[OS/SF] ภายใต้จักรวาลของเรา NIELONG

ตอนที่ 6 : SF | เรื่องเล่าของไวเรน(2/2)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 20
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    30 มิ.ย. 62

D a n i l x S e o n g w u


.

.


“ข้าไม่มีทางทำร้ายเจ้าซองอู”


“ชีวิตของเจ้ามันมีค่ากับข้ามากนัก”



คำเตือน : ตอนนี้ยาวกว่าตอนแรกอีกขอบคุณค่าาา

.

.


“ท่านพี่!!!”



“หะ..ห๊ะเจ้ามีอะไรเรียกข้าเสียงดังเชียว”



ดานิคหลุดออกจากภวังค์ความคิดของตัวเองเพราะเสียงอันทรงพลังของพัค อูจินที่ยืนอยู่ข้างๆบนพื้นทรายสีเหลืองอ่อนพวกเขาเดินทางมาถึงเกาะที่ว่าแล้วเป็นเพราะโชคช่วยที่เรือของเราเดินทางผ่านแม่น้ำสายที่ไซเรนอาศัยอยู่ในตอนกลางวันเลยไม่จำเป็นต้องกังวลอะไรเนื่องจากไซเรนมักจะออกมาหาผู้คนเวลากลางคืนเท่านั้น เช่นเดียวกับไซเรนตัวน้อยที่เขาเจอเมื่อคืน



“ท่านไม่ฟังที่ข้าพูดเลย ท่านเหม่ออะไรของท่านกัน”



อูจินเริ่มสงสัยแล้วว่าคนพี่กำลังคิดอะไรอยู่กันแน่ตั้งแต่เมื่อเช้าแล้วที่เขาตื่นขึ้นมาก็เจอกับพี่ดานิคที่เอาแต่เหม่อมองไปยังท้องทะเลแทนท้องฟ้าเหมือนกับกำลังรอให้ใครผุดขึ้นมาจากก้นทะเลแถมยังเหม่อตอนนี้อีกทั้งๆที่เกาะนี้มีหลายอย่างให้ออกสำรวจแท้ๆแต่ท่านพี่เอาแต่ยืนมองผืนน้ำทะเลจากบนหาดทรายสีครีมเสียอย่างนั้น



“ข้าแค่คิดอะไรนิดหน่อย เจ้าอย่าได้ใส่ใจเลย”



“ข้าจะไม่ใส่ใจได้อย่างไรในเมื่อสิ่งที่ท่านคิดมันทำให้ท่านไม่สนใจคนรอบตัวถึงเพียงนี้หน่ะท่านพี่”



“เห้อ ข้าแค่คิดว่าข้าเจอคนคนนั้นแล้ว”



“ท่านอย่ามาหลอกข้าเลยท่านพี่ ท่านเจอเขาในน้ำหรืออย่างไร”



“ถ้าข้าบอกว่าใช่เจ้าจะว่าอย่างไรกันพัค อูจิน”



ดานิคตัดสินใจเล่าเรื่องที่เขาเจอกับไซเรนที่มีใบหน้าสวยราวกับหลุดออกมาจากเทพนิยายให้กับคนน้องฟังโดยที่ไม่ลืมลงลายละเอียดต่างๆทั้งเสียงและใบหน้าของไซเรนตนนั้นดานิคจดจำมันได้ทั้งหมดและก็บรรยายให้ผู้ฟังที่ดีอย่างอูจินฟังจนหมดเช่นกัน ความรู้สึกที่ว่าไม่สามารถละสายตาออกไปได้ถ้าเป็นอย่างที่ท่านพ่อบอกจริงนั่นแปลว่าเขาตกหลุมรักไซเรนตนนั้นอย่างนั้นหรือ



“นี่ท่าน..ข้าว่าท่านอาจจะแค่หลงในเสน่ห์ของไซเรนเท่านั้นนะท่านพี่”



“ข้าก็ไม่รู้ ใจหนึ่งข้าบอกว่าเพราะเขาเป็นไซเรนข้าเลยหลงในน้ำเสียงและใบหน้างามนั่นแต่อีกใจกลับบอกว่าหญิงงามที่ข้าเคยเจอก็ไม่ได้งามน้อยกว่าเลยแล้วเหตุใดกันข้าถึงไม่แม้แต่ชายตามองนาง”



“....”



“ข้าไม่เข้าใจมันเลยอูจิน”



“แต่ท่านพี่สิ่งที่ท่านต้องรู้ไว้มีเพียงแต่..”



“....”



“ท่านเป็นมนุษย์ส่วนผู้นั้นเขาเป็นไซเรน”



“...”



