แพ้คุณ (BL)

ตอนที่ 7 : แพ้ครั้งที่ 5 แพ้พี่คณะ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,093
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 154 ครั้ง
    28 ธ.ค. 60

            “หื้ม สรุปจะขออะไรพี่”


            หลังจากที่สายตาผมเหลือบไปเห็นข้อความจากการแจ้งเตือนบนมือถือของพี่เก้า ไอ้ประโยคที่กำลังจะเอ่ยออกไปก็พลันหายไปกับสายลม เช่นเดียวกันกับความกล้าที่รวบรวมขึ้นมาก็กระจัดกระจายจนแทบจะตามเก็บไม่ทัน


            “เอ่อ ผมลืมอะครับ แหะๆ”


            พี่เก้ามองหน้าผมงงๆ โอเคครับผมเข้าใจว่ามันคงจะเป็นประโยคที่ดูโง่มากที่ผมพูดออกไป เพราะขนาดตัวผมเองผมยังรู้สึกว่าตัวผมดูโง่มากที่บอกไปอย่างนั้น เพราะไอ้ตั้งแต่ผมเกริ่นว่าจะขอพี่เขาเนี่ยจนตอนนี้พี่เขาขับพาผมมาถึงหน้าหอผมก็ยังไม่ได้บอกสิ่งที่จะขอกับเขาไป ทำให้ผมต้องหาข้ออ้างอื่นต่อเพื่อให้ดูไม่แปลก


            “คือผมหมายถึง ผมลืมว่ายาตัวไหนต้องทานตอนไหนอะครับ พี่อธิบายให้ผมฟังอีกทีได้ไหม”


            ในที่สุดผมก็หาข้ออ้างเพิ่มเติมเจอก่อนที่จะผิดสังเกตไปมากกว่านี้ พี่เขามองผมด้วยสายตาแปลกๆ แต่สุดท้ายก็พยักหน้ารับเบาๆและส่งเสียงงึมงำในลำคอที่ผมก็ฟังไม่ออก และก็ไม่คิดจะถามย้ำเพราะกลัวว่าประโยคนั้นอาจจะเป็นการพึมพำด่าว่าผมโง่อยู่ก็ได้


            พี่เขาเริ่มหยิบยาขึ้นมาอธิบายแต่ละตัว แต่ใจผมก็ไม่ได้จดจ่ออยู่กับคำอธิบายนั้นซึ่งตรงกันข้ามกับหน้าที่แสดงออกไป ที่พยายามทำว่าตั้งใจฟังอย่างเต็มที่ ขณะนี้ใจผมยังคงวนเวียนอยู่กับภาพข้อความที่แจ้งเตือนเข้ามานั่น มันเป็นความรู้สึกปวดหนึบๆอยู่นิดๆแต่จะบอกว่าเป็นอารมณ์หึงหวงผมว่ามันก็ไม่ใช่ เพราะผมรู้ตัวว่าผมไม่มีสิทธิอะไรทั้งนั้น แล้วพี่เขาก็หน้าตาดีขนาดนี้จะมีแฟนแล้วก็ไม่แปลก


            ...เห้อ นี่ผมกำลังอกหักหรือเปล่าเนี่ย...


            “ตามนี้นะครับ”


            “อ่า โอเคครับพี่ ถ้าอย่างนั้นผมไปแล้วนะครับ สวัสดีครับขอบคุณมากนะพี่”


            ผมพูดจบก็เดินลงจากรถมาเลยโดยไม่ได้ฟังคำตอบของคนในรถต่อ ทำให้ผมมองไม่เห็นสีหน้าหรือสายตาของคนด้านหลังว่ากำลังทำอย่างไรอยู่ แต่ผมก็ไม่ได้คิดจะสนใจเมื่ออารมณ์มึนๆงงๆที่ค้างอยู่เมื่อสักครู่เริ่มตีกลับเข้ามาภายในจิตใจและแปรเปลี่ยนเป็นความหงุดหงิดผสมกับความหน่วง


            ถ้าถามว่าหงุดหงิดเรื่องอะไร ผมคงบอกไม่ถูก แต่สุดท้ายมันก็คือความหงุดหงิดอยู่ดี หงุดหงิดที่พี่เขามีแฟนแล้ว หงุดหงิดที่คนๆนั้นไม่ใช่ผม หงุดหงิดที่ทำไมผมไม่จีบพี่เขาตั้งแต่แรก หงุดหงิดที่ตัวเองเลวไม่พอที่จะยื่นมือเข้าไปแทรก หงุดหงิดที่ไม่กล้าพูดคำว่าจีบออกไป หงุดหงิดที่ไม่รู้ว่าคนที่ชื่อพี่แอลนี่มีดีอะไรถึงได้พี่เขาไป หงุดหงิดที่ตัวเองโกรธพี่แอลทั้งๆที่เขาไม่ได้ทำอะไรผิดและผมเองก็ยังไม่ได้รู้จักอะไรเขาสักนิด


