(exo) SF/OS|Fill your heart with my DAISY ❁ Chanbaek

ตอนที่ 10 : ❁ sth—that i want to ask you

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 26,561
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 588 ครั้ง
    30 ต.ค. 63

 

 

 

 

♡ sth—that i want to ask you

if your heart beating, It’s love


 

‘ชานเลี่ย มานี่เร็ว’

‘ครับ คุณน้า’

เด็กหนุ่มวัยเก้าปีเศษก้าวเท้าเข้าไปหาคุณน้าที่นอนแย้มยิ้มอยู่บนเตียงผู้ป่วยของโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง พร้อมกับอีกหนึ่งชีวิตที่ตอนนี้หลับตาพริ้มอยู่ในอ้อมอกของผู้เป็นแม่

‘นี่น้องชายของชานเลี่ยนะ น้องป๋ายเซียน’

ตากลมโตจ้องมองเด็กทารกในอ้อมกอดของผู้ที่ตนเรียกว่าน้าอย่างสนอกสนใจ

‘ตั้งแต่วันนี้ไป...น้าฝากเราดูแลน้องด้วยนะ’

บ้านของชานเลี่ยกับบ้านของคุณน้าเฟยหลิงนั้นอยู่ภายในรั้วเดียวกัน ตั้งแต่จำความได้ชานเลี่ยก็เดินตามคุณน้าเฟยหลิงไปกินฮวดโก้ยโดยมีแปะก๊วย สุนัขพันธ์เซนต์เบอร์นาร์ดตัวยักษ์วิ่งตามไปด้วย

ชานเลี่ยรู้จักคุณน้าเฟยหลิงกับคุณน้าหานชิงมาตั้งแต่เกิด เมื่อก่อนคิดว่าเป็นคุณน้าแท้ๆ ก่อนที่แม่จะแก้ไขความเข้าใจผิดให้ว่าแท้จริงแล้วนั้น แม่กับน้าเฟยหลิงเป็นเพื่อนสนิทกัน บ้านอยู่รั้วติดกันมาตั้งแต่ยังเป็นเด็กตัวเท่าชานเลี่ย ความสนิทกันที่เปลี่ยนให้คำว่าเพื่อนกลายเป็นพี่น้องนั้น ทำให้มีใจคิดที่จะอาศัยอยู่ใกล้กัน ไม่แยกจากกันไปไหน พอเติบโตขึ้น ต่างฝ่ายต่างสร้างครอบครัวและได้รับที่ดินผืนนี้มาเป็นมรดก จึงตัดสินใจว่าจะปลูกบ้านอยู่ด้วยกัน

เขาเป็นเด็กคนเดียวในบ้านมาตลอด เพื่อนคนแรกในชีวิตคือแปะก๊วย สุนัขตัวโตที่อยู่มาก่อนที่ชานเลี่ยจะเกิดเสียด้วยซ้ำ ตอนที่แม่รู้ตัวว่ามีเขาอยู่ในท้อง ก็เข้าปีที่สามที่แปะก๊วยมาเป็นสมาชิกของบ้านเราพอดี ตามด้วยซื่อชวินที่มาสนิทกันตอนประถมหนึ่งเพราะนั่งเรียนข้างกัน จากนั้นก็เป็นอี้ฟานที่ย้ายเข้ามาตอนประถมสอง รู้จักกันได้เพราะชวนมาเตะฟุตบอลด้วยกันตอนเย็น เลยกลายเป็นเพื่อนกันไปโดยปริยาย

จนกระทั่งวันหนึ่งที่ชานเลี่ยกำลังนั่งเล่นรถบังคับอยู่ในบ้าน น้าเฟยหลิงก็วิ่งพรวดพราดเข้ามาก่อนจะกอดชานเลี่ยเอาไว้แน่นจนรู้สึกอึดอัด เขาไม่รู้ว่าทำไมน้าถึงได้ทำแบบนี้ แต่พอรู้สึกถึงความเปียกชุ่มที่หัวไหล่ของตนเอง ความอึดอัดได้แปรเปลี่ยนเป็นความสงสัยว่าน้าเป็นอะไร ทำไมถึงต้องร้องไห้

‘ใครทำอะไรน้าเหรอครับ?’ เขาถามด้วยความสงสัยและกังวลใจ ใครมาทำให้คุณน้าของเขาต้องร้องไห้กันหรือ

‘ไม่มีใครทำอะไรน้าหรอกจ้ะ น้ากำลังดีใจมากต่างหาก’ น้าเฟยหลิงยิ้มกว้างให้เขาทั้งที่น้ำตาเปรอะเปื้อนเต็มใบหน้า ‘ชานเลี่ยกำลังจะมีน้องแล้วนะ...’

‘ท้องแล้วเหรอเฟยหลิง!’

แม่ของชานเลี่ยที่ถือถาดใส่กาน้ำชากับแก้วมาวางถาดเสียงดัง ก่อนจะวิ่งเข้ามากอดเพื่อนของตัวเองโดยที่ชานเลี่ยไม่เข้าใจเลยสักนิดว่าแม่กับน้าดีใจเรื่องอะไรกัน เขาไม่เข้าใจเรื่องที่เขาจะมีน้องด้วย เขาจะมีน้องได้อย่างไร ในเมื่อตรงนี้มีแค่เขากับแปะก๊วยเพียงเท่านั้น

แต่พอได้เห็นหน้าน้องครั้งแรก ชานเลี่ยก็เข้าใจ ยิ่งตอนที่เราสบตากัน ชานเลี่ยถึงได้รู้ว่าไม่ใช่แค่คุณพ่อคุณแม่หรือคุณน้าทั้งสองหรอกที่มีความสุข…

ชานเลี่ยเองก็มีความสุขเหมือนกัน

‘พิชันเยี่ย ป๋ายจะเยายันนี้!’

‘แม่ให้พี่พาเรามาเดินเล่นนะ’

‘ป๋ายจะเยา จะเยายิ้มยิ้ม!’ เขามองเด็กที่พยายามกระโดดเท่าที่ขาป้อมสั้นของตัวเองจะทำได้ กลัวจะล้มก็ไม่ต้องเพราะระยะห่างจากพื้นกับเท้านั้นแทบจะไม่ต่างกับตอนที่ยืนอยู่เฉยๆ

‘พี่ไม่ได้หยิบเงินออกมา แปะก๊วยก็ไม่มีเงิน’

‘โฮ่ง!’

‘ยิ้มยิ้มอ่ะ จะเยายิ้มยิ้ม!’ เด็กชายป๋ายเซียนเริ่มเบะปากดิ้นซ้ายดิ้นขวา ก่อนที่จะชี้มือไปที่กล่องอมยิ้มในร้านขายของที่เดินผ่าน ‘ยิ้มยิ้ม! ยิ้มยิ้ม!’

‘ถ้าป๋ายดื้อ วันนี้พี่จะไม่ไปนอนด้วยนะ’

คำขู่ที่พูดออกไปทำเอาเด็กน้อยหยุดชะงัก ใบหน้ากลมที่มีแก้มเป็นซาลาเปาสองลูกเงยขึ้นมามองเขา

‘แปะก๊วยก็ไม่ไป ป๋ายต้องนอนคนเดียวนะ ถ้ามีกุ๊กกู๋—’

‘ไม่เยาแล้ว ไม่ยิ้มแล้ว’ เด็กตัวเล็กเดินเตาะแตะ ยกแขนทั้งสองข้างขึ้นตรงหน้าพี่ชายของตัวเอง ‘ยุ่มยุ่ม!’

ชานเลี่ยทำตามคำขอของน้องด้วยการอุ้มเด็กตัวอ้วนกลมไว้ในอ้อมแขน เช่นเดียวกับน้องที่ซบลงที่ไหล่ของเขา กระซิบกับเขาเบา ๆ เพราะกลัวกุ๊กกู๋จะได้ยินว่า ‘พี่ชานเยี่ยไปนอนกับป๋ายนะ ป๋ายไม่เยากุ๊กกู๋’ เขาเองก็เอนลงไปซบน้องเป็นคำตอบ ก่อนจะพากันเดินกลับบ้านโดยมีแปะก๊วยวิ่งนำทางให้เหมือนทุกครั้งที่เรามาเดินเล่นด้วยกัน

พอมีน้องชายคนแรกและคนเดียว ชานเลี่ยก็ไม่ได้ไปไหนไกลเกินกว่าโรงเรียนและบ้านของตัวเอง ไม่ได้รู้จักใครใหม่และไม่มีเพื่อนเพิ่มเติมจากเดิม ไม่ได้ทำกิจกรรมอย่างการเตะฟุตบอลในช่วงเย็นหรือการอยู่เล่นกับเพื่อนๆเพราะต้องรีบกลับบ้านไปหาน้อง จนซื่อชวินกับอี้ฟานถามติดตลกว่าตกลงป๋ายเซียนเป็นลูกน้าเฟยหลิงหรือเป็นลูกชานเลี่ยกันแน่ ทำไมถึงต้องรีบกลับไปหา ทำไมถึงห่างกันไม่ได้

‘พี่ชานเลี่ย~’

‘เจ้าป๋ายมาแล้วน่ะ เดี๋ยวแม่ไปเอาขนมให้ก่อน’

‘ว่าไง ป๋ายเซียน’ เขายิ้มให้เด็กชายตัวน้อยที่มาพร้อมกับกระเป๋านักเรียนสีเหลืองที่สะพายเอาไว้ด้านหลัง รู้อยู่แก่ใจว่าน้องมาทำอะไรแต่เขาก็ถาม

‘ช่วยป๋ายทำการบ้านหน่อย...นะ’

ชานเลี่ยรับสมุดการบ้านของป๋ายเซียนมาดู ก่อนจะพบว่ามันเป็นวิชาคณิตศาสตร์เรื่องการบวกลบเลขหลักหน่วยในแบบที่เขามองแล้วตอบได้เลย ในขณะที่ป๋ายเซียนต้องใช้เวลาและนิ้วของตัวเองในการช่วยคิดคำตอบ

‘ป๋าย ไปขอแอปเปิ้ลจากแม่พี่มาสิบลูกนะ’

‘ได้! น้าเหมยอิน ป๋ายขอแอปเปิ้ลสิบลูก!’

ป๋ายเซียนเป็นเด็กสดใสร่าเริง พูดเสียงเบาไม่ได้เพราะพลังงานเหลือล้นเกินตัว เดินก็ไม่ได้ต้องวิ่ง ยืนนิ่งไม่ได้ต้องกระโดด น้าเฟยหลิงเคยพูดให้ฟังว่ามันอาจจะฟังดูแปลกไปสักหน่อย แต่ป๋ายเซียนเป็นเหมือนแสงแดดแต่ชานเลี่ยเป็นเหมือนแสงจันทร์ แม้พระจันทร์จะเอาไว้เปรียบเทียบกับผู้หญิง แต่สิ่งที่น้าเฟยหลิงต้องการจะบอกนั้นคือชานเลี่ยเป็นคนนิ่งเงียบ จิตใจดีและให้ความรู้สึกสงบเยือกเย็นเหมือนพระจันทร์ในยามค่ำคืน ส่วนป๋ายเซียนนั้นซนจนเดือดร้อนกันไปหมด เหมือนแสงแดดยามเที่ยงที่ร้อนเปรี้ยงปร้าง ไม่ว่าใครก็ไม่อยากจะต้องพบเจอ

แต่ถ้าแสงแดดยามเที่ยงคือป๋ายเซียน เขาก็คิดว่าเขายอมทนได้ถ้าจะต้องยืนอยู่ท่ามกลางมันไปตลอดชีวิต

‘ลบคือ?’

‘เอาออกไป!’

‘วางแอปเปิ้ลไว้เจ็ดลูก ถ้าป๋ายเอาออกไปสี่ลูกจะเหลือกี่ลูก?’

ป๋ายเซียนเอาแอปเปิ้ลที่พี่ชานเลี่ยวางไว้ออกไปสี่ลูก นับแอปเปิ้ลที่เหลืออยู่ก่อนจะเงยหน้ามาส่งยิ้มสดใสเหมือนพระอาทิตย์ยิ้มแฉ่งให้เขา

‘สามลูก!’

