(exo) SF/OS|Fill your heart with my DAISY ❁ Chanbaek

ตอนที่ 18 : ❁ strawberry's note

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 18,183
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,053 ครั้ง
    5 ก.พ. 63

 

 

 

Strawberry’s Note

โน้ตเพลงรักรสสตรอว์เบอร์รี่


 

นิ้วมือทั้งสิบนิ้วถูกใช้ไปในการบรรเลงเพลงดนตรีตามโน้ตดนตรีที่วางอยู่บนเปียโน สายตากลมโตมองตามทุกตัวโน้ตที่เรียงกันอยู่ด้วยความตั้งใจมั่นเพื่อจะได้ถ่ายทอดออกมาได้อย่างถูกต้อง

ความจริงแล้วเขาควรจะจำมันให้ได้ขึ้นใจ เป็นบทเพลงที่เขาควรจะเล่นได้แม้จะหลับตา ปล่อยให้ปลายนิ้วเต้นรำไปตามความรู้สึก แต่เพราะว่าห่างจากบทเพลงนี้ไปนาน เขาจึงจำเป็นต้องพึ่งสิ่งที่เรียกว่าโน้ตดนตรีเล็กน้อย ไม่ได้จ้องจนเสียจังหวะและความมั่นใจ แต่ดูบ้างเมื่อสมองประมวลว่าห้องต่อไปที่ต้องเล่นนั้น เขาจำมันไม่ได้ชัดเจนนัก

พอเพลงใกล้จะจบลง ปลายนิ้วและสมองของเขาก็เริ่มลื่นไหล เหมือนได้ค้นพบตัวโน้ตที่ซ่อนอยู่ภายใน ทุกอย่างโลดแล่นอยู่ในสมองของเขา สื่อประสาทสัมผัสทุกอย่างเป็นไปในทางเดียวกัน สุดท้ายเขาก็เล่นมันได้อย่างไม่มีที่ติจนถึงตัวโน้ตสุดท้ายที่ปลายนิ้วของเขาได้ถ่ายทอดมันออกมา

“ชานยอล!”

ประตูห้องเปียโนของเขาถูกเปิดออกด้วยมือของบยอนแบคฮยอน คนที่ไม่มีแม้กระทั่งมารยาทที่จะส่งสัญญาณอย่างการเคาะประตูเลยสักครั้ง แม้ว่าเขาจะแขวนป้ายเอาไว้ว่าห้ามรบกวน ใครก็รู้ สมาชิกในครอบครัวทุกคนก้รู้ว่าเวลาที่เขาเล่นดนตรีอยู่นั้นห้ามรบกวน แล้วนี่มันคืออะไร เปิดประตูเข้ามาเลยแบบนี้

“สตรอว์เบอร์รี่ในตู้เย็นของพี่ นายกินไปใช่ไหม?” คนที่เปิดประตูมาอย่างไร้มารยาทหน้าบึ้ง เสียงแหลมสูง “เจ้าเด็กตะกละ!”

“...”

“ปาร์คชานยอล อย่ามาทำเป็นไม่ได้ยินนะ!”

“พูดมากจริง ๆ” เขาทำท่าแคะหูเพราะว่ามันน่ารำคาญเหลือเกิน

“ก็นายกินของพี่ จะไม่ให้พูดได้ยังไง!”

“ผมแขวนป้ายเอาไว้ว่าห้ามรบกวน พี่อ่านหนังสือไม่ออกรึไง?”

“เอาคืนมาเดี๋ยวนี้เลยนะ ออกไปซื้อใหม่ให้เดี๋ยวนี้ พี่จะกิน”

“ให้ตาย...”

“ปาร์คชานยอล!”

จะทำเป็นไม่ได้ยิน ทำเป็นหูทวนลมไปก็เท่านั้น สุดท้ายเขาก็ต้องถอนหายใจออกเพื่อแสดงอาการไม่พอใจและต่อต้าน แต่ก็ทำได้แค่นั้นแหละ คนอย่างชานยอลมันก็ทำได้แค่ดันพี่แบคฮยอนออกไปให้พ้นจากประตูห้อง คว้ากระเป๋าสตางค์แล้วโทรศัพท์ใส่กระเป๋ากางเกงเพื่อที่จะปั่นจักรยานไปซื้อสตรอว์เบอร์รี่ที่ตลาดฝั่งตรงข้ามบ้าน

อยากจะเอ่ยปากเถียงออกไปเหมือนกันว่าใครจะไปรู้ว่าเป็นของพี่ เอาไปแช่ไว้ในตู้เย็นทำไมล่ะ นี่มันตู้เย็นบ้านผมนะ แล้วนี่มันก็บ้านของผม บ้านที่ปาร์คชานยอลอยู่มาตั้งแต่เดินยังไม่ได้ พี่เป็นใครกันถึงได้เอาของมาแช่ตู้เย็นบ้านคนอื่นสุ่มสี่สุ่มห้า ถ้าเจ้าของบ้านจะกินแล้วมันผิดตรงไหน

แต่ก็นะ...ชานยอลรู้อยู่แก่ใจว่ามันเป็นสตรอว์เบอร์รี่ของพี่แบคฮยอน แล้วเขาก็จงใจหยิบมันออกมาจากตู้เย็น กินมันจนหมดกล่อง เพราะรู้ดีว่าจะโดนโวยวายใส่แบบนี้ รู้ว่าจะโดนบ่นไม่หยุด แต่ว่าเขาก็ยังอยากจะทำมัน ถึงจะแสดงอาการแบบนั้นออกมาก็ตามที

จักรยานถูกจอดลงที่หน้าร้านขายผักและผลไม้ สองเท้าก้าวเข้าไปยังตู้แช่เย็นเพื่อหยิบสตรอว์เบอร์รี่สีแดงสดลูกโตออกมาหนึ่งกล่อง คุณลุงคนขายบอกเขาว่าสตรอว์เบอร์รี่พวกนี้เพิ่งมาส่งเมื่อเช้า สด ใหม่ หวาน อร่อยแน่นอน ชานยอลเองก็ไม่ได้พูดอะไรไปมากกว่าคำขอบคุณ ก่อนจะตั้งหน้าตั้งตาปั่นจักรยานกลับบ้านเพราะมีแพลนที่จะซ้อมดนตรีต่อ วันจันทร์นี้มีกำหนดทดสอบประจำสัปดาห์ จะต้องซ้อมทุกอย่างให้ใกล้เคียงคำว่าสมบูรณ์แบบมากที่สุด แค่เพียงเล็กน้อยเท่านั้นที่เขายังจำไม่ได้ ถึงจะเป็นอะไรที่ง่ายสำหรับความสามารถของเขา แต่เสียอย่างไรก็ต้องซ้อมเพื่อที่จะได้ไม่มานึกเสียใจทีหลัง

พอกลับมาถึงบ้านแล้วก็นึกหมั่นไส้คนที่นั่งดูทีวีหน้าแป้น มาใช้ไฟบ้านเขาแบบนี้ ฉลาดนัก ค่าไฟห้องตัวเองจะได้น้อยลงอย่างนั้นใช่ไหม คนอะไร...อยู่เฉย ๆ ยังหน้าหมั่นไส้เลย

“โอ๊ย!” คนที่นั่งดูซีรีย์ในทีวีตาเยิ้มร้องเสียงดังเพราะเขาโยนกล่องสตรอว์เบอร์รี่ใส่ “ให้มันดี ๆ ไม่ได้รึไง เด็กนิสัยไม่ดี”

“...”

“ชานยอลจะไปไหนอ่ะ อยู่ดูทีวีกับพี่ก่อนสิ”

“จะซ้อมเปียโน” เขาเดินเลี่ยงคนที่ลุกพรวดพราดจากโซฟา ถือกล่องสตรอว์เบอร์รี่ตามมาด้วย

“ซ้อมทำไมอ่ะ...อ้อ มีสอบสินะ พี่ขอไป—”

“ไม่ต้องเลย!” ชานยอลหันไปมองหน้าคนที่เหมือนจะไม่รู้สึกอะไรทั้งนั้นเมื่อเขาเสียงดังใส่ “แล้วนี่มาทำไม บ้านตัวเองไม่มีอยู่รึไง?”

“ชานฮยอนบอกให้มา บอกว่าให้มาทำกับข้าวให้กิน แล้วก็ฝากดูแลน้องชายด้วย” คนตอบมองหน้าเขากลับมา “วันนี้แม่นายไม่อยู่นะ คืนนี้ก็ไม่อยู่ เป็นลูกประสาอะไรเนี่ย ไม่รู้ได้ยังไง”

“แล้วพี่ล่ะ ไม่ใช่ลูกสักหน่อย รู้ได้ยังไง”

“เอ๊ะ ย้อนพี่เหรอ เจ้าเด็กคนนี้นี่!”

“จะไปทำอะไรก็ไปทำ แล้วก็รีบกลับไปเลย” เขาสะบัดหน้าหนีเดินกลับไปยังห้องที่มีแกรนด์เปียโนตั้งอยู่ เป็นห้องที่พ่อกับแม่ทำให้เขาตั้งแต่ตอนอายุสิบขวบเมื่อเห็นว่าความรักที่เขามีให้กับเสียงเปียโนเป็นเรื่องจริง “แล้วนี่จะตามผมมาทำไมเนี่ย?!”

“ก็พี่อยากฟังอ่ะ” พี่แบคฮยอนทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ เดินถือกล่องสตรอว์เบอร์รี่ ปากก็เคี้ยวหงุบหงับ “ทำไมนายใจร้ายกับพี่อยู่เรื่อย”

“ก็ผมไม่ชอบพี่ไง”

“ใจร้าย ฟ้องพ่อเลยดีไหมเนี่ย พูดจาไม่น่ารักเลยอ่ะ”

“...”

“ไม่ให้พี่ฟังจริง ๆ เหรอ นะ ๆ”

“ตามใจก็แล้วกัน!”

ชานยอลเดินกลับเข้าไปในห้อง อ้าประตูเปิดเอาไว้ให้คนที่เดินยิ้มกว้างตามเข้ามา ส่งสายตาให้ไปนั่งไกล ๆ ซึ่งเจ้าตัวก็รู้ดีว่าควรจะนั่งตรงไหน ถึงได้ไปหยิบเบาะรองนั่งสีน้ำตาลในห้องมาวางไว้ตรงพื้นที่ใต้หน้าต่างที่เขาเปิดผ้าม่านเอาไว้ เอาหัวพิงกำแพงที่ปูวอลเปเปอร์สีเหลืองอ่อน มือข้างหนึ่งหยิบสตรอว์เบอร์รี่เข้าปาก มองเขาที่กำลังจัดแจงตัวเองเพื่อฝึกซ้อมต่อจากส่วนที่หยุดเอาไว้

“จะมองอะไรนักหนา?”

“หวงตัวจังเลยแฮะ พี่อาจจะมองกำพงข้างหลังก็ได้นะ” พี่แบคฮยอนยิ้มให้เขาเล็กน้อย “หวงความหล่อเหรอ มองก็ไม่ได้”

“เงียบไปเลย”

“ครับ ไม่พูดแล้วครับ” เป็นคำตอบที่ฟังแล้วก็รู้ว่าจงใจกวนประสาท แต่เขาจะไม่ตอบอะไรกลับไปหรอก สร้างเรื่องให้ตัวเองปวดหัวเปล่า ๆ

คนชอบกินสตรอว์เบอร์รี่ยิ้มจนตาหยีให้เขาที่พยายามตั้งมั่นให้ใจจดจ่ออยู่กับเปียโน ก่อนเริ่มต้นบรรเลงเพลงที่ถูกถ่ายทอดออกมาจากหัวใจ หัวสมอง และปลายนิ้ว ความทรงจำที่เขามีต่อบทเพลงค่อย ๆ โลดแล่นผ่านปลายนิ้วออกมาเป็นเสียงที่งดงาม ชานยอลขยับปลายนิ้วทั้งสิบไปเรื่อย ๆ ตั้งใจกับมันให้ได้มากที่สุดเพื่อจะได้ฝึกสมาธิไปในตัว เวลาที่กำลังสอบ หากมีเสียงรบกวนจะได้ไม่มีปัญหา ถึงจะผ่านมาหลายครั้งด้วยคะแนนที่น่าพอใจ แต่การปลอดภัยไว้ก่อนและฝึกซ้อมเข้าไว้คือสิ่งที่ดีที่สุด

ชานยอลเลิกสนใจคนที่นั่งกินสตรอว์เบอร์รี่อยู่ใต้หน้าต่างที่แสงอาทิตย์ยามบ่ายส่องผ่านเข้ามา ไม่ว่าจะทำอะไรก็ปล่อยเอาไว้ตรงนั้นนั่นแหละ เดี๋ยวก็คงจะเลิกวุ่นวายยุ่มย่ามแล้วก็ออกไปเอง

“นี่...”

“บอกให้เงียบไง!”

“ก็พี่มีเรื่องสงสัย...” คนถามทำหน้ายู่ยี่ แต่ดวงตาเป็นประกาย “จะได้เข้ามาฟังหรือว่า...แอบฟังอยู่ข้างนอก นายก็เล่นแต่เพลงเศร้าทุกที ลองถามชานฮยอนแล้วก็บอกว่าปกติแล้วนายเล่นแต่เพลงที่ฟังแล้วอารมณ์ดี แต่แล้วอยู่ดี ๆ ...ก็เปลี่ยนไป”

“พี่มันมีความสุขนี่ จะไปรู้อะไร”

“อ้าว...” พี่แบคฮยอนทำตาโต “งั้น...ชานยอลอกหักเหรอ?”

“...”

“ไปแอบชอบใครที่ไหนจ๊ะ หนูน้อย”

“ออกไปเลยไป”

“ไม่ไปหรอก จะอยู่—”

“แบคฮยอน อยู่ไหนน่ะ?”

เสียงเรียกชื่อคนที่นั่งเถียงกับเขาอยู่ดังมาจากข้างนอก ทำให้บทสนทนาระหว่างสองเราเงียบลง เขามองคนที่เหมือนจะไม่ได้รีบร้อนอะไรที่จะลุกออกไป แต่กลับหยิบสตรอว์เบอร์รี่ในกล่องขึ้นมากินแทน

“ไปสิ แฟนเรียกแล้วน่ะ” ชานยอลก้มหน้ามองโน้ตที่หยิบออกมาจากแฟ้ม “ย้ายออกไปอยู่ด้วยกันสองคนเลยไหม เลือกห้องแคบ ๆ จะได้ไม่ต้องเรียกหากัน น่ารำคาญ”

“ขวางโลกจริง ๆ เลยนะ” เขาได้ยินเสียงคนที่อยู่ในห้องด้วยกัน คงจะกำลังลุกขึ้นเพื่อไปหาแฟนของตัวเองที่อยู่ข้างนอก ชานยอลพยายามไม่สนใจและจดจ่ออยู่กับโน้ตดนตรีในมือ แต่ปลายเท้าที่มองเห็นในบริเวณสายตาทำให้เขาเงยหน้าขึ้นมา ก่อนจะโดนสตรอว์เบอร์รี่ลูกใหญ่ยัดเข้าปากโดยไม่ทันได้ตั้งตัว “หมั่นไส้!”

