แหวนมิติ

ตอนที่ 9 : อู๋ซีเฉิน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 8,230
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 694 ครั้ง
    19 ส.ค. 61



หลางหลินหันหน้าไป เห็นชายอ้วนคนหนึ่งใบหน้านี้เขาไม่เคยลืม ไม่ว่าจะผ่านมากี่ปี ชายแก่คนนี้ก็ยังอ้วนเหมือนเดิม ดูเหมือนมันจะเป็นเอกลักษณ์ของเขาซะแล้ว 

"สวัสดีครับลุงอู๋ จำผมได้หรือเปล่า"

อู๋ซีเฉินขมวดคิ้วแน่น ใบหน้านี้นับว่าคล้ายใครคนหนึ่ง แต่มันก็นานมาแล้ว เขาเองก็ลืมๆ มันบ้างเพราะอายุเยอะ แต่ไม่นานเขาก็คลี่ยิ้ม "นี่มันอาหลินนี่นา เป็นยังไงบ้างสบายดีมั้ย......" 

เมื่อมองไปยังขาของหลางหลิน เขาก็ต้องหุบปาก ดูเหมือนว่าลูกชายของเพื่อนเขา ผ่านมาไม่กี่ปีจะเป็นคนพิการ เขาเคยคิดว่าจะยกลูกสาวของตัวเองให้หลางหลินเมื่อก่อน เพราะหลางหลินเป็นคนเรียนเก่งคนหนึ่ง จึงอยากฝากอนาคตของลูกสาวไว้

แต่มาวันนี้ ไม่นึกเลยว่าเหตุการณ์บางอย่างจะเกิดขึ้น แบบนี้แล้วความคิดของเขาก็ต้องล้มเลิกไป

หลางหลินรู้สึกได้ว่า สายตานั้นมองมายังขาของเขา สำหรับเขาขานี้มันขึ้นอยู่กับเวลาเท่านั้นว่าจะหายเมื่อไร

ในตอนนี้เขามีแหวนมิติ ทำให้เปิดไปยังมิติของโลกต่างๆ ได้ เขาได้รับกระต่ายจากแดนเยือกเเข็ง อีกทั้งยังได้นิยายทำเงินให้ตัวเอง 

แล้วมันจะไม่มีครั้งไหนเลยเหรอ ที่เขาเปิดไปยังห้องแล็บที่ทันสมัย บางทีเขาอาจจะโชคดีด้วยเครื่องมือของโลกอนาคต แต่นี่ก็เป็นการคาดเดาของเขาล้วนๆ

"อะไรกันครับลุงอู๋ ไม่ต้องแสดงสายตาแบบนั้นหรอก ผมสบายดี ถึงแม้ขาของผมจะใช้การได้ไม่เหมือนเดิม แต่ผมก็ยังมีชีวิตอยู่ตอนนี้ แค่นี้ก็ดีแล้ว!" 

"ฮ่าฮ่า นั่นสินะ" อู๋ซีเฉินเดินเข้ามากอดหลางหลินด้วยความเป็นห่วง เขาไม่นึกเลยว่าเมื่อพ่อบุษธรรมตายไป หลางหลินยังต้องพิการอีก นี่มันน่าเวทนาเกินไปแล้ว!

"ว่าแต่ลุงยังเปิดกิจการอยู่หรือเปล่าครับ?" หลางหลินค่อนข้างกังวล ถึงแม้เขาจะโตมาที่เมืองนี้ แต่ร้านนี้ก็เป็นของคนรู้จัก หากจะไปร้านอื่นก็กลัวจะโดนฟันราคาไปไม่น้อย เพราะเห็นเขาเป็นคนพิการ

แน่นอนว่าคนพิการย่อมไม่มีทางสู้ หากพวกเขาโกงแล้วจะทำไม?

นั่นมำให้เขารู้สึกกังวลถึงปัญหานี้

ถึงแม้จะมีกฏหมาย แต่เขาก็เป็นคนตัวเล็กๆ หากเกิดเรื่องขึ้น มันเทียบกับผลประโยชน์ที่อีกฝ่ายมอบให้ไม่ได้แม้แต่น้อย

"เปิดสิ" อู๋ซีเฉินยิ้มขมเมื่อพูดถึงเรื่องนี้ "ลุงจะเปิดแค่เดือนนี้เดือนเดียวเท่านั้น!"

