BNHA/MHA fic. || Villainous Avenue :: OC ::

ตอนที่ 8 : || 7 : เ รื่ อ ง ร า ว ใ ด ล้ ว น ทั บ ซ้ อ น

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 93
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 18 ครั้ง
    13 พ.ย. 63

หนักปอดเหลือเกิน

ความรู้สึกแรกหลังจากเผลอหยุดก้าวขาไปแค่วินาทีเดียวคือความหนักอึ้งที่ก่อตัว ไม่ทันไรก็ต้องปล่อยลมหายใจเฮือกใหญ่และสูดเข้าไปอีกเฮือกยาวซ้ำๆ ด้วยความทรมาน เหงื่อเย็นที่ผุดขึ้นมาตรงหางตานั้นไหลลงสู่คาง เช่นเดียวกับเหงื่อตรงจุดอื่นๆ ที่ไหลออกมา มันชุ่มโชกร่างกายของเด็กสาวจนรู้สึกหนาวเย็นไปทั้งร่าง เธอมองซ้าย มองขวา ก็เห็นเพียงต้นไม้ที่แทรกซ้อนตามชั้นหมอกสีขาวที่เหมือนเป็นประตูสู่ลิมโบ เชื้อเชิญให้เธอเข้าไปตาย

เคนมะก้มหน้าลง ก่อนที่จะทรุดไปกองกับพื้นที่มีแต่เศษใบไม้และกิ่งไม้หักๆ อย่างอ่อนแรง เธอนั่งหอบอยู่อย่างนั้นเป็นเวลาเนิ่นนาน

จนกระทั่งได้ยินเสียงรองเท้าที่เหยียบกิ่งไม้จนหักตรงหน้า เข้าใกล้เธอมาเรื่อยๆ เหมือนกับยมทูตที่จะมารับตัวเธอไป เพียงแค่เสี้ยววินาทีเท่านั้น มือหนาของคนคุ้นเคยก็หยิบคอเสื้อของหล่อนกระชากขึ้นจนตัวปลิว 

“มัวนั่งทำอะไรอยู่ ทำไมไม่รีบวิ่งต่อไปซะทีล่ะ?” พ่อของเธอเค้นน้ำเสียงเย็นเยียบจับขั้วหัวใจ

“หนู… เหนื่อยนะคะ…” เสียงของเคนมะสั่นระริกด้วยความหวาดกลัว เธอเอาเล็บมือจิกบนคอเสื้อที่หุ้มมือของคนตรงหน้าด้วยแขนที่อ่อนล้าจนสั่นไปหมด เด็กสาวแสดงใบหน้าที่แสนอ่อนแอและเต็มไปด้วยความทรมานอย่างไม่ปิดกั้นใดๆ ออกมา ดวงตานั้นใสวับวาวราวลูกแก้วเหมือนจะร้องไห้ได้ทุกขณะ

เมื่อเห็นดังนั้น คนเป็นพ่อก็กัดฟันกรอดและปล่อยคอเสื้อของเธอ “ถ้าลูกคิดจะพักล่ะก็ เอาไว้ถึงตอนที่ฝึกเสร็จแล้วเถอะ ตอนนี้มันยังไม่จบ ลูกจะพักไม่ได้เป็นอันขาด” เขากล่าวก่อนที่จะเดินนำหน้าไป หมุนตัวกลับสู่ตัวบ้าน เมื่อเดินไปสักพักแล้วยังไม่สามารถรู้สึกได้ว่าเคนมะยังไม่ตามมา เขาจึงหันมามองเธอด้วยสายตาไร้อารมณ์ “ถ้าหากลูกคิดจะขัดขืนกับสิ่งที่พ่อทำลงไป ก็คิดแล้วกันว่าใครจะช่วยเหลือเราในโลกใบนี้ได้ถ้าไม่ใช่ตัวเราเอง โลกใบนี้มันอำมหิตนะ เคนมะ ลูกก็เห็น… ไม่มีใครสักคนจะปกป้องเราได้ถ้าเราไม่ยอมปกป้องตัวเอง”

“…” เด็กสาวจิกเล็บลงบนฝ่ามือของตัวเองและนิ่งงันไปชั่วครู่ ไม่นานนักเธอก็ตัดสินใจเดินตามพ่อเธอไป และออกวิ่ง

กี่ครั้งแล้วนะที่ทำแบบนี้ วิ่งจนกว่าขาจะปวด เส้นเอ็นจะแหลก กล้ามเนื้อจะแทบรับภาระไม่ไหว แต่กระนั้นก็ต้องฝึกฝนตัวเองเพื่อที่จะกลายเป็นคนที่แข็งแกร่ง เธอได้เรียนรู้อะไรมากมายจากผู้ชายคนนี้ แต่เขาเองก็ช่วงชิงสิ่งที่ล้ำค้าของเธอไปมากมายพอๆ กัน มันกระอักกระอ่วนใจ มันทรมานเกินจะรับ เธอในตอนนั้นก็แค่สิบสามสิบสี่

เมื่อวิ่งไปได้เพียงนิดเดียวเท่านั้น แทนที่พ่อของเธอจะเร่งความเร็วตามเพื่อเป็นผู้นำทาง เขากลับหยุดยืนอยู่เฉยๆ ให้เคนมะวิ่งผ่าน ในชั่วเสี้ยววินาทีที่เด็กสาวหันมามองผู้เป็นพ่อ ก็เสมือนเวลาของโลกทั้งใบได้ช้าลงราวหยุดนิ่ง 

“ถ้าหากลูกจะใช้ความสามารถเหล่านั้นเพื่อช่วยเหลือผู้คน มันก็เป็นเรื่องที่น่ายินดี แต่ว่าตอนนี้มันคงเป็นไปไม่ได้แล้ว พ่อขอโทษที่ทำให้มันเป็นแบบนี้… ขอโทษจริงๆ ชาตินี้ทั้งชาติคงไม่อาจจะชดใช้ให้ลูกได้ แต่ได้โปรด กลับมาถ้ามันยังไม่สาย… พ่อขอล่ะ กลับมาเพื่อรับผิดชอบ กลับมาเพื่อเป็นคนที่ดีกว่าเดิม กลับมาเพื่อครอบครัวของเราเถอะ!”

