(exo) SF/OS|Fill your heart with my DAISY ❁ Chanbaek

ตอนที่ 11 : ♡ 好きなんだ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 20,091
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 359 ครั้ง
    30 ต.ค. 63


 


  

 

 好きなんだ

— รักนะ


 

 

ฤดูใบไม้ผลิ ฤดูที่ธรรมชาติสร้างสรรค์และทำหน้าที่ของตนเองได้อย่างดียิ่ง

ท้องฟ้าที่แจ่มใส แสงแดดที่ทอประกายระยิบระยับ ใบไม้สีเขียวขจีที่ปลิวลู่ไปตามแรงลม เด็กผู้ชายคนหนึ่งผู้เป็นเจ้าของผมสีน้ำตาลเข้ม ดวงตาที่ไม่ได้โตนักทว่าสดใสได้อย่างประหลาด หางคิ้วที่ตกลงมารับกับดวงตาและใบหน้า กำลังเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างเพื่อรับชมทัศนียภาพอันงดงามของฤดูใบไม้ผลิ ความรู้สึกที่ไม่อาจหาได้จากฤดูไหน หนึ่งปีจะมีมาถึงสักครั้ง กลิ่นดิน กลิ่นหญ้า กลิ่นของธรรมชาติที่กำลังเจริญเติบโตเพื่อทำให้โลกใบนี้ยังคงงดงามดั่งที่เคยเป็น

“แบคคุง!” เสียงเพื่อนร่วมห้องปลุกเขาให้ตื่นจากภวังค์ “ฝากเอาการบ้านไปส่งได้ไหม คุณครูตั้งแถวข้างสนามแล้ว นั่นไง แบคคุงเห็นรึเปล่า ฉันจะ

“เซอิจิคุงวางเอาไว้เลย เดี๋ยวเราเอาไปส่งให้นะ”

“เยส! ใจดีกว่าแบคคุงก็ไม่มีอีกแล้วล่ะ ขอบใจมาก!” เซอิจิคุงวางการบ้านสองเล่มลงบนโต๊ะเรียนของแบคคุง “พรุ่งนี้เจอกันนะ”

“อื้อ”

เจ้าของสมุดการบ้านสะพายกระเป๋า วิ่งออกไปจากห้องเรียนพร้อมกับไคคุง ทั้งสองคนหันมาโบกมือให้แบคคุงที่ยิ้มกลับไปให้อย่างจริงใจ ก่อนจะหยิบสมุดการบ้านของตัวเองออกมาจากกระเป๋านักเรียนบ้าง เพื่อน ๆ หลายคนที่เห็นแบคคุงกำลังจะเอาการบ้านไปส่งก็เดินเข้ามาหา ขอฝากการบ้านส่งบ้างซึ่งเขาก็ไม่ได้ปฏิเสธเพราะมันไม่ใช่เรื่องหนักหนาอะไร เคนสุเกะคุงที่เป็นหัวหน้าห้องเองก็ยิ้มให้ บอกว่าขอบใจมากแล้วก็ฝากด้วยนะ ฉันมีประชุมงานเข้าค่ายปลายปีน่ะ ขอบใจมากจริง ๆ

แบคคุงคนใจดีของเพื่อน ๆ ที่วันนี้มีแผนการว่าจะไปซื้อโดรายากิหน้าร้านหนังสือนั้นหอบสมุดยี่สิบสามเล่มเข้าอ้อมแขน ฝากไดจิคุงช่วยจัดการเก้าอี้ให้ เขาเดินสวนทางกับเพื่อนร่วมชั้นมากมายที่ระเบียงทางเดิน ส่งยิ้มให้ทุกคนที่รู้จักกัน อาจเป็นเพราะว่าแบคคุงอยู่ชมรมบรรณารักษ์ มีหน้าที่ให้บริการยืม-คืนทุกเย็นวันศุกร์ จึงมีโอกาสได้พูดคุยกับเพื่อนต่างห้องที่ไม่เคยคิดว่าจะได้รู้จักมาก่อน...

แต่มันก็ไม่ใช่เหตุผลที่แบคคุงจะได้รู้จักคนที่กำลังเดินตรงมาบนระเบียงทางเดิน และกำลังจะเดินสวนกันในอีกแปดวินาทีนี้หรอก

“เอาการบ้านไปส่ง?”

“อื้อ...” แบคคุงตอบอ้อมแอ้ม หัวใจเต้นตึกตักโดยไม่รู้สาเหตุ

“...ของฉัน”

“เราหยิบมาให้แล้วล่ะ ที่อยู่ใต้โต๊ะ”

“ขอบใจนะ”

ผู้ชายผมสีดำสนิทที่ดูยุ่งเหยิงตลอดเวลาและอมยิ้มรสสตรอว์เบอร์รี่นั้นชื่อ ชันโยรุคุง

แบคคุงรู้จักชื่อของอีกฝ่าย รู้ว่าชอบอมอมยิ้มรสสตรอว์เบอร์รี่เพราะว่าสูบบุหรี่ ถึงจะเป็นเรื่องไม่สมควรทำและแบคคุงไม่ควรจะรู้ แต่เหตุบังเอิญที่ได้ยินชันโยรุคุงกับเซอิจิคุงคุยกันนั้นก็ทำให้รู้ว่าอีกฝ่ายพยายามที่จะเลิกสูบอยู่บ่อยครั้ง แต่ว่ามันก็ไม่ได้ทำให้แบคคุงรู้จักชันโยรุคุงมากขึ้น และไม่ได้ทำให้ชันโยรุคุงรู้จักแบคคุงคนนี้ขึ้นมาได้หรอก

ผู้ชายตัวสูงที่เหมือนจะเป็นคนที่เป็นผู้ใหญ่มากคนหนึ่งในรั้วมัธยม กับแบคคุงที่เพื่อนบอกว่าน่ารักเหมือนชิโระขนฟู นักเฝ้าสวนตัวยงที่อยู่ ณ แปลงผักหลังโรงเรียน เราสองคนมีเหตุให้ได้พูดคุยกันเป็นครั้งแรกในวันหยุดสุดสัปดาห์วันหนึ่งที่แบคคุงเลือกใช้เวลาว่างไปกับการอ่านหนังสือที่ห้องสมุดประจำเมือง เช่นเดียวกับช่วงเวลากลับบ้านที่เขาเลือกเลี้ยวซ้าย ดื่มด่ำและรื่นรมย์ไปกับไอศกรีมนมรสนุ่ม โดยไม่ได้คิดเลยว่าจะได้เจอชันโยรุคุงที่กำลังยืนเลือกรสไอศกรีมอยู่เหมือนกัน

เขาเก็บคำทักทายเอาไว้ในใจเมื่อคิดว่าอีกฝ่ายไม่มีทางรู้จักเขาหรอก แต่ในชั่วเสี้ยววินาทีที่เราสบตากันและแบคคุงได้เห็นรอยยิ้มของชันโยรุคุง รอยยิ้มกว้างที่สุดครั้งหนึ่งก็ถูกส่งให้อีกฝ่ายด้วยความจริงใจที่มากล้น...

หลังจากวันนั้น แบคคุงก็ยังคงได้รับรอยยิ้มจากชันโยรุคุงผู้เป็นเจ้าของโต๊ะริมหน้าต่างของแถวที่สองถัดจากด้านหลังเสมอเมื่อเรามีโอกาสได้สบตากัน

ถึงรอยยิ้มจะเป็นเรื่องที่ทำให้หัวใจเต้นแรง แต่มันเทียบไม่ได้เลยกับช่วงเวลาที่เราได้พูดคุยกัน แบคคุงยอมรับว่าหัวใจเขาแทบจะหลุดออกมาจากอกเมื่อชันโยรุคุงที่ไม่รู้ว่าเดินมาจากที่ใดนั้นทิ้งตัวลงนั่งข้างกัน ในวันหนึ่งที่เขากำลังเล่นอยู่กับเจ้าชิโระ สุนัขสีขาวตัวใหญ่ ขนฟูนุ่ม อยู่ภายใต้การดูแลของคุณลุงภารโรงที่แสนใจดี เจ้าตัวใหญ่มีบ้านหลังเล็ก ๆ อยู่ใกล้แปลงผักหลังโรงเรียน เป็นผู้เฝ้าสวนที่เวลาที่มีใครมายุ่มย่ามกับแปลงเกษตรในตอนกลางคืน

‘หน้าเหมือนกันจริง ๆ ด้วยนะ นายกับชิโระน่ะ’ มือของชันโยรุคุงวางอยู่บนหัวของชิโระที่ดูเหมือนจะชอบชันโยรุคุงเป็นพิเศษ ‘น่ารักดีนะ’

‘อื้อ...’

‘ฉันหมายถึงชิโระน่ะ’

‘เรารู้’ โดนแกล้งเข้าแล้ว! ‘ชิโระน่ารักจริง ๆ’

แบคคุงยังจำรอยยิ้มในวันนั้นของชันโยรุคุงได้อยู่เลย รอยยิ้มที่ทำให้อีกฝ่ายสว่างไสว ก่อนที่ชันโยรุคุงจะแกะอมยิ้มสตรอว์เบอร์รี่เข้าปากแล้วเดินจากไป

จากระเบียงหน้าต่างชั้นสามนั้นทำให้แบคคุงมองเห็นชันโยรุคุงที่ไม่รู้ว่าลงไปอยู่ในสนามตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่ท่าทางที่ได้เห็นว่ากำลังหัวเราะกับเพื่อน เตะฟุตบอลอย่างสนุกสนานนั้นทำให้แบคคุงยิ้มออกมาอย่างไม่รู้ตัว

เพียงแค่ครั้งเดียวที่ชันโยรุคุงยิ้มให้กัน

แค่นั้นก็ทำให้มีแบคคุงมีความสุขมากเลย

 

 

 

 

 

 

การไปโรงเรียนของแบคคุงนั้นเป็นชีวิตประจำวันอย่างหนึ่งที่ทำให้ยิ้มได้

แบคคุงชอบไปโรงเรียน  ออกจากบ้านในเวลาเจ็ดโมงสิบห้านาที ใช้เวลาประมาณสิบสองนาทีในการเดินทางจากบ้านมาถึงโรงเรียน แวะซื้อนมกล่องรสชาติที่ต่างไปในแต่ละวันที่สหกรณ์ร้านค้า จากนั้นถึงจะเดินขึ้นมาที่ชั้นสามของตึกเรียนระดับชั้นมัธยมปลาย เบนสายตาที่หัวใจสั่งโดยอัตโนมัติไปที่โต๊ะเรียนติดหน้าต่าง โต๊ะเรียนของชันโยรุคุงที่กำลังนั่งฟังเรื่องคุยโวของเซอิจิคุง...

แล้วชันโยรุคุงก็จะยิ้มกลับมา...

ชีวิตในโรงเรียนของแบคคุงนั้นไม่ได้มีอะไรพิเศษไปกว่าใคร เขารักโฮมรูมสิบห้านาทีก่อนเริ่มเรียนหนังสือของคุณครูประจำชั้น รักที่จะได้คอยลุ้นเบนโตะที่คุณแม่เตรียมให้ว่าวันนี้จะทำอะไรมาให้เขา แบ่งของในเบนโตะกับไดจิคุงที่คุณแม่ก็ทำเบนโตะมาให้เหมือนกัน ใช้เวลาไปกับห้องสมุดในช่วงเย็นของวันศุกร์พร้อมรอยยิ้มในการให้บริการยืม-คืนกับผู้คนในโรงเรียน รวมถึงเรียวตะคุงที่ตอนนี้ส่งหนังสือมาให้แบคคุงทำบริการยืมให้ ทั้งยังยิ้มกว้างเมื่อเราสบตากัน

“แบคคุง” เรียวตะเรียกชื่อของเขา “พรุ่งนี้พอจะมีเวลาไหม?”

“พรุ่งนี้เหรอ?” แบคคุงมีรอยยิ้มให้เพื่อนทุกคน “มีสิ”

“ที่สแควร์มีร้านขนมมาเปิดใหม่น่ะ ฉันก็เลย...อยากจะชวนนายไปกินขนมด้วยกัน”

“ชวนเราเหรอ?” เรียวตะพยักหน้ากลับมา “ก็ได้นะ เราไม่ได้มีอะไรต้องทำ”

“ถ้าอย่างนั้นพรุ่งนี้เจอกันนะ?”

“ได้เลย พรุ่งนี้เจอกัน” แบคคุงยังคงมีรอยยิ้มบนใบหน้า “ขอบใจที่มาชวนเรานะ”

เรื่องราวที่เกิดขึ้นในช่วงเย็น ณ ห้องสมุดของโรงเรียนนั้นถูกเล่าสู่กันฟังไปยังไดจิคุงที่เป็นเพื่อนสนิทของแบคคุงในค่ำคืนของวันนั้นที่กำลังนั่งทำการบ้านภาษาอังกฤษ ไดจิคุงตั้งคำถามที่แบคคุงไม่เคยคิดมาก่อนว่าทำไมเรียวตะคุงถึงได้มาชวนแบคคุงไปเที่ยวในวันเสาร์ด้วยกัน จะให้ไดจิคุงไปด้วยกัน เพื่อนสุดที่รักก็บอกว่า ขอโทษนะ ฉันไปไม่ได้หรอก ต้องไปเที่ยวกับครอบครัวน่ะ

ในเช้าวันเสาร์ที่ท้องฟ้ายังคงเป็นสีฟ้าสดใสอย่างที่แบคคุงชอบเสมอ เขามายืนรอเรียวตะคุงอยู่ที่หน้าสแควร์ในเวลาสิบโมงเช้า ส่งยิ้มให้เพื่อนการตอบรับประโยคขอโทษที่มาช้า แบคคุงเองก็ส่ายหน้ากลับไป บอกว่าไม่ได้สายเลยนะ เราเพิ่งมาถึงเมื่อกี้เอง เพื่อนไม่ได้มาช้าเลยนะ ไม่ต้องกังวลใจ

“เราชวนไดจิคุงมาด้วยแล้วนะ แต่ว่าเพื่อนไม่ว่างน่ะ” แบคคุงคุยกับเพื่อนระหว่างที่เรากำลังเดินร้านขนมด้วยกัน “เพื่อนของเรียวตะคุง...ไม่มีใครมาเลยเหรอ?”

“คือ...ฉันไม่ได้ชวนใครนอกจากนายน่ะ”

“อ๋อ ชวนเรามาคนเดียวเลยเนอะ”

“ใช่ ชวนแบคคุงมาคนเดียวนั่นแหละ”

“ถ้าอย่างนั้น วันนี้

“อ้าว! แบคคุง!”

เสียงเรียกชื่อนั้นทำให้แบคคุงหันไปมองว่าใครกันนะที่เรียกชื่อของเขา ก่อนจะเห็นว่าเป็นอามิจังที่กำลังโบกมือให้ ข้างกายมีคนที่แบคคุงไม่คาดคิดว่าจะได้เห็นในวันนี้ เสื้อฮู้ดสีดำ กางเกงยีนส์ขาสั้นพอดีกับช่วงเข่า รองเท้าผ้าใบคู่ใหญ่ และผมสีดำ...ที่ดูยุ่งตลอดเวลา

แบคคุงโบกมือกลับไปให้อามิจัง รวมถึงคนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เธออย่างชันโยรุคุงด้วย

“มากินขนมร้านนี้ใช่ไหม?” อามิขี้ไปยังร้านที่เป็นจุดหมายปลายทางของแบคคุงและเรียงตะคุง “เราก็มากินขนมร้านนี้เหมือนกัน”

“อื้อ เรียวตะคุงชวนเรามาน่ะ” แบคคุงพยักพเยิดไปทางเพื่อนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ 

“ว้าว...” ดวงตาของอามิจังเป็นประกาย “เดทกันอยู่สินะ!”

“มะ...ไม่—”

พนักงานของร้านที่เข้ามาสอบถามนั้นทำให้ประโยคของแบคคุงถูกลืมเลือนไป พอพบเห็นว่ารู้จักกัน เธอก็สอบถามอย่างมีมารยาทเฉกเช่นผู้ให้บริการว่าเราอยากจะนั่งแยกหรืออยากจะนั่งรวมกัน แบคคุงได้ยินเสียงของอามิจังว่าเธออยากจะนั่งโต๊ะแยก แต่เสียงทุ้ม ๆ ของชันโยรุคุงกลับแทรกขึ้นมาว่านั่งรวมกันครับ เราเลยได้นั่งโต๊ะตัวใหญ่ของร้าน มีแบคคุงที่รู้สึกประหม่าเพราะต้องนั่งตรงข้ามกับชันโยรุคุงแบบนี้

ทุกอย่างเต็มไปด้วยความพยายามเริ่มจากการส่งรอยยิ้มไปให้ และมันถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิงเมื่อชันโยรุคุงส่งยิ้มกลับมา

“แบคคุงกินอะไรดี?” แบคคุงหลุดจากภวังค์รอยยิ้มของชันโยรุคุงเมื่อถูกเรียวตะคุงเรียก “เชอร์รี่ไหม?”

“เราไม่รู้เหมือนกัน” เมนูที่ละลานตาทำให้ไม่สามารถตัดสินใจได้ สิ่งที่แบคคุงเลือกทำจึงเป็นการดันเมนูไปให้คนที่ไม่สนใจดูเมนูกับอามิจังแม้สักนิด “เอ่อ...ชันโยรุคุง...อยากกินอะไร?”

“แบคคุงเลือกให้หน่อยสิ”

“ระ...เราเหรอ?” ไม่ได้แล้วนะ ไม่รู้เลยว่าชอบกินอะไร “เอ่อ...เราชอบกินสตรอว์เบอร์รี่นะ ชันโยรุคุงชอบไหม?”

“เดี๋ยวอามิเลือกให้ชันโยรุคุงเอง แบคคุงไม่ต้องเลือกหรอกนะ”

“...อื้อ”

พอได้ยินแบบนั้นแล้วเขาก็หันไปเลือกเมนูเชอร์รี่ที่เรียวตะคุงพูดขึ้นมาแทน บางทีวันนี้ชันโยรุคุงกับอามิจังอาจจะมาเดทกันก็ได้ แบคคุงไม่ควรเข้าไปยุ่งในสิ่งที่อามิจังอยากจะทำ

เพราะว่ามีกันสี่คน เราเลยสั่งกันมาสองจานใหญ่ มีหนึ่งจานเล็กที่ให้อามิจังเป็นคนเลือกเพิ่มเติมจากสิ่งที่เธอเลือกให้ตัวเองกับชันโยรุคุง แบคคุงไม่รู้ว่าเธอสั่งอะไรเพราะเขาหันไปให้ความสนใจกับน้อง ๆ ลาบราดอร์ รีทรีฟเวอร์สามตัวที่เดินผ่านกระจกหน้าต่างของร้านไป แต่เขารู้ว่าเขากับเรียวตะคุงสั่งพายเชอร์รี่ มีไอศกรีมเชอร์เบทด้วย

ระหว่างนั่งรออาหาร แบคคุงก็นั่งยิ้ม พูดคุยเรื่องสัพเพเหระทั่วไปกับอามิจังและเรียวตะคุง แต่ถึงอย่างนั้นสายตาของเขาก็ยังคงมีไว้จับจ้องคนที่ดูเหมือนจะไม่สนใจสถานการณ์ตรงหน้าแม้สักนิด ชันโยรุคุงหันหน้าและสายตาของตัวเองออกไปนอกหน้าต่างตลอดเวลา ไม่สนใจพูดคุยอะไรสักนิด จนกระทั่งอีกฝ่ายหันมาสบตากันเพราะแบคคุงหลบสายตาไม่ทัน หัวใจรู้สึกประหม่าเมื่อโดนจับได้ แต่ก็ผ่อนคลายเมื่อเห็นรอยยิ้มของชันโยรุคุงที่ส่งให้กัน

“เห็นลาบราดอร์ที่เดินผ่านไปไหม?”

“เราเห็น ๆ” เมื่อเรามีโอกาสได้คุยกัน แบคคุงก็อยากจะทำให้ดี เราจะได้เป็นเพื่อนกัน “น่ารักมากเลยเนอะ ตัวเท่านี่”

“ใช่ น่ารักดี”

“ใช่ไหม เราน่ะอยากเลี้ยงบ้างนะ อยากเอาชิโระกลับไปไว้ที่บ้าน แต่ว่าแปลงผักจะไม่มีคน—มาแล้ว ๆ!”

จานขนมสองจานใหญ่ที่มาเสิร์ฟและขนมจานน้อยนั้นทำให้แบคคุงมีความสุข ปกติแล้วแบคคุงกับไดจิคุงชอบไปหาร้านขนมนั่งกินด้วยกันเสมอ เราสองคนชอบกินขนมเหมือนกัน แล้วตอนนี้แบคคุงก็กำลังคิดว่าคราวหน้าที่มาที่นี่ จะต้องมากับไดจิคุงให้ได้เลย

เรียวตะคุงบอกว่าแบคคุงถือส้อมพร้อมเหมือนเตรียมออกรบเลย อามิจังเองก็บอกว่าตัวเธอเองคิดว่าชอบกินขนมมากแล้ว แต่ว่าก็สู้แบคคุงไม่ได้เลย สงสัยวันนี้จะต้องยอมแพ้แล้วล่ะ

“อันนี้อร่อยมากเลยนะ” แบคคุงรักพายเชอร์รี่ “กินเลยนะ อร่อยมาก”

“แบคคุงใจเย็น ไม่ต้องรีบก็ได้ อามิจังไม่แย่งหรอก”

“มันอร่อยจริง ๆ นะ อันนี่มีสตรอว์เบอร์รี่...” แบคคุงมองแล้วก็นึกถึงผู้ชายผมยุ่งที่ชอบมีอมยิ้มรสสตรอว์เบอร์รี่อยู่ในปาก “...ชันโยรุคุง กินสตรอว์เบอร์รี่ไหม?”

“กินเถอะ” ชันโยรุคุงไม่หยิบช้อนด้วยซ้ำ “ส่วนของฉันยกให้นาย”

“ทำไมไม่กินล่ะ?” เขาใช้ส้อมจิ้มสตรอว์เบอร์รี่ ส่งให้ชันโยรุคุงที่จ้องมองมา “กินนะ อร่อยจริง ๆ”

เพราะชันโยรุคุงเอนตัวเข้ามา แบคคุงเลยรู้ว่าเขาควรจะขยับส้อมไปมากกว่านี้เพื่อสตรอว์เบอร์รี่ชิ้นใหญ่เข้าปากของชันโยรุคุง ใบหน้าพึงพอใจที่ได้เห็นนั้นยิ่งทำให้แบคคุงรู้สึกยินดีที่อย่างน้อยก็ทำให้ชันโยรุคุงได้กินสตรอว์เบอร์รี่อร่อย ๆ

อามิจังหันมองชันโยรุคุงที่นั่งข้างกันบ่อยครั้ง แต่คนผมยุ่งที่แสนจะมีเสน่ห์คนนี้นั้นไม่ให้ความสนใจใด ๆ แก่อีกฝ่ายเลย แต่บางทีมันอาจจะเหมือนการ์ตูนที่ชอบอ่าน ที่มีพระเอกชอบทำเป็นไม่สนใจนางเอก แต่จริง ๆ แล้ว...เอาเข้าจริงแบคคุงก็ไม่เข้าใจว่าชอบแบบไหนถึงได้ทำแบบนั้น ถ้าหากว่าชอบก็ต้องใส่ใจกันสิ

“กินเสร็จแล้วจะไปไหนกันต่อเหรอ?” อามิจังถามแบคคุงกับเรียวตะคุง “แนะนำเรากับชันโย

“ฉันกับแบคคุงนัดทำรายงานภาษาอังกฤษไว้” ชันโยรุคุงก้มมองนาฬิกาข้อมือของตัวเอง “ดีที่มาเจอกันที่นี่ ไปห้องสมุดต่อเลยก็แล้วกัน”

เขาจ้องมองใบหน้าของชันโยรุคุงด้วยความแปลกใจ รายงานภาษาอังกฤษนั่นแบคคุงทำคู่กับไดจิคุง และแน่นอนว่ามันเสร็จเรียบร้อยไปตั้งแต่สองวันก่อนแล้ว สิ่งที่ชันโยรุคุงพูด...หมายความว่าอย่างไร

“คือว่าเราไม่

“ลุกได้แล้ว ถ้าเสร็จช้าแล้วกลับบ้านมืดค่ำ แม่นายจะว่าเอานะ”

“หา...”

“ลุกสิ” เสียงทุ้มที่หนักแน่นทำให้แบคคุงผุดลุกจากเก้าอี้ โทนเสียงเหมือนเวลาที่เขาโดนคุณพ่อดุเลย “ไปเถอะ”

ไม่เข้าใจอะไรสักอย่างแต่ก็ยอมทำไปคือสิ่งที่แบคคุงกำลังเผชิญหน้าอยู่ตอนนี้ เขาได้แต่พยักหน้าอย่างงุนงงเมื่อเรียวตะคุงพูดขึ้นมาว่า มีงานต้องไปทำต่อเหรอ ยุ่งอยู่เลยสินะ ตั้งใจทำเข้าล่ะ ส่วนอามิจังนั้นกำลังเม้มปากแน่น แต่แบคคุงก็ไม่กล้าพูดอะไร เพราะเธอกำลังทำใส่ชันโยรุคุงต่างหาก

“ทำไมทำแบบนี้กับเราล่ะ นายตอบตกลงมากับเราทั้งที่มานัดอยู่แบบนี้มันใช้ได้ที่ไหน?”

“ใครกันแน่ที่ใช้ไม่ได้น่ะ?” แบคคุงไม่เคยเห็นชันโยรุเป็นแบบนี้เลย “เธอขอให้แม่เธอมาพูดกับแม่ฉัน ทั้งที่ฉันปฏิเสธเธอเป็นพันครั้งแล้ว เลิกทำตัวแบบนี้สักที จะเอาแต่ใจไปถึงไหน”

“นี่...มันไม่แรงไปหน่อยรึไง เธอเป็นผู้หญิงนะ”

“อย่ายุ่ง” สายตาที่เต็มไปด้วยอารมณ์คุกรุ่นตวัดไปหาเรียวตะคุง ก่อนที่มันจะอ่อนลงเมื่อชันโยรุคุงมองมาทางเขา “ไปได้แล้ว แบคคุง”

ไปเหรอ ไปก็ได้...แบคคุงพูดแบบนั้นกับตัวเองในใจ บางทีอาจจะมีเรื่องอะไรสักอย่างที่แบคคุงไม่เข้าใจ ตอนนี้คงจะต้องไปกับชันโยรุคุงก่อน เผื่อว่าจะเข้าใจอะไรมากขึ้น

แบคคุงบอกลาเรียวตะคุงกับอามิจังที่ยืนกำมือแน่นอยู่ที่โต๊ะ ตั้งใจจะวางเงินส่วนแบ่งค่าอาหารแต่เรียวตะคุงก็ห้ามเอาไว้ เพราะชันโยรุคุงเดินนำไปไกลแล้ว เขาจึงต้องรีบเดินตามออกไป ถึงจะไม่รู้ว่าไปไหนแต่ก็จะเดินตามออกไปก่อน จะพูดเรื่องรายงานภาษาอังกฤษด้วย เราไม่ได้คู่กันสักหน่อย

“แบคคุง” ชันโยรุคุงหยุดเดินก่อนจะหันกลับมามองหน้ากัน และมันทำให้แบคคุงหยุดอยู่กับที่ มองหน้าชันโยรุคุงด้วยความแปลกใจ “คบกับเรียวตะอยู่เหรอ?”

