BNHA/MHA fic. || Villainous Avenue :: OC ::

ตอนที่ 3 : || 2 : โ อ ก า ส ที่ ถู ก ห ยิ บ ยื่ น

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 110
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 24 ครั้ง
    11 ก.ค. 63

เธอไม่รู้ว่าตัวเองมาอยู่ในโพสิชั่นแบบนี้ได้ยังไง

แต่ว่าที่แน่ๆ คือทั้งชิการาคิและอินเฟมัสต่างไม่พอใจในตัวกันและกันอย่างรุนแรง ตบตีกันสักพักก็เลยโดนห้ามทัพโดยคุโรกิริ เธออยู่บนตัวของชิการาคิในขณะที่อีกฝ่ายนอนอยู่ด้านล่าง แขนของอินเฟมัสที่ถือมีดมาเชเต้เอาไว้ถูกเปิดวาร์ปไปอยู่ข้างบนเพดาน แขนอีกข้างของเธอวางพาดลงบนคอหอยของชายเรือนผมสีซีด แต่ก็ไม่อาจจะทิ้งน้ำหนักลงไปได้หมดเพราะเขาเอามือมาบังไว้ซ้ำยังกำแน่น มืออีกข้างของชิการาคิเอื้อมพันเข้ามาในวงแขนของเธอและจัดการบีบคอหล่อนแน่น

อีกฝ่ายดูหงุดหงิดเป็นอย่างมาก “อะไรของยัยสารเลวนี่กันเนี่ย… คุโรกิริ! อัตลักษณ์ฉันใช้ไม่ได้ผลกับยัยนี่!!!” เขาโวยวายเสียยกใหญ่ นิ้วของเขาเริ่มขยับไปมา จิกลากเนื้อหนังของเธอผ่านผ้าหนาๆ อย่างไม่สบอารมณ์ซ้ำๆ “ลุกออกไปซะ! ฉันไม่เจรจาแล้ว!”

“อะไรของคุณกันคะ พอฉันไม่อยากทำเข้าหน่อยก็มาโจมตีกัน แล้วอีหรอบนี้ก็จะมาตีโพยตีพายไม่อยากคุยแล้ว ฉันเองก็โมโหไม่แพ้กันหรอก!” หญิงสาวกล่าวก่อนพยายามทิ้งน้ำหนักลงไปมากกว่าเดิมจนได้ยินเสียง กร๊อบ ลั่นออกมาจากนิ้วมือของชายคนตรงหน้า เขาเดาะลิ้นก่อนที่จะพยายามใช้ขาข้างที่ไม่ถูกกดทับถีบเธอออกอย่างทุลักทุเล หญิงสาวที่เห็นว่าการกระทำของเขามันช่างไร้ประโยชน์ก็พ่นลมออกมาทางจมูกอย่างไม่พอใจ “ฉันจะพาลไม่อยากทำงานนี้ก็เพราะคุณนั่นล่ะ… พูดตรงๆ เลย”

“เงียบปากได้แล้วน่า อีกนิดหน่อยเธอก็คงถูกตามตัวเจอแล้วล่ะ” เขาพูดด้วยน้ำเสียงเบื่อหน่าย อินเฟมัสเงียบไปเล็กน้อย ไม่มีใครรู้หรอกว่าเธอกำลังทำสีหน้ายังไงอยู่ใต้หน้ากากสีดำอันนั้น เมื่อเห็นเธอหยุดการเคลื่อนไหว ชิการาคิจึงพูดต่อ “ฉันตามข่าวเธออยู่เป็นพักๆ นั่นแหละ แล้วก็ได้ข้อมูลมาว่าเธออยู่ที่ไหน ทำอะไรมาบ้างจากพวกโบรคเกอร์ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าในไม่นานความลับของเธอก็จะหลุดหากมีคนทุ่มความสนใจมากพอ พวกนายหน้าในวงการวิลเลินไม่มีใครบริสุทธิ์ใจกับลูกจ้างทั้งนั้น”

“คุณรู้ว่าฉันเป็นใคร” เธอพูดเสียงแผ่ว หัวใจถูกบีบรัดจนเกือบเต้นผิดจังหวะ

ชิการาคิหรี่ตา “เท่าที่รู้ในตอนนี้ก็มีแค่ชื่อฮาริเนะ คินุโมกุเท่านั้น เหมือนจะเป็นชื่อปลอมด้วยสิ ตัวตนเกือบทุกอย่างเป็นเรื่องที่หล่อนเมคอัปขึ้นมาเองทั้งหมดเลย แต่ไม่นานหรอก เมื่อไหร่ที่เธอถูกจับกุมเธอก็ต้องโดนเปิดโปงเมื่อนั้น”

ราวกับโล่งใจไปเปลาะหนึ่งที่เขาพูดชื่อปลอมของเธอออกมา เป็นสัญญาณว่าเขาไม่ได้รู้อะไรเกี่ยวกับตัวเธอ อินเฟมัสเลิกทิ้งน้ำหนักบนคอของเขา แต่ก็ยังคงไม่ลุกขึ้น “คุณรู้อะไรมาอีก เล่าให้ฉันฟังต่อสิ”

เมื่อได้ยินดังนั้นเขาก็หันไปหาคุโรกิริและส่งสัญญาณมือ เมฆหมอกสีดำจึงหายไป ทำให้หญิงสาวสามารถดึงมีดมาเชเต้มาเก็บไว้ที่เอวตามเดิมได้ อินเฟมัสลุกขึ้นและเดินถอยห่างออกจากตัวของชิการาคิ เขาค่อยๆ ยันตัวขึ้นเพื่อทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้เคาน์เตอร์อีกครั้ง ส่วนอินเฟมัสก็ยืนมอง รอฟังสิ่งที่เขาจะพูดอยู่เฉยๆ

“ก็นะ อย่างที่เธอรู้ ตอนนี้เรื่องของเธอมันเป็นข่าวดังทั้งในวงวิลเลินแล้วก็วงฮีโร่ มีฝ่ายใหญ่สองฝ่ายกำลังถ่างตาดูการกระทำของเธอแทบจะทั้งหมดแบบนี้ รู้สึกยังไงล่ะ?” เขาพูดกระแทกเสียง อินเฟมัสไม่รู้ว่าเขาไม่พอใจอะไรตรงไหนกันแน่ ทำให้ได้แต่เงียบ “พวกโบรคเกอร์ฝ่ายวิลเลินก็กำลังดูท่าทีอยู่ การกระทำของเธอมันเรียกเม็ดเงินได้งามมาก แต่กระนั้นการที่ฝ่ายฮีโร่และพวกตำรวจนั้นรีบร้อนและพยายามมากในการจับกุมตัวเธอ มันทำให้พวกเขาอยากจะตัดหางปล่อยวัดเธอซะ”

