(exo) SF/OS|Fill your heart with my DAISY ❁ Chanbaek

ตอนที่ 1 : ❁ photograph

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 40,491
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 853 ครั้ง
    3 ก.พ. 63

 

 

 

P H O T O G R A P H

through the photograph, your smile

 

 

รอยยิ้มกว้างที่ส่งมาจากรูปถ่ายใบนี้ทำให้ผมรู้สึกดีในหัวใจเสมอ

มันอาจจะเป็นการส่งยิ้มให้กล้อง ส่งยิ้มให้คนที่ถือกล้อง หรืออาจจะเป็นใครสักคนที่ยืนอยู่ตรงนั้น แต่เพราะว่ารูปนี้อยู่ในมือของผม ผมก็จะขอโมเมไปก่อนละกันว่าคนในรูปน่ะ..จงใจยิ้มให้กัน

“ไอ้ชานยอล ไปได้แล้ว”

อ่า...นั่นแหละคือชื่อของผม ปาร์คชานยอลนั่นน่ะ

และคนที่เรียกให้เดินไปด้วยคือโอเซฮุน เพื่อนสนิทคณะเดียวกัน แต่ความจริงก็สนิทกันมาตั้งแต่เรียนมัธยมปลาย จะเรียกว่าโชคดีก็ได้ที่เรามีความสนใจในเรื่องเดียวกัน มีความฝันที่จะได้ทำงานในสายอาชีพเดียวกัน ความเป็นเพื่อนถึงได้ยาวนานมาจนถึงสมัยเรียนมหาวิทยาลัย และมั่นใจว่าจะได้เป็นเพื่อนกันต่อไปในอนาคตข้างหน้าที่ยังมาไม่ถึง

“ไปไหนวะ?”

ผมเก็บกระเป๋าเงินของตัวเองลงกระเป๋ากางเกงก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วเดินตามเพื่อนสนิทที่เดินย้อนกลับไปทางคณะที่เราเรียน

“มีประชุมงานโอเพ่นเฮาส์ไง ไอ้จงแดมันโทรตามทุกคนเลย จี้เหมือนรู้ว่าจะไม่เข้า”

“ปีสองทำไม่ใช่เหรอวะ?”

งานโอเพ่นเฮาส์ที่มหาวิทยาลัยจะถูกจัดขึ้นในอีกสองอาทิตย์ ซึ่งผมก็ไม่ได้สนใจนักเพราะว่ามันเป็นหน้าที่ของน้องปีหนึ่งกับปีสองที่ต้องรับผิดชอบ ผมที่ลอยตัวขึ้นมาอยู่ปีสามแล้วทำไมต้องไปประชุมกับเค้าด้วย มันมีความจำเป็นอะไรที่เราจะต้องไปทำเรื่องน่าเบื่อแบบนั้น

“ปีสองทำของคณะไง” เซฮุนพูด“นี่มึงได้ยินมันพูดหลังเลิกคลาสเมื่อวานไหมเนี่ย ที่จงแดมันพูดใส่ไมค์เมื่อวานตอนเย็น”

“หลับ” เหตุผลของผมไม่ได้แปลกอะไรเท่าไหร่นัก ผมไม่มีภูมิต้านทานกับวิชาบรรยายเท่าไหร่นัก ได้ยินทีไรเหมือนโดนยานอนหลับ ไม่วายลงไปฟุบกับโต๊ะเรียนทุกที อาจเป็นเพราะว่ามันไม่น่าสนใจพอที่ผมจะสนใจ หรือไม่ปัญหามันก็อยู่ที่ตัวผมเองที่ไม่ค่อยอยากจะรับรู้มันเท่าไหร่นัก

“มหาลัยให้ปีสามช่วยทำ คณะละแบบ...ไม่เยอะ ภาคนึงไรงี้”

“แล้ว?”

“ภาคเราจับฉลากโดนให้ไปช่วยงาน”

คำตอบของเพื่อนทำให้ผมนึกถึงงานของตัวเองที่ค้างไว้ยังทำไม่เสร็จแล้วมันก็รู้สึกว่างเปล่าอย่างไรไม่รู้ชอบกล งานของผมที่กองเป็นตั้งอยู่ที่ห้อง งานที่ยังไม่เป็นรูปเป็นร่างอะไรทั้งนั้นเพราะสมองผมมันบอกว่าไม่ใช่ตอนนี้ ผมยังคิดงานไม่ออกหรอก มันต้องการเวลาที่มากกว่าที่มีอยู่ และผมก็ไม่รู้จะฝืนความคิดตัวเองไปทำไมถ้ามันทำไม่ได้ แต่การที่จะมีงานเพิ่มเข้ามาอีกงาน งานที่เราไม่ได้ประโยชน์อะไรจากมันเลยสักนิด ผมจำเป็นต้องทำมันจริง ๆ ใช่ไหม

“เออ นั่นแหละ” เซฮุนตอบกลับมาด้วยสีหน้าไม่พอใจ เมื่อเห็นว่าผมเองก็มีท่าทางไม่อยากทำเหมือนกัน“ตอนแรกโดนไอ้พวกผังเมืองแต่มันเวิร์คช็อปกันอยู่ เราเลยโดนแทน”

“เยี่ยม...”

ผมเดินตามเซฮุนไปที่ลานคณะที่ตอนนี้มีเพื่อนในภาคที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดีนั่งอยู่สิบยี่สิบคนโดยมีจงแดยืนถือโทรโข่งพูดเพื่อให้เสียงดังทั่วถึง ทุกคนมีสีหน้าที่ทำให้รู้สึกว่าเราทุกคนมาทำอะไรกันที่นี่ เรามานั่งรวมกันอยู่ที่นี่ทำไม ทำไมเราถึงต้องมานั่งอยู่ที่นี่ มันไม่ใช่เรื่องของเราเลย ตอนแรกก็ไม่ได้จับโดนเราด้วยซ้ำ ทำไมมันถึงกลายเป็นเราไปได้

“นั่งเลย รอเพื่อนก่อน” จงแดพูดใส่โทรโข่ง “พวกมึงยังมา น้ำตากูจะไหล”

“มึงโทรตามกูทุกห้านาทีไม่ใช่รึไง?!” เซฮุนตะโกนกลับไปหาจงแดที่ทำหน้าเหมือนรู้ตัวว่าจะโดนด่า และได้หาข้อแก้ตัวสำหรับเรื่องนี้เอาไว้แล้ว จะต้องไม่มีใครว่าอะไรจงแดได้ทั้งนั้น

“ก็ไอ้ชานยอลมันปิดเครื่อง กูเลยโทรตามมันผ่านเครื่องมึง”

“เหตุผลควาย ๆ” เซฮุนนั่งลงที่โต๊ะตัวหนึ่งที่มีเพื่อนนั่งก่อนอยู่แล้วสามคนก่อนจะคว้าโคล่าบนโต๊ะขึ้นมากินด้วย ถึงจะนั่งอยู่หลายคนแต่ก็พอจะเดาได้ว่าเป็นของใคร “น่าเบื่อว่ะ ปีสามแล้วก็ยังไม่หลุด”

“ใจเย็นครับ แดกเหมือนเงินตัวเอง”

ผมทิ้งตัวลงนั่งข้างเจ้าของโคล่าที่ตอนนี้กำลังส่งข้อความหาแฟนตัวเองที่เรียนอยู่คณะอื่น ไม่ได้ตั้งใจจะมองแต่ตามันไปเห็นเอง พอรู้ว่าเป็นแฟนมันผมก็หันหนีนะ ถึงสนิทกันแต่ก็ต้องมีมารยาทหน่อย ถึงรู้ว่ามันจะไม่ว่าอะไรก็เถอะ

“ลมอะไรหอบมึงมาวะ?” มันเอ่ยปากถามผมที่ไม่น่าจะมาอยู่ตรงนี้ได้ เพราะความสนิทสนมที่มีมันเลยรู้ว่าที่ตรงนี้ไม่ใช่ที่ที่ผมจะมาเลย

“ลมเซฮุน มันลากกูมา”

“กูก็ว่าล่ะ มึงเคยมาประชุมคณะซะที่ไหน”

“ไอ้จงอิน” เซฮุนส่งเสียงเรียกเจ้าของโคล่าที่ตัวเองดื่มอยู่ราวกับว่าซื้อมาด้วยเงินของตัวเอง “พวกวิศวะมาทำไรวะ?”

“เราทำงานกับวิศวะภาคคอม กูอุตส่าห์หวังว่าจะเป็นภาคไฟ อดเลย”

กลุ่มผู้ชายผู้หญิงรวมกันมากกว่าสิบคนกำลังเดินตรงมาทางนี้ ทุกคนล้วนแต่งตัวด้วยเสื้อช็อปและกางเกงยีนส์ ที่จริงก็มีหลายคณะที่มีเสื้อแบบนี้เป็นของตัวเอง แต่มันก็ไม่แปลกถ้าเซฮุนจะเดาไปก่อนว่าต้องเป็นพวกวิศวะแน่นอนเพราะเป็นคณะที่ใส่เสื้อแบบนี้เยอะที่สุดแล้ว ถ้าเกิดว่ามายืนเรียงกันสิบคน ผมเชื่อว่าจะต้องเรียนวิศวะไปแล้วอย่างน้อยเจ็ดคน

“ภาคคอม?” เซฮุนที่ตัวสูงอยู่แล้วยืดตัวให้สูงขึ้นไปอีก “ลู่หาน!”

ผมเพิ่งนึกออกว่าคนที่เพื่อนมันตามเทียวไล้เทียวขื่อจีบให้ติดนั้นเรียนอยู่วิศวะคอมพิวเตอร์ แต่ว่าคนที่เป็นแฟนกับจงอินนั้นเรียนอยู่ภาคไฟฟ้า มันถึงได้บอกว่าหวังให้เป็นภาคไฟที่ต้องมาทำงานด้วยกัน

“อ้าว โดนเหมือนกันเหรอ?” ลู่หานเดินเข้ามาหาเซฮุนที่โบกไม้โบกมือขนาดหนัก กลัวว่าคนที่ตัวเองเรียกจะไม่เห็น“หวัดดีจงอิน ชานยอล”

“อืม...” ผมตอบรับลู่หานด้วยท่าทางที่เป็นมิตร

“เจอคยองซูด้วย ดีใจใหญ่ที่ภาคตัวเองไม่โดน” ลู่หานคุยกับจงอิน“หนีกลับห้องไปแล้วน่ะ”

“เออ สมน้ำหน้ากันอยู่เนี่ย” จงอินชูโทรศัพท์เชิงว่าคุยกับคยองซูอยู่เหมือนกัน โดนสมน้ำหน้ามาอย่างหนักผ่านข้อความที่ได้คุย

“นั่งลงครับ นั่งลง” จงแดตะโดนผ่านโทรโข่งมาอีกครั้งทำให้ทุกคนเริ่มหาที่นั่งให้ตัวเอง พวกวิศวะบางคนก็ลงไปนั่งกับพื้น ส่วนบางคนก็นั่งที่โต๊ะเหมือนกับลู่หานและเพื่อนอีกคนที่แนะนำตัวว่าชื่อซูยอน

ผมเห็นจงแดยืนคุยกับคนที่น่าจะเป็นหัวหน้าภาคคอมพิวเตอร์ปีสามสักพัก สีหน้าท่าทางที่ดูจริงจังทำให้คาดคะเนได้ว่าบางทีงานนี้อาจจะไม่ใช่งานที่ลงมือทำให้มันผ่านไปเฉย ๆ ผมมองทั้งสองคนคุยกันอยู่แบบนั้นเพราะไม่รู้ว่าควรจะไปหยุดสายตาของตัวเองไว้ที่ไหน สิ่งรอบตัวที่มองเห็นอยู่ตอนนี้ก็เป็นสิ่งที่ผมมองเห็นอยู่ทุกวันที่มาเรียนหนังสือ มานั่งทำงานหน้าตั้งอยู่กับเพื่อนอีกสองคนที่ไฟลนก้นเรื่องงานไม่แพ้กัน

การอธิบายงานที่ต้องทำในเบื้องต้นได้เริ่มขึ้นแล้ว อาจเป็นเพราะว่าเราทุกคนในที่นี้ไม่ใช่คนที่อายุน้อยพอที่จะเห็นงานส่วนรวมเป็นเรื่องเล่น ๆ และการที่เราได้เห็นสีหน้าแสนจริงจังของเพื่อน ทำให้เราทุกคนมีความตั้งใจที่จะฟังให้รู้ความ จดจำรายละเอียดที่สำคัญในการทำงานครั้งนี้