ใบหน้าของเขาบิดเบี้ยวราวจะบีบน้ำตา และเป็นเคนมะเองที่เบือนหน้าหนีด้วยความรู้สึกอึดอัด เธอกัดฟันด้วยความรู้สึกที่ปนเปกันเละเทะเหมือนน้ำล้างสีที่ถูกผสมอย่างมั่วซั่ว กลับไปเหรอ? เพื่อครอบครัว? เลิกซะที พอได้แล้ว เธอไม่มีวันกลับไปหรอก มันสาย สายเกินแก้ มันสายเกินไปแล้วจริงๆ ! เธอจะไม่มีวันหวนคืนไปเป็นเด็กสาวคนเดิมคนนั้นอีกแล้ว เธอกลายเป็นสัตว์ประหลาดที่สั่นสะเทือนสังคมฮีโร่ เธอกลายเป็นวิลเลินที่ทุกคนตราหน้าว่าเป็นตัวอันตราย เธอคือการคุกคาม และมันคือเรื่องจริง เธอจะยอมเป็นแบบนั้นไปตลอดกาลเพื่อสิ่งที่ปรารถนา!

และเคนมะก็วิ่งหายไปในหมอกสีขาว ทิ้งไว้ซึ่งชายวัยกลางคนผู้ที่ครั้งหนึ่งเธอเคยเรียกว่าคุณพ่ออย่างไม่มีวันหวนคืน

จู่ๆ เคนมะก็รู้สึกได้ว่ามีอะไรบางอย่างเย็นเฉียบแนบที่แก้ม

“อ๊ะ!!!” หญิงสาวเด้งตัวขึ้นมาทันที ก็พบว่าคนที่เอากระป๋องโซดาเย็นๆ มาแปะแก้มของเธอเมื่อกี๊๊ก็ไม่ใช่ใครที่ไหนนอกจากชิการาคินั่นเอง “อะไรกัน ปลุกได้โหดร้ายจริงๆ เลยนะคะ”

“จะมามัวนอนอะไรในห้องคนอื่นกันล่ะ กลับไปห้องตัวเองได้แล้ว” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงกระฟัดกระเฟียดพลางเดินไปยังหน้าโต๊ะคอม ตอนนี้มันเปิดโชว์เบราว์เซอร์ที่เต็มไปด้วยหน้าต่างมากมายอยู่ เคนมะไม่ค่อยแน่ใจเท่าไหร่ว่าตัวเองหลับไปตอนไหนกันแน่ แต่ดูท่าแล้วคงจะยังไม่ถึงเวลานอนจริงๆ เลยล่ะมั้ง เพราะจู่ๆ สาวเจ้าก็รู้สึกปวดหัวจี๊ดขึ้นมา

จะว่าไปแล้ว อาการปวดหัวนี่… อาจจะสัมพันธ์กับการนอนที่ไม่ดีต่อสุขภาพแบบนี้ล่ะมั้ง

“กี่โมงแล้วงั้นหรือคะ? ให้ตายสิ เผลอแอบงีบไปงั้นเหรอเรา…” เคนมะพึมพำเสียงอ่อย

“เพิ่งจะบ่ายสอง”

หญิงสาวขมวดคิ้วก่อนที่จะหันหน้ามาหาชิการาคิที่ให้ความสนใจกับหน้าจอแอลอีดี เธอเอามือกุมหัวและลุกออกไปนอกห้องด้วยความรู้สึกสับสนเล็กน้อย ทำไมกันนะ… เธอจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเธอตื่นขึ้นมาในวันนี้แล้ว เหมือนกับว่ากาลเวลาถูกดูดกลืนไปอย่างนั้นแหละ เธอพอจำได้ว่าเมื่อคืนเธอเข้านอนหลังเที่ยงคืนก็จริงแต่ก็ไม่ได้ดึกมากขนาดนั้น ทำไมเธอเพิ่งมาตื่นเอาตอนบ่าย แถมยังเป็นในห้องของชิการาคิด้วย มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่นะ?

เธอเดินไปตามโถงทางเดินที่มีไฟสลัวพลางคิด อาการปวดหัวตุบๆ ก็ยังคงไม่หายไป แต่มันคงจะหนักกว่านี้แน่ๆ ถ้าเธอไม่ได้คำตอบ เมื่อคืนเธอเข้านอนในห้องตัวเอง หลับไป และจู่ๆ ก็ตื่นขึ้นมาในห้องชิการาคิ ในเวลาที่สายผิดปกติทั้งยังไม่สัมพันธ์กับเวลานอนอีก เธอไม่อยากคิดมาก แต่รู้สึกว่ามันผิดปกติจนทำเอาเธอกระวนกระวายใจระคนอยู่ไม่สุข

มันรู้สึกคุ้นเคยอย่างแปลกๆ ด้วยสิ อะไรกัน

หญิงสาวเดินออกมาทางด้านหน้าบาร์ ก่อนที่จะปะสายตาเข้าให้กับคุโรกิริ เขาเองก็ยังนิ่งเงียบและดูสุขุมเหมือนเช่นเคย สาวเจ้าหรี่ตามองอีกฝ่ายก่อนที่จะเชื้อเชิญตัวเองให้นั่งลง ณ เก้าอี้ฝั่งตรงข้าม เขามีท่าทีอึกอักเล็กน้อยเหมือนรู้สึกถูกสายตาที่ดุดันคุกคาม เคนมะเห็นดังนั้นจึงผละสายตาออกมาและหันไปมองบนจอทีวี

“พอดีว่ามีเรื่องสงสัยหลายอย่างเลยน่ะค่ะ ถ้าพวกคุณจะพอให้คำตอบกับฉันได้”

คุโรกิรินิ่งไปเล็กน้อย “ตอนนี้อาจารย์ไม่อยู่ครับ คิดว่าคงจะไปผ่าตัดอยู่”

“ผ่าตัดเหรอคะ?”