            ส่วนหน่วงนั้นก็คงไม่มีอะไรมากไปกว่าการรู้ว่าทุกเรื่องที่ผมหงุดหงิดนั้นผมไม่สามารถจัดการอะไรได้สักอย่าง เพราะผมไม่มีสิทธิอะไรที่จะจัดการได้เลย ผมจมอยู่กับความรู้สึกนั้นจนกระทั่งถึงห้องพักไอ้ความรู้สึกบ้าๆนี่ก็ยังไม่หายไป ทำให้ผมตัดสินใจเดินตรงเข้าไปอาบน้ำทันทีเพื่อไอ้ความรู้สึกบ้าบอพวกนี้จะถูกน้ำเย็นๆชำระออกไปได้บ้าง


            แต่สุดท้ายแล้วความคิดของผมมันผิด เมื่ออาบน้ำขัดตัวจนเสร็จมันยิ่งทำให้อารมณ์ของผมเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากการได้ปล่อยความคิดไปกับการอาบน้ำทำให้ความคิดของผมวนอยู่แต่กับเรื่องของพี่เขา ผมคิดกลับไปกลับมาจนปวดหัว ทั้งๆที่มันไม่มีอะไรให้คิดด้วยซ้ำ


            ไม่รู้ว่าจะมีใครเข้าใจผมไหมแต่มันเป็นอาการที่รู้ทั้งรู้ว่าเรื่องที่กำลังคิดอยู่นั้นไม่ได้มีอะไรให้คิดแต่สุดท้ายเราก็กังวลและหยุดคิดเรื่องนั้นไม่ได้อยู่ดี...ทั้งๆที่ไม่ได้อยากจะคิดแล้วด้วยซ้ำ


            “เห้อ ช่างแม่ง นอนก่อนแล้วกัน”

           

 

 





            “เมื่อไหร่มึงจะหยุดทำหน้าเด็กเอาแต่ใจฮะ”


          “กู?” ผมเอานิ้วชี้หน้าตัวเอง


            “เออถูก ไม่ใช่มึงแล้วจะหมาที่ไหนไม่ทราบไอ้คุณผิง”


            “มึงว่ากูเป็นหมาหรอ นี่กูเพื่อนมึงนะเว้ย มึงมันไม่เคยรักกูเลย” ผมพูดกระปอดกระแปดด้วยเสียงน้อยใจใส่ไอ้ภูที่ยืนอยู่ข้างๆ ระหว่างเก็บของออกจากห้องเรียนที่เลิกอย่างตรงเวลาในช่วงสี่โมงเย็น ซึ่งมันก็ตอบรับคำไล่ของผมด้วยการเอามือมาผลักหนึ่งที


            “ตามเสต็ปเลยห่านี่ ไปเจอเรื่องอะไรมาหล่ะ”


            “สเต็ปอะไรของมึง”


            “กูนะเห็นมึงมานาน เจอเรื่องขัดใจ มาทำหน้าเด็กเอาแต่ใจเหมือนขี้ไม่ออก น้อยใจใส่เพื่อน ไอ้นิสัยพวกเนี้ยมึงเป็นมาตั้งแต่กี่ขวบแล้ววะ”


            “มั่ว พูดมากมึงอะ กูไม่คุยกับมึงละ”


            ผมว่าจบก็เอากระเป๋าเป้ตบหัวไอ้ภูหนึ่งทีและเดินนำออกมาจากห้อง ไม่นานมันก็เดินออกมาพร้อมกับเพื่อนอีกสามคนที่พึ่งเก็บของเสร็จ ชาเดินเข้ามาเอามือตบไหล่ผมเบาๆเหมือนทำท่าเข้าอกเข้าใจ


            ...มึงเข้าใจอะไรวะชา กูยังไม่เข้าใจตัวเองเลย...


            “ไม่รู้นะว่าเครียดเรื่องอะไร แต่มีอะไรบอกกูได้นะ เข้าใจ การเก็บเรื่องไว้มันหนัก” ผมไม่ได้เอ่ยพูดอะไรไปสักคำแต่ชาก็พูดกับผมราวกับว่าอ่านใจได้ นี่ผมเจอคนอ่านใจได้อีกแล้วหรอเนี่ย ครั้งนั้นก็พี่เก้าทีนึงแล้ว


            ...เห้อ พี่เก้า


            “หน้าเครียดอีกแล้ว ไม่เป็นไรนะ” ชาว่าจบและดึงแขนผมให้เดินไปตามทาง แต่ไม่แคล้วผมก็ได้ยินเสียงซุบซิบมาจากข้างหลังที่ทำให้ผมต้องแยกเขี้ยวใส่


            “กูว่าอกหัก”


            “อาการอย่างนี้กูก็ว่าใช่”