“ไม่ใช่นะ เราเป็นเพื่อนกัน”

“แล้วทำไมมาด้วยกัน?” คิ้วของคนผมยุ่งเลิกขึ้น “เพื่อนนายคือไดจิ”

“ไดจิคุงไม่ว่างน่ะ แต่ว่าเรียวตะคุงชวนเรามา เราว่างพอดี เราก็เลย

“ไม่น่ารักเลยนะ”

“...”

“ใครชวนไปไหนก็ไปหมดแบบนี้น่ะ...”

“เราไม่ได้ไม่น่ารักสักหน่อย” แบคคุงหน้ามุ่ยใส่คนที่กำลังยกยิ้มที่มุมปาก ขยับเข้ามาใกล้กันหนึ่งก้าวถ้วน “แล้วนี่มันเรื่องอะไรกันเหรอ เราทำงานภาษาอังกฤษกับได

“ไดจิ ฉันรู้อยู่แล้วล่ะ” ชันโยรุคุงยักไหล่ “ถ้าถามว่านี่มันเรื่องอะไร...ต้นเหตุมันก็มาจากนายไม่น่ารักนั่นแหละ”

ไม่น่ารัก ไม่น่ารัก ไม่น่ารัก

ทำไมถึงมาบอกว่าเขาไม่น่ารักล่ะ เมื่อเช้าแม่ยังพูดอยู่เลยว่าลูกชายแม่น่ารักที่สุด แล้วน่ารักของชันโยรุคุงคืออะไร ทำไมต้องมาว่าแบคคุงแบบนี้ด้วย นี่มันเรื่องใหญ่เลยนะ เพราะถ้าพ่อกับแม่บอกว่าแบคคุงไม่น่ารักเลยนะ มันหมายความว่าเขากำลังทำผิดเข้าให้แล้ว

“ไม่น่ารักคืออะไร?”

“คือทำตัวไม่น่ารักไง”

“เรายังไม่ได้ทำอะไรเลย” เขาไม่เข้าใจจริง ๆ แล้วทำไมชันโยรุคุงต้องยิ้มด้วย

“นายทำแล้ว” ชันโยรุคุงถลึงตาใส่ทั้งที่มีรอยยิ้มอยู่ “ไปหาอะไรกินกัน ฉันหิว”

อยากจะถามหาเหตุผลเหมือนกันว่าถ้าหิวแล้วทำไมเมื่อครู่ถึงได้เอาแต่เหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง ไม่ยอมกินอะไรแม้สักอย่าง ทำแบบนี้เรียกว่าคนหิวด้วยหรือ แต่พอคิดได้ว่าคำพูดคำจาของชันโยรุคุงในวันนี้ช่างไม่มีเหตุผลเอาซะเลย อีกทั้ง...การกระทำที่แปลกประหลาดแบบนี้

เวลาที่เราคุยกันนั้นมีเพียงแต่เรื่องจำเป็น สิ่งที่เกิดขึ้นมากที่สุดคือรอยยิ้มของเรา แต่วันนี้ทำไม...ถึงได้เป็นแบบนี้กันนะ เหมือนว่าเราสนิทกัน จะให้แบคคุงโกหกอย่างไรก็ได้ จะบังคับให้เดินเข้าไปในร้านแฮมเบิร์กแบบนี้ก็ได้ด้วยเหรอ

“เรากินขนมมาเยอะแล้วนะ เราไม่หิวแล้ว” เขาบอกชันโยรุคุงหลังจากโดนบังคับนั่งบนเก้าอี้ที่โต๊ะหมายเลขสิบของร้านแฮมเบิร์กชื่อดัง แบคคุงเคยกินร้านนี้กับคุณพ่อ แต่ไม่ใช่ที่สาขานี้ ที่นี่กว้างขวางมากจริง ๆ แต่ตอนนี้ไม่มีอารมณ์มากินหรอก “เราไม่กินนะ”

“เดี๋ยวสั่งชุดเด็กให้”

“เราบอกว่าเราไม่กิน

“เอาชุดซิกเนเจอร์หนึ่งชุดครับ ไซส์แอล” ชันโยรุคุงไม่ยอมฟังแบคคุงเลย ทำหน้าบึ้งแล้วก็ยังไม่ยอมฟัง “แล้วก็เบบี้แฮมเบิร์กอีกชุดหนึ่ง ขอบคุณครับ”

ทุกอย่างเกิดขึ้นโดยที่แบคคุงแก้ต่างในสถานการณ์ไม่ได้เลย เขาไม่สามารถพูดอะไรออกไปได้ ทำได้เพียงแต่ทำหน้าบึ้งใส่คนที่ทำเหมือนว่าตอนนี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาเลยสักอย่าง

“นี่มันอะไรกัน?”

“อะไรล่ะ?”

“ชันโยรุคุงทำแบบนี้ทำไม เราจะโกรธแล้วนะ” เขาต้องการคำตอบ “ทำไมต้องโกหกเพื่อน ทำไมบังคับเราแบบนี้ เราไม่รู้จักกันเลยนะ”

“ไม่รู้จักกัน?”

“...”

“เวลาฉันยิ้มให้แล้วนายยิ้มกลับมา นั่นมันหมายความว่าเราไม่รู้จักกันรึไง?”

“เราไม่ได้หมายความแบบนั้นนะ” แบคคุงเม้มปากแน่น หัวใจเต้นระรัว “เราหมายถึงว่า...รู้จักจริง ๆ”

แบคคุงไม่รู้จักชันโยรุคุง แบคคุงรู้จักไดจิคุง ไดจิคุงชอบกินฟักทอง ชอบดูกีฬาฟันดาบ เป็นแฟนตัวยงของยอดนักสืบจิ๋วโคนัน ไดจิคุงทำข้าวปั้นไส้ผักอร่อยด้วย แต่กับชันโยรุคุงแล้ว...แบคคุงไม่รู้อะไรเลยแม้สักอย่าง

“แล้วนาย...อยากรู้จักฉันไหม?”

“เรื่องนี้มัน...” ใจยิ่งเต้นแรงเพราะรอยยิ้มที่มุมปากของชันโยรุคุง “...คือ...คือเราต้องทำความรู้จักกันทั้งสองฝ่าย แล้ว

“นายก็แค่ตอบคำถาม แบคคุง”

“ก็อยาก...” เขาก้มหน้ามองมือของตัวเอง “ก็อยู่ห้องเดียวกันมาปีที่สองแล้วเนอะ...”

“เหตุผลแค่นั้น?”

“ก็...จะเอาเหตุผลไหน?”

“เหมาะกับชุดเด็กแล้วล่ะ กินให้หมดเลยนะ เข้าใจรึเปล่า?”

“เราบอกว่าเราไม่หิว ชันโยรุคุงนั่นแหละที่ไม่เข้าใจ”

ชุดเด็กวางลงตรงหน้า นึกอายเหมือนกันที่ได้กินเมนูนี้ทั้งที่ไม่ใช่เด็กแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นความอึดอัดใจทั้งหมดก็มลายหายไปเมื่อชันโยรุคุงยิ้มให้ แบคคุงเองพอได้เห็นก็ยิ้มตอบกลับไป ถึงบรรยากาศระหว่างการกินอาหารจะเต็มไปด้วยสิ่งที่เรียกว่าความเงียบ แต่หัวใจของแบคคุงไม่ได้รู้สึกว่ามันทำให้ไม่สบายใจเลย ทุกสิ่งมันตรงกันข้าม ไม่เคยรู้มาก่อนว่าตัวเองจะรู้สึกว่ากำลังเป็นแบคคุงที่ดีได้มากขนาดนี้

“ไม่หิว?” ชันโยรุคุงชะเลืองมองอาหารของแบคคุงที่ว่างเปล่า “ใช้ได้เลยนะ”

“เราเสียดายต่างหาก...” ถึงจะตบพุงสองครั้งเพราะอิ่มมาก แต่ก็จะไม่ยอมรับหรอก

“นั่นสินะ” คนตอบยิ้มเล็กน้อย “ฉันจ่ายเอง แทนคำขอโทษที่ลากออกมากะทันหันก็แล้วกัน”

แบคคุงไม่อยากให้ใครมาเลี้ยงเลย เขาถือกระเป๋าเงินเก้อเป็นครั้งที่สองแล้ว ตอนแรกเรียวตะคุงก็บอกว่าจะเลี้ยง ตอนนี้ชันโยรุคุงก็มาบอกว่าจะเลี้ยงอีก ไม่ได้ใช้จ่ายอะไรเลยในวันนี้นอกจากค่ารถไฟใต้ดิน

“วันจันทร์เอาเงินไปคืนเรียวตะคุงด้วยล่ะ ค่าขนมน่ะ”

“ทำไมล่ะ?”

กำลังคิดว่าจะซื้อขนมอะไรไปกินวันอาทิตย์ แต่ตอนนี้คงต้องคิดเรื่องชันโยรุคุงก่อน

“ก็แค่เอาไปคืน ไม่เห็นจะต้องมาเลี้ยง”

“แต่เมื่อกี้ ชันโยรุคุงก็เลี้ยงค่าแฮมเบิร์กเรานะ”

“มันไม่เหมือนกัน” คนตอบนั้นตอบอย่างรวดเร็ว ก่อนจะพูดขัดขึ้นมาเมื่อแบคคุงอ้าปาก “แล้วก็ไม่ต้องมาเถียงด้วย เวลาฉันบอกเจ้าชิโระว่าอย่ากระโดด มันไม่เห็นจะเห่าเถียงเหมือนนายเลย”

“เราไม่ใช่ชิโระนะ! ถึงคนอื่นจะบอกว่าคล้ายกัน แต่ว่านะ...” มือข้างซ้ายเผลอยกขึ้นจับแก้ม “ไม่เหมือนสักหน่อย”

“ไม่เหมือนก็ไม่เหมือน แต่พูดมาก่อนว่าวันจันทร์จะเอาเงินไปคืนเรียวตะคุง”

“...”

“ถ้าทำตามที่ฉันบอก วันจันทร์จะซื้อขนมไปให้”

ไม่เข้าใจหรอก แบคคุงกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่เข้าใจอะไรสักอย่าง เขาได้แต่ถามตัวเองว่านี่มันเรื่องอะไรกันนะ แต่ใจจริงข้างในที่ไม่ได้อยากให้ใครมาใช้เงินเพื่อเลี้ยงสิ่งที่แบคคุงกินนั้นบอกว่าเอาเงินไปคืนเรียวตะคุงก็ได้ ส่วนขนมนั้น...ชันโยรุคุงบอกว่าจะซื้อมาให้...

“ไม่ต้องหรอก แต่เดี๋ยวเราเอาเงินไปคืนเรียวตะคุงนะ ตอนนี้จะคืนของชันโยรุคุงก่อน ค่าแฮมเบิร์ก...”

“ไม่ต้อง ถ้าจะทำแบบนี้จะไม่ยิ้มให้แล้วนะ”

“...”

“จะไปไหนต่อรึเปล่า?”

“เราไม่ได้จะไปไหน...” แบคคุงเงยหน้าขึ้นจากรองเท้าของตัวเอง “อย่า...อย่าไม่ยิ้มให้เรานะ!”

“...”

“เราจะต้องเสียใจแน่ ๆ เลย”

คนที่พูดด้วยไม่ได้ตอบอะไรกลับมา เจ้าตัวทำเพียงแค่เงียบไปสักพัก ก่อนที่เราจะออกเดินอีกครั้งไปพร้อมกับประโยคบอกเล่าของชันโยรุคุงที่บอกว่าวันนี้มีนัดทำรายงานวิชาภาษาอังกฤษในช่วงบ่ายจริง ๆ แล้วก็ถามขึ้นมาว่าแบคคุงจะกลับบ้านยังไง เขาเลยตอบไปว่าจะขึ้นรถไฟใต้ดินล่ะ แล้วก็จะแวะร้านขนมปังก่อนถึงบ้าน ซื้อขนมปังบันไส้คัสตาร์ดด้วยนะ

ชันโยรุคุงเดินมาส่งแบคคุงที่หน้าสถานีรถไฟใต้ดิน เจ้าตัวบอกว่านัดเซอิจิคุงไว้ที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่ง แบคคุงเองก็กลับบ้านดี ๆ ล่ะ

“เราจะกลับบ้านดี ๆ เลยนะ” เขายิ้มกว้าง “ชันโยรุคุงก็เดินทางปลอดภัยล่ะ”

“...แบคคุง”

“อะไรเหรอ?”

“ยิ้มให้ฉันแล้วมาเที่ยวกับคนอื่นน่ะ...” ชันโยรุคุงมองตาแบคคุงอย่างจริงจัง “นั่นแหละที่เรียกว่าไม่น่ารัก รู้รึเปล่า?”

“...”

“...”

“ถ้า...ถ้ายิ้มให้ชันโยรุคุงแล้วไม่ไปเที่ยวกับคนอื่นจะน่ารักเหรอ?”

“ถูกต้อง” รอยยิ้มแสนเท่ของคนผมยุ่งนั้นทำให้ใจของแบคคุงเต้นระรัวไม่หยุด “ดูแลตัวเองด้วย วันจันทร์เจอกัน”

“ได้เลย วันจันทร์เจอกันนะ!”

 

 

 

 

 

 

วันจันทร์ของแบคคุงนั้นก็เป็นเหมือนเฉกเช่นวันจันทร์ที่ผ่านมา

ชีวิตของแบคคุงในรั้วโรงเรียนมัธยมปลายนั้นมักจะดำเนินไปด้วยกิจวัตรเดิม ๆ เสมอ เพียงแต่ในวันนี้นั้นเขาเลือกที่จะเดินไปยังห้องเรียนของเรียวตะคุงก่อนเพราะมีเรื่องสำคัญที่จะต้องทำอย่างการนำค่าขนมเมื่อวันเสาร์ไปคืน ถึงแม้ในเวลาที่เจอหน้ากันและบอกจุดประสงค์ที่ชัดเจนไปแล้วนั้นจะได้รับคำถามกลับมาว่าทำไม แต่แบคคุงก็ทำได้เพียงพูดออกไปว่าเราเกรงใจนะ ซึ่งมันเป็นสิ่งที่เขาคิดจริง ๆ เป็นเรื่องไม่ดีที่ให้คนอื่นจ่ายค่าอาหารให้ 

แต่เรื่องที่ได้คุยกับชันโยรุคุงเอาไว้ แบคคุงไม่ได้พูดออกไป

โต๊ะตัวเดิมในห้องเรียนก็ยังคงปรากฏร่างของคน ๆ เดิมที่ทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะไปได้อย่างน่าประหลาด คนคนนั้นกำลังฟังเรื่องที่เซอิจิคุงกำลังพูด เรื่องของการเตะฟุตบอลในวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา กระเป่าของแบคคุงนั้นถูกวางลงบนเก้าอี้ ก่อนที่จะสบตากับคนที่วาดรอยยิ้มบนใบหน้าให้แบคคุงได้เห็นเฉกเช่นทุกวันที่ผ่านมา

“แบคคุง”

ไม่สิ...วันนี้มันต่างออกไป

“มาเอาขนมด้วย”

“ขนม!” เขาตื่นเต้น ไม่รู้ว่าทำไมถึงได้ตื่นเต้นมากขนาดนี้ “ขนมอะไร—นี่มันถุงร้านพุดดิ้งนี่!”

“ใช่” คนที่ซื้อมันมาให้เขายังคงมีรอยยิ้ม “ขอบใจที่เป็นเด็กดีนะ”

ถึงเซอิจิคุงกับไคคุงจะมองถุงขนมที่ชันโยรุคุงส่งให้แบคคุงด้วยตาที่เบิกกว้างและปากที่อ้าค้าง แต่สิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือถุงพุดดิ้งที่ทำให้แบคคุงมือสั่น เขาไม่ได้กินมันมานานมากแล้วเพราะร้านอยู่ไกลจากบ้าน แต่เขาไม่เคยลืมเลยว่ามันอร่อยมากขนาดไหน

“เรากินเลยได้ไหม?”

“ได้สิ ฉันซื้อมาให้นาย”

“ขอบใจ—ไม่นะ เราต้องขอบคุณ” นี่มันมากเกินกว่าคำว่าขอบใจ ยิ่งเปิดถุงแล้วเห็นว่าเป็นพุดดิ้งนมแล้วก็ยิ่งต้องใช้คำว่าขอบคุณ “ไดจิคุง เราให้กินหนึ่งคำนะ!”

“น้ำใจล้นเหลือจังเลยนะ”

“หรือว่าจะกินครึ่งคำ?” แบคคุงถามเพื่อนรักที่บอกว่าแล้วแต่นายเถอะ “หรือว่าเราจะเก็บไว้กินตอนกลางวันดี?”

“รำคาญนัก จะกินตอนไหนมันไม่เหมือนกันรึไง?”

“ไดจิ...” แบคคุงเขย่าแขนเพื่อน “อืม...กินพุดดิ้งดีกว่า เราจะแบ่งชันโยรุคุงด้วยนะ!”

ถึงจะเป็นพุดดิ้งหนึ่งถ้วย แต่แบคคุงก็สามารถแบ่งมันให้กับชันโยรุคุงที่บอกว่าไม่เป็นไร แต่พอแบคคุงส่งสีหน้าออกไป เจ้าตัวก็รับมันไปกินหนึ่งคำ เซอิจิคุงกับไคคุงเองก็ได้กิน ยิ่งเพื่อนรักของแบคคุงอย่างไดจิคุงก็ยิ่งต้องได้กิน

ชันโยรุคุงบอกกับแบคคุงว่า ถ้าเป็นเด็กดีและทำตัวน่ารัก จะซื้อพุดดิ้งมาให้ทุกวันเลย แบคคุงเองไม่รู้และไม่เข้าใจว่าการเป็นเด็กดีและทำตัวน่ารักในแบบที่ชันโยรุคุงอยากจะให้เป็นนั้นต้องทำอย่างไร แต่เขาก็พยายามจะเป็นเพื่อนที่ดี เอาการบ้านใต้โต๊ะของชันโยรุคุงไปส่งให้ทุกวัน เวลาจะลงไปกดน้ำในตู้ให้บริการอัตโนมัติก็จะสะกิดให้ไดจิคุงเริ่มต้นพูดให้ว่าชันโยรุคุงจะเอาไหม จะว่าไปแล้วไดจิคุงกับชันโยรุคุงก็แปลก ๆ เพื่อนรักของแบคคุงชอบมองชันโยรุคุงด้วยสายตามีเลศนัยอย่างที่แบคคุงไม่เข้าใจ ทั้งยังพูดว่า ‘นายอย่าคิดว่าฉันไม่รู้นะ!’ แต่คนที่ไม่รู้จริง ๆ คือแบคคุงต่างหาก

ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ในยามเช้าที่พระอาทิตย์ส่องสว่างสดใส แบคคุงจะได้รับพุดดิ้งรสชาติต่างกันไปในแต่ละวันจากชันโยรุคุง รสนม รสสตรอว์เบอร์รี่ รสช็อกโกแลต รสกล้วย รสอะไรก็ตามแต่ที่ทำให้หัวใจมีความสุข เขาใช้เวลาในช่วงเช้าไปกับการยิ้มกว้างและดื่มด่ำในรสชาติของพุดดิ้งแสนอร่อย บอกกับชันโยรุคุงโดยที่อีกฝ่ายไม่ต้องถามว่านี่มันอร่อยมาก ๆ เลยนะ

แต่แล้วในวันหนึ่ง...แบคคุงที่ยิ้มกว้างเฉกเช่นทุกวันนั้นไม่ได้รับพุดดิ้งจากชันโยรุคุงเหมือนที่ผ่านมา

ไม่น่ารัก...เหรอ

แบคคุงไปทำอะไรที่ไม่น่ารักให้ชันโยรุคุงขุ่นเคืองใจกันนะ เหนือกว่าพุดดิ้งแล้วนั้นคือรอยยิ้มที่ชันโยรุคุงไม่ได้มีให้ มีเพียงสายตาที่มองราวกับว่าแบคคุงเป็นผู้กระทำความผิด หัวใจนั้นสั่นไหวจนอยากจะเอ่ยถามออกไปว่าเราทำอะไรเหรอ แต่หัวหน้าห้องอย่างเคนสุเกะคุงก็มาลากแบคคุงให้ไปช่วยงานก่อน โอกาสที่จะได้ถามออกไปจึงไม่มีเลย

เขาไปทำอะไรกันนะ เฝ้าสงสัยมาตลอด จนกระทั่งไดจิคุงสะกิด บอกว่าตามไปสิ ชันโยรุมันเดินออกไปแล้ว อยากจะพูดอะไรก็ไปพูดให้ดี

ถึงระเบียงทางเดินจะคนมากแต่แบคคุงก็พยายามวิ่งให้เร็วด้วยความระมัดระวังมากที่สุด ทำไมขายาว ๆ ทั้งสองข้างนั่นถึงได้รวดเร็วมากขนาดนี้นะ การก้าวเดินที่แม้จะวิ่งแต่ก็ยังรู้สึกว่าตามไม่ทันแบบนั้น…

“ชันโยรุคุง!” แบคคุงไม่ลังเลใจแม้สักนิด “เรา...”

“อะไร?” คนตอบหยุดเดิน เลิกคิ้วขึ้นพร้อมกับคำกล่าวว่า “คนนิสัยไม่ดี”

“เราไม่ได้นิสัยไม่ดีนะ!” ไม่ใช่คนแบบนั้นสักหน่อย “เรายังไม่ได้ทำอะไรเลย”

“ยังไม่ได้ทำอะไร?”

“ใช่!”

“เมื่อวานกลับบ้านกับใคร?”

“...กับเรียวตะคุง” เราสองคนบังเอิญเจอกันหน้าโรงเรียนพอดี “แต่เราไม่ได้ไปไหนเลยนะ เรากลับบ้านจริง ๆ เรียวตะคุงชวนไปร้านเค้กเรายังไม่ไปเลย เรากลับบ้าน”

“นายนี่มัน...” ชันโยรุคุงขมวดคิ้วแน่นก่อนจะคลายลง อมยิ้มรสสตรอว์เบอร์รี่ถูกนำออกจากริมฝีปากสีแดงที่ติดคล้ำเล็กน้อย “ไม่น่ารักก็คือ...ยิ้มให้ก็แล้ว ซื้อขนมให้กินทุกวันก็แล้ว ก็ยังพูดไม่รู้เรื่อง”

“ชันโยรุคุงนั่นแหละ พูดอะไรก็ไม่รู้ ฟังไม่เข้าใจสักอย่าง”

“ตั้งใจฟังให้ดีนะ”

“...”

“อย่าไปไหนกับใครอีก เข้าใจรึเปล่า?”

ดวงตากลมโตคู่นั้นจริงจังอย่างแรงกล้า และมันทำให้แบคคุงหัวใจเต้นไม่เป็นส่ำ นี่มันเรื่องอะไรกันนะ ทำไมจะต้องมาห้ามไม่ให้ไปไหนแบบนี้ด้วย แล้วทำไมหัวใจต้องเต้นแรงด้วยล่ะ นี่มันไม่ได้เลยนะ

“ทำไม?” แบคคุงมีคำถาม “ทำแบบนี้มันเกินไป

รสชาติหวานอมเปรี้ยวเพราะอมยิ้มรสสตรอว์เบอร์รี่นั้นทำให้หัวสมองของแบคคุงขาวโพลนและทำให้ทุกเสียงที่จะเปล่งออกมาเลือนหายไปในลำคอ มันอร่อยและหอมหวาน แต่...นี่มันถูกกินไปแล้วนะ ชันโยรุคุงกินมันอยู่เมื่อกี้...

“ให้”

“...”

“รังเกียจไหม?”

“มะ...ไม่ ๆ” ก็คงเหมือนผลัดกันกินขนมปังไส้ถั่วแดงกับไดจิคุง “ทำไมไม่ให้อันใหม่...”

“ก็อยากให้อันนี้ ฉันชิมแล้วไงว่ามันอร่อย”

“ไม่จริงเลย ชันโยรุคุงนิสัยไม่ดี”

“งั้นสิ” คนผมยุ่งอย่างมีเสน่ห์ส่งยิ้มให้แบคคุงแล้ว “จะไปไหน?”

“หา?”

“ก็ตามออกมาเนี่ย จะไปไหน?”

“ไม่ได้ไปไหน เราออกมาหาชันโยรุคุงนั่นแหละ” แบคคุงมีจุดประสงค์เพียงเท่านี้ “เรากลับ

“ไปซื้อน้ำข้างล่างกัน ไปไหม?”

“ไปสิ!”

น่าแปลกที่เราไม่เคยได้คุยเรื่องสัพเพเหระกันมาก่อน ทั้งที่เคยได้ใช้เวลาไปด้วยกันหนึ่งมื้อกลางวัน หรือจะเป็นในตอนเช้าที่ได้รับพุดดิ้งแสนอร่อย แบคคุงเองเพิ่งรู้ในวันนี้ว่าชันโยรุคุงไม่ชอบกินลูกอมรสส้ม ถ้าเป็นส้มแล้วไม่ค่อยจะมีความชื่นชอบให้สักเท่าไหร่ แต่ถ้าเป็นเค้กรสส้มก็พอจะกินได้อยู่บ้าง ตอนนั้นเองที่แบคคุงโพล่งเรื่องแยมโรลรสส้มของร้านยามาดะซังออกไป บอกกับชันโยรุคุงว่าพรุ่งนี้จะซื้อมาฝากนะ อร่อยอย่างนี้เลยล่ะ!

“เย็นนี้รีบกลับบ้านไหม?”

“ไม่รีบหรอก ทำไมเหรอ?” แบคคุงกำลังเลือกรสชาตินมในตู้เย็น

“แทนที่จะซื้อมาฝาก เย็นนี้ฉันไม่ได้จะทำอะไร ไปด้วยกันไหมล่ะ?”

“เอาสิ!” เป็นความคิดที่ดีมาก ๆ “ครีมโรลผลไม้รวมก็อร่อยนะ!”

ระหว่างที่กำลังลงบันไดมุ่งหน้าไปยังร้านค้าเพื่อซื้อน้ำ ไม่รู้ว่าทำไมแบคคุงถึงได้พูดไม่หยุดแบบนี้แต่ว่ามันก็ห้ามตัวเองเอาไว้ไม่ได้ ทั้งเรื่องดิน เรื่องฟ้า เรื่องอากาศ ไม่ว่าจะพูดเรื่องอะไรออกไปชันโยรุคุงก็ทำให้แบคคุงมีความสุขที่ได้พูดเพราะการเป็นผู้ฟังที่ดี ตอบรับทุกประโยคของแบคคุงและมันก่อให้เกิดความสุขที่แทบจะล้นหัวใจ

ไม่รู้ทำไม…แต่ว่าแบคคุงมีความสุขมาก ๆ เลย

แบคคุงบอกเล่าให้ไดจิคุงฟังว่าวันนี้จะไปกินขนมกับชันโยรุคุงนะ แล้วก็เอ่ยปากชวนเพื่อนรักให้ไปด้วยกัน แต่ไดจิคุงก็ปฏิเสธ บอกว่าชันโยรุมันไม่อยากให้ฉันไปหรอก นายไปเถอะ

ทำไมจะไม่อยากให้ไปล่ะ? แบคคุงส่งคำถามนี้ไปให้ไดจิคุงที่ทำเพียงยักไหล่กลับมาโดยไม่ได้ตอบอะไร

เมื่อช่วงเวลาเลิกเรียนมาถึง แบคคุงยกกระเป๋านักเรียนสีน้ำเงินเข้มขึ้นสะพาย ยิ้มแป้นให้ชันโยรุคุงที่ทำลายรอยยิ้มของแบคคุงลงด้วยประโยคที่ว่าลงไปรอข้างล่างนะ ขอไปสูบบุหรี่ก่อน

“พยายามเลิกอยู่"

“พยายามเลิกก็จะต้องไม่สูบสิ!” จมูกของแบคคุงย่นแล้ว “มันไม่ดีนะ สูบทำไม?”

