไรกับมันบ้างวะ)

“ยังไม่ได้ปฏิเสธหรอก แต่ว่าสับสนว่ะ คือแกเข้าใจไหมวะ มันไม่เคยรู้มาก่อน มันตั้งตัวไม่ถูก ตามไม่ทันว่าควรจะเอายังไง

(เออ ก็พอจะเข้าใจอยู่)

“มันเป็นน้องอ่ะ คือฉันมองมันว่าเป็นน้อง จะให้ยอมรับได้ตอนนั้นมันก็...มันยากว่ะแก”

(แล้วเอาไงต่ออ่ะ ?)

“ไม่รู้ดิ” แบคฮีไม่รู้จริงๆ “แต่ว่านะ...เดี๋ยวไปหาละกัน ถ้าแกจะกลับก่อนก็บอกมันด้วยว่าฉันจะไปหา แต่ถ้าไม่ก็ไม่ต้องบอก”

(ขับรถตอนกลางคืนได้แล้วเหรอ ?)

“แกจะบ้ารึไง ฉันสบายดี” แบคฮีสบายดีจริงๆ รถก็ซ่อมแล้ว น้ำมันก็เต็มถัง ช่างที่เป็นเพื่อนพ่อรับรองมาอย่างดี “จะรีบไปนะ”

ตั้งแต่รู้จักกันมา เธอกับชานเลี่ยก็ไม่เคยทะเลาะกันเลย แล้วเธอก็ไม่อยากทะเลาะด้วย เวลาที่มีเรื่องอะไรที่ผิดใจกัน เราก็สลับกันทักทายอีกฝ่ายก่อน เป็นการเริ่มต้นละลายความอึดอัด เมื่อกลางวันไอ้เลี่ยมันมาหาเธอถึงที่บ้าน คืนนี้เธอก็จะกลับไปหามันก็แล้วกัน บอกว่าเธอไม่ได้หมายความแบบที่มันเข้าใจ 

ที่เธอไล่มันกลับไปก่อน เพราะรู้ว่าถ้าให้มองหน้ามันไป คิดเรื่องที่มันพูดไป ปีหน้าเธอก็ยังคิดไม่ออกเลย ไม่กล้าคิดอะไรไปมากกว่านี้แล้ว แต่ก็เข้าใจแหละที่ไอ้เลี่ยมันจะคิดไปไกลขนาดนั้น เธอก็เคยแอบชอบรุ่นพี่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยมาก่อน พี่เค้าแค่โพสต์รูปแมว เธอก็คิดไปแล้วว่าอาจจะเป็นแมวที่เลี้ยงด้วยกันกับแฟนก็ได้ 

ไอ้บ้านี่ ให้เวลาพี่คิดหน่อยก็ไม่ได้ งอนกันเป็นเด็กจริงๆนั่นแหละ 

แบคฮีไปบอกพ่อกับแม่ว่าจะกลับไปหาไอ้เลี่ยที่โซล พ่อกับแม่เธอก็ไม่ได้ว่าอะไรเพราะเธอก็โตแล้ว มีติดขัดเล็กน้อยเรื่องมันดึกไปรึเปล่า ไปพรุ่งนี้ไหม แต่เธอก็บอกว่าต้องไปตอนนี้ แล้วก็ไม่ต้องห่วง วันนี้มีคนรอรับโทรศัพท์เธอหลายคนเลย ถึงแล้วจะโทรมาหา 

กว่าจะไปถึงร้านของชานเลี่ยก็คงเลยเที่ยงคืนอยู่แล้ว ถึงตอนนั้นไอ้เลี่ยมันจะหลับไปรึยังนะ หรือว่ามาคุยพรุ่งนี้อาจจะเป็นความคิดที่ดีกว่าจริงๆ มันอาจจะเมาน้ำส้มไปแล้วก็ได้

กินน้ำส้มตามที่สัญญาไว้กับเธอจริงๆ น่ารักไม่หยอกเลยนะเรา 

(จะถึงยัง จะกลับแล้ว เดี๋ยวใต้ตาดำ)

“ใกล้แล้ว กลับไปเลยก็ได้ บอกไอ้เลี่ยให้ด้วยนะ”

