(exo) SF/OS|Fill your heart with my DAISY ❁ Chanbaek

ตอนที่ 17 : ❁ kissing a fool

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 24,089
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,128 ครั้ง
    5 ก.พ. 63

 

 

 

 

kissing a f o o l

Let me distract you


 

“...แล้วทีนี้ฉันก็บอกไปว่าไม่อยากได้เสื้อผ้าเซ็ตนี้ทั้งราวเลย ไอ้เซฮุน...ช่างกล้องที่เป็นเพื่อนฉันน่ะ จำได้ใช่ไหม ? มันก็ทำตาโตแต่ไม่พูดอะไร คนที่หาเสื้อผ้ามาล่ะตัวสั่นเชียว แต่ก็พยายามใจเย็นอยู่นะ กัดฟันแน่นบอกฉันว่าหาไม่ทันแล้ว จำเป็นต้องใส่ ฉันก็เลยบอกว่าก็เลื่อนงานสิ เท่านั้นแหละ...ปิดกอง!”

“นายดูสนุกนะ”

“ก็ไม่หรอก แต่ฉันไม่ชอบใส่เสื้อผ้าคนอื่นที่ไม่ใช่ของนาย มันรู้สึกไม่เข้ากันยังไงก็ไม่รู้ ก็บอกแล้วว่าจะเอาของนาย เรื่องมากเองช่วยไม่ได้”

“ไม่มีโปรโมชั่นลดราคา”

“ไม่ได้เอาใจ พูดความจริง”

เสียงพูดคุยกันดังมาชายหนุ่มสองคนวัยยี่สิบเจ็ดย่างยี่สิบแปดที่นั่งอยู่ในห้องออกแบบตัดเย็บเสื้อผ้าแห่งหนึ่งกลางกรุงโซล ชายคนหนึ่งร่างกายสูงใหญ่ ตากลมโต ใบหน้าหล่อเหลาติดขี้เล่นทำให้คนที่มองมาใจสั่นได้ไม่ยาก มือข้างขวาถือแก้วที่บรรจุไวน์แดงอยู่ในนั้น โคลงไปมาด้วยความอารมณ์ดี รอยยิ้มประทับอยู่บนใบหน้า ขยับปากเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้

ส่วนอีกคนนั้น เมื่อเทียบกับคนที่อยู่ด้วยกันแล้วก็พูดได้ว่าเป็นชายร่างเล็ก หางตาตกเล็กน้อย อายไลเนอร์สีดำสนิทเสริมให้ดวงตาเฉี่ยวคมมากยิ่งขึ้น คอนแทคเลนส์สีเทาสวย อายแชโดว์ที่แต่งแต้มอย่างพอดี หัวทุยได้รูปที่มีผมสีทองปกคลุมอยู่ยิ่งทำให้มองดูเป็นคนที่น่าค้นหามากขึ้นไปอีก มือเรียวพลิกแฟ้มงานไปเรื่อย ๆ อ่านข้อมูลและจรดนิ้วลงคีย์บอร์ด

“เอาแต่ใจแบบนี้ เดี๋ยวก็ตกงาน”

“ไม่หรอกหน่า ก็ดังขึ้นทุกปี ไม่อย่างนั้นจะได้รู้จักนายหรือ?”

“พูดเก่ง” ดวงตาเฉี่ยวคมปิดแฟ้ม “ฉันลิสต์เสื้อผ้าที่เหมาะไปให้แล้ว สไตล์ลิสต์ทางนั้นจะเลือกให้อีกที ถึงตอนนั้นก็อย่าเรื่องมากล่ะ”

“ให้ตาย...ยัยนั่นน่ะนรกของแท้ นายเลือกไปเลยไม่ได้รึไง”

“ฉันส่งให้เป็นชุด นายก็แค่ใส่ตามที่เค้าเลือก” คนฟังมองหน้าคนที่ทำหน้าเบื่อหน่าย “ไม่มีอะไรไม่เข้ากันหรอก”

“ไวน์หน่อยไหม?”

“ไม่ล่ะ ฉันต้องตื่นแต่เช้า นัดคุณเอลล่าเอาไว้”

“เอลล่า แมนเนอร์ ?”

“ใช่” แฟ้มถูกเก็บให้เข้าที่ คอมพิวเตอร์ถูกปิด “จะปิดแล้ว เชิญหอบกลับไปกินที่ห้องตัวเอง”

“ใจร้ายชะมัด” คนตัวสูงถือขวดไวน์ “จ้างผูกขาดนี่เท่าไหร่ สัก...ห้าปี ?”

“สามหมื่นล้านวอน”

“โอ้ชิท! นอนบนกองเงินรึไง”

“นายยังชอบงานฉัน มันไปได้ไกลหนิจริงไหม?” ร่างเล็กเหยียดยิ้ม เดินตรงไปที่รถตัวเอง “ราตรีสวัสดิ์ ปาร์คชานยอล”

“ราตรีสวัสดิ์ บยอนแบคฮยอน”

ปาร์คชานยอลเป็นนายแบบวัยยี่สิบเจ็ดปีที่กำลังมาแรงอย่างฉุดไม่อยู่ เชื่อเถอะว่าความโด่งดังนี้มันมาจากหน้าตาของเขาด้วยส่วนนึง ฝีมือช่างภาพคู่ใจอย่างโอเซฮุน มีชื่อมันติดเป็นตากล้องเบอร์หนึ่งเมื่อไหร่งานนั้นมีเปอร์เซ็นต์เกินครึ่งที่เขาจะรับ เขารับงานพรีเซนเตอร์สินค้าไม่ซ้อนทับกัน เน้นใช้จริงเพื่อความน่าเชื่อถือ งานอีเวนท์รับบ่อยหน่อยเพราะเป็นงานที่จบง่ายได้เงินไว ประสบการณ์ดีทำงานไม่ติดขัด แบรนด์ไหนก็หวังอยากให้เขาเซ็นสัญญาด้วย ถึงจะเรื่องมากไปบ้างแต่ก็ไม่ได้เยอะจนน่าเหนื่อยหน่ายจนหนีหายกันไปก่อน

ปกติแล้วเรื่องที่เขาแทบไม่มีปัญหาคือเรื่องเสื้อผ้า จะใส่อะไรก็ได้แล้วแต่จะจัดมา จนกระทั่งเขารับงานเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ให้น้ำหอมรุ่นหนึ่ง เสื้อผ้าที่ใส่ถ่ายแบบและถ่ายโฆษณาในวันนั้น เขารู้สึกว่ามันเกิดขึ้นมาเพื่อเขาอย่างไรอย่างนั้น ทุกอย่างมันช่างเหมาะเจาะไปเสียหมดทุกอย่าง จนเขาอดรนทนไม่ไหว ถามเจ้าของแบรนด์ชาวจีนที่มาดูเขาวันนั้นว่ามันเป็นเสื้อผ้าของแบรนด์ไหน หาจากป้ายข้างหลังก็ไม่มี

‘อ๋อ ผมขอให้เพื่อนตัดให้พิเศษ แบรนด์ Byun’s น่ะครับ พอจะรู้จักรึเปล่า ?’

รู้จักสิ ใครไม่รู้จักแบรนด์นี้บ้าง แบรนด์เสื้อผ้าสั่งตัดชื่อดังของเกาหลีใต้ โด่งดังในแวดวงของพวกกระเป๋าหนัก เขาว่ากันว่าใครจะใส่เสื้อแบรนด์นี้ต้องเป็นสมาชิกก่อน เขาว่ามันยุ่งยากเลยไม่ใส่ใจ แต่ตอนนี้คิดว่าคงจะปล่อยไว้ไม่ได้ เสื้อผ้าที่ทำขึ้นเพื่อคนคนเดียวนี่มัน...เหมาะกับตัวเขาที่สุดแล้ว

เขาให้ผู้จัดการโทรไปที่ทางแบรนด์ บอกว่าต้องการสมัครเป็นสมาชิก ทางแบรนด์แจ้งกลับมาว่าให้เขาเข้าไปวัดตัว กรอกข้อมูลต่างๆที่จำเป็นในอีกสองเดือนข้างหน้า ตอนนั้นเขาเกิดความไม่พอใจขึ้นมาเล็กน้อยว่าทำไมต้องรอนานขนาดนั้น พอทางแบรนด์ชี้แจงว่าทางเจ้าของจะเป็นคนวัดตัวให้ทั้งหมดเขาก็เข้าใจว่าทำไมแบรนด์นี้ถึงได้ถูกอกถูกใจพวกคนมีเงินหรือพวกมีหน้ามีตาในสังคมมากขนาดนี้ มันอาจจะเป็นเพราะความรู้สึกว่าเราสำคัญ ใส่ใจในลูกค้ามากเป็นพิเศษ ถึงขั้นต้องลงมือทำด้วยตัวเอง เป็นความประทับใจเบื้องต้นที่ดี

เขารอจนกระทั่งสองเดือนที่ว่านั่นมาถึง วันนั้นเขาเคลียร์คิวงานทั้งวันเพื่อการนี้ มาที่ห้องเสื้อตั้งแต่สิบโมงเช้า พนักงานของห้องเสื้อแห่งนี้เสิร์ฟชาอย่างดีกับมาการองให้เขา รอไม่เกินห้านาทีคนที่เขารอคอยก็เดินออกมา

‘เด็กกว่าที่คิดเอาไว้’ นี่เป็นคำแรกที่เขาคิดออก

เจ้าของแบรนด์อธิบายทุกเงื่อนไขในการสมัครเป็นสมาชิก ในหัวของเขามีแต่คำว่าวุ่นวาย มันเยอะแยะมากสิ่งเต็มไปหมด จนมาถึงตอนที่อีกฝ่ายถามเขาว่าต้องการเป็นเมมเบอร์ระดับไหน แน่นอนว่าเขาเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเอง ซึ่งราคาของการเป็นเมมเบอร์นั้นทำเอาเขาแทบจะสำลักน้ำลายตัวเอง

‘ทำจากทองรึไง ?’

‘ก็ทำจากใยผ้าทั่วไปนี่แหละครับ แต่มันก็ดึงคุณมาถึงที่นี่ได้ใช่ไหมล่ะ ?’

เขาพูดไม่ออกเถียงไม่ได้ อยากจะตอกกลับตามประสาหนุ่มใจร้อนแต่ก็ได้แต่อ้าปากพะงาบ ๆ สู้ความจริง

‘ผมอยากได้สิทธิพิเศษ ทุกงานที่ผมทำคุณจะต้องเป็นคนหาเสื้อผ้าให้ผม รวมถึงเครื่องประดับต่าง ๆ คุณต้องเป็นฝ่ายจัดหา แล้วก็ดีลงานตรงส่วนนั้นด้วยตัวเอง ผู้จัดการผมจะช่วยด้วยอีกแรง เรื่องรายละเอียดยิบย่อยอะไรก็ไปคุยกับเค้า ยกเว้นงานที่เป็นแบรนด์เสื้อผ้า คุณไม่ต้องรับผิดชอบ’

‘เราไม่มีนโยบายแบบนั้น...’

‘คุณเรียกมาเลย เท่าไหร่ก็ได้ที่คุณคิดว่าเหมาะสม’

ไหนๆเขาก็เสียเยอะขนาดนั้นแล้ว มากกว่านี้ก็เสียไปเถอะ แต่พอได้ยินราคาแล้ว จากที่สำลักน้ำลายก็กลายเป็นกระอักเลือด แต่ก็ต้องกล้ำกลืนจ่ายมันไปแล้วท่องไว้ว่าเพื่อตัวเอง ที่ทำก็เพื่อตัวเองทั้งนั้น

เกือบสองปีแล้วที่เราทำงานร่วมกัน เมื่อทุกอย่างเข้าที่เข้าทางมันก็เหมือนว่าเราได้ประโยชน์ร่วมกัน ข้อเสนอที่ทำทำให้ทางแบรนด์ได้เมมเบอร์เพิ่มขึ้นทุกปีจนโด่งดังไปแทบจะทั่วโลก ส่วนเขาก็ดังเหมือนพลุที่ไม่มีวันดับเพราะว่าเสื้อผ้าน่ะ เป็นส่วนช่วยที่แสนสำคัญ เป็นสิ่งที่ทำให้เราดูดีขึ้นมา พอเขาใส่มันก็กลายเป็นที่สนใจ พอรู้ว่ามันสั่งตัดก็ย่อมอยากได้บ้าง

พอมีผลประโยชน์ร่วมกันตอนนี้เวลาเสียเงินเขาก็แค่ปาดเหงื่อแล้วก็กวาดไวน์ในห้องรับรองของที่ร้านกลับห้องตัวเองทุกคืน โดยมีสายตาเหยียดหยามจากเจ้าของแบรนด์ที่บอกได้เลยว่าเขาไม่สน เสียเงินขนาดนั้นแค่ไวน์วันละขวดทำมางอนกันไปได้

‘นายจ่ายเงินเพื่อไวน์หรือเสื้อผ้าฉัน?’

‘ของสมนาคุณไงครับที่รัก ใจคอจะดูดเลือดผมออกแล้วไม่ให้อะไรเติมเข้าไปเลยเหรอ?’

‘สั่งไปกินที่บ้านตัวเองนู่น!’

‘จ่ายเงินให้ป่ะล่ะ?’

‘หนวกหู’

‘งั้นก็มากินที่ห้องเสื้อนายเนี่ยแหละ’

บยอนแบคฮยอนคนเก่ง คนที่ตัดผ้าได้เหมือนตัดกระดาษเอสี่ เรากลายมาเป็นเพื่อนกันเพราะอายุเท่ากันและทำงานร่วมกันบ่อย เพราะว่าชานยอลเลือกมากเรื่องเยอะสารพัดสิ่ง เวลาที่ทีมของแบคฮยอนเป็นคนจัดเสื้อผ้าให้ ชานยอลมักจะส่งกลับไปให้แก้ประมาณสามสี่ครั้งกว่าจะเสร็จ แบคฮยอนเลยแก้ปัญหาด้วยการเข้ามาทำให้โดยตรงให้ทุกงาน ทุกอย่างเลยไม่มีปัญหาเพราะครั้งเดียวก็จบลงที่เขาพอใจ

แสนเรื่องมาก’

‘เค้าเรียกว่าเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเอง’

‘ไปหยิบพายสัปปะรดในตู้ให้ที’

‘ฉันกินหมดแล้ว นายไม่สั่งไวน์มาเติมนี่ ลูกค้าระดับสูงอย่างฉันไม่พอใจนะ’

‘ปาร์คชานยอล นายมันทุเรศ’

‘เค้าเรียกว่าทำหน้าที่ของเมมเบอร์’

พวกเขาสนิทกันในแบบที่ยากจะเข้าใจได้ เพื่อนของแบคฮยอน เพื่อนของเขา ผู้จัดการ พนักงานในห้องเสื้อ ต่างคนต่างคิดว่าเราไม่ค่อยถูกกันสักเท่าไหร่ ชานยอลเองก็รู้ว่ามันไม่ได้มีอะไรหรอก เวลาเห็นบยอนแบคฮยอนพยายามทำเป็นไม่หงุดหงิดใจแล้วตัดเสื้อให้เขาไปด้วยมันก็ตลกดี

หลังเลิกงานหรือเวลาช่วงที่ท้องฟ้ามืดสนิท สี่ทุ่มถึงเที่ยงคืน ชานยอลมักจะไปหาแบคฮยอนที่ห้องเสื้อ คุยเรื่องการออกแบบหรือตัดเย็บที่อยากได้ นั่งดื่มไวน์หรือบางครั้งเป็นโซจู เคยซื้อไก่ทอดกับเบียร์เข้าไป ปรากฏว่าไม่ได้ทำงานเลยทั้งคืน เป็นเมนูต้องห้ามห้ามเอาเข้าห้องเสื้อโดยเด็ดขาด

ถึงตัวเขาเองจะชอบพูดจาไม่เข้าหูแบคฮยอนไปบ้าง เหมือนกับแบคฮยอนที่ชอบทำร้ายร่างกายเขาด้วยการฟาดฝ่ามือเล็ก ๆ ลงมาที่แก้ม แต่เขาก็พูดได้เต็มปากว่ามันเป็นความสัมพันธ์ในด้านบวก ถึงแม้ว่าจะอธิบายไม่ได้ และไม่เข้าใจมันก็ตามที

(ช่วงนี้อย่ารับงานนะ ขอสัก...สองเดือน)

“ฉันมันไม่ต้องจ่ายค่าเมมเบอร์ขูดเลือดของนายรึไง ถึงได้มาขอกันแบบนี้”

ชานยอลกำลังขับรถไปร่วมงานอีเวนท์เปิดตัวรองเท้าแบรนด์ดังรุ่นใหม่ ได้รองเท้ามาฟรีตั้งสี่คู่เปลี่ยนไซส์เป็นของผู้จัดการไปคู่ โอเซฮุนอีกคู่ ของแบคฮยอนอีกคู่ มาเจอประโยคทำร้ายจิตใจแบบนี้มันน่าโยนรองเท้าทิ้งนัก

(ฉันติดงานของเซอมารี่ นายก็รู้จักหนิ คนดัง ๆ ทั้งนั้น)

“แล้วฉันไม่ดังตรงไหน งานที่ฉันจะดีลเย็นนี้นี่แบรนด์ของฝรั่งเศสนะ”

(ถ้าดีจริง เขาต้องจัดเสื้อให้นายได้ ถูกไหม? หรือว่านายจะเอาทีมฉัน แบบนั้นจะช้าหน่อยเพราะแบ่งไปได้แค่สองคน—)

“...”

(เฮ้ ฉันรับมาแล้ว—)

“รับมาแล้ว? อ้อ..ที่โทรมานี่หวังจะแค่โทรมาบอกว่านายเทฉันแล้วอย่างงั้นสินะ ไม่ให้รู้ตอนที่ข่าวออกหน้าเพจของเซอมารี่พรุ่งนี้เลยล่ะ”

(ก็ถึงได้โทรมา—)

“หยุดพูดเลยฉันไม่อยากฟัง ทั้งที่ก็รู้ว่าติดงานกับฉัน เรียกอะไรฉันก็ให้ ยังจะมาทำแบบนี้...”