“...”

“มันเหม็นด้วยนะ มันมีควัน แล้วมันก็เป็นพิษต่อร่างกาย มันจะทำร้ายชันโยรุคุง ทำร้ายเรา...”

“โอเคครับ ไม่สูบแล้ว” คนตอบหัวเราะก่อนจะหันไปหาเพื่อนอย่างไคคุง “มีลูกอมไหม?”

“ไม่มีว่ะ กินไปแล้ว”

“เรารีบไปกันนะ เราจะแวะสะดวกซื้อให้ ไม่สูบบุหรี่นะ!”

 แบคคุงวิ่งนำหน้าไปสุดแรง ต่างจากชันโยรุคุงที่ได้แต่เดินสบาย ๆ มีรอยยิ้มติดอยู่ที่ริมฝีปากราวกับว่ากำลังมีเรื่องที่ดีเกิดขึ้น แบคคุงดีใจนะที่ชันโยรุคุงมีเรื่องที่ดีให้นึกถึง แต่ตอนนี้จะมาเอ้อระเหยไม่ได้ ถ้าอยากจะสูบบุหรี่จนทนไม่ไหวจะทำอย่างไร คิดได้อย่างนั้นจึงรีบวิ่งไปคว้าแขนคนตัวใหญ่ที่หัวเราะดังกว่าเดิม พาไปร้านสะดวกซื้อให้เร็วที่สุด จะต้องถึงเดี๋ยวนี้!

“มันไม่หนีไปไหนหรอกหน่า...”

“ไม่ได้นะ เราจะต้องรีบไป!” แบคคุงถึงหน้าร้านสะดวกซื้อใกล้โรงเรียนแล้ว “สตรอว์เบอร์รี่สิบอันได้ไหม?”

“อันเดียวก็พอ...”

“สองอันได้ไหม?”

“เอาเถอะ นายนี่นะ...”

อมยิ้มรสตรอว์เบอร์รี่จากเคาน์เตอร์ด้านหน้านั้นถูกแบคคุงหยิบขึ้นมาสองชิ้น ก่อนจะนำมันไปจ่ายเงินที่แคชเชียร์ รีบวิ่งกลับมาหาชันโยรุคุงแล้วหยิบยื่นอมยิ้มสองอันให้ บอกว่ารีบ ๆ กินเลยนะ จะได้ไม่ต้องสูบบุหรี่

“อยากกินสตรอว์เบอร์รี่เหมือนกันนะ”

“หมายถึงสตรอว์เบอร์รี่จริง ๆ เหรอ?” แบคคุงถามคนที่มีอมยิ้มอยู่ในปาก คนที่พยักหน้ากลับมา “ถ้าอย่างนั้นเราไปมาร์เก็ตกันไหม?”

“ไปสิ” คนตอบพยักพเยิด ก่อนจะเอาอมยิ้มที่ตัวเองกินอยู่ใส่ปากของแบคคุง “ฉันให้”

“มะ...มัน...ทำไมไม่ให้อันใหม่ล่ะ!”

“ก็ฉันอยากให้อันนี้” ชันโยรุคุงไม่สนใจเลย “ไปซื้อขนมปังกัน”

“แล้วสตรอว์เบอร์รี่ล่ะ?” แบคคุงกินอมยิ้มอันนี้ก็ได้ มันก็อร่อยดี แถมยังเป็นเงินของแบคคุงด้วย

“ไปเถอะ”

แบคคุงไม่เคยได้ทำแบบนี้เลย ได้วางสายตาเอาไว้ที่ผู้ชายผมยุ่งที่ยิ้มให้แบคคุงทุกครั้งที่เราสบตากัน ไม่มีเพื่อนคนไหนที่ทำให้แบคคุงรู้สึกแบบนี้ได้เลย รู้สึกว่าหัวใจสั่นไหว เต้นไม่เป็นส่ำอย่างควบคุมไม่ได้ เราได้ไปเลือกสตรอว์เบอร์รี่ที่มาร์เก็ตด้วยกัน ใช้จ่ายเงินคนละครึ่งเพราะชันโยรุคุงบอกให้เราแบ่งกันกิน สตรอว์เบอร์รี่กล่องใหญ่จึงถูกวางลงบนโต๊ะของพื้นที่บริการ ให้เราได้ใช้เวลาไปกับมันและการพูดคุยกัน

ที่จริง...ก็มีแบคคุงพูดอยู่คนเดียว

เขาได้เล่าเรื่องตั้งแต่สมัยประถมว่าชอบเตะฟุตบอล แต่พอขึ้นมัธยมต้นก็ไม่ค่อยได้เล่นกีฬาอีก เขาชอบสุนัข รักและอยากจะเลี้ยงแต่พ่อยังไม่ให้เลี้ยง ก็เลยชอบมาเลี้ยงชิโระคุง ชอบซื้อขนมมาให้สุดน่ารักที่เป็นนักเฝ้าแปลงผัก ชอบไปขอคุณลุงภารโรงว่าเขาอยากจะอาบน้ำและแปรงขนให้ เอาไว้ชันโยรุคุงไปทำด้วยกันนะ แล้วตอนนี้เตะบอลสนุกไหม เราเห็นชันโยรุคุงทำกิจกรรมเยอะเลยนะ อันนี้ก็เล่น อันนั้นก็ทำ ชอบอันไหนที่สุดเหรอ หรือชอบทั้งหมดเลย

จากมาร์เก็ตก็กลายเป็นร้านขนมปัง ชันโยรุคุงพาแบคคุงเข้าร้านขนมปัง ส่วนเรื่องแยมโรลรสส้มนั้นชันโยรุคุงบอกว่าสุดสัปดาห์นี้และแบคคุงไม่ลังเลที่จะตกลงเลย เขายอมรับว่าเห็นขนมแล้วหน้ามืด หยิบขนมปังก้อนนั้นหยิบขนมปังชิ้นนี้จนได้ขนมปังถุงใหญ่กลับบ้านมาให้โดนคุณแม่ดุว่าทำไมแบคคุงถึงได้เอาเปรียบเพื่อนแบบนั้น ทั้งพุดดิ้ง ทั้งขนมปัง เพื่อนให้อะไรมามากมาย ทำไมถึงไม่เคยให้อะไรเพื่อนบ้าง แม่จะตีแบคคุงหนึ่งที คำว่าของแม่ทำให้แบคคุงไม่กล้ากินขนมปังไปสองชั่วโมง กว่าจะทำใจกินได้ก็สองทุ่มไปแล้ว

“ไดจิคุง!” แบคคุงคุยโทรศัพท์กับเพื่อนรักในยามค่ำคืน “ช่วยบอกชันโยรุคุงได้ไหมว่าเราจะทำเบนโตะไปให้”

(บอกเองสิ เบอร์ก็มี)

“ไม่กล้าโทรเลย ไม่เคยโทรนะ”

(โทรไปเถอะหน่า มันไม่ว่าอะไรหรอก)

“เอางั้นเหรอ...” แบคคุงไม่กล้าเท่าไหร่ แต่ถ้าไดจิไม่โทรให้ก็ไม่มีทางเลือก “ก็ได้ เราเชื่อไดจิคุงนะ”

จากสายของไดจิคุงจึงกลายเป็นการกดโทรหาชันโยรุคุงด้วยหัวใจตุ้มต่อม ไม่เคยโทรมาก่อนเลย เบอร์นี้เป็นเบอร์ที่ได้มาจากหัวหน้าห้องอีกที เพราะแบคคุงไปขอด้วยเหตุผลที่ว่ามีเรื่องสำคัญมาก ๆ เลยนะ จะต้องโทรเดี๋ยวนี้

(ว่าไง?)

“ก็คือ…เราคือแบคคุงนะ!”

(…รู้แล้ว)

“รู้เหรอ…เอ้อ…”

(...มีอะไรรึเปล่า?)

“อะไรเหรอ?” แบคคุงตาโตก่อนจะส่ายหน้าทั้งที่คุยโทรศัพท์อยู่ “ไม่ใช่ ๆ เรา...นอนรึยัง?”

(นอนแล้ว)

“นอนแล้วเหรอ!” รบกวนแล้ว นี่รบกวนแล้ว “คือเราจะโทรมาบอกว่าพรุ่งนี้จะทำเบนโตะไปให้นะ แค่นี้แหล—”

(ไม่ยักรู้มาก่อนว่านายมีเบอร์ฉันด้วย)

“...”

(ใครทำ นายหรือแม่ เบนโตะน่ะ?)

“เราสิ เราจะเต็มที่เลย ชันโยรุคุงชอบกินอะไรเหรอ?”

(แฮม—)

“ไม่เอาแฮมเบิร์กนะ”

(แล้วจะถามทำไม?)

“กินไส้กรอกคุณปลาหมึกนะ ทำง่าย ๆ” แบคคุงเสนอเมนู “อยากกินอะไรอีก?”

(ไข่ม้วน)

“ทำไม่เป็น” หมอนใบนุ่มถูกแบคคุงทิ้งหัวลงไป “ไข่ต้มได้ไหม?”

(จะทำอะไรก็ทำมาเถอะ เลือกเองขนาดนั้น จะมาถามทำไม)

“ก็...เผื่อชันโยรุคุงจะเลือกเมนูที่เราอยากทำไง”

(อยากกินไส้กรอกคุณปลาหมึก)

“นั่น! จะทำคุณปลาหมึกไปให้ยี่สิบตัวเลยนะ!”

(ไม่ถึงมีเรื่องนะ พุดดิ้งไม่ได้กิน)

“ถึงแน่นอน เรามีคุณปลาหมึกเป็นกองทัพ!” แบคคุงกลิ้งไปกับตุ๊กตากระต่ายสีเหลือง “เรามีดอกไม้คุณแครอทด้วยนะ ชันโยรุคุงเอาหน่อไม้ฝรั่งผัดเนยไหม เราทำเป็นนะ”

(ไข่ดาว)

“เราทำไข่ดาวเป็นนะ แต่ว่ามันจะเบี้ยว…ชันโยรุคุงจะโกรธเราไหม?”

(ใครจะไปโกรธนายเรื่องไข่ดาวกัน แต่ถ้าไม่น่ารักล่ะก็…)

“น่ารักแน่ ๆ เรามีพิมพ์รูปหัวใจ!”

ไม่เคยคิดมาก่อนว่าตัวเองจะทำแบบนี้ได้ จะทำเหมือนสิ่งที่เห็นว่าเซอิจิคุงทำอยู่ทุกเช้าคือการพูดไม่หยุดให้ชันโยรุคุงฟัง ทั้งที่พูดมาทั้งวันตั้งแต่เมื่อกลางวัน เมื่อเย็น จนมาถึงในตอนนี้แล้วก็ยังไม่หมดเรื่องพูดคุย ไม่รู้ด้วยว่าเวลาผ่านไปเท่าไหร่ รู้แค่ว่าอยากจะคุยอยู่แบบนี้

อยากได้ยินเสียงหัวเราะของเรา…

ดังก้องด้วยความสุขไปพร้อม ๆ กัน

 

 

 

 

 

 

อาการหาวที่อ้าปากกว้างจนไดจิคุงพูดว่านกนางนวลแทบจะบินเข้าไปได้ทั้งตัวนั้นเกิดขึ้นในช่วงเวลาของคาบเรียนวิชาประวัติศาสตร์ที่ต่อไปจะเป็นช่วงเวลาพักกลางวันและนั่นทำให้แบคคุงหาวออกมาอีกครั้งหนึ่งจนต้องยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาที่ไหลลงมา

ไม่ต้องคิดให้มากความก็รู้ว่าสาเหตุนั้นเกิดจากอะไร

ไม่น่าเชื่อเลย…ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าตีสองสามสิบหกนาทีคือเวลาที่แบคคุงสลบคาโทรศัพท์ไปเพราะว่าหลับกลางอากาศ บางทีอาจจะหลับไปก่อนหน้านั้นด้วยซ้ำแต่ก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ รู้เพียงเวลาที่ถูกบันทึกเอาไว้ให้เห็นในโทรศัพท์เท่านั้น ทำไมถึงได้พูดเก่งได้ขนาดนั้นนะ สุดท้ายแล้วก็แทบจะต้องกลิ้งตัวเองลงจากเตียง อาศัยความตั้งมั่นอย่างแรงกล้าถึงไส้กรอกคุณปลาหมึก!

…และชันโยรุคุง

จะต้องกลิ้งลงจากเตียงแล้วคลานเหมือนแบคคุงไหมนะ หรือว่าจะสามารถอดหลับอดนอนได้อย่างดีเพราะเป็นคนเก่ง ไม่สิ…นั่นมันเกี่ยวกันที่ไหน จะเป็นอย่างไรการอดหลับอดนอนก็ไม่ใช่เรื่องที่ดี ถ้าอย่างนั้นแล้วมันก็คงเป็นความผิดของแบคคุงที่ห้ามตัวเองไม่ให้หยุดพูดไม่ได้ ด้วยเหตุผลนั้นแล้วเบนโตะในวันนี้จึงอัดแน่นด้วยไส้กรอกคุณปลาหมึกและไข่ดาวสองฟองแสนพิเศษ แม่ของแบคคุงก็เห็นด้วยเพราะคำสารภาพของลูกชายคนนี้ที่บอกว่าพูดเพลินไปหน่อย ชวนเพื่อนคุยถึงตีสองแหนะ

แต่พอคิดถึงชันโยรุคุงที่นั่งอยู่ข้างหลังถัดไปสองแถวแล้วก็คิดว่าคงสบายดี ถึงจะไม่ได้พูดคุยกันและไม่ได้ตื่นเต้นกับรสชาติของพุดดิ้งเหมือนที่เป็นอยู่ทุกวันเพราะแบคคุงมาโรงเรียนสาย แต่ในยามที่เปิดประตูเข้ามาพร้อมกับขออนุญาตคุณครูที่โฮมรูมอยู่ แบคคุงก็ได้รับรอยยิ้มจากชันโยรุคุงที่แววตามองดูสดใส และผมยุ่ง ๆ สีดำสนิทนั่นก็ยังคงมีเสน่ห์เหมือนเดิม

ช่างเป็นคนที่หน้าตาดีจริง ๆ เลยนะ ทั้งแบคคุงและไดจิคุงเห็นด้วยกับความจริงข้อนี้ตลอดมา

สัญญาณบ่งบอกเวลาเปลี่ยนคาบเรียนและเข้าสู่ช่วงพักทานอาหารกลางวันดังขึ้น แต่ถึงอย่างนั้นสิ่งที่ปลุกแบคคุงออกจากภวังค์จริง ๆ คือเสียงของคุณครูที่บอกให้นักเรียนส่งการบ้านโดยให้แบคคุงเป็นคนรับผิดชอบนำไปส่งที่ห้องพักครู สบตาแล้วก็ได้แต่ยิ้มเขินอายเพราะรับรู้ได้ว่าคุณครูจะต้องเห็นแบคคุงหาวแล้วหาวเล่า จึงได้แต่อ้อมแอ้มบอกออกไปว่าประวัติศาสตร์ไม่ได้น่าเบื่อนะครับ เมื่อคืนผมนอนดึกมากเกินไปหน่อย…

“ฉันช่วย” ไดจิเพื่อนรักช่วยเหลือแบคคุงเสมอ “แล้วรายงานวิชาภาษาญี่ปุ่นจะทำตอนไหน?”

“ส่งเดือนหน้าไม่ใช่เหรอ?” สมุดของเพื่อนถูกนำเข้าอ้อมแขน คิดจะหันไปมองชันโยรุคุงแต่เซอิจิคุงที่นำสมุดของเพื่อนรักอีกสองคนมาส่งให้ด้วยก็ทำให้แบคคุงมองเก้อ ไม่รู้ว่าชันโยรุคุงหายไปไหน “หรือว่าไดจิคุงอยากทำแล้ว?”

“ฉันก็ต้องอยากทำแล้วสิ คิดว่าช่วงเวลานี้ไปจนถึงเดือนหน้าจะมีการบ้านมาอีกเท่าไหร่ กฎที่ดีคือห้ามดินพอกหางแบคคุง”

“ไม่พอก ๆ เราไม่มีหาง” ไดจิคุงไม่ได้ว่า นี่เป็นคำชมเพราะเราเคยพูดว่าน้องหมูน่ารัก เหมือนในหนังตะวันตกที่เรานำมาใช้แทนว่าดินพอกหางหมูเบ๊บ “ถ้าอย่างนั้นเราก็แบ่งหน้าที่กันตั้งแต่เย็นวันนี้ เราจะตั้งใจทำแล้วสุดสัปดาห์ก็นำมาแบ่งกัน โอเคไหม?”

“ได้ มาเลือกกันว่าจะทำอะไรดี” เพื่อนตกลงกับสิ่งที่แบคคุงเสนอ “คราวนี้ไปร้านไหนดีนะ ครั้งที่แล้วร้านนั้นช็อกโกแลตยังไม่ค่อยถูกปากเท่าไหร่…”

“โอ๊ะ วันเสาร์เราต้องไปกับชันโยรุคุงนะ” สัญญาแยมโรลส้มของเรา แบคคุงยังจำมันได้ดี “มาบ้านเราได้ไหม จะบอกให้แม่ทำของโปรดของไดจิคุงนะ!”

“ก็เป็นอย่างนี้ทุกที ฉันจะทำอะไรได้นอกจากตกลง” สิ่งที่เพื่อนรักพูดออกมาทำให้แบคคุงยิ้มแป้น ก่อนที่มันจะแปรเปลี่ยนไปในยามที่เราวางสมุดลงบนโต๊ะของคุณครู เดินออกมาจากห้องพักด้วยกันเมื่อได้ยินถึงประโยคต่อไป “แล้วสนิทกันเหรอ กับชันโยรุคุงน่ะ?”

“…ก็…ไม่รู้เหมือนกัน” อาจจะไม่ถี่ถ้วนพอแต่คิดแล้วมันก็ไม่รู้จริง ๆ “แต่ชอบไปกับชันโยรุคุงนะ เรามีความสุข”

“ดีแล้ว” รอยยิ้มจากเพื่อนทำให้ยิ้มตามออกมาได้ “อย่างน้อยฉันก็คิดว่าฉันรู้ล่ะนะ มันก็ต้องค่อยเป็นค่อยไป…”

“อะไรค่อยเป็นค่อยไปเหรอ?”

“ก็อย่างเช่นข้าวกล่องคุณปลาหมึกไง” การยกตัวอย่างของเพื่อนก็ยังคงทำให้แบคคุงไม่เข้าใจอยู่ดี “ไปเถอะ มันอาจจะรอกินข้าวจนท้องร้องโครกแล้วก็ได้”

แบคคุงก็แอบคิดอย่างนั้นเหมือนกัน ยิ่งพอไดจิคุงพูดแล้วก็ยิ่งคิดว่าชันโยรุคุงจะต้องหิวมากแล้วแน่ ๆ ถึงได้รีบกึ่งวิ่งกึ่งเดินกลับเข้าไปในห้อง แต่พอมองตรงไปแล้วกลับได้สบตากับไคคุงที่ในห้าวินาทีต่อมาหลังจากประมวลแล้วก็ได้รับข้อความว่าชันโยรุคุงออกไปตั้งแต่เลิกคาบเรียนแล้ว ยังไม่กลับมาเลย

“แล้วไปไหนเหรอ?” คำถามถูกถามออกไปอย่างไม่ลังเลใจ “คือเราทำเบนโตะมา อยากให้กินพร้อมกัน…”

“แล้วของฉันล่ะ?”

“ไม่มีหรอก ชันโยรุคุงซื้อขนมให้เราเยอะแยะ เซอิจิคุงไม่ซื้อก็ไม่ได้กินคุณปลาหมึกของเรานะ” ติดสาหร่ายมาเป็นดวงตาด้วย น่ารักสุดใจ! “อีกนานไหม หรือว่าออกไปเข้าห้องน้ำ…”

“อาจจะขึ้นไปสูบบุหรี่บนดาดฟ้า ลองขึ้นไปสิ” ไคคุงให้คำแนะนำ “แต่หาอะไรดันประตูไว้ด้วยนะ ปิดแล้วมันเปิดไม่ได้จากข้างนอก”

“อื้อ!” สูบบุหรี่ไม่ดี ไม่รู้ว่ามีสิทธิห้ามไหมแต่จะต้องขึ้นไปให้ได้ การพูดว่าบุหรี่ไม่ดีและมีโทษสามครั้งอาจจะทำให้คนสูบเปลี่ยนใจลงมากินไส้กรอกคุณปลาหมึก อร่อยกว่ากันตั้งเยอะแบบว่าเยอะมาก ๆ! “ไดจิคุง เราไปตามชันโยรุคุงก่อนนะ”

“เอาข้าวไปด้วยสิ ไปกินข้างบนก็ได้” คำแนะนำจากเพื่อนทำให้ดวงตาเบิกกว้าง “เอาขึ้นไปได้ ไม่เป็นไรหรอก”

คำบอกว่าไม่เป็นไรของเพื่อนยิ่งทำให้มีกำลังใจในการถือเบนโตะสองกล่องออกจากห้องเพื่อไปตามหาคนผมยุ่งสุดเท่นามว่าชันโยรุคุง สมาชิกในโรงเรียนเดียวกันที่ทยอยเดินลงไปข้างล่างแต่กลับไม่เดินขึ้นไปข้างบนนั้นทำให้แบคคุงนึกถึงคำบอกเล่าว่าด้านบนดาดฟ้าที่ไม่เคยขึ้นไปนั้นร้อน จึงไม่ใช่สถานที่ยอดนิยมในช่วงพักกลางวัน ช่วงเย็นต่างหากที่มีคนขึ้นไปบ้าง นอนเล่นหรือว่ามาทำอะไรแผล็ง ๆ เลยต้องมีคุณครูขึ้นไปตรวจตาหลังจากช่วงเวลาเลิกเรียน

เท้าทั้งสองข้างก้าวขึ้นบันไดไปเรื่อย ๆ ด้วยใจเป็นสุข คิดว่าถ้าดาดฟ้าร้อนแล้วจะกินข้าวกลางวันด้วยกันได้อย่างไร เผลอ ๆ จะต้องถือกลับลงมาข้างล่าง ไดจิคุงก็คงเผลอลืมว่าดาดฟ้านั้นไม่เหมาะ

ไม่เหมาะ…และไม่ควรจะมายืนอยู่ตรงนี้เลย

ไม่รู้ทำไมร่างกายถึงขยับไม่ได้ ไม่รู้ทำไมถึงรู้สึกเหมือนหายใจไม่ออก ไม่รู้ทำไมถึงได้หยุดสายตาของตัวเองเอาไว้อย่างนั้นทั้งที่กำลังรู้สึกราวกับว่าหัวใจหล่นหายไปทั้งดวง ทำไมถึงยังต้องมองว่า…ชันโยรุคุงกับอามิจังกำลัง…

…จูบกัน

แบคคุงไม่รู้ตัว เขาไม่รู้ตัวจริง ๆ ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นกับร่างกายของตัวเองจนกระทั่งได้ยินเสียงสิ่งของกระทบกับพื้นแล้วพบว่าเป็นเบนโตะที่เลื่อนหลุดมือไปกระแทกกับขั้นบันไดจนเบนโตะกล่องที่อยู่ด้านบนหกเละเทะเพราะฝาที่เปิดออก ไส้กรอกคุณปลาหมึกที่กระจัดกระจายไปพร้อมกับข้าวจนเลอะเทอะ กับข้าวที่ตั้งใจทำทั้งหมดกำลังอยู่ที่พื้นและมันทำให้แบคคุงต้องยกมือขึ้นปาดน้ำตาที่ไหลลงมาอาบแก้ม นั่งลงเก็บทุกอย่างที่อยู่บนพื้นเพราะว่ามันไม่ควรจะมาอยู่ตรงนี้ มันไม่ควรที่จะ…จะเป็นแบบนี้เลย

“แบคคุง…” เสียงทุ้มดังขึ้นตรงหน้าระหว่าที่แบคคุงกำลังตั้งใจเก็บข้าวที่หกด้วยมือของตนเอง “แบคคุง มันไม่ใช่อย่างที่นายกำลังคิดนะ”

“ระ…เราไม่ได้คิดอะไร…” ถึงจะไม่ได้ออกมาจากใจแต่แบคคุงก็ยิ้ม ยิ้มทั้งน้ำตากลั้นเอาไว้ไม่ไหว “เราขอ…ขอโทษนะ”

“…”

“เราไม่ควรจะขึ้นมาเลย แต่…แต่ว่า…” ความตั้งใจทั้งหมดที่หกลงพื้นนั้นถูกมาไว้ในกล่อง ปิดฝาอย่างเรียบร้อยเพื่อปิดบังความเละเทะภายใน “ขอโทษ…”

“จะขอโทษทำไม นายไม่ได้—แบคคุง!”

เพราะเอาแต่คิดว่าอยู่ตรงนี้ไม่ได้ จะไม่ยืนอยู่ตรงนี้ให้หัวใจรู้สึกอ่อนแรงอีกแล้ว เท้าทั้งสองข้างจึงได้พาตัวเองวิ่งลงไปข้างล่างแม้ว่าอีกฝ่ายจะยังพูดไม่จบประโยคก็ตาม แบคคุงพยายามวิ่งอย่างสุดแรงเท่าที่จะทำได้ สะดุดเท้าของตัวเองจนเกือบล้มก็ยังทรงตัวเอาไว้ เสียงเรียกชื่อที่ไล่หลังมาไม่ได้ทำให้ลังเลใจที่จะหยุดไปข้างหน้า แต่สุดท้ายทุกอย่างก็ต้องหยุดลงเพราะแรงจากทางด้านหลังที่ดึงแบคคุงเข้าไปหา สวมกอดไว้แน่นราวกับว่าจะไม่มีทางปล่อยให้แบคคุงวิ่งหนีไปไหนได้อีกแล้ว

“แบคคุง…”

“ฮึก…”

“ขอโทษ ฉันต่างหากที่ต้องขอโทษนาย…”

“คุณปลาหมึก…” ไม่อยากจะร้องไห้ออกมาแบบนี้ แต่มันก็เอาแต่นึกถึงในสิ่งที่เห็น ความใกล้ชิดของคนสองคนและความตั้งใจที่ไม่เหลืออะไร “เละ…ฮึก…หมดเลย…”

“…”

“เราตะ…ตั้งใจทำมาให้ แต่…แต่ว่ามัน…”

แบคคุงกอดเบนโตะเอาไว้แน่นขณะที่อยู่ในอ้อมกอดของคนกอดเขาเอาไว้แน่นเช่นเดียวกัน ปล่อยให้เวลาที่มีทั้งหมดผ่านไปพร้อมกับเสียงสะอื้นของแบคคุงที่ไม่ยอมเงียบลงไปเสียที

ความอบอุ่นที่ได้รับทั้งหมดหยุดลงเมื่อแบคคุงขืนตัวออกห่างเพราะได้ยินเสียงเพื่อนร่วมชั้นที่ใช้ระเบียงทางเดินในเวลากลางวัน พยายามเลี่ยงไม่สบตาคนที่อยู่ใกล้กันก่อนจะหันหลังกลับไปสู่ความตั้งใจเดิมว่าจะไปหาไดจิเพื่อนรัก ไดจิคุงจะต้องเข้าใจแบคคุงอย่างแน่นอน

“อ้าว ไม่เจอ—เกิดอะไรขึ้น?” เพื่อนรักถามด้วยเสียงกระซิบเมื่อเห็นว่าแบคคุงกำลังทิ้งตัวลงนั่งที่เก้าอี้ของตัวเองด้วยดวงตาที่แดงก่ำ “แบคคุง"

”เรา…จะเล่าให้ฟังนะ” บอกไปก็มองไดจิที่ดูเหมือนสายตาจะเปลี่ยนทิศทางไป ชันโยรุคุงคงจะเดินเข้ามา “เอ่อ…ไดจิเอาเบนโตะไปให้ชันโยรุคุงได้ไหม?”