"ทำไมล่ะ? เกิดอะไรขึ้นงั้นเหรอครับ!" หลางหลินค่อนข้างกังวล

"ก็ไม่มีอะไรมากหรอก นอกจากไม่มีคนมาสั่งพิมพ์งานเลยน่ะสิ แล้วแบบนี้ลุงจะเอาเงินที่ไหนไปจ่ายลูกน้องและส่งอู๋ฟานฟานที่กำลังเรียน" อู๋ซีเฉินไม่มีงานเข้าโรงพิมพ์ของเขามาพักหนึ่งแล้ว เหตุเพราะมีโรงพิมพ์แห่งใหม่มาเปิดขึัน เห็นว่าใช้พริตตี้ล่อลวงลูกค้า ทำให้มีลูกค้าชายเข้าจำนวนมาก

และลูกค้าหญิงเองก็เข้าไปเช่นกัน พวกเธอไม่ได้ไปดูพริตตี้หรอกนะ แต่ไปดูใบหน้าของพนักงานชายที่สวมผ้ากันเปื้อนทำงาน พร้อมกับเผยให้เห็นกล้ามเป็นมัดๆ

นั่นทำให้พวกเขาเลือกที่จะเข้าร้านนั้นแทนที่จะเป็นร้านของลุง ส่วนอีกเหตุผลก็คือเครื่องพิมพ์ของพวกเขาใหม่กว่า และร้านของลุงก็ไม่มีอะไรเลย นอกจากตาลุงอ้วนๆ คนหนึ่ง

"เอ๋ อย่างนั้นเหรอครับ แล้วอู๋ฟานฟานเรียนอยู่ที่ไหนงั้นเหรอ?" อู๋ฟานฟาน คือคนที่อู๋ซีเฉินต้องการให้แต่งงานกับหลางหลินเมื่อก่อน แต่เมื่อเห็นขาพิการในตอนนี้จึงเลิกความคิดนั้นไป

"เธอกำลังเรียนอยู่ที่เซี่ยงไฮ้น่ะ เห็นว่าสอบติดพยาบาล ค่าใช้จ่ายก็สูงด้วยทำให้ลุงต้องรับภาระหนัก จนต้องนำของต่างๆ ไปขายเพื่อส่งเธอเรียนเลย เฮ้อ หากว่าเดือนนี้ยังไม่มีงานเข้ามา ลุงก็คงต้องขายร้านนี้ แล้วกลับไปทำไร่ส่งเธอเรียนอยู่ที่บ้านนอกแล้วล่ะ" อู๋ซีเฉินถอนหายใจ ค่าเรียนของลูกสาวเขานั้นแพงเป็นอย่างมาก และเพื่อให้เธอมีอนาคตที่สดใส ต่อให้เขาต้องขายโรงพิมพ์นี้ ก็ต้องทำถึงแม้จะผูกพันกับที่แห่งนี้มากก็ตาม

"ผมว่า..สงสัยคุณลุงคงไม่ต้องขายร้านแล้วล่ะครับ เพราะว่าอีกเดี๋ยวก็จะมีออเดอร์เข้ามา ทำให้ลุงทำงานแทบไม่ทันเลยล่ะ และมันไม่ใช่แค่นั้นนะ ออเดอร์ที่ว่าจะเข้ามาเรื่อยๆ หากลุงทำได้ตามเป้าหมายและระยะเวลาที่กำหนด" หลางหลินพูดด้วยรอยยิ้ม

"อาหลินเธอบอกว่าจะมีคนมาจ้างลุงงั้นเหรอ? หรือว่าจะเป็นเจ้านายเธอ?" ถึงแม้ตอนนี้หลางหลินจะพิการ แต่เขาก็เป็นคนมีความสามารถคนหนึ่ง ทำให้อู๋ซีเฉินคิดว่า หลางหลินต้องทำงานให้กับใครคนหนึ่ง และเขาเลือกมาที่ร้านนี้ก็เพราะหลางหลินเป็นคนแนะนำ 

