(exo) SF/OS|Fill your heart with my DAISY ❁ Chanbaek

ตอนที่ 16 : ❁ made my day

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 23,130
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 570 ครั้ง
    17 ต.ค. 63


 

 

 

M a d e (Bake) my day

My bread, My orange


 

เขานั่งอยู่ตรงที่ราวรั้วปูนริมขอบหน้าตึกคณะบริหารธุรกิจมาได้เกือบครึ่งชั่วโมงแล้ว สายตาเหม่อเลื่อนลอยไม่มีจุดหมายปลายทางในการมองอะไร พยายามลืมคำพูดของคนใจร้ายคนนึงที่ไม่เคยเห็นคุณค่าอะไรในตัวของเขาสักอย่าง แต่มันแย่ตรงที่ความพยายามของเขาไม่เคยได้ผล เขาลืมมันไม่ได้สักที

เขาไม่ได้รู้สึกเจ็บอะไรมากมายนัก เพียงแต่สงสัยว่าเขาเป็นอย่างที่อีกฝ่ายบอกจริงๆรึเปล่า

‘บัน เลิกกันเถอะ’

‘ดะ..เดี๋ยวก่อน เวฟใจเย็นๆ...’

‘ใจเย็นอะไร รู้บ้างไหมว่าที่ทนคบมาเนี่ย แม่งน่าเบื่อขนาดไหน ไม่มีอะไรดีสักอย่าง !’

‘...’

‘จืดชืด !’

‘เวฟ...บันจะเปลี่ยนตัวเองก็ได้ อย่าเลิก..’

‘บันฟังนะ...’

‘...’

‘เรามีคนใหม่แล้ว...’

หลังจากนั้นเขาไม่ได้ยิน รู้แค่ว่าเดินน้ำตาไหลออกมาจากหลังตึก เดย์ที่นั่งรออยู่จะเข้าไปหาเรื่องแต่เขาก็ส่ายหน้าทั้งน้ำตา

‘มันบอกว่าอะไร’

‘...’

‘บัน’

‘นะ..น่าเบื่อ จืดชะ..ชืด มะ..มะ..ไม่มีอะไรดีเลย’

‘เฮ้อ ก็บอกแล้วว่านั่นน่ะมันก็มาจีบเพราะหวังจะได้ ดีนะที่มึงไม่ยอมเขาไปก่อน’

‘...’

‘เลิกกันก็ดีแล้ว อย่าร้องไห้ไปเลย จะจืดจะชืดยังไงเราก็เพื่อนกันนะ’

กำลังใจจากเดย์เป็นสิ่งที่ดี แต่เขาก็ไม่ได้รู้สึกดีขึ้นเท่าไหร่นัก แต่ก็ขอบคุณที่เพื่อนไม่ไปไหน

บันเป็นนักศึกษาปีที่สามคณะบริหารธุรกิจของมหาลัยแห่งหนึ่ง เขาจัดเป็นคนที่หน้าตาน่ารักคนหนึ่งในสายตาเพื่อนๆ แต่น้อยคนนักที่จะรู้ว่านิสัยเขานั้นยิ่งกว่านมผสมน้ำ ไม่ค่อยพูดค่อยจา เออออตามเขาไป มีอะไรก็ยิ้ม ชีวิตไม่หวือหวาเหมือนปล่อยวันเวลาให้ผ่านไปเฉยๆ

เขาไม่เคยคิดจะเปิดใจให้ใครที่เข้ามา จะมีก็แต่เวฟที่มีชื่อเสียงเรียงนามความหน้าตาดีจากการเป็นนักดนตรีของมหาวิทยาลัย เราเจอกันวันที่เดย์ลากเขาไปดูคอนเสิร์ตแล้วอีกฝ่ายก็เข้ามาขอเบอร์ เขาเองก็ให้ไป เขารู้สึกว่าอีกฝ่ายเป็นคนมีเสน่ห์แล้วก็ช่างเอาอกเอาใจมากกว่าคนอื่น ก็เลยหลงไปได้ง่ายๆ

ช่วงเวลาที่คบกันสำหรับบันนั้นมันเหมือนความฝัน แต่เขาก็มารู้จริงๆก็วันนี้ว่าอีกฝ่ายหวังควงเขาไว้เฉยๆ เอาไว้อวดเพื่อนว่าได้แล้ว โชคดีอย่างที่เดย์บอกว่าเขายังไม่ได้หน้ามืดตามัวหลงให้ทุกอย่างไป หลายครั้งที่เขาโดนอีกฝ่ายถอนหายใจใส่เพราะความน่าเบื่อ แต่เขาก็หลอกตัวเองไปว่าอีกฝ่ายอาจจะเหนื่อย ทั้งๆที่รู้ความจริงอยู่แก่ใจ

แต่โชคร้ายที่เขาคิดว่าอีกฝ่ายชอบเขา และนั่นทำให้มันเจ็บมากจริงๆ

“ขอโทษนะ !”

“...”

“ไอ้งานนิทรรศการภาพเขียนอะไรนั่นมันจัดอยู่ที่ไหน?"

“...นิทรรศการงานรวมภาพป่าในฝันใช่ไหม ?” บันมองหน้าคนที่เข้ามาทักกัน เหงื่อโทรมกายทำให้รู้ว่าวิ่งมา ใบหน้าหล่อเหลารวมถึงความสูงที่เด่นจนเป็นจุดสังเกตทำให้คิดว่าคงจำผู้ชายคนนี้ได้ตั้งแต่แรกเจอ แต่นั่นมันก็ไม่ได้สำคัญอะไร เพราะตอนนี้บันกำลังนึกถึงนิทรรศการที่เคยเห็นป้ายโฆษณาผ่านๆตอนที่กำลังเดินไปเรียนวิชาบังคับของมหาวิทยาลัย

“ใช่ๆ เรามางานนั้นแหละ” เสียงหอบดังตามมาด้วย “พอจะรู้ไหม ?”

“เดินตรงไปตรงนั้นแล้วก็เลี้ยวซ้าย เดินตรงไปอีกนิดก็ถึงแล้ว มันจะมีป้ายบอกอยู่”

“โอเคครับ ขอบคุณมาก”

เขาพยักหน้าหงึกหงักก่อนจะก้มหน้ามองพื้นคิดถึงเรื่องที่คิดเอาไว้ก่อนหน้านี้ แต่ก็ยังไม่วายต้องเงยขึ้นมาเมื่อคนที่เข้ามาถามทางพูดขึ้นมาอีก

“ตอนบ่ายโมงเขาเปิดให้เข้าชม นายจะไปดูก็ได้นะ” ผู้ชายคนนั้นยิ้มให้บัน “เผื่อจะหายเศร้า เห็นนั่งทำหน้าเหมือนจะร้องไห้”

“...”

“ไปนะ”

บันกะพริบตาปริบๆ มึนงงอยู่ชั่วขณะก่อนจะยกมือขึ้นจับใบหน้าตัวเอง เขาเศร้าขนาดที่ทำให้คนอื่นเห็นเลยหรอ เขายอมรับว่ากำลังเสียใจแต่ไม่คิดว่ามันจะแสดงออกมาชัดขนาดนั้น พอมองตามอีกฝ่ายไปก็ไม่เห็นแล้ว เขาจึงได้มองผู้คนที่เดินสวนมา รู้สึกแปลกใจเล็กน้อย ปกติแล้วสำหรับคนแปลกหน้า เราควรจะพูดกันแบบนี้รึเปล่า หรือว่าเขาทักกันแบบนี้ บันเองก็ไม่รู้เหมือนกัน

มีอย่างที่ไหนมาทักว่าเศร้า ทำเขางงไปหมดเลย

“บัน ขึ้นห้องกัน !” เดย์ที่เพิ่งมาหอบหนังสือกับชาเขียวปั่นสองแก้วตะโกนเรียกเพื่อน “เอาชาไป จะหกแล้ว !”

เขารีบวิ่งไปรับชาเขียวจากเพื่อน แววตายังเจือความเสียใจอยู่ แต่มันก็ดีขึ้นกว่าวันก่อน อย่างน้อยเวลาก็ช่วยเจือจางมันได้จริงๆ

“เดย์”

“ว่าไง” เดย์ตอบรับเพื่อนก่อนจะกดลิฟต์

“เมื่อกี้มีคนมาถามทาง แล้วเค้าก็บอกว่าบันทำหน้าเหมือนจะร้องไห้”

“จริงดิ ทักแบบนั้นเลย?” เดย์เลิกคิ้วขึ้นเพราะมันฟังดูชอบกล

“อืม แบบนั้นเลย”

“แต่บันก็ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้จริงแหละ ฮึบไว้หน่อยหน่า ก็แค่เลิกกับแฟนที่ไม่รักเราจริง”

“...”

“ยังจะทำหน้าเศร้าอีก จะยึดชาเขียวแล้วนะ”

“ไม่ให้หรอก” บันยิ้มเล็กน้อยก่อนจะก้าวขาเข้าห้องเรียนไปกับเดย์

วันนี้เหมือนทุกอย่างจะดีขึ้น เขาเรียนรู้เรื่องกว่าที่เป็นมา อย่างน้อยก็ไม่ได้เอาแต่คิดเรื่องความรักที่ไม่สมหวัง ในใจก็ยังคิดถึงเรื่องเรียนบ้าง คิดว่าจะสอบกลางภาคเทอมนี้จะอ่านหนังสือยังไงให้ทัน

“เดย์ รู้เรื่องนิทรรศการภาพวาดไหม ?”

“ไม่รู้อ่ะ ไม่ว่างด้วยนะ วันนี้จะไปเวสท์เกตกับแม่ นัดป้าไว้ สงสัยจะได้นั่งรถเป็นชั่วโมงๆ”

“คือ...” บันไม่รู้ว่าควรจะเล่ารายละเอียดของเรื่องที่เกิดขึ้นให้เดย์ฟังดีไหม แต่คิดอีกทีไม่ดีกว่า “ไม่มีอะไรหรอก บันว่าจะลองไปเดินดู”

“ไปดูอะไรแบบนี้จะไม่ฟุ้งซ่านกว่าเดิมหรอ ?” เดย์แสดงความคิดเห็น “แบบ เคยไปที่นี่กับเค้า เคยเดินด้วยกัน..”

“ไม่หรอกหน่า เคยไปแค่ห้างเอง” บันรู้ว่านี่มันเป็นนิทรรศการเกี่ยวกับป่า ไม่มีทางจะนึกถึงเวฟแน่ ๆ รายนั้นเที่ยวแบบคนเมือง ไม่ชอบลำบาก แค่เรื่องอย่างการนั่งรถสาธารณะยังไม่ทำ พอเลิกกันแล้วเขาก็มองเห็นข้อเสียงของอีกฝ่ายเยอะแยะแบบที่ไม่เคยมองเห็นมาก่อน ความรักบังตามันเป็นยังไงบันก็เพิ่งเข้าใจ

“แล้วแต่ละกัน กลับห้องดีๆล่ะ” เดย์ไม่ได้คิดห้ามอะไร โตๆกันแล้ว อีกอย่างวันนี้ติดธุระ ไปด้วยไม่ได้

“อื้อ” บันพยักหน้าเบาๆ

ก็นั่นแหละ บางทีเราอาจจะยิ้มได้บ้าง อาจจะสบายใจขึ้นบ้างก็ได้

ช่วงบ่ายกว่าๆบันเดินไปที่ตึกที่จัดงาน ขึ้นไปที่ชั้นสามก่อนจะซื้อบัตรราคายี่สิบบาทที่หน้างาน ให้นักศึกษาที่เป็นเจ้าหน้าที่อาสาฉีกบัตรตรงรอยปรุ เขาหยิบแว่นสายตาขึ้นใส่เพื่อเตรียมความพร้อมแล้วเดินเข้างานไป ในงานนั้นมีคนพอสมควร บันไม่ได้รู้สึกว่ามันมากหรือน้อยเกินไป แต่ส่วนมากคนที่มาดูคงเป็นคนที่สนใจในศิลปะหรือไม่ก็เป็นนักศึกษาที่เรียนในด้านนี้ นิทรรศการถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกเป็นของผู้คนทั่วไปที่ส่งงานเข้าประกวด ส่วนหลังเป็นเยาวชนรวมถึงนักศึกษาด้วย บันเดินดูงานไปเรื่อย ๆ ป่าในฝันนั้นทำให้บันเย็นขึ้นได้จริงๆ เขารู้สึกว่าห้องประชุมหนาวจนต้องกอดอก

ป่าในฝันของแต่ละคนแตกต่างกันไป เขาชอบภาพที่เป็นภาพระเบียงริมคอนโดที่ถูกจัดให้เป็นสวน มันดูเป็นป่าในฝัน เป็นป่าเล็กๆของเจ้าของห้องจริงๆ บางภาพก็ทำให้เขารู้สึกถึงปัญหาของโลกในนี้ในปัจจุบัน บันคิดว่าคนที่วาดทำได้ดี ขนาดเขาที่เรียนบริหารธุรกิจยังรู้สึกได้ถึงปัญหาที่เกิดขึ้น กว่าบันจะได้เข้าดูในส่วนของเยาวชนหรือนักศึกษาเวลาก็ล่วงเลยไปถึงบ่ายสองโมงครึ่งแล้ว ถึงจะไม่รู้อะไรมากแต่ก็พยายามมองทุกรายละเอียด อย่างน้อยก็อ่านชื่อคนวาด อ่านชื่อภาพ อ่านถึงแรงบันดาลใจแล้วลองคิดตาม

“...มาจริง ๆ ด้วย”

บันหันไปตามเสียงพูดก็เจอผู้ชายคนเมื่อเช้าที่เข้ามาถามทาง คนคนนั้นเดินเข้ามาก่อนจะยิ้มให้อย่างเป็นกันเอง

“...”

“ดูแล้วเป็นยังไงบ้าง ?”

“เอ่อ...ก็...สบายใจดี” บันตอบติดขัดเล็กน้อยก่อนจะเบนสายตากลับไปมองภาพ

“เมื่อเช้าโทษทีนะ เพิ่งมานึกได้ว่าละลาบละล้วงไปหน่อย จะเศร้าไม่เศร้ามันก็เรื่องของนาย...”

“...”

“โกรธรึเปล่าเนี่ย?”

“เปล่า” บันตอบตามความจริง “ไม่เป็นไร”

“แต่ได้เห็นภาพแบบนี้มันก็ช่วยให้ลืมนะ” ผู้ชายคนนั้นกอดอกมองภาพที่อยู่บนฝาผนัง “ตอนที่เรานึกจินตนาการ มันจะไม่มีเรื่องอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องเลย มองเห็นแต่สิ่งที่เรานึกคิด พอเป็นแบบนั้นก็ช่วยให้ลืมไปบ้าง ถึงจะชั่วคราวแต่ก็ดี”

“...”

“ไม่รู้ว่าเศร้าเรื่องอะไรมา แต่...”

“ไอ้โช! มานี่แปปนึง อาจารย์เรียก!”

บันหันหน้าไปมองผู้ชายที่หันหลังกลับไปตามชื่อเรียกว่าโช อีกฝ่ายหันไปตอบคนที่คงจะเป็นเพื่อนว่าเดี๋ยวไปก่อนจะหันกลับมามองหน้าบันอีกครั้ง

“อย่าเพิ่งไปนะ เดี๋ยวกลับมา”

บันยังไม่ทันตอบอะไรผู้ชายคนนั้นที่ถูกเรียกว่าโชก็วิ่งไปอีกทางแล้ว บันเองไม่รู้ว่าอย่าเพิ่งไปหมายถึงว่าให้ยืนอยู่ตรงนี้หรือว่าอย่าเพิ่งออกไป แต่ถึงจะคิดแบบนั้นบันก็ตัดสินใจก้าวเท้าออกเดิมเพื่อดูรูปภาพรูปใหม่ นิ้วชี้ข้างหนึ่งถูกยกขึ้นเพื่อดันแว่นตาให้พอดีกับดั้งจมูกก่อนที่จะออกเดินต่อไป เขาไม่รู้ถึงจุดประสงค์แล้วก็ไม่รู้ว่าจะหยุดรออยู่ตรงนี้ทำไม พอคิดแบบนั้นก็คิดได้อีกอย่างว่าบันไม่รู้จักเขา เราไม่รู้จักกัน

เขาชอบภาพที่มีคนวาดป่าบนก้อนเมฆมันเหนือจินตนาการดี เขาเคยลองปลูกถั่วเขียวบนทิชชูให้กลายเป็นถั่วงอกดู บางทีปลูกผักบนเมฆก็อาจจะขึ้นเหมือนกันถ้ามันหนาแน่นพอ

บันเดินจนครบวนจนเห็นทุกภาพ ในใจคิดว่าคุ้มค่ากับยี่สิบบาทมากมายมหาศาล แล้วก็เป็นอะไรที่ทำให้สบายใจขึ้นมาได้จริงๆ เขาเดินวนกลับไปด้านหน้า คิดเอาไว้ว่าจะกวาดสายตามองรอบ ๆ อีกรอบนึงแล้วจะกลับห้องไปคิดว่าจะเอาต้นไม้มาปลูกตรงไหนได้บ้าง

“เดี๋ยวก่อน!”

“...”

“จะกลับแล้วหรอ ?”

ผู้ชายที่เขาจำได้ว่าชื่อโชวิ่งกระหืดกระหอบมาหาเขาที่ยืนอยู่ด้านหน้านิทรรศการ บันมองหน้าอีกฝ่ายก่อนจะพยักหน้าลงช้า ๆ

“นาย...ชื่ออะไร ?” โชถาม

“...บัน” บันตอบก่อนจะพูดต่อเมื่ออีกฝ่ายทำหน้าเหมือนไม่เข้าใจ “บันแบบขนมปังบัน ฮอตโตะบัน”

“อ๋อ เราชื่อโชนะ” โชยิ้มกว้าง “โชแบบส้มโชกุน”

“...”

“คือ...” โชดูเหมือนมีเรื่องอยากจะพูด แต่บันก็เดาไม่ถูกเหมือนกันว่าเรื่องอะไร “คือ...”

“...”

“ขอเบอร์หน่อยได้ไหม?”

บันไม่ได้คาดคิดมาก่อนว่าคำถามที่โชถามออกมาจะเป็นคำถามนี้ เขายอมรับว่าถอยหลังก้าวไปหนึ่งก้าวเพราะตกใจ และนั่นทำให้รอยยิ้มของโชเจื่อนลงเล็กน้อยแต่ก็ยังคงยิ้มอยู่ เขาตกใจจนไม่รู้ว่าตัวเองแสดงสีหน้ายังไงออกไปแต่ก็พยายามปรับอารมณ์ให้ปกติมากที่สุด

“คือ...” บันรู้ตัวว่าสถานการณ์กำลังแย่ลง “ไม่ใช่แบบนั้นนะ แต่คือ..”

“งั้นเอางี้ อีกสองอาทิตย์หอศิลป์กรุงเทพจะจัดนิทรรศการใหม่ ถ้าบัน...เออ นั่นแหละ มาเจอเราตอนบ่ายโมงที่ทางเข้าตรงที่เดินไปบีทีเอสสนามกีฬานะ สกายวอล์คแยกปทุมวันน่ะ จะนั่งรออยู่ตรงนั้น”

“...”

“ลองเก็บไปคิดดู ถ้าไม่อยากก็ไม่ต้องมา” โชมองหน้าบัน “นี่ได้ยินรึเปล่าเนี่ย ?”

“ดะ..ได้ยิน” บันพยักหน้าหงึกหงักแบบที่ชอบทำ “บ่ายโมง บีทีเอสสนามกีฬา”

“ไปคิดดูนะ” โชยิ้ม “หวังว่าจะมา”

ความคิดของบันเหมือนลอยอยู่บนก้อนเมฆ รู้ตัวอีกทีก็ลงมาอยู่หน้าตึก ขึ้นรถกลับห้องนอนก่ายหมอนข้างแบบงงๆ ก่อนจะมานั่งทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้

มีคนมาขอเบอร์บัน โตขนาดนี้แล้วจุดประสงค์คืออะไรก็รู้ดีกันอยู่ บันนึกถึงตอนที่ตัวเองทำตัวเงอะงะแล้วทำให้รู้สึกผิดขึ้นมา บางทีบันก็แค่อยากจะพูดว่าเพิ่งโดนทิ้งมา ยังไม่อยากเปิดใจคุยกับใครตอนนี้ แต่บันก็รู้สึกพูดไม่ออกเหมือนกันเพราะอีกฝ่ายไม่ใช่คนรู้จัก

แล้วก็ท่าทางเหนื่อยๆเหมือนวิ่งตามหากันจนทั่วนั่นด้วย

บันลงจากเตียงก่อนจะหยิบปฏิทินบนโต๊ะเขียนหนังสือมา อีกสองอาทิตย์เวลาบ่ายโมงเขาเขียนมันลงไปเพื่อประกอบการตัดสินใจของตัวเองอีกที อีกสองอาทิตย์เหมือนจะไม่นานมากแต่มันก็นาน ตอนนั้นบันคงคิดออกว่าควรทำยังไง พอนั่งมองปฏิทินอยู่สักพักก็คิดอยากกดโทรศัพท์หาเดย์ที่ตอนนี้คงจะเดินอยู่ที่เวสท์เกต ไม่รู้จะว่างรึเปล่า

(ฮัลโหล)

“เดย์ ว่างคุยไหม บันมีเรื่องปรึกษา”

(ว่าง ๆ พูดมาเลย)

“คือ มีคนมาขอเบอร์บัน แต่ว่าทีนี้บันเผลอทำตัวไม่ดีไป พอเป็นแบบนั้นเขาก็เลยเสนอให้ไปเจอกันอีกสองอาทิตย์ แต่บันไม่รู้ว่า...”

(ก็ไปสิ ไปกาดอกจันสีแดงไว้ที่ปฏิทินเลยว่าไป)

“...”

(ดีไม่ดีก็ลองไปก่อน ไม่ใช่ว่าถอยไม่ได้สักหน่อย ถ้าคุยไปแล้วไม่เข้าท่าก็เลิกคุย ไม่ยากสักหน่อย อีกอย่างนะไม่มีใครชั่วอย่างไอ้เวฟแล้ว เกินคน)

“เดย์คิดงั้นหรอ ?”

(ใช่ แล้วก็เดาว่าบันคงแบบเจ็บแล้วกับความรักไม่ขอเจออีก จะบอกว่าคิดผิด คนเรามันต้องให้โอกาสตัวเองบ้าง)

“...”

