BNHA/MHA fic. || Villainous Avenue :: OC ::

ตอนที่ 5 : || 4 : ทั้ ง เ ห มื อ น แ ล ะ แ ต ก ต่ า ง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 99
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 20 ครั้ง
    13 พ.ย. 63

หญิงสาวนั่งอยู่ตรงเคาน์เตอร์บาร์พลางจุดบุหรี่ขึ้นสูบ

แม้จะไม่ได้ถอดหน้ากากออกทั้งหมด แต่ก็ยกส่วนบนขึ้นเล็กน้อยและเอาเสื้อคอเต่าตัวในที่คลุมหน้ากากส่วนปากอยู่อีกทีลง เผยให้เห็นริมฝีปากและลำคอด้านบนนิดๆ เท่านั้น อินเฟมัสไม่ใช่คนที่สูบบุหรี่จัด แค่นานๆ จะสูบทีเท่านั้น เพราะส่วนตัวแล้วก็ไม่ใช่คนที่โปรดปรานบุหรี่จนต้องสูบหลายมวนต่อวัน แค่รู้สึกติดใจในรสชาติควันของบางยี่ห้อ และเธอก็สูบแค่สองสัปดาห์ครั้งเท่านั้นเอง เป็นเรื่องน่ายินดีที่เธอสามารถควบคุมความอยากบุหรี่ได้อย่างเก่งกาจ ไม่งั้นคงกลายเป็นสิงห์อมควันปอดพังก่อนความฝันจะสำเร็จ

คุโรกิรินั้นหายไปไหนก็ไม่รู้ อินเฟมัสก็ไม่ค่อยสบายใจที่บาร์มันว่างๆ แล้วก็ไม่แน่ใจด้วยว่าชิการาคิอยู่ไหน เธอก็เลยมานั่งเฝ้าให้พวกเขาแทน ปลดปล่อยอารมณ์ไปกับบุหรี่หนึ่งมวนที่จวนใกล้จะหมดแล้ว

เมื่อรู้ตัวว่าเสียบคานานไป เธอก็ดึงออกจากปากด้วยคิ้วชี้และนิ้วกลางก่อนจะพ่นควันออกมา

เอาเข้าจริงแล้ว เธอกำลังนึกถึงอดีตคู่หูของเธออย่าง ทูมบ์ อยู่

ทูมบ์นั้นเป็นชายที่มีส่วนสูงตามค่าเฉลี่ย หน้าตาก็ธรรมดา นิสัยก็ธรรมดา มีอ่อนโยน มีเห็นแก่ตัว มีขี้โวยวาย มีใจดีตามประสา แม้ฝีมือเขาจะด้อยกว่าเธอมากแต่ก็เป็นรุ่นพี่ที่ดี เขาทำให้เธอรู้จักกลไกของโลกใต้ดินและสิ่งผิดกฎหมายทั้งปวง สอนให้เธอรู้จักลงทุนกับสิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กน้อยแค่ไหนก็ตาม เธอพึ่งพาเขาอยู่ได้ราวๆ สองสามปีจึงเกิดเรื่องเลวร้ายไม่คาดฝันขึ้น

กลุ่มคนที่ใส่หน้ากากรูปจะงอยปากนกได้โผล่ออกมาโจมตีหลังเธอและทูมบ์ทำการหลบหนีจากการปล้นร้านค้าร้านหนึ่ง และเป็นเรื่องน่าประหลาดที่จู่ๆ ครึ่งตัวบนของทูมบ์ก็แตกออกทันทีที่มีชายคนหนึ่งสัมผัสตัวเขาได้

ตอนนั้นเธอช็อคสุดขีด อินเฟมัสพยายามหนีออกมาทันทีโดยทิ้งทั้งเงินและท่อนล่างของอดีตคู่หูไว้กับกลุ่มคนน่าสงสัยพวกนั้น เธอจำไม่ค่อยชัดว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่ว่าเธอหลบหนีมาได้สำเร็จและทำการปลอมชื่อ ปลอมข้อมูลทุกอย่างขึ้นมาและหนีไปกบดานอยู่ที่อพาร์ตเมนท์ในชิซุโอกะหลังหนึ่ง ยอมรับว่าการตายของทูมบ์ในครั้งนั้นมันสะเทือนใจเธอมากจนเธอต้องใช้ชีวิตราวคนธรรมดาไปหลายเดือนเต็ม ไม่กล้าทำอะไรต่อ อุดมการณ์ที่ตั้งใจว่าจะทำก็เหมือนถูกความหวาดกลัวกัดกินไปจนสิ้น

เหมือนว่าสมองพยายามไม่จำในสิ่งที่เธอเจ็บปวดมากนัก ทั้งเรื่องพ่อ แม่ การก่อเหตุครั้งแรก(แต่อันนี้เหมือนจะมาเป็นความฝันแทน) และการตายของทูมบ์ล้วนเป็นความทรงจำลางๆ ที่เธอจำรายละเอียดไม่ค่อยได้มาก ที่พอชัดเจนก็คือความรู้สึกหวาดกลัวที่ยังคงตราตรึงในใจ ตอนนั้นที่ทูมบ์ตาย เธอช็อคมาก เพราะทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วแบบไม่ทันตั้งตัว เหมือนว่าคนที่ฆ่าทูมบ์ก็พยายามจะฆ่าเธอด้วย ในฐานะ ‘ผู้สมรู้ร่วมคิดคนทรยศ’ อะไรสักอย่าง แต่เพราะเธอมีเครื่องช่วยเคลื่อนไหวอยู่ ก็เลยรอดมาได้

หญิงสาวบี้บุหรี่ลงบนที่เขี่ยก่อนที่จะพ่นลมสุดท้ายออกมา

จะว่าไปแล้ว ‘คนทรยศ’ คือทูมบ์เหรอ? คนแบบนั้นไปทำอะไรเข้ากันล่ะนั่น?

ทันใดนั้นเอง ควีนหมอกของคุโรกิริก็ปรากฏขึ้นมา และเขาก็ส่งเสียงตกใจ “อา อินเฟมัส คุณนั่งอยู่ตรงนี้ตลอดเวลาที่ผมออกไปเลยหรือครับ?”