(บอกแล้วๆ มันตั้งตารอเลยเนี่ย...ไอ้เลี่ย โซดาอยู่นี่ อันนี้ขวดสุดท้ายแล้วนะ)

ถึงจะใกล้ตีสามแล้ว แต่ไฟในภัตตาคารอาหารจีนของชานเลี่ยก็ยังเปิดอยู่ ไอ้ตัวดีคงจะอยู่ข้างในห้องของตัวเอง นั่งอยู่ที่พื้นถือแก้วน้ำส้ม แต่ถ้าคยองซูมาดู ชานเลี่ยก็คงใช้หลอดดูดน้ำ นั่งรอเธอที่บอกว่าจะมาหา

เหมือนที่กำลังทำอยู่ตอนนี้

“เจ๊...” ชานเลี่ยพึมพำออกมา “ถ้าจะบอกว่าไม่ก็ไม่ต้องนะ ทำเฉยๆไป ผมเข้าใจ”

“นั่นมันนิสัยเด็กๆ ผู้ใหญ่เค้าต้องคุยให้รู้เรื่อง”

“ผมยังแก่ไม่เท่าเจ๊ ทำใจไม่ได้”

ดูมัน แล้วใครจะไปคิดว่ามันคิดอะไรเกินเลย เวลาแบบนี้ก็ยังปากหมา มาว่าเธอแก่ 

“มาคุยกันก่อน อย่าทำแบบนี้” เธอนั่งลงตรงหน้าไอ้เลี่ย “พี่...ตั้งตัวไม่ทัน ไม่ได้จะปฏิเสธ ไม่ได้จะไล่อะไร แต่มัน...คือเราเป็นพี่น้องกันมาตลอดไง พี่อยากได้เวลาคิด”

“อืม...”

“อย่ามาทำหน้าเหมือนหมาได้ป่ะ ยังไม่ได้บอกเลยว่าคิดยังไงอ่ะ!”

“ก็เจ๊บอกว่าเป็นพี่น้อ—โอ๊ย !” 

“หมายถึงก่อนหน้าที่แกจะพูดอะไรให้คิด !” แบคฮีเผลอยกมือตีไอ้ชานเลี่ยไป “ตั้งใจฟังหน่อย !”

“ก็ตั้งใจอยู่...” ชานเลี่ยคนแก้วน้ำส้ม “แล้วเจ๊อยากได้อะไร ?”

“อยากได้เวลา...มองแกเป็นผู้ชายคนนึง”

“สามสิบสามแล้วเนี่ยนะ เวลาเหลือน้อย...”

“ไอ้เลี่ย !” แบคฮีเสียงดัง “พี่จริงจังนะ !”

“ก็มันเหลือน้อยจริงๆหนิ เจ๊เคยพูดเองด้วยซ้ำ ผมก็แค่ทบทวนความจำให้” ชานเลี่ยตอบ “แล้วให้ผมทำไงตอนเจ๊มองผมใหม่อ่ะ ?”

“อยากทำอะไรก็ทำ”

“เนี่ย ก็ทำหน้าเหมือนหมาเหมือนกันนั่นแหละ”

“ก็แกมันกวนตีน” เธอสวนกลับ “ที่พี่พูดไป...ไม่ได้พูดเล่นนะ”

“...”

“อยากลองมองแกเป็นผู้ชายคนนึงก่อน ดูว่าถ้าเปลี่ยนสถานะระหว่างเรามันจะไปได้ดีไหม พี่ต้องการความจริงจัง มองไกลไปถึงอนาคต ไม่ใช่แฟนเล่นๆ ผิดใจกันก็เลิกแบบนั้น อยากให้มันแน่นอน ว่าพี่รู้สึกกับแกจริงๆ จะได้ไม่ต้องมาเสียทีหลัง”

“ผมมาไกลเกินจะเสียใจแล้ว” ชานเลี่ยพึมพำ มองหน้าเธอพร้อมกับหูที่แดงขึ้นมา “ตั้งแต่ตากเสื้อในให้เจ๊...”

“...”