(ไปซะ ไม่งั้นเลิกคบ)

“โถ่ เดย์ทำไมพูดแบบนั้น” บันทิ้งตัวลงบนเตียง “อีกตั้งสองอาทิตย์ ขอคิดดูก่อนก็แล้วกัน”

(เออ เอาไว้ค่อยคุยกัน)

คนเรามันต้องให้โอกาสตัวเอง

บันคิดว่าเขาก็ควรจะให้โอกาสตัวเองเหมือนกัน

 

 

 

 

 

 

สองอาทิตย์ที่ผ่านมา บันขจัดความเศร้าในใจไปได้มากโข พอมีเรื่องอื่นให้คิดแล้วเรื่องของเวฟก็กลายเป็นอะไรที่เหมือนเป็นจุดจุดหนึ่งในใจ ที่วันนึงบันเชื่อว่ามันจะจางหายไปตามกาลเวลา บันตาสว่างขึ้นมามากแล้ว นึกตลกตัวเองเหมือนกันที่บอกจะปรับปรุงตัว ทำไมถึงได้พูดแบบนั้นออกไป ถึงบันจะจืดชืดแต่ก็มีความสุข เดย์บอกว่าขนมปังบันก้อนละยี่สิบห้าบาทในร้านขนมปังเกรดเอบวกๆนั้นอร่อยอย่าบอกใคร และบันเป็นแบบขนมปังนั้น ถึงจะไม่มีไส้เป็นแค่ขนมปังแต่เวลากินก็ทำให้อิ่มและยิ้มได้

“บัน วันนี้ใช่วันที่มีนัดป่ะ ?” เดย์ที่มาพร้อมแก้วชาเขียวสองแก้วเสมอถาม

“ใช่”

“วันนี้มีนัดเรียนเพิ่มนะ เลิกบ่ายโมง เขานัดเอาไว้กี่โมงนะ ?”

“...บ่ายโมง” บันรู้สึกว่าเลือดไม่มาหล่อเลี้ยงสมอง บันไม่ชอบผิดนัด ไปช้าหรืออะไรก็ตามแต่

“ปีกงอกซะแล้วเพื่อนเรา จะเจอคนดี ๆ ทั้งทีฟ้าไม่เป็นใจ” เดย์ไม่รู้จะช่วยยังไง โดดเรียนก็ไม่ได้ เบอร์โทรศัพท์ก็ไม่มี

“สงสัยคงเป็นแบบนั้น” บันเออออไปกับเพื่อน “เอาไว้เรียนเสร็จค่อยรีบไป แบบนั้นอาจจะทัน”

“ก็ได้อยู่นะ แล้วก็อย่าลืมเปิดใจให้กว้างเข้าไว้!” เดย์เชียร์เต็มที่ ใครที่ไม่ใช่เวฟ เดย์จะเชียร์ให้หมด

“แต่...ไม่รู้สิ เอาจริง ๆ ก็ยังไม่อยากมีใครเลยนะ” บันคิดแบบนี้ “แต่ให้คุยไปก่อนก็ไม่เสียหายแบบที่เดย์บอก บางทีบันอาจจะถูกเทเพราะเค้าเบื่อก็ได้”

“ถ้าเป็นงั้นก็จะได้รู้ไง ก็จะได้ไม่นึกเสียใจทีหลัง” เดย์ดูดชาเขียวสองสามอึก “ไปให้ไม่เสียใจไม่เสียดาย ตาส้มโชกุนนั่นอาจจะดีก็ได้ จะได้ชื่อว่าเหตุการณ์ส้มหล่น”

บันที่ตอนแรกไม่ได้คิดจะเล่ารายละเอียดของทุกวิ่งที่เกิดขึ้นให้เดย์ฟังนั้น สุดท้ายก็ต้องเล่าเพราะอดทนเก็บไว้ในใจไม่ไหว เดย์ที่ได้ฟังแล้วก็บอกว่าดูเป็นคนที่เข้าท่าดีนะ ลองไปเจอแหละดีแล้ว

ไม่ดีก็ถอย ไม่ยาก คนเรามีสิทธิเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเอง

บันเองก็เห็นด้วยกับคำพูดนั้น ตอนบ่ายโมงยี่สิบห้าถึงได้รีบวิ่งลงไปข้างล่างตึกกับเดย์ เดย์บอกว่าจะไปส่งที่บีทีเอสใกล้มหาวิทยาลัยแล้วนั่งต่อไปเองน่าจะเร็วกว่า รีบๆไปด้วยนะ ส้มโชกุนอาจจะเน่าในน้ำไหลออกจากตัวไปแล้วก็ได้ตอนนี้ เลทมาจะครึ่งชั่วโมงแล้ว

พอบันลงจากรถของเดย์ก็บ่ายโมงสี่สิบห้าพอดีเพราะรถค่อนข้างติดเนื่องจากมีการก่อสร้างขุดลอกท่ออะไรสักอย่างของกรุงเทพมหานคร บันรีบวิ่งขึ้นบันไดของสถานี หยิบกระเป๋าสตางค์เพื่อแตะบัตรแล้ววิ่งขึ้นไปเพื่อขึ้นรถไฟฟ้าด้วยความเร็วที่ปกติไม่สามารถทำได้ แต่ถึงอย่างนั้นแล้วการประกาศว่าเกิดเหตุรถไฟขัดข้องนั้นทำให้บันต้องยืนลุกลี้ลุกลนอยู่ในใจ ความจริงทำได้แค่ยืนมองฟ้าอยู่สิบนาทีกว่าๆ กว่าจะมาถึงสยามก็สองโมงกว่าๆพอดี ไหนจะต้องวิ่งไปสถานีสนามกีฬาแห่งชาติอีก

ส้มโชกุนคงไม่อยู่แล้วแน่ ๆ ถ้าเป็นบันที่เป็นฝ่ายรอก็คงคิดว่าคนที่เรารอนั้นคงไม่มาอยู่แล้ว บันเองเคยนั่งรอเวฟเป็นชั่วโมง สุดท้ายก็ได้รอจริงๆเพราะอีกฝ่ายไม่มา

แม้ว่าจะเหนื่อยแค่ไหนกระหืดกระหอบยังไงบันก็พยายามกวาดสายตาไปจนทั่วบริเวณที่นั่งที่จัดให้บริการไว้บนสกายวอล์คแยกปทุมวัน บันไม่รู้ว่าอีกฝ่ายแต่งตัวแบบไหนแต่งตัวอย่างไรจึงต้องสังเกตเห็นเป็นพิเศษ แล้วบันก็เห็นผู้ชายคนหนึ่งที่แต่งชุดดำทั้งตัว ใส่หมวกแก้ปสีดำนั่งก้มหน้าเล่นโทรศัพท์อยู่ บันจำใบหูของส้มโชกุนได้ มันเหมือนใบไม้สองใบบนขั้วส้มเลย

“ชะ..โช”

“บัน!” โชแทบจะลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ รอยยิ้มกว้างแผ่กระจายทั่วใบหน้า “นึกว่าจะไม่มาแล้ว”

“คะ..คือบันติดเรียนเพิ่ม แล้วรถก็ติด ละ..แล้วบีทีเอสก็...”

“นั่งก่อน ๆ” โชที่คลายความตื่นเต้นตกใจของตัวเองได้แล้วนั่งลงที่เดิมก่อนจะตบที่นั่งข้าง ๆ ตัวเป็นเชิงให้บันนั่งลงไป บันเองที่วิ่งมาตั้งแต่สถานีสยามก็นั่งลงโดยไม่อิดออดเพราะเหนื่อยจริง ๆ

“ขอโทษที่มาสายนะ”

“มาก็ดีแล้ว” โชยิ้ม “คิดว่าจะไม่มาแล้วจริง ๆ นะ เสียใจล่วงหน้าไปแล้วเนี่ย”

“บันจะมานะ แต่...”

“เข้าใจแล้ว ๆ ขอบใจนะ” โชหยิบโบชัวร์ร้านอาหารที่มีคนวางทิ้งไว้แถวนั้นมาพัดให้บันที่ยังคงหายใจอย่างหนักหน่วงอยู่ บันหายใจเข้าหายใจออก มองหน้าคนที่เอากระดาษมาทำเป็นพัดให้แล้วคิดถึงสิ่งที่ตัวเองพูดกับเดย์ตลอดสองอาทิตย์ที่ผ่านมา มันมีหลายเรื่องมาก ๆ และเรื่องหนึ่งก็เป็นเรื่องที่เดย์บอกให้บันพูดเพื่อความสัมพันธ์อันดีในอนาคต

“วันนั้นที่ไม่ได้ให้เบอร์ไป...” บันกำลังคิดคำพูด “คือตอนนั้นเพิ่งเลิกกับแฟนมาก็เลย...”

“ยังเจ็บอยู่ไม่อยากมีความรักแล้วใช่ไหม?”

“...ก็แบบนั้น” บันก้มหน้ามองกางเกงตัวเอง เขาคิดแบบนั้นจริง ๆ

“ที่วันนั้นทำหน้าเศร้าก็เพราะเรื่องนี้เหรอ?”

“อะ..อื้ม ก็ใช่” บันไม่ปฏิเสธ

“แล้ววันนี้หายเศร้ารึยัง?” โชถามบันที่พยักหน้ากลับไป ก่อนจะอ้อมแอ้มตอบว่าหายแล้ว “งั้นวันนี้ลองดูก่อน ถ้าบันไม่ชอบก็ถือว่ามาเที่ยวเฉยๆก็ได้”

“...”

“แบบนั้นโอเครึเปล่า?”

“อื้ม”

บันที่ตอนนี้กลับมาหายใจเป็นปกติกับโชที่นั่งรออยู่ตรงนี้เกือบชั่วโมงครึ่งนั้นก็เดินเข้าไปที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานครไปด้วยกัน

นิทรรศการถูกจัดขึ้นตั้งแต่ชั้นเจ็ดขึ้นไปจนถึงชั้นเก้า เป็นนิทรรศการชมฟรีไม่เสียค่าใช้จ่าย แต่ก่อนจะได้ขึ้นไปโชก็เอาบัตรประชาชนไปแลกกับเคาน์เตอร์ด้านหน้าเพื่อขอยืมตู้ล็อกเกอร์เพื่อเก็บของของบัน ตอนแรกบันจะใช้บัตรของตัวเองแต่โชนั้นไวกว่า พอเก็บของแล้วสิ่งที่เอาติดตัวมาก็มีแค่โทรศัพท์กับกระเป๋าสตางค์แล้วก็เท่านั้น

“เคยมารึเปล่า ?”

บันที่มองกำแพงอยู่หันหน้าไปหาโชก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ อ้อมแอ้มว่าตอนนั้นเป็นนิทรรศการเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมเหมือนกัน

“สนใจทางด้านนี้เหมือนกันหรอ หรือว่า...”

“...อยากมาดูก็เลยมาน่ะ” บันตอบตามความจริง เขามาคนเดียว มาเดินให้ครบทุกชั้นแล้วก็กลับห้อง ถ่ายรูปเก็บใส่โทรศัพท์ไว้เต็มเลย

“ชอบส่วนไหน?” โชชวนคุย เขาเองก็มาเหมือนกันเลยคิดว่าน่าจะหยิบยกมาเป็นเรื่องคุยได้

“ไม่แน่ใจว่าเรียกว่าอะไร แต่ที่เป็นสิ่งประดิษฐ์…” บันจำได้ดี “ประติมากรรม…น่าจะใช่นะ”

“อ๋อ...”

“แล้ว..แล้วโชล่ะ ?” บันพยายามชวนคุยทั้งที่ไม่ถนัดเลย

“ประติมากรรมมันจัดที่ชั้นเก้าใช่ไหมล่ะ เราชอบของชั้นแปดน่ะ ที่แสดงภาพวาด” โชจำได้ว่าตัวเองเดินอยู่ชั้นแปดเสียครึ่งวัน “ได้ดูการลงสี สังเกตเทคนิคในภาพ ได้อะไรกลับมาตั้งเยอะ เรานี่ถือสมุดกับดินสอเดินทั้งวัน ดูแล้วมีแรงทำงานส่งอาจารย์ขึ้นมาเลย...”

“...”

“ตอนดูรูปแล้วบันมีแรงไหม?”

“มะ..ไม่มีนะ” บันกำลังคิด “แต่ว่าก็มีความสุขดี”

บันยิ้มให้กับทุกประโยคที่โชพูดออกมา โชเป็นคนคุยเก่งมาก ตั้งแต่เจอหน้ากันก็ยังพูดไม่หยุดเลย แต่ถึงอย่างนั้นบันก็ไม่ได้รู้สึกเบื่อที่จะฟัง เขาฟังมันไปได้เรื่อยๆ ตอบคำถามที่โชถาม ถามกลับบ้างถ้าเขาคิดว่ามันสมควร แต่พอคิดแบบนั้นมันก็มีอีกความคิดหนึ่งแทรกขึ้นมา บันไม่รู้ว่าถ้าปล่อยให้โชพูดอยู่คนเดียวแบบนี้มันจะดีรึเปล่า เขาควรจะอ้อมแอ้มตอบไปเรื่อย ๆ หรือว่าพูดตรง ๆ ไปเลยว่าเป็นคนพูดไม่เก่ง พอคิดไปคิดมาก็ไม่รู้ว่าจะอ้อมค้อมไปเพื่ออะไร ความจริงก็คือความจริง

“...คือบันพูดไม่เก่ง” บันสูดลมหายใจเข้าลึกๆ “ไม่รู้ว่าจะคุยยังไง..”

“ที่เงียบๆนี่คือพูดไม่เก่งเหรอ?” โชละสายตามาจากภาพที่จัดแสดงอยู่ “ใจหายใจคว่ำหมด นึกว่าเบื่อ”

“ปะ..เปล่านะ บันไม่ได้เบื่อแต่ไม่รู้จะพูดอะไร”

“ดีเลย เราพูดเก่ง ไม่รู้จะพูดอะไรก็ฟังเราพูดอย่างเดียวก็ได้” โชยิ้ม “แต่ถ้าหนวกหูก็บอกนะ จะเงียบให้ประมาณห้านาที”

“โอเค” บันยิ้มตอบ “ขอโทษนะ แต่โชอาจจะเบื่อกันมากกว่า...”

“เบื่อได้ไงน่ารักขนาดนี้...”

“...”

“ไม่มีอะไรหรอก ฟังผ่าน ๆ ก็แล้วกัน”

โชหันไปเกาแก้มตัวเองแก้เก้อในขณะที่บันนั้นหันไปมองภาพที่อยู่อีกมุม แวบแรกในหัวเขาคิดว่า อะไรกันนะ? น่ารัก? หลังจากประมวลผลเสร็จสิ้นแล้วเขาก็รู้ได้ว่าโชชมกันว่าน่ารักจริงๆ พอเป็นแบบนั้นบันก็เอาแต่จ้องภาพวาด ไม่ยอมหันไปมองหน้าโชอีกเลย ไม่ใช่ว่าเขาอึดอัด แต่เขาแปลกใจที่หัวใจตัวเองนั้นเต้นเร็วขึ้นหลายจังหวะ มันไม่รู้ว่าว่าเร็วแค่ไหนแต่มันเร็วขึ้นมากจริงๆ

ตอนนั้นที่เวฟบอกว่าบันน่ารัก หัวใจก็เต้นแรงเหมือนกัน แต่มันไม่ได้แรงเท่านี้

“ไปดูตรงนั้นกัน” โชเอ่ยปากชวนบันที่พยักหน้าทันทีก่อนจะเดินตามไป

“..”

“เมื่อกี้...”

“ไม่เป็นไร” บันโบกมือเล็กน้อยก่อนจะแย้มยิ้ม “ขอบใจนะ”

“อย่ายิ้มแบบนี้สิ ไปไม่เป็นเลยนะเนี่ย” โชหัวเราะ “ไปยิ้มให้ใครแบบนี้เค้าตายกันหมดเลยนะ”

“ก็ไม่ขนาดนั้น...” หน้าของบันขึ้นสีระเรื่อ “พูดเกินไป”

“น่ารัก...จริง ๆ นะ” โชไม่พูดเปล่าแต่เดินหนีบันไปอีกทาง ทำเป็นไปสนใจรูปที่อยู่บนผนังแทน บันที่เห็นแบบนั้นเลยเดินตามไปยืนอยู่ด้านหลัง ไม่ได้พูดอะไรต่ออีก

หลังจากนั้นเราก็ไม่ได้พูดอะไรให้เกิดสถานการณ์ขัดเขินต่อกันอีก โชเลือกที่จะชวนพูดคุยเรื่องรูป เรื่องสี เรื่องเทคนิคการวาดภาพที่บันไม่รู้เรื่องเท่าไหร่แต่ก็พยายามพูดให้ได้มากที่สุดเท่าที่ตัวเองจะพูดได้ มันไม่ได้อึดอัดเพียงแต่บันกลัวว่าถ้าเอาแต่เงียบยืนมองเฉย ๆ โชจะอึดอัด เลยต้องพยายามพูดอะไรตอบตลอด

“...เทคนิคแบบนี้ดีมากเลยนะเนี่ย ตอนนั้นจำได้ว่าลองปาดสีให้มันออกมาเป็นแนวนี้ ฝึกอยู่ทุกวันก็ยังไม่ค่อยเก่งเลย แต่ตอนนี้โอเคขึ้นมาแล้ว ปีหน้าต้องเก่งกว่านี้ให้ได้เลย แล้วบันว่าแบบสวยไหม หรือรูปนั้นสวยกว่า”

“...” บันงงไปหมด “อื้อ..”

“อื้ออะไร” โชยิ้ม “ไม่เข้าใจอ่ะดิ”

บันยิ้มเหมือนคนโดนจับได้ว่าแอบกินขนมก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ เพราะไม่เข้าใจจริง ๆ

โชพูดว่าขอโทษนะก่อนจะจับไหล่บันให้ออกมายืนไกล ๆ จนเห็นภาพทั้งสองภาพอยู่ในสายตา โชเริ่มอธิบายให้เห็นถึงความเหมือนและความแตกต่างของภาพ วิธีการลงสีหรือเทคนิคที่ใช้ ถึงแม้ว่าบันจะไม่ได้เข้าใจอย่างถี่ถ้วนแต่ก็รู้สึกดีที่โชพยายามจะทำให้บันเข้าใจ

“ตกลงบันชอบแบบไหน?”

“ชอบทั้งสองแบบเลย”

“ไม่ได้สิ ได้แค่ภาพเดียว”

“...”

“...”

“ภาพนี้” บันชี้ไปภาพที่อยู่ด้านขวา “...เพราะมีสีน้ำตาลกับสีครีม”

“...”

“เป็นขนมปังเลย”

“ไม่ใช่แล้ว บันหลงประเด็นแล้วเนี่ย” โชหัวเราะให้กับความน่ารักของบันที่ตอนนี้เห็นภาพศิลปะเป็นของกิน

“ไม่รู้เหมือนกัน” บันเลือกไม่ถูก “โชชอบภาพไหน”

“ชอบภาพเดียวกับบันนั่นแหละ แต่ไม่ใช่เพราะว่าเหมือนขนมปังนะ” โชอมยิ้มตามบันที่ทำหน้าเหมือนเขินๆที่ตัวเองบอกว่าภาพเหมือนขนมปัง

เราเดินดูภาพไปเรื่อย ๆ แล้วลองพูดถึงเหตุผลที่ชอบภาพนั้นหรือชอบภาพนี้ จากสิ่งที่พูดคุยกันมาทำให้บันพอจะเดาได้ว่าโชต้องเรียนทางด้านศิลปะมาไม่ว่าจะเป็นด้านไหนก็ตามเพราะเหตุผลของเราต่างกันลิบลับ เหตุผลของบันเหมือนของเด็กเด็กประถม ในขณะที่ของโชนั้นเหมือนผู้ใหญ่วัยทำงานที่มีความรู้อัดแน่นเต็มไปหมด

“อันนี้ อันนี้เหมือนอะไร...”

“...” บันมองภาพที่โชบอก “ข้าวหมูแดง”

“ฮะ ๆ” โชหัวเราะเสียงดัง “บัน ๆ อันนี้”

“อันนี้...ข้าวผัดหมู”

โชหัวเราะไม่หยุด ยิ่งบันหันไปบอกว่าอีกภาพหนึ่งเหมือนไอศกรีมซันเดย์นั้นโชก็ยิ่งตลกเข้าไปใหญ่

“ชอบกินหมูเหรอ?”

“บันไม่กินเนื้อ นับถือเจ้าแม่กวนอิม” บันตอบ “แต่ไม่เคร่งนะ ก็แค่ไม่กิน”

“งั้นถ้าไปกินหมูกระทะล่ะ?”

“ก็คนละครึ่งเตา ยังไงก็นั่งกันคนละฝั่ง”

“ดีเลย เอาไว้ไปด้วยกัน “ โชไม่รู้หรอก แต่ว่าขอพูดไปก่อน

เวลาล่วงเลยไปนานเท่าไหร่บันก็ไม่ได้ตั้งใจดู รู้แค่ว่าท้องฟ้าเริ่มกลายเป็นสีส้ม และนั่งทำให้โชที่เดินอยู่ข้าง ๆ นั้นเอ่ยปากชวนไปหาอะไรกินเป็นข้าวเย็นด้วยกัน

“บันอยากกินอะไร บอกได้นะ”

“...อะไรก็ได้” บันพูดจริงๆ เขากินอะไรก็ได้

“อะไรก็ได้หรอ...งั้นไปกินเย็นตาโฟกัน ร้านดังเลยนะ อยู่แถวนี้ต้องเคยกิน”

“...อื้อ”

เราเดินลงกลับไปเอาของที่ฝากไว้ก่อนที่โชนั้นจะบอกว่าตัวเองขับมอเตอร์ไซค์มา จอดอยู่ฝั่งตรงข้าม จากนั้นก็ถามซ้อนเป็นรึเปล่า? ซ้อนได้ไหม?

“บันซ้อนได้” บันไม่มีปัญหา “นั่งได้จริง ๆ”

“เอาหมวกเราไปใส่ก่อน” โชจะสวมหมวกของตัวเองให้บันแต่บันเอนหัวหลบ

“โชใส่เถอะ เป็นคนขับต้องใส่สิ ผิดกฎหมายนะ”

“แต่...” โชดูมีสีหน้ากลุ้มใจ “...ไม่น่าลืมยืมหมวกเพื่อนมาเลย เราก็รีบ ๆ กลัวมาไม่ทัน”

“ไม่เป็นไรจริง ๆ นะ”

โชดูเหมือนอยากให้บันใส่หมวกมาก ๆ สุดท้ายปัญหานี้ก็ถูกแก้ด้วยการที่โชยื่นหมวกแก๊ปของตัวเองมาให้บัน

“ใส่อันนี้แทนนะ” โชส่งหมวกมาให้ “รังเกียจรึเปล่า ?”

บันส่ายหน้าเบา ๆ ก่อนจะรับมันมา ในใจคิดว่าหากมันปลิวไปตามลมคงไม่มีปัญญาไปตามเก็บ

“ถ้า...ถ้ามันปลิวล่ะ” บันไม่แน่ใจ “ลมมันจะตี..”