(ฉัน—)

“ในฐานะคนทำธุรกิจนายมันไม่มีความรับผิดชอบ แล้วในฐานะเพื่อน นายกำลังทำสิ่งที่ฉันเรียกว่าเห็นแก่ตัว”

(เดี๋ยวก่อน—)

ชานยอลตัดสายของแบคฮยอน พอรถติดไฟแดง เขาก็ต่อสายหาผู้จัดการที่ตอนนี้คงจะไปรอที่งานแล้ว ไม่รู้ว่าดีลงานของแบรนด์ทางฝรั่งเศสไปรึยัง ถ้าตกลงงานไปแล้วเขาก็จะสั่งให้โทรไปใหม่ ตอนนี้สถานการณ์ในใจเขามันไม่เหมือนเดิม เราคงต้องเปลี่ยนแปลงอะไรกันหน่อย

“จงแด เมมเบอร์ร้านแบคฮยอนจะหมดอายุเมื่อไหร่”

(เดือนหน้า)

“ไม่ต้องต่อแล้วแจ้งธนาคารด้วย ส่วนงานที่ฝรั่งเศสรับได้เลย จัดการเรื่องเสื้อผ้าด้วย บอกให้ทางนั้นจัดให้”

(แล้วคุณแบค...)

“นายมีปัญหา?”

(ไม่มี ฉันก็พูดไปงั้น)

“ดี อีกสิบนาทีฉันจะถึง อเมริกาโน่ด้วย ขอบใจ”

ชานยอลรู้ตัวว่าเขาตัดสินใจเหมือนไฟ รวดเร็วเหมือนเปลวเพลิง แต่ทั้งหมดนี่มันก็เป็นเพราะว่าเขาโกรธ ถ้ามาถามกันก่อนเขาอาจจะยอมหยวน ๆ แลกกับไวน์ทั้งตู้ของร้านหมอนั่น แต่นี่อะไร ไม่ถามเขาสักคำ เหมือนมาแจ้งให้ทราบว่าตกลงรับงานอย่างอื่นไปแล้วนะ เขามันขอให้ทำงานฟรีไม่ต้องจ่ายเงินหรือยังไง ยิ่งคิดก็ยิ่งน่าโมโห

ทำกันแบบนี้ มันก็เหมือนว่าเขาไม่มีความสำคัญอะไร คิดจะทำก็ทำ พออยากไปทำที่อื่นก็ไป แล้วเขาที่อยู่ข้างหลังจะทำยังไง เป็นใครใครมันก็ต้องโกรธกันทั้งนั้นแหละ

เขามาถึงงานตรงเวลาพอดี ทุกอย่างเตรียมพร้อมมาจากที่ห้องของเขาแล้ว เหลือแค่ต้องแต่งหน้านิดหน่อยเพื่อให้เวลาถ่ายรูปหน้าของเขาจะได้ไม่ออกมาหมองจนเกินไป ระหว่างที่กำลังแต่งหน้าเข้าก็อ่านรายละเอียดของงานรวมถึงซ้อมคิวกับไทม์เมอร์ของงานนี้ หลังจากเสร็จทุกอย่างเขาก็มานั่งดื่มอเมริกาโน่ที่จงแดซื้อมาให้

“เออ รองเท้าอยู่หลังรถนะ ดูไซส์ตัวเองแล้วหยิบไปเลย ส่วนอันที่เหลือเอาไปโยนทิ้ง”

จงแดรู้จักนิสัยเจ้านายหรือเพื่อนของตัวเองดี มันใจร้อนไปอย่างนั้น ใจร้อนเป็นนิสัย เรื่องมากก็เพราะความใจร้อนของตัวเอง แต่เรื่องความมีน้ำใจล่ะที่หนึ่ง “งานที่ฝรั่งเศสโอเคแล้วนะ ฉันตกลงตารางงานทุกอย่างให้แล้ว งานนี้มันจะเร่งหน่อยเพราะถ้าช้ามันจะไปชนกับงานของเบนส์ที่รับมาก่อนหน้านี้ กำหนดการบินไปฝรั่งเศสคืออาทิตย์หน้า ฉันอัพเดตให้แล้ว”

“งานของเบนส์เรื่องเสื้อผ้าคือยังไง?”

“คุณแบคฮยอนส่งลิสต์มาให้แล้ว กำหนดการส่งงานคืออาทิตย์หน้า ถ้านายอยากจะเช็คก่อน...”

“ลบไปเลย รบกวนหาสไตล์ลิสต์ใหม่ให้หน่อย เอาคนที่เคยทำงานด้วยกันที่จีนตอนนั้นก็ได้ งานมันไม่ด่วนหนิ ใช่ไหม ?”

“ก็ใช่ พอจะจัดการได้อยู่ ถ้าคนนี้ไม่ได้จะลองติดต่อคนที่ตอนนั้นทำงานของลิลี่ โอแกนส์ด้วยกัน อันนั้นนายก็บอกว่าชอบหนิ”

“อืม ตามนั้น” ชานยอลทิ้งตัวลงกับโซฟา เอากำหนดการงานของวันนี้มาอ่านอีกที

จงแดไม่ได้ถามอะไรนอกจากนั่งทำงานผ่านทางแล็ปท็อปของตัวเอง ดูจากเรื่องที่เกิดขึ้นก็พอจะเดาได้ว่ามีปัญหากับคุณแบคฮยอน แต่มันถึงขั้นต้องแตกหักกันทั้งที่ทำงานมาด้วยกันนี่ก็ใกล้จะเข้าสู่ปีที่สามเต็มทีแล้ว คิดจะถอนเมมเบอร์ออกขนาดนี้ ไม่รู้ว่าทะเลาะกันรุนแรงหรือชานยอลแค่ใจร้อนไปอย่างนั้น จะถามก็ดูไม่ใช่เรื่องอีก เขารู้สึกว่าไม่ควรจะอยากรู้อะไรเท่าไหร่ ถ้าเป็นเซฮุนล่ะว่าไปอย่าง จี้ติดโซฟาอยากรู้ต้องรู้ให้ได้ แต่คนประเภทนั้นก็ไปทำงานที่ญี่ปุ่น กว่าจะกลับมาพวกเขาก็ไปฝรั่งเศสพอดี งานมันรัดตัวจนทำให้ไม่ได้เจอกันเลย

งานอีเวนท์วันนี้ผ่านไปได้ด้วยดี เพราะว่าชานยอลใส่จริงเป็นทุนเดิมอยู่แล้วเลยไม่มีปัญหา อธิบายข้อดีที่ได้สัมผัสมาเป็นภาษาของตัวเอง คนที่ตกลงจ้างงานเขาภูมิใจขั้นสุด เพราะว่ามันไม่เหมือนท่องสคริปต์ ยิ่งเขาพูดเองกับปากว่าใส่จริงมันก็ยิ่งช่วยกระตุ้นยอดขายให้มากยิ่งขึ้น ยิ่งเลือก Chanyeol’s favorite ไปด้วยแล้วยิ่งดังใหญ่ ยอดจองทะลุยอดของที่มี โซลด์เอาท์ตั้งแต่งานยังไม่จบ

ตลอดทั้งงานชานยอลฝากโทรศัพท์ไว้ที่จงแด มีสายเรียกเข้าจากแบคฮยอนสองสามครั้งจากนั้นก็ไม่มีอีก จงแดไม่ได้คิดว่ามันเป็นเรื่องเร่งด่วนอะไร ถึงบอกไปตอนที่ชานยอลทำงานอยู่มันก็ไม่เกิดผล ให้เจ้าตัวเห็นเองตอนกลับห้องน่าจะดีกว่า

“วันนี้จะออกไปเที่ยวนะ”

หลังจากจบงานชานยอลก็มานั่งเช็ดเครื่องสำอางออก ล้างหน้าไปอีกยกใหญ่ คุยกับจงแดว่าวันนี้จะไปหาอะไรดื่ม

“กินอยู่ห้องดิ เดี๋ยวเจอผู้หญิงก็เป็นข่าวอีก”

“จะไปฟังเพลง จะเจอมันก็ปกติ ใครก็ไปได้ จะไปด้วยกันไหมล่ะ?”

“ไม่เอาอ่ะ จะกลับไปนอน” จงแดไม่เอาด้วย “พรุ่งนี้มีนัดถ่ายงานเก้าโมงนะ”

“รู้แล้ว ถ้าเจ็ดโมงยังไม่รับโทรศัพท์มาที่ห้องเลยนะ” ชานยอลบอกเอาไว้ก่อน ไม่รู้คืนนี้จะกินไปเท่าไหร่ เผื่อว่าจะแฮงก์ “ไปเอารองเท้ารึยัง ?”

“เอาแล้ว”

“งั้นไปล่ะ เจอกันพรุ่งนี้” ชานยอลบอกลาผู้จัดการตัวเอง หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเช็คว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง กดลบสายที่ไม่ได้รับทิ้ง เขายังไม่อยากคุย พูดตามตรงก็ได้ว่าโกรธอยู่ นั่งหาข้อมูลเรื่องงานของเซอมารี่ในปีนี้ ในข่าวบอกว่าวางตัวกันตั้งแต่เมื่อสัปดาห์ก่อน จะเริ่มต้นทำในสัปดาห์นี้ ยิ่งอ่านก็ยิ่งเคือง รอจนไร้ทางเลือกแล้วก็ค่อยโทรมาบอกกัน เรื่องธุรกิจมันคือเรื่องของเม็ดเงิน เขาเองยอมรับว่าตัวเองสนใจเรื่องนี้ แต่ถ้าเราเป็นเพื่อนกันแล้วสิ่งที่ควรจะรักษาไว้คือความเป็นเพื่อน ถ้าจะไม่เป็นก็ตัดกันไป ไม่ยากเท่าไหร่นัก

เขากับเซฮุนเคยเจอปัญหานี้มาแล้วในอดีต เซฮุนอยู่ถ่ายงานให้เขาแทนที่จะรับโอกาสจากทางอเมริกา เขาเลยยอมเลือกงานของมันแทนที่จะเลือกงานของอิตาลีที่ติดต่อเข้ามา สูญเสียเม็ดเงินมหาศาล แต่มิตรภาพของเราแน่นแฟ้นขึ้น ก้าวต่อไปด้วยกันแบบนั้นดีกว่า

กับจงแดก็เหมือนกัน เป็นคนที่ทำงานดีไม่มีบกพร่อง เคยมีคนมาชักนำให้สร้างเครือข่าย บอกว่ามีเขาคนเดียวคงไม่พอ เขาคุยกับจงแดว่าถ้าอยากทำก็ทำ แต่ขอให้เลิกแล้วต่อกันเพียงเท่านี้ จะไม่โกรธอะไรด้วย แต่เขาต้องการผู้จัดการที่ทุ่มให้กันแค่คนเดียว มีอะไรเรียกหาได้เสมอ เขาไม่ชอบทีมของคนที่เขาจ้างแต่ต้องการคนที่เขาจ้างมาทำให้ หายไปเกือบหนึ่งวันจงแดก็กลับมาพร้อมกับประโยคที่ว่าจะอยู่กับเขาเหมือนเดิม แต่ให้สัญญาว่าถ้าจะวางมือแล้วให้หาคนใหม่ให้มันด้วย

ไม่หรอก เขามีความฝันที่ยิงใหญ่กว่านั้น คิดจะร่วมหุ้นกันเปิดบริษัทโมเดลลิ่งกับสตูดิโอร่วมกันกับเซฮุน จ้างจงแดให้เป็นคนจัดการระบบเรื่องรับงาน วางแผนไว้หมดแล้วทุกอย่างเหลือแค่รอวันเวลาที่เหมาะสมให้เดินทางให้มาถึง ตอนนี้ทำงานได้ก็ทำไปก่อน ยังมีไฟก็ต้องตักตวงให้ได้มากที่สุด

พูดถึงงานถ่ายแบบเขาก็รัก คิดไว้ว่าวันนึงจะไม่ได้ทำแล้วมันใจหายแปลก ๆ

ร้านประจำของเขาอยู่ในย่านที่ไม่ค่อยมีคนพลุกพล่านนัก เป็นร้านนั่งดื่มธรรมดา บาร์เทนเดอร์ควบตำแหน่งเจ้าของร้านนั้นฝีมือดี เขามาเจอที่นี่ก็สมัยยังเป็นนายแบบหน้าใหม่ มานั่งเวลาเครียด ๆ กับไอ้เซฮุน

“มาคนเดียวเหรอวันนี้”

“เออ เอาเหมือนเดิม” เขานั่งลงที่บาร์ ยิ้มทักทายบาร์เทนเดอร์ที่เป็นเหมือนเพื่อนกันในยามค่ำคืน

“เห็นมึงในทีวี รองเท้ายี่ห้อนั้นกูก็ชอบนะ”

“ใส่ดี” ชานยอลตอบ “ทำไมวันนี้คนเยอะ”

“เยอะทุกวันป่ะวะ?”

“เออ ขอโทษ” เขาหัวเราะ “วันนี้เซ็ง ๆ ว่ะ”

“เซ็งอะไรวะ กูเป็นเพื่อนคุยได้นะ” จงอินขยับมือไปด้วย หูก็ฟังเพื่อนคนนี้ไปด้วย “กินเหล้าไป เล่าไป สบายใจดี”

“จะเล่ายังไงวะ...” ชานยอลพยายามเรียบเรียงเรื่องราวในหัว “มันก็เหมือนมึงดีลไว้กับที่นึง ว่าให้เค้าบ่มเหล้าให้มึงแบบนี้นะ ดีลกันพิเศษกว่าเจ้าอื่นอ่ะ ทำงานด้วยกันมาสองปีก็เพื่อนกันกลาย ๆ วันนึงมาบอกมึงว่า เออ..ไม่บ่มให้มึงสักสองเดือนนะ ไปทำงานกับคนอื่น ไม่ได้ให้โอกาสมึงตัดสินใจอ่ะ มาบอกเฉย ๆ ว่าจะไป”

“แบบนั้นก็ลำบาก” จงอินพูดในแง่ธุรกิจ “มันก็ทำใจยากนะ ปัญหามันเยอะ”

“ลำบากมันก็ใช่ ก็พอตัวเลย”

“แล้วเค้าเสนอวิธีแก้ปัญหาอะไรไหม ?”

“แก้แล้วยังไง ถ้าเหล้ามึงรสชาติไม่เหมือนเดิมมันก็เท่านั้น”

“ก็ถูก” จงอินไม่ปฏิเสธ “แล้วมึงทำไง”

“ก็เลิก” ชานยอลตอบ “จะทำไงได้วะ ถ้าจะไม่ได้แบบที่อยากได้ก็เปลี่ยนไปเลยดีกว่า จะได้ไม่ต้องมานั่งคาดหวัง”

“โกรธอ่ะดิ” จงอินส่งเหล้าให้ เขายกดื่มรวดเดียวจนหมด “ตัดเพื่อนไปเลยสินะ ถ้าวันไหนกูชงเหล้าไม่เหมือนเดิมมึงก็คุยกับกูดี ๆ ก่อนนะ อย่าเพิ่งทิ้งกันไปไหน”

“เวร ตลกตายล่ะมึง” เขาด่ามันพร้อมรอยยิ้ม “ก็โกรธแหละ หลายอย่างว่ะ แต่ช่างเถอะ ก็แค่เสื้อผ้าเอง เมื่อก่อนกูก็อยู่ได้ เลิก ๆ กันไปก็ช่างแม่ง”

โทรศัพท์ของเขาสั่นขึ้นมาอีกครั้ง ชื่อที่อยู่บนหน้าจอทำเอาเบือนหน้าหนี กระดกแก้วเหล้าเข้าปากอีกหนึ่งครั้ง ก่อนจะขอเปลี่ยนเป็นอะไรชื่นใจ เป้าหมายว่าจะมาฟังเพลงจะได้เกิดขึ้นจริง ไม่อยากล้มพับให้ไอ้จงอินแบกไปนอนหลังร้าน

เพลงที่ร้านของจงอินนั้นดีเสมอ มันบอกว่ามันจ่ายเงินใช่ถูก ๆ แน่นอนว่ามันได้ผล เพราะบางคนก็มาเพราะว่าเพลงเพราะ เหล้าทุกทีรสชาติมันก็คล้ายกัน แต่ถ้าเพลงในร้านมันดี คนก็อยากที่จะมาบ่อย ๆ

“พรุ่งนี้มีงานรึเปล่า ถ้ามีก็อย่ากินเยอะ”

“เก้าโมง”

“จิบ ๆ ค็อกเทลก็พอเพื่อน พอหอมปากหอมคอ”

ชานยอลยักไหล่ กดปิดโทรศัพท์มือถือแล้วหันไปสนใจการแสดงบนเวทีแทน นึกถึงงานที่ต้องทำทั้งเดือนแล้วมันก็แทนที่เรื่องราวได้หลาย ๆ อย่าง

เลิกคิดถึงเรื่องอื่นแล้วทำงานไปนั่นแหละ

 

 

 

 

 

 

ชานยอลยุ่งสุดตัว เดือนกว่า ๆ ที่เขาไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านเกิดเลย หลังจากจบงานที่ฝรั่งเศส เขาก็โดนจงแดแทรกงานของแบรนด์จากอังกฤษมาให้ อยากจะด่าเหมือนกันแต่มันก็หวังดี ถ้ารับงานอันนี้ก็เหมือนเปิดตัวเขาให้กว้างขึ้น สู่สาธารณชนทุกเชื้อชาติ ทำแบบนั้นจะรับงานได้กว้างขวาง มีเส้นสายในอนาคตที่ดีหากจะริเริ่มทำธุรกิจ

จบจากงานของทวีปยุโรปเขาก็บินมาที่อเมริกา เป็นงานของเบนส์ที่ทำร่วมกับโอเซฮุน หลังจากจบงานแล้วก็อยู่เที่ยวต่อ ทำตัวเหมือนว่างงานกันอยู่อีกหนึ่งอาทิตย์ เหมือนเป็นการท่องเที่ยวคลายเครียด ก่อนที่จะหยุดรับงานไปสี่วันเพื่อเคลียร์ตัวเอง แก้อาการเจ็ทแล็ก ถึงจะยังไม่หายดี แต่เงินที่ถลุงไปก็ต้องได้รับการหามาเพิ่มเติม ไม่อย่างนั้นมันจะดีแต่หมด รู้จักใช้ก็ต้องรู้จักหาเงิน

ลืมตาตื่นขึ้นมาอีกทีก็บ่ายสองโมง เขานอนซุกหน้าลงกับหมอนสักพัก พอตั้งสติมีสัมปชัญญะครบถ้วนแล้วก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเช็คตารางงานของวันพรุ่งนี้ มีถ่ายแบบที่ไอ้เซฮุนเป็นตากล้อง ตอนเย็นออกอีเวนท์แบรนด์ผลิตภัณฑ์กีฬา งานนี้ไอ้เซฮุนมันก็ไป ตอนเย็นชวนมันไปต่อร้านไอ้จงอินดีกว่า ไปนั่งเล่นๆกันค่อยแยกย้ายกันกลับ

นอนเล่นอยู่สักพักเขาก็ได้ยินเสียงปลดล็อคประตูอัตโนมัติ ไม่พ้นจงแดหอบชุดที่ต้องใช้ในงานพรุ่งนี้มาให้อีกตามเคย ถ้าออกงานอีเวนท์เขาเป็นประเภทชอบแต่งตัวไปก่อนแล้วค่อยไปแต่งหน้าทำผมทีหลัง ขี้เกียจไปรอเปลี่ยนชุดที่งาน อีกอย่างเสื้อผ้าผู้ชายแบบที่ใส่ในงานมันก็ไม่ได้มีอะไรมาก ไม่ได้ลำบากอะไร

“...วางเอาไว้เลยเดี๋ยวไป—”

“ลุกขึ้นมาคุยกันหน่อย ปาร์คชานยอล”

“นี่เข้าห้องฉันมาได้ยังไงเนี่ย?” เขาลุกขึ้นหันกลับมามองคนที่ตอนนี้ยืนพิงกรอบประตูอยู่ทันที น้ำเสียงวางอำนาจนิด ๆ แบบนี้มีอยู่คนเดียว ฟังแค่ปลายเสียงก็รู้แล้วว่าใคร “ไปขู่เอาคีย์การ์ดจากจงแดมาอีกแล้วเหรอ?”

