BNHA/MHA fic. || Villainous Avenue :: OC ::

ตอนที่ 9 : || 8 : พ ล า ด พ ลั้ ง ค รั้ ง ยิ่ ง ใ ห ญ่

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 83
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 17 ครั้ง
    15 ส.ค. 63

“เอาล่ะมาเทนโร่คุง ตอนนี้ฉันมีข่าวดีแบบสุดๆ ที่เป็นประโยชน์กับนายอย่างมากมาให้ฟังด้วย” เสียงของประธานเดทเนอแรทดังขึ้นจากอีกฟากของสายโทรศัพท์ 

เจ้าของเรือนผมสีเงินฟูฟ่องนั้นทำทีตอบรับแบบไม่สนใจเท่าไหร่ เรียกเสียงหัวเราะจากอีกคนได้เป็นอย่างดี

ริคิยะโทรมาหามาเทนโร่ระหว่างเดินตรวจตราแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย เขาก็ต้องรักษาภาพลักษณ์เท่าที่จะทำได้น่ะสิ จะให้ใครรู้ไม่ได้เด็ดขาดว่าเขากำลังติดต่อกับใคร ด้วยบทสนทนาแบบไหน ไม่แน่ว่าหนึ่งในผู้คนที่เดินขวักไขว่กันไปมานี่ก็อาจจะมีปาปารัซซี่ตัวฉกาจแฝงอยู่

“ฉันไม่ได้โกหกนา! มันเป็นเรื่องที่ดีสำหรับตัวเธอแบบสุดๆ ไปเลย!”

“จะอะไรก็ช่างเถอะ รีบพูดมาครับ อย่าต่อความยาวสาวความยืดเลย” เขาเอามือเกาหลังศีรษะพลางที่สายตาจับจ้องไปทั่วท้องถนน เขาไม่ได้มาประจำการที่นี่หรอก แต่ก็แค่เดินมา เผื่อเจออะไรน่าสนใจมันก็เท่านั้น

“ฉันเพิ่งได้ข่าวจากสายในเมืองมาว่า เคนมะกำลังเดินเล่นอยู่ล่ะ”

เจ้าของอัตลักษณ์หมาป่าสีเงินชะงักไปทันที ความสนใจถูกเอาไปรวมอยู่ที่เสียงปลายสาย แม้จะมีผู้คนคอยโบกมือให้เขาเป็นระยะ ก็ยังไม่อาจจะดึงความสนใจของฮีโร่อันดับยี่สิบไปได้แม้สักนิด มาเทนโร่รีบกระโดดขึ้นไปบนยอดตึกขนาดเตี้ยแถวนั้นทันที มองซ้ายมองขวาอย่างหวาดระแวง ก่อนที่จะพูดคุยต่อ

“อะไรนะครับ ในเมือง? เมืองไหน?”

“ก็เมืองที่เธอกำลังเดินตรวจตราอยู่นั่นล่ะ อยู่ใกล้กันมากจนฉันคิดว่ามันเป็นพรหมลิขิตเลย”

มาเทนโร่แยกเขี้ยวออกมา ไม่อยากจะเชื่อว่าคนที่เขากำลังต้องการจะจัดการให้จบๆ ไปในฐานะเสี้ยนหนามกลับอยู่ใกล้อย่างคิดไม่ถึง?! “อย่ามาล้อเล่นน่า… ยัยนั่นไม่เกรงกลัวฮีโร่หรือพลเมืองตาดีๆ เลยรึไง?! โง่เป็นบ้า! ถึงจะใกล้มืดแล้วก็เถอะ แต่อีแบบนี้มัน…”

“ฉันคิดว่านั่นอาจจะเป็นเพราะเธอมั่นใจว่าตัวเองจะไม่โดนจับไง” ริคิยะกล่าวด้วยอารมณ์สุนทรีย์ “อาจจะเป็นความบ้าดีเดือดของเจ้าตัวด้วยแหละนะ ไม่กลัวก็เลยไม่คิดจะปิดบัง คิดจะทำตามใจตัวเองแบบถึงที่สุด ดูเป็นคนเงียบๆ หงิมๆ ก็จริงแต่ก็แอบทำตัวต่อต้านเก่งไม่เบา”

“อ่า… จะอะไรก็ช่าง ขอพิกัดหน่อย”

เสียงหัวเราะดังขึ้นจากคนเป็นซีอีโอ “ได้สิ รีบตัดไฟตั้งแต่ต้นลมแบบนั้นแหละดี ถึงคิวเรียสจะไม่ได้สัมภาษณ์เธอก็เถอะ แต่ในภายภาคหน้าเด็กคนนั้นอาจจะเป็นอันตรายต่อฉันแล้วก็เธออย่างมากทีเดียว”

“ไม่ต้องบอกก็รู้น่าครับ…”

และริคิยะก็วางสายไป ก่อนที่เมสเสจผ่านโทรศัพท์จะเด้งขึ้นมา แสดงพิกัดตัวแดงหราขึ้นบนหน้าจอ เมื่อเห็นดังนั้น มาเทนโร่ผู้ที่มีแต่ใบหน้าหงุดหงิดกลับแสยะยิ้มขึ้นมาอย่างน่าสยดสยอง

เขารู้ดี คนที่เกี่ยวข้องกับฮาร์ดชีลด์มันก็เป็นปัญหาของเขาทั้งนั้น และตอนนี้ อิชิฮารุ เคนมะก็ได้กำลังเติบโตเป็นอุปสรรคชิ้นใหญ่ชิ้นโตของเขาอย่างต่อเนื่อง หากมาเทนโร่ขย้ำเธอให้นิ่งสนิทเอาซะตอนนี้มันก็คงเป็นตัวเลือกที่ไม่เลว จะให้ใครเข้ามาขัดขวางความรุ่งโรจน์ในฐานะฮีโร่ชื่อดังไม่ได้ จะให้ทุกอย่างที่สั่งสมมาต้องเสียไปเพราะเด็กผู้หญิงบ้าๆ คนนึงไม่ได้!

มาเทนโร่สาวเท้าไปยังตรอกแห่งหนึ่งด้วยจังหวะที่คงที่ เมินเสียงกรี๊ดเสียงเชียร์ของเหล่าแฟนคลับเหมือนที่เคยทำไม่ว่าครั้งไหน มุ่งหน้าเข้าหาสิ่งที่เขาปรารถนาจะทำลายพร้อมกับหัวใจที่เต้นระรัว

อา ความรู้สึกนี้ เหมือนกับตอนที่กำลังจะลงมือกับลาสท์เซอร์ไพรส์ไม่มีผิด

ความสุขและความตื่นเต้นที่กำลังจะได้เหยียบย่ำคนที่ไม่เคยเห็นค่าเขาและค่านิยมของเขา มันเอ่อล้นจนเกินกว่าจะอธิบายได้ด้วยคำว่าเปรมปรีดิ์อย่างสุดซึ้ง

ลาสท์เซอร์ไพรส์… พูดถึงแล้วก็เสียดายจริงๆ เขานับถือเธอในฐานะฮีโร่ผู้ยอมอุทิศตนให้คนอื่น แต่ก็ไม่ได้ได้ถือคุณค่าไปในทางเดียวกับเขาเลย ซ้ำร้ายยังดูถูกและต่อต้าน ชี้หน้าเขาเหมือนคนผิด ไม่ต่างอะไรจากสามีของเธอเลย ทั้งที่เขานึกว่าเป็นเพื่อนกันแท้ๆ นะ…

