แพ้คุณ (BL)

ตอนที่ 6 : แพ้ครั้งที่ 4 แพ้อาหาร

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,528
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 137 ครั้ง
    26 ธ.ค. 60

“คนจะเยอะอะไรขนาดนี้เนี่ย”


            ผมโอดครวญอยู่หน้าตลาดอันเป็นสถานที่นัดหมายของพวกเรา ซึ่งตอนนี้คนที่ถึงแล้วมีแค่ผมกับไอ้ภูเท่านั้น ทำให้พวกผมต้องมายืนรออยู่ในบริเวณนี้


            เมื่อมองเข้าไปภายในตลาดของมอสิ่งที่พบในทุกพื้นที่ของตลาดมีแต่คน คน และคนอยู่เต็มไปหมด การเดินที่เบียดเสียดกันในสภาพอากาศที่แสนจะร้อนสุดทนขนาดนี้ผมว่ามันไม่ใช่ความคิดที่ดีเลยสักนิดเดียว แต่ก็เอาเถอะครับยังไงก็มาถึงแล้ว สุดท้ายให้ผมบ่นแถบตายก็ต้องเดินเข้าไปเบียดกับฝูงคนอยู่ดี


“เออ ไอ้ผิง กูสงสัยอย่างหว่ะ”


“ฮืม สงสัยอะไรอะ” ผมหันไปมองหน้าไอ้ภูงงๆ


“คือสรุปพี่เขาแอดเฟสมึงมาใช่ปะ”


“อ่าหะ กูนี่โคตรตกใจ โกรธตัวเองมาก ทำไมกูพึ่งรู้วะ”


“ไม่ๆ ที่กูสงสัยคือ แล้วทำไมมึงไม่เคยหาเฟสพี่เค้าเจอเลยวะ”


“คือ..”


            ผมควรบอกมันดีไหมนะ ถ้าสมมติว่าผมบอกไปมันจะต้องล้อผมตายแน่เลย ก็จะอะไรเสียอีกหล่ะครับ ที่ผมหาเฟสพี่เขาไม่เคยเจอเลยก็เพราะว่า ประการแรก ผมไม่รู้ชื่อจริงพี่เขา ถึงสรุปแล้วพี่เขาจะไม่ได้ใช้ชื่อจริงในการตั้งชื่อเฟสก็เถอะ ประการต่อมาคือผมไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าพี่เขาชื่อว่า นับเก้า ผมพยายามค้นหาด้วยคำว่า เก้า เป็นร้อยครั้งก็ไม่เจอ


“ช่างมันเถอะมึง มันไม่ได้สำคัญอะไรขนาดนั้นปะ”


“เอ้า ไอ้นี่ กูว่านะมึงต้องทำอะไรบ้าๆบอๆเหมือนทุกครั้งแน่ๆ”


“เพื่อนภูครับ กูเพื่อนมึงนะ”


“ก็เพราะมึงเป็นเพื่อนกูไง กูเลยรู้ว่าไอ้นิสัยอย่างมึงที่มันบ้าๆ เดี๋ยวคิดเยอะเดี๋ยวคิดน้อยเนี่ย มันเป็นยังไง”


            เหมือนไอ้ภูเอามือมาตบหน้าผมแรงๆสามทีแบบไม่ให้หยุดพักพร้อมกับเตะผมแรงๆจนลงไปกองกับพื้นกับประโยคที่มันพูดออกมา เพื่อนกันประสาอะไรเห็นเพื่อนล้มทีต้องรีบเอาเท้ามาขยี้ซ้ำทุกรอบ


“ฮายย มาแล้วจ้า” แก้วส่งเสียงมาแต่ไกล ตามด้วยหวานกับชาที่ลงจากรถบริการคันเดียวกันมา ผมหันไปมองค้อนให้หนึ่งทีอย่างเสียไม่ได้


“ไม่มาตอนตลาดปิดเลยหล่ะ”


“ปากคอเนี่ยเลาะร้ายเหลือเกินนะจ้ะคุณคนเนี้ย แหม ก็คิดว่ากลับไปนอนไล่ดูเฟสจะอิ่มเอมหัวใจซะอีก”