“มีเรื่องลำบากใจให้ทำนิดหน่อย ขอโทษจริง ๆ แต่ทางสโมสรมหาลัยบังคับมา เพราะว่าเราจะได้ชั่วโมงกิจกรรมกัน” จงแดพูดผ่านโทรโข่งด้วยสีหน้าลำบากใจ“เช็คบาร์โค้ดเป็นคู่ ถ้าไม่ทำเป็นคู่จะไม่ได้ชั่วโมงกิจกรรมแล้วก็โดนหักคะแนนประพฤติด้วย คู่แบบ...คนละคณะนะ”

“แจ่ม!” เซฮุนไม่มีปัญหาเพราะจะได้คู่กับลู่หาน “ดีเลิศ”

ถึงจะมีการเช็คชื่อเพื่อชั่วโมงกิจกรรม แต่ทำไมถึงต้องให้ข้ามภาคข้ามคณะกันแบบนี้ หรือว่าจะใช้เรื่องความเกรงใจของคนที่ไม่รู้จักกันมาบังคับให้ต้องทำ เพราะเมื่อฟังจากสิ่งที่มันพูดออกมา ต่อให้ทำแทบตาย แต่ถ้ามาทำคนเดียวก็จะไม่ได้อะไรกลับไปเลย

“จะคู่ใครล่ะเนี่ย...” จงอินพูดสิ่งที่ผมคิดออกมาพอดี ผมไม่รู้จักใครที่เรียนภาคคอมเลย เอาจริงก็ไม่ใช่คนเพื่อนเยอะด้วย ให้ทำกับคนอื่นแบบนี้ ลำบากใจกันไปเปล่าๆ

“นี่ไง คู่ซูยอนคนนึง แล้วก็ไอ้แบคคนนึง” ลู่หานเสนอกับผมและจงอิน เพราะดูจากท่าทีของเซฮุน ยังไงก็คงจะต้องคู่กันอยู่แล้ว“เพื่อนเราเอง มันกลับไปก่อนน่ะ มันบอกว่ามันปวดท้อง”

“งั้นเราคู่กับจงอิน” ซูยอนพูดรัวเร็ว “จงอินคู่กับเรานะ”

“เฮ้ย ไม่ได้ดูเหมือนอยากคู่กับกูนะ แต่ดูเหมือนไม่อยากคู่กับมึงมากกว่า” จงอินหัวเราะก่อนจะหันมาทางผมที่ยักไหล่กลับไปเชิงว่าไม่ได้คิดอะไรมาก ส่วนซูยอนนั้นโบกมือพร้อมกับส่ายหน้าเป็นพัลวัน

“ไม่ใช่อย่างนั้นนะ แต่ดูสายตาผู้หญิงแต่ละคนดิ สู้ไม่ไหว” ซูยอนมองไปรอบ ๆ ที่เต็มไปด้วยคนจากภาคของตัวเองและภาคของผม “เหมือนจะหักแขนหักขาชานยอลแล้วจับกิน ให้แบคมันคู่ไปนั่นแหละ เราเป็นผู้หญิงด้วย ไม่อยากโดนมองแรง อย่างน้อยจงอินก็เป็นแฟนกับเพื่อนเรา”

ผมมองไปรอบ ๆ เหมือนที่ซูยอนบอกแล้วก็เห็นว่าผู้หญิงคนอื่น ๆ กำลังมองผมอยู่จริง ไม่เว้นแม้แต่คนในคณะก็ตาม พอมองกลับไปบางคนก็หลบ บางคนก็ยิ้มให้อย่างไม่ปิดบังเจตนา แต่...ผมคงจะต้องคู่กับเพื่อนอีกคนของลู่หานที่วันนี้ปวดท้องมาไม่ได้ ไม่ได้คู่กับใครที่มองกันอยู่หรอก

“ก็จริง” ลู่หานเห็นด้วยดับเพื่อน “ชานยอลเหมือนของหายาก พวกผู้หญิงบอกกันงั้นอ่ะ คณะเรายังบอกเลยว่าอยากได้ชานยอลเป็นแฟน”

ผมเลิกคิ้วขึ้นเพราะไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อน ปกติแล้วชีวิตของผมก็เป็นชีวิตที่เป็นแบบผู้ชายวัยรุ่นทั่วไป ไม่ได้พิเศษอะไรไปกว่าใครเลย

“ก็กินเหล้า สูบบุหรี่บ้าง...ใช่ไหม แต่ก็เป็นสุภาพบุรุษ เป็นคนนิสัยดีไม่เหมือนเซฮุน แถมยังหน้าตาดีแบบหาจับตัวได้ยาก อะไรประมาณนั้น” ลู่หานพูดตามที่ตัวเองได้ยินมาจากการที่นั่งอยู่ในคณะแล้วเคยได้ยินคนพูดถึง บอกว่าชานยอลนี่เท่สุด ๆ ไปเลย แถมยังหน้าตาดีมากอีกด้วย

“ใจเย็นครับคุณ ผมมันนิสัยไม่ดีตรงไหนครับ?” เซฮุนที่โดนหางเลขไปด้วยประท้วงเสียงดัง

“เกินไป...” ผมยิ้มเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำชมแบบนั้น ไม่รู้ว่าสุภาพบุรุษคืออะไร แต่การมีมารยาทกับทุกคนคือสิ่งที่ผมทำมาตลอด

“ชานยอลไม่ต้องห่วงนะ แบคมันเป็นคนสบายๆ วันนึงสนใจแต่เรื่องจะกินอะไร มีอะไรอร่อยบ้าง” ลู่หานบอกผมก่อนจะส่งยิ้มกลับมาให้ ผมเองก็ยิ้มตอบกลับไป ความจริงผมโอเคกับทุกอย่างแหละ ถ้าเป็นเพื่อนกับลู่หานก็คงจะนิสัยคล้ายกัน ถ้าอยู่กับเซฮุนได้ก็คงอยู่กับผมได้

จงแดตะโกนผ่านโทรโข่งอีกครั้งให้คนที่จับคู่แล้วไปลงชื่อคู่ของตัวเองที่หัวหน้าชั้นปี โดยให้เขียนชื่อคู่ต่อจากใบรายชื่อของตัวเอง ส่วนคนที่ไม่มีจะจับให้ทีหลัง ไม่ต้องกังวลว่าจะไม่มี ขี้เกียจหาก็มาบอกเลยก็ได้

ผมไปเขียนชื่อ ‘บยอนแบคฮยอน’ ต่อท้ายชื่อตัวเองตามที่ซูยอนบอก ก่อนจะขอแยกตัวออกมาจากลานคณะเพื่อกลับห้องของตัวเอง โดยมีจงแดตะโดนไล่หลังมาว่าพรุ่งนี้ห้าโมงให้มาที่นี่ ห้ามสายเพราะจะเช็คชื่อ

ชีวิตในมหาวิทยาลัยนี่...น่าเบื่อจริง ๆ เลย

 

 

 

 

 

 

ผมยืนรอเซฮุนซื้อลาเต้เย็นให้ลู่หาน ขณะที่จงอินเองก็กำลังยืนมองนั่นมองนี่เหมือนคนเบื่อ ๆ ไม่มีอะไรทำ หลังจากเลิกเรียนที่เราสามคนนั่งเล่นฆ่าเวลากันอยู่สักพัก ก่อนจะพากันเดินมาที่นี่เพราะลู่หานฝากเซฮุนซื้อกาแฟ มันน่าเบื่อนิดหน่อยที่ต้องมาทำงานที่ไม่ควรต้องทำ แทนที่จะมีเวลาว่างไปทำอย่างอื่น แต่คิดอีกมุมแล้วผมก็คิดว่ามันดีเหมือนกันที่ได้มาทำอะไรแบบนี้ อย่างน้อยก็เป็นการทำงานร่วมกัน ได้ช่วยกันทำงานเป็นหมู่คณะเหมือนที่เคยทำกันสมัยเข้ามาเรียนใหม่ ๆ ตอนเป็นรุ่นน้องที่อยู่ปีหนึ่ง

“โคตรน่าเบื่อเลยว่ะ” จงอินบ่นกระปอดกระแปด “แทนที่จะได้กลับห้องไปอาบน้ำนอน ต้องมาทำอะไรแบบนี้”

“อย่าบ่น” ผมหันไปมองเพื่อนที่ทำหน้าบึ้งกลับมา “เหมือนคนแก่”

“เออ ไอ้ของหายาก” จงอินพูดแซวผม จากหน้าตึง ๆ เปลี่ยนเป็นอาการยิ้มกริ่ม“ซุกใครไว้ก็บอกเพื่อนบอกฝูงบ้าง”

“ซุกอะไร มีก็เห็นแล้วดิ” ผมปฏิเสธสิ่งที่เพื่อนพูด ไม่เคยได้มีใครทั้งนั้น เพราะฉะนั้นสิ่งที่จงอินพูดมาไม่มีทางเป็นเรื่องจริง

“ก็เห็นไง” จงอินยิ้มแพรวพราว“ในกระเป๋ามึงน่ะ ใคร?”

ผมยอมรับว่ากำลังรู้สึกเหมือนคนกระทำความผิดแล้วโดนจับได้ ตอนที่ได้ยินคำว่าซุกนั้นไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้เลยสักนิด แต่เมื่อมันลากมาถึงสิ่งที่อยู่ในกระเป๋า ผมถึงได้รู้ว่าเพื่อนคนนี้มันรู้จริง ถ้ามันไม่ได้เห็นกับตามันคงจะไม่พูด คงจะเป็นสักครั้งที่ผมซื้อของแล้วมันเห็นเข้า ถึงได้เก็บสิ่งที่เห็นในครั้งนั้นมาทำหน้าทำตากรุ้มกริ่มใส่กันแบบนี้

“หยุดทำหน้าแบบนี้ได้แล้ว” ผมรู้สึกว่ามันไม่ใช่เรื่องเลย “กูไม่รู้...เหมือนกัน”

“อ้าว แล้วไปเอารูปมาจากไหน?”

ผมยังไม่ทันได้ตอบสิ่งที่จงอินถาม เซฮุนก็เดินออกมาพร้อมกับลาเต้แก้วใหญ่ พวกเราเลยเดินตรงไปที่ลานคณะของตัวเองเพราะตอนนี้ห้าโมงยี่สิบแล้ว เลยเวลาไปมากขนาดนี้คงโดนจงแดบ่นทันทีที่เจอหน้า แต่พวกเราจะทำเป็นไม่ได้ยินไปอย่างนั้น เพราะถ้าไปต่อปากต่อคำกับมัน มันไม่มีทางที่จะหยุดเถียงก่อนอย่างแน่นอน

“ว่าไงเพื่อน?” จงอินไม่ยอมแพ้ในสิ่งที่ตัวเองได้เห็น “รูปใคร?”

“ไม่รู้จริง ๆ” ผมพูดกับเพื่อนที่คาดคั้นกันสุดฤทธิ์ “เก็บได้”

“รูปในกระเป๋ามึงใช่ไหม?” เซฮุนคงรู้เรื่องนี้จากจงอิน หรือไม่ก็เพราะเห็นรูปเหมือนกัน“เก็บได้?”

“ที่หอสมุดเมื่อปีที่แล้ว เค้าคงทำตกไว้”

เมื่อปีที่แล้วที่ผมได้มีโอกาสเข้าหอสมุดเพราะต้องไปหายืมหนังสือแบบแปลนเบื้องต้น ความจริงผมคงจะได้ยืมที่ห้องสมุดของคณะแล้ว ถ้าเกิดว่าไม่มีใครยืมทั้งสามเล่มที่ทางคณะมีไปก่อน ทำให้ผมต้องเดินไปยังหอสมุดกลางเพื่อยืมหนังสือเล่มนั้น ตอนนั้นผมยอมรับว่ามันน่ารำคาญนิดหน่อย แต่ ณ วินาทีนี้ ผมไม่คิดแบบนั้นเลยสักนิด

“แล้วมึงก็เก็บมา?”