‘เก่งมาก’

สงสัยเขาคงต้องตอบซื่อชวินกับอี้ฟานแล้วว่าป๋ายเซียนเป็นลูกชายของเขา ต้องสอนการบ้านทุกวัน น้องจะเล่นเปิดร้านอาหาร เล่นขายของก็ต้องเล่น เล่นพ่อแม่ลูกก็ต้องเล่น ไม่กินผักก็ต้องกล่อมให้กิน ต้องไปนอนด้วยทุกวันเพราะน้องไม่ยอมนอนถ้าเขาไม่อยู่ด้วย น้าหานชิงยังเคยพูดเล่นกับเขาว่าตัวเองตกไปเป็นที่สอง เพราะว่าป๋ายเซียนรักเขามากกว่า แล้วเจ้าตัวที่เขาอุ้มอยู่ดันตะโกนเสียงดังว่าใช่ ทำเอาน้าเฟยหลิงหัวเราะจนปวดท้อง

เพราะขึ้นชื่อว่าชีวิต มันเป็นเรื่องธรรมดาที่ความเศร้าเสียใจจะเกิดขึ้น ความผิดหวังและการสูญเสียเป็นเรื่องธรรมชาติที่เราทุกคนต้องเผชิญ ทั้งป๋ายเซียนและเขาเองก็ต้องทำใจยอมรับมันในวันที่เรื่องราวเหล่านั้นเดินทางมาถึง

แปะก๊วยที่รัก เจ้าของชามข้าวสแตนเลสลายใบแปะก๊วยที่พ่อของเขาตั้งใจสั่งทำให้ ตำแหน่งลูกชายคนโตเวลาที่เราเล่นพ่อแม่ลูก สุดยอดเพื่อนรักของเขาและป๋ายเซียน เพื่อนของเขาตัวนี้เริ่มมีอาการแปลกๆจนจับสังเกตได้ ไม่ยอมกินข้าวทั้งที่ปกติกินจุ นอนซึมไม่ลุกหรือขยับไปไหน มีไข้ขึ้นสูงและอาเจียนเลอะเทอะไปหมด ถึงแม้ว่าเราจะพาไปหาหมอให้ตรวจรักษาอาการ แต่ว่ามันก็ไม่ความหวังที่เราจะยื้อชีวิตแปะก๊วยเอาไว้ได้เลย

ในวันที่เพื่อนตัวโตของชานเลี่ยกับป๋ายเซียนหมดลมหายใจ วันนั้นเขากับป๋ายเซียนที่ร้องไห้ไม่หยุดช่วยกันฝังแปะก๊วยไว้ที่มุมนึงของสวนหลังบ้านที่เต็มไปด้วยต้นไม้ของแม่กับน้าเฟยหลิง ก่อนจะปลูกต้นไม้ต้นหนึ่งไว้ตรงนั้นเพื่อให้ได้เจริญเติบโตและมีชีวิตอยู่ต่อไปแทนแปะก๊วยที่นอนอยู่ตรงนี้

ตั้งแต่ชานเลี่ยจำความได้ก็มีแปะก๊วย และแปะก๊วยก็อยู่เคียงข้างเขาจนป๋ายเซียนลืมตาขึ้นมาดูโลก เช่นเดียวกับที่เราสองคนอยู่ตรงนี้เพื่อบอกลาเพื่อนรักตัวนี้เป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่จะจากกันไปตลอดกาล

‘หลับให้สบาย...ฮึก นะแปะก๊วย ไม่...ไม่ต้องทนโดนป๋ายจับแต่งตัวแล้วนะ’

เป็นเรื่องปกติที่คนเราพอยิ่งโตก็ยิ่งมีอะไรให้ทำเยอะมากขึ้น อาจเป็นเพราะสิ่งที่ต้องรับผิดชอบมีมากขึ้น กิจกรรมที่ทำได้มีมากขึ้น ความคิดที่เปลี่ยนแปลงตามช่วงวัยทำให้ความสนใจที่มีเปลี่ยนตามไปด้วย ตอนที่ป๋ายเซียนอยู่ประถมศึกษาปีที่สองและกำลังฝึกทานไก่รสเผ็ดอยู่นั้น ชานเลี่ยก็ขึ้นมัธยมศึกษาปีที่ห้า อยู่ในวัยที่กำลังติดเพื่อน ยอมรับว่าไม่ค่อยได้คุยกับน้องเท่าไหร่นัก มันเป็นความจริงที่ว่าเราอยู่กันคนละบ้าน น้องเองก็เรียนเก่งพอที่จะทำการบ้านเองได้ โตพอที่จะนอนคนเดียวโดยมีพ่อกับแม่เข้ามาราตรีสวัสดิ์ส่งเข้านอนเพียงเท่านั้น เล่นอะไรคนเดียวกับชุดของเล่นที่มีอยู่เต็มห้องนอน และความจริงที่เกิดขึ้นคือ...น้องเองก็ไม่คุยกับชานเลี่ยเหมือนกัน

ที่รู้ได้ว่าน้องไม่คุยกับเขา เป็นเพราะวันหยุดสุดสัปดาห์วันหนึ่งที่เขาไม่ได้ไปเที่ยวเล่นกับเพื่อนที่ไหน การที่เดินออกมาสูดอากาศด้านนอกพร้อมกับหนังสือหนึ่งเล่มนั้นทำให้บังเอิญเจอน้องกำลังเดินเข้าบ้านของตัวเอง ป๋ายเซียนกระโดดเล่นตามทางอย่างที่เคยชอบทำมาตลอดจนเขานึกเอ็นดู แต่พอเอ่ยปากทักน้องไปได้ไม่ถึงห้าวินาที คนโดนทักก็หันมามองเขาหน้าตื่น วิ่งหนีเข้าบ้านเหมือนมันเป็นเรื่องผิดมากที่เจอหน้าเขา

ชานเลี่ยไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมน้องถึงได้ทำแบบนั้น แต่ก็รีบยกเฉาก๊วยที่แม่ทำไปให้ป๋ายเซียนที่น้าเฟยหลิงบอกว่าเดินขึ้นไปบนห้องแล้วเพื่อแก้ไขสถานการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างเรา

‘ป๋ายเซียน เปิดประตูให้พี่หน่อย’ เขายืนเรียกอยู่หน้าห้อง ได้ยินเสียงกุกกักดังออกมาแต่ไม่มีใครทั้งนั้นที่มาเปิดประตูให้ ‘ป๋าย พี่มีเฉาก๊วยด้วยนะ’

เสียงลูกบิดประตูที่ถูกหมุนทำให้ชานเลี่ยยิ้มออกมาได้ด้วยความโล่งใจ ก่อนจะก้มมองเด็กชายป๋ายเซียนที่เงยหน้าขึ้นมามองกันด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกในด้านลบ

‘ป๋าย...’

‘ป๋ายไม่กินเฉาก๊วยของคนใจร้ายหรอก!’

‘พี่ใจร้ายอะไร?’

‘พี่ชานเลี่ยเปลี่ยนไป!’ ป๋ายเซียนเริ่มเบะปากก่อนจะร้องไห้กระจองอแงจนเขาใจเสีย ชานเลี่ยรีบวางถ้วยเฉาก๊วยลงที่โต๊ะเล็กหน้าห้องนอนของน้อง ก่อนจะนั่งลงบนขาของตัวเองเพื่อกอดป๋ายเซียนเอาไว้ ‘พี่ไม่รักป๋ายแล้ว!’

ฟังแล้วก็รู้ได้ทันที รู้ดีว่าเรื่องอะไร เรื่องที่เขาไม่มีเวลาสนใจน้องนั่นแหละ เขาผิดไปที่ลืมคิดถึงน้อง น้องชายของเขากำลังโต ต้องการความเอาใจใส่ในแบบที่เด็กทุกคนควรจะได้ เขามันแย่ที่ละเลยความรู้สึกของน้อง

‘พี่ขอโทษ’ เขากอดน้องเอาไว้แน่น ‘พี่เรียนหนักแล้วก็ต้องเข้าชมรม’

‘ฮึก...’

‘แต่ถ้ายังไง ป๋ายไปนั่งเล่นที่โรงเรียนพี่แล้วเรากลับบ้านพร้อมกันไหม?’

‘ได้เหรอ?!’

‘ได้สิ’ เขาลูบหัวเด็กน้อยที่ยิ้มกว้างทั้งที่ร้องไห้ ยิ้มกลับไปให้ด้วยความยินดี

‘ป๋ายจะไป ป๋ายจะไปอยู่โรงเรียนพี่ชานเลี่ย! ป๋ายจะกินเฉาก๊วยด้วย!’

น้าเฟยหลิงติดต่อรถของโรงเรียนประถมให้ส่งป๋ายเซียนลงที่หน้าโรงเรียนของชานเลี่ยที่จะคอยรอรับอยู่ข้างหน้า และจะพาน้องกลับบ้านเองอย่างปลอดภัยไร้กังวลเพราะเขาสัญญาว่าจะดูแลน้องอย่างดี ซึ่งก็ไม่มีใครในบ้านขัดขวางความคิดนี้ สาเหตุหนึ่งมาจากป๋ายเซียนจ้องจะร้องลั่นทันทีถ้ามีใครไม่เห็นด้วย บอกว่าป๋ายไม่ยอม พี่ชานเลี่ย พี่ชานเลี่ย!

‘พี่ชานเลี่ย~’

เจ้าของชื่อที่ยืนรอน้องตัวเล็กอยู่ยิ้มกว้างเมื่อน้องก้าวกระโดดลงจากรถโรงเรียนมาหา วิ่งเข้ามาหาเขาด้วยความมุ่งมั่นอันแรงกล้า

‘ป๋ายอย่าวิ่ง เดี๋ยวหกล้ม’

‘ไม่ล้ม!’ เสียงเจื้อยแจ้วตามแบบฉบับป๋ายเซียนดังลั่นก่อนจะกระโดดเข้าสู่อ้อมกอดของคนเป็นพี่ที่รอรับอยู่ ‘จับได้แล้ว!’

ชานเลี่ยอุ้มน้องขึ้นมาไว้ในอ้อมแขน แม้ว่าน้องจะตัวโตกว่าเดิมมาก แต่เสียอย่างไรชานเลี่ยก็คิดว่าตัวเองยังคงอุ้มน้องไปได้จนถึงวันที่จะอุ้มไม่ไหวแล้วนั่นแหละ

‘วันนี้ป๋ายวาดรูปแปะก๊วยด้วย ป๋ายคิดถึงแปะก๊วย’

‘แปะก๊วยก็อยู่รอบ ๆ ตัวเราเนี่ยแหละ ไม่ไปไหนหรอก เวลาป๋ายบอกว่าคิดถึงก็ได้ยิน แค่ไม่ได้ตอบป๋ายเอง’

‘พี่ชานคิดถึงแปะก๊วยไหม?’

‘คิดถึงสิ’

‘โอ๊ยๆ หอบลูกมาอีกแล้ว’ คนในชมรมส่งเสียงแซวชานเลี่ยกันเสียยกใหญ่ ‘วันนี้น้องป๋ายมีอะไรมาอวดพี่ๆครับ?’

‘รูปแปะก๊วย!’

ชานเลี่ยมองน้องตัวเล็กที่วิ่งไปหาเพื่อนของเขาเพื่ออวดภาพในกระเป๋าของตัวเอง ป๋ายเซียนมาที่นี่ทุกวันจนกลายเป็นที่คุ้นชินและชื่นชอบไปในหมู่สมาชิกชมรมที่มีแต่ชายล้วนไปโดยปริยาย เพราะเมื่อชานเลี่ยสอนการบ้านเสร็จ ป๋ายเซียนก็จะวิ่งเอาน้ำไปให้คนนั้นเอาผ้าไปให้คนนี้ มีแต่ชานเลี่ยเนี่ยแหละที่ป๋ายเซียนวิ่งมาตัวเปล่าแถมยังบอกให้อุ้มหน่อยอีกต่างหาก

คงจะเป็นลูกชายที่มาในรูปแบบน้อง เป็นคนที่เขาต้องดูแลให้มีความสุขไปตลอดชีวิต

วันหนึ่งในขณะที่เรากำลังเดินกลับบ้านด้วยกัน ป๋ายเซียนก็เอาแต่ทำท่าลุกลี้ลุกลนอยู่ไม่สุข เป็นตั้งแต่ตอนมาหาที่โรงเรียนแล้วแต่ชานเลี่ยคิดว่าน้องคงคุยอะไรกับเพื่อนมาก่อนที่จะลงรถ อีกสักพักก็คงหาย แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังคงทำท่าเหมือนคนมีเรื่องต้องคิดเยอะแยะทั้งที่ตัวก็เล็กแค่นิดเดียว

‘ป๋ายเซียน’ เขาก้มลงไปมองน้องตัวน้อยที่กำลังจับจูงให้เดินเข้าบ้านด้วยกัน ‘มีอะไรอยากบอกพี่ไหม?’

‘พะ..พี่ชานเลี่ยรู้แล้วเหรอ!’

‘...อะไร?’

‘อี้ชิงเอามาฟ้องใช่ไหม!’

‘อะไรกันป๋าย ฟ้องอะไร?’

‘นี่!’ เด็กประถมตัวจ้อยก้มหน้าหงุด ในขณะที่แขนนั้นชูแพ็คดินสอไม้สามแท่งขึ้นมาตรงหน้าเขา ‘ป๋ายให้ อยู่ทำการบ้านกับป๋ายตลอดไปเลยนะ!’

ชานเลี่ยได้แต่ยืนหัวเราะอยู่หน้าบ้าน มองเด็กน้อยป๋ายเซียนที่วิ่งหนีเข้าบ้านของตัวเองไปแล้ว ป๋ายเซียนก็คือป๋ายเซียนจริงๆ เป็นแสงแดดของเขาและของทุกคนในบ้านเสมอ

การเข้าศึกษาเรียนต่อในระดับอุดมศึกษาที่คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยขึ้นชื่อของประเทศนั้นทำให้ชีวิตของชานเลี่ยมีภาระที่ต้องรับผิดชอบเพิ่มมากขึ้น การที่ต้องเทียวไปเทียวมาระหว่างบ้าน คอนโด และมหาวิทยาลัยนั้นกินเวลาชีวิตของชานเลี่ยไปมากพอสมควร และมันทำให้คนสองคนที่อยู่ในรั้วบ้านเดียวกันพลอยห่างเหินกันเข้าไปด้วย ไม่ได้คุยไม่ได้นั่งเล่นด้วยกันเหมือนแต่ก่อน เขาเคยพูดเรื่องนี้กับน้องหนึ่งครั้ง และน้องก็พยักหน้าตอบกลับมาเชิงว่าเข้าใจ และบอกว่าไม่เป็นไรถ้าพี่ชานเลี่ยจะยุ่ง ป๋ายเข้าใจนะ แต่พี่ชานเลี่ยมาเล่นรถบังคับกับป๋ายได้ไหม?