“…”

“เพราะงั้น ถ้าเธอเอาแต่โซโล่แบบนี้ก็เกมโอเวอร์กันพอดี เข้าร่วมกับฉัน สร้างโลกที่ฉันต้องการ แล้วก็-”

“ฉันไม่เห็นว่าสถานการณ์ของฉันมันเลวร้าย อาจจะดีกว่าคุณด้วยซ้ำ” หญิงสาวกล่าวขัด “ฉันพูดไปก่อนหน้านี้แล้วไง ฉันน่ะจะเข้าร่วมก็ได้ถ้าเห็นว่าที่นี่มีเสาปักหลักที่มั่นคงมากพอ ไม่งั้นฉันก็ต้องขอบาย”

“อึก” เขาชะงักไปกับคำพูดของเธอ

“ดูเหมือนเธอจะไม่ยอมเข้าร่วมง่ายขนาดนั้นนะครับ ชิการาคิ” คุโรกิริกล่าวก่อนที่จะเอื้อมมือไปหยิบรีโมต อินเฟมัสหันไปมองตามทันที “บางทีถ้าหากให้เธอได้ติดต่อกับท่านผู้นั้นแล้ว เธออาจจะเปลี่ยนใจก็ได้นะครับ”

อินเฟมัสเลิกคิ้วสูง ท่านผู้นั้นมันใคร?

“อ่า ฉันเบื่อจะเจรจาแล้ว น่ารำคาญ”

วิลเลินสาวได้ยินดังนั้นออกจากปากของเขาเธอก็ถอนหายใจเสียพรืดยาว เธอไม่อยากจะเชื่อเลยว่าตัวเองถูกพามาเจอกับคนที่นิสัยเหมือนเด็กน้อยขนาดนี้ เธอก็ไม่ได้อะไรมากหรอก เพียงแต่ว่าเขาวางตัวจะเป็นผู้นำในการรวมกลุ่มวิลเลินสุดยิ่งใหญ่อลังการ(เจ้าตัวว่ามางั้น) มันทำให้เธอรู้สึกขัดข้องใจอย่างพูดไม่ถูกเลยล่ะ แต่จะทะเลาะให้มากความยาวสาวความยืดก็ไม่ใช่เรื่อง ตอนนี้เธอต้องทำตัวให้เย็นเข้าไว้ และฟังในสิ่งที่พวกเขาจะเสนอและพูดคุย

กริ๊ก

รีโมตทีวีถูกกดลงไปหนึ่งครั้ง และจอทีวีก็ซ่าราวถูกแทรกแซงสัญญาณอย่างรุนแรง ไม่นานนักภาพก็ค่อยๆ ฉายชัดขึ้น ไม่สิ ไม่ชัดหรอก เพียงแต่คุณภาพมันดีกว่าตอนที่จอซ่าก็เท่านั้น

ที่อีกฟากของภาพฉายนั้นเป็นห้องอะไรสักอย่างที่ทั้งมืดและน่าขนลุก มีแสงสีเขียวที่ไม่ได้สว่างมากอาบฉายไปทั่วบริเวณ อินเฟมัสพยายามเงี่ยหูฟัง เธอก็จับได้ถึงเสียงลมหายใจที่ช้าและหนัก พร้อมกับเสียงแหวกน้ำในที่ไกลๆ เหมือนห้องทดลองลึกลับที่มีหลอดใส่น้ำอันเท่าตัวมนุษย์วางเรียงราย เพียงแค่เสี้ยววินาทีที่เธอรับรู้ทุกสิ่งที่ปรากฏบนหน้าจอ ความอึดอัดก็กัดกินจิตใจเสียแล้ว

[โอ้... ติดต่อกลับมาเร็วกว่าที่คิดนะ คุโรกิริ] 

ทันทีที่เสียงของชายคนหนึ่งดังออกมา ความรู้สึกขนลุกก็พลันถูกส่งไปทั่วร่างของอินเฟมัส

“…” หญิงสาวสูญสิ้นซึ่งคำพูด เหมือนกับว่าลิ้นของเธอกำลังจะถูกตัดเมื่อไหร่ก็ได้

“ครับ ต้องขออภัยด้วย แต่ว่าอินเฟมัสอยู่ที่นี่แล้ว เรามีปัญหาในการพูดคุยกับเธอนิดหน่อย เลยหวังจะพึ่งคุณ” คุโรกิริกล่าวอย่างนอบน้อม ในขณะที่อินเฟมัสนั้นไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี

[อย่างนั้นเองเหรอ เข้าใจแล้วล่ะ] เขากล่าวด้วยน้ำเสียงสบายๆ อย่างไม่น่าเชื่อ แต่ความสบายในน้ำเสียงของเขาทำให้อินเฟมัสรู้สึกอึดอัดและไม่สบายใจอย่างมาก [เอาล่ะ เธออาจจะยังไม่รู้จักฉัน แต่ก็อยากให้เธอรู้จักฉันไว้ในฐานะของอาจารย์ของชิการาคินะ อินเฟมัสคุง]

“…ค่ะ” เธอตอบด้วยเสียงแผ่วๆ

[เธออาจจะรู้สึกว่ามันกะทันหันไปบ้าง ต้องขอโทษด้วย แต่ว่าเธอเป็นคนที่มีประโยชน์ ทั้งในภายภาคหน้าและในตอนนี้ของชิการาคิ ฉันจำเป็นต้องให้ร่วมมือจริงๆ] เขากล่าวอย่างเป็นกันเอง แต่ก็ไม่ได้ลดความรู้สึกที่หนักอึ้งในอกของอินเฟมัสแม้แต่น้อย [ทำไมเธอไม่ลองนั่งลง สั่งเครื่องดื่มที่ชอบสักอย่าง ทำใจให้ร่มแล้วก็ฟังดูล่ะ?]