            “บ้า แต่มันชอบใครหล่ะ”


            “เห้ยๆ กูก็ไม่รู้ พวกมึงไปถามมันเองสิ่”


            “พวกเหี้ย นินทากูก็เบาๆหน่อยโว้ย” ผมหันไปแหวใส่สามคนหลังที่พูดดังราวกับว่าผมไม่ได้เดินอยู่ข้างหน้าอย่างไรอย่างนั้น ซึ่งแต่ละคนก็หันหน้าหนีไปคนละทาง แต่ไม่นานเหมือนแก้วจะนึกอะไรบางอย่างได้จึงวิ่งมากอดคอชา เธอจ้องเข้าไปในตาใสๆของเพื่อนตัวเล็ก พร้อมกับขยับปากแบบไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมาแต่ก็ไม่พ้นสายตาของผมอยู่ดี


            สืบ มา


            “ถามกูก็ได้ไหมอะ” ผมว่าอย่างปลงๆ


            “ถ้าถามแล้วมึงจะตอบ”


            “ก็ตอบได้นะ”


            “ตอบก็แย่แล้วจ่ะคุณชายผิง รู้ไหมว่ามึงทำหน้าอย่างนี้มากี่วันแล้ว” ผมยังไม่ทันเอ่ยปากตอบแก้ว หวานก็พูดขัดขึ้นมาก่อนที่ผมจะได้ตอบ


            “กูตอบให้ สามวัน สามวันที่อยู่ดีๆมึงก็เอาแต่ใจ โดยเฉพาะกับไอ้ภูที่มึงไปเอาแต่ใจใส่มันมาก ง้องแง้งกว่ากูที่เป็นผู้หญิงอีกนะ”


            “มึงเนี่ยนะผู้หญิง”


            “ว่าไงนะ!!


            นี่ขนาดผมบ่นเบาๆนะครับเจ้าหล่อนยังได้ยิน ก็หวานหน่ะทั้งชอบทำตัวห้าวๆ เท่ๆ แต่งตัวก็ไม่ใช่แนวหวานๆแต่จะชอบใส่เสื้อเชิ๊ตกางเกงยีนส์ขาดๆ ถึงแม้เจ้าหล่อนจะพูดตลอดว่าเธอคือหญิงแท้ร้อยเปอร์เซนและบอกสเปคชายในฝันของเจ้าตัวอยูตลอดเวลา แต่สุดท้ายไอ้ภาพลักษณ์ที่แสดงออกมานี่มันก็ห้าวเหลือเกิน


            “พอๆ ไปตึกคณะกันได้แล้วมึง กิจกรรมรอเราอยู่”


            ไอ้ภูว่าจบก็เดินมาแทรกระหว่างผมกับชาและกอดคอพวกเราทั้งคู่ไป จะว่าไปผมก็แอบรู้สึกผิดกับไอ้ภูนะที่สองสามวันนี้ผมเอาแต่ใจใส่มันไปเยอะมาก แต่มันก็คอยตามใจผมอยู่ตลอด มันเป็นคนที่ดูแลผมดีมาแต่ไหนแต่ไรและเข้าใจผมอยู่เสมอ จริงๆมันเป็นเพื่อนที่ดีมากคนนึงเลยแหละแต่ผมไม่เคยบอกมัน


            นิสัยของไอ้ภูถึงแม้ภายนอกมันจะดูปากหมา กวนตีน ทำตัวเรื่อยเปื่อย และอีกมากมายหลายอย่างที่เป็นข้อเสียแต่จริงๆแล้วมันเป็นคนที่มีนิสัยอย่างนึงที่มันเองก็ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ามันเป็นคนที่ดูแลเพื่อนรอบข้างดีมากและคอยปกป้องเพื่อนทุกๆคนมาตลอดแต่ไหนแต่ไรแล้ว นี่จึงทำให้ผมกับมันคบกันได้ยืด


            เมื่อพวกเราเดินมาเรื่อยๆจนถึงตึกคณะก็พบว่าเพื่อนภายในรุ่นเริ่มตั้งแถวตามที่พี่ๆเขาจัดแล้ว นี่เป็นวันที่สี่ที่กิจกรรมคณะเริ่มขึ้น ซึ่งมันดีนะครับทำให้ผมได้รู้จักพี่และเพื่อนหลายๆคนมากยิ่งขึ้น ตัวกิจกรรมก็สนุก และยังทำให้ผมได้คลายความหงุดหงิดในใจไปได้ระยะนึงเลยตลอดการทำกิจกรรม


            “เดี๋ยววันนี้นะคะพี่น้ำชาสุดสวยคนนี้ จะให้น้องๆแบ่งกลุ่มกันออกเป็นแปดกลุ่ม แล้วเราจะเดินวนฐานกิจกรรมวอล์คแรลลี่กันนะคะ อะเด็กๆแบ่งเลยลูก อะ แบ่งเป็นกลุ่ม แบ่งเป็นกลุ่ม แบ่งเป็นกลุ่ม วู๊ววว”


