BNHA/MHA fic. || Villainous Avenue :: OC ::

ตอนที่ 2 : || 1 : ฝั น ถึ ง เ รื่ อ ง นั้ น อี ก แ ล้ ว

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 194
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 25 ครั้ง
    10 ก.ค. 63

“…ทำให้ดีกว่านี้สิ!”

เสียงตวาดของชายวัยกลางคนแผดออกมาจนเด็กสาวร่างเล็กคนหนึ่งสะดุ้ง ดวงตาของเธอฉายแววไหววูบราวโคมไฟที่กำลังจะร่วงแตก มันสะท้อนภาพของชายตรงหน้าอย่างชัดเจนราวกับกระจกเงา ในวันที่ฟ้าอึมครึมเช่นนี้ ผู้เป็นบิดาก็ยังคงลากเธอออกมายังสนามหน้าบ้านและบังคับให้เธอต่อสู้อย่างขยันขันแข็ง ราวกับภาพนี้ฉายมาแล้วสิบครั้ง มันมากจนเกินทน เด็กสาวนิ่งเงียบ น้ำตาที่คั่งค้างเอาไว้แทบไหลออกมา เด็กสาวส่ายหน้าอย่างรุนแรงพลางพึมพำกับตัวเองว่า ‘ไม่เอาแล้วค่ะ’ แต่ก็ดังพอที่จะให้ชายร่างสูงได้ยิน 

เขาเอียงหัวพร้อมกับใบหน้าที่ฉายแววโกรธออกมา จากนั้นก็จับไหล่เธอให้มั่น เด็กสาวสะดุ้งและเงยหน้ามองเขา มือเล็กๆ นั้นกำแน่นจนเล็บยาวจิกลงบนฝ่ามือ “ฟังพ่อ… ฟังพ่อให้ดี! ถ้าหากลูกไม่พยายามทำตอนนี้ล่ะก็ ลูกอาจจะมีจุดจบไม่ต่างจากแม่หรือพ่อก็ได้! หากไม่คิดจะทำเพื่อพ่อกับแม่แล้วล่ะก็ คิดว่าทำเพื่อตัวเองก็ได้!”

เด็กสาวนิ่งงัน

“ห้ามร้องไห้”

ใบหน้าของเธอเหยเก เด็กสาวก้มหน้าลงและนำแขนเสื้อมาถูกับดวงตาอย่างแรง บีบน้ำตาที่เอ่อล้นอยู่จนปริ่มให้ไหลออก ก่อนที่จะเงยหน้าขึ้นด้วยแววตาโศกเศร้าเหลือจะเอ่ย

“ดีมาก…” เขากล่าว “มาเริ่มกันเลย แสดงให้พ่อเห็นว่าลูกเรียนรู้ไปมากแค่ไหน”

เด็กสาวพยักหน้าช้าๆ ก่อนที่จะสูดน้ำมูก เธอไม่อยากทำเลย แต่พอคนเป็นพ่อนั้นคาดคั้นด้วยน้ำเสียงที่มืดหม่นไร้หนทาง ตัวเธอก็ไม่รู้จะทำยังไงนอกจากยอมรับที่จะฝึกฝนต่อ เธอทั้งรำคาญและสงสารคนเป็นพ่อเหลือเกิน เธอรู้ดีว่าทำไมทุกอย่างมันจึงต้องลงเอยเช่นนี้ เธอรู้ดีว่าทำไมพ่อต้องฝืนบีบบังคับเธอทั้งที่ใจเธอก็ไม่ได้อยากทำ มันเป็นเหตุผลที่รู้ดีอยู่แก่ใจ รู้ดี รู้ดีที่สุด

แต่กระนั้น

เธอก็คงไม่มีวันให้อภัยกับสิ่งที่เขาทำลงไป

หนึ่งชั่วโมงผ่านไป สองชั่วโมงผ่านไป หลายชั่วโมงผ่านไป เด็กสาวก็ยังคงไม่ได้รับการพักผ่อน แขนขาของเธออ่อนล้าแทบหมดเรี่ยวแรง อาการปวดตึงคอยกระซิบบอกให้เธอพอ แต่ชายตรงหน้าไม่มีทีท่าว่าจะหยุดให้เธอฝึกซ้อมทักษะการเคลื่อนไหวพวกนี้เลย ท่าตั้งการ์ดของเธออ่อนแอลง สายตาเริ่มพร่ามัว โสตประสาทเริ่มไม่รับการรับรู้ใดๆ

“…อย่าปล่อยให้ตัวเองการ์ดตกแบบนี้สิ!!!” เขาคำรามและตั้งท่า เด็กสาวถูกปลุกออกจากภวังค์ความอ่อนแรง เธอสูดหายใจอย่างเร็วและตวัดขาใส่ผู้เป็นพ่อทันทีด้วยความตื่นกลัว แรงกระแทกที่สัมผัสกับศีรษะของเขานั้นมันรุนแรงจนแม้แต่เธอเองก็ตกใจ พ่อของเธอส่งเสียงร้องออกมาสั้นๆ ก่อนที่จะล้มลงไปบนพื้นหญ้า

เธอเงียบ ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร พ่อของเธอตายแล้วหรือ? เพราะอัตลักษณ์ของเธอหรือเปล่า? เธอเผลอใช้อัตลักษณ์หรือนี่? เมื่ออาการแพนิคครอบคลุมหัวใจ เด็กสาวก็ยืนแช่อยู่ตรงนั้น จ้องมองไปยังชายวัยกลางคนที่นอนฟุบอยู่พร้อมหายใจรัวแรง ดวงตาสั่นไหว มือเหยียดเกร็ง ทำอะไรไม่ถูก

“ดี” เมื่อเสียงของพ่อเธอดังขึ้น เด็กสาวก็ชะงักไป ความกลัวถูกแทนที่ด้วยความโล่งใจ ไม่สิ ความรู้สึกผิดถูกแทนที่ด้วยความผ่อนคลายชั่วขณะต่างหาก แต่กระนั้นจังหวะหัวใจของเธอก็ยังคงรุนแรงเหมือนเพิ่งผ่านฉากจัมป์สแกร์ของภาพยนตร์สยองขวัญมา เขายันตัวลุกขึ้น ที่คิ้วมีรอยแตก เลือดสีแดงสดไหลออกมา “ลูกเรียนรู้ได้ดี”

“พ่อคะ… พอแล้วได้ไหม? หนูไม่อยากทำอีกแล้ว”

ดวงตาของเขาไร้แววประกายใดๆ เหมือนกับกำลังจะบอกเธอว่าที่พูดออกมาเมื่อครู่นี้มันช่างไร้สาระ “ไม่ได้อยู่แล้ว นี่ก็เพื่อตัวลูกเองทั้งนั้น… พ่อทำเพื่อลูก แค่ลูกคนเดียว” ลมหนาวพัดผ่านเมื่อเขาพูดจบประโยค เด็กสาวส่ายหน้าเบาๆ ราวกับรู้ความคิดของพ่อตัวเอง “พ่ออาจจะแค่พูดให้มันสวยหรูไปก็เท่านั้น แต่… พ่ออยากให้ลูกรู้ไว้ ในโลกที่ปลาใหญ่กินปลาเล็กแบบนี้ ลูกต้องเอาตัวรอด”

“ถ้ามันไม่มีความจำเป็นตั้งแต่แรกแล้วล่ะ?!” เด็กสาวขึ้นเสียง ในดวงตามีน้ำตาเอ่ออยู่อีกครั้ง “ถ้าเกิดว่าเราคิดจะทำอย่างนั้นต่อไปเรื่อยๆ จริงๆ เราก็ไม่ต่างอะไรจากคนพวกนั้นนะ!”