“ท่านสามารถรักคนคนนั้นของท่านได้พวกท่านสามารถรักกันได้”



“แต่พวกท่านไม่สามารถอยู่ด้วยกันได้หรอกนะท่านพี่”



“เพราะข้าเป็นมนุษย์ส่วนเขาเป็นไซเรนสินะ”



“ครับ ท่านเข้าใจถูกแล้ว”



“เห้อ”



ดานิคถอนหายใจออกมารอบที่พันของวันก็จริงอย่างที่คนน้องพูดต่อให้ดานิครักไซเรนตนนั้นต่อให้พวกเรารักกันแต่เราก็ไม่สามารถอยู่ด้วยกันได้เพราะเขาเป็นมนุษย์ส่วนผู้นั้นเป็นไซเรน พวกเรามิอาจก้าวข้ามขีดจำกัดของธรรมชาติได้ดานิคถอดใจที่จะตามหาหรือพบเจอกับเขาคนนั้นเพราะไม่ว่าจะเป็นทางไหนมันก็เจ็บทั้งนั้น



พวกเขาและลูกเรือใช้เวลาในการสำรวจไปทั่วเกาะใบน้อยนี่เกือบทั้งวันจนพระอาทิตย์เกือบลาลับขอบฟ้าพวกเขาจึงเริ่มที่จะขนของขึ้นเรือและเดินทางกลับหมู่บ้านของตนเองที่จากมาแล้วสองวันเต็มป่านนี้แม่ของดานิคคงเป็นห่วงเขากับพ่อแย่แล้ว ดานิคได้เจอสัตว์และพืชหลายชนิดที่หาดูไม่ได้ที่หมู่บ้านของเขามันทำให้เขาประหลาดใจไม่น้อยเพราะพวกมันอ้วนและสุขภาพทีกันมาก


นั่นแหละธรรมชาติมักทำให้เราแปลกใจได้เสมอเพราะมนุษย์ไม่สามารถคาดเดาอะไรจากธรรมชาติได้เลยแม้แต่น้อย



“ดานิค เจ้าทำอะไรอยู่”



เสียงของท่านพ่อดังขึ้นจากทางด้านหลังเช่นเคยดานิคที่เอาแต่คิดถึงคนคนนั้นตั้งแต่เมื่อเช้าจนตอนนี้ถึงกับสะดุ้งทั้งๆที่บอกตัวเองไว้แล้วว่าห้ามนึกถึงแต่สมองยังคงเอาภาพเหตุการณ์เมื่อคืนมาฉายซ้ำแล้วซ้ำเล่าทั้งดวงตาคู่สวยที่สั่นระริกยามกล่าวคำว่าตัวเองเป็นไซเรนหรือใบหน้างุ้มงอเวลาเขาบอกว่าอีกคนหน่ะตัวเล็ก



“ข้านึกอะไรไปเรื่อยหน่ะท่านพ่อ”



“วันนี้เจ้าดูไม่สนุกเหมือนทุกทีเลยนะปกติเจ้าจะตื่นตัวเสมอเวลาเจอสถานที่ใหม่ๆ”



จริงสิ ปกติดานิคมักจะตื่นเต้นเสมอเวลาเจอเกาะหรือแผ่นดินเขามักจะตื่นตัวกว่าคนอื่นๆแถมพอขึ้นเรือกลับจะเอาแต่พ่ำเพ้อว่าเสียดายที่ไม่สามารถอยู่สำรวจให้นานกว่านี้ได้แต่ครานี้ต่างออกไปเพราะดานิคมิได้เอ่ยคำเสียดายออกมาหรือไม่ได้ตื่นตัวที่จะออกสำรวจไปกับสหายตัวดีเท่าที่ควร



“ข้าแค่มีเรื่องให้คิด”



“เรื่องอะไรงั้นหรือถึงเปลี่ยนลูกชายข้าไปขนาดนี้”



“ข้าแค่คิดถึงคนคนหนึ่ง”



“ข้าแค่คิดว่าเมื่อไหร่ข้าจะได้เจอกับคนผู้นั้นอีก”



“ดานิคเจ้ากำลังเป็นเหมือนพ่อตอนนั้น”



“ตอนไหนหรือ”



“ตอนที่พ่อได้เจอกับแม่ครั้งแรกไงเล่า”



.


.


.


ดานิคไม่เคยเฝ้าคอยเวลาราตรีขนาดนี้มาก่อน



ดานิคไม่เคยนอนดึกเพื่ออยู่รอเจอใครบางคน



ดานิคไม่เคยหัวใจเต้นรัวยามเห็นใบหน้าของใครเท่านี้มาก่อน



“นี่เจ้าอีกแล้วงั้นหรือ”



ไซเรนตนเดิมที่โผล่พ้นออกมาจากพื้นน้ำเพื่อเชยชมแสงของดวงจันทร์เช่นเดียวกับทุกวันซองอูหรือไซเรนที่คลั่งไคล้ในการชื่นชมความงามยามวิกาลอย่างมากเพราะไซเรนอย่างพวกเขาไม่สามารถออกมาในตอนกลางวันได้



ซองอูขมวดคิ้วเมื่อเห็นมนุษย์ตนเดิมมายืนอยู่ที่เดิมเหมือนกับเมื่อวานไม่มีผิด



“ใช่ข้าเอง ข้าแค่อยากเห็นหน้าเจ้าเท่านั้นไม่ได้คิดจะจับเจ้าหรอก”



“ต่อให้เจ้าอยากจับข้าเจ้าก็จับไม่ได้หรอก”



“ข้าทำได้”



“เจ้าทำไม่ได้หรอก”



ตู้ม



ดานิคไม่ชอบการโดนท้าทายจากคนอื่นเพราะเขามักเป็นคนที่สามารถทำทุกอย่างได้ด้วยตัวเองการโดนท้าทายหรือพูดจาดูถูกมักทำให้เขากลายเป็นคนตัดสินใจรวดเร็วขึ้นมาทันที ดานิคกระโดดลงน้ำทะเลเย็นทันทีเมื่อสิ้นเสียงหวานของไซเรนตนที่เขาชอบนักชอบหนา



ดานิคโผล่พ้นขึ้นมาจากน้ำพร้อมใช้มือข้างหนึ่งของตนเองเสยผมสีดำที่เปียกน้ำขึ้นไปเพราะความรำคาญใบหน้าสวยที่อยู่ตรงหน้าเขาพอมาดูใกล้ๆแล้วมันสวยกว่าเดิมเสียอีกยิ่งเวลาแสงจันทร์อ่อนฉายลงมาที่กรอบหน้าของอีกคนทำให้ดานิคแทบจะเป็นบ้า



“เจ้าสวยจังนะ”



“ข้าเป็นชายเหมือนกับเจ้านั่นแหละเจ้ามนุษย์!!”