“หือ เกิดอะไรขึ้นอะ” หวานหันไปถามแก้ว ซึ่งเจ้าตัวก็หัวเราะคิกคักตอบอย่างน่าหมั่นไส้ ทำให้ผมต้องรีบหยุดก่อนเธอจะเริ่มประเด็นนี้ขึ้นมาอีกรอบ



                คือไม่ใช่ว่าไม่ชอบอะไรหรอกนะครับ แต่พอเราโดนพูดถงหรือโดนแซวมันก็จะต้องมีเขินบ้างเป็นธรรมดาถูกไหมหล่ะ

“ไปๆ เข้าตลาดเหอะ เดี๋ยวไม่ได้เดินกันพอดี”


            เมื่อพูดจบผมก็เดินนำเข้าไปในตลาดทำให้เพื่อนทุกคนเดินตามมา ชาเดินมาอยู่ข้างผมด้วยความที่มันตัวเล็กที่สุดทำให้มันไม่อยากไปเบียดอยู่ข้างหลัง ผมมองมันหนึ่งทีด้วยสายตาปลงๆแกมสงสารในส่วนสูงของมัน


            คือผมว่าจริงๆชาเป็นคนที่ดูดีคนนึง แต่เป็นการดูดีแบบเด็กๆเหมือนอายุถูกหยุดเอาไว้ประมาณมัธยมตลอดเวลา จะเดิน แกว่งแขน ก้าวขา ก็ดูเหมือนเด็กไปหมด ทำให้จากการที่อยู่กันมาไม่นานเพื่อนแถบทั้งคณะก็ชอบมองมันด้วยสายตาที่น่าจะเรียกให้ใกล้เคียงที่สุดได้ว่า เอ็นดู


            แต่ชาก็เป็นคนที่พูดน้อยคนนึง ในมหาวิทยาลัยนี้คนที่สนิทกับชาที่สุดก็คงเป็นกลุ่มพวกผมชาก็ยังพูดน้อยสำหรับพวกผมอยู่ และกับคนอื่นชาแทบจะไม่ได้พูดด้วยเลยพอมีคนเข้ามาทัก เจ้าตัวก็จะแค่ถามคำตอบคำหรือไม่ก็ส่งยิ้มแห้งๆหัวเราะนิดหน่อยไปเท่านั้น


            ชาหันมามองหน้าผมอย่างงงๆที่เห็นผมมองมันอยู่ซึ่งผมก็โบกมือปัดๆไปแล้วดึงแขนมันให้มาเดินใกล้ๆเมื่อเห็นว่ามันเกือบเดินชนกับผู้ชายที่เดินสวนมา


            “คิดกันไว้ยังว่าจะกินอะไร กูหิวมากๆ” หวานถามขึ้นมา


            “กูก็หิว แต่กูคิดไม่ออกอยู่เนี่ย” ผมหันไปตอบ


            “พี่รหัสกูบอกว่ามีก๊วยเตี๋ยวร้านนึงท้ายตลาดอร่อย ลองปะหล่ะ” ภูตอบขึ้นมาบ้างเรียกให้สายตาของคนทั้งกลุ่มหันไปมองมันด้วยสายตาสงสัย


            “นี่หาพี่รหัสเจอแล้วหรอ หรือเจอกันหมดแล้วมีกูคนเดียวที่ยังไม่เจอ” หวานถามขึ้นมาคนแรก


            “หึ” ชาตอบ


            “กูก็ยัง” แก้วก็ยังไม่เจอ


            ผมก็ส่ายหน้าเป็นการปฎิเสธต่อทำให้สายตาทุกดวงกลับไปอยู่ที่ไอ้ภู มันเลยบอกว่าเดี๋ยวถึงที่ร้านก๊วยเตี๋ยวแล้วมันจะเล่าให้ฟัง เพราะตอนนี้การเดินไปคุยไปของกลุ่มผมเรียกการโดนสายตามองแรงจากรอบข้างได้เป็นอย่างดี เพราะมันขวางทางชาวบ้านเขามาก