ต่างสิ! ทำไมลูกถึงคิดว่าพวกเราจะเหมือนพวกมันกัน?!

“ไม่คิดเหรอว่าทุกคนก็เป็นเหยื่อ-”

เพียะ!

“เลิกพูดจาโลกสวยแบบนั้นได้แล้ว” ชายวัยกลางคนพูดเสียงเย็นเยียบ เด็กสาวสัมผัสได้ถึงแรงปะทะบนแก้ม ความร้อนฉ่าแสบสันของฝ่ามือคนเป็นพ่อมันฝากความปวดหนึบเอาไว้อย่างไม่น่าเชื่อ มันทำให้เธอรู้สึกช็อค และน้ำตาของเธอก็ไหลรินออกมาโดยอัติโนมัติ “ลูกเป็นเด็กที่ช่างฝันและมีอุดมการณ์มากกว่าใคร ทำไมถึงมองโลกได้แคบขนาดนี้กัน… ลูกตัวคนเดียวไม่มีทางกระเพื่อมสังคมได้หรอก ทางเดียวที่จะอยู่ต่อไปคือปรับตัวและพยายามมีชีวิตรอด!”

เด็กสาวไม่เห็นด้วย ไม่เห็นด้วยเลย…

 

 

 

 

RRRRRRRRRRRrrrrrrr

จู่ๆ เสียงนาฬิกาปลุกก็ดังขึ้นมา หญิงสาวผู้ที่สวมหน้ากากสีดำพร้อมกับโค้ทตัวโคร่งค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้นมาจากเบาะรถเก่าใกล้พัง สุดแสนจะโกโรโกโสคันหนึ่งด้วยทีท่าเบื่อหน่ายแกมเชื่องช้า เมื่อยันตัวนั่งสำเร็จก็พ่นลมหายใจยาวเป็นพรืดก่อนเอาหลังหัวโขกกระจกแรงๆ หนึ่งทีจนคนที่นอนหลับอยู่ข้างนอกตัวรถสะดุ้งตื่นขึ้นมา

“อ อะไรของเธอกันเนี่ย อินเฟมัส?!”ชายหนุ่มที่สวมหน้ากากผ้าปิดบังตัวตนหันมาแว้ดใส่เธอทันที

“ก็ถึงเวลาแล้วน่ะสิคะ จะอะไรได้ล่ะ” เธอกล่าวก่อนที่จะเปิดประตูรถและก้าวออกมา อินเฟมัสจัดอุปกรณ์บางอย่างที่ติดอยู่ตรงเอวทางด้านหลังให้เข้าที่ก่อนที่จะหันไปมองหน้าของเพื่อนตน “ดูท่าแล้วคุณคงจะประหม่าสินะ”

ชายหนุ่มยิ้มแหยๆ ใต้หน้ากากผ้าเก่าๆ นั่น “แหงสิ… นี่เรากำลังจะทำเรื่องเลวร้ายนะ… ไม่ใช่แค่ปล้นหรือว่าขู่เข็ญธรรมดา แต่เรากำลังจะไปฆ่าคนโดยไม่มีอะไรเลย”

“พูดออกมาแบบนั้นจะดีเหรอคะ ถ้ามีโปรฮีโร่ผ่านไปผ่านมาตอนนี้เราซวยแย่”

“ขอโทษที แต่มันอดไม่ได้น่ะ ใครจะไปรู้ล่ะว่าเธอจะชวนทำเรื่องอุกอาจถึงขั้นนี้”

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ทูมบ์” อินเฟมัสกล่าว “พวกเราจะต้องทำให้ได้… นี่เป็นการเสียสละเพื่อกระเพื่อมสังคม อย่างน้อยก็ในตอนนี้”

หญิงสาวกล่าวจบก็เดินนำทูมบ์ไป มุ่งหน้าออกจากจุดทิ้งขยะในขณะที่พระจันทร์เต็มดวงกำลังเฉิดฉาย ทั้งคู่เป็นวิลเลินหน้าใหม่ที่ยังไม่มีผลงานเด่นๆ ให้พวกคนในวงจับตา ส่วนมากก็แค่ปล้นจี้ กระนั้นนั่นก็แค่ส่วนของทูมบ์ เพราะอินเฟมัสนั้นไม่มีประวัติอาชญากรรมใดๆ ข้อมูลส่วนตัว ประวัติส่วนตัว ภูมิลำเนาเองก็ไม่มีใครสืบได้แม้กระทั่งพวกโบรคเกอร์รายบิ๊กเบิ้ม ส่วนหนึ่งเพราะหล่อนไม่เคยเปิดหน้าหรือลดฮู้ดให้ใครเห็น ฝีมือก็ยังไม่เป็นที่รู้จัก ตอนแรกทูมบ์ก็จะขัดขืนไม่ยอมเอาเธอเป็นคู่หู แต่เพราะพวกโบรคเกอร์ขอมายังไงก็ปฏิเสธไม่ได้

ในเวลาเที่ยงคืนนี้ การตรวจตราในเขตชิซุโอกะจะหนาแน่นน้อยลงมาก แต่กระนั้นก็ประมาทไม่ได้ ทูมบ์รู้ความจริงข้อนั้นดีก็เลยเลือกเวลานี้ ที่นี่เป็นสถานที่ลงมือ หากกระทำการอุกอาจครั้งนี้สำเร็จก็จะได้เม็ดเงินหอมๆ ไปนอนกอดเล่นที่บ้านแล้ว แต่เพราะพ่วงอินเฟมัส วิลเลินหน้าใหม่ที่ไม่มีผลงานอะไรเลยแบบนี้มันก็ออกจะเสี่ยงไปหน่อย นี่ยังไม่พูดถึงเรื่องที่ว่าเจ้าหล่อนเป็นคนเสนอเรื่องฆ่าฮีโร่สักสองสามศพให้สะเทือนขวัญอีกนะ! มันบ้าไปแล้ว!