“ค่ะ ทำไมเหรอ?”

“ไม่มีอะไรครับ ขอโทษที่ต้องให้คุณรออยู่คนเดียว”

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ อยู่คนเดียวเงียบๆ มันก็ดี”

“งั้นเหรอครับ? คุณเองก็เป็นคนประเภทที่มีความเข้าใจในตัวเองสูงก็ต่อเมื่อได้ทบทวนสินะ”

“คงงั้นแหละค่ะ ว่าแต่ทั้งคุณทั้งชิการาคิหายไปไหนมางั้นเหรอคะ?”

“ตัวชิการาคิเหมือนจะออกไปทำอะไรสักอย่างข้างนอกตั้งแต่เมื่อเช้าแล้วล่ะครับ ส่วนผมก็ไปติดต่อกับอาจารย์มา” เขากล่าว ก่อนที่จะหยิบแก้วผสมเครื่องดื่มและหันมาทางเธอ “ดื่มอะไรล้างปากหน่อยไหมครับ?”

“มอสโควมูลละกันค่ะ”

เขาพยักหน้าและจัดการทำสิ่งที่เธอต้องการให้ ส่วนหญิงสาวยังคงมองก้นบุหรี่ที่ถูกขยี้อยู่ในถาดด้วยสายตาเหม่อลอย เธอพอจำได้ว่ายี่ห้อนี้ทูมบ์เป็นคนแนะนำเธอมา มันมีกลิ่นและรสสัมผัสที่ค่อนข้างอ่อนกว่าตัวอื่นๆ และสูบได้ง่ายสำหรับมือใหม่ เมื่อนึกถึงหน้าตาของอดีตคู่หู อินเฟมัสก็ถอนหายใจออกมาเฮือกยาว

“มีเรื่องอะไรไม่สบายใจหรือเปล่าครับ?”

“เรื่องนั้น… ไว้ค่อยเล่าดีกว่าค่ะ” เธอดึงหน้ากากลงมาปิดหน้าตัวเองก่อนที่จะดึงคอเสื้อขึ้นมาให้อยู่ตำแหน่งเดิม

“จะเอาไว้คุยกับชิการาคิสินะครับ”

“…ค่ะ”

คุโรกิริมองหญิงสาวที่ตอนนี้ขยับตัวหันหลังให้กับเคาน์เตอร์บาร์และตัวเขา ในใจก็หวนนึกถึงบทสนทนากับออลฟอร์วันเมื่อคราวก่อน มันเป็นอย่างนั้นจริงด้วยสินะ ทั้งอินเฟมัสและชิการาคิเองก็เริ่มพัฒนาความสัมพันธ์ไปในทางที่ดีมากขึ้นเรื่อย ๆ และคอยผลักดันกันและกันอย่างไม่รู้ตัว ชิการาคินั้นสามารถเติบโตได้อย่างก้าวกระโดดแน่หากผู้หญิงคนนี้อยู่ใกล้เขาตลอดเวลา เมื่อหลายสัปดาห์ก่อนเขายังมีนิสัยแบบเด็กๆ อยู่เลย แต่การที่มีคนสนิทที่มากกว่าแค่อาจารย์หรือผู้ดูแล มันทำให้เขาเดเวลอปบางอย่างในใจขึ้นมาได้

และแน่นอน หากชิการาคิได้รู้เรื่องราวของหญิงสาวคนนี้แล้ว เขาอาจจะตัดสินใจกระทำการบางอย่างที่ยิ่งใหญ่กว่าแค่ทำลายสิ่งที่ตัวเองเกลียดให้พ้นทาง จากนั้นก็ก้าวสู่ความเป็นออลฟอร์วันคนต่อไป…

“ถึงจะแค่เดือนเดียวแต่ก็รู้สึกเหมือนเป็นเพื่อนกันไปแล้วแฮะ” เธอพึมพำออกมาเบาๆ พอให้คุโรกิริได้ยิน เขาเองก็ตั้งใจฟังและยังไม่ออกความคิดเห็นอะไร “ฉันไม่ค่อยรู้อะไรเกี่ยวกับชิการาคิก็จริงค่ะ แต่เขาเองก็ไม่ได้รู้อะไรเกี่ยวกับฉันเหมือนกัน ถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะเล่าเรื่องของตัวเองให้เขาฟังเร็วๆ”

“งั้นสินะครับ ความไว้ใจเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีนะ”

“อืม… แต่ที่ฉันกลัวก็คือ… เขาจะเข้าใจมุมมองของฉันที่มีต่อโลกใบนี้หรือเปล่า แม้แต่ตัวฉันเองก็ยังไม่ค่อยเข้าใจเลย”

“ยังไงหรือครับ?”

“ก็แบบว่า นั่นน่ะ… ฉันมองว่าโลกนี้มันเต็มไปด้วยการเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ ปลาใหญ่กินปลาเล็ก ผู้ที่แข็งแกร่งเท่านั้นที่จะอยู่รอด ฉันมองความเป็นจริงแบบนี้เสมอมา และมักจะใช้ผลประโยชน์จากมันเสียเต็มที่” เธอกล่าวพลางใช้นิ้วเขี่ยจานเขี่ยบุหรี่เล่น “แต่กระนั้นก็เกลียดที่มันเป็นแบบนี้ค่ะ อยากจะเปลี่ยนแปลงมัน แต่ถ้าหากฉันไม่มีอำนาจหรืออะไรอยู่ในมือ สุดท้ายก็เป็นได้แค่บุคคลชายขอบที่เสียงถูกส่งออกไปไม่ถึง เหมือนคนอื่นๆ…”

คุโรกิริหรี่ดวงตาทอประกายสีเหลืองทอง “มันเป็นเรื่องปกติที่จะรู้สึกแบบนั้นครับ ไม่มีอะไรถูกหรือผิดในสถานการณ์แบบนี้หรอก”

“เหรอคะ…” หญิงสาวโคลงหัวก่อนทอดถอนใจ

“จะคุยกับเขาเลยก็ได้นะครับ”