วันหนึ่งที่ชานเลี่ยกำลังถือขนมปังไส้ลูกเกดก้อนใหญ่ที่ซื้อมาจากเจ้าอร่อยใกล้มหาวิทยาลัยเพื่อนำมาฝากคุณน้าและป๋ายเซียน เขาก็ได้ยินเสียงของน้องดังออกมาจากในบ้าน พูดกับน้าเฟยหลิง ขอให้น้าติดต่อรถโรงเรียนให้อีกครั้ง ให้ไปส่งที่ที่พี่ชานเลี่ยเรียนอยู่ น้าเฟยหลิงเอาแต่ปฏิเสธและแม่ของชานเลี่ยเองก็ไม่ให้เข้าไปปลอบน้องที่ร้องไห้กระจองอแง ด้วยเหตุผลที่ว่า น้องต้องอยู่ให้ได้โดยไม่มีเขา น้องติดเขามากเกินไป อะไรๆก็เรียกหาแต่เขา

หลังจากวันนั้นที่ป๋ายเซียนเอาแต่ร้องไห้เสียงแหบเสียงแห้ง ร้องเท่าไหร่ก็ไม่มีใครฟัง ไม่มีใครสนใจจะทำตามใจของน้อง น้องก็กลายเป็นเด็กประถมที่ไม่เคยเรียกร้องอะไรจากแม่อีกเลย แม้กระทั่งตอนที่เจอกันในวันหยุดสุดสัปดาห์ ป๋ายเซียนก็ทำแค่ยิ้มให้ชานเลี่ย พอจะเดินเข้าไปหาก็พูดขัดขึ้นมาว่าไม่ต้องตามมา พี่ชานเลี่ยไปทำงานของตัวเองเถอะ

น้องพูดแบบนั้นก่อนจะเดินเข้าบ้านไปพร้อมกับรอยยิ้ม ทั้งที่แววตาของน้องนั้นไม่ได้ยิ้มตามไปด้วยเลย

‘ป๋าย...’

ในช่วงบ่ายของวันที่แดดร้อนจัด แสงอาทิตย์สาดส่องไปทั่วบริเวณของบ้านเรา ชานเลี่ยเดินออกมาจากบ้าน เรียกป๋ายเซียนที่กำลังนอนอ่านหนังสือการ์ตูนอยู่บนม้านั่งหน้าบ้าน

‘ครับ?’

‘ป๋ายจะทำแบบนี้จริงๆเหรอ?’ ชานเลี่ยนั่งลงที่ปลายเท้าของน้อง น้องเองก็ลุกขึ้นนั่งดีๆ ก่อนจะขยับไปชิดติดอีกฝั่ง ‘จะเหินห่างกับพี่ไปแบบนี้จริงๆใช่ไหม?’

‘ป๋ายไม่ได้เหินห่าง’ ป๋ายเซียนปฏิเสธ ‘...แต่ป๋ายมีพี่ชานเลี่ยตลอดไปไม่ได้ แม่บอกป๋ายแบบนั้น’

‘...’

‘แม่บอกว่าป๋ายติดพี่เกินไป ป๋ายควรจะมีชีวิตของตัวเอง’

‘ข้างนอกนั่นน่ะ ป๋ายก็ออกไปใช้ชีวิตของตัวเองแล้วไง ถ้าอยู่ในรั้วบ้านแบบนี้...ป๋ายมีพี่ได้เสมอนะ’ ชานเลี่ยขยับตัวเข้าไปหาน้อง ยกมือลูบหัวคนที่ยังคงเป็นเด็กน้อยสำหรับเขาเสมอ

‘พี่น่ะ...ยังอยากอุ้มเราไปนั่นไปนี่อยู่เลยนะ ไม่รู้เรา

‘อุ้ม!’

‘...’

‘อุ้มอุ้มป๋ายเลยนะ ขี่หลังก็ได้ พี่ชานเลี่ยคนแก่!’

‘แก่แล้วจะอุ้มเราไหวได้ไง’ ชานเลี่ยอุ้มน้องขึ้นมาจากม้านั่ง น้องหนักขึ้นจากเดิมเยอะมาก ทั้งที่ส่วนสูงไม่ได้เพิ่มขึ้นเลย ‘กินหมูไปทั้งตัวรึเปล่าเนี่ย?’

‘เปล่านะ!’

ถึงเหตุผลของป๋ายเซียนจะหนักแน่นขนาดไหน แต่สุดท้ายชานเลี่ยก็รู้ว่าป๋ายเซียนก็แค่น้อยใจที่ชานเลี่ยไม่สนใจก็เท่านั้น น้องไม่เคยต้องการอะไรไปมากกว่านี้

แต่ว่านั่น...มันก็เป็นเพียงความคิดในตอนที่ป๋ายเซียนยังไม่ได้เจอโลกที่กว้างใหญ่ โลกที่เต็มไปด้วยผู้คนมากมายที่ไม่ได้มีแต่ชานเลี่ยเพียงคนเดียว และเมื่อมันเดินทางมาถึง เขาก็รู้ว่าตัวเองนั้นไม่มีความสุขกับมันเลย

ป๋ายเซียนในวัยสิบเจ็ดปีวิ่งมาบอกชานเลี่ยในวัยยี่สิบหกที่กำลังนั่งทำงานอยู่ในห้องของตัวเองว่า

‘ป๋ายมีแฟนแล้วนะ!’

ประโยคนั้นทำให้ชานเลี่ยได้เข้าใจว่าทำไมก่อนหน้านี้ป๋ายเซียนถึงได้ชอบอมยิ้มกับโทรศัพท์อยู่คนเดียว กลับบ้านในช่วงเวลาที่มืดค่ำกว่าปกติ ทั้งยังหลีกเลี่ยงไม่ให้ไปรับไปส่งอีกด้วย

‘ไม่พูดอะไรหน่อยเหรอ?’

‘...’

‘ทำไมทีตอนเพื่อนป๋ายมาปรึกษา พี่ชานเลี่ยทำเหมือนเป็นกูรูด้านจิตวิทยา แต่ทำไมพอป๋ายมาบอกว่ามีแฟนพี่ถึงไม่พูดอะไรเลยล่ะ’

เพราะว่าไม่รู้จะพูดอะไร...หรือว่าพูดไม่ออก ชานเลี่ยไม่รู้เลย

‘พี่ชานเลี่ย!’

‘พี่ทำงานอยู่’

‘พี่ไม่เคยเห็นงานสำคัญกว่าป๋าย!’

เราเองก็ไม่เคยเห็นใครสำคัญกว่าพี่ แต่ชานเลี่ยรู้ดีว่าพื้นที่ของเขาในชีวิตของน้องนั้นกำลังจะหมดลงแล้ว

‘ออกไปเถอะ’

‘กะ...ก็ได้’ ป๋ายเซียนยืนนิ่งอยู่ตรงหน้าชานเลี่ย ‘ป๋ายจะมาบอกพี่เฉยๆ ว่าเค้าชื่นจงเหริน’

ช่วงเวลาที่ป๋ายเซียนมีความรัก มีคนที่ทำให้มีความสุขในหัวใจ ชานเลี่ยกับป๋ายเซียนก็แทบจะไม่ได้พบเจอหน้า ไม่ได้พูดคุยกันสักเท่าไหร่นัก และเขาก็รู้ดีว่าตัวเองนั้นกลายเป็นคนพูดน้อยเมื่ออยู่ต่อหน้าป๋ายเซียน มีนิสัยชอบทำหูทวนลมเวลาที่น้องพูดด้วย ใช้งานอ้างเพื่อตอบคำถามของน้องว่าทำไมพี่ชานเลี่ยถึงไม่ว่างคุยกับป๋ายเลย และสิ่งเหล่านั้นก็ทำให้เรายิ่งห่างกัน ทั้งตัวและความรู้สึกที่มีอยู่ในใจ

‘พี่ชานเลี่ย ป๋ายสอบได้ที่หนึ่ง!’ ป๋ายเซียนวิ่งเข้ามาในห้องทำงานของเขา ชูกระดาษที่แสดงผลสอบของตนเอง ‘พาป๋ายไปเลี้ยงข้าวเลยนะ ป๋ายอยากกินเป็ดที่ร้าน

‘พี่จะให้เงินไปนะ กินให้อร่อยล่ะ’

ชานเลี่ยไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นไปมอง เขาได้แต่บอกตัวเองให้ตั้งใจและสนใจข้อความในเอกสารตรงหน้า อย่าสนใจเด็กที่ตอนนี้กำลังยิ้มกว้างอยู่ตรงหน้าเขา

‘ไม่ต้อง!’

‘...’

‘ถ้าจะไม่ภูมิใจในตัวป๋าย ถ้าจะไม่ไปด้วยกัน แล้วถ้าจะเป็นแบบนี้ก็ไม่ต้อง ป๋ายไปบอกแม่ก็ได้!’

รู้ตัวว่าผิดที่ทำแบบนั้น รู้ว่าสิ่งที่ทำลงไปนั้นทำให้น้องเสียใจ แต่ถ้าจะต้องพาน้องไปเลี้ยงข้าวแล้วเจอคนที่น้องชอบมากขนาดนั้นมาด้วยกัน มันคงจะเป็นมื้ออาหารที่น่าอึดอัด และชานเลี่ยเองก็คงจะรับมันเอาไว้ไม่ไหว

เราต่างคนต่างมีเรื่องที่ต้องทำ เรื่องที่ต้องรับผิดชอบในชีวิต ป๋ายเซียนคร่ำเคร่งอยู่กับการอ่านหนังสือ ส่วนชานเลี่ยนั้นได้รับมอบหมายงานจากพ่อและคุณน้ามากขึ้นตามความไว้ใจและประสบการณ์ที่มี เดินทางข้ามประเทศระหว่างจีน ฮ่องกง หรือไต้หวัน มีบางครั้งที่ต้องไปญี่ปุ่นหรือเกาหลี ไม่มีเวลามานั่งเล่น นั่งอ่าหนังสือเพื่อระบายความเครียดเหมือนแต่ก่อน สิ่งที่มีคืองานที่ต้องสะสาง งานที่ต้องทำให้เสร็จตามที่ได้รับมอบหมาย

‘พี่ชานเลี่ย...’ ป๋ายเซียนวิ่งมาพร้อมกับกล่องขนม หยุดยืนอยู่ตรงหน้าเขาที่เพิ่งกลับมาจากการไปทำงานที่ต่างประเทศ ‘แม่บอกว่าพี่เพิ่งกลับมาจากฮ่องกง ป๋ายก็เลยมาหา เห็นพ่อบอกว่าพรุ่งนี้พี่จะบินไปเกาหลีใช่ไหม?’

‘ครับ...’

‘ป๋ายทำขนมเปี๊ยะมาให้ ป๋ายนั่งทำกับแม่ทั้งบ่ายเลยนะ เพิ่งเสร็จเมื่อกี้ คนอื่นจะได้กินพรุ่งนี้แต่พี่ชานเลี่ยจะได้กินเป็นคนแรก’

‘ขอบใจ’

ถึงจะพูดว่าขอบใจออกไป แต่ชานเลี่ยก็ไม่ได้รับขนมมา ปล่อยให้ความเงียบนั้นปกคลุมเราทั้งคู่อย่างนั้น จนเป็นป๋ายเซียนที่อดรนทนไม่ไหว

‘พี่ชานเลี่ยโกรธอะไรป๋าย พี่ไม่คุยกับป๋ายมาเป็นปีๆแล้วนะ ป๋ายทำอะไรผิด?’

เราไม่ผิดหรอก เราไม่เคยผิดเลย พี่ต่างหากที่ผิด

‘พี่บอกป๋ายมาสิ ป๋ายพยายามทุกอย่างแล้วแต่พี่ก็เป็นแบบนี้ ทำไมล่ะ ทำไม?!’

‘...’

‘งะ..งั้นก็ไม่ต้องกิน! ป๋ายไม่ให้คนใจร้ายกินขนมที่ป๋ายทำหรอก!’

ตั้งแต่วันนั้นที่น้องตะโกนใส่หน้าชานเลี่ย เมื่อไหร่ที่เราได้เห็นอีกฝ่ายกลับมาจากโรงเรียนหรือจากสถานที่ทำงานนั้น แม้แต่คำทักทายสักคำก็ไม่เกิดขึ้นราวกับว่าเราไม่รู้จักกัน แม่ของชานเลี่ยกับน้าเฟยหลิงเคยถามเขาเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น แต่ชานเลี่ยก็ทำแค่ยิ้มแล้วบอกว่าเราต่างคนก็ต่างโตขึ้น ก็ต้องห่างเหินกันเป็นธรรมดา

แต่ปัญหาในชีวิตของชานเลี่ยไม่ได้มีแค่เรื่องของป๋ายเซียนเรื่องเดียวหรอก มันยังคงมีสารพัดปัญหาให้เขาต้องจัดการ รวมถึงปัญหาที่แม่เป็นคนสร้างให้เขาต้องตามแก้อีกด้วย

‘ชานเลี่ย...’

‘ครับ แม่?’

‘เรา...ดู ๆ ใครไว้บ้างไหม เรื่องชีวิตคู่?’ แม่ทิ้งตัวลงนั่งข้างเขาที่กำลังอ่านหนังสือพิมพ์ในช่วงเช้าของวันหนึ่งที่อากาศเย็นสบาย

‘...’

‘คือแม่ไม่ได้บังคับนะ แต่ว่าเสาร์นี้แม่นัดน้องเจียวซิ่นที่เป็นลูกสาวของหุ้นส่วน—’

‘แม่จะให้ผมไปดูตัวใช่ไหมครับ?’

