BNHA/MHA fic. || Villainous Avenue :: OC ::

ตอนที่ 7 : || 6 : ค ว า ม รู้ สึ ก นั้ น บ า ง ก ว่ า แ ก้ ว

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 112
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 24 ครั้ง
    13 พ.ย. 63

ตริ๊ง

เสียงลิฟต์ท์อันหนึ่งบอกแจ้งเตือนว่าได้ถึงชั้นที่หมายแล้ว ชายหนุ่มที่อยู่ด้านในจัดสูทและถอนหายใจออกมายาวเหยียด ก่อนที่จะเดินออกมาจากประตูเหล็กสองบานที่เปิดอ้า อีกฟากหนึ่งของประตูลิฟต์ท์มีชายร่างสูงโปร่งยืนหันหลังให้ พลางมองทิวทัศน์ภายนอกกระจกใสที่มีพื้นที่ครอบคลุมช่องว่างระหว่างชั้นเกือบทั้งหมด

“คุณ CEO…ไม่สิ รีเดสโทร คุณเรียกผมมามีอะไรหรือเปล่า?”

เมื่อชายหนุ่มคนนั้นพูดออกมา ชายที่ยืนมองวิวในเมืองอยู่อย่างเพลิดเพลินก็ฮัมเสียงในลำคอและหันมาทางเขา “โอ้ มาเทนโร่ คุณมาพอดีเลย ดีจริงๆ ที่นัดคุณมาในวันนี้” ชายหนุ่มวัยกลางคนที่มีจุดเด่นเป็นหน้าผากกว้างๆ และจมูกแหลมโด่งนั้นยิ้มร่า พลางจ้ำอ้าวเข้ามาเพื่อจับมือและเขย่าๆ ด้วยความปีติยินดี

เขาพยายามดึงมือออกแต่ไม่เป็นผล “สรุปมีเรื่องอะไรรึครับ?”

“เป็นการเริ่มต้นบทสนทนาที่เย็นชาจริงๆ แต่ก็สมเป็นเธอดีนะ ในวันดีๆ อากาศแจ่มๆ แบบนี้ไอ้เราก็อยากมาพูดคุยระลึกความหลังอะไรสักหน่อย” เขาปล่อยมือและกลับไปยืนที่เดิม มาเทนโร่เห็นดังนั้นจึงเดินตามไปหยุดอยู่ข้างๆ เขา “แหม ก็แบบว่า เธอน่ะยังจำเหตุการณ์เมื่อสี่ปี… ไม่สิ ราวๆ แปดปีที่แล้วได้หรือเปล่า?”

“หือ?… คุณจะหยิบเรื่องนั้นมาพูดทำไมไม่ทราบ” เขาพูดด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ แต่มีความไม่พอใจแฝงอยู่ชัดเจน

“ไม่เอาน่า! อย่าเพิ่งแยกเขี้ยวตอนนี้สิมาเทนโร่!” เขาบีบไหล่อีกฝ่ายอย่างถือวิสาสะ ส่วนชายที่โดนบีบก็ถอนลมหายใจฟึดฟัดแสดงความหงุดหงิดเต็มที่ “ฉันพูดขึ้นมาเพราะว่าได้ข่าวที่น่าสนใจมาตั้งชุดนึงน่ะซี่ ตอนนี้เรื่องนี้กำลังดังเป็นพลุแตกทั่วญี่ปุ่นเลย ฉันว่ามันน่าสนใจและสำคัญสำหรับเธอมากพอ มาเทนโร่”

“เรื่องที่ว่ามันคืออะไรล่ะครับ? เกี่ยวกับเรื่องเมื่อก่อนตั้งสองเรื่องด้วยงั้นเหรอ?…” เขาขยี้หัวของตัวเองด้วยความกระฟัดกระเฟียด เมื่อตนนึกถึงเหตุการณ์เมื่อตอนนั้นทีไรก็รู้สึกเหมือนมีคนกำลังจับตามอง กำลังบีบให้เขาถูกเปิดโปง กำลังทำให้เขาอับจนหนทาง และแน่นอนว่าการอับจนหนทางมันเป็นสิ่งที่มาเทนโร่เกลียดยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด

“เธอได้ข่าวเรื่องฆาตกรต่อเนื่องที่ชื่อว่าอินเฟมัสหรือเปล่า?”

“…อินเฟมัส?”

“หลายวันมานี้เธอคงไม่ได้ตามข่าวสินะ ไม่เป็นไรๆ มาจับเข่าคุยกันดีกว่า” เขาผละออกมาจากวิวทัศน์เมืองไดกะอันแสนสวยงามและตรงปรี่มายังโซฟาหนังสัตว์สีขาวสะอาดตรงมุมห้องใหญ่ มาเทนโร่เดินช้าๆ ตามมาอย่างไม่ยี่หระในขณะที่ท่านประธานเปิดปากพูด “ก็นั่นน่ะ อินเฟมัสเป็นฆาตกรต่อเนื่องที่มีผลงานมาตั้งแต่สี่ปีที่แล้ว อัตราการก่อเหตุของเธอมันค่อนข้างขึ้นๆ ลงๆ กระนั้นก็ยังเป็นที่พูดถึง เพราะทุกครั้งที่ลงมือ ผู้ที่บาดเจ็บหรือเสียชีวิตมักจะเป็นฮีโร่ แถมยังไม่มีหน่วยงานหรือฮีโร่คนใดสามารถจับเธอได้อีกด้วย เป็นบุคคลอันตรายตัวเป้ง”

มาเทนโร่นิ่งเงียบก่อนที่จะทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้บุนวมสีขาวที่ตั้งอยู่ตรงกันข้ามกับโซฟา