เวลาที่มีอะไรเข้าปากมาโดยเราไม่ได้ยินยอมหรือไม่รู้ว่ามันจะเข้ามานั้นทำให้เกิดอาการสำลัก พอเขาควบคุมและหยุดอาการนั้นได้แล้ว สายตามันก็ได้แต่มองไปยังประตูที่พี่แบคฮยอนเดินออกไปเพื่อไปหาพี่ชายของเขาที่คงจะเพิ่งกลับจากที่ทำงาน ก่อนที่จะเบนมันไปยังนอกหน้าต่างที่ทำให้เห็นท้องฟ้าสีสดใส

ชานยอลมันก็แค่คนที่ตกหลุมรัก...และอกหักในเวลาเดียวกันก็เท่านั้นแหละ

เกือบหนึ่งปีมาแล้วที่ พี่ชายของเขาบอกกับคนที่บ้านเอาไว้ในเช้าวันหนึ่ง ว่าจะพาแฟนของตัวเองมาแนะนำให้รู้จัก ตอนแรกที่ชานยอลได้ยินนั้น เขาหัวเราะเสียยกใหญ่เหมือนได้ยินเรื่องตลกที่สุดในชีวิต คนบ้างานบ้าการศึกษาอย่างพี่ชายเขาเนี่ยนะจะมีแฟน ปลาจะมีจมูกแล้วคนจะมีเหงือกยังน่าเชื่อกว่าอีก เพราะแบบนั้นเขาเลยโดนพี่ชายเตะเข้าให้เต็มรัก บอกว่าคอยดูละกัน ไอ้ปาร์คชานยอล

เมื่อก่อนเวลาที่เจอคำถามถึงคนในอุดมคติ ชอบคนแบบไหน นิสัยอย่างไรที่คิดว่าเข้ากันได้ดี เขาไม่เคยตอบมันได้เลยสักครั้ง ได้แต่คิดว่าเรื่องแบบนั้นมันไม่มีหรอก จะชอบคนแบบไหนก็ยังไม่รู้เลย แต่...ในวันที่เขาได้เจอคนที่พี่ชายบอกว่าเป็นแฟน เขาก็ได้รู้ว่าคนในอุดมคติของเขาน่ะ เป็นอย่างไร

แต่มันสายเกินไป...ช้าไปมากแล้วจริง ๆ

พี่ชายของเขาแนะนำแฟนของตัวเองให้ครอบครัวได้รู้จัก บอกว่าชื่อบยอนแบคฮยอน รู้จักกันมานาตั้งแต่สมัยที่เรียนปริญญาตรี แต่ว่าเพิ่งได้มาทำความรู้จักกันอย่างจริงจังในตอนนี้ที่ชายของเขาเรียนปริญญาโทไปแล้วทำงานไปด้วย ส่วนพี่แบคฮยอนนั้นเรียนปริญญาโทควบเอกอยู่ในสาขาเดียวกัน พอได้เรียนได้ทำงานด้วยกัน ช่วยเหลือกันไปแบบนี้ก็สนิทกันไปโดยปริยาย ในวันนี้จึงได้พัฒนาความสัมพันธ์มาเป็นคำว่าแฟนในที่สุด

เขาได้แต่มอง...พี่ชายของตัวเองกับแฟนที่ดูเหมาะสมกันดี ทำอะไรมากกว่านั้นไม่ได้เลย

ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ชานยอลก็ได้เจอกับพี่แบคฮยอนบ่อย ๆ เพราะอีกฝ่ายชอบมาที่บ้านของเขา มาทำกับข้าว มานั่งอยู่กับพี่ชายของเขา อ่านหนังสือด้วยกันหรือช่วยกันดูเปเปอร์ที่จะใช้ในการทำวิจัย ทุกครั้งที่ได้เจอกัน อีกฝ่ายจะยิ้มให้เขาในแบบที่ดูน่ารักที่สุด ถามว่ากินอะไรมารึยัง พี่ทำกับข้าวเอาไว้ ชานยอลไปกินได้เลยนะ หรือไม่ก็ถามว่าเหนื่อยรึเปล่า วันนี้เป็นยังไงบ้าง ในใจเขารู้สึกดีแต่ก็รู้ว่ามันก็แค่คำพูดประสาคนที่หวังดีในฐานะที่เขาเป็นน้องชายของแฟนตัวเอง

ช่วยไม่ได้ที่ใจของชานยอลคิดไปไกลกว่านั้นมาก เลยได้แต่ปั้นหน้าไม่อยากผูกมิตรใส่ ทำเหมือนไม่ชอบใจเวลาที่พี่แบคฮยอนมาอยู่ที่บ้าน เวลาที่อยู่ใกล้ ๆ ทำเป็นไม่ชอบพี่แบคฮยอน เวลาที่พี่ชายชวนไปไหนแล้วมีพี่แบคฮยอนไปด้วยเขาก็จะไม่ไป บางครั้งที่อีกฝ่ายมาบ้าน ถ้าเกิดว่ารู้ล่วงหน้าเขาก็จะออกไปข้างนอก ไปไหนหรือทำอะไรก็ได้ที่จะทำให้เราไม่ได้พบเจอหรือว่าต้องพูดคุยกัน

มันทำให้พี่แบคฮยอนเสียใจ แต่เขา...ไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว

ช่วงหกเดือนให้หลังมานี้ มันเหมือนกับว่าทุกอย่างได้เปลี่ยนไป ชานยอลรู้สึกได้และมั่นใจว่าพี่แบคฮยอนเหมือนคนที่กำลังบุกเข้าหาเขาอย่างหนัก เหมือนคนที่ซุ่มวางแผนมาอย่างดีแล้วบุกโจมตีเขาจนซวนเซและตั้งรับไม่ทัน มานอนดูทีวีอยู่ที่บ้านของเขา ชวนไปนั่นไปนี่ ทำกับข้าวที่เขาชอบ ชวนคุยทุกเรื่อง ชวนดูบอล ชวนเล่นเกม ถึงจะปฏิเสธทุกครั้งที่โดนเข้าหา แต่มันก็เหมือนว่าเกราะป้องกันของอีกฝ่ายจะหนาพอสมควร ต่อให้ทำตัวไม่ดีอย่างไร มันก็ทำอะไรพี่แบคฮยอนไม่ได้เลย

แต่บางครั้งบางทีชานยอลก็จงใจกวนประสาทอีกฝ่าย เพราะเวลาที่แบคฮยอนตะโกนใส่เขาแล้วทำหน้าเหมือนเด็กสามขวบนั้น...มันก็น่ารักดี

ชานยอลชอบ แต่ก็รู้สึกสึกผิด แล้วก็รู้สึกโกรธตัวเองไปพร้อม ๆ กัน

‘นายไม่ชอบแบคฮยอนเหรอ?’ พี่ชายของเขาถามขึ้นในวันหนึ่งที่เรากำลังนั่งดูการแข่งขันฟุตบอลนัดสำคัญอยู่ด้วยกัน

‘ไม่ชอบ’ ชานยอลตอบ ‘เลิกได้ก็ดี’

‘แปลก ๆ ว่ะ’ พี่ชายของเขาหัวเราะ ‘งั้น...แบคฮยอนไม่ดีตรงไหน?’

‘ทุกตรง’

คนอย่างเขามันจะเอาอะไรไปตอบพี่ นอกจากคำดันทุรังให้เลิกกับคำโกหกที่ทำให้รู้สึกแย่ทุกครั้งที่พูดออกไป

ทั้งขอบพี่แบคฮยอนทั้งที่ไม่ควรจะชอบ รู้สึกผิดต่อพี่ที่ห้ามใจตัวเองเอาไว้ไม่ได้จนเปลี่ยนมันออกมาเป็นนิสัยแย่ ๆ และรู้สึกโกรธตัวเองที่มันไม่รักดี ทำไมถึงต้องเป็นคนนี้ เขาโกรธความรู้สึกรวมถึงหัวใจของตัวเองมากจริง ๆ

“ซ้อมดนตรีเหรอ?” พี่ชายโผล่หน้าเข้ามาในห้อง “มีสอบ?”

“อย่ากวนดิ” ชานยอลส่วงหน้ายุ่ง ๆ ไปให้พี่ชายที่หัวเราะกลับมา

“โทษที งั้น...เดี๋ยวพี่ไปช่วยแบคฮยอนทำกับข้าวก่อน อยากกินอะไรเป็นพิเศษไหม?”

“อะไรที่แบคฮยอนไม่ได้ทำ”

“ได้ยินนะ! ไอ้เด็กนิสัยไม่ดี!” เสียงของแบคฮยอนได้ยินเข้ามาถึงในห้อง ก่อนที่พี่ชายของเขาจะปิดประตูไป

ถ้าเกิดว่าชานยอลโตกว่านี้สักห้าหรือหกปี เรียนวิศวะแทนที่จะเรียนดนตรีตะวันตก ถ้าเป็นแบบนั้น คนที่จะได้แนะนำพี่แบคฮยอนให้พ่อกับแม่ได้รู้จักในฐานะแฟน อาจจะเป็นชานยอลก็ได้

แต่มัน...ก็เป็นได้แค่ความฝันที่ไม่มีวันเป็นจริง

ก็เป็นได้แค่นั้นแหละ

 

 

 

 

 

 

“ชานยอล เดี๋ยวพี่ไปส่ง!”

ณ ป้ายรถประจำทางหน้ามหาวิทยาลัย ชานยอลกำลังยืนอยู่ในบริเวณนั้นเพื่อรอรถประจำทางสายที่จะผ่านบ้านของเขาให้มาถึงตามเวลาที่กำหนด วันนี้การเรียนสิ้นสุดเร็วกว่าทุกวัน คิดอยากจะกลับบ้านไปนอนขี้เกียจให้สมใจอยาก หลังจากที่หลังขดหลังแข็งซ้อมมาหลายวัน ท่องนั่นทำนี่ แทบจะกินนอนอยู่ในห้องเปียโนที่บ้าน วันนี้จะได้อพยพขึ้นไปอยู่บนห้องนอนของตัวเองเหมือนเดิมแล้ว

แต่ก่อนจะได้ขึ้นรถที่ยังมาไม่ถึง เขาก็ได้เจอคนที่ทั้งอยากเจอและไม่อยากเจอไปพร้อม ๆ กัน คนที่จอดเทียบริมฟุตปาธก่อนจะเปิดกระจกแล้วทักทายเขาเสียงดังฟังชัด

“พี่จะอยู่ให้มันทุกที่เลยใช่ไหม?” เขาล่ะรู้สึกเหลือเกินกับคนคนนี้จริง ๆ “มาจากไหนเนี่ย...”

“ขึ้นรถมาเร็ว เดี๋ยวพี่โดนคุณตำรวจว่านะ”

“...”

“ชานยอล!”

“ให้ตาย!” เขาเดินไปเปิดประตูรถฝั่งข้างที่นั่งคนขับเพราะไร้ทางเลือก รู้ว่าถ้าไม่ขึ้นรถไปด้วยก็จะตะโกนอยู่แบบนี้ “จะไปหาพี่ชานฮยอนรึไง?”

“เปล่า จะไปซื้อของขวัญแต่งงานให้เพื่อนน่ะ” คนขับรถยิ้มกว้างให้เขา “เห็นนายพอดี ไปช่วยเลือกหน่อยสิ”

“จอดป้ายหน้าเลย ผมจะกลับบ้านไปนอน”

“ไม่เอาหน่า ไปด้วยกันหน่อย” พี่แบคฮยอนไม่ยอมจอด “พี่รู้ว่านายไม่ชอบพี่ แต่ว่าไปด้วยกันหน่อยนะ”

“...”

“เราจะได้สนิทกันไง”

“ใครอยากจะไปสนิทด้วย” ปากเขาเร็วกว่าใจ แล้วก็มารู้สึกแย่ที่พูดออกไปแบบนั้น “คือ...”

“ชานยอลอ่ะ น้อยใจเลยนะ ไปด้วยกันเลย”

“...เลี้ยงข้าวด้วยละกัน ดูหนังด้วยนะ อยากดู”

“โอเค๊!” พี่แบคฮยอนตอบเขาเสียงสูง หัวเราะเสียงดังก่อนจะหันมายิ้มกว้างให้เขา “เป็นเด็กจอมไถเหรอ?”

“ไถพี่นั่นแหละ...”

“ยอมให้ไถเลย วันนี้พี่เลี้ยงเอง!”

ไหน ๆ ก็ได้มาอยู่ตรงนี้แล้ว ชานยอลคิดว่าเขาจะขอตามใจตัวเองสักหนึ่งวัน อย่างน้อยก็จนกว่าจะถึงบ้านก็แล้วกัน

อยากจะทำอะไรตามใจ แค่ในช่วงเวลานี้ก็ยังดี

ไม่นานนักเขากับพี่แบคฮยอนก็เดินทางมาถึงห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ คนอายุมากกว่าบอกว่าถ้าจะดูหนังก็ให้ไปจองรอบหนังก่อนแล้วค่อยใช้เวลาว่างก่อนหนังฉายไปซื้อของ หลังจากดูหนังก็จะไปกินข้าวด้วยกัน แล้วเดี๋ยวจะส่งชานยอลให้ถึงบ้านอย่างปลอดภัยหายห่วง ตัวเขาเองก็ได้แต่พยักหน้าตามใจอีกฝ่ายไป อะไรก็ได้ในนาทีนี้

“หนูจะดูหนังเรื่องอะไร?”

“พี่อย่ามาเรียกผมว่าหนูนะ” เขาโตแล้ว เรียกแบบนี้ไม่ได้ “ให้มันดีหน่อย”

“ชานยอลอยากดูเรื่องไหน?” พี่แบคฮยอนกลั้นยิ้มใส่เขา ท่าทางเหมือนตลกอะไรนักหนา “เลือกเลย”

“เอาเรื่องนี้” เขาชี้ไปยังโปสเตอร์ที่มีผู้ชายกับผู้หญิงหันหลัง แสงอาทิตย์ยามพระอาทิตย์ตกเป็นฉากหลัง

“หนังรัก?”

“ทำไม มีปัญหารึไง?” ทำไมถึงได้ยิ้มไม่เลิกสักทีแบบนี้ เขาจะหงุดหงิดแล้วนะ

“ไม่มีนี่ ก็แค่...เราดูไม่น่าชอบอะไรแบบนี้” พี่แบคฮยอนเป็นคนเลือกที่นั่ง ก่อนที่เราจะได้บัตรภาพยนตร์มาอยู่ในมือ “นึกว่าจะชอบแบบแอคชั่น-ไซไฟน่ะ”

“แล้ว...พี่ชอบดูแบบไหน?”

“ชอบแบบดราม่าน่ะ แบบที่ดูแล้วอินจัด ๆ ทำให้รู้สึกจุก” เขาได้รับบัตรมาจากคนที่กำลังตอบคำถามเขา “ไปซื้อของกัน เดี๋ยวไม่ทัน”

พี่แบคฮยอนพาเขาเดินไปยังฝั่งที่ขายเครื่องใช้ในบ้าน ไม่รู้ว่าของขวัญแต่งงานคนเค้าจะให้อะไรกัน เขาเองก็ไม่เคยมีเพื่อนแต่งงานมาก่อน ยังอยู่ในวัยเรียนอยู่เลย ไม่ค่อยแน่ใจในเรื่องแบบนี้เท่าไหร่นัก

“พี่ว่า...จะซื้อเครื่องผสมอาหารน่ะ”

“...”

“ทำไมล่ะ ก็เพื่อนบอกว่าอยากได้ ก็เลยจะซื้อให้”

“เราต้องซื้อของที่เพื่อนอยากได้เหรอ?”

“ก็ถ้าสนิทกันก็จะถามไงว่าอยากได้อะไร แบบ...บางคนก็อยากได้เงินมากกว่าอยากได้ของล่ะนะ แต่เพื่อนพี่บอกว่าอยากได้เครื่องผสมอาหาร แบบที่ตีผสมขนมน่ะ เคยเห็นไหม ในทีวี”

“เคย” เขาเคยเห็นเครื่องแบบนี้ในรายการทำอาหาร เอาไว้ตีส่วนผสมให้เข้ากัน

ชานยอลช่วยพี่แบคฮยอนดูในเรื่องยี่ห้อ ประสิทธิภาพในการใช้งาน ระยะเวลาที่รับประกัน รวมถึงราคาที่คิดว่าสมเหตุสมผลกับวัสดุที่ใช้ทำรึเปล่า เอาจริง ๆ เขาก็ไม่ได้เข้าใจและไม่ได้รู้เรื่องอะไรแบบนี้เท่าไหร่ ได้ยืนมองอีกฝ่ายเลือกในสิ่งที่ตัวเองชอบนั่นแหละ

“พี่ซื้ออันนี้ดีไหม?” พี่แบคฮยอนยืนดูเครื่องผสมอาหารที่ราคาค่อนข้างสูง วัสดุดูทนทาน น่าจะอยู่คงทนกับเพื่อนไปอีกนาน

“แพงอ่ะ พี่ไปเอาเงินมาจากไหน? ยังไม่ได้ทำงานเลยนี่”

“ก็เงินทุน ทำงานในมหาลัยนั่นแหละ นายว่าไงล่ะ?”

“ก็แล้วแต่พี่” เขาไม่สามารถออกความเห็นได้เพราะไม่ค่อยรู้เรื่องนัก

“ชานยอลนี่นะ...ต่างจากชานฮยอนจริง ๆ”

“...”

“รายนั้นนะ...แนะนำกันยาวเหมือนเป็นคนขายเองเลย สีขาวสวยกว่า อันนี้ดูดีกว่า ถ้วยของอันนี้ดู—”

“ถ้างั้นทำไมไม่ชวนมันมาล่ะ ชวนผมมาทำไม”

“คือพี่—ชานยอล เดี๋ยวก่อนสิ!”

