นิยาย Dek-D

ไม่พลาดทุกการอัปเดต
เพียงอ่านผ่านแอปนิยาย Dek-D

แอปที่จะทำให้คุณสามารถอ่านนิยายได้ทุกที่ ทุกเวลา พร้อมฟังก์ชันการใช้งานหลากหลาย รับรองสนุกไม่มีเบื่อ! ดาวน์โหลดฟรีได้แล้ว บน Android, iOS และ HUAWEI

คัดลอกลิงก์เเล้ว

[SF CNBLUE & SNSD] In the past ......(100%)

อิมยุนอา ถูกตามตัวให้เดินทางกลับเกาหลี เพราะน้องชายตัวโย่งกำลังจะแต่งงาน และเหมือนเรื่องตลกร้ายที่การเดินทางกลับบ้านครั้งแรกในรอบทศวรรษกลับพัดพาเอาใครบางคนกลับมาหาพร้อมกับกลิ่นไอของฤดูหนาว....

ยอดวิวรวม

2,225

ยอดวิวเดือนนี้

2

ยอดวิวรวม


2,225

ความคิดเห็น


27

คนติดตาม


18
เรทติ้ง : 100 % จำนวนโหวต : 1
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  16 พ.ย. 57 / 18:23 น.
นิยาย [SF CNBLUE & SNSD] In the past ......(100%)

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้





:) Shalunla  

ไรเตอร์มีช็อทฟิคที่ไม่ค่อยช็อทมาฝากอีกแล้วค่ะ In the past เป็นช็อทฟิคที่ค่อนข้างแหวกแนวจากเรื่องก่อนๆที่เคยแต่งมาพอสมควรเพราะ เรื่องนี้ไม่ใช่แนวชีวิตรักกุ๊กกิ๊กในรั้วโรงเรียน และพระเอกนางเอกไม่ได้แอบชอบกันอยู่เหมือนเรื่องก่อนๆที่ไรเตอร์เคยแต่งมาแต่รักกันมานานแล้ววววว โฮะๆๆ เรื่องราวจะเป็นยังไงเอาเป็นว่าติดตามได้ในฟิคค่ะ ^___^











 

เนื้อเรื่อง อัปเดต 16 พ.ย. 57 / 18:23




[SF Jonghyun - Yoona]

In the past




 

Dear diary….

เมื่อวานแม่ต่อโทรศัพท์สายตรงจากเกาหลีมาหาฉันพร้อมกับข่าวที่ทำเอาฉันช็อกจนตาตั้ง  จองชินไอ้เด็กโย่งน้องชายของฉันกำลังจะแต่งงาน  ให้ตายเถอะ ไอ้น้องบ้า! ในที่สุดแกก็ทิ้งให้ฉันนั่งเดียวดายเฝ้าคานทองอยู่คนเดียวเหมือนคนอื่นๆสินะ!  ล้อเล่น! ความจริงแล้วฉันดีใจมากๆเลยล่ะที่น้องชายหัวแก้วหัวแหวนจะได้เป็นฝั่งเป็นฝากับเขาซักที  แต่ในข่าวดีก็ยังอุตส่าห์มีข่าวร้ายแฝงมาด้วย  ฉันต้องกลับเกาหลีและต้องกลับไปให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อร่วมงานแต่งงานของจองชิน  เธอคงจะงงล่ะสิไดอารี่ของฉันว่าการได้กลับประเทศบ้านเกิดของตัวเองหลังจาก จากมาสิบปีเต็มมันเป็นข่าวร้ายตรงไหน  การได้กลับไปเจอครอบครัว  ได้กลับไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่คิดถึงเป็นเรื่องแสนวิเศษสำหรับคนไกลบ้านอย่างฉัน  เรื่องแย่ๆมีอยู่แค่อย่างเดียวคือฉันอาจต้องเจอกับ “ใครบางคน” ที่เปรียบเสมือนกับฝันร้ายที่ตามหลอกหลอนฉันมาตลอดสิบปีไงล่ะ!  ใครบางคนที่มักจะโผล่มาทุกครั้งที่ฉันคิดถึงเรื่องราวเก่าๆสมัยอยู่เกาหลีและทำให้อดีตที่น่าจดจำกลายเป็นเรื่องเจ็บปวดที่อยากลืม  อีกสามวันฉันจะต้องเดินทางกลับเกาหลีแล้ว  ลาก่อนกรุงปารีสที่รัก  และสวัสดีอดีตห่วยๆของฉัน!....

 






 

                ลมหนาวในช่วงปลายเดือนธันวาคมทำให้เจ้าของร่างบางที่พึ่งก้าวลงจากรถโดยสารประจำทางต้องกระชับเสื้อไหมพรมสีเทาตัวหนาให้แนบลำตัวมากขึ้นเพื่อรักษาความอบอุ่นให้กับร่างกาย  ดวงตากลมโตกวาดมองผู้คนในสถานีขนส่งเพื่อมองหาคนที่จะมารับตนกลับบ้านก่อนจะต้องถอนหายใจดังเฮือกเมื่อพบว่าไร้วี่แววของคนที่ตนรู้จัก.......เยี่ยมไปเลย!  ลูกสาวไม่ได้กลับบ้านมาสิบปีเต็ม  แทนที่จะมารับดันให้นั่งรถออกมาจากสนามบินเองแถมกว่าจะมาถึงเมืองบ้านเกิดยังต้องนั่งรถประจำทางออกมาจากกรุงโซลอีกหลายชั่วโมงจนก้นชาไปหมด  แล้วนี่ยังจะใจร้ายปล่อยให้เธอโบกแท็กซี่กลับบ้านเองอีกงั้นเหรอ  ให้ตายเถอะ!  เป็นครอบครัวที่น่ารักะอะไรแบบนี้นะ!

 

                “ติ๊ด......ตี๊ด.....”
 

เสียงเรียกเข้าโทรศัพท์ดังขึ้นอย่างถูกจังหวะราวกับคนโทรรู้ว่าตัวเองกำลังเป็นสาเหตุทำให้เธออารมณ์เสียอย่างรุนแรง  ใบหน้าสวยงอง้ำเมื่อพบว่าชื่อที่โชว์อยู่บนหน้าจอเป็นใครก่อนจะยกอุปกรณ์สื่อสารเครื่องบางเฉียบขึ้นแนบหูและเป็นฝ่ายเอ่ยทักทายคนที่ปลายสายก่อนอย่างแสนคิดถึง.....

                “ไอ้น้องเวน!

                “แว๊กกก  ทำไมถึงใช้ถ้อยคำรุนแรงกับน้องชายตัวเองแบบนี้ล่ะ”

                “อ๋อ ยังจำได้อีกเหรอว่ามีพี่ ฉันนึกว่าแกลืมไปแล้วซะอีกว่ามีพี่สาวอย่างฉัน  แกไม่ไปรับฉันที่สนามบิน แถมตอนนี้ยังจะปล่อยให้ฉันโบกรถกลับบ้านเองอีก!

                “ยุนอา พี่ก็รู้นิว่าผมกำลังยุ่งเรื่องเตรียมงานแต่ง”

อีกฝ่ายพูดด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อยอย่างรู้สึกผิด  แต่คนเป็นพี่สาวอย่างเธอมีหรือจะไม่รู้ว่านี่เป็นเพียงหนึ่งในมารยาร้อยเล่มเกวียนของน้องชายตัวเอง.....

                “ถ้ายุ่งมากแล้วโทรมาหาฉันทำไมไม่ทราบ  ฉันโบกรถกลับบ้านเองได้ไม่จำเป็นต้องให้ว่าที่เจ้าบ่าวงานรัดตัวอย่างแกมารับหรอก ก็แค่ไม่ได้กลับบ้านมาสิบปีไม่รู้ว่าจะจำทางได้รึเปล่าก็เท่านั้นเอง”

ยุนอาประชด  แอบหวังลึกๆในใจว่าน้องชายสุดที่รักจะรู้สึกผิดขึ้นมาบ้างและอาสาขับรถมารับเธอที่สถานีขนส่ง

                “ตอนนี้พี่อยู่ในตัวเมืองใช่มั้ย  วันนี้ผมต้องไปเจอกับครอบครัวของจุนฮีแฟนผมน่ะ แต่ยังไม่มีอะไรไปฝากบ้านนั้นเลย พี่ช่วยซื้อผลไม้หรือไม่ก็พวกเครื่องดื่มบำรุงสุขภาพมาให้หน่อยสิ”

                “ฮะ!

                “ถ้าเป็นผลไม้เอาอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่องุ่นนะ  เพราะที่บ้านจุนฮีเขาปลูกองุ่น  ฝากด้วยนะพี่สาวคนสวย  แล้วเจอกันที่บ้าน........ติ๊ด”

                “เฮ้ย!  เดี๋ยวสิอย่าพึ่งวาง จองชิน จองชิน!

ยุนอาตะโกนใส่สมาร์ทโฟนในมือ  แต่มันเปล่าประโยชน์เมื่ออีกฝ่ายตัดสายทิ้งไปเรียบร้อยแล้ว



 

.....อุตส่าห์โทรมาหาพี่สาวที่ยังไม่รู้ว่าจะหาทางกลับบ้านได้ยังไงเพื่อฝากซื้อของ  ให้ตายเถอะซึ้งจนน้ำตาแทบไหลเลย!

 








 

                หญิงสาวลากกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ลงจากรถแท็กซี่เข้าไปในตลาดสดอย่างทุลักทุเล  ยุนอาตัดสินใจจะซื้อผลไม้แทนเครื่องดื่มบำรุงสุขภาพด้วยเหตุผลที่ว่าเมืองบ้านเกิดของเธอเป็นเขตภูเขาสูงที่อากาศเย็นจัดเกือบตลอดทั้งปี  ชาวบ้านแถวนี้ส่วนใหญ่จึงมักยึดอาชีพเกษตรกรเพาะปลูกผลไม้หรือไม่ก็ดอกไม้เมืองหนาว  ดังนั้นผลไม้ทุกชนิดที่วางขายจึงมักเป็นของสดส่งตรงจากไร่ที่ราคาย่อมเยาว์

                “สตอเบอรี่ขายยังไงคะ”

เธอเอ่ยถามด้วยภาษาเกาหลีชัดถ้อยชัดคำแม้จะไปอาศัยอยู่ต่างประเทศมาถึงสิบปีเต็มก็ตาม  เจ้าของร้านซึ่งเป็นหญิงวัยกลางคนรูปร่างอ้วนท้วนส่งยิ้มหวานมาให้ก่อนจะตอบคำถามของเธอ  ยุนอาพบว่าสตอเบอรี่สีแดงสดลูกโตตรงหน้าราคาถูกว่าที่เธอคาดเอาไว้เสียอีก

                “ของดีราคาถูกก็มีด้วยแฮะ”