“เออ กูเก็บมา เห็นแล้ว...ชอบ” ผมตอบเหมือนมันไม่แปลกอะไร ทั้งที่ความจริงแล้วมันคงน่ากลัวไม่น้อย ถ้าเกิดว่ามีคนเก็บรูปของผมไปแล้วคิดอะไรเหมือนที่ผมกำลังคิด“มองแล้วมีกำลังใจดี”

“เอามาดูบ้าง เก็บเงียบเป็นปีไม่ถามก็ไม่พูด” จงอินอยากเห็นรูปนั้นชัด ๆ สักครั้ง ที่ผ่านมาได้แต่แอบมองครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่เคยได้เห็นจริง ๆ สักที

“ไม่ให้” ผมตอบกลับไปอย่างหนักแน่น “หวง”

“โอ้โห ได้เหรอ?” จงอินมีท่าทีตกใจกับคำตอบของผม

“ไม่รู้ หวง”

“มึงไม่รู้จักเค้าด้วยซ้ำ ไม่ตามหาหน่อยไง?” เซฮุนสงสัย“ถ้าเกิดว่าหาคงเจอกันไปนานแล้ว แบบนั้นน่าจะดีกว่าแบบที่มึงทำอยู่”

สิ่งที่เซฮุนพูดก็เป็นความจริง ถ้าเกิดว่าผมตามหาเค้าคนนั้นที่อยู่ในรูปถ่ายที่ผมมี มันอาจจะไม่ใช่เรื่องยากเลยที่เราจะได้เจอกัน มันเป็นเรื่องแน่นอนว่าต้องใช้เวลา แต่หนึ่งปีที่ผ่านมานั้นมันก็เป็นเวลาที่มากพอสมควร ลองคิดว่าถ้าผมใช้มันไปกับสิ่งที่เรากำลังพูดคุยกัน บางทีในตอนนี้ผมอาจจะได้รู้ว่าเค้าเป็นใครแล้วก็ได้

แต่บางครั้ง...คนเราก็มีเหตุผลที่บางทีอาจจะมีแค่เราที่เข้าใจมันอยู่คนเดียว อย่างที่ผมมีเหตุผลที่เลือกที่จะมองมันอยู่แบบนี้ ทำแค่มองอยู่แบบนี้

“ไม่ว่ะ ก็อยากเจอนะแต่ไม่ดีกว่า” ผมมีเหตุผลที่ไม่อยากเจอ แล้วก็คิดว่ามันเป็นเหตุผลที่ดีด้วย “ที่เป็นอยู่ตอนนี้ก็พอใจแล้ว ไม่ได้คิดในแบบที่ต้องพัฒนาอะไร มองแล้วมีกำลังใจมันก็สบายใจดี”

“มึงบ้าว่ะ บอกว่ามองต้นไม้ใบหญ้าแล้วสบายใจยังพอเข้าใจได้นะ แต่นี่มันรูปคน” เซฮุนหัวเราะในสิ่งที่ผมพูดให้มันฟัง“เหมือนสบายใจได้อยู่คนเดียว”

“กูว่ามันกลัวรับรู้ความจริง” จงอินมองหน้าผมที่ทำเหมือนไม่รับรู้อะไรในสิ่งที่มันพูด แต่ถึงแม้ว่าผมจะทำเป็นไม่รู้แต่ว่าใจของผมมันเหมือนถูกกระตุกให้กลับสู่โลกแห่งความเป็นจริงที่ผมยืนอยู่ในตอนนี้

“ถึงรูปของเค้าจะเป็นความสบายใจของมึง แต่ความจริงแล้วเค้าเป็นความสบายใจของคนอื่นไง”

ห้าโมงยี่สิบแปดนาทีไม่ขาดไม่เกินที่เราสามคนก็เดินมาถึงลานคณะที่เริ่มมีคนมานั่งทำงานกันแล้ว รวมถึงจงแดพ่องานที่ยืนถือโทรโข่งเหมือนเป็นมือข้างที่สาม คอยตะโกนบอกคนนั้นคนนี้เมื่อเห็นว่าสิ่งที่ทำเริ่มไม่เข้าที่เข้าทาง ไม่เป็นไปตามที่กำหนดเอาไว้ หรือเวลาที่เริ่มไม่ตั้งใจ เอาแต่เล่นกันไม่รู้เรื่อง

“เลท” จงแดหันโทรโข่งมาทางพวกเขา “เลท!”

“ถ้ามึงพูดอีกคำกูจะกลับ” จงอินบอกจงแดที่หน้าตื่น ยอมเปลี่ยนเรื่องทันทีทันใดเพราะรู้ว่าพวกเขากลับจริง แล้วก็จะชวนคู่กลับไปด้วย

“คู่มึงล่ะ ไปลากคู่มาเช็คชื่อด้วย”

“มาแล้ว!” ลู่หานวิ่งมาแต่ไกลเพื่อรับลาเต้จากมือเซฮุนแล้วก็มาเช็คชื่อด้วย ซูยอนเองก็เดินตามมาพร้อมกับโบกมือทักทาย

“อีกคนไปไหน?” เซฮุนถามเมื่อเห็นว่าลู่หานเดินมากับซูยอนแค่สองคน

“ก็มา—ไอ้แบค ห่วงแต่กินอยู่นั่นแหละ วางช้อนแล้วมาเช็คชื่อ!”

“เออ มาแล้วเนี่ย!”

ผมมองไปตามเสียงที่ดังตอบกลับมา เห็นว่าตรงนั้นมีเด็กวิศวะกำลังรุมกินเค้กก้อนยักษ์กันอยู่ ไม่ถึงเสี้ยววินาทีผู้ชายคนหนึ่งที่อยู่กลางวงก็ลุกขึ้นและนั่นทำให้ผมลืมกะพริบตาไปชั่วขณะ หัวใจเองก็ดูเหมือนจะหยุดเต้นไปเหมือนกัน

คนที่เป็นเพื่อนกับลู่หาน คนที่ทำงานคู่กับผม

บยอนแบคฮยอน

คือชื่อของคนที่มีรอยยิ้มกว้าง ๆ คนที่เป็นเหมือนความสบายใจในชีวิตของผม ชื่อของคนที่เป็นเจ้าของรูปที่อยู่ในกระเป๋าที่อยู่ในกระเป๋ากางเกงข้างซ้ายของผมในตอนนี้

“...”

“เฮ้ย...” จงอินส่งเสียงดังเมื่อเห็นว่าผมนิ่งไป “มึง!”

“...อะไร?” ผมสะบัดความคิดในหัวออกไปแล้วพยายามทำทุกอย่างให้ปกติ ให้เหมือนว่ามันไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้นทั้งนั้น ทั้งที่หัวใจของผม...จะหลุดออกมาจากอกอยู่แล้ว มันทนเก็บความรู้สึกได้ยากเหลือเกิน

“จ้องอะไรขนาดนั้น” เซฮุนหัวเราะก่อนจะพยักเพยิดไปทางคนที่กำลังเคี้ยวเค้กในปากตุ้ย ๆ “แบคฮยอนกลัวแล้วน่ะ”

“ช็อกโกแลตติดหน้าเราเหรอ...กูกินมูมมามเหรอวะ?” แบคฮยอนหันหน้าไปให้ลู่หานเช็คว่ามีอะไรติดปากรึเปล่า

“มึงกินเหมือนหมู”

“นิสัยไม่ดี” แบคฮยอนเช็ดปากอีกรอบเพื่อความมั่นใจ ก่อนจะหันมาทางผมที่ยืนตัวแข็งเหมือนหินก้อนใหญ่“คนนี้...”

“เออ เอาไปดูแลซะ” ซูยอนพูดกับเพื่อน “เอาแขนอ้วน ๆ ของมึงกันเค้าจากความน่ากลัวในคณะเราด้วย”

“เพื่อนหล่ออ่ะ อย่างนี้กูก็ดับอ่ะดิ” แบคฮยอนหัวเราะเสียงดัง“เดินด้วยไม่ได้เลยนะเนี่ย เดี๋ยวคนมองไม่เห็นกู”

ผมพูดอะไรไม่ออกเลย ไม่ออกเลยจริง ๆ ไม่ได้คาดคิดมาก่อน...

“ไปดื่มนมให้โตก่อนแล้วค่อยคิดเนอะ” ลู่หานบอกแบคฮยอนที่ทำหน้าบึ้ง กอดอกแน่นเมื่อเพื่อนพูดแบบนั้น “เช็คชื่อ...”

แบคฮยอนทำปากขมุบขมิบด่าเพื่อนก่อนจะหันมายิ้มให้ผมอย่างเป็นกันเอง รอยยิ้มที่ได้เห็นมันทำให้ผมลืมวิธีหายใจไปชั่วขณะ

ในรูปกับตัวจริง...ความรู้สึกมันต่างกันเยอะเลย

พวกเราทั้งหกคนมานั่งทำงานกันอยู่ที่มุมหนึ่งของลานกว้าง ความจริงก็มีแค่พวกผมสามคนที่ทำเพราะเด็กวิศวะคอมทำแค่นั่งกินเค้กและคุยกันเท่านั้น แต่ความจริงก็ไม่มีใครว่าอะไรเพราะวิศวะคอมอาสาขนของ ซื้อข้าว เก็บกวาด อำนวยความสะดวกทุกอย่าง ไม่ได้ทำอย่างเดียวคือวาดรูประบายสี อะไรที่ไม่ได้ใช้แรงงานเด็กวิศวะคอมไม่ทำเพราะไม่รู้

“คยองซูจะมาไหม ฝากมันซื้อเอแคลร์ให้หน่อยสองกล่อง” แบคฮยอนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ผมพูดกับลู่หาน เพราะว่าเรานั่งข้างกัน ผมถึงไม่กล้าหันหน้าไปมองเค้าเลย ได้แต่นั่งฟังเสียงเจื้อยแจ้วข้างหู แต่มันก็ทำให้อารมณ์ดีไปอีกแบบ ไม่เห็นหน้าแต่ได้ยินเสียงก็มีความสุขดีเหมือนกัน

“กินอีกแล้วเหรอ มึงยังไม่อิ่มอีกรึไง”

“ไม่เคยอิ่มอ่ะ นี่ว่าจะไปต่อโจ๊กหน้าหอด้วย อยากกิน” แบคฮยอนยักไหล่ ใครจะบอกว่ากินเยอะเกินไปก็จะไม่สน“บอกคยองซูด้วยว่าฝากซื้อเอแคลร์สองกล่อง แล้วนี่ใครเอาเบอร์กูไปให้พี่คริสวะ?”

“พี่เค้าโทรมาเหรอ?” ซูยอนถามก่อนจะพูดต่อ “แต่กูไม่ได้ให้นะ”

ผมเองก็ตั้งใจฟังเหมือนกัน มันดูเป็นชื่อผู้ชายสักคนและผมรู้สึกว่าผมอยากจะรู้ว่าเค้าเป็นใคร เกี่ยวข้องอะไรกับแบคฮยอน ฟังจากน้ำเสียงแล้วดูเหมือนจะมีความรู้สึกไปในด้านลบ แต่ว่าผมก็อยากจะรู้อยู่ดี

“มันขึ้นว่าแอดมาจากเบอร์” ผมเห็นว่าแบคฮยอนเอาโทรศัพท์ขึ้นมากด แต่มองไม่เห็นว่ากำลังทำอะไร

“ก็หล่อนะ ไม่ใจอ่อน?”

