BNHA/MHA fic. || Villainous Avenue :: OC ::

ตอนที่ 4 : || 3 : พั น ธ น า ก า ร จ า ก ค ว า ม ห ลั ง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 106
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 22 ครั้ง
    13 ก.ค. 63

เธอหลบซ่อนตัวเองจากโลกภายนอกในบาร์นี่มาได้สองสามสัปดาห์แล้ว มันมีห้องเก็บของที่คุโรกิริเข้ามาทำความสะอาดเป็นประจำอยู่ทางด้านในอีกที เธอก็ใช้ห้องนี้นี่แหละในการหลับนอน ช่วงเวลาที่เหลือก็ออกไปรับแดดทางหน้าต่างไม่ก็ไปหน้าบาร์เพื่อพูดคุยกับคุโรกิริ และสมกับเป็นบาร์เทนเดอร์ประจำ เขาสามารถพูดคุยให้ความบันเทิงกับเธอได้

และเธอก็ได้เริ่มพูดคุยกับชิการาคิ แม้มันจะเต็มไปด้วยคำบาดหมางถากถาง แต่ไม่นานนักเธอก็สามารถทำให้เขาเลิกพูดแบบนั้นเพื่อเอาชนะเธอได้ ชิการาคิเป็นคนที่มีนิสัยเหมือนเด็กที่ถูกสปอยล์ มักจะไม่พอใจเวลามีคนได้รับความสนใจมากกว่า ไม่อยากได้อะไรก็พูดตรงๆ พอมีอะไรไม่เป็นไปตามคาดก็จะหัวเสียได้ง่ายมาก เธอใช้ความอดทนเป็นอย่างสูงในการตีสนิทกับเขา(ถ้ามันเรียกว่าตีสนิทได้น่ะนะ) และมันก็ประสบผลสำเร็จ หากมีความเป็นผู้ใหญ่มากกว่าก็ไม่ใช่เรื่องยากที่จะทำให้ชิการาคิเปิดใจแน่นอน

“อ๊า แพ้อีกแล้ว” หญิงสาวบ่นออุบเมื่อหน้าจอเด้ง K.O. ขึ้นมา วันนี้เธอได้รับอณุญาตให้เข้ามาในห้องส่วนตัวของชิการาคิได้ (มันโคตรรก แต่เธอจะไม่พูดหรอกนะ) และก็ได้เล่นเกมด้วยกัน ซึ่งเธอก็ไม่ใช่คนเล่นเกมเก่งอะไร ชิการาคิเลยเอาชนะได้เสียง่ายๆ ซึ่งเจ้าตัวก็ไม่ได้ดีใจนักหรอกเพราะไม่ได้มีความท้าทายอะไรเลย

“เธอเอาแต่กดปุ่มมั่ว มันจะชนะให้ไหมล่ะ”

“ฉันไม่ได้แตะเกมคอนโซลมานานแล้วนี่คะ” เธอวางคอนโซลที่อยู่ในมือลงกับพื้น พลางนิ่งงันไปสักพัก และจู่ๆ ก็พึมพำออกมาเบาๆ “อยากกลับบ้านจัง”

ดวงตาภายใต้หน้ากากของอินเฟมัสนั้นราวกับมีประกายไฟวับวาว หากแต่ไม่ใช่ดวงไฟที่ใหญ่โชติช่วงอะไร มันเป็นเหมือนประกายดาวเล็กๆ ท่ามกลางท้องฟ้าสีดำมืดมิดอันไร้ที่สิ้นสุด เป็นอีกครั้งที่สาวเจ้าเหม่อลอยไม่ว่าจะด้วยเพราะความเบื่อหน่ายหรืออะไรก็แล้วแต่ กระนั้นมันก็ยังคงทำให้เธอดูแปลกตาสำหรับชิการาคิ

อินเฟมัสมักจะเข้าหาเขาด้วยความเป็นผู้ใหญ่ที่มากกว่าเสมอ แต่พอมาอยู่ด้วยกันจริงๆ กินเวลาเกือบเดือนแบบนี้มันก็เหมือนว่าหญิงสาวเองก็เริ่มเปิดใจให้อีกฝ่ายเรียนรู้ด้านใหม่ๆ ของตัวเองเหมือนกัน อย่างพวกความเป็นเด็กน้อยหรือความไม่สนใจอะไรนอกจากสิ่งที่อยากของหล่อน ชิการาคิรู้ดีว่าเมื่ออาจารย์ของเขาแนะนำบุคคลคนนี้ให้แล้ว เขาก็ไม่มีทางเลือกนอกจากทำใจยอมรับและเรียนรู้เธอ

เมื่อราวๆ สัปดาห์ก่อน เขาเดินออกมาจากห้องของตัวเองในเวลาคล้อยบ่าย และก็เจอหญิงสาวนั่งเงียบๆ อยู่ตรงเคาน์เตอร์ ไม่เคลื่อนไหวกระดุกกระดิก นิ่งเหมือนโดนแช่แข็ง คุโรกิริเองก็ไม่พูดอะไร ได้แต่ชงเครื่องดื่มที่หล่อนสั่ง เขายืนมองอยู่สักพักก็ไม่เห็นหล่อนขยับเขยื้อนกล้ามเนื้อร่างกายแม้แต่ส่วนเดียว ยังไม่นับเรื่องที่ว่าหล่อนใส่หน้ากากอยู่ด้วยนะ มันทำให้อินเฟมัสดูเหมือนรูปปั้นสุดๆ และพอยืนจ้องต่ออีกหน่อย สาวเจ้าก็คำคิกคักออกมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย ทำเอาชิการาคิได้แต่บนในใจว่าวิลเลินคนนี้ประหลาดเหลือเกิน(ทั้งที่เขาก็ประหลาดพอกัน)

แล้วเขาก็มารู้ทีหลังนี่แหละว่าหล่อนเหม่อไปคิดเรื่องอื่นที่นอกเหนือความเข้าใจของชิการาคิ แล้วก็ขำพรืดออกมา

เขามีนิสัยชอบเกาคอหรือร่างกายตัวเองเวลาไม่พอใจหรือรู้สึกขุ่นเคือง ส่วนเธอก็มักจะเหม่อลอยตอนอยากหนีความจริง หรือบางทีก็เหม่อลอยแบบไม่มีเหตุผลด้วยซ้ำ

บางทีนั่นอาจจะเป็นอีกเหตุผลว่าทำไมชิการาคิจึงเข้ากับหล่อนได้ง่ายขึ้น เพราะรู้สึกว่ามีอะไรที่แตกต่างเหมือนๆ กัน

ชิการาคิช้อนดวงตาสีเลือดนกมาทางเจ้าหล่อน “บ่นเป็นเด็ก”