“บันก็ต้องดูแลแล้วล่ะ ยกให้” โชยิ้มกว้างก่อนจะหยิบหมวกในมือของบันมาแล้วถือวิสาสะสวมให้พร้อมรอยยิ้ม “ไปเถอะ เดี๋ยวคนเยอะ”

บันปีนขึ้นมอเตอร์ไซค์คันใหญ่ของโช มือทั้งสองข้างถูกใช้ในการจับด้านหลังของมอเตอร์ไซค์ไว้เป็นที่ยึด

“ถ้าจับแบบนั้นจะโดนกระชากไปด้านหลังนะ”

“แล้วบันต้องจับตรงไหน?” บันควรจะเอามือวางไว้ตรงไหน นอกจากตรงนี้ก็ไม่รู้ว่าควรจะเอาวางไว้ตรงไหนแล้ว

“จับเอวเลย อย่าดึงเสื้อนะ อย่าแกล้งจี้เอวด้วย”

“ไม่ทำหรอกหน่า...” บันไม่คิดแกล้งโช แบบนั้นคงจะล้มไปด้วยกัน แต่คิดว่าจับเอวก็คงจะแปลก ๆ

“จะกอดก็ได้นะ ไม่ว่ากัน” โชพูดยิ้ม ๆ “จะซิ่งแล้วนะ”

บันเอื้อมมือไปแตะเอวของโชหลวม ๆ ส่วนมืออีกข้างนั้นจับหมวกไว้ การจับด้านหลังของมอเตอร์ไซค์นั้นทำให้เขารู้สึกเหมือนโดนกระชากแล้วก็รู้สึกว่ารถนั้นเสียศูนย์นิดๆ แต่การขับของโชนั้นก็ไม่ได้อันตรายอะไร เหมือนการขับมอเตอร์ไซค์ทั่วไปที่ความปลอดภัยเป็นที่หนึ่ง ไม่นานนักเราก็มาถึงร้านก๋วยเตี๋ยวที่โชบอกว่ามีเย็นตาโฟเป็นอาหารรสเด็ดประจำร้าน บันลงจากรถมาก่อนโดยอาศัยไหล่โชเป็นที่จับไม่ให้เสียหลัก ส่วนโชนั้นก้าวตามมาทีหลัง

“บันเอากี่ชาม?”

“ชามเดียวก็พอ”

“แล้วกินต้มยำได้ไหม?” โชถามต่อ

“กินได้”

“เย็นตาโฟต้มยำสามชามครับ...”

หลังจากสั่งอาหารเราก็มานั่งอยู่ในร้าน บันนั่งคนน้ำแข็งในแก้วไปเรื่อยๆ ในใจไม่ได้คิดอะไรนอกจากคิดว่าคนตรงหน้านั้นเป็นคนที่ดี และบันก็ไม่ได้คิดมาก่อนว่าวันนี้ห้วใจจะเต้นแรงหลายครั้งเพราะโช โชเป็นคนมีเสน่ห์ในทุกเรื่อง ทั้งหน้าตา นิสัย เป็นคนจริงใจ ยิ้มง่ายพูดเก่ง ต่างจากบันที่เพื่อนบอกว่าน่ารักแบบจืดชืด เป็นคนน่าเบื่อ แล้วก็ที่บอกว่าไม่มีอะไรดีนั่นด้วย

“นี่บันเรียนอะไรอ่ะ ?” โชถาม “ลืมถามไปเลย”

“บริหารน่ะ”

“ฮะ ?!” โชขมวดคิ้ว “จริงดิ”

“จริงๆ” บันไม่เข้าใจว่าตกใจอะไร “แล้วโชล่ะ ?”

“ทัศนศิลป์”

บันพยักหน้าหงึกหงัก เข้าใจแล้วว่าทำไมอีกฝ่ายถึงชอบดูอะไรแบบนี้ ที่แท้ก็เรียนทางด้านนี้นี่เอง

“...บริหารต้องเรียนคณิตใช่ไหม ?” โชถามต่อ

“ใช่”

“เราโคตรเกลียดคณิตเลย เรียนไม่รู้เรื่องอ่ะ ไม่เข้าใจว่าเรียนไปทำไม”

“...บันก็วาดรูปไม่เป็น”

“ไม่เก่งดิ ไม่มีใครวาดรูปไม่เป็นหรอก”

“บันวาดไม่เป็น จริงๆนะ” บันย้ำเพื่อความหน้าเชื่อถือ “บันวาดคนก้างเป็น แต่ก็แค่นั้น”

เย็นตาโฟต้มยำสามชามมาเสิร์ฟแล้ว บันมองมันนิ่ง ๆ สักพักเพื่อสังเกตว่ามันมีอะไรบ้างอยู่ในชาม มี อย่างไหนที่ชอบกิน ไม่ชอบกิน เก็บไว้กินทีหลัง

“จ้องอะไร ?” โชไม่ได้ถามเปล่าแต่ร่วมจ้องไปกับบันด้วย บันเองเงยหน้าขึ้นมามองโชที่ทำหน้านิ่วคิ้วขมวดมองเย็นตาโฟว่ามันมีอะไรแปลกไปตรงไหน

พอมองแบบนี้...โชก็น่ารักมากจริงๆ

ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในวันนี้ถึงแม้ว่ามันจะเป็นช่วงเวลาไม่กี่ชั่วโมง แต่มันก็เป็นสิ่งที่บันไม่เคยได้รับจากใครมาก่อน ถ้าจะพูดถึงเวฟ รายนั้นเหมือนรถส่งอาหารฟาสต์ฟู๊ด เร็วไปทุกสิ่งอย่าง

แล้วก็สนใจแต่ตัวเอง เดย์บอกแบบนั้น

เพื่อนตัวขาวของบันไม่ชอบเวฟตั้งแต่บันเริ่มคุยแต่ก็ไม่ได้ว่า ถ้าบันอยากจะคบเดย์จะไม่ยุ่ง และการดันทุรังของบันก็ไม่ช่วยให้อะไรดี ตอนนี้ถึงได้เข้าใจว่าเดย์คงจะมองเห็นสิ่งที่บันมองไม่เห็นก็เป็นไปได้

“ไม่ได้จ้องอะไร กินเถอะ”

เย็นตาโฟถูกคุกเคล้าให้เข้ากัน บันชิมน้ำซุปก่อนแล้วพบว่ามันอร่อยมาก แทบจะไม่ต้องปรุงอะไรเพิ่มอีกเลย เป็นรสชาติที่พอดี แต่ตอนนี้บันต้องเก็บแว่นก่อน ไอร้อนจากเย็นตาโฟทำให้แว่นขึ้นฝ้าหมดแล้ว

“บันไม่ได้ใส่แว่นตลอดเหรอ?”

“ใส่แค่ตอนเรียน กับเวลาใช้สายตา”

“งั้นถ้าอยู่กับเราก็ไม่ต้องใส่ก็ได้”

“...”

“เพราะว่าใช้ใจ ไม่ได้ใช้สายตา”

ตะเกียบของบันหยุดกึกเหมือนมีคนหยุดเวลา ดวงตาทั้งสองข้างเงยหน้ามองโชที่ยิ้มไปหูแดงไป

“ไม่ผ่านหรอ มุกนี้ ?”

“ปะ..เปล่า ก็ไม่ใช่แบบนั้น” บันตอบ “แต่..แต่ไม่ทันคิด”

“ถึงจะบอกว่าแล้วแต่บัน แต่เราแอบหวังนะ” โชพูด “ถ้าจะจบลงแค่วันนี้จริงๆ ก็อยากให้บันรู้ว่าเราจริงจัง”

“...”

“ไม่ใช่ว่าเราเร่งรัดอะไร แต่เวลามันก็ผ่านไปเรื่อยๆ เวลาเราก็ไม่ค่อยมี มันก็เลยเป็นแบบนี้”

“...”

“ชอบ...ตั้งแต่ตอนที่เข้าไปถามทางแล้ว” โชทำเสียงฮึดฮัดขึ้นจมูก “ก็ไม่ได้หลงหรอก ไปชวนคุยเฉย ๆ”

แก้มของบันเปลี่ยนสีแข่งกับน้ำซุปเย็นตาโฟ คำพูดของโชตรงไปตรงมาจนใจมันเต้นแรง แต่มันก็เหมือนยังมีหนามแหลม ๆ ทิ่มอยู่ให้รู้ตัวว่าตอนนี้มันเป็นอย่างไร แล้วบันเป็นคนอย่างไร

“คนอื่นบอกบันน่าเบื่อ”

“...”

“พูดก็ไม่พูด เป็นคนจืดชืด” บันพูดสิ่งที่ตัวเองกำลังคิด “แล้วบันเป็นแบบนั้นจริงๆ”

“...”

“ถ้าโช...”

“อะไรที่น่าเบื่อ อันนั้นเราว่ามันแล้วแต่คนจะคิดรึเปล่า ?”

“...”

“ถ้าบันไม่พูดเราก็แค่ต้องมอง ถ้าสังเกตก็จะรู้ ไม่เห็นจะน่าเบื่อตรงไหน” โชพูดออกมาจากใจ “อยู่ด้วยกันครึ่งวันรู้แล้วว่าบันเป็นคนเดินช้า ชอบสีน้ำตาล ชอบลูกชิ้นกุ้ง”

“...”

“ไม่ถูกหรอ ?”

ก็เพราะว่ามันถูก บันถึงได้จ้องหน้าโชแบบนี้

“อ๋อ แล้วก็เวลาเขินชอบทำเหมือนตกใจ แล้วแก้มก็แดงเป็นขนมปังบันไส้ถั่วแดง”

อันนี้บันไม่เคยรู้ ถึงได้เผลอตัวเอามือจับแก้มตัวเอง

ทุกอย่างที่โชพูดมาเป็นเรื่องจริง แต่ถึงอย่างนั้นบันก็รู้สึกรักตัวเองขึ้นมา ถ้าต้องกลับไปเจอความรู้สึกแบบวันที่โดนทิ้งอีกมันก็คงเจ็บไม่น้อยเลยทีเดียว

“แต่บัน...ไม่อยากโดนเบื่ออีกแล้ว”

“...เราเองก็โดนเค้าทิ้งมาเหมือนกันนั่นแหละ แต่มันก็ไม่ได้มากมายอะไรเพราะแค่คุยกันอยู่ แต่มันตลกตรงที่ไม่มีใครรอเราได้สักคน”

“...”

“ให้โอกาสเราหน่อยนะ” โชมองหน้าบัน “ถ้าบันมีเรื่องในใจคือเรื่องที่บันน่าเบื่อ จืดชืดหรืออะไรก็ตามแต่ เราก็มีเรื่องในใจว่าเราไม่มีเวลาเหมือนกัน ไม่มีเวลาเวลามาเอาใจบัน คุยกันทั้งวันก็ทำไม่ได้ จะไปเที่ยวก็ได้แค่ครึ่งวันเป็นอย่างมาก เรากับบันอยู่คนละมหาลัยแบบนี้ยิ่งยาก แต่ว่าบันให้โอกาสเราได้ไหม”

“...”

“นะบันนะ”

บันมีเรื่องรบกวนใจ โชเองก็พยายามเข้าใจมัน บอกว่าแล้วแต่คน อยู่ด้วยกันในช่วงเวลาสั้นๆ แต่กลับจดจำความชอบของบันได้โดยที่ไม่ได้พูดอะไรออกไปสักคำ โชเองก็มีปัญหา คำว่าเรื่องเรียนทำให้โชไม่มีเวลา รู้ทั้งรู้ว่าไม่มี มีโอกาสเสียไปมากกว่าคนอื่น แต่โชก็ยังเลือกที่จะขอโอกาสจากบันทั้งที่ไม่มีใครเคยขอมาก่อน

ไม่มีใครเคยขอเลย มีแต่คนบอกว่าอยากเป็นแบบนั้น อยากเป็นแบบนี้ แล้วบันก็ตกลงเพราะไม่อยากให้คนที่ขอเสียใจ

แต่ครั้งนี้บันคิดว่าจะตกลง เพื่อที่เราจะได้พบกันครึ่งทาง ไม่ดีก็ถอย ไปต่อไม่ได้เราก็หยุด

“อื้ม..”

“จริงนะ !” โชเสียงดังลั่นร้าน พอรู้ตัวก็ปิดปากพลางส่งสายตาขอโทษไปทั่ว “จริงๆนะ..”

“จริงๆ” บันยิ้มกว้างตอบโช

เย็นตาโฟอร่อยกว่าเดิม เมื่อหัวใจพองฟูไปด้วยความสุข

เพราะว่าไม่มีหมวกกันน็อคอีกใบ โชลงทุนมาส่งบันด้วยการเสียเงินขึ้นบีทีเอสไปส่งบันที่สถานีแล้วนั่งกลับที่เดิม เจ้าส้มโชกุนบอกว่าขอโทษที่นัดมาไกลๆแบบนี้ เพิ่งจะคิดได้ว่ามีตัวเองสะดวกอยู่คนเดียว บันเองก็ได้แต่บอกว่าไม่เป็นไร ดีใจที่ได้มาเหมือนกัน พอจะห้ามไม่ให้ไปส่งโชก็ไม่ยอม แตะบัตรยืนยิ้มไปรอข้างในสถานีตั้งแต่บันยังยืนต่อแถวแตะบัตรอยู่ เป็นเจ้าดื้อไม่รู้จักฟัง เรายืนอยู่ที่มุมหนึ่งของรถไฟฟ้า โชหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาให้กดเบอร์ของตัวเองลงไปก่อนที่จะเอากลับไปเมมชื่อแล้วเอามาให้บันดู

‘บันบันไส้ถั่วแดง’

“ทำไมต้องไส้ถั่วแดง”

“ก็แก้มบันกลมเหมือนขนมปัง แล้วก็แดงเป็นถั่วแดง” โชพูด “จริงๆเราชอบกินด้วยแหละ ตั้งแต่วันนี้จะซื้อกินทุกเช้าเลย”

“มะ..ไม่ต้องเลย กินอย่างอื่นบ้างก็ได้”

“ไม่ได้หรอก บันก็เข้าตลาดหาส้มโชกุนมากินบ้างนะ น้ำผลไม้ก็ได้”

“...”

“สุขภาพดี กินแล้วนึกถึงเราด้วย”

“อื้อ...”

บันได้เบอร์ของโชมา แล้วบันทึกไว้ว่า ‘ส้มส้มโชกุน’

“ถึงห้องแล้วโทรมาบอกนะ โทรมานะ” โชบอกบันที่ดันตัวเขาไม่ให้เดินลงบันไดมา บอกให้กลับไปขึ้นรถไฟฟ้า

“เดี๋ยวโทรไป”

“ถึงแล้วโทรเลยนะ”

“เข้าใจแล้วๆ” บันยิ้มรับ “ไปแล้วนะ”

“ครับ”

บันเดินไปรอรถเมล์ ในขณะที่โชนั้นยืนเกาะราวสถานีมองบันอยู่ตรงนั้น บันคิดเหมือนกันว่าควรจะโบกมือบอกให้ไปดีรึเปล่าแต่คิดอีกทีทำไปก็เท่านั้น โชคงไม่ขยับไปไหน จนบันก้าวเท้าขึ้นรถเมล์ สายตาหันไปมองโชที่ยกมือให้เชิงบอกลาก่อนจะเดินเข้าสถานีไป

บันคิดถึงช่วงเวลาตอนปีหนึ่งที่เขายังไม่คิดเรื่องอะไรแบบนี้ ตอนนั้นไม่มีใครเข้ามาหาเพราะว่าเมื่อเรารู้วึกว่ายังไม่อยากมีใคร ความรู้สึกนั้นจะแผ่ออกไปและมันทำให้คนอื่นรับรู้ได้ ช่วงปีสองตอนเทอมปลายใกล้จะปิดเทอมบันถึงมาเจอเวฟ พอคิดไปคิดมาบันก็รู้สึกว่าเป็นช่วงเวลาอะไรก็ไม่รู้ เหมือนโดนขอเป็นแฟน แล้วก็เป็นบันที่ต้องมาวิ่งตามเวฟ ไอ้นั่นก็ไม่ดีไอ้นี่ก็ไม่ได้

ข้อดีก็มีเหมือนกัน แต่บันไม่พูดถึงดีกว่า

พอกลับถึงห้องบันก็เดินไปหยิบน้ำในตู้เย็นมาดื่ม ส่งข้อความบอกเดย์ว่ากลับมาแล้ว ก่อนจะชั่งใจมองเบอร์ของโชเล็กน้อย ไม่ใช่ไม่อยากแต่ไม่กล้าโทรเลย แต่ก็สัญญาเอาไว้แล้ว

(ถึงแล้วหรอ ?)

“อื้อ...”

(เรากลับมาทำงานที่คณะน่ะ หนวกหูรึเปล่า)

“ไม่ๆ เราได้ยินอยู่” บันได้ยินเสียงโชชัดเจน ถึงแม้ว่าจะได้ยินเสียงคนอื่นด้วยก็ตาม “โชทำงานเถอะ”

(ไม่เอาๆ คุยก่อน...ปกตินอนกี่โมง ?)

“สี่ทุ่มก็นอนแล้ว”

(อนามัยเหรอ?)

“เราง่วง”

(ฮะๆ เออนั่นสินะ ไม่ค่อยเห็นใครนอนเร็วเลย เพื่อนเรางี้บางทีก็ไม่นอน)

“แล้ว..แล้วโชนอนกี่โมง”

(ก็เหมือนเพื่อนแหละ วันนี้ก็คงไม่ได้นอนอีก)

“แล้วไปเรียนไหวหรอ ?” บันทิ้งตัวลงเตียง เอาโทรศัพท์แนบหูไว้

(ก็ไปแบบไม่ได้เรียนอ่ะ นอน)

“แบบนั้นเรียกไม่ได้เรียน”

(เราทำงานอ่ะ ไม่มีอารมณ์ร่วมก็ทำไม่ได้อีก มันไม่มีเป้าหมาย)

“...” บันกำลังใช้ความคิด “เรา...คิดแต่เลข”

(วันหลังลองมาวาดรูปไหม?)

“ก็บอกว่าไม่เป็น”

(ก็ลองไง รูปออกมาก็ต้องน่ารักเหมือนหน้านั่นแหละ)

“...”

(...บัน เขินอยู่หรอ ?)

“บันไม่ได้เขิน” บันปฏิเสธถึงแม้ว่าแก้มจะแดงก็ตาม

(จริงดิ แต่เราเขินเนี่ย พูดเองเขินเอง)

“...ใคร...ใครบอกให้พูดเล่า” บันพลิกตัวนอนหงาย “ไปทำงานได้แล้ว”

(มีสั่งด้วย งั้น...พรุ่งนี้คุยกันนะ)

“อื้อ...”

(บันวางสายก่อน ไม่ชอบตัดสาย)

“ตั้งใจทำงานนะ”

(สงสัยงานเสร็จภายในห้านาทีแน่ กำลังใจล้นเหลือ)

บันได้แต่ยิ้ม ไม่ได้พูดอะไรออกไปเลย

(ฝันดีนะครับ)

“อื้อ...” บันตอบ “สู้สู้”

บันนอนคุยข้อความกับเดย์ต่อในเรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้ก่อนจะลุกขึ้นบิดขี้เกียจแล้วไปอาบน้ำพร้อมกับรอยยิ้ม

บางทีเราก็อาจจะถูกใครบางคนทิ้ง เพื่อไปเจอใครอีกคนที่ดีกว่าก็ได้

 

 

 

 

 

 

“บันถึงมอแล้วนะ กินข้าวอยู่”

(กินไร..อ่ะ)

“คะน้าหมูกรอบ”

(ไม่ใส่พริก)

“อื้อ ไม่ใส่พริก” บันยิ้มให้โทรศัพท์ “ไปอาบน้ำได้แล้ว เดี๋ยวสาย”

(อย่าวางนะ เมื่อวานวางทำไมก็ไม่รู้)

“ก็...ก็ทำไมบันต้องฟังโชอาบน้ำ”

(ไม่รู้ แต่ห้ามวาง)

เดย์ที่นั่งดูดชาเขียวอยู่ตรงข้ามได้แต่นั่งมองเพื่อนยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ยิ้มแบบนี้มาเดือนกว่าๆแล้ว และมีลางว่าคงจะยิ้มต่อไปอีกนาน

“บันไม่พูดนะ กินข้าวก่อน เดย์มองแล้ว”

(เดย์ขี้อิจฉา ถามเดย์ว่าเอาแฟนป่าวจะช่วยหาให้)

บันหัวเราะก่อนจะถ่ายทอดข้อความจากโชให้เดย์ฟัง

“ไม่ต้อง!” เดย์เสียงดัง “ไม่อิจฉาด้วย”

“เดย์โกรธแล้ว”

“ไม่ได้โกรธ !”

(โกรธแล้วหรอ ฮะ ๆ ไปอาบน้ำก่อน อย่าวางนะ)

“ไม่วางๆ”

บันนั่งกินคะน้าหมูกรอบไม่ใส่พริกพร้อมกับฟังเสียงน้ำไหลซู่ๆจากฝักบัวไปด้วย จะมีช่วงหนึ่งที่เสียงเงียบไปแล้วโชก็จะบอกว่า

(บัน เราฟอกสบู่อยู่!)

ไม่รู้จะบอกทำไม บันไม่เข้าใจเหมือนกัน

“อื้อ...” แต่บันก็ตอบ

“วันนี้อาจารย์นัดเพิ่มป่ะ?” เดย์ชวนคุย

“นัดเพิ่มอีกแล้วเหรอ?” บันจำไม่ได้ ช่วงนี้อาจารย์นัดสอนเพิ่มบ่อยเพราะทางมหาวิทยาลัยมีวันหยุดกิจกรรมเยอะ วันไหนที่ปกติไม่มีเรียนก็ต้องมาเพราะอาจารย์นัดให้มาเรียน

“เลิกประมาณห้าโมงมั้ง เดี๋ยวไปห้องบันต่อก็แล้วกัน ไปอ่านหนังสือกัน” เดย์วางแผนล่วงหน้าเอาไว้แล้ว คิดมาตั้งแต่เมื่อวานซืน “จะกลับสักสี่ทุ่ม”

“เอาสิ” บันไม่มีปัญหา พรุ่งนี้ไม่มีเรียน

(เสร็จล่ะ)

“อื้อ...” บันพยักหน้าใส่ทั้งที่คุยกับโชที่อยู่ในโทรศัพท์ “กินข้าวด้วยนะ”

(ว่าจะไปสั่งเหมือนบันเนี่ย เคยลองกินไม่ใส่พริกดูก็อร่อยดี)

“เนอะ” บันกินผัดคะน้าใส่พริกไม่ได้ ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน แต่ถ้าเป็นผักบุ้งไฟแดงล่ะก็...สบาย

(ครับ...)

“งั้น...แค่นี้ก่อนนะ บันต้องรีบกินรีบไปเรียน”

(โอเค เดี๋ยวตอนเที่ยงโทรหานะ)

“อื้อ...”

บันเป็นฝ่ายกดวางสายก่อนตามเคยเพราะโชไม่ชอบกดวางสายก่อน บันวางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะก่อนจะตั้งหน้าตั้งตากินข้าวให้หมดเพื่อที่จะได้ขึ้นไปเรียนทัน

“พูดได้ไหม ว่าดูมีความสุขกว่าตอนที่คบกับไอ้เวฟ ตั้งเกือบห้าเดือนนะ ไอ้นั่นน่ะ”

“...ไม่รู้เหมือนกัน” บันตอบ “ไม่อยากเอามาเปรียบเทียบ”

“งั้นจะเปรียบให้ ไอ้คลื่นไมโครเวฟนั่นมันคบกับบันแล้วก็ทิ้ง ๆ ขว้าง ๆ ไง ว่างจากไหนก็ค่อยมาหา ที่พูดนี่ไม่ได้ตอกย้ำนะ ทำใจได้แล้วถึงพูดหรอก” เดย์โมโหเหมือนคบเอง เขาล่ะเกลียดไอ้คนประเภทนี้ที่สุด ทุเรศทุรัง!