“ฮีโร่ผู้ทรงเกียรติอย่างออลไมท์ก็มีปัญหาใหญ่กว่ารออยู่ พวกอันดับต้นๆ คนอื่นก็พอกัน การขาดบุคคลระดับท็อปทำให้การสืบสวนนั้นเป็นไปอย่างยากลำบาก แต่เมื่อราวๆ เดือนก่อน วิลเลินคนนั้นก็ถูกเผยหน้าตาและข้อมูลปลอมๆ ที่หล่อนสร้างเอาไว้” เขากวักมือเรียกชายคนหนึ่งที่ยืนเฝ้าในห้อง บุคคลที่ถูกเรียกนั้นเคลื่อนตัวอย่างกระฉับกระเฉงแต่กลับดูเหมือนหุ่นเชิดมากกว่าสิ่งมีชีวิตเสียอีก เขายื่นซองเอกสารให้ซีอีโอก่อนที่จะยืนไปประจำตำแหน่งเดิม “และมันก็น่าสนใจเป็นอย่างมาก ฉันว่านายน่าจะรู้จักเด็กคนนี้เป็นอย่างดีเลย”

รีเดสโทรดึงรูปออกมาจากซองและยื่นให้มาเทนโร่ ชายหนุ่มไม่รับ แต่แค่เพียงปรายตามองไปที่รูปก็ชะงักค้างไปทั้งร่าง สิ่งแรกที่เขาสังเกตบนใบหน้าของหล่อนคือดวงตาสีชมพูสดที่แสนโดดเด่นยิ่งกว่าใคร

“อะไรกัน… บ้าน่า!” เขาเด้งตัวออกจากโซฟา “ใบหน้านี่ สีตาแบบนี้… โกหกใช่ไหม?!”

“ไม่หรอก นี่เป็นเรื่องจริงเสียยิ่งกว่าจริงเลย มาเทนโร่คุง” รีเดสโทรฉีกยิ้มที่แสดงออกถึงความเป็นมิตร “เด็กคนนี้คือลูกของฮาร์ดชีลด์และลาสท์เซอร์ไพรส์ ไม่ผิดแน่”

“แต่ฉันมั่นใจแล้วนะว่าเด็กคนนั้น…”

“อย่าเครียดไปเลย ฉันไม่ได้มาที่นี่เพื่อกล่าวโทษอะไรนาย เพราะนอกจากฉันจะไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียอะไรกับเรื่องนี้เท่าไหร่แล้ว ฉันก็ไม่เล็งเห็นว่าจะโทษนายไปทำไมด้วย” เขากล่าวและยื่นซองเอกสารทั้งหมดให้มาเทนโร่ “แต่ที่ฉันเรียกนายมา ก็เพราะว่าฉันแอบสนใจในการกระทำของเขาน่ะสิ คิวเรียสเองก็อยากสัมภาษณ์หล่อนใจจะขาด”

“ยัยนั่นกลายเป็นฆาตกรเพราะอยากเรียกร้องความสนใจจากสื่อน่ะสิ แต่ใครๆ เขาก็รู้ พอเป็นวิลเลินแล้วยังไงความน่าเชื่อถือก็ไม่มีอยู่ดี” มาเทนโร่ส่งเสียงขึ้นจมูก “อาจจะแค้นจนอยากเปิดโปงฉันจนเหมือนคนบ้า แต่ก็ทำอะไรไม่ได้มาก เพราะไร้ซึ่งคอนเนคชั่น แถมผลที่ตามมามันก็เสี่ยง ดีไม่ดีเรื่องแย่ๆ ที่ฮาร์ดชีลด์ทำไว้จะกลบข่าวที่เธออยากให้ดังอีกรอบนึงไปอีกล่ะมั้ง”

“น่าเห็นใจเด็กคนนั้นนะ นายควรจะจัดการให้เรียบร้อยไปแท้ๆ… ถ้าหายไปพร้อมๆ กันล่ะก็…”

“ไหนว่าจะไม่กล่าวโทษไงครับ รีเดสโทร ผมเองก็งานยุ่งนะ จะไปเก็บทบต้นทบดอกหมดได้ยังไงกัน”เจ้าของอัตลักษณ์หมาป่าสีเงินนั้นกระฟัดกระเฟียดใส่คนตรงหน้า รีเดสโทรเห็นดังนั้นก็หัวเราะเบาๆ แต่ไร้ซึ่งคำขอโทษหลุดมา “แต่แล้วมันยังไงหรือครับ? ถ้าเราได้ข้อมูลตรงนี้มาแล้ว สู้จับหล่อนเข้าตารางแบบไม่ให้มีปากมีเสียงอะไรไปเลยมันก็น่าจะดีนะ ผมไม่โดนเปิดโปง ตัวอันตรายโดนจับ ฮาร์ดชีลด์ก็ย่อยยับเพิ่มจากที่ย่อยยับอยู่แล้ว มีแต่เรื่องดีๆ ทั้งนั้น”

“ก็บอกไปแล้วว่าเด็กคนนั้นน่ะน่าสนใจ ข้อมูลที่ทางเรารวบรวมมาได้มันล้ำค่าเกินกว่าจะยื่นให้พวกฮีโร่ไปแล้ว” รีเดสโทรกล่าวพร้อมรอยยิ้มที่เขามีเหมือนเช่นเคย

“ล้ำค่ามากเหรอ?… หมายความว่ายังไง?…”

มาเทนโร่แกะซองเอกสารออกมา และเริ่มอ่านแบบไวๆ เพียงกวาดตามองทันที

ทั้งหมดนี้คือข้อมูลของ อิชิฮารุ เคนมะ

เด็กคนนี้ไม่ได้แจ้งเกิดและถูกปกปิดตัวตนจากสาธารณชน อาศัยอยู่กับพ่อแม่ที่บ้านบนภูเขาในจังหวัดยามางาตะที่สงบเงียบและไพรเวซี่สูง ไม่มีข้อมูลอัตลักษณ์ชัดเจน และกระทั่งเธออายุได้สิบสองปี แม่ของเธอก็ถูกมาเทนโร่ประทุษร้ายตอนกลางคืนขณะลาดตระเวนจนสาหัส สมองได้รับการกระทบกระเทือนและมีจุดช้ำในหลายจุด สามารถประคองอาการมาได้แต่สุดท้ายก็โคม่า หล่อนไม่สามารถตื่นขึ้นเพื่อใช้ชีวิตปกติได้ หลังจากนั้นอิชิฮารุ เคนมะก็ถูกผู้เป็นพ่อบังคับให้เรียนรู้วิธีการต่อสู้และฝึกฝนร่างกายอย่างโหดเหี้ยม