“ครับ”

“ถ้างั้นฉันถามคุณคงไม่เป็นไรนะคะ” เคนมะกล่าว ยังคงไม่ละสายตาออกจากทีวีดำมืดที่สะท้อนภาพของเธอ ดวงตาสีชมพูของเธอมันช่างโดดเด่นเกินกว่าจะซ่อนจริงๆ

“ถ้าหากอยู่ในขอบเขตที่ตอบได้ผมก็จะตอบคุณครับ” คุโรกิริกล่าวด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ

“เมื่อคืนฉันได้ออกไปไหนหรือเปล่าคะ?” เคนมะหันกลับมามองคุโรกิริ “อย่าตัดสินอะไรกันเลยนะ แต่แบบว่าปกติคงไม่มีใครนอนนานกินเวลาเกินสิบสองชั่วโมงแน่ๆ”

“…”

เขานิ่งงันไปเล็กน้อย เคนมะกระพริบตาและมองดูอีกฝ่ายด้วยใบหน้าเฉยชา แต่ว่าสีหน้าของเธอมันก็กำลังคาดคั้นให้อีกฝ่ายตอบอะไรสักอย่างแม้จะเป็นเรื่องไร้สาระ กระนั้นเธอก็ไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าทำไมเขาถึงเงียบไป ทั้งๆ ที่ปกติก็สามารถพูดคุยได้อย่างง่ายดายแท้ๆ หรือว่าจะเป็นเรื่องความลับของกลุ่มบ้าบอนี่ที่เธอยังไม่อาจจะรู้เห็นด้วยได้อีกแล้ว?

“ช่างเถอะ ถ้ามันระคายที่จะพูดนักก็ไม่ต้องพูดค่ะ” เธอทอดถอนใจและเตรียมลุกกลับห้อง

“คุณถูกวาร์ปไปหาอาจารย์น่ะครับ”

เคนมะชะงักไป

“อะไรนะ วาร์ปไปหาอาจารย์ของคุณงั้นเหรอ?”หญิงสาวขมวดคิ้วอย่างแรง “ทำไมฉันไม่รู้เรื่องอะไรเลยอีกแล้วล่ะ ทำอะไรไม่ปรึกษากันเลยนะคะ”

“ต้องขอโทษด้วยจริงๆ ครับ แต่มันสำคัญที่จะต้องพาคุณไปพบเขา”

หญิงสาวเริ่มไม่พอใจในคำตอบนัก “งั้นเหรอคะ สำคัญมากกว่าความรู้สึกที่เหมือนถูกกีดกัน สำคัญมากกว่าฉันที่ควรจะสำคัญ สำคัญมากกว่าความคิดเห็นของฉันในหลายๆ เรื่องแล้วก็เออออห่อหมกทำตามโดยไม่ถามอะไรเลย อะไรแบบนั้นงั้นเหรอคะ?”

“ผมรู้ว่าคุณไม่พอใจครับ แต่ทั้งนี้ก็เพื่ออนาคตของตัวคุณและชิการาคิ… มันเป็นเรื่องจำเป็นที่ยังให้รู้ในตอนนี้ไม่ได้จริงๆ ครับ”

“…” หญิงสาวกอดอก “หลายวันมานี้ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนนอกแล้วฉันไม่ได้คิดไปเองด้วย ไม่มีใครบอกข้อมูลที่สำคัญกับฉัน ทำให้ฉันเชื่อใจมากพอ มีแต่ฉันต้องพิสูจน์ตัวเองอยู่ฝ่ายเดียว ไอ้โนมุบ้าบออะไรนั่นฉันก็ยังไม่รู้เรื่อง ฉันถามจริงๆ เถอะค่ะ พวกคุณยังเห็นฉันเป็นสมาชิกอยู่หรือเปล่า”

พอโดนรัวความอัดอั้นตันใจใส่ คุโรกิริก็ชะงัก ราวลังเลที่จะพูดโต้ตอบ

“ช่างมันเถอะค่ะ อย่างกับว่าฉันจะมีทางเลือกอื่น ฉันไม่มีที่ไป ฉันไม่มีที่พึ่งพิง คิดจะใช้ประโยชน์จากส่วนนั้นต่อก็ตามสบายเลย”หญิงสาวพ่นคำพูดเล็ดรอดออกมาทางไรฟัน แสดงออกถึงความไม่พอใจถึงขีดสุด 

คุโรกิริหรี่ตาลงเล็กน้อย น้ำเสียงของเขาจู่ๆ ก็แปรเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบสุขุมกว่าครั้งไหนๆ “ไม่ใช่แบบนั้นหรอกครับ ผมไม่สามารถพูดได้ทั้งหมดก็จริง แต่ก็จะพูดในส่วนที่สามารถพูดได้ครับ ที่ยังคงบางอย่างไว้เป็นความลับส่วนหนึ่งก็เพราะมันยังไม่ถึงเวลา”

“…อะไรของคุณกัน คิดจะพูดก็พูด คิดจะไม่พูดก็ไม่พูดงั้นเหรอ”

“มันจำเป็นครับ”

เธอเดาะลิ้น “เอาเถอะค่ะ ตอนแรกแค่จะมาถามว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อคืนหรือเปล่า แต่ดูท่าแล้วคงจะยาวกว่าที่คิดนะคะ

ชายร่างหมอกพยักหน้าของตนเบาๆ “มันสัมพันธ์กับเมื่อตอนนั้น… ตอนที่คุณถูกคณะกรรมการฮีโร่แยกออกจากพ่อกับแม่ครับ”

เคนมะนิ่งไป ไม่แสดงอารมณ์ออกมาทางสีหน้า แต่ปลายนิ้วของเธอเริ่มรู้สึกเย็นจนมันสั่นระริก จู่ๆ ก็รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังฟื้นฝอยหาตะเข็บ เธอเริ่มไม่อยากจะรู้สึกสงสัยหรือทำอะไรเลย ราวกับว่าทุกปมเล็กปมน้อยที่เกิดในชีวิตมันจะยึดโยงไปหาเหตุการณ์เมื่อสี่ปีที่แล้วไม่มีผิด วันที่เธอหันหลังให้คำว่าบ้าน แม้ความทรงจำจะเลือนรางเกินจะฟื้นคืน แต่เธอก็ยังคงพยายามนึกถึงมันอยู่ตลอดเวลา เพราะจริงๆ แล้วหากเธอไม่ถูกช่วยไว้ล่ะก็ เธอคงไม่มีวันหลบหนีออกมาสำเร็จ