            เมื่อมาถึงร้านพวกผมก็รีบสั่งก๊วยเตี๋ยวกันคนละชามทันที เพราะอยากรู้เรื่องของไอ้ภูใจจะขาด การหาพี่รหัสเจอในคณะผมไม่ใช่เรื่องที่ง่ายดายเลยกว่าจะหากันเจอก็ประมาณสองเดือนหลังจากเปิดเทอมนู่น เพราะส่วนมากพี่เขาจะชอบให้ทำกิจกรรมของคณะกันก่อน ซึ่งหนึ่งในกิจกรรมนั้นก็คือกิจกรรมค้นหาพี่รหัสที่แต่ละคนก็จะได้คำใบ้ไปถึงพี่ของตัวเอง


            “คืองี้” ภูเริ่มต้นบทสนทนา แล้วก็หยุดลงด้วยการดื่มน้ำ


            “อย่ามาลีลา เดี๋ยวแม่ตี” หวานยกมือขึ้นเท้าเอวและแกล้งทำเสียงเหวี่ยงใส่ไอ้ภู ทำให้มันหยุดทำท่าลีลาและเริ่มเล่าต่อได้


            “คือวันนั้นอะที่กูขับรถชนมึงจำได้ปะผิง”


            “อ่าหะ ทำไมวะ”


            “คือกูอะก่อนที่จะโทรหามึงกูก็ขับดูรอบๆมหาลัยใช่ปะ แล้วก็ขับมาดูที่คณะด้วยว่าเป็นยังไง แบบสำรวจสถานที่เอาไว้ก่อนอะ เพื่อว่าขาดเหลืออะไรจะได้รู้ก่อน ที่จอดรถมีตรงไหนบ้าง ยามแถวไหนดุ อะไรอย่างนี้”


            ระหว่างที่ภูกำลังเล่า ป้าเจ้าของร้านก็ยกก๊วยเตี๋ยวที่พวกผมสั่งมาวางที่โต๊ะ ทำให้ภูต้องหยุดเล่าและหยิบตะเกียบแจกจ่ายให้กับทุกคนเมื่อทุกคนได้รับครบแล้วก็เริ่มกินอาหารที่วางอยู่ตรงหน้า และเป็นจุดที่ทำให้ภูเริ่มเล่าต่อ


            “เออแล้วทีเนี้ย กูก็ขับรถชนตรงแถวๆคณะเราเนี่ยแหละแล้วคู่กรณีก็หนีกูก็จำเลขทะเบียนมันไม่ได้ ประกันกูก็พึ่งหมดไปเมื่อไม่กี่เดือนนี่เอง กูก็ยืนงงเลยอะ”


            “แล้วยังไงต่อวะ” ผมถาม แล้วเอามือตบหน้าอกเบาๆเพราะรู้สึกว่าแน่นๆจุกๆ สงสัยรสชาติของร้านนี้จะเผ็ดมากจนเกินไปหรือไม่ผมก็คงกลืนผิดจังหวะ


            “เออทีเนี้ยก็มีพี่ผู้หญิงคนนึงเดินมาจากคณะแล้วก็มาช่วยกู หาเบอร์อู่ให้แล้วก็รออู่มาเอารถกูไปเป็นเพื่อน แล้วคุยไปคุยมาเขาก็บอกว่าเป็นพี่รหัสกู ก็แค่นั้น”


            “พี่ผู้หญิงคนไหนนะ” หวานถามต่อ ซึ่งภูก็หันมามองแล้วขมวดคิ้วเพื่อที่จะหาคำอธิบายให้เพื่อนเข้าใจมากที่สุด


            “จริงๆกูว่าพวกมึงก็น่าจะเคยเห็นพี่เขานะ”


            “ทำไมวะ” แก้วหันไปถามบ้าง


            “ก็พี่รหัสกูคือพี่แอลที่เป็นดาวคณะปีที่แล้วไง”


            “พี่แอลที่เขาเคยบอกว่ากิ๊กกับพี่เก้านะหรอ” ชาเงยหน้าขึ้นมาพูดบ้าง


            “แค่กๆๆๆ”


            “เห้ยผิง อย่ารีบกินดิ สำลักเลยเนี่ย อะน้ำ”


            ผมหันไปขอบคุณหวานที่ยื่นน้ำมาให้ และรีบกลืนน้ำลงไปแต่พอกลืนลงไปปุปความรู้สึกแสบท้องผสมกับความรู้สึกปวดหน่วงๆก็พุ่งขึ้นมาจากท้องน้อยจนผมต้องทรุดหน้าลงกับโต๊ะ