สุดท้ายก็ต้องขย้ำทิ้งให้พ้นทาง

คนแบบนั้นเก็บเอาไว้ก็เป็นได้แค่เสี้ยนหนามขัดขวางความรุ่งโรจน์และสิ่งที่เขายึดถือไว้สุดหัวใจเท่านั้น

ลูกของพวกเขา แม้จะพูดไม่ได้เต็มปากว่ากำลังขัดขวางหรือไม่เห็นด้วยกับแนวคิดของตน แต่ในเมื่อเคนมะได้มองมาเทนโร่ด้วยสายตาเคียดแค้นปานจะกินเลือดกินเนื้อแบบนั้นไปแล้ว เขาก็ไม่มีเหตุผลที่จะเชื่อว่าเธอไม่เป็นอันตราย เคนมะต้องรับรู้ทุกอย่างแน่นอน และเขาจะไม่ให้คนแบบเด็กเหลือขอนี่มีชีวิตรอดจากคมเขี้ยวของเขาไปแม้แต่คนเดียว

ขาของฮีโร่อันดับที่ยี่สิบมาหยุดตรงตรอก

และก็ได้เห็นว่ามีใครยืนอยู่

 

 

 

 

 

 

 

สองนาทีก่อนหน้านี้

หญิงสาวเรือนผมสีแดงเข้มตื่นตระหนก สีหน้าของเธอดูนิ่งเรียบ แต่สายตาของเธอกำลังสั่นระริก

“เดี๋ยว คนที่ช่วยฉันไว้ คุณคือ…” เธอมองเข้าไปในดวงตาสีชมพูสดของเคนมะ ประโยคเมื่อครู่สาวเจ้าไม่ได้กำลังพูดกับเธอหรือชายในโค้ทสีขาวข้างๆ เหมือนกำลังพูดกับตัวเองเพื่อให้รู้สึกเครียดน้อยลง หรือไม่ก็เพื่อที่จะทำลายบรรยากาศที่เงียบงันเหมือนป่าช้านี้ลง แต่ก็ไม่มีใครพูดอะไรออกมาสักคนเดียว

เคนมะเอื้อมมือไปทางด้านหลังของเธอด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยปณิธานแรงกล้า จับจ้องไปยังชายสวมเสื้อโค้ทด้วยความอาฆาต เธอจำเขาได้ดี เขาคือโครนอสเตซิส หนึ่งในคนที่มีเอี่ยวในการตายของทูมบ์

เธอยังจำได้ไม่มีลืม ความรู้สึกที่อัดแน่นไปด้วยความเคียดแค้นนี้นั้นรอวันปะทุมานานแล้ว เธอจะต้องลงมือให้รวดเร็วที่สุด จากนั้นก็หนีไป เธอจะต้องฆ่าเขา! เธอต้องฆ่าเขา!

หญิงสาวเรือนผมสีแดงเข้มยังคงไม่แน่ใจว่าตัวเองต้องทำอะไร เธอมองชายข้างกายสลับกับหญิงสาวปริศนา

“คุณฮาริคะ…” เธอกล่าวเสียงหวั่นๆ

“กลับไปก่อนเถอะครับ ผมจัดการเองได้”

“แต่ว่า…”

“เอาเถอะน่า”

เธอถูกแขนของเขาดันไปทางด้านหลัง แม้จะไม่ค่อยอยากทิ้งชายหนุ่มเอาไว้ แต่เธอในตอนนี้คงทำอะไรไม่ได้มาก จึงต้องทำแค่ทำตามคำสั่งของบุคคลที่เธอเรียกว่าฮาริเท่านั้น เธอเดินหายเข้าไปในความมืดและปล่อยให้ชายหนุ่มเผชิญหน้ากับหญิงสาวปริศนาแต่เพียงผู้เดียว ชายคนนั้นเงียบไปสักพักก่อนที่จะถอนหายใจออกมา

“…แล้ว?…”

คำพูดที่เขาพ่นออกมาจากปากทำให้เธอเลิกคิ้วขึ้นสูง “แล้ว? แล้วอะไร?”

เขาทอดถอนใจอีกครั้ง “ฉันจำเธอได้ แล้วก็คิดว่าเธอคงจะจำฉันได้แม่นยำไม่แพ้กันแน่ๆ” เขากล่าวอย่างไม่ยี่หระ น้ำเสียงยังคงความราบเรียบไร้อารมณ์เอาไว้ได้เหมือนสมัยก่อนไม่มีผิด นั่นทำเอาเคนมะรู้สึกเดือดดาลอย่างไม่อาจควบคุม เขารู้สึกอะไรหรือเปล่า? เขามีความคิดที่อยากจะไถ่โทษมั้งไหม? คงไม่ “เธอมาที่นี่จะทำอะไรล่ะ? ล้างแค้น?”

หญิงสาวกัดปาก “จะเป็นอะไรไปได้อีกล่ะ นายก็จำฉันได้นี่ จริงไหม?” เธอพูดเสียงสั่นระริก คิ้วขมวดแน่นเป็นปม

เธอจำได้

เขาจำได้

ทูมบ์เองก็คงจะจำได้

วันนั้นเป็นวันที่ฟ้าครึ้มพอควร แม้จะใกล้ตกเย็นแล้วก็ยังไม่เห็นแสงอาทิตย์ลอดผ่านเมฆอย่างชัดเจน ทุกอย่างเป็นสีเทาหม่นจนทำให้ระคนกระวนกระวายใจว่าจะเกิดเรื่องไม่ดีขึ้น ทูมบ์และเธอเข้าไปปล้นร้านสะดวกซื้อร้านหนึ่งและได้ทำการขี่มอเตอร์ไซค์หลบหนีอย่างรวดเร็วก่อนที่ตำรวจหรือฮีโร่จะมายังสถานที่เกิดเหตุ

มันคงเป็นแค่ข้ออ้างถ้าจะให้พูดแบบนี้ แต่ทูมบ์ทำให้เธอรู้สึกผิดบาปน้อยลงกับการทำอาชญากรรม ทำให้เธอเลิกสั่นกลัวเวลาฆ่าคน เขาทำให้เธอรู้สึกยอมรับได้ว่าเมื่อเลือกเดินทางนี้แล้ว การหันหลังกลับก็เป็นเรื่องที่ยากกว่าคำว่าเป็นไม่ได้ เขาทำให้เธอเคยชินกับชีวิตของอาชญากร ทำให้เธอสามารถอยู่ร่วมกับมือที่เปื้อนเลือดคู่นี้ เขาทำให้เธอรู้ว่าหากจะเดินทางนี้แล้ว ก็ต้องไม่ไปรู้สึกผิดกับมัน

เขากับเธอมีมุมมองที่ต่างกันอยู่โข แต่ก็เป็นคนที่สบายใจเวลาจะอยู่ด้วย ท่ามกลางชีวิตที่ต้องทำเรื่องเลวร้ายเพื่อมีชีวิตรอดและดิ้นรนหลบหนีในทุกๆ วัน มีแค่เขาเท่านั้นที่ทำให้เธอรู้สึกว่าชีวิตของวิลเลินมันก็ไม่ได้เลวร้าย เป็นความสุขหนึ่งเดียวที่ลอยเท้งท่ามกลางความรู้สึกผิดและกลิ่นคาวคลุ้งของเลือด