สิบสองปีสุขสันต์ สามปีแห่งนรก และอีกสี่ปีแห่งการหลบหนี บางฉากนั้นเรือนลางเหมือนฟิล์มที่ถูกทิ้งไว้นานจนไม่อาจมองเห็นภาพ แต่บางฉากก็ชัดเจนยิ่งกว่าการย้อนกลับไปมองภาพเหล่านั้นด้วยตัวเอง ตอนที่เธอกำลังถูกคณะกรรมการความปลอดภัยฮีโร่เข้ามาช่วยเหลือนั้น เธอเห็นเขาชัดเจนมากๆ เธอเห็นมาเทนโร่กำลังยืนมองภาพทุกอย่างด้วยสายตาสบายอารมณ์ สีหน้าที่ไม่รู้ร้อนรู้หนาวอะไรแบบนั้นมันทำให้เด็กสาววัยสิบสี่ปีเลือดขึ้นหน้า เธออยากจะกระทืบ ควักไส้ จับมันมาทรมานให้รู้ซึ้งถึงความเจ็บปวดที่เธอต้องเผชิญ แต่เธอรู้ดี หากพ่นไปแม้กระทั่งคำผรุสวาทแค่คำเดียวเธอจะต้องเธอกับสิ่งที่แย่มากแน่…

เพราะงั้นจึงได้แต่มองเขาด้วยความเคียดแค้น หวังว่าสายตาที่เต็มไปด้วยความต้องการจะฆ่าและเต็มไปด้วยความพยาบาทปองร้ายของเธอนั้นจะบีบคอมาเทนโร่ให้ตายคาที่ และก็ดีกว่าที่คิด เมื่อเขาเห็นเคนมะ ชายวัยเดียวกันกับพ่อของเธอก็หน้าถอดสี เธอเห็นว่าในดวงตาและทุกอณูของใบหน้าเขานั้นสอดแทรกไปด้วยความกลัวอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

อยากจะให้ทุกคนเห็นสีหน้าที่ขี้ขลาดของไอ้สารเลวตัวจริงนี่เหลือเกิน

“ออลฟอร์วันน่ะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีของลาสท์เซอร์ไพรส์ก็จริง แต่เขามีส่วนในการช่วยคุณหลบหนีออกมาจากสถานพักพิงที่มีระดับความป้องกันแน่นหนา และยังช่วยเหลือคุณในเรื่องที่พักพิงอีกด้วย”

“ฉันจำอะไรแบบนั้นไม่ได้เลยนะคะ ไม่สิ เอาจริงๆ ฉันก็แทบจำอะไรในวันนั้นเลยไม่ได้เหมือนกัน”

“นั่นก็เพราะว่าเขาได้ช่วยคุณจัดการบล็อคความทรงจำบางอย่างที่อาจจะเป็นทริกเกอร์เอาไว้ให้น่ะครับ”

“บล็อกความทรงจำ…? เดี๋ยวนะ นี่พวกคุณ…” เคนมะขมวดคิ้ว

“ขอโทษจริงๆ ครับ แต่มันจำเป็น อย่างที่บอกไปข้างต้นว่าความทรงจำบางอย่างของคุณมีสิ่งที่เรียกว่าทริกเกอร์อยู่ ทริกเกอร์นั้นจะเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดผลกระทบทางจิตใจอย่างรุนแรง แน่นอนว่าหากไม่สกัดกั้นเอาไว้ตอนนี้คงไม่เกิดผลดีต่อตัวคุณแน่ๆ ครับ” คุโรกิริกล่าวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงราวจะขอโทษจากใจจริง เคนมะไม่มีอะไรจะพูดจึงเงียบต่อ “หากไม่ได้อยู่ในสเตตเมนท์ที่พร้อมจะเจอเรื่องหนักๆ ในคราวเดียว ผมว่าก็ไม่ควรที่จะรับรู้ความจำส่วนที่ถูกบล็อกเอาไว้ครับ”

“นั่นเป็นเหตุผลที่ว่าฉันจำอะไรในอดีตไม่ค่อยได้เลยสินะคะ… มายุ่งกับความทรงจำคนอื่นแบบนี้…”

“นั่นก็เพื่อตัวคุณและสภาพจิตใจของคุณครับ มันจะแหลกสลายมากกว่านี้แน่หากดึงดันจะรับรู้มัน”

เคนมะนิ่งไปเล็กน้อย “จิตใจของฉันเหรอคะ? ไม่รู้สินะ ก็อาจจะจริงที่ว่ามันคงพังลงได้อย่างง่ายดายในทุกเมื่อ แต่เอาเข้าจริงแล้วมันจะดีกว่าแน่เหรอคะ?… ฉันไม่มีอะไรจะเสียแล้วจริงๆ”

“อาจารย์ทำเพื่อคุณครับ เพื่อชิการาคิด้วย เขามองเห็นศักยภาพในตัวคุณเขาถึงเลือกที่จะปกป้องคุณ อาจจะเป็นการเสียมารยาทและโหดร้ายที่เข้าไปยุ่งกับความทรงจำ แต่ว่าทั้งนี้ก็เพื่อผลลัพธ์ที่ดีกว่า”

“…ฮ่า ผลลัพธ์เหรอคะ ใครมันจะไปเก่งกาจขนาดคาดเดาผลลัพธ์ขนาดนั้นได้กัน”

“อย่างน้อยมันก็คือความเป็นไปได้ครับ”

เคนมะเงียบไป เธอเบนสายตาไปทางอื่นด้วยใบหน้าที่เลื่อนลอย

“ฉันว่าจะออกไปข้างนอกสักหน่อย”

“หืม? ตอนนี้เลยเหรอครับ?”