ทั้งที่ตั้งใจว่าจะใช้วันนี้ให้คุ้มค่า แต่สุดท้ายเขาก็ต้องมาอดทนเก็บอารมณ์ของตัวเองเอาไว้ให้ได้จากคำพูดของพี่แบคฮยอนแล้วเดินเลี่ยงออกมาโดยไม่แม้แต่จะฟังเสียงที่ไล่ตามหลัง ถ้าเขาต่างจากพี่มาก ถ้าเกิดว่าช่วยอะไรไม่ได้สักอย่าง แล้วจะชวนเขามาทำไม ทำไมต้องทำท่าดีใจตอนที่ตอบตกลงมาด้วย สุดท้ายก็มาพูดแบบนี้ จะทำให้เขาเจ็บช้ำไปถึงไหน แผลในใจเขาเกิดขึ้นทุกวัน เพียงแค่คำพูดเพียงแค่คำเดียวก็ทำให้ใจรู้สึกเหมือนโดนกรีดเป็นแผลแล้ว

ถ้าเป็นชานยอล...สำหรับพี่แบคฮยอนแล้ว คงจะไม่เคยเทียบพี่ชานฮยอนได้เลยสักครั้ง

แอบรักเค้ายังไม่พอ ทำไมถึงต้องเป็นคนที่รักไม่ได้ คนที่เขาทำได้แค่อดทนแล้วบอกตัวเองว่าไม่เป็นไร พยายามทำใจที่ยิ่งทำเท่าไหร่ก็ยิ่งรู้ว่ามันไม่มีวันสำเร็จ

เท้าทั้งสองข้างของเขาก้าวเดินไปจนเกือบจะออกจากห้างสรรพสินค้า แต่โทรศัพท์ในกระเป๋าที่สั่นไม่หยุดนั้นทำให้รู้สึกชั่งใจ บอกกับตัวเองว่าถ้าเดินออกไป โอกาสในวันนี้ก็จะจบลง แล้วถ้าเดินออกไป...เรื่องมันอาจจะง่ายกว่านี้ก็ได้

เบอร์ที่ขึ้นอยู่เป็นเบอร์ของพี่แบคฮยอนที่เขามีเอาไว้ในโทรศัพท์นานแล้ว พี่ชายของเขาสั่งให้บันทึกเอาไว้ เพื่อที่ในเวลาที่เกิดปัญหา เขาจะสามารถโทรหาใครที่เป็นเบอร์ฉุกเฉินเพิ่มขึ้นอีกเบอร์ในชีวิตได้

ทั้งที่ตั้งใจว่าจะรอให้มันตัดสาย แต่มือของเขากลับไม่เชื่อฟังเลยสักนิด

“อะไร?” ชานยอลรับสายไปแล้ว ต่อให้ตัดสายตอนนี้ก็คงไม่ทันแล้ว

(อยู่ไหน?)

“ผมจะกลับบ้านแล้ว พี่ไม่ต้องมาสนใจหรอก”

(จะกลับทำไมล่ะ โกรธอะไรพี่?)

“ไม่ได้โกรธ” ชานยอลหยุดเดินก่อนจะพาตัวเองไปหยุดอยู่ริมกระจกร้านขายเสื้อผ้าแบรนด์ดัง “ทำอะไรผิดล่ะ ถึงได้คิดว่าผมจะโกรธ”

(ไม่รู้สิ ชานยอลก็โกรธพี่ตลอดเวลาอยู่แล้ว)

“...”

(อย่ากลับเลยนะ คุยกับพี่ก่อน เรา...ไปเจอกันหน้าโรงหนังได้ไหม?)

“เดี๋ยวผมโทรตามพี่ให้”

(พี่ไม่ได้จะดูกับชานฮยอน พี่จะดูกับเรา)

“...”

(จะเลี้ยงข้าวด้วยนะ ไปกินหม้อไฟทะเลกัน)

“...”

(เถอะหน่า นะ ชานยอลนะ)

“ผมกำลังเดินไป”

(ดีมาก! เจอกันหน้าโรงหนังนะ!)

เขามันก็เป็นแบบนี้ทุกที สุดท้ายเขาก็เดินกลับเข้าไปในโอกาสที่อาจจะไม่เกิดขึ้นอีกแล้วในชีวิตนี้ มันอาจจะเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายในชีวิตที่เขาจะได้หนูหนังกับพี่แบคฮยอน ได้นั่งกินข้าวด้วยกัน มันอาจจะไม่มีวันเกิดขึ้นแล้วก็ได้

อดทนและจำมันเอาไว้ให้ดีที่สุด ไม่ว่าในวันนี้เขาจะรู้สึกอย่างไรก็ตาม

“ชานยอล!” คนเสียงดังเก่งเหมือนที่เคยเป็นเสมอมาวิ่งเข้ามาหาเขา “เข้าเลยไหม ใกล้จะได้เวลาแล้ว”

“อืม ไปดิ”

“โกรธอะไร อยากได้เครื่องผสมอาหารเหมือนกันเหรอ ให้พี่ซื้อให้ไหม?”

“ผมจะเอาไปทำอะไร?” เขาถามย้อนกลับไปขณะที่เรากำลังเดินเข้าโรงหนังไปด้วยกัน

“ไม่รู้สิ เดาไม่ออกเหมือนกันว่าจะเป็นรื่องอะไรดี” คนตอบยิ้มแป้น ให้เขาได้ถามกลับไปอีกว่าจะยืนยิ้มบื้อ ๆ หรือจะเข้าไปดูหนัง คนฟังได้ยินแบบนั้นก็ทำหน้าบึ้ง บอกว่าจะเข้าไปดูหนังก็ได้

ทั้งเขาและพี่แบคฮยอนไม่ได้ซื้อป็อปคอร์นหรือขนมกินเล่นอะไรเพราะมีแผนว่าจะไปหาอะไรกินกันต่อ หนังที่เขาเลือกดูในวันนี้เป็นหนังรักที่อยู่ในช่วงวัยรุ่นและวัยเรียน เป็นเรื่องราวของนักเรียนมัธยมปลายสองคนที่เป็นคู่แข่งกันในการแข่งขันไวโอลินระดับประเทศ สุดท้ายความรู้สึกอยากเอาชนะก็กลายมาก็กลายมาเป็นมิตรภาพดี ๆ เป็นหนังที่จบแบบปลายเปิดให้เราได้คิดว่าต่อจากนี้มิตรภาพของคนสองคนนี้จะเปลี่ยนไปทางไหนและจะเป็นอย่างไร

ชานยอลแอบหันไปมองคนข้าง ๆ เขาที่กำลังดูหนังอย่างตั้งใจจนไม่สังเกตเห็นว่ามีสายตาของเขาจับจ้องอยู่ในทุกการกระทำ การได้แอบมองอยู่แบบนี้เป็นอะไรที่มากที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้แล้ว ความรู้สึกของคนที่แอบรักมันเป็นเรื่องที่เจ็บปวด แต่ก็อาจจะพูดได้ว่ามีความสุข...ในเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ แบบนี้นั่นแหละ

“ชานยอลว่าสองคนนั้นจะคบกันไหม?” พี่แบคฮยอนหันมาถามเขาตอนเราเดินออกมาด้วยกัน “หรือว่าเป็นแค่เพื่อนกัน?”

“มันก็แล้วแต่จะคิด”

“แล้วนายคิดว่าไงล่ะ?”

“ถ้าคิดจากนิสัยของตัวละคร เค้าก็น่าจะคบกันนะ”

“ใช่ไหมล่ะ พี่ก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน” พี่แบคฮยอนเห็นด้วยกับเขา “พี่ชอบคนแบบพระเอกเหมือนกันนะ ดูเป็นคนจับต้องได้แบบมีข้อเสียน่ะ”

“แล้วพี่มีไหม?” เขาเอ่ยปากถาม “ข้อเสียน่ะ”

“อืม...พี่ติดนิสัยชอบเล่นไปหน่อยมั้ง คนอื่นชอบคิดว่าพี่ไม่จริงจังอยู่เรื่อย แต่ความจริงแล้วพี่จริงจังนะ”

“...”

“ส่วนข้อเสียของชานยอลก็เป็น...ชอบอารมณ์เสียใส่พี่อยู่เรื่อย”

“ผมเปล่าสักหน่อย”

“ก็ชานยอลชอบหงุดหงิดเวลาที่เจอพี่...”

“นั่นเพราะว่าพี่ทำให้ผมหงุดหงิดต่างหาก”

“พี่ไปทำอะไรให้?”

“ทำทุกอย่างแหละ”

ไม่ว่าจะยิ้ม จะหัวเราะ จะเศร้า จะโกรธ จะโวยวาย จะตะโกนแข่งกับเขา จะน่ารัก...ในแบบของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการกระทำไหน ไม่มีใครเข้าใจเขาหรอกว่าเวลาที่ต้องห้ามใจตัวเอง ต้องแกล้งทำเป็นไม่ชอบทั้งที่ชอบแทบตายมันยากมากแค่ไหน

“ทุกอย่างคืออะไร ไล่มาให้หมดเลยนะ”

“ถ้าพี่ไม่เลิกพูดเรื่องนี่ผมจะกลับบ้าน”

“งั้น...พี่มีร้านโปรดอยู่”

“ร้านโปรดของพี่กับพี่ชานฮยอนน่ะเหรอ ไปกินเองก็แล้วกัน”

“ไม่ใช่ ร้านประจำพี่กับแม่ต่างหาก” แขนของเขาถูกดึงเอาไว้โดยคนที่พูดรัวเร็วจนฟังแทบไม่ทัน “ไปกันเถอะ”

“พี่กับแม่จริง ๆ นะ”

“พ่อด้วย”

“โอเค พ่อด้วย” มันเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ “แต่ผมไม่ชอบกินปลาหมึก พี่บอกให้เค้าใส่น้อย ๆ ได้ไหม?”

“ได้สิ เดี๋ยวพี่บอกให้” พี่แบคฮยอนชูนิ้วก้อยขึ้นมาตรงหน้าเขา “แต่สัญญามาก่อนว่าจะพูดกับพี่ดี ๆ”

“...”

“แบบไม่อารมณ์เสียน่ะ”

“แค่วันนี้นะ”

“ตกลง” เขาได้รับรอยยิ้มกว้างจากพี่แบคฮยอนที่เอาแขนมาควงคนตัวใหญ่กว่าอย่างเขาให้เดินไปด้วยกัน ใบหูทั้งสองข้างของเขากลายเป็นสีแดงก่ำ แต่พี่แบคฮยอนมองไม่เห็นมันหรอก

เหมือนกับว่ากำลังฝันอยู่ เหมือนในความฝันเลย

ร้านประจำของพี่แบคฮยอนนั้นอยู่ห่างจากห้างสรรพสินค้าไปประมาณห้าสิบเมตร ด้านหน้ามีคนยืนรออยู่เล็กน้อยเพราะไม่มีที่นั่งเพียงพอที่จะต้อนรับได้พร้อมกันหมดทุกคน พวกเขาสองคนก็เป็นหนึ่งในนั้นเหมือนกันที่ได้มายืนรอให้ถึงคิวของตัวเองแบบนี้

“ไม่ใส่ปลาหมึกครับ” พี่แบคฮยอนบอกพนักงานที่ให้เราสั่งอาหารเอาไว้ก่อน “ชานยอลไม่กินอะไรอีกไหม?”

“ไม่มีแล้วครับ” ชานยอลมองเมนูในมือของพี่แบคฮยอน “ผมชอบกินหัวไชเท้า”

“งั้นเอาหัวไชเท้าเยอะ ๆ”

“แล้วพี่...ชอบกินอะไรครับ?”

“พี่ชอบปู” พี่แบคฮยอนยิ้มกว้าง “นายชอบไหม สั่งเยอะ ๆ เลยนะ”

“ครับ แล้วก็ขอแบบเผ็ดมาก ๆ ชอบแบบเผ็ด ๆ”

“ไม่เอา เดี๋ยวปวดท้อง” คนพูดเอากำปั้นต่อยท้องเขา “เผ็ดปานกลางก็พอ ถ้าเป็นอะไรขึ้นมาก็หายากินเองไม่ได้อีก พอจะรู้อยู่”

“พี่ก็มาดูแลผมสิ”

ชานยอลหลุดออกไป เขารู้ว่าปากตัวเองมันไม่รักดี แต่ทำไมถึงได้พูดออกไปแบบนี้ สมองของเขากำลังทำงานอย่างหนักเพื่อรองรับผลที่ตามมา อาจจะเป็นสีหน้าที่แปลกไป อะไรที่จะแสดงออกให้เห็นถึงเรื่องที่มันไม่ดี

แต่...เขากลับมองเห็นแต่รอยยิ้มเสียอย่างนั้น

“คิดค่าดูแลนะ นาทีละหมื่นวอน”

“พี่เป็นหมอมือทองรึไง?”

“พี่เป็นหมอเครื่องจักรนะ ซ่อมเก่งเลย อะไรเสียก็เรียกพี่ได้” พี่แบคฮยอนยิ้มไปพูดไป “แต่ถ้าเราปวดท้องจริง ๆ พี่ดูแลฟรีก็ได้นะ”

“...”

“แลกกับ...เล่นเปียโนเพลงรักให้พี่ฟังหนึ่งเพลง”

“แบบนี้เรียกฟรีตรงไหน...”

“ก็ฟรีแบบมีข้อแลกเปลี่ยนไง” พี่แบคฮยอนลากเขาเข้าไปในร้าน “แบบถ้อยทีถ้อยอาศัย”

โต๊ะที่เราได้เป็นโต๊ะในมุมติดกำแพงที่เงียบสงบอย่างเหลือเชื่อสำหรับร้านอาหารแบบนี้ เราสามารถพูดคุยกันได้โดยที่ไม่มีเสียงอื่นใดมารบกวน เขานั่งดูโน้ตดนตรีในขณะที่พี่แบคฮยอนเองก็ง่วนอยู่กับอะไรบางอย่างในโทรศัพท์ นั่งรออยู่ไม่นานอาหารก็มาเสิร์ฟจนเต็มโต๊ะ รวมถึงปูตัวใหญ่ ๆ หลายตัวของพี่แบคฮยอน

มันคงจะกลายเป็นความทรงจำที่ดีที่สุดความทรงจำหนึ่งในชีวิต ในการที่เขาได้มากินข้าวกับพี่แบคฮยอนเป็นครั้งแรก ได้ดูหนังด้วยกันสองคนเป็นครั้งแรก มันเหมือนกับฝันที่ชานยอลคิดว่าตัวเองไม่มีวันจะเอื้อมถึง แต่ว่ามันก็เป็นไปได้ในวันนี้ วันที่เขาได้มองพี่แบคฮยอนส่งยิ้มให้ ชูปูที่เกลี้ยงเหลือแต่กระดองให้เขาดู

ถึงแม้ว่ามันจะมีรสขม ๆ เจือปนอยู่ก็ตาม

“พี่น่ะ...ชอบเพลงที่เราเล่นมากเลยนะ หมายถึง...เวลาที่เล่นเปียโนน่ะ” พี่แบคฮยอนยิ้มกว้างให้เขาที่ส่งปูที่แกะแล้วให้ “พี่ชอบแอบไปยืนฟังหน้าประตูเวลาที่เราซ้อมอยู่...มันไม่ได้น่าเกลียดหรอกเนอะ ขอโทษทีนะ”

“...”

“แต่ชานยอลไม่ชอบใช่ไหมล่ะ หงุดหงิดทุกที”

“ผมไม่ค่อยชอบเวลาที่มีคนอยู่ในห้องซ้อมน่ะ มันรบกวนสมาธิ” ชานยอลไม่ชอบจริง ๆ เวลาที่มีคนอยู่ด้วยเวลาที่เขาต้องการสมาธิ มันดึงความสนใจของเขาไปจนหมดเมื่อมีใครขยับตัวเข้า “ยกเว้นอาจารย์นะ”

“อยากฟังเพลงรักจากนายจัง ไม่เคยได้ยินนายเล่นเลย”

“ผมไม่เล่นให้พี่ฟังหรอก” เขายิ้มให้พี่แบคฮยอน รู้สึกขม ๆ ในใจ”ผมจะเอาไว้เล่นให้คนที่ผมชอบฟัง”

“อ้อ...นั่นสินะ” พี่แบคฮยอนเองก็ยิ้มกลับมา “นายไม่ชอบพี่นี่หน่า”

“...”

“อดฟังเลยเนอะ”

“พี่ไม่อยากฟังหรอก ผมไม่ได้เล่นเพราะอะไร”

“ชานยอลเก่งที่สุดแล้ว ทำไมพูดแบบนั้นล่ะ?”

“ผมยังต้องฝึกอีกเยอะ” เขาคิดแบบนั้นจริง ๆ ทั้งหมดที่ทำอยู่นี้ยังไม่เข้าใกล้คำว่ามืออาชีพด้วยซ้ำ “เยอะมากจริง ๆ”

“ชานยอลก็ฝึกเพลงรักสิ เอาไว้พี่จะไปแอบฟังที่หน้าประตู”

“ไม่เอา” ชานยอลไม่มีวันเล่นมันได้อีกแล้ว “เพลงรักต้องเล่นตอนที่มีความรัก กำลังตกหลุมรัก ถ้าเล่นตอนนั้นคงจะมีความสุขมาก ๆ”

“งั้น...ชานยอลไม่มีความรักเหรอ?”

“ก็มี...” เขาไม่อยากจะพูดถึงมันนัก “แต่ก็เท่านั้นแหละ ช่างมันเถอะ”

“หมายความว่าไง?”