ทูมบ์ไม่ค่อยเล่าเรื่องราวตัวเองให้เธอฟัง ทั้งที่ดูเป็นพวกพูดมาก แต่กระนั้นเธอก็เชื่อใจเขาอยู่ดี

ทูมบ์เคยบอกว่าเพราะพวกเราเป็นอาชญากร เหตุผลอะไร ต่อให้ฟังดูดีแค่ไหน สำหรับตำรวจ ฮีโร่ ประชาชนที่ล้วนมองทุกสิ่งอย่างเป็นสีขาวดำมันจึงฟังไม่ขึ้นอีกต่อไปแล้ว ชีวิตที่เขาและเธอเป็นอยู่กันตอนนี้คือมีแต่ตายไม่ก็ถูกโยนเข้าตาราง ทำไมไม่ลองไปให้สุดแล้วไม่หันหลังกลับมาเสียเลยล่ะ? ยังไงอนาคตก็ไม่สวยอยู่แล้ว

วันนั้นเคนมะเถียงเขากลับไปบ้างว่าสองทางนั้นมันก็แค่สำหรับวิลเลินไร้เป้าหมาย ในส่วนของเธอแล้วคงไม่ต้องการแค่เรื่องเล็กน้อยพรรค์นั้นแน่ จะต้องทำอะไรสักอย่างที่ไม่ใช่แค่ถูกจับแล้วก็จบ ต้องเป็นมากกว่านั้น อยากให้ทุกคนเห็นว่าเพราะอะไรคนๆ หนึ่งถึงกลายเป็นอาชญากร อยากจะกระเพื่อมสังคม จะทำให้การจบไม่สวยเป็นชนวนอะไรสักอย่างให้ได้

แต่ทูมบ์ก็หัวเราะ บอกว่านั่นมันงานของพวกนักจิตวิทยา พวกเราเป็นวิลเลินไปแล้ว ไม่มีใครเห็นราคาหรอก สำหรับทุกคน พวกเราคือพวกบ้าคลั่งแหกกฏหมาย ไม่ได้มีค่าอะไรไปมากกว่านั้นเลย

วินาทีนั้นเด็กสาวก็พอเข้าใจว่าเพราะอะไรทูมบ์จึงคิดเช่นนั้น เขาคงจะนึกเจ็บปวดอยู่ลึกๆ ถึงได้เลือกเดินมาทางนี้เป็นแน่ ในใจคงอยากจะเปลี่ยนแปลงสังคม แต่ก็ไม่ได้มีพาวเวอร์อะไรพอจะผลักดันตัวเองเลย ถึงจะไม่รู้ว่ามีเหตุผลอะไรเป็นพิเศษ แต่เธอมั่นใจว่าเขาไม่ได้ต้องการให้ใครมองว่าตัวเองเป็นวิลเลินหรอก แต่ที่ทำเลวเพราะคนอื่นชี้ว่าเขาเป็นคนเลวแบบนี้นั้น ไม่ใช่ว่าเพราะกำลังเจ็บปวดและถูกทำลาย self-esteem หรอกหรือ?

แต่ก็เป็นเช่นที่เขาพูดจริงๆ

ทั้งเคนมะและทูมบ์เป็นวิลเลิน พวกเขาไม่มีวันถูกสังคมเห็นใจ เพราะได้กระทำเรื่องเลวร้ายลงไปแล้วจริงๆ

ในระหว่างที่ทั้งสองกำลังขี่รถหนีไปได้สักระยะ จู่ๆถนนก็ถูกบิดรูปร่าง ถูกเปลี่ยนบางส่วนให้เป็นหนามและเข้าโจมตีทั้งคู่ ใจหนึ่งของเคนมะนึกหวั่น คิดว่าจะใช้อุปกรณ์หลบหนีและหิ้วทูมบ์ไปด้วย แต่ว่าทันใดนั้นเอง เธอก็ถูกแรงบางอย่างอัดกระเด็นจนร่วงจากรถมอเตอร์ไซค์ของตัวเอง ทำให้ร่างทั้งร่างกลิ้งหลุนไปบนพื้นถนนอย่างไม่ทันตั้งตัว

วินาทีที่เธอตั้งตัวบนพื้นได้อย่างทุลักทุเล เธอก็ถูกหมัดของใครสักคนซัดเข้าอีกรอบจนกระเด็นไปทิศที่ทูมบ์อยู่ เขามีอาการบาดเจ็บที่ขาและศีรษะจนเหมือนว่าจะขยับตัวได้ยาก คงจะถูกโจมตีพร้อมๆ กับเคนมะเมื่อกี๊อย่างแน่นอน

และทันใดนั้นเอง โครโนสเตซิสและหัวหน้าของเขา โอเวอร์ฮอลก็ปรากฏตัวขึ้นมา พวกเขามองเธอด้วยสายตาไม่สนใจและหันกลับมาที่ทูมบ์ นัยน์ตาสีเหลืองทองของชายคนนั้นหลุบต่ำ มองกดทูมบ์ลงมาจากด้านบน ชายคนนั้นแสดงสีหน้ารำคาญใจและขยะแขยงออกมาอย่างไม่ปิดบัง ราวกับว่าทูมบ์เป็นเศษขยะ พลางที่ค่อยๆ ปลดถุงมือออก 

เคนมะที่เห็นดังนั้นก็ตื่นตัวเต็มที่ เธอพุ่งเข้าไปเพื่ออุ้มทูมบ์และกะจะหลบหนี แต่ว่าเธอช้าไปแค่นิดเดียวเท่านั้น โครนอสเตซิสควักปืนออกมาและเล็งไปที่หัวของเธอ สาวเจ้าใช้อัตลักษณ์ของตนเพื่อป้องกันไม่ให้สมองถูกเป่ากระจุย แต่นั่นก็ยังคงทำให้เธอได้รับแรงจากกระสุนลูกนั้นอยู่ดี หน้ากากแตกกระจายออก ร่างของเธอหงายจนหลังกระแทกลงบนพื้นคอนกรีต แรงนั้นทำให้สะเทือนไปทั้งร่างจนเหมือนอากาศในปอดถูกกระทุ้งออกมาจนหมด

หญิงสาวลุกขึ้นแม้หัวจะอื้ออึง หวังจะพารุ่นพี่ของตนหลบหนีต่อ แต่ทันใดนั้นเอง ร่างของทูมบ์ก็ถูกเป่าให้กระจุยจนแตกเป็นเสี่ยงๆ

เธอเบิกตากว้าง พลันที่เศษเนื้อหนังและเลือดได้กระเซ็นเข้าที่ใบหน้าและเรือนผม หยาดน้ำสีชาดได้กระจายชโลมไปบนพื้นคอนกรีตและตัวของเคนมะ มันเกิดขึ้นเร็วมากจนเคนมะลืมหายใจด้วยความช็อค 

เด็กสาวลูบศีรษะของตัวเองเบาๆ ก็สัมผัสได้ถึงน้ำเลือดและก้อนเนื้อเล็กๆ แทรกอยู่ตามเส้นผม เธอแทบอ้วกด้วยความรู้สึกขยะแขยง แม้จะจับผ่านถุงมือก็ยังไม่สามารถทำลายความน่าสะอิดสะเอียนลงไปได้

พวกเขาคุยกันเล็กน้อยเกี่ยวกับทูมบ์ เธอจับใจความอะไรไม่ได้มาก แต่ที่ได้เย็นเต็มสองหูคือพวกเขากล่าวหาทูมบ์ว่าเป็นคนทรยศ แถมยังกล่าวหาเธอเพิ่มว่าเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดด้วย เมื่อคุยกันจวนจะเสร็จ พวกเขาก็คิดจะเก็บเธอต่อ แต่เคนมะที่ถูกปลุกประสาทสัญชาติญาณให้ตื่นตัวสุดขีดก็หนีออกมาโดยที่ไม่มีใครตามทันทั้งสิ้น

โครโนสเตซิส…

มันคือคนที่ขวางไม่ให้เธอช่วยทูมบ์!

