BNHA/MHA fic. || Villainous Avenue :: OC ::

ตอนที่ 6 : || 5 : ข า ว ด ำ นั้ น ไ ม่ มี วั น ชั ด เ จ น

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 99
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 23 ครั้ง
    21 ก.ค. 63

วันนี้อินเฟมัส หรือที่ถูกเฉลยชื่อต้นไปว่าเคนมะนั้นมาเดินข้างนอกเหมือนเช่นเคย หากแต่วันนี้เธอไม่ค่อยกลัวเกรงสายตาใครหรือตำรวจที่ไหนเท่าไหร่ ไม่ได้แต่งหน้า ไม่ได้ใส่หน้ากาก แค่มีฮู้ดสีปกปิดสีผมอยู่เท่านั้น จะอ้างว่าเพราะอากาศร้อนเลยใส่ฮู้ดมาบังแดดก็ยังได้ อีกอย่างก็ผ่านมาร่วมเดือนแล้วที่เธอวางมือจากการก่อเหตุ เรื่องก็เลยซาๆ ลงไปบ้างแล้ว แต่การตรวจตราของฮีโร่ในละแวกก็ยังคงแข็งขันไม่เปลี่ยนแปลง แต่ก็ใช่ว่าอินเฟมัสจะกลัวหรอกนะ

วันนี้เป็นวันปฏิบัติการ และเธอคงยังไม่ถูกเรียกจนกว่าจะมีเรื่องฉุกเฉินหรืออะไรแบบนั้นเกิดขึ้น เธอเลยกะว่าจะมาเดินเล่นให้จรรโลงใจก่อนลงมือเสียหน่อย

หญิงสาวขึ้นรถไฟฟ้าและลงไปยังสถานีหนึ่งของเขตชิซุโอกะ เมื่อออกจากสถานีสายตาของเธอก็เหลือบไปเห็นโรงเรียนฮีโร่อันทรงเกียรติอย่าง U.A. ตรงภูเขาไฟฟูจิ หญิงสาวจ้องมองมันด้วยสายตาสงบนิ่ง ตึกกระจกที่สะท้อนภาพของท้องฟ้าจนเป็นเหมือนนภาที่ไม่มีที่สิ้นสุดมันช่างสวยงามและโดดเด่นจริงๆ

นั่นเคยเป็นที่ๆ ที่เธอเกือบจะได้เข้าไปเรียน

พ่อของเธอวางแผนเอาไว้เป็นอย่างดี ว่าจะให้เธอเติบโตไปในทางไหน ต้องการจะปั้นเธอให้โดดเด่นอย่างเต็มที่ แต่สุดท้ายผลลัพธ์มันก็พังไม่เป็นท่า เพราะตัวเขาเองนั่นแหละ…

เอาจริงๆ ตอนเด็กเคนมะนั้นก็หลงไหลในฮีโร่ไม่แพ้เด็กคนอื่นเลย เธอชื่นชมและต้องการจะกลายเป็นผู้ผดุงความยุติธรรมแบบนั้นให้ได้ คิดว่าโลกที่ฮีโร่กำลังปกป้องนั้นช่างงดงาม สวยหรูและเต็มไปด้วยความสนุกสนานเปี่ยมฝัน แต่แล้วความจริงก็ฟาดเข้าที่หน้าของเธอจนหลุดออกจากจินตนาการอันไร้ขอบเขตของตัวเอง

อา จะสังคมไหนมันก็มีปัญหาที่ระบบโครงสร้างหมดจริงๆ

การหล่อหลอมโดยผู้โฉดเขลา การสรรค์สร้างจากคนไม่รู้จริง และการร่วมมือของเหล่าคนผู้ถูกปิดตาเอาไว้ไม่ให้รับรู้สิ่งที่ขัดแย้งกับสิ่งที่ตนถูกปลูกฝังให้เชื่อตลอดมา ทั้งหมดนั่นเกิดขึ้นในทุกที่ ศาสนา เพศ การแบ่งแยกชนชั้น หรือแม้กระทั่งสังคมฮีโร่ที่เธอเคยมองว่ามันสวยหรูก็ตาม ถ้าหากไม่รื้อใหม่หมดก็ต้องกระท่อนกระแท่นต่อไป

ไม่อยากจะพูดถึงมาก แต่ได้ยินมาว่าการสอบเข้าของ U.A. นั้นใช้หุ่นยนต์ในการสอบเข้าโดยวัดจากการทำลายมันเพื่อเอาแต้ม แบบนั้นเด็กที่ไม่ได้มีอัตลักษณ์สายพลังหรือสามารถทำลายหุ่นยนต์ได้ล่ะจะทำยังไง? ความฝันของพวกเขาจะถูกบดขยี้ไปหรือเปล่า? หรือว่าจะต้องกลายเป็นวิลเลินที่ผิดหวังกับระบบไปอีกกี่ราย? แย่จริง เป็นถึงโรงเรียนม.ปลายฮีโร่อันทรงเกียรติ แต่เรื่องพื้นฐานแค่นี้กลับคิดไม่ได้ บอกตรงๆ ว่าเธอเองก็รู้สึกผิดหวังเหลือประมาณ

หญิงสาวทอดถอนใจก่อนที่จะเดินไปเรื่อยๆ อย่างไร้เป้าหมาย

หรือจะไปด้อมๆ มองๆ แถวโรงเรียนดี?

ไม่รู้สินะ แต่เรื่องระบบความปลอดภัยของยูเอย์น่ะค่อนข้างโหดใช้ได้ ถ้าคนนอกน่าสงสัยอย่างเธอมาด้อมๆ มองๆ มีหวังโดนจับได้แน่

จะว่าไป ตอนนี้ก็ยังเช้าอยู่นี่นะ สงสัยจังว่าจะเจอใครคุ้นๆ บ้างหรือเปล่า

เคนมะหยุดฝีเท้าของตัวเอง ก่อนที่จะยกโทรศัพท์ขึ้นมา และภาพสะท้อนบนหน้าจอสีดำสนิทจากทางด้านหลังนั้นปรากฏร่างของเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่เธอคุ้นเคย มิโดริยะ อิซึคุ

เด็กหนุ่มเดินอย่างไม่เร่งรีบเพื่อไปโรงเรียน เขานั้นมีสีหน้าที่สดใสและดูแล้วคงไม่เครียดเท่าไหร่

เจ้าของสมญานามอินเฟมัสเก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋าก่อนที่จะยืนนิ่งอยู่อย่างนั้น รอให้มิโดริยะเข้ามาใกล้ๆ หญิงสาวจึงขยับตัวและหมุนเท้า ใช้ขาข้างขวาขัดเท้าเด็กหนุ่มจนอีกฝ่ายเกือบล้มด้วยท่าทีที่เหมือนดูจะ ‘บังเอิญ’ ที่สุด ปากเล็กๆ ของเขานั้นหวีดร้องเสียงหลงเมื่อเสียจังหวะอย่างไม่ทันตั้งตัว แต่เคนมะนั้นก็สามารถคว้าแขนของเขาเอาไว้ได้ก่อนที่หน้าจะกระแทกลงพื้น

“อ -  -ข ขอโทษครับ!”