ชานยอลไม่ได้ตอบคำถามของพี่แบคฮยอน เขาจะไปตอบมันได้อย่างไร ถ้าให้พูดออกมาจากหัวใจ เขาไม่มีวันจะพูดมันออกไปได้เลย

หลังจากจัดการทุกอย่างที่อยู่ตรงหน้าเรียบร้อยแล้ว พี่แบคฮยอนก็บอกว่าที่จะเลี้ยงก็คือเลี้ยงจริง ๆ ทั้งที่เขาบอกว่าพูดเล่นแต่พี่แบคฮยอนก็บอกให้เขาเก็บเงินของตัวเองไป ก่อนที่เราจะเดินกลับไปที่ลานจอดรถใต้ดินห้างสรรพสินค้า คนที่บอกว่าอิ่มมากแล้วนั้นซื้อไอศกรีมกินระหว่างทาง ทั้งยังซื้อให้เขาโดยที่ไม่ถามอะไรเลยสักคำ และนั่นทำให้เขาได้ไอศกรีมรสชาเขียวมาไว้ในมือ เพราะคนซื้อให้บอกว่ามันจะทำให้เขาสบายใจ และทำให้อารมณ์ดี

รถบนถนนนั้นค่อนข้างติดเหมือนทุกวัน แต่มันก็เป็นเพียงชั่วขณะที่รถอยู่กับที่ เพราะว่าขยับได้เรื่อย ๆ จึงไม่ใช่เรื่องที่น่าเบื่ออะไร ภายในรถมีเสียงเพลงบัลลาดของนักร้องชื่อดังที่พี่แบคฮยอนร้องตามได้ทุกประโยค และนั่นทำให้ใจของเขาเต้นแรง เพราะไม่เคยได้ยินพี่แบคฮยอนร้องเพลงมาก่อนเลย

“วันนี้เรียนเป็นยังไงบ้าง? ลืมถามเลย” พี่แบคฮยอนชวนเขาคุย “แล้วที่บอกว่าจะสอบล่ะ เป็นยังไง?”

“ก็เรื่อย ๆ อ่ะ เรื่องสอบก็โอเค”

“ดนตรีตะวันตกนี่...เรียนอะไร?”

“ก็เรียนดนตรี”

“อ๋อ พี่ไม่รู้เลยสินะว่าต้องเรียนดนตรีเนี่ย” พี่แบคฮยอนยู่หน้าใส่เขาที่ยิ้มกลับไปเมื่อได้เห็นสีหน้าแบบนั้น “แต่พี่ว่านายเก่งนะ จะต้องไปได้ไกล”

“จะไปไหนไกลล่ะ รถก็ยังขับไม่เป็นเลย”

“ชานยอล เดี๋ยวตีเลย”

เวลาที่พี่แบคฮยอนทำหน้าย่นหน้ายู่เหมือนลูกหมาวัยกำลังคันฟันแล้วมันน่ารักมาก ๆ เขาล่ะนึกอิจฉาคนที่ได้เห็นมันทุกวันอย่างพี่ชายของเขาจริง ๆ คงจะมีความสุขกันมาก พี่ชายของเขาเป็นพี่ที่ดีที่สุด และเป็นคนที่โชคดีที่สุดในโลกเช่นเดียวกัน

“พี่...รักพี่ชายผมมากรึเปล่า?”

“ทำไมถึงถามอย่างนั้นล่ะ?”

“เปล่า ไม่มีอะไรหรอก” ชานยอลเบนสายตาออกไปนอกหน้าต่าง “ช่างมันเถอะ”

ต้องรักกันอยู่แล้ว ถามอะไรโง่ ๆ

ฝันกลางวันของคนอย่างเขา ก็คงต้องจบลงเท่านี้เหมือนกัน

 

 

 

 

 

 

เมื่อวานชานยอลนั่งเล่นเปียโนทั้งวัน ยี่สิบสี่ชั่วโมงในหนึ่งวันนั้น เขาแทบจะใช้เวลาไปถึงสิบห้าชั่วโมงเพื่อเล่นเปียโนเพียงอย่างเดียว ฟุตบอลที่ถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์เขาก็ไม่ได้ดู ได้แต่เปิดวิทยุคลอไปกับเสียงเพลงของเขา เล่นทั้งวันทั้งคืนจนพ่อบอกว่าให้ออกมาทำอย่างอื่นบ้างแต่เขาก็ไม่ได้ฟัง วันนี้เลยคิดว่าจะนอนอยู่บนเตียงทั้งวัน นอนให้เต็มตื่น

แต่มันก็ต้องถูกล้มไปเพราะพี่ชายที่เปิดประตูเข้ามาโดยที่ไม่ได้เคาะเลยสักครั้ง บ้านเรามีกฎว่าต้องเคาะประตูไม่ใช่เหรอ หรือว่าเขาจะหลงลืมไป

“ชานยอล”

“พี่เคาะประตูก่อนดิ!” เขาเงยหน้ายับ ๆ ขึ้นมาจากหมอน “ทำไมงี้ล่ะ?”

“แล้วทำไมไม่ล็อกประตูล่ะวะ” พี่ชานฮยอนยืนอยู่หน้าประตูห้องนอนของเขา จากสภาพแล้วคงจะพร้อมไปทำงาน “วันนี้มีเรียนไหม?”

“ไม่มีอ่ะ วันหยุด” เขาหันหน้าหนีพี่ชาย “ออกไปเลย ผมจะนอน”

“...ไปดูแบคฮยอนให้หน่อยดิ มันไม่สบายน่ะ”

“เป็นไรอ่ะ?” ถึงจะหันหลังอยู่แต่เขาก็หายง่วงเป็นปลิดทิ้ง ในใจคิดว่าจะเป็นอะไรมากไหม หนักมากรึเปล่า แต่สิ่งที่เขาพูดออกไปมันคงจะเหมือนอย่างที่ใจคิดไม่ได้ “ไปดูเองดิ นั่นแฟนพี่นะ”

“วันนี้มีประชุม มันเพิ่งโทรมาบอกเมื่อกี้ ไปดูให้หน่อยหน่า”

“...”

“รู้ว่าไม่ชอบ แต่ไปดูให้หน่อยว่าเป็นอะไรมากไหม ดูเรื่องอาหารการกินแล้วก็กลับมาเลยก็ได้”

“...”

“จะใจดำไปไหนวะ ไอ้น้องคนนี้นี่”

“พี่จะไปทำงานก็ไปดิ” ชานยอลก้าวลงจากเตียง “เดี๋ยวจะไปหาพี่แบคฮยอนแล้ว”

“เออ ขอบใจ” พี่ชายเดินมาผลักศีรษะของเขาเบา ๆ ด้วยความเอ็นดู “...มีอะไรไม่สบายใจรึเปล่า ตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว...”

“ไม่มีอะไร”

“ถ้าเกิดว่ามีอะไร...เล่าให้พี่ฟังได้เหมือนเดิมนะ”

“...”

“โตเป็นหนุ่มแล้วจะไม่สนิทกันเหมือนเดิมรึไง?”

“กินยาไม่เขย่าขวดรึไง ไปทำงานได้แล้วไป”

“เออ ฝากแบคฮยอนด้วย” พี่ชายของเขากำชับก่อนจะส่งยิ้มให้ “รักนะ น้องชานยอล”

“โอ๊ยยยย ไปสักที!”

เขาเดินเข้าห้องน้ำเพื่อชำระร่างกาย ในใจรู้สึกผิดต่อพี่ที่แสดงความรู้สึกออกไปจนสามารถสังเกตเห็นได้ แต่อีกใจก็นึกสุขใจที่จะได้ไปหาพี่แบคฮยอน คิดอย่างหนักในใจว่าจะเป็นอะไรมากไหม หนักหนารึเปล่า เขาจะเตรียมข้าวแล้วก็เตรียมยาไปด้วยเลยละกัน อย่างน้อยก็กันไว้ดีกว่าแก้ ถ้าพี่แบคฮยอนมีทุกอย่างพร้อมแล้วเขาก็กลับ

หลังจากอาบน้ำเสร็จเขาก็เดินลงไปข้างล่าง ตรงเข้าห้องครัวเพื่อทำอะไรง่าย ๆ ใส่กล่องไปให้พี่แบคฮยอนทาน สุดท้ายมันก็จบที่ข้าวต้มหมูสับง่าย ๆ ที่ไม่มีอะไรนอกจากข้าวกับหมู แต่รสชาติมันก็ใช้ได้เพราะเขาปรุงรสให้เป็นไปตามที่เขาชอบ แต่คนป่วยก็คงกินอะไรไม่อร่อยทั้งนั้นแหละ

นอกจากข้าวต้มก็มียาแก้ปวดหัว พาราเซตามอล ยาแก้หวัด ยาแก้ไอ เขาเอาไปทุกอย่างเท่าที่จะเอาไปได้เพราะไม่รู้แน่ชัดนักว่าพี่แบคฮยอนเป็นอะไร

บนโต๊ะอาหารมีสิ่งของวางอยู่สองสามอย่างที่แสดงถึงความรอบคอบของพี่ชายเขา กระดาษที่มีข้อมูลที่อยู่ของพี่แบคฮยอน คีย์การ์ดสำหรับเข้าห้อง พอเห็นของที่วางอยู่เขาถึงได้รู้ว่าพี่แบคฮยอนไม่ได้อาศัยอยู่ที่บ้าน ทั้งที่เขาคิดมาตลอดว่ามันเป็นแบบนั้น แล้วบ้านของพี่แบคฮยอนอยู่ที่ไหนกันล่ะ ไม่ได้เป็นคนที่นี่รึไง

ใจของเขาไม่ได้ขวนขวายอยากจะรู้เรื่องของพี่แบคฮยอนมากนัก บอกใจของตัวเองว่าจะรู้ไปทำไม รู้ไปให้ตัวเองเจ็บใจเล่นเปล่า ๆ แต่พอได้รู้อะไรแบบนี้ มันก็ทำให้เขาคิดได้ว่ามันคงมีอะไรอีกมากที่เขาไม่เคยได้รู้มาก่อน

ชานยอลให้แท็กซี่ไปส่งตามที่อยู่ที่พี่ชายเขียนใส่กระดาษเอาไว้ให้ เขาสังเกตทั้งสองข้างทางตลอดเวลาว่าจะนำพาเขาไปสู่ที่ไหน ก่อนที่รถจะจอดที่หน้าคอนโดแห่งหนึ่งที่ไม่ได้ไกลจากมหาวิทยาลัยมากนัก ไม่เคยนึกมาก่อนเลยว่าอีกฝ่ายจะอยู่แถวนี้ ความจริงแล้วมันก็ไม่ได้แปลกอะไรหรอก เพราะชานยอลกับพี่แบคฮยอนเรียนอยู่มหาวิทยาลัยเดียวกัน เพียงแต่ว่าคณะของเราอยู่กันคนละฟากจึงทำให้ไม่เคยเจอกันเลย และมันก็เป็นเพราะเขาเองด้วยนั่นแหละ

จากกระดาษที่ได้รับทำให้เขารู้ว่าพี่แบคฮยอนอยู่ห้อง 0812 ชานยอลหยุดยืนอยู่หน้าห้องอยู่นาน หยุดยืนทำสิ่งที่เรียกว่าทำใจ มันยากมากที่เขาจะทำแบบนี้ และมันต้องใช้ความกล้ามากมายมหาศาล ก่อนที่จะสอดคีย์การ์ดเข้าไปจนมันขึ้นไฟสีเขียว ปลดล็อกเรียบร้อยให้เขาได้เข้าไป

สายตาของเขามองเห็นห้องนั่งเล่น ขวามือของเขาเป็นห้องครัว ประตูตรงนั้น...คงเป็นห้องนอนสินะ

จากประตูห้องนอน เขามองเห็นพี่แบคฮยอนนอนอยู่บนเตียง ผ้าห่มชิดอก หลับตาพริ้มรวมถึงหายใจสม่ำเสมอ สีหน้าซีดเซียวสมกับที่บอกว่าไม่สบาย ชานยอลได้แต่ยืนมองอยู่สักพักเหมือนคนทำอะไรไม่เป็น ก่อนที่สมองของเขาจะประมวลว่าเราควรจะต้องเช็ดตัวให้คนป่วย มันคงเป็นวิธีเบื้องต้นที่ควรทำ ของที่อยู่ในมือของเขาทั้งหมดจึงถูกวางไว้บนเคาน์เตอร์ครัว หากะละมังใบเล็กเพื่อใส่น้ำ รวมถึงถือวิสาสะเปิดตู้เสื้อผ้าเพื่อหาผ้าสะอาดที่จะนำมาเช็ดตัวได้

เริ่มจากที่แขนทั้งสองข้างเป็นที่แรก ตัวของพี่แบคฮยอนนั้นร้อนเป็นไฟจนเขารู้สึกไม่สบายใจเพราะเป็นห่วง ในใจร้อนรนไม่ต่างกัน ควรจะเช็ดตัวอย่างไรดีถึงจะช่วยให้มันเย็นลงกว่านี้ได้ เขาทำอะไรได้บ้าง

“...ใครน่ะ” คนป่วยลืมตาขึ้นแต่ก็ทำไม่ได้ดีนักราวกับว่ามันหนักหนาที่จะทำ “...ชานยอลเหรอ”

“...”

“ชานยอล”

“ครับ” เขาตอบรับ “ผมเอง”

“มา...ได้ไง” พี่แบคฮยอนส่งยิ้มให้เขา ท่าทางอิดโรยเต็มที “เช็ดตัวให้ด้วย”

“ครับ...” เขาไม่รู้จะตอบอะไรนอกจากคำ ๆ นี้ “คือผม...”

“ขอบใจนะ” คนป่วยยกมือขึ้นมาจับมือเขาไว้ “เช็ดได้ไหม ให้พี่...ถอดเสื้อ—”

“ไม่ต้อง ๆ” ชานยอลพูดรัวเร็ว ห้ามคนไม่สบายที่คิดหวังให้เขาสะดวกขึ้นด้วยการปลดกระดุมชุดนอน “ผม...จะเช็ดแบบนี้...ให้”

เขาสอดมือเข้าไปใต้เสื้อของพี่แบคฮยอน เช็ดแบบไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร รู้ว่ามันไม่ได้เรื่องและนึกก่นว่าตัวเองในใจเหมือนกัน คนที่ตาปรือเพราะพิษไข้เองก็เอาแต่อมยิ้ม มีช่วงที่พลิกตะแคงให้เขาช่วยเช็ดด้านหลังให้ด้วย คนทำอย่างเขามันก็ได้แต่เลือดสูบฉีดขึ้นหน้า ใบหูเป็นสีแดงทั้งสองข้าง หวังว่าคนป่วยจะมองไม่เห็นมัน

“พี่...จะกินข้าวเลยไหม ผมทำข้าวมาให้”

“จริงเหรอ?” คนฟังยิ้มกว้าง “พี่อยากกิน แต่...ขอนอนก่อนได้ไหม?”

“ได้ครับ” ชานยอลไม่นึกขัดคนป่วย นอนเยอะ ๆ เป็นเรื่องที่ดี “งั้น...ถ้าใกล้เที่ยงผมจะมาปลุกนะ”

“โอเค” พี่แบคฮยอนพลิกตัว กอดผ้านวมผืนใหญ่ของตัวเอง “ชานยอลครับ...”

“...”

“ขอบใจนะ”

ชานยอลออกมานั่งรอพี่แบคฮยอนอยู่นอกห้อง ไม่กล้าแม้แต่จะเปิดทีวีดู เขาได้แต่นั่งเล่นโทรศัพท์ของตัวเอง นั่งจำโน้ตเพลงที่บันทึกเอาไว้ในโทรศัพท์เพื่อฆ่าเวลารอพี่แบคฮยอนตื่น ส่งข้อความไปหาพี่ชายว่าตอนนี้พี่แบคฮยอนหลับอยู่ ตัวร้อนจี๋แต่ว่าเช็ดตัวให้แล้ว เดี๋ยวพอเที่ยงจะให้กินข้าวกินยา พี่ชายของเขาก็ส่งข้อความกลับมาว่าโอเค ฝากด้วยนะ ตอนบ่าย ๆ จะเข้าไป

จนกระทั่งเวลาเดินไปถึงเที่ยงยี่สิบนาที เขาก็ชะโงกหน้าเข้าไปมองคนป่วยที่ยังคงนอนอยู่เหมือนเดิม อยากจะปล่อยให้นอนต่อไปแต่เขาก็รู้ว่าคนป่วยต้องกินข้าวและกินยา จึงตัดสินใจเดินเข้าครัวไปเอาข้าวต้มที่เตรียมมาใส่ไมโครเวฟ เตรียมยาที่จะให้กินให้เรียบร้อย ก่อนจะยกทั้งหมดที่มีไปหาคนป่วยถึงในห้องนอน ปลุกให้ตื่นมากินข้าวต้มที่เขาตั้งใจฟังสุดฝีมือ

“พี่ กินข้าว” ชานยอลเขย่าคนป่วยเพื่อปลุกให้ตื่น “ตื่นได้แล้ว”

“...”

“พี่ เดี๋ยวปวดท้องนะ ต้องกินยาอีก”

“อื้อ...” ตากะพริบเล็กน้อย พอสบตากับเขาก็ยิ้มให้ “กินข้าวกัน”

เขาตั้งหมอนที่อีกคนเคยหนุนให้พิงกับบริเวณหัวเตียง ก่อนจะประคองให้ลุกขึ้นมานั่ง ยกกล่องข้าวต้มมาถือเอาไว้ ก่อนจะเอาช้อนตักมันขึ้นมาเป่าให้หายร้อน ส่งมันจ่อปากพี่แบคฮยอนที่มองหน้าเขาไม่เลิก

“ชานยอล...ป้อนข้าวพี่เหรอ?”

“...”

“นี่ชานยอลจริง ๆ รึเปล่าเนี่ย?”