“ฮ่าๆข้าชื่อดานิคแล้วเจ้าหล่ะ”



“เหตุใดข้าต้องบอกเจ้าด้วย”



“ไม่งั้นข้าก็จะนอนตายอยู่ในน้ำทะเลนี่แหละ”



ดานิคทำท่าจะดำลงไปใต้ทะเลเลยทำให้ไซเรนตรงหน้ารีบดำลงไปก่อนเขาเพราะหมายจะช่วยหากดานิคจมลงไปในท้องทะเล ดานิคยิ้มให้กับความอ่อนโยนแต่ปากแข็งของไซเรนตนนี้ ช่างใสซื่อราวกับเด็กน้อยเหลือเกินนะเจ้าหน่ะ



“นี่เจ้าหลอกข้างั้นหรือ!!!”



“ข้าไม่ได้หรอกเจ้าข้าจะทำจริงๆถ้าเจ้าไม่ยอมบอกชื่อของเจ้า”



“เจ้านี่มัน..ซองอูข้าชื่อซองอู”



“ยินดีที่ได้รู้จักนะซองอู”



“ข้าไม่ยินดีกับเจ้าเลยสักนิดดานิค”



ถึงปากซองอูจะบอกว่าไม่ยินดีแต่ข้างในจิตใจของเขานั้นแทบจะลุกออกมาเต้นแล้ว เขาไม่เคยมีเพื่อนเป็นมนุษย์มาก่อนในรอบหลายสิบปีเวลามนุษย์คนไหนเห็นเขาก็มักจะพากันหนีตลอดดานิคเป็นคนแรกที่อยากทำความรู้จักกับไซเรนแบบเขาและเป็นมนุษย์คนแรกที่เขาอยากจะรู้จัก



ซองอูชอบสายตาของดานิคเวลามองไปยังท้องฟ้า



และซองอูชอบสายตาของดานิคยามที่มองมาที่เขาเช่นกัน



“ข้าต้องไปแล้วไว้ข้าจะมาหาใหม่นะซองอู”



ดานิคเอ่ยลาเมื่อท้องฟ้าเริ่มจะสว่างขึ้นบ่งบอกถึงเช้าวันใหม่ซองอูโบกมือลาเพื่อนคนใหม่ของตนเองที่ปืนขึ้นไปเหนือน้ำและถึงเรืออย่างปลอดภัยดานิคยิ้มให้ซองอูและซองอูก็ทำแค่เบ้ปากไปให้ดานิคเท่านั้นการกระทำนั้นทำให้ดานิคหลุดขำออกมายกใหญ่ส่วนซองอูก็ทำได้แค่มุดลงน้ำเพื่อซ่อนใบหน้าที่แดงแจ๋ของตนเองเพราะความอายเท่านั้น



หลังจากที่ซองอูได้คุยกับดานิคราวๆสองชั่วโมงก็ทำให้รู้ว่าพวกมนุษย์เอาเขาไปเล่าในเรื่องที่ผิดๆฆ่ามนุษย์เพื่อจับกินบ้างแหละใช้เสียงล่อลวงบ้างทั้งๆที่จริงๆแล้วพวกมนุษย์นั่นแหละที่หมายจะเอาชีวิตของไซเรนแบบพวกเขาเพราะอะไรหน่ะหรือก็เลือดของไซเรนสามารถให้ความเป็นนิรันดร์แก่มนุษย์ได้หากคนไหนได้ดื่มเลือดของไซเรนความเป็นอมตะจะถูกเทพเจ้ามอบให้กับมนุษย์ผู้นั้น



ช่างน่าขำเสียจริงว่ามั้ย



จะมีเพียงเศษเสี้ยวของเรื่องเล่าที่ดานิคเล่าให้ฟังที่เป็นความจริงตรงที่เสียงและใบหน้าของไซเรนสามารถทำให้มนุษย์ตกหลุมพรางได้และมีไซเรนบางพวกที่ยังคงยึดติดกับการแก้แค้นมนุษย์ที่มาฆ่าครอบครัวของตนเลยใช่เสียงของตนเองเพื่อล่อลวงมนุษย์มาฆ่า



แต่ว่าไอ้คำว่าจะมาหาใหม่ของมนุษย์นี่มันนานแค่ไหนกันหนึ่งเดือนสองเดือนหรือหนึ่งปีกันนะ



.


.


.