“นายยกเลิกงานของฉัน ฉันก็พอจะเข้าใจได้ว่านายโกรธ แต่ไม่ต่อเมมเบอร์กันคืออะไร นายจะตัดขาดกันไปง่าย ๆ—”

“อ๋อ ที่มานี่ก็เพราะว่าช่องทางหาเงินของนายมันหายไปสินะ ทำไม เงินฉันมันไม่น่าเท่าเงินที่นายจะได้จากงานอะไรที่—”

เพียะ!

“นายตบฉันทำไมเนี่ย!” ชานยอลตกใจ คนที่ยืนอยู่หน้าประตู จู่ ๆ ก็เดินเข้ามาเอามือฟาดแก้มกันเสียอย่างนั้น

“นายพูดจาปัญญาอ่อน” แบคฮยอนมองตาคนบนเตียง “เงินจากนายมันไม่เท่าเศษเสี้ยวของที่ฉันหาได้ด้วยซ้ำ อย่าเอามาเป็นประเด็น แล้วที่มาวันนี้ฉันจะมาขอโทษนายที่คิดน้อยไปหน่อย ฉันไม่ควรทำกับนายแบบนั้น ฉันผิดเอง”

ชานยอลเงยหน้ามองคนที่วันนี้ใส่คอนแทคเลนส์สีฟ้าเข้ม มองกันเหมือนชั่งใจคิดอะไรบางอย่างเพื่อที่จะพูดออกมาให้อีกคนรับรู้

“ขอโทษจริง ๆ” แบคฮยอนพูดซ้ำอีกครั้ง “ได้ยินไหม?”

“ช่างเถอะ” ชานยอลยักไหล่ “ก็ได้ ฉันให้อภัย แต่เรื่องงานก็ช่างมันเหมือนกัน ฉันไม่เอาแล้ว”

“นายหมายความว่าไง?”

“ฉันก็เพิ่งมาคิดได้ ว่านายก็คงไม่ได้อยากทำให้ฉันเท่าไหร่” ชานยอลขยับตัวลงจากเตียง คว้าเสื้อที่วางพาดอยู่มาสวม “ฉันก็เบื่อเรื่องบังคับฝืนใจคน ไหน ๆ นายก็ไม่ได้เลือกฉัน เราก็ต่างคนต่างไปก็แล้วกัน แต่ฉันไม่ได้โกรธแล้วนะ เจอข้างนอกก็ทักกันได้ ไม่มีปัญหา”

แบคฮยอนจ้องหน้าเขาเหมือนอยากจะเข้ามาตบหน้ากันอีกสักครั้งแต่ก็ไม่ได้ทำ

“ไหนบอกจะเช็คหน้าเพจของเซอมารี่ นายมันไอ้ปัญญานิ่ม”

“อย่ามาปากดีในที่ของฉันนะ บยอนแบคฮยอน”

“เออดี ฉันจะไปก็ได้ แล้วก็บอกไว้เลยว่าฉันจะไม่ทักนายหรอก ไม่ว่าจะข้างนอกหรือจะที่ไหน” คีย์การ์ดห้องชานยอลถูกโยนลงพื้น “นายมันก็ทำเหมือนว่าแคร์ฉันนักหนา ทำมาพูดว่าฉันเป็นเพื่อน”

“...”

“ทุเรศจริง ๆ ปาร์คชานยอล”

หลังจากได้ยินเสียงประตูห้องปิดเขาก็หัวเราะออกมาอย่างเหลือเชื่อ มาด่าเขาทุเรศเนี่ยนะ ให้ตายเถอะคุณบยอน เรื่องทั้งหมดนี่ตัวเองก็ผิดทั้งนั้น มาขอโทษแล้วเขาจะต้องกลับไปดีด้วยทุกอย่างรึไง โลกแห่งการ์ตูนดิสนีย์ไปมั้ง เดินเข้าครัวไปก็หงุดหงิดไป รื้ออาหารสำเร็จรูปที่ซื้อไว้โยนเข้าไมโครเวฟ ในใจนึกโมโห บุกห้องของเขาเรียกว่าบุกรุกเคหสถาน ตบหน้ากันเรียกว่าทำร้ายร่างกาย ด่ากันแบบนี้มันหมิ่นประมาท แจ้งจับเลยดีไหม เอาให้ปิดแบรนด์ไปเลย

เขานั่งกินข้าวอยู่บนเคาท์เตอร์ มือเลื่อนหน้าจอโทรศัพท์ไปมา เมื่อกี้จอมปากดีพูดว่าให้เช็คเพจของเซอมารี่ ทำไม...ได้รับคำชมจากคนทั่วโลกรึไง อยากจะอวดความสำเร็จให้เขาดูงั้นสิ แคปไปลงอินสตาแกรมให้เลยมันจะได้สมใจ

เขาเลื่อนดูไปเรื่อย ๆ ก่อนที่ความโกรธในใจจะเริ่มจางหายไปเมื่อเห็นว่ามันไม่มีชื่อของคนที่บุ่มบ่ามเข้ามาในห้องของเขาอยู่ในนั้น

แล้วเขาก็รู้ที่ว่าอีกฝ่ายด่าว่าเขาปัญญานิ่มมันเป็นเพราะอะไร แต่เขาไม่ขอรับได้ไหม ก็ใครมันจะตรัสรู้ได้ว่ามันจะเป็นแบบนี้ พูดเองกับปากไม่ใช่รึไงว่ารับไปแล้ว

ชานยอลจัดการตัวเองให้เสร็จภายในยี่สิบนาที คว้าของที่จำเป็นแล้วออกจากห้องไป จุดหมายปลายทางของเขาอยู่ที่ร้านของอีกฝ่าย ความจริงเขาต้องนัดก่อนตามระเบียบของทางห้องเสื้อ แต่เจ้าของก็บุกรุกห้องเขาเหมือนกัน ถือว่าเท่าเทียมหากเขาจะทำบ้าง แล้วทำไมไม่ตะโกนขัดขึ้นมาว่าไม่ได้รับงานของเซอมารี่ จะได้จบตั้งแต่ในห้อง ไม่ต้องขับรถแบบหวาดเสียวขึ้นหน้าหนึ่งแบบนี้ เขาอาจจะโดนใบสั่งจากเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้ แบบนั้นจะเอามาให้บยอนแบคฮยอนจ่าย ข้อหาพูดอะไร ก็ไม่ยอมพูดให้หมด

“มาหาแบคฮยอนครับ” เขาเข้าไปในห้องเสื้อ พูดกับพนักงานทันที

“นัดไว้—”

“ไม่ได้นัดครับ แต่จะพบ” ชานยอลพูดรัวเร็ว “คุณก็รู้จักผม นี่เรื่องคอขาดบาดตายนะครับ ถ้าจะพูดว่าแบคฮยอนไม่ได้แจ้งไว้ก็เพราะว่ามันเร่งด่วน มันไม่มี—”

“ห้องทำงานด้านบนเลยค่ะ แต่ว่าคุณเค้าอารมณ์ไม่ดีเท่าไหร่...”

“ขอบคุณมากครับ” ชานยอลไม่ได้อยู่ฟัง เดินตรงเข้าไปด้านในจนลึกสุดทาง ด้านหลังมีบันไดเวียนเล็กๆให้เดินขึ้นไป เขาพยายามเดินอย่างช้าๆเพื่อไม่ให้เกิดเสียงดัง แน่นอนว่าพอขึ้นไปแล้วก็พบคนที่ต้องการจะคุยด้วยนั่งอยู่บนโซฟาผ้าสีน้ำตาลแดง นั่งถือดินสอกับสมุดที่เขาเดาว่ามันคือสมุดสเก็ตช์ภาพ เพราะเคยเห็นแบคฮยอนใช้งานมันอยู่บ่อยๆ

“ทำไมไม่บอกว่าปฏิเสธเซอมารี่” เขาไม่อ้อมค้อม พูดไปเลยดีกว่า เรื่องนี้มันยืดยาวมานานเกินไปแล้ว

“แล้วทำไมไม่รับโทรศัพท์ล่ะ” ร่างเล็กไม่ได้หันมามอง มีแต่เสียงเท่านั้นที่ตอบกลับมา

“ฉันผิดใช่ไหม?”

“ก็ถ้านายรับโทรศัพท์มันก็จบไปแล้ว”

“แล้วทำไมไม่โทรหาจงแด?”

“ฉันโทรแล้ว แต่เค้าก็ไม่คุย” แบคฮยอนโยนหนังสือลงโซฟา ลุกขึ้นยืนก่อนจะเดินอ้อมมาเผชิญหน้ากับเขา “ถ้านายยกเลิกเมมเบอร์เพราะไม่อยากทำงานด้วยกันแล้วจริง ๆ ฉันก็ไม่มีปัญหา จะเอาแบบนั้นก็...จะยื่นหน้าเข้ามาทำไม?”

“ฉันโกรธ” ชานยอลยื่นหน้าเข้าไปจนอยู่ระดับเดียวกับแบคฮยอน “โอเค ยอมรับก็ได้ว่าที่ไม่ต่อเพราะว่าโกรธ ทำทั้งหมดก็เพราะโกรธนั่นแหละ เป็นนายนายจะไม่โกรธรึไง ฉันยกเลิกเมมเบอร์นาย นายยังโกรธฉันเลยนี่”

“ฉันไม่ได้โกรธ” แบคฮยอนพูด “นายเองก็หายโกรธเถอะ อายุยี่สิบเจ็ดแล้วนะ”

“ยี่สิบเจ็ดแล้วยังไง เทียบกับหกสิบฉันก็เด็กแหละวะ”

“นายนี่มัน...เอาหน้าออกไป ปากนายจะโดนจมูกฉันอยู่แล้ว” แบคฮยอนเบี่ยงตัวหลบ “เล่นอะไรปัญญาอ่อน”

“หายโกรธก็ได้ ต่อเมมเบอร์ให้ด้วย เรื่องเงินเดี๋ยวบอกจงแดให้” ชานยอลยิ้ม มองคนที่ตอนนี้มองหน้ากลับมาเหมือนกัน “นายก็หายงอนเถอะ เสียเครดิตไปเยอะไหม?”

“จะเหลือรึไง ฉันโดนแบนงานปีหน้าด้วย” แบคฮยอนหน้าบึ้งตึง เขาโดนแบนของจริงเลย “แล้วก็ขอโทษเถอะ อย่ามาใช้คำว่างอนกับฉัน”

“ก็นายงอนอยู่ อย่ามาทำเป็นไม่รู้ตัวหน่อยเลยหน่า”

“ฉันเคือง!”

“โอเค คำสวยหรูดี ฟังแล้วก็ใช้ได้”

“นายอย่ามากวนประสาทกันได้ไหม ฉันมีเรื่องให้คิดเยอะมาก อย่าให้ต้องมารำคาญนายอีกคน ขอบคุณ”

“...”

“เรื่องเมมเบอร์ฉันจะต่อให้ เพิ่มสิบเปอร์เซ็นต์ค่าเสียเครดิตแล้วก็หมั่นไส้นายด้วย ลงไปได้แล้วไป ฉันอยากอยู่คนเดียว”

“ไปดื่มด้วยกันไหม?”

“...”

“คืนนี้ เดี๋ยวฉันมารับ...สามทุ่มก็กำลังพอดี”

“ฉันไม่มีอารมณ์” แบคฮยอนปฏิเสธ

“คิดเงินฉันเพิ่มแล้วชวนไปไหนไม่ไปนี่มันคนประเภทไหนกันนะ?”

“โอเคๆ ! สามทุ่มมารับข้างหน้านี่ก็แล้วกัน”

ชานยอลยังไม่ได้ขยับตัวไปไหน เขาเพิ่งสังเกตได้ว่าอีกฝ่ายดูเครียดจริงๆ เหมือนมีเรื่องที่ต้องคิด แล้วมันก็ดูไม่ใช่เรื่องที่ดีเลย ถึงเขาจะชอบกวนประสาทไปบ้าง เอาแต่ใจเล็กน้อยตามประสาคนเรื่องมาก แต่ก็ใช่ว่าจะไม่ใส่ใจคนอื่น บยอนแบคฮยอนก็เปรียบเสมือนเพื่อนคนหนึ่งของเขา คอยรับฟังปัญหาในกองถ่ายในแบบที่ใครก็ทำไมได้ แถมยังรู้ใจเขาได้อย่างน่าประหลาดใจ ไม่ใช่เฉพาะเรื่องเสื้อผ้า แต่เรื่องไวน์แดงก็รู้ดี เรื่องที่เขาชอบกินไอศกรีมรสอะไรก็ยังเดาได้

เขาเองก็ควรจะทำอะไรเพื่อแบคฮยอนบ้าง ให้เพื่อนคนนี้ได้สบายใจขึ้น เพียงแค่เล็กน้อยก็ยังดี

“เฮ้...”

“ฉันบอกว่าอย่า—”

ชานยอลดึงแบคฮยอนให้หันหน้าเข้ามาหากัน ประคองมือไว้ที่ขมับของอีกฝ่าย นวดคลึงมันเบา ๆ เพื่อให้เกิดอารมณ์ผ่อนคลายมากขึ้น ริมฝีปากแดงระเรื่อของอีกฝ่ายที่กำลังจะพูดว่าเขานั้นเงียบไป ดวงตาที่กรีดอายไลเนอร์เหมือนทุกวันถูกปิดลง รับสัมผัสเบาสบายจากเขา ปฏิกิริยาตอบกลับแบบนี้ ทำให้เขารู้ว่าวิธีของเขาก็ช่วยแบคฮยอนได้เหมือนกัน

“ค่อย ๆ คิดหน่า ทุกอย่างมีทางออกนะ”

“...”

“...”

“ฉันก็แค่สงสัยน่ะว่าทำไม ไม่ได้มีอะไรหรอก”

“หน้านายมันฟ้องนะ คุณบยอน”

“มันก็พูดยากนะ คุณปาร์ค”

“นอนพักเถอะ สีหน้านายดูเหนื่อย ๆ” ชานยอลเห็นมันได้ชัดเจน “ถ้าเข้าใจไม่ผิดที่นี่มีเตียงใช่ไหม?”

“อื้ม อยู่ข้างใน” แบคฮยอนพยักเพยิดไปทางด้านหลัง เดินนำเขาเข้าไป เข้าตัดสินใจเดินตาม เป็นห่วงเหมือนกันไม่อยากให้เครียดมาก ขาดแบคฮยอนไปเขาคงใส่เสื้อผ้าที่ไหนแล้วไม่มีความสุขอีกเลย “นอนก็ดี ฝากบอกคนข้างล่างให้หน่อยว่าฉันไม่รับงานแล้ว ปิดร้านได้เลย”

มือถือของแบคฮยอนถูกใช้ในการตั้งนาฬิกาปลุกเป็นเวลาสองทุ่ม

“ได้ เดี๋ยวบอกให้” ชานยอลไม่รู้ตัวว่าเขาเอื้อมมือไปลูบหัวทุยนั่นเบา ๆ แต่พอมันเรียกรอยยิ้มของแบคฮยอนได้ เขาก็ยิ้มตาม “อย่าเครียด นอนคิ้วขมวดจะแก่นะ”

“นายคงไม่อยากมีเพื่อนแก่” แบคฮยอนยักไหล่ “ขอบใจ”

ก็คงมีแต่ชานยอลเท่านั้นแหละที่รู้ว่ามันไม่ใช่แบบนั้นหรอก

 

 

 

 

 

 

เวลาสามทุ่มไม่ขาดไม่เกิน รถของชานยอลก็มาจอดที่หน้าห้องเสื้อของบยอนแบคฮยอน เขาไม่ได้โทรตาม ไม่ได้บีบแตรเรียกอะไรทั้งนั้น แต่หลังจากที่เขามาไม่ถึงหนึ่งนาที เขาก็เห็นแสงสว่างจากหน้าต่างของห้องเสื้อดับลง ก่อนจะปรากฏร่างเล็กที่อยู่คนละชุดกับเมื่อบ่ายเดินตรงขึ้นมาขึ้นรถของเขา

“เปลี่ยนชุดซะด้วย”

“ออกนอกสถานที่ก็ต้องเอาหน่อย” แบคฮยอนคาดเข็มขัด เห็นแบบนั้นเขาจึงออกรถแล้วขับไปตามทาง หันไปมองคนที่นั่งอยู่ข้าง แต่งตัวไม่ธรรมดาเหมือนจะต้องเด่นที่สุดในร้านแล้ว

“ร้านนั่งดริงก์นะ ไม่ใช่ผับ”

“รู้หรอกหน่า ขับรถไปเถอะ”

เราสองคนไม่ได้พูดอะไรกันอีก ต่างคนต่างมองผ่านนอกกระจกรถไปสู่เมืองโซลอันกว้างใหญ่ จนกระทั่งชานยอลเลือกที่จะทำลายความเงียบในรถ มันไม่ได้ทำให้เขาอึดอัดเลยสักนิด ตรงกันข้าม เขารู้สึกว่าการไม่ได้คุยกับคนข้าง ๆ เป็นเดือน ๆ นั่นมันเกิดขึ้นได้อย่างไร

“ครั้งแรกรึเปล่าที่ออกมาด้วยกัน?”