เสียงพี่พิธีกรชายสุดสวยร่างท้วมผิวขาวนำกิจกรรมดังก้องกังวาลไปทั่วลานกว้างหน้าคณะที่ให้พวกผมปีหนึ่งแบ่งกลุ่มกันเพื่อดำเนินกิจกรรมต่อ พี่เขาร้องเพลงรอตามจังหวะกลองสันทนาการและแน่นอนว่าผมก็ต้องจับกลุ่มพวกผมไว้ห้าคนเป็นพื้นฐานและมีเพื่อนอีกราวๆ 6-7 คนเข้ามารวมกลุ่มกับพวกผม ซึ่งเป็นเพื่อนที่เคยเห็นกันในชั้นเรียนอยู่บ้างจึงทักกันนิดหน่อย


“เอาหล่ะๆ เมื่อแบ่งกันเสร็จแล้วนะคะนี่คือแผนที่ที่พี่น้ำชาจะให้แต่ละกลุ่มไป อ๊า ซึ่งถามว่าภายในแผนที่มีอะไร ไหนลองทายสิคะ ถูกต้องค่ะลูก ชื่อแผนที่ก็ต้องมีไว้บอกทางสิคะเก่งมากเลยเต็มสิบพี่ให้หนูก่อนเลยยี่สิบแต้ม พวกหนูดูหมายเลขตามแผนที่นะคะว่าแต่ละกลุ่มต้องไปที่ไหนก่อน ห้ามหลง ห้ามมั่วนะคะ พิสูจน์ศักยภาพการเป็นนักศึกษาของเรากันค่ะเด็กๆ ว่าเราเองก็เดินให้ถูกได้ ถ้าพร้อมแล้ว ไปได้เลยค่า”


เมื่อสิ้นสัญญาณปล่อยตัว ซึ่งเอาจริงๆก็คือการพูดของพี่น้ำชาเขานั่นแหละ พวกผมก็เดินทางเข้าสู่ฐานแรกซึ่งหวานเป็นคนถือแผนที่และเดินนำเพื่อนๆ กิจกรรมแต่ละฐานนั้นก็สนุกสนาน ตลกแตกต่างกันออกไปตามพี่ที่ประจำฐานจะออกแบบและมีวัตถุประสงค์หลักของแต่ละฐาน ผมสนุกกับการทำกิจกรรมไปเรื่อยๆจนล่วงเลยเข้าสู่ฐานสุดท้ายที่มีพี่ผู้หญิงที่สวยมากๆยืนเด่นอยู่


“พี่แอลล”


ไอ้ภูเป็นคนแรกที่วิ่งนำเข้าไปในฐานหาพี่ผู้หญิงคนนั้นก่อน ซึ่งชื่อที่มันเรียกก็ทำให้ผมที่กำลังเดินยิ้มตามเข้าไปถึงกับชะงักแต่ก็ต้องยิ้มแหยๆออกไปต่อเมื่อพี่เขาหันมากวาดยิ้มส่งให้พวกผมทุกคน


“สวัสดีน๊าเด็กๆทุกคน น้องๆนั่งลงก่อนนะตรงนี้เลย นั่งล้อมเป็นวงกลม ภูเข้าไปอยู่กับเพื่อนไป”


ไอ้ภูพยักหน้าหลังจากเข้าไปเล่นกับพี่เขาอยู่สักพักซึ่งผมก็เซ็งอยู่พอสมควรไม่เข้าใจว่ากับแค่พี่รหัสนี่มันจะเข้าไปยุ่งด้วยอะไรนักหนา แต่ผมก็ต้องหยุดอารมณ์ที่กำลังก่อตัวขึ้นมา



...อารมณ์ของความรู้สึกที่ไม่ชอบหน้าพี่คนนี้

...ผมรู้ว่าผมกำลังพาล

...เห้อ...



“พี่ชื่อแอลน๊า ฐานนี้ก็เป็นฐานสุดท้ายสำหรับน้องๆแล้วเนอะ แล้วก็เป็นรอบสุดท้ายที่พี่ต้องพูดซ้ำเหมือนกัน คิกๆ”


เพื่อนๆรอบข้างหัวเราะตามเสียงหัวเราะของพี่เขา พี่แอลเป็นคนที่ผมยอมรับจริงๆว่าเขาสวยและทำอะไรก็ดูมีเสน่ห์ไปหมด แม้แต่การพูดนำฐานแค่เพียงสั้นๆก็ยังทำให้เคลิ้มได้ ซึ่งผมก็ได้แต่บอกว่าไม่แปลกใจอะไรที่คนๆนี้จะคว้าใจพี่เก้าไปได้ ผมว่าผมคงต้องพยายามทำใจแล้วแหละ



...มันแพ้ตั้งแต่ยังไม่เริ่มแล้วนี่หว่าอย่างนี้...