“ก็ด่าอยู่เหมือนกันแหละว่าทำไมต้องมาทำอะไรอย่างนี้วะ แต่ถ้าไม่ใช่เจ๊ผมก็ไม่ทำหรอก พอคิดแบบนั้นผมก็มองเจ๊เป็นผู้หญิงคนนึง อยากดูแลให้มีความสุขทุกวัน อยากทำอะไรให้”

“ก็เลยกันผู้ชายทุกคนที่เข้ามาในชีวิตพี่น่ะเหรอ ?”

“ก็เออ...” ชานเลี่ยหน้าแดง “ที่กัน...เพราะว่าถ้าเป็นคนอื่น ก็ไม่รู้ว่าจะทำให้เจ๊มีความสุขรึเปล่า แต่ถ้าเป็นผมมันก็ชัวร์อ่ะ...ขอโทษเรื่องวันนั้นอีกทีนะเจ๊ ผมขอโทษจริงๆ”

แบคฮีไม่รู้หรอกว่าเธอต้องใช้เวลามองน้องชายตรงหน้าเป็นผู้ชายคนนึงนานแค่ไหน แต่ที่รู้คือตอนนี้เธอกลั้นยิ้มเอาไว้ไม่ได้เลย เธอไม่รู้มาก่อนว่ามันคิดอะไรแบบนี้ก็เป็นด้วย

“แล้ว...ตอนนั้นที่จูบพี่ ทำไมไม่บอกล่ะ หรือว่าก่อนหน้านี้...”

“ผมรู้ว่าเจ๊ไม่ได้ชอบผมอ่ะ แล้วผมก็รู้ว่าผมเดาไม่ออกว่าเจ๊จะมีปฏิกิริยายังไง ผมก็เลยทำเหมือนไม่คิดอะไรไปก่อน จะให้บอกมันก็ยากอ่ะ กลัวผิดหวัง แล้วก็ไม่ได้อยู่กับเจ๊อีก”

“...”

“แล้วก็กลัวไม่ใช่เนื้อคู่...”

“ฮะ ?”

“ถ้าเจ๊มองผมใหม่แล้วเอาวันเกิดผมไปดูดวง ถ้าหมอดูบอกว่าไม่ใช่เนื้อคู่ขึ้นมา...” ชานเลี่ยเครียดเรื่องนี้จริงๆ “ถ้าเกิดว่าไม่ใช่ เจ๊อย่าทิ้งผมได้ไหม?”

“...”

“ถ้าเราไม่ใช่เนื้อคู่กัน แต่ผมรักเจ๊มากที่สุดแล้ว เจ๊ก็อย่าทิ้งผมไปเลยนะ” 

เธอไม่เคยเห็นสายตาแบบนี้มาก่อน สายเหมือนคนพ่ายแพ้อย่างหมดท่า แล้วก็กำลังร้องขอให้เธออยู่ข้าง ๆ กัน

“พู่ชานเลี่ย”

“...”

 “ถึงพี่จะชอบดูดวงมากไปหน่อย แต่พี่ก็รู้ว่าคนที่ให้คำตอบพี่ได้จริง ๆ ว่าใครที่รักพี่ก็คือตัวพี่เองนั่นแหละ สมมติว่าไปดูแล้วเราไม่ใช่เนื้อคู่กัน พี่ก็จะทำให้มันเป็น เพราะว่าเนื้อคู่มันไม่ได้อยู่ที่ดวงหรอกนะ มันอยู่ที่ใจ”

“จริงนะ ?”

“เออ” แบคฮียิ้มขำ ๆ “เพื่อเลี่ยแล้วพี่จะไม่ดูเรื่องเนื้อคู่ โอเคป่ะ มุ่งเรื่องการเงินเลย สร้างฐานะ”

“ไม่ชอบเลยเจ๊ เครียด”

“อะไรของแกวะ ?” แบคฮีว่าจะไม่ขำแล้วแต่มันก็ต้องขำ ชานเลี่ยมันทำเหมือนคนบ้า เหมือนกินอะไรที่มันผิดสำแดง เหมือนเมาน้ำส้ม