            “โอ้ยย”


            “ผิง เป็นอะไร” ชาที่นั่งอยู่ข้างๆยกมือขึ้นลูบหลังผม แต่ผมต้องรีบยกมือชาออกเพราะมันทำให้เกิดความรู้สึกอยากจะอาเจียนเพิ่มเข้ามาด้วย


            “แค่กๆๆ อ๊อก แค่กๆ”


            “เห้ยผิง ในก๊วยเตี๋ยวมีถั่วลิสงหรอ ทำไมมึงไม่ดูก่อนกินวะ”


            ไอ้ภูที่ลากเอาชามก๊วยเตี๋ยวไปดูโวยวายใส่ผมทันที แต่ผมอยากบอกมันเหลือเกินว่าก่อนที่จะโวยวายให้ช่วยผมให้รอดจากอาการนี้ก่อน


            “เชี่ยเอ้ย ทำไงดีวะเนี่ย รถกูก็ไม่ได้เอามา”


            ไอ้ภูโวยวายมากขึ้น เช่นเดียวกับเพื่อนอีกสามคนที่เข้ามาล้อมหน้าล้อมหลังผมที่ฟุบอยู่อย่างทำอะไรไม่ถูก ผมรู้สึกปวดท้องมากขึ้นเรื่อยๆและแสบมากขึ้น พอๆกับอาการคันที่เริ่มเกิดขึ้นบริเวณปากอย่างที่ผมไม่ต้องส่องกระจกดูก็รู้ว่าผื่นเริ่มขึ้นแล้วอย่างแน่นอน ประกอบกับอาการไอที่ทำให้ผมแสบจนแทบจะรู้สึกได้ว่าเลือดจะออกมาจากการไอได้อย่างง่ายๆ


            “เงยหน้าขึ้นก่อนครับ ฟุบอยู่อย่างนั้นเดี๋ยวสำลักมากขึ้นนะ”


            เสียงทุ้มๆดังเข้ามาในประสาทหู แต่อาการปวดท้องของผมมันทำให้ไม่สามารถยืดตัวขึ้นนั่งตรงๆได้เลย แม้แต่แรงที่จะเงยหน้าขึ้นยังไม่มี ผมสัมผัสถึงมืออุ่นๆที่ค่อยๆประคองผมขึ้นมาพิงกับพนักเก้าอี้แต่ก็ยังไม่มีแรงพอที่จะมองว่าคนๆนั้นคือใคร สงสัยคงเป็นพลเมืองดีสักคนนึงแหละมั้ง


            “เป็นหนักเลยนะ เริ่มมีอาการหอบแล้วด้วย ยังไงพี่ว่าคงต้องไปโรงพยาบาลหน้ามอก่อนดีกว่า มีใครเอารถมาไหมครับ”


            “พวกหนูไม่มีใครเอารถมาเลยค่ะ”


            “ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวพี่พาไปรถพี่ โอเคนะครับ”


            “เอ่อ ผมว่า”


            “ไปเลยค่ะพี่ ฝากเพื่อนหนูด้วยนะคะพี่”


            ผมหล่ะอยากจะกราบคนพูดประโยคนี้เหลือเกินซึ่งถ้าผมเดาจากเสียงไม่ผิดน่าจะเป็นเสียงของแก้วที่ดูจะตื่นๆหน่อย เพราะถ้าไม่ได้ประโยคนี้ ผมว่าผมคงได้ช๊อกตายอยู่ตรงนี้แน่ๆ ผมปล่อยร่างให้ไปตามแรงพยุงของคนพลเมืองดีคนนั้น จนผ่านไปสักพักก็สัมผัสได้กับเบาะนิ่มๆที่ค่อยๆถูกปรับให้เอนลงอย่างเบามือ


            “ทนสักแปปนะ ไม่เกินสิบนาทีก็ถึง”


            ผมอยากจะตอบรับคำเขานะครับแต่ตอนนี้ท้องผมมันปวดเกร็งไปหมด รู้สึกราวกับว่าลำไส้โดนมือใหญ่ๆมาบิดไปมาอย่างไรอย่างนั้น


            “ผ่อนคลายนะครับ ไม่ต้องเกร็ง”


            “หายใจเข้าออกลึกๆนะ ค่อยๆหายใจไม่ต้องรีบ”