“อื้ม ก็ไม่ได้ว่าอะไร” ทุกอย่างที่เดย์พูดคือเรื่องจริง “อย่างน้อยก็ได้เรียนรู้”

“อ๋อ นับเป็นบทเรียน” เดย์ทำหน้าไม่อยากจะเชื่อ “ให้มันน้อย ๆ หน่อยละกัน ไอ้ส้มนี่อีก นับวันยิ่งจะปากมอม แต่เห็นเทคแคร์บันดียิ่งกว่าเดย์อีกก็เลยยอมหรอกนะ”

“...ขอบใจนะ”

“ไม่ต้องมาประชด !”

บันไม่ได้ประชด บันรู้สึกขอบใจเดย์จริง ๆ

ตั้งแต่วันที่ไปดูงานที่หอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพด้วยกันก็ผ่านมาหนึ่งเดือนกว่าๆแล้ว เมื่อก่อนบันคิดว่าช่วงเวลาที่เรากำลังเริ่มต้นมีความรักที่ได้รับจากเวฟนั้นเป็นช่วงเวลาที่ดี แต่บันแทบจะลืมมันไปหมดสิ้นเมื่อเจอวิตามินซีอย่างโชเข้าไป ปกติแล้วบันเคยคุยแต่ข้อความ แต่พอมาเจอโชนั้นบันต้องไปเปลี่ยนโปรโทรศัพท์เป็นแพ็คเกจแบบโทรเยอะ ไม่มีเวลาของโชคือไม่มีเวลาตอบข้อความ ว่างเมื่อไหร่เป็นโทรเมื่อนั้น

ครั้งแรกที่โชโทรหาตั้งแต่หกโมงเช้าบันตกใจมาก นึกว่ามีเหตุด่วนให้ช่วยเหลือ ที่ไหนได้ โทรมาอรุณสวัสดิ์ คุยกันยาวประมาณสิบห้านาทีก่อนที่บันจะไปอาบน้ำ ช่วงเที่ยงโทรมาอีก ก่อนกินข้าวห้านาที ไม่ว่ายังก็ต้องได้คุย โชบอกว่าได้ยินเสียงบันแล้วข้าวโคตรอร่อย บันก็ไม่ได้ตอบอะไร ได้แต่นั่งแก้มแดงเขี่ยข้าวไปมาจนเดย์ตีมือ บอกว่าเขี่ยข้าวมันไม่ดี ตกเย็นก่อนทำงานก็โทรมารายงาน บอกจะทำงานแล้วนะครับ อธิบายรายละเอียดเสร็จสรรพ วางแผนจะกินอะไรก็ยังเล่า ก่อนจะตบท้ายด้วยคำว่าฝันดีนะ พรุ่งนี้เช้าคุยกัน

เป็นแบบนี้เรื่อยมาตลอดหนึ่งเดือน มันสม่ำเสมอเสียจนกลายเป็นเรื่องเคยชิน ถ้าบันตื่นก่อนบันจะโทรหาแทน จำได้ว่าตอนที่โทรไปปลุกครั้งแรกโชดีใจมาก นั่งคุยกับบันไม่ยอมไปอาบน้ำสักที

‘บันน่ารัก น่ารักจนหลง’

‘หลงไปไหน’

‘หลงทางในใจบัน’

เงียบจนโชถามว่ามีอะไรรึเปล่าเพราะบันมัวแต่เขิน ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่กับกำแพงห้อง

เราคุยกันจนโชรู้จักเดย์ทั้งที่ไม่เคยเจอหน้า บันเองก็รู้จักเค้กกับซอลเพื่อนของโชเหมือนกัน ที่จริงข้อความก็มีคุยกันบ้างแต่น้อย ส่วนมากจะเป็นเพราะไม่รับโทรศัพท์มากกว่าถึงจะส่งข้อความมา บทสนทนาเลยไม่ต่อเนื่องเท่าไหร่นัก

สองอาทิตย์ที่แล้วเราเจอกัน เจอกันแบบรีบๆเพราะโชไม่ว่างแต่ดันทุรังบิดมอเตอร์ไซค์มานั่งกินข้าวเย็นกับบัน เลือกกินเปปเปอร์ลันช์เพราะอาหารมาเร็ว กินเสร็จก็ดื้อต่อ จะมาส่งบันให้ได้ทั้งที่ตัวเองรีบ บันเลยบอกให้กลับ แต่บอกยังไงก็ไม่ยอมจนต้องพูดขู่เป็นครั้งแรกว่าจะไม่รับสาย ใบส้มทั้งสองข้างเลยเหี่ยว ทำหน้ามุ่ยบอกว่าจะยอมกลับก็ได้ครับ

‘ทำไมดุล่ะครับ ?’

‘เพราะมีเด็กดื้อ’

‘เป็นห่วงบัน’ โชถอนหายใจ ‘รู้สึกเป็นคนไม่ดี’

‘ไม่ฟังบันจะเป็นเด็กไม่ดี’

‘โอเค กลับแล้วครับ’

โชรีบจนแทบจะติดปีกบิน แต่ก็รอให้บันขึ้นรถก่อน เดย์เคยพูดใส่โทรศัพท์ให้โชได้ยินว่า ทำตัวอย่างกับเป็นแฟน เพื่อนเราผู้ชายจีบทั้งมอ ! โชได้ยินแบบนั้นก็ใจร้อนจะมาหาอย่างเดียว ห้ามอยู่เกือบยี่สิบนาทีกว่าจะเย็นลง บอกว่าไม่มีใครเลย ไม่มีใครจริง ๆ

(คุยกับเราคนเดียวนะ เลือกโชนะบันนะ)

‘อื้อ...’

(เราไกลบันแบบนี้ตามหวงไม่ได้เลย...)

‘หวงทำไม ไม่มีใครมาจีบบันหรอก’

(จริง ๆ นะ)

‘จริงๆ...’ บันตอบไปยิ้มไป ‘แต่...โชคุยกับใครก็ได้นะ เผื่อจะเบื่อ..’

(...ทำไมพูดแบบนี้ล่ะ?) น้ำเสียงโชไม่ค่อยพอใจ (บันจะไม่หวงเราหน่อยเหรอ?)

‘...’

(บัน)

‘ก็...ก็เค้กส่งข้อความมา ใช้เบอร์โชส่ง ว่ามีผู้หญิงเอาของมาให้โช เค้กพิมพ์มาว่าหน้าตาน่ารัก สวยเหมือนดาว..’

บันยังพูดไม่ทันจบ ได้ยินเสียงโชตะโกนด่าเพื่อนว่าทำความรักร้าวฉาน ด่าแบบยกมาทั้งสวนสัตว์ แบบที่บันฟังแล้วยังปั้นหน้าไม่ถูก ไม่รู้จะโกรธขนาดไหน

(บันฟังนะ)

‘...’

(จะสวยเป็นนางสาวไทย สวยมาจากดาวไหนโชก็ชอบแค่บัน ของอะไรก็ไม่รับนอกจากขนมปังบันไส้ถั่วแดง เข้าใจไหม ?)

‘ขะ...เข้าใจ’

(นั่นแหละ ถ้าเข้าใจแล้วก็อย่าพูดแบบนี้อีกนะ ไอ้เค้กมันปากเหี้ย อย่าไปเชื่อมัน)

‘...อื้ม’

(แล้วรู้ได้ไงว่าเป็นไอ้เค้ก?)

‘ก็เค้กพิมพ์มาว่าเค้กเองนะ’

(ไอ้เค้ก!)

กว่าโชจะด่าเพื่อนเสร็จก็ได้เวลาเรียนพอดี

ถึงโชจะเคยพูดไว้ว่าไม่มีเวลาเทคแคร์ดูแล แต่บันคิดว่ามันไม่ใช่เลย บันรู้สึกได้ถึงแม้ว่ามันจะมาตามสายโทรศัพท์ หรือแม้แต่เวลาชั่วโมงครึ่งในยี่สิบสี่ชั่วโมงของโช มันเป็นชั่วโมงครึ่งที่โชมีและเลือกที่จะใช้มันไปกับบัน

(ขอโทษนะ ไม่ว่างเลย)

‘ขอโทษทำไม ไม่ว่างก็ไม่ว่าง’

(...รู้สึกทำตัวไม่ดีอีกแล้ว)

‘...’

(อยากดูแลบัน เหมือนที่คนอื่นๆเขาทำบ้าง ไปกินข้าวด้วยกัน ไปดูหนัง... )

‘แบบนี้บันก็มีความสุขแล้วนะ’ บันพูดออกมาจากใจ ‘บันมีความสุขมากเลย’

(จริงๆเหรอ ?)

‘จริงๆ’ บันย้ำถึงความในใจ ‘โชมีความสุขไหม?’

(มีครับ มีเยอะมากเลย) โชตอบกลับมา (เรา...ชอบบันมากเลยนะ)

‘...’

(ชอบมากจริงๆ)

บันไม่ได้ตอบอะไร แต่ก็หวังว่าสิ่งที่ทำลงไปนั้นจะทำให้โชรู้ได้ว่าบันรู้สึกยังไง

วันทั้งวันผ่านไปโดยที่บันคิดตามสิ่งที่อาจารย์สอนจนหัวหมุน ช่วงกลางวันก็คุยกับโชประมาณสองนาทีก่อนพาเดย์เดินไปร้านกาแฟ ต่างคนต่างยุ่งต่างมีเรื่องที่ต้องทำ และวันนี้ก็เป็นวันที่ยากเย็นวันหนึ่งของโชตามคำบอกเล่าที่บันได้รับรู้ในช่วงเย็นขณะกำลังนั่งอ่านหนังสือกับเดย์ที่ห้องของตัวเอง

(สงสัยจะไม่ได้นอน)

“ขนาดนั้นเลยหรอ”

(ก็ใช่แหละ เรายังไม่ได้เริ่มเลย งานส่งพรุ่งนี้)

“หา ?”

(ก็มันไม่มีอารมณ์ทำ แต่ตอนนี้เริ่มมีแล้ว)

“แล้วจะเริ่มทำตอนไหน ?”

(สามสี่ทุ่มแหละ)

“ไม่ทัน...”

(ทันดิ นี่โชนะ)

“ไม่ทันจริง ๆ”

(จริงๆเราเริ่มร่างไปแล้วแหละ)

“ขี้โม้...”

(หมายถึงอะไร ที่บอกว่าทันดิอ่ะหรอ)

“ใช่”

(ถ้าอยู่กับบันก็ต้องทำเท่ดิ จะบอกว่าไม่ทันแล้วตายแน่ ๆ ก็ไม่เอาหรอก เสียเซลฟ์)

“พ่อโชคนเท่”

(ใช่มะ ๆ โคตรเท่เลยจริง ๆ)

“...”

(...คิดถึงบันว่ะ)

“...”

(เรารู้ว่าทำไม่ได้...แต่ก็อยากจะกอดบันสักทีเหมือนกัน)

หลังจากวางสายจากโชไปแล้ว บันใช้เวลากับตัวเองประมาณสิบนาที ในขณะที่เดย์นั้นนอนเคี้ยวขนมไปอ่านหนังสือไป บันไม่รู้ว่าควรจะต้องทำยังไง แต่ความรู้สึกที่ตีตื้นในใจทำให้บันคิดไม่ตกพูดไม่ออกบอกไม่ถูก บันอยากลองทำอะไรเพื่อโชดูสักครั้ง แต่ก็ไม่รู้ว่ามันจะเข้าหรือว่ามันจะมากเกินไปรึเปล่า

“คิดอะไรอยู่ ?” เดย์ถาม “มีอะไร ?”

“ก็...เมื่อกี้บันคุยกับโช โชบอกว่าคืนนี้คงทำงานที่คณะทั้งคืน ไม่ได้นอน”

“อ่าฮะ...”

“แล้วก็บอกว่าอยากกอดบัน ถึงแม้ว่าจะทำไม่ได้”

“...” เดย์กำลังคิดตามสิ่งที่บันพูด “แล้ว?”

“แล้วบัน...”

“...อยากไปหาโช?”

“...อื้อ” บันยอมรับความรู้สึกนั้น “แต่ไม่รู้ว่ามันจะมากไปไหม เราก็ยังแค่คุยๆกันอยู่”

“ไอ้ส้มเน่ามันไม่ได้คิดแค่นั้นหรอก เชื่อเดย์” คนเป็นเพื่อนมั่นใจ “ที่จริงลองไปดูก็ได้นะ ซื้อขนมไปให้แล้วก็กลับ เดี๋ยวไปส่ง”

“แต่ถ้าโช...คือ โชอาจจะไม่อยากให้ไป”

“แค่เอาขนมไปให้เองบัน เรื่องขี้ประติ๋วหน่า อีกอย่างนะ คุยๆกันอยู่มันก็ทำได้ มันก็เหมือนขั้นศึกษาดูใจไหม ทำไมคิดมากแบบนี้เนี่ย ตอนไอ้เวฟบ้าบอนั่นยังไม่เห็นจะสนใจอะไร”

บันจำไม่ได้ว่าตัวเองไม่สนใจ แต่ก็จำไม่ได้ว่าเคยทำอะไรแบบนี้เหมือนกัน

“ถ้า ถ้าเป็นเดย์ เดย์จะไปหรอ ?”

“ก็ไปนะ ก็แบบซื้อของไปฝากไรงี้ แสดงความเป็นห่วงเป็นใย ก็ถ้าชอบก็ทำ บันก็ชอบโชหนิ ถ้าจะทำมันก็ถูกแล้ว ความรู้สึกน่ะ...กั๊กไว้มันก็ไม่โตเหมือนผัก มันเอาไปกินไม่ได้”

“งั้น...เดี๋ยวอ่านหนังสือเสร็จแล้วเราไปกันนะ”

“ได้ ไม่ต้องไปบอกไอ้ส้มเน่านั่นก่อนล่ะ บันรู้จักเซอร์ไพรส์ใช่ไหม ?”

“รู้จักหน่า...” พอคิดได้แล้วบันก็เอื้อมมือไปคว้ากระเป๋าสตางค์ที่วางอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล “บันไปซื้อขนมปังก่อนนะ เดี๋ยวหมดก่อน”

กว่าบันจะไปถึงที่นั่นก็อาจจะสี่ทุ่มหรือห้าทุ่ม แต่ถ้าไม่ซื้อตอนนี้ร้านค้าจะปิดกันหมด บันสั่งข้าวหมูกระเทียมไข่ดาว เมนูเบสิกที่ใครๆก็กินได้ไปสามกล่อง เผื่อเพื่อนของโช เดินเข้าร้านขนมปังไปหยิบขนมปังบันไว้ถั่วแดงมาสองก้อน ขนมปังไส้กรอกอีกหนึ่งถุง ส่วนน้ำนั้นเดี๋ยวแบ่งจากแพ็คในห้องมาให้สักสองขวด

ลองไปดูไม่ได้เสียหาย ความรู้สึกที่มีก็แสดงออกไป ผลมันจะเป็นยังไงมันก็ขึ้นอยู่กับโช

บันนอนอ่านหนังสืออย่างสบายใจ ติววิชานั่นวิชานี่กับเดย์ไปพักใหญ่ นอนเล่นกันอีกพักนึง จากนั้นเดย์ก็ขี้เกียจขอนอนยาวจนถึงสี่ทุ่ม

“เดย์ บันอยากไปแล้ว ไม่อยากให้ดึกมาก”

บันเขย่าตัวเดย์ตอนสี่ทุ่มยี่สิบ เดย์เองก็ลุกขึ้นโดยไม่อิดออด บอกให้บันไปเตรียมของ ตัวเองก็จะเก็บของเหมือนกัน บันเตรียมของเรียบร้อย หยิบนมในตู้เย็นกับขนมปังกรอบซองเล็กๆไปด้วย ไม่รู้ว่าโชจะอยู่ถึงกี่โมง เอาไปเยอะๆน่าจะดีกว่า

เพราะว่าดึกแล้วรถเลยไม่ค่อยติดมากนัก ไม่นานอย่างที่คิดไว้บันก็มาถึงที่หมาย ตอนที่อยู่บนรถก็พยายามเปิดแผนที่ในมหาลัยของโชว่าคณะศิลปกรรมศาสตร์อยู่ตรงไหน จะได้ให้เดย์ไปหย่อนเอาไว้ถูกที่ บันบอกเดย์ว่าไม่ต้องรอก็ได้ เดี๋ยวกลับเอง ไม่อยากรบกวนมาก เดย์เองก็ขี้เกียจเซ้าซี้ เพื่อนบอกให้กลับก็กลับ ไม่ใช่ว่าเป็นไม่ห่วงแต่ขี้เกียจเถียงกับบันเหมือนกัน

“จะรอกว่าไอ้เน่ามันจะมาละกัน” เดย์พูดกับบันที่กำลังต่อสายโทรศัพท์หาโช

(ฮัลโหล บันมีอะไร เป็นอะไรรึเปล่า ?!)

“ปะเปล่าๆ” บันเข้าใจว่าโชคงตกใจ ปกติบันไม่โทรมาเวลานี้ นอนฝันไปสามเรื่องแล้ว “คือ...บันมาหาโช”

(ห๊ะ ?!)

“บันมาหาโช ยืนอยู่หน้าคณะ”

(ดะ..เดี๋ยวนะ นี่พูดจริงดิ ?)

“จริงๆ บันยืนอยู่ข้างหน้า เดย์มาส่ง”

(รอ..รอแปปนึงนะ)

บันได้ยินเสียงกุกกัก เสียงอะไรดังปัง แล้วก็เสียงอะไรบางอย่างที่บันก็ไม่รู้ว่ามันคือเสียงอะไรแต่ก็ไม่ได้ตัดสาย เผื่อว่าโชมองไม่เห็นกันจะได้ถามไถ่ถูก

“บัน !!!!!” เสียงของโชดังก้องไปทั่วบริเวณเพราะอีกฝ่ายตะโกนดังลั่น “บัน !!!”

“โอ๊ย คนเรามันดีใจอะไรขนาดนั้น” เดย์บ่นอยู่ในรถขณะที่เปิดไฟขอทางเปิดกระจกอยู่

“อื้อ...” บันยิ้มกว้าง “โช...”

“มาไงเนี่ย!?” โชยังตื่นเต้นไม่หาย เขาวิ่งมาทันทีที่บันบอกว่าอยู่ที่นี่ ทำตัวไม่ถูกเลยจริงๆ ลุกลี้ลุกลนไปหมด

“เดย์มาส่ง” บันพยักเพยิดไปด้านหลัง “นั่นเดย์...”

“ไง” เดย์เอ่ยทักไอ้ส้มเน่า “เก็บอาการบ้าง”

“ขี้อิจฉาว่ะเดย์” โชตอบยิ้มๆ

“อะไรวะ !” เดย์พูดไปเป็นสิบรอบแล้วว่าไม่ได้อิจฉา ไม่มีใครเชื่อสักคน “เออ ฝากบันหน่อยดิ พรุ่งนี้ไม่มีเรียน ให้ยืมไปกินเล่นวันนึง”

“มะ..ไม่นะ บันจะกลับห้อง ดะ..เดี๋ยวเดย์จะไปส่งบันที่ป้ายรถเมล์ไม่ใช่หรอ ?” บันเลิกลั่ก ไม่เคยคุยกันเรื่องนี้มาก่อน ปกติเดย์หวงบันฉันเพื่อนมาตลอด ทำไมวันนี้ฝากบันไว้กับโชเฉยๆแบบนี้

“ใครพูด จะไปส่งไม่ส่งไปคุยกับไอ้ส้มนู่น ไปแล้วนะ” เดย์เปลี่ยนเกียร์แล้ว “บ้ายบายน้องบัน บ้ายบายโช”

“บาย” โชยกมือเชิงบอกลาเดย์

“ดะ..เดี๋ยว ๆ เดย์ เดย์ทิ้ง...” บันเหมือนลูกหมาโดนปล่อยในป่า งงไปหมดแล้วว่ามันอะไรยังไง เดย์ขับรถไปแล้ว ทิ้งบันเอาไว้ตรงนี้กับของเต็มสองมือและส้มยักษ์หนึ่งคนถ้วน

“...ซื้ออะไรมาเยอะแยะบัน?” โชหันมาถามบันที่ยืนอยู่ข้างๆ “ซื้ออะไรมาครับ ?”

“เอ่อ...” บันมองหน้าโช “บันซื้อข้าวมาให้ แล้วก็ขนม...”

“รู้ใจจังเลย หิวพอดีเลยนะเนี่ย” โชลูบท้อง “ขึ้นไปข้างบนก่อนป่ะ เดี๋ยวยุงกัดนะ”

โชแย่งของในมือบันไปถือก่อนจะพาเดินขึ้นไปข้างบนตึก บอกว่าบางคนก็มาทำทีนี่ บางคนก็กลับไปทำที่ห้องหรือที่ไหนตามแล้วแต่สะดวก ส่วนโชเลือกมาทำงานที่นี่เพราะขี้เกียจเก็บห้องถ้ามันเปื้อนหรือมันรก อีกอย่างจะได้ให้เพื่อนช่วยดูด้วยเผื่อว่ามีตรงไหนต้องซ่อมต้องแก้ไข

กลุ่มเล็ก ๆ โชบอกบันแบบนั้น แต่พอได้เห็นจริงๆแล้วมัน...ไม่ได้เล็กแบบที่โชบอกเลย

ไม่มีใครเอ่ยแซวหรือพูดอะไร แต่บันรู้สึกดีว่าได้รับสายตาวิบวับและการจ้องมองจากทุกคนที่มองมาเหมือนมีอะไรอยากจะพูด บันเองทำตัวไม่ถูกได้แต่เดินตามโชที่เดินยิ้มมีความสุขนำบันเข้าไปที่มุมหนึ่งที่มีคนสองคนกำลังจ้องมาเหมือนไม่สนใจงานที่ทำแล้ว สนใจจะมองกันมากกว่า

“อะแฮ่ม!” หมายเลขหนึ่งกระแอมไอ “กำลังใจในการทำงานว่างั้น”

“เงียบปากไปเลยมึง นี่บัน ขนมปังบันไส้ถั่วแดง” โชแนะนำบันให้เพื่อนรู้จัก

“โอ้โห ไส้ถั่วแดงซะด้วย งั้นเราชื่อเค้กช็อคโกแลตกานาช”

“เราชื่อซาหริ่มใส่ทับทิมกรอบ ใส่มันเชื่อมด้วยอ่ะ”

“พวกมึงนี่..” โชหัวเราะใส่เพื่อนขณะที่บันยิ้มให้ทั้งสองคน “เค้กกับซอล”

“หวัดดี...” บันยิ้มกว้าง “เอ่อ...บันซื้อข้าวมาฝากด้วย”

“จริงอ่ะ หูย ขอบพระคุณมากครับ!” เค้กดึงถุงข้าวออกไปจากมือโช “กินเลยละกัน หิวมากเลย ขอบใจมากนะบัน”

“ไม่ได้ซื้อมาให้เราคนเดียวหรอ?” โชหันไปถามบันที่ส่ายหน้ากลับมา

“เปล่า บันซื้อมาสามกล่อง” บันยิ้มน้อยๆเมื่อเห็นโชหน้าบึ้งก่อนที่ซอลจะพูดว่า ทำมาเป็นไม่พอใจ มีใจนึกถึงเพื่อนแบบนี้ไม่ดีรึไง แต่ประโยคที่โชพูดส่วนไปก็ทำเอาบันหน้าแดงจนต้องก้มหน้างุดๆ กลัวใครเห็น

“บันมีใจนึกถึงกูได้คนเดียว พวกมึงแม่ง...ส่วนเกิน”

โชจัดที่ให้บันนั่ง ให้มานั่งมุมด้านซ้ายจะได้ยืดแข้งยืดขาได้สะดวกไกลจากกองสีและตัวงาน บันทรุดตัวลงนั่งทางด้านซ้ายของโช ไหล่ของเราชนกันเล็กน้อยแต่บันไม่ได้พูดอะไร มีแต่หัวใจเท่านั้นทีเหมือนจะส่งเสียงดังกว่าที่เคย

“จะกลับไหม ? เดี๋ยวเราไปส่ง” โชถามบันขณะจัดการตัวเองเพื่อที่จะได้นั่งทำงานต่อ

“ดะ..เดี๋ยวบันกลับเองได้” บันไม่อยากรบกวน “เดี๋ยวนั่งสักพักก็กลับแล้ว”

“ได้ไง จะกลับก็บอก เดี๋ยวไปส่ง” โชไม่ยอมให้บันกลับเอง ดึกดื่นแบบนี้คงต้องนั่งแท็กซี่ ถ้าโดนปล้นจะทำยังไง ไม่ใช่ว่าระบบขนส่งเมืองไทยมันไม่ดี แต่โชก็แค่เป็นห่วง

“ทำงานเถอะ จริงๆนะ” บันมองงานของโช “เดี๋ยวไม่เสร็จ”

“บอกมาก่อนว่าจะไม่กลับเอง ไม่งั้นจะดื้อนะ จะไม่ทำงาน”

“...” บันทำตัวไม่ถูก “เอางั้นหรอ ?”