“แน่นอนค่ะ ฉันก็แค่อยากออกไปสูดอากาศ แล้วก็ไปซื้อของจำเป็นของผู้หญิงด้วย”

“งั้น… รีบกลับมานะครับ”

“แน่นอนค่ะ”

 

 

 

 

 

 

 

“เฮ้อ…”

เจ้าของสมญาณามสัญลักษณ์แห่งสันติภาพทอดถอนใจออกมาเฮือกยาว เขาทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาด้วยความเครียดที่สะสมจนคูณสอง ร่างที่ไม่ได้อยู่ในมัสเซิลฟอร์มตอนนี้ก็แลดูจะอ่อนล้ากว่าปกติเอาเสียมากๆ

ตั้งแต่เข้ามาที่โรงเรียนนี้ก็เหมือนจะมีเรื่องให้คิดไม่หยุดไม่หย่อนเลยจริงๆ นะ

เมื่อวันที่ USJ ถูกบุก เขานั้นเกือบคิดว่าตัวเองจะเอาชีวิตไม่รอดซะแล้ว แผลที่เคยถูกฝากเอาไว้เมื่อหลายปีก่อนโดยออลฟอร์วันก็ถูกซ้ำจุดเดิม จนตอนนี้เขารู้สึกได้เลยว่าไฟของพลังที่เขาถือครองอยู่มันค่อยๆ ริบหรี่ลงเสียแล้ว เป็นการโจมตีที่ไม่คาดฝันสำหรับทั้งนักเรียนและตัวเขาเอง ยอมรับเลยว่าตอนนั้นค่อนข้างเพลี่ยงพล้ำอยู่มากเลยทีเดียว บุคลากรครูและนักเรียนก็ต่างบาดเจ็บ เป็นอะไรที่เขย่าขวัญสังคมเป็นอย่างมากเลยทีเดียว

และแน่นอนว่านอกจากสัตว์ประหลาดยักษ์ที่ถูกพูดถึงอย่างเป็นวงกว้างแล้วนั้น ก็มีคนที่โผล่มาตอนท้ายอย่างอินเฟมัสที่ถูกพูดถึงด้วยเช่นกัน เพราะชื่อเสียงเรียงนามของอาชญากรสาวนั้นค่อนข้างเลื่องลือเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ต่อให้เป็นการปรากฏตัวที่เล็กน้อยแค่ไหนก็สามารถถูกพูดถึงและเป็นจุดสนใจได้ง่ายๆ อยู่ดี และเพราะการปรากฏตัวของเธอนั้นทำให้สื่อทุกสำนักให้ความสนใจเป็นอย่างมาก ทำให้ได้รู้ว่าฆาตกรต่อเนื่องตัวเป้งอย่างเธอนั้นร่วมมือกับเหตุการณ์อุกอาจเช่นนี้ด้วย

ตั้งใจจะทำอะไรกันแน่ อินเฟมัส?!

ยังไม่นับตอนที่เช้าวันนั้นหนุ่มน้อยมิโดริยะก็ถูกอินเฟมัสดักหน้าอีกนะ! ยังดีที่หล่อนไม่ได้ลงมือทำอะไร ไม่เช่นนั้นคงมีเหตุน่าสลดเกิดขึ้นติดกันสองเหตุในวันเดียวแน่ๆ

ชายร่างสูงแหงนหน้ามองเพดานด้วยความรู้สึกเหนื่อยล้า ก่อนที่จะเอียงหัวไปมองตู้เอกสารที่อยู่ตรงริมหน้าต่าง ในใจก็พลันนึกถึงวันที่ทสึกาอุจิมาคุยกับเขาเรื่องของอินเฟมัส

ถ้าเด็กคนนั้นคือลูกของฮาร์ดชีลด์และลาสท์เซอร์ไพรส์จริง เขาก็คงจะกระอักกระอ่วนที่จะต่อสู้กับเธอมาก เหมือนกับว่ารู้สึกผิดในบางสิ่งบางอย่าง อาจจะเป็นเรื่องที่ยื่นมือเข้าไปช่วยไม่ได้ทั้งที่มีโอกาส หรืออาจจะเป็นเพราะว่าเธอคนนั้นเป็นเด็กที่ถูกผลักให้ออกนอกลู่นอกทางอย่างไม่ต้องการ เด็กคนนั้นเป็นวิลเลิน… แต่ก็น่าสงสาร

ว่าแล้วเขาก็หวนนึกถึงวันที่เคยเข้าเรียนยูเอย์ เขาจำได้ว่าทั้งฮาร์ดชีลด์และลาสท์เซอร์ไพรส์ก็ต่างเป็นรุ่นน้องของเขาหนึ่งปี และจำได้ว่ามีอีกคนที่เป็นทริโอ้ร่วมกันจนได้ฉายาว่าเป็นว่าที่ Big three รุ่นต่อไป ถ้าจำไม่ผิดอีกคนคงเป็นฮีโร่หมาป่าสีเงิน มาเทนโร่ เจ้าของอันดับยี่สิบหลังจากตะเกียกตะกายพยายามไต่อันดับมาหลายปี ความสัมพันธ์ของสามคนนั้นทำเขาสงสัยเล็กน้อย เพราะมาเทนโร่ดูไม่ได้สนิทสนมอะไรกับทั้งลาสท์เซอร์ไพรส์และฮาร์ดชีลด์มากขนาดนั้น

ฮาร์ดชีลด์ถ้าให้เปรียบคงเหมือนหนุ่มน้อยโทโดโรกิ เขาเป็นคนหน้าตาดี ป๊อบในหมู่สาวๆ มีอุปนิสัยที่ค่อนข้างนิ่งเงียบและจริงจัง ส่วนลาสท์เซอร์ไพรส์เป็นผู้หญิงที่ร่าเริงสดใส อ่อนโยนและมีความมั่นใจในตัวเองสูง ค่อนข้างเป็นที่รักในหมู่เพื่อนและป๊อบกับเด็กผู้ชายเหมือนกัน และมาเทนโร่… เขาเป็นคนมีความมุมานะอุตสาหะ แต่ก็เจ้าเล่ห์เจ้ากลและขี้หงุดหงิด ในตอนแรกมีแค่ฮาร์ดชีลด์กับลาสท์เซอร์ไพรส์เท่านั้น แต่วันหนึ่ง มาเทนโร่ก็แทรกตัวเข้าไปเป็นหนึ่งในพวกนั้นจนกลายเป็นเพื่อนสนิทกันในที่สุด

จนกระทั่งมาถึงจุดแตกหักเมื่อสี่ปีก่อนจนได้

ไม่สิ ถ้าหากมันมีรอยร้าวมาตั้งแต่แรกล่ะ?

ถ้าหากมันเป็นแบบนั้นจริง… ใครกันแน่ที่เป็นคนก่อให้เกิดเรื่องแบบนี้ ฮาร์ดชีลด์หรือ? มาเทนโร่หรือ? หรือว่าจะเป็นที่ความบิดเบี้ยวของโครงสร้างสังคมที่หล่อหลอมความผิดพลาดเหล่านั้นขึ้นมากันแน่?