“หมายถึงอะไร?”

“ก็คือ…” เบนโตะกล่องสีน้ำเงินถูกนำออกมาวางไว้บนโต๊ะ แต่กล่องสีเหลืองที่เดิมทีเป็นของแบคคุงนั้นถูกเปิดออกเพื่แตรวจสอบหน้าตาในเบื้องต้น เป็นคุณปลาหมึกที่เบี้ยวเล็กน้อยแล้วก็ไม่มีสาหร่ายเล็ก ๆ แปะไว้ให้เสมบูรณ์มากขึ้นแต่ว่าต้องดูดีกว่ากล่องสีน้ำเงินที่ฝาเปิดออกอยู่แล้ว “เราเผลอทำ…เบนโตะตกพื้น แต่ว่าอันนี้ฝาไม่เปิด ไดจิคุงเอาไปให้ชันโยรุคุงหน่อยได้ไหม?”

“แล้วทำไมนายไม่เอาไปให้เองล่ะ?”

“…”

“โอเค ก็ได้”

ไม่รู้ว่าด้านหลังนั้นเกิดอะไรขึ้นเพราะแบคคุงไม่ได้หันไปมอง เขาเพียงแต่จดจ่อกับเบนโตะสีน้ำเงินตรงหน้าที่เปิดออกมาแล้วก็ยิ่งทำให้น้ำตารื้นเพราะมันเละเทะไม่มีชิ้นดี ทำอะไรกับความตั้งใจของตัวเองไม่ได้นอกจากทิ้งเพราะมันตกลงไปบนพื้นที่คนเดินผ่านไปผ่านมา เป็นคุณปลาหมึกและข้าวที่สกปรก ดอกไม้แครอทก็กินไม่ได้ ไข่ดาวยิ่งไปกันใหญ่…

“แบคคุง”

“…”

“กล่องนี้ของนายใช่ไหม?”

“มะ…ไม่ใช่นะ!” แบคคุงลุกขึ้นจากเก้าอี้ ไม่คิดว่าชันโยรุคุงจะเดินมาแบบนี้ ทั้งยังถือเบนโตะกล่องสีเหลืองมาด้วย “เราทำมาให้…”

“ฉันรู้ว่ากล่องนี้ของนาย” คนพูดสบตากับแบคคุงที่ไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรดี “ฉันขอโทษที่มันเป็นแบบนี้ แต่ว่าฉัน—”

“เราจะไปซื้อขนมปังข้างล่าง ขอตัวก่อนนะ!”

บางทีมันอาจจะเป็นความรู้สึกของการไม่กล้าที่จะเผชิญหน้า ความรู้สึกบางอย่างที่อยู่ภายในใจของแบคคุง ถึงจะอธิบายออกมาไม่ได้เป็นคำพูดแต่เขาก็รู้ว่าการหลีกเลี่ยงสถานการณ์ตรงหน้าไปก่อนนั้นดีที่สุดสำหรับช่วงเวลานี้ เสียงไดจิคุงที่แว่วมาให้ได้ยินว่า ไม่ต้องตามไปเลย! ยิ่งทำให้รู้สึกว่าใจมันโล่งขึ้น อย่างน้อยก็ไม่ต้องคุยกับชันโยรุคุงตอนนี้ ไม่ใช่ตอนนี้…

ภาพชันโยรุคุงกับอามิจูบกัน…ทำไมถึงหยุดคิดไม่ได้สักที

แล้วทำไมหัวใจ…ถึงได้รู้สึกเจ็บได้มากขนาดนี้กันนะ?

เหมือนน้ำตากำลังไหลออกมาจากหัวใจเลย

 

 

 

 

 

 

ยิ่งคิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้น ชันโยรุก็ยิ่งรู้สึกเจ็บใจ

อามิ ชื่อของผู้หญิงคนหนึ่งที่…ชันโยรุไม่รู้ว่าจะใช้คำว่าเพื่อนสมัยเด็กได้ไหม แต่ว่าเราก็เล่นด้วยกันมาตั้งแต่เด็กเพราะว่าแม่ของเราเป็นเพื่อนกัน ส่วนตัวเขานั้นมีความสัมพันธ์ฉันเพื่อนให้กับอามิเสมอมา ถึงได้ปฏิเสธคำสารภาพของเธอที่บอกว่าชอบเขามากแค่ไหนแม้ว่ามันจะเป็นการสารภาพในวันเกิดของเธอที่เขาต้องไปเข้าร่วมเพราะว่าแม่ฝากให้เอาของขวัญวันเกิดไปให้ เอาเข้าจริงเราก็ไม่ได้เล่นด้วยกันเหมือนแต่ก่อน ไม่ได้เติบโตมาด้วยกัน เธอก็เป็นแค่เพื่อนคนหนึ่งสำหรับเขาที่ได้มาอยู่โรงเรียนเดียวกันในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย และมันจะไม่ใช่ปัญหาเลยถ้าเธอไม่เริ่มคุกคามความรู้สึกของชันโยรุด้วยการติดต่อแม่ของเขาและแต่งเรื่องเข้าข้างตัวเองให้ดูน่าสงสาร หาว่าเขาเป็นเพื่อนที่ไม่ใส่ใจ

ชันโยรุตัดสินใจเล่าเรื่องทุกอย่างให้แม่ฟัง ให้แม่ได้รับรู้ว่าความจริงทั้งหมดมันเป็นอย่างไร และมันทำให้เราสัญญากันว่าครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายที่ชันโยรุจะออกไปกับอามิ จะแสดงให้เธอเข้าใจว่าทำแบบนี้มันไม่ถูกต้อง

ที่ร้านขนมเปิดใหม่ในวันนั้น ร้านที่เขาไม่นึกอยากกินเท่าไหร่แต่สังหรณ์ใจว่าคงจะต้องเลือกร้านนี้จากร้านสิบห้าร้านที่อามิพูดไม่หยุดว่าให้เขาเลือกทั้งที่พูดไปแล้วว่าร้านไหนก็ได้ ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าการจิ้มส่ง ๆ นั้นจะทำให้บังเอิญเจอกับคนที่ยิ้มให้เขาเหมือนไม่กล้า แต่ก็พยายามตั้งใจสบตาแล้วยิ้มให้ ชวนเขากินสตรอว์เบอร์รี่ลูกโตอย่างจริงใจ

แบคคุง…ที่ชันโยรุได้พบเป็นครั้งในวันเปิดเทอมขึ้นมัธยมปลายปีที่หนึ่ง ช่วงเย็นย่ำของวันเปิดเรียนวันแรกที่ฝนพรำลงมาให้สิ่งมีชีวิตได้พอชุ่มฉ่ำ เขาที่ใช้เวลาอยู่ที่โรงเรียนในช่วงเย็นเพราะอยู่เป็นเพื่อนเซอิจิที่จะสมัครเข้าชมรมฟุตบอลตั้งแต่วันแรกเพราะกลัวจะพลาดไป ตอนนั้นเองที่เขามองเห็นผู้ชายคนหนึ่งที่หลบฝนอยู่บริเวณชานตึก ยื่นมือขวาไปให้โดนฝน ก่อนจะสลับสับเปลี่ยนให้มือซ้ายได้โดนฝนแทน ส่งรอยยิ้มกว้างให้กับฟากฟ้าและสายฝน ก่อนจะออกตัววิ่งไปข้างหน้าทั้งยังกระโดดไม่หยุดราวกับว่าพื้นปูนและสายฝนเป็นสนามเด็กเล่นชั้นยอดของตัวเอง

คงไม่คิดว่าจะมีใครเห็น ตอนนั้นเขาเอง…ก็ดีใจที่ได้เห็นมันแค่คนเดียวเหมือนกัน

น่ารักดี…คือสิ่งที่คิดในตอนนั้นแต่มันก็ไม่ได้มากไปกว่านี้ ยอมรับว่าเขามองอีกฝ่ายบ้างเวลาที่เข้ามาอยู่ในระยะสายตา เวลาที่ได้เดินสวนกันบนระเบียงทางเดิน ในร้านค้าสวัสดิการของโรงเรียน ในห้องสมุดที่ทุกวันศุกร์อีกฝ่ายจะเป็นเวรยืมคืน ยิ้มแย้มให้กับทุกคนที่เข้ามาใช้บริการราวกับสนิทกันมาเนิ่นนานจนทำให้คนรอบข้างยิ้มตามไปด้วย ไคคุงมันยังยิ้มเลย บอกว่าเพื่อนคนนั้นน่ารักจัง ดูท่าทางจะอารมณ์ดีเนอะ

กว่าจะรู้ว่าชื่อแบคคุง…เวลาก็ล่วงเลยมาจนถึงมัธยามปลายปีที่สองเพราะว่าเราได้อยู่ห้องเดียวกัน มีเพื่อนรักชื่อไดจิคุงที่ดูเหมือนว่าจะเป็นเพื่อนในแบบที่โชคชะตานำพา ได้อยู่ห้องเดียวกัน เลขที่ติดกัน จับฉลากเลือกที่นั่งก็ยังได้นั่งข้างกัน แต่บางทีก็อาจจะเหมือนเซอิจิที่แอบไปกระซิบกับยูโกะ ขอว่าสลับที่กันนะ อยากนั่งกับเพื่อน

ไม่เคยได้คุยกันสักครั้งเพราะไม่มีเหตุผลที่จะต้องคุยกัน ไม่มีเรื่องที่จะต้องทำความรู้จักหรือว่าจะต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ชันโยรุเองก็ไม่ได้คิดว่าจะมีโอกาสได้ทำความรู้จัก จนกระทั่งวันสุดสัปดาห์ที่เขาออกไปใช้สนามบาสสาธารณะกลับเพื่อน ขากลับบ้านที่ได้รับคำไหว้วานจากแม่ว่าช่วยซื้อไอศกรีมรสนมกลับมาด้วย แล้วก็ซื้อรสที่ตัวเขาเองอยากจะกินมาติดตู้เย็นเอาไว้ เป็นเรื่องที่ไม่ได้คิดอีกแล้วว่าจะเจอแบคคุงที่มาซื้อไอศกรีมเหมือนกัน ทีแรกก็คิดจะทำเป็นมองข้ามไปเพราะเสียอย่างไรเราก็ไม่เคยได้คุยกันอยู่แล้ว แต่พอได้สบตาก็รู้ได้ทันทีว่าอีกคนจำเขาได้และกำลังลังเลใจอย่างที่เขากำลังเป็น ทันใดนั้นเองที่ชันโยรุตัดสินใจส่งยิ้มไปให้…

เขาก็ได้รับรอยยิ้มกว้างและจริงใจที่สุดครั้งหนึ่งกลับมา

การมาโรงเรียนแต่เช้าเป็นสิ่งที่ชันโยรุทำมาเสมอ อาจจะเป็นเพราะว่าเขาติดรถของพ่อที่ไปทำงานแต่เช้ามาลงที่ป้ายรถประจำทางใกล้โรงเรียน มาถึงโรงเรียนในยามที่มีนักเรียนอยู่ในโรงเรียนไม่ถึงยี่สิบคน มันก็เป็นวิถีชีวิตยามเช้าในโรงเรียนที่แสนธรรมดาของเขา แต่มันต่างออกไปในเช้าวันถัดมาหลังจากในยามเย็นที่ได้พบเจอแบคคุงในร้านไอศกรีม แบคคุงที่หันมายิ้มให้ชันโยรุในยามที่เดินเข้าห้องเรียนมา บางครั้งก็โบกมือน้อย ๆ มันอาจจะไม่ได้มากอะไรแต่ชันโยรุกลับรู้สึกได้ถึงกำลังใจที่ได้รับจากความจริงใจที่มาจากใจจริงของแบคคุง

‘เอ่อ…ชันโยรุคุง’

เสียงของแบคคุงทำให้ชันโยรุเงยหน้าขึ้นมาจากโทรศัพท์ที่เขากำลังอ่านหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ที่สั่งซื้อมาเมื่อวาน สีหน้าไม่มั่นใจและอ้อมแขนที่มีสมุดสี่ห้าเล่มนั้นทำให้เขาเลือกที่จะเงียบมากกว่าที่จะพูดอะไรออกไป

‘คือ…เราจะเอาการบ้านวิชาฟิสิกส์ไปส่ง ชันโยรุคุง…’

‘อ่ะ…’ เขาส่งสมุดการบ้านวิชาฟิสิกส์ให้แบคคุง ‘ขอบใจนะ’

‘ปกติเอาการบ้านไว้ใต้โต๊ะเหรอ?’

‘ใช่ เผื่อเซอิจิมันเอาไปลอกน่ะ’

‘โอเค…’ แบคคุงก้มลงไปมองสมุดการบ้านในอ้อมแขนของตัวเองก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาสบตาชันโยรุ ‘ถ้าเราจะไปส่งการบ้าน…เราจะเอาของชันโยรุไปส่งให้ด้วยนะ ไม่ต้องห่วงเลย’

มันอาจจะเป็นเพราะว่าเขาไม่ได้คิด ไม่ได้ใช้ใจมองความรู้สึกของตัวเองให้ถี่ถ้วน จนกระทั่งในวันนั้นที่เห็นว่าแบคคุงมากับเรียวตะ ที่ถึงแม้จะแทบไม่ได้รู้จักกันเลยแต่เขาก็จำได้ว่าอีกฝ่ายเรียนอยู่ห้องไหน ความรู้สึกนั้นเองที่สั่งให้เขาโกหกออกไปในเรื่องรายงานวิชาภาษาอังกฤษโดยที่แบคคุงที่ตาก็รู้แล้วว่าไม่ได้เข้าใจอะไรเลยแต่สุดท้ายก็ยอมออกมากับเขา ยอมกินแฮมเบิร์กจนหมดทั้งที่บอกว่าไม่หิว ยอมมองข้ามหลายเรื่องราวที่ตัวเองไม่ได้เข้าใจ ทั้งเรื่องขนมที่คิดได้ ณ ตอนนั้น และชันโยรุดีใจจริง ๆ ที่พุดดิ้งทำให้แบคคุงมีความสุขได้ในทุกวันที่ได้มาโรงเรียนแบบนี้

‘ฉันรู้นะ ว่านายคิดอะไรอยู่’ ไดจิจ้องหน้าเขาอย่างจริงจัง ‘ถ้าแบคคุงเสียใจเพราะนาย ก็เตรียมหัวไว้โดนทุบจนแบะด้วยล่ะ’

ไม่ว่าใครก็ไม่อยากเห็นเพื่อนของตัวเองเสียใจ ชันโยรุเข้าใจไดจิดีว่าทำไมถึงได้พูดแบบนี้ แต่ถึงอย่างนั้นไดจิก็ดูจะเชื่อใจเขา การไม่ได้ห้ามก็คงไม่ถึงว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่สามารถยอมรับได้ มีแต่แบคคุงนั่นแหละที่ดูเหมือนว่าจะไม่ได้คิดอะไรเลย ทั้งยังพูดขึ้นมาในตอนที่เอาการบ้านไปส่งให้เขาว่าเราจะเป็นเพื่อนรักกันในสักวัน ไดจิคุงก็จะเป็นด้วยนะ เซอิจิกับไคคุงที่ได้ยินนั้นถึงกับขำก๊าก หรือพูดอีกอย่างก็คือหัวเราะเยาะเขานั่นแหละ

มันไปได้ดีนะ อย่างน้อยชันโยรุก็คิดแบบนั้น มันกำลังดำเนินไปอย่างที่เป็น ในเวลาที่เหมาะสมสำหรับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น เขาคิดว่าเรื่องราวระหว่างเรานั้นยังมีเวลาอีกมาก ค่อยเป็นค่อยไปเพื่อให้แบคคุงได้ใช้เวลาไปกับความรู้สึกที่มี แต่การที่ได้เห็นแบคคุงเดินกลับบ้านกับเรียวตะนั้นมันทำให้เขาต้องมาคิดว่าสิ่งที่กำลังเป็นไปนั้นมันดีจริง ๆ หรือมันเป็นแค่สิ่งที่เขาคิดไปเอง

‘แล้วทำไมไม่ชวนเค้ากลับบ้านด้วยกันล่ะ?’

‘ฉันไม่กล้าน่ะสิ’ คนอย่างเซอิจิมันก็ชอบถามอะไรที่รู้อยู่แล้ว ‘ถ้าโดนปฏิเสธ…’

‘ฉันยอมโดนไคคุงเตะบอลอัดหน้าเลยถ้าแบคคุงพูดแบบนั้น’ เพื่อนตบหลังเขาเบา ๆ เชิงให้กำลังใจ ‘คิดว่าตัวเองมองอยู่ฝ่ายเดียวรึไง แบคคุงก็มองนายเหมือนกันแหละหน่า’

การทำโทษเด็กดื้อด้วยการไม่ซื้อพุดดิ้งให้นั้นได้ผลชะงัดเหมือนยาของคุณปู่คุณย่า ตลอดช่วงเช้าของการเรียนนั้น ชันโยรุรู้สึกได้ถึงสายตาแสนน่ารักของผู้ชายคนหนึ่งที่นั่งถัดจากเขาขึ้นไปข้างหน้าสองแถว การแกล้งไม่ยอมสบตาแบคคุงมันทำให้เขาทั้งรู้สึกสนุกที่ได้แกล้งและรู้สึกไม่ดีที่บางทีมันอาจจะทำให้แบคคุงไม่สบายใจ แต่…อยากกลับบ้านกับคนอื่นทำไมล่ะ

แบคคุงก็ยังคงเป็นแบคคุง คนที่เข้ามาพูดคุยกับเขาถึงแม้จะลังเลใจ เป็นแบคคุงที่เสียอย่างไรก็โกรธไม่ลง ทำไม่ได้เลยสักครั้ง ทั้งมันยังทำให้ชันโยรุมีความสุขในใจที่แบคคุงบอกว่าไม่รังเกียจอมยิ้มของเขา ถึงแม้ว่ามัน…ต้องยอมรับว่าไม่สมควรจริง ๆ ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้เลยถ้าหากไม่ได้ใกล้ชิดกัน

พอได้เอ่ยคำถามว่าเรากลับบ้านด้วยกันไหม ไปซื้อขนมด้วยกัน…มันเป็นอย่างที่เพื่อนพูดจริง ๆ ว่าแบคคุงไม่ปฏิเสธ เซอิจิไม่โดนเตะบอลอัดหน้า ทั้งมันยังทำให้เขารู้ว่าแบคคุงน่ารักมากเพียงใดในยามที่พูดกับเขาเรื่องสูบบุหรี่ ชันโยรุเองก็พยายามจะเลิกอยู่ ไม่รู้ว่าเขาสูบมันตั้งแต่เมื่อไหร่แต่พอรู้ตัวอีกทีก็ดูเหมือนว่าจะใช้มันทุกวัน จนกระทั่งแม่เตือนว่าให้เลิกสูบได้แล้ว ทุกวันนี้ก็เหลือเพียงวันละมวน และต่อจากนี้ก็จะทำให้ได้อาทิตย์ละสามมวน สองมวน หนึ่งมวน และสุดท้ายก็จะเลิกได้ในที่สุด เขาเชื่อว่าตัวเองทำได้

‘แบคคุง มายืนฝั่งนี้’ เขาดึงแขนแบคคุงในขณะที่เรากำลังจะข้ามถนนในเย็นวันนั้นที่ได้ใช้เวลาด้วยกันเป็นครั้งแรก ‘อันตราย’

‘อะไรอันตรายเหรอ ก็ยืนได้นี่หน่า…’

ไม่รู้ว่าพูดทั้งวันเราจะจบมันได้ไหม ด้วยเหตุนั้นแล้วเขาจึงพาตัวเองไปยืนทางด้านขวาของแบคคุงแทน ก่อนจะจับมือของอีกฝ่ายเอาไว้ พาข้ามถนนไปเมื่อสัญญาณไฟขึ้นสีเขียว เดินไปพร้อมกับคำถามที่ว่าจับมือเราทำไมเหรอ เราไม่หลงหรอก ไม่เป็นไรเลยนะ

‘เดี๋ยวชันโยรุคุงเลี้ยงเราหนึ่งชิ้นนะ เดี๋ยวเราซื้อให้ตัวเองเพิ่มอีกหนึ่งชิ้น แล้วเราก็จะซื้อให้ชันโยรุคุงอีกหนึ่งชิ้น’

‘ที่จริง…ฉันจำได้ว่ามีร้านขนมปังข้างหน้า’ เขาเพิ่งจะจำได้จริง ๆ ‘ฉันเลี้ยงขนมปัง แล้วแยมโรลส้มเอาไว้…สุดสัปดาห์นี้ไหม?’

‘ได้สิ!’ คำตอบรับที่สดใสร่าเริงทำให้เขายิ้มตาม ‘สุดสัปดาห์นี้นะ!’

การได้มองใครคนหนึ่งที่เรารู้สึกดีด้วยนั้นหอบขนมปังถุงโตที่เราซื้อให้ด้วยสีหน้ามีความสุขราวกับได้โลกทั้งใบนั้นมันทำให้เรามีความสุขได้มากขนาดไหน ชันโยรุเพิ่งได้รู้ในวินาทีนี้เองที่แบคคุงโบกมือให้เขาราวกับใช้แรงทั้งหมดที่มีในยามที่เราต้องแยกจากกัน บอกว่าไปแล้วนะ จะกินให้อร่อยที่สุดเลยล่ะ พรุ่งนี้เจอกันน้า!

แต่ใครเล่าจะรู้ ชันโยรุยังไม่รู้เลยว่าแบคคุงจะโทรเข้ามาหาเขาในยามที่ล้มตัวนอนบนเตียง ไฟในห้องดับสนิทเพื่อที่จะได้หลับง่ายขึ้น เวลาที่ไม่ได้ถือว่าดึกมากแต่เพราะว่าเขาเป็นคนนอนเร็วจึงไม่ได้ชินกับการที่มีคนโทรมาแบบนี้ แต่พอเห็นว่าเป็นแบคคุงเขาก็รับสายด้วยความเต็มใจและยิ้มอยู่ตลอดเวลาที่ได้คุยกัน

ทั้งยังดีใจมาก…ที่จะได้กินเบนโตะคุณปลาหมึกของแบคคุง

(เนี่ย…แม่เราดุด้วยนะว่าเราเอาเปรียบชันโยรุคุง เราก็รู้สึกผิดแต่…แต่ชันโยรุคุงซื้อพุดดิ้งให้เราต่อเถอะนะ จากบ้านเราไปถึงร้านต้องเดินไปตั้งยี่สิบนาที อย่าบอกแม่เราเลยนะ ไม่ได้เลย เรื่องนี้ต้องเป็นความลับ)

‘ไม่บอกหรอก’

(ใจดีจังเลย…แต่พูดแล้วก็อยากกินขนมเลยนะ…)

‘กินสิ’ เขาพูดไปยิ้มไป ‘หรือว่ากินหมดไปแล้ว?’

(เรายังกินไม่หมด แต่ว่ามันเที่ยงคืนครึ่งแล้วนะ จะดีเหรอ?)

‘จะเวลาไหนก็กินได้ทั้งนั้น ถ้านายอยากจะกินก็ลงไปกินได้’

(ถ้าอย่างนั้น…ถ้าเราโดนแม่ดุก็จะเป็นความผิดของชันโยรุคุงนะ…ต้องเปิดประตูเบา ๆ แม่จะได้ไม่ได้ยิน…)

ชันโยรุใช้ความพยายามอย่างมากในการกลั้นหัวเราะระหว่างที่ฟังแบคคุงกระซิบกลับมา เขย่งปลายเท้าย่องเบาผ่านห้องของพ่อกับแม่โดยมีเป้าหมายเป็นตู้เย็นที่เจ้าตัวเอาขนมใส่ไว้ ทั้งยังบอกว่าต้องซื้อมาเติมทุกวัน หมดเร็วมาก ๆ เราก็ไม่ได้กินเยอะเลยนะ

(กินอันไหนดีอ่ะ เลือกไม่ถูกเลย)

‘เครปครีมไง’ เขาจำได้ว่าเขาหยิบให้ด้วยมือของตัวเอง ‘เดี๋ยวหมดอายุนะ’

(อันนั้นเรากินไปแล้ว เรากินอันแรกเลยนะ เราจะกิน…ซินนามอนโรลดีกว่า หอมเนย หอมซินนามอน!)

‘แม่ลุกมาตีแล้วน่ะ เสียงดังขนาดนี้’

(จริงด้วย เราลืมตัวอ่ะ ขนมปังมันอร่อย…)

‘เอาไว้พาไปซื้ออีก’

(พูดแล้วนะ เราจะไม่ลืมเลยนะ จำแม่น!)