“หา คุณทำตัวเด็กกว่าฉันอีกนะ”

“เธอนั่นแหละ”

“อายุห้าขวบเหรอคะ คุณหัวหน้า” เธอบีบเสียงล้อเลียนอีกฝ่าย

“ออกไปซะ ฉันไม่ต้อนรับเธอแล้ว” เขาใช้เท้าเขี่ยเธอ หญิงสาวจึงถอนหายใจและลุกขึ้นยืน 

“ค่ะ เดี๋ยวมาหาใหม่นะคะ”

“ไม่ให้มา”

“เดี๋ยวกลับมาแน่ๆ ค่ะ ไม่ต้องห่วง” เธอกล่าวก่อนที่จะเดินออกจากห้องของเขาไป โดยที่มีเสียงบ่นพึมพำไล่หลัง และเพราะไม่รู้จะไปไหนดีหล่อนจึงเดินไปตรงทางด้านหน้าบาร์เพื่อไปนั่งเล่นเสียหน่อย เธอไม่มีปัญหากับการไอโซเลทตัวเองจากโลกภายนอกมากนัก แต่เอาเข้าจริงที่นี่มันก็แคบเกินกว่าที่เธอจะหาอะไรทำเพื่อความบันเทิงใจ

“…” ทันใดนั้นเอง หญิงสาวก็ฉุกคิดขึ้นได้ ก่อนที่จะหันไปหาคุโรกิริ “คุโรกิริ ฉันจะออกไปข้างนอกนะคะ”

“! จะดีหรือครับ? ตอนนี้น่ะนะ?”

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ฉันมีวิธีปลอมตัวอยู่”

“ถ้าอย่างนั้นก็ระวังตัวด้วยครับ ถ้าเป็นไปได้ก็ให้รีบไปรีบกลับ”

“อ่า… เรื่องนั้นคงสัญญาไม่ได้”

คุโรกิริส่งเสียงที่เต็มไปด้วยความสงสัยออกมาจากลำคอ “ทำไมกัน? คุณจะไปที่ไหน?”

ไปที่ที่ฉันเคยจากมาเมื่อสี่ปีก่อนค่ะ

 

 

 

 

 

เอาจริงแล้ว อินเฟมัสไม่ได้วางแผนเอาไว้ว่าจะเดินทางไกลเท่าไหร่ เพราะเธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตอนแรกตัวเองอยู่ที่เขตคามิโนะ เธอต้องขึ้นเขาลงห้วยตั้งหลายชั่วโมงกว่าจะมาถึงภูมิลำเนาที่เธอทิ้งเอาไว้เบื้องหลัง และตั้งใจว่าจะกลับทันทีหลังจากได้มาเห็นสภาพบ้านโดยรวม มันอาจจะไม่คุ้มกับความเหน็ดเหนื่อยที่อุตส่าห์ระเห็จมาถึงนี่ แต่กระนั้นเธอก็ไม่อยากจะเข้าไปเหยียบมันหรอก บ้านหลังนั้นน่ะ

หญิงสาวโหนตัวออกจากรสบัสทันทีที่มันจอด ตอนนี้เธอสวมเสื้อผ้าแบบวัยรุ่นปกติ ทั้งยังสวมวิกและแต่งหน้าให้ดูแปลกไปเพื่อพรางตัว แน่นอนว่ามันได้ผล หากไม่ใช่คนใกล้ชิดก็ไม่มีทางดูออกแน่

กลิ่นของสายลมที่แสนสดชื่นนั้นพัดพาเข้ามาให้เธอดอมดม อากาศหนาวเองก็ถูกพัดมาพร้อมๆ กัน ทำเอาอินเฟมัสต้องกอดตัวเองแน่น ก็ที่นี่มันเป็นภูเขานี่นา

และใช่ เธอมาถึงแล้ว

มาตุภูมินรกที่เคยเปรียบเป็นสวรรค์ของเธอ

ภูมิภาคเซ็นได จังหวัดยามางาตะ

หญิงสาวถอนหายใจเมื่อมองไปรอบๆ มันค่อนข้างแตกต่างจากตอนที่เธอหนีมามาก เท่าที่เธอสังเกตุตลอดการนั่งรถบัสมา เหมือนจะมีการปรับปรุงโครงสร้างอาคารบ้านเรือนเป็นหย่อมๆ อยู่ ซึ่งนั่นเป็นเรื่องที่ดีสำหรับจังหวัดบ้านนอกแบบนี้ เธอยังจำได้แม่นยำอยู่เลยว่าเมื่อก่อนมีแต่อาคารชั้นเดียวเป็นส่วนมาก แต่เดี๋ยวนี้ก็มีพวกโรงแรมและบ้านสองชั้นแล้ว

เธอออกก้าวเดินไปยังถนนสายหนึ่งที่เธอจำได้ มันควรจะเป็นทางที่สาวเจ้าต้องไป-กลับทุกวันจากโรงเรียนเพื่อมาหาครอบครัวอันเป็นที่รัก ก่อนจะกินข้าว อาบน้ำ และใช้เวลาร่วมกันอย่างมีความสุข แต่บัดนี้มันก็เป็นได้แค่ทางผ่าน ทางผ่านที่ทอดยาวไปสู่ความหลังของเธอ ความหลังที่พันธนาการเธอไว้ และไม่มีทางกระชากออก ความหลังนี้จะต้องติดตัวเธอไปตลอดกาล

อินเฟมัสตัดสินใจเดินเท้าต่อเข้าไปลึกเรื่อยๆ แม้จะเป็นพื้นที่ที่ตั้งอยู่ในภูเขา แต่ความเจริญบางอย่างก็ยังคงเข้าถึง เธอเคยคิดเหมือนกันนะว่าในบางประเทศหรือไม่ก็พื้นที่อื่นๆ จะมีความเจริญแบบนี้บ้างหรือเปล่า หรือจะต้องกระเสือกกระสนดิ้นรนเข้าไปทำงานในเมืองหลวงและไม่มีการกระจายการพัฒนาอย่างทั่วถึงมากพอ

ในใจหนึ่งเธอก็อยากกลับ แต่อีกใจมันก็อยากจะไปต่อมาก เพราะไม่ว่าจะมองไปทางไหนมันก็หวนให้นึกถึงวันวานเก่าๆ อย่างปฏิเสธไม่ได้ ทั้งความรู้สึกมวนท้อง ความรู้สึกทรมาน ความรู้สึกเศร้าโศกเสียใจมันถาโถมเข้ามาไม่มีหยุด ความรู้สึกเหมือนมีคลื่นทะเลพยายามซัดเธอกลับเข้าฝั่งหลังจากกระโดดลงมาจากหน้าผา มันเป็นความรู้สึกผิดที่ทำให้เธอตั้งคำถามในใจว่าที่เธอทำมันถูกต้องแน่หรือ มันพยายามจะผลักเธอให้กลับเข้าสู่ความเป็นมนุษย์อีกครั้ง สู่ความดีงามที่ใครๆ ก็นิยามเอาไว้

แต่พูดเป็นเล่น ใครมันจะทำได้?