เขาถูกดึงให้มายืนอยู่ในท่าเดิม สายตามองไปยังพื้นราวกับรู้สึกเขินอายที่เมื่อกี๊เกือบล้มลงไป เคนมะคลี่ยิ้มบางๆ ออกมา “ไม่เป็นไร”

เมื่อได้ยินเสียงนั้น ราวกับว่าทุกเซลล์ในร่างกายของมิโดริยะหยุดชะงัก รอยยิ้มที่ประดับอยู่บนใบหน้าเมื่อครู่ค่อยๆ ตกลง ดวงตาของเขาเบิกกว้าง แขนข้างที่ถูกจับอยู่ขนลุกชูชัน เมื่อตั้งสติได้พอสมควร เขาก็ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองคนที่ได้ ‘ช่วย’ เขาเอาไว้ เมื่อได้มองเห็นดวงตาสีชมพูสดคู่นั้น เขาก็แทบจะร้องออกมาด้วยความหวาดกลัวอย่างมาก แต่มีหรืออินเฟมัสจะปล่อยให้เขาทำเช่นนั้น หญิงสาวพลิกตัวและเอาแขนคล้องคออีกฝ่ายด้วยท่าทีใจเย็นจนทำเอาเขาแทบหยุดหายใจ

“ไม่ต้องกลัว ฉันไม่ทำร้ายเธอ” อินเฟมัสกล่าวด้วยน้ำเสียงเบาๆ “แต่คนอื่นน่ะ ไม่แน่”

มิโดริยะสะอึก “ค คุณฮาริเนะ- ไม่สิ อินเฟ-”

“ชู่” เธอยกนิ้วชี้ขึ้นมาแตะริมฝีปากของตัวเอง “ไม่เอาน่า มิโดริยะ เธอเป็นฉลาด อย่าทำให้ความพยายามของทั้งฉันและเธอต้องสูญเปล่าเลย เธอเองก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำใช่ไหมว่าฉันมีอัตลักษณ์อะไร จะแบกรับความเสี่ยงนั้นไหวเหรอ?”

“คุณจะทำอะไร?” เขากล่าวถามออกมาเสียงเบา

ทำอะไรเหรอ? เอาจริงเคนมะก็ยังไม่แน่ใจกับตัวเองเหมือนกัน เธอคงจะรู้สึกว่าอยากคุยอะไรบางอย่างกับมิโดริยะล่ะมั้ง เพราะเขาเป็นเด็กที่สอบเข้าไปในยูเอย์ได้ยังไงล่ะ เธออยากรู้ว่าเขาคิดยังไง ความอยุติธรรมที่ได้สัมผัสมันชัดเจนขนาดไหน เขาลำบากกับสิ่งที่ตัวเองเจอหรือเปล่า หรือเขาจะคิดยังไงกับเธอ เจ้าหล่อนก็แค่สงสัยเอาเสียมากๆ ก็เท่านั้นเอง

“อยากคุยน่ะค่ะ ได้หรือเปล่า”

เขาเหลือบมองเธอ “แค่คุยแน่เหรอครับ? แล้วที่พูดขู่ไว้นั่นมัน…”

“วางใจเถอะค่ะ ตราบใดที่เธอไม่วู่ว่ามฉันก็ไม่ทำอะไร” เธอกระซิบ สีหน้าฉายแววความจริงจังบางอย่าง

มิโดริยะอึกอักเล็กน้อย “คุณจะคุยเรื่องอะไร?”

“มีเรื่องที่อยากรู้น่ะ เกี่ยวกับเธอ และมุมมองของเธอด้วย” หญิงสาวกล่าวพลางทอดถอนใจ เงยหน้ามองโรงเรียนยูเอย์ด้วยสายตาแบบเดียวกันกับที่มองท้องฟ้า

“มุมมอง… ของผม?” มิโดริยะขมวดคิ้ว เหงื่อเม็ดเป้งผุดออกมาจากหน้าผากแหละไหลลงคางอย่างรวดเร็ว จู่ๆ ก็รู้สึกกดดันอย่ามหาศาลกับท่าทีสบายๆ ของเธอ

“ใช่ ฉันอยากรู้ เอาจริงๆ ก็คือ เธอคิดยังไงเหรอตอนที่รู้ว่าฉันเป็นฆาตกร?”

มิโดริยะนิ่งงันไปชั่วครู่ ราวกับประหลาดใจในคำถามดังกล่าว รวมถึงลังเลที่จะตอบด้วย เพราะนึกหวาดกลัวว่าจะตอบอะไรผิดไป “ผมประหลาดใจครับ” เมื่อได้ยินคำตอบเช่นนั้น เคนมะก็ฮัมคำว่าอืมในลำคอเบาๆ “ผมคิดว่าคุณเป็นคนปกติธรรมดาทั่วไปในสังคมซะอีก ทั้งการใช้ชีวิต ทั้งอุปนิสัยใจคอ แต่ไม่นึกเลยว่าคุณจะเป็นวิลเลิน… ระดับสูงขนาดนี้”

เคนมะพยักหน้ารับรู้ “แหงล่ะค่ะ ก็เพราะฉันไม่เคยเสแสร้งตอนใช้ชีวิตหรือพูดคุยกับใครหรอก ไม่เก่งเรื่องนั้นเท่าไหร่น่ะค่ะ” หญิงสาวเหม่อมองตึกของโรงเรียนยูเอย์ต่อไป “แล้วเธอคิดยังไงกับการกระทำของฉันงั้นเหรอคะ?”

ในใจมิโดริยะนึกฉงน เขาไม่รู้ว่าอีกฝ่ายต้องการคำตอบแบบไหนกันแน่ แต่ดูๆ แล้วเจ้าหล่อนไม่ใช่คนที่หลงระเริงในการเชยชมยกยอปอปั้น คงจะต้องการคำตอบที่สามารถถกเถียงกันได้ คำตอบที่ตั้งอยู่บนความจริงที่เขารู้สึก 

“เป็นเรื่องที่แย่ครับ มันผิดอย่างแน่นอนอยู่แล้ว การฆ่าคนน่ะไม่ใช่-”

“นอกเหนือจากเรื่องถูก-ผิดเธอรู้สึกยังไงคะ?”

