KaiSoo S Note [EXO]

ตอนที่ 61 : He didn't love me. [KaiSoo]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 340
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    15 ก.ค. 60






               มันเริ่มต้นจากความฝัน


               ผมฝันถึงเขา และส่วนหนึ่งของผมก็หวังว่าเขาอาจจะกำลังฝันถึงผมอยู่เช่นกัน


               คุ้นว่าเคยอ่านเจอจากที่ไหนสักแห่ง เรื่องที่ว่าหากเราฝันถึงใครแปลว่าคนนั้นเขากำลังคิดถึงคุณ และบางคนก็เคยบอกว่าฝันคือสิ่งที่อยู่ในจิตใต้สำนึกของเรา เราฝันถึงอะไรย่อมหมายความว่าเราคิดถึงสิ่งนั้น


               ดังนั้นถ้าผมจะตีความว่าเรากำลังคิดถึงกัน มันก็คงจะได้





               ดึกมากแล้ว จงอินซุกตัวอยู่ในผ้าห่มผืนหนา แขนขายาวๆ ถูกเจ้าตัวขดมันเข้าหากัน หากมีใครมองมาตอนนี้จะเห็นจงอินเป็นเพียงก้อนขยุกขยุยก้อนใหญ่ก้อนหนึ่งบนที่นอนเท่านั้น

               เสียงสวบสาบของผ้าห่มดังขึ้นทุกครั้งที่เขาขยับตัว จงอินดึงผ้าห่มขึ้นปิดหน้า ก่อนจะดึงมันลงมาเมื่อเริ่มรู้สึกอึดอัดและหายใจไม่สะดวก

               แต่ไม่ว่าจะขยับพลิกไปพลิกมาสักเท่าไหร่เขาก็ไม่ได้ท่านอนที่ดีที่พอจะช่วยให้เขาหลับได้เลยในคืนนี้


               ชายหนุ่มเริ่มนึกเสียใจที่ปล่อยให้ตนเองเผลอหลับไปในช่วงหัวค่ำ



               ทั้งห้องมืดสนิท ไฟทุกดวงถูกปิดเอาไว้ แต่เมื่อจงอินเอื้อมมือออกไปดึงผ้าม่านข้างเตียงเปิดออกก็มีแสงสว่างจากด้านนอกลอดเข้ามาภายในห้อง ไม่มากนัก แต่ก็พอให้มองเห็นอะไรชัดเจนขึ้น ร่างสูงลุกขึ้นนั่งอย่างอ้อยอิ่ง ไม่อยากที่จะละจากหมอนนุ่มในตอนนี้ แต่เขารู้ดีว่าฝืนนอนต่อไปอย่างไรก็คงหลับไม่ลงอยู่ดี จงอินเอนตัวพิงผนัง ศีรษะพิงอยู่กับกระจกหน้าต่างบานใหญ่ ผ้าห่มยังคงพันอยู่รอบตัวของเขา สายตาเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง ท้องฟ้าที่ควรจะมืดสนิทกลับไม่มืดอย่างที่ควร เมื่อเลื่อนสายตาลงไปที่เบื้องล่างก็พบกับความสว่างไสวราวกับนี่ไม่ใช่เวลาที่ควรจะนอน แน่ล่ะ ปกติเวลานี้จงอินก็ใช่ว่าจะมานอนอยู่บนเตียงแบบวันนี้เสียเมื่อไหร่


               จงอินสูดหายใจเข้าปอด รู้สึกแสบข้างในโพรงจมูกเล็กน้อยจากอากาศที่เย็นจัดภายในห้อง เขาไม่ได้เปิดฮีตเตอร์แม้จะเป็นกลางเดือนมกราแบบนี้ ทั้งประตูระเบียงที่ปิดไม่สนิทนั่นยิ่งทำให้ภายในห้องเย็นเยือกจากลมหนาวภายนอกที่เล็ดรอดเข้ามา ถ้าอีกคนมาเห็นเข้าแบบนี้จงอินคงจะถูกบ่นจนหูชา หรือไม่ยิ่งกว่านั้น เขาคงจะถูกมองด้วยสายตาดุๆ และแสร้งเมินเขาไปสักระยะหนึ่งเลยทีเดียว และสำหรับจงอิน การไม่พูดกันน่ากลัวกว่าการถูกดุเสียอีก


               คอนโดของจงอินนั้นอยู่ใจกลางเมือง อีกทั้งยังอยู่ชั้นที่ค่อนข้างสูงจึงสามารถเห็นวิวได้ค่อนข้างไกลพอสมควร จงอินมองออกไปยังผู้คนขวักไขว่ด้านล่าง รถราที่วิ่งอยู่บนถนน มองเรื่อยไปจนถึงตึกสูงที่อยู่ถัดออกไปอีกบล็อก ถ้าให้เฉพาะเจาะจงก็คือมองไปที่หน้าต่างห้อง 1102 ห้องที่เจ้าของห้องเคยเปิดไฟส่งสัญญาณบอกเขาว่าเป็นห้องของตนเอง ห้องของคยองซู