“ถ้าเจ๊ไม่ชอบผมแล้วทำไงอ่ะ ก็กลับมาเป็นพี่น้องกันเหรอ ทำไม่ได้อ่ะเจ๊ ให้เอาแจกันทุบหัวตัวเองยังง่ายกว่านี้”

“ก็ทำให้พี่ชอบสิ พยายามหน่อย”

“ทำอะไรอ่ะ ทำไปหมดแล้ว”

“จริงอ่ะ ทำหมดแล้วจริงดิ ?” แบคฮีคุยกับน้อง “ถ้าทำหมดแล้ว...ก็ทำเหมือนเดิม”

“ไม่ใช่ซักผ้าไว้แล้วให้ผมไปตากนะ ไม่เอาแล้วนะ”

“ไอ้เลี่ย !” มันก็เป็นอย่างนี้ทุกที “เออ เสื้อในกับกางเกงในทั้งตู้ !”

“รักเจ๊หรอกนะถึงยอม แม่ยังไม่ตากให้เลยเนี่ย” 

ชานเลี่ยดูดน้ำส้มในแก้วจนหมด ส่วนเธอก็กำลังใช้ความคิดอยู่กับคำว่ารักที่ไอ้เลี่ยพูดออกมาหลายรอบแล้ว พอได้ยินเข้าจริง ๆ มันก็ไม่ได้นึกขนลุกอย่างที่คิด ไม่ได้คิดว่ามันจั๊กจี้จนอยากหัวเราะ 

แต่เธอกลับคิดว่ามันน่ารักมากๆเลย

“ไอ้เลี่ย มากัดทีดิ้ มันเขี้ยว”

“เฮ้ย อย่ามาปล้ำกันในนี้ เดี๋ยวคนมาส่งของตอนตีห้ามันเห็น”

“คุยกับแกแล้วประสาทว่ะ กลับแล้ว !”

“จะกลับไปไหนเจ๊ อย่าเพิ่ง !”

“กลับบูชอน ยังลาหยุดอยู่ คิดถึงพ่อ !”

“ไปด้วยดิ พาไปเก็บเสื้อผ้าที่คอนโดหน่อย เดี๋ยวไปอยู่ด้วยจนเจ๊ลาครบเลย” ชานเลี่ยจับมือเธอไว้ “นะ เผื่อเจ๊ลื่นในห้องน้ำ ผมจะได้พาส่งโรงพยาบาลทัน”

“ปากหมาแล้วแก ยังไม่แก่ขนาดนั้น !”

“ผมก็คิดถึงพ่อตาเหมือนกัน ไปช่วยกันปลูกต้นไม้ดีกว่า”

“แล้วพ่อแกอ่ะ ไปแล้วโดนด่านี่พี่ไม่ช่วยแล้วนะ”

“บอกป๊าว่ามาอยู่กับเมียก็เงียบแล้ว ไป ๆ เดี๋ยวผมขับรถให้”

ตอนที่ชานเลี่ยยกมือขึ้นลูบผมเธอให้เข้าทรง ไม่ให้แตะไม่ให้ช่วยเก็บของอะไรให้ยืนรอเฉย ๆ เอากุญแจรถเธอไปขับรถให้ บอกว่าเจ๊เหนื่อยแล้ว เดี๋ยวหายใจไม่ทัน ปอดคนแก่มันก็อย่างนี้ 

ตบมันไปหนึ่งที แต่ก็คิดอะไรได้เหมือนกัน 

ตั้งแต่มีชานเลี่ยเข้ามาในชีวิต ดวงความรักของเธอก็เป็นดวงที่ดีที่สุดมาตลอดเลย 

 

 

 

 

 

 

“เจ๊ทำไมทำแบบนี้อ่ะ เจ๊สัญญากับผมแล้วนะ !”

“อะไรวะ มาดูเรื่องการเงิน”

“ไม่รู้แหละ ถ้าแม่หมอทักเรื่องความรักอ่ะ ไม่เอา !”

“ไอ้เลี่ย แกอย่ามาทำตัวเหมือนเด็กดิ”

“ใครจะไปแก่เหมือนเจ๊ !”