            “ทนอีกแปปนึงนะครับ เลี้ยวเข้าโรงพยาบาลแล้วนะ”


            ตลอดทางที่ขับมาพี่พลเมืองดีคอยพูดกับผมตลอด ทำให้สติของผมยังคงอยู่กับตัวจนกระทั่งประตูรถถูกเปิดออกอีกครั้ง ผมถูกพยุงให้ขึ้นไปนั่งบนรถเข็นของทางโรงพยาบาลซึ่งพี่พลเมืองดีก็เป็นคนเข็นเอง ไม่ใช่บุรุษพยาบาลที่คอยมารับ เพราะตลอดทางที่ตรงไปยังห้องฉุกเฉินพี่เขาก็ยังคอยพูดกับผมอยู่เรื่อยๆ



            หลังจากที่ผมถูกพาขึ้นมานอนบนเตียงในห้องฉุกเฉินผมก็ไม่ค่อยรู้หรอกว่าเขาทำอะไรกันกับผมบ้าง อาจจะเป็นฤทธิ์ของอาการที่ทำให้ผมเป็นอย่างนี้ แต่ว่าผมก็ไม่เคยแพ้ขนาดนี้มานานมากแล้วนะ เพราะตั้งแต่เด็กที่พ่อแม่รู้ว่าผมแพ้ถั่วลิสง ผมก็ไม่เคยกลืนมันลงไปในท้องอีกเลย


            เวลาผ่านไปนานพอสมควรผมก็เริ่มรู้สึกดีขึ้นได้บ้าง อาการที่เคยปวดอย่างหนักเริ่มทุเลาลงจนทำให้สามารถลืมตาขึ้นมามองรอบด้าน สายตาผมไล่ไปรอบๆซึ่งก็พบกับแพทย์ พยาบาลหลากหลายคนกำลังวุ่นอยู่กับการรักษาผู้ป่วยฉุกเฉินที่เข้ามา ผมไล่สายตาไปเรื่อยๆจนมาหยุดอยู่ที่ข้างเตียง


            “พะ..พี่”


            อาการที่ยังไม่ทันหายดีทำให้ผมที่ลุกอย่างแรงขึ้นมาจากเตียงต้องล้มตัวลงไปนอนอีกครั้งด้วยความปวดที่แล่นเข้ามาอีก


            “ใจเย็น อย่าพรวดพราด เดี๋ยวก็เจ็บหรอกเห็นไหม”


            “พี่เก้า” ผมเอ่ยเสียงแผ่วๆเรียกชื่อคนที่อยู่ข้างเตียง ใบหน้าใสเกลี้ยงเกลาจ้องผมด้วยสายตาที่ผมอ่านไม่ออกนักกับรอยยิ้มที่ส่งมาให้


            “แสดงว่า...จำพี่ได้สินะ”


            “ครับ จำได้ครับ”


            “แล้วเป็นยังไง รู้สึกยังไงบ้างตอนนี้”


            พี่เขาถามผมพร้อมกับมองสำรวจไปทั่วร่างกายของผม คือผมอยากบอกพี่เขาแหลือเกินว่าอย่ามองผมอย่างนั้น คือบางทีมันก็เขินนะครับ โดนคนที่ชอบมากวาดสายตาไปกวาดสายตามาบนตัวเองอย่างนี้


            “ดีขึ้นแล้วครับ พี่เก้าเห็นพี่คนที่พาผมมาส่งผมไหมครับ ผมจะขอบคุณเขา”


            พี่เก้ามองผมด้วยใบหน้าฉงนและก็เอานิ้วชี้เข้าไปที่ตัวเองเป็นสัญลักษณ์บอกว่าคนที่ผมหมายถึงก็ยืนอยู่ตรงหน้าแล้วนี่ไง


            “พี่เป็นคนพาผมมา?”