“ใช่ เอางั้นแหละ” โชไม่อยากให้บันกลับคนเดียว บันเป็นคนดื้อเงียบ ถ้าไม่ใช้วิธีนี้คงจะรั้งไว้ไม่อยู่

แต่ก่อนที่บันจะได้พูดอะไร เค้กกับซอลที่กำลังมีความสุขกับข้าวหมูกระเทียมก็พูดแทรกขึ้นมาก่อน

“บัน เตือนเอาไว้เลยนะด้วยความหวังดี ไอ้โชมันเป็นบุคคลนิสัยเลวทราม รำคาญแล้วก็เทเค้า โดนไอ้โชเทกันมาครึ่งมอแล้ว มันบอกว่าชอบเซ้าซี้เวลาทำงาน ต้องแบ่งเวลาไปให้ มันรำคาญ"

“...”

“ไอ้เค้ก ทำไมมึงพูดแบบ...”

“บันว่าบันกลับดีกว่า” บันลุกขึ้นยืน “โชตั้งใจทำงานนะ”

“เดี๋ยวๆ...” โชคว้างแขนของบันไว้ได้ทันท่วงที “บันนั่งลงก่อนฟัง ฟังเราก่อนบัน...ไอ้เค้กกับไอ้ซอล ไสหัวไปกินข้าวที่อื่นเลยไป กูจะคุยกับบัน”

ช่วงจังหวะนั้นบันก็พยายามขยับแขนให้หลุดจากการเกาะกุมของโชแต่ว่าทำไม่ได้เลย มือของโชไม่หลุดออกไปจากแขนบัน จะสะบัดเท่าไหร่ก็ไม่หลุด ในขณะที่เค้กกับซอลนั้นขยับไปกินข้าวกับเพื่อนกลุ่มข้างๆแต่ก็ยังไม่วายหันมาพูดกับโช

“กูพูดเรื่องจริงๆล้วน อยากให้คุยกันนานๆหรอกนะถึงได้พูด ไม่ต้องมาโกรธกูเลย”

“...”

“บัน บันนั่งลงก่อนได้ไหม” โชพยายามดึงบันให้นั่งลง “นั่งลงก่อนนะ”

“...” บันยอมนั่งลง มันไม่ใช่จังหวะควรจะดื้อดึงโวยวาย เพื่อนโชนั่งอยู่เยอะแยะ

“ที่เราพูดแบบนั้นเพราะเราไม่ได้ชอบเค้าไง เราไม่ได้คิดอะไรด้วยเลย แต่กับบันมันไม่ใช่แบบนั้นนะ ไม่เคยคิดว่ารำคาญหรือว่าต้องแบ่งเวลาอะไร มันไม่ใช่แบบนั้นจริงๆ” โชใช้นิ้วโป้งลูบหลังมือของบันเบา ๆ เขารู้ว่าบันอ่อนไหวเรื่องพวกนี้ ไม่นึกรำคาญที่ต้องมาอธิบายอะไรทั้งนั้น “ถ้าไม่พูดความจริงขอให้บันไม่รัก กลับบ้านไปหมาก็ไม่เล่นด้วยเลยเอ้า !”

ความมั่นใจของบันเหมือนโดนคลื่นซัดไปหมด กลัวว่าที่มาถึงที่นี่นั้นโชจะรำคาญแต่ไม่แสดงออกมาเพราะเกรงใจ กลัวว่าพอเป็นแบบนี้แล้วจะทำยังไงดี ความรู้สึกบันมันไม่ได้เรียบนิ่งเหมือนแต่ก่อน สิ่งที่โชทำให้กันมันเติมเข้ามาจนตอนนี้บันก็ห้ามมันเอาไว้ไม่อยู่แล้ว แต่ถ้าต้องผิดหวังจริงๆบันก็คิดว่าตัวเองยังไหว ไม่เป็นไรจริงๆ

“โชบอกบันตรง ๆ ได้นะ ถ้ารำคาญหรือว่าเบื่อ...”

“โถ่บัน เราไม่เคยคิดแบบนั้นเลย ไม่เคยเลยจริง ๆ” โชพยายามอธิบาย “ตอนที่รู้ว่าบันมาเราดีใจแทบตาย ถามไอ้ซอลก็ได้เนี่ยอ่ะ เราโยนงานทิ้งเลยนะ”

“บันไม่สบายใจ...”

“เราจะไม่ปฏิเสธว่าที่ไอ้เค้กพูดมามันก็มีส่วนถูก แต่ว่ามันก็เป็นเรื่องก่อนที่เราจะมาเจอบันไง ไม่อยากให้เก็บเรื่องตรงนั้นมาใส่ใจ ตอนนี้เราก็มีบันอยู่คนเดียว ถ้าบันจะไม่สบายใจแล้วทิ้งเราไปอีกเราก็ไม่มีใครแล้วนะ”

“...”

“บันเป็นคนแรกที่เรากลัว เวลาที่เราไม่มีเวลาให้” โชรู้สึกไม่ดีเลย เขาเกลียดความรู้สึกที่มันไม่มั่นคง “กลัวว่าบันจะไม่รอกันแล้ว”

“...” บันที่ก้มหน้าหลบสายตาระหว่างพูดคุยกันมาตลอดเพราะกลัวความรู้สึกตัวเองนั้นเงยหน้าขึ้นมามองโชที่มองกันอยู่ บันไม่สบายใจก็จริงแต่พอเห็นแววตาของโชที่สะท้อนภาพของบันในนั้น ความรู้สึกในใจมันก็บอกว่าอย่าได้ปฏิเสธคนตรงหน้านี้เลย “...ทำงานต่อเถอะ”

“ทำไมบันไม่ตอบ”

“ทำงานได้แล้ว หรือว่าจะกินข้าวก่อน” บันดึงกล่องข้าวของโชที่ยังไม่ได้เปิดมาเปิดให้ “หรือว่าจะกินขนมปัง ซื้อบันถั่วแดงมาด้วยนะ”

“บัน...” โชไม่เข้าใจ เขาทำตัวไม่ถูก ไม่เคยเพียรพยายามง้อใครมาเท่านี้มาก่อน “ตกลงคือยังไง บันจะไม่ไปแล้วใช่ไหม บันหายโกรธเรารึยัง แล้วไม่สบายใจตรงไหนอีกไหม เราอธิบายเพิ่มได้นะ”

“บันไม่ได้โกรธโชนะ แต่ถ้าเรื่องไม่สบายใจบันก็ยังไม่สบายใจอยู่ แต่ว่าไม่ต้องอธิบายแล้ว...”

“ไม่สบายใจอะไร เราจะอธิบายตอนนี้เลย”

“บัน...มากวนโชใช่ไหม ที่จริงก็ไม่ควร..”

“ไม่ๆๆๆ ไม่กวนเลยสักนิด” โชอยากจะพูดคำว่าไม่สักสามสิบล้านครั้ง “เราดีใจมากที่บันมา จริงๆนะ เคยคิดอยากขอให้มาแต่ก็กลัวจะกวนบันเหมือนกัน แต่พอบันมาเองแบบนี้มัน...ก็ดีใจ...มากๆ”

ตาของโชที่เป็นประกายนั้นถูกส่งมาให้บันที่พยายามไม่ให้ลีดสูบฉีดมากเพราะว่าหน้าจะแดง ความไม่สบายใจที่เริ่มจะก่อตัวขึ้นมานั้นถูกสีหน้า แววตา น้ำเสียงและคำพูดของโชพัดหายไปจนเกือบหมด

“...กินข้าว” บันดันกล่องข้าวไปให้โช “เดี๋ยวดึกกว่านี้”

“ป้อนหน่อยดิ จะทำงานอ่ะ”

“กะ...ก็หยุดเอาไว้ก่อน” บันไม่เอาด้วย “กินก่อนก็ได้”

“เดี๋ยวทำไม่ทันนะ” โชยิ้มอ้อน โล่งใจมีแรงทำงานเมื่อเห็นว่าแก้มของบันกลายเป็นถั่วแดง “นะครับ”

“...ใส่น้ำปลาพริกไหม?”

“ไม่ใส่ครับ” โชมองบันที่กำลังเทหมูกระเทียมในถุงลงกล่อง สงสัยจะบอกให้คุณป้าแยกข้าวกับกับให้

บันตักข้าวในปริมาณที่คิดว่าพอดีก่อนจะยื่นไปป้อนโชที่เหมือนจะรอกินอยู่ตั้งแต่เมื่อสามสิบนาทีที่แล้ว รับเข้าปากไปแล้วก็เคี้ยวแก้มตุ่ย ทำตายิ้มๆใส่จนบันตักข้าวคำที่สองไม่ค่อยถูก ไม่รู้จะตักไข่ดาวให้ด้วยดีไหม

“ฮิ้วววววว !” เพื่อนเอ่ยแซว “เอาแฟนมาด้วยไม่พอ ป้อนข้าวอวดกูอี้กกก”

“บันไม่ต้องไปฟังนะ” โชทำเป็นไม่สนใจเพื่อนทั้งที่หูตัวเองแดงไปหมดแล้ว

“ไม่ฟังหรอกหน่า โชก็ทำงานสักที วันนี้จะเสร็จรึเปล่า”

“ครับๆ เข้าใจแล้วครับไม่เห็นต้องดุเลย”

บันที่กำลังตักข้าวให้เงยหน้าขึ้นมาจะพูดว่าไม่ได้ดุแต่เห็นโชก้มลงไปทำงานก่อนเลยไม่ได้พูดอะไรนอกจากทำหน้าที่ป้อนข้าวโชที่ตามยิ้มทุกครั้งที่อ้าปากมารับจนข้าวหมดกล่อง เค้กกับซอลอาสาเอากล่องข้าวไปทิ้งให้ เค้กบอกว่าขอโทษที่พูดแบบนั้น ไม่รู้ว่าบันเป็นคนคิดมากแบบนี้ บันเองไม่ได้ติดใจอะไร บอกว่าดีแล้วที่พูดจะได้คุยกับโชด้วย ขอบใจเค้กมากๆ

โชเองก็ไม่ได้โกรธเพื่อน เพราะที่มันพูดมาทุกอย่างก็เป็นเรื่องจริง ที่เขาเคยบอกบันไว้ว่าเคยโดนเทมาบ่อยๆมันเป็นเรื่องโกหก ถ้าจะใช้คำแบบนั้นเขาก็ชอบคนที่คุยอยู่ด้วยพอตัว แต่เขาเป็นประเภทใครทักมาเขาก็คุย ว่างก็ตอบไม่ว่างก็ไม่ตอบไม่ได้สนใจอะไรเท่าไหร่ จนไปเจอคนน่ารักที่นั่งหน้าเศร้าอยู่หน้าตึกเรียนคณะตัวเอง พอเจอตอนที่ใส่แว่นยืนดูภาพด้วยความตั้งใจมันก็ยิ่งหลงเข้าไปใหญ่

ตอนนั้นเขาคิดจะจริงจัง คิดอยู่หลายตลบว่าควรจะทำยังไง ได้ไอ้เค้กเนี่ยแหละช่วยไว้ บอกว่าคิดอะไรก็พูดไปเลย ส่วนไอ้ซอลมันบอกว่ามันไม่รู้ ทุกวันนี้มันสนใจแต่เรื่องวาดรูป เขาเองก็อยากจะพูดว่าเมื่อก่อนก็สนใจแต่เรื่องวาดรูป แต่พอมาเจอฤทธิ์ขนมปังบันไส้ถั่วแดงเข้าไป...ไปไม่เป็นกันเลยทีเดียวเชียว

บันไม่ได้น่ารักเกินคน ไม่ได้น่ารักไปกว่าใคร แต่บันน่ารัก...ในแบบใจของโชบอกว่าคนนี้แหละ น่ารัก

เหมือนตอนนี้ที่นั่งหลับไม่รู้เรื่อง หลับคอพับจนโชกลัวจะปวดคอเอาเลยพยายามดันๆตัวให้มาพิงไหล่ด้านซ้ายที่ไม่ได้ใช้งานเหมือนด้านขวา นึกขอบคุณที่บันขี้เซาพอตัวเลยไม่ได้ตื่นขึ้นมา สมชื่อเด็กอนามัยจริง ๆ ถึงสี่ทุ่มแล้วต้องนอน

“โทษทีนะเมื่อกี้” เค้กไม่อยากให้เรื่องระหว่างเพื่อนมันค้างคา “ก็ยอมรับว่าจงใจพูด แต่ไม่ได้คิด...”

“เออ ไม่เป็นไรหรอก” โชตอบเสียงเบาพอได้ยิน “บันอ่อนไหว เบื่อ รำคาญอะไรแบบนั้นพูดให้ได้ยินไม่ได้”

“เคยโดนว่ามาแบบนั้นสินะ” ซอลพอจะเข้าใจ เรื่องแบบนี้มันเดาได้ง่าย “เออ มึงก็ระวังคำพูดหน่อยไอ้เค้ก”

“กูเคยแกล้งไว้ตั้งเยอะ บันด่ากูให้มึงฟังบ้างไหม?” เค้กถาม

“จะด่าอะไรล่ะ เอาแต่บอกกูว่าไปคุยกับคนอื่นได้เลยนะ ไม่ต้องคุยกับบันคนเดียวก็ได้ จะทำอะไรทำได้เลยนะ จะได้ไม่เบื่อ” โชส่ายหัว “ถ้าไม่ติดว่าเป็นคนคิดมากกูคงคิดว่าไม่ชอบกูอ่ะ คุยกับกูไปอย่างงั้น”

“ไม่เคยเห็นมุมนี้ว่ะ คนนี้จริงจังขนาดนั้นเลยหรอ?” ซอลเบนสายตาไปมองบัน เขายอมรับว่าคนของเพื่อนดูเป็นคนน่ารัก นิ่มๆเหมือนขนมปังสมชื่อ

“ไม่รู้ว่าขนาดไหน” โชวัดความรู้สึกนั้นในใจตัวเองไม่ถูก “แต่ก็ขนาดนั้นแหละ”

โชนั่งทำงานไปเรื่อย ๆ มันไม่ได้ยากเท่าไหร่เพราะเขามีความคิดเป็นรูปเป็นร่างอยู่ในหัวแล้วแต่ว่ามันก็ไม่ได้ง่ายดาย บางอย่างก็ต้องปรับเปลี่ยนเมื่อเขามองเห้นสิ่งที่ดีกว่าในระหว่างที่ทำงาน สุดท้ายมันก็จบลงตอนที่นาฬิกาบอกว่าตอนนี้ตีสามยี่สิบหกนาทีแล้ว

และบันก็ยังคงหลับอยู่ที่เดิม มีขยับตัวบ้างแต่ไม่ได้ลืมตาขึ้นมาเลยสักครั้ง เขาไม่อยากปลุกแต่ก็คิดว่ามันจำเป็นเพราะว่าเขาจะต้องเก็บของแล้วก็กลับห้องของตัวเองแล้ว

“บันครับ ตื่นได้แล้ว” โชบีบมืออีกฝ่ายเบาๆ “งานเสร็จแล้ว จะกลับห้องแล้ว”

“...”

“บัน”

“หืม...” บันตาปรือ รู้สึกปวดคอไปหมด “อะ..ไร”

“เราทำงานเสร็จแล้ว จะให้ไปส่งที่ห้องมั้ย ?”

“ปะ...ไปๆ”

คนที่บอกจะให้กลับไปส่งที่ห้องตัวเองนั้นเดินเองยังจะไม่ตรง โชเลยไม่มีทางเลือกต้องทิ้งลูกรักของตัวเองไว้ที่คณะแล้วติดรถไอ้ซอลให้ไปส่งที่หอ กลัวบันจะตกรถถ้าสมมติว่าต้องไปส่งจริงๆ เขาประคองร่างคนตัวเล็กให้ขึ้นรถไปก่อนที่ตัวเองขึ้นตามมา พอเจอเบาะนุ่มๆเข้าไปบันก็หลับไปรู้เรื่องจนเขานึกเอ็นดูขึ้นมา จำได้ที่บันเคยบอกว่าเวลานอนก็ต้องนอน เวลาตื่นก็ต้องตื่น ตีสามคงยังไม่ใช่เวลาก็เลยหลับได้ง่ายดายแบบนี้

“ใจเย็นนะเว้ย ไม่ต้องไปลักหลับเค้า” ซอลเอ่ยแซว “พรุ่งนี้เจอกัน”

“เออ ๆ เจอกัน” โชพยายามปลุกบัน ตื่นขึ้นมาเดินสักนิดก็ยังดี มือเขาหอบหิ้วถุงพลาสติกใส่ขนมที่บันซื้อมาฝาก ส่วนอีกข้างนั้นเป็นกล่องของของตน “บัน”

“อื้อ ๆ” บันลงจากรถแล้วขยี้ตาทั้งสองข้าง “ถะ..ถึงแล้วหรอ ?”

“ถึงคอนโดเราอ่ะ นอนนี่ไปก่อนได้ไหม เรากลัวบันหลับแล้วจะตกรถเอา”

“...” บันไม่ได้หลับทั้งยืน ยังพอฟังอะไรรู้เรื่อง “ห้องโชเหรอ?”

“อืม แต่ถ้าไม่โอเคเดี๋ยวนั่งแท็กซี่ไปส่ง”

“...เดี๋ยวเรานอน...พื้นให้” บันงัวเงีย “ไปนอนกันเถอะ”

โชไม่ได้ตอบอะไรแต่จูงมือบันขึ้นหอ คอนโดของเขาเป็นเตียงขนาดที่นอนได้สองคน เขารู้ว่าคนอย่างบันคงจะไม่ปล่อยให้เขานอนพื้นแล้วเขาก็คงให้บันนอนพื้นไม่ได้ นอนเตียงเดียวกันคงไม่เป็นไร เขาไม่ได้คิดจะทำอะไรล่วงเกินอีกฝ่ายอยู่แล้ว เขาจูงมือบันจนขึ้นมาหน้าประตูห้อง ใช้คีย์การ์ดเปิดเข้าไปแล้วจัดแจงพาบันที่เหมือนจะล้มได้ตลอดเวลาไปนอนที่เตียง

“...ฝันดีนะโช” บันพึมพำแล้วเอาหน้าซุกหมอนไป โชเองที่ตามไปห่มผ้าให้ได้ยินแบบนั้นก็ยิ้มออกมาก่อนจะเอื้อมมือไปลูบหัวคนตรงหน้าเบา ๆ

“ฝันดีครับบัน”

 

 

 

 

 

บันขยี้ตาทั้งสองข้างไปมาก่อนจะกะพริบตาหลายๆครั้งเพื่อปรับสายตาให้พอดีกับแสงที่สาดส่องเข้ามาตอนนี้ ใบหน้าเล็กกดเข้ากับหมอนนุ่มๆก่อนจะถดตัวลุกขึ้นมาบิดขี้เกียจสักที เขากวาดสายตาไปทั่วห้องแต่ก็พบเจอใคร มีก็แต่กระดาษสีฟ้าที่แปะอยู่ที่หมอนข้างๆ

‘ไปเรียนก่อนนะครับ เลิกสิบเอ็ดโมง เดี๋ยวกลับมาหา’

บันยิ้มให้กับกระดาษแผ่นนั้นก่อนจะขยับตัวลุกจากเตียง จัดที่นอนให้เรียบร้อย ก่อนจะยืนคิดว่าควรจะทำยังไงต่อดี ห้องนี้ไม่ใช่ห้องของบัน จะขยับไปทางไหนก็ไปไม่ถูก จะก้าวเข้าห้องน้ำก็กลัวๆกล้าๆจะไปขยับของของโช พูดขออนุญาตกับตัวเองก่อนจะเปิดประตูเข้าไป สุดท้ายก็มายืมยิ้มอยู่หน้ากระจกเมื่อเจอกระดาษสีฟ้าอีกแผ่นแปะอยู่ที่แปรงสีฟันสีเขียวอ่อน

‘ตื่นแล้วแปรงฟันเร็ว : )’

บันล้างหน้าแปรงฟันจนเรียบร้อย ยืนคิดอยู่หลายนาทีว่าจะอาบน้ำดีรึเปล่า สุดท้ายก็อาบโดยที่ตัดสินใจใส่ชุดเดิมที่ตัวเองใส่มา พอออกมาจากโซนห้องนอน เคาน์เตอร์ในครัวก็มีกระดาษสีฟ้าวางอยู่ให้สังเกตได้ง่ายๆ

‘มีข้าวกล่องอยู่ในตู้เย็น อุ่นกินได้เลยครับ’

ไม่เคยมีใครทำอะไรให้บันขนาดนี้เลย ตัวไม่อยู่ก็ยังเป็นห่วงเป็นใยกัน แปรงสีฟันอันใหม่ก็เตรียมไว้ ข้าวในตู้ก็บอกให้อุ่นกินได้เลย บันเห็นขนมปังบันที่ตัวเองซื้อมาเมื่อวานเหลืออยู่ถุงนึงเลยหยิบมากิน ส่วนขนมปังไส้กรอกนั้นเค้กกินไปตั้งแต่เมื่อวานแล้ว บันนั่งกินอยู่ในโซนครัวไม่ได้ขยับไปไหน สายตากวาดไปทั่วห้องก็จริงแต่ไม่ได้เดินสำรวจเพราะกลัวเสียมารยาท พอกินเสร็จเอาซองไปทิ้งก็เห็นซองชนิดเดียวกันวางทิ้งอยู่ในถังขยะทำให้รู้ได้ว่าอีกอันนึงโชคงกินก่อนจะออกไปเรียน

บันตัดสินใจนั่งเล่นอยู่บนพื้นพรมขนสีเทานุ่มๆ ถึงจะไม่ได้เดินสำรวจเลยห้องโชก็ดูเป็นห้องที่ไม่มีอะไรเท่าไหร่นัก โซนส่วนนั่งเล่นนั้นมีแค่พรมอันนี้ปูไว้ ไม่มีมีทีวีแต่มีแมคบุ๊คเครื่องหนึ่งวางอยู่ ไม่ใกล้ไม่ไกลเป็นที่วางของทางศิลปะทั้งหมด มันรกในแบบที่ไม่รก จัดวางไม่เป็นระเบียบในแบบที่บันสามารถเข้าใจได้ว่าความไม่เป็นระเบียบนั้นเป็นระเบียบในแบบของมันเอง

บันคุยกับเดย์ผ่านข้อความในโทรศัพท์ บอกว่านอนหลับอุตุไม่รู้เรื่องเลย ตื่นมาโชก็ออกไปเรียนแล้ว เหลือบันเอาไว้กับผ้าปูที่นอนยับๆ แปรงสีฟันอันใหม่ ขนมปังบันไส้ถั่วแดง แล้วก็กระดาษโน้ตสีฟ้าสามอัน บันเอามันขึ้นมาอ่านซ้ำๆ ล้มตัวลงนอนบนพื้นพรม ลายมือของโชอ่านไม่ค่อยออกถ้าจดเป็นเลคเชอร์ แต่มันก็สวยในแบบของมัน ส่วนลายมือของบันนั้นเหลี่ยมเหมือนเรขาคณิต

นอนอยู่ไม่นานเสียงประตูก็ทำให้บันลุกขึ้นนั่งตัวตรง ตาหันไปมองคนที่เดินเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้ม ในมือของโชมีกล่องข้าวสองกล่องที่บันสามารถเดาได้ว่าโชซื้อมาฝากกันแน่นอน

“คะน้าหมูกรอบ” โชชูถุงขึ้น “เบื่อรึยัง ?”