เด็กหนุ่มชะงักไปทันที ก่อนที่จะหันหน้าไปมองอีกฝ่ายอย่างไม่เข้าใจ “นอกเหนือจากเรื่อง?… ถูกผิดเหรอครับ?”

“แน่นอนค่ะ ในแง่กฏหมาย สามัญสำนึกและศีลธรรม การที่คนฆ่าคนด้วยกันมันเป็นเรื่องเลวร้ายเกินบรรยาย” หญิงสาวกล่าวเสียงเบาๆ ก่อนที่จะเลื่อนสายตาลงมามองพื้น “แต่กระนั้นเรื่องเลวร้ายทุกอย่างก็ยังมีมุมมองให้มองที่ต่างออกไปนะคะ นอกจากเรื่องถูกผิด เหตุผลประกอบอื่นๆ ล่ะ? เอาเข้าจริง ฉันเองก็รู้ตัวดีค่ะว่าสิ่งที่ฉันทำมันผิด ไม่คิดว่าจะมองให้มันถูกต้องด้วยซ้ำไป ”

“แล้ว- ถึงจะรู้แบบนั้นคุณก็ยังจะทำเหรอครับ?” มิโดริยะกึ่งกระซิบกึ่งตะโกน

“อือฮึ มันช่วยไม่ได้นี่นา”

มิโดริยะได้ยินดังนั้นก็ขมวดคิ้ว “ช่วยไม่ได้เหรอครับ? พูดอะไรแบบนั้นกัน ทั้งๆ ที่รู้อยู่แก่ใจว่าตัวเองกำลังทำร้ายคนอื่น ต่อให้คนๆ นั้นอาจจะเป็นคนเลว ไม่สิ คนทุกคนก็มีคนที่รัก คนที่คอยเฝ้ารอเขากลับบ้านอยู่นะครับ ตัวคุณน่ะช่วงชิงอะไรไปบ้าง รู้ตัวเหมือนกับที่รู้ตัวแบบนั้นมั้ยครับ?!”

“รู้สิคะ” เธอตอบกลับแทบจะทันที แม้สายตาจะดูเหม่อลอย แต่มิโดริยะก็รู้ว่าเธอตั้งใจฟังทุกคำพูด นั่นทำให้เขารู้สึกงงแปลกๆ “อย่างที่คิด เธอเองก็ไม่ได้มองโลกเป็นสีขาวดำชัดเจนขนาดนั้นสินะคะ แต่เพราะอยู่ในเส้นทางของคนดี- หรือจะเรียกอะไรก็ช่าง เธอก็เลยต้องแบ่งแยกฮีโร่และวิลเลินออกให้ชัดเจนเลยงั้นสินะ”

มิโดริยะไม่กล้าพูดโต้ตอบนัก “…”

“แต่ฟังฉันเถอะนะคะ โลกใบนี้มันคือการช่วงชิง วันนี้เราเป็นคนดี วันหน้า ใครจะรู้?” หญิงสาวหันมามองเด็กหนุ่มด้วยสีหน้านิ่งเรียบ แต่กลับให้ความรู้สึกเศร้าหมองเจือปน ทำเอามิโดริยะรู้สึกเจ็บแปลบในอกขึ้นมา เหมือนกับว่าวิลเลินที่อยู่ตรงหน้าเป็นเหมือนเด็กสาวในยุคกลางที่ถูกลากไปเผากลางลานเพราะถูกตราหน้าว่าเป็นแม่มด- ไม่สิ แต่เธอเป็นวิลเลินจริงๆ และทำผิดไปจริงๆ นี่นา!

“ถึงอย่างนั้น ผมก็จะยังคงเดินในเส้นทางที่ตัวเองคิดว่าถูกต้อง"

“เหรอคะ ทำต่อไปเถอะ ดีแล้วล่ะ”

มิโดริยะยิ่งงุนงงกับคำพูดนั้นเข้าไปใหญ่ “ทำไมล่ะครับ?”

“ทำไมเหรอ? หมายถึงเรื่องที่ฉันพูดตะกี๊น่ะเหรอ?”

“ครับ- แต่จริงๆ แล้วก็ทุกเรื่องนั่นแหละ… ทำไมคุณถึงมาเป็นวิลเลินได้ ทำไมคุณถึงได้ทำเรื่องแบบนั้นลงไป… แล้วทำไมคุณถึงมาคุยเรื่องนี้กับผม?…”

“มันออกจะยาวไปหน่อย จะตอบเท่าที่อยากตอบแล้วกันนะคะ” มิโดริยะที่ไม่ได้คาดหวังให้เธอตอบคำถามพวกนั้นก็ต้องตกใจ เขาต้องการถามเธอเพื่อให้เธอตั้งคำถามกับตัวเองมากกว่า แต่เหมือนว่าเธอจะรู้ตัวดีจริงๆ นั่นแหละ… “เธอมองเห็นจุดบกพร่องของสังคมฮีโร่บ้างหรือเปล่า? ฉันมองเห็นนะ ถึงจะมีหลายอย่างก็เถอะ แต่ฉันอยากพูดว่าต่อให้คนๆ หนึ่งจะนิสัยเลวทรามต่ำช้าหรือสันดานเสียยังไง ถ้ามีอัตลักษณ์พอสู้ได้ก็ยังคงเป็นฮีโร่อยู่”

มิโดริยะเสียวสันหลังวาบ

“ในห้องเธอมีคนนิสัยแย่ๆ อยู่หรือเปล่าคะ? ฉันขอเดาว่าคงมีอยู่นิดหน่อย อาจจะสองคน คิดว่าพวกเขาสมควรได้เป็นฮีโร่หรือเปล่า? เพียงเพราะแค่มีความทะเยอทะยาน ความต้องการ ความพยายาม เธอได้มองดูหรือเปล่าว่าคนแบบพวกเขานั้นน่ะจะกลายเป็นคนที่ปกป้องประชาชนด้วยใจสัตย์จริง?” หญิงสาวกล่าวด้วยดวงตาที่ไร้แวว มันเย็นเยียบเหมือนธารน้ำแข็งที่ไม่มีวันละลาย เด็กหนุ่มหอบหายใจด้วยความรู้สึกปั่นป่วนในช่องท้อง ทุกคำพูดที่เธอพูดมามันจริงมาก จริงจนเขาเองก็รู้สึกคลื่นเหียนอย่างประหลาด “แต่เอาเถอะค่ะ พวกเธอเป็นเด็ก ยังมีเวลาให้เติบโต”

“คุณ… ต้องการจะสื่ออะไรกันแน่?”