“เอ๋? จะดีเหรอคะ ฉันว่ามันยังเร็วไปหน่อย”

“ผมไม่ได้บังคับหรอกนะครับ แต่ถ้าหากว่าเด็กคนนั้นสามารถเข้าใจคุณได้ เขาจะสามารถเติบโตไปได้ไกลกว่าที่เป็นอยู่” คุโรกิริกล่าวก่อนที่จะเลื่อนแก้วมอสโควมูลให้เธอ “เครื่องดื่มได้เล้วครับ”

“อืม… แบบนั้นก็ได้นะคะ บางทีฉันอาจจะต้องพึ่งใบบุญเขาในอนาคต”เธอกล่าว หากมันมีโอกาสที่หยิบยื่นให้กับชิการาคิ เธอเองก็จะขอผลักดันเขาไปถึงจุดนั้นด้วย ส่วนหนึ่งก็เพราะอยากได้ประโยชน์ร่วมกัน อีกส่วนก็เพราะเธอเองก็อยากจะให้เขาทำในสิ่งที่อยากทำอีกนั่นแหละ ในตอนนี้เธอยังไม่ได้สนิทอะไรกับอีกฝ่ายมากมายขนาดนั้น ถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะมีส่วนร่วมกับเขาให้มากที่สุดเท่าที่จะมีได้

“เขากลับมาแล้วล่ะครับ”

“เหรอคะ? ไวจริง”

“เมื่อครู่ผมเอาวาร์ปเกตไปส่งเขาที่ห้องแล้ว คุณจะไปหาก็ได้นะครับ”

“อ่า งั้นไว้เจอกันนะคะ” เธอจับแก้วมอสโควมูลก่อนที่จะลุกขึ้นเดินจากไป มุ่งหน้าสู่หลังร้านที่จะมีห้องของเธอกับชิการาคิอยู่

หญิงสาวเคาะประตูสีดำเบาๆ สามรอบ ก่อนที่จะถือวิสาสะเปิดเข้าไปทันที แน่นอนว่าอีกฝ่ายไม่คาดคิดเลยว่าหลังจากกลับออกมาด้านนอก อินเฟมัสจะบุกมาหาเขาที่ห้องอย่างรวดเร็วขนาดนี้ เขานั่งอยู่บนเตียงรกๆ และช้อนตาขึ้นมองหญิงสาวที่เพิ่งเข้ามาพร้อมกับแก้วค็อกเทล

“ใจคอเธอจะไม่ให้ฉันอยู่คนเดียวบ้างหรือไง?”

“ฉันอยู่คนเดียวมาตั้งหลายชั่วโมงแล้วนะคะ”

“เธอเป็นพวกขี้เหงาเรอะ?” 

“แน่นอนค่ะ แต่ฉันเองก็ชอบอยู่คนเดียวนะ” เธอกล่าวก่อนที่จะปิดประตูห้องลง ในพื้นที่คับแคบที่มีเพียงแสงจากคอมพิวเตอร์นี้นั้นให้ความรู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก แต่อินเฟมัสก็เริ่มคุ้นชินกับมันแล้วเหมือนกัน สาวเจ้าเดินไปใกล้ๆ เตียงก่อนทิ้งตัวลงนั่งบนพื้น เอาหลังพิงขอบฟูกก่อนที่จะถอดหน้ากากออก

ชิการาคิมองท่าทีของหญิงสาว ปกติแล้วเธอมักจะสวมหน้ากากตลอดเวลา มีบ้างที่เธอถอดออกแต่มันก็ไม่บ่อยนัก ส่วนมากมันเป็นการถอดแบบจำเป็นอีกด้วย อย่างตอนล้างหน้า กินข้าว หรือตอนนอน แต่ว่าตอนนี้เธอกลับถอดมันออกโดยไม่มีเหตุผลอะไร ไม่สิ มันมีเหตุผลอยู่แล้วล่ะ เขารู้ดีว่านี่คือสัญญาณของความเชื่อใจจากอินเฟมัส

“อย่าเมาเรี่ยราดในห้องฉันก็พอ” เขากล่าวก่อนที่จะยอมลดตัวเองลงไปนั่งข้างๆ อีกฝ่าย “เธอมีอะไรจะพูด?”

อินเฟมัสเงียบไปเล็กน้อยก่อนที่จะดึงฮู้ดตัวเองลง เผยให้เห็นเรือนผมลาเวนเดอร์ซีดๆ ที่เอาแต่ซ่อนเอาไว้ตลอดเวลาที่ผ่านมา “ไม่เคยจะอ้อมค้อมเลยนะคะ”

“สรุปมีเรื่องอะไรล่ะ?”

“เกี่ยวกับเรื่องเป้าหมายในอนาคตน่ะ”

ชายหนุ่มขมวดคิ้ว “เป้าหมายเหรอ? หมายถึงเรื่องที่พวกเรากำลังทำๆ กันอยู่น่ะนะ?"

“อื้ม ใช่แล้วค่ะ แต่ก็ไม่เชิงว่าจะคุยเรื่องนั้นเรื่องเดียวหรอก ที่ฉันอยากจะทำน่ะคือการแสดงเจตจำนงของตัวเองมากกว่า” เธอกล่าวและจิบค็อกเทลอีกจิบ

“อ่า มีอะไรจะพูดก็พูดมาเถอะ” เขาเกาคอตัวเองเล็กน้อย จู่ๆ ก็รู้สึกคันคะเยอแบบแปลกๆ มากกว่าปกตินิดหน่อย

“ฉันอยากจะรู้ค่ะ คุณเคยมีความฝันหรือเปล่า?” เธอกล่าวถามขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่เบามากๆ จนเหมือนว่ากำลังกระซิบ ชิการาคิที่ได้ยินดังนั้นก็ขมวดคิ้ว แต่ไม่พูดอะไรออกมา กระนั้นดวงตาสีเลือดนกของเขาก็จ้องไปยังดวงตาสีชมพูสดที่แวววาวในความมืดของหล่อน ราวกับตั้งใจฟังในทุกถ้อยคำที่ลั่นออกมา “ทุกครั้งที่ฉันพูดถึงเรื่องความฝัน ในตอนเด็กๆ มันจะเป็นความรู้สึกที่เหนือจะบรรยายและเกินจริงมาก อยากจะเป็นแบบนั้น อยากจะเป็นแบบนี้ แต่มันก็โดนทำลายลงไปแล้วไม่เหลือซากอะไรเลย”