หญิงสาวพึมพำกับตัวเอง  ตั้งใจว่าจะซื้อสตอเบอรี่ส่วนหนึ่งสำหรับฝากครอบครัวแฟนสาวของจองชินส่วนอีกส่วนจะซื้อไปให้คนในครอบครัวของเธอเอง  แต่ยังไม่ทันจะได้เอ่ยปากสั่งจำนวนสตอเบอรี่ที่ต้องการเจ้าของร้านกลับพูดแทรกขึ้นมาเสียก่อน

                “แม่หนู เลือกผลไม้ไปก่อนนะ เดี๋ยวป้าไปจัดการหลังร้ายก่อนพอดีมีคนเอาผลไม้มาส่ง”

หญิงวัยกลางคนพูดก่อนจะพาร่างอุ้ยอ้ายเดินหายไปทางหลังร้าน  ยุนอาที่ไม่ได้เร่งรีบอะไรอยู่แล้วจึงหันไปเลือกผลไม้อย่างอื่นที่ดูสดใหม่ไม่แพ้สตอเบอรี่บ้าง

                “แหมวันนี้เจ้าของไร่มาส่งองุ่นถึงที่เองเชียว”

                “พอดีลูกน้องไม่สบายน่ะครับ”

ยุนอาไม่ได้ให้ความสนใจกับบทสนทนาของเจ้าของร้านกับคนแปลกหน้ามากนักจนกระทั่งหญิงวัยกลางคนเอ่ยชื่อของคนที้เธอไม่คิดว่าจะได้ยินมันอีกออกมา

                “ขยันทำงานแบบนี้เมื่อไหร่จะมีข่าวดีกับเขาบ้างล่ะคะคุณจงฮยอน”

ยุนอาเงยหน้าขึ้นโดยอัตโนมัติ  ดวงตากลมโตมองผ่านประตูเล็กๆที่หญิงวัยกลางคนเปิดทิ้งไว้ไปยังส่วนด้านหลังร้านก่อนจะรู้สึกเหมือนมีเข็มนับพันพุ่งเข้ามาทิ่มแทงก้อนเนื้อในอกข้างซ้ายจนทำให้รู้สึกปวดร้าวไปหมดเมื่อพบว่าคู่สนทนาของเจ้าของร้านผลไม้คือชายหนุ่มเจ้าของผิวขาวจัดตัดกับเรือนผมสีเข้มที่ถูกปล่อยปะละเลยจนยาวรุงรัง  รอบริมฝีปากสีแดงจัดมีไรหนวดขึ้นบางๆบ่งบอกให้รู้ว่าเขาไม่ได้สนใจดูแลตัวเองนัก  แต่ถึงจะเป็นแบบนั้นมันก็ยังไม่อาจบดบังความหล่อเหลาบนใบหน้าคมได้แม้แต่น้อย  ดวงตาคมสีเดียวกับเส้นผมที่มองไปยังหญิงวัยกลางคนยังคงดูอบอุ่นอ่อนโยนเหมือนในวันวาน  ริมฝีปากหนาคลี่ยิ้มกว้างจนทำให้เกิดรอยบุ๋มลึกที่แก้มข้างขวา

 

.........งดงามราวกับเทพบุตรแต่ใจร้ายยิ่งกว่าปีศาจ!

 






 

                ตุบ!


 

ยุนอานึกกร่นด่าตัวเองในใจที่แค่ได้เจอกับ “คนใจร้าย”  อีกครั้งก็มือไม้อ่อนจนเผลอทำผลกีวี่ในมือร่วงลงพื้น  และเหมือนเคราะห์ซ้ำกำซัดที่กีวี่เจ้ากรรมดันร่วงลงไปในถังสแตเลทที่ไม่รู้ว่าใครเอามาตั้งไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่จนเกิดเสียงดังสนั่นลั่นร้าน  เรียกให้เจ้าของร้านกับ “คนใจร้าย” หันมามองทางเธออย่างช่วยไม่ได้

                “ฉัน......ฉันไม่ซื้อแล้วค่ะ”

เธอพูดเสียงตะกุกตะกักพร้อมกับรีบเดินจ้ำอ้าวออกมาจากร้านผลไม้  แต่แล้วร่างบางกลับต้องหยุดยืนอยู่กับที่เมื่อข้อมือเรียวถูกคนที่วิ่งตามมาติดๆรั้งเอาไว้..........แทบไม่ต้องหันกลับไปมองก็รู้ว่าเป็นใคร

                “กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่”

เสียงนุ่มเอ่ยถาม  สำหรับคนอื่นมันคงฟังดูอบอุ่นและอ่อนโยนจนทำให้แทบละลายลงไปกองกับพื้น  แต่สำหรับคนที่เคยถูกเขากรีดแผลลึกเอาไว้ในหัวใจอย่างเธอมันกลับเหมือนใบมีดคมกริบที่กรีดซ้ำลงบนแผลเก่าใกล้หายดีให้กลับมาอักเสบอีกครั้ง

                “ไม่ใช่กงการอะไรของนาย”

                “ยุนอาฉัน........”

               
 

เพี๊ยะ!

 
 

แทนคำพูดใดๆยุนอาเหวี่ยงมือเรียวใส่ใบหน้าของอีกฝ่ายเต็มแรง  จนเกิดรอยแดงรูปฝ่ามือขึ้นบนใบหน้าของเขา
 
 

“สิบปีก่อนฉันเคยบอกนายว่าถ้าเราเจอกันอีกฉันจะฆ่านาย”

“....”

“แต่ตอนนี้ฉันยังไม่อยากติดคุกเพราะงั้นไสหัวไปซะ!

หญิงสาวพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาที่สุดเท่าที่จะทำได้ก่อนจะรีบหันหลังและเดินจากมาก่อนที่หยดน้ำใสๆจะไหลออกมาจากดวงตากลมโตและประกาศให้อีกฝ่ายรู้ว่าสิบปีที่ผ่านมามันไม่เคยมีความหมาย  เธอไม่เคยลืมเขา  ไม่เคยเลยซักวันที่จะลบภาพของผู้ชายที่ชื่อ “ลีจงฮยอน” ออกไปจากหัวใจ.....

 







 

10ปีก่อน

 

เจ้าของร่างบางในชุดนักเรียนม.ปลายของโรงเรียนรัฐบาลที่มีชื่อเสียงที่สุดในเมืองหอบหายใจออกมาอย่างเหนื่อยอ่อนพลางใช้มือข้างหนึ่งปาดเม็ดเหงื่อที่ผุดพรายขึ้นมาบนใบหน้าหลังจากผ่านการวิ่งขึ้นบันไดอาคารเรียนกว่ายี่สิบชั้นอย่างทรหดอดทนเพื่อตรงมายังชั้นดาดฟ้าอันเป็นที่นัดหมายกับ “ใครบางคน”

                “ทำไมถึงต้องนัดให้มาที่ลำบากๆแบบนี้ด้วยฮะ  อาคารเรียนบ้านี่ก็เหมือนกันสูงจะตายชักเมื่อไหร่จะสร้างลิฟท์ซักทีก็ไม่รู้”

หญิงสาวบ่นกระปอดกระแปดใส่คนตัวสูงที่คงมายืนรอตนนานแล้วอย่างทั้งเหนื่อยและหัวเสีย  แต่พออีกฝ่ายหันกลับมามองพร้อมกับรอยยิ้มอ่อนโยนบนริมฝีปากหนาอารมณ์ที่กำลังพุ่งพล่านจนใกล้ระเบิดก็พลันมะลายหายไปหมดทันที

                “บ่นเป็นยายแก่ไปได้หน่าอิมยุนอา”

คิ้วเรียวยาวขมวดมุ่นจนผูกเป็นปมเข้าหากันทันทีเมื่อได้ยินสรรพนามที่อีกฝ่ายใช้เรียกตน  ก็ปกติหมอนี่เคยเรียกเธอด้วยชื่อจริงแบบนี้ซะเมื่อไหร่  เหม่งน้อยบ้างล่ะ  ยัยลูกกวางบ้างล่ะ สารพัสชื่อที่เขาตั้งให้โดยไม่ถามความเห็นเธอซักคำว่าอยากได้หรือเปล่า  แต่คราวนี้ดันมาครบทั้งชื่อทั้งนามสกุล

                “มีอะไรรึเปล่าจงฮยอน”

ความอ่อนโยนค่อยๆจางหายไปจากใบหน้าหล่อเหลาของจงฮยอน  แม้บนริมฝีปากหนาจะยังคงปรากฏรอยยิ้มแต่เธอสัมผัสได้ถึงความจริงจังในดวงตาคู่คมที่กำลังมองมา

                “ฉันได้ยินมาว่าเธอสอบชิงทุนไปเรียนต่อที่ปารีสได้”

                “แหม.....ข่าวเร็วเหมือนกันนะเนี่ย มันก็แค่ฟลุกน่ะ  ความจริงฉันก็ไม่ค่อยอยากไปเท่าไหร่หรอก ก็เลยคิดว่าจะสละส..........”

                “เราเลิกกันเถอะ”

ถ้อยคำที่เหลือราวกับสูญหายไปในอากาศ  ยุนอาเงยหน้าขึ้นมองชายหนุ่มด้วยความตกใจก่อนจะหัวเราะออกมาเสียงดังลั่น

                “กำลังล้อเล่นอะไรอยู่เนี่ย  มุกนี้ใช้ได้เลยนะฉันตกใจแทบแย่”

                “ฉันพูดจริง  เราเลิกกันเถอะ”

                “จงฮยอน.....”

                “อีกไม่นานเราสองคนก็จะจบมัธยมแล้ว  เธอต้องมีทางของเธอส่วนฉันก็มีทางของฉันปล่อยให้เรื่องของเรามันกลายเป็นแค่อดีตเถอะ”

หยดน้ำใสๆค่อยๆไหลรินออกมาจากดวงตากลมโตพร้อมกับหัวใจที่บีบรัดเข้าหากันจนเจ็บ  ทำไมเขาถึงได้พูดมันออกมาง่ายดายนักทั้งๆที่แค่ฟังก็ทำให้เธอเจ็บมากมายขนาดนี้.....

                “ฉันทำอะไรผิด......อย่างน้อยก็ช่วยบอกหน่อยว่าทำไมถึงทำกับฉันแบบนี้”

                “ไม่มีเหตุผล.....ฉันเบื่อเธอแล้วก็แค่นั้น”

                “เบื่อ......เฮอะ เป็นเหตุผลที่ข้าใจง่ายดีนิ!

                “หวังว่าเธอจะเข้าใจ”

จงฮยอนพูดเสียงเย็นชาราวกับไร้หัวใจ  ภาพลักษณ์ชายหนุ่มแสนอบุอุ่นถูกกระชากออกและกระทืบทิ้งจนไม่เหลือชิ้นดี  ก่อนร่างสูงที่กำลังจะเดินลงบันไดไปต้องหยุดยืนอยู่กับที่เพราะน้ำเสียงแข็งกร้าวของยุนอา

                “อย่าโผล่มาให้ฉันเห็นหน้าอีก”

                “...”

                “เพราะถ้าฉันเจอนายอีกฉันอาจอดทนไม่ไหวจนต้องฆ่านายซะ!!