บันส่ายหน้าเบาๆให้โชพร้อมกับรอยยิ้ม “ได้นอนบ้างรึยัง ?”

“นอนแล้ว ตื่นไปเรียนตอนเจ็ดโมงนี่เอง” โชเดินไปหยิบช้อนกับส้อมแล้วเดินกลับมาหาบันที่นั่งอยู่ วางของตัวเองลงข้างรวมถึงกล่องข้าวด้วย “ตื่นกี่โมงครับ ?”

“บันไม่ได้ดูนาฬิกา ดูแต่นี่” บันชูกระดาษสีฟ้าสามใบขึ้นมา “ขอบคุณครับ”

โชยิ้มเขิน ๆ จนใบส้มทั้งสองข้างเป็นสีแดงไปหมด เจ้าของห้องส่งช้อนส้อมให้บันพร้อมกับกล่องข้าวแล้วลงมือกินข้าวพร้อมๆกัน

“วันนี้โชว่างหรอ ?” บันชวนคุย “มีอะไรต้องทำไหม ?”

“ตอนแรกก็ไม่ว่างหรอกแต่ตอนนี้ว่างแล้ว” โชพูดตามความจริง “บันมาเพื่อนเลยสงสาร นัดไปทำงานพรุ่งนี้แทน”

“อ้าว...” บันเกือบจะวางช้อนลง “ไปทำงานเถอะ เดี๋ยวบันนั่งรถเมล์กลับ”

“ไม่ๆ ถ้าทำวันนี้พรุ่งนี้ก็จะว่างอยู่ดี แค่เลื่อนไปทำพรุ่งนี้ วันนี้จะได้ว่างแทนไง เราไม่ได้เสนอเองด้วยนะ เพื่อนมันเสนอให้ เราก็เลยเลยตามเลย ได้กลับห้องมาหาบันด้วย”

“...”

“วาดรูปกันไหม ?”

“...ไม่ได้เอาแว่นมา มองไม่เห็น” บันไม่ได้สายตาสั้นมากแต่ว่ามันก็รู้สึกลำบากถ้าไม่ได้ใส่แว่น

“งั้นเดี๋ยววาดให้ ให้บันระบายสี” โชเสนอ “เอาสีอะไรเลือกมาเลย ไม้เทียนชอล์กน้ำ หรือเอาสีน้ำมัน แอดวานซ์ไปเลย”

“เอาสีชอลก์” ถ้าระบายสีบันก็พอไหว “วาดขนมปังๆ”

“ครับๆ รับทราบ” โชยิ้มให้กับท่าทางของบันที่ดูจะสนใจกิจกรรมทางศิลปะขึ้นมา สำหรับคนที่ไม่ได้ทำอะไรพวกนี้ เวลาได้ลงมือทำแล้วจะรู้สึกกลับมาเป็นเด็กอีกครั้ง นึกถึงสมัยเรียนอยู่วัยประถม

หลังจากกินข้าวกันเสร็จบันก็อาสาเอากล่องไปทิ้งเอาช้อนกับส้อมไปล้าง ส่วนโชนั้นไปตามหาสีชอล์กที่อยู่ในกองของของตัวเอง มีหลายกล่องมากๆแล้วก็ไม่สมประกอบ ไม่มีกล่องไหนสีครบสักกล่อง หรือไม่มันก็หมด โชเองก็จำไม่ได้เหมือนกันเพราะไม่ค่อยได้ใช้

กระดาษวาดรูปถูกฉีกออกมาหนึ่งแผ่นแล้วหนีบเข้ากับบอร์ด ดินสอไม้สองแท่งกับยางลบอีกหนึ่งก้อนและสีชอล์กจำนวนเท่าที่มีถูกวางไว้กลางห้อง โชเริ่มวาดขนมปังบันเป็นอย่างแรก วาดแบบผ่าครึ่งให้บันด้วยจะได้ระบายสีตัวไส้ได้

“ถั่วแดงสีเลือดหมู” บันกำลังระบายสีตามใจ “ตรงนี้สีเนื้อ”

“ครับ...” โชมองบันระบายสีด้วยแววตามีความสุข เขาเองก็ไม่มาถึงจุดนี้กับใครมาก่อน ไม่เคยมีใครเข้ามาอยู่ในสถานะเดียวกับบัน ได้นอนเตียงของเขา ใช้แปรงสีฟันด้ามใหม่ของเขา นอนบนพรมห้องเขาหรือกำลังใช้สีของเขาระบายบนกระดาษของเขาอยู่

“แบบนี้สวยไหม ?”

“น่ารัก”

“ไม่ใช่สักหน่อย” บันหน้ามุ่ย “โชชมอะไร ภาพน่ารักได้ด้วยหรอ ?”

“ได้สิ บันในกระดาษก็น่ารัก บันตัวจริงก็น่ารัก”

“เอาสตรอว์เบอร์รี่” บันอยากได้สตรอว์เบอร์รี่แต่โชกลับวาดอะไรกลมๆแทน “อะไรอ่ะ ?”

“ส้มโชกุนไง มีบันแล้วไม่มีโชได้ไง เดี๋ยวไม่ครบคู่นะ”

“ใครจะคู่กับโช บันไม่เอาด้วยหรอก”

“หมายถึงขนมปังกับส้ม ทำไมถึงโมเมเป็นตัวเองอ่ะ ?”

“...” บันไม่พูดอะไรแต่หยิบยางลบมาลบรูปส้มทิ้ง โชเองก็หัวเราะไปวาดใหม่ไป วาดให้ทันบันลบ วาดสิบลูกก็ลบสิบลูก ไม่รู้ไปเกรี้ยวกราดมาจากไหน น่ารักมากจริงๆ

“โอเคๆ หมายถึงบันต้องคู่กับโช มีแต่โช แค่โชเท่านั้น” เพลงฮิตในอดีตถูกโชนำมาใส่ชื่อตัวเอง “โชก็จะมีแต่บัน แค่บันเท่านั้นเลย”

“มะ..ไม่เขินหรอก!”

แก้มกลม ๆ ของบันถูกยัดไส้ด้วยถั่วแดงอีกแล้ว คนไม่เขินก้มหน้าก้มตาระบายสีเหมือนเด็กอนุบาล ถ้าเป็นเด็กมัธยมระบายโชคงให้คะแนนสองเต็มสิบ แต่ถ้าเป็นบันโชจะให้ร้อยเต็มสิบคะแนน

“ไม่เขินก็ไม่เขิน วาดหัวใจให้ด้วย” โชวาดหัวใจลงไปตรงกลางระหว่างขนมปังบันที่มองยังไงก็ไม่เป็นขนมปังกับส้มลูกใหญ่ที่เหมือนส้มเพราะบันระบายสีส้มลงไป บันเองไม่ได้เอายางลบมาลบหัวใจนั่นแต่หันไปหยิบสีแดงมาระบายให้มันเต็มแทน คนตัวเล็กก้มหน้าชิดกระดาษจนโชต้องเอามือรองที่หน้าผากแล้วดันกลับมาให้พอดี “ใกล้ไป”

“ถ้าเอาแว่นมาต้องระบายสวยกว่านี้แน่” บันตั้งบอร์ดขึ้น “ไม่ได้เรื่องเลย”

“น่ารักไง”

“อย่าโกหกสิ บันรู้ว่ามันไม่ได้เรื่อง”

“หมายถึงคนระบายสี น่ารัก”

“คนวาดพูดมาก...” บันพึมพำเบาๆ “แต่ก็น่ารักเหมือนกัน...”

โชที่กำลังคิดจะวาดคะน้าหมูกรอบให้บันมือแข็งตัวแข็งไปชั่วขณะ หันหน้าไปมองคนที่กำลังเอาสีระบายไปทั่วโดยไม่ได้สนว่ามันจะเป็นยังไง

“บัน เงยหน้าขึ้นมาก่อน”

“ไม่เอา”

“บัน...บันบอกว่าเราน่ารักหรอ”

“...” บันเอาสีฟ้ากับสีน้ำเงินระบายทับกัน ในใจเต้นระรัวเป็นจังหวะกลองเพลงร็อค “อื้อ...”

“...”

“โชน่ารัก”

“แล้วรักไหม?”

“...” คราวนี้เป็นบันที่ชะงักนิ่ง เขาตอบไม่ได้ว่ารักรึเปล่า แต่ถ้าบอกว่าชอบก็คงจะตอบได้แต่บันไม่รู้เหมือนว่าจะพูดว่ารักได้รึเปล่า ไม่รู้ว่ามันไปถึงขั้นนั้นแล้วรึยัง

“ไม่เป็นไร เราก็แค่ถาม” โชยิ้ม “บันไม่ต้องตอบหรอก เราเข้าใจ”

โชไม่ได้ตัดสินไปเองว่าบันไม่รักกัน เขาก็แค่ลองพูดออกมาเผื่อว่าคำนั้นของบันจะกลายเป็นคำว่ารัก แต่พอบันไม่ได้ตอบอะไรเขาก็รู้ว่ามันยังไม่ได้ไปถึงขั้นนั้น แต่สำหรับโชเอง ความรู้สึกของโชนั้นมันอาจจะไปถึงขั้นนั้นในตอนที่เขาได้มีโอกาสนอนมองหน้าบันตลอดทั้งคืน เขามีรอยยิ้มติดริมฝีปากตลอดเวลา ถือวิสาสะพร้อมกับเอ่ยคำขอโทษก่อนจะเอื้อมมือไปเกลี่ยแก้มอีกฝ่ายตอนที่กำลังนอนอยู่ โชจำใบหน้าเศร้าสร้อยของบันในวันแรกที่ได้เห็นหน้าอีกฝ่ายได้ดี มันเป็นใบหน้าที่โชไม่อยากให้มันเกิดขึ้นอีก คนอย่างบันเหมาะกับรอยยิ้ม เหมาะกับแก้มกลม ๆ มากกว่าแววตาแห่งความเสียใจ

“ชะ..โช”

“ครับ?”

“บันไม่ได้ไม่ชอบโชนะ แต่ว่า...”

“ไม่เป็นไรไม่ต้องพูด” โชทำเสียงชู่วใส่บัน “เข้าก็คือเข้าใจ เข้าใจจริง ๆ ครับ”

“...”

“เดี๋ยวเราวาดคะน้าหมูกรอบ ข้าวผัดหมู ไข่เจียวหมูสับ เอาอะไรอีกดี ข้าวขาหมูไหม ?” โชจับดินสอเตรียมวาด “แต่คงต้องใช้สีไม้ สีชอล์กเก็บรายละเอียดลำบาก เดี๋ยวเราไปหาให้”

“ไม่เห็นต้องวาดแต่ของกิน...”

“ก็วาดตามที่บันชอบอ่ะ”

“งั้นวาดเย็นตาโฟ” บันพูด “...โชชอบกินนี่หน่า”

เรานอนเล่นวาดรูประบายสีกันอยู่นานสองนานจนบันขี้เกียจตาเริ่มปรือทั้งที่เพิ่งตื่นเมื่อตอนสิบโมงเช้า ไม่รู้ทำไมถึงได้ง่วงขึ้นมาอีกแล้ว โชที่เห็นบันหาววอดก็เอื้อมไปหยิบหมอนรองนั่งใบใหญ่ให้บันใช้หนุนแทนหมอน ในใจคิดว่าจะเอาภาพที่เราระบายสีเล่นกันไปเก็บไว้ในห้องนอน เป็นภาพแรกที่ได้วาดด้วยกัน

“...โชเคยมีแฟนเก่าไหม” บันพูดขึ้นมาในอากาศก่อนที่จะหลับเพราะความขี้เกียจของร่างกาย

หมอนใบใหญ่ ๆ นั้นทำให้นอนหนุนได้สองคนอย่างสบาย ๆ ปลายเท้าของบันหันไปด้านหนึ่ง ของโชอีกด้านหนึ่ง หัวของเราหันชนกัน เส้นผมแตะกันเล็กน้อย

“แฟนเลยก็ไม่ ไปไม่ถึงสักที” โชพูดความจริง

“...”

“เราอยากเรียนศิลปะมาตั้งแต่ม.ต้น เรื่องแบบนี้มันต้องใช้เวลา ไม่มีเวลามาสนใจอะไรพวกนี้เลย แล้วก็ไม่ได้รู้สึกอยากแบ่งเวลาไปให้ใคร” โชตัดสินใจเล่าเรื่องของตัวเองให้บันฟัง “เราก็ลองคุยกับคนอื่นนะ คุยเยอะเลยแหละ แต่ก็อย่างที่เคยบอกบัน มากๆเข้าเราก็ไม่ได้ตอบ มันไม่มีเวลาจริงๆ”

“...”

“แต่พอมาเจอบันมันก็ไม่ใช่เรื่องไม่มีเวลา วันนึงเรามีเวลาให้บันอย่างน้อยๆก็สองชั่วโมง ไม่รู้บันจะคิดยังไงแต่สองชั่วโมงของเรามันเยอะมากๆ งานเร่งมากๆวาดภาพเสร็จ ทำอะไรได้ตั้งหลายอย่าง เราก็เลยรู้ว่าเราไม่ได้ไม่มีเวลา แต่เค้าไม่ได้สำคัญขนาดที่เราต้องแบ่งเวลาไปให้”

“...”

“แต่กับบัน...เวลาชีวิตเรามันไปเองเลย” โชพูดออกมาตามความรู้สึกตัวเอง เวลาของเขาทั้งที่ปกติคิดว่าไม่ว่างมาคุยกับใครก็ยังคุยกับบันได้ในแบบที่เขาไม่เข้าใจเหมือนกัน “เหมือนมีที่สำหรับบัน...ในชีวิตของเรา”

“...”

“เป็นเนื้อคู่กันแน่เลยว่ะ บอกเลยว่าความรู้สึกเรามันชัดมาก”

“เพ้อเจ้อ...”

“อ้าวบัน...” โชแกล้งเอื้อมมือไปหยิกแขนบันจนได้ยินเสียงหัวเราะคิกคักกลับมา

“ก่อนหน้านี้บันมีแฟนมาคนนึง เดย์บอกว่าเป็นแฟนไม่จริง เขาเข้ามาจีบบันเล่นๆแต่บันดันชอบเค้า คบกันห้าเดือนแล้วก็โดนบอกเลิก เขาบอกว่าเราจืดชืด น่ารำคาญ ไม่มีอะไรดีสักอย่าง”

โชอยากจะเอาปากกาเคมีที่ลบไม่ออกไปเขียนไว้ที่หน้าผากมันว่า ‘โง่’ แต่ก็ไม่รู้ว่าเป็นใคร

“เค้าปากหวาน พูดอะไรบันก็เชื่อ บันว่าบันหัวอ่อนด้วยแหละ แถมยังติดห้อง เวลาเค้าไปกับคนอื่นก็เลยไม่รู้ คบกันมาห้าเดือน คุยน้อยกว่าที่คุยกับโชสองอาทิตย์อีก ไม่มีอะไรเลย มีแต่คำโกหกเต็มไปหมด”

“...”

“บันยังนึกตลกตัวเองไม่หายที่บอกว่าจะปรับปรุงตัวตอนโดนบอกเลิก ไม่รู้ตอนนั้นคิดอะไรอยู่”

“...”

“แต่ตอนนี้คิดได้แล้วแหละ ขอบคุณโชมากนะ”

“ขอบคุณมันละกันที่ทิ้งบัน ไม่งั้นโชคงไม่ได้เจอเนื้อคู่ หรือว่าต้องไปแย่งมาอันนี้ก็ไม่รู้เหมือนกัน”

“ก็บอกให้หยุดเพ้อเจ้อ” บันพูดไปยิ้มไป พอได้พูดแล้วมันก็โล่งใจอย่างประหลาด เหมือนได้ขจัดเรื่องนั้นออกไปจากใจจนหมดสิ้น

“แล้ว...บันรักเค้าไหม?”

“ถ้าตอนนั้น...ก็คิดว่าชอบนะ” บันตอบ “แต่ถ้าจะใช้คำว่ารัก บันว่าตัวเองยังไม่ได้เจ็บที่ใจขนาดนั้น”

“ดีแล้ว...” โชพูดพอให้ได้ยินกันสองคน เสียงมันเบาแต่เหมือนดังอยู่ข้างหูบัน “เก็บใจไว้รักโชเนอะ”

บันอยากพูดอีกครั้งว่าเพ้อเจ้อ แต่แก้มทั้งสองข้างกลับเปลี่ยนเป็นสีจาง

เพราะโช...บันเลยรู้ว่าระยะเวลาไม่สำคัญเท่าการกระทำ ห้าเดือนนั้นเหมือนบันไม่เคยได้รู้ว่าคนที่ชอบกันจริง ๆ เขาทำกันยังไงจนได้มาเจอโช บันไม่อยากเอามาเปรียบเทียบกันแต่มันก็อดไม่ได้จริง ๆ

โชใส่ใจให้บัน แล้วก็มีใจว่าง ๆ ให้บันใส่ใจตัวเองลงไป

นอนเล่นไปสักพักบันก็ผล็อยหลับไปจริง ๆ โชที่ได้ยินลมหายใจสม่ำเสมอจากบันเลยรู้ว่าอีกฝ่ายหลับไปแล้ว เขาลุกขึ้นนั่งบนพรม มองบันที่หลับอุตุเหมือนคนอดนอน ถ้าเขาได้มีโอกาสมองบันหลับทุกวันก็คงจะดี ได้กินข้าวด้วยกันทุกวัน ไปเดินเที่ยวด้วยกันหลังเลิกเรียน แต่มันก็เพราะโชเองนั่นแหละที่ไม่มีเวลาให้บันมากขนาดนั้น เขานึกกังวลมากมาย แต่ตอนนั้นที่บันบอกว่ามีความสุขมากเลย ใจของเขาพองฟูยิ่งกว่าขนมสายไหมที่ไหนบนโลกใบนี้ วันนั้นเขาอารมณ์ดีทั้งวัน อะไรก็น่ารักเหมือนบันไปหมด

เขาเอง...ก็มีความสุขมากเหมือนกัน

บันตื่นมาอีกทีช่วงตะวันโพล้เพล้ ลืมตามาก็เห็นโชนั่งเอาดินสอร่างงานหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่ไม่ห่าง เห็นใบหน้าตั้งใจแบบนั้นแล้วบันก็อดยิ้มตามไปไม่ได้

“...ตื่นแล้วหรอ ?” โชเบนสายตามามองบันที่นอนกะพริบตาปริบๆ

“อื้อ...” บันขยับตัวเล็กน้อย “ทำงานหรอ ?”

“นิดหน่อย” โชวางดินสอลง “อยากกินอะไรรึเปล่า ?”

“...”

“...”

“...ไปกินน้องเขียว” บันเอาหน้ากดกับหมอน “บันอยากกินบาบีกอน”

รอบนี้โชเอาหมวกกันน็อคสำรองของตัวเองที่เก็บเอาไว้ในห้องให้บันใส่ มันเป็นหมวกกันน็อคน่ารักที่โชบอกว่าน้องสาวซื้อให้เป็นของขวัญ มันไม่เหมาะกับโชเท่าไหร่ ถึงจะทำหมวกที่ตัวเองมีหายก็จะไม่เอาใบนี้มาใส่ ยกให้บันไปเลย พอบอกว่าขอยืมก็พอโชก็หยิบมาสวมให้ บอกให้ใส่เดินลงคอนโดไปเลย

“ทำไมต้องใส่...”

“น่ารักจะตาย เนี่ย หัวกลม ๆ” โชตบเปาะแปะไปที่หมวกกันน็อคที่บันใส่อยู่

โชขับมอเตอร์ไซค์โดยมีบันเป็นคนซ้อนไปที่ห้างเพื่อไปกินบาบีก้อนกัน บันจับเอวของโชไว้หลวม ๆ เพื่อไม่ให้ตกมอเตอร์ไซค์ จนกระทั่งโชเอารถเข้าไปจอดในห้างแล้วบันถึงได้ถอดหมวกออกแล้วแขวนไว้กับรถโช กลัวหายเหมือนกันแต่โชบอกว่าไม่เป็นไร ไม่หายหรอก

“เอาชุดครอบครัวหมู” บันสั่งอาหาร “เอาเบคอนสามที่ เอาลูกชิ้นปลาหมึก คร็อกเก้หมูมันฝรั่ง เอาข้าวผัดกระเทียมด้วยครับ อ่ะ...โชสั่งสิ”

“เอาข้าวผัดกระเทียมเพิ่มอีกที่ครับ เอาหมูอีกสองที่ แล้วก็แฮม น้ำเอาน้ำเปล่าครับ สองที่” โชสั่งเพิ่มมาจากสิ่งที่บันสั่ง แต่ในใจก็คิดว่าสั่งมาให้บันกิน บันชอบกินหมู แล้วตอนนั้นก็จำได้ว่ายืนซื้อแฮมทอดอยู่ที่ร้านรถเข็นที่เราเคยเดินผ่าน ส่วนน้ำนั้นเวลาไปกินข้าวด้วยกันก็เห็นบันสั่งน้ำเปล่าตลอดเลยสั่งมาให้เลย

“โชไม่กินเนื้อหรอ ?”