“…”

“ฉันถูกขโมยวัยเด็กไป ต้องกลายเป็นเหมือนทหารทั้งที่อายุแค่สิบสามปี ฉันจับมีด ฉันรู้วิธีฆ่าคน ฉันกลายเป็นผืนผ้าที่ถูกบังคับย้อมอย่างไม่เต็มใจ” เธอกล่าวต่อ ชิการาคิเองก็สนอกสนใจในข้อความที่เธอกล่าวออกมาเป็นอย่างมาก ราวกับได้ฟังนิทานที่น่าจรรโลงใจ “ตอนที่อายุสิบห้า ฉันหนีออกมาจากนรกที่เรียกว่าบ้าน ตลกดีนะคะ ฉันเคยฝันว่าตัวเองอยากจะโบยบินเหมือนนกที่มีปีกแข็งแรงในธรรมชาติ แต่ตอนนี้ฉันก็ได้โบยบินจริงๆ แต่ก็ออกฆ่าพวกฮีโร่และพลเรือน”

“…”

“สิ่งที่ฉันพบเจอมา มันทำให้ฉันคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้… สิ่งนั้นคือสิ่งเดียวที่ฉันจะยึดถือ มันเป็นอุดมการณ์ที่ฟังดูโคตรจะเพ้อฝันและแสนจะน่าตลก แต่กระนั้น ฉันก็เชื่อมั่นสุดใจ ฉันต้องการมันมากกว่าอะไรทั้งหมด….”

ดวงตาของชิการาคิวาววับขึ้นมา กระนั้นก็ยังคงปิดปากสนิท “…”

“ความฝันของฉันหายไป แต่ความปรารถนานั้นมาแทนที่” เธอเอนหัวไปด้านหลัง ซบกับฟูกหนาสีขาว “ฉันอยากจะตอบแทนโลกใบนี้ให้สาสม อยากจะขยี้สังคมฮีโร่ ตีแผ่ทุกอย่างให้ทุกคนได้รู้ ฉันอยากทำลายในสิ่งที่ฉันไม่ต้องการ

ชิการาคิเงียบไป อินเฟมัสเองก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ มีเพียงแค่เสียงคอมพิวเตอร์ทำงานเบาๆ เท่านั้น เป็นบรรยากาศที่น่าอึดอัดเหลือเชื่อ เธอคิดว่าตัวเองพูดกำกวมไปหน่อย แต่ครั้นจะอ้าปากออกเพื่อพูดอะไรเพิ่มเติม จู่ๆ ชายหนุ่มข้างๆ ก็หัวเราะออกมา มันเป็นเสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความปีติยินดี ความโล่งอก และความสะใจ อินเฟมัสหุบปากตัวเองเงียบ มองชิการาคิที่ถอดหน้ากากมือออกอย่างช้าๆ ด้วยสายตาตกตะลึงเล็กน้อย

“อา… คิดงั้นเองเหรอ อินเฟมัส? ดูเหมือนพวกเราสองคนจะเหมือนกันอย่างไม่น่าเชื่อเลยนะเนี่ย” เขายกยิ้มออกมา เป็นรอยยิ้มที่ชวนขนหัวลุกสิ้นดี แต่กระนั้นอินเฟมัสกลับละสายตาออกจากมันไม่ได้เลย เหมือนกับถูกบังคับให้จ้องอยู่แบบนั้น “ทำไมเธอไม่บอกฉันให้เร็วกว่านี้กันนะ ถึงเราจะนิสัยไม่เหมือนกันเลย แต่ก็อยากจะขยี้พวกมันให้แบนแทบเท้าเหมือนกันใช่ไหม?!!!”

อินเฟมัสได้ยินดังนั้น ก็รู้สึกเหมือนว่าเขาอาจจะเข้าใจผิดจริงๆ

แต่ไม่เป็นไรหรอก อย่างน้อยก็ในตอนนี้ “ค่ะ

นี่คือความรู้สึกของความต้องการที่พึ่งพิง แม้อินเฟมัสนั้นจะสามารถยืนหยัดด้วยตัวเองมาได้ตลอดหลายปี แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเธอไม่ได้ไม่ต้องการใครสักคนที่จะเป็นเพื่อน ไม่ใช่แค่คนแทนที่ทูมบ์ แต่เป็นคนที่จะยืนหยัดข้างเธอจนสุดทาง ไม่ว่านั่นจะเพราะเหตุผลแบบไหนก็ตาม อินเฟมัสจึงสามารถตอบไปแบบนั้นได้โดยไม่คิดอะไรทั้งสิ้น

เสียงหัวเราะของเขายังคงดังลั่น

“อา รู้สึกโล่งใจเป็นบ้า เธอทำให้ฉันอึดอัดมาตลอดหลายวันเพราะเธอเอาแต่ไม่ยอมพูดถึงเจตจำนงของตัวเอง” เขาเอื้อมมือมาสัมผัสไหล่ของเธอโดยยกนิ้วก้อยออก อินเฟมัสจ้องอีกฝ่ายที่ยังคงยิ้มไม่หุบด้วยความกลัวลึกๆ “ตอนนี้ฉันเข้าใจแล้ว เธอเองก็เกลียดพวกฮีโร่เหมือนกัน ในที่สุด ในที่สุด!”

หญิงสาวคลี่ยิ้มออกมาโดยอัตโนมัติ “ฉันคิดมาตลอดว่าอาจจะเล่าเรื่องของตัวเองให้คุณฟังมากกว่านี้ แต่คงต้องไว้คราวหน้า”

“หือ? ทำไมล่ะ ทำไมไม่คุยกันตอนนี้เลย?”