เห็นทีเขาต้องเริ่มทำอะไรสักอย่างบ้างแล้ว

ออลไมท์กดโทรศัพท์หาเพื่อนสนิทของเขาทันที

ไม่นานนักอีกฝ่ายก็รับสาย

[ฮัลโหล มีอะไรหรือเปล่า?]

“ขอโทษที่มารบกวนนะ ยุ่งอยู่หรือเปล่า?”

[ไม่เท่าไหร่หรอก เพิ่งจะเคลียร์งานหลวงไปบ้างแล้วนี่เอง นายโทรมาแบบนี้คงมีเรื่องกวนใจสินะ]

“อ่า พอดีว่าอยากจะมาคุยเรื่องของอินเฟมัสสักหน่อยน่ะ หลายอย่างมันส่งกลิ่นออกมาจนฉันเองก็เริ่มอยู่ไม่สุขแล้ว” ออลไมท์กล่าว ความร้อนรนที่ก่อตัวขึ้นในอกของเขามันเป็นเรื่องจริง “พอดีมานึกขึ้นได้ว่าตอนสมัยเรียนยูเอย์ ฉันเป็นรุ่นพี่ของฮาร์ดชีลด์กับลาสท์เซอร์ไพรส์น่ะ มาเทนโร่ด้วย แล้วรู้สึกว่าความสัมพันธ์ทั้งสามคนนี้มีบางอย่างแปลกๆ… ขอโทษนะถ้าอาจจะฟังดูเป็นความคิดเห็นส่วนตัวเกินไปหน่อย แต่บางทีอาจจะพอทำให้ปะติดปะต่อเรื่องราวได้”

[ไม่เลย ถ้าข้อมูลนั้นเป็นประโยชน์ก็คงใช้ได้เหมือนกัน ยังไงซะเรื่องแรงจูงใจหรือหลักฐานต่างๆ ก็ต้องถูกรู้เข้าไม่วันใดก็วันหนึ่งนั่นแหละ สิ่งที่นายรู้มาอาจจะใช้เป็นประโยชน์ได้ก็ได้นะ]

“โอเคเลย สมมตินะว่าฮาร์ดชีลด์กับลาสท์เซอร์ไพรส์น่ะเป็นพ่อกับแม่ของอินเฟมัสแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ไม่มีอะไรผิดพลาด แล้วเด็กคนนั้นก็ถูกบีบให้ออกมาทำเรื่องชั่วร้ายแบบยอมรับไม่ได้ เหตุผลเป็นเพราะอะไรกันล่ะ? เรื่องนั้นฉันเองก็พอจะเดาเค้าออกจากเรื่องเมื่อสี่ปีที่แล้ว และก็ยิ่งรู้สึกมั่นใจเข้าไปอีกตอนที่โยงไปเมื่อสมัยยังเรียนมัธยมปลายอยู่”

[งั้นเหรอ เล่าต่อเลย]

“ในปีที่สองที่ของยูเอย์ นอกจากหมัดและลูกเตะของแกรนโทริโน่ ฉันก็จำได้ขึ้นใจอย่างหนึ่ง กับเรื่องว่าที่ Big Three รุ่นต่อไปในสมัยนั้น ทั้งสามคือฮาร์ดชีลด์ ลาสท์เซอร์ไพรส์และมาเทนโร่ ในตอนนั้นพวกเขามีผลงานในงานกีฬาที่โดดเด่นมากๆ จนเป็นที่จับตา สำนักงานอีโร่แย่งกันดึงตัวไปเป็นอินเทิร์นกันแทบตาย แต่มาสังเกตุดีๆ แล้วนั้น ก่อนที่พวกเขาจะกลายเป็นทริโอ้ มันมีแค่ฮาร์ดชีลด์กับลาสท์เซอร์ไพรส์เท่านั้นที่โดดเด่น”

[อืม… นายกำลังจะบอกว่ามาเทนโร่ไม่ได้เป็นเพื่อนสนิทกับสองคนนั้นตั้งแต่แรกสินะ แต่ก็มีเหตุผลที่ทำให้ตัวเองต้องเข้าไปอยู่ในนั้น… เหมือนจะส่งกลิ่นออกมาจริงๆ นั่นแหละ ทันทีที่ความนิยมของฮาร์ดชีลด์ตกลงฮวบฮาบ ความนิยมของมาเทนโร่ก็พุ่งขึ้นสูง แถมยังมีเรื่องของลาสท์เซอร์ไพรส์และการล่วงละเมิดสิทธิเด็กของฮาร์ดชีลด์อีก คนที่ได้ประโยชน์ส่วนมากคือมาเทนโร่… บางทีมันอาจจะโยงเรื่องนี้กับเหตุการณ์เมื่อสี่ปีที่แล้วให้ชัดเจนขึ้นได้ถ้าเราไปถามฮาร์ดชีลด์ตรงๆ]

“อ่า เรื่องนั้นมันก็จริง แต่ฉันไม่รู้ว่าเขาเต็มใจจะให้ความร่วมมือหรือเปล่าเนี่ยสิ”

[หมายความว่ายังไงเหรอ?]

“ฮาร์ดชีลด์น่ะตามหาตัวยากจะตาย หลบสื่อเก่งพอๆ กับไอซาวะคุงเลยน่ะสิ นอกจากนั้นเรายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาจะมีความคิดเห็นยังไงกับเรื่องนี้ เขาอาจจะไล่ตะเพิดเราก็ได้นี่นา อาจจะไม่พอใจที่มาสนใจเอาตอนนี้ด้วยก็ได้…”

[อย่ากังวลไปเลย ออลไมท์ มันยังไม่สายสำหรับความยุติธรรม ต่อให้มีอำนาจมากมายหนุนหลังผู้กระทำผิดตัวจริ งแต่กระนั้นเราก็จะถอยไม่ได้หรอก บางที… นอกเหนือจากเรื่องวิลเลินแล้วเธอคนนั้นก็อาจจะเป็นผู้ถูกสังคมบีบให้กระทำความผิดเวลาจนตรอกก็ได้]