“เดี๋ยวพี่จะแจกกระดาษให้น้องๆคนละหนึ่งใบนะ แล้วพี่จะให้น้องวาดรูปตัวเอง เอาให้เหมือนตัวเองมากที่สุดเลยหล่ะ แล้วก็เขียนข้อดี ข้อเสีย ของตัวเองลงไป โอเคถ้าได้กันครบแล้ว เริ่มเลยเนอะ”


ผมควักปากกาออกมาจากกระเป๋าและเริ่มวาดรูปตัวเองตามที่พี่เขาบอกก่อน สกิลการวาดรูปที่มีอยู่น้อยนิดทำให้ผมพอจะถูไถให้ออกมาเป็นรูปคนที่ไม่ใช่แค่ก้างปลาได้ ผมใส่ตาจมูกปากและยิ้มกว้างๆจนเห็นฟันให้กับตัวเอง จะว่าไปมันก็หล่อคล้ายผมอยู่เหมือนกันนะเนี่ย


“น่ารักมากเลย เหมือนเจ้าของเลยเนี่ย”


เสียงที่ดังขึ้นด้านบนทำให้ผมต้องเงยหน้าขึ้นมอง ซึ่งก็พบว่าพี่แอลกำลังโก้งโค้งลงมาดูภาพที่ผมกำลังวาด โอเคครับ พี่เขาไม่ใช่แค่สวยและมีเสน่ห์เท่านั้นแต่ตัวพี่เขายังหอมมากอีกด้วย เห้อ ผู้หญิงอะไรกันเนี่ย เพอร์เฟคไปซะทุกอย่าง


“ขอบคุณครับพี่” ผมส่งยิ้มบางๆตอบพี่เขา


“แล้วชื่ออะไรหล่ะเรา”


“ผิงครับ” พี่แอลยิ้มกว้างรับคำผม เธอดูสดใสมากจนผมรู้สึกแสบตาเลยจริงๆ


“ที่แท้ก็คนดังนี่เอง พี่ไม่กวนแล้ววาดต่อเร็วเดี๋ยวเสร็จไม่ทันเพื่อน”


ผมจะรู้สึกว่ามันแปลกไหม หรือมันเกิดขึ้นจากอคติบางอย่างที่ผมลบออกจากใจไม่ได้หรือเปล่าเมื่อความรู้สึกผมมันพาให้ต้องตงิดใจกับคำว่าคนดังของพี่เขาอย่างไรชอบกล มันเหมือนมีความหมายแฝงอะไรบางอย่าง แต่พี่เขาก็พยักหน้าให้ผมก้มลงทำกิจกรรมต่อทำให้ผมต้องสะบัดเรื่องนี้ออกไปจากหัว


ผมวาดรูปจนเสร็จและเริ่มเขียนต้นเขียนข้อดีของตัวเอง ซึ่งผมรู้สึกว่ามันยากเหมือนกันนะที่จะต้องมานั่งนึกว่าอะไรคือข้อดีของตัวเอง ซึ่งกว่าจะนึกได้ก็ต้องใช้เวลาพอสมควร ผมค่อยๆเขียนมันลงไปทีละอย่าง อืม เฮฮา ยิ้มง่าย ขี้เล่น อันนี้ถือเป็นข้อดีไหมนะ แต่ก็เขียนลงไปก่อนละกัน


และความยากมันก็ทวีมากยิ่งขึ้นเมื่อต้องเขียนข้อเสียเพราะผมก็ไม่รู้ว่าอันไหนคือข้อเสียของผมจริงๆกันแน่ แต่ถ้าให้ผมมองนิสัยตัวเองจากมุมมองของคนอื่น นี่คงเป็นข้อเสียของผมสินะ


เอาแต่ใจ ขี้น้อยใจ ขี้หงุดหงิด


ผมคิดว่าเขียนอย่างละสามข้อคงจะพอแล้วสินะ อย่าให้เขียนมากไปกว่านี้เลยครับผมว่าผมคิดไม่ออก ถ้าขืนให้เขียนต่อพี่เขาคงต้องรอผมถึงพรุ่งนี้แล้วแหละ


“โอเค เขียนกันเสร็จแล้วนะ พับกระดาษครึ่งนึงค่ะ โอเค ทีนี้ส่งกระดาษของตัวเองให้เพื่อนคนข้างขวานะ”


ผมยื่นกระดาษของผมส่งให้แก้วที่นั่งอยู่ทางด้านขวาของผมซึ่งเจ้าหล่อนก็รับไปและยื่นของตนส่งให้เพื่อนในคณะที่นั่งอยู่ทางด้านขวาของเธอเช่นเดียวกัน ผมรับกระดาษมาจากไอ้ภูซึ่งมันทำท่าไม่อยากยื่นให้ผม แต่ขอโทษครับ ยังไงผมก็ต้องได้อยู่แล้ว