ไม่รู้ว่าเพราะอะไร จู่ๆ ภาพที่เลือนรางยิ่งกว่ากระจกที่ขึ้นฝ้านั้นก็กลับใสกิ๊งเหมือนถูกเช็ดอย่างทะนุถนอม เดือบทุกคำพูด เกือบทุกสัมผัส และเกือบทุกความรู้สึกได้แล่นผ่านโสตประสาทของเธออย่างสมจริง ไม่มีการกั๊กใดๆ จนเหมือนว่ามีคนมาฉายหนังต่อหน้าเธอโดยไม่หวั่นเกรงต่อความรู้สึกของเคนมะแม้แต่นิดเดียว

หรือว่านี่จะเป็นทริกเกอร์อะไรบางอย่างแบบที่คุโรกิริเคยพูดถึงกัน? อาจจะเป็นไปได้

“ช่วงนี้พวกเรายังเคลื่อนไหวอะไรไม่ได้มาก มันคงจะดีถ้าเธอปล่อยมือที่กำมีดนั่นอยู่ซะ หันหลัง แล้วเดินกลับไป ฉันจะทำเหมือนเรื่องที่เธอเจอพวกเราทั้งคู่ไม่เคยเกิดขึ้น” โครโนสเตซิสพูดเสียงแผ่ว ในความมืดนี้มีแค่เสียงของเขาเท่านั้นที่ลั่นกังวาน อินเฟมัสที่ได้ยินดังนั้นก็ส่งเสียงขึ้นจมูกและถ่มน้ำลายหยาม

“ถ้าอยากจะขอร้องก็มาก้มกราบเท้าฉันนี่… คิดว่าพูดแบบนั้นฉันจะยอมกลับไปแต่โดยดีเหรอคะ? ประสาท”

โครโนสเตซิสไหวไหล่ “ก็ไม่ แต่มันคงดีกว่าถ้าเราจะจบเรื่องนี้ไว้แค่ตรงนี้-”

“หุบปากซะทีเถอะไอ้สารเลว” เคนมะสะบัดข้อมือที่ถือมีดเล่มใหญ่และขยับให้จับถนัดมือ ดวงตาของเธอจับจ้องไปยังชายตรงหน้าด้วยความข้นแค้นอย่างไม่อาจอัดอั้น “พูดง่ายๆ เหมือนแค่ชนทูมบ์แล้วล้มเลยนะ แต่ไม่ พวกแกฆ่าเขา พวกแกฆ่ารุ่นพี่และคนสำคัญของฉันไป จะมาทำให้เรื่องมันจบง่ายๆ แบบนี้ไม่ทุเรศไปหน่อยเหรอไอ้พวกนกสวะ?!”

“ฉันหมายถึงสำหรับวันนี้น่ะนะ ดูเหมือนเธอจะไม่รู้ตัวว่ามีคนสะกดรอยตามเธออยู่”

เคนมะสะดุ้งทันที เธอรีบหันรีหันขวา มองไปยังทางออกของตรอกด้วยใบหน้าลุกลี้ลุกลน เธอหวาดระแวงจริงๆ ว่าจะมีใครมาเห็น หญิงสาวไม่ต้องการให้ใครมาย้ำเตือนว่าเธอกำลังเสี่ยงที่จะถูกจับกุมตัวหรอกนะ ถึงเธอจะตะลอนไปทั่วจริงๆ ก็ตามแต่ กระนั้น เสียงฝีเท้าที่ย่ำอยู่ภายนอกพื้นที่มืดนี้มันก็ยิ่งกดดันเธอเข้าไปใหญ่

หมอนี่อาจจะบลัฟฟ์เธออยู่ แต่เธอจะยอมเสี่ยงจริงๆ หรือ?

หลายปีมานี้ก็เคยทำมาแล้ว แต่ว่าพลเรือนข้างนอกตรอกเยอะเกินไป หากมีคนสะกดรอยตามเธอจริงก็คงยิ่งแย่

เอายังไงดี?!

“ไม่รู้ตัวจริงๆ สินะ…” เขากล่าว เคนมะได้แต่กัดฟันกรอดด้วยความไม่พอใจ “มีผลเสียกับเราทั้งคู่ จะเอายังไงล่ะ จะฆ่าฉันตอนนี้แล้วถูกจับกุมตัวแทบจะทันที หรือว่าหนีไปเงียบๆ โดยไม่ต้องมีซีนอะไรทั้งนั้น?”

เขาไม่ได้พูดจาอ้อมค้อมอะไร มันค่อนข้างชัดเจนแล้วว่าทางไหนเป็นทางเลือกที่ดีกว่า

แต่ถึงอย่างนั้น…

“ฉันขอสับแกสักแผลจะได้มั้ยล่ะ?”

“จะลองก็ลองดู คนที่กำลังตามหาตัวเธอมีเป็นร้อยเลยล่ะแถวนี้ แต่มีคนนึงกำลังมุ่งหน้ามา… ถ้าไม่ได้คิดไปเองน่ะนะ”

หญิงสาวกัดฟันกรอด สูญเสียความเยือกเย็นจนแม้กระทั่งแขนทั้งแขนที่ควรจะตั้งท่าได้อย่างมั่นคงก็สั่นไหว “เอาแต่พูดจาบลัฟฟ์กันมาตั้งแต่เมื่อกี๊แล้วนะคะ ฉันคิดว่าคงไม่ให้ค่าคำพูดพวกนั้นหรอก”

“แต่เธอเองก็เหมือนจะพูดมากผิดปกติทั้งที่ควรจะลงมือทันทีไม่ใช่หรือไง? เธอร้อนใจจะตาย ฉันพูดผิดหรือเปล่า?”

“จะร้อนใจหรือเปล่ามันก็ไม่เกี่ยวแล้ว ฉันจะฆ่าแก!-”

ปัง!

เสียงกระสุนที่ถูกลั่นไกออกไปได้ดังสนั่นไปทั่วบริเวณ

เคนมะชะงักจนร่างเซไปทางด้านหน้า เธอสัมผัสได้ หลังเสียงลั่นไกได้ดังขึ้น จู่ๆ ขาของเธอก็รู้สึกชาขึ้นมา วินาทีที่หญิงสาวก้มลงไปมองจุดที่คิดว่าถูกยิง โครโนสเตซิสก็ฉวยอากาสหนีไปทันที เลือดสีสดอุ่นๆ ไหลออกมาจากต้นขาทางด้านซ้ายของเธอพร้อมกับความด้านชา ณ บริเวณบาดแผล อะไรกัน… มีคนยิงเธอ… จากด้านหลัง?