พวกโบรคเกอร์บ้าๆ ย่อมไม่สนใจอยู่แล้วว่าทูมบ์กับอินเฟมัสจะสามารถทำเรื่องนี้ให้สำเร็จได้หรือไม่ พวกเขามันก็แค่วิลเลินชายขอบที่ไม่จำเป็นต้องใส่ใจก็ได้ หากโดนจับพวกเขาก็ไม่เสียอะไรเลย เงินแดงเดียวก็ไม่เสีย หากทำให้สำเร็จได้มันก็เป็นเรื่องดีไปอีก เพราะว่าค่าจ้างในคราวนี้ถ้าหั่นเปอร์เซ็นต์ต่างๆ ที่ต้องหักออกไปแล้วถือว่าไม่ค่อยคุ้มสำหรับพวกทูมบ์เอาเสียเลย พวกโบรคเกอร์ที่ลงทุนไปก็ได้ชื่อเสียงในวงการมืดทำให้มีคนสนใจจะลงทุนทำเรื่องบ้าๆ พวกนี้ต่อด้วย

เขาก็ไม่ได้สนใจหรอกนะ แต่เพราะไม่อยากถูกจับก็เลยต้องพยายามทำให้สำเร็จ

“ไม่คิดจะคุยเรื่องอัตลักษณ์ของเธอกับฉันหน่อยหรือไง” เขาเดินไปเทียบข้างเธอ อินเฟมัสหันมามองเล็กน้อยก่อนที่จะสนใจทางข้างหน้าต่อ “ไม่รู้นะว่าเธอหยิ่งหรือว่ากำลังคิดอะไรอยู่ แต่ถ้าไม่คุยกันก่อนพวกเราจะช่วยกันในตอนที่ลำบากยังไงล่ะ?”

“อัตลักษณ์ของคุณคือการทำให้หดสินะคะ”

“อ- อ๋า รู้ได้ไง?!”

“เป็นอัตลักษณ์ที่ย่อสิ่งของหรือสิ่งมีชีวิตในสเกลที่ต้องการได้ แต่ก็ไม่สามารถทำให้เล็กกว่าหนูท่อ ให้ฉันรู้แค่นั้นก็พอแล้วล่ะ” เธอกล่าวก่อนที่จะดึงมีดที่เสียบอยู่ในปลอกตรงไหปลาร้าออกมา “ฉันฆ่า คุณช่วยหนี ก็แค่นั้น”

ทูมบ์ทำสีหน้าเหยเก ก่อนที่จะดึงแขนของอินเฟมัสให้หยุดเดิน สาวเจ้าพ่นลมหายใจออกมาเบาๆ ด้วยความรำคาญเล็กน้อย “อะไรของเธอเนี่ย แล้วฉันจะมั่นใจได้ยังไงว่าเธอจะทำสำเร็จ? อัตลักษณ์ของเธอมันคืออะไรกันแน่ เธอรู้อัตลักษณ์ของฉันฝ่ายเดียวแบบนี้มันไม่แฟร์เลยนี่หว่า!”

อินเฟมัสเงียบไปสักครู่ แต่ยังไม่ทันที่จะเอ่ยปากพูดอะไร เสียงเดินที่หนักแน่นก็ดังขึ้นมาเสียแล้ว ทั้งคู่หันไปมองทางเดียวกัน และก็พบฮีโร่คนหนึ่งที่มีชุดเด่นสะดุดตา ด้วยลักษณะที่เหมือนกับหัวดับเพลิงในชุดนักดับเพลิงนั่นก็ทำให้รู้ได้ไม่ยากว่านั่นคือ แบ็คดราฟท์ ฮีโร่ผู้สามารถควบคุมน้ำได้นั่นเอง

ทูมบ์สะอึก และนั่นก็เป็นจังหวะเดียวกันกับที่แบ็คดราฟ์พูดขึ้นเสียงเบา “พวกเธอสองคน… ไม่ใช่ฮีโร่สินะ” เขากล่าวพร้อมกับพินิจพิจารณาเครื่องแต่งกายของทั้งสองคน ทูมบ์เหงื่อไหลออกมาด้วยความตื่นตระหนก เขาไม่ได้หวังจะให้ฮีโร่มาเจอไวขนาดนี้ อย่างน้อยก็ให้เวลาเขาเตรียมใจหน่อยก็ได้ ส่วนอินเฟมัสก็ค่อยๆ ขยับมือที่ถือมีดอยู่ ก่อนที่จะหมุนมันเล่นเงียบๆ

“ใช่แล้วครับ! ข ขอโทษที่ออกมาเดินเตร่ตอนกลางคืนแบบนี้ แต่ว่าผมกับเพื่อนแค่อยากจะลองเล่นเป็นฮีโร่ดูน่ะ- ก กลับกันเถอะนะ ขอโทษที่รบกวนครับ”

“…อ่า” เขาพยักหน้า

ทูมบ์ถอนหายใจโล่งอกพลางดันหลังของอินเฟมัสให้เดินไปยังทิศตรงกันข้าม แต่เจ้าหล่อนกลับต่อต้านด้วยการทิ้งน้ำหนักไปหาทูมบ์ ทำให้เขาดันเธอไม่ค่อยได้มากนัก ชายหนุ่มในหน้ากากผ้ากึ่งกระซิบกึ่งตะโกนใส่หูเธอ “ทำอะไรเนี่ย! เดี๋ยวก็โดนจับได้หรอก เล่นทีเผลอกว่านี้น่าจะดีนะ อย่าไปสู้ซึ่งๆ หน้าเลย!”

อินเฟมัสเลิกทิ้งน้ำหนักแล้วพลิกตัวออกห่างจากทูมบ์ เขาอ้าปากค้างในท่าทีของเธอ ความตื่นตระหนกกัดกินใจ ไม่รู้จะทำอย่างไรดี เขาไม่อยากจะเชื่อว่าคู่หูคนนี้มันจะหาเรื่องถึงขนาดพยายามสู้กับโปรฮีโร่ซึ่งๆ หน้าทั้งที่ก็รู้อยู่แก่ใจว่าแรงค์วิลเลินของทั้งทูมบ์และเธอมันต่ำเตี้ยเรี่ยดินแค่ไหน อย่าพูดถึงเรื่องสู้ตัวต่อตัวกับฮีโร่เลย แค่ปล้นของก็ยังทุลักทุเลเลย!

แม้เขาจะรู้สึกวางใจกับอุปกรณ์ต่างๆ ที่สุดแสนจะดูมีราคาและดูดีพอๆ กับของพวกฮีโร่ของอินเฟมัส แต่ถ้ามันเสียเปล่าล่ะ?…

“อะไรของพวกเธอกันน่ะ” เขากล่าวถามด้วยน้ำเสียงใจเย็น “ตกลงจะเอายังไงกันแน่ล่ะ? จะกลับบ้านหรือจะก่อความวุ่นวายกัน?”