            “ใช่ครับ”


            “เอ่อ” ไอ้ปกติที่เป็นคนพูดมากๆพอมาเจอตรงนี้พูดอะไรต่อไม่ถูกเลยครับ ไม่รู้ว่าควรจะพูดว่าอะไรดี แล้วความรู้สึกที่ควรจะรู้สึกตอนนี้คือควรจะดีใจที่พี่เขามาส่ง ที่เจอพี่เขา หรือควรจะตกใจที่เป็นพี่เขามาส่ง หรือว่าควรเสียใจที่พี่เขามาเห็นสภาพโทรมๆของผมอย่างนี้กันแน่


            “ไม่ต้องทำหน้าอย่างนั้นก็ได้ครับ พี่ไม่ได้ลำบากอะไรไม่ต้องขอบคุณหรอก”


            “ไม่ใช่อย่างนั้นครับพี่ คือผมแค่ยังงงๆอยู่เฉยๆ”


            “แล้วมีเวียนหัวหรือปวดหัวไหม พี่ขอโทษนะครับ” พี่เขาว่าจบก็เอามือเสยผมที่ปรกหน้าผากของผมขึ้นแล้วเอาฝ่ามือมาอังที่หน้าผาก การกระทำดังกล่าวเรียกให้เลือดของผมสูบฉีดขึ้นสู่บริเวณใบหน้าได้อย่างง่ายดาย พี่เขาทาบฝ่ามืออยู่อย่างนั้นสักพักแล้วก็เอามือออกไปในที่สุด เวลาเพียงไม่นานนั้นแต่ทำให้ผมรู้สึกว่ามันช่างนานเหลือเกิน และผมก็อยากจะอยู่กับเวลานานๆนั้นไปเรื่อยๆด้วยสิ


            “ตัวรุมๆเหมือนจะมีไข้นิดๆนะ แต่ผื่นก็ยุบหมดแล้ว ยังเวียนหัวอยู่ไหมถ้าไม่ก็ไปห้องรับยากัน” พี่เขาเอ่ยด้วยเสียงนุ่มๆ คือเสียงพี่เขานุ่มมากเลยครับ นุ่มทุ้มให้ความรู้สึกอบอุ่นตลอดเวลา เป็นเสียงที่ผมรู้สึกว่ามันน่าฟังมาก


            “ไหวครับพี่ ขอบคุณมากนะครับพี่”


            ผมค่อยๆลุกขึ้นจากเตียงและทำท่าจะเดินไปตามทาง แต่พี่เขากลับดึงตัวเอาไว้และดันผมให้นั่งลงบนรถเข็นของทางโรงพยาบาล ซึ่งผมก็จะหันไปประท้วงว่าผมไม่ได้เป็นอะไรมากขนาดนั้นแต่พอหันไปเจอสายตาที่บอกให้ผมนั่งปากที่ว่าจะพูดก็เงียบสนิท เห้อ จะไปขัดใจพี่เขายังไงหล่ะครับ ก็พี่เขาออกจะ...น่ารักขนาดนี้


            “เดี๋ยวพี่เดินไปรับยากับเคลียเรื่องเงินให้นะ เรานั่งรออยู่ตรงนี้แหละ”


            “เห้ยพี่ ไม่เป็นไร ผมเกรงใจ” ผมทำท่าจะลุกขึ้นแต่พี่เขาก็ดันไหล่ผมให้นั่งอยู่แบบเดิม


            “ไม่ต้องครับ นั่งรออยู่เฉยๆตรงนี้แหละ เรื่องเงินก็มีสิทธินักศึกษารักษาฟรีอยู่พี่แค่เดินไปเอาใบเสร็จกับยาให้ ไม่ต้องดื้อนะครับ”


            ผมว่านะ ผมเห็นอนาคตการเป็นหมอของพี่เขาอย่างมาก นี่ขนาดยังเรียนอยู่แค่ปีที่ 2 ผมว่าพี่เขายังมีการพูดแบบพวกคุณหมอที่ไม่ต้องพูดอะไรมากแต่คนไข้ก็กลัวจนหงอและยอมปฏิบัติตามแล้ว แต่ไม่เป็นไรหรอกครับ ถ้าเป็นคุณหมออย่างคนๆนี้ให้ผมกลัวมากกว่านี้ผมก็ยอม


            ผมมองตามหลังพี่เขาไปและมองพี่เขาไปเรื่อยๆจนกระทั่งพี่เขาเดินกลับมาก็ไม่พูดพร่ำทำเพลงเข็นรถเข็นของผมต่อไปตามทางเดินเรื่อยๆจนกระทั่งถึงลานจอดรถ ทำให้ผมนึกขึ้นได้ว่าตลอดทางที่เงียบมาและผมมัวแต่นั่งจมอยู่กับความคิดชื่นชมพี่เขามาตลอดทางผมควรจะพูดอะไรสักอย่าง