เพราะโครโนสเตซิสแท้ๆ ทำให้เธอสูญเสียสติไปชั่วครู่ จนจิตใจสับสนวุ่นวายไปเสียหมด อัตลักษณ์เองก็ถูกทำให้ไม่แน่ใจว่าจะใช้ตอนไหนดี แล้ววินาทีที่เผลอนั่นเองก็โดนเล่นงานจากทางด้านหลัง

สกปรก… สกปรกที่สุด!

หญิงสาวกระโดดหลบไปด้านหลังถังขยะทันทีที่ได้ยินเสียงขึ้นนก ใจสั่นรุนแรงด้วยความตื่นตระหนก ในใจพัลวันคิดว่าจะหนีไปทางไหนดี เลือดก็ออก จะติดต่อกับคุโรกิริก็ต้องใช้เวลาอีก แต่ก่อนหน้านั้นเลย คนที่มันยืนอยู่ตรงนั้นมันเป็นใคร ทำไมถึงยิงเธอ?

แต่ก่อนที่จะได้ชะโงกหน้ามอง เธอก็ได้ยินเสียงช็อตแปลาบแปลบคล้ายเสียงไฟฟ้าดังขึ้นมา เมื่อได้ยินเสียงนั้นเธอก็รู้สึกใจไม่ดีขึ้นมา เหมือนกับว่ามันเป็นเสียงที่คุ้นเคย คุ้นเคยเป็นอย่างมาก 

ทำไมกันนะ ทำไมกัน?

รู้สึกเหมือนตัวเองทำพลาดซ้ำซ้อนไม่หยุดเลยแฮะ อะไรกันเนี่ย

เสียงหัวเราะของใครสักคนดังขึ้น เป็นเสียงที่แสดงความเยาะเย้ยออกมาอย่างเต็มเปี่ยม เด็กสาวกลืนน้ำลายลงคอ ขนทุกอณูบนผิวหนังลุกชูชันด้วยความรู้สึกขนสยองพองเกล้า แต่กระนั้นในอกกลับรู้สึกอัดแน่นด้วยความรู้สึกบางอย่างที่หนักอึ้งและทรมานหัวใจ เหมือนกับว่ามีใครสักคนกำลังบีบคอเธออยู่ ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นทั้งคนที่เธออยากเจอและไม่อยากเจอที่สุดในเวลาเดียวกันก็ได้

อิชิฮารุ เคนมะ

“!!!!”

ทันทีที่ได้ยินเสียงพูดนั้น ร่างทั้งร่างของเคนมะก็ชาไปจนหมด

ความโกรธขึ้ก่อนหน้าที่งยังคั่งค้างอยู่ยังไม่ได้รับการชำระให้เรียบร้อย ทำให้บัดนี้มันเริ่มกลับมาเดือดดาล และเตรียมพร้อมจะระเบิดออกมาจากภายใน เธอจำคู่แค้นคนนี้ได้อย่างแม่นยำยิ่งกว่าใครในบัญชีรายชื่อที่ต้องสะสาง ใบหน้าของชายอายุสี่สิบกว่าที่ดูหงุดหงิดเบื่อโลกและพร้อมที่จะทำเรื่องชั่วช้าอย่างไม่ยำเกรงกฏหมาย มันก็คือคนที่ทำลายชีวิตเธอยับเยินไม่เหลือชิ้นดี ไอ้หมาป่าสกปรกในคราบฮีโร่ที่สมควรมีจุดจบของชีวิตที่คูน้ำเน่า

ไอ้เวรมาเทนโร่!

อา เจอสองศัตรูในวันเดียว นี่มันเหตุวินาศสันตะโรอะไร?!

“ฉันรู้ว่าเธออยู่ตรงนั้น แต่เอาเถอะ ถึงฉันจะยิงเธอไปแล้วแต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าเธอจะเพลี่ยงพล้ำมากขึ้นนี่นะ” เขาหมุนปืนในมือเล่นสองสามรอบก่อนที่จะเก็บลงในที่เหน็บเอว “อัตลักษณ์ของเธอ มันทำฉันคลื่นเหียนจริงๆ”

หญิงสาวคิ้วกระตุกเมื่อเขาพูดถึงอัตลักษณ์ของเธอ

เขารู้อะไร?

เสียงรองเท้าหนังของมันเริ่มแทนที่ด้วยเสียงฝีเท้าสัตว์ขนาดใหญ่ พร้อมกับเสียงของไฟฟ้าที่เบาลง เคนมะกัดปากแน่น ก่อนที่จะสูดหายใจเอาอากาศเข้าปอดจนรู้สึกหนักอึ้ง แต่ก็ทำให้โล่งใจพอๆ กัน

ตอนนี้มาเทนโร่คงแปลงร่างแล้วเรียบร้อย

หญิงสาวกำมีดมาเชเต้ ก่อนที่จะจัดเครื่องเคลื่อนย้ายไว้ยังจุดเดิมที่เคยจัดเอาไว้เป็นประจำ 

ดี ถ้ามันเสนอหน้ามาให้ถึงนี่ก็คงมีแต่จะต้องฆ่าให้มันจบๆ ไปเท่านั้น คนอย่างมาเทนโร่ไม่สมควรได้รับความเมตตาไม่ว่าจะมากน้อยแค่ไหน มันคือสาเหตุหลักที่ทำให้มือของเธอและพ่อต้องแปดเปื้อนอย่างไม่มีวันหวนคืน สัตว์เดรัจฉานมิอาจได้รับความเห็นใจแม้กระทั่งจากสัตว์เดรัจฉานด้วยกันเอง เพราะงั้น เธอจะขอปิดบัญชี วันนี้ คืนนี้เลย

และเมื่อหญิงสาวจะขยับตัว เธอก็ดันนึกถึงเจตจำนงของตัวเองขึ้นมา

ถ้าหากมาเทนโร่ตายตอนนี้ มันจะคุ้มค่าหรือเปล่า? หรือว่าจะกลายเป็นการก้าวต่อไปอย่างไม่มีราคา?

ถ้าเป็นไปได้ก็ไม่อยากให้มันจบแค่หมอนี่กลายเป็นฮีโร่ผู้ทำหน้าที่อย่างมีเกียรติจนวินาทีสุดท้าย เธออยากจะทำให้เขาต้องทุกข์ทรมานยิ่งกว่าตายทั้งเป็น เอาให้สาสมกับความเลวระยำที่เคยได้ทำไว้ไม่ใช่หรือ? คนอย่างมาเทนโร่ การตายคงจะเป็นการปราณีกันเกินไป สิ่งที่จะทำให้มันต้องแดดิ้นอย่างน่าสมเพชเหมือนหมาข้างถนนที่มันเป็นนั้น คงเป็นการเปิดเผยสิ่งที่มันเคยทำลงไปให้สาธารณชนรับรู้ เอาให้มันต้องจมอยู่ในความอับอายและการตราหน้าตราบจนถึงวันที่มันถูกฝังกลบ!

เสียงหายใจรุนแรงของสัตว์ป่าดังขึ้นด้านหลังเธอและหยุดนิ่งไป

หญิงสาวเองก็นิ่งไม่ไหวติงเช่นกัน

ไม่มีใครยอมขยับทั้งสิ้น ราวกับว่าการขยับแม้แค่เพียงปลายนิ้วเดียวนั่นจะเป็นสัญญาณเตือนถึงการเริ่มต่อสู้

ฮีโร่อันดับยี่สิบ… และวิลเลินแรงค์ A ชื่อกระฉ่อน ความเสียหายคงบานปลายไม่น้อยแน่ คงจะต้องเตรียมใจถึงผลที่ตามมานิดหน่อย

กึก

เธอขยับขาให้ง่ายต่อการพุ่งตัว

โครม!!!