“หล่อก็ส่วนหล่อ แต่ไม่ชอบนี่หน่า”

มีคนเข้ามาจีบแบคฮยอน ก็แน่ล่ะ..ไม่แปลก อีกคนเป็นคนน่ารัก คงไม่ได้มีแต่ผมหรอกที่ชอบเค้าอยู่คนเดียว ผมเองที่เห็นแค่รูปยังรู้สึกดีมากขนาดนี้ หากว่าเป็นใครที่ได้รู้จักนิสัยใจคอของแบคฮยอน คงจะชอบมากกว่าที่ผมรู้สึกเสียอีก

“แล้วมึงชอบคนแบบไหน?” ลู่หานถามต่อ

“แบบที่มึงไม่ต้องรู้อ่ะ”

“โอ้โห หน้าสั่นเลย” ลู่หานเหมือนโดนเพื่อนศอกใส่ ทนไม่ไหวจนต้องหันไปหาความช่วยเหลือจากซูยอน คนที่พร้อมจะปลอบใจเสมอเพราะตัวเองก็หน้าสั่นเหมือนกัน

ส่วนอีกคนนั้นคือผมเอง ที่แอบหัวเราะอยู่ในใจและหน้าสั่นไปน้อยไปกว่าอีกสองคนเหมือนกัน

มือของผมยังทำงานอยู่ก็จริงแต่สมองมันไม่ได้ไปด้วยกันเลย ผมเอาแต่คิดเรื่องของแบคฮยอนตลอดเวลา คนที่ผมนั่งมองรูปเค้าเวลาที่ตัวเองต้องการกำลังใจในการทำงาน มองเวลาที่มีเรื่องไม่สบายใจ เป็นเหมือนรอยยิ้มที่ทำให้ผมมีแรงลุกขึ้นมาใช้ชีวิตในแต่ละวัน

มันทำให้ผมรู้สึกว่า...ยิ้มกว้าง ๆ เอาไว้นะ ทุกอย่างจะดีเอง

อย่างที่เพื่อนผมสองคนถาม ความจริงผมก็มีความคิดที่อยากจะตามหาเค้าดูบ้าง อยากเจอตัวจริง ลองทำความรู้จักกันดู แต่พอคิดในอีกมุมหนึ่ง คิดว่าถ้าผมให้เค้าเป็นความสบายใจของผมแบบนี้ต่อไป ผมค่อนข้างพอใจที่มันจะเป็นแบบนั้น ไม่ได้คิดเลยว่าวันนึงเค้าจะก้าวเข้ามาในชีวิตผมด้วยตัวเองแบบนี้ มันอธิบายความรู้สึกออกมาไม่ถูกจริง ๆ

“เพื่อน เอแคลร์กูล่ะ?!” แบคฮยอนทักทายคยองซู เด็กวิศวะภาคไฟฟ้าที่เดินมาหาแฟนถึงคณะเสียงดัง

“อยู่ที่ร้านไง ไปซื้อสิ”

“ฝากแล้วอ่ะ!” แบคฮยอนคิ้วยุ่ง ส่งเสียงดังไปทั่ว “ฝากแล้ว!”

“ฝากแล้วไง ก็กูจะไม่ซื้อ” คยองซูนั่งลงข้างจงอินที่หันมาทักทายแฟนตัวเองด้วยการคำถามอย่างเป็นไง และสัมผัสทางกายทั่วไปอย่างที่คนเป็นกันควรจะเป็น

“พวกมึงไป—”

“ไม่ไป กูจะช่วยเซฮุนทำงาน” ลู่หานนั่งชิดติดเซฮุนแล้วคว้าอุปกรณ์ที่อยู่แถวนั้นมาถือไว้ ถึงจะไม่ได้ทำแต่ก็ขอถือเอาไว้ก่อน

“เออ กูจะช่วยเซฮุนเหมือนกัน” ซูยอนเขยิบติดลู่หานด้วย “ไม่ไป”

“อะไรอ่ะ!” แบคฮยอนลุกขึ้นยืนเพื่อที่จะข่มเพื่อนให้ได้มากที่สุด “เซฮุนบอกมันไปเลยว่าไม่ต้องช่วย!”

บอกแบบนั้นคงจะได้ทะเลาะกันบ้างล่ะ เซฮุนพูดไม่ได้หรอก

“ไม่มีใครไปก็ไม่ต้องกินไหม?” คยองซูเสนอทางเลือกให้แต่แบคฮยอนไม่ยอม ดูจากท่าทางแล้วยังไงวันนี้ก็ต้องได้กินเอแคลร์ให้ได้

“มันอร่อยนะ ต้องได้กินสิ!”

“พรุ่งนี้เค้าก็เอามาขาย มึงค่อยกินพรุ่งนี้ก็ได้”

ผมนั่งฟังแบคฮยอนเถียงกับเพื่อนอยู่นาน คนอยากกินเอแคลร์เถียงไม่เลิกแต่ก็ไม่มีใครพาไปซื้อสักคน ร้องโวยวายก็แล้ว เขย่าแขนเพื่อนก็แล้ว จนกระทั่งเปลี่ยนเป็นการอ้อนวอนเพื่อนก็ยังไม่พาไป ผมเองก็ฟังไปยิ้มในใจไป ถึงจะเป็นเสียงตอนโวยวายก็ฟังดูน่ารักอย่างประหลาด หรือไม่ก็คงเป็นเพราะผมโดนความรู้สึกตัวเองเล่นงานเข้าให้ก็ไม่รู้

สัมผัสเหมือนมีคนเอานิ้วมาสะกิดที่ไหล่นั้นทำให้ผมหันไป และภาพที่ได้เห็นก็เป็นใบหน้าของคนที่ตอนแรกลุกขึ้นโวยวายไม่หยุด แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นการสบตากับผม ยิ้มราวกับต้องการอะไรสักอย่าง

“ชานยอล ไปเป็นเพื่อนหน่อยดิ” แบคฮยอนเอ่ยปากชวนผม “เราทำงานคู่กันไง ไปเป็นเพื่อนเราหน่อย”

“...”

“นะ ๆ แบ่งให้ชิ้นนึงเลย ได้โปรด” ผมหัวเราะออกมาเล็กน้อยเพราะท่าทางอีกคนมันน่ารักใช่ย่อยซะที่ไหน ยิ่งคำว่าได้โปรด มันทำให้ผม...

“ได้...”

“เยส!” แบคฮยอนลุกขึ้นยืนทันทีก่อนจะหันไปว่าลู่หานกับซูยอนที่กำลังทำเป็นว่าทำงานอยู่ ไม่ว่างไปด้วยเลยจริง ๆ“เสียเวลาที่มีเพื่อนอย่างพวกมึง กูมีเพื่อนใหม่แล้ว! ไปเร็วชานยอลเดี๋ยวร้านปิด”

“ชานยอลไปกับมันทำไม มันกินจนเคยตัว จนตัวจะเท่าหมูอยู่แล้ว”

“ก็คนเค้ามีน้ำใจ มึงจะใจดำก็ไม่ต้องพูดมากได้ไหม” แบคฮยอนเดินนำผมออกไปจากลาน แถมยังหันมากวักมือเรียกผมให้รีบไปอีกต่างหาก “ไปเร็ว ไป ๆ”

ถึงแม้จะได้นั่งอยู่ด้วยกันไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง ผมก็รู้ได้ว่าแบคฮยอนเป็นคนร่าเริงสดใส เป็นคนพูดเก่งและมีความสามารถในการสร้างบรรยากาศรอบตัวให้มีแต่ความสนุกสนาน ที่นั่งอยู่ด้วยกันตรงนั้น ถ้าไม่นับนาทีที่แบคฮยอนโวยวายเรื่องขนม เจ้าตัวก็เอาแต่สร้างเสียงหัวเราะให้กับคนในกลุ่ม และแน่นอนว่าความร่าเริงนั้นส่งผ่านมาถึงผมตลอดเวลาที่ได้นั่งข้างกัน แม้กระทั่งตอนนี้ที่ผมได้เดินอยู่เคียงข้างแบคฮยอน

“สถาปัตย์เรียนยากไหม?” แบคฮยอนชวนผมคุย “ดูยากลำบากเนอะ ใคร ๆ ก็บอกว่างานเยอะมาก เยอะจนทำไม่ทัน”

“ก็นิดหน่อย แต่ชอบน่ะ”

“เออเนอะ ถ้าชอบมันก็สบายใจที่ได้เรียนอ่ะ ดีแล้วแหละ”

ผมเองก็ควรจะชวนเค้าคุยเหมือนกันสินะ แม้ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรก็ตาม แต่การปล่อยให้แบคฮยอนเป็นฝ่ายชวนคุยอยู่คนเดียวคงไม่ดีเท่าไหร่ นอกเหนือจากอาการตื่นเต้นในใจ ผมควรจะพูดอะไรออกไปบ้างเพื่อรักษามารยาทระหว่างกัน

“แล้ว...แบคฮยอนล่ะ ดีไหม?”

“ก็ดีนะ ที่จริงเรามาเรียนเพราะเราชอบเล่นเกมอ่ะ แต่เหมือนจะคิดผิดไปหน่อย มันไม่ใช่เลย” แบคฮยอนมีสีหน้าติดตลก “แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามันแย่นะ ไอ้เรียนก็เรียนได้ มันเหมือน...ไม่ได้ชอบแต่ก็ไม่ได้เกลียด อะไรแบบนั้นแหละ”

“อืม...”

“เดินกับชานยอลแล้วเขินเหมือนกันนะเนี่ย คนมองเต็มเลย”

“เขินอะไร?” ความจริงผมก็เขินที่ได้เดินข้างเค้า แต่มันก็คงจะคนละเหตุผลกันอย่างแน่นอน เพราะเหตุผลของผมมันอยู่ที่ใจล้วน ๆ เลย

“เดี๋ยวมีคนเอาไปนินทาว่าไอ้อ้วนที่เดินข้างชานยอลสุดหล่อของฉันเป็นใครกัน แบบนั้นเราเสียหายนะ”

“ไม่หรอก ไม่เห็นอ้วนตรงไหนเลย”

“หลอกเราป่ะ แม่ว่าเราเมื่อเช้าว่าไอ้เด็กสมบูรณ์ เรานี่เดินไปถือขวดซีอิ๊วแทบไม่ทัน” แบคฮยอนทำท่าถือขวดซีอิ๊วในอากาศให้ผมดู ทำเอาหลุดหัวเราะออกมาได้ไม่ยากเย็นเลย

แบคฮยอนเป็นคนตลก ผมรู้เพิ่มขึ้นอีกข้อแล้ว

“จริงๆ”

“เพื่อนชอบว่าว่าเราอ้วน กินข้าวไม่อร่อยเลย เราไม่ได้อ้วนจริง ๆ นั่นแหละ พุงก็ไม่...เอ่อ มีนิดนึงมั้ง แต่เราไม่ได้อ้วนหรอก ใช่ไหม?”

แบคฮยอนยิ้มแบบประหม่าออกมาทำให้ผมยิ้มตามไปด้วย ก่อนจะพยักหน้าลงแล้วตอบกลับไปว่าไม่อ้วนเลย คนมาซื้อเอแคลร์ถึงได้ยิ้มกว้างกลับมาให้ผมจนใจเต้นผิดจังหวะไปหมด

คนไม่อ้วนแต่มีพุงนิดหน่อยบอกให้ผมรออยู่นอกร้านแล้วเดินเข้าไปซื้อเอแคลร์สองกล่อง สายตาของผมมองตามเค้าไปโดยที่ในหัวเอาแต่คิดวนเวียนว่ามันเป็นไปได้ยังไง เป็นไปได้ยังไงกันที่ผมได้พบเจอเขาแบบนี้ ผมอยากจะขอบคุณอะไรสักอย่าง แต่ก็ไม่รู้ว่าจะขอบคุณใครหรืออะไรดี บางทีฟ้าอาจจะรำคาญที่ผมเอาแต่นั่งมองรูปเค้ามาตลอดปีก็ได้

“เอาไปเลย หนึ่งชิ้น” แบคฮยอนที่เปิดกล่องเอแคลร์ตั้งแต่ยังไม่พ้นประตูร้าน มองดูก็รู้ว่าจงใจจะแบ่งให้ผมกินโดยเฉพาะ

“กินเถอะ”

“อ้าปากเลยมา เราป้อนเอง...อ้าปากสิ” แบคฮยอนเอาเอแคลร์มาจ่อที่ริมฝีปากของผมจนสุดท้ายก็ต้องอ้าปากรับขนมมาจากคนที่ยังไงวันนี้ก็ต้องทำให้ผมกินให้ได้อยู่ดี

“นี่จะไปกินโจ๊กต่อจริง ๆ เหรอ?” ผมถามคนที่เดินกินเอแคลร์ไปตลอดทางกลับไปลานคณะ

“จริงดิ ไปกินด้วยกันไหม?” แบคฮยอนหันมาชวนผมที่ไม่ทันได้ตั้งตัวว่าจะได้รับคำชวนกลับมาแบบนี้ “ไม่ไปก็ได้นะ ลองชวนดูอ่ะ ยังไงเราก็ไปกินคนเดียวอยู่แล้ว ไอ้พวกนั้นมันไม่ไปหรอก”

“งั้น...เวลาไปกินก็กินคนเดียวตลอดเลย?”