               โชคดีที่ระหว่างคอนโดของพวกเขาไม่มีตึกสูงมาคั่นกลาง และตึกที่จงอินอยู่นั้นเป็นตึกที่สูงที่สุดในย่านนี้แล้ว จงอินสังเกตเห็นว่าไฟในห้องของอีกคนยังเปิดอยู่ เขาสามารถมองเห็นแสงไฟจากห้องของอีกคนได้แม้ที่หน้าต่างจะถูกรูดม่านปิดเอาไว้ในเวลาแบบนี้ คนตัวเล็กชอบบ่นเสมอว่าผ้าม่านที่ห้องของตนมันบางเกินไป และทำให้คนตัวเล็กต้องรู้สึกตัวตื่นทุกครั้งที่พระอาทิตย์ขึ้น แต่ก็ยังไม่ยอมเปลี่ยนมันเสียทีด้วยเหตุผลที่ว่ายังไงเจ้าตัวก็ไม่ค่อยอยู่ที่ห้องอยู่แล้ว

               “เปลี่ยนไปก็เหนื่อยเปล่า” คยองซูบอกเขามาว่าอย่างนั้น



               จงอินคิดถึงเจ้าของห้องห้องนั้น คนตัวเล็กที่มักจะฟุบหลับบนโต๊ะบ่อยกว่าการนอนหลับบนที่นอน เขานึกภาพกลุ่มผมสีดำบนโต๊ะที่กระจัดกระจายไปด้วยกองกระดาษและท่าทีลนลานยามที่ตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าเลยเวลาที่นาฬิกาปลุกไปเสียแล้ว จงอินสงสัยว่าระยะหลังมานี้คยองซูจะได้อยู่ห้องมากขึ้นไหม แล้วแสงไฟจากภายนอกจะทำให้คยองซูรำคาญหรือเปล่า แล้วดึกขนาดนี้ ที่ไฟยังเปิดอยู่นั้นเป็นเพราะคยองซูยังไม่หลับ หรือว่าหลับไปทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ปิดไฟเหมือนอย่างเคยกันแน่ จงอินได้แต่คิดถึงความเป็นไปได้ เพราะเขาไม่ใช่คลากเคนท์ที่จะมองเห็นความเป็นไปของคนในห้องด้วยระยะห่างขนาดนี้แถมผ้าม่านยังถูดรูดปิดไว้อีกต่างหาก



               พวกเขาค่อยๆ ห่างกันไปด้วยต่างยุ่งกับงานที่ทำ จงอินที่กำลังมีงานเข้ามา กับคยองซูที่กำลังทำโปรเจคใหม่ รู้ตัวอีกทีมันก็นานเกินกว่าจะที่จงอินจะกล้าติดต่ออีกคนไปเสียแล้ว เพราะจงอินไม่มั่นใจเลยว่าระหว่างพวกเขามันจะยังเหมือนเดิมไหม


               พวกเขาไม่เคยพูดว่าพวกเขาคบกัน แต่จงอินในตอนนั้นเข้าใจว่าของแบบนี้มันไม่จำเป็นต้องพูด แต่ใครจะไปคิดว่าจงอินจะเป็นคนที่ต้องการความชัดเจนขึ้นมา ใครจะไปคิดว่าคิมจงอินจะขาดความมั่นใจอะไรได้มากมายขนาดนี้ ตัวเขาเองยังไม่คิดเลย


               มีไม่กี่คนที่รู้ว่าจงอินคบกับคยองซูอยู่ แต่หลายคนก็รู้ว่าจงอินนั้นมีคนรักแล้ว จงอินปิดมันไม่ได้ ในเมื่อการคบกับคยองซูทำให้เขามีความสุขมาก มากจนแทบล้นออกมา ใครๆ ต่างก็ดูออก และเพราะอย่างนั้น ระยะหลังมานี้จึงมีคำถามประมาณว่าเลิกกับแฟนแล้วหรือลอยมาเข้าหูเขาบ่อยๆ บางคนก็แค่กระซิบกระซาบจงอินก็แกล้งทำเป็นไม่ได้ยิน แต่บางคนที่เข้ามาถามตรงๆ จงอินก็ได้แต่ส่งยิ้มให้กับคำถามนั้น



               จงอินไม่ได้พบกับคยองซูอีกเลยนับตั้งแต่จบโปรเจคที่ทำให้พวกเขาได้มาเจอกัน งานทำให้พวกเขามาเจอกัน และงานก็ทำให้พวกเขาห่างกันไปอย่างนี้


               เลิกเหรอ จงอินคิดว่าพวกเขายังไม่ได้เลิกกัน แต่อะไรคือความต่างระหว่างการเลิกกันกับการที่พวกเขาค่อยๆ ห่างหายไปจากชีวิตของกันและกันแบบนี้ พวกเขามีงานต้องทำ มีทางที่ต้องเดิน มันเป็นทางที่พวกเขาเดินมาก่อนจะพบกัน และก็ยังเป็นทางที่ทำให้พวกเขาได้มาเจอกัน แต่ทำไมมันถึงทำให้เขารู้สึกไม่มั่นใจกับความสัมพันธ์ได้ขนาดนี้กันนะ


               จงอินกำลังรู้สึกเหมือนเดินอยู่บนสะพานแขวนที่ทำด้วยเชือก เขากำลังสั่นไหว...