บางอย่างที่มีแรงกระแทกมหาศาลพุ่งโจมตีถังขยะที่เธอหลบอยู่ ในช่วงเวลาที่สัมพันธ์กันนั้นเองเคนมะก็ดีดตัวหลบออกมาจากจุดนั้นได้อย่างไม่ยากเย็นนัก ร่างของหญิงสาวบิดพลิ้วบนอากาศเหมือนกับใบไม้ที่ปลิดปลิว เธอวาดขาบนอากาศเพื่อถ่วงสมดุลให้ลงจอดบนพื้นได้อย่างไร้อาการบาดเจ็บ และเมื่อดวงตาของเธอสามารถมองเห็นเขา เคนมะก็อดที่จะตกใจไม่ได้

มาเทนโร่ที่ตอนนี้มีร่างทั้งร่างเป็นสุนัขป่าสีเงินนั้นมีขนาดความยาวราวๆ เจ็ดเมตรกว่าได้ ขนสีเงินของเราเรืองรองในความมืด สวยงามแต่ก็น่ารังเกียจเหลือเกินสำหรับเคนมะ ดวงตาของหมาป่ายักษ์นั้นจับจ้องมาที่เธอ มันเป็นสีอำพันวาวโรจน์ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าใช้มองทะลุผ่านความมืดได้ยอดเยี่ยมแค่ไหน

“แผลหล่อนเลือดไม่ไหลแล้วสินะ อย่างที่คิดจริงๆ” 

เขากล่าวก่อนที่จะกระโดดเข้ามาหาตัวเธอ เคนมะรีบดีดตัวไปทางซ้ายทันทีเพื่อหลบ จากนั้นก็ปรับวิถีและหมุนตัวพุ่งเขาหาเขาอย่างรวดเร็วเหมือนตัวคาไมทาจิ โดยเล็งไปที่หลังของเขา แต่มาเทนโร่รู้ทัน เขาเหยียบผนังตึกด้วยสองขาหน้าและถีบเธอที่กำลังหมุนอยู่ตรงช่องท้องด้วยสองขาหลัง

แต่แน่นอน หญิงสาวแค่ถูกดีดกระเด็นไปเท่านั้น เธอใช้อัตลักษณ์ได้ทันท่วงที ทำให้อวัยวะภายในหรือกระดูกไม่ได้รับความเสียหาย

ร่างทั้งร่างของเธอกลิ้งหลุนลงบนพื้นตรอก เพียงแวบเดียวเท่านั้นเธอก็ใช้สองมือยันพื้นเพื่อตั้งตัวขึ้นยืนได้ และทันทีที่สองเท้าครูดไปกับพื้น เคนมะก็ดีดตัวเข้าหามาเทนโร่ที่ปีนขึ้นไปบนตัวตึกพอดี

“ไอ้หมาทุเรศตายยาก”

หญิงสาวพุ่งเข้าหาเขาด้วยแพทเทิร์นเดิม ทำเอามาเทนโร่ส่งเสียงขึ้นจมูก

“เคลื่อนไหวโง่ๆ แบบนั้น อย่าหวังว่าจะชนะ!!!”

เขาคำรามใส่เธอพร้อมกับสะบัดหน้าเข้าหาอย่างรวดเร็ว

อา เรือนผมสีไลแลคซีดๆ นั่นช่างเหมือนกับแม่ของเธอเสียจริง ว่าแล้วมาเทนโร่ก็นึกเสียดายที่ไม่ได้คุยกับลาสท์เซอร์ไพรส์ดีๆ ไม่เช่นนั้นก็คงไม่ต้องมีจุดจบที่น่าเศร้าและน่าสมเพช แต่เอาเถอะ คนที่ไม่เห็นด้วยก็คือคนที่ไม่เห็นด้วยวันยันค่ำ คนที่มองโลกแคบๆ แบบลาสท์เซอร์ไพรส์น่ะ จะอยู่หรือตายก็ไม่มีอะไรต่างกัน ไม่มีทางทำอะไรได้หรอก จากการที่ตัดสินไปว่ากองกำลังปลดปล่อยเสรีเป็นแค่ผู้ก่อการร้ายในคืนนั้น มาเทนโร่เลยเผลอโกรธในความคิดอันโง่เขลาที่มองไม่เห็นความเป็นไปได้ของเธอจนเผลอลงมือทำร้ายไปซะได้

การต่อสู้ของอินเฟมัสช่างละม้ายคล้ายคลึงกับทั้งพ่อและแม่ ใช้อัตลักษณ์ควบคู่กับศิลปะป้องกันตัวที่ตกผลึกมานานนับปีแบบพ่อ และโจมตีสุ่มสี่สุ่มห้าแบบทื่อๆ เหมือนแม่ เป็นเด็กที่รวมคนสองคนที่เขาทำลายลงไปอย่างลงตัว เป็นอะไรที่ทั้งน่าขันและน่ารำคาญจริงๆ

เขาพยายามจะตัดสัมพันธ์กับทั้งสองคนนั้นอย่างสุดความสามารถ ไม่ใช่ว่าไม่เคยเห็นค่า แต่พอความเห็นไม่ลงรอย แตกข้างแบ่งขั้วกันไปแล้ว มันก็เป็นการง่ายเหลือเกินที่จะมองว่าอีกฝ่ายนั้นสมควรถูกฆ่า

และเขาก็จะทำลายอิชิฮารุ อิจิตาเตะอีกครั้งด้วยการสังหารลูกสาวคนเดียวที่เป็นความหวังของมันไปซะ!

เขาอ้าปากกะจะคำรามใส่เธอ

เสียงคำรามของมาเทนโร่นั้นมีการสั่นสะเทือนที่รุนแรงมหาศาลและมีระดับความดังเป็นอย่างมาก หากอยู่ในรัศมีล่ะก็จะต้องได้ระดับผลกระทบอย่างหนัก โมเลกุลทุกอณูในร่างจะต้องสั่นไหวจนแทบระเบิดออกมาแน่!

แต่ในชั่วพริบตาเดียวนั้นเอง เคนมะก็เบี่ยงตัวออกมาอย่างรวดเร็ว ทำให้เสียงคำรามที่ส่งออกมาแทบจะไม่ส่งผลต่อตัวเด็กสาว ชั่วขณะนั้นเหมือนกับว่าเวลาของโลกทั้งใบได้ถูกชะลอให้ช้าลง ดวงตาของมาเทนโร่ได้จับจ้องไปยังตัวเคนมะ ใบหน้าที่เต็มไปด้วยความพยาบาทในคราวนั้นถูกแทนที่ด้วยความเยียบเย็น

อะไรกัน เมื่อไม่ถึงนาทีก่อนยังพูดปาวๆ กับโครโนสเตซิสเลยไม่ใช่หรือว่าจะฆ่าเขา ไม่น่าจะมีสติคิดยับยั้งชั่งใจขนาดนั้นนี่นา

ทั้งๆ ที่เขานึกว่าจะใช้ประโยชน์จากความเอาอารมณ์เป็นที่ตั้งของหล่อนแท้ๆ

ฉัวะ!!!

“อ๊าก——————————!!!!”