‘ไม่ใช่หรอก แค่อยากให้ลองไปทานข้าวกันดู ถ้าไม่นึกชอบก็ไม่ต้องสานต่อ แม่อนุญาตให้ลูกปฏิเสธได้’

แน่นอนว่าวันเสาร์นั้น ชานเลี่ยได้ปฏิเสธคนที่แม่นัดมาให้ถึงเรื่องการสานต่อความสัมพันธ์อย่างสุภาพ ถึงแม้เธอจะบอกว่าอยากให้เราลองพูดคุยกันดู แต่พอชานเลี่ยเอ่ยปากตัดบทสนทนาด้วยคำว่ามีคนในใจแล้วเหตุผลของเขาก็ทำให้อีกฝ่ายยอมรับมันแต่โดยดีและยอมลดความรู้สึกของตนเองให้อยู่ในสถานะเพื่อนที่ดีต่อกัน

วันหนึ่งตอนที่ชานเลี่ยกำลังจดจ่ออยู่กับเอกสารที่เขาเอากลับมาทำที่บ้านขณะดื่มกาแฟในยามเช้า มันเป็นเรื่องปกติที่เขาอ่านเอกสารต่างๆแทนหนังสือพิมพ์ น้าเฟยหลิงก็เดินเข้ามาในบ้านของเขาด้วยท่าทางกังวลใจ ก่อนจะเอ่ยปากขอให้ชานเลี่ยไปดูป๋ายเซียนที่ตอนนี้นั่งเงียบไม่ยอมคุยกับใครอยู่ที่ม้านั่งในสวนหลังบ้าน

‘ชานเลี่ยอาจจะไม่รู้ แต่ป๋ายเซียนบอกน้าว่าเลิกกับแฟนแล้ว’ น้าเฟยหลิงถอนหายใจ ยิ้มให้อย่างขอร้อง ‘ในบ้านนี้วัยใกล้เคียงกับป๋ายที่สุดก็คงจะเป็นชาน ชานช่วยน้าหน่อยนะ’

ม้านั่งสีน้ำตาลหลังบ้านปรากฏร่างเล็กที่กำลังนั่งมองดอกไม้ในสวนเหมือนคนที่มีความคิดอันว่างเปล่า ก่อนที่มันจะถูกบดบังด้วยร่างสูงใหญ่ที่นั่งลงตรงหน้า คนที่เอื้อมมือทั้งสองข้างมาคว้าเอวคนที่นั่งอยู่เข้าหาตัว

แม้เราจะไม่ได้พูด ไม่ได้สัมผัสกันมานาน แต่ต่างฝ่ายก็ต่างรู้ว่าสิ่งที่เราทำอยู่มันคืออะไร

ป๋ายเซียนถลาเข้าสู่อ้อมกอดของคนเป็นพี่ก่อนจะใช้ขาทั้งสองข้างเกี่ยวเอวของอีกฝ่ายไว้เมื่อถูกยกตัวขึ้น เสียงร้องไห้งอแงเหมือนตอนยังเป็นเด็กอนุบาลดังขึ้นทั้งที่พยายามอดกลั้นมันมานาน ร่างเล็กซุกหน้าลงกับไหล่กว้างพลางกอดคอคนที่อุ้มตัวเองไว้แน่น

‘เค้า...คะ...เค้ามีคนอื่น มีตั้งหลายคน’

‘...’

‘ฮึก...ป๋ายโง่ ป๋ายไม่รู้เลยว่า...ว่าป๋ายก็เป็นแค่หนึ่งในคนขะ...ของเค้า ไม่ดะ..ได้เสียใจเลยนะ ฮึก..แต่มันเจ็บ...เจ็บที่โดนหลอก’

ชานเลี่ยปล่อยให้ป๋ายเซียนร้องไห้ ปล่อยให้ได้ระบายความในใจของตัวเองออกมา เขาไม่ได้พูดอะไรทั้งนั้นเพราะคิดว่ามันไม่จำเป็นเลยสักนิด เพียงแค่เขารับฟังน้อง เพียงแค่กอดน้องเอาไว้แบบนี้มันก็เพียงพอแล้ว

พอเห็นว่าการร้องไห้นั้นเหลือเพียงการสะอึกสะอื้นเท่านั้น ชานเลี่ยก็ตัดสินใจพาป๋ายเซียนเดินกลับเข้าไปในบ้านที่ตอนนี้น้าเฟยหลิงกับแม่ของเขากำลังปั้นขนมกันอยู่อย่างขะมักเขม้น คงจะรู้ว่าเขาจะปลอบป๋ายเซียนได้สำเร็จ เลยมานั่งทำขนมให้ป๋ายเซียนกินเป็นการปลอบขั้นต่อไป

‘ป๋าย สิบแปดแล้วทำไมให้พี่เค้าอุ้มเป็นเด็กๆ!’

‘ป๋ายเด็กที่สุดในบ้าน! แล้วจะไม่ให้พี่ชานปล่อยด้วย’

‘ไม่ให้ปล่อยเลยเหรอ?’ ชานเลี่ยมองหน้าป๋ายเซียนที่อยู่ห่างกันไม่ถึงคืบ

‘ไม่ให้ปล่อย!’

‘พี่เค้าปลอบล่ะเจื้อยแจ้วเชียว แม่ถามอะไรล่ะไม่พูด’

ป๋ายเซียนไม่พูดอะไรนอกจากกอดชานเลี่ยเอาไว้ไม่ยอมปล่อย

‘ดีเนอะ’

‘หืม?’

‘ป๋ายเสียใจเหมือนกันที่เลิกกับจงเหริน’ ป๋ายเซียนแนบแก้มซาลาเปาของตัวเองลงบนไหล่ของชานเลี่ย ‘แต่ถ้ารู้ว่าพี่ชานเลี่ยจะมาปลอบป๋ายนะ ป๋ายจะเลิกตั้งแต่ปีที่แล้วแล้ว!’

‘ให้มันน้อยๆ หน่อยยัยป๋าย’

‘โถ่ แม่อ่ะ ก็มันจริงนี่’

ตั้งแต่วันนั้นมันก็เหมือนคืนวันตอนที่ชานเลี่ยอายุสิบเอ็ดสิบสองย้อนกลับคืนมา ที่ไหนมีชานเลี่ยที่นั่นก็จะมีป๋ายเซียนด้วย เราสลับกันทานอาหารเช้าที่บ้านของใครสักคน กอดกันก่อนจะออกจากบ้านไปทำตามหน้าที่ของตัวเอง กลับมาทานอาหารเย็นด้วยกัน มีป๋ายเซียนมานั่งอ่านหนังสืออยู่ในห้องทำงานของชานเลี่ย ป๋ายเซียนบอกว่าอยากให้เราได้อยู่ด้วยกันยี่สิบสี่ชั่วโมง อยู่ด้วยกันนานๆก่อนที่เดือนหน้าจะไปเรียนต่อที่อังกฤษ

พอน้องไปแล้วบ้านก็เงียบราวกับไม่มีคนอยู่ คุณพ่อ คุณน้า และชานเลี่ยนั้นเข้าบริษัททุกวัน ส่วนเหล่าแม่บ้านทั้งสองนั้นก็มีแค่ครัวของบ้านกันและกันเท่านั้นที่พอจะบรรเทาความเงียบเหงาได้ เพราะว่าไม่ชอบบรรยากาศที่เป็นอยู่ ประกอบกับการฝันทั้งคู่ว่าแปะก๊วยมาหา เลยพากันไปหาซื้อเจ้าตัวเล็กสายพันธุ์เดียวกับแปะก๊วยโดยตั้งชื่อว่า ผิงผิง

ผิงผิงนั้นติดชานเลี่ยที่ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมหรือเพราะเหตุใด ทั้งที่ไม่ได้ค่อยได้อยู่บ้านเสียด้วยซ้ำ เผลอเป็นไม่ได้ชอบขึ้นมานอนบนเตียงด้วยทุกที จะออกไปทำงานก็จะตามไปด้วยจนแม่ต้องดึงปลอกคอเอาไว้ส่วนป๋ายเซียนนั้นอยากกลับบ้านมาหาสมาชิกใหม่ใจจะขาด แต่ก็ต้องตั้งใจเรียนอยู่ที่นั่น ชานเลี่ยไม่ได้ไปหาน้องหรือโทรคุยกันมากเท่าไหร่นักแต่ก็มักจะได้รับข่าวคราวผ่านทางน้าเฟยหลิงอยู่เสมอ และทุกครั้งก็จะมีคำตัดพ้อส่งผ่านมาว่า

‘พี่ชานเลี่ยไม่สนใจป๋ายเลย!’

ยิ่งได้ยินแบบนั้นก็ยิ่งเร่งทำงานให้หนักขึ้น ทำให้หนักเพื่อที่วันข้างหน้าจะได้มีเวลาว่างนานๆ เพื่อบินไปอังกฤษ ไปหาคนที่บอกว่าไม่สนใจกันสักที

(ครั้งแรกเลยมั้งเนี่ยที่โทรหาป๋ายอ่ะ)

‘อืม คงงั้นมั้ง’

(พี่ชานเลี่ยไม่ว่างเป็นปีเลยหรอ)

‘เลิกโม้แล้วหันมาทางขวาได้แล้ว’

(...)

‘ไม่เจอกันนานเลยเนอะป๋ายเซียน’

‘พี่ชานเลี่ย!’ เจ้าของชื่อยิ้มให้คนที่วิ่งเข้ามากระโดดใส่กันโดยไม่สนใจว่าคนแถวนั้นจะตกใจมากแค่ไหน ‘มือสั่นอ่ะ สั่นไปหมดแล้ว’

‘ดีใจมากเลย?’

‘มากสิ! ถ้าให้อุ้มกลับห้องอาจจะมากเกินไป พี่ชานให้ป๋ายขี่หลังเลยนะ!’

ชานเลี่ยแบกน้องขึ้นหลัง พาเดินไปยังที่พักที่เขาให้เพื่อนที่อยู่ที่นี่เป็นคนหาให้ เพราะว่าเขาอยากให้น้องได้อยู่ในที่สะดวกสบายและปลอดภัยที่สุดเท่าที่จะมีได้

‘พี่จะอยู่กี่วัน มาทำงานเหรอ?’

‘สิบวัน มาหาเราสิบวัน’

‘มาหาป๋ายแบบอยู่กับป๋ายสิบวันเลยเหรอ?’

‘ใช่’ เขาตั้งใจมาถึงที่นี่เพื่อที่จะอยู่กับน้องตลอดสิบวันที่ลาได้เลย

‘ป๋ายร้องไห้แล้วเนี่ย พี่ใครทำไมแสนดีแบบนี้นะ เอาเงินมาเท่าไหร่?’

‘...ป๋ายหนักจัง’

‘พี่ชานเลี่ย!’

ช่วงเวลาสิบวันที่ชานเลี่ยใช้กับป๋ายเซียนนั้น ทำให้เราได้ชดเชยช่วงเวลามากมายที่ไม่ได้พูดคุยกัน รวมถึงเรื่องที่ผ่านมาทั้งหมดก่อนหน้านี้ที่เราไม่เคยได้คุยกันเลย ไม่ว่าจะเป็นตอนที่โกรธกัน ตอนที่น้องไม่พอใจ หรือจะเป็นช่วงที่ป๋ายเซียนมีแฟน แต่ชานเลี่ยก็ไม่ได้พูดอะไรมากนักนอกจากยิ้มรับเสียงพูดคุยของน้องที่ดังไม่หยุดอยู่ข้างหู

ป๋ายเซียนพาชานเลี่ยไปเที่ยว พาไปหาของอร่อยๆกินด้วยกัน ทำกิจกรรมต่างๆที่คนที่นี่นิยมทำ อะไรที่ว่าขึ้นชื่อหรือต้องไปให้ได้ป๋ายเซียนก็พอเขาไปหมดทุกที่ เป็นสิบวันที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับเขาที่ได้มาหาน้องแบบนี้

พอถึงเวลาต้องกลับ ป๋ายเซียนคนเดิมก็ร้องไห้กอดขาไม่ยอมให้ออกจากห้อง พอต้องลากก็บอกว่าเจ็บก้น สุดท้ายก็ต้องอุ้มเด็กวัยยี่สิบขวบเดินไปเดินมา ก่อนจะสัญญาว่าจะมาหาอีก คราวหน้าจะมาอยู่ด้วยหนึ่งเดือน ป๋ายเซียนจึงยอมให้ลงจากห้องก่อนจะเรียกแท็กซี่ให้ทั้งน้ำตา

ถึงชานเลี่ยจะสัญญาว่าจะไปหาน้องที่อังกฤษ แต่หลังจากนั้นมาสิบเดือน ป๋ายเซียนก็กลับมาบ้านเพื่อมาใช้ชีวิตวันหยุดที่นี่ แถมยังสั่งห้ามทุกคนในบ้านไม่ให้บอกชานเลี่ยเพราะจะเซอร์ไพรส์ แต่ก็ตามสไตล์ป๋ายเซียนที่ชอบวิ่งตึงตังก่อนจะเปิดประตูเข้ามากระโดดเข้าใส่ชานเลี่ยที่นั่งอ่านเอกสารอยู่ในห้องทำงานที่บ้าน ฟังแค่เสียงฝีเท้าก็รู้แล้วว่าใครกำลังวิ่งขึ้นมา อีกอย่าง...แม่ของเขาไม่เคยเก็บความลับได้เลย

‘พี่ชานเลี่ย น้าเหมยอินบ่นให้ป๋ายฟัง’

‘หืม?’

ป๋ายเซียนพูดขึ้นขณะที่เรากำลังอ่านหนังสือกันอยู่ที่โต๊ะเล็กหลังบ้าน พูดถึงผู้หญิงที่แม่บังคับให้เขาไปกินข้าวด้วยเมื่อวันก่อน

‘คุณเสี่ยวโหยวไม่สวยหรอ?’

‘...’

‘ป๋ายเคยเจอตอนไปกาล่ากับพ่อ ป๋ายว่าพี่เค้าก็สวยแถมยังดูดีอีกต่างหาก’

‘พี่ไม่ชอบน่ะ...’