               นานหลายเดือนทีเดียวที่พวกเขาไม่ได้พบกันเลย จงอินอยากจะเชื่อว่าเวลาและการทำงานจะช่วยให้เขาลืมคยองซูได้

เขาเริ่มไม่แน่ใจเกี่ยวกับความรู้สึกที่ผ่านมาของคยองซู ทุกครั้งที่คิดถึง จงอินรู้สึกราวกับว่าตนเองเป็นเด็กอ่อนหัดที่ไม่รู้ประสีประสาอะไรขึ้นมาเสียอย่างนั้น ได้แต่คิดวนเวียนเกี่ยวกับเรื่องของคยองซูโดยที่ไม่กล้าแม้กระทั่งกดโทรออกไปถามให้ชัดเจน ว่าระหว่างพวกเขานั้นเป็นอย่างไรกันแน่ ยังคบกันอยู่หรือเปล่า หรือเคยคบกันไหม


               ติ๊ก ต่อก ติ๊ก ต่อก เสียงของนาฬิกาดังก้องอยู่ในโสตประสาท จงอินไม่ชอบมันเอาเสียเลย ถ้าทำได้เขาคงจะปลดมันลง ถอดถ่านออกแล้วเอาไปทิ้งเสียให้ไกลสายตา ถ้าไม่ติดที่ว่ามันเป็นของที่คยองซูให้มา...




               จงอินคิดว่าตนเองทำใจได้กับการห่างหายไปจากชีวิตของกันและกันระหว่างเขากับคยองซูแล้ว จนกระทั่งได้ยินชื่อบริษัทของคยองซูอีกครั้งในวันนี้ แค่นั้นเขาก็คิดถึงโอกาสที่จะได้ร่วมงานกับคนตัวเล็กอีกครั้ง


               เพราะอีกฝ่ายเจาะจงเลือกจงอินมาเป็นพรีเซนเตอร์ แล้วก็ตกลงกับทางเอเจนซี่ของเขาเรียบร้อยแล้ว เขาจึงไม่ต้องเข้าไปแคสงาน มันเป็นข้อดีของการที่คุณเริ่มมีชื่อเสียง แต่นั่นก็ทำให้เขายังไม่รู้ว่าทีมไหนจะเป็นทีมที่ทำโปรเจคนี้ แต่เขาหวังให้เป็นทีมของคยองซู


               เขาหวังอย่างนั้น เพราะเขาอยากเจอหน้าคยองซูเหลือเกิน




               หนาว


               จงอินก้าวลงจากเตียง เดินไปปิดประตูระเบียงให้สนิท แต่แทนที่เขาจะกลับไปซุกตัวอยู่ในผ้านวมหนา ขายาวๆ กลับก้าวไปที่โต๊ะตัวเล็กหน้าทีวี คว้าเอากุญแจรถและกระเป๋าสตางค์มาถือไว้ในมือ ก่อนจะเดินไปทางประตูห้อง หยิบเสื้อโค้ทที่แขวนไว้มาสวมแล้วเดินออกจากห้องไป


               ผู้จัดการของเขาคงโมโหน่าดูถ้ารู้ว่าจงอินออกมาข้างนอกในสภาพนี้ ผมเผ้ายุ่งเหยิง ชุดนอนที่เขาใส่บ่อยเสียจนเนื้อผ้ายืดย้วย และสลิปเปอร์แบบนี้ ถึงแม้จะมีเสื้อโค้ทตัวยาวคลุมทับปกปิดความยืดย้วยอยู่ก็ตามที


               แต่นั่นก็อาจจะเป็นข้อดี เพราะคงไม่มีใครคิดว่าคิมจงอินจะออกมาเดินถนนในสภาพนี้หรอก จริงไหม




               ยามที่ล็อบบี้ทักทายเขาเหมือนที่เคย จงอินขึ้นไปยังชั้นที่ต้องการได้อย่างง่ายดายเพราะตึกนี้ไม่ต้องใช้คีย์การ์ดในการขึ้นลิฟต์เหมือนอย่างตึกที่เขาอาศัยอยู่


               บทสนทนาเก่าๆ ลอยฟุ้งขึ้นมาทันทีที่จงอินก้าวขาเข้าไปในตัวลิฟท์

               “มันดูไม่ปลอดภัยเลย พี่น่าจะมาอยู่กับผม”

               “ก็อยู่มาตั้งนานแล้ว ย้ายทำไมให้ยุ่งยาก”


               ยุ่งยาก นั่นแหละ คยองซูไม่ชอบความยุ่งยาก และก็ดูเหมือนว่าจงอินจะเป็นความยุ่งยากของคยองซูไม่ใช่น้อย เพราะอาชีพของพวกเขานั่นก็ด้วย