 



 

นั่นคือประโยคสุดท้ายที่เธอตะโกนใส่หน้าเขาเมื่อสิบปีก่อน  แข็งกร้าว  เด็ดเดี่ยว  และดูเป็นพวกผู้หญิงหัวรุนแรง  แต่ความจริงแล้วมันก็เป็นแค่ข้ออ้างของผู้หญิงที่เจ็บปวดเพราะการถูกทิ้งจนไม่อาจทนมองหน้าแฟนเก่าตัวเองได้อีกก็เท่านั้น  เพราะเจ็บถึงได้พูดออกไปแบบนั้น  เพราะคิดว่าถ้าไม่ได้เจอกันเวลาจะค่อยๆทำให้เธอลืมเขาไปเอง  ยุนอาบินไปเรียนต่อที่ฝรั่งเศสด้านภาษาและวรรณกรรมทันทีที่เรียนจบมัธยมและเลือกทำงานอยู่ที่นั่นหลังจากเรียนจบ  เวลาผ่านไปสิบปี  อิมยุนอาคนเดิมค่อยๆเติบโตเป็นอิมยุนอาที่เข็มแข็งกว่าเดิม  พร้อมกับการค้นพบว่าความพยายามของเธอมันไม่เคยมีประโยชน์  จงฮยอนไม่เคยหายไปไหน  เขายังคงนั่งอยู่ในหัวใจของเธอเรื่อยมาไม่ว่าใช้วิธีไหนขุดหลุมฝังเรื่องของเขาเอาไว้แล้วก็ตาม


 

........เขามันฝันร้ายชัดๆ  ฝันร้ายที่ตามหลอกหลอนเธอมาตลอดสิบปี!

 
 







 


 

 

                “ทำอาหารชุดใหญ่ขนาดนี้จะมีแขกมาบ้านเราเหรอครับ”

เสียงนุ่มเอ่ยถามมารดาตนที่กำลังง่วนอยู่กับการเตรียมอาหารอยู่ในครัว  แต่คนที่ตอบกลับเป็นหญิงสาวตัวเล็กเจ้าของดวงตากลมโตและแก้มป่องๆที่กำลังจะกลายเป็นเจ้าสาวในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

                “จองชินจะมาทานข้าวเย็นกับเราค่ะ”

                “อ๋อ  ไอ้โย่งนั่นน่ะเหรอ”

                “พี่จงฮยอน!  เขาชื่อจองชินไม่ใช่ไอ้โย่ง เมื่อไหร่จะเลิกนิสัยชอบตั้งชื่อแปลกๆให้คนอื่นซะที”

จงฮยอนยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจเรียกค้อนวงใหญ่จากคนเป็นน้องสาวก่อนจะเดินตรงเข้าไปหามารดาและสวมกอดหญิงชราอย่างเอาใจ

                “มีอะไรให้ผมช่วยมั้ยครับ”

                “ลูกพึ่งกลับมาเหนื่อยๆ ขึ้นไปพักเถอะจ๊ะ  ทางนี้เดี๋ยวแม่กับจุนฮีจัดการเอง”

                “ตามใจครับ”

ชายหนุ่มพูดพร้อมกับหอมแก้มหญิงชราฟอดใหญ่  แต่ยังไม่ทันก้าวพ้นประตูห้องครัวร่างสูงกลับต้องหยุดยืนอยู่กับที่เพราะประโยคที่คล้ายกับการพูดลอยๆของผู้เป็นแม่

                “แม่หมดห่วงเรื่องจุนฮีไปแล้วคนหนึ่ง  แล้วเมื่อไหร่พี่ชายอย่างเราจะเป็นฝั่งเป็นฝากับเขาซักทีล่ะ  มองๆใครไว้บ้างนะลูก  ระวังจะมีหลานให้แม่อุ้มไม่ทันน้องนะ”

                “ผมยังไม่คิดเรื่องนั้นหรอกครับ”

.......ไม่ใช่ไม่เคยคิดเรื่องแต่งงาน  แต่เพราะมัวคิดถึงใครบางคนจนไม่มีเวลาคิดเรื่องอื่นต่างหาก.....

จงฮยอนก้าวเข้าไปในห้องนอนของตนซึ่งตั้งอยู่บนชั่นสองข้างบ้าน  ไม่ลืมปิดประตูและลงกลอนก่อนจะเดินตรงไปยังตู้เสื้อผ้าที่ตั้งอยู่มุมห้อง  กล่องเหล็กเก่าโทรมที่ถูกเก็บไว้ในนั้นมาตลอดสิบปีถูกหยิบออกมาจากตู้เป็นครั้งแรกในรอบหนึ่งทศวรรษ  ร่างสูงหย่อนตัวลงนั่งนเตียงก่อนจะลงมือแกะฝากล่องเหล็กที่เริ่มฝืดเพราะไม่ได้เปิดมานาน  แล้วของที่ถูกเก็บรักษาเอาไว้ด้านในก็ทำให้หัวใจเต้นแรงขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว

                “เธอคงจนะเกลียดฉันแล้วล่ะสิท่า”

จงฮยอนพึมพำเบาๆกับรูปถ่ายของหญิงสาวในชุดมัธยมปลายที่กำลังยืนฉีกยิ้มกว้างให้กล้อง .....ผู้หญิงที่พึ่งฝากรอยฝ่ามือเอาไว้บนหน้าของเขาเมื่อเช้า....

                ว่ากันว่าความรักก็เหมือนกับการที่คนสองคนจับยางเส้นหนึ่งเอาไว้คนล่ะฝั่งและออกแรงดึง  เมื่อยางตึงจนดึงต่อไม่ได้สุดท้ายก็ต้องปล่อยมัน คนที่ปล่อยก่อนจะเป็นฝ่ายเจ็บน้อยกว่า  แล้วไอ้ที่เขากำลังเป็นอยู่นี่ล่ะมันเรียกว่าอะไร  เก็บรูปแฟนเก่าใส่กล่องแล้วซ่อนเอาไว้สิบปีเต็ม  ทำตัวเหมือนเด็กวัยรุ่นอกหักทั้งๆที่ตัวเองเป็นคนบอกเลิกเขาก่อนแท้ๆ.....

 

 

                ก็อกๆ


 

                “พี่จงฮยอน  แม่ให้มาเรียกลงไปข้างล่าง  จองชินกับพี่สาวมาถึงแล้ว”

เสียงเคาะประตูและเสียงเรียกของจุนฮีทำให้ชายหนุ่มหลุดออกจากภวังความคิดของตน  จงฮยอนรับยัดรูปถ่ายในมือกลับลงไปในกล่องก่อนจะโยนมันขึ้นไปไว้บนเตียง และยันตัวลุกขึ้นยืน

...........ยังไงซะนั่นมันก็แค่เรื่องในอดีต  ต่อให้เสียใจแค่ไหนก็กลับไปแก้ไขมันไม่ได้อยู่ดี  สิบปีอาจเป็นเวลาที่น้อยไปสำหรับการลืมใครซักคน  บางทีเขาอาจต้องใช้เวลาอีกซักยี่สิบปี  สามสิบปี  สี่สิบปี  หรือไม่.....ก็ต้องใช้เวลาทั้งชีวิต

 











 

                ยุนอาจ้องมองบ้านไม้สีขาวโพลนบนเนินหญ้าเตี้ยๆที่ด้านหลังเป็นไร่องุ่นความกว้างไม่ต่ำกว่าห้าร้อยไร่ตรงหน้าพร้อมกับมือเรียวที่เผลอกำเข้าหากันโดยไม่รู้ตัว  ต่อให้ผ่านไปอีกชาติหนึ่งเธอก็ไม่มีวันลืมว่าที่นี่เป็นบ้านของใคร.....

                “แน่ใจเหรอว่าที่นี่เป็นบ้านแฟนแก”

ยุนอาหันไปถามน้องชายตัวสูงที่พึ่งก้าวลงมาจากรถพร้อมกับตะกร้าเครื่องดื่มบำรุงสุขภาพตะกร้าใหญ่อย่างคาดหวังว่าจองชินจะตอบว่า “อ๋อไม่ใช่หรอก  ผมแต่แวะมาทำธุระที่นี่เฉยๆ”

                “ก็ใช่น่ะสิ พี่นี่ถามแปลก”

จองชินตอบขำๆ  ก่อนจะต้องขมวดคิ้วเข้าหากันเมื่อพี่สาวคนสวยทำท่าเหมือนจะวิ่งกลับขึ้นไปบนรถ

                “เป็นอะไรของพี่”

                “ฉันจะกลับบ้าน!

                “จะบ้าเหรอ  ผมไม่ขับรถพาพี่กลับไปหรอกนะ”

                “ถ้างั้นแกก็เข้าไปคนเดียวแล้วกัน ฉันจะรออยู่บนรถ”

                “ตลกแล้ว  ทำแบบนั้นก็เสียมารยาทแย่  แม่ให้พี่มาคุยกับพ่อแม่ของจุนฮีเป็นตัวแทนแม่นะ  ถ้าพี่ไม่เข้าไปกับผม  ผมจะฟ้องแม่จริงๆด้วย!

ยุนอาถึงกับอ้าปากพะงาบๆเถียงอะไรไม่ออกเมื่อเจอน้องชายตัวแสบยกบุพการีขึ้นมาอ้าง

.........ทำไมถึงโง่แบบนี้นะอิมยุนอา  เธอควรจะเอะใจตั้งแต่ได้ยินว่าบ้านของแฟนน้องชายทำไร่องุ่นแล้วสิ!  ในเมื่อไร่องุ่นที่ใหญ่ที่สุดในเมืองนี้คือไร่องุ่นของครอบครัวลีจงฮยอน!

                “บ้า!  บ้าที่สุดเลย!

หญิงสาวกร่นด่าความโชคร้ายของตัวเองพร้อมกับโขกหน้าผ่ามนกับรถมินิคูเปอร์ของน้องชายอย่างหัวเสีย  จนจองชินต้องรีบเข้ามาห้ามเพราะกลัวรถเป็นรอย

                “แม่ให้มาตามนายเข้าบ้าน”

เสียงเข้มๆของร่างสูงที่พึ่งก้าวออกมาจากบ้านทำให้ยุนอาหยุดการกระทำที่เกิดจาดความฟุ้งซ่านของตนลงโดยอัตโนมัติ  แขนขาเย็นเฉียบราวกับกำลังยืนอยู่ที่ขั้วโลกเหนือไม่ใช่เกาหลีใต้  ไอ้เสียงเข้มๆแบบนั้นมีหรือเธอจะจำไม่ได้ว่ามันเป็นเสียงของใคร  แค่เรื่องมื่อสิบปีก่อนก็แย่พออยู่แล้ว  แต่นี่เมื่อเช้าเธอพึ่งจะตบเขาจนหน้าหันไปหยกๆ  แถมยังขู่เอาไว้เสร็จสรรพว่าถ้าเจอกันอีกจะฆ่าให้ตายคามือ  แล้วจะให้หันไปเผชิญหน้ากับเขาได้ยังไง!