“อ้าว นอนพื้นละกันวันนี้ ปีนขึ้นมาจะถีบให้หน้าหงาย” 

แบคฮีใช้วันหยุดวันสุดท้ายก่อนกลับคอนโดของตัวเองในการมาแวะสำนักแม่หมอ ที่เคยดูดวงเรื่องการงานให้เธอแม่นเหมือนเป็นเจ้านายมาเอง วันนี้เธออยากมาดูเรื่องการเงินจริงๆ ไม่ได้จะมาดูเรื่องหัวใจเรื่องความรักอะไรทั้งนั้น ไอ้เลี่ยมันก็โวยวายไปเรื่อย 

“เจ๊อ่ะ แก่แล้วยังพูดไม่รู้เรื่อง”

“เข้าไปดูด้วยกันเนี่ย...น่ะ คนดูแลเดินมาแล้วน่ะ”

แบคฮีหันไปโค้งให้คนดูแลสำนักแห่งนี้ ชานเลี่ยมันก็โค้งตามมาเหมือนกัน คนดูแลบอกว่าแม่หมอเพิ่งตื่นจากนอนพักกลางวัน ให้ออกมาตามเราทั้งสองคนเข้าไปข้างใน 

“ได้ยินไหม ทั้งสองคน”

“ไม่เอา ผมจะอยู่ข้างนอก” ชานเลี่ยไม่อยากเข้าไป 

“ถ้าไม่เข้า พี่ดูเรื่องความรักนะ วันที่ยี่สิบเจ็ดเดือนสิบเอ็ดเนี่ย”

“โคตรเกลียดเจ๊เลย อย่ามาใช้ไปซื้อยาวยี่สิบเก้าเซ็นมีปีกอีกนะ จะไม่ซื้อให้” 

สุดท้ายแบคฮีก็ลากชานเลี่ยเข้ามาด้วยกันได้อยู่ดี เธอโค้งให้แม่หมอด้วยความเคารพ ชานเลี่ยเอง ถึงจะหงุดหงิดไปบ้างแต่ก็ให้ความเคารพแล้วก็นั่งอยู่ข้างเธอไม่ห่าง 

“เอาผลไม้มาฝากค่ะ คุณพ่อปลูกเองเลย” แบคฮีส่งถุงให้แม่หมอ “มาเยี่ยมค่ะ สบายดีไหมคะ ?”

“สบายดี เราก็ดีหนิ ไม่มีอะไรน่าห่วง” แม่หมอยิ้มตอบกลับมา ส่งถุงให้คนของตัวเองไป “มีเรื่องที่ทำให้รู้สึกไม่ดีบ้าง แต่ก็จะผ่านไปได้ตลอด พื้นฐานเป็นคนโชคดี”

“ค่ะ !” แบคฮีตอบเสียงสดใส “วันนี้...อยากให้ดูดวงน้องชายให้หน่อยค่ะ”

“เฮ้ย !” ชานเลี่ยไม่ทันตั้งตัว ไม่ได้อยากดูดวงเลยสักนิด “ไม่ครับ ไม่ดู ไม่เอาครับ”

“ความรักใช่ไหม วัยกำลังคิดกำลังทำเลยนะ” แม่หมอยิ้มให้ชานเลี่ย ขณะที่เจ้าตัวนั้นอยากจะลุกออกไปแล้ว แต่เพราะแบคฮีดึงแขนเอาไว้ ชานเลี่ยเลยไปไหนไม่ได้ 

“ไม่ครับ ไม่ดูเรื่องความรัก”

“เราน่ะ...ดวงความรักมาแรงนะ จะสมหวังหลังจากที่รอมานาน”

“...” ชานเลี่ยนั่งตัวตรงขึ้นมาทันที “เจ๊ออกไปก่อน”

“อ้าว ไหงงั้นล่ะไอ้เลี่ย” แบคฮีไม่ยอมไปหรอก “ไม่ต้องเขิน พี่จะทำเป็นไม่ได้ยิน”