หญิงสาวส่ายหน้าเล็กน้อย “ยังค่ะ ฉันยังไม่อยากเล่าทั้งหมดในตอนนี้”

“งั้นก็ตามใจเธอแล้วกัน อินเฟมัส ตอนนี้ฉันขอเวลากับตัวเองอีกหน่อย”

เคนมะค่ะ”

“…? เคนมะ?” ชิการาคิขมวดคิ้ว แต่ทันใดนั้นเอง เมื่อสาวจ้าวคลี่ยิ้มอีกรอบ เขาก็เข้าใจกระจ่างในทุกอย่าง

“ชื่อของฉันชื่อว่าเคนมะค่ะ”

 

 

 

 

 

 

คุโรกิริที่ยืนเฝ้าร้านอยู่นั้นได้คอยเฝ้าฟังเสียงจากห้องของชิการาคิด้วยความใจเย็น ดูเหมือนจะไปได้ด้วยดีกว่าที่คิดเสียอีก ตอนนี้ชื่อของอินเฟมัสที่แม้แต่ผู้มีอิทธิพลรายใหญ่ยังไม่รู้จักได้มาอยู่ในมือของพวกเขาแล้ว แม้จะยังไม่แน่ใจว่านั่นเป็นนามสกุลหรือชื่อต้นกันแน่ แต่ว่าก็คงจะเป็นชื่อ เธอยังไม่เปิดเผยนามสกุลของตัวเองง่ายๆ แน่

เคนมะ ปกติเป็นชื่อของเด็กผู้ชาย แต่พ่อแม่กลับตั้งชื่อนี้ให้กับลูกที่เป็นผู้หญิง น่าสนใจจริงๆ

[เป็นอีกก้าวที่วิเศษไปเลยใช่ไหม?]

เสียงจากจอทีวีดังขึ้น

“ครับ การที่ชิการาคิมีเพื่อนที่อุดมการณ์คล้ายกันแบบนี้ทำให้ไฟในตัวเขาถูกจุดติดมากขึ้น” คุโรกิริกล่าวพลางหันหน้าไปมองจอพลาสติกที่โชว์คำว่า Audio Only บนสกรีน “การดึงตัวอินเฟมัส ไม่สิ คุณเคนมะเข้ามาเอี่ยวกับแผนการด้วยอาจจะเป็นเรื่องดีกว่าที่ผมคาดคิดไว้ก็ได้”

[ถูกต้องแล้วล่ะ การดึงตัวเคนมะเข้ามาเป็นการตัดสินใจที่เยี่ยมยอดของชิการาคิ ซึ่งมันก็ผลักดันเขาไปในทางที่ฉันต้องการจนได้] ออลฟอร์วันพูดพลางหัวเราะไปพลาง ราวกับพึงพอใจในสถานการณ์ปัจจุบันอย่างถึงที่สุด [ฉันเองก็คิดไม่ผิดเหมือนกันที่จงใจผลักเคนมะให้มาหาชิการาคิแบบอ้อมๆ… เหมือนอนาคตที่เต็มไปด้วยกลิ่นหอมหวานจะรอพวกเขาอยู่เลยนะ]

“จงใจผลักมาหาชิการาคิหรือครับ? เมื่อคราวก่อนที่คุยกับเธอ คุณโกหกเธอไปงั้นเหรอครับ?” คุโรกิริไม่เข้าใจนัก ในเมื่อคราวก่อน ออลฟอร์วันนั้นยืนยันว่าตัวเองไม่ได้มีเอี่ยวหรือสอดตัวเองเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องเมื่อสี่ปีที่แล้วนี่นา เขาจะมาพูดกลับกลอกให้ผิดน้ำใจผู้หญิงคนนั้นไปทำไมกัน?

[ไม่หรอก ฉันไม่ได้โกหกอะไรเด็กคนนั้นทั้งสิ้น ถ้าจะให้พูดคือฉันไม่ได้บอกทุกอย่างกับหล่อนไปจนหมด] เขากล่าวพลางทอดถอนใจเล็กน้อย [เคนมะน่ะ มีทั้งส่วนที่ต่างและเหมือนกับชิการาคิหลายอย่าง แม้เขาจะจำเรื่องราวในอดีตไม่ได้ก็ตาม แต่สักวันที่เขาจดจำมันได้ เคนมะนั่นแหละคือคนที่จะเข้าใจเขาได้มากที่สุด]

“คุณเกี่ยวข้องกับทั้งเธอและชิการาคิเลยสินะครับ”

[แน่นอนอยู่แล้ว! เพื่อให้ทุกอย่างเป็นไปตามที่ฉันปรารถนา!] เหมือนในน้ำเสียงของเขาจะสามารถบ่งบอกได้เลยว่าชายคนนี้กำลังยกยิ้มอยู่ คุโรกิริเงียบและตั้งใจฟังสิ่งที่เขาจะพูด [ฉันไม่ได้ยื่นมือไปสอดทั้งคู่ตรงๆ ก็จริง แต่นี่คือสิ่งที่ฉันพอจะมอบให้ได้… เด็กสองคนที่ถูกช่วงชิงวัยเยาว์ไปเพราะ ‘ฮีโร่’… เมื่ออยู่คู่กัน พวกเขาคือความเพอร์เฟ็คท์ เป็นชิ้นส่วนที่ขาดหายของกันและกันเลยก็ว่าได้ ชิการาคินั้นบิดเบี้ยวแต่แน่วแน่กับความรู้สึกของตัวเอง ส่วนเคนมะนั้นมีความเห็นใจอยู่บ้าง แต่กลับสับสนเหลือเกิน ทั้งคู่นั้นคือจิ๊กซอว์ที่ขาดหาย พวกเขาประกบกันได้พอดี…

เคนมะน่ะ หากไม่ได้ฉันช่วยไว้ในคราวนั้นก็คงไม่ได้มาไกลถึงขนาดนี้แน่ เธอคงไม่ได้พบความหมายของความกระหายที่จะทวงคืนความยุติธรรมให้ตัวเองและครอบครัว เธอคงไม่ได้อยู่เพื่อรอดูว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับพวกสารเลวที่ย่ำยีจากจุดที่สูงกว่า และเธอก็คงไม่ได้พบชิการาคิ โทมุระแน่ๆ พวกเขาจะไม่ได้เติบโตและทำในสิ่งที่หวัง]