               ใช่ว่าจงอินจะเลือกได้เสียหน่อย




               จงอินหยุดยืนอยู่หน้าห้อง เขายกมือขึ้น ชะงักค้างในท่าเตรียมเคาะ แล้วแขนก็ตกลงข้างลำตัว ก่อนที่เขาจะยกมันขึ้นมาใหม่ เป็นอย่างนี้อยู่หลายครั้ง จนในที่สุด ชายหนุ่มก็ยกมือขึ้นขยี้ผมตนเองก่อนจะหันหลังกลับ


               มันเป็นความรู้สึกก้ำกึ่งระหว่างการอยากพบหน้าและยังไม่พร้อม เขากลัวว่าเมื่อพบคยองซู อีกฝ่ายจะไม่มีความรู้สึกใดๆ ให้เขาแล้ว จงอินนึกภาพไม่ออกจริงๆ ว่าหากต้องพบดวงตาไร้ความรู้สึกที่จ้องตรงมา เขาจะเป็นเช่นไร




               แกร๊ก


               “จงอิน…”

               เสียงเรียกชื่อของเขาดังขึ้นจากทางด้านหลัง


               จงอินตัวแข็งทื่อ

               หัวใจเขาเต้นแรงราวกับจะกระโดดออกมาจากอก

               เขาหมุนตัว และเมื่อเห็นว่าเป็นคยองซูจริงๆ เป็นคนที่เขาคิดถึงจริงๆ ความรู้สึกมากมายก็ถาโถม รู้ตัวอีกทีจงอินก็ถลาเข้าไปกอดคนตัวเล็กนั่นเสียแล้ว


...........................................




               “จงอิน ปล่อยก่อน”

               คยองซูเรียกพร้อมกระตุกสาบเสื้อโค้ทของจงอินเบาๆ แต่ร่างสูงที่กอดเขาอยู่ก็ไม่มีทีท่าว่าจะเคลื่อนไหว


               คยองซูจำต้องเดินถอยหลังทั้งอย่างนั้น ก่อนจะใช้เท่าเขี่ยประตูให้ปิดลง


               อือ ใช่ เท้า ก็เขาขยับมือได้ที่ไหน เล่นรวบเขาไว้เสียทั้งตัวแบบนี้


               คยองซูไม่คิดว่ามันจะมีปัญหาอะไรหากผู้อยู่อาศัยห้องข้างเคียงจะมาเห็นเขากอดใครอยู่หน้าห้องของตนเอง แต่กับคนที่กอดเขาอยู่นั้นมันต่างไป และคยองซูก็ไม่อยากสร้างปัญหาให้ใครในเวลานี้ อย่างน้อยก็กับคนที่กำลังกอดเขาอยู่ตรงนี้ล่ะนะ


               คยองซูเกือบจะคิดว่าเด็กนี่ลืมเขาไปเสียแล้ว ด้วยอาชีพที่ทำให้ได้พบกับผู้คนมากมาย ไม่สิ ต้องบอกว่าเป็นผู้คนที่หน้าตาดีด้วยถึงจะถูก


               พวกเขาพบกันด้วยงาน แล้วก็เป็นงานอีกเหมือนกันที่ทำให้พวกเขาไม่มีเวลาเจอกันเลย



               คยองซูพยายามทำตัวเป็นผู้ใหญ่ด้วยการไม่โทรไปรบกวนเวลาของอีกคน ส่วนหนึ่งก็เพราะเขาไม่รู้ด้วยว่าจงอินจะว่างเวลาไหนบ้าง เกิดโทรเข้าไปเวลางานเขาจะทำให้จงอินเสียสมาธิเปล่าๆ แต่เขาไม่เคยบอกเลยสักครั้งว่าไม่ให้อีกคนโทรมานี่


               แล้วทำไมถึงไม่โทรมา….


               มันเป็นความสัมพันธ์ที่...คยองซูจะให้คำจำกัดความของความสัมพันธ์พวกเขาว่าอย่างไรดี

               พวกเขาเจอกันเพราะงาน เจอกันแค่ในที่ทำงานด้วยซ้ำ ไม่ได้คุยอะไรกันมากไปกว่ารายละเอียดของงานที่คยองซูต้องการให้จงอินถ่ายทอดออกมา จงอินที่ตั้งใจฟังเวลาเขาพูดเรื่องงานนั้นช่างดูมีสเน่ห์ สายตาที่มองตรงมาทำให้คยองซูคิดถึงหลุมลึกที่มองไม่เห็นก้นบึ้ง แล้วตอนที่คยองซูรู้สึกตัวอีกที เขาก็ถูกสายตาของอีกคนดึงดูดให้ตกลงไปในหลุมลึกนั่นเสียแล้ว