“สตรอว์เบอร์รี่ซันไรส์ค่ะ” เธอกล่าวก่อนที่จะทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้เคาน์เตอร์ ห่างจากชิการาคิไปราวห้าตัว

[ฉันต้องขอชื่นชมเธอจริงๆ… ในใจมีอุดมการณ์ที่ยิ่งใหญ่ พยายามทำอะไรด้วยตัวคนเดียวมาตลอด แต่เพราะแบบนั้นก็ทำให้ทุกอย่างมันยากขึ้นสำหรับเธอ…] เขายังคงอารัมภบทต่อไป อินเฟมัสไม่ได้อยากแย้งจึงได้แต่เงียบรอฟังเขาพูด อยากรู้ว่าจะมาไม้ไหนเพื่อเชิญชวนเธอให้เข้าร่วมกับเสาหลักที่โคลงเคลงอันนี้ [ทุกครั้งที่ลงมือนั้น เธอสามารถทำให้เหล่าฮีโร่น้อยใหญ่อกสั่นขวัญแขวน จนต้องมีการตรวจตราที่หนาแน่นขึ้นทุกขณะ เมื่อมีสิ่งผิดปกติพวกเขาก็เต็มใจที่จะสละทุกอย่างและจับกุมเธอโดยเร็ว]

[ตอนนี้เธอเป็นวิลเลินตัวอันตราย อินเฟมัส ยิ่งข่าวของเธอคึกโครมมากเท่าไหร่ ตัวตนของเธอก็ยิ่งใกล้วันถูกเปิดโปง] หญิงสาวเงียบ แม้จะเห็นด้วยแต่มันก็ไม่เป็นไร ก่อนโดนคาดโทษประหารเธอก็ขอเฉลยทุกอย่างก่อนก็แล้วกัน อีกอย่าง นี่เป็นคำพูดที่ลูกศิษย์ของเขาพูดไปแล้ว มาพูดซ้ำแบบนี้มันจะมีประโยชน์อะไร ไม่คอนวินซ์ก็คือไม่คอนวินซ์

“ถึงแบบนั้นฉันก็ยินดีถูกเปิดโปง มันก็อาจจะน่าเสียดายมากนั่นแหละที่มีทางที่ยาวไกลรอฉันอยู่ ฉันอาจจะได้ทำอะไรที่มันยิ่งใหญ่มากกว่าการฆาตกรรมฮีโร่แบบนี้ แต่ถ้ามันถึงจุดจบ ฉันก็ขอย้ำว่าตัวเองพร้อมที่จะเป็นหมากกระเพื่อมสังคม ฉันเชื่อว่าการกระทำของฉันมันทำให้สังคมฮีโร่ตั้งคำถามกับระบบมากพอแล้ว เร็วหรือช้า ตัวตนที่กำลังจะถูกเปิดโปงของฉันมันก็น่าจะทำให้ทุกชีวิตในญี่ปุ่นสั่นคลอนแน่ๆ”

ชิการาคิพึมพำหลังจากเธอพูดจบ “เธอเป็นลูกนอกสมรสของออลไมท์หรือไงวะ ทำเหมือนตัวตนทั้งหมดของหล่อนมันเป็นเรื่องใหญ่งั้นล่ะ” อินเฟมัสหันไปมองฆ้อนเขา เจ้าตัวก็ทำเป็นเมินสาวเจ้าเหมือนเด็กน้อยไม่มีผิด

 [ฉันรู้ข้อเท็จจริงนั้นดี อินเฟมัส] เขากล่าว [ถ้าไม่ว่ายังไง คุโรกิริ พาโทมุระไปที่อื่นก่อนได้หรือเปล่า ฉันมีเรื่องสำคัญที่จะคุยกับเธอคนนี้ เป็นบทสนทนาที่ไม่ว่ายังไงก็อยากจะเก็บเป็นความลับน่ะนะ]

อินเฟมัสคิ้วกระตุกทันที

“ได้ครับ นี่สตรอว์เบอร์รี่ซันไรส์ของคุณ ขอตัวก่อน” เขากล่าวรับคำสั่ง ก่อนที่จะเปิดประตูวาร์ปพาชิการาคิไปที่อื่น พร้อมกับตัวเขาเองก็หายไปด้วยกัน เหลือเธอทิ้งไว้คนเดียวกับหน้าจอทีวีที่มีบุคคลปริศนาอยู่

อินเฟมัสรู้สึกขนลุกชูชันราวกับตัวเองกำลังเผชิญภัยคุกคาม ความรู้สึกที่เหมือนจมอยู่ใต้น้ำก่อตัวขึ้นมาอีกครั้ง เหมือนตอนนี้เธอเป็นแค่ลูกไก่น้อยในกำมือของพวกเขา ทั้งที่เธอไม่ได้เล็งเห็นเลยว่าชิการาคิกับผู้ชายคนนี้มีอำนาจอะไรล้นฟ้า

[เอาล่ะ ในเมื่อพวกเราอยู่ด้วยกันแค่นี้แล้ว ฉันเองก็ไม่มีเหตุผลที่จะพูดอ้อมค้อมอารัมภบทอะไรให้มากความต่อ] เมื่อสิ้นประโยคชายคนนี้ก็หัวเราะออกมา เสียงของเขาก้องกังวานอยู่ในโสตประสาทของอินเฟมัสเหมือนหลอดแก้วที่ถูกตีกระทบกัน มันทำให้เธอรู้สึกหัวหมุนอย่างน่าประหลาด

[อินเฟมัสคุง เรื่องพ่อของเธอน่ะ ไม่คิดว่าอยากจะรื้อมันขึ้นมาให้สังคมรับรู้งั้นเหรอ?]

ดวงตาของอินเฟมัสเบิกกว้าง

ราวกับมีคนมาฟาดศีรษะของเธอแรงๆ เข้าอย่างจัง เธอชะงักค้างไปก่อนที่จะขมวดคิ้ว

“…อะไรนะ?” เธอพยายามเซฟคำพูด แต่ลมหายใจของเธอมันดันรุนแรงขึ้นมาเสียได้

ไม่รู้ทำไม แต่อินเฟมัสรู้สึกได้ว่าคนๆ นี้กำลังแสยะยิ้ม 

[อดีตโปรฮีโร่ที่กเษียณไปเมื่อสี่ปีที่แล้ว ฮีโร่แห่งการปกป้อง ฮาร์ดชีลด์… เขาเป็นฮีโร่ที่มีความสามารถและอัตลักษณ์ที่แข็งแกร่ง แต่กลับไม่ได้ติดโพลล์สักโพลล์ แม้กระทั่งในโพลล์ top 1000]