อินเฟมัสเงียบไป หากเป็นคนอื่นมองคงคิดว่าเธอไม่ได้อยากจะเสวนา มันก็จริงแหละนะ แต่เธอแค่คิดคำพูดที่จะโต้ตอบไม่ออกเท่านั้น น่ารำคาญจริงๆ ที่ตัวเธอเป็นพวกสื่อสารความในใจไม่ค่อยเก่งเอาเสียเลย แต่เรื่องนี้เอาไว้ก่อน เธอควรจะโฟกัสกับเป้าหมายตรงหน้าและรีบทำให้ทุกอย่างจบให้ไว้เท่าที่จะไวได้มากกว่า

“ฮ- โฮ่ย…” ทูมบ์เองก็ไม่แน่ใจ เขาต้องการเงินและไม่อยากถูกจับก็จริง แต่เขาเองก็ไม่เคยฆ่าใครมาก่อน อย่างมากก็แค่ทำให้บาดเจ็บ

แบ็คดราฟท์ย่อเข่าลง รับรู้ได้ถึงภัยอันตรายที่กำลังจะเข้ามาหา

จู่ๆ ร่างของหญิงสาวก็พุ่งเขาหาเขาอย่างรวดเร็ว แบ็คดราฟท์รีบใช้อัตลักษณ์ของเขาเรียกน้ำออกมาและเล็งไปที่กลางลำตัวของเธอทันที แต่ทันใดนั้นเองอินเฟมัสก็เบี่ยงตัวตีลังกาหลบสายน้ำทั้งที่อยู่กลางอากาศราวกับการควบคุมศูนย์ถ่วงร่างกายในขณะนี้ไม่ใช่เรื่องยากเลยสักนิด และในชั่วเสี้ยววินาที ร่างของเธอก็ไถลลงพื้นและพุ่งเข้าหาขาของแบ็คดราฟท์อย่างรวดเร็ว โปรฮีโร่เพียงหนึ่งเดียวแทบหยุดหายใจ ความสามารถของเขาก็ทำได้แค่ซัพพอร์ทเท่านั้น ไม่ได้ใช่ไว้เพื่อสู้สักหน่อย!

ทูมบ์ที่มองอยู่ก็อึ้งงันไม่ต่างกัน หรือว่าการควบคุมการพุ่งของร่างกายอย่างอิสระนั่นคืออัตลักษณ์ของเธอกัน? ไม่น่าใช่สักหน่อย บางทีอาจจะเป็นอุปกรณ์ที่เธอติดไว้ก็ได้ เขารู้แต่เพียงว่าทุกอย่างมันเกิดขึ้นภายในสิบวินาทีเท่านั้น และเมื่อกระพริบตาลงและเปิดดวงตาขึ้นอีกครั้ง เลือดสีแดงสดก็พุ่งออกมาจากข้อเท้าทั้งสองของแบ็คดราฟท์ 

“อ๊า———————————————————!!!!!!!!” เขากรีดร้องออกมาและล้มลงไปกองกับพื้นคอนกรีตเย็นเยียบ โปรฮีโร่คุดคู้ตัวด้วยความเจ็บปวด เสียงหายใจหอบถี่และรุนแรงราวกับพยายามข่มความทรมานที่เกิดขึ้น ไม่นานนัก เขาก็เอียงหน้าขึ้นมามองอินเฟมัสก่อนที่จะค่อยๆ ถามด้วยลมหายใจที่หนักหน่วง “ธ- เธอเป็นใคร ทำแบบนี้ทำไม?! มีเป้าหมายอะไร?!”

“เรียกฉันว่าอินเฟมัสเถอะค่ะ ทำไปทำไม? ไม่แน่ใจ เป้าหมายเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน”

เขาหอบหายใจหนักขึ้น “ฉัน— เรียกกำลังเสริมมาแล้ว— เธอไม่มีทางรอดไปแน่ อ— อินเฟมัส

“อ้อ นั่นเป็นเหตุผลที่คุณคู้ตัว” เธอพูดเสียงเบา จากนั้นก็ย่อตัวลงไปจับหน้าของเขาก่อนบังคับให้แบ็คดราฟท์พลิกหงายทั้งตัว เธอมองไปยังวิทยุสื่อสารบนอกที่มีเสียงนอยซ์เบาๆ ก็พอรู้ได้ว่าเขาเรียกกำลังเสริมมาจริง “น่าเสียดายนะคะ ฉันคงปล่อยคุณอยู่ไม่ได้แล้วล่ะ”เธอบังคับเขาเชิดคาง ก่อนที่จะลงมือปลิดชีวิตของเขาด้วยคมมีดทันที

ทูมบ์กลืนน้ำลายเมื่อเห็นคนตรงหน้าเชือดคอหอยมนุษย์ได้อย่างเลือดเย็น

“เธอมัน… อำมหิตผิดคาดนะเนี่ย อินเฟมัส” เขากล่าวก่อนที่จะเริ่มตัดสินใจได้ว่าไม่อยากทำให้คนๆ นี้โกรธเป็นอันขาด ทูมบ์เข้าไปจับแขนของอินเฟมัสและกระตุกมันเบาๆ “รีบไปกันเถอะ ก่อนที่พวกกำลังเสริมจะมา”

แต่อินเฟมัสไม่ขยับ ทูมบ์อ้าปากกว้างพลางหันรีหันขวา

“อ- อินเฟมัส?”

ทันใดนั้นเอง ทูมบ์ก็ได้ยินเสียงหายใจที่ถี่และสั่นเครือจากใต้หน้ากากหนาๆ สีดำของหญิงสาว เขาปล่อยมือออกจากแขนของสาวเจ้าก่อนที่จะก้มลงไปมองร่างไร้วิญญาณของแบ็คดราฟท์ ตอนนี้ร่างเขาก็ยังคงอุ่นอยู่ แต่ไม่นานมันก็ต้องเย็นยะเยือกไม่ต่างอะไรจากพื้นคอนกรีตที่ร่างเขานอนอยู่ข้างบนเป็นแน่ และเมื่อมองกลับมายังตัวของอินเฟมัส เธอกำลังสั่นสะท้าน ไหล่ของเธอลู่ตก หัวของเธอก้มมองไปยังศพตรงหน้าที่เธอเป็นคนลงมือด้วยความหวาดหวั่น ราวกับจมลงในความคิดตัวเองที่ทูมบ์ไม่มีวันเข้าใจ เธอเงียบลงจนได้ยินแค่เสียงธรรมชาติรอบๆ

“ถอยกลับไม่ได้แล้ว ทูมบ์” เธอกล่าวอย่างกะทันหัน น้ำเสียงเต็มไปด้วยความรีบรน เขาสัมผัสได้ถึงความสั่นในน้ำเสียงของหญิงสาว ทันใดนั้นทูมบ์ก็ได้รู้ว่าจริงๆ แล้วอินเฟมัสเองก็กลัว กลัวมาก กลัวไม่แพ้กันเลย แต่ที่เธอลงมือไปเพราะว่าเธอคงมองว่ามันจำเป็น ไอ้การกระเพื่อมสังคมอะไรที่เธอพูดถึงไปนั่นน่ะ…

“ฉันรู้ แต่ฉันสู้ไม่ได้หรอกนะ…” เขากล่าว

“ฉันเอาอยู่ คุณไปซ่อนเถอะ”

“เอาจริงเหรอ? เธอจะฆ่าพวกเขาหมดไม่ก็โดนโยนเข้าคุกอ่ะนะ?!” ทูมบ์ตื่นตระหนก ทันใดนั้นเองเขาก็ได้ยินเสียงเดินที่หนักหนาดังมาจากอีกฟาก ฟังดูแล้วคงมีจำนวนมากกว่าห้าคนเป็นแน่ ต่อให้อินเฟมัสเคลื่อนไหวได้ดีแค่ไหนเธอก็คงไม่มีทางจัดการฮีโร่ที่มีจำนวนมากกว่าห้าได้อย่างสมบูรณ์แบบแน่ ยังไงมันก็เหมือนการมอบตัวมากกว่าการต่อสู้ “…ทั้งๆ ที่เธอเองก็รู้สึกผิดที่จะฆ่าน่ะเหรอ”

“ทำไมคุณถึงได้อ่านฉันออกง่ายจัง เพิ่งเจอกันเอง…” เธอกล่าวก่อนที่จะเช็ดเลือดบนมีดด้วยแขนเสื้อ “ใช่ค่ะ ฉันรู้สึกผิด เขาไม่ควรตาย แต่ฉันต้องทำ”

น้ำเสียงเธอหนักแน่นแต่สั่นไหว เหมือนแก้วที่กำลังถูกบดขยี้ไม่มีผิด

“ฉัน… จะไปซ่อนนะ”

“ค่ะ”

 

 

 

 

 

“เฮือก!”