เรือหลายลำแล่นผ่านแม่น้ำที่ซองอูอาศัยอยู่แต่ไร้ซึ่งวี่แววของผู้ชายที่ชื่อคัง ดานิคเลยซองอูเฝ้ามองที่เหนือผิวน้ำมาตลอดระยะเวลาหนึ่งปีดานิคไม่เคยกลับมาเลยมีเพียงนักเดินเรือคนอื่นเท่านั้นที่ผ่านไป



“ข้าจะไปนึกถึงมนุษย์ผู้นั้นทำไมกัน”



ซองอูเรียกสติของตนเองให้กลับมาหลังจากที่เผลอตัวไปคิดถึงมนุษย์คนเดิมที่ให้คำลาเอาไว้ว่าจะกลับมาหากันป่านนี้ไอ้เจ้ามนุษย์คงแต่งงานมีลูกไปแล้วมั้ง



ทำไมพอคิดวาดานิคจะแต่งงานแล้วมีลูกมันถึงทำให้ใจดวงน้อยของเขาปวดหนึบเช่นนี้กันนะ



“ซองอูเจ้าต้องตั้งสติ”




“ดานิคเจ้าต้องตั้งสติ”



เสียงแหบทุ้มของชายหนุ่มที่มีใบหน้างดงามเอ่ยขึ้นอีกฝากฝั่งหนึ่งของน่านน้ำ เกือบหนึ่งปีแล้วที่ดานิคจากซองอูมาเขาคิดถึงใบหน้าที่หวานราวกับหญิงสาวของซองอูเขาคิดถึงเสียงที่ไพเราะยามตอบคำถามเจื้อยแจ้วอย่างไม่รู้จักเบื่อของไซเรนตนนั้นที่สำคัญเขาคิดถึงรอยยิ้มกว้างของอีกคนเวลาที่แสงจันทร์ตกกระทบภาพของซองอูเหมือนโดนนำมาฉายซ้ำแล้วซ้ำเล่าในหัวของดานิคตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมาเขาไม่เคยรู้สึกว่าเวลาหนึ่งปีมันจะยาวนานเช่นนี้มาก่อน



“ดานิคเจ้านั่งเหม่ออีกแล้วนะ”เสียงของผู้เป็นบิดาดังขึ้นทักท้วงดานิคที่เอาแต่มองไปยังภายนอกทั้งๆที่หนังสือก็ยังคงเปิดอยู่คนเป็นพ่อเห็นการเปลี่ยนแปลงของลูกชายตัวเองตั้งแต่กลับมาจากการเดินเรือคราวก่อนดานิคมักจะนั่งเหม่อคนเดียวเงียบๆเสมอ



“ข้า...แค่คิดอะไรนิดหน่อย”



ข้าแค่คิดถึงซองอูนิดหน่อยเท่านั้นเอง



“คิดถึงคนคนนั้นของเจ้าหรือ?”



อ่า ท่านไปเป็นนักพยากรณ์คงจะรุ่งไม่น้อยนะท่านพ่อ



“ข้าไม่มีสิทธิคิดถึงคนผู้นั้นหรอก”



เพราะเราต่างกันเกินไป



เพราะข้าและเจ้ามิใช่เผ่าพันธุ์เดียวกัน



เพราะข้าไม่สามารถก้าวผ่านเส้นของคำว่าธรรมชาติได้



“เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้นเล่า นางมีคู่ครองอยู่แล้วงั้นหรือ”



ดานิคส่ายหัวให้กับบิดาของตนเบาๆรอยยิ้มบางๆถูกแต้มลงที่ใบหน้ารอยยิ้มที่กำลังสมเพชดวงชะตาของตนเองอยู่



“นางไม่ได้มีคู่ครองหรอกเพียงแต่ข้าและนางรักกันไม่ได้ก็เท่านั้น”



“อย่าได้กลัวที่จะมีความรักไปเลยดานิค”



“แต่ท่านพ่อเรารักกันไม่ได้มันไม่มีทางเป็นไปได้เลยข้าเห็นแต่เพียงเส้นทางที่มืดมิดเท่านั้น”



“งั้นเจ้าจงเป็นแสงให้เส้นทางนั้นเสียสิ”



“ข้า..”



“ความรักไม่มีคำว่าเป็นไปไม่ได้เพียงแต่มนุษย์เท่านั้นที่จำกัดคำว่าความรักมิใช่หรือดานิค”



“....”



“เจ้าจงคิดติตรองให้ดีเสียเถิดว่าความรักที่เจ้าบอกว่าเป็นไปไม่ได้นั้นมันเป็นเพราะเหตุผลใดแน่”



“ข้าจะคิดติตรองอย่างถี่ถ้วนตามที่ท่านบอกท่านพ่อ ข้าขอเพียงเวลาเท่านั้น”



ดานิคคลี่ยิ้มให้ผู้เป็นพ่ออีกคราหนึ่งท่านพ่อลุกจากไปแล้วเหลือเพียงเขาที่คิดไม่ตกเกี่ยวกับคำติเตือนของพ่อตัวเอง ความรักไม่มีคำว่าเป็นไปไม่ได้อย่างนั้นหรือ?คนจะมองเขาอย่างไรกันหากเขาเอ่ยออกไปว่าเขาตกหลุมรักไซเรนตนนั้น ดานิคได้แต่คิดว่าอะไรกันแน่ที่มาจำกัดความสัมพันธ์ของเขากับซองอูธรรมชาติหรือตัวเขาเองกันแน่นะ



.


.


.