วิสัยทัศน์ครึ่งหนึ่งของมาเทนโร่ได้หายไปพร้อมกับความเจ็บปวดที่แล่นเข้ามาโจมตีเขาอย่างหนักหน่วง ไม่เพียงกี่วินาทีเขาก็รู้ตัวว่าถูกเคนมะเฉือนตาซ้ายออกไปแล้ว!

หลายปีที่ผ่านมา เขาสามารถแก้ไขปัญหาอาชญากรได้อย่างดีเยี่ยม แต่ก็เท่าที่ฮีโร่อันดับยี่สิบคนหนึ่งจะดีได้ เขาเผชิญหน้าวิลเลินที่ร้ายกาจมากหน้าหลายตา แต่ไม่มีใครที่ทำให้เขารู้สึกพ่ายแพ้ขนาดนี้มาก่อน การโจมตีทางจิตวิทยาของเขาไม่ได้ผลกับเธอหรอกหรือนี่? เขาไม่สามารถทำให้เธอเพลี้ยงพล้ำได้หรือนี่?

แล้วความพยายามทั้งหมดที่สะสมมาของเขานั่นมันอะไร?! มันมีประโยชน์อะไร?!

ไม่ใช่ว่าไม่เคยเจอวิลเลินที่อันตรายกว่านี้ แต่เพราะเป็นอินเฟมัส… เขาจึงได้วางใจว่าจะจัดการอย่างง่ายดาย

มาเทนโร่กัดฟันกรอด และงับคอเสื้อฮู้ดของหญิงสาวที่เพิ่งจะผลิวออกจากส่วนหัวของเขาไปได้ไม่ไกล จากนั้นก็เหวี่ยงเธอไปชนกับผนังตึกข้างๆ ที่สูงกว่าดาดฟ้าของตึกที่เขายืนอยู่อย่างแรงจนตัวปูนร้าวแหลกไปหมด จากนั้นมาเทนโร่ก็พุ่งเข้าไป หวังอัดก๊อปปี้หญิงสาวคาตึก เขารู้ดีว่าอัตลักษณ์ทางสายของฮาร์ดชีลด์นั้นพ่ายแพ้แรงสั่นสะเทือนและการถูกโจมตีซ้ำๆ ไปมา มันจะทำให้พวกเขาเริ่มมึนงงจากแรงกระแทกจนสลบ ดีไม่ดีอาจเผลอคลายอัตลักษณ์ ไม่แน่ว่าถ้าเขาปิดฉากเธอได้ในคืนนี้ ชีวิตอันรุ่งโรจน์ของเขาก็อยู่ไม่ไกล

แม้ร่างกายจะใหญ่โต แต่มาเทนโร่ก็เคลื่อนไหวได้เร็วมากๆ หมาป่าสีเงินร่างยักษ์นั้นแสยะยิ้มและกระแทกส่วนไหล่ซ้ายใส่ร่างของเด็กสาวที่อยู่ตรงตึกอย่างรวดเร็ว เขาได้ยินเสียงเธอร้องลั่นออกมาสั้นๆ และทันทีที่ร่างของเขาถูกผละออก เคนมะก็ร่วงลงมาจากตัวตึกทันที เด็กสาวหลับตา มือไม้อ่อนแรง ราวกับว่าแค่การกระแทกจากเขาเพียงครั้งเดียวมันก็ส่งผลถึงตัวเธออย่างมหาศาล

ในระหว่างที่กำลังร่วงลงสู่พื้นนั้น ชายหนุ่มก็กางเล็บออกมา หวังว่าจะทำให้เธอบาดเจ็บเพิ่มอีกสักหน่อย เอาให้มันสาสมกับดวงตาข้างซ้ายของเขาที่เธอทำลายไป

แต่ทันใดนั้นเอง ปากของเธอก็กระตุก ทำให้มาเทนโร่ต้องตั้งการ์ดอีกครั้ง เกรงว่าเด็กสาวจะได้สติคืนมาแล้ว และก็เป็นแบบนั้นจริง อินเฟมัสลืมตาขึ้นมาและเบี่ยงตัวหลบกลางอากาศอย่างหวุดหวิด ทำให้กรงเล็บของมาเทนโร่กรีดฝากลายพื้นคอนกรีตไว้แทน เด็กสาวกลิ้งหลุนบนพื้นและใช้วิธีตั้งตัวแบบเดิมอย่างโซซัดโซเซ

มาเทนโร่ขู่กรร เขาขูดเล็บของตัวเองที่พื้นอย่างร้อนรน 

เด็กสาวพุ่งเข้าหามาเทนโร่อีกครั้งจากทางด้านบน และตลบหลังเขาด้วยการเบี่ยงวิถีให้ตัวเองไถลไปกับพื้น หมาป่ายักษ์เกือบเชื่อใจในทริคเบี่ยงทางนั่น แต่เขาก็แก้เกมทัน เขารู้ว่าเธออาจจะเล็งขาหน้าไม่ก็ช่องท้องของเขา ทำให้มาเทนโร่ย่อตัวลงต่ำและอ้าปาก อินเฟมัสเบิกตากว้างอย่างคิดไม่ถึง เพราะเธอรู้ดีว่าตัวเองเคลื่อนไหวเร็วและคล่องแคล่วแค่ไหน แต่ก็ไม่อยากจะเชื่อว่ามาเทนโร่เองก็สามารถตลบหลังเธออย่างทันควันได้เช่นกัน เป็นทักษะการตัดสินใจเฉพาะหน้าที่เฉียบแหลมทั้งที่ยังบาดเจ็บอยู่

และเสียงขู่คำรามก็ดังขึ้น โดนร่างกายของเคนมะเข้าอย่างจัง

“อึก————”

และเมื่อเสียงคำรามหยุดลง เธอก็ทรุดลงกับพื้น ไม่อาจจะขยับเขยื้อนร่างกายได้

เรา…แพ้เหรอ? แพ้กับให้ไอ้หมาลอบกัดนี่น่ะนะ?…

ไม่อยากยอมรับเลย มันน่าทุเรศ มันน่าอัปยศ แต่ว่ามันเก่งสมอันดับเป็นบ้า

“เล่นเอาซะฉันแทบแย่เลยนะยัยหนู นอกจากแม่แกแล้วก็ไม่มีใครฝากรอยแผลเป็นให้ฉันได้สักคน เยี่ยมจริงๆ” เขากล่าวฮึดฮัด ก่อนที่จะยกเท้าขึ้นมาเหยียบหลังเธอ กระแทกจนร่างเด็กสาวเล็กๆ นั้นกระตุกรุนแรง “แต่ไหนแต่ไรมาฉันก็เกลียดการถูกต่อต้าน กลายเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำ และสูญเสียเอาซะมากๆ แล้ว แต่ถ้าเธอและพ่อของเธอหายไป ความรู้สึกที่น่ารำคาญพวกนี้ของฉันก็จะจบลง”

คิ้วของเคนมะกระตุก ร่างกายทุกส่วนพยายามจะขยับอย่างยากลำบากจนเหมือนเธอชักเกร็ง เสียงที่พยายามเปล่งออกมาก็อู้อี้จนไม่ได้ความ

“ความฝันและความต้องการของฉัน ก็คือการเติมเต็มอุดมการณ์ของตัวเอง และได้ทำอะไรที่มันเหมาะสมกับความพยายามที่ฉันมี แต่รู้อะไรมั้ย พอมีพ่อกับแม่ของเธอชีวิตฉันมันก็ลำบาก” เขากระซิบเสียงเบา หากได้ยินจากนอกรอบตรอกคงฟังไม่รู้เรื่องแน่ แต่เคนมะได้ยินเต็มสองหู และเพราะขยับไม่ได้เธอจึงรู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างมาก “ฉันถึงต้องได้ทำลายพวกเขาไง”

หญิงสาวสามารถเปล่งเสียงสั้นๆ ออกมาได้ จึงฝืนพูด “แต่แกทำร้าย… พวกเขา- เพียงเพราะ- เรื่องแบบนั้น?… ถามจริงเถอะ… แก- แกสมองเพี้ยนไปแล้วเหรอ?…”

“งั้นฉันถามเธอบ้าง ที่ทำร้ายคนบริสุทธิ์ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องพ่อเรื่องแม่เธอเลยมันต่างจากฉันตรงไหนไม่ทราบ?”