“อย่าพูดเยอะได้ไหม จะกินก็กิน”

“ครับผม” พี่แบคฮยอนยิ้มกว้าง อ้าปากรับข้าวที่เขาป้อน ท่าทางดูเหมือนจะรู้สึกขมไปหมด แต่ก็ยังมีความพยายามที่จะกิน “ตกลงมาได้ยังไง?”

“พี่ชานฮยอนบอกให้มา”

“อ๋อ...” คนฟังพยักหน้ารับเบา ๆ “ลำบากเราแย่เลย ขอโทษนะ”

“...ไม่ได้ลำบากหรอก” เขาคนข้าวต้มในกล่องแล้วป้อนคนป่วย คนที่กินไม่ไหวแล้วแต่ก็พยายามอย่างหนัก เคี้ยวข้าวอยู่ก็จะยิ้มให้เขา ระหว่างที่เขาเป่าข้าวต้มให้ก็ยังยิ้ม ทำไมถึงได้ทำให้เขารู้สึกเหมือนใจจะหลุดออกมาข้างนอกอยู่เรื่อย จะต้องทำตัวอย่างไรในสถานการณ์นี้ “พี่จะยิ้มทำไมนักหนา?”

“ก็ชานยอลน่ารัก”

“...”

“พี่...มีความสุขมากเลย”

ทั้งที่ใจแทบจะระเบิด แต่เขาก็ต้องเก็บมันเอาไว้ แสดงอะไรออกไปไม่ได้นอกจากสีหน้าที่เรียบนิ่งราวกับไม่ได้ยิน ไม่ได้คิดอะไรทั้งนั้น ทำได้แค่หันไปหยิบยาที่เตรียมมาและน้ำเปล่าในแก้วให้พี่แบคฮยอนจิบ

“พี่ไปทำอะไรมา?” เขาถามคนป่วยที่นอนอยู่บนเตียง

“ออกไปซื้อแกงน่ะ แล้วขากลับฝนมันตก...”

“อันนี้แก้ปวด อันนี้แก้หวัด แล้วก็...ยาลดไข้” เขาส่งยาให้คนป่วยสามเม็ด “กินให้หมดเลยนะ”

“ได้เลย”

“เดินตากฝนเป็นเด็กไปได้ อายุสิบขวบรึไง?” ชานยอลมองพี่แบคฮยอนที่เอาใส่ปากสามเม็ดพร้อมกันก่อนจะกินน้ำตาม

“ดุจัง” คนเป็นพี่หัวเราะ “ถ้ารอฝนหยุดก็ไม่รู้จะได้กลับบ้านเมื่อไหร่...”

“จะเช็ดตัวให้อีกรอบก็แล้วกัน” เขาลุกขึ้นจากเก้าอี้ที่ลากมาตั้งไว้ข้างเตียง เก็บกล่องข้าวแล้วก็จะไปเตรียมน้ำ “พี่จะได้นอนสบาย ๆ”

พอได้เช็ดตัวให้อีกครั้ง ชานยอลก็คงยังขัดเขินที่จะทำมันเหมือนเดิม ต่างจากคนป่วยที่เหมือนจะชอบใจ ยกแขน หันหลัง หันหน้าให้เช็ดได้สะดวกโดยที่ไม่ต้องพูดอะไรสักคำ

“ชานยอล”

“ครับ?”

“ขอโทษนะ ที่ให้เราต้องมาดูแลแบบนี้”

“ไม่ได้ว่าอะไรสักหน่อย...” เขาเช็ดตัวให้พี่แบคฮยอนอย่างตั้งใจ

“เกรงใจ แล้วเรา...คงไม่อยากทำ”

“...”

“ทำไมถึงไม่ชอบพี่ล่ะ พอจะบอกได้ไหม?”

“...ผมไม่ได้ไม่ชอบพี่”

“แต่ตอนนั้นเราบอกว่าเราไม่ชอบ”

“ผม...” เขาหาข้อแก้ตัวให้ตัวเองไม่ได้ “ช่างมันก็แล้วกัน จะพูดขึ้นมาทำไม”

“ก็เราชอบหงุดหงิดเวลาที่เจอหน้าพี่”

“ก็เพราะว่าผมไม่อยากเจอไง”

“...” พี่แบคฮยอนดึงแขนตัวกลับ ไม่ยอมให้เขาเช็ดต่อ “พี่...ไม่เข้าใจ”

“ไม่ต้องเข้าใจหรอก”

“พูดแบบนี้ได้ยังไง พี่อยากสนิทกับเรานะ”

คำว่าสนิทที่ออกมาจากปากของพี่แบคฮยอน มันก็คงหมายความถึงการสนิทสนมกันในฐานะแฟนของน้องชายตัวเอง...อย่างนั้นสินะ

“เราไม่ต้องมาสนิทกันหรอก” ชานยอลลุกยืนขึ้น “อย่ามาสนิทกันเลย”

“...”

“ที่ผมมาวันนี้เพราะว่าพี่ไม่สบาย ถ้า...ถ้าพี่ชานฮยอนไม่ยอก ผมก็คงไม่มา” เขาหันหน้าหนี กลั้นใจแทบตายที่จะพูดมันออกไป “เรา...ต่างคนต่างอยู่ไปนั่นแหละ ดีแล้ว”

ชานยอลเอาผ้าไปตากไว้ที่ระเบียงห้องพี่แบคฮยอน พยายามไม่สนใจคนที่นั่งอยู่บนเตียงว่าจะมีสีหน้ายังไงกับสิ่งที่เขาพูดไป ชานยอลเองก็เจ็บเหมือนกันที่พูดออกไปอย่างนั้นแต่เขาจะทำอย่างไรได้ เขาทำอะไรไม่ได้เลยสักอย่างนอกจากทำตัวให้ห่างจากพี่แบคฮยอนให้มากที่สุดเพื่อไม่ให้ความรู้สึกที่เขามีต่ออีกฝ่ายมันมากไปกว่านี้

“ผมกลับแล้วนะ” เขาไม่แม้แต่จะมองคนที่นั่งอยู่บนเตียง “ข้าวมีอีกกล่อง ถ้าตอนเย็นพี่หิวก็ไปอุ่นเอาละกัน ยาอยู่ตรงนี้นะ อย่าลืมกิน”

“อื้อ...”

“...”

“พี่...ขอโทษนะ”

“...”

“ขอโทษนะ ชานยอล”

ทั้งที่อยากจะร้องไห้แต่มันก็ร้องไม่ออก อยากจะตะโกนให้ดังลั่น ทำอะไรก็ได้เขาจะไม่ต้องกล้ำกลืนความรู้สึกของตัวเองแบบนี้ ความรู้สึกชอบของเขาจะต้องถูกกดเอาไว้ให้ทรมานใจ ทุกครั้งที่คิดถึงก็ต้องห้ามมันเอาไว้ให้ไหว บอกกับใจซ้ำ ๆ ว่าหยุดสักที หยุดทำให้ตัวเองเจ็บแบบนี้สักที

เพลงรักของเขา...ที่อยากจะให้พี่แบคฮยอนได้ฟัง

เพลงที่ออกมาจากปลายนิ้ว ส่งผ่านความรู้สึกในใจที่มีทั้งหมดออกไป แต่เขาคงไม่มีโอกาสได้ทำแบบนั้น

ไม่มีวัน...จะมีโอกาสนั้นได้จริง ๆ

 

 

 

 

 

 

(ไง? ดีขึ้นรึยัง?)

“ก็ดีขึ้นมาแล้วล่ะ พรุ่งนี้น่าจะโอเค” แบคฮยอนนอนอยู่บนเตียง คุยโทรศัพท์กับชานฮยอน “นอนอีกตื่นน่าจะหายแล้ว”

(ให้ไปหาไหม?)

“ไม่ต้องมาหรอก จะนอนแล้ว มาก็มานั่งมองฉันนอน จะมาทำอะไร)

(ก็ไปได้นะ จะให้ไปไหมล่ะ?)

“จะนอนแล้วไง” เขานอนหงาย มองเพดานห้องของตัวเอง

(ชานยอลกลับรึยัง? หรือว่าเล่นอยู่นั่น จะได้ไปรับกลับทีเดียว)

“กลับไปตั้งแต่บ่ายแล้ว” พอได้ยินชื่อน้องชายของคนปลายสาย ลมหายใจมันก็ถอนออกมาเสียดื้อ ๆ “บอกว่า...ให้ต่างคนต่างอยู่ ไม่ต้องมาสนิทกัน”

(เฮ้อ...ไม่รู้ทำไมมันไม่ชอบนายนะ เคยถามเหมือนกัน มันบอก...ไม่ชอบทุกอย่าง)

“เหรอ...” ถึงชานฮยอนจะพูดแบบนี้ แต่เขากลับคิดถึงคำว่าผมไม่ได้ไม่ชอบพี่หรอกของชานยอล “ลอง...ถามอีกได้ไหม เพราะอะไร อะไรแบบนั้นน่ะ”

(...)

“แบบนี้อึดอัดน่ะ ไม่โอเคเลย”

(มันคงมีเรื่องไม่สบายใจมั้ง ช่วงนี้ดูอารมณ์ไม่ค่อยดีแปลก ๆ เอาไว้ดีขึ้นแล้วจะลองคุยให้)

“งั้น...ไปนอนแล้วนะ”

(อย่านอนลืมตื่นล่ะ พรุ่งนี้เข้ามอด้วยนะ จะเข้าเหมือนกัน)

“ครับ คุณพ่อ”

(ไปนอนเลยไป ฝันดีนะ แบคฮยอน)

“ฝันดีเหมือนกันนะ”

แบคฮยอนกดวางสายจากชานฮยอนก่อนจะนึกถึงคนที่มาช่วยดูแลเขาเป็นอย่างดีเมื่อกลางวันที่ผ่านมา

อีกไม่กี่เดือนก็จะครบหนึ่งปีแล้วที่เขาได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของชานฮยอน และได้รู้จักกับน้องชายผู้นิสัยต่างกันลิบลับ เด็กที่ดูเป็นคนห่าม ๆ กล้าได้กล้าเสียในทุกสถานการณ์ แต่กลับชอบเล่นเครื่องดนตรีอย่างเปียโน เป็นคนที่ทำให้รู้สึกทึ่งและอยากจะรู้จักในครั้งแรกที่พบเห็น แต่สิ่งที่เขาได้รับกลับมา มันกลับสวนทางกับความรู้สึกของเขาไปเสียหมด

คนอย่างแบคฮยอนนั้นไม่ใช่คนที่จะทนเห็นใครไม่ชอบตัวเองและสถานการณ์ที่แสนน่าอึดอัดได้นานเลย แน่นอนว่าคนแรกที่เขาหันหน้าเข้าหาคือชานฮยอน ถามว่าควรจะทำอย่างไรดีกับสิ่งที่เกิดขึ้น เริ่มแรกนั้นเป็นการสังเกตว่าน้องนิสัยเป็นอย่างไร ชอบทำอะไร จากนั้นก็ลองชวนทำในสิ่งที่ชอบเผื่อว่าทำด้วยกันได้แล้วจะสนิทกันมากขึ้น

แต่...ชานยอลไม่ไปกับเขาเลย ไม่ว่าอะไร ชานยอลก็ไม่สนใจทั้งนั้น ถ้าเกิดว่ามัน...มีเขาอยู่ตรงนั้น

เขาท้อแท้ แต่ชานฮยอนบอกว่าให้ตื๊อเข้าไว้ อดทนและเกาะติดชานยอลเป็นตังเมต่อไปไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม แล้วมันก็ได้ผลจริง ๆ ความสัมพันธ์ระหว่างเราดีขึ้นมาก และดีกว่าที่เคยเป็นมา แต่ว่ามัน...จะไม่จบแบบนี้หรอก แบคฮยอนไม่ยอมแน่

ถึงจะไม่ยอมแต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไปดี บางทีก็คิดว่าน้องเป็นคนที่เอาแน่เอานอนไม่ได้เลย เดี๋ยวบอกว่าไม่ได้ไม่ชอบ แต่ก็ทำตัวเหมือนเกลียดกัน เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย ทำดีด้วยแล้วก็ใช่ว่าจะมีอะไรดีขึ้น เป็นคนที่ยากจะรับมือด้วยจริง ๆ

ช่างเถอะ เอาไว้ชานยอลหายอารมณ์เสียแล้วค่อยเข้าหาใหม่ก็แล้วกัน ชวนไปดูบอลลีกดีกว่า ไปด้วยกันสามคนก็ดีเหมือนกัน

บยอนแบคฮยอนเป็นนักศึกษาปริญญาโทควบเอกเต็มเวลา ใช้ชีวิตอยู่กับตัวเองและเรื่องเรียนเป็นส่วนมาก เรื่องเงินนั้นเขาอาศัยทุนการศึกษา มีเรื่องของการทำงานใมหาวิทยาลัยบ้าง อย่างการเป็นผู้ช่วยสอน ผู้ช่วยตรวจวิทยานิพนธ์ ช่วงไหนที่ใช้เงินเยอะเกินไปหน่อยจนต้องกินข้าวกับไข่ ชานฮยอนก็บอกให้ไปกินข้าวด้วยกันที่บ้าน มาได้เสมอ ชานยอลอยู่บ้านตลอดแหละ ไม่ค่อยมีเรียนหรือไม่ไปเรียนก็ไม่รู้

แต่...หลังจากหายป่วยแล้ว เขาก็ไม่เคยเจอชานยอลอีกเลย

ไม่ว่าจะเป็นตอนกลางวัน ตอนกลางคืน จะเที่ยงคืนอยู่แล้วก็ยังไม่เจอ พอถามชานฮยอนว่าปล่อยให้น้องกลับบ้านดึกดื่นแบบนี้เลยเหรอ ชานฮยอนก็บอกว่ามันกลับมาแล้วตอนที่เขาเข้าไปกินน้ำในครัว มาถึงแล้วก็ตรงขึ้นห้องนอนไปเลย ได้ยินแบบนี้แล้วก็พูดอะไรไม่ออก จะทำอย่างไรได้ล่ะ จะไปเจอกัน...ได้ที่ไหนอีก

หลบหน้ากันรึเปล่านะ ขนาดวันอาทิตย์แบบนี้ ก็ยังไม่อยู่ซ้อมเปียโนที่บ้านของตัวเองเลย

“น้องนายเกลียดขี้หน้าฉันอะไรขนาดนั้นนะ”

“คนมันไม่ชอบ จะให้ทำยังไงล่ะ” ชานฮยอนหัวเราะเขาที่กำลังทำหน้าบึ้งตึง

“แต่ชานยอลเคยบอกว่าไม่ได้ไม่ชอบฉันนะ”

“ก็เกลียดเลยยังไงล่ะ”

“นี่!” คนคนนี้นี่มันน่าตีจริง ๆ ปั่นได้ปั่งเก่งเป็นเครื่องปั่น นิสัยไม่ดี “ฉันอยากคุยกับชานยอลอ่ะ”

“โทรไปสิ แล้วก็บอกว่าอยากคุยด้วย”

“ทำได้ที่ไหนล่ะ ถ้าโดนว่ากลับมา...เฮ้อ...”

เขายอมรับว่าช่วงนี้คิดถึงชานยอลมากเกินความจำเป็น ทุกครั้งที่เหม่อลอยก็จะคิดถึงชานยอล จะเป็นอย่างไรบ้างนะ จะทำอะไรอยู่ จะซ้อมเปียโนเพลงอะไร นึกถึงตอนที่น้องเช็ดตัวให้ ทำข้าวต้มมาให้กิน หายามาให้ ป้อนข้าวป้อนน้ำ ดีกับเขาแทบทุกอย่าง แล้วก้มาพูดว่า...ต่างคนต่างอยู่ รู้สึกเหมือนโดนรถไฟชนเลย ทำไมเราถึงสนิทกันไม่ได้นะ มีเขาเป็นพี่ชายอีกคนมันไม่ดีตรงไหนกัน

“เดี๋ยวมานะ” แบคฮยอนลุกขึ้นจากโซฟาที่นั่งอยู่ “จะไปซื้อสตรอว์เบอร์รี่”

“สามทุ่มเนี่ยนะ?”