“ใช่” แบคฮยอนตอบ “แปลกนะที่มันไม่แปลกเลย”

“จะแปลกอะไรล่ะ ฉันเคยนอนกอดขวดไวน์ที่พื้นร้านนายไง”

“ฉันก็นอนอยู่ข้างนาย ต่างกันตรงไหน”

พวกเราเคยดื่มด้วยกันหลายรอบ ฉลองเรื่องใดเรื่องหนึ่ง วันเกิดของอีกคนที่รู้ ณ ตอนนั้น คิดอยากจะดื่ม อะไรก็แล้วแต่ มันเกิดขึ้นมาหมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นในสถานการณ์ใดก็ตาม ดูเหมือนว่าเราจะผ่านมันมาด้วยกันทั้งนั้น

พวกเรารู้จักกัน...มากกว่าที่คิดเอาไว้มากนัก

“ร้านนี้เพลงดี ฉันชอบมาฟังเวลาเครียด ๆ”

“เช่น?”

“ที่ตีกับนายวันนั้นไง”

“เข้าท่า น่าสนใจ” แบคฮยอนกอดอก “เหล้าล่ะ”

“เยี่ยม” ชานยอลมีคำจำกัดความให้ “รู้ตัวอีกทีก็ฟุบกับบาร์”

เรามาถึงร้านกันประมาณสี่ทุ่มเพราะรถติด ที่นั่งเองก็เกือบจะเต็มแล้ว โชคดีที่จงอินหาที่ตรงบาร์สองที่ติดกันให้ได้ เราสองคนเอ่ยทักทายเจ้าของร้านที่ยิ้มกรุ่มกริ่มเพราะชานยอลไม่เคยพาใครมา เขาแนะนำแบคฮยอนที่ยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะบอกให้จงอินเลือกเมนูให้พวกเขาคนละแก้ว อยากชงอะไรก็ชงมาเลย

“ใช่เจ้าของโรงบ่มเหล้าป่ะวะ?” จงอินถามชานยอล เป็นคีย์เวิร์ดที่เขาเข้าใจได้ทันทีว่ามันหมายความว่าอย่างไร

“ใช่ ไม่ผิดตัว”

“ฉันทำห้องเสื้อนะ” แบคฮยอนไม่เข้าใจ พูดขัดก่อนจะหยิบสิ่งที่จงอินชงให้ขึ้นมาชิม “อร่อยดี”

“ขอบคุณครับ” จงอินน้อมรับคำชม นึกถึงคำเพื่อนที่บอกจะเลิกคบ สุดท้ายก็มานั่งฟังเพลงด้วยกัน แปลกดีแต่ก็ยอมรับได้ รู้สึกว่าคงจะเป็นเพื่อนคนพิเศษ เพราะชานยอลไม่เคยพาใครมาที่นี่นอกจากเซฮุนกับจงแด ผู้หญิงคนไหนก็ไม่เคยมาทั้งนั้น

แอลกอฮอล์เข้าปากก็เหมือนหัวใจถูกเปิด ทั้งชานยอลและแบคฮยอนไม่ได้พูดอะไรกันมาก เราแค่นั่งฟังเพลงไปเรื่อยๆ มีแบคฮยอนที่ยกแก้วถี่เกินกว่าที่ควรจะเป็น แต่ชานยอลก็ไม่ได้นึกห้าม เขามาด้วยแบบนี้ ถ้าจะเมาเขาก็ลากกลับ ไม่ต้องห่วงว่าจะเอาไปทิ้งที่ไหน ยังไงก็ส่งถึงที่อยู่แล้ว

“ฉันน่ะ...” ริมฝีปากเล็กแดงฉ่ำเหมือนเชอร์รี่ ดวงตาฉ่ำน้ำเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ “ไม่รู้จะพูดยังไงดี”

“...”

“รู้สึกเหมือนไม่ได้รู้สึกอะไร แต่ก็เจ็บอยู่เหมือนกัน เพราะคำว่าทำไมมันค้างคาอยู่ตรงนี้ มันมีแต่คำว่าทำไมเต็มไปหมดเลย”

“...”

“แฟนฉันนอกใจฉัน”

“นายมีแฟนด้วย?” ชานยอลเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ

“มีสิ นายแปลกใจอะไรไม่ทราบ?”

“ก็คิดเอาไว้ว่าไม่น่ามี แปลกใจไม่ได้รึไง”

“ไม่มีสิแปลก ปีนี้จะยี่สิบแปดอยู่แล้ว แต่ก็ช่างเถอะ เอาเป็นว่าฉันมีแฟนก็แล้วกัน” แบคฮยอนพูดต่อไปราวกับมันเป็นเรื่องธรรมดา พอคิดดูแล้วมันก็ธรรมดาจริงๆ แต่สำหรับชานยอลนั้นมันไม่ธรรมดาสักเท่าไหร่ เพราะเขาไม่เคยแม้แต่จะคิดมาก่อน ว่าบยอนแบคฮยอนจะมีแฟน “ถ้ามีคนใหม่ทำไมไม่บอกกันดี ๆ ฉันไม่เข้าใจ ทำไมต้องมาหลอกกัน ทำเหมือนว่าตัวเองยังรักเดียวใจเดียว ไม่ได้มีใคร ไม่ได้ทำอะไรผิดทั้งนั้น”

“มันก็เป็นไปได้สองทาง ว่าเค้าอยากให้นายเป็นคนจบ หรือว่าเค้าก็ไม่คิดจะจบเรื่องของนายกับเค้าเหมือนกัน แต่นั่นมันใช่เรื่องที่นายต้องแคร์รึไง อยากจะทำอะไรก็ทำไปสิ อยากรู้ว่าทำไมก็เดินเข้าไปถาม ทำให้ยากทำไม มานั่งบ่นอยู่แบบนี้ใครมันจะไปรู้ ไอ้นั่นมันก็ไม่รู้หรอก”

“นายก็พูดง่าย ๆ”

“ก็นายไม่ลงมือทำ” ชานยอลไม่เข้าใจว่ามันยากตรงไหน “ฉันก็เคยบอกเลิกผู้หญิงมาก่อน ง่ายยิ่งกว่าเดิน”

“เก่งจังเลยนะ” แบคฮยอนเลื่อนแก้วเปล่าตรงหน้าไปด้านข้าง “นายพูดว่าไง?”

“ก็บอกว่าไม่มีเวลาให้เธอ แต่มีเวลาดูทีวี กินเหล้า ฟังเพลง ประมาณนั้น”

“ทุเรศจริง ๆ”

“นายด่าฉันสองรอบแล้วนะวันนี้” ชานยอลหันไปมองคนข้าง ๆ “ทุเรศก็ความจริง นายอาจจะรักเค้า ฉันไม่รู้ แต่ที่เค้านอกใจนายมันก็ความจริง แบบนั้นมันทุเรศกว่าอีกนะ จะบอกเลิกยังไงก็แย่น้อยกว่านอกใจอยู่ดี”

“อืม ก็ถูก” แบคฮยอนไม่ปฏิเสธ “ฉันคิดเหมือนกันว่าจะบอกเลิกเค้า”

“ที่นายเครียดคือเครียดเรื่องนี้หรอ อย่าบอกนะว่าเสียใจ?”

“ไม่ได้เสียใจ เสียดายมากกว่า คบกันมาตั้งหลายปี” แบคฮยอนบอกให้จงอินชงเหล้าเพิ่มให้ “มันก็เสียดายอะไร ๆ ที่ทำด้วยกันมา ความทรงจำดี ๆ ต่อกันมันก็มี นายไม่เคยรึไง?”

“ไม่ เลิกก็เลิกดิ เสียดายแบบไม่อยากเลิกก็พูดมา ทำมาเป็นเก่ง จะไปบอกเลิกเค้าแล้วก็มานั่งเครียด”

“ฉันก็แค่ไม่เข้าใจ ไม่ได้ไม่อยากเลิกด้วย” สำหรับแบคฮยอนมันจบตั้งแต่รู้ว่ามีคนอื่นแล้ว มันไม่ใช่เรื่องที่สามารถรับได้เลย “ทำไมเราถึงต้องมีคนอื่นด้วย ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกแย่”

“มันก็หลายทาง หลายเหตุผล”

“เช่น?”

“ชั่ววูบ สนุก ไม่ได้คิดอะไร หรือไม่ก็ตกหลุมรักเข้าแล้ว มันก็ยากนะ บางทีมันก็เป็นความรักจริง ๆ บางทีมันก็ไม่ใช่”

“แล้วคนที่คบกันล่ะ?”

“รักกันได้มันก็จบกันได้ นายเอาเวลาเครียดเรื่องนี้ไปคิดเรื่องงานอาทิตย์หน้าของฉันดีกว่า คิดทำไมให้หนักหัว คนโดนนอกใจเนี่ยนะมาคิดมาก คนนอกใจนู่นต้องคิด” ชานยอลนึกแปลกใจคนตรงหน้า กับเขาคิดจะเดินมาตบก็ตบ ดึงแก้วไวน์ไปจากมือแบบไร้มารยาทก็ทำมาแล้ว คนประเภทนี้ไม่น่าใช่คนที่มานั่งเครียดกับเรื่องแบบนี้เลยสักนิด “คิดมากเรื่องแบบนี้ดูไม่ใช่คุณบยอนเลย”

“รู้จักฉันดีขนาดไหนกันเชียว คุณปาร์ค”

“ก็รู้ว่าชอบกินไอศกรีมสตรอว์เบอร์รี่ ยิ่งใส่ชีสเค้กก็ยิ่งชอบ ชอบกินนมกลิ่นกาแฟแต่ไม่ชอบกินกาแฟ แล้วก็อะไรนะ...ไม่ชอบแตงกวา เห็นแล้วย่นจมูกรอเลย”

“น่าประทับใจ มีอะไรอีก”

“ชอบใส่เสื้อผ้าสีเข้ม ๆ เวลารับแขก แต่วันไหนที่มีแต่รับหน้าฉันก็ใส่เสื้อยืดย้วย ๆ ได้ ไม่เคยล้างอายไลเนอร์เลย หรือว่าสักไว้ ติดไว้เลย...”

“จะบ้าหรอ ฉันแค่ไม่ชอบให้ใครเห็นตอนล้างหน้าแล้วก็แค่นั้นแหละ ไม่ได้สักไว้ด้วย” แบคฮยอนเอามือดันหน้าชานยอลที่หัวเราะออกมาด้วยความหมั่นไส้ ใครมันจะสักอะไรประเภทนั้นไว้ที่ตา พูดเหมือนไม่ได้คิด

“แฟนเคยเห็นตอนไม่มียัง?”

“ยัง” แบคฮยอนตอบรัวเร็ว “ไม่มีแล้วไม่มั่นใจ”

“ไม่เคยค้างด้วยกันเลยรึไง”

“ฉันนอนดึกตื่นเช้า ไม่มีปัญหา” แบคฮยอนยกแก้วเหล้าขึ้นมากระดกจนหมด “อุตส่าห์เชื่อใจ ไม่คิดเลยจะเป็นคนแบบนี้”

“คิดซะว่าโชคดี อย่างน้อยก็ยังไม่เคยล้างหน้าให้เห็น ยังมีความมั่นใจได้อยู่”

“มันก็ไม่ขนาดนั้น ไม่ต้องพูดมาก”

ชานยอลนั่งฟังเพลง รับแก้วค็อกเทลมาจากจงอิน ส่วนคนที่มาด้วยกันนั้นเหมือนกำลังใช้ความคิดอยู่กับตัวเอง คนเรามันก็คิดไม่เหมือนกันอยู่แล้ว เขาไม่รู้หรอกว่าแบคฮยอนคิดอะไร ถ้าเป็นก่อนหน้านี้ก็ยังคิดว่าพอจะเดาได้ ว่าจะคิดจะทำอะไรแบบไหน แต่การที่โดนแฟนนอกใจแล้วมานั่งเครียดแบบนี้ มันทำให้ไม่แน่ใจนัก ว่าถ้าเป็นเรื่องที่ต้องใช้หัวใจแล้ว แบคฮยอนจะคิดยังไง

แต่ก็ไม่ปฏิเสธหรอกว่าอยากรู้เหมือนกัน อยากจะทำความเข้าใจดู

“อาจจะคิดว่าตัวเองไม่ดีตรงไหนก็ได้นะ” จงอินที่ได้ยินทุกอย่างกระซิบกับเขา “เพื่อนกูก็เคยคิดแบบนั้น”

เขาไม่รู้ว่าต้องปลอบใจคนอื่นยังไง แค่ปลอบใจตัวเองบางทีเขาก็ยังเหนื่อย ยิ่งกับแบคฮยอนแล้ว ไม่รู้ว่าพูดอะไรไปจะถูกหูรึเปล่า โดนตบขึ้นมาจนแสบหน้าก็ไม่คุ้มกัน ไม่ได้หนักเหมือนโดนต่อยแต่ก็แสบ ๆ คัน ๆ เป็นเล็กพริกขี้หนูแบบนั้น

อย่างแบคฮยอนจะเอาอะไรมาไม่ดี ก็แค่ปากร้าย ตบเจ็บ มองด้วยสายตาเหยียดหยามเก่ง หน้าเลือดเรื่องเงิน รีดเลือดกับปูตัวใหญ่อย่างเขา

“แล้วต้องทำยังไงวะ?” เขากระซิบกลับ

“ไม่รู้สิ” จงอินไม่มีคำแนะนำ “คิดดู”

เออ ก็คิดไม่ออกไงถึงถาม ยังมาบอกให้คิดดู ยอกย้อนกันชะมัด

นึกถึงโอเซฮุนขึ้นมา รายนั้นพูดจาขวานผ่าซาก คิดอย่างไรพูดอย่างนั้น สงสัยอะไรก็โพล่งออกมา แล้วก็เป็นประเภทตาต่อตาฟันต่อฟัน ถ้าเกิดว่าเขาทำแบบนั้น มันก็เหมือนเป็นการเอาหน้าตัวเองเข้าไปเสี่ยง ว่าจะโดนตบหรือว่าไม่โดนอะไรเลย

“คุณบยอนครับ” เขาเอ่ยปาก “ทำไมต้องทำหน้าแบบนั้น สงสัยอะไรอีก”

“ก็พูดไปแล้วนี่” แบคฮยอนขี้เกียจพูดซ้ำ “คนเราทำไมต้อง—”

“ลองดูไหม?” ชานยอลพูด “ถ้าทำแบบนั้น...จะได้รู้ว่าเพราะอะไร”

“ทำอะไร นอกใจน่ะนะ?”

“ใช่”

“จะให้นอกใจยังไง ไม่เห็นมีใคร—”

“ฉันไง” เขาจับมืออีกฝ่ายก่อนจะค่อยๆลุกขึ้น ดึงมือให้แบคฮยอนลุกตาม “เต้นรำกันครับ คุณบยอนแบคฮยอน”

จงอินมองตามเพื่อนตัวเอง ที่พาคนที่มาด้วยกันเดินไปบริเวณพื้นที่หน้าเวทีที่มีคนเต้นรำอยู่ประปราย ไม่คิดว่ามันจะใช้วิธีนี้แก้ปัญหา แต่พอคิดทบทวนดี ๆ มันก็สมกับเป็นปาร์คชานยอลดีเหมือนกัน

ชานยอลไม่ได้แสดงสีหน้าอะไรนอกจากการทำหน้าแบบที่ชอบทำอยู่ตลอด มือใหญ่เลื่อนไปโอบเอวคนที่ดูเหมือนคิดไม่ออกว่าควรจะทำอย่างไรดี แต่ไม่กี่วินาทีต่อมา แขนเล็กก็เอื้อมมาคล้องคอเขาไว้ ดวงตาแสนทรงเสน่ห์ช้อนขึ้นมามองเขา พร้อมกับรอยยิ้ม

“ก็ได้” แบคฮยอนยิ้มให้เขา “ลองดู”

ดวงตากลมโตแสนขี้เล่นก้มลงมองตาเรียวเล็กของคนที่อยู่ตรงหน้า ฉับพลันหัวใจของเขาเต้นแรงในแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

มันเป็นความรู้สึกที่แปลกประหลาด ถึงแม้มันจะไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แต่เขาก็รู้จักมันดี เขาคิดถึงตอนที่อีกฝ่ายหัวเราะเขาตอนที่เมาไวน์จนกลิ้ง ท่าทางหยิ่งยโสในวันที่เราเจอกันครั้งแรก เวลาที่เขาแกล้งยื่นหน้าเข้าไปใกล้แล้วโดนดันหน้าออก ตอนที่ตั้งใจตัดเสื้อให้เขาข้ามวันข้ามคืน ตอนที่หน้าบึ้งใส่สเต็กที่เขาอุตส่าห์ซื้อมาฝาก แต่หันไปยิ้มกับขาหมูจากตลาดที่เขาซื้อมาเพราะแม้ค้าชมว่าหล่อ ตบเขาเวลาที่คิดว่าเขาพูดจาไม่เข้าท่า ส่งสายตาเหยียดหยามเวลาเขากอดขวดไวน์เดินออกจากห้องเสื้อ เดินออกไปซื้อเค้กมาเซอร์ไพร์สตอนที่รู้ว่าเป็นวันเกิดเขา ยอมเสียเครดิตตัวเองก็เพราะเขา ยืนกอดคอกันอยู่ตรงนี้...จะบอกว่าเป็นเพราะเขา เพราะชานยอลจะได้รึเปล่า

“น่ารักนะเรา...”