“ไม่กิน บันจะได้ไม่ต้องเลือก กินได้ทุกอย่าง”

“ขอบใจนะ” บันยิ้มตอบ

ระหว่างรอคอยอาหารมาเสิร์ฟนั้นเราก็คุยกันเรื่องทั่วไป ทั้งเรื่องการเรียนหรือว่าเรื่องเพื่อน บันก็เล่าให้โชฟังว่ารู้จักเดย์เพราะว่าไม่ได้เข้ารับน้องเหมือนกันแล้ววันเปิดเทอมวันแรกก็นั่งข้างกันเพราะที่เต็มเลยสนิทกันไปโดยปริยาย นอกจากเดย์แล้วบันก็ไม่มีเพื่อนสนิทคนอื่นอีก มีเดย์คนเดียวที่อยู่กับบันที่เพื่อนบอกว่าพูดน้อย อยู่ด้วยแล้วรู้สึกอึดอัด

“เราบอกว่าเรื่องแบบนี้มันอยู่ที่คนไงบัน ไม่ใช่ว่าทุกคนจะคิดเหมือนกันสักหน่อย”

“ก็บัน...”

“บันไม่ได้น่าเบื่อ บันเป็นคนเงียบ ๆ ที่พูดเก่งพอตัวนะเราว่า แต่มันก็ปกตินะ ถ้าไม่สนิทก็ไม่รู้จะพูดอะไร เราว่าบันเป็นแบบนั้นมากกว่า เรื่องอะไรที่ปล่อยผ่านไปได้ก็ไม่พูดแบบนั้น...นี่มันคนน่ารักแถมยังใจดีนะ ไม่ใช่คนน่าเบื่อ”

“...”

“หมูมาแล้ว กินเถอะ”

“บันก็มีข้อเสียตั้งเยอะ...”

“น่ารักเกินไปอะไรแบบนี้น่ะเหรอ?”

“มะ...ไม่ใช่สักหน่อย!”

บันขอน้ำจิ้มมาสองถ้วย อีกถ้วยหนึ่งเอาไว้จุ่มหมูก่อนจะเอาไปย่าง ส่วนอีกถ้วยบันเอาไว้จิ้มตอนทานเสร็จแล้ว

“ทำไมทำแบบนั้นล่ะ ?”

“ก็สมัยบันอยู่ป.สาม ตอนนั้นมากินกับพ่อแม่แล้วบันเอาหมูสดจุ่มน้ำจิ้มอ่ะ ก็เลยเอาไปย่างต่อ มันอร่อยมากเลยนะ โชลองทำดูสิ...เดี๋ยวเอาของบันไปกินก็ได้ อร่อยมากเลยนะ”

โชเอาแฮมมาย่าง คิดว่าจะเอาไว้แลกกับหมูจุ่มน้ำจิ้มของบัน พอได้กินแล้วก็รู้สึกว่ามันก็เป็นหมูที่จุ่มน้ำจิ้มบาบีกอนตามปกติ แต่อร่อยขึ้นสิบเท่าเพราะบันย่างให้ มันก็จะอิ่มที่ใจอยู่หน่อยๆ

“เสาร์อาทิตย์นี้บันกลับบ้านใช่ไหม ?” โชถามบันที่พยักหน้ากลับมา “วันจันทร์ตอนเย็นเราว่าง ไปดูหนังกัน”

“เอาสิ” บันเองก็ว่าง ไม่ได้ทำอะไร “เดี๋ยวบันมาหา”

“ไม่ๆ เดี๋ยวเราไปรับ” โชวางแผนเอาไว้แล้ว “วันอังคารบันมีเรียนสิบเอ็ดโมง เรามีเก้าครึ่ง น่าจะไปหาร้านนั่งเล่นอยู่ได้ถึงสี่ทุ่ม แบบนั้นโอเคไหม ?”

“โอเค...” บันไม่มีปัญหา “อ่ะ...เบคอนของบัน ยกให้โช”

กว่าเราจะกินกันเสร็จก็เกือบสองทุ่ม โชขับรถไปส่งบันถึงหน้าหอก่อนจะกำชับให้เก็บหมวกเอาไว้ให้ดี บันพยักหน้าหงึกหงักกอดหมวกเอาไว้แน่น เราสองคนมองหน้ากันอยู่เกือบนาทีก่อนที่มือใหญ่ๆของโชจะวางลงบนหัวของบัน

“เดี๋ยวห้องแล้วเราโทรหานะ”

“อื้อ..”

“อย่าแอบนอนก่อนล่ะ”

“ไม่นอนแล้วหน่า โชก็...” บันทำหน้ามุ่ย “ขับรถดีๆนะ ระวังด้วย”

“ครับ”

บันใช้ชีวิตตามปกติแบบมีโชอยู่ในชีวิต ตื่นเช้ามาก็โทรหา ตอนเที่ยงกับตอนเย็นรอรับโทรศัพท์ ตอนกลางคืนรอโชโทรมาบอกว่าฝันดี เป็นแบบนี้จนถึงวันหยุดสุดสัปดาห์ที่บันวางแผนเอาไว้ว่าจะกลับบ้าน

เสาร์-อาทิตย์ก็เป็นเหมือนเดิม โชส่งวิดีโอตัวเองเล่นกับเจ้าหมายักษ์สามตัวที่ให้น้องสาวถ่ายให้ส่งมาให้บันดู แนะนำตัวให้ด้วยว่าแต่ละตัวชื่อพะแนง เขียวหวาน แล้วก็ข่าไก่ มาเป็นชุดอาหารไทยเลยทีเดียวเชียว บันส่งข้อความกลับไปแซวว่าเขียวหวานไม่ใช่ส้มหรอ โชเลยพิมพ์กลับมาว่าเจ้าหมาบัน เสาร์อาทิตย์นั้นเลยกลายเป็นหมาบันกับหมาโช ไม่ใช่เจ้าส้มยักษ์กับบันบันแล้ว

บันได้มีโอกาสคุยกับน้องสาวโช คุยกันเรื่องหมวกที่โชให้มา รวมถึงเรื่องสัพเพเหระทั่วไปซึ่งเกี่ยวกับโชเป็นส่วนมาก เป็นพี่น้องกันทะเลาะกันตามปกติ แน่นอนว่าน้องสาวของโชด่าโชให้บันฟังจนเพลิน มีเรื่องเอาไว้ล้อโชเยอะเลย

ส่วนบ้านของบันนั้นก็ปกติ นั่งดูละครกับแม่ช่วงบ่าย ไปขุดดินปลูกต้นไม้กับพ่อช่วงเย็น เสร็จจากตรงนั้นแล้วก็มาดูแม่ทำกับข้าว เอาคลิปน้องสามแกงให้แม่ดู เปรยๆเรื่องอยากเลี้ยงน้องหมา เอาตัวเล็กๆหน่อยก็ได้จะได้ไม่เลี้ยงดูกันยาก แม่บอกว่าเอาไว้เรียนจบแล้วกลับมาอยู่บ้านค่อยมาคุยกันอีกที

แต่ช่วงเวลาเสาร์-อาทิตย์ก็มีช่วงที่ทำให้บันกับโชได้คุยกันเกี่ยวกับเรื่องแฟนเก่าของบันเป็นครั้งแรก ที่จริงมันอาจจะไม่ใช่ครั้งแรกแต่มันเป็นครั้งแรกที่จริงจัง ครั้งแรกที่โชได้ยินเสียงของอีกฝ่ายเพราะเวฟโทรมาหาบันตอนที่กำลังคุยกับโชอยู่ บันไม่อยากจะโกหกว่าใครโทรเข้ามาจึงบอกโชไปตามตรง โชเงียบไปสักพักก่อนจะบอกให้บันไปคุยให้เรียบร้อยแล้ววางสายไป

“ฮัลโหล...”

(บัน นี่เวฟเองนะ)

เพราะว่าบันไม่ได้พูดอะไรเวฟจึงพูดต่อ

(วันจันทร์นี้ตอนเลิกเรียนแล้ว เรา...มาเจอกันหน่อยได้ไหม ?)

“…”

(มีเรื่องอยากคุยด้วยน่ะ นะบันนะ)

เวฟพูด

(ที่ร้านเดิมของเรานะ)

บันโทรกลับไปหาโช เราเงียบใส่กันอยู่เกือบนาทีก่อนที่โชจะเป็นฝ่ายพูดขึ้นมาก่อนเกี่ยวกับเรื่องนี้

(เรารู้นะ แล้วเราก็เข้าใจว่ามันก็เป็นแค่เรื่องที่ผ่านมา แต่เราอยากขออะไรบันหน่อยได้ไหม ?)

“...”

(อย่ายุ่งกับเค้าอีก บันทำให้เราได้รึเปล่า?)

“...อื้ม” บันรับปาก “บันจะไม่ยุ่งกับเวฟอีก”

(ขอบคุณนะ)

เช้าวันจันทร์ของบันเป็นไปตามปกติ วันนี้เป็นฝ่ายโชที่โทรมาปลุกในตอนเช้า บอกว่าอยากเฝ้าบันอาบน้ำแต่บันได้แต่ด่าโชว่าบ้าแล้วบอกว่าจะโทรกลับ ได้คุยกันอีกทีก็บนรถเดย์ที่บอกว่าวันนี้รถไม่ค่อยติดเลยมารอรับบันที่หน้าหอได้

(วันนี้เดี๋ยวไปรับนะ ไม่ลืมนัดเราใช่ไหม ?)

“ไม่ลืม บันเอาหมวกมาด้วยนะ” บันมีหมวกกันน็อคอยู่บนตัก “จะมาเมื่อไหร่ครับ?”

(สี่โมง น่าจะไม่เกินสี่ครึ่ง เราจองรอบหนังไว้แล้ว)

“โอเค กินข้าวเช้าด้วยนะ”

(วันนี้บันจะกินอะไร?)

“ก็ว่าจะกินราดหน้าเส้นหมี่”

(ดีเลยเดี๋ยวกินด้วย คิดไม่ออกเลยว่าจะกินอะไรดี คิดออกแต่บันไส้ถั่วแดง)

“พูดมาก”

(ฮะ ๆ รู้นะว่าแก้มแดงอยู่ เขินก็พูดมาเถอะ)

ถึงโชจะทำให้บันยิ้มได้ แต่ช่วงบ่ายบันก็มีเรื่องที่ทำให้ไม่สบายใจเหมือนกัน เรื่องที่คุยกับเวฟที่เวฟบอกให้ไปเจอกันนั้นกวนใจบันตลอดเวลา ไม่รู้ว่าควรจะไปดีไหมหรือว่าจะเอายังไงดี ไม่รู้ว่าเวฟมีเรื่องอะไรหรือว่ามีเรื่องเดือดร้อนจะให้ช่วยเหลือมันก็อาจจะเป็นไปได้เหมือนกัน เพราะว่าการเป็นนักดนตรีของมหาลัยทำให้เวฟเรียนไม่ค่อยทัน ส่วนหนึ่งมันก็มาจากความรับผิดชอบของตัวเวฟเอง แต่ถ้าเป็นเรื่องเรียนบันก็คิดว่าตัวเองพร้อมจะช่วยเหลือ

บันรู้ว่าถ้าบอกเดย์ว่าจะเข้าไปเดย์คงจะว่าแต่ก็ไม่รู้ว่าจะปิดเพื่อนไปทำไมเหมือนกัน เลยพูดแค่เกริ่นไปว่าลืมของไว้ที่เวฟต้องกลับไปเอา บันรู้ว่าโกหกมันไม่ดีแต่ก็พูดไปแล้ว เดย์ได้แต่กอดอกทำหน้าตึก บอกบันว่าจะนั่งรออยู่ข้างนอก รีบเข้าไปเอาของแล้วรีบออกมาด้วย บันเองก็คิดว่าจะรีบเข้าไปนั่งแล้วอยู่ไม่เกินสามนาทีแล้วจะวิ่งออกมาให้ได้ ถ้าไม่ใช่เรื่องที่ต้องช่วยเหลือกันบันก็จะไม่อยู่เด็ดขาด แน่นอนว่าบันนึกขอโทษโชในใจ ได้แต่บอกตัวเองว่ามันจะเป็นครั้งสุดท้าย จะไม่มีอีกแล้ว แล้วก็จะเล่าให้โชฟังด้วยว่ามันเป็นยังไงมายังไงเผื่อว่าต้องช่วยเหลือกันจริง ๆ

ร้านเคยประจำของบันกับเวฟนั้นอยู่ตรงข้ามคณะของบัน เดินเข้าร้านไปยังไม่ทันได้มองหาเวฟก็ลุกขึ้นโบกมือให้เหมือนความสัมพันธ์ของเรายังเป็นเหมือนเดิม ไม่ใช่ว่าบันยังรู้สึกแต่เพียงคิดว่าทำเวฟถึงได้ทำเหมือนว่ามันไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้ขนาดนั้น

“บันกินอะไรไหม เราสั่งพาสต้าให้เหมือนเดิม...”

“เวฟมีอะไร?” บันมองเวฟลอดแว่นสายตาของตัวเองที่ยังไม่ได้ถอดออก “พูดมาเลย เดย์รอบันอยู่”

“คือ เราอยากขอคืนดีกับบัน”

“...”

“เราคิดถึงบันมากเลยนะ พอไม่มีบันแล้วมันแย่มากเลย ไม่มีใครดีกับเวฟเท่าบันแล้ว”

“...” บันพูดไม่ออก ไม่คิดไว้ว่าจะเป็นเรื่องนี้ มือที่วางอยู่บนโต๊ะสั่นเล็กน้อยเมื่อโดนเวฟคว้าไปจับไว้

“กลับมาคบกันเหมือน...”

“บัน !”

เสียงเรียกชื่อของบันที่ดังมาจากประตูหน้าร้านทำให้เจ้าของชื่อหันกลับไปมองด้วยความรวดเร็วก่อนจะนิ่งอึ้งทำอะไรไม่ถูกเพราะคนที่ยืนอยู่ตรงนั้นเป็นคนที่ไม่ควรจะมายืนอยู่ตรงนี้

“ชะ...โช” บันทำอะไรไม่ถูก “คือ...”

โชไม่พูดพล่ามอะไรทั้งนั้นนอกจากเดินเข้ามาดึงบันให้ออกไปนอกร้านท่ามกลางสายตาของลูกค้าและพนักงานในร้านที่อาจจะไม่เยอะนักแต่ก็มีพอสมควร บันทำตัวไม่ถูกเลยปล่อยให้โชลากออกมาแบบนั้น บันไม่รู้ว่าโชมาเห็นตั้งแต่เมื่อไหร่แล้วเข้าใจอะไรไปถึงไหนแต่ทำแบบนี้มันก็ไม่ถูก

“โช...ทำแบบนี้มันเสียมารยาทนะ”

“นั่นมันใช่ไหม ?” โชสูดลมหายใจเข้าเพื่อลดความโกรธ “เราบอกบันแล้วใช่ไหมว่าอย่าไปคุยกับมันอีก!”

“...แต่มันไม่มีอะไร”

“ไม่มีอะไรแล้วไปคุยทำไม ที่เราคุยกันไว้ ที่บันรับปากไว้นี่รับทำไมถ้าจะทำแบบนี้ ถ้าเราไม่เข้าไปบันจะคุยกับมันไปจนถึงเมื่อไหร่...”

“โชอย่ามาพูดแบบนี้กับบันนะ!” บันไม่ชอบให้ใครมาพูดแบบนี้ใส่ พูดเหมือนไม่เชื่อใจกัน “ถ้าบันจะคุยแล้วมันจะทำไม มันไม่มี...”

“เออ ไม่ทำไมหรอก...” สายตาของโชที่จ้องมองมาทำให้บันรู้สึกวูบโหวงที่หัวใจแปลกๆ

“...”

“งั้นก็คุยกับมันไปก็แล้วกัน”

“โช...โช ฟังบันก่อน โช!”

บันพยายามคว้าแขนโชเอาไว้แต่ไม่ทัน พอออกตัววิ่งตามไปโชก็ก้าวขายาว ๆ ข้ามพาดมอเตอร์ไซค์คันใหญ่ของตัวเองแล้วขับออกไปโดยไม่แม้จะสวมหมวกกันน็อคด้วยซ้ำ

“บัน” เวฟที่เพิ่งออกมาจากร้านเดินเข้ามาหาบันที่ยืนน้ำตาคลอพลางถอยห่างคนที่ก้าวเข้ามาไปอีกสองสามก้าว

“ระ...เราเป็นเพื่อนกันได้ แต่เวฟยะ...อย่ายุ่งกับบันอีกเลยนะ”

“...”

“บะ..บันเจอคนที่บันอยากอยู่ด้วยแล้ว” บันไม่อยากร้องไห้เลยพยายามห้ามตัวเองที่สะอึกสะอื้นจมูกแดงไปหมด “ขอบคุณ..มะ..มากนะเวฟ”

เดย์ที่บอกว่าจะรออยู่ด้านนอก คลาดสายตาไปซื้อเครปหน่อยเดียวก็เหมือนว่าจะมีเรื่องมีราวเกิดขึ้น เพื่อนตัวขาวก้าวมายืนข้างๆบันก่อนจะส่งสายตาประสงค์ร้ายใส่เวฟที่พยักหน้าทำความเข้าใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

“โชคดีนะบัน รีบไปง้อล่ะ” เวฟพูดได้แค่นี้จริง ๆ เพราะเขาเป็นคนที่ทิ้งบันไปก่อน เขาพอจะรู้ว่าคนที่เดินเข้ามาเป็นใคร จากท่าทางแล้วก็พอจะเดาได้เหมือนที่อีกฝ่ายก็คงเดาออกเหมือนกันว่าเขาเป็นใคร “โชคดี”

“อื้อ...” เอามือตัวเองปาดน้ำตา แว่นมันเกะกะไปหมด

“นี่มันอะไรกันเนี่ย จะเล่าให้ฟังได้ยัง?”เดย์อยากจะรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น

“โชมา...”

“หา?” เดย์ไม่ได้คาดคิดว่าเรื่องมันจะเป็นแบบนี้ “ยังไม่ถึงเวลานัดเลยนี่”

“คง..คงมาก่อน” บันยังคงปาดน้ำตาตัวเอง “แล้ว..แล้วก็ไปแล้ว”

“ที่จริงโชไม่น่าโกรธนะ นี่บันทำอะไรรึเปล่าเนี่ย?” เดย์ตัดสินใจถอดแว่นตาของบันออกก่อนจะพาเดินไปนั่งอยู่ที่มุมหนึ่งใต้ต้นไม้

“มะ..เมื่อวันก่อนบันสัญญากับโชว่าจะไม่ยุ่งกับเวฟ อีก ตะ..แต่ว่าเวฟมาขอคุยด้วย บันก็เลย...”

“โถ่บัน! แล้วทำไมไม่ทำตามที่โชบอก” เดย์อยากเอาเครปตีหัวเพื่อนตัวเองสักที “แล้วมาบอกกันว่าลืมของอีกนะ!”

“ก็..ก็มันไม่มีอะไร”

“ไม่มีอะไรแล้วยังไง บันคุยกับโชอยู่นะ ไม่ใช่โชรึไงที่บันต้องใส่ใจคำพูดน่ะ!”

บันเม้มปากแน่น สิ่งที่เดย์พูดมามันจริงทุกอย่าง แต่เมื่อกี้เขานึกโกรธที่อยู่ดี ๆ โชก็พรวดพราดเข้าไปในร้าน กระชากแขนเขาแล้วลากออกมาข้างนอกแบบนี้ แต่มันก็เป็นเพราะว่าบันไม่ยอมรักษาสัญญาทั้ง ๆ ที่ตัวเองก็พูดออกไปแล้ว เป้นใครใครก็ต้องโกรธ ถ้าเป็นบันมาเห็นเข้าก็คงนึกโกรธโชเหมือนกัน

“ต้อง...ต้องตามไป”

“พรุ่งนี้มีสอบนะ” เดย์ถอนหายใจ “กลับไปอ่านหนังสือดีกว่า ตั้งสติหน่อย”

“แต่บันสัญญาว่าจะไปดูหนัง จะไปกินข้าวด้วยกัน” บันอ่านหนังสือรอตั้งแต่เสาร์อาทิตย์เพราะว่าวันนี้จะได้ไปกับโช

“บัน บอกให้ตั้งสติไง” เดย์พูดซ้ำอีกครั้ง “ไม่รู้หรอกนะว่าเวลาโชโกรธเป็นยังไง แต่คุยกันไปก็ไม่รู้เรื่อง”

บันนิ่งเงียบ ก้มหน้ามองรองเท้าตัวเองแบบที่ชอบทำ เรื่องราวมันใหญ่เกินไปกว่าที่บันคาดคิด เขาผิดเองทุกอย่าง อยากให้มันจบ ๆ ไปเลยตัดสินใจทำแบบนั้น

ทั้งที่โช...ควรจะเป็นคนที่บันต้องแคร์ที่สุดแท้ ๆ

พอเป็นแบบนี้บันก็รู้ว่าในใจของตัวเองนั้นมีโชอยู่ในนั้นมากแค่ไหน ถึงจะเป็นช่วงเวลาไม่นานนักที่เราได้รู้จักกันแต่สำหรับบันมันเป็นช่วงเวลาที่ทำให้หัวใจมีความสุขที่สุด

“บะ...บันจะลองโทรหาโชก่อน” บันพยายามตั้งสติตามที่เดย์บอก “แล้วพรุ่งนี้สอบเสร็จจะไปหา”

“โอเค เป็นความคิดที่ดี” เดย์เกลียดไอ้เวฟ คนอะไรนิสัยไม่ดีเอาซะเลย ไปแล้วไม่ไปลับ ไม่รู้จะกลับมาคุยกับบันเพื่ออะไร

บันเล่าให้เดย์ฟังถึงเรื่องที่เกิดขึ้น สิ่งที่คุยกับเวฟและสิ่งคุยกับโช เดย์เองก็ได้แต่เงียบฟัง สุดท้ายก็บอกให้บันตั้งใจทบทวนบทเรียนก่อน โชไม่โกรธขนาดจะตัดความสัมพันธ์กันหรอก ถึงจะพูดกันแบบนั้นแต่เอาเข้าจริงโชก็ไม่รับสายบัน สักสายก็ไม่รับ ส่งข้อความไปไม่มีอ่าน พอโทรไปอีกครั้งโชก็ปิดเครื่องไปแล้ว

บันได้แต่กำหนังสือแน่น ไม่รู้ว่าควรจะทำยังไงดี เขาคิดฟุ้งซ่านไปหมด ใจนึงจดจ่ออยู่กับตัวเลข ส่วนอีกใจคิดถึงแต่เรื่องโชเต็มไปหมด จะได้ไปดูหนังมั้งหรือว่าตอนนี้อยู่ที่ห้อง จะไปทำอะไรอยู่ที่ไหนหรือว่านั่งทำงานอยู่ที่คณะ บันคิดไม่ตกเลยจริง ๆ

บันเคยคิดแต่เรื่องที่ว่าตัวเองน่าเบื่อ จืดชืด เป็นไปตามที่คนอื่นบอก แต่วันนี้บันอาจจะเสียคนดีๆในชีวิตไปเพราะความอะไรไม่รู้ของตัวเอง

“ฮึก...”