“ไม่รู้แหละ แล้วก็นะ จะคุยกับชานยอลให้ได้เลย”

“เค้าไม่ชอบก็อย่าไปยุ่ง”

“แต่มันจะสามอาทิตย์แล้วนะ นี่มันน่าอึดอัดเป็นบ้า” เขาจะออกไปซื้อสตรอว์เบอร์รี่ อารมณ์ไม่ดีก็ต้องมีตัวช่วย “ขอยืมจักรยานหน่อยนะ”

“เออ ๆ ระวังรถด้วยล่ะ” ชานฮยอนมองตามเขาที่เดินออกจากประตูบ้านไป “รีบกลับมานะ จะนอนแล้ว”

“ครับพ่อ ไม่ถึงสิบนาทีครับ”

แบคฮยอนปั่นจักรยานที่ไม่แน่ใจนักว่าเป็นของใครเพราะเห็นสองพี่น้องใช้ด้วยกัน จากถนนใหญ่เขาต้องรอสัญญาณไฟเพื่อข้ามไปอีกฝั่ง ออกมาแบบนี้แล้วคิดถึงวันนั้นที่เขาไปโวยวายกับชานยอล บอกให้ไปซื้อสตรอว์เบอร์รี่มาเดี๋ยวนี้นะ พอเห็นน้องทำหน้าเหมือนอยากไปฆ่าคนแล้วเขาก็นึกกลัว แต่พอเห็นน้องขึ้นคร่อมจักรยาน ไม่พูดอะไรแต่ก็ไปซื้อให้ ปล่อยให้เขานั่งยิ้มอยู่ที่บ้าน ดีใจที่น้องยอมออกไปแบบนั้น

ถ้าได้เจอกันจะถามให้หมดเลย ไม่ชอบกันตรงไหน เป็นพี่เป็นน้องกันไม่ได้เลยใช่ไหม ถ้าเกิดว่าเป็นไม่ได้ มีวิธีการที่ดีกว่านี้ไหม หรือว่ามันไม่มีทางใดแล้ว

ที่ร้านเหลือสตรอว์เบอร์รี่อยู่สองกล่อง แบคฮยอนเลยหยิบมันมาทั้งสองกล่อง ก่อนจะตั้งหน้าตั้งตาปั่นจักรยานกลับบ้านของสองพี่น้อง วันนี้เขาจะต้องเจอชานยอลให้ได้ ถึงชานฮยอนจะบอกให้กลับบ้านไปนอนแต่เขาก็ไม่สน จะมานั่งรอเป็นเพื่อนก็ไม่ต้อง แบคฮยอนจะนั่งกินสตรอว์เบอร์รี่จนกว่าชานยอลจะมา

กล่องนี้ของชานยอล ส่วนกล่องนี้ก็ของแบคฮยอนล่ะนะ

เสียงเปิดประตูบ้านที่ดังขึ้นทำให้เขาที่แทบจะนั่งหลับอยู่บนโซฟานั้นสะดุ้งตื่นขึ้นมา ไม่ต่างจากคนที่เปิดประตูเข้ามาเลยด้วยซ้ำ ตาของชานยอลเบิกกว้างเพราะตื่นตกใจที่เห็นเขานั่งอยู่แบบนี้

“ชานยอล” เขาลุกขึ้นยืนตัวตรง “นั่งก่อนสิ”

“...”

“ชานยอล! บอกว่าให้นั่งลง!” เขาเสียงดังเมื่ออีกฝ่ายทำท่าเหมือนจะเดินผ่านไป ทำเหมือนกับว่าเขาไม่ได้อยู่ตรงนี้ “ชาน—”

“อะไร?”

“พี่...อยากคุยด้วย” แบคฮยอนเงยหน้าขึ้นมอง “นิดเดียว...ก็ยังดี”

“อย่าเลย”

“ทำไมล่ะ?”

“...”

“ตอบมาสิ ทำไมล่ะ?”

“พี่อยากได้อะไร?” ชานยอลมองหน้าเขา แววตาดูไร้ความสุขสิ้นดี “จะเอาอะไรจากผม?”

“พี่...ไม่ได้จะเอาอะไร” เขาไม่เข้าใจว่าทำไมน้องถึงพูดแบบนี้ “ก็แค่อยากจะรู้...ว่าทำไมถึงได้บอกว่าต่างคนต่างอยู่แบบนั้น”

“...”

“พี่อยากสนิทกับชานยอลนะ เราคงจะเข้ากันได้ดีมาก ๆ แต่ทำไม...”

“แล้วมันยังไง พี่อยากให้ผมทำอะไร เวลาแฟนตัวเองไม่ว่างจะได้ให้ผมไปแทนรึไง?”

“ชานยอล ทำไมพูดแบบนี้?”

“แล้วทำไมจะพูดไม่ได้?” ชานยองจ้องหน้าเขาตาเขม็ง “ผมไม่อยากเห็นหน้าพี่ ไม่อยากได้ยินเสียง ไม่อยากคุยด้วย ไม่อยากจะอะไรทั้งนั้น เลิก...หยุดมัน...”

“...”

“เลิกยุ่งกับผม หยุดยุ่งกับผมได้แล้ว!”

“...”

“ปล่อยผมไป...สักที”

“ขอโทษนะ” สิ่งที่แบคฮยอนทำ มันกำลังทำให้น้องลำบากใจมากขนาดนี้เลยสินะ “พี่ขอโทษ...”

“...”

“จะไม่มา...ให้เห็นอีกแล้ว”

“...”

“ไม่ให้ได้ยินเสียง ไม่...ฮึก...ทำให้ลำบาก ความรู้สึกของพี่มันทำร้ายนายใช่ไหม พี่ขอโทษจริง ๆ”

“...”

“สตรอว์เบอร์รี่นี่...พี่ให้” เขายิ้มทั้งที่น้ำตากำลังไหล ไม่อยากให้เป็นแบบนี้เลย ไม่ชอบเลยสักนิด แต่ว่ามัน...จบแล้ว “ดีใจที่เรา...ได้รู้จักกันนะ”

“...”

“พี่...ดีใจจริง ๆ”

 

 

 

 

 

 

ปาร์คชานยอล...เหมือนคนที่ไร้ชีวิตจิตใจ ในวินาทีนี้ที่เขาทำได้แค่น้ำตาคลอเบ้า มองสตรอว์เบอร์รี่ที่อยู่ในมือของตัวเอง

ปล่อยให้พี่แบคฮยอน...เดินหายไป

จากที่แห่งนี้ จาก...หัวใจของเขา

ความรู้สึกที่นับวันยิ่งล้นออกมาเต็มหัวใจ ต่อให้พยายามหนีมากเท่าไหร่ สิ่งที่เขาไม่เคยทำได้เลยคือการหนีหัวใจของตัวเอง ช่วงเวลาที่เราเคยได้คุยกัน ตอนที่ได้อยู่ด้วยกัน ทุกครั้งที่เขาทำตัวไม่ดี ทำตัวแย่ เอาอารมณ์เป็นที่ตั้ง แต่มันจะทำอย่างไรได้ ชานยอลไม่มีวันหยุดความรู้สึกของตัวเองได้ ถ้าเกิดว่าพี่แบคฮยอนยังคงไม่หยุดทำแบบนี้ จะเป็นความรู้สึกประเภทไหน...เขาก็คิดว่าไม่ต้องการ เราไม่สมควรจะมีมันอยู่แบบนี้

เกลียดกันไปได้เลยยิ่งดี...

จะได้รู้สึกน้อยลงกว่านี้...เจ็บน้อยลงกว่านี้...

“ชานยอล?” เสียงพี่ชายของเขาดังขึ้น “มีอะไรกัน แล้วนี่...แบคฮยอนไปไหน?”

“...”

“คุยกันรึยัง?”

“...”

“ชานยอล?”

“พี่...” เขาไม่กล้าแม้แต่จะมองหน้าพี่ชายของตัวเอง “ผมขอโทษ”

“ขอโทษอะไร?”

“ผมขอโทษ ผมขอโทษจริง ๆ ผมขอโทษ”

เขาทรุดตัวลงนั่งลงกับพื้นแต่พี่ก็เข้ามารั้งไว้ ถามว่าเป็นอะไร เกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงต้องพูดว่าขอโทษ กอดปลอบเขาในแบบที่พี่น้องจะทำให้กันเสมอ ทั้งที่เขาเป็นแบบนี้ ทั้งที่ใจ...มันคิดไม่ซื่อแบบนี้

“พี่...ไม่รู้ว่านี่มันเรื่องอะไร แต่พี่ไม่เคยโกรธชานยอลหรอก ไม่ต้องขอโทษอะไรทั้งนั้น”

“ผม...”

“ชานยอล ฟังพี่” เขาเงยหน้ามองพี่ชาย ขณะที่น้ำตากำลังไหลลงมา “ไม่ว่ามันจะเป็นเรื่องอะไร สำหรับพี่แล้ว น้องชายของพี่...สำคัญที่สุดในชีวิตนี้”

“...”

“พี่จะไม่โกรธชานยอล สักเสี้ยงหนึ่งของความรู้สึก พี่ก็จะไม่มีวันโกรธ”

“...”

“เพราะพี่รู้ว่าต่อให้เกิดอะไรไม่ดีขึ้น ชานยอลไม่มีวันตั้งใจให้มันเกิดกับพี่ โอเคไหม?”

“ผม...ขอโทษ”

ชานยอลนึกถึงเรื่องของเราในสมัยที่เขากำลังก้าวเข้าสู่ช่วงวัยที่เรียกว่าวัยรุ่น เขาเริ่มที่จะต่อสู้และทำตัวก้าวร้าว ทะเลาะกับพี่ชายของตัวเองใหญ่โตเพียงแค่อยากจะเอาชนะ แต่สุดท้าย ในคืนนั้นเขาก็ยืนอยู่หน้าห้องของพี่ชานฮยอน ขอโทษเป็นสิบ ๆ ครั้ง เขาเกลียดความคิดของตัวเองที่อยากจะต่อยพี่ขึ้นมา อยากจะเหวี่ยงกำปั้นไปให้กระทบกับหน้าของพี่ แต่เขาทำแบบนั้นไม่ได้ แค่คิดก็คิดไม่ได้ เขาเลยทำได้เพียงแค่ร้องไห้แล้วก็บอกกับพี่ว่าขอโทษ

เขารักพี่ชายของตัวเองมาก แล้วเขาก็รู้ว่าพี่นั้นรักเขามากเหมือนกัน

“ไม่เป็นไรหรอก เลิกพูดเถอะ”

“...”

“รู้เอาไว้ว่าพี่ไม่โกรธก็พอ”

พี่ชานฮยอนมาส่งเขาถึงหน้าห้องนอน ตบไหล่กันเบา ๆ เป็นการบอกราตรีสวัสดิ์ ยิ่งพี่ดีกับเขามากเท่าไหร่ก็ยิ่งรู้สึกผิดมากขึ้นเท่านั้น มันไม่ควรเป็นแบบนี้แต่เขาก็หยุดอะไรไม่ได้แล้ว สิ่งที่ดีสุดที่ทำได้ก็คงจะเป็นคำว่าขอโทษ จะกดและเก็บมันเอาไว้ให้ลึกที่สุดภายในหัวใจ

ถ้าเกิดว่าไม่รู้สึกแบบนี้ มันคงจะไม่มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น ชานยอลคงจะได้นั่งยิ้มกับพี่ชาย เล่นเปียโนให้พี่แบคฮยอนฟังโดยไม่ตะขิดตะขวง ไปเที่ยวด้วยกันสามคนในแบบที่เขาไม่เคยทำได้ ยินดีกับพี่ที่มีคนที่ดีอย่างพี่แบคฮยอนอยู่เคียงข้าง

ความรู้สึกแบบนี้ วันหนึ่งมันจะต้องหายไปจากใจของเขา

เพลงรักของชานยอลจะกลายเป็นแค่อากาศ

มีเสียงเบาบางให้นึกถึง แต่ไม่มีวันได้ยินมันอีกแล้ว

 

 

 

 

 

 

เวลาก็เหมือนกับสายลมที่พัดผ่านไปอย่างไม่มีวันหยุด

เหมือนกับชานยอลและพี่แบคฮยอนที่ไม่ได้เจอกันร่วมสองเดือนแล้ว

สิ่งที่เขาเคยพูดไป สิ่งที่พี่แบคฮยอนตอบกลับมา ทุกอย่างมันเกิดขึ้นจริง ไม่ได้เห็นหน้า ไม่ได้ยินเสียง ไม่มีแม้แต่ชื่อของพี่แบคฮยอนหลุดออกมาจากปากของพี่ชายเขา เหมือนเกิดการเลี่ยงที่จะไม่พูดถึงไปเฉย ๆ พ่อกับแม่ของเขาก็เหมือนกัน ไม่มีใครพูดถึงพี่แบคฮยอนเลย

มันดีแล้วล่ะ แบบนี้เขาคงทำใจได้ง่ายมากขึ้น มันจะจางลงไปในทุก ๆ วันที่ใช้ชีวิต จนวันหนึ่งมันก็จะกลับไปเป็นปกติราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

แต่...มันใช้ไม่ได้หรอกเมื่อเข้าสู้สถานการณ์จริง เพราะว่าชานยอล...

คิดถึงพี่แบคฮยอนมากเหลือเกิน

มันไม่ใช่ความคิดถึงในแบบที่คาดหวังอะไร แต่อาจเป็นเพราะช่วงแรกเขาเอาแต่หลบหลีก พอไม่ได้เห็นไม่ได้เจอจริง ๆ แล้วใจเขามันก็รู้สึกคิดถึงขึ้นมา จะเป็นอย่างไรบ้างนะ จะชอบเดินตากฝนเหมือนเดิมรึเปล่า ถ้าไม่สบายแล้วจะเอาแต่นอนอย่างเดิมแล้วลืมกินยาไหม

“ชานยอล เหม่ออะไร?” คยองซูที่นั่งดูโน้ตดนตรีอยู่ฝั่งตรงข้ามถามเขา “จะกินข้าวก็กิน เย็นหมดแล้วเนี่ย”

“เออ กำลังจะกิน” เขาดึงชามข้าวหน้าหมูเข้ามาใกล้

“วันนี้จะซ้อมไหม?”

“ว่าจะไม่ อยากกลับไปนอน” เขาบิดขี้เกียจให้เพื่อนดู “เหนื่อยจะตาย”

“งั้น...พรุ่งนี้ไป—ชานยอล?” เสียงของเพื่อนถูกลืมไปเพราะเขามองเห็นคนสองคนที่กำลังเดินเคียงคู่กันไปให้เขามองจนสุดสายตา “ใครวะ?”

“พี่น่ะ”

“อ๋อ...มีพี่สองคนเหรอ จำได้ว่ามีคนเดียวนี่”

“อีกคนที่ตัวเล็กกว่า...แฟนน่ะ”

“พี่มีแฟนด้วยเหรอ ไม่เห็นเล่าให้ฟังเลย” คยองซูสนใจเรื่องของเขา “เจอกันตอนเรียนแน่ ๆ เลย”

“เออ...”

“ปล่อยให้พี่มีแฟนก่อนได้ไง สู้หน่อยเพื่อนยาก”

“หุบปากหน่า...”

ตอนที่เดินอยู่ด้วยกัน...ดูเข้ากันได้ดี ดูมีความสุขมากจริง ๆ

ไม่ได้เจอกันมาตั้งนาน เวลาไม่ได้ช่วยอะไรเขาเลย

“กลับกับพี่ดิ จะได้ไม่ต้องกลับเอง”

“ไม่ล่ะ กลับเองดีกว่า” เขาไม่อยากไปเป็นคนที่สามในสถานการณ์นั้น “กลับล่ะ”

“อะไรของมึงวะ แปลกคนจริง ๆ” เพื่อนตามเขาไม่ทันแล้ว “อาทิตย์หน้าสอบนะ อย่าลืมซ้อมด้วย”

“สอบอีกแล้ว? เออ...ให้ตาย...”

“เถอะหน่า ซ้อมด้วย”

ชานยอลเลือกนั่งแท็กซี่กลับบ้านแทนที่จะรอรถประจำทาง ในใจคิดว่าจะกลับไปนอนก่อนแล้วค่อยตั้งหน้าตั้งตาซ้อมเตรียมตัวสอบ ถ้าจำไม่ผิดวันนี้น่าจะมีฟุตบอล ต้องลงโทรหาจงอินอีกที รายนั้นบ้าฟุตบอลไม่แพ้กัน ว่างจากการเรียนก็มานั่งดูบอลด้วยกัน ถ่ายทอดสดบ้าง ย้อนหลังบ้าง วันไหนมีเวลาหน่อยก็ชวนกันไปเตะบอล ใช้เวลาที่ไม่ว่างไปออกกำลังกายกันก็สนุกดี ถึงจะตั้งใจซ้อมแต่เขาก็โดดซ้อมบ่อยพอสมควรเหมือนกัน

วันนี้พ่อกับแม่ไปหาคุณยาย พี่ชายของเขาก็ส่งข้อความมาบอกว่ากลับบ้านดึก สั่งให้เขาล็อกประตูบ้านให้ดี สิ่งที่เขาทำเลยเป็นการล็อกประตูบ้านอย่างแน่นหนา ก่อนจะมุ่งหน้าขึ้นไปบนห้องเพื่อนอนหลับสักตื่น โดยที่หวังว่าจะหลับสนิทโดยไม่ฝันอะไร

ตอนที่ลืมตาตื่นขึ้นมา ตัวเลขบนหน้าจอโทรศัพท์ก็บอกเขาว่ามันเป็นเวลา 20.58 แล้ว พอเห็นแบบนั้นก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากถัดตัวลงจากเตียงแล้วคิดถึงบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป กดน้ำร้อนแล้วรอสามนาที ค้นของในตู้เย็นที่ทำให้เจอคิมบับหนึ่งแถวใหญ่ ๆ ก่อนจะยกทั้งหมดที่มีรวมถึงโคล่าขวดใหญ่เข้าไปในห้องซ้อมเปียโน กินไปนั่งกดเปียโนไปทีละแป้น ฟังการถ่ายทอดสดฟุตบอลผ่านทางวิทยุ ค้นหาโน้ตเพลงเก่า ๆ ที่เคยเล่นสมัยมัธยม ส่วนมากในตอนนั้นเขาชอบที่จะเล่นอะไรที่ฟังแล้วรู้สึกสบาย ๆ เหมือนอยู่ในฤดูใบไม้ผลิ มันเป็นช่วงที่ดีช่วงหนึ่งในชีวิตของเขา ใช้เวลาอย่างเต็มที่ในเรื่องของการเรียน เรื่องเพื่อน รวมถึงกิจกรรมต่าง ๆ มีความสุขกับช่วงวัยมัธยมเท่าที่คนคนหนึ่งจะมีได้

มันไม่ใช่การเล่นที่จริงจังมากนัก เพราะเขาเน้นฝึกจำไปก่อน เล่นไปเรื่อย ๆ อย่างสบายใจ ทุกอย่างก็จะเป็นไปได้ด้วยดีเองนั่นแหละ

“ชานยอล ยังซ้อมอยู่เหรอ?” เสียงเคาะประตูดังขึ้น ตามด้วยเสียงของพี่ชายเขา “จะตีหนึ่งแล้วนะ”

“ฟังบอลด้วย” เขาตะโกนตอบ “ทำไมกลับดึกจัง?”