มาไกลขนาดนี้แล้ว จะให้ย้อนกลับไปมันทำไม่ได้หรอกนะ

เมื่ออินเฟมัสคิดได้ดังนั้น หญิงสาวก็ก้าวเดินต่อทันที ไม่ใช่ว่าจะไม่เสียใจเมื่อมองไปยังภาพข้างหลัง แต่เธอจะเลือกเดินในทางที่ตัวเองต้องการ เพื่อบรรลุผลที่อยาก จะไปให้สุดโดยไม่มีใครรั้งทั้งสิ้น

และที่เธออยากกลับมา มันก็คงเพราะว่ามันเป็นความรู้สึกระลึกถึงความหลัง แม้มันจะมีเรื่องแย่ๆ ที่ทำให้เธอต้องปวดใจ แต่ว่าเรื่องสวยงามเองก็ใช่ว่าจะไม่มี มันอาจจะเลือนหายไปจากความทรงเมื่อนานมาแล้ว แต่เธอก็พยายามเชื่อสุดใจว่ามันยังมีอยู่ แค่เธอไม่คิดจะเอามันมาทำอะไรกับปัจจุบันแล้วแค่นั้นเอง

เมื่อเดินมาถึงถนนสายหนึ่ง เธอก็เดินตัดเข้าไปในป่าทันที เวลาใกล้เย็นเช่นนี้ พอเข้าไปในป่าแล้วความมืดก็ถูกทวีคูณอย่างไม่น่าเชื่อ แต่อินเฟมัสไม่ได้แสดงอาการหวาดวิตกแต่อย่างใด เธอเคยชินกับสภาพแบบนี้แล้ว หมอกลงหนาแทรกเป็นชั้นๆ อากาศหนาวเย็น ทำให้หายใจลำบากเล็กน้อย และบรรยากาศวังเวงเหมือนหนังสยองขวัญ

เธอจำได้ พ่อเคยให้เธอวิ่งขึ้นลงจากรั้วบ้านถึงสุดปลายป่า เป็นความทรงจำที่เลวร้ายใช้ได้ ไม่อยากขอบคุณคนแบบนี้ที่ทำให้เธอแข็งแกร่งขึ้นหรอกนะ ตอนนั้นเธอก็อายุแค่สิบเอ็ดจะย่างสิบสอง ควรได้มีชีวิตที่ดีและใช้เวลากับวัยของตัวเองให้คุ้มค่า แต่สุดท้าย เพื่อความเห็นแก่ตัวและเพื่อความอ่อนแอของเธอในตอนนั้น วัยเยาว์ที่แสนสวยงามก็ถูกสังเวยให้แก่อนาคตที่บิดเบี้ยว

เท้าของอินเฟมัสเหยียบย่ำกิ่งไม้ ย่างกรายเข้าใกล้รั้วบ้านของตัวเองเรื่อยๆ และเมื่อรั้วเหล็กสีดำสนิทมาอยู่ในสายตา หญิงสาวก็เดินเข้าไปใกล้และจ้องมองมัน

อา… สวรรค์ที่เปลี่ยนเป็นนรกบนดิน

อินเฟมัสเอาหัวนาบลงไปบนซี่เหล็กเย็นๆ ก่อนถอนหายใจออกมา ไม่นานก็เงยหน้าขึ้นเพื่อมองเข้าไปในตัวบ้าน เธอมองเห็นสนามหญ้าสีเขียวชะอุ่มละลานตาที่เคยเป็นสนามฝึกศิลปะการต่อสู้อันโหดร้ายเป็นอันดับแรก จากนั้นสายตาก็มองไปเห็นบ้านญี่ปุ่นขนาดกลางที่ตั้งอยู่ด้านในเข้าไปอีก มันยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ยังคงดูสวยงามและวังเวงเหมือนในความทรงจำ

ก่อนวันเกิดครบรอบอายุสิบสองปีของเธอ ทุกอย่างมันยังดูปกติดี แต่หลังจากนั้นมันก็ค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นความทรมานไม่มีที่สิ้นสุด บ้านที่เคยเป็นเซฟโซนอันเล็กๆ ของเธอได้ถูกทำลาย และมันก็กลายเป็นศูนย์ฝึกทหารเด็ก เธอถูกบังคับให้เตะ ต่อย เตะ ต่อย เตะ ต่อย ซ้ำไปซ้ำมา แค่นึกภาพตามหล่อนก็อยากอาเจียนแล้ว

กลับเลยดีกว่า

อินเฟมัสผละตัวออกจากรั้วเหล็กและหันหลังเตรียมเดินหนีออกไป แต่ทันใดนั้นเอง เสียงเหยียบกิ่งไม้ก็ดังขึ้นจากทางขวาของเธอ โดยอัติโนมัติ สาวเจ้าหันไปมองเจ้าของเสียงเหยียบนั้นทันที

ดวงตาสีสดของเธอปะเข้าให้กับอีกคู่หนึ่งที่ราวกับกระจกเงาสะท้อนกกลับมา นัยน์เนตรคมกริบสีชมพูนั้นเป็นใครไม่ได้นอกจากคนที่เธอหนีมาเมื่อสี่ปีที่แล้ว

พ่อของเธอ

เขายืนอยู่ข้างๆ นี้เอง เหมือนกับว่าเดินมาจากทางนั้น จากทางที่ไม่มีอะไรเลยเนี่ยนะ?

“…” ชายวัยกลางคนเบิกตากว้างราวกับไม่เชื่อในภาพตรงหน้า แม้อีกฝ่ายจะสวมวิก แม้อีกฝ่ายจะแต่งหน้าอำพราง แต่ไม่มีวันแน่ๆ ที่เขาจะลืมเลือนใบหน้าของลูกสาวของตัวเองไป อดีตฮีโร่นั้นยกมือขึ้นมาและเอื้อมไปหาผู้เกี่ยวพันทางสายเลือด แต่อินเฟมัสกัดกรามแน่น เธอไม่อยากอยู่ที่นี่ต่อจึงตัดสินใจออกตัววิ่ง “เดี๋ยว!!!