เมื่อคิดได้อย่างนั้น ใบหน้าอู๋ซีเฉิงก็เต็มไปด้วยรอยยิ้ม 

ความคิดของเขาไม่ต่างจากความเป็นจริงมากนัก เพียงแต่ว่าคนที่จ้างงานเขาเป็นหลางหลินเอง! โดยไม่มีใครอยู่เบื้องหลัง

"เปล่าครับ ที่ผมบอกว่าจะมีออเดอร์เข้ามา ผมนี่แหละครับที่จะเป็นคนสั่งงาน!" หลางหลินชี้ไปที้ใบหน้าตัวเองด้วยรอยยิ้ม

"หา...เธอเนี่ยนะ?" อูซีเฉินเกาคาง นี่มันต่างจากที่เขาคิดไว้ แต่เมื่อคิดว่าตัวเองกำลังดูถูกอีกฝ่ายด้วยท่าทางไม่สุภาพ เขาก็รีบเปลี่ยนสีหน้าในทันที "แล้วเธอต้องการสั่งงานพิมพ์อะไรล่ะ? จำนวนของมันเท่าไร"

"ผมจะสั่งพิมพ์นิยายครับ จำนวนห้าร้อยเล่มเป็นอย่างต่ำ หากลุงทำงานได้ดีล่ะก็ ผมก็จะมาใช้บริการที่นี่อีก"

"เธอว่าอะไรนะ! ห้าร้อยเล่มอย่างงั้นเหรอ!" ถึงแม้มันจะเป็นจำนวนไม่มาก แต่อีกฝ่ายก็บอกแล้วว่าหากทำได้ดี ก็จะสั่งงานกับโรงพิมพ์ของเขาอีก ทำให้อู๋ซีเฉินรู้สึกดีเป็นอย่างมาก ที่จะได้พิมพ์งานที่เพิ่มเข้ามาเรื่อยๆ นั่นหมายถึงจำนวนเงินที่เพิ่มขึ้นด้วยนะ

แล้วแบบนี้ เขาก็ไม่ต้องขายร้านนี้อีกต่อไป

"ใช่ครับห้าร้อยเล่ม หนังสือที่ผมต้องการผมต้องการใช้กระดาษอย่างนี้..." หลางหลินนั่งคุยรายละเอียดกันสักพัก

 ไม่นานพวกเขาก็คุยมาถึงเรื่องสุดท้าย อู๋ซีเฉินบอกอย่างมั่นใจ "ไม่มีปัญหา ราคาที่ลุงคิดต่อเล่มคือยี่สิบหยวน ซึ่งเป็นราคาคนกันเอง หากคนอื่นละก็ไม่มีทางได้ราคานี้อย่างแน่นอน"

หลางหลินอยากจะกระโดดถีบคนตรงหน้า ราคาคนกันเองบ้าอะไร! นี่มันก็ราคาทั่วไป ไม่เห็นจะลดสักหน่อย การพิมพ์เองก็ขึ้นอยู่กับจำนวน ยิ่งมีจำนวนมากราคาก็ยิ่งถูก และนี่คือข้อได้เปรียบอย่างหนึ่งของสำนักพิมพ์เพราะพวกเขาจะพิมพ์ครั้งละเยอะๆ

"ผมต้องการให้เสร็จภายในหนึ่งอาทิตย์ ลุงทำได้หรือเปล่าครับ หากว่าทำไมได้ผมก็...."

ก่อนที่หลางหลินจะพูดมากไปกว่านี้ อู๋ซีเฉินก็แทรกขึ้นมา "ทำไมจะเสร็จไม่ทันล่ะ ระดับลุงคนนี้เป็นใคร! ฮ่าฮ่า อีกอย่างถึงเธอจะเห็นว่าตอนนี้โรงพิมพ์ไม่มีพนักงานเลยสักคน ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่มีพนักงานนะ แต่ตอนนี้ลุงให้วันหยุดกับพวกเขาไปเท่านั้นเอง ฮ่าฮ่า!" 

"ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ดีครับ" หลางหลินหยิบเงินอออกมาวางตรงหน้า "นี่ครับ เงินค่ามัดจำห้าพันหยวน หากเสร็จสิ้นตามกำหนด ผมก็จะจ่ายส่วนที่เหลือ และสั่งงานพิมพ์ไปเรื่อยๆ!"