               คยองซูไม่ได้พบจงอินอีกหลังจากงานแรกผ่านพ้นไป

               จนกระทั่งมีงานเลี้ยงฉลองที่งานของเขาประสบความสำเร็จอย่างเกินความคาดหมายนั่นแหละ


               คยองซูไม่ใช่พวกคออ่อน แต่วันนั้นเขาดื่มเข้าไปอย่างไม่ทันยังคิดจริงๆ ก็สายตาที่มองเขานั่นทำเองคยองซูวางตัวไม่ถูก และคยองซูก็แก้อาการประดักประเดิดของเขาด้วยการยกแก้วในมือขึ้นดื่ม แก้วแล้วแก้วเล่า กว่าเขาจะทันรู้สึกตัวอีกที โลกก็หมุนคว้างเสียแล้ว


               เสียงเพื่อนร่วมงานของเขาตะโกนถามหาคนที่จะผ่านย่านที่คยองซูพักอาศัย ทั้งๆ ที่คยองซูเอารถมาและตั้งใจว่าจะใช้บริการโทรเรียกคนขับแท้ๆ แต่แอลกอฮอล์ที่อยู่ในตัวเขานั้นทำให้คยองซูอ้าปากแย้งไม่ทัน กว่าจะพูดออกไปได้ก็เบาจนคนฟังไม่ได้ศัพท์ นั่นล่ะ คยองซูจึงออกจากงานเลี้ยงพร้อมกับใครบางคนที่เขาได้ยินว่าพักอยู่ใกล้กันพอดี


               กลิ่นน้ำหอมของคนที่ช่วยพยุงคยองซูออกมานั้นคุ้นเคยอย่างน่าประหลาด แต่คยองซูนึกอย่างไรก็นึกไม่ออกว่าเขาไปคุ้นมันมาจากไหน จะให้เงยหน้าไปมองหรือสายตาก็พร่าเลือนเกินกว่าจะมองรู้ เอาเป็นว่าอย่างน้อยก็คงเป็นคนไว้ใจได้เพราะมันเป็นไพรเวทปาร์ตี้

               แล้วคยองซูก็หันไปตั้งสติที่เหลืออยู่น้อยนิดเต็มทีกับการพยายามเดินให้ตรงทางที่สุดเพื่อลดความยุ่งยากของคนที่อาสาไปส่งเขา




               คยองซูหลับไป


               ก่อนจะตื่นขึ้นมาอีกทีในห้องที่ดูแปลกตา


               “ผมปลุกคุณแล้ว แต่คุณไม่ตื่น เลยต้องพามานอนที่ห้องผมก่อน”

               นั่นแหละ ประโยคทักทายที่คยองซูได้ยินหลังจากตื่นนอนและมองไปรอบห้อง ก่อนจะพบนายแบบชื่อดังที่เขาร่วมงานด้วยยืนมองเขาอยู่ไม่ไกล ไฟห้องปิดอยู่ แต่มีแสงไฟออกมาจากที่ที่คยองซูเดาว่าน่าจะเป็นห้องน้ำพอให้มองเห็นสภาพภายในห้องได้

ใช่ว่าคยองซูจะไม่เคยเห็นผู้ชายเปลือยท่อนบน เขาก็ผู้ชาย และงานของเขาก็ทำให้ได้เจอกับอะไรอย่างนี้อยู่บ่อยๆ แต่ภาพจงอินที่ยืนมองเขาทั้งๆ ที่สวมแค่กางเกงปิจาม่าก็ทำให้เขาอดใจแกว่งนิดๆ ไม่ได้


               คยองซูกล่าวขอบคุณ และขอโทษสำหรับความยุ่งยากที่เขาอาจจะก่อขึ้นโดยไม่รู้ตัว ก่อนจะขอตัวกลับ


               เจ้าของห้องเพียงพยักหน้ารับ และบอกให้เขาใช้ห้องน้ำได้ อย่างน้อยก็น่าจะล้างหน้าล้างตาก่อนออกไป จงอินบอกมาว่าอย่างนั้น



               เมื่อคยองซูออกมาจากห้องน้ำ จงอินก็สวมเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้ว


               “เดี๋ยวผมลงไปส่งคุณข้างล่างดีกว่า”

               เสียงสากนิดๆ นั่นบอกกับคยองซู และถึงแม้คยองซูจะคิดว่ามันไม่จำเป็นเลยสักนิดที่อีกคนต้องเดินไปส่ง แต่เขาก็พยักหน้ารับ


               ในตอนที่คยองซูก้มผูกเชือกรองเท้าอยู่หน้าห้อง และจงอินก็ยืนพิงกำแพงข้างๆ รอเขาอยู่อย่างนั้น คยองซูคิดว่าเขาคงจะยังเมาอยู่แน่ๆ เพราะเมื่อคยองซูหยัดกายขึ้นมาเต็มความสูง และพบว่าใบหน้าของเขาห่างกันเพียงแค่คืบ คยองซูก็จูบจงอินไปเสียแล้ว