‘ป๋ายไม่เคยเห็นพี่ชานเลี่ยมีแฟนเลยอ่ะ แอบไปเก็บไว้ที่ไหนรึเปล่าเนี่ย ป๋ายว่าพี่ชานเลี่ยต้องเลือกสักคนแล้วล่ะ ไม่อย่างนั้นคงได้ดูตัวกับผู้หญิงทั่วประเทศแน่ๆ แล้วก็นะ...’

‘...’

‘สามสิบแล้วอ่ะ แฟนสักคนยังไม่มี...โอ๊ย!’

‘แก่แดด ตั้งใจเรียนให้จบไปเถอะ’

‘โถ่ พี่ชานเลี่ย น้าเหมยอินเครียดจริงๆนะ อยากให้พี่แต่งงาน ป๋ายก็อยากอุ้มหลานแล้วเนี่ย’

‘เลิกพูดได้แล้ว อ่านหนังสือไปสิ เดี๋ยวก็เรียนไม่จบหรอก’

‘อ่านหรือไม่อ่านไม่เกี่ยวกับเรียนจบไม่จบสักหน่อย’

พอได้ยินแบบนั้น หัวใจของชานเลี่ยก็รู้สึกหดหู่และห่อเหี่ยวราวกับต้นไม้ที่ขาดน้ำและขาดแสงแดดในการที่จะมีชีวิตอยู่ แต่ถึงอย่างไรตัวชานเลี่ยเองก็คงฝืนใจบังคับตัวเองให้คบกับใครไม่ได้อยู่ดี

อาจจะเป็นเพราะคนที่นั่งอยู่ตรงหน้า คนที่อยู่ตรงนี้

‘พี่ชานเลี่ย!’ ป๋ายเซียนเดินเข้าบ้านของชานเลี่ยมาแต่เช้า ท่าทางเริงร่ามีความสุข

‘เราจะตะโกนทำไม...’

‘ผิงผิงอ่ะ ผิงผิงไปไหน?’

‘ผิงผิงก็ต้องกินข้าวสิ นี่เจ็ดโมงเช้าแล้วนะ’ ชานเลี่ยมองน้องที่มีท่าทีที่แปลกไป ‘ป๋ายมีอะไรรึเปล่า?’

‘ที่จริง...ป๋ายมาชวนพี่ชานเลี่ยกับผิงผิงไปกินโหยวเถียว ป๋ายตัดแป้งเองเลยนะ’

‘ได้ เดี๋ยวพี่ไปเอาหนังสือพิมพ์ก่อนแล้วจะเดินตาม

‘ไม่ได้!’ ป๋ายเซียนเข้าขวางหน้า กางแขนออกทั้งสองข้าง ‘อุ้มหน่อยนะ อุ้มหน่อย’

‘ป๋ายเซียน...’

‘อุ้มอุ้ม!’

เป็นอีกครั้งที่ชานเลี่ยในวัยสามสิบปีต้องเดินอุ้มเด็กอายุยี่สิบเอ็ดไปมาเหมือนลูก ก่อนจะพากันไปกินโหยวเถียว โดยมีผิงผิงวิ่งตามมากินด้วยกัน

‘ป๋าย! แม่บอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่าให้พี่เค้าอุ้มอีก!’

‘ก็ป๋ายอยากให้อุ้มอ่ะ ป๋ายต้องการกำลังใจในการอ่านหนังสือ’

‘ชานเลี่ยก็จริงๆเลย เดี๋ยวกระดูกกระเดี้ยว...’

‘น้าครับ ผมสามสิบนะไม่ใช่หกสิบ’

‘ก็นั่นแหละ ทั้งคู่เลย เลิกอุ้มกันได้แล้ว ทำตัวเป็นเด็กๆกันไปได้’

ถึงจะโดนว่าแบบนั้นแต่ป๋ายเซียนก็ไม่ยอมปล่อยจนตอนที่ชานเลี่ยจะกินขนมจริงๆนั่นแหละถึงได้ยอม ยอมแบบที่มานั่งตักกัน บอกว่ากินเสร็จแล้วอุ้มกันต่อนะ ที่นู่นไม่มีใครอุ้มป๋ายเลย

จนถึงวันที่ป๋ายเซียนต้องกลับอังกฤษ วันนั้นเป็นวันที่เด็กน้อยเดินหน้าบึ้งทั้งวันเพราะชานเลี่ยไม่ว่างเล่นด้วย จนกระทั่งตอนที่บอกว่างานเสร็จแล้วน้องถึงได้วิ่งเข้ามาหา กางมือออกทั้งสองข้าง แถมยังบอกอีกว่าป๋ายรู้ว่าพี่ชานเลี่ยจะปวดหลัง แต่อุ้มป๋ายก่อนนะ แล้วพอป๋ายไปพี่ค่อยไปรักษาตัวก็ได้

ยิ่งใกล้จะถึงเวลาออกจากบ้านยิ่งงอแง เอาแต่ร้องไห้เป็นเด็กๆให้ชานเลี่ยกอดปลอบ น้าเฟยหลิงทำท่าทางเหมือนอยากจะตีลูกตัวเองสักที แต่พอเห็นร้องไห้ฟูมฟายก็ได้แต่เข้ามาปลอบด้วย

‘อีกปีครึ่งจะจบแล้วนะป๋าย’

‘ปะ...ป๋ายเหงา พี่ชานเลี่ยปะ...ไปอยู่กะ...กับป๋ายนะ’

‘ป๋ายนั่นแหละที่ต้องกลับมาหาพี่ ตั้งใจเรียนนะคนเก่ง’

แล้วป๋ายเซียนก็กลับไปอังกฤษพร้อมกับน้ำตาและรอยยิ้ม น้าเฟยหลิงที่แกล้งรีบๆ ไล่ลูกชายของตัวเองให้ไปขึ้นเครื่องก็มายืนปาดน้ำตาอยู่ข้างๆชานเลี่ยเมื่อเห็นว่าป๋ายเซียนเดินลับหายไปจากสายตาแล้ว

เราทุกคนต่างเฝ้ารอเวลาที่น้องจะเรียนจบ หลังจากป๋ายเซียนกลับไปอังกฤษก็ชอบส่งข้อความมาหา ที่ไม่โทรมาเพราะคงไม่รู้ว่าชานเลี่ยจะว่างตอนไหน อีกอย่างเวลาก็ไม่ค่อยตรงกันด้วย แต่ส่วนมากจะเป็นข้อความประเภทบอกเล่าชีวิตประจำวันของตัวเอง วันนี้ทำอะไร กินอะไร ไปเที่ยวที่ไหนกับใครมาบ้าง

จนวันนึงที่ป๋ายเซียนโทรมาหาชานเลี่ยในช่วงเวลาที่ไม่น่าจะโทรมาได้

(พี่ชานเลี่ย...)

‘...’

(ป๋ายเจอจงเหริน เค้ามาเรียนต่อที่เยอรมันแต่ว่าตอนนี้มาเที่ยวอังกฤษ คือ...ป๋ายก็ไม่ได้โกรธแล้ว เราก็เลยไปกินกาแฟกัน พี่ชานเลี่ยยังฟังป๋ายอยู่ไหม?)

‘ฟังอยู่ครับ’

(จงเหรินบอกว่าพอเลิกกับป๋ายไปก็ไม่มีความสุขเลย เค้าก็เลยเลิกกับทุกคน แล้วเค้าก็ถามป๋าย ว่าป๋ายจะกลับไปคบกับเค้าได้ไหม)

‘...’

(ป๋ายควรจะทำยังไงดี ป๋าย...พี่ชานเลี่ยช่วยป๋ายหน่อยได้ไหม)

มือของชานเลี่ยกำเข้าหากันแน่นโดยที่ไม่รู้ตัว หลับตาลงเพราะต้องการที่จะกดความรู้สึกของตัวเองลงไป

(ป๋ายไม่รู้ว่าควรจะตอบยังไง...)

‘ป๋ายถามตัวเองเถอะว่าอยากกลับไปรึเปล่า’ ชานเลี่ยเกลียดตัวเองจริงๆที่เป็นแบบนี้ ‘พี่ช่วยอะไรป๋ายไม่ได้หรอก’

ชานเลี่ยตัดสินใจตัดสายทิ้ง มันอาจจะใจร้ายแต่มันจำเป็นสำหรับหัวใจของเขาที่มันไม่สามารถจะฟังประโยคต่อไปที่อาจจะออกมาจากปากของป๋ายเซียนได้ ป๋ายเซียนกำลังลังเล ชานเลี่ยรู้ดีแก่ใจ ถ้าจะให้ทนฟังว่าน้องจะกลับไปก็คงจะทำไม่ได้จริง ๆ

ชานเลี่ยกลับจากบริษัทในช่วงบ่ายเพื่อมานั่งดื่มชากับแม่ที่พูดเรื่องข่าวประจำวันให้ฟัง ซึ่งมันก็เป็นเรื่องที่ชานเลี่ยได้อ่านมาจากหนังสือพิมพ์แล้วทั้งนั้น การได้นั่งคุยนั่นคุยนี่กับแม่ก็เป็นเรื่องที่ดี ถ้าไม่ติดว่าแม่จะพูดเรื่องการเป็นฝั่งเป็นฝากับใครสักคนขึ้นมาให้ต้องถอนหายใจ

คืนนั้นก่อนที่จะนอนหลับ โทรศัพท์ของชานเลี่ยก็สั่นเป็นจังหวะเพื่อแสดงถึงการที่มีคนโทรเข้ามาหา และชื่อที่ขึ้นอยู่ก็ทำให้ชานเลี่ยต้องชั่งใจหยุดมองมันสักพักก่อนจะกดรับสายด้วยอาการไม่สู้ดีนัก

‘ว่าไง ป๋ายเซียน’

(ตัดสายป๋าย ไม่น่ารัก)

‘มีอะไรครับ พี่กำลังจะนอนแล้ว’

(ป๋ายปฏิเสธไปแล้ว)

‘...’

(เดี๋ยวพี่ชานเลี่ยไม่อุ้มป๋าย แย่เลย)

‘ไม่อุ้มแล้ว โตแล้ว’

(ได้ไง! อุ้มเลย! ไม่ยอม! ไม่ยอมจริงๆนะ! พี่ชานเลี่ยต้องอุ้มป๋ายสิ! อุ้มอุ้มอ่ะ!)

‘ไม่อุ้มอุ้มแล้ว’

(อุ้มอุ้ม!)

‘คิดดูก่อน ถ้าเรียนได้คะแนนดีจะอุ้มแล้วพาเดินรอบบ้านเลย’

(จริงนะ! งั้นป๋ายไปอ่านหนังสือดีกว่า พี่ชานเลี่ยฝันดีนะ ฝันถึงป๋ายกับแปะก๊วยแล้วก็ผิงผิงด้วย)

‘ผิงผิงก็อยู่ข้างๆเนี่ย...’

(ฝันถึงป๋ายก็แล้วกัน พรุ่งนี้ตอบข้อความป๋ายด้วย)

ต่อให้ไม่ได้ฝันถึงป๋ายเซียน วันนี้ก็จะเป็นคืนที่ดีสำหรับชานเลี่ย

ยิ่งใกล้จะถึงเวลากลับเท่าไหร่ป๋ายเซียนก็โทรหาชานเลี่ยบ่อยยิ่งขึ้นเท่านั้น ยิ่งช่วงใกล้สอบป๋ายเซียนจะโทรหาไม่เป็นเวลา บางครั้งก็โทรมาร้องห่มร้องไห้เกี่ยวกับเรื่องสอบที่กังวลใจและเครียดไปหมด ขอให้ชานเลี่ยกับผิงผิงให้กำลังใจ จนมาถึงสายที่เสียงสะอึกสะอื้นนำมาก่อนเสียงพูด ทำเอาชานเลี่ยคิดมากไปหมดว่าเกิดอะไรขึ้น ก่อนจะยิ้มได้เมื่อป๋ายเซียนส่งเสียงให้ได้ยิน

‘ป๋ายจะได้กลับบ้านแล้วนะ’

วันที่ป๋ายเซียนเดินทางกลับมาถึงบ้าน ทันทีที่เท้าแตะพื้นสนามบินและได้เดินออกมาเห็นหน้าเห็นตาคนที่คุ้นเคย น้าเฟยหลิงคือคนที่วิ่งไปกอดลูกชายเป็นคนแรก ก่อนจะตามด้วยน้าหานชิง ทั้งสองคนไปรับป๋ายเซียนที่สนามบินก่อนจะรีบกลับมาที่บ้านเพราะแม่ของชานเลี่ยเป็นคนรับอาสาทำกับข้าวมื้อใหญ่ให้ วันนั้นชานเลี่ยกับพ่อก็กลับบ้านเร็วกว่าปกติเพื่อไปร่วมงานเลี้ยงต้อนรับกลับบ้านของป๋ายเซียน

ทันทีที่ชานเลี่ยลงจากรถ น้องน้อยคนเล็กของบ้านที่มาถึงก่อนหน้าก็วิ่งเข้ามาหาโดยที่ชานเลี่ยรู้ตัวดีว่าน้องจะทำอะไร

‘จับได้แล้ว!’

ไม่ว่าจะป๋ายเซียนตอนแปดขวบหรือจะตอนยี่สิบสามก็ยังคงเป็นเหมือนเดิมเสมอ ไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปแม้แต่เสี้ยววินาทีเดียว

‘ป๋ายเซียน แม่บอกว่ายังไง!’

‘สงสารชานเลี่ยนะ กระดูกข้อเข่าเสื่อมตั้งแต่สามสิบแน่ ต้องแบกหมูไปมา...’

‘พ่อ!’

‘นั่นสินะครับ หนักจริงๆ’ ชานเลี่ยเห็นด้วยกับน้าหานชิงที่ส่ายหัวระอาเมื่อเห็นลูกชายตัวเองไม่ยอมโตเสียที

‘พี่ชานเลี่ย ป๋ายผอมลงจากเดือนที่แล้วตั้งศูนย์จุดห้า !’