“มันก็แน่นอนอยู่แล้ว ความยุติธรรมเอยอะไรเอยของโลกใบนี้มันเปราะบางเหลือเกิน อย่างเอนเดเวอร์น่ะ มีความสามารถที่สูงลิบลิ่ว แต่เรื่องนิสัยใจคอและเรื่องอื่นๆ ที่มีปัญหาล่ะ เขาได้ถูกตรวจสอบอย่างจริงจังหรือเปล่า ไม่ใช่เพราะว่าเป็นฮีโร่ที่มีหน้ามีตา ทางการก็เลยไม่คิดจะทำอะไร ไม่คิดอย่างนั้นเหรอคะ?”

“…” มิโดริยะกลืนน้ำลาย “มันก็จริงครับ แต่จะให้พูดแบบนั้นก็ไม่ถูก เพราะงั้นพวกเราทุกคนบนโลกใบนี้ถึงได้เป็นฟันเฟืองที่คอยช่วยขับเคลื่อนสิ่งที่แสนเปราะบางแบบนั้นไงครับ”

หญิงสาวสูดลมหายใจและคลี่ยิ้มออกมา “ก็จริงอย่างที่เธอว่า” เคนมะค่อยๆ คลายแขนที่คล้องอยู่ออก “แต่อยากให้จำไว้นะคะ มนุษย์ทุกคนเชื่อว่าสิ่งที่ตัวเองทำมันถูกต้องอยู่แล้ว แต่สักวันหนึ่งก็สามารถกลายเป็นคนเลวได้เพียงแค่มีคนมาชี้นิ้วบอก คนที่เลวร้ายคนหนึ่งได้กระทำเรื่องแย่ๆ ลงไปเพราะอะไร คงไม่มีใครสนใจตรงนั้นอยู่แล้วใช่ไหมล่ะคะ? เพราะมีคนชี้นิ้วตัดสิน หรือเพราะว่าอะไรกันแน่ล่ะ?”

มิโดริยะกัดฟันก่อนที่จะผละออกจากเธอ “แต่คุณก็รู้อยู่แล้วใช่ไหมล่ะว่าคุณทำเรื่องเลวร้ายลงไปแล้ว!”

“ใช่ เพราะว่ามันช่วยไม่ได้ค่ะ”

หญิงสาวกล่าวก่อนที่จะเดินออกไปโดยอาศัยฝูงชนแทรกตัวออกมา มิโดริยะอ้าปากค้างพลันยืนนิ่งอยู่กับที่ ก่อนที่จะรีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแจ้งเหตุทันที เขาลนลานจนเผลอกดปุ่มพลาดไปหลายครั้ง กระนั้นก็ยังสามารถโทรออกไปหาตำรวจได้อย่างรวดเร็ว แต่แม้เคนมะจะรู้ตัวว่าหลังจากเธอผละออกมาจากเขาแล้วเขาจะต้องโทรเรียกตำรวจแน่ แต่เธอก็ไม่ได้สนใจอะไรมาก ทำเพียงแค่ยกโทรศัพท์ขึ้นมาและกดไปที่เบอร์ของคุโรกิริ

ไม่นานอีกฝ่ายก็รับสายของเธอ

[มีปัญหาอะไรหรือเปล่าครับ อินเฟมัส?]

หญิงสาวถอนหายใจออกมา “นิดหน่อยค่ะ พอดีไปเจอกับเด็กแผนกฮีโร่ของยูเอคนหนึ่งเข้าน่ะค่ะ เหมือนว่าเขาจะจำฉันได้ก็เลยโทรแจ้งตำรวจไปแล้ว” หญฺงสาวพูดด้วยน้ำเสียงเบาและราบเรียบ

[ว่ายังไงนะครับ?!]

“ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ พวกเขาจะหาฉันไม่เจอ” เคนมะไหวไหล่ก่อนที่จะเดินเท้าลงสถานีรถไฟใต้ดิน “ฉันแค่จะบอกว่าพอแจ้งตำรวจไปแล้วก็คงจะเกิดการไปโรงเรียนล่าช้าขึ้น เนื่องจากต้องให้ปากคำเรื่องของฉัน การเข้าการเรียนการสอนของยูเอย์ในวันนี้ก็คงจะล่าช้าขึ้นอีกสักหน่อยน่ะค่ะ อย่างน้อยก็ชั่วโมงครึ่ง”

[อ่า รับทราบแล้วครับ คุณต้องการวาร์ปเกตหรือเปล่า]

“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันไม่ได้ลองหนีตำรวจด้วยฝีมือตัวเองมานานแล้ว”

 

 

 

 

 

 

 

“อิซึคุคุง พวกเรารู้เรื่องแล้วนะ เมื่อเช้าไม่เป็นอะไรใช่ไหม?!”

เสียงของอุรารากะ โอชากะได้ปลุกให้มิโดริยะตื่นออกจากภวังค์ความคิด

“อ- อื้ม ผมไม่เป็นไร”

ทันใดนั้น อีดะก็วิ่งเข้ามาประกบทั้งคู่ “นายมีเรื่องติดพันกับอินเฟมัสบ่อยมากเลยนะ ไหนจะเคยอยู่ห้องข้างกัน แล้วตอนนี้ก็มาเจอกันอีก อย่างกับว่าเป็นเรื่องบังเอิญแน่ะ แล้วทางตำรวจเป็นยังไงบ้างล่ะ?!”

“เอ่อ… เอาจริงผมว่าคราวนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่เจออินเฟมัสด้วยซ้ำน่ะครับ” จากที่มิโดริยะลองๆ คิดดูแล้ว ไม่มีทางเลยที่หญิงสาวจะสามารถเข้าใกล้เขาได้ เพราะยังอยู่ในช่วงหลบหนีการจับกุมของเจ้าหน้าที่ เธอไม่อาจจะเสี่ยงมาในที่ที่คนพลุกพล่านจนเจอคนหน้าคุ้นแบบเขาแน่นอน กระนั้นก็ยังสามารถปรากฏตัวมาพูดคุยได้อย่างสบายอารมณ์เหมือนวางแผนเอาไว้แล้วอย่างไรอย่างนั้น “ทางตำรวจบอกว่าไม่สามารถแกะรอยเธอได้ แถมยังมีพยานปากที่เห็นเธอหลบหนีน้อยมากแบบน่าสงสัยด้วย”

“อะไรกัน?!” อุรารากะพูดออกมา รู้สึกหวาดกลัวในใจ

“คนๆ นั้น… จะมีอัตลักษณ์อันตรายขนาดไหนกันนะ แลดูไม่เกรงกลัวเจ้าหน้าที่เลย การหลบหนีชิวๆ แบบนั้นมันเป็นหยามเจ้าหน้าที่สุดๆ ไปเลยนะ!” อีดะออกความเห็น