“รู้ว่าใจร้อน ชอบเค้ามาก แต่เรื่องที่คิดจะทำ รออีกสองปีแล้วค่อยทำนะ ตอนนั้นเป็นเวลาที่เหมาะ จะช่วงไหนของปีก็ได้ ไม่ต้องกังวลเรื่องอื่น ตอนนั้นดวงของคนของเราก็เหมาะเหมือนกัน ดีที่สุดแล้ว”

“ครับ”

ตอนแรกมาทำเป็นไม่ดู ๆ ตอนนี้ตาโตจนไม่รู้จะโตยังไง แบคฮีล่ะหมั่นไส้จริง ๆ

“ทำไม? คิดจะทำอะไร?” แบคฮีถามชานเลี่ย 

“เป็นแฟนกันเหรอ อยากจะมารู้อ่ะ”

“เอ้า ไอ้นี่...”

“ไม่มีอะไรต้องดูหรอก ทั้งสองคนนั่นแหละ” แม่หมอบอกกับเรา “ชีวิตของเรา มันก็ขึ้นอยู่กับการใช้ชีวิตของเรานั่นแหละ จะดีจะร้ายก็ขึ้นอยู่กับการกระทำในอดีต ทำวันนี้ให้ดีที่สุด อนาคตจะได้งดงาม”

“ค่ะ แม่หมอ” แบคฮีตอบรับ “คือ...อยากถามอีกเรื่องค่ะ”

“อะไร?”

“เราใช่เนื้อคู่กันไหมคะ?”

“เจ๊!”

“เธอก็รู้อยู่แล้วนี่ ว่าใช่รึเปล่า” แม่หมอพูดกับแบคฮี

“ตอบมาเลยว่าใช่ เจ๊ตอบมาเลย”

“ไอ้เลี่ย ผู้ใหญ่เค้าไม่โกหกกันหรอกนะ” แบคฮีหลิ่วตาให้ไอ้ชานเลี่ย “เสียใจว่ะ”

“อย่างเจ๊เนี่ยนะผู้ใหญ่ คนแก่ล่ะสิไม่ว่า”

“ไอ้เลี่ย!”

 เธอก็ว่าเธอรู้แหละ 

ว่าเนื้อคู่ของเธอคือคนที่บอกว่ารักเธอมากที่สุด

ต่อให้ใครบอกว่าไม่ใช่ เค้าก็จะรักเธอมากอยู่ดี 

เหมือนที่ชานเลี่ยบอกว่ารักเธอนั่นแหละ

 

 

 

 

 

(never end.)

#ดซชานแบค

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.119K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

6,131 ความคิดเห็น

  1. #6026 NpWc_ (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 7 มิถุนายน 2563 / 21:20
    โอ้ยยยยยยย น่ารักมากกก คุณเดซี่ไม่เคยทำให้ผิดหวังเลยค่ะ
    #6,026
    0
  2. #5993 Cherry Sorbet (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2563 / 17:07
    ฮือออ น่ารักมากๆเลยค่ะ ขอบม้าก ชานเลี่ยน่ารักมากๆ
    #5,993
    0
  3. #5957 ฝนดาวตก☆ (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 28 ธันวาคม 2562 / 20:30
    น่ารักจัง ทั้งคู่เลย
    เป็นความรักที่พัฒนามาจากความใกล้ชิดจริงๆ
    #5,957
    0
  4. #5937 jijinwan (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 15 ธันวาคม 2562 / 16:24
    ชอบมากๆเลยอ่าาา อ่านแล้วสบายใจมาก น่ารักมากๆๆๆๆๆ
    #5,937
    0
  5. #5918 MOZCB (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2562 / 21:36
    เป็น os ที่ยาวมากจริงๆค่ะ แงงงงงสามหมื่นคำคุณพระ! ใช้เวลาอ่านนานมากกกก แต่ดีใจมากๆที่ได้อ่านชอบภาษาการบรรยายอ่านแล้วเห็นภาพบรรยากาศทุกอย่างเลย