“นายเมารึไง กินน้อยกว่าฉันอีกนะ”

“หมายถึงทุกอย่าง...ที่นายทำ” เขาพึมพำก่อนจะยื่นจมูกไปชนกับจมูกของแบคฮยอนโดยที่อีกฝ่ายไม่ได้ถอยหนีไปไหน

“อะไร...”

“...”

“จะจูบฉันรึไง คุณปาร์คชานยอล”

“ได้ไหม...”

“ไวไป พ่อคนใจร้อน”

รอยยิ้มของแบคฮยอนทำเขายิ้มตาม ถึงแม้ว่ามันจะเป็นคำปฏิเสธ แต่มันไม่ได้ทำให้เขารู้สึกแย่เลย ตาเรียวเล็กที่เฉี่ยวคมเพราะอายไลน์เนอร์หลุบต่ำลง เอนตัวมาพิงช่วงไหล่ของเขา หน้าผากแนบไปกับเสื้อเชิ้ตสีดำที่เขาใส่อยู่

“นาย...เคยนอกใจใครไหม?” แบคฮยอนถามเขา

“ไม่เคยถึงขั้นนั้น มันต้องจริงจังถ้าจะเรียกว่านอกใจ” ชานยอลตอบ “ฉันมันเป็นประเภทไปเรื่อย ๆ ไม่ได้คิดอะไรขนาดนั้นหรอก”

“แล้วถ้ามีแฟน จะนอกใจเค้าไหม?”

“ถ้ารักกันมากพอ เรื่องนอกใจมันจะไม่เกิดขึ้น” เขาโอบเอวอีกฝ่ายแน่นขึ้น “แต่ฉันหวัง...ว่านายจะไม่รักไอ้โง่นั่นมากขนาดนั้น”

“...”

“รักน้อยพอ...ที่จะนอกใจ”

“ถ้าทำแบบนั้นฉันจะมีสิทธิไปว่าอะไรเค้า...”

“ก็ถ้านายจะเลิกอยู่แล้วมันก็ไม่จำรึเปล่า ถ้านายหมดใจแล้ว มันก็คงไม่ได้เรียกว่านอกใจ นายแค่ไปรักคนอื่นที่ไม่ใช่คนเดิมแค่นั้นเอง สิ่งที่นายต้องทำก็แค่ไปเลิกกับเค้า”

“มันไม่ได้ทำง่าย ๆ...”

“นายก็แค่ต้องทำ แค่นั้นเอง”

แบคฮยอนเลื่อนมือลงมาโอบช่วงลำตัวของเขาไว้ เราสองคนขยับตัวไปตามเสียงเพลงที่ดังคลอไป ท่ามกลางลมเย็น ๆ ที่พัดผ่านเราทั้งสองคน เขาเองก็ทำเพียงกอดอีกฝ่ายเอาไว้ ในใจของแบคฮยอนคงมีอะไรมากกว่านั้น เพียงแต่มันอาจจะยังไม่ถึงเวลาที่เขาจะได้ยิน

“ฉันจะบอกเลิกเค้าวันพรุ่งนี้” เสียงของแบคฮยอนไม่ได้ดังมากนัก แต่เขาก็ได้ยินชัดเจน “ถึงตอนนั้น ถ้านายยังอยากจะจูบฉันอยู่...”

“...”

“ก็ทำได้นะ”

ชานยอลยิ้มกว้าง ก้มหน้าลงแนบกับหัวทุยของอีกฝ่ายที่อยู่ในอ้อมกอดของเขา

“ให้ความหวังกันทางอ้อมรึเปล่านี่?”

“ทีนายยังบอกว่าอยากจะจูบฉัน”

“ก็นายน่ารัก”

“เมื่อเช้าด่าว่าฉันปล้นเงินนายมาใช้ ตอนนี้มาบอกว่าน่ารัก กลับกลอกชะมัด...”

“ไม่รู้สิ” ชานยอลไม่ใช่ประเภทชอบปิดบังความรู้สึกตัวเอง เพราะรู้ว่ามันไม่ได้ส่งผลดีใด ๆ กับชีวิตเลย “พอคิดดูใหม่...มันก็—”

เขาถูกมือเล็กปิดปาก รอยยิ้มซุกซนถูกส่งมาให้ รวมถึงสายตาที่ทำให้หัวใจของเขาเต้นแรงมากขึ้นไปอีก

“ใจเย็น ๆ ให้ฉันจัดการตัวเองก่อน”

“พรุ่งนี้เพิ่มนัดของฉันเข้าไปได้ไหม?”

“ห้าทุ่มเวลาเดิม”

“เวลาเดิม” เขามองตาอีกฝ่าย “ตอนนั้นจะได้จูบนายรึเปล่า?”

“...ก็ต้องลองดู”

เรายืนเต้นด้วยกันอยู่สักพัก เขาให้อีกฝ่ายหมุนตัวแบบที่เคยเห็นในทีวี แบคฮยอนทำหน้างองุ้ม แต่ก็ยอมหมุนตามมือของเขา ก่อนจะเปล่งเสียงหัวเราะที่ฟังดูสดใสออกมา เราเดินไปรับเครื่องดื่มแก้วสุดท้ายจากจงอิน ก่อนจะตัดสินใจกลับบ้าน

เขาเดินจูงมือแบคฮยอนมาที่รถ เปิดประตูให้อีกฝ่ายเข้าไปนั่งเพื่อกลับไปส่งที่ห้องเสื้อ ทุกครั้งที่เราหันมาสบตากัน รอยยิ้มในแบบที่ไม่เคยปรากฏขึ้นมาก่อนก็เกิดขึ้น มันสดใส และทำให้ใจของเขามีไฟแห่งความสุขลุกโชน มันอบอุ่นไปเสียหมดทุกอณูในร่างกาย เป็นครั้งแรกที่เขาส่งแบคฮยอนถึงหน้าประตูร้าน สัมผัสแผ่วเบาจากเรียวปากอุ่นที่ประทับลงข้างแก้มนั้นส่งไปถึงหัวใจ เขายืนมองอีกฝ่ายล็อกประตูด้วยรอยยิ้มก่อนจะเดินกลับมาขึ้นรถเมื่อแบคฮยอนหายลับจากสายตาไป รอจนเห็นไฟชั้นสองส่องสว่าง เขาจึงตัดสินใจออกรถเพื่อกลับไปคอนโดของตัวเอง

ชานยอลกำลังรู้สึกอยู่เฉยไม่ได้ ความสุขมันแล่นไปทั่วทั้งหัวใจ พูดได้ว่ามันเป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกแบบนี้ มันไม่ได้เกิดขึ้นชั่ววูบในวันนี้ แต่มันเป็นความรู้สึกของระยะเวลาสองปีที่เราได้รู้จักกันมา เขาเอาแต่คิดถึงเรื่องที่เราเคยทำด้วยกัน ทุกสิ่งทุกอย่างที่มันเกิดขึ้นนั้น เขาเอาแต่คิดถึงมันไม่หยุดเลย

“มึง...” เขากลับถึงห้อง ต่อโทรศัพท์หาเพื่อนสนิทของตัวเอง “กูชอบแบคฮยอนว่ะ”

(แบคฮยอนไหน...เดี๋ยวนะ เจ้าของห้องเสื้อแสนรักของมึงอ่ะนะ)

“เออ กูชอบเค้า” ชานยอลเหม่อลอยมองเพดาน คิดอะไรไม่ออกนอกจากคำว่าแบคฮยอน

(เมาป่ะวะเนี่ย?)

“กูชอบเค้าจริง ๆ” ชานยอลย้ำใหม่อีกครั้ง “พอรู้สึกได้ มันก็ล้นออกมาเต็มใจกูเลย”

(มึงน้ำเน่าว่ะเพื่อน กูจะอ้วก)

“กูเพิ่งจะคิดออก ว่าที่เค้าทำมันน่ารักขนาดไหน”

(มึงเมา)

“กูไม่ได้เมา ไอ้เซฮุน มึงก็เคยเจอแบคฮยอน มึงก็รู้ว่า—”

(ก็เจอไง แล้วมึงก็ด่าเค้าว่าตัวดูดเลือด แล้วเค้าก็ตบหน้ามึงบอกว่าปากหมา แล้วมึงก็มาด่าเค้าลับหลังกับกูว่าจะไปจุดไฟเผารถเค้า แต่เค้าดันได้ยินก็เลยตบมึงอีกข้างบอกว่าจะได้เท่ากัน มึงก็เลยเอากำปั้นทุบ..)

“เรื่องมันผ่านไปแล้วก็ให้มันแล้วไปสิวะ” ชานยอลจำไม่ได้ว่าเคยทำแบบนั้น “เค้าน่ารักว่ะ โคตรน่ารักเลย”

(มึงมันบ้า)

“เสียเครดิตของเซอมารี่เพื่อง้อกูเลยนะ ใครจะทำ”

(กูไง กูก็ทำให้มึง)

“ไม่นับ”

(ไอ้เวร)

“แค่นี้แหละ มาระบายความรักให้ฟัง กูขอตัวไปหลับฝันดีก่อน”

(บ้าแท้ๆ คิดรึ—)

ชานยอลไม่ได้ฟังเสียงเซฮุนบ่น เขาเลือกที่จะตัดสายทิ้งแล้วโทรหาคนที่ตอนนี้น่าจะยังไม่ได้นอน เพราะว่าติดนิสัยนอนดึก เขาเคยนั่งเฝ้าอีกฝ่ายตัดชุดให้เขาถึงตีสามก็ทำมาแล้ว คนอะไรไม่รู้จักหลับจักนอน

ไม่นานนักแบคฮยอนก็รับสายของเขา

(ว่าไง คิดถึงเหรอ?)

“พูดดี” ชานยอลยิ้มกับตัวเอง “ทำไร?”

(ลองเทียบชุดให้นายอยู่ งานอาทิตย์หน้า)

“ไปนอนไป พรุ่งนี้ค่อยทำ”

(อาบน้ำแล้วตาสว่าง ทำงานดีกว่า)

“ดูแลตัวเองหน่อย ไปนอนได้แล้ว”

(นี่ปาร์คชานยอลรึเปล่า ปกติต้องบอกว่าดีแล้ว ทำงานให้คุ้มเงินหน่อยไม่ใช่รึไง?)

“งั้นลดค่าเมมเบอร์ให้หน่อย”

(ฝันเอาเถอะ)

“นี่มันคุณบยอนแบคฮยอนของแท้” ชานยอลหัวเราะ “ค่อยทำพรุ่งนี้ เดี๋ยวฉันไปเฝ้า”

(ฉันไม่ทำงานนายพังหรอกหน่า...)

“ไม่ใช่เหตุผลนั้น” เขาปฏิเสธ “ฉันก็แค่...อยากอยู่กับนาย”

(หลงฉันหัวปักหัวปำเลยรึไง?)

“ใส่อะไรให้กินก็พูดมา มีแต่หน้านายเต็มไปหมดเลยตอนนี้”

(ฮะๆ)

เสียงหัวเราะของแบคฮยอนทำให้ชานยอลยิ้มตาม เมื่อก่อนเขาจะคิดว่าอีกฝ่ายหัวเราะเยาะ แต่สำหรับวันนี้มันไม่ใช่แบบนั้นเลย

(พอมองใหม่ นายก็..น่ารักดีเหมือนกัน)

“หลงรักฉันเข้าแล้วล่ะสิ คุณบยอน”

(พูดจาไร้สาระ)

“พรุ่งนี้เดี๋ยวก็รู้”

(งั้นสิ)

“ครับผม” ชานยอลตอบทันควัน “พรุ่งนี้อยากกินอะไร แกงเผ็ดไหม ฉันจะซื้อเข้าไปให้”

(ก็ได้นะ แต่นายค่อยโทรมาถามอีกทีได้ไหม ยังไม่แน่ใจ)

“ได้ ๆ”

พวกเขาคุยเรื่องทั่วไปเหมือนเป็นเพื่อนกัน แต่เขารู้ว่าแบคฮยอนก็รู้ว่าเราไม่ได้คุยกันด้วยความรู้สึกแบบนั้น ชานยอลรู้สึกเหมือนตกลงไปในหลุมลึก เดินอยู่ดี ๆ ก็ตกลงไป เขาไม่ได้รู้สึกเจ็บตัวแต่เหมือนได้รู้ใจตัวเอง ว่าเขาแคร์แบคฮยอนมากแค่ไหน มันเหมือนเขารู้สึกอยู่ข้างในลึกๆ จนในวันนี้มันก็ระเบิดออกมาจนเต็มหัวใจ เรื่องที่เคยทำด้วยกันมันย้อนกลับเข้ามาในทุกอณูความรู้สึก แบคฮยอนเองก็คงคิดเหมือนกัน

เหมือนเราได้ปลดล็อกความรู้สึกของตัวเอง

ให้ตายเถอะว่ะ อยากจูบแบคฮยอนจะแย่อยู่แล้ว

 

 

 

 

 

 

เขาแต่งตัวพร้อมเรียบร้อย รอคนที่นัดมาตามเวลาที่เขาส่งไปเมื่อวานตอนตีหนึ่งกว่า ๆ

แบคฮยอนรู้ตัวมานานและรู้ว่าแฟนคนนี้นอกใจเขา เขาอายุมากขึ้น คิดจริงจังกับความรู้สึกของตัวเองมากกว่าสมัยก่อนนัก มันจึงกลายเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้เมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายมีคนอื่น

ทำไมไม่บอกกันดี ๆ เขาพร้อมเลิกให้ด้วยซ้ำ ทำแบบนี้มันต่างกับโกหกกันตรงไหน ในใจเขาอยากจะตบอีกฝ่ายสักทีให้หายขุ่นเคืองใจ แต่พอนึกได้ว่าตั้งแต่เกิดมาเคยตบปาร์คชานยอลแค่คนเดียว ก็นึกตลกตัวเองขึ้นมาเหมือนกัน ถึงชานยอลจะด่าเขาหนักกว่าเดิม แต่ก็ยังยอมให้เขาตบอยู่ดี คนแบบนี้มัน...น่ารัก

เมื่อคืนเขาไม่ได้เมาเท่าไหร่ ตอนแรกก็นึกแปลกใจที่ชานยอลทำแบบนั้น แต่พอได้จ้องตากันอย่างจริงจัง เขาก็เห็นประกายบางอย่างที่ไม่เคยได้เห็นจากใครมาก่อน

มันเหมือนสายตาที่บอกความรู้สึกออกมาจนหมดทั้งใจ มันทำให้เขานึกถึงเรื่องเหนือความคาดหมายที่เขาเคยทำเพราะปาร์คชานยอล ทั้งเรื่องการผูกขาดทางธุรกิจ เรื่องที่เมาให้เห็น ตบหน้าอีกฝ่าย กล้าที่จะเหวี่ยงใส่ นั่งทำงานให้หลังขดหลังแข็ง ปฏิเสธเส้นทางในอนาคตเพราะถูกโกรธ โทรง้อทั้งคืน บากหน้าไปง้อถึงห้อง ปล่อยให้กอดแบบนั้น แล้วก็เลือกที่จะบอก...ว่าชีวิตของเขาก็ไม่ได้สวยงามอย่างที่ใครคิดกัน

มันเกิดขึ้นไวเหมือนจุดไฟจากก้านไม้ขีด แต่เขารู้ว่ามันจะคงอยู่ให้ความอบอุ่นเหมือนแสงอาทิตย์ที่ส่องลงมาผ่านหน้าต่างในเช้าวันนี้

เขารู้สึกอบอุ่นในหัวใจตอนที่อยู่ในอ้อมกอดนั้น อบอุ่นตอนที่ได้ยินคำรอคอยความรักจากเขา อบอุ่นเมื่อได้รู้ว่าอีกฝ่ายนั้นคิดไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

พอรู้ตัวอีกที เขาก็ถลำเกินคำว่าเพื่อนกับปาร์คชานยอลไปมาก แต่มันกลับรู้สึกดีที่ได้ทำแบบนั้น ชานยอลเองก็คงจะเหมือนกัน

เจ้าคนปากหมาที่เขาเพิ่งรู้ว่าพูดจาให้ใจเต้นแรงได้เก่งมากแค่ไหน

“คุณแบคฮยอนค่ะ คุณจีอูมาแล้วค่ะ” เสียงจากเครื่องตอบรับอัตโนมัติทำให้เขาต้องยกหูโทรศัพท์ที่วางอยู่ขึ้นมา

“ให้ขึ้นมาได้เลย”

มันไม่เจ็บเท่าไหร่หรอก แต่ถ้าเสียดายเวลา เขาเสียดายมันจริง ๆ ถ้าจะจบมันได้ในตอนนี้ เขาอาจจะได้เจอกับความรักที่ไม่เคยได้จากใครมาก่อนก็ได้

“ทำไมนัดเป็นการเป็นงานจังครับ?” จีอูยิ้มให้แบคฮยอน “งานเสร็จแล้วเหรอ?”

“ยังหรอก มีเรื่องอยากคุยด้วยน่ะ” แบคฮยอนเองก็ยิ้มเหมือนกัน “เรื่องคนอื่น ๆ ของคุณไง”

“คนอื่นที่ไหนครับ?” อีกฝ่ายตีหน้าซื่อ

“ผมเห็นหมดแล้ว อย่าโกหกเลย” แบคฮยอนไม่อยากใจร้าย อยากจะพูดดี ๆ ให้จบกันไป “คุณจะบอกเลิกกันก็ได้ แต่อย่าทำแบบนี้”

จีอูขยับเข้ามาใกล้ เอื้อมมาจับมือของเขาไว้แล้วบีบมันแน่น สายตาคมมองหน้าเขาก่อนจะยกมือเขาขึ้นจูบที่หลังมือหนัก ๆ

“คุณไม่มีเวลาให้ผมเลย พอมีก็มาบอกเลิกกันแบบนี้เหรอครับ?”

“อย่ามาเบี่ยงประเด็นได้ไหม คุณชอบทำเป็นไม่จริงจังอยู่เรื่อย” แบคฮยอนอยากคุยให้รู้เรื่อง “คุณนอกใจผม นั่นรับไม่ได้อย่างเด็ดขาด”

“คุณรู้ได้ยังไงว่าผมนอกใจคุณ...”