                “ครับพี่  เดี๋ยวผมตามเข้าไป”

จองชินตอบว่าที่พี่ภรรยาของตนอย่างนอบน้อมเป็นพิเศษ  ก่อนจะหันกลับมาเขย่าตัวยุนอาที่ยังไม่ยอมหันหน้าไปเจอเจ้าของบ้าน

                “พี่ยุนอา  นี่พี่จงฮยอนพี่ชายของจุนฮีเลิกทำตัวบ้าๆแล้วรีบทักทายเขาไวๆเลย”

จองชินกระซิบ  ยุนอาสูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่  นึกกร่นด่าน้องชายตัวสูงของตนในใจก่อนจะทำใจดีสู้เสือหันไปฉีกยิ้มกว้างให้เจ้าของบ้านที่ดูช็อกไม่แพ้กันเมื่อเห็นหน้าเธอ

                “สวัสดี  เราเจอกันอีกแล้วนะ!

 










 

                เกือบสิบนาทีที่จงฮยอนนั่งจ้องมองเจ้าของร่างบางที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามโดยไม่แตะต้องอาหารในจานของตนเลยแม้แต่น้อย   วันนี้ยุนอาอยู่ในชุดแซกยาวคลุมเข่าสีโอรสลายดอกไม้เล็กๆสไตล์วินเทจ  ผมยาวสีดำขลับถูกรวบไว้กลางศรีษะเป็นหางม้าและผูกด้วยโบว์ลูกไม้สีเดียวกันกับชุด  ใบหน้าสวยแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางค์เพียงบางเบาเพื่อไม่ให้ดูจืดชืดจนเกินไป

........สวย  นั่นเป็นเพียงคำๆเดียวที่จงฮยอนนึกออกทันทีที่เห็นเธออยู่ที่หน้าบ้านกับแฟนของน้องสาว  จองชินกลายเป็นว่าที่น้องเขยคนโปรดสำหรับเขาไปทันทีเมื่อหมอนั่นพายุนอากลับมาหาเขา  ใครจะไปคิดว่าแฟนน้องสาวที่เขาไม่ค่อยชอบขี้หน้าจะเป็นน้องชายของผู้หญิงที่อยู่ในความทรงจำของเขามาตลอดสิบปี.....

 

.........หรือเส้นขนานที่แยกจากกันไปนานแสนนานจะถึงเวลากลับมาบรรจบกันอีกครั้งแล้ว

 

                “อาหารไม่อร่อยเหรอจงฮยอน”

พ่อของเขาหันมาถาม  พลางบุ้ยใบ้ปากไปทางยุนอาและคลี่ยิ้มเจ้าเล่ห์อย่างรู้ทัน

                “เมื่อเช้าพึ่งโดนขู่ฆ่ามาน่ะครับ  ก็เลยกินอะไรไม่ค่อยลง”

               
 

เคร้ง!

 
 

คำตอบของเขาทำเอาเจ้าของร่างบางที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเผลอปล่อยช้อนหลุดออกจากมือทันที  ยุนอายกน้ำขึ้นดื่มก่อนจะส่งค้อนวงใหญ่มาทางเขา

                “หนูยุนอาพึ่งกลับมาจากต่างประเทศเหรอจ๊ะ”

มารดาผู้ใจดีหันไปถามพี่สาวของว่าที่ลูกเขยที่ดูไม่ค่อยเจริญอาหารนัก

“ค่ะ  พอเรียนจบฉันก็ทำงานอยู่ที่นั่นเลย”

                “แล้วไม่คิดถึงบ้านบ้างเหรอ”

จงฮยอนเอ่ยถามขึ้นบ้าง  ก่อนจะได้รับคำตอบแสบๆคันๆจากอีกฝ่ายกลับคืนมา

                “คิดถึงสิ แต่เพราะที่นี่มีเรื่องแย่ๆไม่น่าจดจำอยู่ก็เลยไม่อยากกลับมา”

 

........ไอ้เรื่องแย่ๆที่ว่ามันคงหมายถึงเขาสินะ

 





 

มื้อเย็นผ่านไปอย่างรวดเร็ว  โดยที่ยุนอาไม่ได้ปริปากพูดกับเขาอีกเลย  จงฮยอนเดินกลับขึ้นไปยังห้องนอนของตน  ปล่อยให้หน้าที่ส่งแขกเป็นของจุนฮีที่กำลังกระดี๊กระด๊าเป็นพิเศษที่แฟนหนุ่มมาที่บ้าน  จงฮยอนเดินไปหยุดริมหน้าต่างบานใหญ่ที่ทำให้มองเห็นสวนเล็กๆที่ชั้นล่างของบ้านอย่างชัดเจน  จุดประสงค์ไม่ใช่เพื่อชมสวนแต่เพราะได้ยินเสียงคนคุยกันมาจากข้างล่างและดูเหมือนในบทสนทนาจะมีชื่อของเขาถูกเอ่ยออกมาด้วย

                “พี่ยุนอารู้จักกับพี่ชายของฉันมาก่อนเหรอคะ”

เป็นจุนฮีที่กำลังควงแขนกับจองชินที่เป็นฝ่ายเอ่ยถามขึ้น

                “ถามทำไมเหรอจ๊ะ”

                “ก็พี่กับพี่จงฮยอนไม่ได้ใช้ภาษาแบบเป็นทางการกันเลยนี่คะ  แถมพวกพี่ยังดูสนิทกันมากๆด้วย”

.......การโดนขู่ฆ่า  แถมยังโดนส่งสายตาอาฆาตมาให้ตลอดระยะเวลาที่นั่งทานข้าวด้วยกันมันเรียกว่า “ดูสนิทสนมกันมากๆ”  หรอกเหรอเนี่ย  ไม่เคยรู้มาก่อนเลยแฮะ!

                “เคยเรียนโรงเรียนเดียวกันสมัย ม. ปลายน่ะ”

.........แถมยังเคยคบกันมาก่อนด้วย!  จงฮยอนเติมประโยคของหญิงสาวเองในใจ  น้องสาวผู้แสนซื่อของเขาพยักหน้าเข้ามใจก่อนจะหันไปคุยบางอย่างที่เขาไม่ได้สนใจฟังกับจองชินเพราะมัวแต่หันไปมองยุนอา  ดูเหมือนเธอจะถูกคู่รักที่กำลังจะเข้าพิธีวิวาห์ในอีกไม่กี่วันข้างหน้าลืมไปชั่วขณะ  หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้ายามค่ำคืน ในหน้าหนาวที่เต็มไปด้วยดวงดาวพร่างพราวก่อนจะต้องทำหน้ายู่เมื่อพบว่ากำลังถูกใครบางคนแอบมองลงมาจากชั้นสอง  จงฮยอนฉีกยิ้มกว้างพร้อมกับโบกมือให้เธอตามปกติ  แต่ดูเหมือนเจ้าหล่อนจะคิดว่าเขากำลังกวนประสาทเพราะทันทีที่เห็นว่าเขาทำแบบนั้นยุนอาก็สะบัดหน้าหนีและเดินขึ้นรถไปทันที  ชายหนุ่มได้แต่ฉีกยิ้มแห้งๆให้กับความว่างเปล่า.....จะโทษใครได้  ในเมื่อคนที่เลือกให้ทุกอย่างมันลงเอยแบบนี้ก็คือตัวเขาเอง.....

 







 

                10  ปีก่อน

 

                ร่างสูงทิ้งตัวลงนอนแผ่หราบนสนามบาสเก็ตบอล  พร้อมกับลูกกลมๆสีส้มที่กลิ้งมาหยุดอยู่ข้างๆตัวราวกับรู้หน้าที่  เหงื่อเม็ดใหญ่ผุดพรายขึ้นมาบนใบหน้าหล่อเหลาหลังจากเขาผ่านการเล่นบาสอย่างบ้าระห่ำมาเกือบสามหั่วโมงเต็ม

                “ช้ำรักแล้วมาเล่นบาส เป็นตัวอย่างที่ดีของสังคมน่าเอาเป็นตัวอย่างนะเนี่ย”

เสียงปรบมือพร้อมกับประโยคทักทายแสนกวนประสาทดังมาจากเพื่อสนิทผิวเกรียมแดดที่รู้สาเหตุของการหักโหมเล่นกีฬาของเขาในครั้งนี้ดี  หมอนั่นหย่อนตัวลงนั่งข้างๆเขาพร้อมกับหยิบลูกบาสที่กลิ้งอยู่ใกล้ๆวางบนปลายนิ้วและจับมันหมุนอย่างไม่มีอะไรทำ

                “ถ้ามันเจ็บมากนักแล้วบอกเลิกเขาหาพระแสงอะไรวะ”

มันถามเสียงเศร้าแต่กลับยังไม่ยอมหยุดยิ้มจนเขาชักเริ่มไม่แน่ใจว่าหมอนี่ตั้งใจมาปลอบหรือมาสมน้ำหน้ากันแน่

                “ถ้ายังคบกันยุนอาอาจจะไม่ยอมไปเรียนต่อ”

                “เขาจะไปเรียนต่อหรือไม่ไปนั่นมันก็เรื่องของเขาไม่ใช่เหรอวะ”

                “ยุนอาอยากไปเรียนวรรณกรรมที่นั่นมาตั้งนานแล้ว  ฉันไม่อยากเป็นสาเหตุให้เธอต้องทิ้งความฝัน”

                “อ๋อก็เลยหาเรื่องให้เขาเกลียดขี้หน้าด้วยการบอกเลิกเขาว่างั้นเถอะ”

เพื่อนรักพูดด้วยน้ำเสียงหมั่นไส้อย่างไม่คิดปิดบัง

                “แกไม่เข้าใจหรอก”

                “เออ ลืมไปว่าแกมันพระเอก  หล่อ  แสนดี  เสียสละ  แถมยังโง่ ครบสูตรตามตำราเป๊ะๆ ตัวโกงอย่างฉันจะไปเข้าใจอะไร”

                “....”

                “ตัวโกงจะบอกอะไรให้รู้เอาไว้นะไอ้พระเอกแฟนใหม่น่ะหล่อๆอย่างแกจะหาเมื่อไหร่ก็หาได้  แต่ถ้าให้หาคนที่ถูกใจเท่าคนนี้  ทั้งชาติก็อาจจะหาไม่ได้แล้วนะโว๊ย”

               

 

                คำพูดของเพื่อนสนิทในวันนั้นทำให้จงฮยอนต้องหัวเราะออกมาอย่างสมน้ำหน้าตัวเอง  ถ้าหมอนั่นได้มาเห็นสภาพของเขาตอนนี้  เขาคงถูกมันหัวเราะจนฟันร่วงที่คำพูดของมันเมื่อสิบปีที่แล้วดันกลายเป็นความจริงหมดทุกอย่าง

 

.......คนใหม่น่ะหาได้ง่ายๆ แต่แค่ไม่เคยหาใครถูกใจได้เท่าคนเดิมก็เท่านั้นเอง

 











 

                “สรุปว่านี่ฉันเป็นพี่สาวเจ้าบ่าวหรือกำลังจะแต่งงานเองกันแน่วะเนี่ย!