“ถ้าตอนดึกก็ใช่อ่ะ บางทีพวกนั้นมันก็มานั่งเป็นเพื่อน แต่ว่าบางทีก็ขี้เกียจตามมันออกมา ไปกินแปปเดียวเอง”

“แล้วแฟนไม่มานั่งกินด้วยรึไง?”

ผมพูดออกไปแล้ว...พูดออกไปทั้งที่ยังไม่ได้คิดให้ถี่ถ้วนด้วยซ้ำ อยากจะตีปากตัวเองให้เจ็บ จะได้จำเอาไว้บ้างว่าอย่าไปพูดแบบนี้ที่ไหนอีก มันฟังดูละลาบละล้วงเรื่องส่วนตัวมากเกินไป

“มีก็ดีอ่ะดิ จะลากออกมากินข้าวด้วยกันทุกวันเลย”

แต่แบคฮยอนคงไม่ได้คิดแบบที่ผมคิดเลยสักนิด เพราะสิ่งที่ผมได้รับคือรอยยิ้มที่ทำให้โลกทั้งใบสว่างไสวขึ้นมาได้อีกครั้ง

“แล้วคนที่มีเบอร์นาย...” ผมมันประเภทได้คืบจะเอาศอก รู้เท่านี้ไม่ได้ต้องรู้มากกว่านี้“... คือไม่ได้ตั้งใจ”

“ไม่เป็นไร ๆ มันไม่ใช่เรื่องส่วนตัวอะไรหรอก เราก็พูดซะดังนายได้ยินก็คงไม่แปลก เค้ามาจีบนั่นแหละแต่เราไม่ชอบ” แบคฮยอนพูดต่อไปเรื่อยๆ“แต่ไม่ชอบเพราะอะไรก็ตอบไม่ได้นะ แต่มองหน้าแล้วไม่ชอบ”

ผมพยักหน้ากลับไปให้เค้าเชิงว่าเข้าใจในสิ่งที่เค้าบอก เราสองคนเดินกลับมานั่งที่เก่าพร้อมกับเสียงว่ากล่าวตักเตือนของลู่หานเรื่องที่แบคฮยอนกินเยอะเกินไป แต่คนที่โดนว่าก็ยังคงหยิบเอแคลร์ใส่ปากราวกับว่าเสียงของเพื่อนเป็นแค่ลมที่ผ่านหูไปเท่านั้น

“อะ...แฮ่ม” จงอินยิ้มมีเลศนัย“อะไรเหรอ?”

“อะไรล่ะ?” ผมเกลียดคำว่าเหรอของมันมาก เหมือนรู้ดี

“ได้ไงวะ ตั้งแต่จ้องตาค้างเมื่อกี้และ เพื่อนไม่รู้เลย” จงอินไม่ได้พูดดังมากจึงไม่มีใครได้ยิน ไม่อย่างนั้นผมคงได้หาอะไรตีหัวมัน ข้อหาพูดจาไม่รักเพื่อน

“ไม่เสือกไง”

“พูดแบบนี้มันต้องมีอะไร” จงอินเหล่ตามองมา “ถึงเซฮุนแน่”

“เออ เอาที่มึงสบายใจเลย” ผมไม่ได้สนใจเพื่อนและก็ไม่ได้ตอบคำถามของมันด้วย เอาจริง ๆ ผมยังไม่พร้อมจะบอกเพื่อนว่าแบคฮยอนกับคนในรูปคือคนเดียวกัน เลือกได้ก็ไม่บอกดีกว่า

ผมก็แค่...อยากจะเก็บมันเอาไว้กับหัวใจของตัวเอง

“มันโสดนะ จีบเลย” คยองซูก็อีกคน เหมือนแฟนมันไม่มีผิด

ผมยิ้มก่อนจะส่ายหัวเล็กน้อยแล้วหันไปสนใจงานที่ต้องทำต่อ ส่วนแบคฮยอนนั้นกำลังนั่งดูรูปคนหล่อกับซูยอนอยู่ในโทรศัพท์ ดูท่าแล้วไม่ได้กระตือรือร้นอยากจะดูอะไรขนาดนั้น แต่คงเพราะซูยอนเป็นผู้หญิงคนเดียวถึงได้ดูเป็นเพื่อนกัน คำว่าคนนั้นหล่อดี คนนี้ก็หล่อนะเข้าหูผมมาเป็นระยะ ๆ

“กลับเถอะ มืดแล้วเดี๋ยวยุงหาม” ลู่หานปัดยุงที่แขนตัวเองรวมถึงที่แขนของเซฮุนด้วย “พรุ่งนี้ค่อยมาทำต่อ”

“เออ กลับเถอะ ไม่งั้นไม่รอแล้วนะ” คยองซูก็อยากกลับแล้วเหมือนกัน ที่มานั่งรอก็เพราะขี้เกียจกลับไปคนเดียว แต่ให้รอจนถึงดึกดื่นก็ไม่ไหวเหมือนกัน ยุงจะหามไปอย่างที่ลู่หานว่าจริง ๆ

“ไอ้จงแด พวกกูกลับแล้วนะ !” จงอินตะโกนไปหาจงแดที่นั่งอยู่ไม่ไกล กำลังตั้งหน้าตั้งตาระบายสีรองพื้นอย่างขะมักเขม้น

“เออ ๆ พรุ่งนี้เลิกคลาสมาทำด้วย ไม่เกินสองโมงนะ”

“กลัวพวกกูโดดอะไรขนาดนั้น” เซฮุนพูดขำ ๆ “เอ้า เก็บของครับ”

“จ้า พ่อสถาปัตย์” เด็กวิศวะคอมพิวเตอร์สามคนตอบรับก่อนจะช่วยกันเก็บของทั้งหมดไปไว้ใต้ตึกคณะตรงที่เพื่อนวางของไว้ เพื่อไม่ให้โดนฝนโดนน้ำค้างหรืออะไรที่จะทำให้งานพัง ผมเองก็ช่วยยกของไปเก็บไว้ใต้ตึก จะได้ไม่ต้องเดินไปกลับกันหลายรอบ

“…ว่าไง ไปกินด้วยกันไหม?” แบคฮยอนเอาของมาวางข้าง ๆ ผมก่อนจะมองกันตาแป๋ว ทำเอาหลุดยิ้มได้ไม่ยากเลยเพราะว่ามันน่ารักมาก

“ไปดิ” จะปฏิเสธได้ยังไง...

“ดีมาก! งั้นเดี๋ยวเราเดินไปข้างหน้า...”

“ขับรถมา เดี๋ยวพาไป”

ผมบอกอีกคนที่พยักหน้าอย่างรวดเร็ว ถ้าฟังไม่ผิดได้ยินว่าดีใจจังไม่ต้องเดินแล้วออกมาจากปากอีกคนด้วย ท่าทางดูร่าเริงขึ้นกว่าเดิม กึ่งเดินกึ่งกระโดดไปเกาะแขนเพื่อนที่กำลังจัดของอยู่อย่างซูยอน

“ไอ้แบค กลับด้วยกันไหมเดี๋ยวให้เซฮุนไปส่ง” ลู่หานตะโกนถามคนที่ส่ายหน้าสองสามครั้ง หันมามองผมก่อนจะหันไปมองเพื่อน

“ไม่ ๆ เดี๋ยวไปกับชานยอล” ประโยคของแบคฮยอนทำให้เพื่อนสนิทสองคนของผมหันมามองทันที

“อะไร ไปด้วยกันได้ไง?” จงอินมาเป็นคนแรกด้วยท่าทีสงสัย

“มึงนอกใจเมียกระดาษมึงเหรอไอ้ชานยอล” เซฮุนเบอร์สองมาพร้อมกับคำที่ผมฟังแล้วรู้สึกอยากจะเตะมันสักที

“เมียกระดาษ?” คยองซูคิ้วขมวด“อะไรคือเมียกระดาษ?”

“ชานยอลมีเมียแล้วเหรอ เราตกข่าวเหรอวะ?” ซูยอนหันไปคุยกับลู่หานที่ส่ายหน้าให้เพื่อน บอกว่าไม่รู้เหมือนกัน รู้พร้อมกันเนี่ยแหละ

“เลอะเทอะแล้วพวกมึง จะไปไหนก็ไป”

“ไล่เลย ทีแบบนี้ล่ะไล่เลย” จงอินล้อเลียนผม ยิ้มของมันทำเอาผมอยากจะฟาดขาไปสักทีจริง ๆ ขอแค่ครั้งเดียวก็ได้ “ขอแช่งให้เมียกระดาษมึงมีผัวแล้ว”

“ไอ้เวร จะกลับห้องดี ๆ หรือจะเอาตีนกูกลับไปด้วย?”

“ทำไมต้องเล่นบทโหดกับเพื่อนวะ กูกลับก็ได้”

จงอินกับเซฮุนลากลับไปในขณะที่ประเด็นการสนทนาของลู่หาน คยองซูและซูยอนยังคงอยู่ที่ชานยอลมีเมียแล้วจริง ๆ เหรอ เดินไปด้วยกันก็ยังคงพูดเรื่องนี้ต่อไปเรื่อย ๆ แม้แต่คำสุดท้ายที่ผมได้ยินก็ยังเป็นชื่อของตัวเองเลย

แบคฮยอนกับผมเดินไปที่รถที่จอดอยู่ลานจอดรถข้างคณะ สีหน้าของอีกคนยังดูสดใสเหมือนเดิมราวกับไม่มีเรื่องทุกข์ใจอะไรและไม่ได้พูดถึงเรื่องเมียกระดาษอะไรนั่นด้วย ความจริงผม...กังวลนะ แม้ว่าจะไม่สมเหตุสมผล ไม่มีอะไรต้องกังวลเลยก็ตาม

ทันทีที่ขับรถออกจากมหาวิทยาลัย คนตัวเล็กที่ตอนนี้เป็นเจ้าของเบาะหน้าข้าง ๆ กันส่งเสียงบอกทางไม่หยุดราวกับว่าผมเพิ่งมาแถวนี้ครั้งแรก แต่ผมก็ไม่ได้พูดอะไรและเอาแต่ยิ้มเมื่อได้ยินเสียงเค้าเท่านั้น ผมว่าผมเหมือนคนบ้าแต่มันเป็นช่วงเวลาที่ควรจดจำจริง ๆ ตอนที่แบคฮยอนส่งเสียงว่าชานยอลเลี้ยวข้างหน้านะ จอดรถตรงนั้นนะ จอดได้เลย!

“เอาโจ๊กหมู ใส่ทุกอย่างไม่ใส่ขิง เพิ่มไข่ด้วยครับ”

แบคฮยอนสั่งโจ๊กก่อนจะตามด้วยผมที่บอกว่าเอาเหมือนกัน เราเลือกนั่งโต๊ะที่อยู่ริมถนนใกล้ ๆ กับรถที่ผมจอดไว้ เพราะแบคฮยอนบอกว่านั่งตรงนี้อากาศดีกว่าข้างใน นั่งใกล้หม้อแล้วร้อนมากเลย

“...อย่าหาว่าเรายุ่งเลยนะ แต่ว่าสงสัยอ่ะ” แบคฮยอนเกริ่นขึ้นมาด้วยรอยยิ้มเหมือนไม่มั่นใจว่าควรจะพูดออกมาดีไหม“ที่เซฮุนพูดคืออะไรเหรอ?”

“พูดอะไร?”

“เมียกระดาษไง”

“มันพูดเล่น ไม่มีอะไรหรอก” ผมอยากจะแสดงอาการว่าเรื่องนี้มันไม่ได้ดั่งใจเลย แต่สิ่งที่ทำได้ก็มีเพียงการก่นด่าเพื่อนทั้งสองคนในใจก็เท่านั้น

“ว้า...หักอกสาว ๆ ได้ไงพ่อหนุ่ม” แบคฮยอนยกยิ้มเชิงล้อเลียนให้ผมที่ทำอะไรไม่ได้ไปมากกว่าการยักไหล่กลับไป

“หักได้ไง ไม่มีใครสักหน่อย”

“งั้นเมียกระดาษคืออะไรล่ะ?” คนถามหรี่ตาใส่ผม “ไม่มีแล้วเพื่อนจะพูดได้ยังไง...”

“อยากรู้หรอ?”