“โอ้ะ เจ้ามนุษย์เหตุใดเจ้าจึงมาอยู่ที่นี่ได้กัน”



ซองอูที่ว่ายน้ำเข้าไปใกล้โขดหินที่มีร่างหนึ่งกำลังนั่งมองเขาอยู่ ครีบปลาสวยกลายเป็นขาเล็กเรียวสองข้างไซเรนตัวน้อยที่โผล่ขึ้นมาจากบาดาลเพื่อชื่นชมท้องฟ้ายามกลางคืนเช่นเดียวกับทุกวันค่อยๆเดินเข้าไปหาดานิคหรือคนที่เขาเฝ้ารอมานานนับปีทั้งๆที่ร่างกายยังไร้ซึ่งสิ่งปกปิด



“อ่า เจ้าเอาอีกแล้วนะซองอู”



ดานิคที่ใบหูขึ้นสีแดงเอ่ยเสียงทุ้ม เหตุใดคนสวยของเขาถึงขึ้นมาจากน้ำทั้งๆที่ไร้ซึ่งสิ่งปกคลุมร่างกายเช่นนี้กัน ดานิคมองสำรวจไปทั่วร่างกายสวยด้วยสายตาอันแหลมคมที่ไล่ตั้งแต่ใบหน้าที่เขาโหยหาต่ำลงมาจนถึงเอวคอดที่บางไม่แพ้หญิงสาวและผิวเนียนที่เหมือนถูกดูแลมาอย่างดี ดานิคอยากสัมผัสร่างกายของไซเรนตนนี้เหลือเกิน



“ข้าไม่มีชุดเช่นเจ้านี้ดานิค”



โลกบาดาลของเขาไม่มีเครื่องเย็บปักถักร้อยเช่นโลกบนพื้นดินของมนุษย์หรอก จะให้เขาไปขโมยเสื้อผ้าของพวกคนเดินเรือยามวิกาลหรืออย่างไรกัน



“งั้นเจ้าก็มานั่งเสียเถิด”



ซองอูวิ่งเข้าไปนั่งลงที่ข้างๆคนตัวหนาดานิคยังคงมีใบหน้าที่งดงามตามเดิมไม่เปลี่ยนไปเลย ดวงตาคู่สวยยังคงดึงดูดซองอูได้เสมอ ดานิคเหลือบมองเขาเล็กน้อยก่อนที่จะถอดเสื้อตัวนอกของตัวเองออกแล้วค่อยๆคลุมมันลงที่ไหล่บางของเขา



“คลุมไว้เถิดซองอู”



ดานิคกระชับเสื้อคลุมสีคลืมของตนที่ยาวจนคลุมเข่าของซองอูให้แน่นขึ้นเพราะอากาศตอนนี้มันค่อนข้างหนาวกว่าทุกวันซองอูคลี่ยิ้มให้กับการกระทำของเขารอยยิ้มที่ดานิคหลงใหลจนไม่อยากให้ใครมาเห็นนอกจากเขาเพียงคนเดียว



“เจ้าเป็นอย่างไรบ้างมีใครมาทำร้ายเจ้าหรือไม่”



ดานิคถามซองอูด้วยความเป็นห่วงเพราะช่วงนี้มีข่าวลือมากมายว่าผู้คนนายพรานหรือแม้แต่นักเดินเรือกำลังให้ความสนใจเกี่ยวกับไซเรนและความเป็นอมตะที่แลกมาด้วยชีวิต ดานิคไม่เคยได้ยินว่าเลือดของไซเรนสามารถช่วยทำให้มนุษย์มีชีวิตที่เป็นนิรันดร์ได้จนเมื่อไม่กี่เดือนก่อนเขาได้ยินมันมาจากผู้ใหญ่ในหมู่บ้าน



“ไม่มีหรอก ทำไมเจ้าจึงทำหน้าเช่นนี้เล่าดานิคเจ้ามีอะไรรบกวนจิตใจงั้นหรือ”



ซองอูที่สังเกตเห็นความผิดปกติของอีกคนเอ่ยถามขึ้นดวงตาสีดำวาวจ้องลึกไปยังดวงตาคมที่ฉายแวววิตกกังวลของอีกคน



“ข้าแค่คิดว่าเรื่องที่ข้ารู้มาเกี่ยวกับเผ่าพันธุ์ของเจ้ามันจริงหรือไม่เท่านั้น”



“เผ่าพันธุ์ของข้า?”



“ใช่ของเจ้านั่นแหละคนสวย”



ดานิคตอบและระบายยิ้มสวยออกมาดานิคชอบเรียกซองอูว่าคนสวยเพราะซองอูสวยจริงๆดานิคชอบยามที่อีกคนเล่าเรื่องต่างๆให้เขาฟังปากเล็กๆที่ขมุบขมิบจนเขาอยากจับมาบีบเสียให้แหลกคามือแต่ก็ทำได้แค่เพียงคิดเท่านั้น



“เรื่องอะไรหรือเผื่อข้าจะตอบเข้าได้”



“เรื่องที่ว่าเลือดของเจ้าสามารถทำให้มนุษย์แบบข้าเป็นอมตะ”



“ใช่ เลือดของไซเรนแบบข้าสามารถทำให้มนุษย์เดินดินแบบเจ้าได้รับชีวิตที่เป็นอมตะได้”



ดวงตาของไซเรนที่เคยร่าเริงแปรเปลี่ยนไปเป็นแววตาที่เศร้าหมองและกลัว



กลัวว่าดานิคจะเลือกชีวิตที่เป็นนิรันดร์แทนชีวิตที่มีเขา



กลัวว่าดานิคจะเป็นเช่นเดียวกับมนุษย์ตนอื่น



กลัวว่าตัวเองจะต้องสิ้นอายุขัยเพราะฝีมือของดานิค



ฝีมือของคนที่ซองอูตกหลุมรักตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้เจอ



“เจ้ากำลังกลัวสิ่งใดอยู่”



ดานิคเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วงเมื่อไซเรนตัวน้อยเงียบไปและเอาแต่ก้มหน้าไม่ยอมสบตาเขาราวกับกลัวอะไรบางอย่างอยู่ ดานิคจับใบหน้าของซองอูให้เงยหน้าขึ้นมาสบตากับเขาในทีแรกซองอูก็ไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมาหรอกแต่เพราะสู้แรงของดานิคไม่ไหวจึงจำใจต้องทำตามแรงของเขา



“ข้าป่าว..”