“นั่นสินะ… ขอบคุณจริงๆ ทสึกาอุจิ”

[ไม่ต้องหรอกๆ ทางนี้ต่างหากที่ต้องขอบคุณ ไว้มีอะไรคืบหน้าจะมาบอกนะ]

“อื้ม สวัสดี”

และสายก็ตัดไป

เรื่องฉาวที่น่าสงสัยเมื่อสี่ปีก่อนนั้นจบลงด้วยความเงียบงันของการเกษียณของฮาร์ดชีลด์

แต่ถ้ามารื้อฟื้นเอาตอนนี้ สังคมคงจะสั่นสะเทือนไม่น้อยเลยล่ะนะ

 

 

 

 

 

 

 

“อย่าออกเดินไปไหนไกลล่ะ” ชายคนหนึ่งกล่าวกำชับกับหญิงสาวที่อยู่ในตรอกเดียวกันอย่างเบาๆ โดยทำให้มั่นใจว่าเสียงที่พูดออกไปนั้นมีแค่คู่สนทนาที่จะได้ยิน เสื้อโค้ทสีสว่างตัวยาวปกคลุมทั่วร่างกายและแม้กระทั่งเส้นผมเอาไว้จนมิดทำให้ไม่รู้ลักษณะหน้าตาชัดเจน “ถ้าเธอคิดจะหนีก็ระวังเรื่องแย่ๆ ไว้ ไม่ใช่แค่เธอที่จะต้องดิ้นรน แต่ก็มีคนอื่นเหมือนกันที่ต้องเจ็บตัว”

หญิงสาวเรือนผมสีแดงเข้มที่ถูกกำชับอย่างใจร้ายก็ก้มหน้าลงเล็กน้อย ดวงตาสีอำพันของเธอไร้ประกาย “…เข้าใจแล้ว”

“รีบกลับมาด้วย เดี๋ยวโอเวอร์ฮอลจะโกรธเอา”

“อื้ม” น้ำเสียงของเธอแฝงไปด้วยความยอมจำนน ไม่มีกาารโต้แย้ง ไม่มีการถกเถียง ไม่มีเลยแม้กระทั่งเศษเสี้ยวของความไม่พอใจ เธอเพียงก้มหน้ารับฟังคำพูดของชายหนุ่มตรงหน้าอย่างนอบน้อม

“ดีมาก ถ้าพวกเราเสียเธอไปก็เท่ากับว่าเสียอนาคต ฉันขอย้ำอีกครั้งว่าอย่าคิดหนี” เขาทำท่าเหมือนจะเอื้อมมือไปสัมผัสบ่าของหญิงสาวตรงหน้า แต่ก็ชะงักไปราวคิดขึ้นได้ว่ามันคงไม่เหมาะหากเขาจะแตะต้องตัวเธอ ชายหนุ่มผละตัวออกห่างก่อนทีจะส่งสัญญาณมือให้เธอเดินไปในยังทิศทางที่ต้องการ

หญิงสาวผงกหัวก่อนที่จะเดินเข้าสู่แสงสว่างจากภายนอกตรอก เธอมองซ้ายมองขวาและหันกลับมามองชายหนุ่มเสื้อโค้ทสีขาวอีกที จากนั้นก็ออกตัวเดินไปยังทางเท้าที่พลุกพล่านไปด้วยผู้คนมากมาย

เธอเดินไปด้วยจังหวะที่ไม่ช้าไม่เร็ว ราวกับต้องการซึมซับบรรยากาศในตอนนี้ให้ได้มากที่สุด ทั้งแสงแดด สายลม และเสียงนกร้องคลอเบาๆ ในอากาศ เธอคิดถึงสิ่งแวดล้อมเหล่านี้จริงๆ เป็นเวลานานเท่าไหร่แล้วนะที่เอาอยู่แต่ในห้องใต้ดินสีขาวโพลนอย่างไร้อิสระจนเหมือนกับถูกจองจำไว้ตลอดกาล ดวงอาทิตย์และท้องฟ้าก็แทบไม่ได้เชยชม ยิ่งเหล่าผู้คนที่มีรอยยิ้มรอบกายก็คงไม่ต้องพูดถึง เธอไม่ได้อยากหนีหรอก แค่ต้องการอิสระแค่แม้เพียงสักนิดก็ยังดี เพราะถ้าหากเธอเลือกที่หนีไปตอนนี้ล่ะก็ คงมีอะไรแย่ๆ เกิดขึ้นมากมายแน่นอนเลยล่ะ 

หญิงสาวสัมผัสได้ว่าเวลาใกล้เย็นเช่นนี้มันช่างน่าหลงไหลและโรแมนติคเหมือนกับหนังสือที่เธอเคยอ่านตอนยังเด็ก แสงสีส้มอมแดงที่ทอไปทั่วท้องฟ้านั้นให้ความรู้สึกราวนิรันดร์กาล ช่างสวยงาม ชวนฝัน และตราตรึงหัวใจเป็นที่สุด กลับไปเธอคงเขียนบทกวีได้เป็นหน้าๆ แน่ หากโอเวอร์ฮาลปล่อยให้เธอเขียนน่ะนะ

เธอยืนหยุดนิ่งอยู่กับที่สักพัก ดื่มด่ำบรรยากาศภายนอกด้วยสายตาเลื่อนลอย ถ้าหากมีคนมาช่วยเธอตอนนี้ล่ะ จะดีแค่ไหนกันนะ? แต่เธอก็ไม่อยากไป ถ้าเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นมาล่ะ มันจะเป็นเพราะเธอคนเดียวเลย สู้อยู่ต่อไปโดยไม่มีคนเจ็บหรือคนตายเพิ่มก็น่าจะดีกว่าเป็นไหนๆ ต่อให้นั่นหมายความว่าเธอจะมีอิสระเพียงน้อยนิดและจะต้องเป็นคนเจ็บปวดก็ตาม

เมื่อรู้สึกได้ว่าตัวเองหยุดนิ่งนานเกินไป หญิงสาวก็ออกเดินต่อ แต่ก็เพราะไม่ได้ทันมอง ทำให้สาวเจ้าเผลอชนกับคนๆ หนึ่งโดยไม่ได้ทันตั้งตัว เพราะขาอ่อนแรงหรืออะไรก็แล้วแต่ หล่อนแทบไม่มีเวลาให้ตั้งหลักจนต้องหงายลงไป แต่ก่อนที่ร่างกายจะกระแทกกับพื้น มือเรียวของใครสักคนก็รั้งแขนของเธอเอาไว้อย่างทันท่วงที