ออลฟอร์วันนั้นพยายามจะจัดฉากให้เด็กสองคนนี้มาอยู่คู่กัน ซ้ำยังทำอะไรบางอย่างกับเคนมะเพื่อผลักเธอให้เข้าหาชิการาคิ และผลักชิการาคิให้เข้าหาเธอ ทุกอย่างมันยังเกินความเข้าใจของคุโรกิริ เขายังไม่มีข้อมูลรับรู้ในส่วนตรงนี้มากพอ จึงได้แต่ปิดปากเงียบ คอยฟังคนเป็นนายพูด แต่เขาก็อดเป็นกังวลในสิ่งที่ตนยังไม่รู้ไม่ได้ คุโรกิริเองก็ดูแลชิการาคิมานานนมจนเรียกได้ว่าเป็นพี่เลี้ยงของเขาแล้ว อาจจะเป็นแค่คำสั่งหรืออะไรก็แล้วแต่ แต่เขาก็ยังอยากจะดูแลชิการาคิ อะไรที่ส่งกลิ่นออกมาเขาก็สงสัยและตื่นตัวด้วยความระแวดระวัง

[เพื่อการนั้น ฉันต้องทำให้ทั้งคู่กลายเป็นครึ่งหนึ่งของกันและกันให้ได้]

“ความสัมพันธ์แบบ Dependent… มันจะดีจริงๆ งั้นหรือครับ?”

[ดีสิ! หากเด็กคนนั้นต้องการสร้างโลกของตัวเองขึ้นมา มีอีกคนที่เข้าใจและพึ่งพากันและกันมันก็ต้องดีอยู่แล้ว… ทั้งนี้ก็เพื่อตัวของโทมุระเองด้วย… จะเป็นราชาที่โดดเดี่ยวอย่างฉันน่ะ มันออกจะน่าเศร้าไปหน่อย]

“งั้นสินะครับ ถ้างั้นเรื่องเป้าหมายที่จะทำครั้งต่อไป…”

[อืม อย่าเพิ่งให้เคนมะไปกับเขาด้วย ให้เข้าไปช่วยตอนช่วงชุลมุนเท่านั้น]

“รับทราบครับ”

คุโรกิริไม่แน่ใจเป้าหมายจริงๆ ในคราวนี้นัก แต่ถ้าหากมันเป็นคำสั่ง เขาก็ต้องทำตาม 

เมื่อภาพจากจอทีวีดับลง ไม่นานนักอินเฟมัสก็เดินออกมาจากทางหลังร้าน สาวเจ้าขอตัวบอกจะออกไปข้างนอกกับคุโรกิริก่อนที่จะจากไปทันที ชายหนุ่มผู้มีกายเป็นหมอสีดำจึงได้พยักหน้าตอบรับ

แผ่นหลังของเคนมะนั้นดูแข็งแรงแตกต่างจากชิการาคิโข เธอเป็นหญิงสาววัยสิบเก้าที่มีโครงสร้างร่างกายแข็งแรง แถมหลายปีที่ผ่านมายังต้องพบปะเรื่องราวที่ต้องชวนให้หัวหมุนตลอดเวลา มันบังคับให้เธอต้องเติบโตกว่าวัยไปอีก ไม่ว่าจะเรื่องร่างกายหรือสมอง กลับกัน ชิการาคินั้นอาจจะถูกมองข้ามในฝูงชนไปได้ง่ายเหลือเกิน จุดเริ่มต้นของเขาแม้จะไม่ได้ดีนักและเจอความทุลักทุเลน่าปวดเศียรเวียนเกล้าไม่แพ้กัน แต่เขาก็ยังมีออลฟอร์วันคอยประคบประหงม นั่นทำให้เขายังคงมีนิสัยเป็นเด็กๆ อยู่

คุโรกิริสงสัยจริงๆ ว่าอัตลักษณ์ของเคนมะคืออะไรกันแน่ จะกลับหน้ากลับหลังกับชิการาคิที่มีอัตลักษณ์ สลาย หรือเปล่า?

ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง มันก็คงพอฟังขึ้นได้ว่าทำไมเมื่อคราวนั้นชิการาคิจึงไม่สามารถสลายหล่อนไปได้

และมันก็คงเป็นเรื่องที่น่าวิเศษที่พวกเขาทั้งเหมือนและแตกต่างขนาดนี้

เคนมะ…

ตัวตนที่แสนลึกลับของเธอคงมีเพียงแค่ชิการาคิเท่านั้นที่จะล่วงรู้ได้

จนถึงตอนนั้นก็อย่าเพิ่งถอยหนีแล้วกัน

 

 

 

 

 

 

จนถึงตอนนี้ ออลไมท์ก็ยังคิดไม่ตกนักกับเรื่องของอินเฟมัสนัก เมื่อวานเขาก็ชวนหนุ่มน้อยมิโดริยะมาคุยเรื่องนี้ เพราะอย่างน้อยเขาก็เป็นผู้สืบทอด และเมื่อได้ยินเรื่องราวจากปากของเด็กหนุ่ม ออลไมท์ก็ยิ่งคิดไม่ตกเข้าไปใหญ่ เขารู้ดีว่ามิโดริยะ อิซึคุไม่ใช่คนที่จะใส่สีตีใข่ในเรื่องราวที่ตนเล่า เขาได้รู้ว่าเจ้าหล่อนนั้นนิสัยเหมือนคนปกติธรรมดาที่หาเช้ากินค่ำทั่วไป แถมยังเป็นเพื่อนคุยกับแม่ของเด็กหนุ่มอีก เธอดูเป็นคนปกติและคนดีมากเหลือเกิน ไม่ใช่ฆาตกรใจเหี้ยมที่ดูเหมือนจะฆ่าคนไม่เลือกหน้าเท่าไหร่

หรือจริงๆ แล้วก็ไม่ใช่คนเลวโดยสันดานกันนะ?