“เจ้าหลบตาข้าซองอู”



“ข้าก็แค่กลัว เจ้าอย่าได้ใส่ใจเลย”



“เจ้ากำลังกลัวว่าข้าจะฆ่าเจ้าเพียงเพราะมันจะทำให้ข้ามีชีวิตอยู่ตลอดไปงั้นหรือซองอู?”



ใช่ ข้ากลัว



“ข้าไม่รู้”



“เจ้ากลัวจริงๆด้วย”



ดานิคอยากจะบอกคนตรงหน้าเสียเหลือเกินว่าแววตาเจ้าหน่ะมันฟ้องข้าหมดเสียทุกอย่างในสมองเจ้าแล้วไซเรนอะไรปกปิดความรู้สึกไม่มิดเอาเสียเลยคิดหรือนึกอะไรก็แสดงออกผ่านดวงตาเสียหมด



“เจ้าฟังข้า ข้าไม่มีวันทำร้ายเจ้าซองอู”



“...”



“ข้าไม่มีวันทำร้ายเจ้าชีวิตของเจ้ามันมีค่าสำหรับข้ามากนัก”



“ชีวิตของข้าหน่ะหรือที่มีค่าต่อเจ้าหน่ะ”



“ใช่ ข้าไม่รู้ว่าข้าคิดแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่แต่ข้ารู้สึกว่าข้าอยากจะดูแลเจ้า อยากเห็นรอยยิ้มของเจ้า”



“นี่เจ้า...”



“ข้าไม่เคยชายตามองผู้อื่นได้เลยตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมาในหัวสมองของข้ามีแต่ใบหน้าของเจ้าเท่านั้น”



“เจ้ากำลังบอกรักข้า..”



“ข้ารักเจ้าซองอู เจ้าช่วยรักข้ากลับทีได้ไหม”



สายตาเว้าวอนของดานิคถูกส่งมาให้ไซเรนน้อยที่ตอนนี้หัวใจทำงานหนักเสียจนจะระเบิดไปให้รู้แล้วรู้รอดมือทั้งสองถูกสอดประสานกันด้วยฝีมือของดานิค



“ข้ารักเจ้าตั้งแต่เมื่อหนึ่งปีก่อนแล้วเจ้ามนุษย์หน้าโง่”



คำมั่นสัญญาของทั้งสองเผ่าพันธุ์ถูกสร้างขึ้นด้วยความรักและความซื่อสัตย์ซึ่งกันและกันคำสัญญาที่ถูกมั่นหมายขึ้นท่ามกลางดวงจันทร์ที่สาดแสงลงมาราวกับเป็นพยานให้กับคำมั่นสัญญานี้



“มีเพียงความตายเท่านั้นที่สามารถพรากข้าไปจากเจ้าได้”



มีเพียงมัจจุราชเท่านั้นที่สามารถมาพรากคนทั้งสองให้ออกจากกันได้



2 เดือนต่อมา



“ดานิค เจ้ามาหาข้าแล้ว!!”



ซองอูกระโดดเข้าหาอ้อมกอดแกร่งของผู้มาเยือนดานิคอ้าแขนรับไซเรนของตนด้วยรอยยิ้มก่อนที่จะกอดรัดร่างเล็กในอ้อมกอดให้แน่นขึ้นเพื่อทดแทนเวลาสองเดือนที่ไม่ได้อยู่ด้วยกัน ดานิคไม่สามารถอยู่กับซองอูได้นานเพราะเขากลัวว่าจะมีคนแอบตามมาและรับรู้ถึงการมีตัวตนอยู่ของซองอู



“คิดถึงข้ามากเลยใช่มั้ยคนสวยของข้า”



ดานิคพูดพร้อมลูบหัวของคนรักเบาๆเหมือนกับที่ชอบทำดานิคกดจูบลงที่กลุ่มผมนุ่มเบาๆกลิ่นของดอกไม้ป่าเช่นเดียวกับครั้งแรกที่เขาเจอซองอูยังคงโอบอุ้มซองอูเอาไว้ไม่เปลี่ยน เขาสบายใจยามได้กลิ่นของซองอูราวกับว่าตัวเองกำลังนั่งดื่มชาอยู่ที่บ้านไม้หลังเล็กกลางหุบเขาที่สงบไร้ผู้คนวุ่นวายเฉกเช่นในเมือง



“ข้าคิดถึงเจ้ามากแล้วเจ้าหล่ะคิดถึงข้าไหม”



ไซเรนตัวน้อยผละออกมาจากอ้อมกอดอุ่นของดานิคแล้วมองหน้าอีกคนเพื่อเป็นการรอคำตอบจากปากของคนตัวสูง