“จีอูอย่ามานอก..อ๊ะ!” แบคฮยอนถอยไปจนเกือบจะชนบานหน้าต่าง พลาดล้มลงนั่งตรงขอบ คนเป็นแฟนตามเข้าคร่อมเพื่อให้ขยับไปไหนได้ “ผมจะเลิกกับคุณ อย่ามาทำแบบ—อื้อ!”

คนเป็นรองโดนดันติดหน้าต่าง มือพยายามผลักไหล่หนาให้พ้นแต่ก็สู้แรงไม่ไหว เขายอมรับว่ารสจูบที่คุ้นเคยทำให้เขารู้สึกหวั่นใจเล็กน้อย เราสองคนก็คบกันมานาน ตรงไหนดีตรงไหนไม่ดีก็รู้กันมาหมดแล้ว

แบคฮยอนเลิกขัดขืนแต่ก็ไม่ได้ตอบรับ ถ้าหายบ้าก็คงจะหยุด จะได้คุยกันรู้เรื่องสักที เขาโดนดึงออกมาจากตรงหน้าต่าง โดนผลักลงที่โซฟาที่เขาชอบนั่งทำงานตรงนั้น พอจะส่งเสียงก็โดนจูบทับลงมาอีกรอบ พยายามยื้อเสื้อที่ถูกดึงให้พ้นไหล่ให้กลับขึ้นมาเป็นเหมือนเดิม

โครม!

เสียงของกระแทกพื้นทำให้แบคฮยอนกับจีอูหันไปตามเสียงที่ดังมา แล้วสิ่งที่เขาเห็นก็ทำให้เขาได้รู้ว่า ตัวเขานั้นคิดอะไรโง่ๆไม่สมกับเป็นตัวเองเลย

สีหน้าและแววตาแบบนั้นมันทำให้เขาเจ็บไปทั้งใจ

“ชานยอล!” แบคฮยอนดึงเสื้อให้กลับมาเข้าที่เข้าทาง พยายามก้าวเท้าเข้าไปหาอีกฝ่าย แต่กลับโดนอีกคนที่อยู่ใกล้กันดึงเอาไว้ “ปล่อยนะ ชานยอลฟังฉันก่อนมันไม่...อย่าเพิ่งไป เดี๋ยวสิ ชานยอล!”

เขาดิ้นพล่าน พยายามให้ตัวเองหลุดจากพันธนาการที่จีอูรั้งเอาไว้ แต่ชานยอลก็เดินลงไปแล้ว พร้อมกับแววตาที่เขาไม่เคยคิดว่าตัวเองจะเห็นมันมาก่อน เขาจินตนาการความรู้สึกในนั้นไม่ออกเลย

“ปล่อยนะ! บอกให้ปล่อย ปล่อย!” มือเล็กคว้าที่ใส่ดินสอใกล้มือ ฟาดหัวจีอูจนเต็มแรง คนโดนกระทำเซไปเล็กน้อย มือยกขึ้นกุมหัวตัวเองโดยอัตโนมัติ แบคฮยอนไม่คิดว่าตัวเองจะทำแบบนี้ เขาหอบหายใจแรง ทั้งโกรธทั้งเหนื่อยทั้งเสียใจ สายตามองไปยังของที่ระเกะระกะบนพื้น มันไม่ใช่ของของเขา แต่เป็นนมสีน้ำตาลอ่อนที่ไหลเปรอะไปทั่วพื้น ไอศกรีมรสที่เข้าชอบกลิ้งออกมา เศษแก้วแตกจากขวดนม แล้วก็เค้กวานิลลาที่เละไปส่วนนึง

“แบค..”

“หยุด!” แบคฮยอนยกที่ใส่ดินสอในมือขึ้น “แล้วตอบมา...”

“...”

“ผมชอบกินไอศกรีมรสอะไร?”

“เราควรจะคุย...”

“ตอบ!”

“เชอร์เบทมะนาวมั้ง ผมไม่—”

“นมล่ะ ?” แบคฮยอนถามต่อ น้ำไหลลงมาจากดวงตาไม่ขาดสาย “ตอบมา คุณจีอู!”

“ผมไม่รู้ คุณจะถามทำไม?!”

“รู้เอาไว้นะ..รู้เอาไว้” แบคฮยอนจ้องหน้าผู้ชายคนนี้ที่เขาจะคิดซะว่ามันก็เป็นแค่วันแย่ๆในชีวิต “ที่เราเลิกกัน มันไม่ใช่เพราะคุณนอกใจผม แต่คุณไม่เคยรู้ ไม่เคยรู้อะไรเลย”

“...”

“ผู้ชายคนเมื่อกี้ คนที่เพิ่งเดินออกไป เค้าไม่เคยพูดเพราะ ๆ กับผม คำว่ารักสักคำเค้าก็ยังไม่เคยพูด แต่ผมเห็นมันจากตาของเค้า จากไอศกรีมสตรอว์เบอร์รี่ จากนมกลิ่นกาแฟ จากเค้กวานิลลาทั้งที่ผมไม่เคยบอกเค้าว่าผมชอบด้วยซ้ำ!”

“...”

“เราเลิกกันเถอะ ยูจีอู”

แบคฮยอนเก็บกวาดห้องทำงานของตัวเองไปน้ำตาไหลไป จีอูพูดหมดทุกอย่างว่านอกใจกันไปเท่าไหร่ ก่อนที่เราจะจบความสัมพันธ์ในแบบที่เขาโดนตะโกนใส่ว่าไม่ได้วิเศษอะไรมาจากไหน มันจบลงในแบบที่เขาไม่อยากให้เป็น แต่เขาไม่สนใจมันสักนิดในตอนนี้

เพราะคนที่ควรสนใจ คือคนที่เพิ่งเดินออกไปต่างหาก

เขาโทรศัพท์หาจงแด ผู้จัดการของชานยอล เพราะเขารู้ว่าเจ้าตัวไม่มีวันรับโทรศัพท์ของเขาอย่างแน่นอน จงแดตอบแค่ว่าเพิ่งวางสายจากชานยอลไป เจ้าตัวโทรมาขอเลื่อนงานถ่ายแบบวันนี้ อีเวนท์ตอนเย็นยังไม่รู้ว่าจะไปรึเปล่า ถ้าได้เรื่องยังไงจะจัดการให้อีกที

(ทะเลาะกันใช่ไหมครับ?)

“...ก็ครับ” แบคฮยอนไม่รู้จะปฏิเสธไปทำไม “นิดหน่อย”

(ชานยอลเป็นคนใจร้อน รอเขาใจเย็นอีกสักนิดคุณค่อยเข้าไปดีกว่านะครับ พูดไปตอนนี้เขาก็ไม่ฟัง เผลอ ๆ จะแย่ลงกว่าเดิม)

จากเศษซากของที่พื้นเขาก็พอจะรู้ว่ามันเป็นยังไง แบคฮยอนได้แต่ตอบว่าครับ ขอให้คุณจงแดบอกเขาว่าชานยอลอยู่ที่ไหนยังไง จะไม่ไปพบตอนนี้ก็ได้แต่ช่วยบอกเขาที

แบคฮยอนเก็บของจนเรียบร้อย มีอย่างเดียวที่ไม่เสียหายคือไอศกรีม ถึงแม้มันจะใกล้จุดที่เรียกว่าละลาย แต่เขาก็เอามันมานั่งกินอยู่บนโซฟาตัวเก่ง ตัวที่เราสองคนนั่งออกแบบชุดใหม่สำหรับถ่ายแบบรับซัมเมอร์ของนิตยสารชื่อดังด้วยกัน นั่งดื่มโซจูพูดถึงเรื่องซวยๆในชีวิต แล้วก็โซฟาที่มันทำให้เกิดความผิดพลาดที่เขาไม่ได้ตั้งใจให้เกิดขึ้นเลยแม้แต่นิดเดียว

ช่วงบ่ายเขาลงไปวัดตัวให้ลูกค้า ผิด ๆ ถูก ๆ จนต้องขอโทษขอโพยหลายครั้ง ตั้งสติกับตัวเองว่าควรจะมีสมาธิกว่านี้ มันเป็นเรื่องที่คุยกันได้ เราไม่คุยกันมาเดือนนึงแล้วเราก็ยังกลับมาคุยกันได้ เรายังมีโอกาสได้คุยกันอยู่

แต่ข้อความที่ส่งมาจากคุณผู้จัดการนั้น ทำให้เขารู้ว่ามันอาจจะแย่กว่าที่คิดเอาไว้

ขอโทษนะครับคุณแบคฮยอน ชานยอลให้ผมสาบานว่าจะไม่คุยกับคุณอีก ขอโทษจริง ๆ นะครับ ส่วนเรื่องงานทุกอย่างเป็นเหมือนเดิมนะครับ เงินค่าเมมเบอร์ห้องเสื้อของคุณผมโอนไปให้แล้ว รบกวนเช็คด้วยนะครับ เรื่องการออกแบบต่าง ๆ คุณสามารถตัดสินใจเองได้ทั้งหมดไม่จำเป็นต้องส่งแบบมาให้ประเมินอีก เรื่องรายละเอียดผมจะส่งอีเมล์ให้อีกครั้ง ขอบคุณมากครับ

ให้สาบาน...ว่าจะไม่คุยกับเขา

ชานยอลเองก็คงไม่อยากจะคุยกับเขาอีกแล้ว

 

 

 

 

 

 

เกือบสองเดือนที่ชานยอลให้จงแดรับงานแต่ที่ต่างประเทศ เน้นหนักไปทางญี่ปุ่นหรือจีน เซฮุนเองก็เลยตามเลย รับงานถ่ายภาพงานเดียวกับเขาเป็นจำนวนมาก แต่ก็ยังรับงานที่เกาหลีบ้างประปราย ชานยอลไม่ได้คาดหวังให้ทั้งสองคนเข้าใจเขา เรื่องความรู้สึกของคนเรามันไม่ใช่สิ่งที่ใครจะเข้าใจได้ง่าย ๆ

ชานยอลไม่รู้ว่าเขารู้สึกยังไง ตอนนั้นเขาหน้ามืด อยากจะตรงเข้าไปกระชากคอมันมากระทืบให้สมใจ แต่แล้วก็คิดได้ว่าเขามีสิทธิอะไรกันที่จะทำแบบนั้น

ก็แค่บอกว่าจะเลิก...มันไม่ได้แปลว่าเลิกกันสักนิด เขาคิดไปเองคนเดียวทั้งนั้น

‘กูไม่เข้าใจ’ เซฮุนพูดกับเขาหลังจากที่ทนเห็นเขานอนนิ่งเฉยไม่ไหว ‘มึงบอกกูว่ามึงชอบเค้าเมื่อวานนี้...’

‘มึงไม่ต้องมาเข้าใจหรอก’

‘อย่าพูดแบบนี้สิวะ มึงควรจะอธิบายไม่ใช่บอกปัดกูแบบนี้’

‘ความรู้สึกของกูมันล้นออกมา ในตอนที่กูรู้ว่ามันไม่มีค่าอะไรเลย’ ชานยอลหลับตาลงนอนนิ่ง ‘กูรู้ตัวว่าชอบเค้าแล้ววันถัดมาก็รู้ว่ามันไม่ได้สำคัญอะไรเลย ก็แค่ความรู้สึกของกูที่มันล้นออกมาอยู่คนเดียว’

‘มึงชอบเค้าขนาดนี้เลยเหรอ...’ ตอนนั้นเซฮุนคิดว่ามันเมาจริง ๆ แต่น้ำตาที่หางตาของมันบอกว่าไม่ใช่เลย ทุกอย่างที่มันพูดเป็นความรู้สึกจากใจของมันทั้งนั้น

เซฮุนทิ้งชานยอลไว้ในห้องแล้วเดินออกมาจงแดที่นั่งอยู่ที่โซฟาด้านนอก เขาทิ้งตัวลงนั่งข้างๆเพื่อนที่เป็นผู้จัดการคนนี้ ส่ายหน้าเบาๆแทนความรู้สึกของตัวเอง

‘ไม่รู้จะพูดยังไง มันก็คงรักของมัน รักแบบไม่รู้ตัว แต่พอรู้แล้วมันก็เท่านั้น เค้าไม่ได้รักมัน’

‘คุณแบคฮยอนโทรมานะ แต่...มันให้สาบานแบบนั้น…’

‘มันให้ทำแบบไหนก็ทำแบบนั้นละกัน เราก็ไม่รู้ว่ามันไปเจออะไรมา ฉันก็ไม่ได้อยู่กับมันบ่อย ๆ ต้องทำงาน’ เซฮุนตบไหล่จงแด ‘ฝากมันด้วยนะ’

ทำไมจงแดจะไม่รู้ว่าชานยอลรู้สึกอย่างไร เหนื่อยแค่ไหนถ้าคุณแบคฮยอนโทรมา ก็จะทำเป็นบ่นว่าจ่ายไปตั้งแพงยังไม่มีความเกรงใจ เรียกให้ไปดูงานดึกดื่น ตัวเองเป็นเมมเบอร์ระดับสูงนะ ปากก็บ่นไปอย่างนั้นแต่ตัวขับรถไปหาอีกฝ่ายที่ห้องเสื้อแล้ว

แต่จะไปพูดอะไรได้ ชานยอลเป็นคนที่สำคัญที่สุด จงแดจะยื่นมือเข้าไปวุ่นวายก็ไม่ใช่ มันเป็นเรื่องของคนสองคน มันไม่มีเขาอยู่ในนั้น

วันนี้เป็นวันที่ชานยอลกลับเกาหลีใต้เพื่อเข้าร่วมงานที่โอเซฮุนมัดมือชกรับให้โดยไม่ถาม อาศัยความเป็นเพื่อนบังเกิดเกล้า จงแดเองก็เห็นดีเห็นงามบอกว่าชานยอลมีเรื่องต้องไปทำ มีธุระต้องจัดการหลายอย่าง จัดการกันให้เสร็จสรรพ เขาเองก็ขี้เกียจมากเรื่อง ไม่ได้กลับมานานคิดถึงแกงกิมจิฝีมือป้าในตลาดเป็นบ้า กินที่ไหนก็ไม่เหมือน ฝีมือแม่ยิ่งแล้วใหญ่ กินไม่ได้

“ธุระอะไรที่ว่า?” ชานยอลถามจงแดหลังจากลงเครื่องบินมา “เสร็จเร็วรึเปล่า อาทิตย์หน้าฉันพักงานไปเที่ยวนะ”

“ก็มีวันนี้ตอนบ่ายสามเนี่ย ไปเลยก็ได้” จงแดเช็คเวลาอีกที “นายผอมลง ไซส์เสื้อผ้าเปลี่ยน นัดวัดตัวที่ร้านคุณบยอนนะ”

“...”

“ขอร้องเถอะ มันจำเป็น”

“ก็ยังไม่ได้พูดอะไรเลย มีอย่างอื่นอีกไหม ?”

“มีเซ็นสัญญาเรื่องแบรนด์น้ำผลไม้อ่ะ เห็นนายกินก็เลยตกลงเข้าไปฟังรายละเอียดก่อน อันนี้วันพรุ่งนี้” จงแดสรุปให้ “วันนี้ไปวัดตัวก่อนนะ”

“ไม่ต้องทำเหมือนเป็นเด็กได้ไหม?”

“จะมาหงุดหงิดอะไรล่ะ” จงแดเถียงกลับ “ไปคนเดียวได้ป่ะ ฉันมีนัดต่อสัญญาน้ำหอมแบรนด์นั้นอ่ะ นายโอเคแล้วนะที่รับต่อ?”

“โอเค” ชานยอลมีสีหน้าไม่สบอารมณ์นัก “ฉันไปคนเดียวได้ กับไอ้แค่วัดตัว”

“ยังจำทางได้อยู่ไหม?”

“อย่ามาถามอะไรโง่ ๆ จะไปทำอะไรก็ไปทำ”

ชานยอลยืนซื้อกาแฟอยู่ในสนามบินก่อนจะตรงไปที่รถของทางบริษัทที่มารับเขากลับไปที่ห้อง พอถึงห้องที่เหมือนบ้านเขาก็ล้มตัวลงนอน ไม่ได้กลับมานอนที่นี่นานพอควร คิดถึงเตียงคิดถึงโคมไฟ คิดถึงเคาท์เตอร์ในครัวที่เขาชอบไปนั่งกินข้าวบนนั้น

นอนอยู่สักพักก็ลุกขึ้นจัดการตัวเอง อีกครึ่งชั่วโมงต้องไปถึงห้องเสื้อที่เขาไม่ได้ไปมานานพอๆกับการไม่ได้อยู่เกาหลี เขาแต่งตัวแบบไม่ใส่ใจ เสื้อยืดตัวใหญ่กางเกงวอร์ม คีบรองเท้าแตะแล้วเดินออกจากห้องเพื่อขับรถไปจุดหมายปลายทาง เย็นนี้มีนัดกับโอเซฮุนต้องไปต่อ เรื่องวัดตัวคงรีบทำให้เสร็จแล้วรีบไป

เขาสบายดี ความรู้สึกนั้นมันจางลงไปมากแล้วล่ะ

ชานยอลบอกกับตัวเองแบบนั้น

รถถูกจอดลงที่ที่จอดรถสำหรับลูกค้า เขาเลทไปประมาณเกือบสิบนาทีเพราะรถติด แล้วเขาเองก็ไม่ได้เผื่อเวลา สองเท้ารีบก้าวเดินเพื่อไม่ให้เสียเวลาไปมากกว่าเดิม เพราะมันคงจะเสียมารยาทถ้าเขาไปสาย มือหนาดันประตูเพื่อเข้าไปเจอกับพนักงานต้อนรับ ที่คงจะเป็นพี่ผู้หญิงคนเดิมที่เขาเห็นมาตลอด

คนที่เขาคาดว่าจะเจอ...แต่ก็ไม่ใช่

“ชะ..ชานยอล มาแล้วหรอ..”

“...”

สิ่งแรกที่เขาสังเกตเห็นคืออีกฝ่ายที่ตัวเล็กอยู่แล้วเหมือนจะตัวเล็กลงไปกว่าเดิม รอยยิ้มที่แต่งแต้มอยู่บนใบหน้านั้นไม่ใช่ในแบบที่เขาคุ้นเคยเลย มันแปลกไปทุกอย่าง มีเพียงแค่คอนแทคเลนส์สีอ่อน อายไลเนอร์สีดำสนิทเท่านั้น ที่ไม่เปลี่ยนแปลงไป

แต่มันก็เท่านั้น เขาจะไม่สนใจอะไรไปมากกว่านี้

“จะวัดเลยไหม?” เขาถาม

“ได้ ๆ นายจะกินอะไรไหม มีไวน์เต็ม...”