“ไปดื่มมา!” ประตูไม่ได้ถูกเปิด พวกเขาแค่ตะโกนคุยกัน “อย่านอนดึกนักล่ะ”

“ครับ!”

จนตอนที่ฟุตบอลจบไปแล้ว เขาก็ยังนั่งเล่นอะไรของตัวเองเรื่อยเปื่อยพอหันไปมองนาฬิกาอีกทีก็พบว่าใกล้จะตีสี่เต็มทีแล้ว คงจะถึงเวลาที่ต้องขึ้นไปนอนเพื่อตื่นในเช้าวันพรุ่งนี้ เอาขวดน้ำอัดลมไปทิ้ง ขนมที่เอาเข้าไปกิน เก็บของให้เรียบร้อย ถ้าแม่รู้ว่าเขาทำตัวซกมก โดนบ่นเจ็ดวันก็ยังไม่จบเลย

ชานยอลเดินฮัมเพลงเข้าไปในครัว เอาขยะไปทิ้งให้เรียบร้อยก่อนจะเดินออกมาเพื่อขึ้นไปข้างบน ตอนนั้นเองที่เขาเกือบร้องออกมาเสียงดังเมื่อเห็นเงาดำ ๆ นอนอยู่ที่โซฟา ในใจคิดว่าจะไปตามพี่ดีไหม แต่สุดท้ายก็ทำใจกล้าเดินเข้าไปดูว่าใครกันที่มาอยู่ตรงนี้

พี่แบคฮยอน...มาทำอะไรตรงนี้กัน

เขายืนคิดอยู่สักพักก่อนจะนั่งลงเมื่อคิดถึงเรื่องที่พี่บอกว่าไปดื่มมา พี่แบคฮยอนคงจะเมาแล้วกลับเองไม่ไหวก็เลยมานอนอยู่ที่นี่ จำได้ว่าก่อนหน้านี้ก็เคยมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นเหมือนกันแต่ว่ามันก็นานมากแล้ว ตอนที่พี่แบคฮยอนเมา ใครก็แตะตัวไม่ได้ ร้องโวยวายจะต่อย เวลาเมาแล้วชอบนอนบนโซฟา ไม่ชอบนอนบนเตียง พี่ชานฮยอนเคยเล่าไปหัวเราะไปเหมือนกันว่าเคยส่งมันนอนที่เตียงดี ๆ มันก็คลานเหมือนหมามาปีนขึ้นโซฟาอย่างนั้น สุดท้ายก็เลยปล่อยเลยตามเลย

ชานยอลนั่งลงตรงหน้าพี่แบคฮยอน นั่งมองใบหน้าจิ้มลิ้มยามหลับใหล ใบหน้าที่ทำให้หัวใจทั้งดวงเต้นแรงตั้งแต่ยามที่เห็นครั้งแรก รวมถึงรอยยิ้มที่มองทีไรแล้วทำให้รู้สึกสดใสตลอดเวลา ทำให้เขารู้สึกมีกำลังใจที่จะก้าวข้ามผ่านเรื่องยาก ๆ ในแต่ละวันที่เกิดขึ้นกับชีวิต ถ้าเกิดว่าเขาได้เป็นเจ้าของรอยยิ้มของพี่แบคฮยอน เขาจะมีความสุขมากแค่ไหนกันนะ

มันยากที่ต้องทำเป็นเกลียด แต่ถ้าจะให้แสดงออกว่ารัก เขาก็ทำไม่ได้เหมือนกัน

ท่ามกลางแสงไฟที่มืดมิด เป็นครั้งแรกที่ชานยอลไม่ต้องปิดบังสายตาของตัวเองที่ทอดมองไปยังคนที่กำลังนอนอยู่ เขามองอยู่แบบนั้นก่อนที่จะขยับเข้าไปหาแล้วแนบริมฝีปากลงบนหน้าผากของพี่แบคฮยอน

“ผมรักพี่” มันคงเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายที่ชานยอลจะได้พูดมันออกมาแบบนี้ “รักจริง ๆ”

ชานยอลนั่งมองพี่แบคฮยอนอยู่แบบนั้น จนสุดท้ายเขาก็พาตัวเองขึ้นไปนอนแต่ก็นอนไม่ค่อยหลับ แต่ถ้าจะให้นั่งเฝ้าอยู่แบบนั้นแล้วถ้าพี่แบคฮยอนตื่นขึ้นมาเจอเขาหรือพี่ชานฮยอนลงมากินน้ำมันคงกลายเป็นเรื่องใหญ่ เขาไม่มีอะไรแก้ตัวนอกจากต้องสารภาพความจริงแล้วความสัมพันธ์ของเราคงไม่เหมือนเดิม

คำบอกรักที่ได้ยินอยู่คนเดียวแบบนี้...

แค่นี้ก็ดีที่สุดแล้วล่ะ

 

 

 

 

 

 

“เมื่อคืนตอนที่ขึ้นไปนอน...แบคฮยอนยังอยู่ไหม?”

“อะไรนะ?”

“พี่ถามว่าเมื่อวานเจอแบคฮยอนไหม?”

ถึงจะนอนในเวลาที่แทบจะเรียกได้ว่าเช้าตรู่ แต่ชานยอลก็เดินลงไปข้างล่างตั้งแต่แปดโมงเช้า ทั้งที่เป็นวันหยุดแต่เขากลับเจอเพียงแค่พี่ชายของตัวเองยืนชงกาแฟอยู่ในครัว พอหันมาเห็นห้าเขาก็เอี้ยวตัวไปหยิบแก้วอีกใบ บอกว่าจะชงโกโก้ให้เขาดื่ม

“ก็...เห็นอยู่” เขาตอบกลับ หยิบขนมปังนมสดที่อยู่บนเคาน์เตอร์มากิน “ทำไม?”

“เปล่า ตื่นมาก็ไม่เห็นแล้ว ปกติจะมาเคาะประตูเรียก”

“...พี่ไม่โทรไปล่ะ?”

“ไม่รับ” พี่ชายของเขายื่นแก้วโกโก้ให้ “พี่...คุยเรื่องแบคฮยอนได้ไหม?”

“อะไร?”

“เมื่อคืนมันเมามาก แล้วมันก็เอาแต่พูดเรื่องแกไม่หยุด บอกว่าเกลียดกันไปแล้วอะไรแบบนั้น”

“...”

“มีเหตุผลอะไรพิเศษไหม พี่จะได้ทำความเข้าใจไว้ หรือว่าไม่ถูกชะตากัน?”

“ไม่ใช่แบบนั้น”

“แล้วแบบไหน?”

“...ไม่ตอบได้ไหม?”

“มีขอไม่ตอบด้วยนะ” พี่ชานฮยอนดึงขนมปังออกไปจากมือเขา “อะไรจะขนาดนั้น ไอ้ชานยอล”

“ไม่รู้ อยากได้นูเทลล่าอ่ะ อยู่ไหน?” เขาทำเลี่ยงไป แต่ว่ามันทำให้พี่ของเขาหัวเราะไม่หยุด

“นี่มันเกี่ยวกับที่ขอโทษพี่ตอนนั้นรึเปล่า?”

“ก็บอกว่าไม่รู้ไง ทำไมต้องมาเซ้าซี้ด้วย”

“เกี่ยวสินะ” ชานยอลล่ะเกลียดจริง ๆ เวลาที่ต้องคุยกับคนที่รู้จักเขาดีในทุกช่วงของชีวิต “ทำไม ขอโทษที่ทำใจชอบแบคฮยอนไม่ได้ กลัวพี่จะลำบากใจ?”

“ไม่คุยด้วยแล้ว จะไปหานูเทลล่า”

“อย่ามาทำตัว...”

“ไม่ไปทำงานก็หาข้าวให้กินหน่อย หิวแล้ว!”

ชานยอลเดินหอบถุงขนมปัง นูเทลล่า และแก้วโกโก้เดินเข้าไปในห้องซ้อมเปียโน กลัวว่าพี่จะมองออกถึงสิ่งที่เขากำลังรู้สึก แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยิ้มออกมาได้เมื่อนึกถึงช่วงเวลาที่ได้นั่งมองพี่แบคฮยอนเมื่อคืน มันเป็นช่วงเวลาดี ๆ ที่จะอยู่ในใจของเขาตลอดไป

พอได้ยินเสียงพี่ที่บอกว่าจะออกไปข้างนอกแล้ว เขาก็ได้ฤกษ์ออกมานั่งเอกเขนกดูทีวีอยู่ที่โซฟา ตกเที่ยงมาเขาก็กินข้าวที่พี่ทำเอาไว้ให้ ล้างจานเสร็จแล้วก็เข้าห้องเปียโนไปเพื่อซ้อม ระหว่างนั้นแม่ก็โทรมาหาเขา บอกว่ายังไม่กลับจากบ้านคุณยายนะ บอกชานฮยอนด้วย ชานยอลเลยบอกแม่ว่าพี่ออกไปข้างนอก แม่โทรไปบอกเองก็แล้วกัน

ในช่วงบ่ายคยองซูก็โทรมา ชักชวนเขาไปซ้อมดนตรีที่มหาวิทยาลัย เขาก็ไปตามที่เพื่อนชวนเพราะอยู่บ้านก็ไม่มีอะไรทำ ไปเล่นให้เพื่อนฟังก็ถือ ๆ ว่าช่วยกันฟังว่ามีอะไรผิดพลาด เล่นเพี้ยนไปบ้างไหม ช่วยกันแก้ไขให้การเล่นของกันและกันให้ดีขึ้น เขาเอาเพลงที่ฟังแล้วรู้สึกหดหู่ไปเล่นให้เพื่อนฟัง เพื่อนก็บอกว่าแนวนี้อีกแล้วเหรอ เปลี่ยนบ้างดีไหม ชานยอลก็บอกว่าไม่เปลี่ยน ช่วงนี้เล่นได้แต่แบบนี้ มีความมั่นใจที่จะเล่นบทเพลงพวกนี้มากกว่าที่จะเล่นเพลงที่ให้ความรู้สึกสดใส แบบนั้นเล่นแล้วรู้สึกว่าเข้าไม่ถึงบทเพลง ซึ่งเขาก็เข้าไม่ถึงจริง ๆ ถ้าเป็นเพลงรักแล้วเขารู้สึกว่ามันไม่ใช่เลย ถ้าเอาไปเล่นจะโดนตัดคะแนนเรื่องอารมณ์ไปเปล่า ๆ เพราะอารมณ์ร่วมในบทเพลงนั้นไม่มี

ตกเย็นก็พาไปกินข้าวกันตามประสาเด็กเรียนมหาวิทยาลัย คยองซูเป็นคนเลือกร้าน เป็นร้านหมูสามชั้นย่างชื่อดังในย่านนั้น นั่งกินกันจนเสื้อเหม็นกลิ่นควัน สั่งน้ำอัดลมมากินกัน นั่งบ่นเรื่องเรียนเรื่องชีวิตบ้างตามประสาวัยรุ่น สองสามทุ่มเขาก็กลับบ้านเพราะไอ้จงอินโดนแม่ตาม พอเห็นเพื่อนต้องกลับพวกเขาก็ตัดสินใจกลับกัน ชานยอลเองตัดสินใจนั่งแท็กซี่กลับบ้านจะได้ถึงเร็วๆหน่อย หนังท้องตึงหนังตาก็หย่อน ง่วงนอนเต็มที

พอผ่านร้านหม้อไฟทะเลข้างทางเขาก็คิดถึงพี่แบคฮยอนคนที่บอกว่าชอบกินปู คนที่วันนั้นแย่งเขากินไชเท้า กินทุกอย่างจนหมดหม้อ แกะกุ้งให้เขากินด้วย นึกถึงวันนั้นแล้วเขามีความสุขมาก ถึงมันจะตั้งอยู่บนพื้นฐานของความข่มขื่นในใจแต่มันก็คงไม่ผิดถ้าหากเขาจะรู้สึกดีอยู่คนเดียวแบบนี้

“อ้าว พี่ นึกว่าจะกลับดึก” เขาเปิดประตูบ้านเข้าไป เจอพี่นั่งอยู่บนโซฟา “กินข้าวยัง?”

“นั่งก่อน”

“ทำไมอ่ะ ผมจะไปอาบ—”

“นั่งก่อน”

“ถ้าจะชวนไปเที่ยวไม่ไปนะ ช่วงนี้สอบเยอะ แล้วก็—”

“พี่มีเรื่องจะถาม แล้วก็อยากให้ชานยอลตอบพี่มาตามตรง”

“...”

“กับแบคฮยอนแล้ว...ชานยอลรู้สึกยังไง?”

“...ก็ไม่ได้รู้สึกอะไร”

“พูดความจริง...กับพี่”

“ผมพูดความจริง” ชานยอลรู้แล้วว่าสถานการณ์บ้า ๆ กำลังเกิดขึ้น และเขาก็ไม่ทันได้เตรียมตัวที่จะตั้งรับกับมัน “ผม—”

ชานยอล อย่าโกหก”

“ก็ผมไม่ได้คิดอะไร พี่จะให้ผมพูดอะไร!”

สมองของเขามีแต่คำว่าไม่ได้ ต่อให้เป็นวินาทีสุดท้ายเขาก็จะไม่มีวันพูดออกไป จะไม่มีวันยอมรับในสิ่งที่กำลังถูกคาดคั้น

“ชานยอล”

“ผมไม่ได้คิดอะไรทั้งนั้น ไม่ได้มีอะไร ผมไม่—”

“แบคฮยอนบอกว่าในใจของมันมีแต่เรื่องของชานยอล”

“...”

“จะไปไหน จะทำอะไรอยู่ สบายดีรึเปล่า กินข้าวรึยัง ซ้อมดนตรีเป็นไงบ้าง สอบแล้วทำได้ไหม มีเรื่องทุกข์ใจอะไรรึเปล่า มันบอกว่ามันคิดมากไปหมดทุกอย่างถ้าเป็นเรื่องของชานยอล ไม่เข้าใจตัวเองเลยจริง ๆ”

“...”

“ขับรถตามมันก็ทำ มองแกไปกินข้าวกับเพื่อน นั่งอ่านหนังสือ มันบอกว่ามันเครียด ไม่เข้าใจว่าทำไมตัวเองถึงเป็นแบบนั้น แต่ว่ามันก็ห้ามตัวเองไม่ได้”

“...”

“จนเมื่อคืนที่ชานยอล...พูดว่ารัก แบคฮยอนก็เลยรู้ว่ามันก็รักชานยอลเหมือนกัน”

พี่แบคฮยอน...รักเขา

ความรู้สึกในปั่นป่วนไปหมดราวกับเกิดพายุเฮอริเคนขึ้นภายใน เขาบอกไม่ได้และไม่รู้ว่าควรจะแสดงความรู้สึกไหนออกมา เขาสามารถดีใจได้ไหมที่พี่แบคฮยอนรักเขา หรือเขาควรจะเสียใจที่ทำแบบนั้น ทำให้พี่ชายของเขาเป็นแบบนี้ ต้องมาพูดเรื่องแบบนี้ให้เขาฟัง

พี่ชานฮยอนจะโกรธเขาไหม

ชานยอลเสียใจ...และเกลียดตัวเองที่เป็นแบบนี้ น้ำตาของเขาที่ไหลลงมาเป็นคำตอบให้ทุกอย่างภายในใจ แต่มันทดแทนกันไม่ได้เลย

“พี่...ผมขอโทษ ผมขอโทษจริง ๆ ผมจะไม่เจอกับพี่แบคฮยอนอีกแล้ว ผมไม่มี...ไม่มีวันทรยศพี่”

“...”

“ผมจะรีบเรียนให้จบ แล้วจะไปอยู่ที่อื่น จะไป—”

“เราไม่ได้รักกันหรอก พี่กับแบคฮยอนน่ะ”

“...”