ตลอดระยะเวลาสองปี เคนมะไม่เคยได้พักผ่อน เธอถูกปฏิบัติเหมือนกับทหารในค่ายที่ต้องตื่นเช้า นอนดึก และเคลื่อนไหวร่างกายฝึกฝนทักษะในทุกๆ วันจนกระทั่งเชี่ยวชาญมันได้ แต่กระนั้นก็แลกมากับสภาพจิตใจที่ถูกบั่นทอนอย่างรุนแรง ข้อมูลตรงนี้เป็นข้อมูลที่ได้จากมาเทนโร่ตอนเข้าไปในห้องประชุม เขาได้ฟังเรื่องราวจากปากของฮาร์ดชีลด์ด้วยตัวเอง และหมาป่าหนุ่มก็ส่งต่อข้อมูลนั้นมาให้รีเดสโทรอีกที ถือเป็นความลับทอดต่อทอดที่ไม่มีใครรู้เห็นเป็นใจนอกจากตัวเขา คนในห้องประชุม และรีเดสโทร

และหลายวันถัดมานั้นเอง คณะกรรมการความปลอดภัยฮีโร่ตัดสินใจควบคุมตัวฮาร์ดชีลด์เอาไว้ในฐานะผู้ผิด ก่อนจะดำเนินการไปรับตัวภรรยาและลูกสาวของเขามาอยู่ในความดูแลของเจ้าหน้าที่อีกทีหนึ่ง ฮาร์ดชีลด์ยอมมอบตัวแต่โดยดี ส่วนเคนมะ…

เธอขัดขืนและทำร้ายเจ้าหน้าที่จนต้องมีการใช้มาตรการทำให้หล่อนสลบ

มาเทนโร่มองเหตุการณ์นั้นด้วยความเบื่อหน่ายเต็มที แต่ก่อนที่เคนมะจะถูกทำให้สลบนั้น เด็กสาวใช้ดวงตาสีชมพูสดราวอัญมณีชั้นเยี่ยมนั่นจ้องเขาด้วยความอาฆาตถึงขั้นขีดสุด มันมีแต่ความพยาบาทเคียดแค้นราวจะกินเลือดกินเนื้อเขา เป็นสายตาของบุคคลที่จะไม่มีวันให้อภัยตราบยังมีชีวิต และจะยังคงไม่ให้อภัยแม้จะตายไปแล้วก็ตาม แค่นึกย้อนไปถึงวันนั้นมาเทนโร่ก็รู้สึกขนลุกขนชันแล้ว ไม่อยากจะเชื่อว่านั่นคือสายตาที่เด็กอายุสิบสี่มองใครสักคน

แล้วเรื่องก็เงียบยาว แต่เหมือนว่าจู่ๆ หนึ่งเดือนให้หลังคณะกรรมการความปลอดภัยฮีโร่ก็เปลี่ยนใจและให้ฮาร์ดชีลด์กลับไปดูแลภรรยาที่บ้านโดยบังคับเขาเกษียณ ชายหนุ่มโดนสังคมตราหน้าว่าเป็นอะบิวเซอร์(แต่มันก็เป็นความจริงนั่นแหละ)และถูกตีแผ่เรื่องราวที่เขาใช้ลูกตัวเองเป็นบันได้สู่การแก้แค้นอย่างขายหน้า ถือว่าได้รับบทลงโทษอย่างสาสม แต่ทว่า มาเทนโร่ก็ไม่ค่อยเข้าใจนักว่าทำไมจู่ๆ คณะกรรมการถึงเปลี่ยนใจ แต่ชายหนุ่มก็เลือกที่จะเมินเรื่องราวของอดีตเพื่อนสนิทและใช้ชีวิตของตัวเองต่อ

ตอนนั้นเขาไม่ตะหงิดใจเลย จนกระทั่งตอนนี้…

บางทีเหตุผลที่ปล่อยฮาร์ดชีลด์ไป เพราะระหว่างการดูแลตัว เคนมะแอบหลบหนีออกมาหรือเปล่า? แล้วก็ใช้ชีวิตกับโลกใต้ดินตั้งแต่ตอนนั้นเนี่ยนะ? เป็นเด็กที่บ้าและเจ้าคิดเจ้าแค้นสุดยอด

แต่ไม่ว่าจะเป็นคำตอบแบบไหน เคนมะในตอนนี้ก็ยังถือว่าไร้พลัง เมื่อเผชิญหน้ากับเขาหล่อนก็เป็นได้แค่ลูกไก่ในกำมือ ไม่ทางเอาชนะพลังอำนาจสังคมที่เขามีในตอนนี้ได้หรอก

ลาสท์เซอร์ไพรส์ตายเพราะเขาเหรอ? แล้วไง เขาจัดการหลักฐานไปเรียบร้อยแล้ว หลักฐานในตอนนั้นแม้มันจะชัดเจนแต่ที่คณะกรรมการตัดสินใจให้มันเป็นเรื่องรองเพราะฮาร์ดชีลด์นี่แหละ จากนั้นรีเดสโทรก็ช่วยเขาด้วยการจัดฉากให้หลักฐานพวกนั้นไม่มีมูลและสร้างหลักฐานปลอมขึ้นมา แล้วก็โยนตัวร้ายตัวปลอมลงซังเต เรียบร้อย

นอกจากเขาต้องมอบตัวด้วยตัวเองแล้ว ก็ไม่มีอะไรจะสามารถผูกโยงเขากลับไปคดีนั้นหรือพาเขาเข้าคุกได้อีกต่อไป

“เรื่องอัตลักษณ์ของยัยเด็กนี่ล่ะ ไม่มีใครสืบได้เลยเหรอ?”