“มันจะไปอ่านหนังสือรู้เรื่องไหม?” เดย์ลงทุนมานอนหอบันในวันนี้ เวลาเพื่อนเศร้าก็ไม่อยากให้อยู่คนเดียว

“กะ...ก็”

“ก็อะไร เงียบเดี๋ยวนี้เลยนะ ไปตามพรุ่งนี้ก็คือพรุ่งนี้”

“...”

“อ่านหนังสือ!”

บันก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือไม่พูดอะไรอีกแม้ในใจจะว้าวุ่นขนาดไหน บันรู้ดีว่ามันไม่ได้ช่วยอะไรเลยได้นั่งอ่านหนังสือติวเรื่องนั่นเรื่องนี่กับเดย์จนผล็อยหลับคากองหนังสือไปทั้งสองคน มือของบันกำโทรศัพท์อยู่ แล้วมันก็ค้างอยู่ที่เบอร์ของโชที่โทรไปยังไงก็ได้ยินแต่เสียงผู้หญิงขอโทษ บอกว่าหมายเลขที่เรียกไม่สามารถติดต่อได้

เวลาสอบเก็บคะแนนนั้นเริ่มตั้งแต่สิบโมงจนถึงเที่ยง ก่อนหน้านั้นบันโทรหาโชตลอดแต่ก็ได้ยินแต่เสียงผู้หญิงตอบกลับมา แต่บันจะไม่ยอมแพ้หรอก ไม่เป็นไรเลย บันบอกเดย์แล้วว่าให้ไปส่งที่หน้าคณะของโช เดย์บอกว่าถึงภายในครึ่งชั่วโมงแน่นอน ทันกินข้าวเที่ยงกับโช ชวนไปกินเย็นตาโฟก็ได้

“โชไม่รับโทรศัพท์อ่ะเดย์...” บันยืนกดโทรศัพท์หาโชอยู่ที่หน้าคณะ

“แล้ววันที่มาคุ้นหน้าคุ้นตาใครบ้างไหม?” เดย์เองอยู่ในสถานะเดียวกับครั้งที่แล้วคือเปิดไฟขอทางไว้แล้วนั่งอยู่ในรถ ให้หาที่จอดตอนเที่ยงวันแบบนี้คงไม่มี กว่าจะวนกันเสร็จก็คงไม่ทันการ

“มีเพื่อนของโชแต่ว่าบันไม่เห็นเลย...” บันไม่กล้าทำอะไรมาก มหาลัยของตัวเองก็ไม่ใช่ จะเดินดุ่มๆไปที่ไหนหรือทำอะไรสุ่มสี่สุ่มห้าก็ห่วงไปหมดว่าจะไปทำอะไรผิดเข้า

“แล้วเด็กคณะนี้ไปกินข้าวที่ไหนกันหว่า..” เดย์พยายามเปิดโทรศัพท์หาแผนผังคณะให้ “ขึ้นมาก่อนมาบัน ร้อนนะ”

“ไม่เอา เผื่อโชเดินผ่านมาแล้วบันไม่เห็น” บันยังคงกดโทรศัพท์สลับกับการเงยหน้ากวาดสายตาไปรอบๆ “โชคงจะโก...ซะ..ซอล !”

บันเห็นเพื่อนของโชที่ตอนนี้กำลังจะเดินเข้าตึก เจ้าตัวถือแก้วชานมไข่มุกเดินลอยชายอยู่คนเดียวด้วยท่าทางสบายๆเหมือนไม่ได้มีเรื่องต้องรีบร้อนหรือต้องไปทำอะไร เจ้าตัวหันซ้ายหันขวาว่าใครเรียกชื่อก่อนจะสบตาเข้ากับบันที่วิ่งเข้าไปหาทันที

“อ้าว...มาได้ไง” ซอลมองหน้าบัน “ไอ้โชกลับไปแล้วนะ”

“คะ..คือ ทะเลาะกันนิดหน่อย” บันสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ “โชกลับไปแล้วหรอ รู้รึเปล่าว่าไปไหน?”

“กลับไปแล้ว น่าจะกลับหอแหละ นี่เรารอส่งงานอยู่” ซอลดูดชานมไข่มุก “ทะเลาะกันเรื่องไรอ่ะ จะได้แนะนำได้ไง ไอ้นี่มันโกรธแรงจะตาย”

“เรา เราทำผิดสัญญา” บันไม่กล้าสู้หน้าเพื่อนโชเท่าไหร่ “ก็เลยจะมาขอโทษ”

“อืม...มันปิดเครื่องใส่บันนี่เอง เราโทรไปก็ไม่รับตั้งแต่เมื่อวาน” ซอลยื่นชานมไข่มุกให้บันช่วยถือให้ก่อนจะล้วงมือไปหยิบของในกระเป๋ากางเกง เปิดกระเป๋าสตางค์ออกแล้วหยิบคีย์การ์ดออกมาใบนึงยื่นให้บัน “บุกเลย จำห้องกับชั้นได้ใช่ไหม?”

“จำได้” บันรับคีย์การ์ดมา “ระ..เราเข้าไปได้เลยเหรอ?”

“เข้าไปเลย เข้าไปแล้วอยากพูดอะไรก็พูดให้หมด ถ้าลีลาโชมันจะมีโอกาสเถียง บันก็อย่าเปิดโอกาสให้มัน พูดออกไปให้หมดเลยแล้วเดี๋ยวมันก็หายโกรธเองแหละ” ซอลตบไหล่บันเบา ๆ “แล้วนี่มาไง ให้ไปส่งไหม?”

“ไม่เป็นไร เรามากับเพื่อน” บันกำคีย์การ์ดแน่น “ขอบใจมากนะซอล ขอบใจมาก”

“ไม่เป็นไร” ซอลเห็นว่าคนนี้ของจริงเขาก็เลยช่วย ปกติเขาไม่ยุ่งเท่าไหร่ “สู้สู้ล่ะ”

“อื้อ!”

บันแทบวิ่งกลับไปขึ้นรถของเดย์ ไปด้วยความเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ คนไม่ค่อยพูดนั้นบอกทางเพื่อนรัวเร็วเสียจนฟังไม่ทัน บอกทางไปคอนโดของโชแล้วบอกให้เดย์ขับไปเร็วๆ เร็วได้เท่าไหร่ก็ยิ่งดี เดย์เองก็พยายามขั้นสุดแล้วแต่รถมันก็ติดบ้างขยับบ้างเลยต้องรอกันหน่อย พอเป็นแบบนั้นบันยิ่งร้อนรนจนเดย์อดคิดไม่ได้ว่าโชมีความำคัญมากขนาดไหน ทำคนอย่างบันเป็นเดือดเป็นร้อนได้ขนาดนี้

“ชอบเขาแล้วดิ ไอ้ส้มเน่านั่นน่ะ” เดย์ถามขณะเลี้ยวรถ อีกไม่ถึงห้าร้อยเมตร

“...อื้ม” บันยอมรับความรู้สึกตัวเอง “ชอบมาก ๆ”

“กว่าไอ้ไมโครเวฟนั่นใช่ไหม?”

“ล้านล้านเท่าเลย” บันมั่นใจในเรื่องนี้ สายตาเรียวเล็กที่ตอนนี้มีแว่นบดบังอยู่มองตรงไปข้างหน้า พร้อมลงทุกเมื่อเมื่อถึงที่หมาย ทันทีที่รถของเดย์จอดลงบันก็หันมาขอบคุณเพื่อนก่อนจะวิ่งเข้าคอนโดของโชไปทันที บันที่เคยมาใช้ชีวิตหนึ่งวันอยู่ที่นี่รู้เป้นอย่างดีว่าห้องของโชอยู่ชั้นไหนห้องหมายเลขที่เท่าไหร่ เขาวิ่งเท่าที่จะไปเร็วได้เท่าที่จะไม่รบกวนคนอื่น

แต่ถึงแม้จะรีบแค่ไหนบันก็มาชะงักอยู่หน้าห้องของโชอยู่ดี ซอลบอกให้เข้าไปเลยแต่บันก็ไม่กล้า ถ้าโดนไล่ออกมาจะทำยังไง

แต่หนึ่งสิ่งที่บันรู้

‘ติ๊ด...’

ถ้าได้เห็นหน้าของโช

“ชะ..โช ฮึก...”

บันต้องร้องไห้งอแงเหมือนเด็กที่แม่ไม่ซื้อรถบังคับให้แน่ ๆ

“โชอย่ากะ..โกรธบันละ...เลยนะ”

คนที่นั่งอยู่บนพื้นห้อง มือข้างขวาจับดินสอ บนตักมีบอร์ดวางอยู่ รอบกายเต็มไปด้วยกระดาษที่ขยำเป็นก้อนนั้นหันมามองหน้ากันก่อนจะลุกขึ้นยืนภายในทันทีที่เห็นว่าเป็นใคร

“บัน...”

“บะ..บันขอโทษ บันผิดไปแล้ว บะ...บันมันคนนิ..นิสัยไม่ดี” บันสะอึกสะอื้นน้ำตาไหลพราก “อย่าโกรธเลยนะ นะ..โชนะ”

“...”

“บันบะ..บอกเวฟไปแล้ว วะ..ว่าบะ..บันเจอคนทะ..ที่อยากอยู่ด้วยแล้ว” บันขยี้ตาที่เคืองไปหมดด้วยการสอดนิ้วเข้าไปใต้แว่น “บะ..บันเจอโชแล้ว แล้วก็จะ...”

ประโยคที่บันต้องการจะพูดถูกกลืนหายไปเพราะแรงดึงจากโชที่ดึงบันเข้าไปกอดเอาไว้แน่น ใบหน้าของโชซุกอยู่บนไหล่ของบันที่กอดตอบโชแน่นราวกับเป็นหมอนข้างเวลาที่เราต้องการความอบอุ่น คนตัวเล็กกว่ายังคงสะอึกสะอื้นอยู่แบบนั้น อ้อมกอดถูกคลายลงเล็กน้อยก่อนที่แว่นตาของบันจะถูกถอดออกไป แต่บันไม่สนหรอกว่ามันจะไปอยู่ที่ไหน บันสนใจคนที่อยู่ตรงหน้ามากกว่า

“อย่าร้องไห้”

“โช...โชหายโกรธบะ..บันเถอะนะ บันขอโทษ”

“ไม่โกรธแล้ว” โชรู้ว่าเรายังไม่ได้เป็นอะไรกันแต่เขาอดไม่ไหวที่จะกดริมฝีปากลงไปบนเปลือกตาของคนที่อยู่อ้อมกอดนี้ “ขอบคุณที่กลับมาหาเรานะ”

“...”

“คิดว่าจะไปกับเค้าจริง ๆ...”

“มะ..ไม่ไป!” บันกอดโชจนแน่น แน่นที่สุด “อย่าไล่บันนะ บันจะไม่ไป”

“ขอโทษที่วู่วามแต่...” โชใช้นิ้วโป้งปาดน้ำตาบันให้พ้นออกจากใบหน้าน่ารักที่เขาคิดว่าน้ำตามันไม่คู่ควรเลยสักนิด “เรารักบัน”

“...”

“เราทนไม่ได้”

“มะ..ไม่เป็นไร” บันซุกใบหน้าเข้ากับเสื้อเชิ้ตสีขาวของโช “บันผิดเอง สัญญาว่าจะไม่ทำอีก”

โชไม่ได้พูดอะไรอีกนอกจากกอดบันเอาไว้แบบนั้น บันเองก็พยายามหยุดร้องไห้ เอาตัวเข้าซุกกับไออุ่นที่ออกมาจากตัวโช มือใหญ่ที่คอยกอดปลอบกันลูบหัวบันไปมาเหมือนปลอบให้หยุดร้องไห้ และมันก็ได้ผลเพราะเสียงสะอื้นของบันเงียบลงทุกวินาที นิ้วโป้งใหญ่ถูกใช้ในการเกลี่ยน้ำตาอีกครั้งจนหมด แก้มยุ้ยแดงก่ำเพราะเหนื่อยจากการร้องไห้

“หิวไหมครับ?” โชถามบันที่ส่ายหน้ากลับไป “งั้น...วาดรูปกันไหม?”

“อื้ม...”

บันเห็นแว่นตัวเองนอนแอ้งแม้งอยู่บนพื้นพรมขนฟู นึกในขอบคุณในใจที่โชไม่โยนมันลงพื้น ถึงแม้ว่าบันจะไม่มีใจคิดถึงมันตอนร้องไห้ก็เถอะ

เหมือนเรื่องราวมันถูกเข้าใจภายในตัวของมันเอง บันรู้ว่าโชหายโกรธกันแล้ว แล้วบันก็รู้ว่าโชรู้ว่าคำพูดของบันเหมือนเป็นการให้สัญญาอีกครั้ง เป็นสัญญาที่บันจะไม่พังมันลงอีกเด็ดขาด บันนั่งลงข้างโชที่เปลี่ยนหน้ากระดาษ จับดินสอขึ้นมาก่อนจะขีดเขียนอะไรบางอย่างลงไป บันหยิบแว่นขึ้นมาใส่แล้วดูการกระทำนั้นด้วยความสนใจ รวมถึงมือซ้ายของโชจับมือของบันเอาไว้ด้วย

“วันนี้เอาสีน้ำ” บันอยากลองเล่นอะไรแปลกใหม่ “ได้ไหม ?”

“ได้สิ” โชไม่มีปัญหา “แปปนึง เดี๋ยวไปทำให้”

บันมองรูปที่โชวาด ไม่ถึงนาทีมันก็เป็นรูปเป็นร่าง บันที่มองอะไรเป็นหมูอยู่ตลอดเวลายังรู้ว่ามันคือขนมปังบันที่ใส่ใจของคนวาดเอาไว้ในนั้น รวมถึงลายมือหวัดๆข้างใต้ภาพที่ทำให้หัวใจบันเหมือนจะระเบิดออกมา เป็นภูเขาไฟในโครงงานวิทยาศาสตร์ตอนประถม

‘เป็นแฟนกันนะ ?’

หูของเจ้าส้มยักษ์กลายเป็นสีแดง เจ้าตัวส่งกระดาษกับดินสอให้บันที่รับมาด้วยหน้าที่แดงไม่แพ้กัน ในหัวของบันเต็มไปด้วยภาพของโชเต็มไปหมด ทุกเรื่องที่เราทำด้วยกัน ถึงเวลามันจะไม่นานมากนักแต่มันก็สอนให้บันได้รู้อะไรหลาย ๆ อย่าง การเปิดใจมองอะไรใหม่ ๆ ไม่ใช่เรื่องแย่ บางครั้งมันอาจจะนำสิ่งที่ดีที่สุดมาสู้ชีวิตเราก็ได้

“ชะ..โช” บันชะงักตอนที่กำลังจะวาด “บันวาดส้มโชกุนไม่เป็น”

“โถ่บัน...”

“ก็วาดไม่เป็นนี่หน่า”

“ตอบก่อนไหมล่ะที่เราถามน่ะ!”

บันก้มหน้าอ่านประโยคนั้นเป็นสิบครั้งร้อยครั้งในใจ แก้มกลมๆยกยิ้มก่อนจะจรดดินสอลงไปบนกระดาษ

‘อื้อ

 

 

 

 

(never end.)

#ดซชานแบค

 

 

 

(หมายเหตุ) มีตอนพิเศษอยู่ในทวิตเตอร์ @sodaisy95

ชื่อตอนว่า #mademyday ค่ะ สามารถค้นหาได้ใน likes ค่ะ


 


 


 


 


 


 


 

 

 

 

 


 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 570 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

6,131 ความคิดเห็น

  1. #6120 dewwiizodiac (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 4 ธันวาคม 2563 / 17:16
    งื้อออ เกือบไปแล้วเนอะ
    #6,120
    0
  2. #6042 myyq (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 11 สิงหาคม 2563 / 14:10
    แงแง กลับมาอ่านอีกครั้งก็ใจฟูเหมือนเดิมเลยค่ะ น้องบันน่ารักที่สุดในโลกเบย🥺🥺🥺
    #6,042
    0
  3. #6024 ppxbbh (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2563 / 08:55
    เป็นน่ารักมากๆเลยโชบัน เมดมายเดย์จริงๆค่ะ จากวันแย่ๆมาเจอความน่ารักของน้องบันคือใจฟูเลย โชก็น่ารักในแบบของโช รักค้าบบบบ
    #6,024
    0
  4. #5991 belle1502 (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 17 เมษายน 2563 / 13:08

    ชอบมากเลยค่ะ

    #5,991
    0
  5. #5950 ggggg-ns (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 24 ธันวาคม 2562 / 07:15
    แง้ น้องบันนน มาให้แม่หอมหัวลูก ;-;
    #5,950
    0
  6. #5793 Nimuyk (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 18 กันยายน 2562 / 10:40

    น่าร้ากมากมายจังค่ะเรื่องนี้ อ่านแล้วอมยิ้มตลอด ^_^

    #5,793
    0
  7. #5638 AL1(เอแอลวัน) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 26 เมษายน 2562 / 20:08
    โอ้ยน่ารักมากๆๆ
    #5,638
    0
  8. #5550 KaRToon_HH (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 26 มีนาคม 2562 / 08:09
    น่ารักกกกกกกกกกก ร้องตามบันเลย แต่น่ารักจริงๆนะ
    #5,550
    0
  9. #5500 myyirbb:) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2562 / 01:09
    ฮื้อฟฟฟฟฟฟเราแบบสุดประทับใจค่ะรักๆๆๆๆๆๆๆๆ
    #5,500
    0
  10. #5395 Helga Heal (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2562 / 19:11
    รู้สึกแพ้ส้มกับขนมปังพร้อมกัน ผื่นขึ้นแล้ว น่ารักไปหม๊ดด
    #5,395
    0
  11. #5191 mabyunny (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 24 ธันวาคม 2561 / 00:08
    อ่านแล้วมีแต่คำว่าน่ารักๆๆๆๆๆ เต็มไปหมดเลย ยิ้มแก้มแตกไปแล้วค่า
    #5,191
    0
  12. #4855 pupe. (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2561 / 21:43
    เจ้าส้มก็แสนน่ารัก เอ็นดูเวลายัยบันเปรียบหูพี่เขาเป็นมบไม้ แง้ เจ้าหนมปังยุ้ยๆๆๆ
    #4,855
    0
  13. #4854 pupe. (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2561 / 21:42
    โอ้ย ยังตัวน่ารัก แสนน่ารัก ฮื้อ ใครมันจะทำใจโกรธได้นานล่ะรู้ก แสนน่ารักขนาดนี้ /หอมหัวรู้ก
    #4,854
    0
  14. #4549 XMCB_BB (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 22 พฤศจิกายน 2561 / 19:20
    เกือบไปแล้ว กลัวจะทะเลาะกันนานอะ ฮืออออ ดีแล้วที่น้องบันได้มาเจอโช น่ารักกกกกกกกันมากกกกกกเลย ^^
    #4,549
    0
  15. #4423 LoveSeoCope (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 12 พฤศจิกายน 2561 / 10:44
    น่ารักๆๆๆๆๆๆๆๆ มากๆๆๆๆ ฮืออ อ่านแล้วมันจั๊กจี๋ที่ใจเลย นึกภาพตามจนเห็นบรรยากาศไปด้วยเลย ชอบมากๆเป็นน้องบันไส้ถั่วกับเจ้าส้มโชกุนที่น่ารัดที่สุดเลย
    #4,423
    0
  16. #4312 ภรรยาปาร์ค (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 6 ตุลาคม 2561 / 04:13
    น่ารักเกิ้นนนนน
    #4,312
    0
  17. #4309 ฮะฮับ 'ㅈ' (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 6 ตุลาคม 2561 / 00:37
    น่ารักมากๆ ยอมแล้ว แง้ /ขอบคุณนะคะไรท์ สู้ๆนะ!!!
    #4,309
    0
  18. #4121 OumBoontarik (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 13 กันยายน 2561 / 22:22
    เป็นเรื่องที่น่ารักมากกกกกๆ
    #4,121
    0
  19. #4000 heykiki (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 1 กันยายน 2561 / 11:38
    ชอบมาก ๆๆๆ เลย น่ารักมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก โชบันเป็นอะไรที่น่ารักสุด ๆ ประทับใจค่ะ แงง
    #4,000
    0
  20. #3861 geejajaa (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 8 สิงหาคม 2561 / 06:28
    น่ารักมาก ให้ตายเถอะ บันไม่ได้น่าเบื่อนะ อย่างที่โชบอกคือ แบบทุกคนอาจจะชอบไม่เหมือนกัน

    แต่บันกับโชเป็นอะไรที่ลงตัวมากๆ
    #3,861
    0
  21. #3675 Babe04 (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 16 กรกฎาคม 2561 / 22:24
    โชน่ารักมากกก แต่บันน่ารักกว่าาาาาาา น่ารักกกก น่ารักๆๆๆๆ วฟลฟลฟฃ ขอบคุณที่แต่งเรื่องนี้ค่ะ55 จะวนมาอีกอีกเรื่อยๆตอนเราเศร้าๆเหงาๆ //แล้วก็เหงากว่าเดิมเพราะอยากมีผ555เคียส
    #3,675
    0
  22. #3674 Babe04 (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 16 กรกฎาคม 2561 / 22:22
    ไรท์บอกว่ายาวแต่เราก็ว่าไม่พอ5555 แงงง เลามันคนโลภ!!คนมั่ยรู้จักพอ!! นี่คือวนกลับมาานริบ3เพิ่งเห็นตอนสเป จะร้องไห้แงงงงง มีแต่คำว่าน่ารักๆๆๆๆๆ เอ็นดูบันบัน น่ารักกกกกก น่ารักก คนอะไรทำให้เราใช้คำว่าน่ารักได้เปลืองขนาดนี้ อบากอ่านเรื่องนี้อีกมากๆเลยแงง //จริงๆก็คืออยากอ่านฉากคัทด้วย แต่ดูสภาพแล้วแค่จูบยังเขินขนาดนี้555จะรอดมั้ย เอาเป็นว่าเรื่องนี้คือฟีลกู้ดที่เราชอบที่สุดแล้วอ่ะ เพราะนี่ชอบศิลปะด้วย
    #3,674
    0
  23. #3556 S.takky (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 27 มิถุนายน 2561 / 21:30
    ฮื่ออออออเป็นเรื่องที่ดีมากๆ อ่านแล้วแก้มเป็นขนมปังถั่วแดงเลย
    #3,556
    0
  24. #3551 BYUN (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 25 มิถุนายน 2561 / 21:57
    น่ารักมากกกกกก อ่านไปยิ้มไป
    #3,551
    0
  25. #3201 คุณนู๋โบว์ จอมซ่า (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2561 / 12:20
    สเปน่ารักมากกกกกกก
    #3,201
    0