ก็มันเป็นกฎของเกมนี่นา



ผมทำท่าจะเปิดกระดาษของไอ้ภูออกซึ่งมันก็แยกเขี้ยวใส่ผมและชี้ทำท่าบอกให้ผมหยุดการกระทำเดี๋ยวนี้


“ห้ามแอบดูกระดาษของเพื่อนน๊าเด็กๆ” ความตั้งใจของผมพังทลายลงเพราะเสียงหวานๆของพี่ประจำฐานอย่างพี่แอล ที่ทำให้ไอ้ภูยิ้มเยาะใส่ผม


“น้องเห็นกระดาษในมือของเพื่อนไหม ต่อไปพี่อยากให้น้องชูมันขึ้นเหนือหัว อย่างนั้นแหละ แล้วก็ขยำจนเป็นก้อนเลยค่ะ”


ผมไม่ค่อยเข้าใจสิ่งที่พี่เขาให้ทำเท่าไหร่แต่ก็ยอมขยำกระดาษของไอ้ภูที่ยกขึ้นเหนือหัวตามคำสั่งของพี่แอล และมองกระดาษของตัวเองที่ถูกแก้วขยำอยู่เช่นกัน



...ทำไมมันรู้สึกใจหายแปลกๆนะ...



“หวาน ขยำเบาๆก็ได้” เสียงชาดังแทรกขึ้นเรียกความสนใจให้ผมหันไปมอง กระดาษของชาที่อยู่ในมือหวาน ถูกขยำตามแรงบีบที่หวานกะจะแกล้งชา ซึ่งเสียงหงอยๆที่คุณเธอได้รับก็ทำให้แรงที่ว่าจะแกล้งตอนต้นต้องคลายลงและขยำแค่เบาๆเท่านั้น


ส่วนกระดาษของเพื่อนในคณะอีกคนที่อยู่ในมือชามีเพียงแค่รอยยับนิดๆหน่อยๆเท่านั้นเหมือนกับเจ้าตัวไม่ได้ออกแรงแต่อย่างใด


“โอเค ทีนี้พี่อยากให้น้องส่งกระดาษในมือไปทางขวานะเรื่อยๆ แล้วก็ขยำกระดาษที่ตัวเองได้รับและส่งต่อจนกระทั่งกระดาษของตัวเองกลับมาอยู่ที่ตัวเองเนอะ”


พวกเราทำตามที่พี่แอลบอกจนกระทั่งกระดาษของผมกลับมาอยู่ที่ผมอีกครั้ง ผมค่อยๆคลี่กระดาษออกจากการขยำที่ตอนนี้กลายเป็นก้อนกลมๆ ภายในกระดาษยังคงเป็นภาพวาดและข้อดีข้อเสียของผมเหมือนเดิม ถึงแม้ว่าจะมีรอยขยำแต่ก็ไม่ได้ทำให้สิ่งที่ถูกเขียนไว้ภายในเปลี่ยนแปลงไป


“พี่ขอจบกิจกรรมฐานพี่ไว้แค่นี้นะ พี่อยากรู้ว่าน้องได้อะไรกันจากฐานพี่บ้าง” พี่แอลมองไล่พวกผมไปทีละคน แล้วส่งยิ้มหวานๆให้เพื่อรอคำตอบแต่ก็ไม่มีใครตอบเธอเลยสักคน


..เห้อ เอาวะ ผมตอบเองก็ได้


“ผมไม่รู้ว่าได้อะไรครับ แต่ตอนเพื่อนขยำผมรู้สึกไม่ดี รู้สึกใจหายนิดๆแต่ก็ไม่รู้ว่าทำไม ทั้งๆที่มันก็เป็นแค่กระดาษเฉยๆ”


“แล้วคนอื่นรู้สึกแบบผิงไหมเอ่ย” พี่แอลหันไปถามเพื่อนๆคนอื่นซึ่งมีหลายคนพยักหน้าตาม


“มีใครจะตอบเพิ่มอีกไหม อืม พี่อยากฟังจากน้องคนนั้น” หลังจากที่ไม่มีใครตอบต่อทำให้พี่แอลผายมือไปทางชาที่นั่งกอดเข่าอยู่เงียบๆ ซึ่งเมื่อเจ้าตัวเห็นดังนั้นก็คลายการกอดเข่าออกและเริ่มตอบคำถามของพี่เขา


“ผม ผมก็ไม่รู้ครับว่าพี่ต้องการจะสื่อถึงอะไรบ้างแต่ผมไม่อยากขยำกระดาษของเพื่อน ผมรู้สึกไม่ดีที่จะขยำกระดาษของเพื่อน แล้วก็ผมรู้สึกแย่ที่เห็นกระดาษของตัวเองถูกขยำ รู้สึกเหมือนตัวของเรากำลังถูกขยำไปด้วยครับ”