“จริงด้วย บางทีที่ตั้งใจปรากฏตัวออกมาแบบนั้นเพราะมั่นใจในตัวเองมากๆ ก็ได้” อุรารากะเองก็คอมเมนท์เช่นกัน มิโดริยะได้แต่ยิ้มแห้งๆ ให้กับเพื่อนของเขา ส่วนในหัวก็คิดไม่ตกกับเรื่องของอาชญากรสาวเท่าไหร่

“ผมว่า… คงจะแบบนั้นแหละครับ”

มิโดริยะกล่าวพลางหัวเราะแห้งๆ ออกไป

มันแทบจะเป็นไปไม่ได้จริงๆ นั่นแหละที่หล่อนจะสามารถหลบหนีออกไปได้โดยที่ไม่มีคนสังเกตุเห็น อาจจะเพราะฮู้ดหรืออะไรก็แล้วแต่เถอะ แต่ว่าข้อมูลกลับน้อยมาก มีพยานปากคนหนึ่งที่เดินชนไหล่กับหล่อนบอกว่าเห็นอินเฟมัสลงไปในสถานีรถไฟใต้ดิน แต่หลังจากนั้นก็ไม่มีพยานคนไหนในสถานีดังกล่าวเห็นสาวเจ้าสักกะคนเดียว มันเป็นอะไรที่น่าหวาดกลัวอย่างประหลาดเลยล่ะ

“ไอ้เวรเนิร์ด แกขวางทางฉัน”

จู่ๆ เสียงของบุคคลคุ้นเคยก็ดังขึ้น ทำเอามิโดริยะ อิซึคุสะดุ้งพรวด ไม่ต้องหันไปมองก็รู้ว่าคนที่มาใหม่คนนี้เป็นใคร เขาคือคัตสึกิ บาคุโก เพื่อนสมัยเด็กของเขานั่นเอง แต่ตอนนี้ความสัมพันธ์ของเขากับชายหนุ่มเรือนผมสีแอชบลอนด์นั้นก็ยังไม่ราบรื่นเท่าไหร่ ด้วยความที่อีกฝ่ายเคยดูถูกเขาเพราะไร้อัตลักษณ์ แต่อยู่มาวันหนึ่งก็ดันมีขึ้นมาแถมยังเอาชนะมิโดริยะไม่ได้อีกด้วย รสชาติขมปร่าก็เลยถูกป้ายเข้ามาที่ลิ้นทุกครั้งที่พบหน้ากัน

“ข ขอโทษที… คัตจัง…”

“บาคุโก มิโดริยะเขายังไม่ได้ขวางทางนายเลยนะ!!!” อีดะเข้ามาปราม

บาคุโกส่งเสียงขึ้นจมูก “แหงสิ มันขวางฉันอยู่ ขวางแบบเห็นได้เต็มสองตาเลยเว้ย!” เขาคำรามใส่อีดะอย่างไม่เกรงกลัวนัก ก่อนที่จะหันมาหามิโดริยะตามเดิม “แกนี่เป็นตัวดูดวิลเลินหรือยังไงกัน ทั้งๆ ที่เจอยัยอินเฟมัสอะไรนั่นไปแต่ก็ไม่ได้ลงมือทำอะไรเลยเนี่ยนะ? แกคิดจะเข้ามาอยู่ในสาขาฮีโร่เพื่ออะไรกัน? เป็นชั้นชั้นซัดมันหน้าหงายไปแล้ว!!!”

มิโดริยะอึกอักไปเล็กน้อย แต่ก็กัดฟันพูด “เธอแค่มาคุยเท่านั้นเอง อีกอย่างผมรู้สึกได้เลย… แรงกดดันของเธอมันมหาศาลมาก ต่อให้เป็นคัตจังก็เถอะ-”

“แกจะบอกว่าฉันซัดหน้ามันไม่ได้งั้นเรอะไอ้เนิร์ดเวร?!!!”

“หยุดทะเลาะกันเลยพวกนายน่ะ! มาขึ้นรถบัสไปกันได้แล้ว!” อีดะปรามด้วยเสียงที่ขึงขังยิ่งกว่าเดิม บาคุโกได้ยินดังนั้นจึงเดาะลิ้นและเดินเบี่ยงไป ปล่อยให้มิโดริยะมองเขาไล่หลังด้วยสายตาเหนื่อยๆ “เรียงตามเลขที่ด้วยนะทุกคน!”

ไม่นานนักเด็กๆ ห้อง A ก็เรียงรายกันขึ้นรถบัสสำเร็จ

ในวันนี้พวกเขามีกำหนดการณ์ฝึกปฏิบัติหน้าที่รับมือภัยพิบัติในโดมที่เรียกว่า USJ โดยวันนี้ทุกคนสวมชุดฮีโร่พร้อมออกปฏิบัติการอย่างเต็มที่ แต่ตอนนี้มิโดริยะไม่ได้มีกะจิตกะใจอยู่กับเนื้อกับตัวเท่าไหร่นัก เด็กหนุ่มยังคิดเรื่องของอินเฟมัสอยู่ เมื่อกี๊ตอนที่เจอกับคัตจัง เขาพลันนึกถึงคำพูดของอินเฟมัสขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้

ในห้องเธอมีคนนิสัยแย่ๆ อยู่หรือเปล่าคะ? ฉันขอเดาว่าคงมีอยู่นิดหน่อย อาจจะสองคน คิดว่าพวกเขาสมควรได้เป็นฮีโร่หรือเปล่า?

เด็กหนุ่มเม้มปาก

จะเอาอะไรมาวัดกันว่าสมควรหรือไม่สมควร?

ความยุติธรรมเอยอะไรเอยของโลกใบนี้มันเปราะบางเหลือเกิน อย่างเอนเดเวอร์น่ะ มีความสามารถที่สูงลิบลิ่ว แต่เรื่องนิสัยใจคอและเรื่องอื่นๆ ที่มีปัญหาล่ะ

เรื่องแบบนั้น…

คนที่เลวร้ายคนหนึ่งได้กระทำเรื่องแย่ๆ ลงไปเพราะอะไร คงไม่มีใครสนใจตรงนั้นอยู่แล้วใช่ไหมล่ะคะ? เพราะมีคนชี้นิ้วตัดสิน หรือเพราะว่าอะไรกันแน่?

มิโดริยะใจไหววูบ

สิ่งที่เธอพูดมันจริง จริงทั้งหมดเลย

บางทีสังคมก็ไม่ได้ใส่ใจกับต้นเหตุของความเลวร้ายด้วยซ้ำ มีแต่จะแก้ปัญหาแค่ที่ปลายเหตุ อาจจะมีความกล้าไม่มากพอที่จะทำหรืออะไรก็แล้วแต่ แต่ว่าแบบนั้นก็ไม่ต่างอะไรจากการปล่อยให้ปัญหามันคาราคาซังอยู่ดี

“มิโดริยะจัง”

“อ๊ะ!”