หญิงสาวเด้งตัวขึ้นมาบนเตียง มือของหล่อนกำผ้านวมแน่นจนยับยู่ยี่ เหงื่อเม็ดเป้งผุดขึ้นมาตามซอกคอและหน้าผาก ดวงตาสั่นระริก เมื่อตั้งสติได้ก็มองไปรอบๆ ห้องด้วยความรู้สึกหวาดระแวงแบบที่บอกไม่ได้ เมื่อเห็นว่าสภาพห้องมันคือห้องปกติที่เธอนอนอยู่ในทุกๆ วัน ไม่สิ นี่เป็นห้องที่เธอได้มาใช้อยู่หลังจากที่เกิดเหตุการณ์นั้น

เธอใช้ชีวิตอย่างสันโดษแต่ก็ไม่ได้ไร้ปฏิสัมพันธ์ไปซะทีเดียว บางครั้งก็จะออกไปทักทายคนข้างห้องบ้าง ไม่ใช่เรื่องยากเลยที่หญิงสาวจะเป็นได้ทั้งคนที่เด่นและคนไม่เด่นในเวลาเดียวกัน เธอสามารถกลมกลืนกับชีวิตตอนนี้ได้เป็นอย่างดี แม้เธอจะยังไม่ได้วางมือเลยก็ตาม

เป็นตัวตนที่ไม่ใครรู้จัก และเป็นตัวตนที่มีคนรู้จักเช่นกัน ฟังดูดีใช่ไหม?

อินเฟมัสลุกออกมาจากเตียง ตรงปรี่ไปยังด้านนอกห้องนอนเพื่อหาอะไรดื่ม ในใจก็พลันคิดวุ่นวายถึงฟันเมื่อคืน มันทำให้เธอรู้สึกเหมือนได้ย้อนเวลา มันเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิเสธทุกอย่างในชีวิตของเธอ ปฏิเสธพ่อ ปฏิเสธเป้าหมาย และปฏิเสธตัวตนที่แท้จริงของเธอ ทุกอย่างในฝันมันเหมือนจริงมาก ราวกับเธอได้ลงมือซ้ำอีกครั้งเหมือนการถ่ายทำหนังฉากซ้ำเดิม ความรู้สึกของการสังหารมนุษย์ครั้งแรกมันช่างน่าพรั่นพรึงเหลือประมาณ ไม่ใช่ครั้งแรกหรอกนะที่เธอฝันถึงเรื่องนี้ แต่มันก็ทำให้อินเฟมัสไม่อยากอาหารทุกครั้งที่ตื่นนอนจริงๆ

เธอรินน้ำออกจากขวดพลาสติกใส่ลงในแก้วก่อนที่จะยกมันขึ้นมาดื่ม พอนึกถึงเรื่องคราวนั้นมากเข้า สมองก็โยงไปถึงคนเป็นพ่อของเธอทันที เมื่อได้นึกถึงผู้ชายคนนั้น ดวงตาของอินเฟมัสก็พลันมืดมัวลง นัยน์ตาคู่สวยถูกแต่งแต้มด้วยอารมณ์อันหลากหลาย คุกรุ่นรอปะทุราวภูเขาไฟที่กำลังจะระเบิด หล่อนวางแก้วลงบนโต๊ะ ก่อนที่จะเดินไปหน้าประตูและคว้าโค้ทสีน้ำตาลมาสวม ไม่ลังเลที่จะเดินออกไปนอกห้อง

แต่ก่อนที่เธอจะได้สัมผัสลูกบิดประตูก็มีคนกรดกริ่งจากด้านนอก อินเฟมัสยืนนิ่งเล็กน้อยด้วยความตกใจ ในเวลานี้มีคนมากดกริ่งบ้านฉันเนี่ยนะ? เธอคิด ก่อนที่จะโน้มตัวไปส่องตาแมว อีกฟากของประตูนั้นมีหญิงร่างเล็กยืนอยู่ ใบหน้าของหล่อนแสดงความกระอักกระอ่วนกังวลใจออกมาอย่างชัดเจน เมื่อเห็นว่าเป็นคนคุ้นเคย อินเฟมัสจึงเอื้อมมือไปบิดลูกบิด เชื้อเชิญให้อีกฝ่ายเข้ามา

“คุณนายมิโดริยะ เชิญเข้ามาเลยค่ะ” อินเฟมัสกล่าวทักทายด้วยสีหน้าเปื้อนรอยยิ้มที่ดูนิ่งเรียบขัดแย้งกัน “มาแต่เช้าเลย มีอะไรหรือเปล่าคะ?”

หญิงเจ้าของเรือนผมสีเขียวเข้มราวใบสนอึกอักเล็กน้อย ก่อนที่จะเดินเข้ามาช้าๆ “ขอรบกวนด้วยนะคะ คุณฮาริเนะ”

ใช่แล้ว… ตอนนี้ชื่อที่เธอใช้อยู่ในชีวิตประจำวันก็คือฮาริเนะ ฮาริเนะเป็นหญิงสาววัยมหาวิทยาลัยที่ไม่ได้ไปเรียน มักอยู่แต่กับบ้าน บางเวลาก็ออกมาตรงระเบียงเพื่อสูบบุหรี่ และมักปิดไฟนอนตอนเวลาสามทุ่มตรงเสมอ มันเป็นตัวตนที่สร้างขึ้นมาอย่างยากลำบาก ต้องสลับเวลาในการเป็นทั้งวิลเลินและคนปกติให้ไม่น่าสงสัย การก่อการฆาตกรรมของเธอก็-

“คุณฮาริเนะได้ดูข่าวเมื่อเช้าหรือเปล่าคะ”

“หืม? ไม่ค่ะ ฉันตื่นไม่ทันน่ะ”

“เอ๋ ไม่จริงน่า” มิโดริยะ อิงโกะ หรือคุณนายมิโดริยะนั้นเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว(อย่างน้อยก็เท่าที่รู้ในตอนนี้)และอาศัยอยู่ที่ห้องข้างๆ นี้เท่านั้นเอง เธอรู้ดีว่าฮาริเนะนอนไวขนาดไหน เพราะงั้นก็คงไม่แปลกที่เธอจะตกใจที่สาวเจ้าตื่นไม่ทัน “คือว่านะคะ ช่วงนี้ในเขตชิซุโอกะของเรามีเหตุสะเทือนขวัญเกิดขึ้นหลายรอบแล้ว”