ยุนอาตะคอกใส่โทรศัพท์เสียงดังจนคนที่ปลายสายต้องยกโทรศัพท์ออกห่างจากหู

                “แค่ให้ไปลองชุดแทนจุนฮีหน่อยทำเป็นบ่นเป็นคนแก่ไปได้”

                “นิดหน่อยบ้านแกสิไอ้น้องบ้า!

                “ผมกับจุนฮีต้องไปดูเรื่องสถานที่  เวลามันก็กระชั้นชิดเข้ามาแล้ว พี่ก็หุ่นใกล้กับจุนฮีช่วยไปลองชุดให้หน่อยแค่นี้ทำเพื่อน้องไม่ได้ใช่ปะ!

…..หนอยแน่! ยังมีหน้ามาตีบทโศก

                “เออๆ รู้แล้วหน่าไม่ต้องมาดราม่าใส่ฉันเลย”

                “แบบนี้สิเขาถึงจะเรียกว่าพี่น้องกันจริง  ที่อยู่ร้านก็ตามที่ผมเขียนให้นั่นแหละ”

ยุนอาละความสนใจจากจองชินเมื่อรถแท็กซี่ขับมาถึงร้านชุดแต่งงานที่จองชินระบุไว้ในแผนที่  ก่อนดวงตากลมโตจะเบิกกว้างจนแทบถลนเมื่อพบว่าใครกำลังยืนอยู่หน้าร้าน

                “แกให้ฉันมาลองชุดเจาสาวแทนจุนฮี  แล้วใครเป็นคนลองชุดเจ้าบ่าวอย่าบอกนะว่าเป็น....”

                “เอ๊า!  ถามได้ก็พี่จงฮยอนพี่ของจุนฮีไงพี่”

                “แล้วทำไมแกไม่บอกฉันก่อน!

                “แล้วทำไมต้องบอกก่อนด้วยล่ะ  มีปัญหาอะไรโทรมาแล้วกัน แค่นี้นะ”

                “เดี๋ยวสิจองชิน  จองชิน! ทำไมถึงชอบว่าหูใส่ฉันนักเนี่ย!

หญิงสาวตะโกนใส่โทรศัพท์เสียงดังอย่างลืมตัว  นึกอยากหักคอน้องชายตัวแสบให้ตายคามือขึ้นมาตะหงิดๆ โทษฐานที่ชอบชักนำความซวยมาให้เธอดีนัก

                “เอ่อ.......จะลงมั้ยครับ”

คำถามของลุงคนขับแท็กซี่ช่วยเรียกให้สติที่ใกล้หลุดออกจากร่างเต็มทีของยุนอาหลับเข้าที่  หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่เพื่อทำใจก่อนจะรีบจ่ายเงินและก้าวลงจากรถด้วยใบหน้าเรียบเฉยที่สุดเท่าที่จะทำได้

                “เราเจอกันอีกแล้วนะ”

นั่นคือประโยคแรกที่จงฮยอนพูดเมื่อหันมาเห็นหน้าเธอ  วันนี้ผมยาวๆที่เธอเคยเห็นตอนครั้งแรกที่เจอกันถูกซอยจนสั้น  เคราบางๆที่เคยมีก็ถูกโกนออกหมด

                “ฉันยอมมาลองชุดเจ้าสาวแทนจุนฮีเพราะไม่รู้ว่านายก็จะมาด้วย”

                “ฉันก็ไม่ได้ว่าอะไรนิ”

                “ก็แค่บอกเอาไว้ก่อน  เผื่อคนแถวนี้จะเข้าใจผิดคิดว่าฉันมาเพราะอยากเจอ”

จงฮยอนหลุดขำออกมาเบาๆเพราะประโยคจิกกัดของอีกฝ่ายก่อนจะเดินตามหญิงสาวเข้าไปด้านในร้าน  ส่วนของชุดเจ้าบ่าวที่เขามาลองแทนเป็นสูทสีดำผูกหูกระต่ายสีเดียวกันและกางเกงสแล็กผ้าเนื้อดี  ไม่มีปัญหาอะไรนอกจากขากางเกงที่ต้องพับขึ้นมาสองสามทบเพราะความสูงที่ค่อนข้างต่างกันระหว่างเขากับจองชิน

                “เจ้าสาวมาแล้วค๊า”

เสียงแหลมๆของเจ้าของร้านสาวประเภทสองเรียกให้จงฮยอนละสายตาจากเงาสะท้อนของตนในกระจกหันไปมองทางต้นเสียง  และพบว่ายุนอาอยู่ในชุดเจ้าสาวสีขาวบริสุทธิ์  ด้านหน้าถูกตัดเย็บเรียบๆด้วยลูกไม้และผ้าฝ้ายสีขาวที่ปิดมิดชิดไปจนเกือบถึงลำคอ กระโปรงลูกไม้ฟูฟ่องยาวจรดพื้นมีลายกลีบกุหลายสีชมพูเล็กๆน่ารักประดับอยู่ที่ชาย  จงฮยอนรู้สึกราวกับหายใจไม่ทั่วท้องเมื่อเจ้าของร่างบางตรงหน้าหมุนตัวและทำให้พบว่าด้านหลังของชุดเป็นแบบผ่ากลางที่เผยให้เห็นแผ่นหลังขาวเนียนของคนใส่

                “มองตาค้างแบบนี้สวยใช่มั้ยละค๊า”

เจ้าของร้านหันมาถามด้วยน้ำเสียงเล็กแหลมเช่นเคย

                “สวยดีครับ....แค่ชุดน่ะนะไม่รวมคนใส่”

ยุนอาถลึงตาใส่คนพูดอย่างของขึ้นก่อนจะรู้สึกใบหน้าร้อนวูบวาบเพราะประโยคต่อมาของเขา

                “เพราะคนใส่ไม่ได้แค่สวย  แต่สวยมาก”

                “ว๊าย!  อย่ามาหวานโชว์คนไร้คู่แบบเจ้แบบนี้สิคะ  อิจฉา!

เจ้าของร้านพูดด้วยท่าทางมีจริตจนแม้แต่ผู้หญิงแท้ๆก็ยังอาย

                “ฉัน......ฉันขอไปเปลี่ยนชุดก่อนนะคะ”

ยุนอาพูดเสียงตะกุกตะกัก  เธอรีบเดินกลับเข้าไปในห้องแต่งตัว  ก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกเมื่ออยู่พ้นจากสายตาคนอื่น  มือเรียวสองข้างถูกยกขึ้นกุมพวงแก้มขาวที่มีเลือดสูบฉีดขึ้นมาหล่อเลี้ยงจนเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำและร้อนผ่าวราวกับกำลังจับไข้

 

......แย่แล้วอิมยุนอา!  เธอถูกผู้ชายคนนั้นกลับมาทำให้หวั่นไหวอีกครั้งจนได้!!

 








 

                ยุนอาออกมาจากร้านหลังจากเปลี่ยนกลับมาสวชุดลำลองของตนเช่นเดิม  หญิงสาวตั้งใจจะหาร้านอาหารแถวนี้ซักร้านเพื่อหาอะไรใส่ท้องมที่กำลังร้องครวญครางประท้วงอย่างหนักเพราะยังไม่ได้กินอะไรมาตั้งแต่เช้าแล้วค่อยหาทางกลับบ้าน  ก่อนร่างบางจะต้องสะดุ้งเฮือกเมื่อถูกมือปริศนาเอื้อมมาคว้าท่อนแขนเรียวเอาไว้  ขณะกำลังคิดเรื่องอาหารอร่อยๆเพลินๆ

                “เฮ้!

หญิงสาวอุทานก่อนใบหน้าสวยจะเปลี่ยนเป็นงอง้ำทันทีเมื่อพบว่าใครกำลังยืนฉีกยิ้มกว้างอยู่ตรงหน้า......ทำคนอื่นเกือบหัวใจวายตายยังมีหน้ามายิ้มอีกเหรอหมอนี่!

                “มีธุระอะไรอีกไม่ทราบ!

                “ไม่ได้เอารถมาใช่มั้ย  ฉันไปส่ง”

                “ไม่ต้อง!

ยุนอาพูดก่อนจะสะบัดข้อมือเรียวออกจากการเกาะกุมของอีกฝ่ายที่ทำท่าจะลากให้เธอเดินไปที่รถของเขาให้ได้

                “ถ้างั้นไปกินข้าวเที่ยงกันเดี๋ยวฉันเลี้ยงเอง”

จงฮยอนยังคงตื้ออย่างไม่ลดละ

                “ไม่!

                “ต็อกบกกี้ก็ได้  เจ้าที่เธอชอบพาฉันไปกินสมัยเรียนก็อยู่แถวๆนี้พอดีเลย”

                “ม......”

               


 

                จ๊อก.......




 

ยังไม่ทันปฏิเสธได้เต็มคำน้ำย่อยในกระเพาะอาหารมันก็ส่งเสียงประท้วงขึ้นมาอีกครั้งเสียงดังลั่น  เกิดความเงียบขึ้นระหว่างทั้งคู่ชั่วขณะหนึ่งก่อนจงฮยอนจะเป็นฝ่ายหัวเราะออกมาเสียงดังลั่นอย่างกลั้นไม่อยู่

                “น่าขำมากนักรึไง!

ยุนอาตะวาดพลางถลึงตาใส่อีกฝ่าย  ชายหนุ่มได้แต่โบกไม้โบกมือขอโทษ  และพยายามกลั้นหัวเราะอย่างสุดความสามารถ

                “ข้อเสนอของฉันดูน่าสนใจขึ้นมาแล้วใช่มั้ยล่ะ”

                “เฮอะ!

                “.....”

                “ต็อกบกกี้ก็ต็อกบกกี้!