“ถึงเราจะเป็นแฟนกันก็เถอะนะ ชานยอลก้รู้ว่าพ่อกับแม่คะยั้นคะยอให้พี่หาใครสักคน พี่เองก็เบื่อที่จะต้องตอบคำถามเรื่องนี้ ตอนนั้นแบคฮยอนก็มีปัญหาพอดี เราก็เลยทำข้อตกลงเพื่อช่วยเหลือกันและกัน” พี่ชายก้าวเข้ามายีผมเขาเบา ๆ ส่งผ่านความเอ็นดูมาให้จนรู้สึกได้ “คนที่ต้องขอโทษ...ควรจะเป็นพี่มากกว่า”

“...”

“ทั้งที่ควรจะบอกแกว่าเราแค่แกล้งคบกันไปอย่างนั้น จะได้มีความสุขกันมากกว่านี้ พี่ขอโทษจริง ๆ นะ”

“ผม...” เขาไม่รู้จะพูดอะไรออกไปดี มันยากที่จะตัดสินใจทำอะไรในวินาทีนี้ ควรจะพูดอะไรหรือควรจะทำอะไร

“เรื่องของเราเอาไว้ค่อยคุยกัน ไปหาแบคฮยอนก่อนเถอะ”

“...”

“แบคฮยอนน่ะ โสดแล้วนะ” พี่ชายของเขายื่นคีย์การ์ดมาให้พร้อมกับรอยยิ้ม “เราเลิกกันแล้ว”

“พี่...”

“มันรออยู่นะ ไปหามันเถอะ”

ชานยอลกอดพี่ชายของตัวเองแน่น เขาทั้งรู้สึกดีใจ ทั้งรู้สึกขอบคุณ ความรู้สึกผิดเลือนหายไปจากใจเมื่อเขาได้ยินเสียงหัวเราะจากพี่ชานฮยอน เป็นเสียงที่เขาแน่ใจว่ามันเต็มไปด้วยความสบายใจและมีความสุขอย่างแท้จริง

แท็กซี่ถูกใช้บริการอีกครั้งในค่ำคืนนี้ ใจของเขาเต้นแรงที่สุดในชีวิตแล้ว และมันคงจะทำลายสถิติของตัวเองออกไปในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า เพราะว่าเขากำลังวิ่งเข้าไปในคอนโดของพี่แบคฮยอน กดลิฟต์ด้วยความร้อนใจ หวังให้มันพาเขาไปถึงชั้นแปดให้เร็วที่สุด ในใจเอาแต่คิดว่าจะพูดอะไรดีนะ จะทำอะไรได้บ้าง หรือจะพูดว่าขอโทษก่อน จะสารภาพออกไปเลยดีไหมนะ หรือว่าจะถามเรื่องที่เกิดขึ้นในคืนนั้น ชานยอล...มีเรื่องอยากจะพูดมากมายเต็มไปหมด

แต่ในวินาทีที่เขาเปิดประตูเข้าไปแล้วสบตากับพี่แบคฮยอนที่มีแก้วกาแฟอยู่ในมือ ความรู้สึกนั้น...เขาพูดอะไรไม่ได้เลย

“ผมรักพี่”

นอกจากคำว่ารักที่เขามีอยู่เต็มล้นทั้งหัวใจ

คำว่ารักที่เขาไม่เคยหวังว่าจะได้รับอะไรตอบแทนกลับมา คำว่ารักที่เขาเก็บเอาไว้ในใจมาเสมอ ได้แต่พูดมันซ้ำ ๆ อยู่ในใจ มีเพียงเขาที่รับรู้มันอยู่ฝ่ายเดียวตลอดมา

แต่ในวันนี้ ทั้งสายตา และรอยยิ้มนั้น...

“พี่ก็รักชานยอลเหมือนกัน”

ชานยอลเหมือนกับคนบ้าที่กอดอีกฝ่ายเอาไว้แน่นราวกับว่าจะไม่มีวันปล่อยให้ไปไหนอีกแล้ว เขากอดพี่แบคฮยอนที่กอดตอบเขากลับมา ทั้งยังเอามือลูบหัวเขาเบา ๆ ถึงจะกอดแน่นมากแค่ไหนก็ปล่อยให้เขากอดอยู่แบบนั้น

“พี่...บอกว่ารักผม”

“ใช่...”

“ผมขอโทษ ที่ผ่านมา ผม—”

“ไม่เป็นไร พี่เข้าใจ ไม่เป็นไรนะ”

“ผมรักพี่” เขาพูดความในใจของตัวเองซ้ำ ๆ “ตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็นหน้า”

“...”

“ต้องเป็นคนนี้ ต้องเป็นพี่ คนที่ผมจะเล่นเพลงรักให้ฟังไปตลอดชีวิต”

“...พี่จะได้ฟังแล้วเหรอ”

“ได้ฟังแล้ว” เขายิ้มกว้างให้คนที่ยิ้มกลับมากว้างเท่า ๆ กัน “แล้วก็จะเป็นคนเดียวที่จะได้ฟัง”

“...”

“ถึงจะบอกให้พี่ปล่อยผมไป แต่...”

“...”

“ตอนนี้...อย่าปล่อยผมไปเลยนะ”

“ชานยอล...”

“ผมก็จะไม่มีวันปล่อยพี่ไปไหนเหมือนกัน”

“พี่จะไม่ปล่อยชานยอลไป” ตาของพี่แบคฮยอนเป็นประกาย เขามองเห็นรายละเอียดบนใบหน้าที่น่ารักนี่ ขนตาที่ยาวเป็นแพ ดวงตาที่น่ารัก จมูก หรือจุดเล็ก ๆ ตรงมุมปากนั่น ใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ ... “ไม่มีวันปล่อยไปเลย”

 

 

 

 

 

 

“วางมือลงมา เท้าด้วย”

“โอเค”

“วางให้ตรงสิ สอนไม่ฟังเลย”

“ชานยอลก็นั่งนิ่ง ๆ สิ พี่อยู่บนตักนายนะ เดี๋ยวก็ตกเอาหรอก”

“จะไปตกได้ยังไง ก็ผมกอดพี่เอาไว้แบบนี้...”

“พูดเก่งจริง ๆ”

“ส่วนพี่อ่ะ พูดมาก”

“ชานยอล!”

“จะเล่นแล้วนะ พร้อมรึยัง?” ชานยอลเปลี่ยนเรื่องทันทีเมื่อโดนแฟนตัวเล็กตวาดแหว ทำท่าเหมือนจะเอาเล็บข่วนหน้าเขาแล้ว “เพลงนี้พิเศษนะ”

“ทำไมล่ะ?”

“ก็...ผมแต่งให้พี่”

“...”

“ครบรอบหนึ่งปีที่ผมตกหลุมรักพี่” ชานยอลกดจูบลงบนลาดไหล่ของแฟนตัวเองที่นั่งอยู่บนตัก “เราเจอกันครั้งแรกเมื่อหนึ่งปีที่แล้ว จำได้ไหม?”

“จำได้สิ ชานยอลใส่เสื้อสีดำ”

“ผมก็ใส่เสื้อสีดำทุกวัน”

“ไม่จริง เมื่อวานใส่สีเขียว แล้วเมื่อวานซืนก็ใส่สี—อื้ออ ชานยอลอย่างแกล้งพี่!” พี่แบคฮยอนดิ้นใหญ่เมื่อโดนเขาจูบหลังคอ

“ตอนนี้...มีท่อนเดียวนะ” เขาเริ่มขยับนิ้วให้เกิดเสียงดนตรี “ทุกวันพิเศษของเรา ผมจะแต่งให้พี่ทีละท่อน เพลงรักของเรา...จะได้ไม่มีวันจบไง”

“โรแมนติกจัง...”

“ผมไม่ได้โรแมนติกหรอก”

“...”

“มันเพราะว่าผมรักพี่ต่างหาก” ชานยอลมีความสุขมากจริง ๆ “จะเล่นแล้วนะ?”

“อื้อ...”

มือของพี่แบคฮยอนวางอยู่บนมือของเขา เคลื่อนไหวไปพร้อม ๆ กันบนเปียโน ถึงแม้มันจะมีแค่ท่อนเดียวแต่มันก็หวานจนพี่แบคฮยอนแดงไปทั้งตัวเพราะความเขิน ถึงแม้ว่าจะเล่นเปียโนไม่เป็น อ่านโน้ตดนตรีไม่ได้ แต่ชานยอลก็รักที่พี่แบคฮยอนอยากจะเล่นทุก ๆ เพลงที่มีอยู่บนโลกไปพร้อมกับเขา ยิ้มหวานเวลาที่เขาเล่นเพลงรักให้ฟัง จูบเขาเวลาที่ใจของเราเต้นไปตามเสียงดนตรีพร้อม ๆ กัน

โน้ตเพลงรักรสสตรอว์เบอร์รี่ โน้ตที่เขาสรรค์สร้างขึ้นด้วยความรักที่มีต่อพี่แบคฮยอน คนที่บอกว่าชอบเขากับสตรอว์เบอร์รี่ที่สุดในโลก

โน้ตเพลงที่เขาจะแต่งมันไปเรื่อย ๆ ด้วยมือทั้งสองข้างและหัวใจของเราสองคน

ไม่มีวันหยุดลง

เหมือนความรักที่เรามีให้กันและกัน


 

 


 

(never end.)

#ดซชานแบค


 


 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


 


 

 


 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.053K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

6,131 ความคิดเห็น

  1. #6122 dewwiizodiac (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 4 ธันวาคม 2563 / 19:24
    ลุ้นแบบมากๆๆๆๆเลย
    #6,122
    0
  2. #6016 Jennysupat18 (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2563 / 12:10
    แงงงงงงงงงง
    #6,016
    0
  3. #5981 chnsss (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 12 เมษายน 2563 / 18:05
    ฮืออออ ดีมาก ดีมากๆเลย TwT
    #5,981
    0
  4. #5952 ggggg-ns (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 24 ธันวาคม 2562 / 09:11
    คุณเดซี่ ;—-; ตอนแรกแค่หน่วงเฉยๆก็คิดว่าคงไม่ร้องไห้ อ่านไปอ่านมาน้ำตาไหลออกมาเฉยเลย แง
    #5,952
    0
  5. #5884 pbhoney (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 1 ตุลาคม 2562 / 01:31
    คุณเดซี่สุดยอด😭😭😭😭😭😭
    #5,884
    0
  6. #5871 CHOTIKABUa (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 29 กันยายน 2562 / 18:31
    ชอบเรื่องนี้มากๆเลย ชอบโทนของเรื่อง มันน่ารักไปหมด อย่างให้มีตอนพิเศษจังเลยค่ะ
    #5,871
    0
  7. #5807 deereastsea (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 24 กันยายน 2562 / 23:49
    กลับมาอ่านอีกรอบ

    ร้องไห้เหมียนหมา ฮือออ
    ชอบมากๆเลยค่ะ :))))
    #5,807
    0
  8. #5411 24/7-B100HYUN (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2562 / 23:23
    ตอนหน่วงก็หน่วงระดับ10 พอหวานก็หวานจนน้ำตาลอาย 555555
    #5,411
    0
  9. #5278 พูลิน พูลิน (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 9 มกราคม 2562 / 05:07
    นึกว่าจะเศร้าซะแล้ว ไหงหวานฉ่ำงี้อะ 55555
    #5,278
    0
  10. #5221 miaJongin (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 29 ธันวาคม 2561 / 21:05
    เหม็นความรักกลิ่นสตอเบอรี่!
    #5,221
    0
  11. #4846 mbas2 (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2561 / 15:53

    ตอนแรกคิดไว้ว่ามันจบไม่สวยแน่ๆแบบโคตรหน่วงเลย แต่ตอนนี้ยิ้มแก้มปลิเลยจย้าาาา
    #4,846
    0
  12. #4840 pupe. (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2561 / 11:16
    อห ดิช้อนร้องไห้ไปแปดสิบเปอร์ของตอน จิตใจบอบช้ำ กว่าจะรู้ กว่าจะเข้าใจ กว่าจะได้เจอกัน น้ำตาแตกไปสามแสนรอบ
    #4,840
    0
  13. #4562 XMCB_BB (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 23 พฤศจิกายน 2561 / 11:10
    ช่วงแรกนี่โคตรหน่วง แต่พอความจริงเปิดเผย แก้มเราก็จะแตกเลย น่าร๊ากกกกกกกกก เรื่องนี้ก็ชอบมากกกกกอีกแล้ว เป็นกำลังใจให้ไรท์เตอร์นะคะ สู้ๆๆๆๆ
    #4,562
    0
  14. #4495 loeyloxepcy61 (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 21 พฤศจิกายน 2561 / 02:51
    ตอนนั่นคือหน่วงง โกดแบคอ่ะจะมาใจดีอะไรขนาดนี้ แต่ๆพอรุ้ด่าอิพี่เหอะชานฮยอนแกล้งเปนแฟนปีกว่าาบ้าไปแล้ววววงวว
    #4,495
    0
  15. #4310 สนมจมคร (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 6 ตุลาคม 2561 / 01:16

    หน่วงมากกกกกกกกเลยค่ะตอนแรก ฮื้ออออTT บทจะหวานก็หวานกันซะะะะ เยียวยาจิตใจ อรั๊ย โรแมนติกม๊ากกกก

    อะโหยอิจจจจจจจจฉาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาา!!!!

    แต่ไม่เป็นไรค่ะ ชานแบครักกันไปเลย! //ส่งตาปิ๊งๆให้พี่ชานฮยอน

    #4,310
    0
  16. #4007 heykiki (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 2 กันยายน 2561 / 00:46
    โอโหคิดว่าจะจบเส้าแล้วนะ เป็นความน่ารักที่หน่วงมาก ๆ แงงงงงงงง เอ็นดํปาร์คชานยอล อยู่กับพี่เขาทีไรนิสัยยังกะเด็ก ๆ โวยวายเก่ง แต่น่ารักกกก
    #4,007
    0
  17. #3866 geejajaa (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 10 สิงหาคม 2561 / 05:24
    ตอนแรกใจเสียแล้วอ่ะ นึกว่าจะเศร้าเสียแล้ว
    แต่พอรักกันได้นี้แหม นั่งตักเล่นเปลี่ยนโนนี่ไม่ไหวจะทยกรี๊ดดดด
    #3,866
    0
  18. #3558 empty XOXO (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 28 มิถุนายน 2561 / 11:00

    ตอนแรกเศร้ามากกกงื้อเจ็บเหมือนชานยอล พอรู้แล้วเขินนนนงื้อออ

    #3,558
    0
  19. #3555 BYUN (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 27 มิถุนายน 2561 / 15:52
    ช่วงแรกๆอ่านแล้วน้ำตาซึมจริงๆ เศร้าแทน แฟนพี่ชายรักไม่ได้ ชอบไม่ได้ ถึงจะรักแบคมาก ชานก็รักพี่ชายมากเหมือนกัน ยอมทำร้ายตัวเองดีกว่า แต่สุดท้ายความจริงก็เฉลยว่าเขาไม่ได้เป็นแฟนกันจริงๆ คนอ่านโคตรมีความสุขอะ น้องสมหวังสักที
    #3,555
    0
  20. #3545 purnploy (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 25 มิถุนายน 2561 / 03:07
    ดีมากเลยค่ะ ถ้าชานนอลไม่แอบบอกรักแบคฮยอน ควๆม่มีใครกล้าพูดอะไีรกันแล้วก็คงไม่ได้จบแฮปปี้แบบนี้เลย
    #3,545
    0
  21. #3369 TubtimTy (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 9 มิถุนายน 2561 / 13:20
    เป็นone shotที่ดีมากก ถึงช่วงแรกๆจะหม่นไปหน่อย แต่สุดท้ายแล้วมันละมุน อบอุ่นมากฮือออ
    #3,369
    0
  22. #3282 DBK1802 (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2561 / 01:00
    ชานยอลเป็นเด็กดีมากเลย อดทนเก่งด้วย แอบคิดไว้แล้วเหมือนกันว่าต้องแกล้งเป็นแฟนกันแน่ๆ จะได้มาสมหวังกันซักที เลิฟแอทเฟิร์สไซน์มากๆอ่ะ แถมชานยอลก็โครตโรแมนติกเลย อิจฉาแบคฮยอนมากเลยจ้า
    #3,282
    0
  23. #3256 CBHH_ (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 2 มิถุนายน 2561 / 09:12
    ใจหายใจคว่ำหมดเลย! นึกว่าจะแบดเอนดิ้งซะแล้ว ฮือ
    #3,256
    0
  24. #3249 Ihaveadream (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 2 มิถุนายน 2561 / 05:31
    ฟิคคุณเดซี่ถึงจะจบแฮปปี้ก็เถอะ แต่ต้องเสียน้ำตาเป็นโอ่งก่อนตลอดเลย!
    แต่ชอบมากค่ะ ชอบทุกเรื่อง ฮืออออ
    #3,249
    0
  25. #3213 noohin indy (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2561 / 09:55
    นึกว่าจะดราม่าแล้ววว ฮื่อออ น่าร้ากกกกก
    #3,213
    0