            “พี่เดี๋ยวผมกลับเองครับ แค่นี้ก็กวนพี่มากแล้ว ขอบคุณนะพี่”


            สิ่งที่ผุดขึ้นมาในความคิดของผมคือ ตอนนี้ผมกำลังทำให้คนที่ตัวเองชอบลำบาก ถึงความรู้สึกหนึ่งจะอยากอยู่ด้วยต่อยังไงก็เถอะ แต่ผมก็อยากเจอพี่เขาในสภาพที่ดีกว่านี้ไม่ใช่หน้าซีดเป็นไก่ต้มและไม่ต้องมาคอยเป็นภาระของพี่เขาแบบในครั้งนี้


            “ขึ้นรถเลยครับ ไม่รบกวน”


            “แต่พี่ ผมกลับเองดะ..”


            “พี่อยากไปส่ง ขึ้นรถเถอะ ถ้าเรามัวเถียงมันจะรบกวนพี่กว่านี้นะ”


            “แต่พี่”


            “นะครับ”


            ผมยอมก้าวขึ้นรถแต่โดยดีถึงใจจะสั่งห้ามยังไงก็เถอะแต่พลังจากคำว่า นะครับ ของพี่เขามันทำให้เสียงอุ่นๆกับคำๆนั้นก้องอยู่ในหัวราวกับว่าผมโดนพี่เขาสะกดไปแล้ว พอก้าวขึ้นรถมาผมก็นั่งเงียบๆต่อภายในรถ ระหว่างที่รถค่อยๆเคลื่อนออกจากที่จอดไปช้าๆ


            “แล้วอยู่หอไหนครับ”


            “แซงค์ตัสครับ” พี่เขาเหลือบมามองผมนิดหน่อยและหันกลับไปมองทางต่อ


            “ดีนะที่ให้พี่ไปส่ง เห็นไหมไม่ได้รบกวนเลย” พี่เขาอมยิ้มนิดๆ


            “ทำไมไม่รบกวนหล่ะพี่ ผมว่าผมรบกวนพี่มากๆเลย”


            “ก็หอนี้พี่ก็อยู่ไง แล้วมันจะรบกวนยังไงหล่ะครับ”


            เมื่อได้ยินดังนั้นผมถึงกับหันทั้งศีรษะไปมองพี่เขาชัดๆด้วยความตกใจ และทำให้อาการเวียนหัวที่หายไปสักพักกลับมาโจมตีอีกครั้ง นี่ผมควรเตือนตัวเองให้ดีแล้วสินะว่าอย่ารีบร้อนทำอะไรอีกไม่อย่างนั้นผมเองเนี่ยแหละที่จะแย่ วันนี้ก็หลายครั้งแล้ว


                แต่พี่เขาอยู่หอเดียวกับผมหรอเนี่ย


ทำไมผมไม่เคยรู้เลยนะ


ถึงว่าวันที่เข้าหอถึงเจอพี่เขา


            “ฮะๆ ตกใจอะไรขนาดนั้น หลับตาพักไปก่อนก็ได้นะเดี๋ยวถึงหอแล้วพี่บอก แต่อย่าหลับนะครับ ใกล้นิดเดียวเอง เดี๋ยวจะปวดหัวเปล่าๆ”


            ผมหลับตาตามคำที่พี่เขาบอก พักสักหน่อยก็ดี เห็นไหมควับว่าผมหน่ะเลี้ยงดูง่ายขนาดไหนพี่เขาพูดอะไรผมก็เชื่อทุกอย่าง ผมหลับตาอยู่อย่างนั้นเป็นเวลาสักพักปล่อยให้ความคิดในหัวมันแล่นไปเรื่อยๆ ผมไม่อยากจะเชื่อว่าในเคราะห์ร้ายของการกินถั่วลิสงที่ผมแพ้จะมาทำให้ผมโชคดีได้ใกล้ชิดพี่เขาแบบไม่รู้ตัวขนาดนี้ ในแบบที่ผมไม่เคยคิดฝันมาก่อน


            ผมปล่อยความคิดไปเรื่อยๆจนกระทั่งมีความคิดนึงผุดเข้ามาในศีรษะ


            ...หรือผมควรจะบอกพี่เขาไปเลยดี ว่าผมชอบพี่เขา


            ...ผมจะขอจีบพี่เขาดีไหมนะ


                .