    เจ๊แบคฮีกับชานเลี่ยจ๊ะ May the love you share today grow stronger as you grow old together. เลิ้บๆ
    #5,918
    0
  6. #5911 tunnx (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 20 ตุลาคม 2562 / 15:40
    ดีใจกับแบคฮีด้วยความรักดีอยู่แล้วอะเนอะมีชานเลี่ย
    #5,911
    0
  7. #5891 Olives_oil (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 3 ตุลาคม 2562 / 20:17
    กลับมาอ่านอีกรอบก็ยังชอบที่สุดเหมือนเดิมมมมมมมมมมม
    #5,891
    0
  8. #5862 Babe04 (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 29 กันยายน 2562 / 11:17
    ผ่านมาปีนึงแล้วกลับมาอ่านอีกรอบ เสียทิชชู่ไปเยอะมาก/อินง่ายเกินนน55555 แต่คุณเดซี่แต่งดีจริงๆครับบ เป็นการร้องไห้ที่อบอุ่นใจแปลกๆ ไม่ได้เศร้า5555 เลี่ยร้ายอะ กันผชที่มาจีบหมดเลย วงวารมาก555555 สเปหลัง2ปีต้องมาแล้วค่ะ! (นี่ก็ผ่านมาปีนึงแล้ว555)
    #5,862
    0
  9. #5796 Nimuyk (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 18 กันยายน 2562 / 23:43

    ก้อว่าอยู่ว่า ชานเลี่ยของเจ๊แบคฮีนี่ โค-ตระ ตามใจเจ๊แบคมว้ากเว่อร์อ้ะคร้า คนที่ใช่ยังงัยมันก้อใช่อ้ะเนอะ ชานเลี่ยยอมเจ๊แบคทุกอย่างขนาดนี้ ม่ะรักได้งัยใช่ม่ะคะเจ๊แบค ... น่าร้ากจุงเบยคร่ะ ^_^

    #5,796
    0
  10. #5763 nutnichh (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 14 กันยายน 2562 / 01:41
    ชอบเรื่องนี้มากกกกกกกกก อยากให้มีสเปเลยค่ะ น่ารักกกกก
    #5,763
    0
  11. #5705 byun_Uracha (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 9 กันยายน 2562 / 00:36
    เป็นความสัมพันธ์ที่ถ้าอีกฝ่ายไม่บอกอีกคนก็จะไม่รู้เลย มันใกบ้เกินไปใกล้มากจนเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตกันแล้ว ขาดไม่ได้แล้วพอมีอะไรมาสะกิดก็จะทำให้ตะกอนขุ่นทันที เป็นความสัมพันธ์ที่เหมือนเป็นคู่ชีวิตกันไปแล้ว ไม่ต้องวางตัวแค่เป็นตัวเอง น่ารักมาก ๆ เลยค่ะ ชานเลี่ยเก่งจังทนมาได้ตั้งนานแต่ก็เข้าใจเลยว่าถ้าบอกก็กลัวว่าตัวเองจะไม่ได้อยู่จุดนั้นแล้ว ส่วนแบคฮีนี่ถ้าไม่โดนกวนตะกอนในใจก็จะไม่มีวันรู้เลย
    #5,705
    0
  12. #5699 Mind19 (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 14 สิงหาคม 2562 / 19:10
    ชอบอะ น่ารักกันจัง
    #5,699
    0
  13. #5694 ByunnB_ (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 1 สิงหาคม 2562 / 01:10
    สงสารชานเลี่ยที่สุดแล้ว ส่วนแบคฮีที่โสดก็ไม่สงสัยไรนะ โง่ขนาดนี้อะ555555
    #5,694
    0
  14. #5668 julyr5 (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 31 พฤษภาคม 2562 / 23:11
    ชอบตอนนี้มากๆเลยค่ะ
    #5,668
    0
  15. #5641 The Panda GirLz (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 27 เมษายน 2562 / 01:22

    แอ้กกก น่ารักมากก มากจริงๆอะ ชอบเนื้อเรื่องนี้มากๆ ตอนเเรกกะจะอ่านเเล้วหยุดครึ่งนึงไปนอนเเต่มันหยุดไม่ได้เลยอะ ฮื่อ อ่านจนตีหนึ่ง สนุกมากๆเลยค่ะ