ราวกับเวทมนตร์ เธอหยุดชะงัก

“เดี๋ยวก่อน โอ้พระเจ้า… นั่นลูกใช่ไหม… ลูก…” เสียงเขาสั่นเครือเหมือนอยากจะร้องไห้ออกมาเต็มทน แต่แทนที่เธอจะรู้สึกเห็นใจในน้ำเสียงนั้น เธอกลับรำคาญเสียมากกว่า

“…รู้ด้วยเหรอ?”

เขาชะงักไปกับน้ำเสียงเย็นชาของเธอ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรเกี่ยวกับเรื่องนั้น เขาเข้าใจดีที่สุดว่าทำไมเธอถึงปฏิบัติตัวราวกับน้ำแข็งอันเย็นเยียบ “รู้สิ พ่อรู้ รู้แล้วทุกเรื่องนั่นแหละ”

“เหรอ งั้นก็ดีนะคะ หนูจะกลับแล้ว”

“ไม่! เดี๋ยว! อย่าเพิ่งไป!”

“…อะไรอีกล่ะคะ?” เธอหันไปมองค้อนใส่ผู้เป็นบิดา เอาแต่อึกอักไม่ยอมพูดอยู่นั่น ความสัมพันธ์ของเธอกับพ่อมันถึงจุดแย่สุดเมื่อนานมาแล้ว จะให้เธอยอมทนหรือฟังมันก็ไม่ใช่เรื่องเสียหน่อย เขาคือบุคคลที่เธอไม่มีวันจะให้อภัย ไม่มีวัน ต่อให้เวลาสิบสองปีในตอนนั้นมันจะล้ำค่าแค่ไหน แต่คนที่พังมันลงไปก็คือตัวเขาเอง จะมาเรียกร้องอะไรตอนนี้มันก็สายเกินแก้

“แม่… แม่ของลูก” สีหน้าของเขาเริ่มถูกความตายด้านเข้าแต่งเติม แม้จะดูเหมือนนิ่งเรียบ แต่ดวงตาก็ฉายแววมืดหม่นเกินจะหยั่งลึก ทำเอาอินเฟมัสขมวดคิ้ว ใจเต้นระรัวรุนแรง

“แม่เสียแล้วนะ”

เมื่อจบประโยค สีหน้าของอินเฟมัสก็แปรเปลี่ยนไปทันที จากความรำคาญสู่ความงุนงง จากความงุนงงสู่ความโศกสลด จากความโศกสลดสู่ความโกรธขึ้งเหลือประมาณ คิ้วของสาวเจ้าขมวดแน่นเป็นปมยิ่งกว่าครั้งไหนๆ ดวงตาไหววูบพลันสั่นระริก มือเท้าเหยียดเกร็ง คำพูดใดๆ ที่คิดจะพูดก่อนหน้านี้ก็ถูกกลืนลงคอ

“อะไรนะคะ? แม่?…”

ชายวัยกลางคนเงียบไป

“ไม่ตลกนะ… บอกทีว่าพ่อพูดเล่น” เธอหายใจหอบรุนแรง

เขาส่ายหน้า

“โกหกใช่ไหม?… แม่… แม่… แม่จากไปตอนไหนน่ะ?”

ชายวัยกลางคนก้มหน้าลงมองพื้น อินเฟมัสกัดฟันกรอดและถลาเขาไปกระชากคอเสื้อเขาทันที “พูดมาสิวะ!!! เอาแต่อมพะนำอยู่นั่น!!! ฉันถามก็ตอบดีๆ ไม่ได้หรือไง!!! ทำตัวให้มันสมเป็นพ่อคนหน่อย!!!”

“เมื่อสองปีก่อน” เขาพูดเสียงเบา ให้เธอกำคอเสื้อของเขาจนมันรัดหลังคอของตนแน่น ราวกับปล่อยให้เธอลงโทษเขาตามใจปรารถนา เมื่อเธอได้ยินว่าระยะเวลามันหลังจากเธอหนีไปตั้งสองปีก็คลายหมัดลงเล็กน้อย แต่ความโกรธก็ยังคงพลุกพล่าน

“เธอตายได้ยังไง?”

“แม่เขาต่อสู้มานานเกินไปแล้ว ลูกเองก็รู้ไม่ใช่เหรอ? อาการของเธอแย่ลง แม้จะไม่มีการตอบสนองหรือตื่นขึ้นมาเลยก็เถอะ แต่พ่อเชื่อว่าแม่ของลูกกำลังทรมานอยู่แน่ๆ … พ่อก็เลยให้หมอเอาเครื่องช่วยหายใจออก” พ่อของหล่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงหมดอาลัยตายอยาก นั่นทำให้อินเฟมัสรู้สึกเจ็บปลาบในใจ อา เธออาจจะเห็นใจเขาที่ต้องสูญเสียคนรักในขณะที่ลูกสาวคนเดียวหนีออกจากบ้าน แต่กระนั้น… แต่กระนั้นมันก็ยังคงยากเกินกว่าจะให้อภัย เพียงเพราะแค่สงสาร เธอจะไม่ยอมเขาเด็ดขาด

“…โถ่เว้ย!” อินเฟมัสปล่อยมือที่กำอยู่และชกเข้าไปที่ต้นไม้ข้างๆ แทน เสียงของมันดังลั่นไปทั่วบริเวณจนนกกาแถวนั้นบินหนี เมื่อดึงหมัดออกมันก็ฝากรอยกำปั้นเอาไว้เหมือนแม่พิมพ์ยางไม่มีผิด

เรื่องอาการป่วยของแม่เธอ… มันไม่ใช่ความผิดของพ่อ เรื่องนี้เธอเองก็รู้ รู้ดีมาโดยตลอด!

และเพราะรู้ถึงได้เดือดดาลมากกว่าเก่าไงล่ะ!

ชายวัยกลางคนปล่อยให้ไฟที่สุมอยู่ในใจของหล่อนเบาบางลงเล็กน้อยจึงพูดต่อ

“และก็มีอีกเรื่องที่พ่ออยากจะบอกกับลูก อาจจะเป็นครั้งสุดท้ายที่เราได้คุยกันแบบนี้ก็ได้” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงเบาไร้ความมั่นใจ เธอหันกลับมามองเขาอีกครั้ง ก็จับสังเกตุได้ว่ามีความรู้สึกผิดเอ่อล้นในดวงตา เป็นสีหน้าที่เธอไม่คาดคิดว่าจะได้เห็นจากผู้ชายคนนี้เลยนะ…

“รีบพูดมาเถอะ หนูต้องรีบกลับไป”