‘จริง ๆ ฉันจะพานายไปทุกวัน…เอาไว้ไปด้วยกัน’

แต่ชันโยรุ…คงจะไม่ได้พาแบคคุงไปอีกแล้ว

ไม่ว่าที่ไหนก็คงจะไม่ได้ไปด้วยกัน พุดดิ้งที่ตั้งใจว่าจะซื้อให้ทุกวันก็คงจะไม่ได้ซื้อ และจากท่าทางของแบคคุงตั้งแต่วันนั้นที่เกิดเรื่องเข้าใจผิดจนถึงวันนี้ ทุกอย่างบอกเขาได้เป็นอย่างดีว่ารอยยิ้มที่แสนจริงใจเวลาที่เราสบตากันนั้นมันคงไม่มีวันเกิดขึ้นอีกแล้ว

เลี่ยงที่จะสบตา ก้าวด้วยความเร็วที่มากขึ้นเพื่อให้ไปถึงโต๊ะของตัวเองให้เร็วที่สุด สมุดการบ้านของชันโยรุที่ยังคงอยู่ที่เดิม กลับไปเป็นดั่งวันวานก่อนหน้าที่เราจะได้สบตากันในร้านไอศกรีมแห่งนั้น ย้อนกลับไปในวันที่เราต่างคนต่างไม่รู้จักกัน

“…กินข้าวให้มันมีความสุขกว่านี้ได้ไหมวะ ฉันกินไม่ลงไปด้วยแล้วเนี่ย” เซอิจิถอนหายใจออกมาอย่างไม่ปิดบังขณะที่เรากำลังใช้เวลาไปในโรงอาหารกับอาหารชุดบีที่ชันโยรุสั่งมาส่ง ๆ “ฉัน…ถามได้ไหมวะ ว่ามันเกิดอะไรขึ้น”

“พวกฉันไม่ได้กดดันนะ ก็พอรู้ว่าสถานการณ์มันแย่ แต่สามหัวก็ดีกว่าหัวเดียว เหมือนตอนที่เซอิจิมันทะเลาะกับแม่เรื่องมันอยากเตะฟุตบอล…”

“ใช่ ตอนนั้นมันสบายใจจริง ๆ นะที่ได้เล่าให้เพื่อนฟัง” เซอิจิเสริมคำพูดของไคคุง “มันก็ผ่านมาเป็นอาทิตย์แล้วนะ ให้พูดความจริงก็คือพวกฉันเป็นห่วงว่ะ”

“จำวันนั้นได้ไหมที่อามิมาหาฉันที่ห้องแล้วก็บอกว่าอยากคุยด้วย แล้วพวกนายก็บอกให้ฉันไปเพราะว่าสงสาร” ชันโยรุไม่นึกโทษเพื่อน เพียงแต่อยากให้รู้แน่ชัดถึงช่วงเวลา “อามิก็พูดเรื่องเดิม ๆ พอฉันไม่ฟังก็โกรธเพราะไม่ได้ดั่งใจ ตอนนั้นฉันพูดว่านี่เป็นครั้งสุดท้ายแล้วที่จะคุยด้วยเพราะมันไม่เคยมีประโยชน์เลย แล้วเธอก็บอกว่าแล้วฉันจะรู้ว่าการไม่สมหวังในความรักน่ะเป็นยังไง…”

โทษเธอคนเดียวไม่ได้ ชันโยรุต้องโทษตัวเองด้วย…จะสิบครั้ง…พันครั้ง…มันก็เป็นความผิดของเขาด้วยทั้งนั้น

“แล้วเธอก็ขยับเข้ามาจะจูบฉัน” สีหน้าจะเป็นลมของไคคุงนั้นทำให้ยิ้มออกมาได้เล็กน้อย “ที่จริงฉันก็หลบทันแต่ว่าแบคคุงเดินขึ้นมาพอดี เรื่องมันก็เลยกลายเป็นแบบนี้”

“ถ้าอย่างนั้นแบคคุงเข้าใจผิดใช่ไหม เราไปบอกก็ได้นี่!” ตะเกียบในมือเซอิจิถูกถือค้างไว้กลางอากาศ “แบคคุงจะต้องเข้าใจนายแน่”

“ฉันไม่คิดอย่างนั้นนะ…” ไคคุงพูดในสิ่งที่ชันโยรุเห็นด้วยออกมา “วันนั้นฉันได้ยินไดจิบอกนายอยู่ว่าให้เวลาแบคคุงหน่อย แต่เช้าวันถัดมาคนที่หนีหน้าก่อนก็คือแบคคุง แบบนั้นเรียกเข้าใจได้เหรอ ไม่เข้าใจหรอก”

“ตั้งใจว่าจะเข้าไปอธิบาย แต่เห็นแบบนั้นแล้ว…”

กำลังใจและความคิดที่ว่าเราจะเข้าใจกันก็หายไปในชั่ววินาทีหนึ่งที่เวลาเดินผ่านไป

“แต่มันเป็นเรื่องเข้าใจผิดนะ จะปล่อยไว้แบบนี้แล้วไม่ทำอะไร…”

“มัน-ทำ-อะ-ไร-ไม่-ได้-ต่าง-หาก!” ไคคุงจบประเด็นทั้งหมดด้วยความจริง “อาจจะมีวิธีที่ดี แต่ว่ามันก็ยังใช้ไม่ได้ในวันนี้”

“…”

“พวกฉันเป็นกำลังใจให้ อย่ายอมแพ้นะ”

แม้แต่เสี้ยวหนึ่งของคำว่ายอมแพ้ก็ไม่ใช่สิ่งที่มีอยู่ในความคิด เพียงแต่สถานการณ์ในตอนนี้นั้นบอกเขาว่าอีกฝ่ายยังไม่พร้อม ถึงความรู้สึกของเขาจะมากล้นหัวใจแต่ถ้าแบคคุงยังรับมันไม่ไหว การพูดทุกอย่างออกไปก็เป็นสิ่งสุดท้ายที่ควรทำ มันคงจะเป็นอย่างที่ไคคุงพูดจริง ๆ ว่าวิธีที่ดีที่เราจะได้คุยกันนั้นมีอย่างแน่นอน เพียงแต่ว่าในวันนี้มันยังใช้ไม่ได้ ไม่ใช่เวลาที่จะใช้มัน

การเรียนในช่วงบ่ายเป็นไปอย่างที่มันเป็น ชันโยรุไม่ใช่คนชอบเรียนหนังสือแต่เขาก็รู้อยู่แก่ใจว่ามันเป็นเรื่องสำคัญที่คนเราต้องมีการศึกษา ด้วยเหตุนั้นเขาจึงพยายามเรียนให้ได้เกรดที่ดีตลอดมาเพื่ออนาคตและชีวิตของตัวเอง

แต่ก่อนการพักสายตาของชันโยรุนั้นมักจะเป็นด้านอกหน้าต่างที่มองเห็นทิวทัศน์ของเมืองแห่งนี้ แต่ในวินาทีนี้นั้นเขาใช้สายตามองตรงไปยังแบคคุงที่ไม่ว่าช่วงเวลาไหนก็ขะมักเขม้นกับการเรียนเสมอ มือข้างขวาที่จับปากกานั้นไม่เคยว่างเว้นจากการจดบันทึกลงในหนังสือ เมื่อมองผ่านไปยังไดจิแล้วก็เข้าใจว่าทำไมสองคนนี้ถึงเป็นเพื่อนกันมาได้เนิ่นนาน ส่วนหนึ่งอาจจะมาจากการที่เป็นคนขยันเรียนเหมือนกัน แต่ก็จำได้ว่าแบคคุงเคยเล่าให้ฟังว่างานที่ครูให้ระยะเวลาในการทำค่อนข้างนาน ไดจิจะไม่ใช้เวลานานอย่างที่ครูให้ สั่งวันนี้ทำพรุ่งนี้หรือไม่ก็ทำวันมะรืน ทำเอาแบคคุงต้องทำไปด้วยเพราะว่าเราทำงานคู่กัน

เอาเข้าจริงชันโยรุไม่ได้คิดเอาไว้เหมือนว่าตัวเองจะเป็นได้ขนาดนี้เมื่อมีความรู้สึกให้ใครสักคน แรกเริ่มนั้นเขาก็ชอบแบคคุงแต่ไม่ได้คิดอะไรไปมากกว่านั้น ไม่ได้คิดไปถึงความสัมพันธ์ใด ๆ ที่จะเกิดขึ้นระหว่างคนสองคน แต่นับวันที่ได้สบตากัน ได้ยิ้มให้กัน ทำความรู้จักกันไปทีละเล็กทีละน้อย ความรู้สึกของเขาคงเริ่มก่อร่างสร้างตัว สะสมไว้ในหัวใจจนในวันนี้ที่แม้แต่สบตากันยังทำไม่ได้ เขาถึงได้รู้ว่าเขารู้สึกกับอีกฝ่ายมากเพียงใด

ถ้ามีโอกาสอีกครั้ง…ชันโยรุจะไม่เก็บมันเอาไว้อีกแล้ว

เมื่อสัญญาณที่บ่งบอกว่าการเรียนในวันนี้จบลงแล้วดังขึ้น เด็กเรียนทุกคนในห้องจึงเริ่มเก็บของและพูดคุยกันถึงสิ่งที่จะทำในวันนี้ ไคคุงถามเขาว่าจะขึ้นไปสูบบุหรี่ไหม จะได้รอ และคำตอบของเขาคือการส่ายหน้ากลับไป ช่วงนี้สูบบุหรี่น้อยลงมากโดยไม่รู้สึกทรมาน อาจจะเพราะอมยิ้มรสสตรอว์เบอร์รี่ที่ทำให้แม่บอกว่าจากมะเร็งปอดจะกลายเป็นโรคเบาหวาน หรือไม่ก็เป็นเพราะเสียงที่หวานกว่าอมยิ้มที่บอกว่า บุหรี่ไม่ดีนะ เราจะรีบไปซื้ออมยิ้มให้!

แบคคุงวิ่งออกจากห้องเรียนในสภาพสะพายกระเป๋าอย่างทุลักทุเลเพราะไดจิพูดเสียงดังว่าจะต้องไปยืมหนังสือที่ห้องสมุดแล้ววันนี้ก็จะต้องรีบกลับบ้านเพราะว่าแม่ทำทงคัตสึ อยากกินมาก ต้องรีบไปเดี๋ยวนี้

“วันนี้อากาศดีเหมือนกันนะ” คนพูดเป็นเซอิจิที่เท้าแขนลงบริเวณหน้าต่าง ใช้มือเท้าคางเหม่อมองิวทัศน์ยามเย็น “ต้องเตะฟุตบอลชนะรุ่งนี่ให้ได้ ถ้าไม่ได้ก็ต้องให้เสมอ ต้องเอามาให้ได้สักลูก!”

“เสียงดังหน่า…” ไคคุงที่วันนี้เป็นเวรทำความสะอาดห้องเรียนนั้นรับหน้าที่กวาดห้อง “กี่โมงแล้ว ฉันต้องเอาขยะไปทิ้งอีก”

“เดี๋ยวฉันเอาไปทิ้งให้” ชันโยรุอาสาแม้ไม่ใช่เวรทำความสะอาด เพราะว่าเขามีเรื่องที่อยากจะไปทำสักหน่อย “จะไปหาชิโระด้วย ไม่ได้เจอมาหลายวันแล้ว”

“อุ้มกลับไปเลี้ยงที่บ้านเลยสิ”

“นายไม่เคยไปเล่นกับมันไง ถึงได้ไม่รู้ว่ามันชอบอยู่ที่นี่” ถ้าจัดประกวดสุนัขที่มีความสุขที่สุดในญี่ปุ่น ชิโระต้องติดอันดับอย่างแน่นอน แววตาสดใสเวลาได้วิ่งในแปลงผักนั่นนะ…

เหมือนแบคคุงเวลาอยู่ในร้านขนมไม่มีผิด

ถุงขยะประเภทย่อยสลายได้ที่ภายในบรรจุเศษกระดาษถูกผูกให้แน่นเพื่อนำไปทิ้งที่ถังขยะส่วนรวมของโรงเรียน ชันโยรุตอบรับคำของเพื่อนที่บอกว่าเดี๋ยวลงไปเจอกันที่สนามฟุตบอลเลยเพราะว่าวันนี้มีการแข่งขันเฉพาะกินระหว่างปีสองกับปีสามเพื่อพัฒนาฝีมือ เขาเดินลงไปข้างล่างพร้อมกับกระเป๋านักเรียนของตัวเอง ความอยากนิโคตินทำให้ต้องหยิบอมยิ้มในกระเป๋าขึ้นมาแกะเพื่อให้รสหวานบรรเทามันลง ถ้าไม่รับเรื่องที่อยู่ในใจ…วันนี้ก็คงเป็นวันที่ดีเหมือนกัน

จากด้านหลังที่ทิ้งขยะที่ไม่มีใครสักคน ชันโยรุเดินตัดไปยังบริเวณแปลงผักของโรงเรียนที่อยู่ไม่ไกลจากตรงนี้นัก เป็นแปลงผักของเด็กมัธยมต้นที่ต้องเรียนวิชาเกษตร ในช่วงเวลาเรียนหนังสือชิโระจะนอนกลางวันอยู่ในบ้านไม้ที่ต่อขึ้นอย่างดี อยู่บนที่สูงที่เวลาฝนตกแล้วน้ำจะไม่ท่วมจนทำให้เฉอะแฉะและเลอะเทอะ

 “…จะต้องกินข้าวให้เยอะกว่านี้นะ เดี๋ยวจะเอาเงินเก็บซื้อเนื้อกระป๋องมาให้เยอะ ๆ เลยนะ แล้ว—โอ้ ไม่เป็นไรนะ!”

ภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าคือแบคคุงที่กำลังนั่งอยู่ในระดับสายตาของชิโระ พูดคุยถึงเรื่องอาหารการกินของสุนัขตัวใหญ่ที่ยกขาข้างขวาขึ้นราวกับขอบคุณเรื่องเนื้อกระป๋องเยอะ ๆ

“อื้อ มากอดกันนะ คืนนี้จะได้อบอุ่น พยากรณ์อากาศบอกว่าอากาศจะเย็นลง ชิโระอยากได้ผ้าห่มไหม จะใช้เงินเก็บซื้อมาให้เหมือนกันนะ!”

“แบค—”

“นายนี่ไม่กลัวจะเปื้อนดินเลยนะ”

ชันโยรุกำลังจะเรียกชื่อของแบคคุงเพราะคิดว่านี่คือโอกาสที่สำคัญ แต่เสียงของคนที่ก้าวเข้ามาจากหลังต้นโมมิจิทำให้เขาต้องหยุดตัวเองไว้ ทำได้เพียงมองเรียวตะทิ้งตัวลงนั่งข้างแบคคุงที่กำลังกอดชิโระ ใช้มือซ้ายยีขนนุ่มฟูของชิโระด้วยความเอ็นดู

“เปื้อนแล้วก็ล้างได้ ไม่เห็นจะเป็นอะไรเลย”

“นั่นสินะ…”

“แล้วนี่เรียวตะคุงจะไป—ชันโยรุคุง…”

“โฮ่ง!”

ชิโระผละออกจากแบคคุงก่อนจะวิ่งมาหาเขาด้วยหางที่สั่นไหวด้วยความดีใจเนื่องด้วยเราไม่ได้เจอกันมานาน ที่จริงมันก็เป็นเพราะคนตรงนั้นที่ทำให้ความรู้สึกในใจของชันโยรุค่อนไปทางลบ และเขาก็ไม่อยากจะเอาอารมณ์นั้นมาฝากชิโระ อยากมาหาแล้วเล่นกับมันได้อย่างสนิทใจมากกว่า

“เอ้า ชันโยรุ” เรียวตะทักเขาเช่นเดียวกัน ถึงจะพูดกันไม่ค่อยดีในวันนั้นที่ร้านขนมแต่ก็ไม่ได้เก็บมาบาดหมาง “ชิโระดูชอบนายมากนะนั่น…”

“ฉันมาเล่นกับมันตั้งแต่เด็กน่ะ” ชันโยรุเป็นคนแรก ๆ ที่มาเล่นกับชิโระในสมัยที่เป็นลูกหมาหิวโซ หลงทางมาใหม่ “แต่มันก็เล่นกับทุกคนที่เอ็นดูมันนั่นแหละ”

เขาพยายามจะเลี่ยงสายตาไปที่แบคคุงเพราะกลัวว่าอีกฝ่ายจะลำบากใจที่เราต้องสบตากัน

“เอ้อ…เราว่าจะไปหาร้านขนมกินด้วยกัน นายมีร้านดี ๆ แนะนำไหม จะไปด้วยกันก็ได้นะ หลายคนก็สนุกดี”

“ไม่เป็นไร พวกนายไปเถอะ” ถึงจะไม่บาดหมางแต่ชันโยรุกับเรียวตะก็ไม่ได้สนิทกันมากพอที่เขาจะมองออกว่าอีกฝ่ายชวนตามมารยาทหรือมันออกมาจากใจจริง “มีร้าน…แยมโรลผลไม้ พวกนายน่าจะเคยได้ยิน ที่เมนูขายดีเป็นแยมโรลส้มน่ะ แต่รสอื่นก็อร่อยเหมือนกัน”

“น่าสนใจเหมือนกันนะ แบคคุงว่าไง?” เรียวตะหันไปถามคนที่ยังไม่ยอมพูดอะไรออกมาสักคำ “จากที่นี่ไกลไหม ขอชื่อร้านได้รึเปล่า?”

“ฉันจะส่ง…ไปให้แบคคุงก็แล้วกัน” มันขมขื่น แต่เขาก็อยากจะยิ้มยินดี ที่จริงเรียวตะก็ไม่ใช่คนไม่ดี และแบคคุงก็มีสิ่งที่เรียกว่าโอกาสในการได้ลองศึกษาใครสักคน “ลองกดหาในแผนที่ก็น่าจะขึ้นเลย แต่เอาไว้นั่งรถไฟย้อนไปสองสถานีค่อยเดินตามแผนที่ก็ได้”

“ขอบใจนะ ไม่ไปด้วยกันจริงดิ เดี๋ยวส่งข้อความไปชวนอามิจังก็ได้”

“ไม่ล่ะ ไปกันเถอะ” ยิ่งได้ยินชื่อผู้หญิงคนนั้นก็ยิ่งรู้สึกโกรธตัวเอง “ฉันไปนะ ต้องไปซ้อมฟุตบอลน่ะ”

ศีรษะของชิโระถูกตบเบา ๆ เพื่อบอกลา ก่อนที่ชันโยรุจะหันหลังออกมาจากตรงนั้นโดยไร้ความลังเลใจ มันเป็นความเจ็บปวดที่ถ้าไม่ได้รู้สึกกับตัวเองคงไม่เข้าใจ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็บอกตัวเองซ้ำ ๆ ว่าเขาทำได้ เขายินดีกับทั้งคู่ได้และหวังว่าจะไปได้ดี ถ้าหากว่าแบคคุงจะมีความสุข

จากสถานการณ์ตรงนั้นก็พอเข้าใจได้ว่าสองคนนี้อยู่ในสถานะเพื่อน แต่เขาก็เข้าใจถึงสายตาที่เรียวตะใช้มองแบคคุงตั้งแต่วันนั้น เพราะเขาเองก็มองแบคคุงแบบนั้น มองแบบที่เรียวตะกำลังมอง ถ้าเกิดว่าไปด้วยกันได้ดี เขาก็ยินดีด้วยจริง ๆ ถึงแม้จะเจ็บอยู่ข้างในก็ตาม

“ชัน…ชันโยรุคุง!”

เสียงเรียกชื่อของเขาที่ตามหลังมาทำให้หันกลับไปมอง รู้ทั้งรู้ว่าใครเพราะเสียงนี้เป็นเสียงที่คุ้นเคย แต่มัน…จะทนได้ไหมนะ ภูมิต้านทานในหัวใจตอนนี้แข็งแกร่งพอรึเปล่า

“ไป…ไปด้วยกันได้จริง ๆ นะ เรา—”

“นายไปเถอะ ไม่เป็นไรหรอก” เขาพยายามยิ้มให้คนตรงหน้าที่ดูอึดอัดมากเหลือเกิน “มีฉันไปด้วยคงไม่สนุก”

“ทำไมพูดแบบนั้นล่ะ แยมโรลส้ม…แยมโรลส้มที่สัญญาไว้ว่าจะไปกินด้วยกัน…ที่สัญญากับเราไว้…”

“ยกให้เรียวตะคุงได้ ถ้านายอยากไปก็ไป”

“แต่…แต่…”

“ไม่ต้องรู้สึกผิดหรอก หายใจไม่ออกแย่แล้ว” ถึงจะติดตลกออกไปแต่หัวใจไม่ได้รู้สึกอย่างนั้นสักนิด “อึดอัดใช่ไหม ไม่ต้องอดทนหรอกนะ”

“…”

“ไม่ต้องพยายามคุยกับฉัน ฉันเข้าใจ” คนตรงหน้าน้ำตาคลอเบ้าให้เห็นและมันทำให้เขาตัดสินใจพูดต่อไป “ฉันเข้าใจนายจริง ๆ แบคคุง”

“ชันโยรุคุง…”

“ไม่เป็นไร”

ถึงในตอนนี้จะมีหยดน้ำตา แต่ถ้าในวันข้างหน้าจะยิ้มได้

เจ็บมากแค่ไหน…

ก็ไม่เป็นไรหรอก

 

 

 

 

 

 

คนเรามักหลบเลี่ยงการเผชิญหน้าเมื่อไม่รู้ว่าควรจะรับมือกับสถานการณ์นั้นอย่างไร

แบคคุงเองก็เป็นแบบนั้น บางเรื่องที่เขารู้และเคยผ่านมันมาแล้ว เขาก็จะสามารถรับมือกับมันได้เป็นอย่างดีและรู้ว่าวิธีแก้ไขนั้นต้องทำอย่างไร อย่างเรื่องที่ว่าลืมเอาการบ้านใส่กระเป๋า ลืมเอากล่องดินสอมาโรงเรียน มากขึ้นกว่านี้คือเรื่องที่ลืมทำการบ้านไปเสียสนิทเพราะมีความสุขกับสิ่งอื่นรอบตัวจนลืมสิ่งที่ตัวเองต้องรับผิดชอบ แต่ต้องยอมรับจริง ๆ ว่าคนอย่างแบคคุงนั้นห่างไกลจากความรู้สึก…ชอบ…มาก ๆ เลย

เขาไม่เคยชอบใครแบบนั้น ไม่เคยคิดว่าจะใช้หัวใจได้มากกว่าสมอง กับไดจิคุงแล้วเป็นเรื่องที่ต่างออกไปเพราะว่าเราเป็นเพื่อนรักกัน หรือกับทุกคนในห้องที่มีสัมพันธ์อันดีด้วยมันก็ไม่ใช่ความรู้สึกชอบในแง่มุมของหัวใจ

แต่กับชันโยรุคุงนั้น…

‘นายชอบมันเข้าแล้วล่ะสิ’ ไดจิสรุปเรื่องราวทั้งหมดหลังจากที่แบคคุงเล่าทุกอย่างที่ได้เห็นให้เพื่อนรักฟัง ‘ใช่ไหมล่ะ?’

‘…’

‘เรื่องเมื่อกลางวันก็พอจะเข้าใจล่ะนะว่าไม่พร้อม ถ้านายยังต่อสู้กับมันไปได้ก็หนีไปก่อน บางทีการหนีไปเรื่อย ๆ มันก็จะทำให้เราตระหนักได้ในสักวัน เป็นวิธีที่ดีในการแก้ปัญหาถ้าใช้ได้อย่างเหมาะสม’

‘…’

‘ไม่เข้าใจอะไรเลยสินะ เอาเป็นว่าเย็นนี้ไปกับฉัน ตกลงไหม?’

‘อื้อ…’

ไม่ใช่ว่าไม่เข้าใจอะไร แบคคุงรู้ว่าที่ไดจิคุงพูดหมายความว่าอย่างไร แต่สิ่งที่ไม่รู้จริง ๆ คือความรู้สึกของตัวเองมากกว่า แล้วมันก็เห็นด้วยที่จะต้องหนีต่อไปก่อนเพราะแบคคุงไม่รู้ว่าควรจะใช้ความรู้สึกไหนไปเผชิญหน้ากับชันโยรุคุงดี จะให้ทำเหมือนเดิมในแบบที่ยังคิดถึงสิ่งที่เห็นราวกับเป็นภาพติดตาแบบนั้น…ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมถึงทำไม่ได้ ไม่รู้ว่ากลัวอะไรแต่ก็กลัว ทั้งยังกลัวมากเลย…

เย็นวันนั้นไดจิคุงลากแบคคุงไปยังร้านหนังสือร้านใหญ่ เข้าประจำที่ในมุมหนังสือจิตวิทยา หยิบหนังสือสีชมพูอ่อนขึ้นมาหนึ่งเล่ม เปิดหน้าสารบัญแล้วกวาดสายตาตามหาสิ่งที่ตัวเองต้องการ พลิกหนังสือไปที่หน้านั้นก่อนจะเริ่มต้นอ่านให้แบคคุงได้ฟัง

‘สิ่งเหล่านี้จะบ่งบอกว่าคุณกำลังตกหลุมรักเข้าแล้ว ฉันจะถามแล้วนายต้องตอบมาว่าใช่หรือไม่ใช่ ทราบไม่ทราบ?!’

‘ทราบ!’ ถึงจะกลัวแต่ก็มีใจมุ่งมั่นที่จะเข้าใจหัวใจของตนเอง ‘เริ่ม!’

‘อยากเห็นหน้าทุกวัน ถ้าไม่ใช่ทุกวัน เห็นได้มากที่สุดก็ยังดี’

‘…อื้อ’ จะว่าไปแล้วเช้ามาก็อยากจะสบตากัน อยากจะยิ้มให้ อยากให้เราได้คุยกันทุกวัน ‘นี่นะ เราน่ะ—’

‘อย่าเพิ่งพูด ข้อต่อไป…เป็นคนแรกที่นึกถึงถ้าหากว่าจะทำอะไร อย่างเช่น…อะไรดีล่ะ ฉันก็ไม่มีแฟนซะด้วยสิ’

‘เราเข้าใจนะ เราน่ะ…ไปขอแม่ว่าช่วยสอนทำแฮมเบิร์กหน่อยเพราะว่าชันโยรุคุงชอบกิน เราอยากจะทำมาให้…’

‘ถ้าอย่างนั้นไอ้เล่มนี้ก็ไม่จำเป็นแล้วสิ?’

‘แต่…แต่ไดจิคุง ชันโยรุคุงกับอามิจังจูบกันนะ จูบกันก็จะต้องเป็นแฟนกัน แล้วความรู้สึกของเราล่ะ เราไม่ควรจะรู้สึกแบบนี้—โอ๊ย…’

แบคคุงถูกเพื่อนรักทุบหัวเข้าให้หนึ่งทีเพื่อเป็นการเตือนสติ

‘ทำไมต้องใช้คำว่าไม่ควร นายจะรู้สึกยังไงมันก็เป็นเรื่องของนาย นายไปแย่งชันโยรุมาเหรอ หรือนายไปทำให้เค้าแตกแยกกัน ถ้าไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อนก็รู้สึกต่อไป มันไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย’

‘เราจะไม่ทำอย่างนั้นเด็ดขาดเลย…’

‘ดีแล้ว ถ้าอย่างนั้น…ไม่รู้สิ…’ ไดจิคุงสบตาแบคคุงอย่างจริงจัง ‘ขอโทษนะ แต่ฉันคิดมาตลอดว่าชันโยรุมันชอบนาย ตอนนั้นนายก็เล่าให้ฉันฟังเองไม่ใช่เหรอว่าชันโยรุดูจะไม่ชอบอามิเพราะว่ายกเรื่องรายงานภาษาอังกฤษมาอ้าง?’