“ข้าคิดถึงเจ้าที่สุดเลยไซเรนของข้า”



ซองอูยิ้มกว้างออกมาถึงแม้เขาจะสามารถเจอกันได้แค่ตอนกลางคืนเพราะซองอูไม่อาจเผยตัวในตอนกลางวันได้เพื่อความปลอดภัยของตัวเขาเองเลยทำให้ซองอูไม่เคยรู้ว่าความอบอุ่นของดวงอาทิตย์นั้นจะอบอุ่นหรือร้อนเพียงไหนจนได้มาเจอกับดานิค



ดานิคเปรียบเสมือนดวงอาทิตย์สำหรับซองอูแม้จะอยู่ในเวลากลางคืนที่เหน็บหนาวแต่ดานิคมักจะทำให้บรรยากาศรอบตัวมันอบอุ่นขึ้นเสมอด้วยรอยยิ้มและเสียงแหบทุ้มที่มีเสน่ห์ของตัวเองบ่อยครั้งนักที่ดานิคขนกองหนังสือมาอ่านให้เขาฟังและเขาก็ชอบยามที่ดานิคกอดตัวเองไว้ในอ้อมกอดและเล่าเรื่องให้ฟัง



“วันนี้เจ้าอยากฟังเรื่องอะไรดีซองอู”



ดานิคเอ่ยถามคนที่นอนซบอยู่ที่ลาดไหล่ของตัวเองดานิคชอบนอนบนเตียงหรือพื้นที่มีผ้าปูไว้มากกว่านอนบนพื้นหินเปลือยเปล่าเช่นตอนนี้แต่ถ้าเขามีอีกคนอยู่ในอ้อมแขนแล้วไม่ว่าจะเป็นที่ไหนเขาก็นอนได้ทั้งนั้นขอแค่ซองอูเอ่ยปากขอเท่านั้น



“งั้นเอาเรื่องของเซนต์วาเลนไทน์แล้วกัน”



“ขอแค่เจ้าเป็นคนเล่าข้าก็ชอบทั้งหมดนั่นแหละ”



ดานิคเริ่มเล่าเรื่องราวของเทพเจ้ากรีกโรมันให้คนในอ้อมแขนฟังและลูบหัวของซองอูไปด้วยในขณะที่เล่าเรื่องดานิคใช้เวลาเกือบสี่สิบนาทีในการเล่าเรื่องวันแห่งความรักและเทพธิดาของความรักซองอูที่กึ่งหลับกึ่งตื่นวางแขนพาดเอวของดานิคสร้างความเอ็นดูให้เขาไม่น้อย



“ถ้าเขาอธิษฐานต่อเทพเจ้าบ้างข้าจะสามารถครองรักกับเจ้าได้บ้างไหมดานิค”



“ข้ารักเจ้าและเจ้าก็รักข้าแค่นี้ก็เพียงพอแล้วนะซองอู”



“นั่นสินะ แล้วเหตุใดตัวเอกถึงตายตอนจบได้กันข้าไม่เขาใจเลย”



“ก็เพราะผู้นั้นหนีชะตากรรมของตนเองไม่ได้อย่างไรเล่า”



“แล้วเจ้า..วันหนึ่งเจ้าก็ต้องจากข้าไปเช่นเดียวกับนิทานเรื่องนี้”



“ซองอู”



“ข้าจะตายตามเจ้าไป ข้าไม่อยากให้เจ้าต้องเผชิญหน้ากับความตายเพียงลำพัง”



“ข้าไม่เคยต้องการให้เจ้าตายตามข้าเลยนะซองอู”



“แต่ข้าอยู่ไม่ได้หากไม่มีเจ้า”



“แล้วเจ้าคิดว่าข้าจะดีใจงั้นหรือหากเจ้าตายตามข้ามา”



“ข้า..”



“ถ้าวันไหนข้าตายไปเจ้าจงอยู่บนโลกใบนี้ต่อเสียเถิดข้าจะคอยมองดูเจ้าจากข้างบนเสมอ”



“ข้ารักเจ้านะดานิคเพราะงั้นอย่ารีบจากข้าไปเลยนะ”



“ข้าก็รักเจ้ามากมายเหลือเกินซองอูข้าจะอยู่ให้ได้นานที่สุดเท่าที่ข้าจะทำได้”



.


.


.


มีพบเจอก็ย่อมมีจากลา



เพราะเหตุใดธรรมชาติถึงต้องจำกัดระหว่างมนุษย์และปีศาจให้อยู่คนละเผ่าพันธุ์ซองอูคิดว่าคงเป็นเพราะปีศาจเช่นเขามีอายุขัยที่เป็นนิรันดร์ผิดกับมนุษย์ที่มีเพียงไม่ถึงร้อยปีเท่านั้นมนุษย์ช่างเป็นสิ่งมีชีวิตที่อ่อนแอ



ปีศาจตนใดที่ตกหลุมรักมนุษย์เปรียบเหมือนกำลังโดนเทพเจ้าลงโทษไม่ผิด



หากมนุษย์จากไปปีศาจตนนั้นก็แทบจะใจสลายถึงจะเจ็บจนตายอย่างไรก็ไม่สามารถตายได้



“ซองอูเจ้าช่วยรอข้าได้หรือไม่”