‘ป๋ายเซียน ลงมาเลย เกาะพี่เค้ายังกับลูกลิง!’

‘พ่อก็บอกว่าหมู แม่ก็บอกว่าลิง ตกลงจะให้ป๋ายเป็นอะไรเนี่ย สับสน’

‘ยัยป๋าย!’

ป๋ายเซียนเข้าทำงานในตำแหน่งพนักงานด้านการตลาดของบริษัทเพื่อศึกษางานในเบื้องต้น น้าหานชิงบอกว่าอยากให้ลูกของตัวเองได้ศึกษางานทั่วไปก่อน ให้มาทำงานกับชานเลี่ยตอนที่ปรับตัวได้แล้วก็ยังไม่สาย ด้วยความที่เป็นคนร่าเริงแจ่มใส ป๋ายเซียนค่อนข้างที่จะปรับตัวได้เร็วและทำงานคล่องแคล่วว่องไว ตอนแรกก็บอกไม่อยากให้ใครรู้เลยว่าเป็นลูกพ่อ กลัวไม่มีคนในบริษัทยอมคบด้วย ชานเลี่ยเองก็ไม่ได้ว่าอะไร อยากจะปิดอยากจะเล่นอะไรก็ทำไป แต่ความก็มาแตกตอนที่เจ้าตัวกลับมาจากทานข้าวที่นอกบริษัทกับเพื่อนแล้วเจอชานเลี่ยนั่นแหละ

‘พี่ชานเลี่ย!’

‘...’

‘วันนี้พาป๋ายไปกินขนมหน่อยสิ มีร้านเปิดใหม่ตรง—’

‘เพื่อนมองหมดแล้วป๋าย’

‘ป๋าย...ลืม’

เพื่อนในแผนกทุกคนก็เลยรู้ว่าป๋ายเซียนเป็นลูกชายของประธานบริษัท แต่ก็ไม่ได้มีใครทำตัวห่างเหินอะไรทั้งนั้นเพราะเจ้าตัวเล่นกับคนอื่นไปทั่ว มีครั้งหนึ่งที่ชานเลี่ยลงไปดูด้วยความเป็นห่วง รวมถึงความอยากรู้ในความเป็นไปในการทำงานของน้องคนนี้ว่าจะเป็นอย่างไร มีเรื่องอะไรที่ลำบากหรือไม่ แต่สิ่งที่ได้เห็นนั้นคือการที่ป๋ายเซียนเป็นแกนนำอู้งาน นั่งทานพิซซ่าสบายใจเฉิบ พอเห็นหน้าชานเลี่ยเท่านั้นล่ะ ถลากลับไปทำงานแทบไม่ทัน

‘ป๋ายเบื่ออ่ะ’ คนมีความผิดติดตัวทำหน้าง้องอน ‘พักสิบนาทีมันเหมือนสิบห้าวิ

‘งดขนมสองอาทิตย์’

‘โห เยอะไปแล้ว’

‘ไม่มีความรับผิดชอบ ทั้งที่ตัวเองควรจะตั้งใจทำงานก็ไม่ทำ ต่อไปจะไปเป็นผู้นำใครได้ ใครจะเชื่อใจ ไว้ใจให้ปกครองคนอื่น’

‘...’

‘เรื่องแค่นี้ยังบอกว่าเบื่อ ถ้าเจองานหนักกว่านี้ก็คงจะยอมแพ้ใช่ไหม การทำงานมันเป็นเรื่องจริงจัง จะมาเล่นๆไม่ได้ เราไม่ได้เรียนอยู่นะ เราโตแล้ว เรากำลังทำงานอยู่ ถ้าเกิดว่าไม่เกรงใจพี่ก็เกรงใจน้าหานชิง เกรงใจคุณพ่อของตัวเองหน่อย’

‘ปะ..ป๋ายขอโทษ’ ใบหน้ากลมแสดงออกให้เขาเห็นว่าเสียใจมากแค่ไหน ‘ป๋ายผิดเอง พี่ชานเลี่ยอย่าโกรธป๋ายเลยนะ’

‘ตั้งใจทำงานให้ดี’

‘คะ...ครับ เลิกงานป๋ายไปหาพี่นะ’

แล้วตอนที่บริษัทเลิกงาน ป๋ายเซียนก็มาที่ห้องทำงานจริงๆ มาแบบรีบร้อนราวกับว่าถ้าช้าไปแม้แต่วินาทีเดียว ชานเลี่ยจะหายไป

‘พี่ชานเลี่ยครับ’ ป๋ายเซียนยืนสงบเสงี่ยม ‘เอากาแฟไหม ป๋ายชงให้’

‘สี่โมงครึ่งแล้วป๋าย’

‘งั้นพี่ชานเลี่ยจะเอาอะไร ป๋ายหาให้ทุกอย่างเลย’

‘พี่จะทำโทษป๋าย’ ชานเลี่ยตัดสินใจแล้ว ‘พี่จะไม่อุ้มป๋ายสองอาทิตย์ ถ้ายังเจออีกจะขยับเป็นหนึ่งเดือน ครั้งที่สามคือตลอดชีวิต พี่จะไม่อุ้มเราอีกเลย’

‘ใจร้าย…’

‘ใจร้ายขนาดนี้เรายังไม่ฟังเลย’ เขารู้ว่าน้องดื้อ จำเป็นต้องทำให้น้องได้รู้ว่ามันไม่ใช่เรื่องที่ดีเลย ‘โตแล้วนะ ตั้งใจทำงานหน่อย’

ป๋ายเซียนนิ่งเงียบไม่พูดอะไร เดินหน้างอง้ำไปนั่งที่โซฟารับรองแขกในห้อง ร่างเล็กก้มหน้าก้มตาสำนึกผิดในแบบที่ชอบทำมาตลอดเวลาที่โดนดุ ชานเลี่ยเข้าใจว่าน้องคงจะคิดอะไรอยู่จึงไม่คิดกวนน้ำให้มันขุ่นอีก ถ้าน้องจะกำลังรู้สึกผิด เขาก็จะไม่พูดอะไรทั้งนั้น

‘ป๋ายยอมงดขนมสองอาทิตย์เหมือนตอนแรกได้ไหม’ น้องจ้องเข้ามาในตาของชานเลี่ย ‘ป๋ายอยากให้พี่ชานเลี่ยอุ้มป๋าย’

‘ไม่ได้’

‘ทำไมไม่ได้ล่ะ?’

‘นอกสายตาพี่เราก็ไม่งดแล้ว อย่าคิดว่าพี่ไม่รู้’

สายตาที่ป๋ายเซียนสื่อออกมาแปลได้คำเดียวคือคำว่าใจร้าย แต่ชานเลี่ยจำเป็นต้องดัดนิสัยคนเป็นเด็กให้โตสักที

‘ก็ได้…’ น้องกำลังบีบน้ำตา ชานเลี่ยรู้ ‘พี่ชานเลี่ยคงไม่อยากอุ้มลูกหมูผสมลูกลิงอย่างป๋าย...พี่หัวเราะไรอ่ะ!’

ลูกหมูผสมลูกลิง ที่จริงมีอีกอย่างคือลูกหมา

‘ป๋ายเสียใจนะ หัวเราะอะไรเนี่ย!’

‘ฮะๆ’

‘พี่ชานเลี่ย!’

‘โอเค ๆ พี่ไม่หัวเราะแล้ว’

‘ป๋ายงอนนะเนี่ย หัวเราะเหมือนป๋ายเป็นตัวตลก’

ชานเลี่ยนั่งอ่านเอกสารพลางเงยหน้าขึ้นมามองเจ้าจอมยุ่งที่นั่งกดโทรศัพท์เล่นอยู่ตอนนี้ ชานเลี่ยมองเห็นหน้าจอโทรศัพท์ของตัวเองที่สว่างวาบขึ้นมาด้วยข้อความจากแม่ว่าอย่าลืมนัดของเราเย็นนี้นะคะ

เรื่องเดิมๆที่ชานเลี่ยยังจัดการมันไม่ได้สักที

‘ป่ะ ป๋าย ไปได้แล้ว’

‘เย้! วันนี้ป๋ายจะกลับไปกินเป็ดตุ๋นฝีมือแม่’

‘คงไม่ได้หรอก ป๋ายต้องไปทานข้าวกับพี่วันนี้’

‘หือ? แต่แม่ตุ๋นเป็ดเลยนะ’

ป๋ายเซียนได้แต่เดินตามชานเลี่ยมาขึ้นรถเหมือนที่เคยทำทุกวัน เพราะว่าเรามาทำงานด้วยกัน กลับบ้านด้วยกัน หลังจากที่นั่งอยู่บนรถ คาดเข็มขัดเรียบร้อยแล้วเพื่อความปลอดภัย คนเป็นน้องอย่างป๋ายเซียนก็ทำแค่เอื้อมมือไปเปิดเพลงแล้วมองเส้นทางที่ชานเลี่ยกำลังขับรถผ่านไปก็เท่านั้น จนกระทั่งรถจอดลงที่ภัตตาคารอาหารจีนแห่งหนึ่ง ภัตตาคารที่ป๋ายเซียนไม่มีปัญญาจ่ายถ้ามาคนเดียว ต้องมีพ่อกับแม่ คุณน้า หรือไม่ก็พี่ชานเลี่ยเนี่ยแหละพาเข้า

‘...จะกินที่นี่เลยเหรอ?’

‘พี่มีนัด’

ป๋ายเซียนเข้าใจได้ทันทีว่ามันคือนัดอะไรโดยที่ชานเลี่ยไม่ต้องอธิบายอะไรเลย

‘คราวนี้ใครอ่ะ?’

‘คุณซุยหยิง’

‘ป๋ายเคยเห็นในทีวี คนนี้สวยนะ’

‘เข้าไปแล้วอย่าพูดอะไรนะ ห้ามขัดพี่ด้วย’

ชานเลี่ยกำชับป๋ายเซียนเอาไว้เพราะไม่ว่าจะกรณีไหนๆน้องก็ชอบที่จะสนับสนุนให้ลองคบดูไปซะหมด

‘พี่จะปฏิเสธอีกแล้วเหรอ?’

‘ก็คงจะเป็นแบบนั้น’

‘ป๋ายจะมีวันได้อุ้มหลานกับเค้าบ้างไหมเนี่ย...’

ชานเลี่ยเดินเข้าไปในห้องรับรองของทางภัตตาคาร ก่อนจะจับจองที่นั่งเพื่อรอหญิงสาวที่น่าจะกำลังเดินทางมาที่นี่ เขาถอนหายใจเล็กน้อยเพื่อระบายความเครียดที่มีออกไปเพียงสักนิดก็ยังดี ไม่รู้ว่าจะต้องคอยปฏิเสธแบบนี้ไปถึงเมื่อไหร่ แต่เหมือนจะหลอกตัวเองไปอย่างนั้น เพราะแท้จริงแล้วชานเลี่ยก็รู้ดีว่าควรจะทำอะไรเพื่อให้สถานการณ์ตรงหน้านี้สิ้นสุด แต่พอหันไปมองคนตัวเล็กที่นั่งทำตาวิบวับอยู่ข้างๆราวกับเด็กสามขวบมันก็ยิ่งยากขึ้นไปอีก

ชานเลี่ยยังไม่อยากเสียป๋ายเซียนไป ไม่ว่าจะในรูปแบบไหนก็ตาม

เมื่อคุณซุยหยิงมาถึงเธอก็ยิ้มแย้มแจ่มใสเป็นอย่างดี ชานเลี่ยลุกขึ้นขยับเก้าอี้ให้เธอนั่งตามมารยาท ก่อนที่เราจะเริ่มรับประทานอาหารด้วยกันสามคน ส่วนตัวชานเลี่ยเองไม่ได้พูดอะไรมากไปกว่าการตอบรับสิ่งที่ป๋ายเซียนและคุณซุยหยิงคุยกัน แต่ป๋ายเซียนนั้นจ้อไม่หยุดจนต้องคีบอะไรไปตรงหน้าให้ป๋ายเซียนได้อ้าปากรับมันไป

หลังจากจบมื้ออาหารมื้อนี้ ชานเลี่ยก็พูดถึงจุดประสงค์ในการที่เรามาเจอกันวันนี้ และนั่นทำให้รอยยิ้มของเธอเลือนหายไป

‘ได้ยินมาว่าคุณไม่ถูกใจใครเลย’

‘...’

‘แม้แต่ฉัน...คุณก็ยังไม่ชอบ’

‘ขอโทษนะครับ’

‘ไม่เป็นไรค่ะ ฉันเองก็เตรียมใจมาแล้วส่วนนึงว่าคุณจะปฏิเสธกัน ขอบคุณสำหรับอาหารมื้อนี้นะคะ น้องป๋ายด้วย เอาไว้ว่างๆเรานัดเจอกันใหม่นะ’

ชานเลี่ยกับป๋ายเซียนเดินไปส่งคุณซุยหยิงที่รถก่อนจะกลับมาที่รถของตัวเองเพื่อกลับบ้านด้วยกัน ป๋ายเซียนถามถึงเหตุผลในการปฏิเสธผู้หญิงมากหน้าหลายตาแต่ชานเลี่ยก็ทำแค่ยิ้มและไม่ได้พูดอะไร

แต่การยิ้มนั้นมันไม่มีทางจบไปถ้าเป็นแม่ที่เป็นคนถามคำถามนี้กับชานเลี่ย

‘ทำไมล่ะลูก เราไม่คิดจะชอบใครเลยหรอ เราอายุเท่าไหร่แล้ว มันถึงวัยจะมีครอบครัวแล้วนะ!’