“ไม่ ไม่แม้แต่คนเดียว เป็นไปได้ว่าความสามารถของเธอมันคลุมเครือจัดๆ จนไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า” รีเดสโทรตอบหมาป่าหนุ่มที่เลื่อนหาข้อมูลอัตลักษณ์ด้วยความหงุดหงิด “ไม่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหว เธอมีอุปกรณ์ช่วยเหลือที่ทำให้ตัวเองสามารถพุ่งทะยานในอากาศได้อิสระ ไม่เกี่ยวกับการทรงตัวหรือการต่อสู้ นั่นเป็นทักษะที่เธอได้มา”

“อะไรกัน…” มาเทนโร่เดาะลิ้น

“แต่ว่านะ เราได้ตั้งข้อสันนิษฐานกลวงๆ ไว้อย่างนึง เราจับสังเกตุได้ว่าอุปกรณ์ ใบมีด ชุดคลุมตัวนอก ของทุกอย่างของเธอเป็นสิ่งที่ใช้มาตั้งแต่ตอนอายุสิบสี่ปี ยกเว้นไว้แค่พวกเสื้อตัวใน กางเกงแล้วก็รองเท้าที่น่าจะเปลี่ยนไซส์ แต่แม้จะโหมใช้ทำงานมาตลอดระยะเวลาสี่ปี่เต็มๆ ก็ยังไม่ได้รับความเสียหาย ยังคงเหมือนใหม่ทุกประการ”

“…นั่นหมายความว่า?”

อัตลักษณ์ของเธอคงเกี่ยวกับการรักษาคงสภาพสิ่งต่างๆ แน่นอน

มาเทนโร่ขมวดคิ้ว “เหมือนไม่ค่อยเกี่ยวข้องกับลักษณะอัตลักษณ์ในกรรมพันธุ์เลยนะ”

“บางทีอาจจะเกี่ยว แต่กับแค่สายเลือดของฮาร์ดชีลด์…”

“หา? ยังไงล่ะนั่น?”

“ฟังสิ ฮาร์ดชีลด์… หรือชื่อจริงว่าอิชิฮารุ อิจิดาเตะนั้นมีอัตลักษณ์คือการทำให้แข็งตัว (Petrification) มีคุณสมบัติในการทำให้วัตถุเกิดการแข็งตัว ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นสิ่งมีชีวิตหรือสิ่งของก็ตาม แถมเขายังทำให้ตัวเองมีคุณสมบัติดังกล่าวได้ด้วย ทุกเซลล์และทุกโครงสร้างจะแข็งมากขึ้น ทำให้เกิดการปกป้องและมีการดูดซับแรงกระแทกชั้นเยี่ยม ส่วนอัตลักษณ์ปลดปล่อยความเร็ว (Acceleration) ของลาสท์เซอร์ไพรส์ก็เหมือนว่าจะไม่ได้ค่อยเกี่ยวกันนัก แค่ฟังดูก็รู้สึกพอเป็นไปได้ใช่ไหม?”

“อ่า แล้วคุณคิดว่าอัตลักษณ์ของเด็กนั่นเป็นยังไง เอาแบบที่คุณคิดเอาไว้จริงๆ น่ะ…”

“สำหรับฉันแล้ว มันคงจะเป็นอะไรที่เหนือขั้นยิ่งกว่าฮาร์ดชีลด์ในทุกความหมาย”

“…ยังไงล่ะนั่น?”

“แบบนี้นะ มาเทนโร่คุง เธอเองก็เคยได้ยินเรื่องที่ว่าในทุกเจเนอเรชั่่น อัตลักษณ์จะพัฒนาให้มีความแฟนซีสุดยอดมากไปกว่าเดิมอีกหลายเท่าตัวใช่ไหมล่ะ! เพราะงั้นก็เป็นไปได้ว่าอัตลักษณ์ของอินเฟมัสนั้นเป็นอะไรที่มากกว่า ‘การแข็งตัว’ ดาดๆ แบบของพ่อของเธอ จนฉันเครียดแล้วก็คิดไม่ตกไปสักพักเลยล่ะว่าอัตลักษณ์ของเด็กคนนี้มันยังไงกันแน่?!”

“…ถึงจะไม่ใช่ข้อมูลที่แน่นอนและเป็นแค่สมมติฐานก็เถอะ แต่บอกผมมาได้แล้วว่ามันคืออะไรกันแน่”

“บางที มันอาจจะเป็น… อืม หาคำแปลสวยๆ ไม่ได้เลยแฮะ เอาเป็นว่าฉันคิดว่ามันคือ Immortalization

“อิมมอร์..ทัล? หมายถึงทำให้เป็นอมตะน่ะเหรอ? บ้าแล้ว รีเดสโทร ของแบบนั้นมันจะเป็นไปได้ที่ไหนกัน”

“มันอาจจะเป็นไปแล้วด้วยซ้ำ มาเทนโร่คุง…” เขาขยับขาขึ้นนั่งไขว่ห้าง ก่อนที่จะประทับรอยยิ้มการค้าบนใบหน้าที่เขามีเสมอมาให้ชายหนุ่มตรงหน้า “ฉันยังไม่เคยได้ข่าวเด็กคนนั้นเจ็บตัว หรือของรอบกายพังเลย มันเป็นไปไม่ได้ที่จะตะลอนไปโลกใต้ดินโดยไม่สูญเสียอะไร แผลสักรอยก็ยังไม่ได้ด้วยซ้ำนะ! นั่นคงเป็นความสามารถที่แท้จริงของเจ้าหล่อน แต่นั่นก็แค่การสันนิษฐานของฉันเท่านั้นแหละ อาจจะมีคลาดเคลื่อนไปสักนิดสักหน่อย”

“…” มาเทนโร่เงียบไปสักพัก “ฮะๆ… ข้อสันนิษฐานของคุณมันเคยพลาดซะที่ไหนกันล่ะ รีเดสโทร… เอาเถอะ อย่างน้อยผมก็ได้รู้ในสิ่งที่ต้องการแล้ว ธุระจากอดีตของผมมันยังสะสางไม่เสร็จ”

มาเทนโร่ลุกขึ้นยืนและตรงปรี่ไปที่ลิฟต์ทันที 

“ผมจะจัดการเหยียบอิชิฮารุทั้งตระกูลให้จมดิน”

 

 

 

 

 

 

 

หญิงสาวนั่งหมุนมีดมาเชเต้ในมือเล่นพลางรอการติดต่อ

ตั้งแต่เมื่อกี๊แล้วที่เธอรู้สึกขัดข้องและรำคาญใจแปลกๆ 

มันจะใช่แน่เหรอที่ว่าออลฟอร์วันไม่มีส่วนรู้เห็นกับเรื่องนี้จริงๆ น่ะ?