สิ่งที่ชาพูดก็ไม่ต่างไปจากสิ่งที่ผมรู้สึกเท่าไหร่แต่เหมือนว่าความรู้สึกของชาที่แสดงออกมาจะแสดงออกชัดเจนกว่าทุกคนว่าตนนั้นรู้สึกแย่กับการขยำกระดาษอย่างมาก หลังจากที่พี่แอลฟังจบเธอก็พยักหน้ารับและยิ้มนิดหน่อยพร้อมกับพูดต่อ


“สิ่งที่น้องๆพูดมาไม่ได้ผิดเลยค่ะ เพราะเกมที่พี่พึ่งให้น้องๆทำไปนั้นพี่อยากให้น้องๆแต่ละคนลองเปรียบกระดาษว่าเป็นตัวเรา ทีนี้ภายในตัวเราเนี่ยก็มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวอยู่ใช่ไหมคะ บางคนก็ยิ้มเก่ง บางคนก็นอนเก่ง บางคนตาเล็ก บางคนตาโต บางคนมีไฝใต้ตาด้วย ทุกอย่างล้วนเป็นเอกลักษณ์ที่สื่อถึงตัวตนของเรา”


                “และแน่นอนว่าภายในตัวเราเนี่ยก็มีทั้งข้อดีและข้อเสียของเราเอง ที่รวมๆอยู่ด้วยกันมีดีบ้างมีเสียบ้าง แต่ทุกอย่างก็คือตัวเรา แต่การใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัยเนี่ยมันไม่ใช่เรื่องที่ง่ายดายเลยที่เราเองจะคงความเป็นเอกลักษณ์และความเป็นตัวตนของเราเอาไว้ได้เสมอ”


            “การใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัยบางครั้งอาจจะมีวันที่เรารู้สึกเสียสูญ หรืออาจจะได้รับผลกระทบจากคนรอบข้างทุกคนจนทำให้ตัวตนที่เรารัก ตัวตนของเราเองถูกกระทบอย่างรุนแรง เราถูกคนรอบข้างขยำตัวเราเช่นเดียวกับกระดาษจนเรารู้สึกเจ็บ รู้สึกเสียใจ รู้สึกน้อยใจ”


            “แต่พี่อยากจะบอกเอาไว้ผ่านกิจกรรมนี้ค่ะว่าการรักในตัวเอง กล้ายอมรับตัวตนของตัวเอง นั้นคือสิ่งหนึ่งที่สำคัญเป็นอันดับแรกของเราทุกๆคน ถึงแม้ว่าการใช้ชีวิตต่อไปจากนี้น้องอาจจะสูญเสียกำลังใจจากคนรอบข้างแต่อย่างน้อยที่สุดตั้งแต่วันนี้ไปพี่อยากจะให้น้องทุกคนไม่สูญเสียอย่างนึงค่ะ นั่นคือกำลังใจที่มีต่อตนเอง จงมั่นใจและมีพลังให้กับตัวเองเสมอนะคะน้องๆ”


“และอีกอย่างนึงเราจะต้องจำไว้เสมอว่าการกระทำของเรานั้นไม่มากก็น้อยเราอยู่ร่วมกับคนอื่นมันไม่แปลกที่การกระทำของเราจะกระทบต่อคนอื่น แต่น้องต้องตระหนักไว้เสมอว่าแล้วเราจะทำยังไงหล่ะที่เราจะกระทบต่อเขาให้น้อยที่สุด ที่เราจะไม่ทำร้ายคนอื่น ที่เราจะดูแลเพื่อน ดูแลบุคคลรอบข้างได้ในวันที่เราไว้ใจกันและเขาเอานิสัยของเขา ตัวตนของเขามาส่งไว้ให้เราที่เป็นเพื่อนถือไว้ครึ่งนึง เราจะดูแลกันยังไง พี่ก็ขอฝากไว้เท่านี้แหละ ขอบคุณน้องๆทุกคนสำหรับการร่วมกิจกรรมน้า”


พี่แอลพูดอธิบายจนจบพวกผมกล่าวขอบคุณพี่เขาและเดินออกมาจากฐานเพื่อกลับไปยังจุดรวมของพี่น้ำชาต่อ จุดประสงค์ของฐานพี่แอลมันทำให้ผมคิดอะไรได้หลายๆอย่าง มันทำให้ผมคิดได้ว่าตั้งแต่ที่ผมเข้ามหาลัยมา ไม่ใช่สิ ตั้งแต่ก่อนที่ผมเข้ามหาลัยมา ถึงแม้ผมจะไม่ได้รู้จักกับพี่เก้านักแต่เขาก็ทำให้ผมเปลี่ยนแปลงตัวตนตัวเองไปหลากหลายอย่าง ทั้งด้านดีและด้านไม่ดี พี่เก้าเขามีอิทธิพลต่อผมมาก