เป็นอีกครั้งที่มิโดริยะถูกปลุกให้ตื่นออกจากภวังค์ แต่คราวนี้ไม่ใช่อุรารากะ หากแต่เป็นอาซุย ทสึยุ เจ้าของอัตลักษณ์กบผู้มีหน้าตาและรูปร่างที่เห็นครั้งแรกก็จำได้

“ม มีอะไรเหรอครับคุณอาซุย?”

“เรียกทสึยุจังเถอะ" หญิงสาวกล่าว "ฉันคิดมาได้สักพักแล้วแหละ แต่ว่าอัตลักษณ์ของเธอเนี่ยเหมือนกับออลไมท์เลยนะ”

“อ อะ เอ๊ะ? ง ง ง ง งั้นเหรอครับ? ม มันเป็นของผมนะครับ ฮ่าๆๆๆ” มิโดริยะลนลานแทบจะทันที

“เดี๋ยวซี่ อาซุยจัง ออลไมท์ไม่เคยใช้อัตลักษณ์แล้วเจ็บตัวนา ถึงจะคล้ายกันจริงๆ ก็เถอะ” คิริชิมะ เอย์จิโร่กล่าว เขานั่งถัดจากทสึยุไปอีกที่หนึ่ง “ฉันน่ะอิจฉาอัตลักษณ์สายเพิ่มพลังนะ แบบว่ามันโคตรเท่เลยตอนที่นายเพิ่มพลังไปเยอะๆ ! ฉันทำได้แค่ 'แข็งตัว' เอง มันก็ใช้ต่อยตีได้แหละแต่ว่าไม่เจ๋งเอาซะเลย”

“แต่ผมว่ามันก็เจ๋งดีนะ เป็นอัตลักษณ์ที่สามารถใช้ทำงานมืออาชีพได้เลยล่ะ” มิโดริยะกล่าวชมคืนบ้าง

และบทสนทนาบนรถบัสก็ยังคงดำเนินต่อไป เหล่าเพื่อนในห้องที่ไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวอะไรในสิ่งที่มิโดริยะเจอมาเมื่อเช้ามากนักก็ได้แต่คุยกันตามประสาเด็กม.ปลาย เจ้าของเรือนผมสีแอชบลอนด์ที่นั่งฟังอยู่ก็ปั้นหน้านิ่วคิ้วขมวดอย่าวห้ามไม่ได้

“ถ้าให้พูดถึงอัตลักษณ์ที่ทรงพลังล่ะก็ จ้องโทโดโรกิกับบาคุโกล่ะ!”

“แต่บาคุโกจังน่ะขี้โมโห เขาไม่ป๊อบหรอก”

ควันเขาออกหูทันที “ว่าไงนะ! ฉันน่ะป๊อบปูลาร์อยู่แล้วเฟ้ย!!!”

“เห็นไหมล่ะ” และทุกคนบนรถก็ระเบิดหัวเราะออกมาทันที

ไม่นานนัก รถบัสก็แล่นมาจนถึงโดม USJ อันกว้างใหญ่ ทันทีที่ทุกคนก้าวลงออกมาจากตัวรถ พวกเขาก็อดที่จะตื่นตาตื่นใจกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าของตนไม่ได้เลย โดมกระจกที่สามารถมองทะลุเข้าไปด้านในได้นั้นมันช่างชวนขนลุกด้วยความตื่นเต้น มันมีพื้นที่กว้างมากๆ เพื่อบรรจุสถานที่จำลองภัยพิบัติต่างๆ เต็มไปหมด ไม่ว่าจะน้ำวน แผ่นดินไหว หรือพื้นที่ไฟไหม้ก็ยังมี!

แค่มองด้วยตาเปล่าก็เนื้อเต้นแล้ว!

ทันใดนั้นเอง อาจารย์นัมเบอร์เทอร์ทีน ผู้เป็นฮีโร่ชื่อดังในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยก็ปรากฏตัวออกมาและอธิบายถึงสถานที่แห่งนี้ ที่นี่คือ USJ หรืออัลติเมท สเปซ แจม ที่ที่เขาสร้างขึ้นมาเพื่อขัดเกลาเหล่าเด็กนักเรียนให้รู้จักการรับมือและช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติรูปแบบต่างๆ และในตอนนี้อาจารย์ที่อยู่ที่ USJ มีแค่อาจารย์ไอซาวะกับนัมเบอร์เทอร์ทีนเท่านั้น ส่วนออลไมท์ก็คงจะไปที่อื่นอยู่

ในสังคมยอดมนุษย์ อัตลักษณ์นั้นมีการจัดการการใช้งานอย่างเข้มงวด เหล่าฮีโร่สามารถพลิกโฉมโลกทั้งใบได้ในพริบตา การใช้อัตลักษณ์ผิดไปหนึ่งก้าวอาจจะหมายถึงว่าคงมีคนตาย อัตลักษณ์แบล็คโฮลของนัมเบอร์เทอร์ทีนเองก็เป็นแบบนั้น อันตรายจนสามารถคร่าชีวิตได้ แต่เขาก็เลือกที่ใช้ความสามารถของเขาในการช่วยเหลือผู้คนแทน ดังนั้นบทเรียนที่เขาจะมอบให้เหล่าไข่รอวันฟักทั้งหลายในวันนี้คือบทเรียนที่จะนำไปสู่การช่วยชีวิต!

“เท่มากเลย!” อุรารากะกล่าวชมอาจารย์

“บราโว่ บราโว่!” อีดะเองก็ชื่นชมไม่แพ้กัน

ไอซาวะขยับตัวไปเอาแขนเท้ารั้ว คิดจะพูดจ่อจากอาจารย์นัมเบอร์เทอร์ทีน “เอาล่ะ ก่อนอื่นที่ต้องทำเลยก็คือ-”

เขาหยุดพูดไปกลางคันเมื่อเห็นบางอย่างในปลายสายตา ด้านล่างสุดนั้นมีอะไรสักอย่างสีดำๆ เคลื่อนไหวอยู่ เขาหันไปมองตามสัญชาติญาณ ก่อนที่จะเห็นว่า สีดำๆ บางอย่างนั้นเคลื่อนไหวและเริ่มขยายตัวออก เพียงไม่กี่เสี้ยววินาที ร่างของชายคนหนึ่งที่มีมือติดอยู่เต็มตัวก็ผุดลอดออกมาจากม่านหมอกสีดำมืดนั้น

ไอซาวะหันมาหาเหล่านักเรียนทันที “จับกลุ่มรวมกัน อย่าขยับ!!!”

เด็กๆ ทั้งหมดชะงักค้างไป ในขณะทีเหล่าผู้คนจำนวนมากเริ่มปรากฏตัว ทยอยกันเดินออกมาจากกลุ่มควันสีดำปริศนา มากขึ้น มากขึ้นเรื่อยๆ

“เอ๋?”