ออลไมท์ไม่รู้เลย นอกจากเรื่องพวกนี้แล้วนั้นเขาก็ยังมีปัญหาที่ตัวเองต้องกังวลเพิ่มอีกมากมาย ทั้งเวลาในการออกปฏิบัติงานเป็นฮีโร่ในตอนนี้ เรื่องของผู้สืบทอดวันฟอร์ออลอย่างมิโดริยะ และอื่นๆ อีกมาก เขาสงสัยเหลือเกินว่าคนอื่นที่กำลังวุ่นวายและสนใจในชีวิตของตัวเองตอนนี้นั้นจะคิดยังไงกับเรื่องของอินเฟมัส จะยื่นมือเข้าไปหรือเปล่า หรือจะปล่อยเบลอต่อไป

โปรฮีโร่อันดับหนึ่งอย่างออลไมท์นั้นรู้อยู่แก่ใจว่าต่อให้อินเฟมัสเป็นคนที่มีอดีตที่น่าเห็นใจอย่างไร ตอนนี้เธอก็เป็นอาชญากรไปแล้ว เธอสังหารฮีโร่ตลอดสี่ปีที่ผ่านมาไม่ต่ำกว่าห้าสิบราย พลเรือนอีกไม่ต่ำกว่ายี่สิบราย เป็นการกระทำที่ไม่ว่ามองจากมุมไหนมันก็เป็นเรื่องที่ผิด เขาสงสัยว่าเธอมีความเห็นอกเห็นใจต่อเพื่อนมนุษย์บ้างหรือไม่ หรือมองเป็นแค่ก้อนเนื้อรอวันเชือดกันแน่?

แต่ต่อให้ถามคำถามพวกนี้เท่าไหร่เขาก็ไม่มีวันจะได้รู้คำตอบ ยังไม่นับเรื่องความเกี่ยวโยงของฮีโร่ฮาร์ดชีลด์แล้วก็ภรรยาของเขาอย่างลาสท์เซอร์ไพรส์ด้วยนะ ปมทุกอย่างได้ขมวดไว้ที่อินเฟมัส เป็นปมที่ไม่มีวันหาคำตอบได้เลยหากไม่เข้าใกล้ตัวเธอ หรือเรียนรู้จากตัวของเธอเอง และถ้ามันเป็นเรื่องราวที่จะถกบางอย่างใต้พรมสังคมฮีโร่ออกมาจริงๆ เขาก็ภาวนาว่าจะสามารถจับกุมหรือรู้เรื่องราวของเด็กผู้หญิงคนนั้นได้โดยเร็ว บางทีเจ้าหล่อนอาจจะไม่ใช่สีดำสนิทหรือขาวสว่างโร่ แต่เป็นสีเทาที่มืดหม่นก็ได้ หากเป็นเช่นนั้นจริงเขาก็คงจะทำความเข้าใจการกระทำของเธอและเหตุผลต่างๆ ได้ไม่ยากเย็น

ว่าแล้วเขาก็ถอนหายใจ “เฮ้อ…”

“ถอนหายใจใหญ่เลยนะครับ ออลไมท์” โปรฮีโร่อีเรเซอร์เฮด หรืออาจารย์ไอซาวะที่นั่งอยู่ใกล้ๆ กล่าวทัก เขายังคงมีใบหน้าและบุคลิกที่ดูง่วงและเบื่อโลกเหมือนเช่นเคย “มีอะไรกวนใจอยู่งั้นหรือครับ? หวังว่ามันจะไม่กระทบการทำงานของคุณนะ”

“อ่า ก็นะ…” โปรฮีโร่อันดับหนึ่งทอดถอนใจออกมา “ช่วงนี้มีเรื่องให้คิดหลายอย่างมากจริงๆ น่ะ”

“เกี่ยวกับเรื่องที่หมวดทสึกาอุจิมาหาเมื่อวันก่อนหรือเปล่าครับ?”

“ใช่แล้วล่ะ”

ไอซาวะมองโปรฮีโร่อันดับหนึ่งด้วยสีหน้ายามปกติของเขา “ผมจะไม่ถามซักไซ้คุณหรอกนะครับ” เขากล่าวก่อนที่จะก้มมองเอกสารบนโต๊ะตรงหน้าของตัวเอง ออลไมท์ที่ไม่ได้อยู่ในร่างมัสเซิลฟอร์มก็เลิกคิ้วขึ้น “แต่ผมอยากให้คุณรู้ว่าตอนนี้อย่าเพิ่งกังวลเรื่องอื่นนอกจากเรื่องของพวกเด็กๆ ก่อนจะดีกว่า ถึงคุณจะเป็นโปรฮีโร่อันดับหนึ่ง แต่ตอนนี้คุณเองก็เป็นอาจารย์ อย่าเพิ่งเอาเรื่องนอกโรงเรียนมาคิดมากเลยครับ”

“อ่า นั่นสินะ ตอนนี้ฉันแค่รู้สึกว่ามีอะไรคาราคาซังขนาดเบ้อเร่ออยู่เท่านั้นเอง แต่ไม่เป็นไรแล้วล่ะไอซาวะคุง”เขากล่าวเหมือนที่ตัวเองเคยกล่าวปลอบประโลมประชาชนที่กำลังถูกวิลเลินเล่นงาน “ฉันน่ะจะอยู่ข้างๆ นักเรียนของเราเอง!”