 






 

                ต็อกบกกี้สีขาวอวบราดด้วยซอสรสจัดสีส้มเข้มส่งกลิ่นหอมฉุยทำให้ยุนอาเผลอกลืนน้ำลายลงคืออึกใหญ่ก่อนจะรับจานกระดาษใส่อาหารโปรดมาจากเจ้าของรถเข็นขายต็อกบกกี้ที่เคยแวะมาอุดหนุนบ่อยๆในอดีต  ใบหน้ามีความสุขของหญิงสาวยามเมื่อส่งก้อนแป้งเคลือบซอสสีส้มเข้าปากทำให้จงฮยอนเผลอยิ้มตามไปโดยไม่รู้ตัว

                “ที่ฝรั่งเศสไม่มีต็อกบกกี้ให้กินแบบนี้ใช่มั้ยล่ะ”

                “มีสิ  แต่ไม่อร่อยเท่าของต้นตำรับหรอก ที่นั่นเราต้องประยุกสูตรเอาตามวัตถุดิบที่พอหาได้น่ะ”

ยุนอาพูดพลางจิ้มต็อกบกกี้เข้าปากอีกคำ  ดวงตากลมโตสอดส่ายมองแผงขายของข้างทางอย่างสนใจ  ก่อนจะไปหยุดยืนหน้าร้านกิ๊ฟช็อปเล็กๆที่ขายพวกเครื่องประดับและของใช้จุกจิกของผู้หญิง

                “กิ๊ฟนั่นน่ารักดีเนอะ”

จงฮยอนมองตามดวงตากลมโตไปจนพบว่าเธอกำลังพูดถึงกิ๊ฟเสียบผมรูปดอกกุหลาบสีขาวเล็กๆน่าเอ็นดูคู่หนึ่ง

                “ซื้อสิดูเข้ากับเธอดีออก”

                “ไม่เอาหรอก  จะสามสิบอยู่แล้วขืนใช้ของพวกนี้มีหวังโดนหาว่าไม่เจียมสังขารพอดี”

                “ถ้าเป็นเธอใส่อะไรก็ดูดีหมดนั่นแหละ”

.....ตึก......ตึก.....ตึก......หัวใจเต้นแรง  หน้าแดง  แถมมือยังเย็นเฉียบ  เอาอีกแล้วอาการแบบนี้มันกลับมาเล่นงานเธออีกครั้งจนได้  ยุนอาสะบัดหน้าแรงๆเพื่อไล่อาการประหลาดที่เกิดขึ้นกับตนก่อนจะรีบสาวเท้าเดินออกมาจากร้านกิฟช็อปทันทีเพราะกลัวว่าอีกฝ่ายจะสังเกตเห็นอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นกับตน

                บรรยากาศที่ไม่ได้เจอมานานตลอดสิบปีที่จากบ้านเกิดไปทำให้จากเดิมที่ตั้งใจว่าจะหาอะไรใส่ท้องแล้วกลับบ้านเลยกลายเป็นว่าเธอใช้เวลาไปเกือบชั่วโมงกับการเดินเข้าร้านนั้นออกร้านนี้อย่างเพลิดเพลินไปโดยปริยาย  ยุนอาย่อนตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้ริมทางเท้าหลังจากเดินมากเสียจนเริ่มรู้สึกปวดเท้า  ก่อนคนตัวสูงที่กลายเป็นคนถือของจำเป็นจะหย่อนตัวลงนั่งข้างๆ

                “ไม่ได้ช็อปปิ้งแบบนี้มาตั้งนาน”

                “เหมือนเมื่อก่อนเลยนะ  ตอนนั้นหลังเลิกเรียนเธอชอบชวนฉันมาเดินซื้อของแบบนี้อยู่เรื่อย”

คำพูดของชายหนุ่มทำให้รอยยิ้มบนริมฝีปากบางสลายหายไปแทบจะทันที  ยุนอาหันกลับไปมองคนตัวสูงด้วยดวงตากลมโตสั่นระริก

                “ไม่เหมือนหรอก  อย่างน้อยเราสองคนก็ไม่ได้เป็นเหมือนเดิมอีกแล้ว”

จงฮยอนนิ่งไปชั่วขณะ  อยากจะบอกเธอแทบตายว่าถ้าอยากให้เหมือนงั้นก็เลิกทิฏฐิใส่เขาแล้วกลับมาคบกันสิ  แต่ยังไม่ทันได้พูดอะไรเสียงเอะอะโวยวายที่เหมือนดังมาจากลุ่มคนใกล้ๆก็เรียกความสนใจไปเสียก่อน

                “อะไรน่ะ”

ยุนอาถามอย่างงุนงงไม่แพ้กัน  ก่อนความสงสัยทั้งหมดจะถูกลบทิ้งไปทันทีเพราะเสียงปืนนัดหนึ่งที่ถูกยิงใส่ใครซักคน

                “นักเรียนตีกันน่ะ  ไปเร็ว!

จงฮยอนพูดก่อนจะรีบฉวยมือบางให้วิ่งหนีตามสัญชาตญาณ  เพราะไม่เคยชินกับการออกกำลังกายหนักๆเหมือนชายหนุ่มวิ่งได้ไม่ไกลยุนอาก็หอบหายใจออกมาอย่างเหนื่อยอ่อนก่อนจะร้องเสียงหลงเมื่อเผลอสะดุดก้อนหินจนล้มลงไปกองกับพื้น  มือเรียวหลุดออกจากการเกาะกุมของคนตัวสูงที่เป็นเหมือนที่พึ่งเดียวในขณะนี้ไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้  ความแสบร้อนบริเวณหัวเข่าที่แล่นขึ้นมาเล่นงานบอกให้รู้ว่าการล้มเมื่อครู่ทำให้เธอได้แผลเล็กๆน้อยๆมาเป็นของฝาก  หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวอย่างหวาดวิตกเมื่อเสียงเอะอะโวยวายของกลุ่มนักเรียนนักเลงเริ่มใกล้เข้ามาเรื่อยๆ  ภาพข่าวที่เคยเห็นตามหน้าหนังสือพิมพ์เกี่ยวกกับผู้เคราะห์ร้ายที่โดนลูกหลงจากการทะเลาะวิวาทของนักเรียนคู่อริต่างสถาบันเริ่มผุดขึ้นมาในหัว  มันคงไม่สนุกแน่ถ้าชื่อของอิมยุนอากลายเป็นหนึ่งในนั้น

                “มัวทำอะไรอยู่ ลุกขึ้นเร็ว!

เสียงนุ่มคุ้นหูดังขึ้นท่ามกลางความสิ้นหวังพร้อมกับมือหนาที่เอื้อมมาฉุนรั้งร่างบางให้ลุกขึ้นยืน  จงฮยอนพาเธอวิ่งเข้าไปหลบในมุมอับของตึกที่พอจะหลบเลี่ยงจากกลุ่มนักเรียนพวกนั้นได้  ก่อนจะเริ่มสำรวจร่างบางที่ดูมอมแมมเพราะเหงื่อและฝุ่น

                “เธอเจ็บตัวนิ”

เขาพูดด้วยน้ำเสียงและสีหน้าที่ดูเป็นเดือดเป็นร้อนกว่าเธอที่เป็นคนเจ็บเสียอีก

                “ฉันนึกว่าตัวเองจะไม่รอดซะแล้ว”

หญิงสาวพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครืออย่างควบคุมตัวเองไม่ได้  พร้อมกับดวงตากลมโตที่ร้อนผ่าวและเริ่มชื้นแฉะ

                “ห้ามพูดแบบนี้อีกนะยัยโง่  ฉันจะปล่อยให้เธอเป็นอะไรไปได้ยังไง”

                “ฉัน.......ฉันคิดว่านายทิ้งฉันไปแล้ว”

                “ใครเขาจะไปใจร้ายทิ้งยัยลูกกวางขี้แยอย่างเธอลง  อย่างน้อยก็ไม่ทำอีกเป็นครั้งที่สองแน่”

ชื่อที่เคยใช้เรียนสมัยเรียนที่ถูกเขานำกลับมาใช้อีกครั้ง  พร้อมกับมือหนาที่ลูบเส้นผมสีเข้มยุ่งเหยิงอย่างอ่อนโยนเรียกให้หยดน้ำร้อนๆไหลเอ่อออกมาจากดวงตากลมโตในที่สุด  จงฮยอนดูอึ้งไปทันทีที่เห็นว่าเธอร้องไห้  ไม่ว่าจะเป็นตอนนี้หรือเมื่อสิบปีก่อนมีไม่กี่ครั้งนักหรอกที่อิมยุนอาจะร้องไห้ให้คนอื่นเห็น  และนั่นมันหมายความว่าเรื่องที่เธอกำลังเผชิญมันหนักหนาสาหัสมากจริงๆ

                “ตอนล้มแล้วมองไม่เห็นนายฉันกลัวแทบแย่....กลัวว่าพวกนั้นจะตามมาทัน  กลัวว่าจะโดนลูกหลง  กลัว....ฮึก....กลัวว่านายจะเป็นอะไรไป”

                “ฉันอยู่ตรงนี้แล้วไง  เลิกร้องนะยัยลูกกวางของฉัน”

ร่างบางถูกรั้งเข้าหาแผ่นอกกว้างและสวมกอดเอาไว้หลวมๆ  จงฮยอนก้มลงมองใบหน้าหวานของคนในอ้อมแขนก่อนจะบรรจงประทับริมฝีปากอุ่นลงบนเปลือกตากลมโตที่มีหยดน้ำร้อนๆกำลังไหลซึมออกมาไม่หยุดอย่างปลอบประโลม  จากดวงตาไล่ลงมาที่พงแก้มทั้งสองข้างก่อนจะหยุดอยู่ที่กลีบปากบางสั่นระริก  พร้อมกับอวัยวะในอกข้างซ้ายที่เริ่มเต้นแรงอย่างบ้าคลั่ง

                “ขอโทษ”

จงฮยอนพูดทันทีที่ถอนจูบออก  แต่ไม่ได้รู้สึกผิดกับการกระทำของตนเลยซักนิด  ตรงกันข้ามเขากลับเสียดายมากว่าที่จูบเมื่อครู่มันไม่เนิ่นนานอย่างที่ต้องการ  ยุนอาช้อนดวงตากลมโตขึ้นมองคนตัวสูง  เป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่าหัวใจอยู่เหนือการควบคุมของสมอง  หญิงสาวเขย่งปลายเท้าขึ้นเพื่อให้ความสูงใกล้เคียงกับอีกฝ่ายก่อนจะใช้แขนเรียวโอบรอบลำคอดึงให้ใบหน้าคมโน้มลงมาใกล้และบรรจงประทับริมฝีปากบางลงบนริมฝีปากหนาของชายหนุ่ม  จงฮยอนนิ่งไปในตอนแรกก่อนจะค่อยๆตอบรับสัมผัสของเธออย่างว่าง่าย   ริมฝีปากที่บดเบียดแนบชิดไม่ต่างจากหัวใจสองดวงที่ค่อยๆเคลื่อนคล้อยกลับมาหากันอีกครั้งอย่างเชื่องช้า...


 

........นานเท่าไหร่แล้วที่ไม่ได้มีกันและกันอยู่ในอ้อมแขน  ความอบอุ่น  สัมผัสอ่อนโยน  ทุกอย่างยังคงตราตรึงอยู่ในความทรงจำ  แม้เวลาจะผ่านไปเนิ่นนาน ราวกับรูเล็กๆกลวงโบ๋ในหัวใจที่หล่นหายไปในอดีตกำลังค่อยๆถูกเติมเต็มอีกครั้ง......