“นัมเบอร์เทอร์ทีน ปกป้องนักเรียน!!!”

คิริชิมะชะเง้อหน้ามอง “อ อะไรกันล่ะนั่นน่ะ…  เหมือนตอนสอบเข้าเหรอ?…”

“ถอยไป อย่าขยับ!” ไอซาวะยังคงเน้นคำเดิม “พวกมันคือวิลเลิน!!!

 

 

 

 

 

 

เจ้าของฉายาอินเฟมัสนั่งเล่นโทรศัพท์อยู่ในคาเฟ่แห่งหนึ่ง ตอนนี้ไม่มีใครสามารถตามรอยเธอได้ เพราะนอกจากเธอจะกลับเสื้อฮู้ดจากด้านใน-ด้านนอกจนมันเปลี่ยนสีแล้ว เธอก็ยังเปลี่ยนรองเท้าและตกแต่งใบหน้าของตนในเวลากระชั้นชิด เธอไม่ได้หยุดเดินเลย แค่ในระหว่างที่หลบหนีนั้นค่อยๆ เพิ่มและลดสิ่งต่างๆ ตามร่างกายเท่านั้น อย่างเช่นตำหนิบนใบหน้า ลำคอ ต่างหู เปลี่ยนเคสโทรศัพท์ เปลี่ยนสีคอนแทคเลนส์ ทุกครั้งที่รูปลักษณ์เปลี่ยนไปทีละนิด คำให้การของพยานปากก็จะคลาดเคลื่อนออกจากกันเรื่อยๆ กว่าจะรู้ตัวว่าเธอเปลี่ยนเสื้อเปลี่ยนผ้าก็คงกินเวลาไปหลายชั่วโมงแล้วล่ะ

เธอกลับมาที่คามิโนะได้อย่างปลอดภัย ไม่มีใครสงสัย ไม่มีใครมองเธอประหลาด ไม่มีคนจับเค้าเธอได้ ถือว่าดีแล้วล่ะ ฝีมือของเธอยังไม่ตกเสียทีเดียว

หญิงสาวจ้องหน้าจอโทรศัพท์ด้วยความเหม่อลอย ก่อนที่จะพักหน้าจอของมัน หันมาสนใจคาปูชิโน่ที่อยู่ตรงหน้า

เธอคงบ้าไปแล้วแน่ๆ ที่ไปทักมิโดริยะแบบนั้น เป็นเพื่อนกันไหมก็ไม่ใช่ซะอีก

เธอคาดหวังอะไรอยู่กัน? ไม่มีทางอยู่แล้วที่อีกฝ่ายจะสามารถมองมุมมองเดียวกันกับเธอได้ เธอกำลังหวังให้เด็กหนุ่มเข้าใจเธอสักนิดเหรอ? เธอเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม ไม่รู้จริงๆ

เคนมะทอดถอนใจก่อนที่จะหยิบแก้วขึ้นมาและเดินออกไปนอกคาเฟ่ จนตอนนี้ก็ยังไม่มีการติดต่อให้ตามไปสมทบจากคุโรกิริหรือออลฟอร์วัน เธอคงต้องรออีกสักหน่อย จนถึงตอนนั้นจะไปเดินเล่นแล้วค่อยเตรียมตัวก็ได้ 

เธออาจจะติดชิวไปหน่อยแต่ตอนนี้ก็ไม่มีอะไรทำจริงๆ นี่ เรื่องความสามารถต่างๆ เธอก็ไม่จำเป็นต้องฝึกปรืออะไรมากอยู่แล้ว เธอรู้ตัวดีว่าตัวเองนั้นแข็งแกร่ง

แต่พอคิดถึงหน้าออลไมท์แล้วก็สั่นแปลกๆ

หญิงสาวสะบัดความคิดนั้นทิ้งออกไปก่อนที่จะมุ่งหน้าเข้าสู่บาร์ทันที และอย่างที่คิด เมื่อเจ้าหล่อนมาถึงก็ยังไม่มีใครอยู่เหมือนเช่นเคย ไฟยังคงเปิดสว่างโร่ราวกับรอต้อนรับเธออยู่ เคนมะจะเดินไปทางด้านหลังร้าน แต่จู่ๆ จอโทรทัศน์ก็ส่งเสียงออกมาพลันที่มันถูกเปิดขึ้น หญิงสาวหยุดเดินและหันไปมองในทันที

[น่าประทับใจจริงๆ สมแล้วที่เธอเดินเข้ามาในเส้นทางของโลกมืดมาตลอดสี่ปี!]

“คุณคิดจะติดต่อตอนไหนก็จะติดต่ออย่างนั้นเหรอคะ?…” 

[อย่าพูดจาอะไรแบบนั้นสิ เคนมะ] หญิงสาวเบ้ปากทันทีที่ได้ยินเขาเรียกชื่อต้นของเธออย่างถือวิสาสะ แต่เอาเถอะ ใช่ว่าเขาจะไม่รู้นี่นาว่าเธอเป็นใคร [ฉันก็แค่อยากจะคุยกับเธอสักหน่อยเท่านั้น ทำไมไม่นั่งลงก่อนล่ะ?]

“จะคุยเรื่องอะไรล่ะคะ?”

[เกี่ยวกับเรื่องของผู้ชายที่ทำร้ายแม่ของเธอจนสาหัสน่ะ]

เคนมะเกือบปล่อยแก้วคาปูชิโน่ที่อยู่ในมือ หญิงสาวไม่อยากจะเชื่อเลยว่าอีกฝ่ายหยิบยกประเด็นรุนแรงขึ้นมาพูดต่อหน้าเธอได้หน้าตาเฉยขนาดนี้ “เขาทำไมกันคะ?”