ฮาริเนะเงียบไปเล็กน้อย “เหตุสะเทือนขวัญเหรอคะ การฆาตกรรมงั้นเหรอ?” เสียงของเธอสั่นเครือ แสดงให้อิงโกะเห็นถึงความกังวลและความสงสัย

“ใช่แล้วค่ะ นับวันยิ่งรุนแรงขึ้นทุกที” เธอผ่อนลมหายใจออกมาช้าๆ ราวกับต้องการพัดพาภูเขาอันยักษ์ที่ทับอยู่ในอกให้ปลิวไปไกลๆ ฮาริเนะรู้ เมื่อเดือนที่แล้วลูกชายคนเดียวของอิงโกะนั้นสอบผ่านเข้ายูเอย์ ทำให้เขาต้องเดินทางไปโรงเรียนที่ห่างไกลจากบ้านด้วยตัวคนเดียว เมื่อมีเหตุฆาตกรรมรุนแรงเกิดขึ้นแบบนี้ก็คงจะเป็นห่วงเป็นธรรมดา “ฉันกลัวค่ะ ว่าจะเกิดขึ้นอะไรกับอิซึคุ… วิลเลินในข่าวน่าจะเป็นคนเดียวกัน แล้วตำรวจหรือโปรฮีโร่ก็จับมือใครดมไม่ได้ หากเหตุร้ายยังไม่สามารถถูกหยุดได้ในตอนนี้ จะต้องแย่แน่ค่ะ”

“…น่าเป็นห่วงจริงๆ ด้วยสินะคะ… ถึงขั้นจับมือใครดมไม่ได้แบบนี้” ฮาริเนะปล่อยไหล่ให้ลู่ลง “แต่วางใจเถอะค่ะ ฉันเชื่อว่าอิซึคุคุงจะปลอดภัยแน่”

อิงโกะไม่พูดอะไร สีหน้ายังคงเต็มไปด้วยความกังวล ฮาริเนะจึงได้โอกาสพูดต่อ “ว่าแต่รายละเอียดข่าวเป็นยังไงอีกเหรอคะ?”

“ก็แบบว่า พวกโปรฮีโร่ที่ไปเป็นกำลังเสริมโดนจัดการหมดเลย วิธีที่ใช้สังหารก็เป็นการใช้มีดทั้งใบเล็กใบใหญ่ น- น่ากลัวมากเลยล่ะ” มือของเธอสั่นระริก ชั่วครู่หนึ่งที่ฮาริเนะหลบสายตาไปมองยังมุมห้องของตัวเอง เมื่ออิงโกะจะเริ่มพูดต่อ ฮาริเนะถึงเบนสายตามาที่ตัวเธออีกครั้ง “ดูเหมือนว่าฆาตกรจะเล็งโปรฮีโร่เป็นส่วนมาก ส่วนพลเรือนอาจจะเป็นการปิดปาก”

“อะไรกัน…” ฮาริเนะพูดเสียงแผ่ว ดวงตาไหววูบเหมือนคลื่นทะเลยามพลบค่ำ “ต้องเป็นคนร้ายแบบไหนกันถึงจะได้ลงมือโหดเหี้ยมขนาดนั้น?…”

“ฉัน… กลัวจริงๆ นะคะ ถ้าไม่เป็นการรบกวนกันเกินไป อยากจะให้คุณฮาริเนะช่วยสอดส่องดูแลเขาด้วย มันอาจจะฟังดูไม่ดีที่ขอให้ช่วยดูแบบนี้ แต่ว่าถ้าเกิดเรื่องเลวร้ายกับอิซึคุ ฉันไม่รู้เหมือนกันค่ะว่าจะทำยังไงดี!” น้ำตาของอิงโกะที่เหมือนว่าจะถูกเก็บไว้นานแล้วไหลพรั่งพรูออกมาเป็นสายธาร ฮาริเนะหยิบกล่องทิชชู่และยื่นให้เธอเพื่อใช้ซับน้ำตาอย่างรวดเร็ว

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ เราเองก็ค่อนข้างสนิทกัน ฉันก็เอ็นดูอิซึคุคุงด้วย ฉันจะช่วยดูเขาให้เอง” ฮาริเนะยิ้มให้กับอิงโกะ “จะพาเขามาที่นี่ตอนไหนก็ได้เลยนะคะ ฉันยินดีต้อนรับเสมอเลย”

“ข ขอบคุณค่ะ ขอบคุณมากจริงๆ” เธอสะอื้นเสียงดังด้วยความจริงใจ ฮาริเนะหุบยิ้มลงชั่วครู่พร้อมกับหรี่ตามองมิโดริยะ อิงโกะ หล่อนลุกขึ้นยืนและโค้งตัวลงเล็กน้อยต่อหน้าเธอ “ขอโทษที่รบกวนจริงๆ นะคะ… ฉันมาเพื่อเรื่องนี้เท่านั้นนี่แหละ ขอตัวก่อนนะคะ”

“ค่ะ ไม่เป็นไร”

และอิงโกะก็ออกจากอพาร์ทเมนท์ของเธอไป แม้เสียงปิดประตูจะดังขึ้นเพื่อเป็นสัญญาณเตือนว่ามีแค่เธอคนเดียวแล้วที่อยู่ในห้องนี้ แต่เจ้าหล่อนก็ยังไม่ยอมขยับเขยื้อน เธอนั่งเงียบอยู่กับที่ สายตาจ้องมองไปที่เพดานว่างเปล่าอย่างเลื่อนลอย ไม่ได้วิเคราะห์ ไม่ได้ใช้ความคิดอะไร เพียงแค่เหม่อลอยตามปกติที่เป็นประจำ เวลาผ่านไปสักครู่ หญิงสาวถึงลุกออกจากโซฟามายังระเบียง เปิดประตูกระจกใสวาวเพื่อก้าวออกไปสู่ลมร้อนอ่อนๆ ที่ทำให้เธอตื่นจากภวังค์ หญิงสาวโน้มตัวข้ามรั้วระเบียง ก้มหน้าลงมองพื้นคอนกรีตเบื้องล่างพลางหวนคิด

ถ้าหากออลไมท์ออกมาล่ะ

ถ้าหากออลไมท์มาเจอเธอ เธอไม่มีโอกาสแน่

เธอจะเปลี่ยนแปลงสังคมนี้ได้จริงๆ งั้นเหรอ

เธอจะสามารถเขย่าขวัญสังคมได้มากกว่านี้หรือเปล่า

เธอไม่รู้เลย ไม่รู้เลยจริงๆ

ท้องฟ้านั้นสดใสผิดกับบรรยากาศในจิตใจของเธอ พายุฝนกำลังโหมกระหน่ำในห้วงความคิดจนน้ำเอ่อนอง ทำให้เธอหายใจไม่ออก การที่รู้สึกเหมือนจมอยู่ใต้น้ำแต่กลับสัมผัสได้ถึงลมร้อนพัดผ่านผิวหนังแบบนี้มันช่างน่าขนลุกจริงๆ 