คิดเท่าไหร่ก็ปวดหัวเท่านั้น หญิงสาวจึงพยายามดิสแทรคตัวเองออกจากความคิดที่ชวนไมเกรนขึ้น เธอก้มมองมีดขนาดใหญ่ที่เธอใช้ก่อเหตุตลอดสี่ปีมานี้ด้วยสายตาว่างเปล่าและล้ำลึกเหมือนมหาสมุทร เธอหมุนมันเล่นไปมาด้วยทริคที่ต่างกันราวไม่กลัวว่าจะบาดเจ็บด้วยความใหญ่และคมกริบของมัน

บางทีควรจะเปลี่ยนอาวุธได้แล้ว… มาเชเต้มันสั้นแล้วก็หนักไป ไม่ค่อยคล่องตัว คาตานะหรือมีดคัสต้อมก็อาจจะดีนะ

หล่อนคิดก่อนที่จะเสียบมันเข้าฝักตามเดิม

มือคู่นี้สังหารทั้งฮีโร่และคนบริสุทธิ์ไปมากเพียงเพราะต้องการจะโด่งดัง จากนั้นก็ตีแผ่ความจริงที่หล่อหลอมให้เธอเป็นเช่นนี้ให้สังคมสั่นสะเทือน ตอนนี้เป็นอีกครั้งที่หญิงสาวไม่สามารถจัดการอารมณ์ความรู้สึกของตัวเองได้ดีมากนัก เธอมักจะสับสนในการกระทำของตัวเองบ่อยๆ คิดเอาเสมอว่าแบบนี้มันถูกหรือ แบบนี้มันใช่หรือ แต่เอาเข้าจริง เธอไม่มีวันทำอะไรได้หรอกหากขาดกระบอกเสียงและน้ำหนักในการกระทำ เธอต้องไปให้สุดโต่งที่สุดเท่าที่จะทำได้ในสายตาสังคม เพื่อให้ทุกคนรู้ว่าคนดีๆ คนหนึ่งก็กลายเป็นคนสารเลวได้เพียงแค่เรื่องเลวร้ายเกิดขึ้นกับเขา

กระนั้นมันก็ยังกลืนไม่เข้าคายไม่ออกอยู่ดี

เธอนั่งจมในความคิดเหมือนกับที่จมลงไปในน้ำ หญิงสาวนั้นพยายามไม่ให้ตัวเองหายแค้นไปเสียก่อน ไม่เช่นนั้นการกระทำทุกอย่างมันจะไร้ความหมาย

เธอกะจะไม่เมตตาใครทั้งสิ้น จะเดินหน้าอย่างไร้เหตุผล แต่โซ่ที่เรียกว่าสามัญสำนึกก็ล่ามเธอเอาไว้ เมื่อมองกลับไปข้างหลัง ผู้ที่ตรึงโซ่อยู่ก็ไม่ใช่ใครนอกจากตัวเธอเองนั่นแหละ นั่นทำให้เธอรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังถูกลากกลับเข้าไปสู่ความเป็นมนุษย์ที่ควรจะเป็น ถึงจะกระชากโซ่นั้นไม่ขาดแต่เธอก็กร่นด่าตัวเองที่อยู่ภายหลังอยู่ตลอดเวลา ทำไมถึงโกรธไม่ได้ ทำไมถึงทำตัวสารเลวไม่ได้ ทำไมเธอถึงเป็นแบบนี้ไม่ได้หากโลกมันเป็นฝ่ายบีบบังคับเธอเสียเอง

ตัวเธอภายหลังได้แต่กระซิบว่า เพราะเธอไปไกลเกินไปยังไงล่ะ

ไกลเหรอ? มันไกลตรงไหนกัน? เธอไม่เข้าใจเลย

เพราะมันมีกฏหมายอยู่ เพราะมีศีลธรรมอยู่ เพราะมันมีความถูกผิดอยู่ เธอข้ามเส้นไปแล้ว

เธอกำลังทำตัวเธอเองสับสน แล้วคนที่ทำร้ายเธอล่ะ แล้วสังคมพรรค์นี้ล่ะ อะไรมันเป็นเรื่องที่ถูกต้องกันแน่?

เธอเองก็กระทำเรื่องเลวร้ายลงไปเหมือนกันนี่ อย่าถามหาความยุติธรรมหรือสิ่งที่ถูกต้องเลย

เงียบปาก เราไม่ได้เกิดมาบนโลกใบนี้เพื่อเจ็บปวดไม่ใช่เหรอ? ทำไมฉันถึงต้องเกิดมาแบบนี้ด้วยล่ะ? ใครมันจะรับผิดชอบความเส็งเคร็งพวกนี้นอกจากสังคมจอมปลอมนี่

การเจอเรื่องเลวร้ายไม่ได้หมายความว่าจะทำเลวกับใครยังไงก็ได้นะ

“อึ๊ก!-”

หญิงสาวกุมหัวของตัวเองที่จู่ๆ ก็ปวดจี๊ดขึ้นมา บางทีอาจจะเป็นเพราะใช้ความคิดมากไป

เพราะการกระทำของเธอมันสับสนกับจิตใจลึกๆ ก็เลยเป็นแบบนี้เหรอ? หญิงสาวทอดถอนใจและฟุบตัวลงกับโต๊ะ เอาหน้าผากแนบเคาน์เตอร์ อย่างน้อยก็เพื่อระบายความเจ็บปวดที่จู่ๆ ก็แล่นเข้าสมองอย่างควบคุมไม่ได้ เธอไม่เคยปวดหัวมานานขนาดไหนแล้วนะ?… อา เป็นความรู้สึกที่แปลกใหม่และคุ้นเคยอย่างน่าประหลาดจริงๆ

หญิงสาวเอามือลูบหลังศีรษะของตัวเองราวหวังจะให้มันผ่อนคลายลงบ้าง

…แต่ทำไมมันมาปวดเอาตอนนี้นะ?