               คืนนั้นคยองซูไม่ได้กลับห้อง และทันทีที่ตื่นขึ้นมาสำนึกได้ว่าทำอะไรลงไปนั้นคยองซูก็แทบจะเอาหัวโขกพื้นเสียทีโทษฐานที่ไปยุ่งกับกับคนที่ไม่ควรแบบนี้


               คยองซูขอโทษจงอินอีกครั้งและกล่าวลา ทำทีว่ามันเป็นเรื่องปกติทั้งที่มันไม่มีอะไรปกติเลยสักนิด แต่ก็เป็นจงอินที่อาสาจะไปส่งเขาที่ห้อง ไม่มีใครพูดอะไร คยองซูก็คิดว่าพวกเขาต่างก็รู้ดีว่ามันเป็นเรื่องที่ควรปล่อยให้ผ่านไปเงียบๆ อย่างนั้นเอง


               แม้จะไม่อยากทำตัวเป็นปัญหานัก แต่เมื่อลองเดินดูจริงๆ แล้วเขาก็ต้องยอมรับว่าการกลับห้องเองคงเป็นเรื่องยากลำบากอยู่พอตัว คยองซูจึงจำใจต้องรับน้ำใจของเจ้าของห้องอีกครั้ง



               คยองซูไม่ได้คิดจะสานต่อความสัมพันธ์อะไรกับนายแบบหน้าใหม่มาแรงอย่างคิมจงอินอีก แต่อย่างที่พูดไป จงอินกำลังมาแรง เขาจึงมีเหตุให้ได้ร่วมงานกับชายหนุ่มในงานชิ้นอื่น และครั้งนี้คยองซูก็ไม่มีเหล้าให้โทษแล้วเมื่อพวกเขาจูบกันอีกครั้ง แน่นอนว่ามันไม่หยุดอยู่แค่จูบ


               พวกเขาคุยกันมากขึ้น แต่ก็ไม่เคยพูดถึงความสัมพันธ์ที่แสนจะพิลึกพิลั่นนี้


               คยองซูคิดว่ามันก็ไม่ได้แย่ จนกระทั่งงานที่เพิ่มมากขึ้นทำให้พวกเขาเริ่มห่างกัน


               นั่นล่ะ คยองซูถึงคิดได้ว่าน่าจะลองถามไป อย่างน้อยก็สักครั้งหนึ่งว่าพวกเขาคบกันอยู่ไหม



               คยองซูรู้ดีว่างานของจงอินนั้นไม่เป็นเวลา รู้เสียยิ่งกว่ารู้เพราะสายงานของเขาก็ใช่ว่าจะห่างกันมาก

               และน่าแปลก ที่ทั้งๆ ช่วงหนึ่งคยองซูได้ร่วมงานกับจงอินบ่อยเสียจนเขาคิดว่าเอเจนซี่ของจงอินกับบริษัทของเขาผูกขาดการค้ากันไปเสียแล้ว กลับกลายเป็นว่าบทจะไม่เจอ คยองซูก็ไม่ได้ร่วมงานกับจงอินอีกเลยเป็นเดือนๆ


               พวกเขาไม่โทรหากัน ไม่มีเบอร์โทรเข้าหรือโทรออกเป็นชื่อของอีกฝ่าย มีเพียงข้อความที่ส่งไปและรอการตอบกลับเท่านั้นเพราะต่างก็รู้ดีว่าอีกฝ่ายทำงานไม่เป็นเวลา


               จนกระทั่งในที่สุด คยองซูก็ได้รับมอบหมายงานที่มีชื่อของ คิม จงอิน อยู่ในเอกสารอีกครั้ง


               มันเป็นความรู้สึกตื่นเต้นปนกับความกระวนกระวายใจเมื่อรู้ว่าจะได้กลับมาร่วมงานกันอีกครั้งหลังจากไม่ได้พบหน้ากันมาเป็นเดือนๆ และอาจจะเป็นเพราะคยองซูคิดถึงมันมากไป เขาจึงฝันถึงจงอินเข้าในคืนนี้


               ทั้งๆ ที่จะได้เจอกันในอีกไม่กี่วัน แต่คยองซูก็ยังห้ามตัวเองไม่ให้ลุกขึ้นจากที่นอนแล้วก้าวขาออกไปจากห้องไม่ได้


               แต่กลับกลายเป็นว่าเมื่อคยองซูเปิดประตูออกมา คนที่เขาคิดถึงมาหยุดยืนอยู่หน้าห้องเสียแล้ว




               คยองซูไม่แน่ใจว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหนเมื่อจงอินคลายอ้อมแขน มันเหมือนยาวนาน แต่ก็แสนสั้น เวลาที่คยองซูอยู่กับจงอินมักเป็นอย่างนี้เสมอ


               “ถ้าไม่มีงานด่วน ก็อย่าเพิ่งออกไปไหนเลยนะครับ” เสียงทุ้มนุ่มกระซิบอยู่ริมหู


               คยองซูอยากจะบอกอีกคนเหลือเกินว่าเขาไม่จำเป็นต้องออกไปจากห้องแล้ว เพราะคนที่เขาคิดถึงจนเปิดประตูออกไปทั้งๆ ที่ยังไม่มีข้ออ้างในการไปพบ ไม่รู้แม้กระทั่งว่าอีกคนจะอยู่หรือเปล่าเมื่อเขาไปถึง คนนั้นได้มาอยู่ข้างหน้าคยองซูแล้ว