“ได้ยินอย่างนั้นก็โล่งใจครับ” เขากล่าวและหันไปขีดเขียนเอกสารต่อ

แม้จะพูดไปอย่างนั้น แต่ก็ยังหายคิดมากไม่ได้หรอกนะ

หากอินเฟมัสเป็นลูกของฮาร์ดชีลด์จริง เรื่องนี้มันก็น่าสงสัยขึ้นเรื่อยๆ แล้ว 

เมื่อสี่ปีที่แล้ว ในมุมมองของออลไมท์เขาก็ไม่ค่อยรู้รายละเอียดอะไรของเรื่องนี้มากนัก แต่ว่าก็พอรู้ว่าจุดเริ่มต้นว่ามันมาจากไหน เขานึกย้อนไปถึงตอนนั้นที่มีข่าวเงียบๆ ออกมาในวงฮีโร่ว่า ฮีโร่แห่งความเร็ว ลาสท์เซอร์ไพรส์ได้ถูกประทุษร้ายจนโคม่า ต้องนอนกลายเป็นผักโดยไร้หวังว่าจะฟื้นมาใช้ชีวิตโดยปกติ และแน่นอนว่าตอนแรกๆ พวกเขาบอกว่าเป้นฝีมือของวิลเลินทั่วไปนี่แหละ จนกระทั่งบนเว็บบอร์ดของฮีโร่เน็ตเวิร์คได้ตีแผ่ความจริงบางอย่างพร้อมหลักฐานว่าจริงๆ แล้วคนที่ทำร้ายลาสท์เซอร์ไพรส์ไม่ใช่วิลเลิน แต่เป็นฮีโร่ สังคมทุกหย่อมหญ้าก็ตื่นตระหนกหนักเข้าไปมากกว่าเก่าอีก

ออลไมท์ยังไม่ทันได้เข้าไปตรวจสอบเสียด้วยซ้ำ ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่บอร์ดถูกโพสต์มันก็ถูกลบออกไปโดยไม่เหลือร่องรอย ตอนนั้นโปรฮีโร่อันดับหนึ่งคิดแต่เพียงว่ามันคงเป็นการใส่ร้ายปกติทั่วไปให้ความไว้ใจต่อฮีโร่สั่นคลอน เขาจึงไม่ได้เก็บมาคิดมาก แต่นึกแล้วก็เสียดายจริงๆ ที่ไม่คิดจะยื่นมือเข้าไปสอดส่องดูแลเพราะคิดว่าปัญหาตอนนั้นมันเล็กกว่าสิ่งที่เขาต้องเผชิญมาก แต่สุดท้ายมันก็ถูกทำให้ล้มเป็นโดมิโนไปเสียแล้ว ลูกสาวของลาสท์เซอร์ไพรส์และฮาร์ดชีลด์กลายเป็นวิลเลินหลังจากเหตุการณ์นั้นหนึ่งปี มันจะมีอะไรส่งกลิ่นแปลกๆ ได้มากเท่านี้กัน?

เขาเสียใจจากใจจริงที่ไม่ได้เข้าไปยื่นมือช่วยเหลือ แต่มันก็เป็นอดีตไปแล้ว ทำได้เพียงแค่โศกเศร้ากับมันเท่านั้น ในตอนนี้ก็คงต้องพยายามแก้ไขความเป็นจริงตรงหน้าเสียมากกว่า

“ไอซาวะคุง เธอว่าการที่เราเสียใจกับเรื่องในอดีตมันแย่ไหม แบบว่า… มันมีโอกาสให้เข้าไปทำอะไรสักอย่างอยู่แล้วแท้ๆ แต่ตอนนั้นกลับไม่เลือกมันน่ะ” ออลไมท์กล่าวถามอย่างเหนียมอายเล็กน้อย

“ครับ?” โปรฮีโร่อีเรเซอร์เฮดเลิกคิ้ว “อ่า ก็ไม่ได้แย่หรอกครับสำหรับผม แต่เอาเข้าจริงมันก็เป็นเรื่องปกติที่คนเราจะเสียใจกับเรื่องที่ไม่ได้ทำอยู่แล้วล่ะ”

ออลไมท์ผงกหัว “นั่นสินะ”

“เอาเข้าจริง ถ้าจะให้ผมพูดคือเราไม่รู้ว่าผลลัพธ์จะออกมายังไง จะถูกต้องไหม ก็แค่ทำเท่าที่ตัวเองจะทำได้มันก็เท่านั้น ความสมเหตุสมผลมันก็อยู่ที่ตรงนั้นนั่นแหละ”

“โอเค ขอบคุณมากนะไอซาวะคุง”

“ครับ ไม่เป็นไร” เขากล่าวก่อนที่จะชำเลืองมองเจ้าของเรือนผมสีเหลืองทอง “ว่าแต่เห็นคุณคิดมากแบบนี้แล้วก็รู้สึกไม่ดีแปลกๆ จริงๆ ครับ”

“อ- อ๋า? ท ทำให้เป็นห่วงงั้นสิ ขอโทษนะ”

“ไม่ได้หมายความว่าแบบนั้นหรอก แต่ไม่เป็นไรครับ”

ออลไมท์และอีเรเซอร์เฮดจึงตัดสินใจที่จะก้มหน้าทำงานต่อ

แต่ความเงียบยังไม่ทันจะคลืบคลานเข้ามา จู่ๆ ก็มีอาจารย์คนหนึ่งวิ่งรุดเข้ามาในห้อง 

“มีพวกนักข่าวบุกเข้ามาแน่ะ!!!”

อาจารย์ทั้งหมดที่อยู่ในห้องต่างตกใจไปตามๆ กัน “อะไรนะ?!!!”

 

 

 

 

 

_________________________

อินเฟมัสแบบถอดหน้ากาก!

หรือต้องบอกว่าเคนมะกันนะ? :v

 

ถ้าภาพหายอีกนะ จะแง่งแง่งแง่งแง่แงง่แง่แง่แง่แ่งแง่แ่งแ่
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 20 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

13 ความคิดเห็น

  1. #12 Bao_Bao (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2563 / 23:41

    แงงงง ตะไมเพิ่งมาเห็นเรื่องนี้กันนะ!! สนุกมากค่ะ!! ตามมาจากน้องเอวาเจลีนค่ะ! รอให้ไปอัพต่อนะคะ รูปน้องเคนมะไม่ขึ้นอ่าาา รอตอนต่อไปนะคะ!♡♡
    #12
    0
  2. #6 tongue (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 18 กรกฎาคม 2563 / 03:19

    สนุกมากเลยค่ะ
    #6
    0
  3. #5 Disconnect12 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 17 กรกฎาคม 2563 / 21:24
    นี่ผู้หญิงหรือผู้ชายนิ
    #5
    0
  4. #3 Cutter-AL (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 17 กรกฎาคม 2563 / 16:16
    ล-หล่อมาก!!!!
    #3
    0