มิโดริยะ อิซึคุ… เขาได้เจอเธอเพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้น ส่วนหนึ่งก็เพราะเป็นพวกเก็บตัวเหมือนๆ กัน แต่ว่าเด็กคนนั้นก็เป็นเด็กอัธยาศัยดีที่มีอนาคตอันสดใส เขามักจะมอบความอบอุ่นในใจที่แปลกประหลาดให้กับผู้พบเจอเสมอ นั่นทำให้อินเฟมัสยิ่งอยากจะตีตัวออกห่างจากครอบครัวนี้ ยิ่งสนิทกันมากเท่าไหร่ โอกาสที่เธอจะถูกเปิดโปงว่าเป็นวิลเลินอำมหิตมันก็มีมากขึ้นเท่านั้น เธอไม่อยากเสียดายผลงานและการกระทำตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาแม้แต่น้อย

มันทำให้เธอหวาดกลัว…

เธอกลัวว่าจะทำพลาด การกระทำของเธอมันเลวร้ายเกินจะหวนกลับ มากกว่าทาทาร์รัส เธอคงโดนหมายหัวและคาดโทษประหารเอาไว้แล้วแน่ๆ ไม่มีทางที่คณะกรรมการจัดการฮีโร่จะเห็นพ้องกับการขังเธอเอาไว้เฉยๆ แน่ ในเมื่อเธอนั้นทำลายประชากรฮีโร่ไปจำนวนมาก แถมยังลงมือกับพลเรือนที่เผอิญไปเห็นเธอเข้าอีกด้วย

ความย้อนแย้งในจิตใจมักจะเกิดขึ้นกับเธอเสมอ เกิดขึ้นบ่อยจนเธออยากจะหนีความผิดไปซะ พวกเขายังมีเวลาให้เติบโต มีเวลาให้เรียนรู้เรื่องราวอีกมาก พวกฮีโร่พวกนั้นอาจจะไม่ใช่คนเลว อาจจะเป็นหนึ่งในเหยื่อของสังคมเวรตะไลนี่ แต่แล้วยังไงล่ะ ไม่ว่าจะจุดจบไหนที่รออยู่ก็ไม่มีความสวยหรูแน่นอน สู้เดินไปในทางที่แสนจะมืดหม่นนี้จนกว่าจะไม่อาจถอยหลับได้จริงๆ ดีกว่า ถึงเวลานั้นจะถูกจับโทษประหารหรือโดนออลไมท์ซัดจนกระดูกทั้งร่างแหลกก็ไม่เป็นไร

ถ้าตัวตนของเธอที่เป็นความลับมาตั้งแต่ยังเกิดถูกเปิดโปง ไม่แน่ว่าอาจจะทำให้สังคมทั้งหมดสั่นคลอน และอาจจะกลายเป็นจุดกระเพื่อมของการทวงคืนความยุติธรรมและรื้อระบบฮีโร่แสนเน่าเฟะทั้งหมดก็เป็นได้

แต่ก่อนหน้านั้น อินเฟมัสเองก็มีงานต้องทำ

 

 

 

 

 

เวลาห้าทุ่ม ห้าสิบเก้านาที

อินเฟมัสได้จัดการปิดไฟในอพาร์ทเมนท์ทั้งหมดตั้งแต่ตอนสามทุ่ม และรอเวลาจนถึงห้าทุ่มจึงแอบหนีออกมาจากอพาร์ทเมนท์ด้วยความช่ำชอง ตึกที่เธออยู่นั้นสามารถใช่ช่องว่างที่อยู่ข้างๆ ระเบียงเป็นมุมอับในการซ่อนเร้นตัวได้ เธอใช้เส้นทางนี้ในการไป-กลับหลังก่อเหตุตลอดเวลา เธอคิดว่ามีโอกาสสูงที่ออลไมท์จะปรากฏตัวขึ้น เพราะช่วงนี้เธอออกข่าวโครมๆ จนค่อนข้างเป็นที่สนใจไปแล้ว แต่ว่ามันก็ต้องเสี่ยง ไม่งั้นความตั้งใจที่ทำมาโดยตลอดจะต้องไร้ผล ถึงแสงไฟที่ปลายทางนั้นมันจะริบหรี่อยู่แต่เดิมแล้วก็ตาม

คราวนี้เธอตั้งใจจะไปไกลกว่าเดิมอีกหน่อยเพื่อกระจายจุดเกิดเหตุให้ดูสุ่มๆ ไม่เจาะจงพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งเป็นพิเศษ อาจจะต้องหัวหมุนกันหน่อยกว่าจะเจอร่องรอย 

อุปกรณ์ที่เธอติดอยู่ตรงด้านหลังของเอวนั้นเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยเหลือในการพุ่งตัวโดยอาศัยลมและแก๊สที่ผ่านเข้าตัวเครื่องเป็นหลัก มันเป็นของที่เธอได้มาจากห้องเก็บของของพ่อ เมื่อฝึกใช้ดูก็พบว่ามันมีประโยชน์กว่าที่คิด มันสามารถใช้ในการควบคุมทิศทางได้อย่างอิสระโดยอาศัยคลื่นสื่อประสาทที่ติดอยู่กับหน้ากากของเธอในการคุม ทำให้สามารถดันตัวเธอให้ลอยสูง พุ่งหลาว พุ่งตรง หรือเปลี่ยนทิศทางกลางอากาศกะทันหันก็ยังได้ แต่เอาจริงมันก็ใช้ยากเอาเรื่องเพราะอาศัยการเคลื่อนไหวของผู้ใช้ควบคู่ไปด้วย หากไม่คล่องตัวจริงก็ไม่มีวันใช้ได้

เธอมองไปบนฟ้าและพื้นดินแบบรีบๆ เพื่อสังเกตุดูว่ามีฮีโร่ตรวจตราคนใดมองเห็นเธอหรือไม่ เมื่อพบว่าไม่มีเธอก็เลือกที่จะลงจอดบนแทงค์น้ำของตึกสูงตึกหนึ่งเพื่อสังเกตุการณ์และเตรียมลงมือเมื่อพร้อม

เงียบสงัดจริงๆ

เธอพลันหวาดระแวงว่านี่อาจจะเป็นกับดักหรือเปล่า บางทีอาจจะเป็นแผนตั้งใจล่อเธอให้ได้ใจด้วยการบอกว่าจับมือใครดมไม่ได้ ปั่นให้เธอลงมือก่อเหตุฆาตกรรมต่อ แล้วก็จับกุมเธออย่างสมบูรณ์แบบ

อาจจะคิดมากไปเอง แต่มันช่วยไม่ได้ หากเป็นแบบนั้นจริง เธอก็ไม่รู้ล่ะนะว่าจะมีใครบาดเจ็บหรือตายเพิ่มอีก ถ้าออลไมท์ไม่มาน่ะนะ

“ให้ตายสิ… ฉันคิดมากไปหรือเปล่านะ”

หญิงสาวเอามือกุมหัว เธอมั่นใจในความแข็งแกร่งของตัวเองมาก แต่กลับเป็นคนที่คิดเล็กคิดน้อยและหวาดระแวงไปเกือบทุกเรื่องเหลือเกิน เธอไถลตัวลงมาจากแทงค์และเดินไปเกาะที่ขอบตึก ใช้สายตาสอดส่องไปทั่วบริเวณเพื่อมองหาฮีโร่ที่กำลังทำงาน ในขณะนั้นเอง ลมเย็นของเวลาดึกก็พัดผ่านเข้ามา