               คยองซูคิดว่าเขาจะไม่เล่าเรื่องที่ตัวเองเพิ่งฝันถึงอีกคนจนทำให้ต้องตื่นออกจากห้องมากลางดึกแบบนี้ ถึงจะออกมาได้แค่หน้าห้องน่ะนะ



               หลังจากถูกปล่อยให้เป็นอิสระจากอ้อมแขนอุ่นๆ คยองซูก็ถูกมือเย็นๆ กอบเข้าที่ข้างแก้ม จงอินกดจูบลงมาแนบแน่น นิ่งงัน และเนิ่นนาน ก่อนที่จะเริ่มขยับ ขบเม้มที่ริมฝีปากของเขา จนกระทั่งคยองซูยอมเปิดทาง ให้จงอินได้ตักตวงจากเขามากขึ้น

               คยองซูไม่ปฏิเสธหรอกว่าเขาชอบมัน


               คยองซูเคยไม่ชอบจูบแบบนี้ หมายถึง ที่ใช้ลิ้น

               แต่กับจงอินมันต่างออกไป เป็นคยองซูเองด้วยซ้ำที่เผลอใช้ลิ้นของเขาเล็มชิมรสชาติริมฝีปากของคิมจงอิน


               จงอินผละริมฝีปากออกไปในที่สุด ออกจากริมฝีปากของเขาไปที่ส่วนอื่นน่ะนะ

               และทั้งๆ ที่จงอินกดจูบผ่านเสื้อของเขา แต่มันกลับทำให้คยองซูรู้สึกปวดหนึบที่กลางลำตัวเสียได้

               คยองซูจะทำอะไรได้นอกจากยืนพิงกำแพงเอาไว้ ทั้งๆ ที่เตียงมันก็ไม่ได้อยู่ไกลนักหรอก แต่ก็นะ….


               คยองซูนับถือในความสามารถด้านการเปลี่ยนเสื้อผ้าอย่างรวดเร็วของคิมจงอินมาก สมกับที่เป็นนายแบบ แต่ดูเหมือนจงอินจะเก่งเกินไปเพราะกว่าคยองซูจะรู้ตัวว่าท่อนล่างของเขาไร้สิ่งปกปิดก็ตอนที่จงอินรอบครองส่วนอ่อนไหวของเขาเสียแล้ว ด้วยริมฝีปากที่เพิ่งจะสร้างความปั่นป่วนให้เขานั่นแหละ...



               ในตอนที่คยองซูเดินทางไปถึงจุดสูงสุดของอารมณ์ ส่วนอ่อนไหวของเขาก็ยังคงถูกจงอินครอบครองอยู่อย่างนั้น ราวกับอีกคนต้องการจะกลืนกินเขาทั้งหมดจริงๆ

               มือที่เคยผลักไสบ่ากว้างนั่นกลับเปลี่ยนมาเป็นจับยึดไว้ เมื่อขาทั้งสองข้างไร้เรี่ยวแรงจะยืนอีกต่อไป

               คยองซูทรุดตัวลง เอนตัวพิงกับตัวของจงอินไว้ หน้าผากของเขาซุกอยู่บนบ่าของอีกคน


               คยองซูพยายามจะกลับไปยืนด้วยตนเอง แต่ทันทีที่เขาเผลอไปสบตาจงอิน นาทีที่จงอินยิ้มให้เขา คยองซูก็นึกได้ว่าจงอินมักมีรอยยิ้มที่ทำให้คยองซูมือไม้อ่อนเสมอ และครั้งนี้ก็เช่นกัน



               คยองซูถูกอุ้มให้ลอยหวือไปอยู่ในอ้อมแขนของจงอิน

               เขาไม่ใช่คนตัวเล็ก และจงอินก็ไม่ใช่คนที่ดูแข็งแรงมากนัก แค่มีกล้ามเนื้อ แต่ก็ยังเรียกได้ว่าผอมบางในความคิดของคยองซู

               แล้วไปเอาเรี่ยวแรงจากไหนมาอุ้มเขาได้กัน



               จงอินวางคยองซูไว้บนเตียงนุ่ม ก่อนจะคุกเข่าลงที่ข้างเตียงนั้น นิ้วเรียวไล้ตามไรผม เรื่อยไปจนถึงใบหู ก่อนจะไล่ลงมาตามสันกรามและหยุดอยู่ที่ริมฝีปากอิ่ม


               เมื่อคำว่าคิดถึงหลุดออกมาจากริมฝีปากของจงอิน คยองซูก็ได้รับจูบอุ่นๆ อีกครั้ง



               จงอินทำสีหน้าประหลาดแบบที่คยองซูไม่เคยเห็นเมื่อเขาบอกอีกคนถึงสาเหตุที่ไม่ได้ติดต่อไป และประหลาดยิ่งขึ้นไปอีกเมื่อเขาเล่าถึงความฝันที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้