‘ก็ใช่…’ แบคคุงเล่าให้ไดจิฟังเอง ‘แต่เราเห็นอย่างนั้นจริง ๆ นะ บางทีตอนนั้นอาจจะทะเลาะกันแล้วเมื่อกลางวันก็กลับมาดีกัน…’

‘…’

‘ไดจิ ไม่รู้ว่าเป็นอะไร มันปวดตรงนี้…’ มือข้างขวายกขึ้นทุบหน้าอกบริเวณที่อยู่ของหัวใจ ‘เราเจ็บ…’

‘มันเรียกว่าอาการอกหักน่ะ’ เพื่อนรักตบไหล่แบคคุง ‘ฉันจะเลี้ยงเค้กช็อกโกแลตนายเองนะ อนุญาตให้ร้องไห้ได้เป็นกรณีพิเศษ’

แบคคุงกับไดจิคุงเป็นเพื่อนรักเหนียวหนึบตั้งแต่สมัยมัธยมต้น แต่ก่อนแบคคุงเป็นเด็กขี้แย โดนแกล้งนิดเดียวก็ร้องไห้ทั้งทีบางทีเพื่อนแค่หยอกเล่น โดยปัจจุบันนิสัยนี้ได้รับการปรับปรุงโดยไดจิคุง เสริมสร้างความเป็นเพื่อนไปพร้อมกับการเสริมสร้างความเข้มแข็งในตัวแบคคุง เพราะฉะนั้นในวันนี้ถึงจะเกิดอาการที่ไดจิคุงบอกว่าอกหัก…แบคคุงก็จะไม่ร้องไห้

ถึงแม้ว่าจะสั่งเค้กช็อกโกแลตฟัดจ์สองปอนด์ด้วยน้ำตาคลอเบ้าก็ตาม

แบคคุงไม่มีใครให้ปรึกษานอกจากไดจิคุง ถึงแม้จะรู้จักกับเพื่อนทุกคนในห้องและเพื่อนต่างห้องที่พบเจอกันในห้องสมุด แต่เรื่องแบบนี้ใช่ว่าจะพูดได้กับทุกคน และจากการปรึกษาไดจิคุงนั้น เพื่อนแนะนำให้ใช้หัวใจนำทาง ทั้งยังย้ำคำเดิมว่าถ้ายังไม่ไหวก็หนีไปก่อน หนีไปจนกว่าหัวใจจะพร้อมแล้วค่อยกลับมาเป็นเพื่อนกับชันโยรุคุงเหมือนเดิม มันไม่สายไปหรอก

ยิ่งคิดก็ยิ่งตอบตัวเองไม่ได้ว่าชอบชันโยรุคุงตั้งแต่เมื่อไหร่ รู้ตัวอีกทีก็มีความรู้สึกนั้นเต็มหัวใจแล้ว บางทีอาจจะเป็นครั้งแรกที่แบคคุงได้มองเห็นผู้ชายคนนั้นที่ริมหน้าต่าง ผมสีดำยุ่ง ๆ อันเป็นเอกลักษณ์ ชีวิตและสายตาที่เต็มไปด้วยความน่าค้นหา หรือบางทีอาจจะเป็นวันนั้นที่ร้านไอศกรีมที่ชันโยรุคุงส่งยิ้มให้แบคคุง ทั้งที่คิดมาตลอดว่าไม่ใช่คนที่เข้าถึงได้ง่ายและดูจะไม่สุงสิงกับใคร แต่ความจริงกลับตรงกันข้าม ชันโยรุคุงที่ใจดีกับแบคคุงเสมอ คนที่ยิ้มให้แบคคุงตลอดมา

ถ้าหากว่าห้ามใจและความรู้สึกของตัวเองไม่ได้ มันอาจจะทำให้ชันโยรุคุงลำบากใจ พาลไปถึงอามิจังที่จะต้องไม่สบายใจเพราะแบคคุง จะต้องเก็บความชอบเอาไว้ให้สุดลึก ให้ใครรู้ไม่ได้นอกจากตัวเองและไดจิคุงที่บอกว่าไม่เป็นไร ไม่ผิดสักนิด ความรักเป็นเรื่องที่ดีนะ

ความรัก…

แบคคุงในวัยสิบเจ็ดปีก็มีความรักกับคนอื่นบ้างแล้วนะ

เพิ่งจะได้รู้ในวันนี้ว่าการหลบหน้าชันโยรุคุงมันทำให้เสียใจมากขนาดไหน ตั้งแต่เดินเข้ามาในห้องเรียนก็ต้องทำเป็นมองไม่เห็น ต้องทำเป็นไม่สนใจ อาหารกลางวันก็กินไม่ลงอย่างที่เคย การบ้านก็ไม่ได้เอาไปส่งให้ มันเป็นความรู้สึกที่เจ็บปวดแต่มันก็ดีที่สุดสำหรับตอนนี้แล้ว ใช้หัวใจวิ่งหนีไปจนกว่าจะพร้อม ถ้าวันนั้นมาถึงแบคคุงสัญญากับตัวเองแล้วว่าจะเป็นคนซื้อพุดดิ้งมาขอโทษชันโยรุคุง จะซื้อสองถ้วยเพื่อให้แบ่งอามิจังได้ด้วย ขอโทษที่ทำนิสัยไม่ดี

บังเอิญเจอกับอามิจังระหว่างที่เดินไปห้องสมุดกับไดจิคุงก็ต้องรีบเดินเพราะกลัวว่าตัวเองจะมีความผิด ไม่กล้ามองอะไรนอกจากพื้น มันเป็นความรู้สึกแปลก ๆ ที่อยู่ข้างใน รู้ว่าทำแบบนี้แล้วยิ่งผิดปกติแต่มันห้ามตัวเองไม่ได้ เห็นชันโยรุคุงแล้วก็ต้องมองพื้น เห็นอามิจังก็ต้องมองพื้นเหมือนกัน ทำอะไรที่ดีกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว

แต่ละวันของแบคคุงนั้นผ่านไปด้วยความรู้สึกหวานอมขมกลืน เหมือนกำลังพยายามใช้ชีวิตให้ดี ทำให้เป็นเหมือนเดิมในแบบที่ไม่เหมือนเดิมอย่างที่เคยเป็นมา มันยากมากกจริง ๆ ที่จะต้องห้ามตัวเองไม่ให้ยิ้มให้ชันโยรุคุงอีกแล้ว ไดจคุงบอกว่านายมายิ้มให้ฉันแทนก็ได้ ถ้าเกิดว่าฉันมาโรงเรียนสายนายก็ยิ้มให้เก้าอี้ไปก่อน ทำเอาแบคคุงยิ้มทั้งยังกอดเพื่อนเอาไว้แน่น ไม่มีใครหวังดีกับแบคคุงเท่าไดจิคุงจริง ๆ

ไม่เคยกล้ามองชันโยรุคุงทั้งที่ใจอยากจะหันมองว่าเป็นอย่างไรบ้าง แต่ไดจิคุงที่คิ้วขมวดทุกครั้งที่ได้ยินชื่อนี้บอกว่ามันสบายดีแหละหน่า ห่วงตัวเองก่อนเถอะ มันก็ใช้ชีวิตของมันอย่างนั้นทุกวัน มีแต่นายนั่นแหละ อกหักแล้วกินข้าวไม่ลงแต่กินขนมทุกอย่าง น้ำหนักขึ้นมาสองกิโลกรัมแล้ว วันนี้กินเค้กโยเกิร์ตสตรอว์เบอร์รี่เท่านั้น ห้ามเค้กเนยสด ครีมสด ไม่อย่างนั้นจะพาไปวิ่งที่สวนสาธารณะสิบรอบ

วันศุกร์เป็นวันที่แบคคุงประจำหน้าที่ให้บริการยืม-คืนในห้องสมุดเนื่องด้วยเป็นสมาชิกชมรมบรรณารักษ์ ยิ้มกว้างเพื่อเป็นการต้อนรับนักเรียนทุกคนที่ยังให้ความรักกับหนังสือ หน้าที่นี้ทำให้เขาได้รู้จักนักเรียนในโรงเรียนมากมาย รุ่นพี่ รุ่นเดียวกัน รุ่นน้อง อย่างน้อยก็เคยเห็นหน้ากัน เป็นความสัมพันธ์บางเบาที่เกิดขึ้นในรั้วโรงเรียนกว้างใหญ่แห่งนี้

‘เดี๋ยวเราเอาอันนี้ไปเก็บก่อนนะ’ แบคคุงอาสาจะเอาหนังสือไปเก็บเพราะคนที่ทำหน้าที่กับเขาคือซาจิหรือว่าซัทจัง เพื่อนผู้หญิงตัวเล็กผมสั้นที่เหมือนตัวการ์ตูนมารูโกะ ‘เอาอันนั้นไปเก็บด้วยดี—’

‘แบคคุง’

‘…’

‘ขอคุยด้วยหน่อยได้ไหม แปปเดียวนะ’

‘เอ่อ…’ แบคคุงลังเลใจเพราะคนที่เรียกชื่อเขาคืออามิจัง หรือว่าจะมาเรื่องชันโยรุคุง จะตอบอย่างไรดีนะ ‘เราจะต้องเอาหนังสือไปเก็บนะ’

‘ถ้าอย่างนั้นอามิเดินไปด้วยนะ เอาหนังสือไปเก็บกัน’

‘อื้อ…’ คิดถึงไดจิคุงจัง อยากให้ไดจิคุงอยู่ตรงนี้ เผื่อจะช่วยอะไรแบคคุงได้บ้าง ‘อามิ…อามิจังมีอะไรเหรอ?’

เราสองคนเดินไปตามชั้นหนังสือในห้องสมุด ไม่รู้ว่าอามิจังคิดอะไรอยู่แต่แบคคุงคิดอะไรไม่ออกเลย จะต้องพูดออกไปไหมนะว่ากับชันโยรุคุงไม่มีอะไรเลย ไม่มีรอยยิ้ม ไม่มีพุดดิ้ง ไม่มีอมยิ้มรสสตรอว์เบอร์รี่ ไม่มีไส้กรอกคุณปลาหมึกและไข่ม้วน

‘จำได้ไหมว่าตอนปีหนึ่ง แบคคุงเคยให้เราขึ้นหลัง พาไปห้องพยาบาลเพราะว่าหกล้มในสนามฟุตบอล’

‘จำได้…’ แบคคุงจำได้ดีว่าวันนั้นเกิดอะไรขึ้น วันที่อามิจังหกล้มแล้วแบคคุงเป็นคนพาไปห้องพยาบาล มีไดจิคุงตามมาด้วย ‘ทำไมเหรอ วันนี้อามิจังหกล้มเหรอ เป็นอะไรรึเปล่า?’

‘ไม่หรอก อามิก็แค่…รู้สึกว่าตัวเองทำตัวน่าผิดหวัง เพราะอารมณ์ชั่ววูบแท้ ๆ เลยเนอะที่ทำให้เป็นแบบนี้’

‘…’

‘แบคคุงชอบชันโยรุคุงใช่ไหม?’

สิ่งที่ได้ยินทำให้แบคคุงพูดอะไรไม่ออก หายใจก็ไม่ออก ได้แต่ยืนอยู่กับที่โดยใช้แรงทั้งหมดในการประคองหนังสือเอาไว้ จะตอบว่าไม่ใช่ก็จะเป็นเรื่องโกหก แต่จะตอบว่าใช่…อามิจังจะต้องเสียใจแน่ ๆ

‘อามิน่ะ ชอบชันโยรุคุงมาตลอดเลย…’ อามิสบตาแบคคุงก่อนจะยิ้มน้อย ๆ ออกมา ‘แต่ชันโยรุคุงไม่เคยสนใจ ไม่เคยชอบอามิ พอเป็นแบบนั้นแล้วมันก็ทำให้รู้สึกโกรธขึ้นมาจนอยากจะทำให้ชันโยรุคุงรู้บ้างว่าความรู้สึกนี้มันเป็นยังไง’

‘…’

‘แต่สุดท้ายก็ทำไม่ได้เพราะว่ารู้สึกผิดกับแบคคุง' อามิจังยิ้มกว้างออกมาให้ได้เห็น ‘วันนั้น…อามิกับชันโยรุคุงไม่ได้จูบกันนะ มันไม่เคยเกิดขึ้นเลย’

‘อามิจัง…’

‘เท่านี้แหละที่อยากจะบอก ขอโทษสำหรับทุกอย่างเลยนะ’

ทั้งหมดที่อามิจังพูดออกมา ไม่รู้ทำไมแบคคุงถึงได้รู้สึกราวกับว่าเขาฟังแต่ไม่ได้ยินอะไร จับใจความสำคัญของบทสนทนาเหล่านั้นไม่ได้แม้สักคำ ใช้ชีวิตต่อไปราวกับว่ามันไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร จนกระทั่งกลับมาถึงบ้านและล้มตัวลงบนเตียงนอน ณ ห้องนอนแสนรัก ตั้งสติและทบทวนว่าทั้งหมดนั้นมันหมายความว่าอย่างไร

อามิจังชอบชันโยรุคุงมาตลอด แต่ชันโยรุคุงไม่เคยชอบอามิจังเลย ถ้าอย่างนั้น...สิ่งที่เข้าใจมาตลอดก่อนหน้าที่จะเกิดเหตุการณ์ที่บันไดไปยังดาดฟ้าก็ถูกต้องทุกอย่าง รักข้างเดียวของอามิจัง สิ่งที่เล่าให้ไดจิคุงฟังไป แล้วไหนจะเรื่อง...จูบนั่น...

แบคคุงไม่ชอบตัวเองที่สุด...ในช่วงเวลาที่ได้รู้ว่าเขาทำทุกอย่างพังด้วยสองมือของตนเอง เป็นค่ำคืนที่จมอยู่กับความคิดและการโทษตัวเองว่าทำไมนะ ทำไมถึงไม่ยอมรับฟังชันโยรุคุง ในตอนนี้ที่ทุกอย่างคลี่คลายลงอย่างง่ายดายเกินกว่าจะคาดคิด แบคคุงกลับตระหนักได้ว่าบางทีมันอาจจะง่ายกว่านี้อีกมากถ้าหากเขากล้าพอที่จะฟังว่าชันโยรุคุงจะพูดว่าอะไร ไม่ใช่วิ่งหนีอย่างนั้น

แต่ในทางกลับกัน...บางทีนี้อาจจะเป็นสิ่งที่วิธีหนีไปก่อนจนกว่าจะพร้อมของไดจิคุงที่แบคคุงน้อมนำทำตามจนสัมฤทธิ์ผล เป็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นหลังจากความเศร้าเสียใจที่แสนสาหัส

กว่าจะได้เล่าให้ไดจิเพื่อนรักฟัง เวลาก็ล่วงเลยมาจนถึงเช้าของสัปดาห์ถัดมาที่แบคคุงยังคงไม่กล้าที่จะมองหน้าชันโยรุคุง...แต่เป็นเหตุผลที่ต่างออกไปจากทุกวันที่ผ่านมา

'ฉันว่าแล้ว!' ไดจิคุงตบเข่าฉาด 'อย่างที่ฉันพูดไง มันชอบนาย ผิดที่ไหน!'

'ไม่ใช่เลยนะ อามิจังไม่ได้พูดแบบนี้' แบคคุงเอาไข่ม้วนใส่ปากหลังจากที้การเล่าทุกอย่างจบลงในช่วงเริ่มต้นเวลาพักกลางวัน 'เราหมายถึงว่า...ไดจิคุง เราเข้าใจผิดมหันต์...'

'พร้อมจะขอโทษรึยังล่ะ ทำผิดแล้วก็ต้องขอโทษ'

'เราไม่กล้าเลย' มันทับถมอยู่ในหัวใจ 'ถ้าไม่ให้อภัย ถ้าบอกว่าช่างมันไป ถ้า...ถ้าเกลียดเราล่ะ?'

'แล้วยังไง ด้วยเหตุผลแบบนั้นก็เลยจะไม่ขอโทษ?' คำถามของไดจิคุงทำให้แบคคุงพึมพำตอบไปว่าไม่ใช่นะ 'ถึงได้ถามไงว่าพร้อมรึยัง ถ้าไม่...ก็เตรียมใจจนกว่าจะพร้อม เอาไข่ม้วนมากินซิ แลกกับปูอัดนะ'

ถ้าโดนเกลียดคงทนไม่ได้ แต่...มันก็ใช่เหตุผล ไม่ใช่ข้ออ้างอย่างที่ไดจิคุงพูดจริง ๆ นั่นแหละ

เป็นเรื่องที่ยากจริง ๆ และในเวลานี้แบคคุงก็ยังทำไม่ได้ ทั้งในช่วงหลังเลิกเรียนต้องรีบไปห้องสมุดเพื่อไปหาหนังสือมาทำรายงาน ก่อนจะนึกได้ว่าเอาบิสกิตสำหรับสุนัขใส่กระเป๋ามาด้วย ต้องนำไปให้ชิโระที่คงจะเสียใจแย่ถ้าวันนี้ไม่ได้กินบิสกิต ระหว่างทางเดินลงไปข้างล่างหลังจากนัดแนะกับไดจิคุงว่าเจอกันหน้าโรงเรียนแล้ว แบคคุงบังเอิญเจอเรียวตะที่กำลังจะกลับบ้าน เจ้าตัวจึงเดินไปด้วยกันและเอ่ยปากชวนแบคคุงไปหาร้านขนมนั่งกินด้วยกัน ชวนไดจิคุงไปด้วย เพื่อนของเรียวตะคุงก็จะไปด้วย ตอนนี้เพื่อนไปพบคุณครูอยู่ที่ห้องพักครู

แต่แล้วมันก็...พังทั้งหมดเลย

แบคคุงเคยคิดว่าถ้ามันไม่ได้สำคัญล่ะ ถ้ามันไม่ได้มีความหมายอะไรสำหรับชันโยรุคุง ถ้าความสัมพันธ์ของเราที่ห่างไปเป็นแค่สิ่งที่ชันโยรุคุงไม่สน มันคงเป็นเรื่องที่เจ็บปวดหัวใจที่สุด แต่การเผชิญหน้าระหว่างเราที่แปลงผักบอกแบคคุงว่ามันไม่ใช่ แบคคุงทำให้ชันโยรุคุงเสียใจ ทำให้ชันโยรุคุงยิ้มออกมาทั้งที่ดวงตาเศร้าหมอง ทำนิสัยไม่ดีให้ชันโยรุคุงต้องอดทน…

เป็นแบคคุงที่ไม่น่ารัก...สำหรับชันโยรุคุงอีกแล้ว

"ลูกชาย..." เสียงของแม่ปลุกแบคคุงขึ้นจากภวังค์ของความคิด ทั้งยังทำให้เขาลุกขึ้นนั่งหลังจากที่นอนหลับตาอยู่บนโซฟามานาน "ทำไมมานอนอยู่แบบนี้ล่ะ ไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าสิ จะได้มากินข้าว"

"ครับ..." แบคคุงลุกขึ้นจากโซฟาอย่างเชื่องช้า "แม่ทำกับข้าวอะไรเหรอ?"

"สปาเก็ตตีมีทบอล รีบลงมาเลยนะ วันนี้พ่อเค้ากลังดึก แบคคุงมากินข้าวกับแม่นะ?"

"ครับผม!"

ถึงแม้จะกลุ้มใจ แต่แบคคุงก็อยากจะสดใสให้แม่เห็นในทุก ๆ วัน

ตัวของแบคคุงเองพากระเป๋านักเรียนและหัวใจบอบซ้ำขึ้นไปข้างบนห้อง หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาตอบข้อความของไดจิคุงที่เราส่งข้อความหากันเสมอเมื่อไม่ได้พบเจอ ตอบข้อความของเพื่อนที่ว่าวันนี้ได้กินสปาเก็ตตีมีทบอล ถอดชุดนักเรียนออกก่อนจะตั้งใจอาบน้ำ สายน้ำอุ่นพอดีทำให้แบคคุงรู้สึกผ่อนคลาย อย่างน้อยก็อยากจะผ่านคืนนี้ไปให้ได้ ส่วนวันพรุ่งนี้ให้เป็นเรื่องของวันพรุ่งนี้ ค่อยคิดอีกทีว่าจะผ่านไปได้อย่างไร

แบคคุงลงมากินข้าวกับแม่ในชุดนอนสีฟ้า ช่วยแม่จัดถาดอาหารที่ถึงจะเป็นอาหารชาติตะวันตกแต่ก็มีซุปหอยทะเลหลากชนิด มีผักดองรสอ่อนของแม่ที่แบคคุงชอบที่สุด

“อร่อยไหม?” คำถามของแม่ทำให้แบคคุงที่กำลังเคี้ยวมีทบอลคำโตพยักหน้ากลับไป “แล้วทำไมแบคคุงของแม่ไม่ยิ้มเลย…”

“…”

“มีเรื่องอะไรไม่สบายใจ สุดน่ารักเล่าให้แม่ฟังได้ไหม?”

“แม่…” คุณแม่ของแบคคุงเป็นคุณแม่ใจดีที่ดุเขาในทุกครั้งที่ทำเรื่องไม่ถูกต้องเพื่อที่จะได้เติบโตเป็นคนที่ดี ทั้งยังเป็นห่วงเขามาเสมอ แต่ตอนนี้แบคคุงกลับทำให้แม่ไม่สบายใจ ทำให้แม่ต้องเอ่ยปากออกมาแบบนี้ “คือว่า…เผลอเข้าใจเพื่อนผิดไปแล้ว…แล้วตอนนี้ก็ไม่กล้าจะไปขอโทษ มันก็…ไม่รู้จะทำยังไงดี…”

“ไดจิคุงเหรอ แต่เรายังบอกแม่อยู่เลยว่าจะไปคาเฟ่แมวเหมียวด้วยกัน”

“ไม่ใช่ครับ คนที่…คนที่ชอบกินแฮมเบิร์ก…” แบคคุงไม่กล้าจะบอกแม่ว่าเป็นคนที่เขาชอบ บอกว่าเป็นเพื่อนไปก่อนดีที่สุดแล้ว “ไม่ได้คุยกันเกือบสองอาทิตย์แล้ว…”

“ถ้าลูกชายแม่เป็นคนผิด เราทำแฮมเบิร์กไปง้อไหม?” คำแนะนำของแม่ทำให้หัวใจของแบคคุงเต้นในจังหวะที่เร็วขึ้น “คืนนี้ก็เตรียมกับแม่แล้วพรุ่งนี้เช้าก็ทำ แบคคุงอยากทำรึเปล่า?”

“อยากครับ!” หัวใจกำลังเต้นตึกตัก…ตึกตัก… “มันฝรั่งกับหน่อไม้ฝรั่งผัดเนย ดอกไม้แครอท!”

หัวใจของแบคคุงเต็มไปด้วยความกลัว ความกังวล ความไม่มั่นใจ ทุกสิ่งทุกอย่างที่บั่นทอนเขาในทุกวินาที เขาไม่รู้ว่าสิ่งที่ตัดสินใจทำจะทำให้เกิดอะไรขึ้นในวันข้างหน้า เพียงแต่ถ้าเขาจะได้ลงมือทำอะไรสักอย่าง…ได้ทำอะไรสักอย่างให้เราได้กลับมาเป็นเหมือนเดิม

เหมือนในช่วงวินาทีนี้ที่ความกล้ากำลังผลิบานในหัวใจ

 

 

 

 

 

 

อย่างน้อยสภาพอากาศในเช้าวันนี้ก็ทำให้แบคคุงมีกำลังใจ

แสงแดดในยามเช้าที่ทำให้สดใส ลมหนาวต้นฤดูที่เริ่มพัดมาให้ได้รู้สึกถึงฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึง เขาเดินทางไปโรงเรียนด้วยหัวใจที่เต็มเปี่ยม ระหว่างทางตัดสินใจแวะซื้ออมยิ้มรูปหัวใจรสสตรอว์เบอร์รี่ที่ร้านสะดวกซื้อเพื่อที่จะนำไปมอบให้ชันโยรุคุง เป็นส่วนหนึ่งของคำขอโทษที่มาพร้อมกับแฮมเบิร์กก้อนยักษ์ และผักเครื่องเคียงต่าง ๆ ที่แบคคุงใช้หัวใจทำ แต่ต้องขอโทษจริง ๆ ที่ทำได้แค่ปั้นแฮมเบิร์ก เรื่องของเตาไฟเป็นของแม่เพราะแบคคุงยังไม่เก่งพอจะทำได้

แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังรู้สึกกลัวขึ้นมาเมื่อเริ่มเข้าใกล้ห้องเรียนมากขึ้น…มากขึ้น กลัวว่าถ้าหันไปมองชันโยรุคุง ชันโยรุคุงจะยิ้มให้แบคคุงไหม หรือว่าจะหันหน้าหนีไป หรือว่าไม่มองกันเลย แต่มันก็เป็นสิ่งที่แบคคุงต้องรับผิดชอบ

จะต้องสู้นะ! แบคคุงบอกหัวใจของตัวเอง

แต่ว่ามัน…

“ไดจิคุง ชันโยรุคุงไปไหนเหรอ?” ทั้งที่เข้ามาด้วยหัวใจแรงกล้า แต่โต๊ะของชันโยรุคุงนั้นว่างเปล่า “เราอยาก…อยากคุยตั้งแต่ตอนนี้”

“ไปถามเซอิจิสิ” ไดจิคุงที่รับรู้เรื่องราวทั้งหมดมาเสมอและรับทราบตั้งแต่เมื่อคืนว่าแบคคุงจะทำแฮมเบิร์กพูด “แต่ตอนฉันมาก็ไม่เห็นมันนะ แต่กระเป๋ามันก็ห้อยอยู่ตรงนั้นเนอะ”

“อื้อ…” จะคิดว่ายังไม่มาแต่กระเป๋าก็อยู่ตรงนั้น “เรา…เราไปถามได้เนอะ เรารู้สึกยังไงก็ไม่รู้…”

“มาตีมือกัน” ไดจิคุงยกมือขึ้นให้แบคคุงตีมือด้วย “ฉันส่งต่อกำลังใจให้แล้ว สูดลมหายใจเข้าลึก!”

กำลังใจจากไดจิคุงนั้นทำให้แบคคุงพอจะควบคุมอาการใจสั่นของตัวเองได้ เขาเดินเข้าไปหาเซอิจิคุงที่กำลังทำการบ้านด้วยความเร็วสูง และเพราะว่าเพื่อนคงรู้สึกเหมือนมีคนไปยืนอยู่ใกล้ ๆ ถึงได้เงยหน้าขึ้นมาสบตากันสลับกับการมองการบ้านที่ตัวเองกำลังทำอยู่

“คือ…”

“ยังทำไม่เสร็จเลยแบคคุง รอแปปนึงได้ไหม?” เซอิจิคุงพูด “ฉันเหลืออีกสองข้อ รอแปปเดียวนะ”

“ไม่ใช่นะ เราจะเอาการบ้านไปส่งตอนกลางวัน แต่คือ…เอ่อ…ชันโยรุคุง…ไปไหนเหรอ ช่วยบอกเราได้ไหม?”

“ดาดฟ้า” คนตอบไม่ใช่เซอิจิคุงแต่เป็นไคคุง “มีอะไรรึเปล่า?”

“เราจะไปขอโทษน่ะ…” เท้าถูกใช้เป็นจุดวางสายตา “เราขึ้นไปได้ไหม?”