‘เหมยอินใจเย็น...’

‘จะใจเย็นได้ยังไงล่ะเฟยหลิง! คุณคะ..พูดอะไรหน่อยสิ’

ทุกคนภายในรั้วบ้านนั้นมารวมตัวกันที่ห้องนั่งเล่นของบ้านชานเลี่ยเพราะอารมณ์ที่คุกกรุ่นของแม่ที่เพิ่งรู้จากทางฝั่งนั้นว่าลูกชายของตนเองปฏิเสธอีกครั้งแล้ว

‘พ่อเองก็เคยสามสิบมาก่อน...มันไม่มีทางอยู่แล้วที่ลูกจะไม่มีใครในใจ’ พ่อพูดกับชานเลี่ยด้วยน้ำเสียงเหมือนเพื่อนคุยกัน ‘ทำไมลูกถึงไม่บอกเราล่ะ แน่นอนว่าเราจะรับฟังไม่ว่าเค้าจะมาจากไหน ชาติตระกูลเป็นอย่างไร...’

‘ชานเลี่ย เราอย่าปล่อยให้แม่เป็นกังวลแบบนี้เลยนะ มีอะไรก็คุยกันสิ แม่เครียดนะรู้รึเปล่า’ แม่เขย่าแขนของเขาเพื่อคาดคั้นเอาคำตอบ ‘บอกเรามาเถอะ หรือถ้าไม่มีจริงๆ หรือไม่อยากมีด้วยเหตุผลที่หนักแน่นแม่ก็จะไม่ว่าอะไร’

‘...’

‘ชานเลี่ย!’

‘ป๋ายเซียนครับแม่’

‘...’

‘ผมรักป๋ายเซียน’

เจ้าของชื่อที่ยืนอยู่ข้าง ๆ กันหันมามองชานเลี่ยด้วยท่าทางราวกับว่าไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ตัวเองได้ยิน ใบหน้าที่ดูตกใจสุดขีดจนเขาไม่อยากที่จะมองเพราะกลัวสิ่งที่จะได้รับกลับมา ที่จริงมันก็รวมถึงคนในครอบครัวของเราที่ชะงักไปโดยเฉพาะแม่ของชานเลี่ยและน้าเฟยหลิงที่เหมือนจะพูดอะไรไม่ออกแล้ว

‘ป๋ายเซียนคือเหตุผลที่ผมไม่อยากจะแต่งงานกับใครทั้งนั้น’

‘...’

‘ขอตัวนะครับ’

ชานเลี่ยเดินออกมาจากตรงนั้นด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบายได้ เรื่องที่เขาเพิ่งสารภาพออกไปอาจจะมีผลกระทบตามมามากมาย บางทีมันอาจจะเป็นไปในทิศทางที่ดีหรือบางทีชีวิตของชานเลี่ยต่อจากนี้อาจจะไม่มีอะไรดีเลยก็ได้ ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกไม่ดี รู้สึกว่ามันไม่มีอะไรเหลือแล้ว

เขาตัดสินใจเดินตรงไปหลังบ้านก่อนจะทรุดตัวลงนั่งที่ม้านั่งสีน้ำตาล ที่นอนประจำของป๋ายเซียน โดยมีผิงผิงที่วิ่งตามมาด้วยนั่งอยู่ข้างๆ ถ้าชานเลี่ยอ่านใจมันออก มันคงกำลังสงสัยว่าทำไมเจ้านายถึงมีสีหน้าย่ำแย่ขนาดนี้ และเขาก็รู้ว่าผิงผิงกำลังให้กำลังใจด้วยการวางคางลงบนขาของเขา เหลือบตาขึ้นมามองชานเลี่ยที่ยกมือขึ้นมาลูบหัวเพื่อนที่แสนดีตัวนี้

‘...มันอาจจะพังหมดแล้วล่ะผิงผิง’

ทั้งครอบครัว และป๋ายเซียนที่รักของเขา

‘...พี่ชานเลี่ย’

เสียงของป๋ายเซียนดังขึ้นพร้อมกับร่างเล็กๆที่ทรุดตัวลงนั่งข้างชานเลี่ย

‘คุยกับป๋ายได้ไหม?’ ชานเลี่ยพยักหน้าลงเล็กน้อยเป็นคำตอบ ‘ตั้งแต่เมื่อไหร่?’

‘พี่ไม่รู้’ เขาไม่รู้จริงๆ ‘รู้อีกที...ชีวิตพี่มันก็มีแต่เราไปแล้ว’

‘...’

‘พี่เข้าใจถ้าเราจะปฏิ

‘ป๋ายใจเต้น’ ป๋ายเซียนมองเข้ามาในตาของชานเลี่ย ‘เวลาอยู่กับพี่มากกว่าตอนที่อยู่กับจงเหริน มากกว่าใครทั้งนั้น’

‘ป๋าย…’

‘แต่ป๋ายไม่แน่ใจว่ามันคือความรู้สึกแบบไหน ถ้าพี่

‘พี่รักเรานะ...ที่ทำ ก็เพราะรักเรา’ มือของชานเลี่ยเลื่อนไปประคองใบหน้าของป๋ายเซียน ‘ถ้าหัวใจของป๋ายเต้นเป็นจังหวะเดียวกับพี่ คำตอบของเราก็จะเหมือนกัน’

ป๋ายเซียนไม่รู้หรอกว่าหัวใจของตัวเองนั้นเต้นเป็นจังหวะไหน แต่ตอนที่ริมฝีปากของเราแตะกันนั้น โลกทั้งใบของป๋ายเซียนเหมือนหยุดหมุนในทันที

เราทั้งสองขยับเข้าใกล้กันมากขึ้นเรื่อยๆ จนสุดท้ายป๋ายเซียนก็หลุดเข้าไปอยู่ในอ้อมกอดของคนเป็นพี่ จูบที่เต็มไปด้วยความรักทำให้ความรู้สึกในใจของป๋ายเซียนยิ่งชัดเจนมากขึ้น...และมากขึ้นไปอีกเมื่อพี่ชานเลี่ยถอนจูบออกไปก่อนที่เราจะมองตากัน

‘ป๋ายหัวใจจะวาย...’

‘พี่ก็เหมือนกัน’

ชานเลี่ยกับป๋ายเซียนยิ้มให้กันก่อนที่ริมฝีปากของเราจะสัมผัสกันอีกครั้ง จูบที่ลึกซึ้งระหว่างเราทั้งคู่สลักลึกลงไปในใจของเราสองคน

และมันจะไม่มีวันจางหายไป

‘ป๋ายเซียน’ เขากุมมือของน้องขึ้นมาแนบอก ‘แต่งงานกันนะ’

‘...’

‘ให้ผิงผิงเป็นพยาน ว่าพี่รักเราสุดหัวใจ’

‘แปะก๊วยก็จะเป็นพยานให้ป๋าย...’ ยิ้มที่หวานที่สุดในชีวิตของป๋ายเซียนถูกส่งให้ชานเลี่ยเพียงผู้เดียวเท่านั้น ‘...ว่าป๋ายตอบตกลง แล้วก็รักพี่สุดหัวใจเหมือนกัน’

เราสองคนนั่งคุยกันอยู่ที่สวนหลังบ้าน อยู่บนม้านั่งสีน้ำตาลของป๋ายเซียน ชานเลี่ยนั่งอยู่บนม้านั่งโดยมีป๋ายเซียนนั่งอยู่บนตัก ผิงผิงที่นอนหมอบอยู่ตรงเท้าและแปะก๊วยที่วนเวียนอยู่รอบๆตัวเรา คนเป็นพี่ส่งริมฝีปากของตัวเองไปสัมผัสกับคนในอ้อมกอดตรงนั้นทีตรงนี้ทีจนน้องหน้าแดงตัวแดงไปหมด เสียงหัวเราะของเราสองคนดังอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งได้ยินเสียงกระแอมไอเบาๆ จากด้านหลัง

‘แม่เค้าให้มาตาม ไม่อยากให้ตากน้ำค้างนาน มีอะไรไปคุยกันในบ้านนะ’

ชานเลี่ยเดินจูงมือป๋ายเซียนกลับเข้าไปหาคุณแม่ของเราในบ้าน ผิงผิงเองก็วิ่งตามมา เดินเข้าบ้านไปพร้อมกับเขา แม่ของชานเลี่ยยืนเช็ดน้ำตาของตัวเองอยู่ที่เดิม ก่อนจะตรงเข้ามากอดชานเลี่ยพร้อมกับบอกว่า ขอโทษ ขอโทษที่ไม่เคยรู้เลย ก่อนจะผละออกจากเขาไปกอดป๋ายเซียนพร้อมกับบอกว่าน้ารักหนูนะ น้าเองก็ต้องขอโทษหนูด้วย

น้าเฟยหลิงเข้ามากอดชานเลี่ยก่อนจะยิ้มให้ในแบบที่ชานเลี่ยรู้ดีว่ามันหมายความว่าอย่างไร มันเหมือนรอยยิ้มที่น้าเคยยิ้มให้เขาในวันที่ป๋ายเซียนเกิดมา รอยยิ้มที่ฝากให้ชานเลี่ยดูแลน้องป๋ายเซียนคนนี้

‘คบกันไป...’

‘ผมขอน้องแต่งงานแล้วครับแม่’ ชานเลี่ยยิ้มให้แม่ที่อ้าปากค้างไปแล้ว ‘น้องตอบตกลง...’

‘กรี๊ด! เฟยหลิง!’ แม่ของชานเลี่ยร้องลั่นก่อนจะถลาไปหาเพื่อนซึ่งดีใจไม่แพ้กัน หันมาหาเขาด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความยินดี ‘แม่จะจัดงานให้นะ เราสองคนรอแต่งอย่างเดียว แม่จัดการให้ทุกเรื่อง!’

การที่คุณแม่ของเราบอกว่าจัดการให้ทุกเรื่องนั้น หมายความถึงทุกเรื่องจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร แม่ของเราก็จัดการให้หมดทุกอย่าง สิ่งที่ต้องใช้ สถานที่ ร้านจัดทำของ รับตกแต่งหรือจะเป็นสารพัดสิ่งที่จำเป็นในงานนี้ ไม่มีสิ่งไหนที่ชานเลี่ยกับป๋ายเซียนต้องทำเลย

แต่ก็มีบางอย่าง ที่ชานเลี่ยคิดว่าเราทั้งสองคนจะต้องทำด้วยตัวเอง

‘ป๋าย บ่ายนี้พี่ลางานให้แล้วนะ’

‘ลางานเหรอ พี่ชานเลี่ยจะพาป๋ายไปเที่ยวเหรอ?’

‘เปล่าหรอก พี่จะพาไปร้านคุณอาฟงเถียน’ ชานเลี่ยยกมือขึ้นลูบหัวน้องเบาๆ ‘ไปดูแหวนแต่งงานกันนะ’

รอยยิ้มกว้างจากป๋ายเซียนรวมถึงการเขย่งปลายเท้าขึ้นมาหอมแก้มกันเบาๆนั้น ทำให้ชานเลี่ยมีความสุขมากเหลือเกิน

เราสองคนไปร้านเครื่องประดับของคุณอาฟงเถียนซึ่งเป็นเพื่อนของพ่อ อาแสดงความยินดีกับเราสองคนก่อนจะแนะนำแหวนในร้านให้ รวมถึงพูดเรื่องการออกแบบถ้าเกิดว่าเราอยากจะสั่งทำออกมาให้ถูกใจมากที่สุด

‘พี่ชานเลี่ย ป๋ายชอบวงนี้’ แหวนทองคำขาวกลมเกลี้ยงที่มีเพชรเม็ดเล็กๆสามเม็ดฝังอยู่คือแหวนที่ป๋ายเซียนเลือก ‘คุณอาครับ เราสลักชื่อลงไปได้ไหม?’

‘ได้จ้ะ หนูป๋ายเซียน หนูอยากจะสลักว่าอะไรอาจะส่งให้คนไปทำให้นะ’

‘วงนี้ชื่อพี่ชานเลี่ย วงนี้ชื่อป๋ายครับ’ ป๋ายเซียนเลือกแหวนได้แล้ว ‘วันแต่งงานจะได้เอามาแลกกัน’

ชานเลี่ยเองก็ชอบแหวนที่ป๋ายเซียนเลือก มันเรียบหรูและดูเป็นแหวนที่สามารถใส่ติดตัวได้ในทุกโอกาส เพราะว่าชานเลี่ยจะไม่มีวันถอดมันออก ป๋ายเซียนเองก็เช่นกัน

ตั้งแต่เราเป็นว่าที่เจ้าบ่าวของกันและกัน ป๋ายเซียนก็เหมือนจะมีห้องนอนใหม่คือห้องนอนของชานเลี่ย คนเป็นพี่นั้นชอบที่จะมีน้องอยู่ในอ้อมกอดและมีผิงผิงนอนอยู่ที่ปลายเท้า ชอบที่จะตื่นมาเจอหน้าป๋ายเซียนตอนเช้าและหลับไปพร้อมกับป๋ายเซียน การได้เริ่มต้นมีกันและกันอย่างจริงจังนั้นทำให้เราได้รู้ว่าทุกอย่างมันดีมากแค่ไหน

เราสองคนจัดงานเลี้ยงมื้อกลางวันที่บริษัทแทนคำขอบคุณให้กับการแสดงความยินดีของพนักงานทุกคนที่มีให้กับเรา ป๋ายเซียนโดนรุ่นพี่ในแผนกเอ่ยแซวใหญ่แต่คนตัวเล็กก็ได้แต่ยิ้มกลับไปแล้วหันมายิ้มกว้างให้ชานเลี่ยเพื่อแสดงให้เห็นว่าวันนี้นั้นเจ้าตัวนั้นมีความสุขมากจริงๆ

คุณแม่ของเราเป็นคนจัดการทุกอย่างรวมถึงเรื่องแขกที่มางาน งานพิธีในช่วงเช้านั้นมีแค่ญาติสนิทและเพื่อนสนิทของเราเท่านั้นที่เข้าร่วมงานได้ ส่วนงานเลี้ยงตอนเย็นนั้นเป็นงานยิ่งใหญ่ที่รวมคนรู้จักทุกทั่วสารทิศของพ่อแม่เราไว้ในงานเดียวกัน

ยิ่งใกล้วันแต่งงาน เราสองคนก็ยิ่งเก้อเขินเวลาที่มองหน้ากัน แม่สั่งห้ามไม่ให้เรานอนด้วยกันจนกว่าถึงฤกษ์งามยามดีอะไรสักอย่าง ที่จริงเราก็ไม่ค่อยสนเรื่องนั้นเท่าไหร่นัก แต่คิดว่าผิงผิงคงเสียใจถ้าวันนั้นจะไม่ได้เข้ามานอนด้วยกันในห้องของชานเลี่ย

จนกระทั่งวันแต่งงานของเราดำเนินมาถึง…

และมันก็คือวันนี้ วันที่ชานเลี่ยกำลังยืนอยู่กับซื่อชวินและอี้ฟานที่เป็นเพื่อนเจ้าบ่าว มือทั้งสองข้างนั้นชื้นเหงื่อเล็กน้อยเพราะความตื่นเต้น สายตาจับจ้องไปยังหน้าประตูโบสถ์เพื่อรอให้คู่ชีวิตของตัวเองนั้นก้าวเท้าเข้ามา

“ตื่นเต้นไหม?”