 









 

                งานแต่งงานของจองชินและจุนฮีถูกจัดขึ้นที่โบสถ์เก่าแก่ประจำเมือง  บรรยากาศที่อบอุ่นไปด้วยความรักจากสมาชิกในครอบครัวที่มาร่วมงาน  และภาพของเจ้าบ่าวตัวสูงชะลูดในชุดสูทสีเข้มที่จับมือกับเจ้าสาวตัวเล็กแก้มป่องในชุดเจ้าสาวสีขาวบริสุทธิ์ไม่ยอมปล่อยตั้งแต่เจ้าสาวถูกผู้เป็นพ่อพาเข้ามาในโบสถ์ราวกับกลัวเจ้าสาวหายคือภาพที่ใครๆเห็นก็ต้องอมยิ้ม  เพราะยังไม่ทันทำพิธีเสร็จเจ้าบ่าวก็เริ่มออกอาการติดภรรยาเสียแล้ว  พิธีสาบานตนต่อหน้าบาทหลวงเป็นไปอย่างราบลื่น  แล้วก็มาถึงช่วงเวลาที่เหล่าสาวน้อยสาวใหญ่ต่างรอคอย  จุนฮีเดินควงแขนจองชินออกมาจากโบสถ์พร้อมกับช่อดอกกุหลาบขาวในมือ  หญิงสาวนับสิบคนกรูกันมายืนล้อมรอบเจ้าบ่าวและเจ้าสาวด้วยความเชื่อที่ว่าถ้าใครได้รับช่อดอกไม้จากเจ้าสาวจะได้เป็นเจ้าสาวคนต่อไปและแน่นอน  หนึ่งในนั้นมีพี่สาวของเจ้าบ่าวรวมอยู่ด้วย  ยุนอาเดินเบียดคนอื่นๆเพื่อมายืนอยู่ด้านหน้าสุด.......ก็ไม่ได้จริงจังอะไรนักหรอกแต่ไอ้ดอกไม้ช่อนั้นมันต้องมาอยู่ในมือเธอก็เท่านั้นเอง!

                “จะโยนแล้วนะคะ”

จุนฮีตะโกนก่อนจะเริ่มนับถอยหลังให้สัญญาณพอนับถึงสามช่อดอกไม้ก็ถูกโยนจนลอยสูงขึ้นบนฟ้าและตกลงมาในกลุ่มหญิงสาวที่กำลังจ้องมองมันตาเป็นประกาย  เกิดการยื้อแย่งกันอยู่ซักพักแล้วในที่สุดคนที่ได้รับช่อดอกไม้ไปก็เป็น.......หญิงสาวผิวคล้ำร่างท้วมเจ้าของใบหน้าอ้วนฉุที่พกความมั่นใจมาเต็มกระเป๋าด้วยการสวมเดรสสั้นกุดสีแดงสดที่ตัดกับสีผิวแบบสุดขั้ว  ยุนอาทำหน้าเบ้เมื่อพบว่าคนที่ได้รับช่อดอกไม้คือคู่อริเก่าสมัยเรียนมัธยม  ยังไม่ทันได้เดินเข้าไปทักทายตามภาษาคนเคยรู้จักที่ไม่ได้เจอกันมานานมือเรียวก็ถูกจงฮยอนที่ไม่รู้ว่าโผล่มายืนข้างๆตอนไหนคว้าไปกุมและดึงกึ่งลากให้เธอเดินตามไปโดยไม่อธิบายอะไรซักคำ

                “อะไรของนายเนี่ยฉัน.......”

ยุนอาตั้งท่าจะโวยวายใส่อีกฝ่ายแต่คำพูดทั้งหมดก็ได้แค่ค้างอยู่ในลำคอเมื่อพบว่าที่ๆจงฮยอนพามาคือสวนหย่อมเล็กๆหลังโบสถ์ที่รายล้อมไปด้วยกุหลาบหลากสีดอกโตที่กำลังบานสะพรั่งเต็มสวนในหน้าหนาว  ให้ความรู้สึกราวกับหลุดเขาไปอยู่ในเทพนิยายซักเรื่อง  จงฮยอนเดินจูงมือพาเธอไปหยุดหน้าพุ่มกุหลาบต้นหนึ่งก่อนจะก้มลงไปเก็บดอกกุหลาบและยื่นมันมาให้เธอ

                “เด็ดดอกไม้ในโบสถ์ไม่บาปเหรอ”

                “ถือไว้เงียบๆเถอะหน่า”

จงฮยอนพูดก่อนจะพาเธอเดินไปที่กุหลาบอีกหลายพุ่มและทำแบบเดิมซ้ำอีก  ไม่นานในมือของหญิงสาวก็มีกุหลาบอยู่มากจนแทบถือไม่ไหว

                “สรุปว่าที่ลากฉันออกมานี่ก็เพื่อให้ช่วยถือดอกไม้ให้นายใช่มั้ยเนี่ย”

ยุนอาถามเสียงขึ้นจมูกอย่างชักจะเริ่มมีน้ำโห

                “ก็เธออยากได้ดอกไม้ไม่ใช่เหรอ  เห็นเข้าไปแย่งกับคนอื่นตั้งนาน  ฉันเลยหาดอกไม้ให้นี่ไง”

จงฮยอนพูดพลางชี้ช่อกุลหลาบหลากสีในมือของหญิงสาว

                “มันเหมือนกันซะที่ไหนเล่า!

                “ถึงจะไม่ทำให้ได้เป็นเจ้าสาวคนต่อไปแต่เขาว่ากันว่าดอกไม้ที่เก็บจากโบสถ์จะทำให้ได้คืนดีกับคนรักนะ”

                “เขาไหนไม่เห็นจะเคยได้ยินเลย”

                “ก็เค้านี่ไงตัวเอง!

จงฮยอนแกล้งพูดเสียงสูงอย่างแต๋วแตกพลางชี้มาที่ตัวเอง  เรียกเสียงหัวเราะจากเจ้าของร่างบางตรงหน้า  ชายหนุ่มจ้องมองอีกฝ่ายที่กำลังฉีกยิ้มกว้างจนแทบมองเห็นฟันครบสามสิบสองซี่ก่อนจะเผลอยิ้มตามออกมาโดยไม่รู้ตัว  ยุนอาเป็นคนสวยและยิ่งสวยมากเข้าไปใหญ่เวลาที่ยิ้ม  นานเท่าไหร่แล้วนะที่เขาไม่ได้เห็นรอยยิ้มแบบนี้ของเธอ  อาจจะเป็นตั้งแต่ตอนที่เขาตัดสินใจทำเรื่องโง่ๆกับเธอเมื่อสิบปีก่อนล่ะมั้ง  สิบปีเต็มที่ไม่ได้เห็นรอยยิ้มของผู้หญิงคนนี้  หรืออาจจะเห็นแต่ยิ้มนั่นก็ไม่เคยเป็นของเขา........

 

.........คนเราไม่สามารถย้อนเวลากลับไปแก้ไขสิ่งที่ผิดพลาดในอดีตได้เหมือนโนบิตะที่มีเพื่อนเป็นโดเรม่อน(ทามแมชชีน)  แต่เราสามารถสร้างอนาคตที่ดีได้ด้วยการเริ่มจากปัจจุบัน  และมันคงจะดูโง่หนักกว่าเก่าถ้าเขาไม่ทำสิ่งที่ควรทำมาตั้งนานเสียที....

 

                “กลับมาเป็นเหมือนเดิมได้มั้ย”

 

ยุนอาละสายตาจากช่อกุหลาบในมือและเงยหน้าขึ้นมองคนตัวสูงกว่า  ดวงตากลมโตเบิกกว้างพร้อมกับอัตตราการเต้นของหัวใจที่ค่อยๆถีบตัวสูงขึ้นทีละนิด

                “ฉันรู้ว่ามันสายไปที่จะพูดว่าขอโทษ  ฉันเสียใจที่พูดจาร้ายกาจกับเธอแบบนั้น  ฉันจะไม่แก้ตัวหรอก  แต่รู้อะไรมั้ยว่าทุกอย่างที่พูดกับเธอวันนั้นมันเป็นเรื่องโกหก ตลอดเวลาที่เราคบกันไม่เคยมีซักวันที่ฉันเบื่อเธอ”

                “....”

                “และตลอดสิบปีที่ผ่านมาก็ไม่เคยมีซักวันที่ฉันลืมเธอได้จริงๆ”

                “เขาว่ากันว่าการกลับไปคบกับคนเก่าก็เหมือนกลับไปอ่านหนังสือเล่มเดิมนะ  ไม่ว่าอ่านกี่ครั้งสุดท้ายตอนจบมันก็เหมือนเดิมอยู่ดี”

                “ก็ช่างหัวมันสิ  คนอื่นว่าไงใครจะสน สุดท้ายคนที่เขียนตอนจบมันคือเธอกับฉันต่างหาก”

รอยยิ้มค่อยๆผุดขึ้นบนริมฝีปากบางของหญิงสาวและค่อยๆยิ้มกว้างมากขึ้นเรื่อยๆโดยไม่รู้ตัว  ภายนอกดูแสนดี  อ่อนโยน   แต่ความจริงแล้วกลับทั้งหัวแข็ง และดื้ออย่างร้ายกาจ  นี่แหละลีจงฮยอนตัวจริง.....

ยุนอายื่นมือเรียวไปตรงหน้าชายหนุ่มก่อนจะตีหน้าเคร่งและพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง

                “ห้ามมองผู้หญิงคนอื่น  ห้ามทำให้ฉันเสียใจ  และที่สำคัญห้ามทิ้งฉันไปอีกเด็ดขาด”

จงฮยอนเอื้อมมือไปจับกับอีกฝ่ายและเขย่ามันเบาๆราวกับกำลังตกลงธุรกิจสำคัญ

                “ตกลง”

 







 

.........สวัสดีบันทึกของผม

                ไม่ต้องแปลกใจถ้าลายมือในบันทึกหน้านี้แย่กว่าปกติ เพราะการเขียนบันทึกโดยมีผู้หญิงขี้เซาซบอยู่บนไหล่มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยซักนิด  ลมหนาวในช่วงปลายเดือนธันวาคมหอบเอากลิ่นหอมหวานขององุ่นในไร่ที่เริ่มสุกคาต้นลอยมาแตะจมูกบอกให้รู้ว่าใกล้ถึงเวลาเก็บเกี่ยวองุ่นพวกนี้แล้ว  อ่อ!  ลืมบอกไปว่าในขณะที่กำลังเขียนบันทึกหน้านี้ผมกำลังนั่งอยู่บนรถม้าที่ปกติจะใช้ขนองุ่นที่เก็บเกี่ยวไปไว้ในโรงเก็บองุ่นเพื่อรอการคัดขนาดและคุณภาพ(เพราะการใช้รถยนต์จะทำให้องุ่นดูดเอาควันพิษจากท่อไอเสียซึ่งอาจทำให้องุ่นเสียรสชาติ) นั่งอยู่กลางไร่องุ่นตอนกลางคืนกับแฟนขี้เซาที่บ่นว่าอยากออกมาดูดาวแต่พอพาออกมาดูจริงๆก็เอาแต่หลับลูกเดียว......เป็นบรรยากาศที่โรแมนติกดีพิลึกแฮะ ว่ามั้ย