อินเฟมัสเงียบ ได้แต่กำลังอึ้ง

ชายคนนี้รู้ว่าเธอเป็นลูกใคร ซ้ำยังพูดเจาะจงตัวตนแบบไม่สนสี่สนแปดหรือความแพนิคที่กำลังก่อขึ้นในตัวของอินเฟมัส เธออยากจะขอร้องให้เขาหุบปาก แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เธอคิดผิดที่ว่าพวกเขาดูเป็นเสาอันโคลงเคลงที่แสนเปราะบาง กลับกันเลย พวกเขานั้นมีอะไรมากกว่าที่เธอจะคาดเดาเสียอีก การเอ่ยถึงบิดาคนนั้น ผู้ที่เธอหันหลังให้มานานนมแล้วมันก็เหมือนเป็นการเอาปลายปืนจ่อลูกกระเดือกของเธอ

[ขอคิดดูก่อนนะ… อา เมื่อสี่ปีที่แล้วมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่? เหมือนว่าฮาร์ดชีลด์จะไปกระทบกระทั่งกับฮีโร่อีกคนหรือเปล่านะ? อา ใช่ ใช่ เหมือนสองคนนั้นจะเป็นเพื่อนกันมาก่อนนี่นา เกิดอะไรขึ้นกัน ร้ายแรงจนกระทบเรื่องหน้าที่การงานซะด้วยสิ ไหนจะมีหน่วยงานอื่นมาเกี่ยวข้องทั้งของวิลเลินและฮีโร่ สุดท้ายก็จบลง-]

ตุ้บ!!!

หญิงสาวทุบโต๊ะอย่างแรงจนแก้วสตรอว์เบอร์รี่ซันไรส์กระเทือน ร่มจิ๋วที่ปักอยู่บนขอบแก้วลวกๆ ก็กระเด็นออก ร่วงลงสู่พื้นพรมเบื้องล่างอย่างไร้ใครสนใจ เคาน์เตอร์บาร์นั้นถูกฝากรอยทุบจากกำปั้นทั้งสองของหล่อนอย่างชัดเจน หากฟาดลงไปลึกอีกสักนิดมันคงพังแบบไม่มีวันซ่อมได้อีกต่อไปแล้วแน่ เหงื่อของอินเฟมัสไหลท่วมร่างกาย ดวงตาสั่นไหวและไม่ได้โฟกัสกับสิ่งใดนอกจากความจริงที่แสนอัปลักษณ์ในความทรงจำ เธอกัดฟันแน่น ก่อนที่จะเอียงคอมองหน้าจอทีวีช้าๆ

“คุณรู้… รู้ได้ยังไงว่าเขากับฉัน-?!!!” เธอกำมือแน่น ในใจอยากจะพุ่งไปหาอีกฝ่ายแล้วบีบคอรีดเค้นความจริงออกมาทั้งหมด “มีใครรู้เรื่องนี้อีก… ใคร!!!”

[ฉันรู้ว่าเธอกำลังโกรธขึ้งสุดหัวใจเลย อินเฟมัสคุง] เขากล่าว เลี่ยงที่จะตอบคำถามราวต้องการผลักเธอไปให้สุดขอบเหว [แต่ฟังก่อนเถอะ ทั้งนี้ก็เพื่อสิ่งที่เธอต้องการ ความฝันของชิการาคิ และทุกอย่างในภายภาคหน้า]

ภายใต้หน้ากากสีดำ ใบหน้าของอินเฟมัสแต่งแต้มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว ความช็อค และความเสียใจเกินจะบรรยาย เธอกัดฟันอย่างรุนแรงจนกรามแทบแหลก 

“คุณเองก็มีอิทธิพลในวงการวิลเลินสินะ” เธอพูดเสียงสั่น

[แน่นอนอยู่แล้ว การที่จะเชิญชวนบุคคลล้ำค่าอย่างเธอเข้ามา จะให้ชิการาคิไม่มีหลักประกันอะไรเลยก็คงไม่ได้]

“คุณมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องของพ่อฉันหรือเปล่า” เธอถามจี้

[ไม่อยู่แล้ว ทุกอย่างมันเกิดขึ้นในระบบสังคมของฮีโร่ที่ฉันไม่อาจยื่นจมูกเข้าไปสอด ทุกอย่างมันเกิดขึ้นในห้องประชุมนั่น ห้องประชุมของคณะกรรมการความปลอดภัยฮีโร่ในวันนั้น ทุกอย่างเลย… ทุกอย่างจริงๆ] อินเฟมัสฟังจบก็พลันหยุดหายใจไปชั่วเสี้ยววินาทีหนึ่ง [เธอรู้ดีที่สุดไม่ใช่หรือไง ว่าทำไมกันแน่?]

อินเฟมัสคลายการกัดลง แต่สีหน้าของเธอยังคงทิ้งไว้ซึ่งความเศร้าหมอง

[เข้าร่วมกับพวกเรา แล้วฉันสัญญา ทุกคนบนโลกจะได้รู้ว่าสังคมฮีโร่นี่มันทำอะไรกับผู้บริสุทธิ์]

 

 

 

 

 

 

เธอถูกนำมาส่งในห้องพร้อมเปลี่ยนชุดเรียบร้อยโดยคุโรกิริ อินเฟมัสในชื่อปลอมอย่างฮาริเนะตอนนี้ก็ทำได้แค่นอนอยู่บนโซฟาเงียบๆ พลางนึกหวนถึงวันวาน การฝึกซ้อมครั้งนั้นยังรู้สึกสดใหม่ และทุกครั้งที่ฝันถึง อาการปวดเมื่อกล้ามเนื้อก็จะตามมาเสมอ ตอนนี้อินเฟมัสเองก็ยังคงรู้สึกเหมือนขาของเธอชาจากความอ่อนแรงในตอนนั้น

พวกเขาบอกว่า จะยังไม่ให้เธอมีส่วนร่วมหลักในภารกิจแรกแต่อย่างใด เพียงแต่จะให้สร้างความระทึกขวัญเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น

จนตอนนี้ก็ยังไม่มีใครติดต่อกลับมา เธอเองก็โดนห้ามไม่ให้ทำการเคลื่อนไหวอะไรด้วยสิ

ผ่านมากี่วันแล้วกันนะ?…

กริ๊ง——— กริ๊ง

จู่ๆ เสียงออดที่หน้าประตูก็ดังขึ้นมา ฮาริเนะค่อยๆ ยันตัวออกจากที่นั่งและปรี่ไปยังประตูทันที