“ก็อยากนะ...แต่ถ้าไม่อยากเล่า—คือเราคงคาดคาดคั้นเกินไป...”

“ไม่หรอก ไม่ได้ว่าอะไร” ผมไม่อยากให้แบคฮยอนคิดว่าผมไม่อยากพูด แล้วก็ไม่รู้ตัวเลยว่าแสดงสีหน้ายังไงออกไปถึงทำให้อีกฝ่ายทำหน้าจริงจังขึ้นมาซะอย่างนั้น ขนาดโจ๊กสองชามที่สั่งมาเสิร์ฟที่โต๊ะยังเรียกความสนใจจากแบคฮยอนไม่ได้ คนที่จ้องหน้าผมอย่างเคร่งเครียดที่สุด

“จริงจังหรอ?”

“ก็...นิดหน่อยมั้ง”

“คนที่แอบชอบแน่ ๆ เลย” แบคฮยอนยิ้มให้ “เราจะไม่เอาไปพูดต่อนะ แต่ว่าอยากรู้จังใครกันหนอได้ใจพ่อหนุ่มสุภาพบุรุษแห่งสถาปัตย์ไปครอง”

“ประมาณนั้นแหละมั้ง...” ผมไม่แน่ใจว่ามันใช่ความรู้สึกแอบชอบรึเปล่า แต่ถ้าอีกคนบอกอย่างนั้นผมจะเชื่อว่ามันเป็นแบบนั้นก็ได้

“สวยไหม?”

“น่ารัก”

“แล้ว...ผมสั้นหรือผมยาว?”

“ผมสั้น” ผมตอบคำถามของคนตรงหน้าด้วยรอยยิ้มเช่นเดียวกัน

“สูงประมาณไหน?”

“เท่า ๆ นาย”

“เท่า ๆ เราเหรอ?” แบคฮยอนกำลังใช้ความคิด “ถ้าเป็นผู้หญิงก็สูงเหมือนกันนะเนี่ย”

“แต่ก็ตัวเล็กกว่าฉันอยู่ดี”

“อันนั้นก็จริง เราไม่เถียง”

เจ้าตัวคงไม่มีวันรู้เลย และผมก็คิดว่ามันคงไม่เป็นไรถ้าอีกฝ่ายจะไม่รู้ อย่างที่บอกไป...เป็นแค่ความสบายใจของผมก็พอแล้ว

“ถ้าเรา...ถ้าเราจะถามว่าเจอกันยังไงมันจะส่วนตัวไปไหม คือเรา...จริง ๆ แล้วเราก็ไม่ได้อยากรู้อะไรมากหรอกนะ แต่คยองซูกับลู่หานเล่าให้ฟังว่าเจอจงอินกับเซฮุนได้ยังไงมันน่ารักมากเลย เราก็เลยคิดว่าของชานยอลอาจจะน่ารักก็ได้”

“เหรอ...” เท่าที่ผมจำได้ จงอินบอกว่าเจอคยองซูที่ลานจอดรถหน้าโรงอาหารกลาง ส่วนของเซฮุนเป็นร้านกาแฟ ไม่รู้ว่ามันมีอะไรน่ารักตรงไหนกัน

“อะไรกัน เพื่อนไม่เล่าให้ฟังเลยหรอ?” แบคฮยอนพูดไปกินไป กลืนหมูลงไปเสร็จก็พูดต่ออีกประโยค แล้วก็ใส่ปากเข้าไปอีกคำเบ้อเริ่ม

“ก็เล่านะ แต่ไม่เห็นว่าจะน่ารักตรงไหน”

“ได้ไง! เดี๋ยวเราเล่าให้ฟังเอง”

“โอเค ๆ” ท่าทีโมโหของแบคฮยอนทำให้ผมอดหัวเราะออกมาไม่ได้

“คยองซูน่ะ มีโปรเจคต้องทำงานอยู่ที่มอถึงสองทุ่มนู่น แต่พอจะกลับบ้านรถดันเสียอีก มันก็ไม่ได้เรียนยานยนต์มา ไม่รู้เรื่องอะไรสักอย่าง แต่ว่าจงอินที่กำลังจะกลับบ้านพอดีเห็นมันกำลังลำบากก็เลยเข้ามาช่วยโทรตามรถลากแล้วก็อาสาไปส่งที่ห้องอีก”

“มันก็ปกติไม่ใช่ไง?” ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องปกติที่เราต้องช่วยเหลือกันในยามลำบาก ถ้าเกิดว่าผมเป็นจงอินก็คงให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่เช่นเดียวกัน

“มันไม่ปกติตรงที่เช้าวันต่อมาจงอินมาอยู่ที่หน้าหอคยองซูแล้วบอกว่าแวะมารับเพราะคิดว่านายคงต้องการคนไปส่งที่มอ...ดูดิ จีบแบบสถานการณ์พาไปสุด ๆ”

อันนี้เพื่อนผมมันคงหน้าหนาหน้าทนพอที่จะไปเสนออาสาไปส่งโดยที่ไม่กลัวเค้าปฏิเสธ แต่ก็เพราะความกล้าของมันนั่นแหละถึงทำให้ได้เป็นแฟนกันจนถึงทุกวันนี้

ซึ่งผมไม่มี...ไม่เคยมีมันเลย

“เรากับลู่หานฟังแล้วก็เบะปากรัว ๆ ส่วนซูยอนมันเป็นพวกมือไวน่ะ ตบหลังคยองซูแทบหัก” แบคฮยอนมองหน้าผมก่อนจะขมวดคิ้วใส่กันเมื่อเห็นว่าผมไม่ได้มีท่าทีตอบรับอะไรเป็นพิเศษ “ไม่น่ารักเหรอ อะไรกัน ไม่โรแมนติกเอาซะเลย”

“ก็...เฉย ๆ นะ ไม่ได้อะไร แค่คิดว่าจงอินมันกล้าดี”

“ส่วนเซฮุนกับลู่หานนี่เดินชนกันที่ร้านกาแฟแบบกาแฟไอ้ลู่หกเลอะเต็มเสื้อเซฮุนเลย”

ผมจำวันนั้นได้ วันที่เซฮุนเข้ามาในห้องเรียนพร้อมกับรอยเปื้อนและกลิ่นกาแฟคั่วที่ฟุ้งไปทั่วบริเวณ

“ไอ้ลู่บอกว่าเซฮุนอุทานคำหยาบใส่หน้าก่อนจะบอกว่าไม่เป็นไร ไอ้ลู่มันก็ขอโทษขอโพยยกใหญ่แต่เซฮุนบอกว่าเอาเบอร์มาก็พอ....ดูสิ!”

เพื่อนแต่ละคน...ด้านได้อายอดสินะ

โจ๊กทั้งสองชามหมดลงแล้ว ผมชิงเดินไปจ่ายเงินกับคุณลุงคนขายก่อนที่อีกคนจะลุกทันทำให้ผมได้หน้าตาบึ้ง ๆ กลับมาแทน ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นคำว่าโอเคเมื่อผมบอกว่าเอาไว้คราวหน้าจะให้เลี้ยงคืน

“หอเราอยู่นี่” แบคฮยอนชี้ไปเข้าไปด้านหลังซึ่งเป็นซอยที่มีนักศึกษาเดินกันขวักไขว่

“เดี๋ยวเดินไปส่ง”

“ไม่ต้อง ๆ ใกล้แค่นี้เอง...”

“ไปเถอะ” ผมไม่สนใจฟังคำปฏิเสธของอีกคนแต่เลือกที่จะไปยืนอยู่ข้าง ๆ แทน ถึงจะได้รอยยิ้มหน่าย ๆ กลับมาแต่ว่าก็ตลกดี

“ดื้อว่ะ...”

ผมกำลังโดนว่าว่าดื้อ...แบบที่ทำให้หยุดยิ้มไม่ได้เลย

แบคฮยอนเดินกลับหอพร้อมกับผมที่เดินข้าง ๆ ในแบบที่ไม่ได้ใกล้จนน่าเกลียดหรือห่างจนไม่รู้ว่ามาด้วยกัน เวลาที่มีคนเดินสวนมาผมก็จะชะลอเพื่อเดินต่อท้าย และกลับขึ้นมาเดินเหมือนเดิมเมื่อมีเราอยู่สองคน

“ยังไม่เล่าเรื่องเมียกระดาษให้เราฟังเลยนะ” แบคฮยอนไม่ยอมปล่อยเรื่องนี้ไป “เล่าให้ฟังหน่อย”

“อยากรู้จริงดิ?”

“จริง จะไม่เล่าให้ใครฟังเลย” แบคฮยอนตะเบ๊ะเป็นการรับปากว่าจะไม่เอาไปพูดต่อแน่นอน

“ถ้าใช้คำว่าเมียก็คงเกินไป อย่าเรียกงั้นเลย” ผมเริ่มต้นเล่าให้แบคฮยอนฟัง“มันเป็นรูปคนคนนึงน่ะ เป็นรูปที่มองแล้วทำให้รู้สึกสบายใจ เวลาเหนื่อย ๆ เห็นแล้วก็ทำให้รู้สึกว่ายิ้มเข้าไว้นะ นายทำได้”

“อ้าว โรแมนติกนี่หน่า ทำตัวน่ารักเป็นเหมือนกันนะเรา” แบคฮยอนหันมาหลิ่วตาใส่ผม“แล้วเคยเจอตัวจริงยัง?”

“เพิ่งเจอกันวันนี้เลย”

“จริงดิ!?” แบคฮยอนอ้าปากค้างขณะที่ผมได้แต่พยักหน้ากลับไปว่ามันเป็นความจริง “แล้วยังไง?”

“ยังไงคือ?”

“ยังไงของเราคือ แล้วเป็นยังไงได้คุยกันไหม เดินเข้าไปทักรึเปล่า?”

“ก็ได้คุยกันนิดหน่อย...แต่ก็คงแค่นั้นแหละ”

“จีบเลยสิ ระดับชานยอลแล้วไม่มีผู้หญิงคนไหนปฏิเสธหรอก”

ที่กลัวจะปฏิเสธน่ะไม่ใช่ผู้หญิงที่ไหนแต่เป็นผู้ชายตรงหน้าคนนี้ต่างหาก

“ไม่หรอก คงโดนปฏิเสธ”

“ไม่มีทาง เชื่อเราดิว่าผู้หญิงคนนั้นต้องชอบชานยอลแน่ ๆ”

“ขอบใจ” ผมพูดไปยิ้มไป“แต่คงโดนปฏิเสธจริง ๆ”

“อะไรกัน...” แบคฮยอนหน้ามุ่ย ทำท่าเหมือนไม่พอใจแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ มองแล้วก็ตลกดี...คนอะไรน่ารักได้พร่ำเพรื่อจริง ๆ

“ขึ้นห้องเถอะ เดี๋ยวยุงกัด”

“ก็ได้ ขับรถดี ๆ นะชานยอล” แบคฮยอนโบกมือลาอย่างจริงจัง “พรุ่งนี้เจอกัน”

“พรุ่งนี้เจอกัน”

อาจจะไม่มีใครปฏิเสธความรู้สึกของผม

แต่แบคฮยอนอาจจะปฏิเสธมันก็ได้

 

 

 

 

 

 

เป็นเวลากว่าหนึ่งอาทิตย์แล้วที่เด็กสถาปัตย์และเด็กวิศวะคอมพิวเตอร์ต้องช่วยกันทำงานตอนเย็นทุกวัน ถึงงานจะค่อนข้างเยอะแต่เพราะว่าช่วยกันทำคนละไม้คนละมือเลยทำให้งานเสร็จไปเร็วกว่าที่คิด หรือไม่ก็อาจจะเป็นเพราะว่าไอ้จงแดมันประกาศว่าน้ำหน้าอย่างเซฮุนยังมาทำ ถ้าพวกมึงไม่มาทำก็หมาโคตร ๆ

เกี่ยวเหรอวะ? เซฮุนไม่เข้าใจ จุดมุ่งหมายของเซฮุนคือมานั่งจีบคนเว้ย ไม่ได้มาทำงานอย่างที่พวกมึงคิดกันครับ

ส่วนผมนั้นก็ไม่ได้ต่างจากเพื่อนเท่าไหร่ เพราะว่าถ้ามาทำก็จะได้เจอแบคฮยอนทุกเย็น แค่นั้นมันก็เพียงพอแล้วที่ผมจะมานั่งทำงานอยู่ที่ลานคณะแบบนี้ ตั้งใจไม่ตั้งใจทำก็อีกเรื่อง มันกลายเป็นเรื่องรองไปแล้วเพราะคนที่ชวนผมไปซื้อขนมทุกวันคนนี้