ดานิคกล่าวออกมาคล้ายคำร่ำลาหลังงานเลี้ยงเลิกดานิคที่ตอนนี้ดูมีอายุขึ้นกว่าเมื่อยี่สิบปีที่ผ่านมามากผิดกับซองอูที่เหมือนแก่ขึ้นเพียงสองถึงสามปีเท่านั้น



“ข้าจะรอเจ้า รอเพียงแต่เจ้าดานิค”



ซองอูรู้ตัวดีว่าอายุขัยของดานิคกำลังจะหมดลงเพียงแต่อีกคนไม่อยากจะเอ่ยคำลาออกมาเท่านั้นเพราะการจากลามันเจ็บปวดเกินกว่าที่จะรับไหว



“แล้วข้าจะกลับมา”



“ข้าจะรอเจ้านะเจ้ามนุษย์”



คนที่จากไปทรมานเพียงชั่วครู่แต่คนที่ยังอยู่นั้นแทบจะขาดใจไม่มีวันไหนที่ซองอูไม่เฝ้ารอการกลับมาของคนที่ตนรัก ซองอูยังคงเฝ้ารอดานิคที่เดิมเสมอได้แต่หวังว่าอีกคนจะกลับมา



กลับมาเล่าเรื่องราวต่่างๆให้เขาฟัง



กลับมากอดเขาเอาไว้อีกครั้ง



หนึ่งปี



สองปี



สามปี



เขาต้องรอไปอีกนานเท่าไหร่ร้อยปีหรือพันปีกัน แต่ไม่ว่านานเท่าไหร่ถ้าดานิคขอให้เขารอซองอูก็จะรอเพราะนอกจากดานิคแล้วไซเรนตนนี้ไม่รู้ว่าตัวเองจะสามารถรักใครได้อีกหากแต่นี่คือความรักซองอูก็จะขอรักดานิคเพียงคนเดียวจนกว่าอายุขัยที่ยาวนานของเขาจะสิ้นสุดลง



.


.


.


“นิทานอะไรของมึงเนี่ยซองอูทำไมมันเศร้าจังวะ”



แดเนียลกรนด่าเพื่อนสนิทของตนเองที่เล่าเรื่องไซเรนที่ใช้เวลาหลายพันปีเพื่อรอคนรักของตัวเองให้เขาฟังปกติแล้วแดเนียลไม่ใช่คนที่อินกับนิยายหรือเรื่องเล่าอะไรแบบนี้นักเพราะเขารู้ดีว่าเรื่องพวกนี้ถูกแต่งขึ้นแต่ทำไมกับเรื่องนี้มันถึงทำให้เขาใจหายแบบนี้นะราวกับว่าเขาสามารถรับรู้ความรู้สึกของไซเรนตนนั้นได้อย่างดี



“ไม่รู้สิกูแค่ฟังๆต่อมาเฉยๆ”



“มึงเล่าอินกว่ากูอีกนะ กูเห็นนะน้ำตาคลอเลยนะมึง”



“กูแค่รู้สึกเจ็บปวด”



“เอาน่ามึงมันก็แค่เรื่องที่แต่งขึ้นมา ใครจะบ้าไปรอคนคนเดียวตั้งพันๆปี”



นั่นสิ ใครจะบ้าไปรอให้ดานิคมาเกิดใหม่หลายพันปีกัน



“มึงไม่เชื่อเหรอ?มันเหมือนจริงมากนะ”



“เชื่อก็เชื่อ อย่างน้อยกูก็รู้สึกได้ถึงความรักที่พวกเขามีให้กันแล้วก็ความเจ็บปวดของไซเรนคนนั้น”



ความรู้สึกโหว่งๆเกิดขึ้นในจิตใจของแดเนียลอีกครั้งเมื่อคิดทบทวนถึงเรื่องเล่าที่เพื่อนสนิทตัวเองเล่าให้ฟังทำไมคนเราถึงสามารถรักกันได้ขนาดนั้น รักขนาดที่ยอมตายดีกว่าเอาชีวิตของอีกคนมามันต้องมากมายขนาดไหนกันนะ



“แล้วมึงว่าตอนนี้ไซเรนตัวนั้นจะเจอผัวเขายังวะ”



ผัวอะไรน่าเกลียดนักนะ



“คงเจอแล้วมั้ง”



ตรงหน้าข้านี่ไง ดานิคของข้า



ต่อให้ต้องรอไปอีกหลายพันปี



ซองอูก็จะเฝ้ารอให้เหมือนกับวันแรกของการจากลา



ต่อให้ต้องจากลากันอีกร้อยครั้ง



ซองอูก็จะตามหาอีกคนอีกพันครั้ง




ต่อให้จะต้องแตกสลายอีกกี่พันครั้ง



ดานิคก็ยังคงจดจำคนรักของตนเองได้เสมอ



ยังจำได้เหมือนวันแรกที่จากมา



และยังรักเหมือนวันแรกที่เรารักกัน



.


.



ไรท์skkys : จบบบบบ ยาวหน่อยน้าถ้ามีอะไรติชมบอกกันได้ตลอดนะครับ เอ้อไรท์อีกคนย้ายไปเรื่องของตัวเองแล้วน้าาไว้ตอนหน้าผมจะมาแจกเรื่องของไรท์แีกคนะตอนนี้เหลือแต่ผมแล้วววขอบคุรที่เม้นกันนะะมันทำให้ผมฮึบๆแต่งได้หลายตอนเลยย

7 ความคิดเห็น