ทันใดนั้นเองเขาก็เดินเข้ามาใกล้อินเฟมัส และคุกเข่าลงต่อหน้าเธอ การกระทำของเขาทำเอาสาวเจ้าชะงัก เธอก้มมองชายที่คุกเข่าลงด้วยสายตาไม่เข้าใจ “พ่ออยากจะขอโทษลูก… อยากจริงๆ ลูกไม่ควรมาเจออะไรแบบนี้เลย ลูกไม่ควรจะเดินทางในเส้นทางแบบนี้ ทุกอย่างมันเป็นเพราะพ่อเอง… พ่อผลักไสทุกอย่างให้ลูกมากเกินไป”

อินเฟมัสเบิกตากว้าง ไม่อยากเชื่อหูตัวเองว่าได้ยินอะไรไป

“พ่อ… พ่อจะไม่ขอให้ลูกอภัยพ่อหรอก แต่พ่ออยากจะขอโทษในสิ่งที่พ่อทำลงไปจริงๆ…” เขาหมอบลงไปแทบพื้น น้ำเสียงของเขาสั่นไหวและแหบพร่าราวถูกบีบรัดลำคอ อินเฟมัสยืน มองคนเป็นพ่อนั่งคุกเข่าตัวสั่นอยู่อย่างนั้น “พ่อเป็นพ่อที่แย่ แย่เกินไปจริงๆ … พ่อขอโทษ

อินเฟมัสกลืนน้ำลายอึกใหญ่ลงคอ ก่อนที่จะเบือนหน้าหนี

“อืม หนูไม่มีวันยกโทษให้พ่อเป็นอันขาด ไม่มีวัน… แต่ไม่ใช่ว่าพ่อผิดทุกอย่าง… ที่ผิดน่ะ-” อินเฟมัสแสดงดวงตาอันแข็งกร้าวให้กับพื้นที่ว่างเปล่าตรงหน้า “มันคือสังคมเฮงซวยนี่ต่างหาก

 

 

 

 

 

 

ระหว่างที่เธอนั่งรถไฟฟ้ากลับมา เธอก็นึกถึงหน้าคนเป็นแม่ ตอนที่แม่ของเธอยังขยับได้อยู่มันเลือนรางเหลือเกิน แต่ตอนที่หล่อนนอนนิ่งเป็นผักอยู่บนเตียงที่บ้านพร้อมกับอุปกรณ์แพทย์สายระโยงระยางมันก็พร่าเลือนไม่แพ้กัน หลังจากแม่ของเธอกลายเป็นผักได้ไม่กี่เดือน เด็กสาวก็โดนลากมาฝึกราวทหาร เวลาที่ควรจะได้ใช้ร่วมกับคนเป็นแม่ก็ถูกช่วงชิงเอาไป ไม่แปลกที่ความทรงจำเรื่องคนเป็นแม่ของหล่อนมันจะค่อยๆ ถูกลบออกจากหัว

แม่ของเธอเองก็เคยเป็นฮีโร่เหมือนกันกับพ่อ แต่เพราะคนๆ นั้นถึงได้มาตกอยู่ในสภาพนั้น

ฮะฮะ ตลกร้ายจริงๆ

คนๆ นั้นน่ะ ก็เป็นฮีโร่

หญิงสาวเอาหัวพิงกระจกและมองออกไปยังด้านนอกที่มีวิวทัศน์สวยงามสุดลูกหูลูกตา แต่สำหรับอินเฟมัสแล้วนั้น ไม่มีอะไรสำคัญอีกต่อไป ทุกสิ่งที่ผ่านเข้ามาในตอนนี้คือทางผ่าน ทางผ่านทั้งหมด…

เจ้าหล่อนกอดตัวเองราวกำลังปลอบประโลม ในเมื่อไม่มีใครทำให้เธอก็จะทำเอง

จะมีใครเข้าใจจุดยืนที่เธอยืนอยู่ตรงนี้ไหมนะ? อาจจะมี แต่ถ้าหากมองในแง่กฎหมายแล้ว ยังไงอาชญากรก็คืออาชญากรอยู่วันยันค่ำ ต่อให้ได้รับความสนใจจากสังคม การลงโทษก็ไม่มีวันถูกละเว้น ในสายตาผู้มีอำนาจในวงการเธอก็เป็นได้แค่วิลเลินที่ถูกชักนำโดยสภาพแวดล้อมที่เลวร้าย กระนั้นถูกจับไปก็ดีแล้ว…  แน่นอนว่าไม่คิดจะถามต้นตอของปัญหากันสักนิด ปล่อยให้ตัวตนของคนอย่างพวกเธอกลายเป็นปัญหาคาราคาซังในสังคมโดยไม่คิดว่าผลกระทบมันเริ่มมาจากไหน

เวรตะไล เวรตะไลจริงๆ

ยิ่งคิดเธอก็ยิ่งเครียด

บางที… ชิการาคิ โทมุระเองก็เป็นพวกที่เจ็บปวดเพราะสังคมรอบข้างเหมือนกันหรือเปล่านะ? เขาอาจจะเป็นหนึ่งในเหยื่อของโลกปลาใหญ่กินปลาเล็กนี่ก็ได้ แต่ก็อาจจะไม่ใช่เหมือนกัน เพราะเธอไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเขาเลย…

ไม่หรอก ท่าทางแบบนั้น เขาเองก็คงได้รับผลกระทบจากความเฮงซวยนี่เหมือนกันแน่นอน

วิลเลินทุกคนมีเหตุผลไม่ว่าจะเป็นเหตุที่เลวทรามต่ำช้าหรือเพราะว่าเป็นการกระทำเมื่อจวนตัวขนาดไหนก็ตาม ชิการาคิเองก็เป็นหนึ่งในนั้น พวกเขาไม่เคยทำอะไรโดยไร้ ‘เหตุผล’ กระนั้นก็ขอละไว้ก่อน ว่าความเข้าใจต่อการกระทำของอาชญากรนั้นไม่ได้จำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับความเห็นใจ การรู้เห็นว่าบุคคลคนหนึ่งได้ประสบพบเจออะไรมาจึงเลือกเดินเข้าไปในทางๆ หนึ่งนั้นถือเป็นการศึกษาเพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหา

อย่างเช่น อาชญากรคนหนึ่งมีพฤติกรรมรุนแรงต่อสัตว์เลี้ยง เพราะเขาถูกบุพการีทุบทีอย่างรุนแรง แต่บุพการีกลับให้ความรักความสนใจแก่สัตว์เลี้ยงมากกว่า เขาจึงลงมือระบายอารมณ์ไปสู่สัตว์เลี้ยงที่น่าสงสารผู้ที่แย่งความสนใจของเขาไป และก็เริ่มไปลงมือกับสัตว์เลี้ยงของคนอื่นๆ ด้วย แน่นอนว่ามีเรื่องราวความหลังอะไรให้สาวก็ต้องสาวเพื่อเข้าใจพฤติกรรมและโครงสร้างปัญหาอย่างถ่องแท้ เพราะจิตใจมนุษย์แต่ละคนนั้นล้วนซับซ้อนและมีชุดความคิดที่แตกต่างกัน เรียกว่าอาชญาวิทยา เกิดขึ้นมาเพื่อมุ่งศึกษาและอธิบายสาเหตุของการกระทำความผิดของอาชญากร