ผมได้รับอิทธิพลจากพี่เขาค่อนข้างเยอะ จนมาถึงตอนนี้แค่เรื่องของพี่แอล แค่ข้อความของพี่แอลก็ทำให้ผมอารมณ์แปรปรวนไปได้หลายวันทั้งๆที่มันอาจจะไม่ได้มีมูลเหตุอะไรเลยด้วยซ้ำ


การเล่นกิจกรรมฐานพี่แอลมันทำให้ผมคิดเรื่องสำคัญเรื่องนึงได้ว่า ผมควรที่จะมีเวลามานั่งเรียบเรียงและทบทวนตัวเองให้ดีมากขึ้นแล้วสินะว่าผมจะเอายังไงต่อ



แต่ที่แน่ๆความรู้สึกชอบพี่เก้านั้นมันมีมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ตอนนี้ผมเหมือนกับคนกระหายน้ำที่เมื่อพี่เขามาใกล้มากขึ้น เมื่อได้เจอพี่เขามากขึ้นผมก็ต้องการอีก ผมอยากได้อีก ผมอยากให้พี่เขามาดูแลอีก ทั้งๆที่ก่อนหน้านั้นแม้จะไม่เคยเจอพี่เขาเลยผมก็อยู่ได้ และเมื่อยิ่งมารู้ว่าพี่เขามีพี่แอลแล้ว




...ผมว่าผมต้องอยู่กับตัวเองจริงๆสักทีแล้วแหละ

...และผมคิดว่า

ผมคงจะต้อง


.


.


.



ตัดใจ







...................................................................................................................................................................

จากคนเขียนนาจาาา : อะไรนะ ยัยหนู ยัยน้องงง จะทำอะไรรรน้ะ ห้ะะะะะ เดี๋ยวนะะะ หื้มมมมมมมม 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 154 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

309 ความคิดเห็น

  1. #301 PandaPuffycheeks (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 20 มกราคม 2563 / 00:20
    ขำๆเปล่าาา สนิทกันมากงี้
    #301
    0
  2. #218 มินมิ๊นนนน(nAdaLyn) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 16 กรกฎาคม 2561 / 03:42
    งื้ออออ พี่เก้ามาหาน้องเร็ว น้องจะตัดละนะ
    #218
    0
  3. #196 Princess_NNN (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 27 เมษายน 2561 / 14:05

    ห้ามตัดใจเดี๋ยวนิยายจบเร็ว555

    #196
    1
    • #196-1 snowday(จากตอนที่ 7)
      29 เมษายน 2561 / 16:01
      555555555 ยังไงดีๆ
      #196-1
  4. #164 eye-water maker (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 22 เมษายน 2561 / 20:23
    ตัดเถอะ แอบรักไม่เคยทำให้ใครดรขึ้นหรอก
    #164
    0
  5. #140 สีสัน~colourful (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 5 มีนาคม 2561 / 23:27
    เหมือนหนูถอยตั้งแต่ยังไม่เริ่มเลยนะลูกกกก
    #140
    0
  6. #131 KHUNCHAN (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2561 / 07:10
    หนูรู้กหนูต้องใจเย็นแล้วตามสืบสิคะรู้ก หนูจะลอยแพหมอเก้าไม่ได้ แต่อีกใจนึงเราก็อยากเห็นเก้าเข้าหาน้องเหมือนกัน เอาเป็นว่าถอยออกมาตั้งหลักสวยๆนะหนู
    #131
    1
  7. #108 .•:*´Lenna`*:•. (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2561 / 16:14
    แง่งงงง ตัดใจจจจจ
    #108
    0
  8. #80 mothergod (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2561 / 16:15
    อาการกลัวเจ็บค่ะหมออออ
    #80
    0
  9. #63 Chooon (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2561 / 00:14
    ตัดใจไวแท้ผิงผิง
    #63
    0
  10. #47 nami-maya (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2561 / 10:21
    แหล่วๆๆๆ จะจีบอยู่แป๊บๆ ผิงผิงจะตัดใจแล้วเหรอลู๊กกก
    #47
    0
  11. #24 Whenever will be will be (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2561 / 07:39
    ตัดใจไปเลยลูกผิงง เทเก้าไปเถอะะ /หลบขวดน้ำที่เฉียดหัว
    #24
    0
  12. #8 ` ฟู่ฟี้บูบีลั้ลล้า . (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 28 ธันวาคม 2560 / 20:25
    กรี๊ดดดด น้องงงงง
    พี่เชียร์หนู ตัดใจเลยลูก แล้วมาซบอกพี้ พี่รวย พี่สวย พี่เลี้ยงหนูได้ *โดนพี่เก้าตบ*
    #8
    0