“ได้สิ แต่ระวังคุณครูเห็นหน่อยนะ จะโดนห้ามไม่ให้ขึ้นไปน่ะ”

“อื้อ…”

ดูเหมือคำว่าขอโทษจะทำให้ไคคุงส่งยิ้มให้แบคคุง ทั้งยังบอกว่ามีอะไรให้พูดให้หมดเลยนะ ชันโยรุไม่เคยโกรธนายเลย พอได้ยินแบบนั้นแล้วก็เหมือนได้รับน้ำเย็นชโลมจิตใจ เสริมสร้างความเข็มแข็งให้เป็นสุดยอดแบคคุง ก้าวขึ้นบันไดมุ่งหน้าไปดาดฟ้าด้วยความกล้าและความรู้สึกที่เต็มเปี่ยม ระหว่างที่ก้าวขึ้นไปด้วยตัวคนเดียว แบคคุงก็ชูอมยิ้มรูปหัวใจขึ้นฟ้า บอกตัวเองว่าสู้ ๆ ก่อนจะเปิดประตูดาดฟ้าที่เหมือนว่าจะมีคนใช้ก้อนหินที่ขัดจนเป็นสี่เหลี่ยนกั้นประตูเอาไว้ คงจะเป็นชันโยรุคุงที่เพื่อนบอกว่าอยู่ข้างบนนี้

แผ่นหลังที่ทำให้รู้สึกคุ้นเคยรวมถึงผมสีดำยุ่งอันเป็นเอกลักษณ์นั้นปรากฏแก่สายตาเมื่อแบคคุงผลักประตูดาดฟ้าอันหนักอึ้งให้เปิดออก ไม่รู้ทำไมถึงได้รู้สึกดีใจที่ไม่ได้กลิ่นบุหรี่แม้สักหนึ่งลมหายใจ ไม่รู้ว่าชันโยรุคุงขึ้นมาทำอะไรแต่อย่างน้อยถ้าไม่ได้สูบบุหรี่แบคคุงก็ดีใจแล้วล่ะ

เท้าทั้งสองข้างก้าวตรงไปข้างหน้าด้วยใจที่แรงกล้า แบคคุงหยุดมองแผ่นหลังของคนที่เหมือนจะกำลังจมอยู่กับความคิดของตัวเอง คงมีเรื่องอะไรให้คิดมากมายแต่ถ้าให้คิดแบคคุงก็คิดแทนไม่ได้ว่าชันโยรุคุงกำลังคิดอะไรอยู่

“ชัน…ชันโยรุคุง…”

เสียงที่เปล่งออกไปทำให้คนที่อยู่ตรงราวระเบียงชะงัก ก่อนจะหันหน้ากลับมาสบตากับแบคคุงอย่างรวดเร็วราวกับว่าตกใจ เป็นเรื่องที่ไม่ได้คาดคิดเอาไว้

“แบคคุง ขึ้นมาทำอะไร?”

“เรามาหาชันโยรุคุง” หัวใจของแบคคุงเต้นระรัว “คือว่าเรา—”

“เมื่อวานเป็นยังไงบ้าง?” คำถามของชันโยรุคุงมาพร้อมกับรอยยิ้ม เป็นคนที่ยิ้มให้แบคคุงเสมอเลย “ขนมอร่อยไหม กินแยมโรลส้มไปกี่ชิ้น?”

“เราไม่ได้ไป แล้วที่เมื่อวานน่ะ จะไปกันเป็นกลุ่มนะ ไดจิคุงก็ตกลงจะไป แต่ว่าเราก็ไม่ได้ไป” เพราะแบคคุงซึมเศร้า เรียวตะคุงที่เข้าใจจึงบอกว่าไม่เป็นไร “ไม่อยากให้ชันโยรุคุงเข้าใจว่าเราไปกับเรียวตะสองคนนะ แล้ว…แล้วชันโยรุคุงสัญญากับเราแล้วว่าจะพาเราไป เราไม่ลืมเลย”

“…”

“เราน่ะ…จำเก่งนะ หรือว่าชันโยรุคุงลืมไปแล้ว”

“ไม่ลืมหรอก” อีกฝ่ายตอบกลับมา “แต่ว่านาย…”

“เราขอโทษ…” มันคือคำที่แบคคุงควรพูดมากที่สุดแล้ว “อามิจัง…เล่าให้เราฟังทั้งหมดแล้วล่ะ ไม่สิ…มันก็ไม่ใช่ทั้งหมดแต่ว่าเราเข้าใจแล้ว”

ไม่รู้ทำไมถึงรู้สึกราวกับว่าสมองไม่ทำงาน เรียบเรียงสิ่งที่ตั้งใจจะพูดออกไปไม่ถูก ยิ่งเราได้สบตากัน ความรู้สึกในหัวใจก็ยิ่งทำให้หายใจไม่ออก

“ที่เราหลบหน้าชันโยรุคุง ทั้งหมดที่เราทำมันเป็นเพราะว่า…ก็คือเราน่ะ ถ้าชันโยรุคุงกับอามิจังชอบกัน เราก็จะ…คือว่า…ฮื่อ…เราพูดไม่รู้เรื่อง”

“ฉันมีเวลาเยอะ…” คำพูดนั้นไม่เท่ามือข้างขวาของชันโยรุคุงที่ยื่นมาตรงหน้าของแบคคุง “สูดลมหายใจเข้าแล้วค่อย ๆ พูดนะ”

“อื้อ…” อมยิ้มถูกนำไปไว้มือซ้าย ส่งมือขวาไปวางบนมือของชันโยรุคุง “ตอนที่เราเห็น เราเจ็บมากเลยล่ะ เจ็บที่หัวใจของเรา”

“…”

“แต่พออามิจังบอกว่าทั้งหมดเป็นเรื่องเข้าใจผิดไป เราก็…มีความสุขมากเลยล่ะ” แบคคุงยิ้มกว้างให้ชันโยรุคุง “เราไม่รู้ว่าเราควรจะพูดดีไหม เราคิดว่าเรายังไม่กล้าพอ แต่ว่าเราก็ไม่อยากจะเป็นคนโกหก ไม่อยากจะวิ่งหนีทั้งที่ไม่ควรทำ เราเลยอยากจะบอกชันโยรุคุงว่าเราชอบชันโยรุคุงนะ เรากลับมาเป็นเหมือนเดิม เป็นเพื่อนกันเหมือนเดิมได้ไหม?”

“…”

“เรา…ดีกันนะ?”

อมยิ้มรูปหัวใจรสสตรอว์เบอร์รี่ในมือซ้ายถูกยื่นออกไปหาคนตรงหน้า คนที่ทำให้หัวใจของแบคคุงเต้นไม่เป็นส่ำ คนที่ไม่ได้รับอมยิ้มในมือของแบคคุงไปแต่กลับก้าวเข้ามาสวมกอดกัน อ้อมกอดที่แบคคุงไม่เคยคิดว่าจะได้รับ แต่ถึงอย่างนั้นในสามวินาทีถัดมาที่พอจะตั้งสติได้ แบคคุงก็ใช้มือและแขนทั้งสองข้างสวมกอดชันโยรุคุงด้วยความรู้สึกทั้งหมดที่มี

“คิดถึง…”

“…”

“ไม่รู้ทำไมถึงได้รู้สึกว่าจะไม่มีวันได้ใกล้นายอีกแล้ว” เสียงของชันโยรุคุงที่ข้างใบหูทำให้หัวใจสั่นไหว “ทั้งที่เราใกล้กันแค่นี้เอง”

“เราก็คิดถึง…ชันโยรุคุง” มันเป็นความในใจของแบคคุงที่ทำได้เพียงส่งเสียงอู้อี้ออกมา นี่มันน่าเขินอายที่สุดเลยนะ “เราผิดเองที่ไม่ฟังสิ่งที่ชันโยรุคุงจะพูด เราผิดไปแล้ว…”

“ถ้าอย่างนั้นต้องให้ลงโทษนะ?”

“ลง…ลงโทษเหรอ?” ราวกับเป็นสปริงที่เด้งออกมาจากอ้อมกอดที่กลับกลายเป็นการประคองเพื่อลดความใกล้ชิดแต่ก็ยังคงใกล้กัน

“ใช่ วันนี้จะพาไปกินแยมโรลส้ม กินไม่ครบสองชิ้นไม่ให้กลับบ้าน”

“ไป! เราไป! เราจะกินสิบชิ้นเลย!”

ในอ้อมแขนที่ถึงจะไม่ได้แนบแน่นแต่ก็ทำให้หัวใจสั่นไหว เพียงหนึ่งช่วงมือเท่านั้นที่เราห่างกัน แขนข้างซ้ายของชันโยรุคุงที่พาดอยู่บนไหล่ของแบคคุง มือข้างขวาที่กุมมือของแบคคุงเอาไว้ ก่อนจะยอมผละออกเมื่อเขาบอกว่าจะแกะอมยิ้มให้นะ เผลอพึมพำไปว่าทำไมไม่ยอมรับตอนที่ยื่นให้ แก้มเลยถูกประทุษร้ายด้วยการหยิกเบา ๆ หนึ่งที

“เราซื้อมาให้นะ” อมยิ้มถูกยื่นออกไปให้คนตรงหน้าที่ก้มลงมารับมันด้วยริมฝีปากจนทำให้ใจสั่น “อันนี้อีกอันหนึ่ง เก็บเอาไว้ตอนที่อยากสูบบุหรี่…เอาไว้เราจะซื้อมาให้เป็นกระปุก ชันโยรุคุง…”

“กำลังพยายามเลิกอยู่ ขอบใจมากนะ” ชันโยรุคุงรู้ด้วยว่าแบคคุงจะพูดเรื่องสูบบุหรี่ “ไม่ต้องสูบทุกวันแล้วล่ะ”

“เก่งมาก!” คนทำดีต้องได้รับคำชม “แล้ว…แล้วหายโกรธเราไหม เราไม่ได้ตั้ง…คือเราตั้งใจแต่เราไม่ได้…คือจะว่ายังไงดีนะ…”

มือที่ลูบศีรษะกันอย่างแผ่วเบาทำให้แบคคุงรู้สึกอบอุ่นไปถึงหัวใจ ราวกับปลอบใจว่าให้สูดลมหายใจเข้าลึก มีเวลาอีกเยอะเลย

“ฉันไม่เคยโกรธนายเลย”

“…”

“มันคงเป็นความผิดของฉันเหมือนกันที่ทำให้นายเข้าใจผิด ขอโทษนะ”

จะเถียงว่าไม่ใช่ความผิดของชันโยรุคุงเลยนะ อมยิ้มอีกหนึ่งอันก็ถูกแกะเปลือกกห่อออกก่อนที่ชันโยรุคุงจะส่งให้แบคคุง ราวกับเป็นสัญญาณว่าไม่ต้องพูดอะไรแล้ว เราดีกันแล้วนะ ต่อจากนี้ไปจะเป็นวันที่ดีของแบคคุง

เราไม่เคยได้ใกล้กันมากขนาดนี้มาก่อน แต่พอได้อยู่ด้วยกันแบบนี้แล้วแบคคุงกับรู้สึกว่าทุกอย่างกำลังดำเนินไปอย่างเป็นธรรมชาติ ถึงจะสร้างความขัดเขินให้แต่ว่ามันก็ไม่ได้ติดขัดจนทำให้รู้สึกว่าทำอะไรไม่ถูก ทั้งยังใช้หัวใจนำทาง ทำสิ่งที่หัวใจบอกว่าอยากจะทำ อย่างที่ตอนนี้แบคคุงกางแขนออกทั้งสองข้าง ต้านลมหนาวต้นฤดูบนดาดฟ้าให้ชันโยรุคุงได้ดูแล้วหลุดหัวเราะออกมา

“ว่าแต่…ขึ้นมาทำอะไรบนนี้เหรอ?”

“มายืนคิดอะไรบนนี้มันทำให้สบายใจขึ้นน่ะ…”

“แล้วมายืนคนเดียวแบบนี้โอเคเหรอ จะเหงานะ”

“ไม่เหงาหรอก เอาไว้จะขึ้นมาแล้วจะพาแบคคุงขึ้นมาด้วย”

ชันโยรุคุงมีท่าทีราวกับว่าอยากจะพูดอะไรสักอย่าง แต่สุดท้ายแล้วก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา ถามย้ำว่ามีอะไรเหรอก็ส่ายหน้ากลับมาพร้อมรอยยิ้ม รู้สึกเหมือนกันว่า เอ…แบคคุงทำอะไรรึเปล่านะ แต่ถ้าชันโญรุคุงยิ้มให้แบบนี้ก็จะยอมรับด้วยรอยยิ้มเหมือนกัน

เพราะว่าในอีกสิบนาทีจะเป็นเวลาโฮมรูมแล้ว แบคคุงจึงได้ถูกชันโยรุคุงเดินจูงมือลงไปข้างล่าง กลับไปยังห้องเรียนของเราที่อยู่ถัดลงไปสองชั้น ยิ่งได้มองมือของเราที่กอบกุมกันอยู่แบคคุงก็ยิ่งมีความสุข มันเป็นสัญญาณที่ดีที่สุดที่ว่าเรากลับมาดีกันแล้ว เราจะได้กลับมายิ้มให้กันเหมือนเดิม แล้วถ้าชันโยรุคุงบอกว่าจะมีพุดดิ้งให้ แบคคุงก็จะทำเบนโตะมาให้ชันโยรุคุงทุกวัน ทำด้วยใจของแบคคุงเอง

“ฮั่นแหนะ!” เซอิจิคุงยิ้มให้เราสองคนอย่างมีเลศนัยเมื่อเห็นว่าเราจับมือกัน “มันเป็นยิ้ม มันเป็นความสุข”

“ทำการบ้านไปเถอะ”

“วันนี้ให้เราไปส่งการบ้านให้นะ!” พอชันโยรุคุงว่าเพื่อนเรื่องการบ้าน แบคคุงก็คิดถึงเรื่องนี้ขึ้นมาได้ “เราจะเอาไปส่งตอนกลางวัน…”

“เดี๋ยวไปส่งด้วยกัน…”

“ฉันมันไม่สำคัญแล้วสิ?” เสียงของไดจิคุงทำให้แบคคุงที่หัวใจกำลังเต้นไม่เป็นส่ำหันไปมอง “เฮ้อ…ดีกันแล้วก็ดี แบคคุงมันจะได้ไม่ต้องนั่งกินขนมไปน้ำตาคลอไป”

“ไดจิคุงอ่ะ…”

สัญญาณที่บ่งบอกว่าเวลาเริ่มโฮมรูมดังขึ้นทำให้เราต้องผละมือออกจากกัน ชันโยรุคุงลูบศีรษะของแบคคุงสองสามครั้งก่อนจะปล่อยให้กลับมานั่งที่ ได้เวลาตั้งใจเรียนหนังสือที่วันนี้แบคคุงจะเรียนด้วยความสุขเพราะว่าหัวใจกำลังมีความสุขมาก ๆ เลย

การเรียนของแบคคุงในช่วงเช้าผ่านไปอย่างปกติสุขทั้งยังมากเป็นพิเศษ แบคคุงทำแบบฝึกหัดด้วยใจที่เป็นสุข ทั้งยังรู้สึกว่าตัวเองเรียนรู้เรื่องมากกว่าวันที่รู้สึกไม่ดี นี่สินะที่เค้าบอกว่าความรู้สึกมีผลต่อการใช้ชีวิต ใช่ว่าวันที่ผ่านมาแบคคุงจะเรียนไม่รู้เรื่อง แต่ในวันนี้มันรู้สึกว่ามีความสุขที่จะเรียนหนังสือ มีความสุขที่จะทำแบบฝึกหัด ทั้งยังได้หันไปส่งยิ้มให้ชันโยรุคุงในช่วงเปลี่ยนคาบเรียนด้วย

ราวกับว่ามันเป็นหน้าที่ของแบคคุงที่จะต้องนำการบ้านไปส่งให้เพื่อน แต่มันก็เป็นเรื่องที่แบคคุงเต็มใจที่จะทำเพราะเขามีความสุขมากที่สุดเมื่อได้รับคำขอบใจจากเพื่อน บางทีก็ได้รับขนมชิ้นเล็ก ๆ มาวางไว้ที่โต๊ะพร้อมกับสมุดการบ้าน แต่ในวันนี้นั้นต่างออกไปเพราะแบคคุงไปส่งการบ้านมือเปล่า โดยมีคนที่ยืนยันว่าจะถือให้นั้นเดินอยู่ข้าง ๆ เดินไปด้วยกัน

“วันนี้…วันนี้เราทำเบนโตะมาให้ด้วย” แบคคุงตัดสินใจบอกชันโยรุคุงก่อนที่อีกฝ่ายจะลงไปใช้บริการอาหารกลางวันของโรงเรียน ระหว่างที่เราเดินไปห้องพักครูด้วยกัน “เป็นคำขอโทษอีกคำหนึ่งนะ”

“บอกว่าไม่ได้โกรธ ไม่ต้องขอโทษแล้ว”

“ก็เรารู้สึกผิดนี่ เราเป็นแบคคุงขี้ขลาด…”

“เป็นแบคคุงน่ารักต่างหาก ยังน่ารักอยู่ไหม?”

“น่ารัก เราจะน่ารักกับชันโยรุคุงที่สุดเลยนะ!”

พอรู้ตัวว่าพูดอะไรออกไปแล้วแบคคุงก็ได้แต่เก็บซ่อนสีแดงระเรื่อที่แก้มของตัวเองเอาไว้ เมื่อเช้าที่พูดออกไปว่าชอบชันโยรุคุงก็ยังพอจะใช้ประโยคต่อไปและความรู้สึกผิดมาบดบังได้ แต่พอได้พูดแบบนั้นออกไป…ถึงจะอยากน่ารักกับชันโยรุคุงมากที่สุด แต่ก็ไม่รู้ว่ามันจะฟังดูแปลกรึเปล่า 

ช่วงเวลาที่ชันโยรุคุงอาสาเข้าไปส่งการบ้านให้ในห้องพักครู แบคคุงก็ได้มีเวลาหายใจ ได้มีเวลาควบคุมความรู้สึกของตัวเอง ถึงแม้ว่าไดจิคุงจะย้ำอีกครั้งในช่วงเวลาระหว่างเปลี่ยนคาบว่าชันโยรุคุงเองก็ชอบแบคคุงเหมือนกัน แต่ว่ามันก็ไม่ใช่เรื่องที่จะมั่นใจได้ ไม่ใช่สิ่งที่จะคิดไปเองได้เลย

“แล้วทำอะไรมา ไส้กรอกคุณปลาหมึก?”

“ไม่ใช่เลย คราวนี้เป็นสุดยอด!” จับมือกันครั้งที่หนึ่งสองสามสี่แล้ว แบคคุงยังควบคุมหัวใจไม่ให้สั่นไม่ได้เลย “เราทำเองจริง ๆ นะ แต่ว่าแม่ช่วยเราเรื่องทำให้สุก เรายังไม่เก่ง”

“ทำมาให้ก็ดีใจมากแล้ว ขอบใจมากนะ แบคคุง”

“อื้อ…”

เมื่อกลับถึงห้องแล้วแบคคุงก็ไปจัดโต๊ะเพราะชันโยรุคุงบอกว่าจะมานั่งกินด้วยกัน ส่วนคนที่บอกนั้นกำลังบอกเพื่อนว่าวันนี้จะไม่ลงไปใช้บริการอาหารกลางวันของโรงเรียนเพราะว่าจะกินข้าวกับแบคคุง ทำเอาเซอิจิคุงกับไคคุงถามว่าแล้วเบนโตะของพวกฉันล่ะ ให้แบคคุงได้ยิ้มกลับไปและได้รับการโบกมือไล่จากไดจิคุง บอกว่าหิวข้าวแล้ว รีบไปสักที ฝากซื้อนมช็อกโกแลตด้วยหนึ่งกล่อง

“แฮมเบิร์ก?”

“อื้อ!” แบคคุงภูมิใจนำเสนออย่างถึงที่สุด “เราตั้งใจทำสุดฝีมือเลยนะ แต่…แต่ถ้าไม่ถูกปากก็อย่าฝืนกินนะ เราเข้าใจ”

“ไม่หรอก มันต้องถูกปากอยู่แล้วเพราะนายตั้งใจทำ”

“โอ๊ย กินสักที” ไดจิคุงที่ประจำที่แล้วเหมือนกันหยุดเราสองคนเอาไว้ “พูดเก่งกันเชียว ก่อนหน้านี้ล่ะไม่ยอมคุยกัน”

“ก็มัน…ไดจิคุงอ่ะ” เพื่อนรักของแบคคุงเอาข้าวคำแรกใส่ปากแล้ว “จะกินแล้วนะ ขอบคุณครับ”

แบคคุงเตรียมของมาทุกอย่าง เบนโตะของชันโยรุคุง ตะเกียบของชันโยรุคุง ถึงจะพูดว่าจะกินแล้วนะแต่ก็ยังถือตะเกียบเอาไว้กลางอากาศ รอให้ชันโยรุคุงได้เอาแฮมเบิร์กที่ตั้งใจทำเข้าปากแล้วบอกแบคคุงว่ามันเป็นอย่างไร ในขณะที่ไดจิคุงนั้นแบ่งแฮมเบิร์กในเบนโตะของแบคคุงไปหนึ่งส่วนสามแล้วเอาเทมปุระกุ้งมาวางไว้แทนที่ตามธรรมเนียมที่เราจะแบ่งกับข้าวกันเสมอ

“อร่อยไหมนะ?”

“ชันโยรุคุง อย่างแกล้งเรา” แบคคุงกินไม่ได้เลย มันตื่นเต้น “ถ้าไม่อร่อยเราก็เข้าใจเพราะว่าเราทำครั้งแรก แต่ต้องเขียนมาด้วยนะว่าขาดเค็ม ขาดหวาน ขาความกลมกล่อ—”

“อร่อยแล้วครับ รสชาติกำลังพอดี”

“…”

“ดีใจมากที่แบคคุงทำมาให้ ขอบคุณมากนะครับ”

กลับถึงบ้านแล้วแบคคุงจะกอดแม่ ขอบคุณแม่ห้าครั้งที่บอกให้แบคคุงใส่เกลือกับพริกไทยเพิ่ม เท่านั้นไม่พอ เติมลงไปอีกลูกชาย แบบนั้นแหละ

ชันโยรุคุงดูมีความสุขจริง ๆ เพราะการกินข้าวกลางวันร่วมกันนั้นบอกทุกอย่าง แบคคุงเองก็ไม่รู้ทำไมถึงหยุดพูดไม่ได้ กินข้าวเข้าไปหนึ่งคำ เคี้ยวให้แล้วกลืนลงไปก่อนจะพูดสิบประโยคแล้วก็ค่อยกินอีกคำ แนะนำผักดองของแม่ที่ชันโยรุคุงบอกว่าอร่อย ถึงจะจืดไปกว่าที่เคยได้กินก็ตาม และนั่นทำให้แบคคุงเล่าว่าคุณตากับคุณยายของแบคคุงเป็นเกษตรกรอยู่ต่างจังหวัด ไร่สวนของคุณตาคุณยายกว้างมาก ๆ และมันทำให้แบคคุงมีผักสดมาส่งที่บ้านทุกสัปดาห์ แม่จึงทำผักดองเองเพราะดองเพื่อรสชาติไม่ใช่เพื่อเก็บรักษาเพราะมีผักให้กินทุกวัน รสชาติจึงไม่ได้เข้มมาก นี่ก็เอาใส่กระปุกมาให้ไดจิคุงทุกวันจันทร์เลยนะ ไดจิคุงก็ชอบเหมือนกัน

“แล้ววันจันทร์หน้านายก็จะเอาผักดองมาสามกระปุกสินะ” ไดจิคุงรู้ทันแบคคุงแล้ว “แล้วเย็นนี้จะไปเที่ยวไหนกัน ฉันเดาถูกไหมว่าพวกนายจะไปเที่ยว”

“ไปกินแยมโรลส้ม” แบคคุงจะโดนลดทษให้กินสองชิ้น “ไดจิคุงไปด้วยกันได้นะ เนอะ?”

“ไม่ล่ะ พวกนายไปเดทกันเถอะ” ไดจิกินข้าวเสร็จคนแรกเพราะแบคคุงมัวแต่พูด เบนโตะจึงเหลือเกินครึ่ง “ฉันไปเข้าห้องน้ำก่อนนะ”

“เราไม่ได้จะ…จะไปเดทนะ…” พูดไปมองตามหลังไดจิคุงไปก่อนจะหันมาสบตาชันโยรุคุง “เอ่อ…ทำไมมองเราแบบนั้นล่ะ?”

“เราไม่ได้ไปเดทกันสินะ” สิ่งที่ชันโยรุคุงพูดให้ได้ยินทำให้รู้สึกแปลกใจ “แล้วถ้าฉันชวนไปเดท นายจะไปไหม?”

“เดทเหรอ?!” หายใจไม่ออกแล้ว! “แต่…แต่คนจะไปเดทกัน จะต้องเป็นแฟนกันนะ!”

“นั่นสินะ แล้วถ้าต้องเป็นแฟนกัน นายจะไปเดทกับฉันไหม?”

“…เรา…” คิดอะไรไม่ออกเลย สั่งให้ตัวเองคิดก็ยังคิดไม่ออก “เราไปได้ใช่ไหม?”

“อยากไปรึเปล่าล่ะ?”

“อยากสิ…” แบคคุงกระซิบ “เรา…เอ่อ…เราอยากไปเดทกับชันโยรุคุงนะ”

“ถ้าอย่างนั้นวันนี้ไปเดทกัน ตกลงไหม?”

“แล้วเรื่องทำโทษล่ะ ไม่ทำโทษแล้วเหรอ แล้วเราจะได้กินแยมโรลส้มกี่ชิ้น?”

“แบคคุงนี่…” ถึงจะโดนว่าแต่การโดนหยิกแก้มทำให้แบคคุงเขินอายที่สุด “ฉันจะซื้อกล่องใหญ่กลับบ้านให้ด้วย”

“ถ้าอย่างนั้นเราจะซื้อกล่องใหญ่ให้ชันโยรุคุงเหมือนกันนะ ขอบคุณที่เรา…เรา…เอ่อ…ได้ไปเดทกัน ขอบคุณนะ”

“ครับ ไปเดทกันนะ”

ไม่เคยนึกฝันว่าแบคคุงจะได้ใช้คำว่าเดทร่วมกับชันโยรุคุงคนนี้ คนที่เขาเฝ้ามองมาเสมอ ผู้ชายแสนมีเสน่ห์ที่มองไปแล้วก็ต้องคิดว่าดูดีที่สุด ใครจะผมยุ่ง ๆ แล้วหล่อได้เท่าชันโยรุคุงนะ ยิ่งเวลายิ้มแล้วความหล่อก็กลายเป็นความน่ารัก ยิ่งมองก็ยิ่งมีความสุข มองแล้วก็ทำให้ยิ้มออกมาได้อย่างสุขใจ

คนที่อาหารโปรดคือแฮมเบิร์กนั้นอาสาล้างกล่องเบนโตะให้เพราะแบคคุงเป็นเจ้าของเบนโตะ เราคุยกันอย่างจริงจังว่าชันโยรุคุงจะซื้อพุดดิ้งสองถ้วยมาคืนให้แบคคุงในเช้าวันพรุ่งนี้ และแบคคุงก็บอกว่าพรุ่งนี้จะทำเบนโตะมาให้อีก ชันโยรุคุงเลยบอกว่า…ถ้าอย่างนั้นพรุ่งนี้ไปเดทกัน มีกิจกรรมอีกมากมายที่เราจะทำด้วยกันได้ แบคคุงบอกไปว่าพรุ่งนี้อยากกินไอศกรีมเนยถั่ว และชันโยรุคุงก็พยักหน้ากลับมาด้วยรอยยิ้ม

คิดอะไรอยู่นะ เวลาที่สบตากันแบบนี้ ชันโยรุคุงจะกำลังคิดอะไรอยู่ แต่ถ้ายิ้มให้แบคคุงแบบนี้…

เราต้องกำลังมีความสุขเหมือนกันแน่ ๆ เลย

 

 

 

 

 

 

แยมโรลส้มตรงหน้าทำให้หัวใจของแบคคุงสั่นทั้งท้องยังร้องโครกในแบบที่ทำให้คนที่นั่งอยู่ตรงข้ามกันหลุดหัวเราะออกมา

นึกไปว่าอาจจะเป็นแยมส้มชั้นดีจากจังหวัดเอฮิเมะที่ทาลงบนสปันจ์หนานุ่ม ม้วนจนกลายเป็นแยมโรลแสนอร่อย แต่สิ่งที่เห็นตรงหน้ากลับเป็น…แบคคุงคิดว่ามันจะต้องเป็นลูกผสมระหว่างแยมโรลกับครีมโรล เพราะมันเป็นสปันด์เค้กที่ทาแยมส้มลงไป ตามด้วยครีมสด วางส้มสดลงไป และตามด้วยครีมสดอีกชั้น ก่อนจะม้วนจนกลายเป็นโรลยักษ์ที่ทำให้แบคคุงตาค้างอยู่อย่างนี้ นี่มันสุดยอดโรลส้ม

“ว่าไง จะกินกี่ชิ้น?”