“มันไม่เหมือน- กันเลยแม้แต่นิด!”หญิงสาวพยายามยันตัวขึ้น แต่ก็ถูกกระทุ้งซ้ำจนแทบรู้สึกเหมือนไส้แตก เธอเงียบไปสักพักก่อนที่จะพูดต่อ “แกทำเพื่อตัวเอง- เพื่อความต้องการ เพื่อความพอใจของตัวเอง- ต แต่ก็ไม่ได้เห็นหัวใครที่ไหนเลย!”

“หือ?… เธอจะบอกว่าเธอเห็นใจคนอื่นเหรอ?”

หญิงสาวเม้มปากแน่น “เออ!… ฉันยังเป็นมนุษย์อยู่… แล้วแกล่ะ? เป็นอะไรได้นอกจากไอ้หมาสวะ?”

“นี่เธอ…”

ผลั่ก!

หญิงสาวดีดตัวออกมาจากใต้เท้าของมาเทนโร่ได้ ก่อนที่จะโซซัดโซเซไปตรงจุดที่เธอร่วงลงมาครั้งแรก และทรุดลงไปบนพื้น มาเทนโร่พุ่งตัวไปหวังจะทำร้ายเธออีกครั้ง แต่ว่าไม่กี่เสี้ยววินาทีก่อนที่จะเขาจะถึงตัวเธอ ม่านหมอกสีดำก็ปรากฏขึ้นแล้วล้อมรอบตัวเธอเอาไว้ ก่อนที่จะหายไปต่อหน้ามาเทนโร่

เขาเดาะลิ้นอย่างไม่สบอารมณ์ ก่อนที่จะเลียเลือดที่ไหลออกจากดวงตามาอยู่ตรงริมฝีปากด้วยความโกรธขึ้งสุดหัวใจ

คงจะแอบติดต่อไปก่อนหน้านี้แล้วสินะ

 

 

 

 

 

 

 

“ให้ตายสิ เคนมะ เธอไปทำบ้าอะไรมา?!”

ชิการาคิร้องแว้ดขึ้นมาทันทีหลังจากเห็นเคนมะที่ถูกคุโรกิริพามาด้วยพอร์ทัลนั้นมีสภาพยับเยิน เขานั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้สักพักราวไม่รู้ว่าต้องทำอะไร แต่ก็เขาก็ไม่รุ้ว่าจะต้องทำอะไรจริงๆ นั่นแหละ หญิงสาวเองก็ไม่ได้โต้ตอบ แต่นอนคู้ตัวอยู่บนพื้นและไม่ขยับเขยื้อน เนื้อผ้ากางเกงตรงต้นขาของเธอมีรอยเลือดชัดเจน แต่ก็มีลักษณะเหมือนคริสตัลตกผลึก เขาเลิกคิ้วและรีบลดตัวลงมามองเธอให้ชัดๆ ทันที

“เหมือนว่าเธอจะเจอมาเทนโร่อย่างคาดไม่ถึงน่ะครับ…” คุโรกิริทอดถอนใจ ใช้มือที่มีลักษณะเป็นหมอนั่นคลำตรวจเช็คร่างกายส่วนอื่นๆ ด้วยความเป็นห่วง และเมื่อไม่พบร่องรอยบาดแผลใดเพิ่มนอกจากตรงขาก็รู้สึกโล่งอกขึ้นมา “เธอสู้กลับอย่างเต็มที่ ทำให้มาเทนโร่เสียดวงตาไปหนึ่งข้าง แต่สภาพของเธอก็… อย่างที่เห็นแหละครับ”

“ก็รู้อยู่ว่าเธอมันไม่เต็มเต็ง แต่นี่มันเสียสติชัดๆ… ถ้าเธอโดนจับขึ้นมาจะว่ายังไง? หา?” เขาจับไหล่ของหญิงสาวและเขย่าเธอเบาๆ

ดวงตาที่ปิดอยู่ของเธอก็ได้ลืมขึ้นมาอย่างช้าๆ แววตาของหล่อนฉายแววเหนื่อยล้าอย่างชัดเจน “ฉัน… คิดว่าคงไม่เป็นไร”

“จะไม่เป็นอะไรไปได้ยังไง สมองกระทบกระเทือนจนลืมเรื่องที่เราคุยกันแล้วหรือไง?”

“เปล่าหรอก แต่ว่า-”

“ถ้าเรื่องของเธอถูกเปิดโปงเร็วๆ นี้ มันไม่เป็นผลดีหรอก ไม่ต้องหวังเรื่องพื้นที่สื่อเลย ไอ้หมาติดเชื้อสุนัขบ้านั่นมันคงไม่ยอมให้เธอได้ทำอะไรแบบนั้นแน่ อย่าลืมสิ มีใครบางคนหนุนหลังมันอยู่”

หญิงสาวจะเถียง แต่ก็เถียงไม่ออก ถ้าเกิดเธอโดนจับได้จริงๆ มันก็แย่นั่นแหละ นอกจากจะติดโทษประหารแล้ว บางทีอาจจะถูกเพิกเฉย เรื่องราวไม่ถูกตีแผ่อย่างใจหวังจริงๆ “ฉันรู้ค่ะ ฉันขอโทษ คราวหน้าฉันจะระวัง”

“เฮอะ ขอให้มันจริงเถอะ”

“คุณเองก็ด้วยนะ” เธอพูดเสียงแผ่ว ดวงตาหรี่ลงมองพื้นไม้ของบาร์

“…เออ ลุกขึ้นแล้วไปทำแผล อาบน้ำซะ”

เขากล่าว รอให้หญิงสาวเขยื้อนร่างกาย แต่เธอก็นอนนิ่งไม่ไหวติง ชิการาคิถอนหายใจทันทีเมื่อรู้ว่าเธอแอบหลับไปแล้ว

ทั้งเขาและเธอมันก็ต่างใจร้อน เป็นเด็กน้อย และถูกขับเคลื่อนด้วยอารมณ์ความรู้สึกเหมือนกันทั้งสิ้น แต่จะพูดว่าเหมือนกันก็ไม่ได้ เพราะเขาไม่ใช่เธอ และเธอก็ไม่ใช่เขา

แต่ก็พอมั่นใจได้ว่าความคิดเห็นของเคนมะและชิการาคิจะไม่มีวันแตกเป็นสองแน่นอน

ล่ะมั้งนะ

 

 

 

————————————————————————

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 17 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

13 ความคิดเห็น