                .


            ...เอาวะ ยังไงก็มาขนาดนี้แล้วลองดูหน่อยแล้วกัน


            “พี่ครับ ผมมีเรื่องจะขอ”


            พี่เขาหันมามองผมนิดหน่อย และยิ้มให้นิดๆพยักหน้าบอกให้ผมพูดต่อ


            “เอ่อ”


            “ถ้าลังเลขนาดนี้พี่อาจจะให้ไม่ได้นะ”


            “ทำไมหล่ะครับ”


            “ก็ถ้าลังเลขนาดนี้แสดงว่าคงขออะไรยากๆรึเปล่า หรืออาจจะขออะไรที่ใหญ่มากจนพี่อาจจะให้ไม่ได้ไงครับ ไหนลองพูดมาสิจะขออะไรพี่”


            พี่เขาหัวเราะเบาๆอีกครั้งเมื่อเห็นผมทำหน้าเหวอออกมา ผมคิดจริงๆนะหรือว่าพี่เขาจะอ่านใจคนออก แต่ถ้าพี่เขาอ่านใจคนออกพี่เขาก็ต้องรู้ไปแล้วว่าผมชอบพี่เขาสิครับ หรือเขารู้แต่เขาไม่พูดกันนะ


            “คือ ผมจะขอ..”

 

               .


                .


                .



            ติ๊ง

            L L : ที่รักก แอลมีเรื่องจะขอ









............................................................................................................................................................................................

จากนักเขียนเองจ้า  :  สรุปก็มาลงอีกตอนจริงๆ เพราะพรุ่งนี้ก็อาจจะไม่ได้ลงจริงๆ ชอบไม่ชอบยังไงติชมกันได้น้า เราอยากให้เรื่องที่เราแต่งเป็นเรื่องที่ทำให้คนชอบและก็สนุกได้ อยากให้คนรักผิงรักเก้าและรักทุกตัวละครเย๊ออออเยอออะ ขอบคุณที่เข้ามาอ่านกันน้า

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 137 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

309 ความคิดเห็น

  1. #217 มินมิ๊นนนน(nAdaLyn) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 16 กรกฎาคม 2561 / 03:34
    เอ็นดู พี่เก้าเจอน้องแต่ละที มีแต่เรื่อง 55
    #217
    0
  2. #130 KHUNCHAN (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2561 / 06:56
    น้องผิงในใจหนูนี่แอ๊วเอินพี่เก้าจนพี่แทบบุบ แต่มาลงสนามจริงถึงกับไปไม่เป็น เอ็งลูหนูผิง พี่แอลนี่ยังไงๆ
    #130
    0
  3. #107 .•:*´Lenna`*:•. (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2561 / 16:04
    จะได้พูดมั้ยดนี่ยพ่อหนุ่มมม
    #107
    0
  4. #46 nami-maya (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2561 / 10:11
    หนูผิงคนตรง..จะขอจีบแบบแมนๆเลยเหรอ555
    #46
    0
  5. #23 Whenever will be will be (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2561 / 07:29
    แอลเป็นเพื่อนสนิทเก้าป่าว พยายามมองในแง่บวกก่อน ถ้าไม่ใช่เดี๋ยวค่อยด่าก็ยังทัน555555555
    #23
    0
  6. #11 maneerat1083 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 12 มกราคม 2561 / 10:52
    เอ~~~~ใครจะรุกใครจะรับ..อ๊ายยยย..>/////<
    #11
    0
  7. #7 TeeTian (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 26 ธันวาคม 2560 / 23:12
    โอ๊ยยย เกลียดแอลผิดมั้ยยย
    #7
    1
  8. #6 ` ฟู่ฟี้บูบีลั้ลล้า . (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 26 ธันวาคม 2560 / 21:07
    แอลเป็นใครรรรร แง่มๆ
    ผิงๆของแม่ หนูรู้กก พ่อคนบอบบาง
    #6
    2