เจ้าหล่อนคิด เพราะมันก็ไม่ใช่ครั้งแรกในรอบปีที่เธอตีกับตัวเองในหัว ถ้ามันเป็นเพราะเธอคิดมากจริงมันก็ควรจะมีอาการปวดตั้งแต่คราวก่อนๆ นู้นแล้ว

หรือเพราะช่วงนี้กินเหล้าบ่อยจัดกัน? เกี่ยวไหมนะ?

อาจจะเป็นไปได้ก็ได้

อินเฟมัสยันตัวขึ้นก่อนที่จะเดินไปทางห้องน้ำเพื่อที่จะล้างหน้า แต่ทันใดนั้นเอง ก่อนที่จะได้ก้าวไปไหนไกล ม่านหมอกวาร์ปเกตของคุโรกิริก็เปิดขึ้นโดยไม่มีสัญญาณเตือนหรือการบอกกล่าวใดๆ ทั้งสิ้น เคนมะที่เห็นดังนั้นก็ขมวดคิ้วด้วยความไม่เข้าใจ ชิการาคิกำลังจะถูกพาตัวกลับมางั้นหรือ? แต่ทำไมถึงไม่ได้มีแจ้งเตือนบอกกล่าวอะไรเลยล่ะ? นี่มันทำให้เธอสับสนมึนงงสิ้นดี

หรือว่าจะฉุกเฉินขนาดที่แจ้งเตือนอะไรกันก่อนไม่ได้?

ทำไมกันล่ะ ทั้งที่บอกไปแล้วแท้ๆ ว่าหากเห็นท่าไม่ดีแม้แต่นิดเดียวก็เรียกไปสมทบได้เลยน่ะ

หญิงสาวรีบสวมหน้ากากและดึงฮู้ดขึ้นทันที พอเสร็จสิ้นก็ชักมีดมาเชเต้ออกมาจากฝักและพุ่งเข้าประตูวาร์ปโดยเร็ว

เมื่อร่างของเธอพ้นจากอีกฟากมา สายตาของเธอก็มองไปรอบๆ ทันทีเพื่อหาตำแหน่งของชิการาคิเป็นอันดับแรกโดยสัญชาตญาณ และเธอก็เห็น เขาอยู่ทางด้านล่าง! เธอเพิ่งรู้ตัวด้วยว่าคุโรกิริวาร์ปส่งเธอมาจากด้านบน คงจะเพื่อให้เธอเห็นสถานการณ์โดยรวมได้ชัดเจนจากมุมสูงนั่นแหละนะ เมื่อสามารถสังเกตตำแหน่งของทั้งหัวหน้า โปรฮีโร่ และบุคคลต่างๆ ได้ หญิงสาวก็ตัดสินใจพุ่งเข้าหาชิการาคิเพื่อปกป้องทันที

แน่นอน การปรากฎตัวของเธอแม้จะรวดเร็วปานสายฟ้าแลบเท่าไหร่ แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ถูกสังเกตได้ยากน้อยลงเลย อาจารย์สไนป์ผู้มีอัตลักษณ์แม่นปืนก็ได้ทำการเล็งปลายกระบอกเข้าหาร่างของเธอทันที เด็กๆ ที่ยืนอยู่ข้างหลังก็อ้าปากค้างด้วยความตกใจ โดยเฉพาะมิโดริยะ อิซึคุ ที่… กำลังสะบักสะบอมได้ที่ เขาจ้องเธอด้วยสีหน้าไม่อยากเชื่อเท่าไหร่ เขาอ้าปากพะงาบๆ ราวไม่คาดคิดว่าเธอจะปรากฏตัวขึ้นมาโดยกะทันหันเช่นนี้!

ปัง ปัง ปัง ปัง!!!

กระสุนปืนสี่นัดได้ถูกลั่นไกออกไปโดยถูกเล็งไปที่มือสองข้างเพื่อปลดอาวุธ และขาอีกสองเพื่อสกัดกั้นการเคลื่อนไหว แต่มันช่างเหนือความคาดหมายที่หญิงสาวหมุนตัวหลบกลางอากาศได้ด้วยเครื่องมือเคลื่อนย้าย พร้อมทั้งใช้ใบมีดปัดกระสุนที่เบี่ยงหลบไม่ทันไปทางอื่น เหล่าอาจารย์โรงเรียนยูเอย์ที่กำลังจะเข้าถึงตัวชิการาคิได้นั้นก็ต้องกระโดดหลบอินเฟมัสที่จู่ๆ ก็หมุนตัวเป็นพายุพร้อมกับมีดที่ถือโดยพุ่งลงพื้นอย่างรวดเร็ว หากโดนโจมตีเข้าต้องอันตรายแน่!

หญิงสาวที่พุ่งลงมาด้วยความเร็วใช้เท้ายันพื้นเพื่อชะลอ พร้อมกับใช้เครื่องช่วยเคลื่อนไหวปรับสมดุล ก่อนที่จะไถลมาหยุดข้างๆ ชิการาคิโดยโชคช่วย หญิงสาวมองไปรอบๆ ด้วยสีหน้าอ่อนล้าระคนคิดไม่ตก จะฆ่าหรือปล่อยไปดีล่ะ?

“ชิการาคิคะ เอาไง?” เธอกล่าวถามอีกฝ่ายพลางก้มตัวลงใช้มือแตะหลังเขาที่นอนหมอบอยู่

“หนีก่อน….” เขาพูดเสียงอ่อย

“ฉันต้องฆ่าใครไหม?- อ๊ะ!”