“เราคิดว่าเรา…เราไหว!” ใจมันมุ่งมั่น จะต้องกินให้ชันโยรุคุงดู “สั่งมาแล้วสองชิ้น…เอาสตรอว์เบอร์รี่อีกชิ้นหนึ่งนะ หรือว่าชันโยรุคุงอยากกินอะไร?”

“สั่งมาเถอะ ฉันกินอันที่นายอยากกินนั่นแหละ”

“ถ้าอย่างนั้นให้ชันโยรุคุงเลือกเครื่องดื่มนะ” เราจะต้องเท่าเทียมกัน “เราเอาเหมือนชันโยรุคุง”

“ชาแอปเปิ้ล โอเคไหม?”

“โอเค!” วันนี้เป็นวันผลไม้ และแบคคุงหยุดเสียงดังไม่ได้เพราะว่าตื่นเต้น “เรากินเค้กโรลด้วยกันนะ อย่าให้เรากินคนเดียว เดี๋ยวหมด”

การสั่งขนมนั้นต้องสั่นหน้าเคาน์เตอร์ ชันโยรุคุงนั้นรับหน้าที่นี้ในขณะที่แบคคุงนั้นยังคงหยุดสายตาของตัวเองไว้ที่เค้กโรลหลากชนิดในตู้กระจก อยากกินทุกอย่างเลย แต่คิดไว้ว่าจะต้องซื้อเค้กโรลสตรอว์เบอร์รี่กลับบ้านให้ชันโยรุคุง เป็นผู้ชายรสสตรอว์เบอร์รี่

แบคคุงเป็นคนเลือกโต๊ะ และเขาตัดสินใจเลือกโต๊ะที่เป็นโซฟาที่เป็นมุมสำหรับหนึ่งถึงสองที่ ชันโยรุคุงบอกให้เขาขยับเข้าไปนั่งในโซฟา ในขณะที่ชันโยรุนั่งเก้าอี้ตรงข้ามเขา แนะนำว่าร้านขนมอบที่อยู่อีกฟากของถนนก็อร่อยเหมือนกัน

“เอาไว้ชันโยรุคุงพาเราไปนะ” ชาแอปเปิ้ลที่มาเสิร์ฟอร่อยมาก “ได้ไหม?”

“ได้อยู่แล้ว” ชันโยรุคุงทำให้แบคคุงหัวใจสั่นไหวเพราะนิ้วก้อยที่ยื่นมาตรงหน้า “ฉันสัญญา”

“เราก็สัญญานะ” ไม่ลังเลใจเลยที่จะยื่นนิ้วก้อยของตัวเองออกไป “เราจะไม่…ไม่หันหลังให้ชันโยรุคุงอีกแล้ว เราจะเป็นเพื่อนที่ดี”

“ไหนบอกว่าคนมาเดทกันต้องเป็นแฟนกันไง ทำไมถึงบอกว่าเป็นเพื่อนล่ะ?”

“เอ่อ...” แบคคุงหายใจไม่ทัน “เรา…กินเค้กโรลกันนะ โอ้โห!”

เค้กโรลสามชิ้นใหญ่ที่มาเสิร์ฟช่วยหัวใจของแบคคุงเอาไว้ไม่ให้วายไปเสียก่อน ในขณะที่แบคคุงความคิดติดขัดทั้งยังพูดอะไรออกมาไม่ถูก ชันโยรุคุงกลับถามได้อย่างชัดเจนโดยไม่มีอ้อมค้อม ตักเค้กโรลคำใหญ่เข้าปากไปแล้วอย่างจะส่งเสียงออกมาว่าอร่อยก็ยังรู้สึกว่าทำไม่ได้…

ไม่รู้ว่าที่ตัดบทไปจะทำให้ชันโยรุคุงรู้สึกไม่ดีรึเปล่า…

“ชันโยรุคุง…”

“หืม?” การตอบรับมาพร้อมกับการป้อนสตรอว์เบอร์รี่ลูกโตเข้าปากแบคคุง “อย่าคิดมาก ไม่เป็นไร”

“ไม่ใช่นะ” แบคคุงกลืนสตรอว์เบอร์รี่ลงไปแล้ว “เรา…เขินน่ะ”

“ฉันเข้าใจ ถึงได้บอกว่าอย่าคิดมากไง” รอยยิ้มของชันโยรุคุงทำให้หัวใจของแบคคุง “ฉันได้ยินนะ ที่นายบอกว่าชอบฉันเมื่อเช้าน่ะ”

“…”

“กินเถอะ กินให้หมดเลยนะ”

“อะ…อื้อ…”

แก้มต้องแดงแล้วแน่ ๆ หูของแบคคุงก็คงจะแดงด้วย แต่ถึงอย่างนั้นแบคคุงก็วางมือของตัวเองลงบนมือของชันโยรุคุงที่วางอยู่บนโต๊ะ ถ้าได้ยินแล้วถึงจะทำเป็นปิดบังไปก็ไม่มีประโยชน์ นึกถึงความคิดของตัวเองเมื่อเช้าว่าจะไม่โกหก ก็หัวใจบอกว่าชอบจริง ๆ นี่หน่า

หรือว่ามันจะมากกว่าคำว่าชอบไปแล้ว แบคคุงก็ไม่แน่ใจตัวเองเหมือนกัน

“เรากินนี่ได้หมดทั้งชิ้นเลยนะ ชันโยรุคุงเชื่อไหม?”

“เชื่อครับ” คนตอบหัวเราะเมื่อเห็นว่าแบคคุงจะกินเค้กโรลหนึ่งส่วนสี่ชิ้นให้ดู “ต้องเคี้ยวด้วยนะ ดื่มชาตามด้วยจะได้ไม่ติดคอ”

“ได้เลย เราจะกินแล้วนะ!”

“ครับ…” ชันโยรุคุงมองแบคคุงกินด้วยสายตาที่เขาเคยเห็นว่าพ่อมองเขาแบบนี้เวลาที่เขากินไก่ทอดเข้าไปทั้งชิ้น ทั้งยังส่งแก้วน้ำชาให้ดื่ม “อร่อยไหม แบคคุง?”

“อร่อยมาก!” เค้กโรลส้มลงไปอยู่ในท้องแล้ว “ทำไมไม่กินล่ะ เราป้อนไหม?”

แบคคุงตักเค้กโรลสตรอว์เบอร์รี่คำใหญ่ส่งเข้าปากชันโยรุคุงที่เอนตัวมาข้างหน้าเพื่อรับขนมไป ระหว่างการกินขนมแสนอร่อยของเราชันโยรุคุงที่พูดไม่เก่งเท่าแบคคุงก็ได้มีโอกาสเล่าว่าส่วนตัวแล้วได้มีโอกาสไปกินร้านขนมร้านนั้นร้านนี้เพราะว่าเป็นงานอดิเรกของแม่ เลยได้รู้จักร้านมากมายที่อยู่ในละแวกใกล้ไกล รู้ว่าร้านไหนอะไรอร่อย ร้านไหนจัดอยู่ในเกณฑ์ที่ดีหรือร้านไหนมีดีแค่หน้าตา เอาไว้ในวันข้างหน้าถ้าแม่ของชันโยรุคุงชวนไปที่ไหน แบคคุงจะได้ไปด้วย ถือโอกาสชวนครั้งนี้เพียงครั้งเดียวแต่ต้องไปทุกครั้ง

“เราไปได้เหรอ ไปกับคุณแม่…”

“ได้อยู่แล้ว ชวนแม่นายมาด้วยก็ได้” คราวนี้เป็นแบคคุงที่ได้รับเค้กโรลชิ้นใหญ่ มั่นใจว่าเข้าปากได้ทั้งหมด “ตกลงแล้วนะ ไม่ตกลงก็จะบังคับ”

“ไม่ได้บังคับหรอก เพราะว่าตกลง” ยิ้มกว้างที่สุด! “เราอยากไปเที่ยวกับชันโยรุคุงเยอะ ๆ เลย ว่าแต่…พรุ่งนี้อยากกินอะไรเหรอ เบนโตะน่ะ”

“ที่นายอยากกินนั่นแหละ ทำมาได้เลย”

“หมูซอสขิง เดี๋ยวเราบอกแม่เราก่อน เผื่อแม่ไปซื้อของ” แบคคุงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากด “เดี๋ยวเราจะช่วยแม่ทำ เราจะทำไข่ม้วน ถ้าม้วนเละหน่อยชันโยรุคุงจะว่าไหม?”

“จะว่าทำไม เละหน่อยแล้วอร่อยไหมล่ะ?”

“ไม่รู้เหมือนกัน ยังไม่ได้ทำเลย” ทำก็ไม่เป็นด้วย แต่แบคคุงไม่ได้พูด “พุดดิ้งช็อกโกแลตนะ พลาดไม่ได้เลยนะ”

การออกจากร้านมือเปล่าไม่เกิดขึ้นกับแบคคุงเพราะชันโยรุคุงซื้อเค้กโรลชิ้นยักษ์ใส่กล่องกลับบ้านให้ พอจะซื้อให้บ้างอย่างที่พูดเอาไว้ชันโยรุคุงก็ไม่ให้ซื้อ บอกว่าเก็บเอาไว้ในวันพรุ่งนี้เพราะว่าเราก็จะไปด้วยกัน สิ่งที่ได้ทำจึงเป็นการเดินออกจากร้านในแบบที่ถูกจับมือเอาไว้ ไถ่ถามกันว่ากลับบ้านอย่างไร แบคคุงเลยบอกว่าเราจะนั่งรถไฟใต้ดินก็ได้ หรือว่าเราจะนั่งรถประจำทางก็ได้

“วันนี้เราจะนั่งรถประจำทางนะ คนไม่น่าจะเยอะ” แบคคุงคิดเอาไว้แล้วเพราะป้ายรถประจำทางที่มารอตอนนี้ก็ไม่มีคน แล้วก็คิดว่าจะซื้ออมยิ้มให้ชันโยรุคุงด้วย “แล้วชันโยรุคุงกลับบ้านยังไงเหรอ?”

“ฉันจะไปส่งนายก่อน แล้วจะนั่งรถไฟใต้ดินกลับน่ะ”

“ถ้าจะไปส่งแล้วเราจะไปซื้ออมยิ้มให้—” ไม่ทันแล้ว! “ไม่ใช่นะ เราไม่ได้จะไปซื้ออมยิ้ม!”

“เป็นเด็กเป็นเล็กหัดโกหก หัดมีความลับ”

“ไม่นะ เราไม่โกหก เราไม่มีความลับ ไดจิคุงก็รู้ว่าเราจะซื้อให้…”

“ตกลงจะซื้อหรือว่าจะไม่ซื้อ อมยิ้มน่ะ?”

“ซื้อ…” แบคคุงปวดหัวกับตัวเองแล้ว “ไม่ได้เซอร์ไพรส์เลย…”

“พรุ่งนี้ฉันจะซื้อเค้กช็อกโกแลตให้นายด้วยเหมือนกัน ไม่เซอร์ไพรส์แล้ว โอเคไหม?”

“โอเคสิ เราจะกินเค้กช็อกโกแลตด้วยกันตอนกลางวัน” ไดจิคุงก็จะได้กินด้วยกัน เซอิจิคุงกับไคคุงด้วย เราจะต้องแบ่งให้ทั่วถึง “ชันโยรุคุงรอรับอมยิ้มจากเราด้วยนะ”

“รูปหัวใจด้วย”

“ได้เลย พรุ่งนี้ชันโยรุคุงจะได้หัวใจห้าดวงเลย”

“อยากได้ดวงเดียว” คนที่ยืนจับมือกันอยู่มี่ป้ายรถประจำทางหันมาสบตากัน ทำให้หัวใจของแบคคุงเริ่มเต้นในจังหวะที่แปลกไปในทางที่ดี “…ของแบคคุง”

“…หัว…หัวใจเราเหรอ” แบคคุงไม่แน่ใจนัก “ถ้าเอาไปแล้วเราจะใช้หัวใจที่ไหนล่ะ ถ้าไม่มีหัวใจเราจะตายนะ หรือชันโยรุคุงหมายความแบบไหน…”

“ไม่ตายหรอก เอาหัวใจของฉันไปใส่ไว้แทน แลกกัน”

“แลกหัวใจ…”

“ใช่ แลกหัวใจกัน” ชันโยรุคุงบีบมือของแบคคุงแน่น “ให้หัวใจของนายกับฉัน…ได้ไหม?”

“…”

“ฉันอยากให้นายรับหัวใจของฉันเอาไว้นะ”

เมื่อรถประจำทางเข้ามาจอดเทียบป้ายแล้ว แบคคุงก็ได้ก้าวเท้านำชันโยรุคุงขึ้นไปบนรถ นั่งเคียงข้างกันทั้งยังกุมมือไม่ห่าง เพียงแต่ระหว่างเรานั้นไร้ซึ่งบทสนทนาใด ๆ และมันทำให้แบคคุงได้คิด แบคคุงรู้และเข้าใจความรู้สึกของตัวเองดีจนไม่ต้องทบทวนอะไรอีกแล้ว เพียงแต่ตอนนี้เขากลับคิดถึงคนที่นั่งอยู่ข้างกัน…และคิดถึงคำพูดของเพื่อนรักว่าชันโยรุคุงชอบนายเหมือนกัน ถ้าหากว่าฉันพูดผิด ฉันยอมถอดกางเกงวิ่งรอบสนามฟุตบอล…

คำว่าแลกใจแบบนั้น…ทำไมแบคคุงถึงได้สมองช้าแบบนี้นะ พอคิดอย่างถี่ถ้วนว่ามันหมายความว่าอย่างไรใบหน้าของเขาก็แดงก่ำ ถ้าหากว่าเป็นเขาที่เป็นคนพูดประโยคนั้น มันคงจะถูกพูดออกไปในช่วงเวลาแห่งการสารภาพรัก แล้วชันโยรุคุง…

ไม่จำเป็นต้องคิดอะไรซับซ้อนด้วยซ้ำ ถ้าไม่ได้รู้สึกอะไรก็คงจะไม่กุมมือของแบคคุงเอาไว้แบบนี้ ทั้งยังยิ้มให้อย่างอ่อนโยนแม้ว่าแบคคุงจะไม่ได้ให้คำตอบกับคำถามนั้นของชันโยรุคุงก็ตาม

บ้านของแบคคุงไม่ได้ไกลจากร้านที่มาใช้บริการมากนัก เพียงสิบห้านาทีเขาก็มาถึงป้ายรถประจำทางใกล้บ้าน ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะว่าการจราจรบนถนนไม่ได้ติดขัด วิ่งได้ด้วยความเร็วมาตรฐาน ชันโยรุคุงเองก็ก้าวลงจากรถทั้งยังบอกให้แบคคุงระวังพื้นต่างระดับ กลัวว่าจะหกล้มเอาได้

“ชันโยรุคุง…” แบคคุงตัดสินใจเรียกอีกฝ่ายในขณะที่เรากำลังเดินเข้าไปในถนนเส้นเล็กที่มุ่งหน้าไปสู่บ้านของเขา ถึงแม้ว่ามันจะเป็นเพียงกระซิบก็ตาม “เรา…ชอบ…ชันโยรุคุงนะ”

เท้าทั้งสองคู่หยุดลงตรงนั้นเอง

“ตอนที่เราเห็นแบบนั้น เราเจ็บที่หัวใจที่สุด แล้ว…เราก็กลัวว่าความรู้สึกของเราจะทำให้ชันโยรุคุงลำบากใจ แต่ตอนนี้…สิ่งที่ชันโยรุคุงถามเราก่อนขึ้นรถประจำทางมา เรา…ยินดีที่สุด…”

“…”

“แลกหัวใจกัน” แบคคุงสบตากับชันโยรุคุงด้วยความกล้าและความรู้สึกที่เต็มเปี่ยม “ชันโยรุคุงเองก็รับหัวใจของเราเอาไว้ด้วยนะ”

ราวกับเป็นกลไกของร่างกายที่หลับตาลงโดยสัญชาตญาณเมื่อชันโยรุคุงโน้มตัวลงมา ขยับเข้ามาใกล้แบคคุงจนรู้สึกได้ถึงลมหายใจที่รินรดซึ่งกันและกัน ก่อนที่สัมผัสนุ่มนวลจะเกิดขึ้นบนริมฝีปากให้หัวใจได้ทำงานอย่างหนัก

ถึงแม้จะเป็นเพียงเสี้ยววินาที แต่แบคคุงจะไม่มีวันลืมวันนี้ไปได้เลย

“คบกันนะ แบคคุง” เสียงทุ้มที่กระซิบลงมาที่ข้างหูทำให้มือของแบคคุงบีบมือของชันโยรุคุงแน่น “ฉันเองก็กลัวมาตลอด กลัวว่าถ้าเข้าหานายมากเกินไปแล้วจะทำให้นายอึดอัด อยากจะให้เรื่องของเราค่อยเป็นค่อยไป แต่มัน…พอเกิดเรื่องนี้ขึ้นฉันถึงได้เข้าใจว่าฉันรอต่อไปไม่ได้แล้ว”

“ชันโยรุคุง…”

“แต่ถ้านายยังไม่พร้อม ถ้ารู้สึกกดดัน ฉันยินดีรอนายเสมอ ขอแค่นายบอกฉัน…”

“ไม่เอา เรา…เราพูดว่าชอบไปแล้ว” แบคคุงจะซื่อตรงต่อตัวเองให้มาก ถึงแม้จะหายใจไม่ออกแล้วก็ตาม “เราไปเดทกัน เราจะทำอะไรด้วยกันอีกตั้งเยอะ เราต้องเป็นแฟนกันแล้วนะ”

“แบคคุง…” สัมผัสเบา ๆ ที่ข้างแก้มทำให้หัวใจแทบระเบิด “ถ้าอย่างนั้น…เป็นแฟนของชันโยรุแล้วนะครับ”

“อื้อ…” แก้มก็จะระเบิดเหมือนกัน แต่ว่ามันมีความสุขที่สุดเลย “ชันโยรุคุงก็…ก็เป็นแฟนเรานะ”

“…”

“แลกใจกันแล้ว ต้องกินข้าวเยอะ ๆ ห่มผ้าอุ่น ๆ ไม่สูบบุหรี่แล้วนะ เดี๋ยวหัวใจเราไม่สบาย”

“ครับ…” รอยยิ้มที่มาพร้อมกับเสียงหัวเราะเบา ๆ ยิ่งทำให้อิ่มเอม “จะดูแลให้ดีที่สุด…”

“เราก็จะดูแลตัวเอง จะดูแลหัวใจของชันโยรุคุงให้ดี เราจะออกกำลังกายด้วยนะ หัวใจจะได้แข็งแรง”

แก้มข้างขวาถูกจูบอย่างแผ่วเบาอีกครั้งจนทำให้เขินอายแต่ก็ไม่ผละห่างเมื่อชันโยรุคุงจับจูงมือของแบคคุงด้วยความชิดใกล้เพื่อพาไปส่งให้ถึงจุดหมาย หน้าบ้านของแบคคุงที่มีต้นไม้เล็ก ๆ ของพ่อปลูกเอาไว้ และคำสัญญาว่าจะรอชันโยรุคุงโทรมาหาเมื่ออีกฝ่ายถึงบ้าน วันนี้เราจะทำการบ้านด้วยกัน แล้วเราจะนอนคุยกันเพื่อเป็นกำลังใจในการนอนหลับสนิทเพื่อตื่นมาเจอเช้าวันพรุ่งนี้ที่จะได้อยู่ด้วยกัน

แผ่นหลังกว้างและผมสีดำสนิทที่ยุ่งอยู่เสมอ แบคคุงมองตามไปด้วยความรู้สึกเกินคาดฝัน ผู้ชายแสนดีที่ทำให้เขามีความรู้สึกอย่างเต็มใจและยินดีอย่างยิ่งที่ต่อจากนี้เราจะได้ใช้เวลาไปด้วยกัน

จะเผชิญหน้า จะรับฟัง จะจับมือให้แน่น จะไม่วิ่งหนีไปไหนอีกแล้ว

ด้วยรอยยิ้มแบบนี้ ด้วยความสุขแบบนี้…

รักนะ…ชันโยรุคุง 

 

 

 

 

 

(never end.)

#ดซชานแบค

 

 

 


 

 

 

好きなんだ (อ่านว่า sukinanda) แปลว่ารักนะ ค่ะ

เรื่องนี้มีแรงบันดาลใจจากเพลงชื่อเดียวกันเลย ลองหาฟังกันได้นะคะ น่ารักมากๆ

ช่วงนี้ไม่มีไฟเลยค่ะ รู้สึกว่าแต่งฟิคได้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่

หรือว่ามันหนาวแล้วขี้เกียจคะ อันนี้ไม่แน่ใจ

สวัสดีปีใหม่ล่วงหน้านะคะ ขอให้มีความสุขกับทุกสิ่งที่ได้ลงมือทำค่ะ

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 359 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

6,131 ความคิดเห็น

  1. #6119 dewwiizodiac (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 4 ธันวาคม 2563 / 16:22
    ละมุน น่ารัก และยาวจุใจมากๆเลย ขอบคุณค่า
    #6,119
    0
  2. #6080 หนูเน่าา (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 12 พฤศจิกายน 2563 / 18:35
    ฟิลกู๊ดมากค่ะไรท์~~
    #6,080
    0
  3. #5547 `babyboiboi (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 21 มีนาคม 2562 / 21:46
    น่ารักมากกกกกก ;_;
    #5,547
    0
  4. #5413 KaRToon_HH (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2562 / 11:19
    น่ทรักที่สุดเลย
    #5,413
    0
  5. #5347 OumBoontarik (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 30 มกราคม 2562 / 02:27
    งุ้ยยย น่ารักมากกกมากกกกก
    #5,347
    0
  6. #5151 AMPjatuporn (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 21 ธันวาคม 2561 / 01:11
    น่ารักมากๆเลยค่ะชอบมากๆเลย ;___;
    #5,151
    0
  7. #5030 yeolcon (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 16 ธันวาคม 2561 / 00:30
    กลับมาอ่านอีกแล้ว แบคคุงคือน่ารักมาก มากจนบรรยายมาไม่หมดแงง めっちゃ可愛い!!!!!
    #5,030
    0
  8. #4983 #1day1fiction (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 15 ธันวาคม 2561 / 17:34
    กรี้ดดดด ฮื้อออออ มันดีมากเลยค่ะะะ;-;
    #4,983
    0
  9. #4834 mbas2 (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 9 ธันวาคม 2561 / 22:49
    งื้ออน่ารักมากๆ-//-
    #4,834
    0
  10. #4534 XMCB_BB (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 21 พฤศจิกายน 2561 / 23:09

    ตอนทะเลาะกันนี่จี๊ดๆที่หัวใจตามเลยอะ แต่พอปรับความเข้าใจกันแล้วก็ยิ้มแก้มปริตามเลยเรา น่ารักมากกกกกกกเลย อีกอย่างพอเป็นแฟนกันแล้วก็น่าหมั้นไส้ขึ้นมาทันทีทันใดเลยนะจ๊ะ555
    #4,534
    0
  11. #4410 Park Nokia. (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 25 ตุลาคม 2561 / 12:36
    น่ารักอ่าาา
    #4,410
    0
  12. #4393 parkxbyun (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 20 ตุลาคม 2561 / 12:51
    น่ารักมากชอบมากค่ะ แนวญี่ปุ่นแบบสัมผัสได้เลย ชันโยรุดีมากกกก แบคคุงเบอร์รี่ก็น่ารัก
    #4,393
    0
  13. #3884 heykiki (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 19 สิงหาคม 2561 / 21:50
    เป็นอีกเรื่องที่ชอบ น่ารักมากกกกก ชอบแนวญี่ปุ่นมากเลยยย
    #3,884
    0
  14. #3859 Park Hyun (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 7 สิงหาคม 2561 / 14:51
    แบคคุงเบอร์รี่ น่ารักมากกกกกกๆๆๆๆๆ
    #3,859
    0
  15. #3856 geejajaa (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 6 สิงหาคม 2561 / 00:43
    แบคคุงน่ารักมากกกกก กว่าจะลงเอยกัน ได้ ใจตุ้มๆต่อมๆเพราะแบคฮยอน ใสซื้อมากกกก แต่ก็น่ารักมากเช่นกัน
    #3,856
    0
  16. #3783 นี่น้องไงคะ (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 2 สิงหาคม 2561 / 14:00
    น่ารักมากกกกก แบคคุงงงงง
    #3,783
    0
  17. #3763 mmmr2545 (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 21 กรกฎาคม 2561 / 23:58
    น่ารักกกกก
    #3,763
    0
  18. #3561 empty XOXO (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 28 มิถุนายน 2561 / 16:24

    น่ารักกกกมากกกกเขินมากกกกโอ๊ยยยน

    #3,561
    0
  19. #3554 Jinnyjan (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 27 มิถุนายน 2561 / 10:52

    น่ารักมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ชอบอ่านมากค่ะ อบอุ่นหัวใจ มีความสุขจัง

    #3,554
    0
  20. #3538 S.takky (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 24 มิถุนายน 2561 / 15:40
    ฮื่ออออออ ชอบมากเลยยิ่งนึกถึงบรรยากาศของญี่ปุ่นยิ่งโรแมนติก เจ้าแบคคุงน่ารักมากๆ
    #3,538
    0
  21. #3535 BYUN (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 24 มิถุนายน 2561 / 14:23
    หลายอารมณ์มาก อ่านไปยิ้มๆ น้ำตาไหล ยิ้มบานนน ชอบมากกกกก ละมุนสุด น้องแบคใสซื่อซะจนอยากเอามาเลี้ยงที่บ้าน
    #3,535
    0
  22. #3398 cheerchanbaek (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 10 มิถุนายน 2561 / 15:37
    กลับมาอ่านรอบที่ร้อนล้านล้าน 555555 โอยยยย เขิน+ร้องไห้เหมือนเดิม ตอนเดิมด้วยนะ ทุกอย่างวนลูปเหมือนเดิมเลยจ้าาาาาาา รักฟิคเรื่องนี้มากเลยน ฮื่อออ
    #3,398
    0
  23. #3199 Monmanee (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2561 / 07:10
    งือออ ทั้งเส้าทั้งเขิน อบอุ่นหัวใจอีก ฮือออออ ชอบมากกก แบคคุงน่ารักกกก ;-;
    #3,199
    0
  24. #3175 คุณนู๋โบว์ จอมซ่า (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 18 พฤษภาคม 2561 / 17:30
    แบคน่ารักมากเลยยยย
    #3,175
    0
  25. #3015 ชานอย่าแกล้งน้อง (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2561 / 09:14
    ชอบความใจและใจ แบคคุงน่ารักมากกกกกกก อยากบีบบบบบบ
    #3,015
    0