    ชอบมากๆเลยขอบคุณที่เเต่งมานะคะะ
    #5,641
    0
  16. #5556 paerkam (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 1 เมษายน 2562 / 03:22
    ชอบมากกกกกกกกกกกกกกกแกกกกกกกก ขอกดปุ้มกอไก่ให้แตกนี่คืออ่านถึงตีสามเว่อๆๆ ชอบมากกจริงๆแบบมีความแอบตรงกับชีวิตต่างๆ แต่ในสุดท้ายเราชอบนิสัยพู่ชานเลี่ยมาก นิสัยแบบหาได้ยากในช่วงเวลานี้
    #5,556
    0
  17. #5522 Me_onyourmind (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562 / 03:30

    ยอมรับเลยว่าตอนแรกไม่เข้ามาอ่านเพราะเป็นผู้หญิง แต่พอเข้ามาอ่านก็ไม่ทำให้ผิดหวังเลย ยังเป็นคนที่ชอบเวลาคนที่รักกัดกันค่ะ เพราะมันดูน่ารักดี55555 ดูแบบบ่นไปทั่ว บ่นไปหมด มีอะไรก็พูดกันตรงๆงี้ แทบไม่เคยผิดใจกันเลยงี้ ประทับใจมากๆๆๆ อยากให้มีสเปนะคะ อ้อนวอน;-; อยากรู้ว่าหลังจากคบกันจะเป็นยังไง อยากเห็นชานเลี่ยตากเกงในให้เจ้ ไปซื้อผ้าอนามัย รองรับอารมณ์เวลาเป็นเมนหรือไม่ก็เวลาพามาเจอพ่อแม่ของอีกฝ่าย รู้สึกอยากรู้ช่วงเวลาของชีวิตของพวกเค้ามากๆ ชอบมากๆเลยค่ะ
    #5,522
    0
  18. #5407 J_kanp (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2562 / 21:59
    อ่านเรื่องนี้แล้วน้ำตาไหลพรากเลยตอนชานเลี่ยบอกว่าถึงไปดูดวงมาแล้วถ้าไม่ใช่เนื้อคู่ก็อย่าทิ้งผมไปนะเพราะผมรักเจ๊มากที่สุด ฮือ ซึ้ง ความพี่น้องโซน แต่สุดท้ายก็ดี ~~~~
    #5,407
    0
  19. #5403 Helga Heal (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2562 / 01:31
    Happy ending เด่อจ้า enjoy reading ด้วยจ้า ดีๆๆๆ
    #5,403
    0
  20. #5298 NayunT (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 16 มกราคม 2562 / 09:01
    อยากให้มีสเปมากเลยครับ อยากรู้ว่าหลังครบกันจะเป็นยังไงง เป็นตอนที่น่าติดตามมากเลยครับ
    #5,298
    0
  21. #5287 The1st_pcy (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 10 มกราคม 2562 / 23:36
    มีแพลนจะต่อสเปมั้ยคะ ชอบมากเลย กลับมาอ่านหลายรอบแล้ว
    #5,287
    0
  22. #5233 nutthalineee (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 5 มกราคม 2562 / 21:42
    อยากให้มีสเป หลังจากคบกัน😁😁
    #5,233
    0
  23. #5230 พูลิน พูลิน (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 4 มกราคม 2562 / 13:20
    โอ้โห ขำตั้งแต่ใช้ให้ด่าชุดชั้นกางเกงใน ยาว 29 แบบมีปีกอีก55555 เธอสองคนเหมาะที่สุดแล้วค่ะ
    #5,230
    0
  24. #5227 Lukshin (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 2 มกราคม 2562 / 16:08
    น่ารักมากก ฮือ
    #5,227
    0
  25. #5219 ✥เก้าสี่เก้าศูนย์ (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 29 ธันวาคม 2561 / 15:28
    น่ารักมากๆๆๆๆๆ เป็นแบคผญ.เรื่องแรกที่อ่านแล้วรู้สึกลื่นไหล ไม่ขัดใจเลยค่ะ สุดยอดมากๆ ขอซูฮกคนเขียนเลย ชอบคู่รองทั้งหมดด้วย ไม่ว่าจะเป็นไคซู หรือ ฮุนฮาน ;-; ไอเลิ้ฟฟฟ
    #5,219
    0