หากจริงจังในการสืบสาวเรื่องราวของเธอมากพอเมื่อพวกเขาจับเธอได้ ทั้ง Motivation และปูมหลังของอินเฟมัสอาจจะได้รับการตีแผ่สู่สาธารณชน และถ้าไม่ถูกทำให้ข่าวเงียบไปก่อน ตัวตนของเธอก็จะถูกสังคมทุกส่วนให้ความสนใจเป็นอย่างมาก ดีไม่ดี เรื่องราวของพ่อกับแม่ของเธออาจจะได้รับการรื้อฟื้น ความเป็นธรรมก็จะมาถึง

นั่นคือ Moral อย่างเดียวที่เธอยังคงยึดถืออยู่ในตอนนี้ ส่วนเรื่องที่เหลือก็คงต้องให้คนอื่นจัดการ

จนถึงตอนนั้น เธอก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะกลัวจนต้องหนีจากปัญหาเหมือนเมื่อสี่ปีที่แล้วหรือไม่

เมื่อรถไฟฟ้าถึงสถานีที่เธอต้องลง หญิงสาวก็กระโจนออกมาทันที และรีบวิ่งปรี่กลับไปยังบาร์ของชิการาคิ ในชั่วโมงนี้อาจจะพอมีคนเร่งรีบกลับบ้านบ้าง ทำให้เธอดูไม่ค่อยน่าสงสัยเท่าไหร่

เมื่อเธอเปิดประตูบาร์ออก ก็เจอเข้ากับชิการาคิที่นั่งเงียบอยู่ตรงเคาน์เตอร์โดยมีคุโรกิริอยู่ด้านใน เป็นภาพที่เห็นจนชินตาเสมอมา เมื่อคุโรกิริเห็นอินเฟมัสกลับถึงที่นี่โดยสวัสดิภาพก็กล่าวต้อนรับ

“ยินดีต้อนรับกลับครับ อินเฟมัส”

หญิงสาวยืนเงียบ ค่อยๆ ปิดประตูและเอาหลังทาบลงไปแน่น ด้วยความเงียบนั้นทำให้ชิการาคิหันมามองด้วยความสงสัย และเมื่อเห็นว่าหญิงสาวกำลังร้องไห้ เขาก็แทบจะกลืนคำบ่นที่กะจะพ่นออกมาลงคอ คุโรกิริเองก็ไม่รู้ว่าจะพูดอะไร แต่ดูแล้วหญิงสาวคงไม่ได้อยากจะมีส่วนร่วมในบทสนทนาตอนนี้

“ฉัน…” เธอเงียบไปเล็กน้อย ก่อนที่จะมองไปยังชิการาคิ “ขอกอดหน่อยได้มั้ยคะ?

“หา?” ชิการาคิส่งเสียงออกมา

“ถ้าคุณไม่กอด คุโรกิริ ฉันขอกอดคุณได้ไหมคะ ตอนนี้ฉันรู้สึกทรมาน… อยาก… อยากอ้วก…”

“การกอดจะทำให้คุณหายปวดอ้วกงั้นหรือครับ?” ชายหมอกกล่าวถาม น้ำเสียงที่ดูเป็นมืออาชีพตลอดเวลานั้นทำให้อินเฟมัสไม่แน่ใจว่าเขาถามเพราะสงสัยจริงๆ หรือว่าถามเพราะเป็นการประชดกันแน่

“ไม่หรอกค่ะ แต่มันจะทำให้ฉันรู้สึกดีขึ้น” เธอกล่าว น้ำตายังคงไหลอาบสองแก้ม มาสคาร่าเองก็เลอะเปรอะไปตามๆ กัน “ขอล่ะค่ะ วันนี้ ฉัน… ฉันกลับไปบ้านของตัวเองมา… ฉันไม่น่าไปเลย แต่ก็ไม่เสียใจที่ไป แต่ก็-”

“ผมคงกอดคุณไม่ได้ ขอโทษด้วย เพราะมาสคาร่า…”

“งั้นฉันไปล้างก็ได้ค่ะ แต่ขอล่ะ ใครก็ได้กอดฉันที!” เธอกล่าวก่อนที่จะวิ่งไปทางด้านหลังร้าน

“ยัยบ้านี่…” ชิการาคิพึมพำเบาๆ แต่จู่ๆ ก็ลุกขึ้นและเดินตามหล่อนไป

คุโรกิริมองภาพที่เกิดขึ้นตรงหน้าเขาด้วยความรู้สึกแปลกๆ ที่เกิดขึ้นในใจ การปรากฏตัวขึ้นของอินเฟมัสในชีวิตของชิการาคิ โทมุระถือเป็นผลดีอย่างน่าประหลาด การมีปฏิสัมพันธ์ของคนที่นอกเหนือจากอาจารย์หรือผู้ดูแลสำหรับเขามันถือเป็นการขัดเกลาชั้นดีอย่างหนึ่ง ด้วยนิสัยของพวกเขาแล้วก็ทำให้เข้ากันได้ไม่ยากมาก แม้นั่นจะหมายถึงการพากันทำตัวบ้าบอเป็นเด็กๆ แบบที่เป็นเด็กจริงๆ ก็ตาม

[เป็นความสัมพันธ์ที่ดีจนคาดไม่ถึงเลยใช่ไหมล่ะ?]