[ฟังจากน้ำเสียงแล้วเธอคงรู้อะไรเกี่ยวกับเขาแล้วไม่มากก็น้อยสินะ] ออลฟอร์วันกล่าว น้ำเสียงเต็มไปด้วยความพึงพอใจอย่างประหลาด เคนมะที่จับเค้าความรู้สึกได้ก็กำหมัดแน่น เขามองเห็นความเริงใจอะไรในหัวข้อสนทนาที่ยกมานักเหรอ? [เอาเถอะ แต่ฉันจะขอเล่าสิ่งที่น่าสนใจในวันนี้ให้ฟังสักหน่อยก็แล้วกัน]

“…” เคนมะรู้สึกไม่ค่อยดีเลย เหมือนทุกลมหายใจที่สูดเข้าไปจะมีหนามทิ่มแทงตามมาด้วย 

[วันนี้หมอนั่นได้ไปพบปะกับ CEO ของบริษัทเดทเนอแรท บริษัทสนับสนุนฮีโร่ที่มีอิทธิพลอย่างกว้างขวาง เจ้าของบริษัทที่ชื่อว่าริคิยะนั่นก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นั้นโดยตรง แต่เขาก็สนับสนุนหมอนั่นมาโดยตลอด แล้วรู้อะไรไหม? ผู้ที่ตีพิมพ์หนังสือเรื่องการปลดปล่อยพลังเสรีอะไรนั่นก็คือริคิยะนั่นแหละ เขาคนนั้นร่วมมือกับชายที่ลงมือทำร้ายแม่ของเธอ ช่วยปกปิดในสิ่งที่เขาทำไงล่ะ]

“…อะไรนะ?” หญิงสาวกระแทกแก้วคาปูชิโน่อย่างแรงจนฝาครอบกระเด้งออก “เดี๋ยวก่อน…. หนังสือนั่น… ริคิยะ… แล้วก็เจ้าหมอนั่น ทุกอย่างมันเชื่อมโยงกันง่ายๆ อย่างนี้เลยเหรอ?!?”

 [ฉันเองก็ไม่คาดคิดขนาดนั้นเหมือนกัน แต่มันก็เกิดขึ้นไปแล้ว… พ่อแม่ของเธอไม่เห็นด้วยกับหนังสือบ้าบอนั่นใช่ไหม? แต่ชายคนนั้น… เขาเห็นด้วย ซ้ำยังร่วมมืออีก เครือข่ายทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับหมอนั่นนั้นเชื่อมโยงมาถึงเรื่องนี้เกือบทั้งหมดเลย คิดว่ายังไงบ้างล่ะ?]

หญิงสาวก้มหน้าลงมองพื้นไม้

อา ใช่แล้ว

มาเทนโร่… ไอ้สารเลว…!!!”

ฮีโร่หมาป่าสีเงิน มาเทนโร่ เป็นบุคคลที่เลือนรางในความทรงจำจริงๆ แต่เธอเคยเห็นพ่ออยู่กับผู้ชายคนนี้บ่อยครั้ง และหลายครั้งก็มักจะมีบรรยากาศอึมครึมเสมอ เหมือนกับว่าความเป็นเพื่อนของพวกเขามันก็แค่เส้นฟางบางๆ เส้นหนึ่งที่รอวันขาดผึง ล่าสุดที่เห็นพวกเขาอยู่ด้วยกันคือสี่ปีที่แล้ว คราวนั้นมันหนักหนาสาหัสทั้งคู่ ฮาร์ดชีลด์รู้ว่ามาเทนโร่ทำอะไรลงไป ในขณะเดียวกันมาเทนโร่เองก็รู้ว่าคนอย่างฮาร์ดชีลด์คิดอะไรเอาไว้ในหัว ยังไงซะทั้งคู่ก็เป็นเพื่อนกันมาตั้งนานแล้ว ย่อมรู้ไส้รู้พุงกันและกัน

แต่แน่นอนว่าคนที่มีคอนเนคชั่นแถมยังมีพลังแพรวพราวมากกว่าอย่างมาเทนโร่ก็ปฏิบัติกับฮาร์ดชีลด์เหมือนลูกไก่ในกำมือ เขารู้ว่าฮาร์ดชีลด์นั้นได้อะบิวส์ลูกสาวคนเดียวของตัวเองหลังจากเกิดเหตุร้ายขึ้นอย่างตั้งใจ เขาถือไพ่เหนือกว่าพ่อของเธอในทุกทาง เรื่องที่ว่าลาสท์เซอร์ไพรส์ถูกมาเทนโร่เกือบฆ่าตายก็เป็นได้แค่เรื่องรองอย่างน่าฉงน เพราะการช่วงชิงวัยเด็กของลูกตัวเองไปมันก็ไม่ต่างอะไรจากอาชญากรรมชั้นเลว อา เด็กสาวผู้น่าสงสารโดนพ่อคาดหวังบ้างล่ะ เด็กสาวผู้น่าสงสารโดนขโมยความใสซื่อไปบ้างล่ะ แต่ไม่มีใครพูดถึงลาสท์เซอร์ไพรส์ มันเป็นสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกของฮีโร่ผู้ตกอับคนนั้นอย่างยิ่ง 

ในห้องประชุมของคณะกรรมการความปลอดภัยฮีโร่… พ่อของเธอถูกสอบสวนด้วยเรื่องนี้แทนที่มาเทนโร่จะโดน หลักฐานที่ฮาร์ดชีลด์ละเมิดเธอนั้นชัดเจน แต่ไม่ใช่ว่าเรื่องของลาสท์เซอร์ไพรส์ก็มีหลักฐานรึ? ถ้าไม่ใช่เรื่องของเม็ดเงินและความต้องการที่จะปกป้องหน้าตาอันกระท่อนกระแท่นเอาไว้มันจะเป็นอะไรได้?

เธอยอมรับว่าพ่อของเธอผิดจริงๆ และผิดแบบไม่น่าให้อภัยด้วย แต่กระนั้น คนที่ควรรับผิดชอบความฉิบหายทุกอย่างในชีวิตเธอและครอบครัวมันก็คือไอ้ฮีโร่หมาลอบกัดอย่างมาเทนโร่!

[อา ใช่ เพื่อนเก่าเพื่อนแก่ของพ่อเธอที่แว้งกัดข้างหลังทุกคนที่ไว้ใจ จนตอนนี้กระเสือกกระสนปีนป่ายความนิยมมาจนได้อันดับที่ยี่สิบแล้ว ตลกร้ายใช่ไหมล่ะ? คนที่เป็นหมาลอบกัดเล่นไม่ซื่อคนนั้นได้รับเกียรติยศและความนิยมเป็นอย่างมาก แต่คนที่มีความพยายามเป็นอย่างสูงอย่างพ่อของเธอกลับได้รับแค่คำตราหน้าและต้องเกษียณก่อนเวลาจริงๆ ไม่ยุติธรรมเลยนะ ว่าไหม?]

“ค่ะ ของมันแน่อยู่แล้ว… ฉันอยากจะถลกหนังมันออกมาแล้วตีแผ่ให้ทุกคนในโลกนี้รู้จริงๆ ว่ามันทำอะไรกับครอบครัวของฉันบ้าง!”

ในอีกฟากของหน้าจอ ชายปริศนายกยิ้มอย่างพึงใจ

 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 23 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

13 ความคิดเห็น

  1. #9 Jana_the_nood (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2563 / 19:07
    ดีมากเลยฮื่่่่่่อ
    #9
    0
  2. #8 makara25436 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2563 / 17:28
    เนื้อเรื่องน่าติดตามต่อมากๆ เป็นกำลังใจให้ครับ
    #8
    0