“ไม่ล่ะ จะวัดก็วัด” เขารู้ตัวจะต้องไปวัดตัวที่ห้องไหน ที่นี่ทำห้องลองชุดกับที่วัดตัวเป็นห้องเดียวกัน เขายืนให้พอดีกับที่ที่จัดไว้ ยืนรอให้อีกคนเอาสายวัดมาทาบตัวเขา

ชานยอลยืนนิ่ง ขยับตัวเมื่อแบคฮยอนบอกให้ขยับ กางแขนออกเมื่อแบคฮยอนบอกให้กาง

“นาย..สบายดีไหม?”

“ก็ดี”

“แล้ว..แล้วเรื่องงานเป็นไงบ้าง?”

“ก็ดี”

“แล้วเรื่อง..”

“จะวัดตัวหรือจะถาม?”

“ขอโทษ...”

ชานยอลทำสีหน้าเหมือนไม่รู้สึกอะไรแต่ในใจของเขากลับรู้สึกแปลกๆ แบคฮยอนเหมือนไม่ใช่คนเดิมที่เขารู้จัก ทุกอย่างดูเชื่องช้า การพูดดูติดขัด ไม่มีความมั่นใจแบบที่เคยเป็น ตั้งแต่เขาหันหลังลงบันไดไปวันนั้น เขาก็กันบยอนแบคฮยอนออกจากชีวิต ไม่ได้ติดตามถามไถ่หรือสนใจใด ๆ ทั้งนั้น คิดว่าตัวเองทำถูกต้องแล้วทุกอย่าง แต่พอมาวันนี้เขากลับนึกคิดว่าตัวเองน่าจะรู้สึกนิดว่ามันมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง อะไรที่ทำให้เปลี่ยนไปได้มากขนาดนี้

“เสร็จแล้ว” แบคฮยอนเก็บสายวัด “ลดลงไปไซส์หนึ่ง แต่เสื้อจะทำไซส์เดิมให้นะ อาจจะบางแบบที่ต้องปรับให้เล็กหน่อย ส่วนกางเกงจะแก้ลงครึ่งไซส์ จะได้ไม่พอดีมากไป—”

“เรียบร้อยแล้วใช่ไหม จะได้กลับ”

“อื้ม” แบคฮยอนพยักหน้าลง “เรียบร้อยแล้ว”

ชานยอลมองคนที่ยิ่งอยู่ใกล้ก็ยิ่งคิดว่าทำไมถึงตัวเล็กได้ขนาดนี้ อยากดึงเข้ามาถามว่ามีอะไรรึเปล่า แต่เขาก็ทำไม่ได้ การซื่อตรงต่อความรู้สึกตัวเองสร้างบทเรียนครั้งสำคัญเอาไว้ให้หัวใจของเขา มันสอนเขาต้องหัดเก็บความรู้สึกของตัวเองเอาไว้บ้าง ห้ามมันเอาไว้ไม่ให้ล้นออกมา เวลาที่ต้องเจ็บมันจะได้ไม่มากนัก พอให้เราได้ทนไหว

เขาเดินหันหลังมาได้ไม่ถึงสามวินาที เสียงร้องเรียกชื่อเขาก็ดังขึ้น มันเบาบางและอ่อนแออย่างที่เขาไม่เคยได้ยินแบคฮยอนมาก่อน

“ชานยอล...”

“...”

“นายยังชอบดื่มอเมริกาโน่อยู่ไหม?”

“...”

“แล้วชุดที่ตัดให้ชอบรึเปล่า?”

“...”

“ไวน์ในตู้เอากลับไปได้นะ ไม่มีใครดื่มเลย”

“...”

“แล้ว...แล้ว...” แบคฮยอนน้ำตารื้นขอบตา “ที่นายบอกว่าอยากจูบฉัน...”

“...”

“นายยังอยากทำมันอยู่ไหม หรือว่า—”

“ไม่อยาก”

“...”

“คนที่จูบกับใครก็ได้อย่างนาย ฉันจะอยากได้ไปทำไม”

ชานยอลเมินหนีสีหน้าของแบคฮยอนที่เหมือนจะเป็นลมได้ตลอดเวลาอยู่ตรงนั้น หันหลังเดินออกมาจากห้องวัดตัว เดินแน่วแน่ออกจากประตูห้องเสื้อแห่งนี้ เขากำมือแน่น ทั้งที่คิดว่าสะใจ จะรู้สึกอะไรบ้างไหมกับการที่เขาพูดไปแบบนั้น แต่ดวงตาของเขากลับคลอไปด้วยน้ำตา เมื่อรับรู้ได้ว่าเวลาที่ผ่านมามันไม่ได้ช่วยอะไรเขาเลย

เขาลืมไม่ได้ ลืมภาพวันนั้นไม่ได้

ภาพที่เราอยู่ด้วยกัน ยิ้มไปด้วยกัน หัวเราะไปด้วยกัน เราที่มีความทรงจำตั้งมากมาย

และแบคฮยอนที่จูบกับผู้ชายคนนั้น ล้มตัวนอนลงบนโซฟา เสื้อที่แทบจะหลุดออกจากหัวไหล่

ภาพที่ทำให้เขาโยนของทุกอย่างลงแล้วหันหลังจากมาโดยไม่คิดกลับไปอีก

“โถ่เว้ย!” มือเขาทุบเข้าที่หลังคารถของตัวเอง ในใจคิดแต่ว่าเขาต้องลบมันออกไปให้พ้น ไม่รู้ตัวเลยว่าก้าวกลับเข้าไปที่เดิม เดินเข้าไปในห้องเดิมที่เพิ่งออกมา เข้าไปกระชากคนที่ยังคงยืนนิ่งน้ำตาเปรอะเปื้อนใบหน้าให้เข้ามาหาตัวเอง

ก่อนจะจับให้เงยหน้าขึ้นรับจูบจากเขา

ฟันของเขากับแบคฮยอนกระทบกันดังกึก เขาบดเบียดริมฝีปากลงไปอย่างรุนแรง ไม่สนเสียงร้องในลำคอของอีกฝ่าย ดันตัวให้ชนกับกระจกด้านหลัง ป้อนจูบเข้าไปอย่างไม่ลดละ ลิ้นหนาไล้ชิมไปทั่วทั้งโพรงปาก เขาได้กลิ่นวานิลลาจากชาที่แบคฮยอนอาจจะเพิ่งดื่มมา เขาจูบอยู่แบบนั้น เว้นช่วงให้ได้หายใจเพียงเสี้ยววินาทีแล้วประกบเรียวปากลงไปใหม่ ตวัดเรียวลิ้นหยอกล้อกับลิ้นของแบคฮยอน มือของเขาริดกระดุมเสื้อของอีกฝ่าย ปราการด่านสุดท้ายอย่างกระดุมเม็ดล่างสุดถูกดึงทึ้งจนขาด

ในวินาทีนี้...มันไม่ใช่เพราะเขาอยากจะลบมันภาพนั้นทิ้งไป

แต่เขาอยากให้แบคฮยอนรู้ว่าเขารัก รักแบคฮยอนมากที่สุด

เขาแปรเปลี่ยนรสชาติของมันที่เหมือนฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ให้กลายเป็นชารสหวานจัดในวันที่หนาวที่สุดของรอบปี ตระกองกอดร่างเล็กในอ้อมแขน ส่งผ่านความรักไปทั่วทั้งบริเวณที่ตนจะสามารถทำได้ เขาละเมียดละไมกับแบคฮยอน ด้วยความรักที่มีในหัวใจ

แว่วเสียงถามว่าทำไม ตัวเขาเองไม่ได้ตอบรับในทันที แต่มองลึกเข้าไปในดวงตาของอีกฝ่ายที่ยังคงเต็มไปด้วยน้ำตา จ้องมองอยู่แบบนั้นไม่ถอยหนีไปไหน รอให้แบคฮยอนได้ตัดสินใจ

ว่าจะหยุด...หรือจะไปต่อกับเขา

จนกระทั่งริมฝีปากเล็ก ๆ นั้นแตะลงมาอย่างแผ่วเบาที่ริมฝีปากของเขา มือใหญ่จับอีกฝ่ายขึ้นอุ้ม ก่อนจะพาเดินขึ้นไปบนชั้นสองของห้องเสื้อ โดยที่ไม่ได้ผละออกจากกันไปไหน เขาางตัวอีกฝ่ายลงบนเตียงหนา ทาบทับตัวเองตามลงไป

จากนั้นเขาก็มองไม่เห็นอะไรนอกจากแบคฮยอน

“ชะ...ชานยอล...ชานยอล”

สุดที่รักของเขาก็เช่นกัน

 

 

 

 

 

 

(...มึงมีนัดกับกูนะไอ้เวร กูรอมาสี่สิบห้านาทีแล้ว)

“ก็รอเก้อไงเพื่อน คงไม่ได้ไป” ชานยอลลุกขึ้นมาคุยโทรศัพท์ มองคนที่ตอนนี้ยังคงนอนอยู่บนเตียงด้วยรอยยิ้ม “รอแบคฮยอนตื่นอยู่”

(เฮอะ! กูน่าจะอัดคลิปมึงเอาไว้ ที่บอกว่าไม่เอาแล้วน่ะ เอามาให้มึงเปิดฟังเล่น)

“แค่นี้นะ พรุ่งนี้เจอกัน”

(เออ!)

เขาทอดสายตามองคนที่หลับอยู่ ยืนมองอยู่แบบนั้นไม่ละสายตาไปไหน ร่างกายที่พ่ายผอมลงไปกว่าเดิม แววตาที่เศร้าหมองแบบนั้น มันก็เป็นเพราะเขา

‘ฉัน...ฉันเลิกกับเค้าแล้ว’

‘ไม่ต้องพูด..’

‘มะ..ไม่ได้ นะ..นาย นายต้องรู้’

บทสนทนาเมื่อหลายชั่วโมงก่อนย้อนกลับมาในความคิดของเขา

‘ไม่ใช่เพราะเขา..นอกใจ’

‘...’

‘แต่เพราะว่าฉันรู้..รู้ว่านายรักฉัน’ แบคฮยอนดึงเขาเข้าไปจูบ ‘แล้วฉันก็รักนาย’

ท่าทางที่เปลี่ยนไปเป็นเพราะกลัวว่าเขาจะเกลียดกัน พยายามไถ่ถามเพื่ออยากให้เขากลับไปเป็นเหมือนเดิม ส่วนเขาก็พูดจาใจร้ายเพื่อปกป้องตัวเอง สุดท้ายกำแพงนั้นก็พังทลายเพราะเขารู้ว่าความรู้สึกของเขาที่มีต่ออีกฝ่ายนั้นมันไม่ได้ลดลงหรือจางหายไปเลย มันไม่เคยน้อยลงไปเลยสักนิด

ชานยอลกดจูบลงไปที่แก้มด้านขวา เสียงครางในลำคอของคนตัวเล็กดังออกมาจากการถูกรบกวน “อยากกินอะไร จะออกไปซื้อมาให้”

“แกง...เต้าหู้...”

“ถ้าจะนอนก็ถอดคอนแทคก่อน อันตราย” ชานยอลจูบลงไปอีกครั้ง “เดี๋ยวกลับมานะครับ”

“อื้อ..”

ถ้าให้เดาคงไม่พ้นแกงเผ็ดเต้าหู้อ่อน ซื้อโซจูไปเพิ่มสองขวด ผ่านร้านขาหมูเขาก็ซื้อติดมือมาด้วย ผัดเปรี้ยวหวานที่เพิ่งทำเสร็จใหม่ ๆ เขาก็ซื้อมา แวะเข้าร้านไอศกรีมเพื่อซื้อของหวานเผื่อแบคฮยอนอยากจะกิน

แบคฮยอนบอกว่ารักเขา เพราะว่ารักเขาทั้งนั้น

ถ้ายิ้มอยู่คนเดียว คนอื่นจะหาว่าเขาบ้ารึเปล่า แต่จะพูดแบบนั้นก็ได้เพราะว่าเขาก็เป็นบ้าเพราะแบคฮยอนอยู่แล้ว ไม่ผิดเลย

เขากลับมาที่เดิม เจอพนักงานของแบคฮยอนที่บอกว่าคุณบยอนสั่งให้ปิดร้านแล้ว เขาเองก็ไม่ได้ตอบอะไร ยิ้มรับแล้วเดินขึ้นไปด้านบน ก้าวขายังไม่ทันจะพ้นประตูห้องนอน

“อย่าเพิ่งเข้ามานะ!”

“ทำไม?” ชานยอลขมวดคิ้ว ชะโงกหน้าเข้าไปแทน

“บอกว่าอย่า...” แบคฮยอนอาบน้ำใหม่ ใส่ชุดธรรมดาสามัญ มือด้านขวากำลังจับแท่งสีดำเล็ก ๆ กรีดไปบริเวณดวงตา แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ทำเพราะโดนมือใหญ่ยื้อแย่งไปก่อน

“ไหนขอดูหน่อย”

“เอาคืนมา” แบคฮยอนเอามือปิดตาตัวเองไว้ “อย่ามาทำให้หงุดหงิดนะ”

“ขนาดนั้นเลย?” ชานยอลยิ้มไม่เลิก แบบนี้สิแบคฮยอนที่เขารู้จัก

“อย่ามากวนประสาท เอาคืนมา”

“อยากเห็นตอนที่ไม่มี ข้างเดียวก็ได้” ถึงจะพูดแบบนั้นชานยอลก็โยนไอ้แท่งสีดำนั่นลงพื้นไปแล้ว กลิ้งหลุนๆไปใต้เตียง มือของเขาจับที่มือของแบคฮยอน บีบเบา ๆ เชิงปลอบว่าไม่เป็นไรก่อนจะค่อยดึงมันให้พ้นจากดวงตา “ลืมตาหน่อย”

“นายมันน่ารำคาญ”

“ลืมตา” เขาเข้าหา กดจูบลงเปลือกตา “เร็วครับที่รัก”

“ฮื่อ...”

“เร็วเข้า อยากเห็น”

แบคฮยอนผ่อนลมหายใจ คลายมือทั้งสองข้างออกก่อนจะใช้ดวงตาเปลือยเปล่าไร้ซึ่งการแต่งเติมใด ๆ มองคนตรงหน้าเป็นครั้งแรก สีหน้าเหมือนไม่อยากจะเชื่อของชานยอลทำให้แบคฮยอนแทบจะยกมือขึ้นปิดตาตัวเองใหม่ “ก็บอกแล้วว่า...”

“อะไรเล่า ยังไม่ได้พูดอะไรเลย” ชานยอลรวบมือแบคฮยอนไปไว้ด้านหลัง จูบลงที่เปลือกตาทั้งสองข้างย้ำ “ทำไมน่ารักจังวะ...”

“...”

“ห้ามล้างให้ใครเห็นนะ จะไปเจอใครก็ต้องแต่งตา ล้างได้แค่เฉพาะตอนอยู่กับฉัน ไม่สิ ตอนอยู่กับฉันไม่ใช่ล้างก็ได้แต่ต้องล้าง ไม่จำเป็นเลยไอ้ขีดดำ ๆ เนี่ย”

“...”

“นายนี่มัน...โคตรน่ารักเลย”

แบคฮยอนทำอะไรไม่ถูก สุดท้ายเมื่อพอโดนปล่อยเป็นอิสระก็ยกมือขึ้นตบแก้มคนตัวสูงเบา ๆ

“รางวัล”

“...”

“ที่ทำให้ใจเต้นแรง”

แบคฮยอนหาถ้วยหาชามเฉพาะกิจมาใส่แกง นั่งกินกับชานยอลสองคน ก่อนหน้านี้เขาลุกลนไปหมด ทำงานลืมวันลืมคืนจนเมื่อช่วงเช้าพนักงานบอกว่ามีนัดวัดตัวปาร์คชานยอล เขาตาสว่างรีบขับรถกลับคอนโดตัวเองเพื่อไปแต่งตัวให้ดี หาชุดที่คิดว่าดีที่สุด ถึงแม้ความมั่นใจข้างในจะไม่เหลือแล้วเขาก็อยากให้ภายนอกออกมาดูดีที่สุดเพราะนั่นคือสิ่งที่ชานยอลจะเห็น

เขาเจ็บปวดไปทั้งใจตอนที่ได้รับคำตอบกลับมาแบบนั้น แต่เขาคิดว่ามันก็สมควรดีกับสิ่งที่เขาทำลงไป เมื่อก่อนเขาคงดึงเสื้อชานยอล ตบหน้าเรียกสติให้กลับมาคุยกันดีๆ แต่เขาก็ทำแค่ยืนร้องไห้อยู่ที่เดิมตอนชานยอลเดินหายไป

แต่แล้วก็กลับมา ไร้ซึ่งคำพูด มีแต่สายตาอันแรงกล้าที่บอกเขาว่ารักมันอยู่ในนั้นมากมายเพียงใด จูบบ้าดีเดือดทำเอาเขาแสบปากไปหมด แต่หลังจากนั้นเขาก็เห็นแต่สิ่งที่เรียกว่าความสุข

แล้วมันก็มา...จากปาร์คชานยอลทั้งนั้นเลย

“เสื้อที่นายฉีกไปน่ะ เก้าแสนวอนเลยนะ” แบคฮยอนคีบขาหมูเข้าปาก “บอกให้ค่อย ๆ ถอด”

“เส้นใยจากทุ่งทองคำ?” เสื้ออะไรเก้าแสนวอน “อย่างนายไม่กระเทือนหรอกมั้ง ขูดนิดขูดหน่อยก็ได้เป็นล้าน”

“นั่นสินะ อย่างค่าเมมเบอร์ของปาร์คชานยอลนี่ก็ขยับขึ้นอีกสักล้านนึง...”

“โถ่ที่รักครับ เอ็นดูกันหน่อย” ชานยอลจะหมดตัวอยู่แล้ว “ไม่ใช่ต้องลดเหรอ?”

“ลดอะไรล่ะ กระดุมกระเด็นหายไปไหนก็ไม่รู้ ไปหาด้วย”

“ก็แค่เสื้อ...”