เมื่อส่องตาแมวก็พบว่าเป็นมิโดริยะ อิซึคุ ลูกชายของเพื่อนบ้างอย่างมิโดริยะ อิงโกะ ใบหน้าของเด็กหนุ่มเต็มไปด้วยความประหม่าและความตื่นตระหนกฉายให้เห็นอยู่อย่างชัดเจน เรือนผมสีเขียวหยิกของเขาทำให้เธอรู้สึกเหมือนมองต้นไม้สวยๆ ต้นหนึ่ง เมื่อพิจารณามากพอแล้วหญิงสาวจึงเอื้อมมือไปบิดลูกบิดประตู

“อ้าว หนุ่มน้อยมิโดริยะเองเหรอ”

เขาสะดุ้ง “เอ่อ ค- ครับ ผมเอง” เขาเอื้อมมือไปเกาหลังศีรษะ “คือว่า คุณแม่ฝากน้ำผลไม้มาให้น่ะครับ”

“อ้อ ขอบคุณมากจ้ะ”

เธอยิ้มรับก่อนที่จะเอื้อมมือไปที่ขวดน้ำผลไม้ที่เด็กหนุ่มยื่นมาให้ อินเฟมัสมองไปยังสีหน้าของเด็กหนุ่มก็พบว่าเขาดูค่อนข้างสนอกสนใจในบริเวณภายในอพาร์ทเมนท์ของเธออย่างประหลาด ดวงตาของอินเฟมัสพลางหรี่ลงอย่างพินิจพิเคราะห์ แต่มันก็เป็นแค่การคำนึงถึงอารมณ์ความรู้สึกของอีกฝ่ายมากกว่า

“ถ้างั้น พี่ขอตัวไปนอนต่อก่อนนะ-”

“เดี๋ยวก่อนครับ” คราวนี้ไม่ใช่เสียงของมิโดริยะแต่อย่างใด แต่เป็นบุคคุลที่ยืนอยู่ด้านหลังของประตูที่เปิดอ้า เขาใช้มือจับขอบประตูเอาไว้แน่นก่อนที่จะเดินเยื้องออกมาทางด้านข้าง อินเฟมัสจ้องบุคคลผู้มาใหม่ไม่วางตา มือกำขวดน้ำผลไม้แน่น “ขออณุญาตที่มารบกวนตอนเย็นๆ แบบนี้ แต่ว่าผมคือนักสืบสึกาอุจิ นาโอมาสะครับ”

นักสืบ?…

อา…

“มีธุระอะไร… หรือเปล่าคะ?” เธอกล่าว น้ำเสียงแฝงไปด้วยความงุนงง

นักสืบหนุ่มพยักหน้า

“เท่าที่พวกคุณรู้ในตอนนี้ เขตชิซุโอกะนั้นเป็นพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดเหตุของวิลเลินคนหนึ่งที่ชื่อว่าอินเฟมัส พวกเราตามสืบจนกระทั่งได้เบาะแสว่าเจ้านั่นอาศัยอยู่ในละแวกนี้น่ะครับ ถ้าไม่เป็นการรบกวน ขอผมตรวจสอบภายในห้องได้หรือเปล่า? ส่วนนี่หมายค้น” เขาโชว์กระดาษสีขาวขนาดเอสี่ให้เธอดู 

อินเฟมัสเงียบไปสักพัก “เดี๋ยวก่อนนะคะ… วิลเลินที่ว่านี่ใช่คนที่ฆ่าฮีโร่ไปเยอะๆ คนนั้นน่ะเหรอคะ?” เธอขมวดคิ้ว สีหน้าแสดงออกถึงความหวาดกลัวอย่างประหลาด มิโดริยะที่ยืนอยู่หน้าห้องเองก็มีสีหน้าอึดอัดไม่แพ้กัน “ถ้างั้นก็ เชิญค่ะ เข้ามาได้เลย”

“ขอรบกวนด้วยนะครับ”

อินเฟมัสเดินนำเข้าไปในห้องนั่งเล่น ปล่อยให้สึกาอุจิใช้สายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยกวาดไปทั่วห้อง ส่วนมิโดริยะก็ขอตัวกลับไปยังอพาร์ทเมนท์ของตนก่อน เมื่อประตูถูกปิดลง อินเฟมัสก็หันไปหานักสืบผู้มาเยือน “คุณนักสืบอยากดื่มอะไรไหมคะ?”

สึกาอุจิส่ายหน้าพลางยิ้ม “ไม่เป็นไรครับ ผมจะใช้เวลานิดเดียวเท่านั้น”

เธอฮัมตอบรับเขาในลำคอตอบก่อนที่จะรินน้ำผลไม้ใส่แก้ว นัยน์ตาไหววูบไปชั่วขณะ อีกมือหนึ่งที่ว่างก็ควักโทรศัพท์ออกมาและกดโทรออกในเบอร์แปลกที่ไม่ได้บันทึกชื่อเอาไว้ เมื่อเบอร์นั้นกดรับสาย เธอก็ยกโทรศัพท์ขึ้นมา “ค่ะ ใช่ร้านซ่อมแอร์ของคุณนายคาโมชิดะหรือเปล่าคะ พอดีว่ามีเรื่องรบกวน”

เธอแอบเงี่ยหูฟังตอนที่สึกาอุจิเข้าไปในห้องนอน ไม่มีเสียงอะไรนอกจากเสียงเดิน แต่ทันใดนั้นเอง เขาก็หยุดนิ่งลง เมื่อได้ยินดังนั้นหญิงสาวก็เคาะขอบโทรศัพท์เป็นจังหวะเบาๆ เพื่อระบายความรู้สึกอึดอัด “อืม ไม่ใช่เหรอคะ? แต่ว่าเบอร์ในใบปลิว- อ้อ อย่างนี้นี่เอง เปลี่ยนแล้วสินะคะ ขอโทษที่รบกวนค่ะ”

เธอมองไปทางซ้ายพลางยืดตัวขึ้นนั่งบนเคาน์เตอร์ทำอาหาร ก่อนที่จะกดวางสายทันที ไม่นานนักสึคาอุจิก็เดินออกมาจากห้องนอนของเธอ

“ขอบคุณมากครับที่ให้ความร่วมมือ ยังไงก็ขอโทษด้วยจริงๆ ถ้าทำให้คุณลำบากใจนะครับ”

“ไม่เป็นไรค่ะ ขอบคุณที่เหน็ดเหนื่อยนะคะ” เธอกับเขาโค้งตัวให้กัน ก่อนที่สึคาอุจิจะเดินออกจากห้องของเธอไปด้วยความรวดเร็ว ราวไม่ต้องการรบกวนเธออีกต่อไปแล้ว