เจ้าของเรือนผมสีแดงเข้มเบิกตากว้าง ดวงตาสีอำพันของเธอจ้องเข้าไปในดวงตาสีชมพูสดด้วยความตระหนกตกใจเล็กน้อย เธอกำลังจะเอ่ยขอบคุณแต่อีกฝ่ายกลับเดินผ่านไปอย่างไม่สนใจราวเป็นเรื่องเล็กน้อยเหลือประมาณ

“…” เธอยืนอยู่เฉยๆ ไม่ได้ หญิงสาวก้าวออกไปเล็กน้อยและพึมพำ “ขอบคุณค่ะ”

เจ้าของดวงตาสีชมพูแสนโดดเด่นนั้นไม่หันหลังมา เพียงแต่หยุดก้าวเดินไปชั่วครู่เท่านั้น เพียงแค่แป๊บเดียวบุคคลปริศนาก็ย่างเท้าออกไป

หญิงสาวยืนเหม่อไล่หลังเธอคนนั้น

เป็นตาที่สีสวยจังเลย

แต่ทันใดนั้นเธอก็รู้สึกขนลุกซู่ขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ราวกับว่ามีใครกำลังจ้องมองเธออยู่ เป็นสายตาที่ทิ่มแทงอย่างประหลาด แทบไม่เคยรู้สึกแบบนี้มาก่อนเลยด้วยซ้ำ ไม่เกี่ยวกับบุคคลปริศนาก่อนหน้านี้อย่างแน่นอน เหมือนเป็นสายตาที่จับจ้องมาด้วยความรู้สึกที่แรงกล้าบางอย่างจนแทบทำเอาเธอสะดุ้ง

ข้างนอกนี่ ถ้าหากเธอไม่มีโอเวอร์ฮาลก็คงทำอะไรไม่ได้จริงๆ ด้วย พอรู้สึกอันตรายขึ้นมาก็ไม่อยากก้าวเดินต่อแล้ว แสงตะวันเองก็เลื่อนลงลับขอบฟ้าไปเรื่อยๆ โดยไม่มีทีท่าจะหยุด สาวเจ้าหันไปมองซ้ายมองขวาอย่างหวดระแวง เธอไม่ได้คิดไปเองว่ามีคนมอง แต่ว่าเธอหาไม่เจอจริงๆ ว่าใครกำลังจับจ้องมาที่ตัวเธออยู่กันแน่

น่ากลัวจัง

กลับไปดีกว่า ถึงจะออกมาได้ไม่ถึงสิบนาทีเลยก็เถอะ

หญิงสาวคิดก่อนที่จะวิ่งย้อนกลับไปในทางที่ตัวเองจากมา

ถึงจะไม่รู้ก็ตาม แต่ว่าเคนมะไม่ได้เดินจากไปไหน เธอสงสัยในท่าทีของหญิงสาวเรือนผมสีแดงเข้มนิดหน่อยจึงแทรกกายเข้าไปในฝูงชนแล้วแอบมอง แต่ดูเหมือนว่าจะไม่ได้มีแค่เธอน่ะสิที่กำลังแอบจ้องหญิงสาวอยู่ 

เคนมะรอให้หญิงสาวเดินผ่านตัวเองไปเพื่อเข้าตรอกมืดที่เลยไปอีกสี่ห้าบล็อคด้วยความเร่งรีบ แม้ไม่อยากจะคิดอะไรให้มาก แต่เธอดูค่อนข้างตื่นคนและระแวงเป็นพิเศษ นั่นทำให้เคนมะสงสัยจากใจจริงว่าเพราะอะไรเธอจึงมีท่าทีเช่นนั้น เมื่อกวาดสายตามองไปรอบๆ พื้นที่ ก็พบว่าอีกฝั่งของถนน ในซอยมืดเพราะเงาที่บดบังนั้นมีสายตาคู่หนึ่งกำลังจับจ้องร่างของหญิงสาวอยู่ มันกำลังส่องสว่างราวดวงประทีปในความมืด

งานหยาบแล้วไง

ตอนนี้แม้เคนมะจะไม่ได้อยากมายุ่งเรื่องชาวบ้าน แค่อยากมาเดินเล่นผ่อนคลายอารมณ์เฉยๆ เท่านั้น แต่ว่าตอนนี้ผู้หญิงคนนั้นอาจจะเจอเรื่องไม่ดีก็ได้ โดนสายตาแทะโลมอย่างเจาะจงแบบนั้นมองก็ทำเอารู้สึกคลื่นเหียนแปลกๆ แล้ว

เคนมะจึงตัดสินใจที่จะเดินตามทางที่หล่อนไปก่อนหน้านี้ด้วยความเชื่องช้า

และก็ต้องชะงักเมื่อบุคคลที่เธอตามมากำลังคุยอยู่กับใครคนหนึ่ง

คนๆ นั้นสวมเสื้อโค้ทสีขาวยาวคลุมเข่า รองเท้าบู๊ทสีดำและหน้ากากที่มีจงอยปากนก

คนๆ นั้นมัน…

“แล้วนั่นมันใครกัน?” ชายคนนั้นถามหญิงสาวที่ตนกำลังพูดด้วย เจ้าหล่อนสะดุ้งและหันไปมองด้วยสีหน้าตื่นตระหนก เธอขมวดคิ้วเมื่อเห็นว่าเป็นบุคคลปริศนาก่อนหน้าที่ช่วยเธอตอนเกือบล้มเอาไว้ 

เคนมะนิ่งงัน

เธอจำเขาได้

เขาคือหนึ่งในคนที่มาโจมตีเธอกับทูมบ์ในคราวนั้น พร้อมกับคนอื่นๆ ในกลุ่มที่มีหน้ากากจงอยปากนกแบบคล้ายกัน และเธอก็ต้องเสียทั้งเพื่อนสนิทและรุ่นพี่ของตัวเองไปตลอดกาล

โครนอสเตซิส!!!

 

 

 

 

___________________________________

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 18 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

13 ความคิดเห็น