ความสัมพันธ์ของเราสองคนพัฒนาไปอย่างรวดเร็วในฐานะเพื่อนที่ไม่มีแม้กระทั่งเบอร์โทรศัพท์หรือการพิมพ์ข้อความถามไถ่สารทุกข์สุกดิบซึ่งกันและกัน แต่การที่เรามาเช็คชื่อทุกวันนั่งข้างกันทุกเย็นมันก็เหมือนจะเป็นการถามไถ่เรื่องราวในชีวิตประจำวันของอีกคนไปกลาย ๆ แบคฮยอนจะเป็นคนเริ่มถามก่อนและผมก็จะถามกลับ หรือไม่ก็จะเป็นการบ่นถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ซึ่งที่ได้ยินบ่อย ๆ ก็คงจะเป็นข้าวเที่ยงวันนี้ไม่อร่อยเลย เหมือนป้าลืมใส่ซอสปรุงรส หรือไม่ก็เรียนเหนื่อยจังเลย อาจารย์โหดมาก! ซึ่งผมก็จะตอบกลับไปว่าวันนี้ยังไม่ได้กินข้าวเลย หรือไม่ก็เป็นการนั่งปลอบแบคฮยอนที่ซื้อลูกชิ้นไม่ทันว่าไม่เป็นไรนะ

นั่งไปสักพักแบคฮยอนก็จะลากผมให้ไปซื้อขนมด้วยกัน เท่าที่ผมสังเกตมันมักจะเป็นช่วงเวลาเดียวกันที่อีกคนจะหิวขนมขึ้นมาแล้วก็จะให้ผมไปซื้อด้วย ตอนแรกมันเหมือนจะเป็นผมที่ต้องไปเพราะไม่มีใครไปด้วย แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าจะจงใจชวนผมไปด้วยโดยเฉพาะ ไม่ใช่ว่าผมคิดไปเองคนเดียวหรอก แต่มีวันนึงที่ซูยอนจะไปด้วยแต่แบคฮยอนก็ยังลากผมไปเหมือนเดิมทั้ง ๆ ที่ผมไม่เคยซื้ออะไรด้วยซ้ำ

ซูยอนเองก็สงสัยแต่แบคฮยอนตอบแค่ว่าก็อยากให้ชานยอลไปด้วยกัน ผมจำได้ว่าวันนั้นดีใจมาก ยิ้มไม่หยุดจนไอ้จงอินถามว่ามึงเป็นอะไร ไปอารมณ์ดีมาจากไหนกัน?

ช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมานั้นก็เป็นผมอีกเหมือนกันที่ไปส่งแบคฮยอนที่หอทุกคืน สามในห้าวันที่ไปส่งก็จะเป็นการไปหาร้านข้างทางสักที่แล้วนั่งปักหลักกินมื้อค่ำกันประมาณยี่สิบนาทีถึงครึ่งชั่วโมง เรื่องที่คุยกันก็จะมีเรื่องชีวิตประจำวันทั่วไป และเรื่องเมียกระดาษที่แบคฮยอนสนใจจะพูดคุยทุกวัน ซึ่งตอนนี้เปลี่ยนเป็นคนในรูปแล้วเพราะผมไม่ชอบคำว่าเมียกระดาษ มันฟังดูไม่สุภาพเลย

แบคฮยอนถามผมและผมก็ตอบตามความจริงทุกประการ

ได้คุยกันอีกไหมผมก็ตอบว่าได้คุย แล้วเจอกันบ่อยไหมผมก็ตอบว่าช่วงนี้เจอทุกวัน ตอนได้คุยกันเขินไหม มีอะไรปรึกษานี่ได้นะ ผมก็ตอบว่าอีกคนคุยเก่ง ไม่อึดอัดเลย เรื่องเพิ่มเติมคือผมพูดออกไปว่าคนคนนั้นกินเก่ง ซึ่งแบคฮยอนก็หัวเราะออกมาเบา ๆ แล้วบอกว่าแน่นอนแหละ คนกินเก่งน่ะมีเสน่ห์นะรู้รึเปล่า?

ผมว่าผมรู้นะ...เพราะผมกำลังตกลงไปในเสน่ห์ที่ว่านั่น ตกลงไปทีละนิดจนคิดว่าคงขึ้นมาไม่ได้แล้ว

ความสัมพันธ์มันก้าวหน้า แต่มันไปในทิศทางที่ผมเป็นแค่เพื่อนที่ดีคนนึงเท่านั้น แน่นอนว่าผมดีใจที่มาได้ไกลขนาดนี้ เพราะตอนแรกผมไม่ได้คาดหวังอะไรด้วยซ้ำ ยอมรับว่าพอรู้จักกันมากขึ้นผมก็วาดความหวังเอาไว้ว่าอยากให้มันมากกว่านี้แต่ก็ไม่ได้คาดว่ามันจะเกิดขึ้น และถ้าเกิดผมจะเสียใจมันก็ไม่เป็นไรเลย อย่างน้อยผมก็ได้รู้จักเค้า มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบไหนก็ตาม

แค่นั่งมองรอยยิ้มที่อีกคนส่งให้กัน ไม่ว่ามันจะเป็นในฐานะอะไรมันก็เป็นรอยยิ้มที่ส่งมาให้ผมจริง ๆ

“ ...แบคฮยอนไปไหนล่ะ?” ผมเดินกลับมาที่กลุ่มหลังจากโดนจงแดลากไปช่วยยกของที่ชั้นสาม จงใจเลือกกันไปโดยเฉพาะเพราะผมไม่ค่อยว่าอะไรมันเท่าไหร่เวลาโดนมันใช้

“ไปหาอะไรกิน” คำตอบของลู่หานทำให้ผมก้มลงมองนาฬิกาข้อมือ...ได้เวลาแล้วจริง ๆ

“เออ แบคมันเอากระเป๋าเงินชานยอลไปอ่ะ มันบอกมันขี้เกียจไปกดเงิน ขอยืมก่อน” คยองซูบอกผมที่ตอนนี้ยืนนิ่งเหมือนปูนปั้นจนแอบหน้าเสียไปเหมือนกัน “ไม่ได้ว่าอะไร...ใช่ไหม?”

กระเป๋าเงินของผม...ที่ฝากไว้กับจงอิน

ผมไว้ใจฝากเอาไว้เพราะมันเป็นนิสัยของกลุ่มเราที่จะไม่เปิดกระเป๋าของเพื่อนมั่วซั่วถ้าเพื่อนไม่ได้บอกให้เปิด นั่นเป็นสาเหตุที่จงอินกับเซฮุนไม่เคยเห็นรูปคนในกระเป๋าของผมเลย

“ไปซื้อที่ไหน?” เสียงของผมเปลี่ยนไปเพราะความรู้สึกกังวลและความรู้สึกที่ตีตื้นขึ้นมาว่าผมต้องไปหาอีกคนเดียวนี้

“กูลืมไปว่ามึงหวง...” จงอินลืมจริง ๆ “ไอ้ชาน กูขอโทษ”

“นั่น...กลัวมันเห็นเมียที่มึงซุกไว้อ่ะดิ” เซฮุนพูดเล่นกับผมที่ตอนนี้ไม่ได้เล่นด้วยเลย “มึงไม่ต้องตามไปก็ได้ เดี๋ยวก็กลับมา แบคฮยอนมันไม่เอารูปเมียมึงไปกางหรอกไม่ต้อง...”

“ไอ้เซฮุน อย่ามาเล่นไม่รู้สถานการณ์” จงอินร้อนรนแทนผมเพราะรู้ว่าตัวเองก็มีส่วนผิดที่ให้แบคฮยอนเอาไปแบบนั้น

ใช่...ผมกลัว กลัวว่ามันจะจบลงทั้งที่ผมเพิ่งได้เดินออกไปแค่ก้าวเดียวเท่านั้น

“ไปซื้อที่ไหน?” ผมถามคำถามที่ไม่มีใครสนใจจะตอบซ้ำอีกครั้ง “ว่าไงลู่หาน?”

“มันบอกอยากกินอะไรนะวันนี้...” ลู่หานที่โดนเรียกชื่อกำลังนึกว่าคนอย่างแบคฮยอนจะไปซื้อของที่ไหน “คือ...ไม่ได้ตั้งใจฟังเท่าไหร่...”

“กูขอโทษ แต่มึงใจเย็น ๆ ได้ไหม” เซฮุนบอกผมที่นั่งจ้องลู่หานตาเขม็ง ผมพยายามที่จะสงบสติอารมณ์แล้วใจเย็นลงให้ได้ ทั้งที่เท้าทั้งสองข้างอยากจะก้าวออกไปแล้วด้วยซ้ำ แต่ก็ต้องเข้าใจว่าที่นี่มันไม่ใช่เล็ก ๆ วิ่งไปก็ไม่รู้จะเจอรึเปล่า

“ไปนานรึยัง?”

“เพิ่งไปได้ไม่ถึงสิบนาทีเลย” ซูยอนเป็นคนตอบแทน

“น่าจะร้านน้ำตรงเศรษฐศาสตร์นะ ที่โกโก้ปั่นอร่อย” ลู่หานพูดกับผม“เห็นมันบอกอยากกิน”

ทันทีที่ได้ยินว่าอีกคนไปซื้ออะไรที่ไหน เท้าทั้งสองข้างของผมก็รีบวิ่งไปยังจุดหมายดังกล่าวทันที ขอแค่ให้ผมไปให้ทันก่อนที่แบคฮยอนจะเปิดกระเป๋าของผมเพื่อหยิบเงินออกไปซื้อของก็พอ จะว่าอีกคนก็ไม่ได้ที่ทำแบบนี้ เพราะว่ามันก็เคยมีเหตุการณ์ที่แบคฮยอนไม่มีเงินสดติดตัวแล้วผมออกให้ก่อนโดยที่พูดตามไปด้วยว่าไม่เป็นไร เดี๋ยวค่อยเอามาคืนก็ได้

ผมวิ่งผ่านผู้คนมากมายเพื่อที่ร้านน้ำที่ว่านั่น หัวใจและหัวสมองกำลังคิดเรื่องเดียวกันว่าถ้าผมไปไม่ทัน ผมควรจะทำยังไง ผมควรจะต้องทำสีหน้าแบบไหน ต้องพูดยังไงให้สถานการณ์มันดีขึ้นถ้าเกิดว่าแบคฮยอนรับมันไม่ได้ ถ้าเกิดว่าแบคฮยอนไม่เข้าใจในสิ่งที่ผมทำ

ผมกลัว...สิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นต่อจากนี้ กลัวว่าอีกคนนึงจะยิ้มให้ในแบบที่เปลี่ยนไป แบบที่จะทำให้ผมรู้ว่าเราจะกลับมาเป็นเพื่อนกันไม่ได้อีกแล้ว ผมกลัวมากจริง ๆ ว่ามันจะเกิดขึ้น

เหมือนออกซิเจนรอบกายหายไปหมดเมื่อผมเห็นอีกคนเปิดประตูร้านออกมาพร้อมกับโกโก้ปั่นและถุงขนมปังกรอบ แบคฮยอนเองก็ชะงักไปเหมือนกันที่เห็นผมที่หยุดอยู่หน้าร้านทันทีที่เราสบตากัน และนั่น...ไม่ใช่สัญญาณที่ดีเลยสำหรับผมเลย

“แบคฮยอน”

พูดได้ว่าเป็นครั้งแรกด้วยซ้ำที่ผมเริ่มต้นบทสนทนาระหว่างเรา

“นั่งก่อนไหม?” แบคฮยอนชี้ไปที่ม้านั่งใกล้ ๆ กัน “...ชานยอลดูเหนื่อย ๆ”

เพราะว่าอีกคนเดินเข้าไปนั่งตรงที่ตัวเองชี้ไป ผมเลยเดินเข้าไปนั่งด้วยในระยะห่างที่มากพอสมควร เสียงพูดคุยรอบกายของผู้คนที่เดินผ่านไปยังคงดังเข้ามาในโสตประสาทของผม แต่มันไม่มีเสียงของเราอยู่ในนั้นเลย ผมเห็นกระเป๋าของตัวเองอยู่ในมือของคนที่ผมกลัวใจของเค้ามากที่สุด และผมก็ทำได้แค่ปล่อยให้แบคฮยอนถือมันไว้แบบนั้น

“แบคฮยอน คือ...”