เธอสังเกตุเห็นพรีเซนต์ไมค์เตรียมจะแหกปากโจมตี หญิงสาวจึงเดาะลิ้นอย่างไม่สบอารมณ์และอุ้มชิการาคิกระโดดหนีอย่างรวดเร็วทันทีก่อนที่คลื่นเสียงของไมค์จะสร้างความเสียหายให้เธอและเขาเหมือนพื้นคอนกรีต หากเคลื่อนไหวออกมาช้ากว่านี้มีหวังตายแน่ๆ

เด็กสาวหันมามองบรรยากาศรอบก่อนที่จะพุ่งทะยานขึ้นไปบนวาร์ปเกตทันที

ปัง! ปัง!

เสียงปืนดังลั่นอีกสองนัด คราวนี้หญิงสาวอยู่บนอากาศแถมยังแบกชายหนุ่มอีกคนเอาไว้ด้วย เป็นไปได้ว่าเธอจะไม่สามารถเคลื่อนไหวได้อิสระเท่าตอนที่ไม่มีเขาอยู่

จะต้องทำให้ร่วงทั้งคู่ได้แน่!

แต่แล้วสิ่งที่ไม่อาจคาดคิดก็เกิดขึ้น

เป๊ง!

กระสุนทั้งสองนัดถูกดีดออกมาทันทีที่กระทบร่างของหญิงสาว ไม่กี่วินาทีหลังจากนั้น เธอก็พาชิการาคิพุ่งกลับสู่วาร์ปเกตได้ในทันที ประตูวาร์ปเองก็ปิดตัวลงเช่นกัน

“บ้าจริง ดันรอดไปซะได้!” สไนป์สบถ

“เอาน่า นายทำดีแล้วล่ะ” อาจารย์อีกคนกล่าว “ก่อนอื่นก็มาจับกุมพวกวิลเลินนี่กันก่อนเถอะ… งานต่อไปเราคงจะเสียหายหนักน่าดู”

 

 

 

 

 

 

 

“เจ็บเว้ย….” ชิการาคิครวญครางอิดออดทันทีที่ร่างของเขาถูกวางลงบนพื้นไม้ “ยิงโดนทั้งแขนทั้งขา แพ้แบบหมดรูป… แม้แต่โนมุก็โดนจัดการ! พวกลูกน้องก็โดนจัดการ! เด็กพวกนั้นแข็งแกร่งกันเป็นบ้า…!”

อินเฟมัสจะจับเขาพลิกตัวเพื่อดูแผลให้ แต่ก่อนที่เธอจะได้ทำเช่นนั้นชิการาคิก็พูดขึ้น ตะคอกเสียงใส่จอทีวี “สัญลักษณ์แห่งสันติภาพมันยังแข็งแรงดีอยู่เลยนี่ มันคนละเรื่องกับที่บอกมาเลยนะ อาจารย์!!!”

[ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกนะ พวกเราอ่านเกมกันง่ายไปต่างหาก]

[อื้มมม ดูถูกเกินไปจริงๆ นั่นแหละ แต่ก็ดีแล้วที่ใช้ชื่อกระจอกๆ อย่างสมาพันธ์วิลเลินไป] เสียงของชายอีกคนดังขึ้นซ้อนมา หญิงสาวเพิ่งเคยจะได้ยินเสียงของชายคนนี้เป็นครั้งแรก เขามีเค้าลางความแก่และน้ำเสียงที่แหลมกว่า ฟังดูประชดประชัน [แต่จะว่าไป โนมุผลงานของฉันกับอาจารย์เป็นยังไงบ้าง?]

[ได้เอากลับมาด้วยหรือเปล่า?]

“โนมุนี่มัน…” อินเฟมัสพูดขึ้นมาอย่างฉงนใจ เหมือนถูกทิ้งไว้ข้างหลังบทสนทนาอย่างไรอย่างนั้น

[อ้า เธอคงไม่ได้ถูกเล่าอะไรให้ฟังเลยสินะ ฉันเสียใจจริงๆ] นี่เป็นเสียงของอาจารย์ของชิการาคิ หรือออลฟอร์วันนั่นเอง เมื่อได้ยินประโยคนั้นอินเฟมัสก็ยิ่งรู้สึกเหมือนตัวเองไม่เกี่ยวข้อง ทั้งๆ ที่มันควรจะเกี่ยวมากกว่าเดิมอีก [แต่ก่อนอื่นเลย ฉันต้องการจะรู้เรื่องของโนมุนั่น เธอได้เอากลับมาไหม?]

“โดนอัดจนปลิวไปแล้วครับ” คุโรกิริกล่าวตอบ

[อะไรนะ?!] เสียงของชายที่อินเฟมัสไม่รู้จักได้โพล่งออกมาด้วยความตกใจ

“หากไม่สามารถระบุพิกัดได้แน่ชัด ต่อให้เป็นวาร์ปเกตอย่างผมก็จนปัญญาที่จะหาครับ” เขากล่าวพร้อมเดินไปใกล้ๆ จอทีวี เป็นครั้งแรกที่เธอเห็นท่าทางของเขานอกเหนือจากยืนเฉยๆ แล้วขัดแก้ว ชายร่างหมอกเหมือนจำกำมือไว้สองข้างและก็ยกมันขึ้นมาอย่างไม่พอใจ “แถม… ไม่มีเวลาจะทำแบบนั้นแล้วด้วย”

เธอคงเป็นคนเดียวในที่นี้ที่กำลังสับสนและไม่เข้าใจอะไรเลย

คงไม่ใช่ชิการาคิหรือคุโรกิริที่ตัดสินไม่บอกอะไรเธอ สองคนในจอนั่นอาจจะตั้งใจทำอะไรอยู่แน่ๆ

ไม่รู้ว่าทำไมถึงคิดแบบนี้ อาจจะเป็นเพราะเธอกำลังไม่พอใจที่ไม่ถูกไว้ใจก็ได้

[อุตส่าห์ทำให้มีพลังพอๆ กับออลไมท์แล้วแท้ๆ เชียว!]