               และคยองซูก็คงจะทำหน้าประหลาดๆ ออกไปเหมือนกันเมื่อจงอินเล่าให้ฟังถึงสาเเหตุที่มาหยุดยืนอยู่หน้าห้องของเขาในคืนนี้


               พวกเขาหัวเราะเมื่อรู้ตัวว่าต่างฝ่ายต่างเสียเวลาไปกับการคิดอะไรไม่เข้าท่ามากแค่ไหน

               ริมฝีปากของคยองซูถูกกดจูบซ้ำๆ จนเขาคิดว่าตอนนี้มันคงบวมเจ่อ


               และเมื่อรู้ตัวอีกที คยองซูก็ถูกผลักให้นอนราบลงไปกับที่นอน และจงอินที่นั่งคุกเข่าอยู่ข้างเขาเมื่อครู่นี้ก็ตามมาทาบทับอยู่ด้านบน


               คยองซูคิดว่าทั่วทั้งตัวของเขาตอนนี้คงไม่มีจุดไหนที่จะรอดพ้นไปจากการสัมผัสของจงอิน ทั้งแผ่นอก หน้าท้อง และต้นขาล้วนแล้วแต่มีร่องรอยที่จงอินใช้ริมฝีปากร้อนผ่าวนั่นฝากเอาไว้ บางทีอาจจะมีที่แผ่นหลังด้วย แต่คยองซูมองไม่เห็นมัน


               และก่อนที่แรงอารมณ์ของพวกเขาจะพาให้สติล่องลอยไปมากกว่าที่เป็น จงอินก็หยุดทุกการกระทำ และพูดบางอย่างออกมา


               คยองซูที่มีสีหน้ามึนงงในตอนแรกยิ้มจนตายิบหยี ก่อนจะพยักหน้าออกไป


               พวกเขาเติมเต็มกันและกัน หากแต่คืนนี้ไม่ใช่แค่ร่างกาย


               เพราะหลังจากนี้ไปคยองซูกับจงอินก็จะเรียกกันและกันว่าคนรักได้อย่างเต็มปากแล้วล่ะ







Talk:      สวัสดีค่ะ มาแล้วนะมาแล้ววววววววว ตอนนี้ยาวมาก เพราะตั้งใจว่าจะลงตอนเดียวจบหลังจากแอบหยอดภาค 0 ไปก่อนหน้านี้ ก็เลยออกมายาวกว่าปกติแถมยังช้าเวอร์ชั่นเต่าคลานอย่างที่เห็น หวังว่าคนอ่านจะชอบกันนะคะ

              สุดท้าย ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านนะคะ คิดถึงคนอ่านมากเลยจะบอก ถึงจะแอบแว๊บไปวอแวกับการแต่ง Omegaverse ของคู่อื่นอยู่ก็ตามที ฮาาาาา

              แฮฟอะไนซ์เดย์ค่ะ เลิ๊บยูออลลลลลล /โปรยจูบ/

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

278 ความคิดเห็น

  1. #217 Numsaeng13 (จากตอนที่ 61)
    วันที่ 15 กรกฎาคม 2560 / 23:49
    แงงงงงงง เขินนน อบอุ่นละมุนกุ๊งกิ๊ง
    #217
    0
  2. #216 peachuudyo (จากตอนที่ 61)
    วันที่ 14 กรกฎาคม 2560 / 23:13
    งื้ออออออ น่ารักมากเลยยย ลุ้นมั่ก ><
    #216
    0
  3. #215 Bow Keswaree (จากตอนที่ 61)
    วันที่ 14 กรกฎาคม 2560 / 00:35
    เขินนนนนนนน
    #215
    0
  4. #211 jkyx (จากตอนที่ 61)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2560 / 18:00
    ดีมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ จะร้องไห้ ตอนอ่านชื่อเรื่องคือแอบทำใจไว้ครึ่งนึงค่ะว่าอาจจะไม่สมหวังรึอปล่าแต่มาแบบนี้ใจชื้นเลย อบอุ่นมากๆ น่ารักมากเลยอ่ะ เขินด้วยอีก เนี่ย ความชัดเจนนี่มันดีแบบนี้นี่เอง
    #211
    0
  5. #210 helloangle (จากตอนที่ 61)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2560 / 12:14
    ชอบฟิคที่ไม่มีบทพูดแบบนี้ ไรท์บรรยายดีมากๆ นึกว่าดราม่าแล้ว
    อบอุ่นมากๆเลย
    #210
    0
  6. #209 misobass (จากตอนที่ 61)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2560 / 09:04
    ดูหน่วงๆในตอนเเรก ไม่คิดว่าจะ..........กรี้ดดดดดด
    นี่แหละขุมพลังในเช้าวันฝนตกของเรา ฮืออออออ ขอบคุณไรท์นะคะ มันดีต่อใจเรามากๆ
    #209
    0