“...กินเก่งจริงด้วย แล้วก็คงคุยเก่งจริง ๆ แล้วช่วงนี้ชานยอลเจอทุกวัน” แบคฮยอนชูมือข้างขวาที่ถือกระเป๋าตังค์ของผมเอาไว้ขึ้น “คนในรูปนี่น่ะ”

ผมไปต่อไม่ถูกจริง ๆ ผมไม่รู้ว่าอีกคนกำลังคิดอะไรอยู่กันแน่

“ผมสั้น สูงเท่า ๆ เรา แล้วน่ารักจริง ๆ แหละ ขาดอันนี้ไม่ได้เลย”

“แบคฮยอน ฉัน...ไม่ได้ตั้งใจจะปิดบังนะ” มือข้างหนึ่งของผมยกขึ้นเสยผมเพราะความประหม่าในใจ

“ปิดบังอะไร ชานยอลก็พูดความจริงทุกเรื่องเลยนะ”

“แต่...”

“ชานยอลอย่าทำหน้าแบบนั้นสิ เราก็ไม่เคยถามจริง ๆ จัง ๆ ว่าใคร” แบคฮยอนยิ้ม “อย่าบอกนะว่าที่รีบวิ่งมาเพราะเรื่องนี้?”

“ก็...ใช่” ลูกโป่งในใจของผมแตกออกกลายเป็นอากาศที่อัดเข้าสู่ปอดทำให้หายใจสะดวกมากยิ่งขึ้น แบคฮยอนไม่โกรธและมันทำให้ผมมีความหวังขึ้นมา

“เราแปลกใจมากกว่า เราให้ฟังหน่อยได้ไหม?”

ผมรู้ว่าสิ่งที่แบคฮยอนถามหาคือความเป็นมาของรูปใบนี้ ผมเต็มใจที่จะเล่ามันเป็นอย่างยิ่งเพราะไม่มีอะไรที่จะต้องปิดบังอีกแล้ว

“ฉันไปอ่านหนังสือที่ห้องสมุดน่ะ ตอนเอาหนังสือไปเก็บเห็นมันหล่นอยู่ที่พื้นก็เลยเก็บขึ้นมา” ผมเล่าให้ฟังคร่าว ๆ “ตอนที่อยู่ปีสอง”

“มันเป็นรูปตอนที่เราไปทะเลกับภาคน่ะ เราเอากล้องมาเล่นก็เลยได้ภาพนั้นออกมา” แบคฮยอนดูเหมือนจะประหม่าเหมือนกัน “เราน่าจะทำรูปอื่นตกไว้ รูปนี้หน้าเราใหญ่ไปหน่อย” ผมนั่งฟังแบคฮยอนพูดด้วยใจที่เต้นเร็วขึ้นและเร็วขึ้นเรื่อย ๆ “แต่คิด ๆ แล้วเราคงทำตกไว้จริง ๆ แหละ เราจำได้ว่าไปเอารูปที่ห้องสมุดอ่ะ”

“รูปนี้แหละ...น่ารักแล้ว”

แบคฮยอนหันมามองผมที่ไม่รู้ว่าพูดอะไรออกไปเหมือนกัน

“แบบไหนเราก็น่ารักอ่ะ อันนี้เราก็พอรู้”

“ไม่รู้...จะพูดอะไรเลย”

“หมายความว่าไง” แบคฮยอนเอาถุงขนมปังตีขาผมที่ยิ้มออกมาอย่างปิดไม่มิด ไม่รู้จะเก็บความรู้สึกในใจของตัวเองยังไงให้ไหว

“ก็ไม่รู้จะพูดอะไรจริง ๆ” ผมพูดไม่ออกจริง ๆ นะ ผมไม่ได้คาดหวังเอาไว้ว่ามันจะเป็นแบบนี้ ไม่ได้คาดหวังกับรอยยิ้มหรือคำพูดของอีกคนหลังจากที่เห็นว่ารูปในกระเป๋าของผมเป็นรูปของเค้า

“อ่ะ...” แบคฮยอนยื่นกระเป๋าคืนให้ “เดี๋ยวเราไปกดเงินมาคืนพรุ่งนี้นะ”

“เอาไปเถอะ เลี้ยง” ผมไม่มีปัญหาถ้าจะแบ่งเงินในกระเป๋าใช้กับอีกคน ไม่มีปัญหาเลยจริง ๆ

“โอเค เอ่อ...ขอบใจ”

“...”

มันไม่ได้อึดอัดแต่ว่ามันก็ไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรดี ผมจะพูดอะไรออกไปได้บ้าง อันที่จริงผมคิดไม่ออกเลยว่ากับแบคฮยอนแล้ว ประโยคที่ควรจะพูดมากที่สุดคืออะไร ผมจะต้องรับมือกับเรื่องนี้ยังไง ในเมื่อมันไม่ได้แย่ลงไปแต่ผมก็ไม่แน่ใจนักว่านี่มันเรียกว่าดีรึเปล่า

“ที่เราพูดไปตอนนั้นน่ะ...เรื่องจริงนะ” หน้าของแบคฮยอนขึ้นสีเล็กน้อย สายตาจับจ้องมาที่ผม “ที่เราบอกว่า ไม่มีใครปฏิเสธชานยอลหรอก เราพูดจริง ๆ”

ผมอยากจะคิดเข้าข้างตัวเองอยู่เหมือนกัน ผมคิดได้ไหมว่าแบคฮยอนหมายความว่าเค้าเองก็จะไม่ปฏิเสธผมใช่ไหม?

“ชานยอลอย่าทำหน้าแบบนี้สิ เราไม่อยากพูดซ้ำนะ”

“หมายความว่า โอเคใช่ไหมถ้าฉัน...”

“ถ้าฉัน?”

“ฉัน...”

แบคฮยอนกำลังรอคอยคำพูดของผม

“ถ้าฉัน...จะจีบนาย”

รอยยิ้มน้อย ๆ และแก้มที่เป็นสีแดงระเรื่อทำให้ผมอดยิ้มออกมาไม่ได้จริง ๆ

“โอเค”

เกินกว่าที่หวัง เกินกว่าที่ผมจะฝันเอาไว้

ผมได้แต่มองหน้าแบคฮยอนอยู่แบบนั้น สายตาของผมมันขยับไม่ไปไหน เพียงแค่จะกะพริบตาผมก็คิดว่ามันเสียเวลาด้วยซ้ำ

“จ้องอะไรเล่า เขินนะ...”

รอยยิ้มที่ทำให้ผมมีความสุข รอยยิ้มที่ทำให้ผมสบายใจ รอยยิ้มที่ทำให้ผมรู้สึกมีกำลังในทุกสถานการณ์ของชีวิต รอยยิ้มที่ไม่ได้ออกมาจากรูปถ่ายใบหนึ่ง แต่เป็นรอยยิ้มของคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าผมในวันนี้

และผมจะไม่มีวันให้มันเลือนหายไปเด็ดขาด

รอยยิ้มของบยอนแบคฮยอน

 

 

 

(never end.)

#ดซชานแบค

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 853 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

6,131 ความคิดเห็น

  1. #6050 หนูเน่าา (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2563 / 17:04
    ตายยยยยยยยๆๆๆๆๆๆๆๆ เขินไม่ไหวใจจะขาดดด
    #6,050
    0
  2. #6046 aimmp (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 23 กันยายน 2563 / 04:33
    กรี๊ดเขินมากกกกกกก
    #6,046
    0
  3. #5997 ppxbbh (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2563 / 16:42
    นั่งยิ้มแก้มปริเลยค้าบบบย น่ารักมากกกก น่ารักจนใจเจ่บ
    #5,997
    0
  4. #5983 KyuMin_Pumpkin (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 13 เมษายน 2563 / 01:19
    ดีงามมากๆเลย แอบตกใจตามพี่ชานยอลเลยอ่ะตอนที่แบคเอากระเป๋าตังค์พี่ชานยอลไปใช้ นึกว่าจะมาม่าซะแล้ว แต่จบแบบนี้ก็ดีแล้ว หมูอ้วนของเราจะได้มีโมเม้นโรแมนติกเหมือนคยองซูกับลู่หานบ้าง
    #5,983
    0
  5. #5979 hanuel_o4 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 9 เมษายน 2563 / 14:27
    น่ารักมากเลยค่ะ อยากทำรูปตกไว้บ้างแต่กลัวไม่มีใครเก็บ😂😂
    #5,979
    0
  6. #5963 Namming (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 8 มกราคม 2563 / 04:13
    ฮื่ออ น่ารักจริงงง
    #5,963
    0
  7. #5942 ggggg-ns (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 20 ธันวาคม 2562 / 10:16
    งื้อเขินนน >////<
    #5,942
    0
  8. #5939 Sannye♡ (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 18 ธันวาคม 2562 / 21:22
    น่ารักมากกกกกกก;-;-;-;-;-;;-
    #5,939
    0
  9. #5935 Xoxo6881 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 15 ธันวาคม 2562 / 07:09
    งื้อออออ เขิลแทนแบตได้ไหม
    #5,935
    0
  10. #5928 patchanyeol (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 4 ธันวาคม 2562 / 01:06
    น่ารัก T___T
    #5,928
    0
  11. #5915 มะหมิน (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 22 ตุลาคม 2562 / 12:20
    งืออออออน่ารักมากกกกกก
    #5,915
    0
  12. #5913 IPINOCKIO (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 21 ตุลาคม 2562 / 13:20
    น่าร๊ากกกกกกกกกกกก เนี่ยเรื่องราวของชานยอลเจอกับแบคฮยอนน่ารักไม่แพ้เรื่องราวของไคโด้ฮันฮานเลยน้าาา
    #5,913
    0
  13. #5893 amisuphatta (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 6 ตุลาคม 2562 / 02:22
    น่ารักกกกกกกกกกก ภาษาดีมากๆ
    #5,893
    0
  14. #5827 11042015 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 28 กันยายน 2562 / 21:53
    แง เขินมาก
    #5,827
    0
  15. #5778 Nimuyk (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 17 กันยายน 2562 / 09:54

    น่าร้ากกกกกกกกอ่าาาาาาาาา ... เขินด้วยคน ^_^

    #5,778
    0
  16. #5700 Timmmmmmmm (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 17 สิงหาคม 2562 / 16:06
    แงงง เปงเขิน
    #5,700
    0
  17. #5698 srt_jk0109 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 10 สิงหาคม 2562 / 15:16
    แงงง น่ารักมากค้าบบบ
    #5,698
    0
  18. #5688 Rozelraa (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 17 กรกฎาคม 2562 / 16:41
    ฟีลกู๊ดมากกกก ขอเป็นเรื่องยาวได้ไหมม ฮืออออ
    #5,688
    0
  19. #5680 มูนไรท์ (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 21 มิถุนายน 2562 / 22:06
    โอ้ยย น่ารักมากๆๆๆเขินแก้มแตกแร้วว
    #5,680
    0
  20. #5678 p_yeoldollar (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 19 มิถุนายน 2562 / 11:44
    เรื่องนี้อ่านรอบที่สี่หรือห้าไม่แน่ใจ ฟีลกู้ดมากๆเลยย
    #5,678
    0
  21. #5670 privexpp (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2562 / 11:46
    แง แสนน่ารัก (۶•̀ᴗ•́)۶
    #5,670
    0
  22. #5655 zin_13_13 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2562 / 13:55
    ยิ้มจนปวดแก้ม เขินก็เขิน เขินแบบ

    เขินฟบปสหสแสสฟปวหล
    #5,655
    0
  23. #5570 sp.panpann (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 21 เมษายน 2562 / 21:12
    ยิ้มจนปวดแก้มเลย แง่
    #5,570
    0
  24. #5567 ppxleu (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 21 เมษายน 2562 / 15:18
    น่ารักมากกกกก ใจบางฮื่อ
    #5,567
    0
  25. #5560 _thewayusmile (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 15 เมษายน 2562 / 13:47
    น่ารักมากเลยค่ะ ㅜㅜㅜㅜㅜㅜㅜㅜㅜ
    #5,560
    0