แม้จะรู้สึกเหมือนจมน้ำอยู่ แต่ว่าก็คงไม่มีความรู้สึกของลมที่พัดมาโดนแล้วล่ะ ใส่โค้ทตัวหนาขนาดนี้ก็คงไม่มีทางรู้สึกแบบนั้นได้แล้ว

จู่ๆ ก็มีเสียงของชายคนหนึ่งดังขึ้น “อย่างที่คิดจริงๆ อินเฟมัส คุณมาที่นี่

หญิงสาวสะดุ้ง คว้ามีดที่เสียบอยู่ในปลอกตรงเอวอย่างรวดเร็วและวาดไปทางด้านหลังที่มีเสียงของชายคนหนึ่งดังขึ้นมา เพราะไม่ใช่เสียงคนคุ้นเคย เพราะมีคนเจอเธอ เพราะเธอกำลังเครียดอยู่ ทำให้รีเฟล็กซ์แอคชั่นของอินเฟมัสมันรวดเร็วขึ้นเกินจะคาดเดา แต่ว่าก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความตกใจสุดขีด เมื่อคนที่เธอเห็น ไม่สิ สิ่งที่เธอเห็นนั้นเป็นกลุ่มก้อนควีนสีดำทมิฬที่มีดวงตาวาวโรจน์สีอำพัน! ดูยังไงก็ไม่ใช่มนุษย์! แถมมีดของเธอยังจิ้มทะลุม่านหมอกนั้นไปเหมือนกับจิ้มอากาศเปล่าๆ

อินเฟมัสรีบใช้อุปกรณ์เคลื่อนไหวดีดตัวไปทางด้านหลังหวังตีตัวออกห่าง แต่ทว่าสิ่งที่เธอไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น มีม่านหมอกสีดำโผล่ขึ้นด้านหลังของเธอ อินเฟมัสตื่นตัวถึงขีดสุด เธอควบคุมให้ตัวเองพุ่งขึ้นทางด้านบนและดีดไปทางซ้าย จากนั้นก็เปิดแรงดันสูงสุด เอื้อมมือดึงมีดมาเชเต้ที่เหน็บเอวเอาไว้และหมุนตัวเข้าหาเขาจนเหมือนเฮอริเคน

สิ่งมีชีวิตดังกล่าวดูเหมือนจะอ่านทางเธอทันแม้เคลื่อนไหวไม่รวดเร็วเท่าก็ตาม เขาเคลื่อนย้ายตัวเองไปอีกฝั่งและพยายามทำให้เธอ ‘พุ่งชน’ ม่านหมอกสีดำสักอันที่เขาวางไว้

“เดี๋ยวก่อนครับ อินเฟมัส ผมไม่ใช่คนละพวกกับคุณ”

เขากล่าวด้วยน้ำเสียงที่ใจเย็น แต่อินเฟมัสส่งเสียงขู่ผ่านลมหายใจพลางปรับสมดุลการเคลื่อนไหวอย่างช่ำชอง เธอลงจอดบนแทงค์น้ำอีกครั้ง “เหรอคะ แต่ฉันไม่มีพวก” เธอกล่าวก่อนที่จะกระโดดเข้าหาเขาเป็นเส้นตรง หมอกมืดสีทมิฬที่มีชีวิตนั้นกางม่านออกหวังทำให้มันดักหน้าเธอ แต่เขาช้าไป หญิงสาวดีดตัวให้ต่ำลงกว่าเดิม ไถลขาลงกับพื้นและดีดตัวเองให้พุ่งเข้าหาขาของเขาสุดตัว

ไม่ว่าจะเป็นใคร แต่จะให้เห็นเราไม่ได้!

นั่นคือสิ่งที่หญิงสาวคิด แรงลมพุ่งขึ้นให้เธออยู่เสมอตัวเขาอีกครั้ง ง้างมีดมาเชเต้สุดแขนเพื่อหวังโจมตีเหล็กตรงคอที่ดูเหมือนจะเป็นเครื่องยืนยันว่าตัวเขามีรูปร่าง แต่ยังไม่ทันที่คมมีดจะสังหารเขา ม่านหมอกก็ขยายกว้างทั่วร่างของอินเฟมัส ล้อมเธอเอาไว้เหมือนกับกรงขัง และก่อนที่เธอจะได้ทำอะไร กรงขังนั้นก็บีบตัวเธอให้ผ่านเข้ามาสู่พื้นที่ที่เธอไม่คุ้นเคย

ตุ้บ

หญิงสาวล้มลงกับพื้นเพราะสูญเสียวิสัยทัศน์ไปชั่วครู่ ทำให้ไม่สามารถตัดสินใจเคลื่อนไหวได้ กอปรกับรู้สึกตกใจที่ทุกอย่างมันเกิดขึ้นค่อนข้างเร็ว 

เธอกำลังจะเจอกับอะไรกัน

รวดเร็วดีจริงๆ เลยนะ คุโรกิริ

เสียงแหบพร่าของเด็กผู้ชายคนหนึ่งทำให้เธอยันตัวขึ้นยืนอย่างรวดเร็วด้วยความวิตก หญิงสาวมองไปรอบๆ พื้นที่พร้อมกับหอบหายใจรุนแรง เจ้าของเสียงแหบพร่านั้นมีมืออันใหญ่สีขาวซีดแปะหน้าเอาไว้ราวกับปิดบังตัวตน มีท่าทีไม่ยี่หระซ้ำยังดูสบายๆ  เหมือนกับเขาพึงพอใจกับผลลัพธ์ และไม่ได้อยากทำอะไรให้มากความอีก เขาคนนี้นั่งอยู่อีกฟากของบาร์เทนเดอร์ ที่ตอนนี้มีเจ้าหมอกสีดำกำลังเช็ดแก้วอยู่ เครื่องดื่มหรูหราวางเรียงรายเอาไว้ด้านหลังทำให้รู้ว่าที่นี่เป็นบาร์

“เธอค่อนข้างอันตรายนะครับ ชิการาคิ ระวังด้วย ฝีมือไม่ใช่เล่นๆ เลย” เขากล่าวเตือน ในขณะที่อินเฟมัสผู้ถูกเขี่ยให้เป็นบุคคลที่สามได้แต่กำมีดมาเชเต้แน่น มองคุโรกิริสลับกับชิการาคิอย่างตื่นตัว “แถมยังดูไม่ค่อยเชื่อใจใครเลยด้วย อาจจะยากหน่อยถ้าต้องการชวนเธอให้เข้าร่วมแผนการของเรา”

หญิงสาวเลิกคิ้วขึ้น สงสัยในคำพูดนั้น

“เอาเถอะ จะยังไงก็แล้วแต่… ฉันต้องคุย และหวังว่าเธอจะให้ความร่วมมือนะ อินเฟมัส

 

 

———————————————————————————

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 25 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

13 ความคิดเห็น