จู่ๆ เสียงจากจอทีวีก็ดังขึ้น ทำเอาคุโรกิริชะงักไปเล็กน้อย “ครับ… ชิการาคิดูเหมือนจะเจออีกครึ่งหนึ่งของเขาเลยล่ะ”

[มันเป็นเรื่องดีที่จะมีเพื่อนสนิทที่ไว้ใจได้สักคน อาจจะมีศีลธรรมในใจที่ยึดแตกต่างกันเล็กน้อย แต่ Conflict ของทั้งสองคนถือว่าเข้ากันได้ไม่เลวเลย… เด็กน้อยโชคร้ายผู้ถูกสังคมฮีโร่ทอดทิ้งเอาไว้เบื้องหลังทั้งคู่ ฉันล่ะอยากจะเห็นสิ่งที่พวกเขาได้ทำร่วมกันมากกว่านี้จริงๆ ]  เมื่อพูดจบ เสียงหัวเราะของเขาก็กังวานออกมา

“อาจารย์… คุณว่าแบบนี้จะดีแล้วเหรอครับ? ชิการาคิเองก็ต้องพบเจอผู้คนอีกมาก ถ้าหากเขารู้สึกไว้ใจอินเฟมัสคนเดียว-”

[ไม่หรอก คุโรกิริ] เขากล่าวขัด [หากเด็กคนนั้นเริ่มเรียนรู้ที่จะเชื่อใจคนที่เหมือนๆ กับตัวเอง มันก็ไม่ยากที่เขาจะเริ่มเชื่อใจคนอื่น… ไม่นาน เขาก็จะสามารถกลายเป็นผู้นำได้ กลายเป็นฉันคนต่อไปไงล่ะ]

คุโรกิริเงียบพลันที่สายถูกตัดไป และไม่นานนัก เขาก็ได้ยินเสียงหัวเราะของชิการาคิและอินเฟมัสดังขึ้นมาจากทางหลังร้าน

 

 

 

 

 

 

 

วันนี้บรรยากาศที่โรงเรียนยูเอย์ค่อนข้างอึมครึมเล็กน้อย อาจจะเป็นเพราะว่าฝนตกก็ได้

โทชิโนริ ยางิ หรือออลไมท์นั้นกำลังมองฝนที่โปรยปรายผ่านหน้าต่างในห้องพักครู อากาศเองก็หนาวเหน็บขึ้นจับใจไม่แพ้กัน ราวกับฟ้าฝนทำนายสิ่งที่จะเกิดขึ้นในวันนี้ออกยังไงก็ไม่รู้ ทั้งสีสันของแดดที่หายไปจนหม่นหมอง ทั้งเสียงฝนตกกระทบทั่วพื้นที่ที่ดังลั่นจนน่าใจหาย มันให้ความรู้สึกหดหู่อย่างประหลาด

สึกาอุจิ นาโอมาสะ เพื่อนสนิทของเขาผู้เป็นนักสืบได้มาหาที่โรงเรียน โปรฮีโร่อันดับหนึ่งจึงพาเขามาที่ห้องพักครูส่วนตัวของตัวเอง ซึ่งมีไพรเวซี่พอสมควร ใครจะเดินเข้าออกก็ต้องได้รับอณุญาตเสียก่อน

“เดินทางมาไกลเลยนะ สึกาอุจิ” ออลไมท์กล่าวก่อนที่จะเลื่อนถ้วยชาไปไว้ตรงหน้าเพื่อนหนุ่ม

“อา ขอบคุณสำหรับชา” เขายิ้มรับ

“มาหาแบบนี้ มีเรื่องเร่งด่วนอะไรหรือเปล่า?” เจ้าของเรือนผมสีเหลืองทองกล่าวถาม เมื่อได้ยินดังนั้น รอยยิ้มของสึกาอุจิก็ถูกลบออก เหลือไว้แค่ความจริงจังบนใบหน้า

“แน่นอน รู้จักอินเฟมัสใช่หรือเปล่า?”

“!” ออลไมท์ตาเบิกกว้าง “อา แน่นอนอยู่แล้ว มีอะไรเหรอ?”

“พอดีว่าช่วงนี้ที่ฉันยุ่งๆ อยู่ก็เพราะเรื่องของคนๆ นี้นี่แหละ” สึกาอุจิกล่าวก่อนที่จะเลื่อนไฟล์เอกสารไปบนโต๊ะ ออลไมท์หยิบมันขึ้นและแกะออกมาดู “พวกเราค่อนข้างเข้าตาจนเพราะว่าเธอคนนี้ไม่สามารถระบุตัวตนได้ง่ายๆ เอาซะเลย ทั้งโครงสร้างใบหน้าหรืออัตลักษณ์ก็ไม่มีบันทึกลงในฐานข้อมูลของรัฐบาล เป็นบุคคลที่เหมือนว่าจงใจถูกลบออกจากการมีตัวตนอยู่”

“หา? โกหกน่า…” ออลไมท์ดึงรูปที่ไร้หน้ากากของหญิงสาวออกมาดู มันเป็นรูปที่ถูกถ่ายเอาไว้ตอนที่เธอเดินออกไปจากร้านสะดวกซื้อ ออลไมท์ค่อนข้างสะดุดตากับนัยน์เนตรสีชมพูสดของหล่อน รองลงมาก็คงเป็นผมสีไลแลคซีดๆ จนเกือบขาวที่ซอยสั้น รูปร่างหน้าตาและท่าทางของเธอมันดูกลมกลืนเหมือนคนปกติจนน่าใจหายเลยล่ะ “ให้แรกดอลล์จากพุซซี่แคทตรวจสอบไม่ได้งั้นเหรอ?”

“อื้ม เธอต้องมองจากตัวบุคคลตรงๆ น่ะ” สึกาอุจิทอดถอนใจ “แต่กระนั้น นายพอจะรู้สึกคุ้นหน้าเธอบ้างหรือเปล่า?”

“เอ่อ ไม่นะ…” เขาเลื่อนมองไฟล์เอกสารต่างๆ ก่อนที่จะหยุดที่เอกสารบางๆ ชุดหนึ่งในกอง เขามองตัวอักษรตัวหนาที่พิมพ์อยู่บนกระดาษด้วยน้ำเสียงตกใจ “หืม? อดีตโปรฮีโร่ตกอับ ฮาร์ดชีลด์?”

“นายรู้สึกอะไรบ้างหรือเปล่า?”

“…” เขาพยักหน้า “ฉันก็ไม่ได้รู้จักเขาเป็นการส่วนตัวหรอก แต่พอได้ยินเรื่องยุ่งยากฉาวโฉ่ที่น่าอึดอัดใจพอๆ กับวันฟอร์ออลมาอยู่บ้าง”

“งั้นเหรอ เรื่องฉาวโฉ่ที่ว่านั่นคงเป็นเรื่องเมื่อสี่ปีที่แล้วสินะ”สึกาอุจิขมวดคิ้วพลันที่ออลไมท์พยักหน้า เมื่อสี่ปีที่แล้วมีเรื่องใหญ่ในวงการฮีโร่เกิดขึ้น แต่ว่าข่าวกลับเงียบลงอย่างน่าประหลาด ตัวสึกาอุจิเองก็มีงานติดพันจึงไม่ได้มาสืบสาวเรื่องราวต่อ พอนึกย้อนกลับไปก็เสียดายจริงที่ไม่ได้ยื่นมือเข้าไปยุ่ง “จะว่าไปแล้ว นายเองก็รู้สึกสะดุดตาใช่มั้ย กับสีตาสีชมพูสดนั่น”