[แต่มันก็ช่วยไม่ได้ล่ะนะ ช่างมันเถอะ]

ง่ายๆ อย่างนี้เลยงั้นเหรอ?

“ทำไมมีแค่ฉันที่ไม่รู้เรื่องโนมุบ้าบออะไรนั่นเลยล่ะ” เคนมะกล่าว “อย่างน้อยก็บอกอะไรสักนิดสักหน่อยกับฉันก็ได้นี่ ไม่ไว้ใจกันรึไงคะ”

[น่าๆ อย่าเพิ่งหงุดหงิดไปเลย เคนมะ มันเป็นเหตุสุดวิสัยนี่ ฉันเข้าใจว่าเธอเคืองเพราะถูก exclude จากบทสนทนา แต่อย่าเพิ่งดีกว่านะ] ออลฟอร์วันกล่าว นั่นทำให้เคนมะสะอึกเล็กน้อย

“…สรุปมันเรื่องอะไรกันล่ะนั่นน่ะ ไม่มีใครตอบฉันสักคนเลยเหรอคะ?”

[ไว้ฉันจะอธิบายให้เธอฟังโดยเฉพาะเลยแล้วกัน ฉันมีเหตุผลที่ไม่สามารถเล่าให้เธอฟังตอนนี้ได้น่ะ]

เคนมะเลิกคิ้ว ไม่พอใจในเหตุผลที่อีกฝ่ายให้มาเท่าไหร่

“…จริงสิ… มีเด็กคนนึงที่มีความเร็วพอๆ กับออลไมท์อยู่ล่ะ” จู่ๆ ชิการาคิก็พึมพำขึ้นมา เคนมะที่ได้ยินดังนั้นก็ขมวดคิ้วและหันมามองชายหนุ่มโดยอัติโนมัติ ยิ่งพวกเขาพูดคุยกันมากเท่าไหร่เธอก็ยิ่งรู้สึกโดนกีดกันและตามไม่ทันมากขึ้น สรุปนี่มันเรื่องบ้าอะไรกันแน่ ตอนที่เธอได้รับมอบหมายเธอรู้แค่ว่าชิการาคิจะพาพวกวิลเลินจำนวนมากไปบุก USJ เท่านั้นเอง

[เห?…]

“ถ้าเด็กนั่นไม่เข้ามาขวางล่ะก็ ป่านนี้คงจะฆ่าออลไมท์สำเร็จไปแล้วก็ได้” เขาลากนิ้วที่อยู่บนพื้นจนเล็บจิกลงไปบนเนื้อไม้ “ไอ้เด็กเวร… ไอ้เด็กเวรนั่น!… อึกกกกกกก…”

เป็นอีกครั้งที่โทมุระแสดงอาการไม่พอใจแบบสุดขีดออกมา เอาตรงๆ เคนมะก็เพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรกในรอบหลายสัปดาห์นี่ล่ะ 

[มัวแต่คับแค้นไปก็ไม่มีประโยชน์อะไรขึ้นมาหรอก คราวนี้ก็ใช่ว่าจะสูญเปล่าไปซะทุกอย่าง] ออลฟอร์วันกล่าว จู่ๆ เคนมะก็เสียวสันหลังขึ้นมา ราวกับคนที่อีกฟากของหน้าจอกำลังจ้องมองมาที่เธอพร้อมกับรอยยิ้มชวนขนหัวลุก [ค่อยๆ รวบรวมพวกตัวเก่งๆ มาใช้ซะสิ อยากจะใช้เวลามากแค่ไหนก็ได้ พวกเราเองก็ยังไม่สามารถเคลื่อนไหวอย่างอิสระ ก็เลยต้องมีสัญลักษณ์อย่างเธออยู่ ชิการาคิ โทมุระ ครั้งต่อไปจงทำให้โลกได้รู้ถึงความน่ากลัวของเธอซะ]

เคนมะขมวดคิ้วแน่นจนเป็นปมที่ไม่อาจจะคลายออก หญิงสาวเม้มปากจนเป็นเส้นบาง 

ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ก็รู้สึกมั่นใจว่าจะปักหลักแล้วแท้ๆแต่ออลฟอร์วันกลับเป็นคนที่เดาความรู้สึกนึกคิดยากอะไรเช่นนี้ เขาทำให้เธอทั้งต้องการที่จะอยู่ และก็ทำให้เธอต้องการที่จะปลีกตัวเช่นกัน เขากำลังปั่นหัวเธอเล่นอยู่หรือ? เพื่อพระแสงอะไรล่ะ? ถ้าเกิดเธอหนีไปจริงๆ ขึ้นมาเท่ากับว่าเขาเสียหมากล้ำค่าเลยนะ… หรือเขารู้อยู่แล้วว่าเธอไม่มีที่จะไปก็เลยกล้าที่จะเล่นกับเธอขนาดนี้ เอากับเขาสิ

เธอเกลียดคนประเภท Manipulative เป็นที่สุด อยากจะรู้ว่าเขาจะปั่นหัวเธอไปได้อีกสักกี่น้ำ

ตอนนี้เธอไม่ไว้ใจเขาไปแล้ว

แล้วเขาล่ะ ยังคงไว้ใจเธออยู่หรือเปล่า?

 

 

 

_____________________________

คราวนี้มีภาพแถมให้สองภาพล่ะค่ะ!

ตาพี่ทูมบ์คนแสนดี ตัวประกอบที่ไรท์รักมาก

 

มาเทนโร่ ฮาร์ดชีลด์ และลาสท์เซอร์ไพรส์สมัยเรียนยูเอย์ :D

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 24 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

13 ความคิดเห็น

  1. #13 Bao_Bao (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2563 / 23:59
    เส้าค่ะ ภาพไม่ขึ้น;_;))
    #13
    0
  2. #11 mvisioboy3 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 21 สิงหาคม 2563 / 06:57
    ไม่เห็นภาพเลย
    #11
    0
  3. #10 Disconnect12 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 21 กรกฎาคม 2563 / 22:02

    ก็แต่งดีนะ ทำไมคนอ่านน้อยจัง
    #10
    0