เมื่อสึคาอุจิปิดประตูลง หญิงสาวก็รีบกระโจนเข้าหามือถือของตัวเองและกดรัวเบอร์อันหนึ่งที่ไม่ได้เซฟไว้เหมือนอันก่อนหน้าเช่นกัน เธอยกโทรศัพท์ขึ้นแนบหู ใบหน้าบิดเบี้ยวไปด้วยความทรมานใจ เป็นอีกครั้งที่เธอกัดฟันตัวเองจนกรามปวดระบมไปหมด 

[ฮัลโหล มีเรื่องอะไร บอกแล้วไงว่าจะติดต่อไป-]

“ไม่ได้การแล้ว นักสืบที่ชื่อว่าสึกาอุจิ นาโอมาสะมาที่อพาร์ทเมนท์ของฉันเมื่อกี๊ เขาเพิ่งจะออกไป” เธอหอบหายใจรุนแรงใส่โทรศัพท์ ไม่อาจจะควบคุมก้อนเนื้อในอกที่เต้นระรัวด้วยความรู้สึกกดดันสุดขีด “เขาไม่ใช่นักสืบกระโหลกกะลา ต่อให้ฉันซ่อนหลักฐานไว้ได้อย่างแนบเนียน เขาอาจจะจับไต๋แล้วก็ได้”

[หา อะไรนะ เธอพารานอยด์เกินเหตุไปแล้ว]

หญิงสาวไม่ฟังพลางเดินไปเกาะประตูระเบียง พบว่ามีรถตำรวจกำลังเดินสายมาที่นี่จำนวนหนึ่ง

“มีรถตำรวจเยอะมากค่ะ กำลังตรงมาที่อพาร์ทเมนท์ของฉัน บอกคุโรกิริให้มารับด้วย… ฉันจะหลบหนีแล้ว”

[เดี๋ยวก่อน!-]

เธอกดวางสายแทบจะทันที จากนั้นก็รีบเข้าห้องนอนของตัวเอง ย่อตัวลงข้างๆ เตียงก่อนที่จะเลื่อนกระดานไม้ตรงด้านล่างเบาะออก เผยให้เห็นอุปกรณ์ต่างๆ ชุด และหน้ากากของอินเฟมัส บางทีสึกาอุจิอาจจะสังเกตุเห็นช่องว่างระหว่างไม้กระดานแผ่นนี้กับอีกด้านแล้วก็ได้ เขาคงจะเปิดออกมาแล้วแน่ๆ หรือไม่อย่างนั้น สึกาอุจิก็คงจะแค่สังเกตุเห็น แต่ก็มีข้อมูลแล้วว่า ฮาริเนะ คินุโมกุนั้นเป็นชื่อปลอมๆ

ไม่อยากจะคิดเลยว่าวันที่เธอจะถูกตำรวจจับมันจะมาไวถึงขนาดนี้!

หญิงสาวสวมใส่เสื้อผ้าและติดตั้งอุปกรณ์อย่างรวดเร็ว เมื่อเดินออกมาก็เห็นว่าโทรศัพท์สั่นอยู่ หญิงสาวจึงเดินไปรับสายเมื่อเห็นว่าเป็นเบอร์ของชิการาคิ

[คุโรกิริจะไปรับเธอที่ห้อง]

“ได้ค่ะ-”

ก๊อก ก๊อก

อินเฟมัสเงียบไปเล็กน้อย “…ฉันว่าไม่ได้แล้วล่ะ”

เสียงเคาะประตูยังคงดังต่อเนื่อง [แล้วจะให้ไปรับตรงไหนไม่ทราบ นี่ ต่อให้มีคนมากองหน้าห้อง หายต๋อมไปตอนนี้เลยมันจะไม่ดีกว่าเหรอ]

“สามารถ detect ฉันได้หรือเปล่าล่ะ ถ้าได้ก็ใช้จังหวะตอนที่ฉันลอยตัวอยู่กลางอากาศมารับ” เธอกล่าวแกมเมินท่อนสุดท้ายไป ในขณะที่เสียงเคาะประตูเบาๆ เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นรุนแรงขึ้น เธอได้ยินเสียงฝีเท้าของกลุ่มคนจำนวนมากค่อยๆ กรูมากองที่หน้าห้องของเธอ ในใจอินเฟมัสนึกหวาดกลัว แต่กระนั้นเธอก็ค่อยๆ เดินเอาหลังไปชิดกับประตู ก่อนที่จะยกโทรศัพท์ออก “ใครกันคะ?”

“พวกเราเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำเขตชิซุโอกะ ต้องการให้เธอเปิดประตูเดี๋ยวนี้”

อินเฟมัสพ่นล่มหายใจ “ทำไมกันคะ?”

“เลิกตีหน้าซื่อได้แล้ว พวกเรารู้! มอบตัวซะดีๆ เถอะ!”

เสียงของชิการาคิแว้ดออกมาจากโทรศัพท์ [เธอจะสร้างซีนให้ตัวเองหรือไงกัน อินเฟมัส?!!!]

“ถูกต้องแล้วล่ะค่ะ” เธอสูดหายใจจนเต็มปอดและพ่นออกมา

ฟึ่บ!

หญิงสาววิ่งออกตัวไปยังทางประตูกระจกของระเบียงบ้าน ก่อนที่จะถึงตัวประตู หล่อนกระโดดขึ้นและใช้เครื่องเคลื่อนไหวดันตัวอย่างแรงจนร่างทะลุออกจากกระจก เศษของมีคมประกายแวววาวที่เพิ่งแตกร้าวนั้นบิดพลิ้วเหมือนกับใบซากุระไม่มีผิด พวกตำรวจที่อยู่ข้างล่างก็อ้าปากค้างไปตามๆ กันเมื่อเห็นว่าใครที่กระโดดออกมา

“ยิง!”