                ผมหันไปมองยุนอาที่กำลังหลับตาพริ้มก่อนจะปัดเส้นผมสีเข้มออกจากใบหน้าสวยและใช้กิ๊ฟเสียบผมรูปดอกกุหลาบสีขาวดอกเล็กๆที่ผมแอบซื้อมาหลังจากได้ยินว่าเธอชอบตั้งแต่วันที่เราไปลองชุดแต่งงานแทนจุนฮีกับจองชินวันนั้น  แต่ยังไม่มีโอกาศได้ให้เธอติดลงบนกลุ่มผมสีเข้มเพื่อป้องกันไม่ใช่มันร่วงลงมาทำให้คนขี้เซารำคาญ........ทั้งหมดนี่มันเหมือนกับที่ผมเคยจินตนาการเอาไว้มาตลอดสิบปีเป๊ะ  ผมกับเธอเราได้ปรับความเข้าใจกัน  กลับมาคบกัน  นั่งดูดาวด้วยกัน  ได้ใช้ช่วงเวลาดีๆด้วยกันเหมือนกับคู่รักคู่อื่นๆ จะพูดว่ายังไงดีล่ะ  คงต้องบอกว่าผมโชคดีล่ะมั้ง  โชคดีที่น้องชายกับน้องสาวของเรากำลังจะแต่งงานกัน  และโชคดีที่เราต่างไม่มีใครลืมกันได้ทั้งคู่  เลยทำให้เรื่องราวที่เหมือนจะจบแบบดราม่าน้ำตาเล็ดไปตั้งแต่เมื่อสิบปีก่อนได้กลับมาสานต่ออีกครั้ง  ไม่ว่าในอดีตเราเคยผิดใจกันเพราะอะไรผมไม่สนใจหรอก และคิดว่ายุนอาก็คงคิดแบบเดียวกัน เพราะสิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่การยึดติดอยู่กับอดีตแต่มันคือการทำปัจจุบันของเราให้เป็นเรื่องน่าจดจำต่างหาก

.................ขอบคุณนะอดีตที่ทำให้รู้ว่าปัจจุบันสำคัญแค่ไหน.............

 

 

The  end


********************

จบแล้วจ๊ะ ใครรออ่าน Got a boy ตอนใหม่อยู่อดใจรออีกนิดนะ ^^




 

ผลงานอื่นๆ ของ พันธนาการฟ้า

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

27 ความคิดเห็น

  1. #27 Memo
    วันที่ 17 พฤศจิกายน 2557 / 23:18
    Happy ending แบบน่ารักๆ

    ต่างคนต่างรอเพื่อกลับมาเจอรักที่รอคอย

    เดียร์เบริ์นนิ่ง ชอบคู่นี้มากกค่าา
    #27
    0
  2. วันที่ 16 พฤศจิกายน 2557 / 20:15
    เนื้อเรื่องน่ารักมากมาย อ่านแล้วยิ้มตามไปกับความน่ารักของพระเอก นางเอก ชอบที่เพื่อนพระเอกพูด "แฟนใหม่หาได้ไม่ยาก แต่หาได้ถูกใจเท่าคนนี้ทั้งชาติก็หาไม่ได้" อิอิ ฟิน
    #26
    0
  3. #25 Stw bo
    วันที่ 9 มีนาคม 2557 / 02:41
    เพิ่งมาเจอเรื่องเน้!!!!! สนุกมากค่าไรท์

    จงปากแข็ง กับยุนขี้น้อยใจ โอ๊ยยยยยยยน่ารักกกกก ชอบเรื่องนี้อ่าาาาา
    #25
    0
  4. #24 _O28MS
    วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2557 / 10:37
    น่ารักกกกกกก > <
    #24
    0
  5. #23 BELLY<3
    วันที่ 1 มกราคม 2557 / 11:51
    สนุกมากค่ะ จงยุนน่าร๊ากก
    สุดท้ายก็กลับมาเป็นเหมือนเดิมจนได้ อรั้ย
    #23
    0
  6. วันที่ 21 ธันวาคม 2556 / 21:50
    HAPPY ENDIND"""
    #22
    0
  7. #21 fang
    วันที่ 21 ธันวาคม 2556 / 09:56
    สนุกมากๆคะ
    #21
    0
  8. #20 hams_joon
    วันที่ 20 ธันวาคม 2556 / 11:44
    สุดท้ายจงก็แพ้ใจตัวเองนิ 55555 รักเค้าก็บอกว่ารักอย่าไปปากแข็งไล่เค้าไปอีกหละ
    #20
    0
  9. #19 only
    วันที่ 19 ธันวาคม 2556 / 15:33
    น่ารักมากๆเลยจงยุน
    #19
    0
  10. #18 Kaizii
    วันที่ 19 ธันวาคม 2556 / 08:16
    อร๊ายยยหวานแหววอ่ะอ่านไปยิ้มไปกะความรักของจงยุน มีครบทุกรสทั้งฮาทั้งดราม่า(นิดหนอ่ย)ทั้งหวานแหววแต่ในความหวานแววก็มีความฮาความน่ารักของจงยุนแฝงอยู่เสมอ ขอบคุณไรเตอร์นะคะที่เขียน short fic เรื่องนี้มาให้อ่านแบบว่าชอบจงยุนมากกกกก รออ่าน Got A Boy นะคะ
    #18
    0
  11. วันที่ 18 ธันวาคม 2556 / 16:29
    อ๊ายยยยชอบ><'น่ารักกอ่ะ
    ชอบคำพูดเพื่อนของจง
    ติดตามค่ะสู้ๆ
    #17
    0
  12. #16 Mooninthesky
    วันที่ 18 ธันวาคม 2556 / 04:29
    ชอบประโยคปิอดเรื่องจังเลย

    "ขอบคุณนะอดีตที่ทำให้รู้ว่าปัจจุบันสำคัญแค่ไหน"

    คมฝุดๆๆ
    #16
    0
  13. วันที่ 18 ธันวาคม 2556 / 02:39
    จบได้น่ารักฝุดๆค่ะ
    #15
    0
  14. #14 Nu Joy
    วันที่ 18 ธันวาคม 2556 / 00:55
    จะว่าอาก็ฮานะ ฮาตรงที่พี่สาวน้องชายเค้าคุยกัน เหมือนจะรักกันดี  แอบตกใจตอนที่ยุนล้มแล้วมือที่จับกับจงไว้หลุด กลัวยุนโดนลูกหลง แต่แล้วพระเอกก็ของเราก็ตามมาช่วยได้ทัน แล้วยังมีโมเมนท์ดีๆ หวานอีกด้วย

    สุดท้ายแล้วทั้งคู่ก็ได้กลับมาคืนดีกัน อยู่ด้วยกัน ต้องขอบคุณจุนฮีกับจองชินนะนี่ ที่ให้ทั้งคู่มาลองชุดแต่งงานแทน หรือว่าจะเป็นแผนของทั้งคู่ อันนี้ก็ไม่รู้สินะ 555
    happy ending 

    ปล.รอ got a boy นะค่ะ
    #14
    0
  15. วันที่ 17 ธันวาคม 2556 / 22:43
    ทำไมพาร์ทหลังมันฮาปนโรแมนซ์ขนาดนี้เนี้ยยยย ><
    คือจิกกัดกันไม่พอ ยังหวาน หัวดื้อ ตลก ครบรสมากเลย555555555
    ขอบคุณผู้สนับสนุนอย่างเป็นทางการ
    บรรยากาศ จองชิน จุนฮี แกงค์เด็กสิ้นคิดที่ตีกัน -________- องุ่น กิ๊ฟ ต็อกโบกกี ทุกอย่าง 5555555
    ตอนจบหวานมากกกก ชอบๆๆๆ ><
    ว่างๆแต่งอีกน้าาา เค้าจะรอ 555555555555
    #13
    0
  16. #12 หวานได้อีก^^
    วันที่ 17 ธันวาคม 2556 / 21:03
    ว้าววว หวานหน่อยเรื่องนี้ แต่เรื่องหลักยังแง่งๆกันอยู่เลย มาหวานอันนี้ก็ได้เนอะ ^^ น่ารักพอฟัดพอเหวี่ยงไม่หวานหยดแต่จริงใจดี ชอบๆๆๆ ขอบคุณที่จัดมาให้อ่านนะคะ แล้วก็รอเรื่องหลักน้าาา กำลังสนุกเลยจ้าาา
    #12
    0
  17. #11 Tooktaja
    วันที่ 16 ธันวาคม 2556 / 20:33
    เค้าว่าจงตั้งใจให้ยุนไปเรียนใช่มั๊ยหล่ะ สงสารจงอ่ะ
    #11
    0
  18. #10 MyKris.YA
    วันที่ 16 ธันวาคม 2556 / 13:11
    เลิกกันแปลกๆ เหมือนความจริงจงก็ไม่ได้อยากเลิก? มั้ง? 5555555555
    สู้ๆนะแกรรจงงี่
    #10
    0
  19. วันที่ 15 ธันวาคม 2556 / 23:27
    โหยยยยย 
    จงยุน เจอกันใหม่ ก็ตบหน้าดังเพี๊ยะ !!!!
    จองชินนี่ก็เหลือเกินนะ -__________- ใจคอนี่จะไม่รับพี่ตัวเอง แถมใช้อีก 55555555555
    เค้าว่าจงไม่ได้ตั้งใจหรอกกก อาจจะอยากให้ยุนไปเจออนาคตที่ดีก็ได้ ยุนฟังจงหน่อยน้าาา
    แต่ก็เข้าใจยุนหว่ะ จงก็พูดซะเย็นชาขนาดนั้น........ สงสารยุนจังเลยย T^T
    เรื่องกะลังดำเนินเข้มข้นเลยยย
    รอค่าาาาาาาาาาาาา 
    #9
    0
  20. #8 Kaizii
    วันที่ 15 ธันวาคม 2556 / 22:08
    เฮ้ยจงยุนเจอกันก็ตบกันศะแระ พี่จงคงมีเหตุผลที่บอกเลิกยุนอ่ะคงเพราะอยากให้ยุนมีอนาคตที่ดีได้เจอสิ่งที่ดีดี สงสารทั้งพี่จงและยุน รออ่านที่เหลือนะคะไรเตอร์
    #8
    0
  21. วันที่ 15 ธันวาคม 2556 / 21:48
    เจิกันปุ๊ปมีเรื่องปั๊ปเลยแล้วที่เหลือจะเป็นยังไงเนี่ย555
    #7
    0
  22. #6 Jakpu
    วันที่ 15 ธันวาคม 2556 / 21:29
    น่าสงสารจงฮยอนจัง 
    แต่ก็สงสารยุนอามากกว่า
     
    #6
    0
  23. วันที่ 15 ธันวาคม 2556 / 21:23
    จงยุน
    ชอบคู่นี้มากๆ
    ยุนมาเเนวคนเคยมีแผลใจ และจงคนที่เคยทำร้ายกลับได้มาเจอกันอีก
    รอติดตามนะคะ
    #5
    0
  24. วันที่ 15 ธันวาคม 2556 / 21:00
    อ๊ายยยยยยชอบคู่นี่
    น่ารักก><
    ติดตาามมค่ะ สู้ๆๆ :))
    #4
    0
  25. วันที่ 15 ธันวาคม 2556 / 20:24
    ที่จงฮยอนบอกเลิก เพราะอยากให้ยุนอามีอนาคตที่ดีใช่ไหม
    #3
    0