ออลไมท์กลับมามองรูปของอินเฟมัสอีกครั้ง “ใช่เลย มันเหมือนครั้งแรกตอนที่ฉันเจอเขาไม่มีผิด เป็นสีที่โดดเด่นมากจริงๆ”

“ด้วยอัตลักษณ์ ประชากรของญี่ปุ่นเกินครึ่งประเทศมีดวงตาเฉดสีประหลาด และมีจำนวนไม่น้อยที่มีเฉดสีใกล้ๆ นี้ก็จริง แต่ว่าไม่ผิดแน่ สีตาของสายเลือดฮาร์ดชีลด์มันชัดเจนมาแต่ไหนแต่ไร” สึกาอุจิกล่าว ก่อนที่จะดึงรูปที่เขาพับเก็บไว้ในเสื้อออกมายื่นให้ออลไมท์ดู มันเป็นรูปที่แปะรวมๆ บุคคลต่างๆ เอาไว้ ซึ่งแต่ละคนก็มีสีตาที่ดูคล้ายคลึงกันอยู่ “ด้วยเทคโนโลยีของฝ่ายสืบสวน เราพอจะตรวจสอบได้ว่าทุกคนที่อยู่ในรูปนี้มีสีตาเฉดเดียวกันเป๊ะไม่ผิดเพี้ยน เฉดฮอตพิงค์แน่ะ”

ออลไม์ตกตะลึงในพลังของเทคโนโลยีสมัยใหม่ “งั้นเหรอ จริงสินะ… จะว่าไป ฉันเองก็เคยได้ข่าวว่าฮาร์ดชีลด์มีลูก แต่เขาก็ปกปิดข้อมูลของเด็กคนนั้นตั้งแต่เกิดยันโต เป็นไปได้สินะที่อินเฟมัสจะเป็นลูกของฮาร์ดชีลด์”

“อา ใช่เลยล่ะ เปอร์เซ็นต์ใหญ่มากๆ”

“ว่าแต่เอาเรื่องนี้มาบอกฉันมันจะไม่เป็นไรอย่างงั้นเหรอ?”

“ไม่นี่ ก็นายเป็นฮีโร่อันดับหนึ่งนี่นา” สึกาอุจิยิ้มแห้งๆ ให้เพื่อนของตน “แต่เรื่องที่ใหญ่กว่านั้นคือ ทำไมเด็กคนนั้นถึงเดินมาในเส้นทางที่เปื้อนเลือดแบบนี้”

“เป็นไปได้ไหมว่าเพราะขุ่นเคืองใจเรื่องพ่อของตัวเองที่ตกอับ?… หรือบางทีอาจจะมีเรื่องที่ซับซ้อนกว่านั้นรวมอยู่ด้วย” ออลไมท์นำมือมาจับคางก่อนที่จะวางเอกสารคืนลงบนโต๊ะ ทันใดนั้นเองที่มีรูปใบหนึ่งปลิวออกมาจากกองเอกสาร เป็นรูปที่เขาไม่ได้เลื่อนไปดู มันเป็นรูปของหญิงสาวเรือนผมสีเดียวกันกับอินเฟมัส จากภาพ ออลไม์สังเกตุได้ว่าเธอนอนชุ่มเลือดอยู่บนพื้นคอนกรีตแตกร้าวในตอนกลางคืน “สึกาอุจิ! นี่มัน…?”

ฮีโร่แห่งความเร็ว ลาสท์เซอร์ไพรส์ ภรรยาของฮาร์ดชีลด์ไงล่ะ” สึกาอุจิมองด้านหลังของแผ่นกระดาษนั้นด้วยสายตาเข้มแข็งเหมือนที่เคยเป็นมาโดยตลอด “มีคนพยายามปกปิดผู้กระทำผิด ไม่ใช่แค่ว่าเป็นผู้มีอิทธิพล เพราะมีความเป็นไปได้สูงว่าคนที่ลงมือนั้นเป็นฮีโร่ และมีคนพยายามปิดข่าว”

ออลไม์ก้มลงมองรูปพลางที่ความคิดตีกันในสมอง “อย่าบอกนะว่า เรื่องฉาวโฉ่เมื่อสี่ปีที่แล้วมันมีมากกว่าที่สื่อนำเสนอ?…”

เพื่อนหนุ่มพยักหน้า “เรื่องราวมันพัลวันกันแบบน่าสับสนกว่าที่คิด ด้วยหลักฐานตอนนี้ เราไม่อาจจะฟันธงได้ว่าอินเฟมัสทำไปเพื่อประชดสังคมหรืออะไรแบบนั้นได้ มันต้องมีเบื้องลึกเบื้องหลังที่ทำให้สังคมฮีโร่สั่นสะเทือนอยู่เป็นแน่”

ออลไมท์ตาเบิกกว้างทันที “งั้นเหรอ…”

ถ้าเป็นทุกครั้ง ออลไม์จะสามารถพูดได้เต็มปากว่า แต่ก็เป็นอาชญากรอยู่ดี แต่มาอีหรอบนี้ เขากลับรู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเสียอย่างนั้น ราวกับว่าหากตั้งคำถามกับตัวตนที่บิดเบี้ยวของเด็กคนนี้ไป มันจะเป็นการตั้งคำถามกับระบบสังคมฮีโร่ทั้งหมด แม้ออลไมท์จะเป็นฮีโร่อันดับหนึ่ง แต่เพราะวันฟอร์ออล เขาจึงจำต้องสร้างกำแพงขึ้นมาเพื่อปิดบังและปกป้องตัวเอง กำแพงนั้นทำให้เขาได้รับรู้และส่งต่อข้อมูลอย่างจำกัด บางทีในสังคมฮีโร่อาจจะมีเรื่องเน่าหนอนที่เขาไม่รู้อยู่ก็ได้

กระนั้น เขาเองก็เริ่มรู้สึกที่ต้องการจะตั้งคำถามแล้วเหมือนกัน

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 22 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

13 ความคิดเห็น

  1. #7 Jana_the_nood (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2563 / 17:28
    แกมันดีมากแค่คนดูน้อย
    #7
    0
  2. #2 mvisioboy3 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 15 กรกฎาคม 2563 / 01:21
    เนื้อเรื่องดีเเบบนี้ ทำไมคนถึงไม่อ่านกันนะ!?
    #2
    1
    • #2-1 anongnamjai(จากตอนที่ 4)
      9 พฤศจิกายน 2563 / 08:28

      เห็นด้วย คือเรื่องนี้ให้หลายฟีลอะ ทั้งเศร้า ละมุน แล้วก็บลาๆๆ ซึ่งการจะแต่งให้มันทีเดียวหลายๆอารมณ์คือโคตรเก่งยกนิ้วให้เลย
      #2-1