พวกเขายกปืนขึ้นทันทีเมื่อถูกสั่ง เพียงแค่เสี้ยววินาทีเท่านั้น ห่ากระสุนก็พุ่งเข้าใส่เธอที่กำลังลอยเท้งอยู่ทันที

อินเฟมัสควบคุมให้เครื่องพ่นลมด้วยความรุนแรงจนหล่อนหมุนติ้วเหมือนใบพัดที่ถูกเหวี่ยงด้วยความเร็วเกินคำว่าสูงสุด หล่อนหมุนตัวลงพื้นและจัดการใช้มีดมาเชเต้ปาดตำรวจในพื้นที่ใกล้ๆ โดยไม่สนว่าจะเป็นใคร ด้วยความเร็วมหาศาลทำให้พวกเขาแทบไม่ได้ทันตั้งตัว ได้แต่ยืนแข็งค้างมองเลือดสีแดงสดสาดกระเซ็น 

ความตั้งใจของเธอในตอนนี้คือการหนีเท่านั้น ไม่อยากคิดแผนรับมือโปรฮีโร่ แต่ถ้าหากมาหา อินเฟมัสก็พร้อมตั้งรับอยู่หรอก ถ้าคนๆ นั้นไม่ใช่ออลไมท์น่ะนะ

หญิงสาวดีดตัวขึ้นไปกลางอากาศทันทีโดยอาศัยแรงที่เธอถีบรถตำรวจให้ตนทะยานขึ้นไป ตอนนี้เธออยู่ในระดับความสูงเดียวกับตึกเจ็ดชั้น เธอพุ่งตัวไปข้างหน้าโดยไม่สนว่าจะเกิดอะไรขึ้น เมื่อได้ยินเสียงโวยวายของพวกโปรฮีโร่ตามมาสบทบจากด้านล่าง เธอก็ชะลอความเร็วลงและกำด้ามมีดแน่น ก่อนที่จะปล่อยให้ตัวเองหมุนตกลงตามแรงโน้มถ่วงและโจมตีหนึ่งในโปรฮีโร่คนนั้นทันที

เขากระโดดหลบและยิงกระสุนที่ปลอกนิ้วออกไปเพื่อตอบโต้ เจ้าหล่อนจึงเอี้ยวตัวหลบและกลิ้งไปบนถนน จากนั้นก็พุ่งตัวขึ้นสูงอีกครั้ง โปรฮีโร่คนนั้นจึงยิงกระสุนออกไปรัวๆ เพื่อสกัดเธอ คราวนี้หล่อนกลับก็ดีดตัวกลางอากาศไปมาด้วยทิศทางที่สับสนมึนงง ไปข้างหน้าที ซ้ายที ขวาที ล่างที จนกระสุนของโปรฮีโร่คนนั้นไร้ผล ไม่มีกระสุนใดที่สามารถไปถึงตัวเธอได้เลย ยังไม่นับเรื่องการทรงตัวและการหลบหลีกแบบทันท่วงทีอีก 

ความสามารถสมคำร่ำลือจริงๆ !

ทันใดนั้นเอง ม่านหมอกสีดำก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า หญิงสาวเอนกายไปด้านหลังราวนอนราบบนอากาศ ปิดการทำงานของเครื่องเคลื่อนไหว ก่อนที่จะพุ่งเข้าไปในม่านหมอกนั้นทันที

เมื่อร่างทะลุเข้ามา เธอก็ใช้เท้าลงก่อน แต่เพราะก่อนหน้านี้เธอเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วทำให้เธอต้องพยายามประคองตัวเองที่ยังไม่หยุดพุ่งดี แต่ก็พลาดจนล้มลงกลิ้งไปชนกับผนังบาร์ข้างใต้ทีวีจนดังลั่น

“อุ่ก…”

ชิการาคิที่ไม่คาดคิดว่าเธอจะแลนดิ้งด้วยสภาพนี้ก็จ้องด้วยความไม่เชื่อสายตา “เธอนี่มันบ้าระห่ำจริงๆ อะไรดลใจให้เธอหลบหนีมาด้วยสภาพนี้กัน สมองกลวงเหรอ?!”

“ผมเห็นด้วยนะ มันเสี่ยงเกินไป หากคุณบาดเจ็บแม้แต่นิดเดียวอาจจะเพิ่มความเสี่ยงเรื่องตัวตนของคุณด้วย” คุโรกิริออกความเห็น “ถ้าหากให้เข้าไปรับในห้องตั้งแต่แรกมันก็คงจะดีกว่านี้นะครับ”

อินเฟมัสยังคงนอนอยู่กับที่ “ขอโทษค่ะ” เธอกล่าวเสียงอ่อน “แต่ว่ายิ่งเราโด่งดังมันก็ยิ่งดี ไม่ใช่เหรอคะ?”

ชิการาคิมองเธอพลางหรี่ตาลง “ดีมันก็ดีอยู่หรอก แต่เธอน่ะ ถ้าพลาดขึ้นมาก็ไม่มีใครช่วยหรอก”

อินเฟมัสหัวเราะเบาๆ

“นี่มันคือโอกาสที่ถูกหยิบยื่นเข้ามา ฉันไม่มีทางเลือกนอกจากทำแบบนี้ มันคงดีกว่าการหายต๋อมไปเฉยๆ เป็นไหนๆ” เธอนอนคู้ตัว ก่อนที่จะเงยหน้าไปมองคุโรกิริ “ลองเปิดทีวีดูสิคะ”

คุโรกิริได้ยินดังนั้นก็พยักหน้า ก่อนที่จะเอื้อมมือไปกดรีโมตทีวี แน่นอนว่าทันทีที่โทรทัศน์ฉายภาพข่าวออกมา มันก็คือข่าวสดที่มีการดีเลย์ไปเพียงสองสามนาทีเท่านั้น ในมุมสูง พวกเขาฉายภาพตึกอพาร์ทเมนท์ที่เธออยู่ และก็ซูมจังหวะที่เธอกระโดดออกมาจากประตูระเบียง จากนั้นก็ลงมาโจมตีตำรวจ หลังจากนั้นไปอีกก็เป็นฉากการไล่ล่าที่กินเวลาไม่ถึงนาที

เมื่อการถ่ายทอดสดจบลง ภาพก็ตัดมาที่ใบหน้าของเธอและชุดที่เธอสวม ผู้ประกาศข่าวที่กำลังรายงานเรื่องของเธออยู่พูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ [นี่เป็นภาพข่าวสดในเขตชิซุโอกะค่ะ ฆาตกรต่อเนื่อง หรือวิลเลินนามว่าอินเฟมัส ผู้ที่ใช้ชื่อปลอมว่าฮาริเนะ คินุโมกุได้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจล้อมที่พักเอาไว้เพื่อดำเนินการจับกุมตัวโดยละม่อม หากแต่ว่าวิลเลินนั้นได้ทำการหลบหนีออกไปสำเร็จ โดยอาจจะใช้อัตลักษณ์ของผู้อื่นในการหลบหนีร่วมด้วย เนื่องจากพฤติกรรมก่อนหน้าไม่มีการหลบหนีโดยใช้ ‘วาร์ปเกต’ มาก่อน ผู้บาดเจ็บมีนายตำรวจสองรายและเสียชีวิตอีกหนึ่งรายค่ะ ประชาชนในละแวกต่างด่าทอการทำงานของเจ้าหน้าที่และรู้สึกหวาดกลัว-]