“ยังจะถาม”

“เพื่อนเราจะมีเมียแล้วว่ะ เมียเด็กซะด้วย”

ไอ้พวกเพื่อนไม่รู้จักกาลเทศะ แต่ชานเลี่ยก็รู้ว่าพวกมันดีใจที่เพื่อนอย่างเขาจะได้เป็นฝั่งเป็นฝาสักที นอกจากเพื่อนก็ยังมีผิงผิงที่วันนี้ใส่ปลอกคอดอกไม้มานั่งให้กำลังใจกันอยู่ใกล้ๆ เช่นเดียวกับทุกคนที่มาร่วมงานในวันนี้ที่เต็มไปด้วยความยินดีที่ส่งมาให้ชานเลี่ยที่ยืนอยู่ตรงกลางโบสถ์

จนกระทั่งป๋ายเซียนในชุดสูทสีขาวสนิทก้าวเข้ามาพร้อมกับน้าหานชิงผู้เป็นพ่อของป๋ายเซียน ทุกอย่างในสมองของชานเลี่ยกลายเป็นสีขาวโพลน และเขาก็มองเห็นเพียงแต่ป๋ายเซียนเท่านั้น

ร่างเล็กยกยิ้มกว้างก่อนจะค่อยๆ ก้าวเข้ามาหากันทีละน้อย จนสุดท้ายมือของป๋ายเซียนก็มาอยู่ในมือของชานเลี่ย พร้อมกับคำพูดของน้าหานชิงที่บอกว่าฝากป๋ายเซียนด้วยนะ

บาทหลวงเริ่มพิธีอันศักดิ์สิทธิ์ในการผูกชีวิตสองชีวิตเข้าไว้ด้วยกันด้วยความรัก รอยยิ้มและความอบอุ่นแผ่กระจายไปทั่วสารทิศจนรู้สึกได้ถึงความรักที่อบอวลอยู่ในที่แห่งนี้

“ผม ชานเลี่ย จะขอรับป๋ายเซียนเป็นคู่ชีวิต จะรัก ดูแลและซื่อสัตย์ต่อกันแม้ในยามทุกข์ ยามสุข เมื่อยามไข้และสบายดี จะอยู่เคียงข้างและ...” ชานเลี่ยยิ้มให้เด็กน้อยตรงหน้าของเขา “...จะอุ้มอุ้มจนกว่าจะอุ้มไม่ไหว”

คำสาบานของชานเลี่ยทำให้ป๋ายเซียนหลุดหัวเราะออกมาเล็กน้อย

“ผม ป๋ายเซียน จะขอรับพี่ชานเลี่ยเป็นคู่ชีวิต จะรัก ดูแลและซื่อสัตย์ต่อกันแม้ในยามทุกข์ ยามสุข เมื่อยามไข้และสบายดี จะอยู่เคียงข้างและจะอยู่ให้พี่อุ้มอุ้มป๋ายตลอดไป...”

พิธีดำเนินต่อไปจนกระทั่งเราสองคนเอ่ยคำว่า‘รับครับ’ต่อกันและกัน รวมถึงการสวมแหวนบนนิ้วนางข้างซ้ายของกันและกันด้วยความสุขยิ่งในหัวใจ แหวนที่เป็นเหมือนสิ่งแทนใจของเรา แหวนที่สลักชื่อคู่ชีวิตของเราสองคนเอาไว้

ป๋ายเซียนยิ้มในแบบที่เคยยิ้มให้ชานเลี่ยเสมอก่อนจะมีรอยยิ้มขี้เล่นผุดขึ้นมาเมื่อถึงเวลาที่จุมพิตกันและกัน คนตัวเล็กกระโดดขึ้นมากอดคนเป็นพี่ไว้โดยไม่ให้ทันตั้งตัวพร้อมกับกระซิบที่ข้างหูกันว่าจับได้แล้ว ก่อนที่เราจะจูบกันอย่างดูดดื่มจนคนทั้งงานรวมถึงซื่อชวินและอี้ฟานนั้นอดกู่ร้องก้องโบสถ์ด้วยความยินดีไม่ได้

“ป๋ายรักพี่ รักมากที่สุด”

“พี่ก็รักป๋าย รักที่สุด...ทั้งหัวใจเลย”

 

 

 

(never end.)

#ดซชานแบค

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 588 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

6,131 ความคิดเห็น

  1. #6118 dewwiizodiac (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 4 ธันวาคม 2563 / 15:27
    ฮืออออ ดีมากเลยค่ะ
    #6,118
    0
  2. #6025 lilacforu (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2563 / 21:38
    อ่านรอบที่สองก็ยังน้ำตาสึม ประทับใจมากค่ะ
    #6,025
    0
  3. #5898 เด็กหญิงหัวไชเท้า (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 9 ตุลาคม 2562 / 22:57
    กลับมาอ่านอีกครั้งก็ยังดีต่อใจ อบอุ่นหัวใจไปหมด
    #5,898
    0
  4. #5887 yu-na (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 2 ตุลาคม 2562 / 07:54
    อบอุ่นหัวใจจังเลยค่ะ ประทับใจ เป็นเนื้อเรื่องเส้นเรื่องที่งดงามมากทั้งหมด
    #5,887
    0
  5. #5803 myyq (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 21 กันยายน 2562 / 22:41
    กลับมาอ่านอีกรอบนึงก็ยังประทับใจอยู่เลยค่ะ;_; คุณเดซี่แต่งได้ดีมากๆมันอบอุ่นหัวใจไปหมดเลยใจฟูมากกกก ขอบคุณที่เเต่งฟิคดีๆมาให้อ่านนะคะ
    #5,803
    0
  6. #5788 Nimuyk (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 17 กันยายน 2562 / 17:14

    ในที่สุด ก้อแฮปปี้เอ็นดิ้ง คู่กันแล้วไม่แคล้ว(ต้องอุ้ม)กันชิมิ ....

    ขอรอรับดอกไม้จากทั้งคู่เลยนะคร้า (อมยิ้ม ดีใจ มีความสุขอ่า) ^_^

    #5,788
    0
  7. #5677 p_yeoldollar (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 19 มิถุนายน 2562 / 07:43
    กลับมาอ่านเรื่องนี้เพราะ ชานเลี่ยรักป๋ายเซียนมาโดยตลอด ตั้งแต่ยัยน้องลืมตาเลย น้ำตาซึม อ่านแล้วซึ้งมากๆ ตาพี่ไม่เคยมองใคร มองแค่ป๋ายเซียนเสมอ ป๋ายเป็นคนที่โชคดีที่สุดเลย แอบอยากรู้มุมมองของป๋ายเซียนบ้าง ทั้งตอนที่คบกับจงเหรินแล้วเลิกกัน เพราะคิดว่าในใจน้องก็รักพี่ชานเลี่ยมาตลอดแหละ ฮือออ ไรท์คะ เหมือนโลกใบเลย อยากอ่านอีก ไม่อยากให้จบ งือ
    #5,677
    0
  8. #5650 Maylia (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2562 / 11:43
    งือออคนเดียวในหัวใจของพี่ น่ารักที่สุดเลย ไม่ยอมแต่งงานรอน้องเรียนก่อน งือออดีๆๆๆ
    #5,650
    0
  9. #5555 cheerchanbaek (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 31 มีนาคม 2562 / 16:55
    เขินนนนๆๆๆๆ กลับมาอ่านอีกรอบเราก็เขินอ่า ฮื่ออออออ ชอบมากเลยย ถึงจะหน่วงๆช่วงกลางเรื่องก็เถอะ แต่บั่บๆๆๆ งื้อววววว ได้คู่กันแล้วนะคะ ยินดีด้วยยยยยย งื้อวว
    #5,555
    0
  10. #5554 CB💕 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 28 มีนาคม 2562 / 22:30

    อ่านแล้ว เห็นแต่ความสุข มันโคตรน่ารักอ่ะ
    #5,554
    0
  11. #5542 Oillgnong (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 18 มีนาคม 2562 / 13:20

    ประทับใจมากๆ
    #5,542
    0
  12. #5301 momi (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 17 มกราคม 2562 / 00:25
    ฮืออออ ละมุนมากๆเลยค่ะ อ่านไปยิ้มไป ยังป๋ายก็น่ารัก พี่ชานก็อบอุ่นกว่าเตาผิง งือออออ
    #5,301
    0
  13. #5282 yourdecemberr (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 10 มกราคม 2562 / 01:06
    น่ารักม้ากๆน้องป๋ายกับพี่ชานเลี่ย 💘
    #5,282
    0
  14. #5213 miaJongin (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 27 ธันวาคม 2561 / 23:39
    อบอุ่ลหัวใจจริงๆ /ปาดน้ำตา
    #5,213
    0
  15. #5145 pupe. (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 20 ธันวาคม 2561 / 01:06
    แงงงงง้ อบอุ่นมาก ตอนแรกนี่หน่วงๆในใจ กลัวจะไม่แฮปปี้ แต่สุดท้ายก็ผ่านไปได้ด้วยดี ในที่สุดพี่เขาก็ยอมเผยความในใจซักที เล่นเอาซะตัวเองสามสิบเชียวเลยลุงเอ้ย แง้ น่ารัก อบอุ่นที่สุด อุ้มอุ้มน้องไปตลอดเลยนะพี่
    #5,145
    0
  16. #4832 mbas2 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 9 ธันวาคม 2561 / 21:22

    อบอุ่นหัวจายยยงื้ออออ
    #4,832
    0
  17. #4552 PCY_BBH_PLOY (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 22 พฤศจิกายน 2561 / 20:42

    งื้อออออออ
    #4,552
    0
  18. #4520 XMCB_BB (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 21 พฤศจิกายน 2561 / 18:18

    ฮืออออออออ มันดีมากกกกกกเลยค่ะ ชอบมากๆๆ ^U^ น้องป๋ายของพี่ชาน งืออออ
    #4,520
    0
  19. #4395 xCBx (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 20 ตุลาคม 2561 / 14:49
    ป๋ายยยยยย เเสงสว่างของพี่ชานนน รักกันๆ กรุ้งกริ้ง กิงก่องเเก้วววว น่ารักกกกกกกกก
    #4,395
    0
  20. #4003 cheerchanbaek (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 1 กันยายน 2561 / 16:51
    โอ้ยตายแล้วววววววววว เขินๆๆๆ ชั้นฟินนนนรอบที่ห้าล้านน กรี๊ดดดดดดดดดดด
    #4,003
    0
  21. #3993 MEANZOCHIST (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 30 สิงหาคม 2561 / 01:14
    ตอนป๋ายสอบได้ที่หนึ่ง ป๋ายอยากกินเป็ดร้านพี่ชานเลี่ย(ชื่อเหมือนพี่ชานเลี่ยของป๋าย)ที่เป็นแฟนกับเจ๊แบคฮีใช่ไหมครับ
    #3,993
    0
  22. #3860 heykiki (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 7 สิงหาคม 2561 / 22:27
    อันนี้น่าร้ากก เห็นความสัมพันธ์ของทั้งคู่ตั้งแต่ยังเด็ก จนโต รักกันนานๆๆ
    #3,860
    0
  23. #3855 geejajaa (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 5 สิงหาคม 2561 / 18:33
    น่ารักมากเติบโตขึ้นทั้งคู่เลย หมายถึงชานยอลก็แน่วแน่ มั่นใจ ปักใจรอป๋าย ป๋ายเองก็เติบโตขึ้นตามกาลเวลา

    ตอนจบแฮปปี้ แบบอบอุ่นน่ารักไปหมด
    #3,855
    0
  24. #3562 allmysecret (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 28 มิถุนายน 2561 / 18:25
    อยากไปสิงผิงผิง อยากเป็นสักขีพยานในวันเข้าหอ 5555555
    #3,562
    0
  25. #3537 S.takky (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 24 มิถุนายน 2561 / 14:47
    ฮื่ออออออออซึ้งมากเลยยยย ผ่านช่วงเวลาต่างๆมาด้วยกันตลอด ชอบที่พี่อุ้มน้องอ่า เขินนนนนนน

    ชอบมากๆ :)
    #3,537
    0