“เสื้อตั้งตัวนึงชานยอล! กว่าจะตัดเสร็จมัน...”

“ครับ ๆ หากระดุมให้ครับ” ชานยอลไม่หือคนน่ารัก เมื่อก่อนอาจจะเถียงจนโดนตบหน้าชาไปด้านนึง แต่ตอนนี้จะไม่เถียงแล้ว “อันนี้ป้อนครับ”

แบคฮยอนอ้าปากรับผัดเปรี้ยวหวานจากตะเกียบของชานยอล เอื้อมตัวไปหยิบสมุดเล็ก ๆ กับดินสอมาไว้บนตัก “ที่ส่งไปให้ได้ใส่บ้างไหม ไม่เคยเห็นในข่าวเลย”

“เป็นแฟนคลับหรอครับ มาตามดูรูปอ่ะ”

“ตกลงได้ใส่ไหม?”

“ใส่ แต่ว่าใส่เวลาไปเที่ยวอ่ะ ไม่ได้ใส่เวลาทำงาน” ชานยอลตอบ “ไปโทษคนถ่ายดิ เวลาใส่ไม่เห็นมีใครมาถ่ายเลย”

“แล้วอันที่ส่งให้ถ่ายงานอ่ะ อันนั้นใส่ไหม?”

“ก็รอดูตอนงานออก มาถามทำไม”

“จะตอบดี ๆ ไม่ได้รึไง” แบคฮยอนปาสมุดใส่ชานยอล “กวนประสาทนักนะ!”

“โถ่ ก็รู้อยู่” ชานยอลเขยิบเข้าไปใกล้แบคฮยอน ขยับตัวอีกฝ่ายให้มานั่งบนตัก “คุณบยอนอุตส่าห์ตัดให้ ใครมันจะไม่ใส่ครับ”

“...ก็คิดว่าเกลียดกันไปแล้ว”

“ใครจะไปเกลียด” ชานยอลวางคางลงบนไหล่ของแบคฮยอน “แค่เสียใจเท่านั้นเอง”

“ขอโทษนะ..”

“ช่างเถอะ” ชานยอลไม่ติดใจอะไรแล้ว “ถ้านายรักฉัน ฉันก็โอเค”

“...”

“รักฉันใช่ไหม?”

“อื้อ...” แบคฮยอนเอนตัวไปพิงชานยอล เสียงกระซิบที่ข้างหูทำให้เขาสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่อบอวลไปทั่วทั้งใจ

“ฉันก็รักนายเหมือนกัน"

 

 

 

 

 

 

“ฉันไปสามเดือนนะ ไม่ไปด้วยก็โกรธแล้ว ยังจะไม่มาส่งอีกหรอ ไถเงินเก่งแล้วยังใจดำอีกนะ”

(หุบปากไปเลยถ้าพูดดี ๆ ไม่ได้ ฉันต้องทำงาน)

“เงินฉันคนเดียวนายก็สบายทั้งชาติแล้ว”

(ไม่พอ)

“ไม่พอ?!” ชานยอลจะเป็นลม “นายกินข้าวหรือกินเพชร บยอนแบคฮยอน”

(ฉันทำงานอยู่)

“ฉันจะทวนความจำให้อีกรอบนะ แฟนนายจะไปทำงานที่อิตาลีสามเดือน สามเดือนนะ”

(แล้ว?)

“แล้ว?” โอ๊ย ชานยอลอยากจะบ้าตาย “เออ ช่างเถอะ”

(...)

“อย่ามาบอกรักฉันอีกนะ เอาไปบอกหมานู่น”

ชานยอลเดินเข้าประตูของสนามบินไปด้วยความเร่งรีบ มีแฟนคลับวิ่งตาม เสียงกล้องถ่ายรูปดังไปทั่วจากทั้งของสำนักข่าวและแฟนคลับ เป็นเมื่อก่อนเขาคงจะเดินช้าๆแล้วก็ยิ้มให้ แต่วันนี้ขอโทษจริงๆที่เขาไม่ได้ทำแบบนั้น หัวใจมันหงุดหงิดมากเกินไป

เขาคบกับแบคฮยอนมาเกือบเจ็ดเดือนแล้ว ไม่ได้เปิดตัวแต่ก็ไม่ได้ปิดบังสถานะใดๆระหว่างเรา ทุกอย่างมันแทบจะเหมือนเดิมทุกประการ เขายังคงปล้นไวน์ที่ห้องเสื้อของแบคฮยอนเช่นเดียวกับที่แบคฮยอนปล้นเงินในบัญชีเขาไปด้วยค่านั่นค่านี่และค่าเมมเบอร์

เสื้อที่เขาทำขาด กางเกงที่เขากระชากจนซิบมันแตก สารพัดสารเพมากมายหลายสิ่ง เขาได้ยินแล้วจะสำลักเลือดตาย บยอนแบคฮยอนมันใช้เสื้อผ้าที่ทอจากฝ้ายในสวนอีเดนรึไง

แต่ก็นั่นแหละ เขาถือคติ ‘บ่นในใจแล้วจ่ายเงิน’

จนเมื่อเดือนก่อนเขารับงานต่างประเทศ กินเวลาค่อนข้างนานเกือบสามเดือนเลยขอให้แบคฮยอนไปด้วยกันเพราะทนคิดถึงไม่ไหว แต่เหตุผลที่บอกไปคือกลัวไม่มีคนซักเสื้อผ้าให้ แฟนตัวเล็กของเขาก็เลยปรายตามามองกันด้วยสายตาหยามเหยียดก่อนจะตอบกลับมาว่า ‘ไม่ไป’

แล้วก็ไม่ไปจริง ๆ เหมือนโดนเข็มทิ่มที่หัวใจพันเล่มเลย

(เออ ไม่บอกหรอก จะเอาไปบอกคนอื่น)

“บอกให้เอาไปบอกหมาไม่ใช่คนอื่น ฟังภาษาคนไม่เข้าใจรึไง”

(วางแล้วนะ)

“เฮ้ย ฉันน้อยใจนะ” ชานยอลพูดตามตรง “นายแคร์กันบ้างป่ะเนี่ย?”

(นายพูดมาก)

“...”

(อ้าว ไม่พูดแล้วเหรอ?)

“ฉันน้อยใจ” ชานยอลถอนหายใจ “จริง ๆ นะ”

(ฉันก็น้อยใจ ยืนรอหน้าเกทมาสิบห้านาทีแล้ว ทำไมแฟนฉันมันเดินมาไม่ถึงสักที อยู่คนเดียวมันเหงานะ)

“...”

(รีบมาเร็วเข้า ปาร์คชานยอล)

เขาวางโทรศัพท์ ตรวจสัมภาระก่อนขึ้นเครื่อง วิ่งหน้าตั้งไม่สนใครเพื่อไปหาแฟนตัวดีที่ตีหน้านิ่งทุกครั้งที่เขาพูดเรื่องนี้ เซ้าซี้มาก ๆ เข้าก็ขู่ว่าจะให้ไปนอนโซฟา ย้ำเป็นสิบครั้งว่าไม่ไป

มองจากข้างหลังเขาก็จำได้ ทั้งน่ารักทั้งสวยในระยะไกลก็มีอยู่คนเดียว

ที่รักของเขาเอง

‘ฟอดด’

“ชานยอล นี่มันในสนามบินนะ!” แบคฮยอนแหวใส่เขา ยกมือตบคางกันเบา ๆ ด้วยความเคยชิน

“ไหนบอกไม่ไป?”

“จะให้กลับไหมล่ะ?”

“ไม่ครับ” ชานยอลยิ้มกว้าง “ขอบคุณพระเจ้า คิดว่าจะได้คิดถึงแฟนจนตายแล้ว”

“ขอบคุณฉันนี่” แบคฮยอนเขกหัวแฟน “ค่าเช่าสตูดิโอที่อิตาลีไม่ใช่ถูก ๆ เลยนะ”

“ขอบคุณนะครับคุณบยอน” ชานยอลยิ้ม “ทนคิดถึงกันไม่ไหวก็สารภาพมา”

“เลิกหลงตัวเองได้จะขอบคุณ”

“อย่ามาพูดว่าชานยอล จูบเค้าหน่อยให้ได้ยินอีกนะ”

“ตาบ้านี่!” แบคฮยอนหน้าแดงระเรื่อ “ทุเรศจริง ๆ”

“ว่าไง?”

เมื่อก่อนคนที่โดนฤทธิ์เดชจากเขาในลักษณะนี้จะเป็นแม่ แต่พอมีแบคฮยอนแล้วก็กลายเป็นอีกฝ่ายที่โดนเขาแกล้งจนหัวหมุน เขาเป็นประเภทยิ่งรักยิ่งชอบแหย่ แบคฮยอนนั้นน่ารักน้อยซะที่ไหน บางทีโกรธเขาจนจะร้องไห้ ต้องกอดปลอบอยู่นานแถมยังต้องพาออกไปกินไอศกรีมอีก

แต่ก็นั่นแหละ เขากับแบคฮยอนก็คนธรรมดา เขานิสัยไม่ดีเรื่องชอบแหย่ ส่วนแบคฮยอนนั้นเรื่องเงิน วัน ๆ ก็เห็นนั่ง ๆ นอน ๆ อยู่ที่ห้องเสื้อ ไม่รู้เงินมันหายไปไหน

“ก็เออ...” แบคฮยอนอ้อมแอ้ม “ทนคิดถึงนายไม่ไหวนั่นแหละ”

เมื่อวานเขาเพิ่งคุยกับเซฮุนถึงเป้าหมายในชีวิต สิ่งที่เรียกว่าอนาคต มันมีเปลี่ยนไปบ้าง ตรงนั้นที่คิดจะทำกลับไม่มี สิ่งที่คิดเอาไว้ว่าคงไม่จำเป็นแต่ก็อาจจะต้องทำ มันไม่มีอะไรแน่นอนเลยสักอย่าง เขากับเซฮุนจึงได้แต่มองหาอะไรที่จะทำให้พวกเขาสองคนพึงพอใจกับมันสักที

แต่สิ่งที่เขาคิดว่าคงไม่มีวันเปลี่ยนไปในชีวิตของเขาก็คืออนาคตที่จะมีใครสักคนมาอยู่เคียงข้างกัน

ใครคนนั้นที่ชื่อว่า ‘บยอนแบคฮยอน’

 

 

 

 

 

 

 

 

(my fool.)

(never ending)

#ดซชานแบค

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.128K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

6,131 ความคิดเห็น

  1. #6121 dewwiizodiac (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 4 ธันวาคม 2563 / 18:49
    หวานนนน
    #6,121
    0
  2. #6095 หนูเน่าา (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 14 พฤศจิกายน 2563 / 01:46
    ดีต่อใจจจจ ทุกเรื่องที่อ่านไล่มาเรื่อยๆรวมถึงเรื่องสั้นๆที่ไรท์เฟบไว้ในทวิตเราก็ไล่อ่านนะคะะ ชอบทุกเรื่องเลย ฮืออออ หลงไรท์มากไม่ไหวแล้ววววว สู้ๆนะคะไรท์เราติดตามได้สองสามวันแต่รู้สึกมีความสุขที่ได้อ่านผลงานของไรท์มาดค่ะะ คุมไรท์คนเก่งของเราาาา กอดๆ
    #6,095
    0
  3. #6027 ppxbbh (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 8 มิถุนายน 2563 / 01:58
    ซีนอารมณ์กูคือใจหน่วงไปหมดเลยยยย พอรักกันก็โอ้ยยยหวานจนเบาหวานขึ้นตาแต่ชอบพล็อตแบบนี้มากเลยค้าบบย
    #6,027
    0
  4. #6005 Jennysupat18 (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2563 / 10:04
    ดือออออออ
    #6,005
    0
  5. #5989 belle1502 (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 15 เมษายน 2563 / 08:43
    คือดีมากกกกกก
    #5,989
    0
  6. #5956 ฝนดาวตก☆ (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 28 ธันวาคม 2562 / 14:12
    เป็นฟิคที่สัมผัสได้ถึงความอบอุ่น
    เป็นอีกหนึ่งเรื่องของที่แนวเดียวกับ fiend ที่ชอบมาก
    #5,956
    0
  7. #5951 ggggg-ns (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 24 ธันวาคม 2562 / 08:30
    แซ่บมากกกกกกกกก .///.
    #5,951
    0
  8. #5906 BangJae_ (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 17 ตุลาคม 2562 / 12:00
    น่าร้ากกกกก
    #5,906
    0
  9. #5802 Timmmmmmmm (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 21 กันยายน 2562 / 09:15
    แงงง ชอบเรื่องนี้มากค่ะ เยิป
    #5,802
    0
  10. #5794 Nimuyk (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 18 กันยายน 2562 / 12:31

    คนที่ใส่ใจในเรื่องเล็กๆน้อยๆ ว่าเราชอบอะไร ไม่ชอบอะไร มันเป็นเรื่องพื้นฐานที่คนรักกันต้องรู้เนอะ ... รักแท้ ผ่านไปนานแค่ไหน คนที่ใช่มันก้อยังใช่อยู่อ้ะเนอะ ชานแบค น่ารักจริงๆเลย ^_^

    #5,794
    0
  11. #5685 nysehun (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 8 กรกฎาคม 2562 / 02:40
    รักเรื่องนี้มากกกกก
    #5,685
    0
  12. #5669 itsmeh (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 2 มิถุนายน 2562 / 10:16
    ชอบคสพแบบนี้มากๆๆๆ เลยค่ะ
    #5,669
    0
  13. #5642 orange_CB (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 27 เมษายน 2562 / 18:23
    ชอบแนวนี้มากกกกกกกก กัดกันไปกัดกันมา แต่ก็รักกันนนน
    #5,642
    0
  14. #5565 thetangtuan9397 (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 19 เมษายน 2562 / 21:50
    แงงงง น่ารักจังค่ะ
    #5,565
    0
  15. #5543 Oillgnong (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 19 มีนาคม 2562 / 09:40
    น่ารักจังเลยยย
    #5,543
    0
  16. #5539 ʙʜ❥∞ (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 18 มีนาคม 2562 / 02:09
    โอ้ยชอบบบบบบบบ พึ่งมาอ่านเลยยืมเมจแบคฮยอนงานพรีเว่มาซะเลย อ่านทอล์คไรท์แล้วคิดถึงคอน4เลยอ่ะ เราเมนแบคฮยอนกับพี่อี้ แต่วันคอนคือโดนพี่จุน พี่หมิน พี่เฉินพุ่งชนหัวใจค่ะ ทุกวันนี้ยังไม่หยุดเพ้อเลย พ่อของลูกไลน์
    #5,539
    0
  17. #5396 Helga Heal (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2562 / 23:50
    ถึงจะมีกลิ่นคล้ายๆกัน แต่อร่อยกันคนละแบบเลยจ้า ชอบหม๊ดดด
    #5,396
    0
  18. #5283 Jeejung Hansiripongsakul (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 10 มกราคม 2562 / 02:55
    กลิ่นอายของเรื่องนี้มันก็คล้ายfriend ค่ะ แต่เนื้อเรื่องก็ไม่ได้เหมือนขนาดนั้น สนุกดีค่ะ ชอบ
    #5,283
    0
  19. #5281 Zinzuko Nanthi (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 10 มกราคม 2562 / 00:56
    ตอนไปร้านจงอิน ฉากเต้นด้วยกันนี่ทัชใจมาก ชอบบบบบ
    #5,281
    0
  20. #5238 พูลิน พูลิน (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 6 มกราคม 2562 / 14:20
    ไม่กรีดอายให้คุณปาร์คเห็นคนเดียวไปตลอดเลยนะ 55555 น่ารักกันจริงๆ ถึงอิคุณปาร์คจะไม่ฟังเหตุผลคุณบยอนไปหน่อยก็เหอะ มันน่าตีมากๆเลย
    #5,238
    0
  21. #5236 Nok Nok Exo (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 6 มกราคม 2562 / 00:13
    ฮืออออออ ชอบเรื่องนี้มากๆๆๆๆๆ ฟิลกู๊ดมากเลย ชอบประมาณนี้ ไม่ต้องยื้ออะไรให้มากมาย สั้นๆง่ายๆ
    รักนะ 555

    รักไรท์นะคะ ❤
    #5,236
    0
  22. #5235 Nok Nok Exo (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 6 มกราคม 2562 / 00:13
    ฮืออออออ ชอบเรื่องนี้มากๆๆๆๆๆ ฟิลกู๊ดมากเลย ชอบประมาณนี้ ไม่ต้องยื้ออะไรให้มากมาย สั้นๆง่ายๆ
    รักนะ 555

    รักไรท์นะคะ ❤
    #5,235
    0
  23. #5234 บยอนแก็บซองงง (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 5 มกราคม 2562 / 23:06
    โซกู๊ดดดมากกก ฮืออ ชอบบบ น่ารักมากอ่ะ อ่านไปยิ้มไป แงงงง
    #5,234
    0
  24. #5226 ByunMe__ (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 2 มกราคม 2562 / 11:22
    คืออออออมันดีมากกกกกกกกกก อ่านเรื่องนี้ต้นปีใหม่รู้สึกฟีลกู้ดสุดๆเลย
    เป็นเรื่องที่ทำให้ลุ้นและอยู่ข้างทั้งสองฝ่าย ปกติส่วนมากเราจะแอบเข้าข้างใครคนนึง
    ชอบความรู้สึกพุ่งชนของ ปชย มากๆเลย น่ากลัวตรงโกรธแรงงง แต่ด้วยรักเขาไปแล้วอะมันก็ยอมลงให้
    ในขณะที่แบคฮยอนเหมือนค่อยๆรู้สึก บวกกับปัญหาคนเดิมทำให้เห็นอะไรที่ใช่กว่า
    ชอบไดอะลอกต่อล้อต่อเถียง คนเอาแต่ใจกับคนงกๆ น่ารักมากๆๆๆ อ่านไปฟังเพลวนึงไปคือแบบ ใช่เลย
    ขอบคุณนะคะสำหรับฟิคดีดีแบบนี้
    #5,226
    0
  25. #4863 pupe. (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 11 ธันวาคม 2561 / 10:45
    แสนน่ารัก เราชอบบรรยากาศแบบนี้จัง คนที่เพิ่งรู้ใจตัวเอง ก็พุ่งเข้าไปหาความรักเต็มที่ แสนน่ารัก
    #4,863
    0