กริ๊ก

คุโรกิริปิดทีวีทันที

“เหมือนว่า… จะได้ผลดีกว่าที่คาดเอาไว้นะครับ”

 

 

 

 

 

มิโดริยะ อิซึคุไม่อยากจะเชื่อเลยว่าตัวเองเจอกับอะไรไป

เพื่อนบ้านของเขาที่แม่ของเขาสนิทชิดเชื้อใจด้วยเป็นวิลเลินแรงค์ A ที่สุดแสนจะอันตราย เป็นฆาตกรมือเปื้อนเลือดที่ทำการสังหารฮีโร่อย่างโหดร้ายตลอดเวลาเกือบหนึ่งปีมานี้ มีหลายครั้งที่เขานึกเอะใจอยู่บ้างกับความบังเอิญหลายอย่างตั้งแต่เพื่อนบ้านคนนี้ย้ายเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นการที่จู่ๆ ก็ย้ายเข้ามาแล้วเกิดเหตุอย่างต่อเนื่องแบบไม่เคยเป็นมาก่อน การเข้านอนอย่างไวแต่กลับตื่นสาย และการที่ทำตัวเป็นบุคคลที่ไม่โดดเด่นแต่ก็ไม่ได้ไร้ชื่อ

เพราะเรื่องเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน เขาก็เลยคิดไม่ตก ไหนคุณแม่ที่จะเป็นกังวลแทบตายอีก หัวใจเขามันถูกบีบรัดจนเจ็บไปหมดแล้ว เขาไม่ค่อยได้คุยกับฮาริเนะ- ไม่สิ อินเฟมัสบ่อยๆ ก็จริง แต่ว่าแม่ของเขานั้นเรียกได้ว่าค่อนข้างสนิทกับหล่อนเลยล่ะ มักจะไปมาหาสู่กันบ่อยๆ รวมถึงกินข้าวด้วยกันอีก เป็นเพื่อนต่างวัยที่ทำให้หัวใจของเขาอบอุ่นทุกครั้ง

แต่พอมาเข้าอีหรอบนี้ เขาก็ไม่รู้ว่าแม่ของเขาจะรู้สึกแย่ขนาดไหน

“เดกุคุง!”

“อ๊ะ คุณอุรารากะ” เสียงเรียกจากเพื่อนสาวทำให้เขาถูกปลุกออกจากภวังค์ความคิด

“มิโดริยะคุง! พวกเราเป็นห่วงมากเลยล่ะ!” อีดะ เท็นยะที่เพิ่งวิ่งตามหลังมาก็จับไหล่ของมิโดริยะเอาไว้แน่น “พวกเราสองคนได้ดูข่าวเมื่อวานแล้ว ดีใจจริงๆ ที่ไม่เป็นอะไร!!!”

“อื้อๆ ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าวิลเลินที่โหดร้ายขนาดนั้นจะแฝงตัวอยู่ใกล้ๆ นี่เอง!” อุรารากะออกความเห็นบ้าง ทั้งคู่นั้นเป็นห่วงเขาจากใจจริง และมิโดริยะก็รู้สึกขอบคุณตรงนั้นมาก

“ก็… ผมไม่เป็นไรหรอก” มิโดริยะกล่าวด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย “ผมเองก็ไม่คิดเหมือนกันว่าคุณฮาริเนะจะกลายเป็นวิลเลินที่ชื่อว่าอินเฟมัส”

“แล้วเธอเป็นคนยังไงบ้างเหรอ มิโดริยะคุง?” อีดะกล่าวถามก่อนที่จะขยับแว่นเบาๆ เขาถามด้วยความสงสัยใคร่รู้แกมเป็นห่วง เพราะพอนึกว่าคนใกล้ตัวอย่างเพื่อนบ้านมีโอกาสเป็นฆาตกรต่อเนื่องแบบนี้แล้วอีดะก็อดอกสั่นขวัญแขวนไม่ได้

มิโดริยะก้มหน้าลง “เธอเป็นคนที่… เก็บตัวเหมือนกับผมไม่มีผิด จะคุยเฉพาะเรื่องที่จำเป็นเท่านั้น อย่างพวกการทักทายหรือว่าการถามไถ่ความเป็นอยู่ตามมารยาท หากมองเผินๆ แล้วก็เหมือนคนปกติธรรมดาทั่วไป แต่ในความเป็นจริงแล้ววิสัยในการใช้ชีวิตของเธอมันน่าสงสัยมาก อย่างนอนไวแต่ตื่นสาย ทำตัวไม่โดดเด่น อัตราการก่อเหตุก็เพิ่มขึ้นพรวดพราดหลังเธอย้ายเข้ามา แต่ผมเองก็รู้สึกกลัว ไม่สิ เพราะที่รู้สึกอยู่ตอนนั้นมันก็แค่การอนุมาน ไม่ได้มีหลักฐานอะไรเลยก็เลยไม่คิดจะทำต่างหาก-”

“อ๋า! ร เราเข้าใจแล้วล่ะเดกุคุง ยังพึมพำเก่งเหมือนเดิมไม่มีผิด” อุรารากะกล่าว

“อ เอ๊ะ ผมเผลอพึมพำอีกแล้วงั้นเหรอ” มิโดริยะเกาหลังคอตัวเองพลางหัวเราะแห้งๆ “ขอโทษที แต่มันอดไม่ได้น่ะ…”

“เอาจริงแล้ว ที่เธอไม่ได้เทคแอคชั่นน่ะไม่ได้ผิดหรอกนะ มิโดริยะคุง!” อีดะกล่าวพร้อมรอยยิ้มที่ให้ความรู้สึกมั่นคง “ถ้าหากมองเผินๆ คนแบบนั้นก็ดูจะเป็นคนปกติอยู่หรอก นายทำดีแล้วล่ะ”

“อื้อ ข ขอบคุณนะอีดะคุง…”

“แต่ก่อนหน้านั้น รีบเข้าไปในอาคารเรียนก่อนที่จะสายกันเถอะ!” อีดะกล่าว ก่อนที่จะรีบเดินนำหน้าเข้าไปในอาคารทันที อุรารากะเองก็เดินตามไปติดๆ

“อื้ม!”

 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 24 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

13 ความคิดเห็น

  1. #4 Disconnect12 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 17 กรกฎาคม 2563 / 18:17

    แต่งดีมากอ่ะ
    #4
    0