อู๋ซีเฉินเมื่อเห็นเงิน 5000 หยวน ตาก็เป็นประกาย แต่เมื่อเห็นว่าหลางหลินยังอยู่ตรงนี้ มันก็ไม่เหมาะเท่าไรหากทำหน้าแบบนั้น เขาจึงตอบ " ลุงรับประกันเลยว่ามันจะเสร็จตามกำหนด และคุณภาพของหนังสือก็ดีไม่แพ้พวกสำนักพิมพ์ดังๆ เลย ฮ่าฮ่า!"

ดูเหมือนว่า นิสัยขี้คุยของตาลุงอู๋จะเหมือนเดิมแฮะ ถึงแม้กาลเวลาจะเปลี่ยนรูปร่างของคนได้ แต่นิสัยนั้นอยากที่จะเปลี่ยน

หลังจากนั้นเขาก็เซ็นสัญญา หากไม่เป็นไปตามกำหนด อู๋ซีเฉินจะต้องจ่ายค่าชดใช้เพราะทำงานล่าช้า อู๋ซีเฉินไม่บ่นอะไรอยู่แล้ว เวลาตั้งหนึ่งอาทิตย์สำหรับเขา มันมากพอที่จะทำให้ทันถึงแม้จะไม่ค่อยมีพนักงานก็เถอะนะ

หลางหลินให้ไฟล์งานเขียนกับอู๋ซีเฉิน เขาไม่กลัวเลยว่าอู๋ซีเฉินจะกล้าเอาไฟล์นี้ไปขายเอง เพราะนั่นมันถูกระบุในสัญญาแล้ว หากอู๋ซีเฉินกล้าลองดี เขาก็จะถูกฟ้องร้องอย่างหนัก และแน่นอนว่าหลางหลินรู้ว่าเขาไม่ใช่คนเห็นแก่ตัว เป็นแค่ตาแก่ที่ชอบพูดโอ้อวดเท่านั้น!

หลางหลินลุกขึ้นยืน แต่ก่อนที่เขาจะจากไปก็เหมือนนึกขึ้นได้ "อ๋อจริงสิ คุณลุงพอจะมีพนักงานเหลือใช้บ้างมัย....คือแบบว่าผมต้องการคนช่วยน่ะและขอเป็นคนซื่อๆ นะ ผมไม่ต้องการคนฉลาดเกินไป!" 

ยังมีเรื่องหลายอย่างที่ต้องทำ ตอนนี้เวย์ปั๋อของเขากำลังเดือดระอุ จำเป็นต้องใช้คนเช็คเงินในครั้งต่อไปและช่วยส่งของไปรษณีย์ ซึ่งวิธีนี้จะทำให้หลางหลินแบ่งเบาภาระได้เยอะ หากมีคนเพิ่มมาอีกสักคน

"อืม..ขอคิดดูก่อนนะ" อู๋ซีเฉินทำหน้าครุ่นคิดสักพัก ก่อนจะตอบ "มีอยู่คนหนึ่ง คนนี้เป็นคนที่ไว้ใจได้ ตอนนี้เขาก็พักอยู่ที่นี่แหละ เพียงแต่หลับอยู่เขาเป็นคนซื่อๆ ตรงอย่างที่เธอต้องการ อีกทั้งยังขยันอีกด้วย และอีกเหตุผลที่คนไม่เข้ามาโรงพิมพ์ก็เป็นเพราะเขาด้วย หากเธอเอาเขาไป แค่ให้น้ำกับข้าวและที่พักก็พอแล้ว"

อู๋ซีเฉินวันนี้รู้สึกดีจริงๆ ได้งานและได้ยกภูเขาออกจากบ้าน ทำให้เขายิ้มจนหน้าบานเลยทีเดียว

ดูเหมือนคนที่เขาบอก จะเป็นคนที่มีปัญหาเหรอ?

หลางหลินคิดไปก็เหนื่อยเปล่าจึงถาม "ทำไมคนถึงไม่เข้ามาเพราะเขาล่ะ เขาอันตรายงั้นเหรอ?"









 
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 694 ครั้ง

472 ความคิดเห็น

  1. #249 ana julia (@anajulianovela) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 5 ธันวาคม 2561 / 14:05
    จะได้เพื่อนเป็นคนแล้วสินะๆ
    #249
    0